Issuu on Google+


ปที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ประจำเดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

สวัสดีปีใหม่ เป็นอะไรดีๆ อีกครั้งที่เราได้มาทักทายกันอีก ในปี ๒๕๕๕ นี้ ท่ า มกลางอากาศหนาวที่ เ ปลี่ ย นแปลงไปมา

บางพืน้ ทีม่ คี วามสุข บางพืน้ ทีก่ ก็ ำลังลำบากกับภัยหนาว ตัง้ แต่ปที แี่ ล้ว ที่ธรรมชาติสอนให้เราเรียนรู้ถึงความไม่แน่นอน สอนให้เรารู้จักการ ปรับตัว ทุกคนรู้ดีว่าการปรับตัวสำคัญแค่ไหน แต่คงไม่ลืมว่าการ ปรับตัวโดยคิดถึงแค่ตวั เองนัน้ ไม่มปี ระโยชน์ เหมือนเมือ่ ครัง้ ทีน่ ำ้ ท่วม จะเห็นว่าแม้บ้านตัวเองไม่ท่วมแต่ความเดือนร้อนก็ต้องกระทบมา

ถึงเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความปกติสุขจะเกิดได้อย่างไร เมื่อสิ่ง รอบข้างไม่ได้ปกติสุข ทุกคนอยากมีความสุข แต่มักลืมนึกถึงความ จริงนี้ เมือ่ ผมได้ยอ้ นมองตัวเองก็เห็นว่าแต่ละวันทีท่ ำงาน มีบอ่ ยครัง้ ที่ พยายามทำตัวปกติทั้งที่คนรอบข้างกำลังวุ่นวาย ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไป ไม่ได้ ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แก้ไข ถ้าอยากอยู่อย่างปกติสุข และเมื่อ มองกลับไปที่เหตุการณ์น้ำท่วม ก็ชัดเจนว่าธรรมชาติกำลังเดือดร้อน แล้วเราจะอยู่สบายได้อย่างไร หลายคนมักเผลอคิดว่าไม่เห็นจะเกี่ยว กันในเมื่อคนที่เดือดร้อนก็ไม่ได้อยู่ตรงหน้าฉันซะหน่อย ฉันยังมี

ความสุขอยู่ได้ นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะเขาลืมความ จริงข้อนี้ ไม่มีทางที่คุณจะมีความสุข ถ้ารอบตัวคุณมีแต่ความทุกข์ เหมือนไปก่อทรายอยู่กลางน้ำ สักวันคลื่นก็ต้องพังมันลง เช่นกัน วัน นี้สังคมไทยหรือแม้แต่โลกกำลังวุ่นวายอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่ ร้ายกาจ ซึ่งเราทุกคนมีส่วนร่วม แล้วจะรอหรือหลับหูหลับตาไปได้ นานแค่ไหน ถ้าเราอยากอยูอ่ ย่างมีความสุข อยากอยูใ่ นสิง่ แวดล้อมทีด่ ี เราก็ควรทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทำให้สิ่งรอบตัวเราปกติสุข แล้วเราก็ จะได้อยู่ท่ามกลางความสุข ปีใหม่นี้ วารสารวิถีพุทธยังคงมีบทความดีๆ มากมายใน เล่มจะช่วยสร้างแรงใจ ความคิดดีๆ ที่จะช่วยให้เราลุกขึ้นมาหาวิธี ทำให้ ผู้อื่นมีความสุข สมชื่อ “รู้ ตื่น และเบิกบาน” ขอขอบคุณ กองบรรณาธิการสถาบันอาศรมศิลป์

สารบัญ

ภาคกลาง-ตะวันออก

บทความพิเศษ

ผ่านไปอีก ๑ ปี เพราะร้ายจึงกลายเป็นดี

๒ ๔

บทความดีเด่น

ชีวิตคือการค้นหา เพราะหัวใจ...อยู่ใกล้วัด การปลูกฝังคุณธรรมของประเทศไต้หวัน ชีวิตนี้คงไม่มีใครอยากเป็น เจดีย์ทราย วิถีพุทธ : รู้ ตื่น และเบิกบาน ประสิทธิ์ คงศิลป์... ลูกผู้ชายหัวใจไม่แพ้ เกียรติภูมิ หรือ สมรภูมิ… คนสร้างคน

๖ ๙ ๑๒ ๑๗ ๒๑ ๒๔ ๒๖ ๒๙

บทความภาคกลาง-ตะวันออก

โขนสดอุดมศีลวิทยา ศิลปะล้ำค่า ปลูกฝังคุณธรรม เติมความสุขลงไปในงาน เกิดมาเพื่อเป็น... ครู สร้างความดีไว้ ตายแล้วไม่มีโอกาสได้ทำ การเปลี่ยนแปลงที่ประทับใจ ตี๋ของครู เบื่อต้องทนทำปลา มาเก็บขี้หมาดีกว่า จิต (ใจ) อาสา กับมหาอุทกภัยประเทศไทย ค่ายการสร้างคนดีเข้าสู่สังคม สร้างคนด้วยการคิด... สู่ชีวิตที่สดใส การพัฒนา “คน” บนพื้นฐาน “จริยธรรม” การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมสู่ศักยภาพในตัวนักเรียน กว่าจะมาเป็น... กระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม วิถีพุทธเชิงลึก สองมือน้อยที่อุ้มโลก ยิ่งให้ยิ่งได้ การจัดการสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสมในโรงเรียน ดี เก่ง มีความสุข

๓๒ ๓๔ ๓๘ ๔๑ ๔๔ ๔๖ ๔๘ ๕๐ ๕๓ ๕๕ ๕๗ ๖๒ ๖๕ ๖๘ ๗๑ ๗๓ ๗๖

ทีป่ รึกษา ดร.บรรเจอดพร สูแ่ สนสุข ทีป่ รึกษาบรรณาธิการ รศ.ประภาภัทร นิยม กองบรรณาธิการ ณภัทร ชัยชนะศิริ เข็มเพชร ระหว่างงาน สุวรรณา ม่วงสวย โชติกา นิตยนันภ์ ศุภสร จันทร์ศรีสุริยะวงษ์ พีรภรณ์ รุ่งทวีลาภ ผู้สนับสนุน สำนักงานคระกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอขอบคุณ หนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การศึกษาเพี่อ ศตวรรษที่ ๒๑ สำนักพิมพ์ openworlds, หนังสือ เต๋า : มรรควิถีที่ไร้เส้นทาง สำนักพิมพ์ ใยไหม จำกัด จัดทำโดย สถาบันอาศรมศิลป์


ผ่านไปอีก ๑ ปี ดร.บรรเจอดพร สูแ่ สนสุข รองผู้อำนวยการสำนัก พัฒนานวัตกรรมการจัด การศึกษา

ใครๆ ก็ชอบพูดว่าเวลาเดินทางรวดเร็ว เหลือเกิน การทำงานเพื่อสร้างคนดี สร้างคนให้ รู้คิด รู้ทันกิเลสของตน รู้ตัว พร้อมที่จะแก้ไข พร้อมปรับเปลี่ยนสู่การคิดชอบ เห็นชอบ นำไปสู่ การพูดชอบ กระทำชอบ เป็นเรื่องที่ท้าทายกับ เหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตครู นักเรียนในโรงเรียน วิถีพุทธหรือทุกโรงเรียน ทุกคน ทุกวันจะเจอะเจอ แบบฝึกที่จะผ่านไปได้อย่างดีหรือไม่ ทุกวันหาก คุณครูโรงเรียนวิถีพุทธเห็นพ้องกันและได้พยายาม เพาะบ่ ม นั ก เรี ย นผ่ า นประสบการณ์ ป ระจำวั น

ชี้ทางบรรเทาทุกข์ทั้งทุกข์เล็กๆ ทุกข์ใหญ่ๆ ของ นักเรียน เรียนรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนานำ มาสู่การใช้ชีวิตประจำวัน เวลาที่ผ่านมา ๙ ปี

(พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๕๔) ของโรงเรียนวิถีพุทธ คง สร้างคนเต็มคนได้อย่างดีทีเดียว จากการพูดคุย หรือไปเยี่ยมโรงเรียนก็ มักพบบ่อยๆ ว่าโรงเรียนให้ความสำคัญกับการ สวดมนต์ ทำสมาธิ และพิธีกรรมในท้องถิ่นเพียง อย่างเดียว ซึ่งเป็นแค่เพียงเสี้ยวเดียวของพระพุทธ ศาสนาเท่านั้น ขอย้ำว่าหากสวดมนต์ ทำสมาธิ และพิธีกรรมเป็นเพียงเสี้ยวเดียว อย่าตีความว่า “ไม่ควรทำ” แต่ควรทำต่อไปและทำเพิ่มในด้าน อื่นๆ ในส่วนตัวเห็นว่าการมีชั่วโมง Homeroom เป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่ต้องมีอย่างยิ่ง เพราะ เป็นช่วงเวลาที่เมื่อเกิดขึ้นทุกวัน เป็นโอกาสที่ครู จะสอดแทรกการดำเนินชีวิตได้อย่างดี ครูควร เลือกประเด็นมาคุยกับนักเรียน ชี้แนะการเผชิญ กับปัญหาต่างๆ ของชีวติ ด้วยเทคนิควิธขี องศาสตร์ การสอนอันเป็นวิชาชีพที่ครูเรียนมา ครูเลือกหยิบเรือ่ งราวมาเล่าทีเ่ หมาะกับวัย และความสนใจในเวลานัน้ เช่นสอนนักเรียนประถม ศึกษา อาจหยิบเรื่องเพื่อนคุยกันเสียงดัง หนูไม่ ชอบ ถ้าสอนมัธยมศึกษา อาจเลือกคุยเรื่องเมื่อ

เสก...ทะเลาะกับภรรยาผ่านโลกออนไลน์ เป็นต้น ครูควรเลือกตั้งคำถามให้ได้คิดต่อ สอดแทรกวิธี คิดบวก เลือกใช้คำชี้แนะ ที่มีภาษาบาลีประกอบ แต่ไม่หนัก เน้นการอธิบายความมากกว่า นักเรียน จะสร้างมุมมองใหม่ในชีวิตจากการได้คุยกันใน ชัว่ โมง Homeroom ให้นกั เรียนได้พยายามจับความ รู้สึกของตนเองออกมา โดยเฉพาะความรู้สึกต่อ การกระทำดี ที่ เ ป็ น ปี ติ แม้ เ รื่ อ งเล็ ก น้ อ ยเพื่ อ แลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้สึกดีนั้นสู่เพื่อนๆ ใน ห้อง เขาว่ากันว่า ถ้ามีทุกข์ เมื่อได้เล่าออกไป ความทุกข์จะหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ถ้ามีความสุข เมื่อได้เล่าออกไป ความสุขจะเพิ่มกว่าสองเท่า อีกวาระหนึ่งที่นับเป็นโอกาสสำคัญของ การสอนคุณธรรม โดยเฉพาะ โลกธรรม ๘ คือ วาระการประกวดแข่งขัน ทั้งด้านวิชาการ ดนตรี กีฬา สารพัดอย่างทั้งที่จัดโดย สพฐ. เขตพื้นที่ โรงเรียน หรือองค์กรภายนอก เพราะการมีแพ้ ชนะได้ ดีใจ เสียใจเกิดชัดเจน เราควรชี้แนะนักเรียนให้ คิดเห็นอย่างไรต่อผลการประกวดนัน้ ไม่ใช่ประชด ประชัน ไม่ใช่ยอมพ่ายแพ้แบบไร้ทางเยียวยา ไม่ใช่ หลงระเริงเห่อเหิมกับชัยชนะ เราคงเคยได้ยิน และได้เห็นมากับตาเรือ่ งการแข่งขันทีค่ รูหาหนทาง แบบใดก็ได้เพื่อให้นักเรียนชนะการประกวด แล้ว ถ้าเราเป็นฝ่ายแพ้ทผ่ี ชู้ นะไม่ซอ่ื นัน้ เราจะทำอย่างไร นักเรียนของเราจะยังรู้สึกดีกับการประกวด พร้อม ทั้งป���ับปรุงตนเองเพื่อการประกวดรอบต่อไปได้ อย่างไร ส่วนครูที่เคยทำแบบนัน้ มา ทำทุกวิธใี ห้ นักเรียนของเราชนะ ไม่สนใจกฎ กติกา ถึงเวลาแล้ว

ที่จะย้อนสู่ความรู้สึก ความสำนึกรับผิดชอบต่อ นักเรียน ว่าเรากำลังเพาะบ่มนิสัยแบบใดให้เขา แล้วเรายังภูมิใจให้คนเรียกว่า “ครู” อีกหรือ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวฺโส พระอาจารย์ โครงงานคุณธรรม เยาวชนไทยทำดี ถวายในหลวง


ได้ให้ข้อคิดเรื่องการประกวด การแข่งขันไว้ว่า “โครงงานคุณธรรม เป็นกระบวนการ เรียนรูค้ ณุ ธรรมอย่างเป็นระบบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการคิดจริง ทำจริง เรียนรู้จริงของเยาวชน ด้วยตัวเยาวชนเอง อันนี้เป็นข้อดีและเป็นหัวใจ สำคั ญ ของโครงงานคุ ณ ธรรม แต่ มั น ก็ มี “จุ ด ไคลแมกซ์” ตรงที่การเรียนรู้กิเลสของคนทำโครง งานคุณธรรม กิเลสของคนทำโครงงานก็อยู่ตรง เรื่องการวางใจต่อการประกวดนี่แหละนะ ว่าจะ ทำให้เราถอดใจกับการทำความดี หลงประเด็น ระหว่างความดีทที่ ำกับการประเมินโครงงานหรือไม่

จะติดกับดักกิเลสจากการแข่งขันแค่ไหน มันจึง ไม่ง่าย และที่เราควบคุมไม่ได้คือ ไม่รู้ว่าเราจะ ต้องเจอกรรมการแบบไหน เจอแบบโหด เจอแบบ วิชาการสุดๆ เจอแบบเออออ เจอแบบเอาใจ เจอ แบบให้กำลังใจ...ฯลฯ แต่ทั้งหมดนั้น มันช่วย

เติมเต็มให้กับการทำความดีของเรา เพราะมันจะ เป็นกระจกสะท้อนในวิธีการคิดวิธีการทำความดี ของเรา ถ้าเราเรียนรู้ได้แท้จริงไปเรื่อยๆ ถึงจุด หนึ่งเราจะแยกได้ว่า ที่ทำความดี “ทุกความดี ดี เสมอ” ความดีไม่ควรเอามาแข่งขันกัน ความดี ประกวดไม่ได้ แต่โครงงานคุณธรรมประกวดได้ ประเมินได้ เพื่อเป็นการยกระดับการเรียนรู้ไปอีก ขัน้ หนึง่ ไม่ใช่แค่คดิ และลงมือทำ แต่มกี ารประเมิน คุณภาพด้วย เป็นการประเมินทั้งในมุมของตนเอง และคนอื่น ถ้าเราเรียนรู้ธรรมะไปด้วยก็จะเข้าใจ ว่าทำไมพระอาจารย์ถงึ บอกว่า การประกวดโครงงาน คุณธรรมนัน้ ต้องเข้าใจว่า “การประกวดไม่ใช่การ แข่งขัน แต่การประกวดคือการปฏิบตั ธิ รรม” อย่าได้ ถอดใจจากความดี ก็ขอเป็นกำลังใจให้เสมอนะ” อี ก เรื่ อ งที่ ที่ อ ยากเล่ า ให้ ฟั ง คุ ณ ครู ใ น จังหวัดนครราชสีมาได้เล่าความหลังให้ฟงั ว่า ในปี ๒๕๕๓ พานักเรียนมาร่วมค่ายโครงงานคุณธรรม

ถ้ามีทุกข์ เมื่อได้เล่าออกไป ความทุกข์จะหายไป ครึ่ ง หนึ่ ง แต่ ถ้ า มี ค วามสุ ข เมื่ อ ได้ เ ล่ า ออกไป

ความสุขจะเพิ่มกว่าสองเท่า กับ สพฐ. แต่เมือ่ จบค่าย ไม่มใี บประกาศฯ ให้ รูส้ กึ ผิดหวัง เพราะ สมศ. จะมาตรวจ น่าจะมีใบประกาศ ไว้แสดง จึงได้ตอ่ ว่าคนของ สพฐ. ด้วยถ้อยคำรุนแรง กลับไปด้วยความโกรธและคิดไว้เลยว่าปีหน้าจะ เลิกทำโครงงานคุณธรรม และแล้วเวลาผ่านไป วันหนึ่งมีคนรู้จักเสียชีวิตจึงต้องไปรดน้ำศพ ซึ่ง น้อยครั้งนักที่ตนเองจะไปรดน้ำศพ ในระหว่าง รดน้ำศพก็มองไปที่มือของศพ คิดได้ทนั ทีวา่ ไม่ เห็นหยิบใบประกาศฯ อะไรไปได้สกั ใบ จึงมาตั้งใจ ใหม่ ว่ า ต่ อ ไปนี้ จ ะทำงานแบบไม่ อ ยากได้ ใ บ ประกาศฯ อีกแล้ว จะไม่เรียกร้อง เพราะในที่สุด ก็เอาอะไรไปไม่ได้ ครูคนนั้นพยายามหลายวิธีที่ จะกล่าวคำขอโทษคนของ สพฐ. ผ่านไปอีกหลาย เดือนจึงขอโทษสำเร็จ ดิฉันจึงขอเสนอว่า ทำบุญ แบบทีใ่ ห้เด็กทำโครงงานคุณธรรมนัน่ แหละค่ะ ใบ ประกาศฯ เอาไปไม่ได้แต่เอาบุญนี้ติดตัวไปได้ วารสาร รู้ ตืน่ และเบิกบาน คงเป็นแหล่ง เรือ่ งเล่าทีจ่ รรโลงใจทุกท่านได้บา้ ง ผ่านไปอีก ๑ ปี ของการดำเนินชีวิต ลองถามกลับตัวเองด้วยว่า เราได้ใช้เวลาทีผ่ า่ นไปเพือ่ เป็นตัวอย่างทีด่ กี บั เด็กๆ ให้ความคิดดีๆ กับเด็กไปมากเท่าไร สะสมบุญ ให้ได้อิ่มอกอิ่มใจไปมากเท่าใด ชื่นใจกับความ เป็นครูมากแค่ไหน สะสมบุญไว้มากหรือยัง ดิฉัน เชื่อเหลือเกินว่าท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ได้รับ ความสุขใจกันไปแล้ว ขออนุโมทนากับบุญทีค่ ณุ ครู ได้ทำ ด้วยใจจริง ๓


เพราะร้ายจึงกลายเป็นดี ภาพ : Creativecommons.com บทความพิเศษ ศ.ระพี สาคริก ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔

บนทางสายกลาง หากมีรากฐานจิตใจอิสระ ย่อมมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้สองด้าน อีกทั้งรู้ว่า ด้านไหนคือพืน้ ฐานของอีกด้านหนึง่ หากใครปฏิบตั ิ ได้ย่อมเป็นผลดีแก่ตนเองโดยแท้ เมื่อดีแก่ตนเอง ก็ยอ่ มดีแก่สงั คมทีเ่ รามีสว่ นร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ บัดนี้ ฉันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงตรัส ไว้แก่ประชาชนชาวไทยเอาไว้ว่า “ขอให้รู้จักเรียง ลำดับความสำคัญของทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้อง” อนึง่ เมือ่ ไม่นานมานีฉ้ นั ได้เขียนบทความ เรื่องหนึ่ง โดยให้ชื่อว่า “โปรดอย่าเห็นแก่ตัวมาก จนเกินไป เพราะสังคมไทยจะไปไม่รอด” อนึ่ง เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ย่อมช่วยให้ เราสามารถมองเห็นคนดีได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังที่พุทธธรรมได้ชี้ไว้ว่า “ถ้าไม่มีเหตุนี้ก็ย่อมไม่มี เหตุนั้น” ประเด็นนี้เริ่มต้นจากการที่ฉันเริ่มค้นหา ข้าวขึ้นน้ำ แท้จริงแล้วพันธุ์ข้าวกลุ่มนี้เราก็มีมา นานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่นัก จึงขาดการ ประชาสัมพันธ์ที่ดี โปรดอย่าดูถูกของเล็ก เพราะของเล็ก เป็นจุดเริม่ ต้นนำเราไปสูม่ มุ กว้าง ครัน้ น้ำมามากขึน้

ทำให้คนท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวนาชาวไร่จำต้อง เดือดร้อนหนัก เราก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของ ชีวิตคนที่ด้อยโอกาส ไม่เช่นนั้นแล้วคนระดับบนก็ คงเอาแต่หลงอยู่กับความสบายด้านเดียว ในกระบวนการจั ด การศึ ก ษาก็ เ ช่ น กั น ช่วงหลังๆ เรามักบ่นกันว่า ครูอาจารย์รวมทัง้ นิสติ นักศึกษาหลายแห่ง เมือ่ มีปญั หาสังคมก็มกั ไม่ออก มาแสดงตัวเพื่อช่วยเหลือกันเช่นแต่ก่อน ในเรื่องนี้ ฉั น ขอชมเชยบรรดาครู อ าจารย์ แ ละนั ก ศึ ก ษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เปิดพื้นที่ให้คนต่าง จังหวัดซึง่ ส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ได้เข้ามาพักพิง อาศัยร่มไม้ชายคา รวมทั้งตัวเองมองเห็นโอกาส ในการเรียนรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ฉันนึกถึงในช่วงสงครามโลกครัง้ ที่ ๒ ทีม่ ี เครื่องบินข้าศึกบินมาทิ้งระเบิดในกรุงเทพฯ เวลา กลางคืน ระหว่างฉันเป็นผูบ้ ริหาร เราได้เปิดโอกาส ให้ประชาชนไปกางเต็นท์นอนหลบภัยสงคราม จากลูกระเบิดกันอย่างกว้างขวาง และมีครูอาจารย์ รวมทัง้ นิสติ ช่วยกันดูแลให้ความสะดวกอย่างใกล้ชดิ โดยทีถ่ อื ว่านีค่ อื หน้าทีข่ องมหาวิทยาลัยทีจ่ ะมีโอกาส ตอบแทนบุญคุณแก่ประชาชนผู้เสียภาษี


สำหรั บ สื่ อ มวลชนนั้ น ความจริ ง ฉั น มี ความสัมพันธ์กบั คนกลุม่ นีม้ านานแล้ว โดยทีถ่ อื ว่า พวกเขาคือลูกหลานของฉันทุกคน ฉันขอชมเชย สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ที่อุตส่าห์ปิดรายการ ประจำวัน เพื่อเปลี่ยนมาใช้เป็นบริการรายงานผล จากปัญหาของประชาชนซึ่งกำลังตกทุกข์ได้ยาก อาจมีรายอื่นๆ แม้จะเป็นรายเล็กรายน้อย แต่ฉัน ก็กล่าวย้ำอยู่เสมอว่า “รายเล็กไม่ใช่เรื่องที่จะต้อง ได้รับการดูถูกว่าไม่สำคัญ” นี่แหละ ถ้าไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมเราก็ มองไม่เห็นคนดีที่มีความกระตือรือร้น ซึ่งเรื่องนี้ มันอยู่บนฐานหลักธรรมทั้งนั้น ฉันจึงกล่าวย้ำอยู่ เสมอว่า “ธรรมะสามารถเรียนรู้ได้จากทุกเรื่องใน ชีวิตประจำวันของตัวเราเอง” มีอกี เรือ่ งหนึง่ ซึง่ ฉันขอฝากไว้ให้ทกุ คนคิด เธอจำได้หรือเปล่าว่า ฉันเคยบ่นอยูเ่ สมอว���า แผ่นดิน ถิ่นเกิดของไทยที่กำลังตกไปอยู่ในมือคนต่างชาติ นั้นมันมีมากยิ่งขึ้นทุกที แต่คนไทยเองก็ใช้ชีวิตอยู่ อย่างประมาท จนไม่สนใจว่ามันจะหมดไปเท่าไหร่ก็ ไม่ทุกข์ร้อน คงมีแต่เอาตัวเลขบนแผ่นกระดาษมา พูดกันแล้วก็ขยำมันทิ้งไป อนึง่ ฉันเคยพูดมานานแล้วว่า สำนักงาน ส่งเสริมการลงทุนนั้นมีขาทั้งสองข้างยืนอยู่กับคน ต่างชาติ ถึงขนาดมีนโยบายที่ว่า “ถ้าสิ่งไหนคน ไทยยังทำไม่ได้ก็จะนำไปมอบให้คนต่างชาติมา ทำ” จนกระทั่งอุตสาหกรรมซึ่งมีนายทุนต่างชาติ เป็นเจ้าของ ได้เข้ามาขยายอิทธิพลเบียดเบียน การเกษตรของไทยเต็มไปหมด เพราะความคิดแบบนี้จึงทำให้แผ่นดิน ไทยซึ่งเราพูดกันอยู่เสมอว่า “เป็นแผ่นดินเพื่อ การเกษตร” แต่เราก็นำเอาอุตสาหกรรมต่างชาติ เข้ามาทับหัว จนกระทั่งการเกษตรของไทยขาด อิสรภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ฉันพูดถึงขนาดว่า ซักวัน หนึง่ เราคงจะเห็นผูบ้ ริหารระดับสูงเป็นชาวต่างชาติ ก็ได้ ครั้งที่ทำรายการศาลาริมสวนฉันได้ไปถ่าย

น้ ำ ท่ ว มครั้ ง นี้ เ ราคงยั ง มี ค วามหวั ง มาบ้ า งว่ า ธรรมชาติมันจะคืนแผ่นดินผืนนี้ ให้แก่คนไทย ได้ ใช้ทำการเกษตรต่อไปในอนาคต ทำถึงออสเตรเลีย และเทปม้วนนั้นมันก็ยังอยู่ใน มือฉันมาตลอด แต่เทปม้วนสำคัญที่สุดมันไม่ได้ อยู่แค่ในมือเท่านั้น หากอยู่ในหัวใจของฉันอย่าง ลึกซึง้ น้ำท่วมครัง้ นีเ้ ราคงยังมีความหวังมาบ้างว่า ธรรมชาติมันจะคืนแผ่นดินผืนนี้ให้แก่คนไทยได้ ใช้ทำการเกษตรต่อไปในอนาคต เพราะกระแสน้ำ ที่พัดมาจากทางเหนือได้ชะล้างเอาปุ๋ยธรรมชาติ บนผิวดินลงมาด้วย ดังนั้นเมื่อน้ำท่วมเราก็ได้ปุ๋ย อินทรีย์ โดยแทบไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีให้เป็นทาส คนต่างชาติต่อไปอีก ตัวฉันเองเคยพูดไว้แล้วว่า “จะทำงาน จนตายคาแผ่นดิน” แม้นำ้ ท่วมจนฉันทำอะไรไม่ได้ แต่ขอให้แผ่นดินไทยกลับคืนมาสู่มือคนไทยเพื่อ จะได้ใช้ทำมาหากินได้ในอนาคต เท่านั้นก็นับว่า พอเพียงแล้วสำหรับชีวิตนี้ ฉันขอฝากไว้แค่นี้ก่อน แม้มนั จะเป็นเรือ่ งสัน้ แต่จติ วิญญาณมันก็มรี ากฐานที่ ลึกซึ้ง นี่แหละคือหลักธรรมอีกบทหนึ่งที่พึงสังวร เอาไว้ เพื่อกู้ชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเรา สุ ด ท้ า ยที่ ไ ม่ สุ ด ท้ า ยนี้ ฉั น ขอฝากอี ก

สิ่งหนึ่งซึ่งมันควรจะมีอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ถ้า เรายังรูส้ กึ ได้วา่ ตัวเองเป็นมนุษย์ สิง่ นัน้ ก็คอื “โปรด อย่าเป็นคนมีนสิ ยั ลืมง่าย” แม้หวนกลับไปนึกถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ซึ่งฉันมีอายุแค่ ๒๐ ขวบ ตัวเองก็ยัง จำได้ดีว่าในช่วงนั้น “กรุงเทพฯ กลายเป็นทะเล แทบจะสุดลูกหูลูกตา” ดังนั้น ขอให้นึกถึงคำสอน ของคนโบราณที่กล่าวฝากไว้ว่า “เจ็บแล้วต้องจำ” กราบทุกคนมาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง สำหรับการเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างของเธอทั้งหลาย เพื่อหวังให้แผ่นดินผืนนี้มันอยู่ต่อไปได้ในภายภาค หน้าได้สำเร็จ รวมทัง้ ลูกหลานของเราทุกคนทีค่ วร อยู่อย่างภาคภูมิใจ ๕


บทความดีเด่น

ภาคเหนืือตอนบน พะเยา เขต ๒

ชีวิตคือการค้นหา การค้ น หาคื อ การค้ น หาทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า ง ค้ น หาตั ว เองให้ เ จอ ค้นหาต้นตอของปัญหาอุปสรรคให้พบ ค้นหาสิ่งที่เราอยากรู้จัก ให้ ได้ แต่การค้นหานั้นเราต้องมีสติอยู่เสมอ

เรื่อง อภิรดี ลั่นฟ้าคนดี โรงเรียน ราชานุเคราะห์ ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา ๖

ในโลกนี้ ม นุ ษ ย์ ทุ ก คนที่ เ กิ ด มาบนโลก ย่อมมีปัญหาและอุปสรรคมากมายหลายอย่าง จนบางครั้ ง ข้ า พเจ้ า นั่ ง คิ ด เกี่ ย วกั บ ชี วิ ต ของตั ว ข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าก็สามารถสรุปได้ว่า ถึงแม้จะ มีปญั หาและอุปสรรคต่างๆ เกิดขึน้ กับทุกคนไม่วา่ จะเป็นตัวข้าพเจ้าเองหรือคนรอบข้าง ข้าพเจ้าก็คดิ ได้ว่าชีวิตนี้คือการค้นหา ค้นหาอุปสรรค ค้นหา สิ่ ง ที่ อ ยากรู้ แ ละค้ น หาสิ่ ง ต่ า งๆ อย่ า มั ว แต่ ตั้ ง คำ�ถามให้กับชีวิตของตนเองว่าเรามาจากไหน เรามาทำ�อะไรในโลกนี้และปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น กับตัวเราได้อย่างไร แม้แต่คุณธรรมความดียังตั้ง คำ�ถามเลย และบางครั้งตัวข้าพเจ้าก็เคยผิดหวัง เหมือนชีวิตนี้ไม่มีอะไรอื่นอีกเลยนอกจากภาระ หน้าที่ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ จนมาใช้คำ�ว่า “ชีวิตคือการค้นหา” ให้เป็นประโยชน์และทุกคน จะรู้ว่าชีวิตของเราคือการค้นหาอย่างไร จงใช้ชีวิต ให้คมุ้ ค่าสมกับทีไ่ ด้เกิดมาเป็นมนุษย์ และจงค้นหา ให้เจอ ถึงจะมีความสุข ข้ า พเจ้ า เป็ น เด็ ก คนหนึ่ ง ที่ มี ป ั ญ หาและ อุปสรรคมาตั้งแต่เด็กๆ ข้าพเจ้าเคยมีความรู้สึก ผิดหวังและน้อยใจในตนเองมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

เพราะตั ว ข้ า พเจ้ า เองก�ำพร้ า แม่ ผู ้ ใ ห้ ก�ำเนิ ด มาตั้ ง แต่ เ ด็ ก ๆ ในตอนนั้ น ข้ า พเจ้ า อายุ ไ ด้ ประมาณ ๒-๓ ขวบ คุณแม่ก็เสีย หลังจากนั้น คุณพ่อก็ไปท�ำงานต่างจังหวัดด้วย ในตอนนั้น ตัวข้าพเจ้าและน้องจึงอาศัยอยูก่ บั คุณปูแ่ ละคุณย่า แต่ ก ารอยู ่ กั บ คุ ณ ปู ่ แ ละคุ ณ ย่ า สมั ย นั้ น จะไป ไหนมาไหนก็ต้องเดินอย่างเดียว ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ ต ้ อ งเดิ น ถึ ง แม้ ไ กลแค่ ไ หนตั ว ข้ า พเจ้ า ก็ ต ้ อ ง พยายามเดินไป ไม่ว่าจะเดินไปท�ำไร่หรือเดินไป ที่ต่างๆ ก็ตาม หลังจากที่คุณพ่อไปท�ำงานได้ ประมาณ ๒ ปี คุณพ่อก็กลับมาบ้านและคุณพ่อ ก็ได้แต่งงานใหม่และได้พามาอยู่บ้าน ตัวข้าพเจ้า จึ ง กลั บ ไปอยู ่ กั บ คุ ณ พ่ อ และแม่ ใ หม่ ตอนนั้ น ข้าพเจ้าอายุได้ประมาณ ๕-๖ ปี และหลังจากนั้น พอเปิดเทอมข้าพเจ้าก็ได้เข้าโรงเรียนในชัน้ อนุบาล ข้าพเจ้าได้ไปโรงเรียนและหลังจากโรงเรียนเลิกแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เริม่ ช่วยคุณพ่อคุณแม่ท�ำงานบ้าน เช่น ช่วยคุณพ่อคุณแม่ล้างจาน ช่วยคุณพ่อคุณแม่ หุงข้าว และช่วยคุณพ่อคุณแม่ตกั น�ำ้ ซึง่ ในตอนนัน้ เราเป็ น เด็ ก เราก็ อ ยากจะไปเล่ น เหมื อ นคนอื่ น เขาบ้าง แต่เนื่องจากข้าพเจ้ามีงานที่บ้านจึงไม่ได้


เล่นเหมือนคนอื่นเขา ถึงแม้จะมีงานเยอะแค่ไหน ข้าพเจ้าก็ไม่เคยบ่นเลย และบางครัง้ ก็ตงั้ ใจท�ำมาก จะท�ำให้ดีที่สุดแต่ก็มีข้อผิดพลาดบ้าง จึงท�ำให้ ข้าพเจ้าโดนคุณพ่อคุณแม่ดุด่าต่อว่าบ้าง ข้าพเจ้า ก็ น ้ อ ยใจและแอบไปร้ อ งไห้ บ ้ า ง ในตอนนั้ น คิดน้อยใจมากได้แต่ตั้งค�ำถามให้แก่ชีวิตมากมาย ว่าท�ำไมเราถึงไม่มีแม่แท้ๆ เหมือนคนอื่นเขา ถ้าข้าพเจ้ามีแม่แท้ๆ ข้าพเจ้าอาจไม่โดนดุดา่ ต่อว่า ขนาดนี้ และค�ำถามอื่นๆ อีกมากมาย พอข้าพเจ้า อายุได้ประมาณ ๙ ปี พี่ของข้าพเจ้าก็เรียนจบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ และในตอนนั้นไม่กล้าที่จะ อยู่บ้านเลยท�ำให้ข้าพเจ้าได้เสียโอกาสที่จะเรียน เป็นเวลา ๒ ปี และหลังจาก ๒ ปีข้าพเจ้าก็โตขึ้น และก็เกิดความคิดอยากจะเรียนหนังสือขึ้นมา ท�ำให้ ข ้ า พเจ้ า ตั ด สิ น ใจมาเรี ย นใหม่ อี ก ครั้ ง เพราะคิดว่ามาเรียนใหม่ยังไม่สายที่จะเรียน การเริ่มต้นมาเรียนใหม่ในโรงเรียนทำ�ให้ ข้ า พเจ้ า ได้ กำ � ลั ง ใจจากคุ ณ ครู ใ นโรงเรี ย นและ ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือมากมายจนมาเจอหนังสือ เล่มหนึ่งคือ ปัดเข่าแล้วลุกขึ้นสู้ ทำ�ให้ข้าพเจ้า ค้นหาตัวของข้าพเจ้าและมีก�ำ ลังใจมากขึน้ คือขจัด อุ ป สรรคและปั ญ หาต่ า งๆ ที่ ทำ� ให้ ตั ว ข้ า พเจ้ า เดินไปข้างหน้าช้าลง ข้าพเจ้ารู้ว่าไม่ใช่ว่าเรา คนเดียวทีม่ ปี ญั หาและอุปสรรคเท่านัน้ แต่เราทุกคน ไม่สามารถแบกปัญหาและอุปสรรคไว้ได้ เราต้องตัด และท���ง้ บางเรือ่ งทีเ่ คยชินไป เช่น เราอาจหาข้อแก้ตวั เมื่อตัวเองทำ�ผิดเสมอหรือบางครั้งเราต้องเปลี่ยน นิสัยบ้าง การตัดปัญหาและอุปสรรคออกไปทำ�ให้ เราเริ่มต้นวันใหม่ได้ง่ายขึ้น ในปัจจุบันนี้ข้าพเจ้า กำ�ลังศึกษาอยูช่ นั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ และทีผ่ า่ นมา ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และเข้าใจ ข้าพเจ้ามาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะว่าตัวข้าพเจ้ามีความพยายาม มีความ อดทนมาตั้งแต่เด็กแล้ว จนมาถึงจุดนี้ข้าพเจ้า

ภูมใิ จมากค่ะ ข้าพเจ้าได้เรียนรูว้ า่ ชีวติ คือการค้นหา การค้นหามีความหมายมากเกินกรอบที่เราวางไว้ การค้นหาคือการค้นหาทุกสิ่งทุกอย่าง ค้นหา ตัวเองให้เจอ ค้นหาต้นตอของปัญหาอุปสรรคให้พบ ค้นหาสิ่งที่เราอยากรู้จักให้ได้ แต่การค้นหานั้นเรา ต้องมีสติอยู่เสมอ จึงทำ�ให้ตัวข้าพเจ้าได้เรียนรู้ ว่าเมื่อไหร่ที่ขาดสติเมื่อนั้นเรื่องง่ายจะกลายเป็น เรื่องยาก เรื่องเล็กก็จะกลายป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้า เราตั้งสติได้เรื่องเล็กก็คือเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ก็จะ กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องยากก็จะไม่ยากอีกต่อไป และถ้าเรามีสติแล้วทุกนาทีที่เราหายใจอยู่ก็คือ การค้นหา บางครั้งก็ค้นพบ บางครั้งก็ค้นไม่พบ บางวันปวดหัวไปกับปัญหาและอุปสรรคบ้าง แต่ก็ มีความสุข บางครั้งกำ�ลังหัวเราะอยู่ แต่ก็ไม่มี เป้าหมายอะไรเลย ชีวติ ของข้าพเจ้าข้าพเจ้าค้นหา เจอแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ทำ�ร้ายหรือทำ�ลายใครอีก โดยเฉพาะตนเอง และสิง่ ต่างๆ นัน้ ทำ�ให้ตวั ข้าพเจ้า ได้รู้ว่าวิธีเดียวที่จะวิ่งไปถึงเส้นชัยได้คือต้องลุกขึ้น ใหม่ทุกครั้งที่ล้ม เหมือนกับว่าเวลาเราทำ�อะไร ผิดพลาดเรามาเริ่มแก้ไขใหม่ ต้องทำ�ให้ดีกว่าเดิม หรือเวลาเราไปไหนแล้วเราไม่ระวังเราเกิดหกล้ม ๗


บทความดีเด่น

ขึน้ มาเราก็ตอ้ งลุกขึน้ และกลับมาเดินต่อไป ถ้าเรา ไม่สู้กับปัญหาต่างๆ ก็เหมือนกับว่าเราล้มแล้ว เราไม่ยอมลุก ชีวติ ของเราถ้าเราไม่กล้าทีจ่ ะเผชิญ กับปัญหา ปัญหาเหล่านั้นก็ไม่จบเลย ดังคำ�สอน ที่ว่า ไม่กล้า ไม่เดินหน้า ข้าพเจ้าต้องกล้าเผชิญ ปัญหาและอุปสรรค ชีวิตของข้าพเจ้าจึงจะเดิน หน้าได้ ดังนัน้ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ทีเ่ กิดขึน้ มา ย่อมมีทางออกเสมอ ไม่วา่ จะเป็นความอดทนหรือ การทำ�งาน ไม่เคยท้อ และเราจงค้นหาสิง่ ทีไ่ ด้จาก ความผิดพลาดทีผ่ า่ นมาเพราะสิง่ ทีผ่ า่ นมาหรือสิง่ ที่ ผิดพลาดเหล่านั้นก็แฝงไปด้วยบทเรียนอันมีค่า เพราะความสำ � เร็ จ เหล่ า นั้ น ย่ อ มซ่ อ นอยู่ ห ลั ง ความล้มเหลวเสมอ ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ทำ �ให้ ข้าพเจ้าภูมิใจมากก็คือการที่ตัวข้าพเจ้าได้รู้ว่า ความสำ�เร็จเหล่านัน้ ย่อมซ่อนอยูห่ ลังความล้มเหลว เสมอ เพราะทุกคนที่ประสบความสำ�เร็จในชีวิต ย่ อ มมี ล้ ม เหลวมากมายแต่ เ ขาก็ ไ ม่ ท้ อ ถอย เขาค้นหาชีวิตของเขา เขาต่อสู้กับชีวิตของเขา เขาจึงจะมีความสำ�เร็จได้ ส่วนคำ�ว่าชีวิตคือการ ค้นหาของข้าพเจ้านั้นก็คือการค้นหาอุปสรรคและ ๘

ปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตและพอเจอแล้วก็ ลงมือแก้ไข ส่วนการค้นหาตนเองคือการค้นหา ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า งที่ ต นเองมี อ ยู่ ใ นตั ว และถึ ง แม้ การค้นหาเหล่านั้นจะเจอหรือไม่เจอ การค้นหา ตั้ ง แต่ ลื ม ตาดู โ ลกก็ มี ค วามโศกเศร้ า ร้ อ งไห้ แต่เราจะค้นหาอย่างไรก็คือถ้าเป็นปัญหาก็ต้อง ค้ น หาต้ น เหตุ ก่ อ นและลงมื อ แก้ ไ ข ถ้ า ค้ น หา ตนเองก็ ค้ น หาด้ ว ยการเดิ น หน้ า ต่ อ ไป ถึ ง แม้ การค้นหานัน้ จะมีลม้ เหลวบ้าง แต่กอ็ ย่าลืมปัดเข่า แล้วลุกขึ้นสู้นะคะและค้นหาอย่างมีสติด้วย ทุก นาที ที่ มี ล มหายใจนั้ น คื อ การหาและสิ่ ง เหล่ า นี้ ก็ทำ�ให้ตัวข้าพเจ้าภูมิใจเป็นอย่างมากค่ะ ข้าพเจ้า ขอฝากทุกคนว่า ชีวิตของทุกคนมีค่ามากกว่าที่ เราคิดไว้ มากกว่าทีเ่ รากำ�หนดไว้ ถ้าเราค้นหาชีวติ ของเราเจอ และอีกอย่างหนึง่ คือ อย่ามัวตัง้ คำ�ถาม ให้กบั ชีวติ จงมาค้นหาชีวติ ของเราจะดีกว่าการมัว มานัง่ ตัง้ คำ�ถามให้กบั ชีวติ เพราะในโลกทุกคนย่อม มีการล้มเหลว ไม่มีใครไม่เคยล้มเหลว ไม่มีใคร ไม่เคยผิดพลาด ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะจัดการกับ ความผิดพลาดและความล้มเหลวของเขาอย่างไร จะอยูก่ บั มันไปตลอดชีวติ หรือจะเรียนรูส้ ง่ิ ทีผ่ ดิ พลาด และลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง สิ่งที่ข้าพเจ้าเฝ้าบอกกับตัวเองทุกวันนั่น ก็ คื อ ...ขั้ น แรก ฉั น ต้ อ งไม่ เ ศร้ า ไปกั บ อุ ป สรรค และปั ญ หาที่ เ กิ ด ขึ้ น และเรี ย นรู้ ไ ว้ เ ป็ น บทเรี ย น ครั้งต่อไป ขั้นต่อไปคือ ฉันต้องลงมือแก้ปัญหา และตัวฉันต้องมีความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ตัวฉันแก้ไขนั้นจะต้องดีขึ้น ดีขึ้น และ ดีขึ้น ดีขึ้นค่ะ


ภาคเหนือตอนล่าง กำ�แพงเพชร เขต ๒

เพราะหัวใจ...อยู่ ใกล้วัด เสียงระฆังดังเป็นสัญญาณบอกให้นักเรียน ทุกคนมารวมตัวกัน ถ้าเป็นวันปกติก็จะหมายถึง การเข้าแถวหน้าเสาธงเพือ่ ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ ไหว้พระ และทำ�กิจกรรมต่างๆ ทีโ่ รงเรียนได้จดั ขึน้ หากแต่วันนี้ต่างจากทุกๆ วัน เพราะเป็นวันพระ และทีส่ �ำ คัญเป็นวันพระแรกทีข่ า้ พเจ้าจะนำ�นักเรียน และคณะครูไปร่วมทำ�บุญวันพระที่วัดหัวทุ่งน้อย ซึ่งเป็นวัดของหมู่บ้านที่โรงเรียนตั้งอยู่ เสี ย งนั ก เรี ย นดั ง พร้ อ มกั บ ความวุ่ น วาย ในการจัดแถว การหาปิน่ โต และของทำ�บุญเริม่ จะ สงบลง เห็นภาพนักเรียนเข้าแถวเรียงเป็นแถวตอนลึก จำ�นวนสองแถว โดยมีเสียงครูคอยบอกและกำ�กับ “เรียบร้อยแล้วค่ะ ผอ.” ครูสุภาพรบอก ข้าพเจ้า รับคำ� “งั้นเราไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะสาย” พร้อม เดินนำ�หน้าขบวนนักเรียนตัวเล็กตัวน้อย ที่เกือบ ทุ ก คนรวมทั้ ง ข้ า พเจ้ า มี มื อ ข้ า งหนึ่ ง ถื อ ปิ่ น โต เดินเข้าสู่วัดหัวทุ่งน้อยซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงเรียน โรงเรียนทุง่ น้อยพัฒนา เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชนบท ในต�ำบลคลองสมบูรณ์ อ�ำเภอคลองขลุง จังหวัดก�ำแพงเพชร นักเรียน ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ขาดแคลนทั้งความรัก ความเอาใจใส่จากครอบครัว เนื่องจากพ่อแม่ เลิกรากัน บ้างก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ที่แก่ชรา บ้างผู้ปกครองต้องหาเช้ากินค�่ำ ท�ำให้ ในวันพระนักเรียนท�ำได้เพียงน�ำข้าวและอาหาร ที่ตนเองพอจะมีหรือหามาได้อย่างดีที่สุดมาเพื่อ ถวายพระ เพราะพวกเขามีความหวังว่าการท�ำบุญ จะท�ำให้ชีวิตในวันข้างหน้าของพวกเขาดีขึ้น พวกเราเดินมาถึงวัดในระยะเวลาไม่ถึง อึดใจ นักเรียนถอดรองเท้าวางเรียงระเกะระกะ จนข้าพเจ้าต้องบอกให้นกั เรียนช่วยกันเรียงรองเท้า

ใหม่ให้เรียบร้อย นักเรียนทุกคนจึงช่วยกันเรียง รองเท้าใหม่จนเรียบร้อยขึ้น และเริ่มทยอยเดิน เข้าไปในศาลาวัด ข้าพเจ้าเห็นผูใ้ หญ่บา้ นพร้อมกับ สมาชิ ก องค์ ก ารบริ ห ารส่ ว นตำ� บลซึ่ ง เป็ น คณะ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนและ ชาวบ้านจำ�นวนหนึ่งนั่งอยู่ในศาลาวัดอยู่ก่อนแล้ว ข้ า พเจ้ า นำ � อาหารจากปิ่ น โตมาเปลี่ ย นถ่ า ยใส่ ภาชนะของวัด ระหว่างนั้นข้าพเจ้านึกถึงวันที่ ร่วมประชุมกับคณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ของโรงเรียนเมือ่ สองอาทิตย์กอ่ นหลังจากทีข่ า้ พเจ้า ได้ เ ข้ า มาดำ � รงตำ � แหน่ ง ผู้ อำ � นวยการโรงเรี ย น ทุ่งน้อยพัฒนาแห่งนี้ หลายคนทีแ่ วะเวียนเข้ามาในโรงเรียนของเรา มั ก จะ���มเสมอว่ า โรงเรี ย นของเรามี ก ารวางผั ง ตัวอาคารและสนามหญ้าที่ดี มีการจัดภูมิทัศน์ ได้สวยงามมาก อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับวัดง่ายต่อ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้า มักเห็นเสมอคือ บริเวณโรงเรียนมีขยะมาก อาคาร เรี ย นไม่ ค่ อ ยสะอาดเนื่ อ งจากนั ก เรี ย นไม่ ค่ อ ย

เรื่อง รินทร์ด้า นันตา โรงเรียน ทุ่งน้อยพัฒนา ต.คลองสมบูรณ์ อ.คลองขลุง จ.กำ�แพงเพชร


บทความดีเด่น

ช่วยกันทำ�เวร และที่ส�ำ คัญ ถึงแม้โรงเรียนจะอยู่ ติดกับวัดแต่นักเรียนไม่เคยไปทำ�บุญวันพระเลย นอกจากการไปร่วมงานแห่เทียนจำ�นำ�พรรรษา เท่านัน้ ข้าพเจ้าจึงนำ�เรือ่ งการทำ�บุญวันพระ ในชือ่ “กิจกรรม ๑ เดือน ๑ วันพระ” เสนอในที่ประชุม คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจาก อยากเห็นนักเรียนเกิดความคุ้นเคยในการเข้าวัด ประกอบศาสนกิจ บำ � เพ็ญสาธารณประโยชน์ ศึ ก ษาธรรมะ อย่ า งน้ อ ยเดื อ นละ ๑ วั น พระ รวมทั้ ง ยั ง ได้ ทำ � บุ ญ ร่ ว มกั บ ผู้ ป กครองและคน ในชุ ม ชนด้ ว ย เพราะข้ า พเจ้ า เชื่ อ ว่ า นั ก เรี ย น จะสามารถซึมซับความเป็นผูม้ คี ณุ ธรรม จริยธรรม เข้าไปในจิตใจของพวกเขาได้ เพราะทีผ่ า่ นมามีคน หลายคนเสียโอกาสทีจ่ ะนำ�ตนเองเข้าไปสูพ่ ระพุทธ ศาสนาโดยการไม่เริม่ ไปทำ�บุญตัง้ แต่เด็กทำ�ให้เกิด ความเคอะเขินเมือ่ จะไปทำ�บุญ และคงคิดว่า “เอา ไว้แก่ก่อนแล้วค่อยไป” แต่บางคนยังไม่ทันแก่ แต่ก็อาจได้ไปก่อนก็มี นั่นคือ “ไปวัดเมื่อหมดลม หายใจ” เมือ่ ห่างวัด ห่างพระ ห่างพุทธธรรมคำ�สอน ก็ท�ำ ให้คนมีจติ ใจทีห่ า่ งไกลจากความเป็นคน สังคม ในทุกวันนี้จึงมีแต่เรื่องวุ่นวาย น่าหดหู่ใจ ไม่ว่า จะเป็นการลักขโมย การคดโกง การข่มขืน การ ทำ�ร้ายร่างกายกัน หรือแม้กระทั่ ง การฆ่ า ผู้ อื่ น ยิ่งการที่จะรู้จักการให้อภัย การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มี จิตใจทีเ่ มตตา กรุณาต่อกันยิง่ เป็นเรือ่ งยาก เพราะ หากไม่ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจน ค่านิยมที่พึงประสงค์ให้กับเด็กตั้งแต่ตอนที่เขา ยั ง เล็ ก ก็ ค งจะเป็ น เรื่ อ งที่ ย ากเกิ น ไปที่ เ ขาจะ สามารถคิดได้เอง หรือทำ � ได้เองในตอนที่เขา เติบใหญ่ ซึ่งคนก็คงเหมือนไม้ ที่โบราณกล่าวว่า “ไม้ออ่ นดัดง่าย ไม้แก่ดดั ยาก” ข้าพเจ้าจึงอยากให้ พวกเขาคิดว่าการทำ�ความดี และการเป็นคนดี ไม่ใช่การฝืนทำ�เพียงชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นการทำ�ทีเ่ ป็นไปโดยเนือ้ แท้ของจิตใจของเขา ที่เป็นและเป็นไปอย่างยั่งยืนฝังรากลึก ไม่ว่าวัน เวลาจะผันผ่านไปนานซักเท่าไร หรือสภาพสังคม ๑๐

จะเปลี่ยนไปเลวร้ายเช่นไร พวกเขาก็ยังคงเป็น เพชรที่เปล่งประกายแสงแห่งความดีอยู่ได้ “ผอ.คะ ไปตักบาตรกันเถอะค่ะ” เสียงเด็ก หญิงเปรีย้ วเรียก ท�ำให้ขา้ พเจ้าตืน่ จากภวังค์ ข้าพเจ้า จึงลุกขึ้นและตักบาตรพร้อมกับเด็กๆ เสร็จแล้วจึง มานั่งลง เห็นนักเรียนตักบาตรและทยอยมานั่งรอ บ้างก็พูดคุยกันเสียงดัง บ้างก็หยอกล้อเล่นกัน ดู วุ่นวาย เพียงชั่วครู่ ท่านเจ้าอาวาสพร้อมกับพระ ลูกวัดก็นั่งลงและเริ่มพิธีสงฆ์ เด็กชายกล้วยและ เด็กชายแกะสองมัคนายกน้อยท�ำหน้าทีข่ องตนเอง ครัง้ แรก ผิดบ้างถูกบ้าง น�ำ้ เสียงไม่มนั่ ใจเนือ่ งจาก ความตื่นเต้น และแล้วพิธีสงฆ์ก็ผ่านไปด้วยความ ทุลักทุเล หลังจากนั้นนักเรียนก็แย่งกันไปเลือก อาหารคาวหวานที่ตนเองชอบและน�ำไปวางไว้ ในวงของตนเองที่รออยู่ ท�ำให้วงที่ไปแย่งไม่ทัน มีอาหารน้อยกว่า จนครูต้องบอกให้นักเรียนแบ่ง ให้คนอื่นบ้างและต้องจัดระเบียบนักเรียนใหม่ กิจกรรมสุดท้ายของการท�ำบุญวันนีค้ อื การบ�ำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ โดยการแบ่งให้นักเรียนแต่ละ คณะสีรบั ผิดชอบล้างจาน ท�ำความสะอาดศาลาวัด และเก็บกวาดใบไม้ ขยะ บริเวณวัด ซึ่งท�ำให้ ข้าพเจ้าต้องส่ายหน้าอีกครั้งกับการที่ประธาน แต่ละคณะสีฟ้องว่าคนนั้นคนนี้ไม่ช่วยกันท�ำงาน ที่รับผิดชอบ การท�ำความสะอาดบริเวณต่างๆ ก็ ไ ม่ เ รี ย บร้ อ ย ซึ่ ง ต้ อ งให้ ค รู แ ต่ ล ะคณะสี ค อย ควบคุมดูแลอยูต่ ลอดเวลา เหตุการณ์ในวันนีท้ �ำให้ ข้าพเจ้าคิดว่าคนเราแม้ตัวจะอยู่ใกล้วัดแต่ถ้า ไม่เคยไปสัมผัสกับสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในวัดเลยก็ย่อม ท�ำให้จิตใจห่างไกลจากวัดได้ เสียงระฆังดังเป็นสัญญาณขึ้นอีกครั้ง บอก ให้นกั เรียนทุกคนมารวมตัวกัน ในวันนีเ้ ป็นวันปกติ เหมือนเช่นทุกวันที่นักเรียนจะต้องมาเข้าแถวหน้า เสาธงเพือ่ ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ไหว้พระ และท�ำ กิจกรรมต่างๆ ทีโ่ รงเรียนได้จดั ขึน้ เช่น การเล่าข่าว การพูดภาษาอังกฤษวันละค�ำ และการท�ำกิจกรรม น้องไหว้พี่ ข้าพเจ้าไปดูกจิ กรรมและพูดกับนักเรียน


หน้าเสาธงเหมือนเช่นทุกครัง้ ระหว่างทีเ่ ห็นนักเรียน ท�ำกิจกรรมน้องไหว้พี่อย่างเรียบร้อย สวยงาม อยู่นั้น ก็ท�ำให้ข้าพเจ้านึกถึงการท�ำบุญวันพระ ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันพระที่ ๘ แล้วที่พวกเราได้ไป ร่วมท�ำบุญกับชาวบ้าน การท�ำบุญที่ท�ำให้ข้าพเจ้า รู ้ สึ ก อิ่ ม เอิ บ ใจในการท�ำให้ นั ก เรี ย นเกิ ด การ เปลี่ยนแปลงในตัวเอง เริ่มตั้งแต่การเข้าแถวที่ โรงเรียนเพื่อเดินไปท�ำบุญที่วัด ความเป็นระเบียบ ของรองเท้านักเรียนที่วางก่อนขึ้นศาลาวัด ความ เรียบร้อยของนักเรียนทีต่ กั บาตรและนัง่ ในขณะท�ำ พิธกี รรมทางศาสนา การรูจ้ กั แบ่งปันของให้กบั ผูอ้ นื่ เมื่ อ จะรั บ ประทานอาหารร่ ว มกั น ที่ ไ ม่ วุ ่ น วาย ไม่แย่งชิง แต่รู้จักการรอคอย รู้จักการช่วยเหลือ สังคมและรู้จักหน้าที่ของตนเองในการท�ำงานร่วม กับผูอ้ นื่ ไม่เพียงแต่จะเกิดการเปลีย่ นแปลงเฉพาะ การท�ำบุญวันพระเท่านั้น บริเวณสนามและหน้า อาคารเรียนยังสะอาดเรียบร้อยกว่าที่ผ่านมาเป็น อย่างมาก ด้วยความรูจ้ กั หน้าที่ ความสามัคคีและ การเรียนรูก้ ารอยูร่ ว่ มกันของนักเรียน อีกทัง้ การแสดง ความมี น�้ ำ ใจในทุ ก ครั้ ง ที่ ข ้ า พเจ้ า ขั บ รถมาถึ ง โรงเรียนทีจ่ ะมีนกั เรียนมาคอยช่วยถือกระเป๋า และ มาดูว่ามีอะไรที่พวกเขาพอจะช่วยได้บ้าง การมี มิตรไมตรีจิตที่ดี เคารพนบนอบผู้ที่อาวุโสกว่า โดยเห็นจากตลอดเส้นทางที่ข้าพเจ้าขับรถเข้ามา ในโรงเรียน มีนกั เรียนทัง้ สองข้างทางส่งเสียงพร้อม ยกมือไหว้สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ แม้กระทั่งเดินลง จากรถจนถึงโต๊ะท�ำงาน ความภูมิใจของคนที่ชื่อว่าเป็นครูก็คงจะ เป็ น การที่ เ ห็ น ศิ ษ ย์ ข องตนเปลี่ ย นแปลงไป ในทิศทางที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าการใช้ “กิจกรรม ๑ เดือน ๑ วันพระ” ในการปรับปรุงพฤติกรรม ของนักเรียนในระยะเวลาไม่ถงึ ปี จะเป็นระยะเวลา อั น สั้ น แต่ ห ากก่ อ ให้ เ กิ ด ผลดี เ กิ น คาดหมาย ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าหากพวกเราได้ด�ำ เนินกิจกรรมนี้ ต่อไป รวมทั้งมีการสอดแทรกกิจกรรมคุณธรรม อื่ น ๆ ให้ แ ก่ นั ก เรี ย นในระยะที่ ย าวนานกว่ า นี้

คนเราแม้ตัวจะอยู่ ใกล้วัดแต่ถ้าไม่เคยไปสัมผัส กับสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ ในวัดเลยก็ย่อมทำ�ให้จิตใจห่าง ไกลจากวัดได้

เหมือนกับการบ่มเพาะกล้าไม้ ที่ต้องใช้ระยะเวลา หากต้ อ งการให้ ก ล้ า ไม้ นั้ น เป็ น กล้ า ไม้ ที่ เ ติ บ โต ไปเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงและสมบูรณ์ สามารถให้ ร่มเงาและให้ประโยชน์กบั ผูอ้ น่ื ได้ฉนั ใด เด็กนักเรียน ที่ครูใช้เวลาในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและ ค่านิยมที่พึงประสงค์ก็จะเติบให���่ไปเป็นผู้ที่เป็น คนดี มีคุณธรรม สามารถช่วยเหลือผู้อื่นและเป็น ที่ พึ่ ง ของสั ง คมได้ ฉั น นั้ น ซึ่ ง หากได้ ป ลู ก ฝั ง ให้ นั ก เรี ย นได้ เ ป็ น คนที่ มี หั ว ใจที่ อ ยู่ ใ กล้ วั ด แล้ ว ข้าพเจ้าเชือ่ ว่าแม้รา่ งกายของพวกเขาจะอยู่ ณ แห่ง หนใด จะห่ า งไกลวั ด ซั ก เท่ า ไร ก็ ไ ม่ ส ามารถ จะทำ�ให้จิตใจของพวกเขาเหล่านั้นห่างไกลจาก คุณธรรมนั้นได้

๑๑


บทความดีเด่น

อีสานตอนบน ขอนแก่น เขต ๒

การปลูกฝังคุณธรรม ของประเทศไต้หวัน

เรื่อง สุรเดช พันธุ์วิเศษ สำ�นักงานเขตพื้นที่การ ศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ๑๒

จากการที่ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ดูแล รับผิดชอบกลยุทธ์ที่ ๒ อันเป็นกลยุทธ์เกี่ยวกับ การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เศรษฐกิจพอเพียงและสร้างสำ�นึกความเป็นไทย ภารกิจสำ�คัญก็คอื การสนับสนุนส่งเสริมให้โรงเรียน ในสังกัดได้พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน เป็น บทบาทหน้าที่ที่ต้องวางแผนพร้อมกับปฏิบัติงาน ภาคสนามร่วมกับผู้อำ�นวยการสำ�นักงานเขตพื้นที่ การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผูอ้ �ำ นวยการโรงเรียนและ คุณครูคุณธรรม ขณะปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องติดต่อ ประสานงานกั บ หน่ ว ยงานบั ง คั บ บั ญ ชาและ หน่วยงานข้างเคียงตลอดจนภาคเอกชนด้วย เพื่อ ทีจ่ ะระดมทรัพยากรมาส่งเสริมกลยุทธ์นใี้ ห้เห็นผล ในระดับโรงเรียน วัตถุประสงค์หลักคือร่วมกันเพาะ เมล็ดพันธุแ์ ห่งความดีให้เกิดในตัวเด็กให้ได้ นับว่า เป็นงานของผู้ใหญ่ใจดีที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ปฏิบตั หิ น้าทีเ่ พือ่ เด็กทีท่ า้ ทายพอสมควร ทีผ่ า่ นมา กลุ่ ม ผู้ ใ หญ่ ใ จดี ดั ง กล่ า ว ได้ ร่ ว มกั น วิ เ คราะห์ ขอบเขตบทบาทหน้าทีข่ องผูม้ สี ว่ นร่วมในโครงการ ต่างๆ พร้อมกับแสวงหาแหล่งเรียนรู้เพื่อจะได้ เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ทางคุณธรรม จริยธรรมเพิ่มเติมแล้วนำ �มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามแนวทางการจัดการความรูท้ กุ ระยะ การศึกษา ดูงานทั้งในและต่างประเทศเป็นวิธีการที่ทุกคน สนใจเพราะการศึ ก ษาดู ง านสามารถสนอง ความกระหายใคร่รู้ด้วยประสบการณ์ตรงได้ใน เวลาอันรวดเร็วและตรงประเด็นแม้บางโครงการ

ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมากแต่ก็ได้ผลคุ้มค่า บทความนี้มุ่งบอกกล่าวเชิงสรุปสาระสำ�คัญการ ศึกษาดูงานของผู้เขียนและคณะซึ่งประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ คุณครูคุณธรรมและผู้อำ�นวยการ โรงเรียนที่ได้พบเห็นกระบวนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมผ่านสถาบันการศึกษาขององค์กรเอกชน ในรูปมูลนิธิในประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ดิ น แดนแห่ ง ภู เ ขาสู ง ชั น และมี พื้ น ที่ ป่ า มากถึ ง ร้อยละเจ็ดสิบห้าโดยมีเป้าหมายการศึกษาดูงาน ที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ มูลนิธิที่โดดเด่นในเรื่องจิตอาสา มีสาขาอยู่ทั่วโลก ระหว่างการศึกษาดูงานผู้เขียน และคณะได้ รั บ ความสะดวกสบายทุ ก ประการ เพราะ สพฐ.และศูนย์คุณธรรมให้การสนับสนุน ทุกด้านทุกคนจึงมีสมาธิที่จะเติมเต็มเรื่องราวของ คุณธรรมอย่างเต็มที่ มู ล นิ ธิ พุ ท ธฉื อ จี้ ก่ อ ตั้ ง ขึ้ น ด้ ว ยหลักการ “สอนคนรวย ช่วยคนจน” เพราะผู้ยากไร้ขาดวัตถุ ปั จ จั ย ในการครองชี พ ส่ ว นผู้ มั่ ง มี ข าดอาหาร ทางใจ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ผู้นำ�หญิงร่างเล็ก ของมูลนิธิเห็นว่า ปัญหาสังคมส่วนใหญ่เกิดจาก คนรวยดั ง นั้ น จึ ง ต้ อ งสอนคนรวยก่ อ นและสอน ควบคู่ไปกับการช่วยคนจน มูลนิธิด�ำ เนินภารกิจ แปดประการขององค์กรไปพร้อมๆ กันเรียกว่า “หนึง่ ย่างก้าวเกิดรอยเท้าทัง้ แปด” รอยเท้าทัง้ แปด หมายถึง ภารกิจแปดประการของมูลนิธทิ สี่ ามารถ เชื่อมประสานคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่และเชื่อม ประสานคนรวยกั บ คนจนให้ เ ข้ า กั น ได้ อ ย่ า งดี


ภารกิจ ๘ ประการประกอบด้วย ๑. ภารกิจการกุศล ให้การดูแลผูย้ ากไร้ระยะ ยาว ให้การช่วยเหลือฉุกเฉินและออกเยี่ยมเยือน ผู้ยากไร้ถึงบ้าน ๒. ภารกิจรักษาพยาบาล มีโรงพยาบาล มี ฟรีคลินิก เครือข่ายทางการแพทย์และกลุ่มอาสา สมัครทางการแพทย์ทไี่ ปตรวจเยีย่ มผูค้ น ทีอ่ ยูห่ า่ ง ไกลจากโรงพยาบาล ๓. ภารกิจการศึกษา สร้างมหาวิทยาลัยฉือจี้ ที่เปิดสอนทั้งสาขาแพทย์และสาขาสังคมศาสตร์ มีวทิ ยาลัยเทคโนโลยี มีโรงเรียนมัธยม ประถมและ อนุบาลทีเ่ น้นความรักและการเคารพต่อชีวติ ซึง่ จะ ได้กล่าวถึงการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมผ่าน สถานศึกษาเป็นลำ�ดับไป ๔. ภารกิจด้านมนุษยธรรม ผลิตสื่อด้าน ต่างๆ เพื่อเผยแพร่ภารกิจของมูลนิธิและหลัก คำ�สอนของฉือจี้ เป็นสือ่ กลางระหว่างสมาชิกทัว่ โลก ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุของมูลนิธิและ Website ของมูลนิธิ ปัจจุบันมีสื่อโทรทัศน์เป็นของตนเอง

ชื่ อ สถานี โ ทรทั ศ น์ ต้ า อ้ า ย ซึ่ ง มี ค วามหมายว่ า ความรั ก ที่ ยิ่ ง ใหญ่ ผลิ ต รายการเกี่ ย วกั บ การ ส่งเสริมคุณภาพชีวติ ออกอากาศตลอด ๒๔ ชัว่ โมง ไม่มีโฆษณา ๕. ภารกิจบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ ให้ ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ช่วยทุก ประเทศทั่วโลกไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา ๖. ภารกิจด้านบริจาคไขกระดูก มีศูนย์ ข้อมูลไขกระดูกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภารกิจ ด้านนี้พัฒนามาจากภารกิจด้านรักษาพยาบาล ๗. ภารกิจอนุรักษ์สิ่งแวงล้อม มุ่งกระตุ้น จิตสำ�นึกของผูค้ นในสังคมทุนนิยม ให้ยดื อายุวตั ถุ สิ่งของเครื่องใช้ให้นานที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด ปัจจุบนั โครงการรีไซเคิลขยะให้มคี า่ มีชอื่ เสียงมาก มีโรงแยกขยะกระจายอยูต่ ามเมืองต่างๆ ๕,๐๐๐ แห่ง การดำ � เนิ น การของสถานี โ ทรทั ศ นต้ า อ้ า ยก็ ใ ช้ งบประมาณจากรายได้รีไซเคิลขยะเหล่านี้หนึ่งใน สามส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสถานี ๘. ภารกิจด้านอาสาสมัครชุมชน มีศูนย์ ๑๓


บทความดีเด่น

ปัญหาสังคมส่วนใหญ่เกิดจากคนรวย ดังนัน้ จึง ต้องสอนคนรวยก่อนและสอนควบคู่ ไปกับการ ช่วยคนจน ปฏิบัติภารกิจเป็นศูนย์ย่อยตามความพร้อมของ ชุมชน ภารกิจนีท้ ำ�ให้ผคู้ นมีความใกล้ชดิ กันยิง่ ขึน้ ร่วมกิจกรรมสาธารณะกันง่ายขึ้น การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมผ่านสถานศึกษา ระบบการศึกษาของไต้หวันเหมือนกับของ ไทย กล่าวคือ ในระดับประถมศึกษาใช้เวลา ๖ ปี ระดับมัธยมต้น ๓ ปี มัธยมปลาย ๓ ปี และ อุดมศึกษา ๔ ปี หลักสูตรของโรงเรียนพุทธฉือจี้ ซึ่งเป็นภาคเอกชนก็เป็นหลักสูตรเดียวกับระบบ การศึกษาทีใ่ ช้ทว่ั ไปแต่เพิม่ เติมการสอนให้เป็นคนดี ไม่เน้นเฉพาะความเก่งด้านเดียว สถานศึกษา ของมูลนิธนิ จี้ ะให้ความสำ�คัญทัง้ ทางมนุษยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผูบ้ ริหารโรงเรียนมูลนิธพิ ทุ ธฉือจี้ บอกว่าโรงเรียนท่านจัดอยูใ่ นประเภท Alternative Learning School (โรงเรียนที่เป็นทางเลือกหนึ่ง ของวิ ธี ก ารเรี ย นรู้ ) ครู ต้ อ งมี พ ฤติ ก รรมที่ เ ป็ น แบบอย่างจนเป็นวิถีชีวิตมีจิตใจอ่อนโยนสามารถ สอดแทรกวาทธรรมและเชื่อมโยงลงสู่การปฏิบัติ ได้จริงจนเป็นนิสัย นักเรียนจะถูกฝึกให้ช่วยเหลือ กันและกัน และช่วยเหลือสังคม กิจกรรมที่น่า ประทับใจกิจกรรมหนึ่งคือ Cleaning Time Our School เพราะโรงเรียนไม่มภี ารโรง และอีกกิจกรรม หนึ่งคือกิจกรรมกวาดถนนนอกโรงเรียน ส่วนเด็ก ที่มีปัญหาซึ่งมีอยู่น้อยมาก เพราะทางโรงเรียนรับ เฉพาะเด็กที่อยู่ร่วมกับพ่อแม่เท่านั้น กระบวนการ ๑๔

รับเข้าก็ใช้วิธีสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว โรงเรียน แก้ปัญหาเด็กมีปัญหาเหล่านี้ตามแนวทางปลูกฝัง คุณ���วามดี ให้ความรักความอบอุน่ และดูแลอย่าง ใกล้ชิด ใช้วาทธรรมของธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ผู้นำ�ของมูลนิธิ ที่ให้ข้อคิดข้อปฏิบัติว่า “เธอดี ฉัน ดี สังคมดี โลกดี” มาเป็นแนวทางในการแก้ปญั หา กิ จ กรรมการเรี ย นการสอนมุ่ ง เน้ น ให้ นั ก เรี ย น เรียนรู้จากการปฏิบัติแล้วนำ�สู่วิถีชีวิตด้วยการฝึก ปฏิบตั หิ ลายลักษณะ เช่น การฝึกสมาธิและปัญญา ด้วยจริยศิลป์การชงชา จริยศิลป์การจัดดอกไม้และ จริยศิลป์การเขียนพูก่ นั จีน มารยาทและวัฒนธรรม ฉือจี้ก็เป็นเรื่องสำ�คัญที่ต้องสอนเพื่อให้นักเรียน นักศึกษามีความพร้อมทัง้ การศึกษาชีวติ การเสริม สร้างบุคลิกภาพ การศึกษาวัฒนธรรมและการ ศึกษาความรักในเพือ่ นมนุษย์ ทีธ่ รรมาจารย์บอกว่า เป็นความรักยิ่งใหญ่โดยเฉพาะในประเด็นที่กล่าว ถึงในปาฐกถาธรรมที่ว่า “ในโลกนี้ไม่มีใครที่ฉัน ไม่รัก ไม่เชื่อใจ ไม่ให้อภัย และไม่มีใครที่ฉันให้ ทัง้ สามสิง่ นีไ้ ม่ได้ และน่าสงสารคนทีร่ กั ใครไม่เป็น และคนทีไ่ ม่มใี ครรัก” นับว่าเป็นถ้อยคำ�ทีแ่ สดงถึง จิตใจที่งดงามและแน่วแน่ของผู้นำ�ทางคุณธรรม ที่เป็น นักปฏิบัติท่านนี้ที่สื่อความหมายได้อย่าง สมบูรณ์ กิจกรรมชงชาเป็นการฝึกสมาธิที่ได้ผลดี มากเพราะเปรียบได้กับเด็กที่แตกต่างกัน ครูต้อง ใจเย็นระมัดระวัง อย่าเร่งเกินไป การชงชาทำ�ให้ จิตใจแน่วแน่ มีใจบริสุทธิ์ ละเอียดอ่อน แต่ละขั้น ตอนของการชงชาล้วนมีความหมายและส่งผลถึง การปลูกฝังคุณธรรมไปในตัว การชงชาจะทำ�ให้ เกิดสติ เพราะมีความตัง้ ใจมัน่ จนเกิดปรากฏการณ์


ทีเ่ รียกว่า “มือถึง ตาถึง ใจสัมผัส” การรินชาทีไ่ ม่รนิ เต็ ม ถ้ ว ยก็ สื่ อ ความหมายถึ ง การเหลื อ ที่ ว่ า งไว้ สำ�หรับคนอืน่ เหลือสำ�หรับรับฟังความคิดเห็นคนอืน่ แม้ขณะจิบชาก็มคี วามหมายเชิงคุณธรรมจริยธรรม ทำ�นองเดียวกัน ได้แก่ จิบที่ ๑ หมายถึง การคิดดี จิบที่ ๒ หมายถึง พูดดี และจิบที่ ๓ หมายถึงการ ทำ�ดี รวมความว่า จะคิด จะพูด จะทำ�สิ่งใด ต้อง มีสติระลึกได้ตลอดเวลา ส่วนกิจกรรมจัดดอกไม้ เป็นกิจกรรมที่ต้องทำ�ร่วมกับผู้อื่น เน้นให้ช่วยกัน คิดวางแผน เป็นการฝึกสมาธิ หลอมรวมความคิด ขั ด เกลาจิ ต ใจให้ รั ก ในความเป็ น ระเบี ย บวิ นั ย ตระหนักและเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งจนเกิดผลสำ�เร็จ ในชิน้ งาน มูลนิธพิ ทุ ธฉือจีซ้ งึ่ มีสถานศึกษาทัง้ ระดับ อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาเป็นของตนเอง เชื่อว่า จริยศิลป์ การจัดดอกไม้ กิจกรรมกลุ่มที่ต้องทำ�ตั้งแต่เด็ก อนุ บ าลจนถึ ง นั ก ศึ ก ษาแพทย์ จ ะช่ ว ยให้ ผู้ เ รี ย น มีความคิดเป็นอิสระและสามารถนำ�ความคิดอิสระ ไปสานต่อกับผูอ้ นื่ ได้ ประสานความร่วมมือร่วมใจ กับผู้อื่นในชีวิตจริงได้ เป็นการปลูกฝังผู้เรียนให้มี จิตใจที่ดีงาม ดำ�รงตนในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นการสอนผ่านกระบวนการกิจกรรมที่เชื่อมโยง กับชีวติ จริงและสิง่ รอบข้าง นำ�ไปสูก่ ารคิดวิเคราะห์ หาเหตุผลได้อย่างดี การศึกษาระดับอุดมศึกษาก็เป็นเอกลักษณ์ ชัดเจน นักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยฉือจี้ไม่ใช่ นักเรียนมัธยมทีม่ ผี ลการเรียนระดับหัวกะทิเสมอไป ระดับปานกลางก็มีมาก แต่หลังจากเรียนจบและ สอบรับใบอนุญาตกลับสอบได้ลำ�ดับต้นๆ เป็นส่วน ใหญ่ อาจเป็นเพราะขณะศึกษาในมหาวิทยาลัย

นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาวิชาชีวิตควบคู่ไปด้วยใน หลักสูตร มหาวิทยาลัยพานักศึกษาแพทย์ออกภาค สนามเพื่อช่วยเหลือคนจน เพราะถือว่าแพทย์ มี ห น้ า ที่ รั ก ษาโรครั ก ษาแผ่ น ดิ น และแม้ เ ป็ น นักศึกษาแพทย์แล้วก็ยังคงศึกษาการจัดดอกไม้ และต้ อ งจั ด ร่ ว มกั บ ผู้ อื่ น ดั ง ได้ ก ล่ า วมาแล้ ว การเคารพต่อผู้อุทิศร่างกายให้นักศึกษาแพทย์ ศึ ก ษาสรี ร ะเมื่ อ วายชนม์ ม หาวิ ท ยาลั ย จะให้ ความสำ�คัญมาก นักศึกษาเรียกบุคคลที่เปี่ยมด้วย คุณธรรมเหล่านี้ว่า “บรมครูผู้ไร้เสียง” ญาติมิตร ของบรมครูผไู้ ร้เสียงไร้วญิ ญาณเหล่านีจ้ ะได้รบั เชิญ มาร่วมพิธกี รรมทางศาสนาอย่างสมเกียรติหลังจาก นั ก ศึ ก ษาแพทย์ ไ ด้ ใ ช้ ร่ า งกายของบรมครู เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาแล้ว ซึ่งในปัจจุบันมี ผู้แจ้งความจำ�นงบริจาคร่างให้เป็นจำ�นวนมาก กระบวนการนีถ้ กู ออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะ เด่ น ของชาวเอเชี ย ที่ มี คุ ณ ลั ก ษณะเด่ น ในด้ า น ความกตัญญู รักชาติ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นอิทธิพล ทางศาสนาพุทธนิกายมหายานและขงจือ้ ในไต้หวัน ๑๕


บทความดีเด่น

ที่มีคำ�สอนชัดเจนในเรื่องความซื่อสัตย์ ความ อาวุโส การจัดระเบียบสังคม และการเคารพสมาชิก ในครอบครัว ตลอดระยะเวลาการศึกษาดูงานทั้ง ๕ วัน หลังจากอาหารค�่ำทุกคนจะร่วมกิจกรรม AAR (After Action Review) เพื่อตรวจสอบทบทวนว่า แต่ละวันเราได้พบเห็นทั้งความส�ำเร็จและปัญหา ไม่ควรให้ความส�ำคัญต่อความส�ำเร็จแต่เพียง ด้านเดียว ควรให้ความส�ำคัญกับปัญหาที่พบด้วย เพราะปัญหาจะช่วยในการพัฒนาคน และการ พัฒนาคนก็คือการพัฒนางานพั ฒ นาคุ ณ ธรรม จริยธรรมนัน่ เอง นอกจากนีก้ จิ กรรม AAR ยังเป็น การฝึกรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นและฝึกการ ท�ำงานเป็นทีมได้อย่างดีอีกด้วย ศึกษานิเทศก์ ผู้อ�ำนวยการโรงเรียนและคุณครูคุณธรรมหลาย ท่านทีร่ ว่ มคณะศึกษาดูงานยึดหลักการและขัน้ ตอน AAR พร้อมกับปฏิบัติจริงในต่างแดนอย่างเป็น รูปธรรมน่าชมเชยโดยเฉพาะอย่างยิง่ ในสาระส�ำคัญ ที่ต้องถามตนเองว่า สิ่งที่ควรได้พบสัมผัสคืออะไร ที่ได้พบได้สัมผัสจริงคืออะไร แตกต่างกันหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด ทุกครั้งที่เปิดวงสัมมนาอย่างเป็น ทางการหรื อ เสวนากลุ ่ ม ย่ อ ย ไม่ ว ่ า จะบนรถ

๑๖

ทีโ่ รงแรม ทีโ่ ต๊ะอาหาร วงสนทนาจะออกรสและได้ สาระทุกครั้งจนสามารถหลอมรวมความคิดของ คณะศึกษาดูงานว่า ทุกคนมีสัญญาใจที่จะท�ำ ความดียิ่งๆ ขึ้นไป และเมื่อโฟกัสมายังแนวทาง การท�ำงานในภาพรวมแล้ว แต่ละคนลงความเห็น ไปในทิศทางเดียวกันว่า เมือ่ ศูนย์คณุ ธรรมและสพฐ. ให้ข้อมูลการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของต่าง ประเทศพร้อมกับเปิดโอกาสให้ไปดูของจริงถึงที่ แล้วส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน คุณธรรมชั้นน�ำจะขับเคลื่อนกิจกรรมและขยายผล สู่โรงเรียนเครือข่ายอย่างถ้วนทั่วและยั่งยืนอย่างไร เป็นโจทย์ข้อใหญ่ส�ำหรับทุกคน


ภาคอีสานตอนล่าง อุบลราชธานี เขต ๕

ชีวิตนี้

คงไม่มี ใครอยากเป็น เมื่อเป็นไปแล้ว...เราจะทำ�อย่างไร...? “ครู... ครู... ครูครับ เด็กชายโน้ตฟาด บึ่มหัวเด็กชายตุ๊อีกแล้วครับ” ยังไม่ทันขาดเสียง นั ก เรี ย นชายคนหนึ่ ง ที่ ร ้ อ งตะโกนบอกกลุ ่ ม ครู ทีก่ �ำลังรับประทานอาหารกลางวัน ณ โต๊ะม้าหินอ่อน ใต้อาคารเรียนที่ครูๆ ทุกท่านอุปโลกน์ให้เป็น โต๊ะอาหารประจ�ำโรงเรียน ครูกชมลรีบวางช้อน ที่ก�ำลังตักขึ้นมาเพื่อรับประทาน แล้วรีบวิ่งไป

ทีก่ ลุม่ นักเรียนทีก่ �ำลังมุงดู กลุม่ นักเรียนทีด่ วู นุ่ วาย เสียเหลือเกิน “ตุ๊ เป็นอะไรหรือลูก” ครูกชมลถาม พร้อมกับค่อยๆ พยุงเด็กชายตุ๊ขึ้นจากกองฝุ่น ละอองที่ล้มลงไป เด็กชายตุ๊คลุกฝุ่น มือ เท้า เขา เปื้อนฝุ่น และปรากฏเป็นรอยเลือดไหลออกมา ซิบๆ หลายแห่งเพราะแรงที่โดนฟาดหรือท�ำให้ล้ม ลงไปคลุกฝุ่น คราบน�้ำตาปนคราบฝุ่นไหลหน่วง ย้อยลงมาที่ข้างแก้มเด็กชายตุ๊ สีหน้าบ่งบอกว่า

เรื่���ง กชมล อยู่สุข โรงเรียน บ้านเตย ต.เตย อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี

๑๗


บทความดีเด่น

เจ็บปวดอยู่ไม่ใช่น้อย มีเสียงร้องเบาๆ เหมือน เกรงกลัวอะไรสักอย่างหนึ่ง ครูกชมลอุ้มเด็กตุ๊ มาใต้ถนุ อาคาร แล้วใช้นำ�้ ล้างฝุน่ และเลือดออกบางๆ จากนัน้ ให้คณุ ครูอนุบาลหายามาใส่ตามแผลนัน้ แต่ครูกชมลลืมอะไรไปบางอย่างและไม่ทนั ได้ฟงั หรือจิตใจทีเ่ ฝ้าพะวงอยูแ่ ต่เหตุการณ์ทเี่ กิดขึน้ เพียงเหตุการณ์เดียว แต่ไม่ทันได้ยินหรือฟังอีก เหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเหตุการณ์ซ้อนเข้ามา นั่นคือ เสียงครูสภุ าพสตรีทา่ นหนึง่ ร้องเสียงหลงด้วยคำ�พูด ว่า “ผอ.อย่าเข้าไปใกล้เด็กชายตุ๊ ผอ.อย่าจับเลือด เด็ก อย่าถูกตัวเด็ก มานีใ่ ห้เด็กเขาช่วยเหลือตนเอง ผอ.มานี่ ” เสี ย งครู ส ตรี ที่ ร้ อ งเสี ย งหลงมานั้ น ครูกชมลไม่เข้าใจ และยังไม่มีสติที่จะรับรู้ใดๆ ในเหตุการณ์ทผี่ า่ นมา ต่อเมือ่ เสร็จภารกิจต่อเด็กๆ แล้ ว เพราะส่ ง ต่ อ ให้ ค รู อ นุ บ าลพานั ก เรี ย นไป พักผ่อน ครูสภุ าพสตรีพดู ต่อว่า “เด็กชายตุม๊ พี อ่ เป็น โรคเอดส์” ครูกชมลตอบว่า “ไม่กลัวหรอกเพราะ มือไม่เป็นแผล” แต่สิ่งที่ครูกชมลงุนงงและสงสัย เป็นไก่ตาแตกเพราะอยู่มาเป็นปีแล้วแต่ไม่เคย ทราบเรือ่ งนีม้ าก่อนเลย ครูบางคนยังงุนงงกับเรือ่ ง ที่เกิด เพราะไม่เคยมีใครทราบเรื่ อ งนี้ ม าก่ อ น หรือทราบแล้วแต่เงียบๆ ไป หรือประการใดหนอ...?

๑๘

นีล่ ะ่ เป็นการจุดไฟชนวนให้ครูกชมลซักถาม ครูทุกท่านซักถามนักการภารโรง ครูอนุบาล ครูที่ อาศัยอยูใ่ กล้เคียงกับบ้านเด็กชายตุ๊ “ผอ. เด็กชาย ตุ๊มีพ่อมีแม่แต่พ่อแม่แยกทางกัน มีพี่สาวหนึ่งคน ไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพมหานคร มีอาชีพรับจ้าง แต่จำ� ไม่ได้วา่ รับจ้างท�ำอะไร” นักการภารโรงคนขยัน ตอบและอยากเล่าให้ฟังต่อไปอีก “เคยไปรับจ้าง ท� ำ นากั บ พวกของกระผม กระผมเรี ย กให้ รั บ ประทานอาหารด้ ว ยแต่ เ ดิ น หนี ไ ป ไม่ ม ารั บ ประทานกับพวกกระผม” และยังอธิบายต่ออีกว่า “นายนพพลสักตามตัวและติดโรคเอดส์มาครับ” ผู้ซักถามถามต่ออีกอย่างสนใจว่า “เด็กชายตุ๊ติด มาด้วยไหม” ไม่มีค�ำตอบ สายตานักการคนซื่อ ก้มลงต�่ำ หลบสายตา ผอ. แล้วไม่พูดต่อ แล้วเดิน ไปท�ำงานของตนเองตามเดิม ยังไม่ได้ใจคนถามซักที... ผู้สงสัยหรือผู้ซักถามเริ่มหงุดหงิดอีกเป็น กำ�ลัง เดินตามหาครูอนุบาลซึ่งกำ�ลังนำ�นักเรียน อนุบาลไปแปรงฟัน และเตรียมที่นอนให้เด็กนอน ตอนบ่ายโมง คุณครูรู้อะไรมาบ้าง “หนูก็ไม่ค่อย ทราบอะไรมาก ผั ว เมี ย คู่ นี้ เ คยไปทำ�งานอยู่ กรุงเทพมหานคร มีบุตร ๒ คน คนโตอยู่กรุงเทพฯ เด็กชายตุ๊อยู่กับเรา เด็กชายตุ๊มีนิสัยงอแง อ่อนแอ มักโดนเพื่อนทุบตี รังแกยู่บ่อยๆ” “แล้วเด็กชายตุ๊ มีอาการเหมือนคนเป็นเอดส์ไหม” ครูอนุบาลตอบ แบบใคร่ครวญและพิจารณาก่อนตอบ “ไม่พบว่ามี อาการใดๆ หนูสอนมาแต่อนุบาลจนถึงระดับชั้น ประถมปีที่ ๑ ก็ไม่พบว่าเขาเป็นอะไร” เฮ้อ...ค่อย โล่งใจหน่อย... ไม่รู้ว่ามีใครเห็นหรือไม่ที่ผู้ถามมี อาการโล่งใจแบบเหมือนยกภูเขาออกจากอก จากนั้นได้เดินไปที่ห้องสอนของระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่เด็กชายตุ๊ก�ำลังเรียนหนังสือ อยู่กับคุณครูหน้าหวาน นางสาวปริศนา ผู้เอื้ออารี กับทุกคน “พี่จ๋า...ขอโทษที่มารบกวน” คุณครู ก�ำลั ง สอนให้ นั ก เรี ย นอ่ า นภาษาไทยด้ ว ยเสี ย ง ที่ค่อนข้างดัง เด็กห้องนี้อ่านได้ทุกคน เด็กชายตุ๊


ก�ำลังเดินวนเวียนไปมาในห้อง อ่านหนังสือไหมหนอ ผู้สงสัยก�ำลังสงสัยเป็นก�ำลัง พฤติกรรมเด็กชายตุ๊ จะไม่นิ่ง ช่างเล่น ช่างซุนซน ร่าเริง อารมณ์ดี หยอกล้อเพื่อนบ้าง เบาบ้าง หนักบ้าง จนไม่รู้ จะเอาอะไรมาชั่งน�้ำหนัก เด็กชายตุ๊มีกิริยาที่ผิด เพือ่ นอยูบ่ า้ ง สันนิษฐานว่า สมาธิสนั้ “พีจ่ า๋ ขอโทษ ทีเถอะ เด็กชายตุอ๊ า่ นหนังสือออกไหม” ผูถ้ ามรูส้ กึ อึดอัดและเหมือนรู้ค�ำตอบแต่ก็เพื่อให้แน่ใจยิ่งขึ้น “อ่านไม่ออกหรอก ผอ.” ผู้ตอบตอบแบบเกรงใจ เพราะคงกลัวผู้ถามจะต�ำหนิที่เด็กอ่านหนังสือไม่ ออก “ไม่เป็นไรหรอกพี่ หนูเข้าใจแล้ว” “แล้วพีเ่ คย รู้บ้างไหมว่าเขาเป็นหรือไม่เป็น...” ผู้ถามและผู้ ตอบมองตากัน ...นิ่งไม่มีค�ำตอบ “พี่ก็เพิ่งรู้นะ...” เงียบกริบ ผู้ถามเดินออกไปพร้อมค�ำขอบคุณและ ขอโทษที่มารบกวนเวลาสอนของคุณครูสาว “หนู ไ ปเรี ย กเด็ ก ชายตุ๊ ม าขึ้ น รถ ผอ.ซิ ขอบใจมากจ๊ะ” ครูกชมลได้ให้นกั เรียนชายไปตาม เด็ ก ชายตุ๊ ม าขึ้ น รถ เด็ ก ชายตุ๊ รี บ มาที่ ร ถผอ. พี่ๆ ช่วยกันเปิดประตูรถให้ เด็กชายตุ๊นั่งตอนหลัง “ตุ๊ วันนีค้ รูให้เธอเป็นเจ้านายเลยนะเนีย่ ” ครูกชมล พูดพร้อมกับรอยยิม้ ทีเ่ มตตานักเรียนอย่างเปีย่ มล้น “ตุ๊ เอ้ย บอกทางไปบ้านให้ครูนะ” “ครับ” เด็กชาย ตุ๊ร่าเริง สดใส บริสุทธิ์อะไรเช่นนี้ รถยนต์คันเก่า สีมอๆ มีรอยบุบและชนมานับครั้งไม่ถ้วนค่อยๆ เคลื่อนออกจากโรงเรียน โดยมีนักเรียนนำ�ทางไป จนถึงบ้าน ระหว่างทางทักทายผูป้ กครองเป็นระยะๆ “ผอ.ไปไหน” ผู้ ป กครองถามและรั บ ไหว้ ต อบ “ส่งตุ๊จ้ะ” เมื่อรถเคลื่อนไปอย่างช้าๆ มีรอยยิ้ม ผูป้ กครองและมองตามรถมาแต่ไม่ได้ยนิ ว่าพูดว่าอะไร แต่ทา่ นช่างยิม้ อย่างละมุนละไมเสียเหลือเกิน... เมื่ อ มาถึ ง บ้ า นเด็ ก ชายตุ ๊ พบคุ ณ ยาย ทีช่ ราภาพมาก รูปร่างผอมโซ ผิวด�ำ มีรอยเหีย่ วย่น ทัว่ ใบหน้า เสือ้ ผ้าเก่าๆ ยิม้ และยกมือไหว้ อัธยาศัย ใจคอท่านช่างอารี แต่แววตาท่านดูทุกข์ปนเศร้า เสียเหลือเกิน ผูม้ าเยือนโอบไหล่หญิงชราทีช่ อื่ แช่ม เบาๆ และเมื่อมองเข้าไปในบ้านที่เหมือนจะเป็น

กระต๊อบปนไม้โทรมๆ หลังหนึง่ หลังบ้านมียงุ้ ข้าว หลังเล็กๆ พบชายอายุประมาณ ๓๕ ปี แต่งกาย ด้วยชุดสีด�ำๆ เสื้อสีด�ำ กางเกงขาสั้นสีด�ำ หน้าตา โทรม เศร้าๆ ไม่มรี อยยิม้ บนใบหน้า แต่ยกมือไหว้ ผูม้ าเยือน และไม่พดู อะไร แม้จะอยากพูดด้วย ชาย คนนั้นก็มาคว้าแขนลูกไปหลังบ้านทันที ไม่พูด อะไร สักพักก็ได้ยินเสียงเด็กชายตุ๊ร้องเสียงเบาๆ อยู่กับชายคนนั้น “...ยายจ๊ะ สบายดีหรือ ท�ำนา แล้วหรือยัง” “ซ�ำบายดีจ๊ะ นาก็ไม่ได้ท�ำดอก ได้แต่รับจ้างท�ำนาไปวันๆ” ยายตอบพร้อมกับ นั่งลงที่ขอนไม้ แล้วเค้าจะกินอะไรหนอ...? แล้ว เลี้ยงลูกกับหลานอย่างไร...? ชีวิตของเราเจอแต่ เรือ่ งแบบนีต้ ลอดของการรับราชการมา “พ่อของตุ๊ กินยา ใช้เข็มฉีดยาทิม่ ทีแ่ ขน เมือ่ ตอนอยูก่ รุงเทพฯ แล้วก็ไม่รู้สักอะไรมาบางๆ ยายก็ไม่ค่อยอยาก เซ้าซี้ คาดคั้นเอาค�ำตอบจากเขาเท่าไหร่หรอก ...แม่ตุ๊ก็อุ้มพี่มันไปอยู่กรุงเทพฯ นานแล้วล่ะ...” เหมือนค�ำพูดเหล่านัน้ จะพรัง่ พรูออกมาอย่างไม่ยงั้ คนฟังเข้าใจด้วยสามัญส�ำนึก ผู้เป็นแม่ไม่ว่า จะเลี้ยงลูกจนโตแล้วเพียงไร จนมีหลานเต็มบ้าน น่าจะเป็นวัยทีเ่ บิกบานได้ชนื่ ชมความส�ำเร็จของลูก ความน่ารักของหลาน เป็นวัยที่น่าจะได้พักผ่อน ๑๙


บทความดีเด่น

บ้าง แต่ดูจากสภาพแล้ว คุณยายต้องเป็นหัวเรี่ยว หัวแรงใหญ่ในการท�ำมาหาเลี้ยงชีพให้ทั้ง ๓ ชีวิต ในครอบครัว ตราบใดเมื่อหัวอกของคนเป็นแม่ หั ว อกของคนเป็ น ย่ า ยั ง มั่ น คงเที่ ย งแท้ เ ปรี ย บ เหมือนเสาหิน เปรียบเหมือต้นโพธิ์ที่ยังคงเป็น เสาหลักของครอบครัว ยังคงเป็นร่มโพธิร์ ม่ ไทรของ ลูกหลาน “ยาย... ไม่ต้องห่วงหรือกังวลใดๆ ว่าหนู จะท����ความเดือดร้อนใดๆ มาให้หรอก ไม่ตอ้ งกลัว ใดๆ ทั้งสิ้น ท�ำบุญภาวนาว่าคงต้องมีสักวันหรอก ที่เราจะสบายกับเขาได้บ้าง หนูจะพยายามช่วย คุณยาย ยายท�ำใจให้สบายนะ หนูขออนุญาต เล่าเรื่องนี้ออกสู่สายตาผู้อ่านหรือผู้ฟังบ้างนะ...” “ยายไม่ ว ่ า อะไรหรอก ชาวบ้ า นเค้ า พู ด กั น ว่ า ผอ.นั้นแสนดี” “ยายเลี้ยงดูลูกหลานให้ดีนะ หนู เชือ่ สวรรค์มตี านะยาย” ยายมีน�้ำใสๆ ไหลออกมา ที่ขอบตา เดินมาส่งผู้มาเยือนที่รถ ยกมือไหว้ ปิดประตูบ้าน ผู้มาเยือนเริ่มสังเกตว่าประตูบ้าน ส่วนใหญ่ถ้ายังไม่มืดค�่ำจะคงยังไม่ปิดประตูบ้าน แต่บ้านนี้ปิดประตูบ้านตั้งแต่ ๔ โมงเย็น ภาพทุกภาพยังคงฝังแน่นในจิตใต้ส�ำนึก เสี ย งทุ ก เสี ย งยั ง คงก้ อ งอยู ่ ใ นโสตประสาท เหตุการณ์ทเี่ กิดขึน้ เหมือนฝันทีต่ นื่ ขึน้ มาแล้วหายไป อยากให้เป็นเช่นนั้นเสียเหลือเกิน แต่ฝันของเด็ก ๒๐

ชายตุ๊เป็นจริง จะหยุดฝันนั้นได้หรือ ในเมื่อเรื่อง ทั้ ง หมดที่ ก ลั่ น ออกมาจากภาพที่ ไ ด้ ไ ปพบเห็ น มั น เป็ น เรื่ อ งจริ ง ทั้ ง หมด รายละเอี ย ดชี วิ ต พ่ อ ของเด็กชายตุ...๊ ท่านอยากทราบไหม...? แล้วแม่ ของเด็กชายตุ๊ จะเป็นอย่างไร...? คุณยายลีล่ะ จะเผชิญชีวิตอย่างไรหนอ...? มีเพียงท่านเท่า นั่นแหละที่จะช่วยพวกเขาได้ในเวลานี้ จะถาม ย้อนถึงอดีตก็คงไม่มคี วามหมาย แต่ควรจะถามถึง อนาคตมากกว่า... อีกหลายชีวิตที่เปรียบเหมือน โรงละคร ยังคงด�ำเนินไปเรือ่ ยๆ บนความยากแค้น แสนเข็ญ แต่เผอิญมาพบเห็นเข้าแล้ว ...ล่ะซี... ชีวติ นีค้ งไม่มใี ครอยากเป็น...แต่...เมือ่ เป็นไปแล้ว... เราจะท�ำอย่างไร...? ค�ำตอบอยูท่ ที่ ่านผู้อ่านทุกคน ว่าจะต้องท�ำอย่างไรกับชีวิตของพวกเขา...?


ประตูอีสาน นครราชสีมา เขต ๕

เจดีย์ทราย “คุณแม่ขาทำ�ไมเราต้องขนทรายเข้าวัดด้วย ล่ะคะ” เด็กหญิงทราย ลูกสาวตัวน้อยถามแม่ เมื่ อ ได้ ยิ น เสี ย งระฆั ง ดั ง ขึ้ น ซึ่ ง เป็ น สั ญ ญาณใน การไปขนทรายเข้าวัด “การขนทรายเข้ า วั ด เพื่ อ ก่ อ เจดี ย ์ ท ราย เป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะท�ำกันในวันตรุษไทยตรงกับวันแรม ๑๕ ค�่ำ เดือน ๔ ซึ่งเป็นวันสิ้นปีของไทยเรา พอเดือน ๕ ก็นับเป็นปีนักษัตรใหม่จ้ะ” ก่อนถึงวันตรุษประมาณ ๔-๕ วัน ชาวบ้าน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ก็จะช่วยกันขนทรายมา กองรวมกันไว้ทลี่ านวัดตามทีพ่ ระท่านได้ปกั หลักไว้

ให้เป็นแถวๆ หลักละกอง ทุกปีจะมีกองทราย หลายกอง การท�ำเจดีย์ทรายนี้ จึงเป็นเวลาที่หนุ่ม สาวได้ท�ำงานร่วมกันซึง่ อยูใ่ นสายตาของผูเ้ ฒ่าผูแ้ ก่ และจะสังเกตเห็นได้ว่าลูกสาว ลูกชายของบ้านใด ชอบพอกัน พอถึงวันสงกรานต์ก็จะมีประเพณี รดน�ำ้ ด�ำหัวผูใ้ หญ่ มีการร�ำวง ซึง่ เป็นโอกาสทีห่ นุม่ สาวได้ใกล้ชดิ สนิทสนมกันอีกวาระหนึง่ ส่วนเด็กๆ นั้นไม่ต้องห่วงสนุกสนานกันเต็มที่ตั้งแต่ขนทราย เลยทีเดียว เพราะเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชอบมาก “แล้วลูกอยากรู้ไหมว่าการก่อเจดีย์ทรายนี้ เขาท�ำกันมาตัง้ แต่เมือ่ ไร ถ้าหนูอยากรูแ้ ม่จะเล่าให้ฟงั ” “อยากรู้ซิคะ คุณแม่ขาเล่ามาเร็วๆ ค่ะ”

เรื่อง บัวก้าน เลาสูงเนิน โรงเรียน บ้านขามทะเลสอ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา

๒๑


บทความดีเด่น

ลูกสาวตัวน้อยเร่งคุณแม่ “การก่ อ เจดี ย ์ ท รายนี้ มี ม าตั้ ง แต่ ส มั ย พุทธกาล จากพระไตรปิฎกกล่าวถึงการก่อเจดีย์ ทรายไว้ว่า วันหนึ่งพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ทรง พักผ่อน ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น�้ำ ทอดพระเนตร เห็นทรายขาวสะอาดราบเรียบ ทรงมีพระด�ำริว่า ควรท�ำเป็นรูปเจดียข์ นึ้ เพือ่ บูชาพระรัตนตรัย ดีกว่า ที่จะมาเดินเล่นโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อทรงด�ำริ เช่ น นั้ น แล้ ว ก็ ล งมื อ ก่ อ ทรายเป็ น รู ป เจดี ย ์ ด ้ ว ย พระองค์เอง เหล่าบริวารทั้งหลายที่ตามเสด็จ

๒๒

ก็ลงมือก่อเจดีย์ทรายตามไปด้วย เมื่อส�ำเร็จแล้ว มองดูเป็นทิวแถวสวยงามเกิดความสงบ ปีติยินดี เป็นที่ยิ่ง เมื่อนับแล้วปรากฏว่ามีเจดีย์ทรายถึง ๘๔,๐๐๐ องค์” แม่สงั เกตเห็นว่าลูกสาวตัวน้อยตัง้ ใจฟัง จึง เล่าต่อไปว่า “จากนัน้ พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงโสมนัส ยิง่ นัก เสด็จกลับบุพผารามมหาวิหารในนครสาวัตถี ถวายอภิวาทแล้วทรงนั่งข้างองค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า แล้วกราบทูลถามถึงอานิสงส์ของการ ก่อพระเจดีย์ทรายบูชาพระรัตนตรัยที่พระองค์ ทรงกระทำ�มาแล้วโดยตลอด พระพุทธองค์ทรง โปรดประทานพระธรรมเทศนาว่า” “ชนเหล่ า ใดมี ศ รั ท ธาเลื่ อ มใสอุ ต ส่ า ห์ พากเพียรทำ�การก่อสร้างเจดีย์ทรายใหญ่น้อยก็ดี ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิตลอด ร้อยชาติ ถ้าเป็นมนุษย์ก็จะเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์ สมบัติ มีบริวารเป็นจำ�นวนมาก ครั้นตายไปจะได้ เกิดในสวรรค์ แม้นพระตถาคตเองก็เคยได้กระทำ� มาแล้วในครั้งเป็นพระโพธิสัตว์” “คุณแม่ขาอย่างนี้หมู่บ้านเราก็ได้ทำ�บุญ ที่ยิ่งใหญ่มาโดยตลอดทุกปีใช่ไหมคะ ตั้งแต่ลูก จำ�ความได้ลูกก็ได้ขนทรายและก่อเจีย์ทรายทุกปี ซึ่งบางหมู่บ้านเขาก็ไม่ทำ�กันแล้ว” “ใช่จ้ะ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่แม่ยังเป็นเด็กอยู่ คุณตาคุณยายท่านก็พาท�ำมาทุกปีเช่นกัน การขน ทรายเข้าวัดยังเป็นประเพณีสืบทอดความสามัคคี ของคนในหมูบ่ า้ น และเป็นการช�ำระหนีส้ งฆ์ทพี่ วก


เราได้เหยียบย�่ำให้ดินติดเท้าออกจากวัด บางครั้ง ผู้เฒ่าผู้แก่ถือตะกร้าอาหารมาวัด ท่านก็ยังเอา ก้อนดินใส่มาด้วย ทีใ่ ดเป็นหลุมเป็นบ่อก็เอาดินทิง้ ลงไปให้ราบเรียบ ผู้คนสัญจรไปมาจะได้ไม่เป็น อุปสรรค อีกทัง้ ทรายทีเ่ ราช่วยกันขนมานีพ้ ระท่าน ยังน�ำไปใช้ในงานก่อสร้าง ซ่อมบ�ำรุงเสนาสนะได้ อีกมากมายเป็นการช�ำระหนีส้ งฆ์โดยไม่ตอ้ งลงทุน เพียงแต่ลงแรง เราต้องรักษาประเพณีนี้ไว้เพราะ ทุกวันนี้ยังเหลือประเพณีขนทรายเข้าวัดอยู่ใน ประเทศไทยและประเทศลาวเท่านั้น” ลูกสาว ตัวน้อยดีใจและตืน่ เต้นทีจ่ ะได้กอ่ เจดียท์ รายในอีก ๒ วันข้างหน้า ทุกคน ทุกบ้านจึงได้จัดหาดอกไม้ และสิง่ ทีจ่ ะน�ำไปปักบนยอดเจดียเ์ พือ่ ตกแต่งเจดีย์ ทรายให้สวยงาม “คุณแม่ขา นี่ก็จะห้าโมงเย็นแล้วพระท่าน ทำ�ไมยังไม่ตีระฆังสักทีละคะ” “ใจเย็นๆ ซิจะ๊ นีเ่ ราเตรียมทุกอย่างพร้อม แล้ว พอสัญญาณระฆังดังขึน้ เราก็ไปกันได้เลยจ้ะ” ก่อนวันตรุษไทย ทุกคนในหมู่บ้านจะมา รวมตัวกันที่วัดเพื่อท�ำการก่อเจดีย์ทราย แต่ละคน แต่ละครอบครัวจะน�ำดอกไม้ พวงมาลัยมาด้วยเพือ่ ตกแต่งเจดีย์ให้สวยงาม รุ่งเช้าของวันตรุษไทย ทุ ก คนแต่ ง ตั ว สวยงามมาท�ำบุ ญ พร้ อ มกั น ที่ วั ด พร้อมน�้ ำหอมน�้ ำปรุงมาประพรมเจดีย์ทุกองค์ ดอกไม้ธปู เทียนน�ำมาบูชา ขันน�ำ้ มาท�ำน�ำ้ มนต์และ ธงกระดาษประกาศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรพชน มาร่วมอนุโมทนาบุญ ปักไว้ที่กองทราย มีความ ว่า... “ ธงผืนนีท้ �ำไปถึงพระอินทร์ พระพรหม พระ

ยม พระกาฬ ท้าวจตุโลกบาลทัง้ สี่ โปรดน�ำข่าวบุญ กุศลนี้ไปถึงญาติทั้งหลาย ผู้ล่วงลับไปให้ได้ทราบ ในกองบุญ กองกุศลที่ลูกหลานได้ก่อเจดีย์ทราย ถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระรัตนตรัย พร้อมทัง้ ถวาย หนี้เก่า หนี้ใหม่ที่เราท่านทั้งหลายได้ล่วงเกิน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้เป็นอโหสิกรรม อย่าได้มีเวรหนี้กรรมติดภพติดชาติอีกเลย สาธุ สาธุ สาธุ”

๒๓


บทความดีเด่น

ภาคกลางตะวันออก นครปฐม

วิถีพุทธ :

รู้ ตื่น แล���เบิกบาน ภาพ : creativecommons.com

เรื่อง พระครูปลัดสุวฒั พรหมคุณ วัดญาณเวศกวัน ต.บางระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

๒๔

คุ ณ ลั ก ษณะสำ � คั ญ ของพระพุ ท ธเจ้ า ก็ ดี พระอริยสาวกก็ดี จะมีจุดเด่นที่สามารถพูดแบบ รวบรัดให้กระชับได้ว่า เป็นผู้รู้ ตื่น และเบิกบาน คุณลักษณะนีค้ วรจะมีปรากฏในพุทธศาสนิกชนทุก คนด้วย เพราะเป็นการบ่งบอกถึงเอกลักษณ์พิเศษ ที่แยกได้ว่าเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่เป็นคน ทีไ่ ร้ปญั ญา คนหลง คนมัวเมา และคนทีม่ คี วามทุกข์ มีความคับแค้น เดือดร้อนใจ จิตใจหดหู่ เหงาหงอย เศร้าสร้อย เสียใจ อะไรประเภทนี้ ต้องเป็นคน แกล้วกล้า อาจหาญ มั่นใจ สง่าผ่าเผย มีใบหน้า ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริง เป็นผู้ไกลจากกิเลส จะอยู่ ที่ไหนก็ย่อมจะทำ�ให้ที่นั่นเป็นสถานที่อันรื่นรมย์

น่าอยูน่ า่ อาศัย ตลอดจนมีมนุษยสัมพันธ์ทด่ี ี คำ�ว่า รู้ หมายถึง การรู้แจ้ง การเข้าใจ ทราบถึงวิธีการหรือขั้นตอนของการที่จะนำ�พา บุคคลหรือสังคมไปสูจ่ ดุ หมายทีด่ งี ามอย่างกระจ่าง แจ้ง มีปัญญา คำ�ว่า ตื่น หมายถึง ฟื้นจากหลับ ไม่หลับ รู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้เท่าทัน รู้ตัวขึ้น มีสติ โดยเฉพาะการตื่นตัว ไม่มัวตามตอบสนอง กิเลสตัณหาให้มัวเสียเวลา คำ�ว่า เบิกบาน หมายถึง มีความผ่องใส ของจิตใจ ร่าเริง แจ่มใส ไม่ขุ่นมัว มีความสุข คนเราที่ไม่สามารถจะเข้าถึงหลักการทั้ง


สามนี้ คือ รู้ ตื่น และเบิกบาน ได้นั้น ก็เพราะว่า เรายังมืดมัวด้วยกิเลสตัณหา ยังติดในกามคุณ หรือกามสุขนั่นเอง การทีค่ นเรามักจะมัวเมากับสิง่ ทีม่ าตอบสนอง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เรียกว่ากามคุณ ๕ นั้น มีเรือ่ งปรากฏในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๘ สัฏฐินบิ าต เรื่อง โสณกชาดก ซึ่งมีใจความโดยย่อว่า เมื่อครั้ง ที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชกุมาร พระนามว่า อรินทมราชกุมาร และมีพระสหายชื่อ ว่า โสณกกุมาร เมื่อทั้ง ๒ เจริญวัยแล้วได้เดินทาง ไปศึ ก ษาศิ ล ปศาสตร์ ที่ เ มื อ งตั ก สิ ล าด้ ว ยกั น หลังจากจบการศึกษาแล้ว ได้หาประสบการณ์เพิม่ เติมด้วยการตระเวนไปตามเมืองต่างๆ ต่อมา อรินทมราชกุมารได้รบั การอภิเษกเป็นกษัตริยค์ รอง ราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี ส่วนโสณกกุมารได้ออกบวชบ�ำเพ็ญสมณ ธรรมจนได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ภายหลัง ได้แสดงธรรมโปรดพระเจ้าอรินทมะ โดยการ เปรียบเทียบคนที่บริโภคกามว่า เป็นเหมือนอีกา ที่บริโภคซากช้างที่ลอยไปตามกระแสน�้ำในแม่น�้ำ คงคา มีความพึงพอใจทีม่ อี าหารให้กนิ มีนำ�้ ให้ดมื่ จับอยู่บนซากช้างนั้นไม่หนีไปไหน ถึงแม้จะมี ต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่นตามตลิ่งที่ซากช้างไหลผ่านป่า นั้นไป ก็ไม่สนใจที่จะบินขึ้นไปจับ ไม่นานซากช้าง นัน้ ก็ลอยออกทะเลเวิง้ ว้าง กว้างไกล เมือ่ จิกกินเนือ้ ช้างแล้ว จะดืม่ น�ำ้ แต่นำ�้ กลับกลายเป็นน�ำ้ เค็มเสีย แล้ว เห็นว่าไม่เกื้อกูลต่อการด�ำรงชีวิตอีกต่อไป จึงได้ทะยานบินขึน้ ไปเพือ่ จะเข้าหาฝัง่ แต่ซากช้าง นั้นอยู่ห่างไกลจากฝั่งมากแล้ว จึงต้องบินอยู่นาน มากจนหมดแรง ก็ตกลงในทะเล และเป็นอาหาร ของปลาในทะเลนั้นไป พระเจ้าอรินทมะทรงสดับ เรื่องนี้แล้ว ทรงเกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความ เบื่ อ หน่ า ยในการอยู ่ ค รองราชสมบั ติ อี ก ต่ อ ไป

จึงได้สละราชสมบัติ และออกผนวชในที่สุด จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า อีกาไม่รู้ ไม่เข้าใจ มัวเมา หมกมุ่นแต่ซากช้างนั้น จึงนำ�ภัยมาให้ ถึงตนได้ในทีส่ ดุ พระเจ้าอรินทมะทรงทราบเรือ่ งนี้ ทรงตื่นจากความมัวเมาในลาภ ยศ จึงทรงดำ�ริ ออกผนวช เพื่อจะทำ�ชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ให้ เข้าถึงหลักสัจธรรมความจริง ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นผู้ที่รู้ ตื่น และเบิกบานด้วยธรรม มีความสุข ทีเ่ ต็มเปีย่ ม จากการได้ท�ำ ลายกิเลสให้หมดสิน้ แล้วนัน้ การรู้ ตื่น และเบิกบาน จึงเป็นวิถีของพุทธ โดยแท้ ชาวพุทธคนใดที่ยังหาแนวทางดำ�เนินชีวิต ไม่พบ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ศึกษาตัวอย่าง วิธปี ฏิบตั ิ และแนวทางการดำ�เนินชีวติ ของบุคลากร ในโรงเรียนวิถีพุทธ ดังได้นำ�มาจัดพิมพ์ในวารสาร ฉบับนี้ ขอให้ชาวพุทธจงเป็นผู้รู้ ตื่น และเบิกบาน ถ้วนหน้ากัน เทอญ

๒๕


บทความดีเด่น

ภาคใต้ตอนบน เพชรบุรี เขต ๑

ประสิทธิ์ คงศิลป์ ....

ลูกผู้ชายหัวใจไม่แพ้

ภาพ : creativecommons.com

เรื่อง อำ�ไพ สังข์สุข โรงเรียน วชิรธรรมโศภิต ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี

๒๖

บางครั้งเมื่อครุ่นคิดเกี่ยวกับชีวิต ข้าพเจ้า ได้ข้อสรุปว่า ชีวิตเป็นสิ่งลึกลับ มีค�ำถามมากมาย ที่เราไม่อาจตอบ เรามาจากไหน เราเกิดมาท�ำไม เหตุใดเราจึงมาสู่โลกนี้ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เลือก รวมทั้งค�ำถามอื่นๆ แม้แต่เรื่องคุณธรรมความดี และความเป็นธรรมในสังคม หลายครั้งที่ข้าพเจ้า เคยผิดหวังท�ำให้รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนชีวิตไม่ใช่ อะไรอื่นนอกจากภาระที่หนักอึ้ง แต่แล้วในที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้เรียนรูจ้ ากเด็กหนุม่ คนหนึง่ ว่า อย่ามัว แต่ตั้งค�ำถามอยู่เลย จงใช้ชีวิตให้มีคุณค่าสมกับ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เถิด...เด็กหนุ่มผู้นี้ท�ำให้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งสวยงามและศักดิ์สิทธิ์... ข้าพเจ้าก�ำลังพูดถึงประสิทธิ์ คงศิลป์ เด็ก หนุ่มวัย ๑๖ ปี เขาเรียนภาษาอังกฤษกับข้าพเจ้าที่ โรงเรียนวชิรธรรมโศภิต เมือ่ เขาเข้ามาเรียนชัน้ ม.๑

ทุกๆ เช้าข้าพเจ้าพบเขาช่วยนักการกวาดโรงเรียน อยู่อย่างแข็งขัน เขาจะได้เงิน ๑๐ บาททุกวัน จากงานนัน้ ในช่วงพักเทีย่ งข้าพเจ้าชินกับภาพทีเ่ ขา หิว้ ถังน�ำ้ ไปใส่โอ่งมังกรในห้องศูนย์ศลิ ปวัฒนธรรม เพือ่ ให้เพือ่ นๆ ใช้นำ�้ รดบรรดาต้นไม้บนตึกชัน้ สาม น�้ำในโอ่งนั้นพร่องอยู่เนืองนิตย์ ประสิทธิ์จึงต้อง คอยตักมาเติมให้เต็มทุกวัน งานนีท้ �ำให้เขาต้องรีบ กินข้าวกลางวัน เขาไม่ถือว่านั่นเป็นค่าจ้าง แต่เขา ยินดีท�ำเพราะไม่ตอ้ งการรับความช่วยเหลือใครโดย ไม่ได้ท�ำสิ่งใดตอบแทน ไม่นานข้าพเจ้าก็ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดใน ชีวิตของเขาว่า ประสิทธิ์ย้ายจากรุงเทพฯ มาอยู่ที่ หมู่บ้านบางล�ำภู พ่อของเขาต้องออกจากงาน เนื่ อ งจากป่ ว ยด้ ว ยโรคเส้ น เลื อ ดหั ว ใจตี บ ความเครียดยังท�ำให้พ่อเป็นโรคเบาหวาน และ


ความดันโลหิตสูงอีกด้วย พวกเขาไม่มีบ้านของ ตนเองจึงต้องอาศัยอยู่กับญาติ เล่ากันว่า เขา ถูกเพื่อนใหม่ท้าทายและรังแกเสมอซึ่งประสิทธิ์ จะตอบโต้อย่างรุนแรงทุกครั้ง วันหนึ่งท่านพระครู โศภิตวัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดบางล�ำภูพบเห็นการ ต่อยตีของพวกเด็กๆ จึงได้สอบถามถึงสาเหตุและ ได้เมตตาสอนประสิทธิ์ว่า ถ้าหากเขายังเลือก เอาการโต้ตอบเป็นทางออกเรือ่ งราวก็จะบานปลาย เรื่อยไป แต่ถ้าหากเขาใช้ความอดทนอดกลั้น เรื่องราวก็จะยุติได้โดยง่าย ประสิทธิ์เชื่อฟังค�ำสั่ง สอนนั้ น และท่ า นพระครูก็ ไ ด้ เ มตตาให้แ ม่ข อง ประสิทธิ์มาท�ำงานเป็นแม่ครัวที่วัด คราวนี้แม้จะ ถู ก ล้ อ เลี ย นว่ า ต้ อ งกิ น ข้ า ววั ด เหมื อ นหมาวั ด ประสิทธิ์ก็ไม่โกรธเพื่อนๆ อีก เขายิ้มรับค�ำดูถูก ด้วยความอดทน ในวันหยุดเขาไปรับจ้างเป็นคนงาน ก่อสร้าง บางคราวเขารับจ้างเป็นคนงานในสวนให้ คุณครูที่โรงเรียน เขาท�ำทุกอย่างที่เป็นงานสุจริต ด้ ว ยความตั้ ง ใจ เขาเรี ย นดี มี น�้ ำ ใจกั บ ทุ ก คน ไม่นานเขาก็เป็นที่รักของเพ���่อนๆ และไม่โดดเดี่ยว อีกต่อไป บางครั้งชั่วโมงภาษาอังกฤษที่ข้าพเจ้าสอน จะเป็ น ช่ ว งบ่ า ย ข้ า พเจ้ า แปลกใจที่ ป ระสิ ท ธิ์ มักง่วงงุน เขาจะขออนุญาตไปล้างหน้าเพือ่ ปลุกให้ ตนเองตาสว่างก่อนจะกลับมาเรียนอย่างตั้งใจ ต่อไป และต่อมาข้าพเจ้าจึงรู้ว่าเขาไปทำ�งานแซะ เกลือในนาเกลือ ซึง่ อยูต่ ดิ ทะเลด้านตะวันออกของ อำ�เภอบ้านแหลม งานนาเกลือจะเริ่มทำ�เมื่อสิ้น ฤดูฝน ประสิทธิ์ไปทำ�งานแซะเกลือด้วยความหวัง ที่จะหาเงินมาให้แม่ งานแซะเกลือต้องทำ�ตอน กลางคืน ทำ�เรื่อยไปซึ่งในบางครั้งงานจะเสร็จ ในตอนเทีย่ งของวันต่อมา ช่วงเปิดเทอมเขาทำ�งาน เฉพาะช่วงเที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้าจึงกลับมา แต่งตัวไปโรงเรียน งานแซะเกลือทำ�ให้เขาต้องตื่น

ตั้ ง แต่ ห้ า ทุ่ ม ครึ่ ง เตรี ย มตั ว ไปพร้ อ มกั น ที่ บ้ า น หัวหน้างานก่อนเทีย่ งคืนแล้วจึงอาศัยซ้อนมอเตอร์ไซค์ ใครซักคนแล่นฝ่าความมืดไปที่นาเกลือ งานแซะเกลือเป็นงานเหมาในช่วงปิดเทอม ประสิทธิจ์ ะได้รบั ส่วนแบ่งในราวเกือบสองร้อยบาท ต่อวัน แต่ในช่วงปิดเทอมเขาจะทำ�งานเต็มเวลา คือเริ่มงานตั้งแต่เที่ยงคืน กลับถึงบ้านก็พอดีพระ ฉันเพลเสร็จ เขาอาศัยกินข้าวก้นบาตรพระแล้วก็ จะนอนพักไปจนกว่าแม่จะมาปลุก ให้ชว่ ยปิดประตู ครัวประตูวดั เขาต้องนอนแยกกับพ่อทีเ่ ขาเป็นห่วง อย่างยิ่งเพราะเขาจำ�เป็นต้องพึ่งนาฬิกาปลุกเสียง ดังสนัน่ เพือ่ ตืน่ ให้ทนั คนงานแซะเกลือคนอืน่ ๆ เขา ภูมใิ จทีไ่ ม่เคยไปสายเลย แต่เขากลับจากบ้านด้วย หัวใจที่เป็นห่วงพ่อทุกครั้ง... พ่อของเขาอาการทรุดลงเรื่อยๆ ขณะที่ ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้พ่อของประสิทธิ์มีอาการท้อง บวมเป่งโดยไม่รสู้ าเหตุ แม่เป็นคนพาพ่อไปหาหมอ ที่โรงพยาบาล ยาที่ได้มามักเป็นยาแก้ปวดและ พ่อของประสิทธิก์ จ็ ะกินยานัน้ เพือ่ ให้ตนเองหลับไป เพื่อหลีกหนีความทรมาน ประสิทธิ์เป็นห่วงพ่อ จนกลายเป็ น คนเงี ย บขรึ ม มี ค นแนะนำ� ว่ า พ่ อ เขาควรได้ รั บ การผ่ า ตั ด เพื่ อ รั ก ษาโรคหั ว ใจ ประสิทธิ์รู้ว่ามันจำ�เป็นจะต้องใช้เงินจำ�นวนมาก รัฐอาจจะช่วยเหลือเขาบ้าง แต่เขาจะต้องมีเงิน สักก้อนให้ได้อยู่ดี วันแล้ววันเล่าผ่านไปประสิทธิ์ ก็ไม่เคยเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ�เลย เขาให้เงิน ทุกบาททุกสตางค์ทห่ี ามาได้กบั แม่ แต่มนั มีรายจ่าย อืน่ ๆ ในครอบครัวอยูเ่ สมอ ทัง้ เรือ่ งการเรียนของเขา กับน้องสาว อาหารบำ�รุงร่างกายของพ่อก็มีราคา แพง ประสิทธิเ์ ต็มใจทีจ่ ะซือ้ หามาให้พอ่ เพราะพ่อ เขากินอาหารได้นอ้ ยมาก เหนือ่ ยงานมากขึน้ สิง่ ที่ เขาทนไม่ได้ก็คือการที่พ่อเริ่มสิ้นหวังกับตนเอง โทษตั ว เองว่ า พ่ อ เป็ น ภาระของลู ก ประสิ ท ธิ์ ๒๗


บทความดีเด่น

เขายอมแลกชีวติ ของเขาเพือ่ พ่อได้ กำ�ลังใจจาก ลูกชายคนเดียวทำ�ให้ชายกลางคนที่ล้มป่วยมา นานพยายามที่จะยืนหยัดต่อสู้กับโรคภัยต่อไป พยายามให้พ่อเข้าใจว่าเขายอมแลกชีวิตของเขา เพื่ อ พ่ อ ได้ กำ � ลั ง ใจจากลู ก ชายคนเดี ย วทำ � ให้ ชายกลางคนทีล่ ม้ ป่วยมานานพยายามทีจ่ ะยืนหยัด ต่อสู้กับโรคภัยต่อไป พ่อบอกประสิทธิ์เสมอว่าพ่อ ภูมใิ จในตัวเขา พ่อจะมีชวี ติ อยูเ่ พือ่ รอดูความสำ�เร็จ ของเขา ประสิทธิ์ใช้ประโยคนี้เป็นแรงบันดาลใจ ที่จะสู้กับงานหนักต่อไป การที่ อ ยู ่ ใ นวั ย ก�ำลั ง กิ น ก�ำลั ง นอนท�ำให้ ประสิทธิ์ง่วงเสมอเมื่อต้องท�ำงานดึกดื่น เขาอาศัย เรื่องเล่าของพวกผู้ใหญ่ที่เล่าสู่กันฟังเป็นความ บันเทิงแก้งว่ ง เขาชอบฟังเรือ่ งราวเกีย่ วกับชีวติ ของ ผู้คนที่ต่างดิ้นรนต่อสู้ มีมุมมองต่อชีวิตแตกต่าง กันไป มันเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีในห้องเรียน แต่ บางคราวเมือ่ ทุกคนนิง่ เงียบประสิทธิพ์ ยายามทีจ่ ะ ไม่งว่ ง เขาจึงจินตนาการว่านาเกลือขาวกระจ่างอยู่ ในความมืดนั้นคือหิมะและเขาก�ำลังเล่นโกยหิมะ ให้เป็นรูปพีระมิด เขาภูมิใจกับกองเกลือสีขาว ที่เรียงรายเป็นแถวเป็นระเบียบ ครั้นใกล้รุ่งสาง ประสิทธิ์จะดีใจที่เวลาเช้ามาถึง เขาชอบดาว ประกายพรึกที่เจิดจ้าอยู่บนฟ้าทางทิศตะวันออก มันให้ก�ำลังใจกับเขาเสมอ แต่เมื่อแดดแรงขึ้น เม็ดเกลือจะพากันส่องแสงจ้าบาดตา นาเกลือตอน กลางวันก็เหมือนทะเลทรายดีๆ นี่เอง...เมื่อฝน ตกงานที่หนักอยู่แล้วจะหนักยิ่งขึ้นไปอีก คนงาน แซะเกลือต้องพยายามไม่ให้เกลือมีโคลนปนเข้าไป ด้วยการโกย การคราดจึงต้องท�ำด้วยความระมัด ระวังในความเหน็ดเหนื่อย ประสิทธิ์เล่าว่าเขา จิ น ตนาการให้ เ ม็ ด เกลื อ นั้ น เป็ น เพชรซึ่ ง ส่ อ ง ประกายเจิดจ้าและเขาก�ำลังเล่นอยู่กับอัญมณี ๒๘

สูงค่าด้วยความระมัดระวัง พวกผู้ใหญ่ต่างชื่นชม ที่เขาไม่พร�่ำบ่นและยิ่งโตขึ้นมากเท่าไหร่ประสิทธิ์ ก็กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ส�ำคัญในการท�ำงาน มากขึ้นเท่านั้น ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ขณะที่ข้าพเจ้า ตรวจข้อสอบ ประสิทธิ์แวะมาดูผลการเรียนของ เขา ข้าพเจ้าพบว่าเขาสูงขึ้นมาก แต่ผอมลง และ ผิวคล�้ำกร�ำแดด ตาโตมีรอยเศร้าบวมช�้ำจากการ อดนอน แต่เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะในบรรดา นักเรียนชายชั้น ม.๓ เขาได้เกรดสูงสุดคือ ๓.๘๘ สิง่ นัน้ ท�ำให้พอ่ เขาภาคภูมใิ จ เขายังได้รบั การโหวต จากคณะครูทั้งโรงเรียนในวันปัจฉิมนิเทศให้เป็น นักเรียนขวัญใจคุณครูอกี ด้วย...แต่ทงั้ หมดนีค้ งไม่ เท่ากับการที่เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นเยาวชน ดีเด่นด้านคุณธรรมจริยธรรมของจังหวัดเพชรบุรี เขามีโอกาสได้เข้าพบและรับโล่จากนายกรัฐมนตรี เมื่อวันเด็ก ปี ๒๕๕๓ ... ประสิทธิ์บอกว่าเป็นวันที่ พ่อเขายิม้ อย่างสดใสทีส่ ดุ กินข้าวได้มากทีส่ ดุ และ หลับสบายตลอดทั้งคืน สิ่งเหล่านี้ท�ำให้เขารู้ว่าพ่อมีความสุขที่เขา เป็นคนดี มันส�ำคัญเสียยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด ดังนั้นเขาจะท�ำสิ่งที่ดีต่อไปเพื่อให้พ่อมีรอยยิ้ม มีก�ำลังใจทีจ่ ะต่อสูก้ บั โรคภัย ขอเพียงพ่อมีความสุข ประสิทธิก์ พ็ ร้อมทีจ่ ะก้าวต่อไปสูจ่ ดุ หมาย...เขายัง พู ด ด้ ว ยรอยยิ้ ม มุ ่ ง มั่ น ให้ ข ้ า พเจ้ า ฟั ง ซ�้ ำเหมือน ทุกครั้งว่า เขาจะหาเงินให้มากพอที่พ่อจะผ่าตัด หัวใจโดยเร็ว เมื่อเดินกลับบ้านพักหลังโรงเรียนเลิก แดด ยามบ่ายยังร้อนจัด ข้าพเจ้าเห็นดอกกระดุมเงิน กระดุมทองป่าบานอยูร่ มิ ทางเดิน อากาศทีแ่ ห้งแล้ง ทำ�ให้ดอกของมันเล็กกระจิริดแต่มันก็เบิกบาน อย่างสง่างามเลยทีเดียว เมื่อมองดูดอกไม้เล็กๆ นั้น ข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงสิ่งใดเลยนอกจากหัวใจ ที่ยิ่งใหญ่ของประสิทธิ์ คงศิลป์..


ภาคใต้ตอนล่าง นราธิวาส เขต ๒

เกียรติภมู ิ หรือ สมรภูมิ ... คนสร้างคน

...ข้าราชการต้องยึดมั่น และรักษาไว้ซึ่ง เกียรติภูมิ ยิ่งถ้าเป็นข้าราชการครู ต้องรักษาไว้ซึ่ง คุณธรรม คือ ความดีงามในจิตใจ ที่น้อมนำ�ให้ทำ� แต่สิ่งที่ดี มีจรรยาบรรณวิชาชีพ หรือกฎเกณฑ์ ความประพฤติหรือมารยาทในการประกอบอาชีพ เป็น แบบอย่ าง เป็นพ่อพิมพ์ และแม่พิมพ์ที่ดี มีความเมตตา กรุณาต่อศิษย์ ต้องเข้าใจจริยธรรม ซึ่งก็คือหลักในการดำ�เนินชีวิต...

...ท่ามกลางโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล โลกที่ เจริ ญ ด้ า นการสื่ อ สาร โลกแห่ ง โลกาภิ วั ต น์ วันเปลีย่ น เวลาเปลีย่ น และจิตใจคนก็เปลีย่ นแปลง ตามโลก ตามสังคมไป...แต่จรรณยาบรรณวิชาชีพ ที่บันทึกไว้เพื่อสั่งสอน บุคลากรผู้จะมาทำ�หน้าที่ เป็น “ครู” มิเคยเปลี่ยน ...คำ�ว่า “ครู” ซึ่งมาจาก คำ�บาลีสันสกฤตที่แปลว่า “หนักแน่น และผู้ชี้ทาง สว่าง” หรือครูที่ได้ชื่อว่าผู้สร้างคน คนสร้างคน

เรื่อง อัญญาณี รองสวัสดิ์ โรงเรียน บ้านตอหลัง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

๒๙


บทความดีเด่น

หรือคนสร้างโลก ก็ไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน... ...เป็นภาพหรือเรื่องราวปกติของทุกๆ วัน ในวันท�ำการของข้าราชการครูในจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะอ�ำเภอตากใบ ที่ซึ่งดิฉันเกิด อาศัยอยู่ และมีอาชีพเป็นข้าราชการครูในปัจจุบนั คือภาพของ รถทหารน�ำหน้าขบวน อาวุธครบมือ ไม่ว่าจะทั้ง รถจักรยายนต์ รถกระบะ รถหุม้ เกราะ ฯลฯ ยกเว้น ก็คงเป็นรถถังที่ไม่ค่อยได้เห็น และพบเจอในการ ปฏิบัติงานของทหารชุดคุ้มครองครู กลางขบวน เป็นครู และปิดท้ายตามหลังด้วยทหารชุดคุม้ ครอง ครูอกี เช่นกัน ...โอ้แม่เจ้า... มันช่างยิง่ ใหญ่อลังการ งานสร้างอะไรเช่นนี้ ...คุณๆ รู้ไหมว่าครูก็มีอาวุธ นะ... ก็คอื “ชอล์ก” ไง ...บวกกับวิชาความรู้ ความ ช�ำนาญของแต่ละท่านทีร่ �่ำเรียนมา เพือ่ มอบให้กบั ผองศิษย์ทงั้ หลาย เพือ่ ให้พน้ จากวงจรอันปราศจาก มงคลทีไ่ ม่เจริญ ก็คอื ความโง่ ความจน และความ เจ็บ เพือ่ ให้ศษิ ย์ได้น�ำไปปฏิบตั ิ และใช้ในการด�ำรง ชีวิต แต่ท�ำไมทุกวันนี้ครูผู้สอนจึงต้องเจ็บ (กาย และใจ) และเสียชีวิตด้วย เนื่องด้วยเหตุที่ว่าท�ำไม ครูจงึ ต้องเข้ามาพัวพันในวงจร ทัง้ ๆ ทีค่ รูเป็นผูน้ �ำ ทางเพือ่ ให้ออกจากหนทางในวงจรนี...้ ทัง้ หมดมัน เริม่ ตัง้ แต่วนั ที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ จนกระทัง่ ถึงปัจจุบนั ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔... วันทีด่ ฉิ นั ได้ เ ขี ย นแล้ ว ถ่ า ยทอดบทความนี้ คุ ณ ครู แ ห่ ง ชายแดนใต้เสียชีวติ ไปแล้วกว่า ๑๔๐ คน และบาด เจ็บก็อีกกว่า ๑๐๐ คน...? ...ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ โรงเรี ย นบ้ า นตอหลั ง อำ � เภอตากใบ จั ง หวั ด นราธิวาส... พี่เอียดเป็นครูคนหนึ่งของโรงเรียน แกเป็นครูที่เก๋าเก่า (แก่) ได้รับราชการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ สุดท้ายก็ได้ย้ายมาลงปฏิบัติงานที่ โรงเรียนบ้านตอหลัง ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ (ในฐานะ ครูใหม่) สาเหตุที่แกเลือกลงปฏิบัติงานที่นี่เพราะ เป็นบ้านเกิดของแกนั่นเอง แม้ว่าหลังจากแต่งงาน แกจะย้ายออกไป แกเป็นครูมา ๓๐ กว่าปีจนมี มอเตอร์ไซค์คู่ชีพประจำ�ตำ�แหน่ง อายุของมัน ก็รนุ่ น้องๆ แกนัน่ แหละ และแกก็มอี ะไรๆ หนักใจ แบบที่เพื่อนๆ ครูทุกคนต่างมีเช่นกัน ๓๐

...พี่เอียดเป็นคนอารมณ์ดี คุยสนุก เข้าได้ กับทุกๆ คน ใครโสดไม่มคี ู่ แกก็จดั หาให้หมด โดย เฉพาะกับครูสาวๆ พูดให้ครึกครื้นได้เสมอ ด้วย สำ�นวนที่ว่า “สองแง่ สามง่าม” จนทุกวันทำ�การ พวกครูเรารอลุ้นว่าพี่เอียดแกมีมุกอะไรมาหยอก ล้อพวกเราอีก... พี่เอียดเป็นคนรักครอบครัวโดย เฉพาะ “แม่” (ภรรยาที่ชื่อพี่พร้อม) และลูกๆ อีก ๓ คนของแก แกทั้งเคารพ ให้เกียรติ และรัก สมาชิกในครอบครับทุกคนตามลำ�ดับ มากๆ ถึง มากที่สุด... ...วันนี้เป็นวันที่พี่เอียดสวม “เสื้อบาติก สีขาว” ทีม่ ลี วดลายของบรรยากาศใต้ทอ้ งทะเลอัน สดชื่นและแจ่มใส...และแกก็บรรยายประกอบว่า “ลูกสาวพี่ซื้อมาฝากจากภูเก็ต” (ขณะนั้นเรียน อยูท่ มี่ หาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ปีที่ ๒)... พูดตัง้ แต่ เช้าจนพักเทีย่ งรับประทานอาหารกลางวันทีห่ อ้ งพัก ครู ก็ยังคุยแต่เรื่องเสื้อของแก ครูหลายคนพยัก หน้ารับรู้ และพร้อมกับอมยิ้มไปด้วย ดูพี่แกภูมิใจ มาก... แล้วจึงพูดขึ้นมาว่า “พี่น่ะเป็นห่วงน้องๆ ที่มาไกล” แกคงหมายถึงครูสาว ๓ คนที่มาจาก ภาคเหนือและภาคอีสานนั่นเอง และพูดต่อว่า “เหตุการณ์ไม่ปกติ ถ้าไม่จำ�เป็นก็ไม่ต้องออกไป ไหนนะน้องๆ” ทุกคนพยักหน้ารับ “แล้วพี่เอียด ล่ะ?” ดิฉันพูดสวนไป “มาก็ไกล ขับรถก็ช้า หมวก กันน็อกก็ไม่ใส่ ขนาดเด็กๆ วิ่งเล่นออกกำ�ลังกาย ยังวิ่งแซงรถพี่เลย” พี่เอียดและทุกคนหัวเราะ แล้วพีเ่ อียดก็พดู ต่ออย่างอารมณ์ดวี า่ “กับพีค่ งไม่มี ใครทำ�อะไรหรอก ทางจากบ้านมาโรงเรียนตลอด ทางก็ลูกศิษย์ เพื่อนๆ ดีๆ กันทั้งนั้น รู้จักทุกคน ไม่ต้องห่วง” พี่เอียดตอบ... วันนั้นหลังจากปล่อย นักเรียนเลิกแถวกลับบ้าน ในเวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. ดิฉันได้ทักทายพี่เอียด “กลับแล้วหรือพี่?” พี่เอียด ตอบกลับมาว่า “ไม่หรอก กะว่าจะเข้าไปธุระทีท่ า่ น ก่อน” (ท่าน คือ เจ้าอาวาสวัดท่ามะปราง) แล้วพี่ เอียดกับดิฉันก็แยกทางกันกลับบ้าน... ...๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ภายในวัดท่า มะปราง หมู่ที่ ๓ ตำ�บลไพรวัน อำ�เภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เนืองแน่นไปด้วยผูค้ น โดยเฉพาะ


ผูร้ ว่ มวิชาชีพครู ญาติพนี่ อ้ ง ลูกศิษย์ลกู หา รวมทัง้ บุคคลที่รักและเคารพ แม้กระทั่งคนที่ไม่รู้จัก (นัก ข่าวจากหลายๆ สำ�นักข่าว) ก็มาอยูก่ นั อย่างอึกทึก ในบริเวณวัด ...เสียงเพลงมอญร้องไห้ พญาโศก หรือธรณีกนั แสง ก็ดงั เอือ่ ยๆ เรือ่ ยๆ เป็นระยะๆ... ...ใช่...วันนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงศพ พี่เอียด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธี ...ใช่...มันจบแล้ว...สิ้นแล้ว... ส�ำหรับครอบครัว เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และผอง ศิษย์ ...การจากไปเพียงหนึง่ ชีวติ ของพีเ่ อียดบนโลก ใบนี้ แต่ทุกคนจะรู้ไหมว่าพี่แกคือโลกทั้งใบของ ภรรยา ทีม่ อี าชีพเป็นแม่บา้ นมาตลอดชีวติ และลูก อีก ๓ คน ...พี่เอียด คือเสาหลัก ...คือความหวัง ...คืออนาคต... นีห่ รือคือประเทศไทย มันเกิดอะไร ขึน้ ? ...ดิฉนั ไม่รจู้ ริงๆ ว่าจะเขียนบทความนีต้ อ่ ไป ได้อย่างไร? มันจุกและแน่นทีอ่ กอย่างพูดไม่ออก... พี่เอียดเสียชีวิตแล้ว หรือเรียกว่าตายจะดีกว่า ...ระหว่างรบในสงครามหรือ? ไม่...ไม่เลย... พี่เอียดเป็นแค่ครูแก่ๆ นิสัยดี ที่ฐานะธรรมดาๆ คนหนึง่ ซึง่ ไม่เคยมีพษิ มีภยั กับใคร และได้แค่สร้าง คุณประโยชน์นานัปการ ในช่วงเวลาของการได้ชื่อ ว่าเป็น “ครู” แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนคือ ...ความตาย เท่านั้นเหรอ...? หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนาที่วัด ท่ามะปราง ภรรยา ลูกๆ ญาติๆ และทุกคนก็ เคลือ่ นร่างอันไร้วญิ ญาณของพีเ่ อียดไปวัดทรายขาว (เนื่องจากวัดท่ามะปรางไม่มีเมรุเผาศพ) ซึ่งวัดอยู่ ไม่ห่างไกลกันนัก... ...วันนี้แดดจ้า ท้องฟ้าเปิด ลมสงบเงียบ เหมือนจะรอรับอะไรสักอย่างด้วยใจที่จดจ่อ... ในเวลา ๑๔.๐๐ น. ประธานในพิธีได้อัญเชิญเพลิง พระราชทาน เพือ่ พระราชทานเพลิงศพ และจุดไฟ พระราชทาน... สักพักควันสีด�ำ สีสลับลายคลุ้ง ทะมึน ค่อยๆ พวยพุง่ ออกจากยอดเมรุเป็นระยะๆ สูงขึ้นๆ แล้วจางหายไป ในท่ามกลางแสงสว่าง ของดวงอาทิตย์... พรุง่ นีค้ งไม่เจอพีเ่ อียดทีโ่ รงเรียน บ้านตอหลังอีกแล้ว และคงตลอดไป... นี่หรือชีวิต ของข้าราชการครูชายแดนใต้... ดิฉันสับสน และ ไม่เข้าใจถึงหลักการ กับหลักความเป็นจริง ในเรือ่ ง

พรุ่งนี้คงไม่เจอพี่เอียดที่โรงเรียนบ้านตอหลัง อี ก แล้ ว และคงตลอดไป... นี่ ห รื อ ชี วิ ต ของ ข้าราชการครูชายแดนใต้ เกียรติภูมิ รู้เพียงว่า...วันนี้...ชั่วโมงนี้...ที่นี่...ไม่ ต่างอะไรกับสมรภูมใิ นสงคราม ซึง่ ยังรูว้ า่ ข้าศึกคือ ใคร แต่ครูไม่รู้เลยว่าก�ำลังท�ำศึกอยู่กับใคร...? ...สุดท้าย น้องคนนีไ้ ม่มอี ะไรจะบอกพีเ่ อียด มากไปกว่านี้ ขอให้ดวงวิญญาณพีจ่ งไปสูค่ วามสงบ สุข หากเกิดชาติหน้าฉันใดก็อย่าให้เจอเหตุการณ์ เฉกเช่นนีอ้ กี ให้จรรยาบรรณวิชาชีพครูของพี่ ทีไ่ ด้ มอบคุณความดีให้ตระหนักไว้เป็นสิง่ สุดท้ายแก่คน เบื้องหลัง และขอให้จิตวิญญาณของพี่ที่เป็นผู้ “หนักแน่น และผู้ชี้ทางสว่าง” ได้ส่องแสงชี้ทางใน ความมืดมนบนโลกใบนี้ ให้สว่างไสวตลอดกาล... เกียรติภูมิ...สร้างคน...คนสร้างโลก วิปโยค...เกิดกับครู...ใครก็เห็น แม้นหนทาง...ข้างหน้า...จะลำ�เค็ญ ตายหรือเป็น...ก็จะสู้...เพื่อครูไทย หลับให้สบายนะพี่เอียด รักและเคารพ ...ระลึกถึงคุณครูเชิดชาย ดาแก้ว (พี่เอียด) เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ บริเวณบ้านกาแนะ หมู่ที่ ๓ ตำ�บลกะลุวอเหนือ อำ�เภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ถูกค้นร้ายใช้อาวุธ ปืน ยิงบริเวณลำ�ตัวหลายนัด เสียชีวติ ในทีเ่ กิดเหตุ ทันที...

๓๑


พระนครศรีอยุธยา เขต ๓

โขนสดอุดมศีลวิทยา ศิลปะล�้ำค่า ปลูกฝังคุณธรรม

เรื่อง วิชยุตธ์ เจาจาฤก โรงเรียน อุดมศีลวิทยา ต.ตลาดเกรียบ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

๓๒

ผมชื่อ นายวิชยุตธ์ เจาจาฤก อายุ ๑๕ ปี อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนอุดมศีลวิทยา ต.ตลาดเกรียบ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อผมได้เข้ามาเรียน ณ โรงเรียนแห่งนี้ สิง่ ทีผ่ ม อยากจะเล่าความคือประทับใจทีม่ ตี อ่ โขนสด โขนเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของคนไทย ซึ่งมีมาแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) และสืบทอดกันมา ถึงปัจจุบัน การแสดงโขนได้ลดลงเพราะบุคคล หรือเยาวชนไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก

โรงเรียนอุดมศีลวิทยาได้อนุรกั ษ์การเล่นโขน ทีพ่ ฒั นามาจากโขนพากย์ซง่ึ เป็นโขนสด จะให้ผแู้ สดง ทัง้ ร้อง พูด และทำ�ท่าทางเองทัง้ หมด แต่ในโขนพากย์ จะให้ผู้แสดงทำ�ท่าทางประกอบเพียงอย่างเดียว ซึง่ การแสดงโขนสดทำ�ให้ตวั ผมหรือนักแสดงคนอืน่ ๆ ฝึกไหวพริบในการแสดง รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ ฝึกความอดทน เพราะเวลาแสดงบนเวทีนักแสดง จะต้องฝึกซ้อมให้แม่นยำ�และจะต้องรับบทบาท หน้าที่ตัวละครที่ตนต้องแสดง เมื่ออยู่บนเวทีจะ ต้องพูดจาให้ฉะฉาน คล่องแคล่วและมีไหวพริบ


ที่จะต้องพูดหรือจะแสดงออกนอกจากนี้ ยังทำ�ให้ ผมมี ค วามกล้ า แสดงออก ใช้ เ วลาว่ า งให้ เ ป็ น ประโยชน์ ไม่ยงุ่ เกีย่ วกับสิง่ เสพติด มีความสามัคคี ในกลุ่ม รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้รู้จักการออม หารายได้ช่วยเหลือครอบครัว ผมมี ค วามภาคภู มิ ใ จที่ เ ป็ น ส่ ว นหนึ่ ง ทีไ่ ด้อนุรกั ษ์ศลิ ปะการแสดงโขนสด ได้สร้างชือ่ เสียง ให้กบั โรงเรียนอุดมศีลวิทยา ซึง่ ไปประกวดระดับเขต และประเทศจนได้รางวัลให้แก่โรงเรียนมากมาย และยังเป็นการแสดงถึงภูมปิ ญั ญาของตำ�บลตลาด เกรียบให้ตำ�บลหรือชุมชนอื่นได้รู้ คุณธรรมที่ผมได้รับจากการแสดงโขนสด คือ ๑.ความอดทน เพราะต้องอดทนกับท่าทาง ที่ต้องฝึกซ้อมซึ่งมีความยาก ๒.ความรับผิดชอบ เราต้องรับผิดชอบกับตัวทีเ่ ราแสดง ๓.ความสามัคคี ต้องมีความสามัคคีในหมูค่ ณะ ๔.การเอือ้ เฟือ้ เผือ่ แผ่ กันและกัน ๕.ความซื่อสัตย์ ในด้านความสัมพันธ์กับชุมชน การแสดง โขนสดจะต้องได้รบั ความร่วมมือจากชุมชน โดยที่ ชุมชนมีภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ ลุงแหล่ม ป้องไม้ ได้มาสอนการแสดงโขนสดให้กับนักเรียน ซึ่งท่าน ก็ได้สอนทั้งท่าเต้น การร้อง การพูด จนผมมี ความชำ�นาญ ท่านมีอายุมากแล้วแต่ทา่ นก็อยากสอน ให้คนรุ่นหลังได้สืบต่อไป และทางองค์การบริหาร ส่วนตำ�บลตลาดเกรียบ ก็ได้สนับสนุนเรื่องของ เครื่องแต่งกายในการแสดงโขนสด เช่น หัวโขน ชุดที่ต้องใส่แสดง และเรายังได้ไปแสดงในชุมชน อื่นๆ เช่น งานศพ งานวันเด็ก งานวันภาษาไทย เป็นต้น ซึ่งทางชุมชนให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี และเป็ น ที่ ย อมรั บ ของคนในชุ ม ชนหรื อ ตำ � บล ใกล้เคียงด้วย

ผมขอสั ญ ญาว่ า ผมจะตั้ ง ใจฝึ ก ซ้ อ ม เพื่ อ พั ฒ นาฝี มื อ ในการแสดงโขนให้ เ ก่ ง ยิ่ ง ขึ้ น เพื่อจะได้อนุรักษ์ศิลปะการแสดงโขนสดให้อยู่คู่ กับตำ�บลตลาดเกรียบและประเทศต่อไป และผม ขอขอบคุ ณ ทางโรงเรี ย นและชุ ม ชนที่ ใ ห้ ก าร สนับสนุนในด้านต่างๆ และขอบคุณ คุณลุงแหล่ม ป้ อ งไม้ ทั้ ง สอนการแสดงโขนสดให้ ผ มจนผม สามารถสอนแก่รุ่นน้องต่อไปได้ ไปพบและให้กำ�ลังใจผมได้กับการแสดง โขนสดที่โรงเรียนอุดมศีลวิทยาครับ

๓๓


พระนครศรีอยุธยา เขต ๓ เรื่อง พรรณราย เทียมพยุหา โรงเรียน บางปะอิน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

๓๔

เติมความสุขลงไปในงาน


เราตื่ น ขึ้ น มาในแต่ ล ะวั น มี กิ จ กรรม มากมายที่ต้องทำ� ทั้งที่อยากทำ� และไม่อยากทำ� หรือทำ�ก็ได้ ไม่ท�ำ ก็ได้ แต่สว่ นใหญ่มกั จะเป็นการทำ� เพราะความจำ�เป็นจะต้องทำ�มากกว่า จะมีกค่ี รัง้ ที่ เราได้ทำ�ในสิ่งที่อยากทำ� ในแต่ละวันเหล่านี้จะมี ความวุ่นวาย ความตึงเครียด มีงานหนัก มีปัญหา เกิดความท้อถอย สิ่งที่จะช่วยให้พ้นจากปัญหาได้ คือพลังใจ การสร้างพลังใจให้เข้มแข็ง การสร้าง ความสุขใจ คือการเติมความสุขลงในชีวิตทุกวัน เราพยายามเติมความสุขให้กบั ตนเองอยูต่ ลอดเวลา และทุกโอกาสทีจ่ ะเป็นไปได้กนั อยูแ่ ล้ว เช่น การเลือก รับประทานอาหารที่อร่อย การดูทีวีรายการที่ชอบ หรือเลือกฟังเพลงโปรด ซึง่ เป็นการเติมความสุขลง ในชีวิตที่คุ้นเคยกันดี ในเมือ่ ชีวติ ประจำ�วันของเรามีสง่ิ จำ�เป็นต้อง ทำ� มีภาระงานที่วุ่นวายก่อให้เกิดความตึงเครียด และเป็นทุกข์ ถ้าเราใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสด้วย การเติมความสุขลงไปในงานที่ตึงเครียดและเป็น ทุกข์นน้ั จะเกิดอะไรขึน้ ถ้าไม่ใช่การทำ�งานอย่างมี ความสุข หรือเบิกบานในการทำ�งาน อาจเรียกได้วา่ รู้ - ตื่น - เบิกบาน ซึ่งหมายถึง จิตที่รู้แจ้งเห็นจริง ในชีวิตและโลก เมื่อรู้แล้วก็ตื่นจากความไม่รู้ และ เมื่อตื่นแล้วก็เบิกบานสดชื่นหรือไม่มีทุกข์ การที่เรามีสติอยู่กับตัว เรารู้ เราเห็น เรา จะมองเห็นถึงความเป็นไปของโลกที่มันผันแปรไป ไม่คงทน ไม่ยั่งยืน มองเห็นว่างานที่กำ�ลังทำ�อยู่ มั น หนั ก มี ปั ญ หา ทำ � ให้ เ กิ ด ความตึ ง เครี ย ด ท้ อ ถอยและเป็ น ทุ ก ข์ แสดงว่ า เรา รู้ ตื่ น คื อ การมีสติ พร้อมที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ นำ�ไปสู่ ชีวติ ทีเ่ บิกบาน หรือ มีสติรทู้ นั ปัญหา รูท้ นั ความทุกข์ ในงานที่ กำ � ลั ง ทำ � อยู่ แล้ ว ปรั บ เปลี่ ย นให้ เ ป็ น ๓๕


ความสุข ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ทำ�ให้ได้ ทั้งผลงานและได้ทั้งความสุขไปพร้อมๆ กัน ผู้เขียนได้รับประสบการณ์นี้จากการร่วม ทำ�งานหัตถกรรมกระดาษอัด เปเปอร์มาเช่กับ นักเรียน หลักการของงานเปเปอร์มาเช่คือ การฉีก กระดาษเป็นชิ้นเล็กๆ ทากาวแปะติดบนแบบ หลายๆ ชัน้ จนได้รปู ทรงทีต่ อ้ งการ แต่งผิวให้เรียบ ตกแต่ ง สี แ ละเคลื อ บเงา การทำ � งานเน้ น ถึ ง การรี ไ ซเคิ ล เศษกระดาษเหลื อ ใช้ ใ ห้ เ ป็ น งาน หัตถกรรมกระดาษอัดและงานฉีกแปะกระดาษ เป็นรูปทรงต่างๆ ใช้ประโยชน์เป็นของใช้ของ ประดับตกแต่ง และของทีร่ ะลึกได้อย่างกว้างขวาง ซึง่ นอกจากจะได้ชิ้นงานที่มีประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ยังส่งเสริมให้ผเู้ รียนเห็นความสำ�คัญของการรักษา สิ่งแวดล้อม มีความคิดสร้างสรรค์ มีคุณธรรม ใน เรื่องความประหยัด ขยัน อดทนมานะพยายาม เรี ย นรู้ ก ารทำ � งานร่ ว มกั น ฝึ ก ฝนให้ เ ป็ น ผู้ มี ความรั บ ผิ ด ชอบ มี ร ะเบี ย บวิ นั ย รั ก ษา ความสะอาด ซื่อสัตย์สุจริต และการหารายได้ ระหว่างเรียน ผลงานนักเรียนมีความสวยงาม มี ป ระโยชน์ ได้ รั บ การยกย่ อ ง สร้ า งชื่ อ เสี ��� ง แก่ โ รงเรี ย นอย่ า งภาคภู มิ กล่ า วได้ ว่ า ผลงาน มีความน่าสนใจในคุณค่าทีเ่ กิดจากความไร้คา่ รวม กับความมานะพยายาม ๓๖

ลักษณะงานเปเปอร์มาเช่ มีความเปรอะ เปื้อน ใช้ระยะเวลานาน น่าเบื่อ แต่ความสำ�เร็จ และความภาคภูมิใจจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ “รู้ตื่น และเบิกบาน” ด้วยการเติมความสุขลงในงาน ผูเ้ ขียนและนักเรียนทีร่ ว่ มงานทุกคนได้สร้างพลังใจ ให้เข้มแข็ง สร้างความสุขใจในการทำ�งานเปเปอร์ มาเช่ด้วยการทำ�งานอย่างมีความสุข สนุกสนาน เพลิดเพลิน ทำ�งานด้วยความรัก สามัคคี โดยคำ�นึง ถึงคุณค่าของงานและความสำ�เร็จที่จะบังเกิดขึ้น เพราะการงานทุกอย่างมีเรื่องท้าทายอยู่ในตัวของ มันเองถ้าเราสนุกกับการทดลองปรับปรุงคุณภาพ ของงานให้มีคุณภาพดีขึ้น เช่น ทำ�อย่างไรจึงจะ ประหยัดทรัพยากร ประหยัดเวลา หรือทำ�อย่างไร ผลผลิ ต จึ ง จะเพิ่ ม มากขึ้ น หรื อ ทำ � อย่ า งไร การทำ�งานจึงจะง่ายขึน้ ฯลฯ การงานก็จะไม่นา่ เบือ่ หากเราทำ�งานทีม่ คี า่ และทำ�งานด้วยการเห็นคุณค่า ของงานจะส่ ง ผลให้ ทำ � งานอย่ า งมี ค วามสุ ข และผลิตผลที่ได้จากการทำ�งานนั้นจะเกิดตามมา มากมาย สิ่ ง ประกอบสำ � คั ญ ที่ ทำ � ให้ ก ารทำ � งาน มีความสุข ได้แก่ แรงจูงใจในการทำ�งานที่เป็น ส่วนผลักดันให้งานสำ�เร็จ บรรยากาศในการทำ�งาน สิ่งอำ�นวยความสะดวกในการทำ�งาน และเพื่อน ร่วมงานที่ดี


เคล็ ด ลั บ วิ ธี ก ารทำ � งานอย่ า งมี ค วามสุ ข คื อ การมองให้ เ ห็ น ถึ ง คุ ณ ค่ า ของงาน ที่ จ ะ เป็ น พลั ง ใจ ทำ � ให้ ต่ อ สู้ กั บ งานที่ ย ากลำ � บาก และน่าเบื่อหน่ายได้

เคล็ดลับวิธีการทำ�งานอย่างมีความสุข คือ การมองให้เห็นถึงคุณค่าของงาน ที่จะเป็นพลังใจ ทำ�ให้ตอ่ สูก้ บั งานทีย่ ากลำ�บากและน่าเบือ่ หน่ายได้ การมีความกระตือรือร้นในการทำ�งานจะทำ�ให้ การทำ�งานสนุกสนานและมีชีวิตชีวาขึ้น การฝึก สมาธิ ใ นขณะทำ � งาน โดยการใช้ ค วามคิ ด มา กำ�หนดรู้ กำ�หนดการเคลือ่ นไหว มีสติตดิ ตามทัน ในทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อให้ จิตเกิดเป็นสมาธิ เกิดความปีติสุขในขณะทำ�งาน จะทำ�ให้ได้ทั้งความสงบใจ และได้ทั้งผลงาน การทำ�งานให้มีความสุข ตามหลักธรรม คำ�สอนทางพุทธศาสนา ที่สอนให้คนทำ�งานได้ สำ�เร็จ ที่เรียกว่า “อิทธิบาทสี่” มีสาระสำ�คัญ คือ ๑. ฉันทะ หมายถึง ความพอใจ รักใคร่ มีใจรักในงานที่ทำ� ๒. วิริยะ หมายถึง ความขยันหมั่นเพียร มีความพยายามที่จะทำ�งานให้สำ�เร็จ ๓. จิตตะ หมายถึง การมีจิตใจฝักใฝ่ มุ่งมั่นที่จะทำ�งานให้สำ�เร็จ ๔. วิมงั สา หมายถึง การตรวจสอบ ไตร่ตรอง โดยใช้ปัญญา และฆราวาสธรรม ๔ ที่ควรถือปฏิบัติ ชีวิต ก็จะเจริญก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว คือ

๑. สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ ๒. ทมะ คือ การฝึกตน ๓. ขันติ คือ ความอดทน ๔. จาคะ คือ ความเสียสละ การเติมความสุขลงไปในงาน จึงเป็นการเติม ความสุขลงไปในชีวิต การประพฤติตนให้ถูกต้อง ทางกาย วาจา และใจ โดยการไม่ท�ำ ให้ผอู้ น่ื เป็นทุกข์ เดือดร้อน และทำ�ทุกอย่างอย่างมีสติ เติมเต็มชีวติ ด้วยธรรมะ รู้ตื่นและเบิกบาน เป็นชีวิตที่สามารถ สร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์อย่างสูงสุดได้

๓๗


ระยอง เขต ๒

เกิดมาเพื่อเป็น...ครู เรื่อง พนิตนาฏ ลายสังข์ โรงเรียน บ้านยางเอน อ.เขาชะเมา จ.ระยอง

๓๘

“งานของครูเป็นงานพิเศษ ผิดแปลก กว่างานอื่นๆ กล่าวในแง่หนึ่งที่ส�ำคัญก็คือว่า ครูจะหวังผลตอบแทนเป็นยศศักดิ์ ความร�่ำรวย หรือประโยชน์ทางวัตถุเป็นที่ตั้งไม่ได้ ผลได้ส่วน ส�ำคัญจะเป็นผลทางใจ ซึ่งผู้เป็นครูแท้ก็พึงใจ และภูมใิ จอยูแ่ ล้ว ดูเหมือนจะภูมใิ จยิง่ กว่าข้าวของ เงิ น ทองและยศศั ก ดิ์ เ สี ย อี ก ถึ ง แม้ ผู ้ ใ ดก็ ต าม เมื่อมองให้ลึกซึ้งแล้วก็ย่อมเห็นว่าเป็นความจริง อย่างนั้น” จากกระแสพระราชด�ำรัสของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ครู จึงควร ตระหนักถึงความส�ำคัญของตนเองให้มาก อาชีพ ครูจึงมิใช่อาชีพที่ใครๆ ก็เป็นได้ หรือไม่รู้จะท�ำ อาชีพอะไรก็มาเป็นครู ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่มีอาชีพครู และเป็น มานานกว่า ๒๐ ปี ถ้าถามว่าอยากเป็นครูหรือเปล่า ตอบจริงๆ ว่าไม่ทราบใจตัวเองเลยในเวลานัน้ รูแ้ ต่ เพียงว่าเหมือนถูกกำ�หนดมาเพื่อให้เป็นครู เพราะ ตัง้ แต่ขา้ พเจ้าเข้าเกณฑ์เรียนชัน้ ป.๑ เมือ่ ปี ๒๕๑๖ ก็แทบจะไม่ได้ออกจากรั้วโรงเรียนเลย เมื่อครั้งที่ ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้น ได้มีโอกาส รายงานหน้าชั้นเรียนจำ�ได้ว่าเป็นวิชาสังคมศึกษา โดยมีนิสิตฝึกสอนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นครูผู้สอน และวันที่ข้าพเจ้าออกไปรายงาน หน้าชั้นอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็มา สอบสอนครูของข้าพเจ้าพอดี เมือ่ ข้าพเจ้ารายงาน เสร็จ และหมดชัว่ โมงเรียนแล้วได้ถกู ตามตัวไปพบ อาจารย์จากจุฬาฯ ท่านนัน้ ข้าพเจ้าจำ�ได้แม่นท่าน บอกว่า ถ้ามีโอกาสให้เรียนเป็นครูนะเพราะหนูมี แววของครู . .. วั น เวลาผ่ า นไปข้ า พเจ้ า ก็ ลื ม ตามประสาเด็ก ประกอบกับข้าพเจ้าไม่มีเงินเรียน ต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงได้ออกมา ตัง้ หลัก ๑ ปี โดยรับจ้างปักเสือ้ กันหนาวเพือ่ เก็บเงิน ไว้เรียนต่อ และขณะเดียวกันเพื่อนบ้านได้ขอให้

ข้าพเจ้าสอนพิเศษลูกสาวซึ่งกำ�ลังเรียนชั้น ม.๑ โดยเน้ น วิ ช าคณิ ต ศาสตร์ และภาษาอั ง กฤษ จากคนที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์เลยกลับต้องศึกษา และค้นคว้าหาวิธกี ารสอนน้อง ทัง้ ๆ ทีเ่ ป็นการสอน แบบไม่มคี า่ ตอบแทน นีเ่ ป็นจุดเริม่ ต้นทีร่ สู้ กึ ท้าทาย และในเวลาหลายปีตอ่ มาข้าพเจ้ากลับรูส้ กึ ขอบคุณ วันเวลาที่รู้สึกรันทด ท้อแท้ที่ต้องเหน็ดเหนื่อย ในการสอนน้อง ทำ�ให้ขา้ พเจ้าเจริญก้าวหน้าในอาชีพ ครูเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าได้เข้าสู่ระบบโรงเรียนอีกครั้งโดย สอบเข้าเรียนแผนกศิลป์ภาษา (อังกฤษ - ฝรัง่ เศส) เหมือนคนเก็บกดทีอ่ ยากเรียนแล้วไม่ได้เรียนมา ๑ ปี จึงทำ�ให้ขยันและตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก และได้ มีโอกาสแสดงบทบาทครูจำ�เป็นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ อาจารย์สอนภาษาไทยลาคลอด และจะกลับมา สอนอีกครั้งในช่วงจะสอบปลายภาคเรียนที่ ๒ ข้าพเจ้าจึงได้ช่วยติว เรื่องมหาตมคานธี หนังสือ นอกเวลาที่มีเล่มหนาและไม่น่าอ่านสำ�หรับคนที่ ไม่ชอบภาษาไทย และไม่ชอบการอ่านหนังสือ แต่ดว้ ยนิสยั ทีข่ า้ พเจ้าชอบอ่านมากกว่าฟังบรรยาย จึงสามารถเล่าและสรุปเรื่องราวให้เพื่อนๆ ฟังได้ เข้าใจ จึงมีเพื่อนมาสมัครเป็นลูกศิษย์ในช่วงหลัง เลิกเรียน นิสัยรักการอ่านนี้ต้องขอขอบพระคุณ คุณพ่อ (ล่วงลับไปแล้ว) ที่มักมีเรื่องมาเล่าให้ฟังเส มอๆ พอลูกๆ ตัง้ ใจฟังคุณพ่อก็จะเลิกเล่าในตอน ท้ายๆ แล้วบอกว่ามาจากหนังสือเล่มไหน เพื่อให้ ลูกๆ ไปติดตามอ่านตอนจบด้วยตัวเอง ซึง่ ข้าพเจ้า ออกจะงอนคุณพ่อมากๆ ในตอนนั้น แต่ในวันนี้ เมื่อข้าพเจ้าเป็นครูก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน และได้ผล เสียด้วย… การจัดการเรียนการสอนคุณครูไม่ควร บอกเด็กทัง้ หมด จงเปิดโอกาสให้เด็กได้คน้ พบด้วย ตนเอง เขาจะภาคภูมิใจและความรู้ที่ได้จะเป็น ความรู้ที่ถูกฝังจำ�อย่างยาวนานทีเดียว!!!


ข้าพเจ้าจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ (ม.๖) พร้อมกับความเจ็บปวดอีกครั้งที่ไม่มีเงินเรียน จึงต้องเขียนจดหมายสมัครงานไปตามโรงเรียน ต่างๆ เพือ่ เป็นครู ไม่ทราบว่าเพราะอะไรต้องเขียน สมัครงานเป็นครูเพียงอย่างเดียว ณ เวลานี้ก็ตอบ ไม่ได้ แต่ทแี่ น่ๆ ก็ได้เป็นครูพเี่ ลีย้ งอนุบาลอยู่ ๕ ปี เป็นเวลาที่ดีจริงๆ ที่ได้เรียนรู้โลกอีกด้านหนึ่ง โลกของผู้ใหญ่ที่ท�ำอะไรต้องระมัดระวังให้มาก โลกที่สีขาวไม่ใช่สีขาวเสมอไปเหมือนสมัยเราเป็น นักเรียน ค�ำว่าอภัยให้เด็กไม่มีอีกแล้ว จะมีแต่ผิด คือบทเรียน ชีวติ คือการเรียนรู้ เรียนรูค้ น เรียนรูง้ าน และเรียนรูท้ จี่ ะต้องอยูใ่ ห้ได้ ด้วยอายุเพียง ๑๗-๑๘ ปี การถูกดุจึงเป็นเรื่องปกติ บางวันต้องร้องไห้ไป และท�ำงานไปด้วย เพราะลาออกไม่ได้ ถ้าลาออก ฝันที่จะได้เรียนต่อต้องจบลงอย่างแน่นอน หน้าที่ ความอดทน ขยัน ซือ่ สัตย์ และความหวัง คือเพือ่ น

ที่ดีที่สุด และเพื่อนคนนี้ไม่เคยล้มหายตายจาก ข้าพเจ้าไปเลยถึงแม้ในขณะนีก้ ต็ าม... การท�ำงาน อย่างทุม่ เท เพือ่ ให้ได้คา่ จ้างเต็มทัง้ เดือนโดยไม่ยอม หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ท�ำให้ข้าพเจ้าไม่ได้ไปเรียน แต่ก็ภูมิใจทุกครั้งที่ก�ำเงินไปให้แม่เต็มๆ ข้าพเจ้า ยังจ�ำรอยยิม้ ทัง้ น�ำ้ ตาของแม่ทไี่ ด้เห็นเงินเดือนครัง้ แรกของข้าพเจ้า ซึง่ วางลงบนมือของแม่ ๖๓๐ บาท (๑๐ วันครึ่ง) แม่คืนใส่มือกลับมา แล้วบอกว่าให้ เก็บไว้ใช้ ข้าพเจ้าหยิบมาเพียง ๑๐๐ บาทเท่านั้น ข้าพเจ้าย้ายไปสอนโรงเรียนแห่งใหม่ เพราะไม่มี เวลาไปสอบถึงแม้จะเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเปิด เพราะในช่วงหลังๆ จะมีบางรายวิชาที่ต้องสอบ ในวันธรรมดาที่ไม่ใช่เสาร์-อาทิตย์ แต่โรงเรียน ที่ย้ายมาใหม่นี้ผู้บริหารจะสนับสนุนให้ครูเรียน จนข้าพเจ้าเกรงใจและอยากท�ำงานให้มากเพื่อ ตอบแทน โอกาสที่ท่านหยิบยื่นให้กับครูทุกท่าน ๓๙


คนจะเป็ น คนที่ ท รงคุ ณ ค่ า แห่ ง ความเป็ น คน ต้องรู้จักที่จะให้ผู้อื่น และขณะเดียวกัน เมื่อเป็น ผูร้ บั ต้องไม่เห็นแก่ตวั และเห็นแก่ ได้บนความใจดี ของผู้อื่น

อย่างเท่าเทียมกัน ใครไม่เรียนต่อ ท่านก็พยายาม กวดขันให้เรียน ในที่สุดข้าพเจ้าก็เรียนจบจาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช การเปลีย่ นแปลงครัง้ ยิง่ ใหญ่จากครูในเมือง หลวงที่ มี ค่ า สอนพิ เ ศษและเงิ น เดื อ นหลั ก หมื่ น เมือ่ ๑๒ ปีทแี่ ล้ว มาเป็นครูโรงเรียนกันดารห่างไกล ความเจริญ ไม่มีรถประจำ�ทาง ถนนลูกรังฝุ่นแดง จนจับศีรษะ วิถชี วี ติ และการกินอยูท่ ต่ี อ้ งปรับตัวเอง กับรายได้เพียง ๖,๓๖๐ บาท ไม่มีค่าครองชีพ หรือ เงินช่วยเหลือใดๆ ทัง้ สิน้ ความศรัทธาทีจ่ ะตอบแทน คุณแผ่นดินเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เพียงอย่างเดียวที่ทำ�ให้สามารถยืนหยัด อยู่ได้ทุกวันนี้ หลายครั้งที่ท้อแท้ การทำ�งานที่เต็ม ไปด้วยอุปสรรค และความยากลำ�บากในการยืนหยัด ท่ามกลางความคิดที่แตกต่าง และต้องพยายาม ไม่ให้แตกแยก ต้องถามตัวเองว่าทิ้งบ้านเกิด และ ความสะดวกสบายมาทำ�ไม คำ�ตอบก็คอื เสียงของ คุณพ่อ และเสียงของหัวใจตัวเองที่ว่า ต้องคืนให้ แผ่นดิน คนจะเป็นคนทีท่ รงคุณค่าแห่งความเป็นคน ต้องรูจ้ กั ทีจ่ ะให้ผอู้ น่ื และขณะเดียวกัน เมือ่ เป็นผูร้ บั ต้องไม่เห็นแก่ตัว และเห็นแก่ได้บนความใจดี ของผู้อื่น การเป็นครูที่นี่ ข้าพเจ้าได้เห็นแง่มุมชีวิต ของนักเรียนทีข่ าดแคลนทัง้ ทางด้านการเงิน ความ รักความอบอุ่น และที่สำ�คัญขาดโอกาส คนที่ขาด โอกาสจะไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใดๆ ได้เลย นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่สุด ดังนั้น ครูจึงต้อง จัดการเรียนการสอนให้เต็มที่ เต็มใจ เต็มความสามารถ และสร้างโอกาสให้กบั ผูเ้ รียน เมือ่ ข้าพเจ้ามาอยูท่ น่ี ี่ ใหม่ๆ รูส้ กึ ได้ถงึ ความยากลำ�บากของเด็กนักเรียน แต่การให้อย่างไร้ขอบเขตก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก เพราะ

๔๐

เด็กจะพึงใจแต่จะเป็นผู้รับตลอดกาลจนไม่รู้จัก คำ�ว่า การเป็นผู้ให้ จะกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัย การเห็ น แก่ ตั ว ไปในที่ สุ ด ครู จึ ง ต้ อ งฝึ ก ให้ เ ด็ ก พึง่ ตนเองให้ได้ เหมือนกับคำ�กล่าวทีว่ า่ อย่าให้ปลา แก่เขา แต่จงสอนให้เขาเลีย้ งปลาให้เป็น เพือ่ ทีเ่ ขา จะได้พึ่งตนเองได้ ทุกวันนี้ข้าพเจ้ายังจำ�วันที่สอบบรรจุได้ แม่ ของข้าพเจ้าก็คงเหมือนแม่ทา่ นอืน่ ๆ ทีอ่ ยากให้ลกู รับราชการ แต่ไม่อยากให้ลกู อยูไ่ กลตัว และอยูใ่ นที่ ทีท่ รุ กันดาร แต่ค�ำ ของคุณพ่อกลับบอกว่า เราจะยก ลูกให้แผ่นดิน จงไปเป็นข้าราชการทีด่ ขี องพระบาท สมเด็ จ พระเจ้ า อยู่ หั ว และอย่ า ถามว่ า เป็ น ครู ต้องได้อะไร แต่ให้ถามตัวเองว่าจะให้อะไรตอบแทน แผ่นดิน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของคนที่เกิดมาเพื่อ... เป็นครู มาถึงตรงนีท้ �ำ ให้คดิ ถึงบทประพันธ์ ครูสาย พันธุ์ใหม่ ของท่านเสถียรพงษ์ วรรณปก ที่ว่า ครูจะต้องเป็นครูทุกขณะจิต ต้องรู้โลกรู้ชีวิตอย่างแจ่มแจ้ง ต้องมีปฏิภาณโวหารแสดง ต้องเป็นแหล่งก้าวหน้าวิชาการ ต้องสอนคนมากกว่าสอนหนังสือ ไม่เพียงถือชอล์กปากกาพาเขียนอ่าน หวังอุทิศชีวิตจิตวิญญาณ ให้แก่งานปลูกฝังในทางดี ครูต้องเป็นที่รักเคารพและยกย่อง ครูจะต้องตระหนักในศักดิ์ศรี มีหลักการเหตุผลกลวิธี ครูต้องมีความอดทนสร้างผลงาน ครูต้องมีความดีและความเก่ง ครูต้องเคร่งจริยะมาตรฐาน เป็นประทีปเจิดจรัสชัชวาล เป็นผู้ส่งนำ�วิญญาณของปวงชน


ปทุมธานี เขต ๑

สร้างความดี ไว้

ตายแล้วไม่มีโอกาสได้ท�ำ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ได้กล่าวตอบญาติโยมทั้งหลายที่เห็นหลวงพ่อ สร้างความดี ในแต่ละวันหลวงพ่อมีนดั เทศน์สงั่ สอน ให้ข้อคิดไม่ยึดติดในรูปสังขารวันละหลายแห่ง ตั้งแต่เช้ายันค�่ำมืด กลางคืนก็อัดเทปบันทึกเสียง ไว้เปิดกระจายเสียงทั่วๆ ไปอีก แม้วัยจะล่วงเลย ถึง ๘๐ ปีแล้วก็ยงั ไม่ยอมหยุด เดินไม่ไหวก็นงั่ รถเข็น ไป ขึ้นบันไดไม่ได้ก็ให้คนยกหามหลวงพ่อไป เทศน์สั่งสอนให้ข้อคิดกล่าวตอบญาติโยมที่ถาม หลวงพ่อว่า หลวงพ่ออายุเยอะแล้วท�ำไมจึงไม่ อยากหยุดพักผ่อน หลวงพ่อตอบว่า “เวลาเหลือ น้อยแล้วนะ เร่งสร้างความดีไว้ ตายแล้วไม่มี โอกาสได้ท�ำ” ท�ำให้ทุกคนได้หยุดคิดท่ามกลาง สังคมทีเ่ ต็มไปด้วยความวุน่ วาย แก่งแย่งชิงดีชงิ เด่น ลักขโมย ปล้นฆ่า ข่มขืน ติดยา ติดเกม ดื่มสุรา ค้ายาเสพติด ยึดติดกาม หลงในลาภยศ พูดปด เนืองนิตย์ ฯลฯ แม้แต่ศลี ๕ ข้อยังรักษากันไว้ไม่ได้ ข้าพเจ้าครูยงยุทธ นุชบัว เกิดที่ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ได้ฟังเทศน์จากรายโทรทัศน์ได้ยิน หลวงพ่อเทศน์ประโยคที่กินใจให้ข้อคิด ประกอบ กับการปฏิบัติตนของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ท�ำให้เลื่อมใสในค�ำสอนของหลวงพ่อและคิดว่า ต่อไปนี้เราต้องเร่งสร้างความดี เพราะคนเราเกิด มามีอวัยวะครบ ๓๒ ประการ ไม่หูหนวก ตาบอด

หรือเป็นใบ้ ปัญญาอ่อน ง่อยเปลี้ยเสียขา พิการ ต่างๆ ก็นับว่าต้องใช้บุญกุศลเก่าไปมากมายแล้ว แม้ชีวิตต้องตกระก�ำล�ำบากในวัยเยาว์เกิดเป็นลูก ชาวนา พ่อแม่มีบ้านเพียงเสาไม้ไผ่ พื้นปูด้วยฟาก หลังคามุงด้วยหญ้าคา จบเพียงชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๔ ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อเพราะต้องออกมา ช่วยพ่อแม่ท�ำนา ท�ำไร่ถั่ว ไร่พริก ไร่ข้าวโพด ฯลฯ ตั้งแต่อายุ ๑๐ ปี แต่ก็มีนิสัยใจบุญกุศลติดตามแม่ และยายไปวัดบ่อยๆ ไม่เกเร ช่วยขนทรายจาก แม่นำ�้ น่านมาก่อสร้างหอสวดมนต์ หอระฆัง โบสถ์ เป็นต้น แล้วก็อธิษฐานว่าชาติหน้าขอให้ตนได้มี โอกาสเรียนหนังสือสูงๆ และก็ขอให้ได้เป็นครู และ

เรื่อง ยงยุทธ นุชบัว โรงเรียน วัดพืชนิมิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

๔๑


แล้วบุญกุศลทีเ่ ป็นคนดี มีความกตัญญูกด็ ลบันดาล ให้ญาติผใู้ หญ่รับไปอยูท่ ี่ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เมื่อ อายุ ๑๔ ปี กลางวันก็ช่วยขายของบ้าง ท�ำงาน ก่อสร้างบ้าง กลางคืนก็ไปเรียนศึกษาผูใ้ หญ่ มุมานะ เรียนหนังสือจนจบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ก็มโี อกาสได้ เรียนวิทยาลัยครู มีโอกาสได้บริจาคโลหิตครั้งแรก ในชีวติ เมือ่ อายุ ๒๐ ปี ขณะนัน้ ต้องอาศัยอยูใ่ นวัด ช่วยพระบิณฑบาต ช่วยพระดูแลความสะอาด ภายในวัด และช่วยดูแลสิ่งของต่างๆ ออกรับจ้าง ยามเสาร์-อาทิตย์ หาเงินเรียนจนจบและสอบ บรรจุได้ที่ อ.อุทมุ พรพิสยั จ.ศรีสะเกษ เป็นจังหวัด ที่เป็นที่สุด ๓ ประการคือ มีผู้ไม่รู้หนังสือมากที่สุด ประชากรมีรายได้เฉลีย่ ต�ำ่ สุด มีประชากรในวัยเด็ก เป็นโรคขาดสารอาหารมากที่สุด ข้าพเจ้าก็ตั้งใจ สอนหนังสืออย่างเต็มความรู้ เต็มความสามารถ หาเสื้อผ้าจากผู้ที่มีฐานะน�ำไปแจกให้กับนักเรียน ๔๒

และได้ท�ำบุญตักบาตรพระทุกวัน ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้ย้ายมา อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ได้ตั้งใจเป็นครูที่ดี และประสบผล สำ�เร็จ เป็นครูดีเด่นอันดับ ๒ ของ จ.ปทุมธานี ในวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และได้เป็นครู ดีเด่นอันดับ ๓ ของจังหวัดปทุมธานีในวิชาการงาน อาชีพ ได้เลื่อนระดับเป็นครูวิทยฐานะชำ�นาญการ พิเศษเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๑ และได้รับรางวัลครูดี ในดวงใจ จากสำ � นั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษา ปทุมธานี เขต ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ตลอดระยะ เวลาที่ผ่านมาได้เป็นเจ้าภาพเดินสายไฟให้กับ โรงเรียนชุมชนวัดบางขันเนื่องจากอาคารเรียนถูก ไฟไหม้ ๑๕,๐๐๐ บาท สร้างห้องสมุดให้กบั โรงเรียน วัดพืชนิมติ ร ๕๐,๐๐๐บาท เป็นเจ้าภาพสร้างช่อฟ้า หน้าบันศาลาการเปรียญวัดขวางชัยภูมิ จ.อุตรดิตถ์ ๑๖๐,๐๐๐ บาท เป็นเจ้าภาพทอดกฐินเชิญชวนให้


“เวลาเหลือน้อยแล้วนะเร่งสร้าง ความดี ไว้ ตายแล้วไม่มีโอกาส ได้ทำ�” คนไปทำ�บุญวัดขวางชัยภูมิ จ.อุตรดิตถ์ รวม ๖๔๐,๐๐๐ บาท เป็นเจ้าภาพช่อฟ้า หน้าบันศาลา การเปรียญ วัดพืชนิมิตร ๒๐๐,๐๐๐ บาท สร้าง พระแก้วมรกตหน้าตัก ๔๙ นิ้ว ๑๒๐,๐๐๐ บาท เป็นเจ้าภาพตัดหวายลูกนิมิตอีก ๔ วัด เป็น เจ้าภาพนำ�ผ้าป่าไปทอดตามวัดต่างๆ สร้างสถานี วิทยุเพื่อพุทธศาสนา คลื่น FM ๘๙.๒๕ ถวายวัด ขวางชัยภูมิ จ.อุตรดิตถ์ ๒๐๐,๐๐๐ บาทด้วยเงิน ส่วนตัว ชี วิ ต ครู ก็ ตื่ น แต่ เ ช้ า หกโมงกว่ า ๆ ก็ ถึ ง โรงเรียน สร้างความอบอุ่นใจให้กับผู้ปกครองเมื่อ เห็นลูกปลอดภัยเพราะมีครูมาแต่เช้าคอยดูแล ติดต่อประสานงานกับบริษทั ต่างๆ ๑๐๐ กว่าบริษทั ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จัดหาของขวัญวันเด็ก ให้กบั เด็กนักเรียนทุกปี ขอบริจาคสังฆทานจากวัด ปากน�ำ้ เขตภาษีเจริญมาใช้ในโครงการอาหารกลาง วัน และจ�ำหน่ายน�ำเงินมาพัฒนาโรงเรียนไม่ต�่ำ กว่ า ปี ล ะ ๓๐,๐๐๐ บาท ติ ด ต่ อ ขอบริ จ าค คอมพิวเตอร์ทผี่ า่ นการใช้แล้วแต่ยงั สามารถใช้งาน ได้อยู่ จากธนาคารและบริษัทต่างๆ มาให้กับ นักเรียนใช้เรียน ๑๒ เครื่อง เป็นเจ้าของโครงการ จัดกิจกรรมท�ำบุญตักบาตรฟังเทศน์ เวียนเทียน เป็นประจ�ำทุกปี เป็นเจ้าของโครงการวันพ่อ วันแม่ วันวิทยาศาสตร์ วันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ จัดท�ำโครงการอบรมการป้องกันอัคคีภัย อบรม ผู้น�ำนักเรียนฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ ค่ายพุทธบุตร โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก จัดท�ำโครงงานจนได้ รับรางวัลต่างๆ เช่น โครงงานคุณธรรม ได้เหรียญ ทอง โครงงานสิ่งแวดล้อม ได้เหรียญทอง เล่า นิทานคุณธรรม ได้เหรียญเงิน จากส�ำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต ๑ นอกจากนี้ยังฝึก

ซ้อมนักกรีฑาไปแข่งขันกีฬา อบจ.ปทุมธานี จนได้ รับรางวัลหลายรายการ เป็นผู้สืบสานวัฒนธรรม ประเพณีไทยอันดีงาม เช่น ตกแต่งรถแห่เทียน พรรษาแห่เชิญชวนให้ชาวพุทธได้ท�ำบุญและร่วม สืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษาในชุมชนต่างๆ ๗ ชุมชน สืบสานประเพณีลอยกระทง จัดหาใบตอง ต้นกล้วยมาให้นักเรียนท�ำกระทง แต่งชุดไทยแห่ ไปลอยในคลองหน้าโรงเรียนครบทุกคน และน�ำ กลองยาวแห่น�ำขบวนกฐิน ผ้าป่าสามัคคีของวัดพืช นิมิตรเป็นประจ�ำทุกปี การดำ � รงชี วิ ต ประพฤติ ป ฏิ บั ติ ต นตาม คำ�หลวงพ่อที่ว่า “เวลาเหลือน้อยแล้วนะ เร่งสร้าง ความดีไว้ ตายแล้วไม่มโี อกาสได้ทำ�” บริจาคโลหิต เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ตลอดระยะเวลาตั้งอายุ ๒๐ ปี จนถึงปัจจุบันได้ ๑๐๔ ครั้ง สร้างเยาวชน ให้เป็นคนดี คอยอบรม สั่งสอน ประพฤติตน เป็นแบบอย่าง ถือคติ “ตัวอย่างทีด่ ี มีคา่ กว่าคำ�สอน” ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นการพนันทุกชนิด ไม่เสพสิ่งเสพติดเลย ทำ�บุญตักบาตรทุกวันพระ เป็นพิธกี รงานศพประจำ�วัดพืชนิมติ ร เป็นวิทยากร ลู ก เสื อ ให้ ทุ ก โรงเรี ย นที่ ส่ ง หนั ง สื อ เชิ ญ โดยใช้ นอกเวลาราชการโดยไม่รับสิ่งตอบแทนไปจนกว่า ชีวิตจะหมดลมหายใจ และเมื่อข้าพเจ้าเสียชีวิต แล้วได้อุทิศร่างอันไร้วิญญาณเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้ นั ก ศึ ก ษาคณะแพทยศาสตร์ ม หาวิ ท ยาลั ย ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตได้ศึกษา จากนั้นให้ลูก หลานแสดงความกตัญญูนำ�ไปฌาปนกิจ เหลือ เพียงกระดูกและเถ้าถ่านให้นำ�ไปฝังในดินเพื่อทำ� ปุ๋ยเป็นประโยชน์กับผืนแผ่นดินต่อไป

๔๓


ฉะเชิงเทรา เขต ๑

การเปลี่ยนแปลง

ที่ประทับใจ

เรื่อง แฉล้ม รอดสา โรงเรียน ปากคลองบางขนาก ต.บางขนาก อ.บางน�้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ๔๔

ข้าพเจ้านางสาวแฉล้ม รอดสา ต�ำแหน่งครู โรงเรียนปากคลองบางขนาก อ�ำเภอบางน�ำ้ เปรีย้ ว สพป.ฉช.เขต ๑ ปัจจุบนั สอนนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษา ปี ที่ ๑-๓ ในกลุ ่ ม สาระการเรี ย นรู ้ ภาษาไทย ซึง่ ไม่ตรงกับเอกทีเ่ รียนมา แต่มคี วามตัง้ ใจที่จะท�ำ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะท�ำได้ จากประสบการณ์การสอนของข้ า พเจ้ า ข้าพเจ้าสอนทุกระดับชัน้ ตัง้ แต่อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ผ่านเด็กแต่ละช่วงชั้นมาแล้ว ข้าพเจ้าพบสิ่งที่ประทับใจและปัญหาหลายอย่าง ด้วยกัน ข้าพเจ้าขอเล่าประสบการณ์ที่ใกล้ตัว ข้าพเจ้ามากทีส่ ดุ เพราะคุณครูแต่ละท่านจะเล่าแต่ ลูกศิษย์ของตัวเองทีเ่ คยสอนมา ส่วนตัวข้าพเจ้าจะ เล่าถึงศิษย์เก่าทีเ่ คยเรียนอยูท่ โี่ รงเรียนนี้ มีนกั เรียน ได้ขอย้ายออกเพื่อไปเรียนในเมืองซึ่งเป็นโรงเรียน มีชื่อแห่งหนึ่งขณะนั้นก�ำลังเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๔ ข้าพเจ้ามีความวิตกกังวลมากว่าเขาจะ เรียนทันเพื่อนไหม บอกตรงๆ ในความรู้สึกของ ข้าพเจ้าในครั้งนั้น นักเรียนคนนี้มีพื้นฐานบางวิชา ตามเพื่อนไม่ทันแน่ แต่ไม่ทราบจะท�ำอย่างไรเลย ตัดสินใจให้เรียนพิเศษในช่วงหลังโรงเรียนเลิก เรียนในตอนเย็นเพื่อจะช่วยได้บ้าง แต่ก็ได้เพียง เล็กน้อย อาจจะมีหลายสาเหตุดว้ ยกัน แต่ขา้ พเจ้า ไม่ได้ต�ำหนิทางโรงเรียน อาจจะเป็นที่ตัวนักเรียน ด้วยเหมือนกัน จากผลการเรียนเมื่อจบชั้นประถม ศึ ก ษาปี ที่ ๖ อยู ่ ร ะดั บ ท้ า ยๆ ของนั ก เรี ย นใน ชั้ น เรี ย นประมาณ ๓๐-๔๐ คน แต่ เ ขาจะมี ความสามารถทางดนตรี-นาฏศิลป์ ได้เข้าร่วม กิจกรรมของทางโรงเรียนด้านการแสดงเป็นประจ�ำ

และเป็นตัวแทนของห้องในการประกวดร้องเพลง ได้รับรางวัลชนะเลิศ ถ้ามีการประกวดร้องเพลง ตามงานก็จะได้รับ���างวัลเป็นที่น่าพอใจทุกครั้ง หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ แล้ว ข้าพเจ้า ให้เขาตัดสินใจเลือกเรียน ว่าจะเรียนอะไร เขาตอบ ข้าพเจ้าว่าหนูเรียนไม่เก่ง หนูขอไปเรียนนาฏศิลป์ ได้ไหม ข้าพเจ้าบอกว่าถ้าหนูจะเรียนก็ต้องตั้งใจ เรียนนะ เพราะหนูเป็นคนเลือกเอง หลังจากนั้น ข้าพเจ้าให้เลือกสถานที่เรียนว่าจะเรียนที่ไหน ระหว่างวิทยาลัยนาฏศิลป์จันทบุรีกับวิทยาลัย นาฏศิลป์สุพรรณบุรีให้เลือกเอง เขาก็บอกว่าหนู ขอเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์สุพรรณบุรี เป็นอันว่า ตกลงที่จะไปสอบที่นั่น พอถึงเวลาที่จะไปสอบ ปรากฏว่าสอบได้ โดยสอบภาคทฤษฎีและภาค ปฏิ บั ติ ด ้ ว ย ทางวิ ท ยาลั ย รั บ นั ก เรี ย นเข้ าเรียน ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จ�ำนวน ๓ ห้องเรียน เขา ได้ห้องเรียนที่ ๒ โดยคัดจากการสอบวิชาพื้นฐาน เมื่อเข้าไปเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ของทาง วิ ท ยาลั ย ต้ อ งอยู ่ ที่ ห อของวิ ท ยาลั ย เพราะเขา บ้านไกลก็ต้องเข้าไปอยู่ในหอของทางวิทยาลัย ชีวิตเริ่มอยู่กับเพื่อนใหม่ที่หอ ต้องดูแลตนเอง ทุกอย่าง เช่น เรื่องเรียน การใช้ชีวิตกับเพื่อน การ ใช้จา่ ยทุกสิง่ ทุกอย่างต้องจัดการเองหมด จนกระทัง่ สิ้นปีผลการสอบปรากฏว่าสอบได้เกรดเฉลี่ยเป็น อันดับ ๑ ของห้อง เป็นเรื่องไม่น่าจะเป็นไปได้ซึ่ง จากการเรียนในชัน้ ประถมศึกษาอยูใ่ นล�ำดับท้ายๆ ของห้อง ซึ่งเป็นผลจากการที่เขามีความพยายาม สนใจและตั้ ง ใจเรี ย นอย่ า งเต็ ม ความสามารถ เพราะเป็นสิ่งที่เขาชอบ จนกระทั่งเขาได้ประสบ


ความส�ำเร็จจากการเรียนเริ่มต้นของเขา ถาม ว่าเขาดีใจไหม ตอบแทนได้เลยว่าเขาดีใจมาก ที่เขาท�ำได้ ในฐานะที่เราเป็นผู้ปกครอง เราอย่า ไปบังคับให้เขาเรียนในสิ่งที่เขาไม่ชอบ เราอาจจะ ต้องผิดหวังหรือเสียใจก็ได้ เราขอแค่เป็นผู้แนะน�ำ ให้กบั เขาจะดีกว่าทีจ่ ะไปบังคับให้เขาท�ำตามทีเ่ รา ต้องการ สุดท้ายนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้นมาอาจจะ เป็นประโยชน์กับผู้ปกครองท่านอื่นๆ ก่อนที่จะ ตัดสินใจให้บตุ รหลานหรือลูกศิษย์เลือกเรียนในสิง่ ที่เขาต้องการ เราอย่างเพิ่งตัดสินใจแทน ขอให้ฟัง ก่อน เราขอเป็นผูแ้ นะนำ�จะดีกว่าทีจ่ ะไปบังคับ

ในฐานะที่เราเป็นผู้ปกครอง เราอย่าไปบังคับให้ เขาเรียนในสิง่ ทีเ่ ขาไม่ชอบ เราอาจจะต้องผิดหวัง หรือเสียใจก็ ได้

๔๕


ฉะเชิงเทรา เขต ๑

ตี๋ของครู เรื่อง อำ�ไพ เทพศิริ โรงเรียน ปากคลองบางขนาก ต.บางขนาก อ.บางน�้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

๔๖

เมื่อข้าพเจ้าสอนเด็กนักเรียนในชั้นประถม ปีที่ ๕ ซึ่งข้าพเจ้าเป็นครูประจำ�ชั้นอยู่ โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีครูไม่ครบชั้น ข้าพเจ้า จึงจำ�เป็นต้องเป็นครูประจำ�ชัน้ ๒ ชัน้ ในห้องเรียน ด้วยกัน เด็กชายตี๋ได้ข้นึ จากชั้น ป.๔ มาชั้น ป.๕ ที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบอยู่ ข้าพเจ้าได้สังเกตว่า เขา จะไม่สนใจใคร ไม่ยอมเล่นกับเพือ่ นในชัน้ เดียวกัน ชอบไปเล่นกับน้องที่ชั้นเล็กกว่ามาก เช่น น้องชั้น อนุบาล ไม่สนใจในการทำ�งานประจำ�ทีต่ อ้ งรับผิดชอบ เช่น การทำ�เวรประจำ�วัน เพื่อนครูที่สอนเด็กชาย

ตีจ๋ ะมาคุยให้ฟงั เสมอว่าเด็กชายตีไ้ ม่ชอบมาโรงเรียน ไม่เคยมาเรียนครบสัปดาห์เลย ครูให้งานทำ�ใน ห้องเรียน หรือให้การบ้านไป ส่วนใหญ่กไ็ ม่ท�ำ มาส่ง หรือทำ�มาเล็กน้อย เมื่อไปเยี่ยมที่บ้านก็พบย่า ทีเ่ ป็นผูป้ กครองและได้น�ำ ของทีเ่ ด็กชายตีน๋ �ำ มาจาก โรงเรียนให้ครูดูและคืนของให้ เช่น ไม้บรรทัดเป็น จำ�นวนมาก กระดาษ A4 เป็นรีมๆ คุณครูก็ไม่รู้ ว่าเอาไปตอนไหน ย่าจะบอกให้เขาเอาไปคืน ที่โรงเรียน เขาไม่อยากมาโรงเรียน พอตอนเช้า เขาจะร้องไห้ ปวดหัวบ้าง ปวดท้องบ้าง ไม่อยาก มาโรงเรียน ผู้ปกครองดุก็จะร้องไห้ ผู้ปกครอง


พามาส่งที่โรงเรียนในตอนเช้า พอผู้ปกครองกลับ เขาก็จะหนีกลับบ้านทันที บางครั้งผู้ปกครองต้อง มานั่งเฝ้า เมื่อขึ้น ป.๕ ไม่มีเพื่อนที่จะยอมเล่นด้วย เขาจะนั่งอยู่คนเดียว เมื่อข้าพเจ้าเห็นก็จะเข้าไป คุยและกอดคอเขา และให้ทำ�งานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทำ�ความสะอาดโต๊ะครู โดยครูอยูแ่ ละให้ค�ำ ชม เมือ่ ทำ�งานเรียบร้อย และบอกว่า เธอต้องช่วยเหลือ เพือ่ นทำ�งานด้วยนะ เช่น เวรในการทำ�ความสะอาด ห้องเรียน พอเขาทำ�งานเสร็จจะมาบอก ข้าพเจ้าก็ ยิม้ ตอบ เริม่ พูดคุย ข้าพเจ้าจะกอดและให้กำ�ลังใจ เขาเป็นประจำ� และหมั่นคุยกับผู้ปกครอง จึงได้ รู้จักกับผู้ปกครองของเขา ซึ่งอยู่กับปู่ย่า พ่อแม่ และครอบครัวของอา ซึ่งมีลูกสาวอายุน้อยกว่า ตี๋ กำ�ลังเรียนอยู่ชั้น ป.๓ แต่น้องสาวคนนี้ชอบมา โรงเรียน ขยันเรียน พ่อแม่ไม่ตามใจ พ่อแม่ของตี๋ และพ่อแม่ของน้องทำ�งานทีเ่ ดียวกัน ต้องไปทำ�งาน ตั้งแต่เช้า ลูกยังไม่ตื่น เมื่อเลิกงานกลับบ้านก็เป็น เวลาดึก ลูกเข้านอนแล้ว จะพบพ่อแม่ในวันอาทิตย์ ทีเ่ ป็นวันหยุดเท่านัน้ พ่อแม่ของตีจ๋ ะรักและตามใจ จะซื้อของเล่นที่มีราคาแพงๆ ให้ลูกเล่นเมื่อลูก ต้องการ ถ้าซื้อของไม่ถูกใจก็จะร้องไห้ ปาของทิ้ง พ่อก็จะโมโหและตีตี๋ ย่าซึ่งเป็นผู้ดูแลตี๋และคอย มารับส่งทีโ่ รงเรียนก็เตือนไม่ได้ ไม่เชือ่ ฟัง ข้าพเจ้า พูดคุยกับเขาทุกครัง้ และคอยถามถึงคนในครอบครัว เสมอ ตี๋ก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง เมื่อข้าพเจ้า สอนงานทำ�ความสะอาดให้ เขาก็คอยช่วย เช่น

ล้างของเล็กๆ น้อยๆ ข้าพเจ้าคอยสังเกตพฤติกรรม และคอยสอบถามจากทางผู้ปกครองด้วย ตี๋ค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ตี๋ไม่ขาดเรียน มีเรือ่ งราวต่างๆ ก็จะมาคุยให้ฟงั เสมอ ซึง่ ข้าพเจ้า จะคอยรับฟังและให้คำ�แนะนำ� ผู้ปกครองก็รับรู้ ความรู้สึกของตี๋ที่เปลี่ยนไปในทางที่ดี มีเพื่อนเล่น ในวัยเดียวกัน สามารถทำ�งานเป็นกลุ่ม และเพื่อน ให้การยอมรับซึ่งกันและกัน ที่จริงแล้วตี๋เป็นคน มีจิตใจอ่อนไหว ที่มีนิสัยเอาแต่ใจ เพราะมีคน ตามใจ เอาใจ ไม่ขดั ใจ แต่ยงั ขาดความอบอุน่ และ ความใกล้ชิด เมื่อได้รับความรักความอบอุ่นและ การเอาใจใส่ เขาก็จะรูส้ กึ มีความมัน่ ใจทีจ่ ะใช้ชวี ติ ต่อไป รู้ว่ามีคนรับทราบรับรู้ความรู้สึกของเขา เขาก็จะปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ และบุคคลอื่นๆ ได้ ดังนั้นความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ การยอมรับฟังเหตุผล แม้เพียงเล็กน้อยก็ท�ำ ให้ชวี ติ ของลูกศิษย์ของครู ปรับเปลีย่ นพฤติกรรมในทางทีด่ ี ขึน้ ได้ ครูหวังว่าตีจ๋ ะเป็นคนดีของสังคมตลอดไป

๔๗


กรุงเทพมหานคร

เบื่อต้องทนท�ำปลา มาเก็บขี้หมาดีกว่า เรื่อง โชติกา นิตยนันท์ สถาบันอาศรมศิลป์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน จ.กรุงเทพมหานคร

๔๘

เสี ย งหญิ ง ชายทะเลาะกั น ในกลางดึ ก คืนหนึ่ง ท�ำให้เด็กหญิงวัย ๙ ขวบและน้องๆ ตื่น ขึ้นมา และตกใจกับภาพชายก�ำลังท�ำร้ายร่างกาย ผู้หญิงซึ่งกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ท�ำให้เด็กๆ ที่ตื่นขึ้นมาเห็นภาพนั้น ร้องไห้กันระงมไปหมด ด้วยความตกใจ หญิงคนนัน้ ดิน้ รนหนีจากการถูกท�ำรา้ ย และวิง่ หนีออกจากบ้านไป ฝ่ายชายทีก่ �ำลังบันดาล โทสะอย่างมากเกินกว่าจะควบคุมสติได้ ได้คว้า แกลลอนน�้ำมันก๊าดที่วางอยู่ข้างเสาบ้าน แล้วราด ไปตามพื้นบ้านทั่วๆ จากนั้นก็จุดไฟเพื่อเผาบ้าน ได้ยนิ เสียงเขาพูดว่า “กูท�ำด้วยมือของกูเอง กูกจ็ ะ ท�ำลายด้วยมือของกูเอง” แล้วก็คว้าเสือ้ มาใส่และ เดินออกจากบ้านไปเช่นเดียวกัน ด้ ว ยความตกใจจนช็ อ กสุ ด ขี ด ของเด็ ก ผู้หญิงเล็กๆ ที่เห็นคนเผาบ้านต่อหน้าต่อตา สติ บอกให้ตะโกนขอความช่วยเหลือ คนข้างบ้านจึงมา ช่วยกันดับไฟจนสำ�เร็จก่อนที่รถดับเพลิงจะมาถึง โชคดีที่ไฟไหม้ไปได้แค่ส่วนของห้องครัวเท่านั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ ครอบครัวแพแตก ของฉันเอง ภาพที่เกิดขึ้นยังฝังอยู่ในใจของฉันมา จนถึงบัดนี้ เกือบ ๔๐ ปีแล้ว บาดแผลนีไ้ ม่เคยเลือน หายไปจากใจเลย สุดท้ายพ่อกับแม่ก็แยกทางกัน ฉันและน้องๆ ถูกส่งไปอยูก่ บั ปูท่ จี่ งั หวัดสุพรรณบุรี โดยมีป้าที่ปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลฉันและ น้องๆ เพิม่ ขึน้ จากภาระทีป่ า้ ก็มลี กู หลายคนอยูแ่ ล้ว เด็กหญิงวัย ๙ ขวบ และน้องๆ ทีย่ งั เล็ก ขาดความ

อบอุ่นจากพ่อแม่อย่างถาวร สำ�หรับพ่อก็ยังคงมา เยี่ยมเป็นระยะๆ ต่อมาไม่นานทราบข่าวว่าแม่ ได้เสียชีวติ แล้ว โลกทัง้ โลกเหมือนมันมืดมิดไปหมด ความหวังที่จะได้พบแม่สักครั้ง อยากกอดแม่ อยากบอกแม่ว่า “หนูคิดถึงแม่” กลับกลายเป็น ความว่างเปล่า ความว้าเหว่ทไ่ี ด้รบั อยู่ มันยิง่ เกาะกุม หัวใจให้วงั เวงอย่างทีไ่ ม่สามารถจะบรรยายออกมาได้ ฉันอยากจะบอกคนเป็นพ่อ-แม่ทั้งหลายว่า หากท่านรักลูกของท่าน ก่อนจะตัดสินใจทำ�อะไร ลงไปโปรดคิดถึงเขาให้มากๆ เพราะแผลในใจ ที่ขมขื่นของเด็กนั้น มันลบเลือนไม่ได้เลยตลอด ชีวิตของเขา เมื่อชีวิตต้องดำ�เนินต่อไปก็ต้องเข้มแข็ง อดทน เพราะมีน้องๆ ต้องดูแลอีก ๓ ชีวิต ทุกคน ได้เรียนหนังสือทีจ่ งั หวัดสุพรรณบุรี เราต้องดูแลจัด สำ � รั บ อาหารเช้ า ให้ ปู่ ไ ปถวายพระที่ วั ด ทุ ก วั น โดยหาบจังหันไปส่งปู่ที่วัดแล้วจึงไปเรียนหนังสือ ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ปู่จะให้ฟังธรรมะจาก พระคุณเจ้าด้วยกันบ่อยๆ เข้าฉันก็เริ่มคุ้นชินกับ การเข้าวัด ฟังธรรมะจากพระ รูจ้ กั ว่าศีล ๕ มีอะไร บ้าง รู้จักความกตัญญูรู้คุณคน รู้จักการอดทน อดกลัน้ และได้เห็นตัวอย่างจากปู่ ผูเ้ ฒ่า ผูแ้ ก่ทว่ี ดั ส่วนป้ามีอาชีพทำ�นา ฉันจึงมีโอกาสได้ ดำ�นา เกี่ยวข้าว ได้รับรู้ถึงความเหนื่อยยากของ ชาวนา พอตกเย็นป้าก็จะให้ฉนั ทำ�ปลา หรือฆ่าปลา เพื่อมาเป็นอาหาร แต่ให้ตายเถอะ ดูซิ ปลามันส่ง


สายตาวิงวอนน่าสงสาร ฉันทำ�ไม่ได้กเ็ ลยเอาไปปล่อย ก็เลยโดนป้าตีซะขาลาย เพราะนัน่ คืออาหาร ๑ มือ้ ของทุกคน แต่ป้าก็ให้เราทำ�อีกในมื้อต่อไป เราก็ เอาปลาไปปล่อยอีก ก็โดนตีอีก จนป้าไม่รู้จะทำ� อย่างไรกับเราดี ปูส่ งสารทีเ่ ราถูกตี และก็บอกเราว่า ปลาเกิดมาเป็นอาหารของคน แต่เราก็ทำ�ใจไม่ได้ อยูด่ ี และแล้วโอกาสดีของฉันก็มาถึงเมือ่ ฉันต้องไป เรียนต่อในตัวจังหวัด ก็ได้ไปอยู่บ้านปู่เล็ก ที่นี่ฉัน ไม่ตอ้ งฆ่าปลา แต่ฉนั ต้องเก็บขีห้ มาทุกวันตอนเช้า ก่อนไปโรงเรียน เพราะปู่เล็กเลี้ยงหมาดุไว้ ๒ ตัว ทีจ่ ะปล่อยเป็นอิสระในเวลากลางคืน หมาก็จะมาขี้ ไว้บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน ทุกเช้าเป็นหน้าที่ ของฉันต้องทำ�ความสะอาด นี่แหละเบื่อต้องทน ทำ�ปลา มาเก็บขี้หมาดีกว่า

เด็กๆ หากมีโอกาสเข้าวัดก็จะเป็นการดีมากๆ ที่จะได้คุ้นชินกับวิถีชีวิตชาวพุทธ และจะได้เห็น ตัวอย่างดีๆ จากพระคุณเจ้า ฉันได้เรียนรูแ้ ละซึมซับความดีทงั้ หลายจาก พระคุณเจ้า จากปู่ และผู้เฒ่า ผู้แก่ ที่วัด เด็กๆ หากมีโอกาสเข้าวัดก็จะเป็นการดีมากๆ ที่จะได้ คุ้นชินกับวิถีชีวิตชาวพุทธ และจะได้เห็นตัวอย่าง ดีๆ จากพระคุณเจ้า และจากผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมา มากกว่าเรายาวนาน

๔๙


กรุงเทพมหานคร

เรื่อง นักเรียนโรงเรียน ศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ โรงเรียน ศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ แขวงพญาไท เขตราชเทวี จ.กรุงเทพมหานคร

๕๐

จิต (ใจ) อาสา

กับมหาอุทกภัยประเทศไทย


ณ ปัจจุบนั นี้ ทัว่ โลกและประเทศไทยได้เกิด ภัยธรรมชาติขนึ้ มากมาย และมีความรุนแรงเพิม่ ขึน้ เรื่อยๆ ดังเช่น มหาอุทกภัยในประเทศไทยในช่วง ตุลาคมและยังส่งผลถึงปัจจุบัน ท�ำให้เกิดกลุ่มจิต อาสาต่างๆ ขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มารวมตัวกัน โดยอิสรเสรี ค�ำว่า “จิตอาสา” จิต มาจากจิตใจ หรือจิตวิญญาณ อาสาคือ การเสนอตัวพร้อม ช่วยเหลือ จิตอาสาจึงหมายถึง การที่มีจิตใจและ ความคิดพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวัง สิ่งตอบแทน อาจดูเหมือนเป็นการลงทุนที่ไร้ค่า แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นคุณค่าทางจิตใจ ที่คนอื่น ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน หากไม่ลงมือกระท�ำ ด้วยตนเองก็จะไม่ได้มา ซึง่ พวกเราก็ได้รวมกลุม่ กัน เป็นจิตอาสาช่วยเหลือผูป้ ระสบภัยน�ำ้ ท่วมในครัง้ นี้ พวกเราเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้มี โอกาสเป็นจิตอาสาขายเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ เพื่อระดมเงินทุนไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยแรกเริ่ ม พวกเรามารวมตั ว กั น อ่ า นหนั ง สื อ เพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ห้องสมุดเพื่อ การเรียนรู้ซอยพระนาง ซึ่งห้องสมุดมีร้านกาแฟ ชื่อว่า Cafe De La Paix เป็นร้านที่พวกเรามากัน เป็นประจำ� จึงเป็นโอกาสได้พบพีย่ ยุ้ (เป็นเจ้าหน้าที่ ประสานงาน) และพี่หนู (เป็นเลขากรรมการ The Network) โดยพี่ๆ ทั้งสองอยู่ที่ร้านกาแฟ จึงได้ชักชวนให้เรามาทำ�กิจกรรมจิตอาสา เรานำ�เสื้อยืดไปขายในวันที่ ๕ และ ๖

พฤศจิกายน ๒๕๕๔ บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า Center One การที่ เ ราได้ ไ ปขายเสื้ อ ยื ด และ กางเกงยีนส์ทำ �ให้พวกเราตื่นเต้นมาก เพราะ เป็นการขายของครั้งแรกของพวกเรา โดยเริ่มขาย เวลาประมาณ ๑๑ โมง โดยขายเสื้อยืด “คนไทย” ร่วมทุกข์ ร่วมสุข และขายกางเกงยีนส์จากโครงการ เก่าแรกใหม่ของ Levi’s ซึ่งสินค้าได้รับความสนใจ จากคนแถวนัน้ เป็นอย่างมาก ทำ�ให้เสือ้ ยืดขายหมด ในเวลาอันรวดเร็ว พวกเราภูมิใจและดีใจเป็น อย่างมาก ทำ�ให้พวกเราลืมความเหน็ดเหนื่อยใน การขายของไปเลย ในวันที่สองของการขายได้นำ� เสื้อยืดอีกล็อตมาขาย ทั้งสองวันนี้ทำ�ให้พวกเรา ๕๑


ได้รับประสบการณ์แปลกใหม่จากการขายของ ซึ่ ง ประสบการณ์ ใ นครั้ ง นี้ ไ ด้ ส อนให้ พ วกเราได้ ความกล้าแสดงออกในการเรียกลูกค้า และการ ช่วยหาสินค้าให้ เราน�ำเงินที่ได้จากการระดมทุนทั้งหมด ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยรายได้ที่ได้จากการ ระดมทุนจะไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ได้น�ำไป ซื้อเครื่องกรองน�้ำ และน�ำไปช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัยในวันจันทร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พวกเรา ได้มโี อกาสลงพืน้ ทีไ่ ปช่วยเหลือผูป้ ระสบภัยน�้ำท่วม ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ�ำเภอเสนา ท�ำให้เรา มีโอกาสพบเห็นสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้ง บ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งได้รับ ความเสียหายเป็นอย่างมาก ในการเดินทางเข้าไป ช่วยเหลือผูป้ ระสบภัยท�ำให้เราได้พบประสบการณ์ ๕๒

แปลกใหม่ เช่นในการนั่ง CAB หลังของรถกระบะ ซึ่งต้องขับผ่านพื้นที่ที่ถูกน�้ำท่วม การเดินทาง เต็มไปด้วยความทุลักทุเลเพราะทางขรุขระ และ การนัง่ เรือสองตอนผ่านพืน้ ทีท่ างการเกษตรทีจ่ มน�้ำ การนั่งเรือแบบนี้เป็นครั้งแรกของพวกเรา ท�ำให้ พวกเราหวาดเสียวจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แม้ การเดินทางจะยากล�ำบากและหวาดเสียว แต่ก็ สนุกมากๆ นอกจากนี้ยังได้พบกับความมีน�้ำใจ ของชาวบ้านที่มอบให้กับพวกเรา โดยการท�ำ ก๋วยเตี๋ยวให้พว���เราได้ทาน ก๋วยเตี๋ยวมีรสชาติ อร่อยมาก การที่ได้มาร่วมท�ำกิจกรรมในครั้งนี้ ท�ำให้ เราได้เห็นความมีน�้ำใจของคนไทย เห็นรอยยิ้ม ของคนไทยตลอดเวลา แม้วา่ จะประสบภัยแต่ผคู้ น ก็ยังยิ้มได้ นอกจากนี้ยังได้ช่วยเหลือคนไทยด้วย กันเองอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยไม่ทงิ้ กัน ถึงแม้มหาอุทกภัยครัง้ จะน�ำมาซึง่ ความสูญเสียครัง้ ยิ่งใหญ่ แต่ยังแฝงไปด้วยพลังแห่งความสามัคคี ที่ท�ำให้คนไทยพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้และเดินต่อไป ด้วยกัน พวกเราเป็นนักเรียนที่ก�ำลังจะก้าวไปเป็น ผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า อยากเป็นตัวแทนเพื่อเล่า ประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และทรงคุณค่าส่ง ต่อให้วัยรุ่นไทย หรือบุคคลทั่วไปในการร่วมเป็น “จิตอาสา” หรือ การเป็น “ผู้ให้มากกว่าผู้รับ” ได้ แทนคุณแก่แผ่นดินไทย ซึง่ เป็นแผ่นดินเกิดของชาว ไทยทุกคน


พระนครศรีอยุธยา เขต ๒

ค่ายการสร้างเด็กดี เข้าสู่สังคม

เรื่อง กิตติพงศ์ สินทร คมสันต์ แสงแดงชาติ พชร สุภาพจน์ วรชัย สุขลาภกิจ โรงเรียน เสนาประสิทธิ์ ต.เสนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

๕๓


แก่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนผู้ที่ ได้รับการอบรมก็คือ ประสบการณ์ ซึ่งเป็นความรู้ที่ ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน แต่ ได้มาจากการ ได้เห็น ได้รู้ ได้สัมผัสถึงความรู้สึกกับสถานที่จริง และได้ลงมือปฏิบัติ

ผมในฐานะรุน่ พีท่ ไี่ ด้เข้ารับการฝึกอบรมใน โครงการ “ค่ายการสร้างเด็กดีเข้าสู่สังคม” โดยใน โครงการนี้มีกิจกรรมหลายอย่าง ซึ่งเป็นกิจกรรม ที่มีนันทนาการและควบคู่ไปกับสาระและเนื้อหา จะทำ�ให้ผู้ที่เข้ารับการฝึกเกิดจิตสำ�นึกที่ดีเป็นจิต สาธารณะในการช่ ว ยเหลื อ ผู้ อื่ น และบำ � เพ็ ญ ประโยชน์เพื่อสังคม ตามศักยภาพที่พอจะทำ�ได้ โดยไม่เบียดเบียนตัวเอง มีการใช้เทคโนโลยีเป็นสือ่ การสอนเพื่ อ ให้ เ ยาวชนได้ เ ห็ น ถึ ง ความสำ � เร็ จ ของโครงการจิ ต สาธารณะที่ ไ ด้ มี ผู้ ก ระทำ � แล้ ว ประสบความสำ�เร็จแล้ว เป็นการเสริมแรงเสริม กำ�ลังใจในการที่จะทำ�ความดี อีกทั้งยังมีกิจกรรม นอกสถานที่ ซึ่ ง จะมี ก ารไปเยี่ ย มเยื อ นคนไข้

๕๔

ที่โรงพยาบาลตลอดจนบ้านผู้ด้อยโอกาส เป็น การลงพื้นที่ที่จะทำ�ให้เยาวชนผู้ได้รับการอบรม มีความคิดทีอ่ ยากจะช่วยเหลือสังคม มีการวางแผน ระดมความคิดจากคนในกลุ่มเพื่อออกมารายงาน เป็นการเสริมสร้างความสามัคคี และมีการจัดทำ� กฎของกลุ่ม เป็นข้อตกลงที่กลุ่มจะกระทำ�ร่วมกัน ตลอดจนมีการเลือกประธานกลุม่ จากสองกิจกรรม นีเ้ ป็นการเสริมสร้างให้เยาวชนรูจ้ กั “ประชาธิปไตย” ในการแสดงความคิ ด เห็ น และการเลื อ กผู้ นำ � ของพวกเขา โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีใช้ในการอบรม ปลูกฝังเด็กซึ่งจะเติบโตมาเป็นเยาวชนของชาติ ให้คดิ ดี ทำ�ดี และแก่นทีจ่ ะเป็นประโยชน์ตอ่ เยาวชน ผู้ที่ได้รับการอบรมก็คือ ประสบการณ์ ซึ่งเป็น ความรูท้ ไี่ ม่สามารถซือ้ ได้ดว้ ยเงิน แต่ได้มาจากการ ได้เห็น ได้รู้ ได้สัมผัสถึงความรู้สึกกับสถานที่จริง และได้ลงมือปฏิบตั ใิ นการช่วยเหลือสังคม โครงการนี้ เป็นโครงการทีค่ �ำ นึงถึงอนาคตจริงๆ ครับ


ฉะเชิงเทรา เขต ๑

สร้างคนด้วยการคิด... การศึกษาเป็นรากฐานสำ�คัญของการพัฒนา “คน” อันจะนำ�ชาติให้เจริญก้าวหน้า และหากเอ่ย นาม ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ แล้ว เป็นที่น่าเชื่อว่า คงไม่ มี ใ ครไม่ รู้ จั ก ท่ า นผู้ นี้ โดยเฉพาะบุ ค คล ในวงการศึกษา เนื่องจาก ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ เป็ น “ครู ” เป็ น “นั ก การศึ ก ษา” ที่ ส ร้ า ง คุณประโยชน์ตอ่ วงการศึกษาไทยอย่างอเนกอนันต์ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ สถานที่เกิดตำ�บลสาวชะโงก

สู่ชีวิตที่สดใส

อำ�เภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงแก่อนิจกรรม เมือ่ วันที่ ๒๕​ธันวาคม ๒๕๔๓ สิรริ วมอายุได้ ๖๗ ปี ดร.โกวิท วรพิพัตน์ เป็นผู้ที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ดังที่นายบุญธรรม ตันก๊ก ผู้เป็นน้า ได้เล่าว่า “เขาเป็นคนชอบอ่าน หนังสือ จะมีหนังสือติดมืออยูเ่ สมอไม่วา่ จะไปไหน ขนาดนั่งตกปลามัวอ่านหนังสือ ปลากินเบ็ดแล้ว ยังไม่รู้ตัวเลยก็มี” นิสัยรักการอ่านของ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ที่สั่งสมมาแต่วัยเด็กมีส่วนสำ�คัญยิ่ง

เรื่อง โรงเรียนการทำ�มหากิน วัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ โรงเรียน การท�ำมหากินวัดโพธิ์ เฉลิมรักษ์ ต.ดอนเกาะกา อ.บางน�้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

๕๕


ต่อความสำ�เร็จในการศึกษาและการทำ�งาน โรงเรียนการทำ�มาหากินวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ (อนุสรณ์วันเด็กแห่งชาติ ปี ๒๕๓๗) เป็นโรงเรียน รูปแบบใหม่ในวงการศึกษาไทยตามแนวคิดของ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ เมื่อครั้งตำ�แหน่งอธิบดีกรม สามัญศึกษา สำ�หรับแนวคิดและนโยบายของ ดร.โกวิท วรพิพัตน์ ในการจัดตั้งโรงเรียนการทำ�มาหากิน ซึง่ เป็นแห่งแรกของประเทศและแห่งแรกของโลกนัน้ มีลักษณะพิเศษ ดังนี้ มุ่งเน้นในการนำ�วิชาความรู้ มาใช้จริงในกิจกรรมภาคปฏิบัติ ให้นักเรียนได้รับ การจัดสรรที่ดินทำ�กิน และเงินทุนจำ�นวนหนึ่งใน การประกอบอาชีพตามที่ถนัด และมีความสนใจ ฝึกให้นักเรียนทำ�งานเป็นกลุ่ม ฝึกให้นักเรียน แก้ปัญหา มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ อีกทั้ง ส่งเสริมให้นักเรียนได้ช่วยเหลือตนเอง ได้รู้จัก การทำ�มาหากิน มีความอดทน สามารถกล่อมเกลา จิตใจเยาวชนให้เข้าใจชีวิต และสามารถปรับตัว ให้เข้ากับสังคมทีก่ �ำ ลังเปลีย่ นแปลงได้ตลอดเวลาได้ จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ ทำ�ให้พวกเรา มีโอกาสทำ�งานร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยการจัดตั้ง บริษทั จำ�ลองในโรงเรียน ซึง่ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ ในชุมนุมยุวเกษตรกร แต่ละกลุม่ จะมีพนื้ ทีเ่ ป็นของ ตนเอง มีจำ�นวนสมาชิก ๘-๑๐ คน และมีครู ประจำ�กลุม่ คอยดูแลให้คำ�แนะนำ�นักเรียน กลุม่ ละ ๑ ท่าน แต่ละกลุ่มจะปลูกผักชนิดต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาดขาว ฯลฯ ที่เราเรียกว่า ผักโรงเรียน หมายถึง ผักปลอดสารพิษ ที่ไม่ใช้ สารเคมีฆ่าแมลง นอกจากนี้พวกเรายังปลูกพืชไร่ และพืชผลชนิดอื่นๆ อีกมากมาย การช่วยกัน ทำ�งานทำ�ให้พวกเรารูจ้ กั ความอดทน ขยันไม่ยอ่ ท้อ ต่อความยากลำ�บาก รูจ้ กั แก้ปญั หาต่างๆ ปรับปรุง ตนเองและงานให้ประสบความสำ�เร็จ เป็นการ ๕๖

พัฒนาคุณลักษณะการอยู่ร่วมกันในสังคม และ ได้ผลกำ�ไรเป็นของกลุ่มเอง การเชื่อมโยงความรู้ จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติสอดคล้องสัมพันธ์กับ ชีวติ และความต้องการของผูเ้ รียน โดยให้นกั เรียน เกิดคุณลักษณะตามทีก่ �ำ หนดไว้ในหลักสูตร โดย ให้ คิ ด เป็ น ทำ � เป็ น แก้ ปั ญ หาเป็ น และรู้ จั ก ช่วยเหลือตนเอง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ช่วย ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม อื่นๆ อีก เช่น การนั่ง สมาธิก่อนเรียนในแต่ละวิชาเป็นเวลา ๕ นาที และทุกวันศุกร์นักเรียนจะทำ�กิจกรรมสวดมนต์ นั่งสมาธิเป็นประจำ� สุดท้ายขอยก คำ�คม ข้อคิด ของ ดร.โกวิท วรพิพัตน์ สู่ สานฝัน ดร.โกวิท ย้อนแนวคิด… ทำ�มาหากิน กล่าวไว้ว่า… “…ศึกษาที่ดี ต้องฝังคุณธรรมเข้าไปใน ตัวเด็กให้ได้ สามารถปลูกฝังได้ โดยการให้ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้น… …ควรมี ก ารประเมิ น ผลด้ า นคุ ณ ธรรม จริยธรรม ควบคู่ไปกับการประเมินผลด้านความ ความสามารถของผู้เรียน …ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบเกี่ยว กั บ คุ ณ ลั ก ษณะของผู้ เ รี ย นไปพร้ อ มกั บ ความรู้ ความสามารถที่มีอยู่ด้วย…


นนทบุรี

การพัฒนา “คน”

บนพืน้ ฐาน “จริยธรรม”

จากสภาพของสังคมไทยในปัจจุบนั ทีป่ ญั หา แต่ละด้านต่างทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ เกิดความกระทบต่อวิถกี ารดำ�เนินชีวติ ของประชาชน ในประเทศเป็นอย่างมาก การดิน้ รนเพือ่ หาทางออก ร่วมกันในการแก้ไขปัญหายังเป็นแบบเลื่อนลอย ไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน สภาพจิตใจของผู้คน ภายในชาติไร้ซง่ึ ความสุข ความเสือ่ มโทรมทางด้าน ศีลธรรม และการหันหลังให้กับคำ�สอนในศาสนา

เริ่มมีมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม จึงเป็นสิ่งจำ�เป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะสภาพ สังคมไทยในปัจจุบันเหินห่างศาสนาโดยเฉพาะ พระพุทธศาสนา คนไทยเข้าวัดฟังธรรมกันน้อยลง พ่อแม่ที่เคยอาศัยแนวทางพระพุทธศาสนาเป็น เครือ่ งมือในการสัง่ สอนอบรมลูกหลานอย่างสมัยก่อน ก็ลดน้อยลง เพราะตนเองก็เหินห่างพระศาสนา อยู่ ด้ ว ย เมื่ อ คนห่ า งพระศาสนา ความเสื่ อ ม

เรื่อง สุทธิพงษ์ วงษาซ้าย โรงเรียน เทพศิรินทร์นนทบุรี ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

๕๗


ทางจริยธรรมก็แพร่หลายมากขึ้น ประเทศชาติ ต้องเผชิญกับปัญหาทางศีลธรรมเพิ่มมากขึ้น เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ปัญหาวัยรุ่น ปัญหาความก้าวร้าวรุนแรง เป็นต้น ปัจจุบันนี้โลกวิปริต ที่ว่าโลกวิปริตนั้นเกิด มาจากจิตของคนที่วิปลาสก็มี เกิดจากธรรมชาติ บันดาลก็มี เหมือนบทกลอนที่โบราณบัณฑิตท่าน ได้คิดและแต่งเอาไว้ว่า ฝูงหงส์จะลงหนอง หงส์ทองจะเป็นกา เสือเผ่นจะเป็นหมา พยัคฆาจะทิ้งไพร พระฤาษีจะหนีถ�้ำ อันหนองน�้ำจะแห้งไป ปฐพีจะเป็นไฟ ชลาศัยจะไร้ปลา อัคคีไม่มีแสง พระพายแรงไม่พัดพา สุกุณีเป็นสกุณา กุมาราเป็นกุมารี ที่ว่ามานี้เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะมันเป็น ปริศนา เมื่อค่อยๆ คิด ค่อยๆ ค้น ค่อยๆ คว้า ก็ทราบจนได้วา่ มันเป็นเรือ่ งจริง บทกลอนทีส่ อนใจ ๕๘

ในข้างต้นท่านผูร้ แู้ ต่งไว้มานานแล้ว เพราะท่านเอง ก็ ม องเห็ น อนาคตจึ ง ได้ แ ต่ ง กลอนบทนี้ เ อาไว้ ลองมาดูกันว่าเนื้อในบทกลอนที่แท้จริงแล้วนั้น มีปริศนาอะไรแฝงอยู่ ที่ว่า... ฝูงหงส์จะลงหนอง คือ แต่กอ่ นคนส่วนมาก มั ก จะเข้ า กรุ ง แต่ เ ดี๋ ย วนี้ ก ลั บ มุ่ ง สู่ บ้ า นนอก เป็นส่วนใหญ่ เพราะคงจะทนกับแรงเสียดทาน ของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันไม่หวาดไม่ไหว หงส์ทองจะเป็นกา คือ ประเทศใหญ่ๆ ที่เป็นประเทศมหาอำ�นาจ กลับกลายเป็นไม่มี อำ�นาจจนหมดสิ้น เสือเผ่นจะเป็นหมา คือ ไม่วา่ จะเป็นเจ้าพ่อ หรือนักเลงโตต่างก็ถูกจิ๊กโก๋ยิงตายกันหมด พยัคฆาจะทิง้ ไพร คือ ชาวป่า ชาวนา ชาวไร่ จะขายทีข่ ายทางมุง่ หน้าเข้าสูเ่ มืองกันหมด ผลทีส่ ดุ ต่างก็สิ้นเนื้อประดาตัว มีการซื้อรถมาแข่งขันกัน มาอวดกัน ผลที่สุดสิ้นเนื้อประดาตัวกันหมดสิ้น


พระฤาษีจะหนีถำ�้ คือ พระเณรจะสึกกันหมด ถ้าถามว่าเพราะอะไร ก็คงเป็นเพราะไม่มีก�ำลังใจ ในการอยู่ เพราะถูกข่มขู่ เพราะถูกด่าทอ และ เพราะมีกามารมณ์มาล่อตลอดเวลา อันนี้เห็นที จะจริงที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา พระเณรดีๆ มัก ถูกจับจ้องท�ำร้ายและท�ำลาย อันหนองน�ำ้ จะแห้งไป คือ หนองน�ำ้ ในท้องนา จะแห้งไป รวมทัง้ หนองน�้ำใจของคนก็จะเหือดแห้ง ลงเพราะสังคมปัจจุบันนี้คนไม่ค่อยมีน�้ำใจ ปฐพี จ ะเป็ นไฟ คือ เกิดสงครามทั่วไป แม้แต่ประเทศเดียวกันก็ยงั ข่มขู่ ยังฆ่ากันเลย เช่น ประเทศไทย หรื อ แม้ แ ต่ ใ นโลกอาหรั บ ที่ ก่ อ การประท้วงจนนำ�ไปสู่ความรุนแรง ชลาศัยจะไร้ปลา คือ ในน�้ำจะไม่มีปลา การเป็นอยู่เริ่มฝืดเคือง ของจะแพงมากขึ้น อัคคีไม่มีแสงคือ คนดีๆ หาได้ยากมากๆ เพราะคนดีๆ มักถูกทำ�ลายหมด พระพายแรงไม่พดั พา คือ คนเดีย๋ วนีพ้ ดู กันดีๆ ไม่เป็นแล้ว มีแต่ค�ำ ด่าทอ มีแต่คำ�ต่อว่า ให้ร้าย ป้ายสี โจมตีกันไปมาอย่างน่าหวาดหวั่น สุกุณีเป็นสกุณา กุมาราเป็นกุมารี คือ เด็ก ผู้ชายกลายเป็นเด็กผู้หญิง เด็กผู้หญิงกลายเป็น เด็กผู้ชาย แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังผิดเพศ เพราะ มันอาเพศ สิง่ ทีก่ ล่าวมาทัง้ หมดนีเ้ ป็นเครือ่ งยืนยันได้วา่ คนส่วนมากไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมกันจึงทำ�ให้ สังคมมีปญั หา ประเทศชาติขาดการพัฒนาทีต่ อ่ เนือ่ ง อย่าลืมว่าถ้าธรรมะไม่กลับมา โลกาต้องพินาศ เมื่อกลัวว่าโลกจะพินาศ ก็ควรจะรักษาโลกนี้ไว้ ไม่ให้วปิ ริต ต้องเอาธรรมะกลับมาประพฤติปฏิบตั ิ ในทุกชนชัน้ เริม่ ต้นตัง้ แต่เด็กและเยาวชนเป็นกลุม่ แรกที่ควรได้รับการฝึกอบรมและพัฒนา

โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นโรงเรียน วิถีพุทธ ที่ใช้คุณธรรมนำ�ความรู้ ดังจะเห็นได้จาก นโยบายของโรงเรี ย นที่ ว่ า “ส่ ง เสริ ม วิ นั ย จิตสาธารณะ และคุณธรรม นำ�วิชาการสูม่ าตรฐาน สากล ชุมชนมีส่วนร่วมจัดการศึกษา พัฒนา เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พร้อมการบริหารงาน ระบบคุณภาพ” มีความตระหนักในประเด็นปัญหา ดังกล่าวมาโดยตลอด จึงได้เปิดให้มีโครงการ ปฐมนิเทศและเข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรม สำ � หรั บ นั ก เรี ย นในทุ ก ปี ก ารศึ ก ษา นั บ ว่ า เป็ น การมองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่าง ชัดเจน และก็เป็นเช่นนัน้ จริงๆ โครงการดีๆ เช่นนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่โรงเรียนแห่งนี้ได้จัดให้มีขึ้น ยังมีอีกหลายโครงการที่โรงเรียนแห่งนี้ได้จัดทำ� และประสบกับความสำ�เร็จมาแล้ว โครงการปฐมนิ เ ทศและเข้ า ค่ า ยอบรม คุณธรรมจริยธรรม เป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะช่วย ดึงเด็กและเยาวชนให้เข้ามาสู่ร่มเงาแห่งพระพุทธ ศาสนา มาปลูกฝังศรัทธาในคุณธรรมจริยธรรม อันดีงาม โดยมีกจิ กรรมทีท่ างโรงเรียนได้จดั ขึน้ เพือ่ ทีจ่ ะให้เด็กๆ และเยาวชนได้พฒั นาตนเอง ให้รจู้ กั

๕๙


ลด ละ เลิกในสิง่ ไม่ดี อันเป็นการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมทีด่ งี ามเพือ่ ให้มชี วี ติ อยูอ่ ย่างเป็นสุข และ ช่วยสร้างสรรค์สงั คมประเทศชาติให้นา่ อยูไ่ ด้ตอ่ ไป การจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในโรงเรียน ผ่านกิจกรรมวิถพี ทุ ธทีห่ ลากหลาย เช่น การทำ�บุญ ตักบาตร การสนทนาธรรมกับพระภิกษุ การสวดมนต์ หมูท่ �ำ นองสรภัญญะ การบำ�เพ็ญจิตตภาวนา และ การฟังพระธรรมเทศนา เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมที่จัด ให้มีขึ้นนั้นเน้นการอบรมปลูกฝังพัฒนาเด็กใน ๒ เรือ่ ง คือ สอนให้ฟงั และสอนให้ฝกึ เป็นหลักสำ�คัญ หมายความว่าสอนให้ฟังก็คือ สอนให้เด็กได้รู้ ได้เข้าใจในสาระทีเ่ ป็นประโยชน์ ทีเ่ ป็นโทษต่อชีวติ ส่วนที่สอนให้ฝึกนั้นคือ สอนเพื่อฝึกให้เด็กได้ใช้ ธรรมะให้เป็น ให้นำ�ไปปฏิบัติในชีวิตประจำ�วันได้ และให้ เ น้ น การไหว้ พ ระ สวดมนต์ บำ � เพ็ ญ จิ ต ตภาวนาเข้ า มาเป็ น พื้ น ฐานในพั ฒ นาจิ ต ใจ พร้อมกับเสริมกิจกรรมบำ�เพ็ญประโยชน์ในรูปแบบ ต่างๆ เข้ามา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา และ เพือ่ ให้เด็กได้เห็นความสำ�คัญว่าชีวติ นีก้ ว่าจะได้สงิ่ ๖๐

ใดมานั้ น ไม่ ใ ช่ เ รื่ อ งง่ า ยๆ เช่ น กิ จ กรรมการ ทำ�ความสะอาด กิจกรรมจิตสาธารณะ ซึ่งสอนให้ เด็กได้เอาเม็ดเหงื่อมาละลายความเห็นแก่ตัว จะ ได้ทำ�อะไรเพื่อสังคมส่วนรวมได้บ้าง การพัฒนาดังกล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นการ เริ่มต้นที่ถูกทาง และถูกต้องที่สุด เพราะการที่เรา จะพัฒนาอะไรนั้น อันดับแรกต้องพัฒนาที่ตัวคน ก่อน เพราะคนคือกลไกสำ�คัญ���นการขับเคลื่อน ระบบต่างๆ ให้ไปสูจ่ ดุ มุง่ หมายปลายทางทีต่ ง้ั เอาไว้ และการพัฒนาคนนัน้ จะต้องพัฒนาให้เขาเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรมที่เต็มเปี่ยม ทั้งนี้เพื่อให้เขา นำ�ความรู้ความสามารถที่เขามีซึ่งอยู่บนพื้นฐาน ของความถูกต้องดีงามออกไปช่วยเหลือสังคมได้ แม้แต่ในแง่ของเศรษฐศาสตร์ ก็ยังแสดง ให้เห็นถึงความสำ�คัญของคนว่า ในองค์กรแต่ละ องค์กร ไม่วา่ จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่กต็ าม จะต้อง ประกอบด้วยทรัพยากรหรือสือ่ กลางทีเ่ ป็นเครือ่ งมือ อันจะทำ�ให้การดำ�เนินการด้านต่างๆ ขององค์กร บรรลุจุดมุ่งหมายได้ ซึ่งทรัพยากรที่ว่านี้ประกอบ ไปด้วย คน เงิน วัสดุ และการจัดการ จะเห็นว่า คน จั ด อยู่ ใ นอั น ดั บ ต้ น ๆ ของทรั พ ยากรที่ มี ความจำ�เป็นต้องใช้ เพราะเป็นผู้ดำ�เนินกิจกรรม หรือดำ�เนินงานตามภารกิจขององค์การให้ประสบ ความสำ�เร็จ หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า ท�ำไมจึงบอกว่า ทรัพยากรคนส�ำคัญที่สุด ทั้งๆ ที่เงิน วัสดุอุปกรณ์ ต่างๆ และการจัดการก็ส�ำคัญไม่แพ้กนั เลย ใช่ครับ ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถูกไม่หมด ที่ถูกไม่หมดเพราะ อะไร ลองอ่านข้อความต่อไปนี้ให้ดีๆ อ่านช้าๆ อ่านซ�้ำๆ แล้วคิดและวิเคราะห์ให้ชัดๆ ก็จะเข้าใจ ได้เอง... ...ทีบ่ อกว่าทรัพยากรคนสำ�คัญทีส่ ดุ เพราะ


๑. คนเป็นตัวเชื่อมในการบริหารทรัพยากร อื่นๆ คือ เงิน วัสดุ อุปกรณ์ ข้อมูล และเวลา เป็นต้น ๒. คนมีชวี ติ มีจติ ใจ มีอารมณ์ มีความรูส้ กึ คาดหวัง มีความต้องการ จึงสำ�คัญกว่าทรัพยากร อื่นๆ ๓. อายุในการใช้งานของทรัพยากรคนนาน กว่าทรัพยากรอืน่ ๆ คือ ยิง่ ใช้ยง่ิ เก่ง ยิง่ ใช้ยง่ิ แกร่ง แต่ทรัพยากรอย่างอื่น ยิ่งใช้ยิ่งพัง ยิ่งใช้ยิ่งเสื่อม ๔. คนเป็นทรัพยากรชนิดเดียวที่สามารถ พัฒนาให้ดีกว่าเดิมได้... ดังนั้น คุณค่าของทรัพยากรคนจึงไม่ได้อยู่ ทีเ่ งินเดือนหรือค่าจ้าง แต่อยูท่ สี่ ว่ นประกอบสำ�คัญ

๓ ส่วน คือ ฝีมือ สมอง และจิตใจ การพัฒนาคน ถือว่าเป็นเรือ่ งทีย่ าก ต้องทำ�การบริหารอย่างต่อเนือ่ ง และยาวนาน เป็นระบบ และมีระเบียบแบบแผน ดังนั้น การที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ได้จัดให้มีโครงการปฐมนิเทศและเข้าค่ายอบรม คุณธรรมจริยธรรม ก็เพื่อมุ่งหวังที่จะให้นักเรียน เป็นเยาวชนคนดีของประเทศชาติ ออกไปเป็น บุคลากรที่มีคุณภาพ นับว่าเป็นการช่วยชาติผลิต ทรัพยากรคนอีกทางหนึง่ แม้จะเป็นเพียงระยะเวลา สัน้ ๆ ของการจัดกิจกรรม แต่กเ็ ต็มไปด้วยคุณภาพ ทีส่ ร้างจิตสำ�นึกให้กบั นักเรียนได้ตระหนักและเรียน รูร้ ว่ มกันจากประสบการณ์จริง เกิดประโยชน์มากมาย ต่อชีวิต

๖๑


พระนครศรีอยุธยา เขต ๑

เรื่อง สุรรี ตั น์ จันทร์ลอย โรงเรียน วัดปากกราน ต.ปากกราน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

๖๒

การพัฒนา คุณธรรมจริยธรรม

สู่ศักยภาพในตัวนักเรียน


ความจริง ค�ำว่า “คุณธรรม จริยธรรม” นัน้ เราท่านต่างคุ้นเคยและได้สัมผัสกันดีมานานแล้ว ตั้งแต่เราท่านยังเป็นวัยเยาว์ จากโรงเรียนที่คุณครู ได้ พ ร�่ ำ สอนทั้ ง วิ ช าความรู ้ และผสมผสาน กั บ คุ ณ ลั ก ษณะที่ ค วรจะแฝงอยู ่ ใ นตั ว ผู ้ เ รี ย น จนตกผลึกเป็นตะกอนติดตัวเรามาจนโต ดังเช่น แบบเรียนส�ำหรับเด็กประโยคประถม เรื่อง “นก กางเขน” เป็นต้น ซึ่งจะสอดแทรกทั้งวิชาความรู้ และศีลธรรมส�ำหรับเด็กที่ควรรู้ และควรปฏิบัติ ตามไว้ในรูปเชิงนิทาน คำ�ว่าคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง ความดี ความงาม ที่คนทุกคนควรมีติดตัวเป็นคุณสมบัติ อันพึงประสงค์ ในยุคปฏิรูปการศึกษา และยิ่งใน ยุ ค โลกเปลี่ ย นแปลง สั ง คมแบบโลกาภิ วั ต น์ นำ�ความเจริญมาสู่ แต่น่าใจหายว่า คุณธรรม ในตัวคนเริม่ เสือ่ มลง โดยเฉพาะ “ต้นกล้า” ทีก่ �ำ ลัง ศึกษาอยู่ในโรงเรียน จึงเป็นความจำ�เป็นอย่าง ยิ่งยวดที่ควรรีบแก้ไข บ่มเพาะและปลูกฝังให้ ทันท่วงที ดังบทกลอนที่ว่า ...เด็กเอยทำ�ผิด ด้วยคิดไม่ถึง สังคมเอ็ดอึง สิ่งซึ่งเจ้าทำ� ควรรีบแก้ไข เริ่มใหม่วันนี้ อย่าได้รอรี พรุ่งนี้สายไป… การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สู่ศักยภาพ พัฒนาผูเ้ รียน จึงเป็นหัวข้อสำ�คัญสำ�หรับทีจ่ ะนำ�ไป สู่การเขียนบทความของดิฉัน ในฐานะผู้บริหาร โรงเรียนวัดปากกราน ในวันนี้ โรงเรียนวัดปากกราน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนรวมกันประมาณ ๗๐ คน ตัง้ แต่ดฉิ นั มารับตำ�แหน่งทีน่ ส่ี งั เกตเห็นว่า

วิถีพุทธยังมีกิจกรรมและความดีสอดแทรกอยู่ มากมาย หัวข้อหนึ่งของวิถีพุทธก็คือ “ความดี ในการทำ�งานร่วมกับผู้อื่นได้” นักเรียนไม่ดื้อรั้นอะไร ฉะนั้นทำ�อย่างไรจึงจะ ช่ ว ยเสริ ม และพั ฒ นาศั ก ยภาพของพวกเขา ให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น จึงมาได้แนวคิดจากสังคมในยุค โลกาภิวัตน์ว่า “โรงเรียนวิถีพุทธ” นั้น น่าจะเป็น คำ�ตอบและเป็นเครื่องมือที่ดี ในการพัฒนาคน ควบคู่กันไปกับวิชาการ “วิถีพุทธ” มิใช่เพียง การสวดมนต์หรือยกมือไหว้กันเท่านั้น หากแต่ วิ ถี พุ ท ธยั ง มี กิ จ กรรมและความดี ส อดแทรกอยู่ มากมาย หัวข้อหนึ่งของวิถีพุทธก็คือ “ความดีใน การทำ�งานร่วมกับผู้อื่นได้” อย่างมีความสุข ดัง พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ซึ่ ง ทรงพระราชทานตี พิ ม พ์ ใ นหนั ง สื อ วั น เด็ ก ประจำ�ปี ๒๕๓๐ ความว่า… “เด็กๆ นอกจากจะต้องเรียนความรูแ้ ล้วยัง ต้องหัดท�ำการงานและท�ำความดีด้วย เพราะ การท�ำงานจะช่วยให้มีความสามารถ มีความขยัน อดทนพึ่งตนเองได้ และการท�ำความดีนั้นจะช่วย ให้มีความสุขความเจริญทั้งป้องกันตนไว้ไม่ให้ ตกต�่ำ” จะเห็ น ได้ ว่ า พระองค์ ท รงมี วิ สั ย ทั ศ น์ อั น ยาวไกลที่จะปลูกฝังเรื่องการทำ�งาน ให้กับเด็กๆ และเยาวชนของชาติตั้งแต่ยังเล็ก ต้นกล้าของ โรงเรียนวัดปากกรานก็เหมือนกัน ในทุกๆ วันหลัง จากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว นักเรียนทุกคน ๖๓


ต้องรู้จักทำ�งาน รักโรงเรียนเหมือนบ้าน พัฒนา บ้านให้น่าอยู่เป็นที่เจริญหู เจริญตาแก่ผู้พบเห็น และแก่ตวั ของผูอ้ าศัยเอง แรกๆ นัน้ มีผไู้ ม่เห็นด้วย ที่จะเอาลูกของเขามาทำ�งาน แต่ดิฉันว่าไม่นะ มันเป็นการรักลูกให้ถูกทางมากกว่า เด็กๆ ต้อง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป เขาจะเป็นคนมีระเบียบ และรู้จักจัดระเบียบให้กับชีวิตของเขาได้ควบคู่ ไปกับการเรียนวิชาการ เพราะถึงจะมีวิชาการดี เพี ย งใดก็ ไ ม่ ส ามารถจะทำ � งานให้ สำ � เร็ จ ได้ หากไม่มีการจัดระเบียบและวิธีคิดในการทำ�งาน ตั้งแต่ยังเป็นผู้เยาว์

๖๔

หลักการง่ายๆ ที่ดิฉันนำ�คุณธรรมข้อหนึ่ง ของวิ ถี พุ ท ธมาใช้ ก็ คื อ ให้ รู้ จั ก เคารพตนเอง สร้างเจตคติทางบวก ค้นหาศักยภาพของแต่ละคน สร้ า งสถานการณ์ ก ารมี ส่ ว นร่ ว ม และสุ ด ท้ า ย ลงมือปฏิบัติจริง ปัจจุบันนักเรียนของเราทุกคน และทุ ก รุ่ น ที่ จ บการศึ ก ษาไป รั ก และภู มิ ใ จใน ศักยภาพของตนเองสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มีคณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์ผสมผสานกับวิชาความรู้ และสามารถปฏิบัติจริงในชีวิตประจำ�วัน การนำ� แนววิถีพุทธมาใช้นี้ เปรียบเสมือนการยิงปืนนัด เดียวแต่ได้นกหลายตัว คือ ฝึกหัดให้เป็นคนทำ�งาน ร่วมกับผู้อื่นได้, ฝึกหัดให้เป็นคนมีระเบียบวินัย ในตนเอง, รั ก และภู มิ ใ จในผลงานที่ อ อกมา, เป็นการฝึกสมาธิในตนเอง, มีความสามารถในการ เรียนและวินัยในการทำ�งานและอื่นๆ อีกมากมาย นี่คงเป็นอานิสงส์แห���งการปฏิบัติวิถีพุทธ ในโรงเรียน เพราะวิถีพุทธเป็นคุณธรรมที่เรียบง่าย พออยู่ พอกิน ภูมิใจในวิถีที่มีอยู่ รักและหวงแหน ในความเป็นไทยอย่างแท้จริง จึงกล่าวได้ว่า เรา ท่านต่างสัมผัสคุณธรรมข้อนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ ผู้เขียนยังเป็นนักเรียนประโยคประถมอยู่ จึงไม่ใช่ เรื่องโบราณและล้าสมัยเลย ที่เราจะยังนำ�วิถีพุทธ ข้อนี้มาใช้กับต้นกล้ายุคใหม่ ให้ปฏิบัติตาม


พระนครศรีอยุธยา เขต ๒

กว่าจะมาเป็น...

กระบวนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมวิถีพุทธเชิงลึก “เข้าพรรษาปีนี้ ผมคิดว่าพวกเราน่าจะนำ� นักเรียนไปทำ�บุญวันพระทีว่ ดั โพธิป์ ระสิทธิก์ นั ดีไหม” เป็นเสียงของประธานทีป่ ระชุม ผูอ้ ำ�นวยการมานะ เริงมิตร กล่าวกับคณะครูในการประชุมประจำ � สัปดาห์ของโรงเรียน คณะครูทเ่ี ข้าประชุมต่างพากัน มองหน้าและสบสายตากัน โดยไม่มีใครพูดหรือ แสดงความคิดเห็นใดๆ การประชุมดำ�เนินต่อไป จนถึงวาระอื่นๆ และประธานกล่าวปิดการประชุม

“เฮ้อ! ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้ ผอ. เขาคิดยังไง อยู่ๆ ก็จะให้เราพานักเรียนไปทำ�บุญที่วัด” เสียง คุ ณ ครู สุ ภ าพสตรี ค นหนึ่ ง มาเซ็ น ชื่ อ ลงเวลาใน ห้องพักครูพูดขึ้นมากับเพื่อนครูที่เดินมาด้วยกัน “นัน่ ซิ...อยูด่ ๆี ก็จะมาบังคับให้ครูไปทำ�บุญ ลำ�พัง ตัวเองข้าวเช้ายังไม่มีเวลากินเลย แล้วจะให้เรา ไปทำ�บุญ” เพือ่ นครูอกี คนเห็นด้วยทันที “ เออใช่... ทีจ่ ริงแล้วศาสนาพุทธนีเ่ ขาจะไม่มกี ารบังคับกันหรอก

เรื่อง สมพร เจริญสกุล โรงเรียน หงสประภาสประสิทธิ์ ต.สิงหนาท อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

๖๕


ใครอยากทำ�ก็ทำ�ไม่ควรมาบังคับกันอย่างนี้ เธอว่า ไหม! เราว่า ผอ.ไม่ควรมาบังคับกันในเรือ่ งนีเ้ ลยนะ” ครูอีกคนพูดเสริมเพื่อนครูทั้งสองคน “แต่มันเป็น นโยบายเราก็คงต้องทำ�ตามนโยบายนั่นแหละ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาการทำ�บุญวันพระ ช่วงเข้าพรรษาของคณะครูและนักเรียนโรงเรียน หงสประภาสประสิ ท ธิ์ ก็ เ ริ่ ม มี ขึ้ น และเป็ น ไป อย่างต่อเนื่องทุกปีจนถึงปัจจุบัน เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ ผอ. และรอง ผอ. ยืน ส�ำรวจบริเวณโรงเรียนและดูนักเรียนก�ำลังเดินเข้า ประตูโรงเรียนมา “เออ...รอง ผมคิดว่าจะปรับปรุง บริเวณรอบๆ ฐานพระพุทธรูปประจ�ำโรงเรียน

๖๖

ของเราให้กว้างขวางขึน้ แล้วปูกระเบือ้ งให้สวยงาม จะดีไหม? ผอ. คุยกับ รอง ผอ. “ก็ดเี หมือนกันครับ การดู แ ลรั ก ษาและท� ำ ความสะอาดง่ า ยดี ” รองผอ.สมชาติ วรดิเรก กล่าวเห็นด้วยกับความคิด ของ ผอ. “ ผมว่าตอนเช้าแทนที่นักเรียนจะยกมือ ไหว้พระอย่างเดียวนี่ เราน่าจะให้นกั เรียนมากราบ พระ แล้วกล่าวค�ำอาราธนาพระรัตนตรัยให้ว่า อะระหังสัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา ฯ ให้เปล่งเสียง ออกมาดังๆ ให้ได้ยินกันเลย ถือเป็นการเตรียมใจ ท�ำสมาธิกอ่ นเรียน ผูช้ ายก็ให้นงั่ ท่าเทพบุตร ผูห้ ญิง ก็ ใ ห้ นั่ ง ท่ า เทพธิ ด า ถื อ เป็ น การฝึ ก ไปในตั ว ” ผอ.กล่าวต่อ “ถ้าอย่างนั้นคงต้องให้อนันต์มาท�ำ ความสะอาดในตอนเช้าก่อนนักเรียนมาถึงโรงเรียน บางทีกลางคืนฝนตกหรือน�้ำค้างลงหนักๆ พื้น จะเปียก เด็กจะนั่งไม่ได้” รอง ผอ. กล่าว “เมื่ อ เช้ า นี้ ผมกั บ รองไปยื น ดู นั ก เรี ย น มาโรงเรียน และสำ�รวจบริเวณหน้าโรงเรียนมี ความคิดเห็นเหมือนกันว่า เราน่าจะขยายบริเวณ รอบๆ ฐานพระออกไป แล้วปูกระเบือ้ งให้ดสู วยงาม ให้นักเรียนนั่งกราบบูชาพระรัตนตรัย มา ๒ คน ก็กราบ ๒ คน มา ๕ คน ก็กราบ ๕ คน มาหลาย คนก็นั่งรอบๆ องค์พระไป ตอนเช้าให้อนันต์ ไปทำ�ความสะอาดรอบองค์พระก่อนนะ” ผอ.กล่าว ในที่ ป ระชุ ม ครู “ได้ ค รั บ ตอนตี ห้ า ผมจะทำ� ความสะอาดรอบองค์พระก่อน จะได้ทันนักเรียน คนแรกที่มาถึงโรงเรียน” อนันต์รับคำ� ตั้ ง แต่ บั ด นั้ น เป็ น ต้ น มา การกราบพระ และกล่าวคำ�อาราธนาโดยเปล่งเสียงออกมาให้ได้ ยินทัว่ กันของนักเรียนโรงเรียนหงสประภาสประสิทธิ์


ก็เริ่มมีขึ้น และเป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกวันจนถึง ปัจจุบัน “ปิดเทอมนี...้ . เราน่าจะหากิจกรรมทีช่ ว่ ยเหลือ ผูป้ กครองในการดูแลนักเรียน จะเป็นไปได้ไหม ถ้า เราจะให้นกั เรียนชายชัน้ มัธยมบวชเณรช่วงปิดเทอม ต้นนี”้ ผอ.กล่าวขึน้ ในทีป่ ระชุมครู “จะไหวหรือคะ ผอ. ชาวบ้านเขาจะยอมให้ลกู เขาบวชหรือเปล่าเรา ก็ไม่รู้” คุณครูที่เข้าประชุมติง “ผมจะลองไป ปรึกษากรรมการสถานศึกษาและพระดูว่าจะทำ� ได้ ไ หม” ผอ.แบ่ ง รั บ แบ่ ง สู้ และนำ� ไปปรึ ก ษา คณะกรรมการสถานศึกษาฯและพระอาจารย์ที่มา สอนธรรมให้นักเรียน ทุกฝ่ายเห็นด้วยและร่วมกัน วางแผนจั ด การบรรพชาสามเณรภาคฤดู ฝ น โดยกำ�หนดเป็นคุณลักษณะของการจบการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ไว้ว่า “นักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ ๓ ทุกคนต้องบรรพชาสามเณรช่วง ปิดภาคเรียนที่ ๑ อย่างน้อย ๗ วัน ระหว่างนั้นมี การศึกษาเกี่ยวกับธรรมะและทักษะชีวิตที่ควรรู้” ตั้ ง แต่ บั ด นั้ น เป็ น ต้ น มา การบรรพชา สามเณรภาคฤดู ฝ นของนั ก เรี ย นโรงเรี ย น หงสประภาสประสิทธิ์ ก็เริม่ มีขนึ้ และเป็นไปอย่าง ต่อเนื่องทุกปีการศึกษาจนถึงปัจจุบัน การปลู ก ฝั ง คุ ณ ธรรมจริ ย ธรรมให้ กั บ นั ก เรี ย นที่ ไ ด้ ผ ลดี ค วรเกิ ด จากความร่ ว มมื อ ของทุกฝ่าย ท�ำอย่างสม�ำ่ เสมอและต่อเนือ่ งจนเป็น วิ ถี ป ฏิ บั ติ ใ นชี วิ ต ประจ�ำวั น จึ ง จะประสบความ ส�ำเร็จ เปรียบเสมือนชาวนาก่อนจะท�ำนาให้ได้ขา้ ว มานั้ น ต้ อ งมี ก ารเพาะต้ น กล้ า เสี ย ก่ อ นฉั น ใด การส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเยาวชน

ก็เป็นไปฉันนั้น โรงเรียนหงสประภาสประสิทธิ์ ตระหนักถึงความส�ำคัญดังกล่าว จึงเริ่มตั้งแต่ ระดับปฐมวัย ซึง่ เป็น “ต้นกล้าคุณธรรม” บ่มเพาะ ให้งอกงามเจริญเติบโตถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ สร้ า งภู มิ คุ ้ ม กั น ให้ นั ก เรี ย นทุ ก คนมี คุ ณ ธรรม จริ ย ธรรมตามแนววิ ถี พุ ท ธ สามารถน�ำไปใช้ ในชี วิ ต ประจ�ำวั น ได้ อ ย่ า งสอดคล้ อ งกั บ หลั ก ปรั ช ญาเศรษฐกิ จ พอเพี ย ง ตลอดจนสื บ สาน วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนิกชน โดยมี นั ก เรี ย นเป็ น สื่ อ กลางระหว่ า งบ้ า น วั ด และโรงเรี ย น (บวร) ตราบจนกระทั่ ง มาเป็ น “กระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมวิถีพุทธ เชิงลึก”

๖๗


ฉะเชิงเทรา เขต ๖ เรื่อง ญานภร นันทพานิช สพม. ๖ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

๖๘

สองมือน้อยที่อุ้มโลก


โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เป็นโรงเรียน ทีเ่ ปิดสอนในระดับมัธยมศึกษา จัดการศึกษาตัง้ แต่ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - มัธยมศึกษาปีที่ ๕ ใช้รูปแบบการบูรณาการในบางรายวิชาที่สามารถ จั ด การเรี ย นร่ ว มกั น ได้ แ ละใช้ แ หล่ ง เรี ย นรู ้ จากสภาพจริงที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว จัดสร้าง บรรยากาศในโรงเรียนให้มีความร่มรื่น นักเรียน เป็ น ผู ้ มี คุ ณ ธรรมและสามารถใช้ ก ระบวนการ ท�ำงานทางวิทยาศาสตร์มาคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยง ปัญหาและสาเหตุ อีกทั้งได้น้อมน�ำพระราชด�ำรัส ของในหลวงและหลั ก ธรรมมาแก้ ป ั ญ หาเป็ น การหลอมจิตใจของผูเ้ รียนให้ออ่ นโยน ใช้หลักของ ชาวพุทธเกิดคุณลักษณะการกิน อยู่ ดู ฟังเป็น มีภมู คิ มุ้ กันทีจ่ ะด�ำรงชีวติ อยูใ่ นสังคมได้อย่างสงบสุข ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เนื่องจาก คุณธรรมในปัจจุบนั นีไ้ ด้มกี ระแสการตืน่ ตัวในเรือ่ ง ของจิตอาสา ความเป็นผูม้ จี ติ ส�ำนึกดีตอ่ ทัง้ ตนเอง และผูอ้ นื่ ดังนัน้ จึงได้มกี ารจุดประกายความคิดให้ นักเรียนว่า เราจะท�ำอะไรกันดี เพื่อสังคมของโลก ใบนี้ เด็กๆ จึงต่างลงความเห็นและได้ข้อสรุปว่า อยากลดสภาวะโลกร้อน เพราะทุกวันนี้โลกเรามี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดจากก๊าซ ที่ท�ำให้เกิดปรากฏการณ์จากเรือนกระจกเพิ่ม ปริมาณมากขึ้น จากการกระท�ำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ส่งผลให้ก๊าซที่ท�ำให้เกิดปรากฏการณ์ เรือนกระจกเหล่านี้ลอยขึ้นไปรวมตัวกันอยู่บน ชัน้ บรรยากาศของโลก ท�ำให้รงั สีของดวงอาทิตย์ที่ ควรจะสะท้อนกลับออกไปในปริมาณที่เหมาะสม กลับถูกก๊าซที่ท�ำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก เหล่านี้กักเก็บไว้ ก่อเกิดอุณหภูมิของโลกค่อยๆ ๖๙


สูงขึ้นจากเดิมและเกิดผลกระทบที่ตามมาคือภัย ทางธรรมชาติที่รุนแรง น�้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ ที่รุนแรง อากาศที่ร้อนผิดปกติ จนมีคนเสียชีวิต รวมถึงโรคระบาดชนิดใหม่ๆ หรือโรคระบาดทีเ่ คย หายไปจากโลกนี้ได้กลับมาให้เราเห็นใหม่ ดังนั้น เรานักเรียนทุกคนของโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จึงพร้อมใจกันปลูกกล้วยรอบโรงเรียนด้วยสองมือ น้อยที่อุ้มโลก

ถ้าเราทุกคนให้ความสำ�คัญและหันมาปลูก ต้นไม้กนั มากขึน้ เราก็จะได้เครือ่ งฟอกบรรยากาศ ให้กับโลกเพิ่มขึ้น เพราะต้นไม้จะหายใจเอาก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และหายใจออกมาเป็น ก๊าซออกซิเจน จึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องฟอก อากาศให้กับโลกโดยแท้ อีกทั้งใบกล้วยนำ�ไปใช้ ห่อขนม ทำ�กระทง เป็นการลดขยะจากโฟมหรือ พลาสติกและยังให้ร่มเงา เพิ่มรายได้ให้ครอบครัว ลดค่าใช้จา่ ยในครัวเรือนและนำ�ก้านใบมาประดิษฐ์ เป็ น ม้ า ก้ า นกล้ ว ยให้ เ ด็ ก เล่ น อย่ า งสนุ ก สนาน โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อมา อีกทั้งนักเรียนทุกคนก็ได้ รับประทานกล้วยกันทั่วหน้า โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ เห็นคุณค่า ของการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงค์ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้ปฏิบัติตาม หลักของพระพุทธศาสนา ปัจจุบันโรงเรียนได้จัด กิ จ กรรมต่ า งๆ ที่ เ น้ น ให้ นั ก เรี ย นเป็ น คนดี มีคุณธรรม อันเป็นรากฐานในการดำ �เนินชีวิต โดยมีผู้บริหารและคณะครูเป็นกัลยาณมิตร ตอน เช้ า ก่ อ นเข้ า โรงเรี ย นเราจะไหว้ พ ระพุ ท ธรู ป

๗๐

ทำ�ความสะอาดบริเวณโรงเรียน ตามหน้าที่ที่ได้ รับมอบหมาย โดยใช้สมาธิในการทำ�งาน และมี กิจกรรมนัง่ สมาธิหลังจากสวดมนต์ประมาณ ๑๐ นาที ก่อนเข้าชั้นเรียน เพื่อให้ร่างกายมีสติ ได้เตรียม พร้อมที่จะเรียนรู้ รับองค์ความรู้ใหม่ ที่ได้รับจาก ห้องเรียนและนอกห้องเรียน กิ จ กรรมธรรมะศึ ก ษา เพื่ อ สอบธรรมะ ทางก้าวหน้า กิจกรรมการเข้าค่ายพุทธบุตร เพื่อ เป็นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม นำ�ไปปฏิิบัติ ให้สังคมอย่างมีความสุข จะมีการจัดค่ายพักแรม โดยพานักเรียน ครู มาเข้าค่ายทำ�กิจกรรมในฐาน ต่างๆ ที่ฝึกทั้งด้านความสามัคคีของการทำ�งาน เป็ น ที ม ความซื่ อ สั ต ย์ การเอื้ อ เฟื้ อ เผื่ อ แผ่ การกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และการฝึกจิตให้เกิด ความอดทน อดกลั้น เข้มแข็ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาพที่น่ารักของนักเรียน โรงเรี ย นเบญจมราชรั ง สฤษฎิ์ ที่ รู้ จั ก รั บ ผิ ด ชอบ ต่อหน้าที่ของตนเอง มีระเบียบวินัย และดำ�เนิน ชีวิตในระบบวิถีประชาจนใครๆ มิอาจมองข้ามได้ กิจกรรมดีๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะมีผู้บริหาร นายอำ�นาจ เดชสุภา ที่เข้าใจในหลักของพุทธรรม และคุณครูที่มีใจเกื้อหนุนศาสนาได้ร่วมกันจัด กิจกรรมที่ดีๆ ขึ้นมา เพื่อเพาะบ่มพันธุ์ต้นกล้า ให้ อ อกดอกผลที่ ส วยงาม เป็ น ที่ ชื่ น ตาชื่ น ใจ แก่ผู้พบเห็น สองมือเล็กๆ...ที่ได้โอบอุ้มโลกใบน้อยไว้ ในกำ�มือ เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถและ สติปญั ญาของเยาวชนอย่างพวกเรา ทีจ่ ะนำ�พาโลก ใบนี้กลับสู่ความร่มเย็นอีกครั้งหนึ่ง สองมือน้อยโอบอุ้มพิชิตโลก ทุกคนโปรดรักเมตตาดั่งสายฝน สร้างโลกนี้ให้ร่มรื่นชื่นกมล พายุพ้นภัยพิบัติหายมลายเทอญ


นนทบุรี

ยิ่ ง ให้ ยิ่ ง ได้

“อันการงาน คือคุณค่า ของมนุษย์ ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย ถ้าสนุก ด้วยการงาน เบิกบานใจ ไม่เท่าไร ได้รู้ธรรม ฉ�่ำซึ้งจริง” ค�ำสอนของท่านพุทธทาส “การทำ�งานตามหน้ า ที่ เ ป็ น เรื่ อ งสำ�คั ญ สำ�หรับชีวิต เพราะงานคือชีวิต ชีวิตคืองาน งาน ทำ�ให้คนเป็นคนอย่างแท้จริง คนจักมีราคาก็เพราะ การทำ�งาน” คำ�สอนของท่านปัญญานันทภิกขุ

คำ�สอนของสองศรีพระศาสนาที่ยกขึ้นมา กล่าวนีถ้ อื เป็นมรดกสำ�คัญทีช่ าวพุทธควรยึดไว้เป็น แนวปฏิบตั ิ โดยเน้นให้ทกุ คนรูจ้ กั ทำ�หน้าทีก่ ารงาน อั น เป็ น ประโยชน์ ต่ อ ส่ ว นรวมการทำ� หน้ า ที่ จั ด เป็นการปฏิบตั ธิ รรมอย่างหนึง่ และจากการทำ�งาน ดั ง กล่ า วจะส่ ง ผลดี ก ลั บ มาสู่ ตั ว เราเองในที่ สุ ด ดังคำ�กล่าวที่ว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้” เพราะการงาน เป็นตัวการประพฤติธรรม โรงเรียนศรีบุณยานนท์ ได้ส่งเสริมให้นักเรียนทำ�กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวมโดยให้นักเรียนได้เป็นผู้คิดสร้างสรรค์

เรื่อง พัชรา อุเทนสุต โรงเรียน ศรีบุณยานนท์ ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี

๗๑


งานขึน้ มาด้วยกลุม่ ของเขาเองดังเช่นกิจกรรมรักษ์ สิ่งแวดล้อม โดยใช้หลักธรรมาภิบาล ความเป็นมาของการจัดกิจกรรมนี้เนื่อง มาจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕/๗ กลุ่มหนึ่ง มีความสนใจที่จะนำ�เอาหลักธรรมาภิบาลมาใช้ ในการร่วมรักษาสภาพแวดล้อมในโรงเรียน โดยเฉพาะ บริเวณโรงอาหารของนักเรียนมีขนาดไม่พอเพียง กับจำ�นวนนักเรียน ๒,๕๐๐ กว่าคน จึงต้องมีการ แบ่งพักรับประทานอาหารกลางวันเป็น ๒ เวลา ด้วยจำ�นวนนักเรียนที่มีมากนี้เองทำ�ให้เกิดปัญหา ด้านการให้ความร่วมมือของนักเรียนในการดูแล โรงอาหารให้มคี วามสะอาดอยูเ่ สมอ จากการมองเห็น ปัญหาดังกล่าวนักเรียนกลุ่มนี้ซึ่งมีผู้นำ�ที่กล้าคิด กล้าทำ� และมีใจรักในการทำ�งานได้แก่ นายทัศน์พล สุดโต ได้นำ�หลักธรรมาภิบาลที่เรียนรู้ในห้องเรียน และจากการเข้าร่วมอบรมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช มาใช้ปฏิบัติจริงโดยประสานงานกับ คณะกรรมการทำ�งานด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน มี ข้ อ ปฏิ บั ติ ที่ ยึ ด ตามแนวหลั ก ธรรมาภิ บ าล ๖ ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลัก ความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความ รับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า นายทัศน์พล สุดโต ได้ จั ด กิ จ กรรมหลากหลายเพื่ อ ประชาสั ม พั น ธ์ ให้นักเรียนทุกคนได้มีความรู้และเข้าใจหลักการ ๗๒

ทำ�งานของธรรมาภิบาล ดังเช่นขึน้ บนเวทีพดู แบบ ปราศรัยหาเสียงของผู้แทน เรียกความเฮฮาให้แก่ ผู้ฟัง การจัดรายการเสียงตามสายของโรงเรียน การติดแผ่นป้ายในบริเวณโรงอาหาร และเป็น วิ ท ยากรจั ด กิ จ กรรมอบรมสั ม มนาให้ แ ก่ ค ณะ กรรมการนักเรียนที่รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนเกิดความตระหนักในการร่วมกัน รั ก ษาความสะอาดในโรงอาหารและบริ เ วณ โรงเรียนโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ด้วยความเป็น ผูม้ อี ธั ยาศัยดีสนุกกับการทำ�งาน จึงได้รบั ความร่วม มือกับน้องๆ พี่ๆ เป็นอย่างดี จากกิจกรรมดีๆ เช่นนี้เขาได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้นำ�เสนอกิจกรรมนี้ สูส่ าธารณชน จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และเป็นกิจกรรมที่ได้รับการตัดสินให้เข้ารับโล่ รางวัลโครงงานด้านธรรมาภิบาลจา���สถาบันดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ในขณะที่ทัศน์พลนำ�เสนอกิจกรรมนี้ตอน หนึ่ง เขาได้บรรยายความรู้สึกต่อคณะกรรมการ ตัดสินว่า มีความภูมิใจที่ได้นำ�ความรู้เรื่องหลัก ธรรมาภิบาลมาเผยแพร่ความรูด้ ว้ ยการจัดกิจกรรม ต่างๆ ให้ทุกคนได้ทราบแล้วนำ�มาประยุกต์ใช้ กั บ งานสิ่ ง แวดล้ อ มของโรงเรี ย นให้ เ กิ ด ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากการนำ � เสนอเรื่อ งราวกิ จ กรรมรั ก ษ์ สิ่งแวดล้อมโดยใช้ ห ลั ก ธรรมาภิ บ าล เป็ น การ แสดงออกของนักเรียนคนหนึง่ ทีม่ ใี จรักการทำ�งาน มีความสนุกกับงาน และคิดทำ�สิ่งที่เป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวมโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน และสิง่ ทีเ่ ขา ได้รับกลับคืนมาคือกำ�ไรชีวิต ประสบการณ์ใน การทำ�งาน และต่อมาเขาได้รับเกียรติบัตรรางวัล ของการเป็นคนดีจากพุทธสมาคมว่าเขาเป็นเด็กดี นี่เป็นเครื่องหมายการันตีที่ได้จากสังคมไทยที่เด็ก คนนี้ได้รับจากการทำ�งานดังคำ�กล่าวที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ใช่ไหมเอ่ย ?


ปทุมธานี เขต ๑

การจัดสภาพแวดล้ อ ม

อย่ า งเหมาะสมในโรงเรี ยน

เรื่อง นันทนิจ เที่ยงพูนโภค โรงเรียน วัดเปรมประชากร ต.บางพูน อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ๗๓


สภาพสั ง คมไทยในปั จ จุ บั น มี ค วาม เปลี่ ย นแปลง ทั้ ง ภาวะทางเศรษฐกิ จ สั ง คม การเมื อ ง หรื อ วิ ท ยาศาสตร์ แ ละเทคโนโลยี โ ค ร ง ส ร้ า ง ท า ง สั ง ค ม แ ล ะ ค ว า ม เ ป็ น อ ยู่ ของประชาชน รวมถึ ง ลั ก ษณะการดำ � รงชี วิ ต เปลี่ ย นแปลงไปมาก ส่ ง ผลกระทบต่ อ ปั ญ หา สุขภาพทางกายและสภาวะสุขภาพจิต โดยเฉพาะ ในเด็กนั้นนับว่าเป็นผู้มีความสำ�คัญที่สุด เพราะ เด็กจะเป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ในสังคมในอนาคต ถ้าเด็กไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง สังคม ในอนาคตจะเป็นอย่างไร เด็กเป็นจุดเริม่ ต้นบุคคล และคนเป็ น องค์ ป ระกอบที่ สำ � คั ญ ที่ สุ ด ใน การพัฒนาสังคม เพราะคนเป็นผูท้ �ำ ผูใ้ ช้ทรัพยากร ทุกรูปแบบ ถ้าสังคมปราศจากเด็กที่มีคุณภาพ สังคมก็จะมีคุณภาพที่ดีไม่ได้ โรงเรียนวัดเปรมประชากร เป็นโรงเรียน ทีจ่ ดั การศึกษาตัง้ แต่ระดับอนุบาลถึงระดับประถม ศึกษาและมีนักเรียนเกือบพันคน จึงได้ให้ความ ส�ำคัญกับการจัดสภาพแวดล้อมมาก ด้วยตระหนัก ดีว่านักเรียนต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนอย่างน้อย วันละ ๗-๘ ชั่วโมง เป็นระยะเวลา ๖-๘ ปี ซึ่ ง ตลอดเวลาที่ อ ยู ่ ใ นโรงเรี ย นบรรยากาศและ สภาพแวดล้อมต่างๆ ของโรงเรียน ย่อมส่งผล ต่ อ สุ ข ภาพทั้ ง ทางกายและจิ ต ใจของนั ก เรี ย น รวมทั้งอิทธิพลต่อการเรียนรู้ด้วย ประกอบกับ ๗๔

ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างหาเช้า กินค�่ำ ไม่มีเวลาอบรมดูแลบุตรหลานหรือดูแล เสริมสร้างพัฒนาการเด็กเท่าทีค่ วร จึงฝากความหวัง ทั้งมวลไว้ที่โรงเรียน โรงเรียนจึงได้จดั สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ให้ มี ส ภาพที่ ดี เ หมาะสมเพื่ อ เสริ ม สร้ า งให้ เ ด็ ก มี คุ ณ ภาพชี วิ ต ที่ ดี มี ค วามรู้ สึ ก อบอุ่ น มั่ น คง ปลอดภั ย และสามารถปรั บ ตั ว ให้ อ ยู่ ใ นสังคม ที่สับสนวุ่นวายและมีปัญหาได้อย่างมีความสุข การดำ �เนินงานการจัดสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมของโรงเรียนวัดเปรมประชากรที่ส่งผล ต่อสุขภาพจิตของนักเรียน โรงเรียนได้ดำ�เนินการ ต่างๆ อย่างสอดคล้องดังนี้ ๑. จัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ทั้งทาง กายภาพและทางสังคม วัฒนธรรมให้มบี รรยากาศ น่าสัมผัส ปราศจากมลพิษ การจัดสิ่งแวดล้อม ทางกายภาพนั้นได้จัดให้มีการปรับปรุง ตกแต่ง อาคารเรียน อาคารประกอบ รั้วรอบโรงเรียน ห้องเรียน ห้องพิเศษ เช่น ห้องจริยศึกษา ห้องดนตรี นาฏศิลป์ ห้องพลศึกษา ห้องการงานอาชีพ ห้อง คอมพิวเตอร์ ห้องคณิตศาสตร์ ห้องสังคมฯ ห้อง สมุด ห้องปฏิบตั กิ ารวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบตั กิ าร ทางภาษา ห้องน�้ำห้องส้วม โดยห้องหรือบริเวณ อาคารต่างๆ จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด อยู่ในสภาพดีเหมาะสมใช้การได้อยู่เสมอ นอก จากนี้ ยังจัดแหล่งเรียนรู้ภายในบริเวณโรงเรียนไว้ อย่างหลากหลาย โดยจัดไว้ในรูปของศูนย์การเรียนรู้ และยังจัดบรรยากาศโดยทั่วๆ ไป เป็นบรรยากาศ ทางวิชาการ จัดสนาม จัดลานกีฬา จัดสวนหย่อม จัดที่นั่งพักผ่อนอย่างเหมาะสม ด้านสิ่งแวดล้อม ทางสังคมและวัฒนธรรมนั้น มุ่งเน้นการด�ำเนิน ชีวิตที่เรียบง่าย พอเหมาะพอควร รู้จักใช้พลังงาน อย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด ๒. พั ฒ นาครู แ ละบุ ค ลากรให้ มี ค วามรู้ ความเข้าใจ มีจิตสำ�นึกในการอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อมเพื่อการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งบุคลากร


ทุกคน ทัง้ ครู นักเรียน นักการภารโรง แม่ครัว จะร่วม มือกันในการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างเหมาะสม รู้จักแก้ไขปรับปรุงบำ�รุงรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ และหาวิธใี นการพัฒนาให้ดขี นึ้ ซึง่ นอกจากจะเป็น ประโยชน์ต่อโรงเรียนแล้ว ยังเป็นแบบอย่างที่ดี แก่นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน จะได้นำ�ไปใช้ ในการจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านเรือนและชุมชน ๓. ส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้ จากแหล่งเรียนรู้ จากเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ในโรงเรียนได้อย่างสร้างสรรค์ โดยโรงเรียนได้จัด สภาพแวดล้อมให้เป็นศูนย์ศึกษา เช่น ศูนย์ศึกษา พันธุ์กล้วย ศูนย์ศึกษาต้นไม้ประจำ�จังหวัด ศูนย์ ศึกษาพรรณไม้ในวรรณคดี ศูนย์ศกึ ษาพืชสมุนไพร ศูนย์ศึกษาการเพาะชำ�กล้าไม้ ศูนย์ศึกษาไม้ดอก ไม้ประดับ ศูนย์ศกึ ษาการเพาะปลูกพืชผักสวนครัว ศูนย์ศึกษาพุทธศาสนสุภาษิต สวนคณิตศาสตร์ ศูนย์ศกึ ษาสวนสัตว์หรรษา ศูนย์ศกึ ษาขยะรีไซเคิล ศูน ย์ ศึ ก ษาส้ ว มสุขสันต์ ฯลฯ จัดสถานที่และ บรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อประโยชน์ ในการที่เด็กจะได้พัฒนาให้เต็มตามศักยภาพ ๔. ส่งเสริมนักเรียนให้มีบทบาทต่อการจัด สภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้มากที่สุด จะทำ�ให้ นักเรียนเกิดความตระหนัก มีความเข้าใจ มีทกั ษะ ค่านิยมและมีสว่ นร่วมในการตัดสินใจต่อสภาพแวดล้อม มีสว่ นร่วมในการอนุรกั ษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อม ส่งเสริมการจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ ฝึกฝนประสบการณ์ เพื่อประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการแก้ปญั หาทีเ่ กิดขึน้ ในชีวติ ประจำ�วัน ตลอดจน การเรียนรู้และปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันได้อย่าง มีความสุข ๕. จั ด กิ จกรรมสร้างการมีสำ � นึกที่ดีต่อ ส่วนรวม เป็นกิจกรรมพัฒนานักเรียนอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยริเริ่มด้วยกิจกรรมที่เรียบง่าย ทีม่ งุ่ ปลูกฝังให้นกั เรียนได้แสดงออกด้วยการกระทำ� ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และประสบการณ์ให้ชีวิต ประจำ�วันของนักเรียนเกิดซึมซับสิ่งที่ทำ�ทุกวัน

จนเกิ ด เป็ น นิ สั ย เช่ น กิ จ กรรมส้ ว มสุ ข สั น ต์ เป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังให้นักเรียนตระหนักเห็น ความสำ�คัญและร่วมกันดูแลส้วมให้สะอาด เพื่อ สุ ข อนามั ย ที่ ดี ข องทุ ก ๆ คน กิ จ กรรมรณรงค์ ต่อต้านยาเสพติด มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็ง รู้เท่าทันและเป็นผู้ห่างไกลจากสิ่งเสพติดทั้งปวง กิจกรรมเรียนรู้ ปฏิบัติการเป็นผู้มีความประหยัด มัธยัสถ์และอดออม มุ่งส่งเสริมการดำ�เนินชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรม การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน มุ่งส่งเสริมการเป็น ผู้ใฝ่เรียนรู้ รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง มี ความรู้ความสามารถเหมาะสมตามวัย เป็นต้น การจั ด สภาพแวดล้ อ มอย่ า งเหมาะสม ในโรงเรี ย นวั ด เปรมประชากร นั้ น ก่ อ ให้ เ กิ ด วัฒนธรรมการมีสำ�นึกดีต่อโรงเรียน ชุมชนหรือ ผู้เกี่ยวข้องที่ได้พบเห็นมีความพึงพอใจ นักเรียน มีความสุขกับการมาอยู่ในโรงเรียน มีสุขภาพกาย สุ ข ภาพจิ ต ดี บุ ค ลากรมี ค วามเป็ น อั น หนึ่ ง อันเดียวกัน ร่วมกันรักษาพัฒนาสภาพแวดล้อม ให้ดอี ยูเ่ สมอๆ การจัดการเรียนรูใ้ นโรงเรียนจึงเป็น ไปในทางสร้างสรรค์ตลอดเวลา โรงเรียนได้รับ การคัดเลือกจากเขตพื้นที่ ให้เป็นโรงเรียนแกนนำ� การขับเคลือ่ นจุดเน้นการพัฒนาผูเ้ รียนสูก่ ารปฏิบตั ิ ตามนโยบายการปฏิรปู การศึกษาในทศวรรษทีส่ อง ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๓ เป็นต้นมา

๗๕


ฉะเชิงเทรา เขต ๑

ดี เก่ ง มี ค วามสุข

เรื่อง ลำ�ยอง บุญเผือก โรงเรียน ปากคลองบางขนาก ต.บางขนาก อ.บางน�้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

๗๖

ข้าพเจ้าสอนอยูโ่ รงเรียนวัดประจ�ำรัง ต�ำบล บางขนาก อ�ำเภอบางน�้ำเปรีย้ ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึง่ เปิดสอนตัง้ แต่อนุบาล ๑ จนถึงชัน้ ประถมศึกษา ปี ที่ ๖ ด้ ว ยการปลู ก ฝั ง ลั ก ษณะนิ สั ย นั ก เรี ย น ทั้งโรงเรียน ในด้านคุณธรรม จริยธรรม และ วัฒนธรรม ให้กบั นักเรียนทุกคนในโรงเรียนให้เป็น คนดี และอยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างมีความสุข ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อยแต่ข้าพเจ้าก็ท�ำด้วยใจ

และมีความสุข เริ่มต้นด้วยการสอนให้เป็นคนดี เริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลด้วยการให้ คือให้ความรัก ความอบอุ่น ความเมตตา ด้วยรอยยิ้ม ทักทาย โอบกอด ช่วยเหลือ แก้ปัญหา ดูแล เวลาเช้าที่ พ่อ แม่ ผูป้ กครอง มาส่งนักเรียน จะต้อนรับด้วยท่าทาง ยิ้มแย้มแจ่มใส สอนให้นักเรียนไหว้ครูเมื่อพบกัน แล้วไหว้ผปู้ กครอง เมือ่ ผูป้ กครองกลับ ความถูกต้อง ตามมารยาทไทย ไม่ใช่ให้นกั เรียนโบกมือบ๊ายบาย


หรือจุ๊บ ซึ่งเป็นอารยธรรมตะวันตก หลังจาก ทั ก ทายกั น เรี ย บร้ อ ยแล้ ว ก็ จ ะดู แ ลให้ นั ก เรี ย น ได้ท�ำงานตามที่ตนเองได้รับผิดชอบ เมื่อมาถึง โรงเรียน เช่น ท�ำความสะอาดห้องเรียน เก็บขยะ บริเวณโรงเรียน ล้างห้องน�้ำ รดน�้ำต้นไม้ เป็นต้น เพื่ อ เป็ น การฝึ ก ให้นักเรียนท�ำงานเป็น และมี ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เมื่อถึงเวลาสัญญาณ ดังขึ้น ทุกคนจะเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ ไหว้พระ โดยมีนกั เรียนเป็นผูผ้ ลัดกันเป็นผูน้ �ำ และ รับฟังข้อมูลข่าวสารจากครู เพื่อนที่เป็นแกนน�ำ นักเรียนเล่าให้ฟัง ต่อจากนั้นเพื่อให้นักเรียนได้ ออกก�ำลังกายทุกคน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๖ โดยมีผนู้ �ำและผูต้ ามไปด้วยกัน อย่างพร้อมเพรียง เป็นการฝึกให้รจู้ กั การฟังจังหวะ และฝึกสมองได้ท�ำงาน ให้ท�ำท่าได้อย่างถูกต้อง สวยงาม นอกจากนี้ท�ำให้เลือดสูบฉีดได้ดี ป้องกัน ไม่ให้เกิดโรคง่าย ผิวพรรณดี สุขภาพดี สมอง ผ่องใส สามารถเรียนรู้ได้ดี นักเรียนจะไม่บ่นร้อน ไม่ เ มื่ อ ย แสดงว่ า เขามี ค วามอดทน อดกลั้ น เพียรพยายาม ท�ำให้ข้าพเจ้ามีความภาคภูมิใจ และประทับใจ ทีส่ �ำคัญสามารถฝึกนักเรียนให้เป็น ผูน้ �ำและผูต้ าม หลังจากนัน้ เข้าห้องเรียนตามปกติ เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน จะได้รับประทานอาหาร กลางวันฟรีทกุ คน ก็จะปลูกฝังในเรือ่ งการรับประทาน อาหารกลางวัน หลังจากนั้นนักเรียนแปรงฟัน หลังอาหารกลางวันก่อนเข้าเรียนภาคบ่ายประมาณ ๑๕ นาที ท�ำให้สุขภาพในช่องปากดี ทุกครั้งที่มี กิจกรรมจะแบ่งกลุม่ หัวหน้ากลุม่ ทีม่ คี วามรับผิดชอบ ด้านระเบียบวินัยเป็นการช่วยครูและฝึกการมี ระเบียบวินยั ไปในตัว นักเรียนเข้าห้องเรียนนัง่ กับพืน้ ให้นักเรียนฝึกการนั่ง การกราบแบบมารยาทไทย ไหว้พระสวดมนต์สมาทานศีล ๕ นั่งสมาธิด้วย ท่าทางสงบนิ่งทุกคนทุกห้องเรียน ก็เป็นปัจจัยอีก ปัจจัยหนึง่ ทีส่ ง่ เสริมให้นกั เรียนมีสมาธิในการเรียน มากขึ้น โดยนักเรียนได้รับการฝึกดีแล้วเป็นผู้น�ำ ส่วนครูมีหน้าที่ควบคุมดูแล เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน ก่อนกลับบ้าน นักเรียนจะเข้าแถวสวดมนต์ไหว้พระ และเคารพธงชาติ เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนรักชาติ

ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งหมดนี้เป็นกิจวัตร ประจ�ำวันที่โรงเรียนวัดประจ�ำรังปฏิบัติทุกคน นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังแนะนำ�ให้นักเรียน กลับไปปฏิบตั ทิ บี่ า้ น การทำ�งานบ้าน การสวดมนต์ ไหว้พระ กราบพ่อแม่ผปู้ กครองก่อนเข้านอนทุกวัน จากการเยี่ ย มบ้ า นจะไปติ ด ตามสั ม ภาษณ์ ผู้ปกครอง นักเรียนส่วนมากจะปฏิบัติได้ ผลจากการที่ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ในโรงเรียน ท�ำให้ชุมชนที่อยู่บริเวณรอบโรงเรียน มีความเป็นอยู่ที่สงบสุข และมีลูกศิษย์ที่ข้าพเจ้า ประทับใจในการฝึกปฏิบตั ปิ ลูกฝังคือ นางสาวชฎาพร นกดี บุตรสาวของนายสายชล นางวิภา นกดี ใน จ�ำนวนพี่น้อง ๓ คน มีพี่ชาย ๑ คน น้องชาย ๑ คน บิดามารดามีอาชีพรับจ้าง เมื่อน้องชายอายุ ประมาณ ๑ ขวบ ชฎาพรจะอยู่ชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๓ บิดามารดาชอบดืม่ เหล้า ออกรับจ้าง ปล่อย ให้ชฎาพรหุงข้าวเลีย้ งน้อง พาน้องไปโรงเรียนด้วย โดยครูจะดูแลช่วยเหลือ แนะน�ำ ชฎาพรจะได้ไม่ ย้อท้อ ระหว่างเดินทางมาโรงเรียนเขาจะเก็บขวดน�้ำ กระป๋อง และของทีพ่ อจะขายได้ไปขาย ถึงวันหยุด จะเก็บผักขายเพือ่ น�ำเงินมาเป็นค่าขนมของตนเอง และน้อง เขาเป็นเด็กเรียบร้อย ตั้งใจเรียน ขยัน ท�ำการบ้าน ต่อมาบิดาเสียชีวติ ชฎาพรต้องท�ำงาน หนักขึ้น เขารับจ้างท�ำงานหาเงินเรียนเอง ให้น้อง ให้แม่บ้าง กระทั้งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ต่อจากนั้นเขาได้ให้พี่ชายท�ำงานโรงงาน ดูแลแม่ และน้อง ส่วนตัวเขาไปขายของอยูก่ บั ป้าในโรงเรียน แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อหาเงินเรียนต่อ และ ส่งเงินให้แม่บ้าง ชี้ให้เห็นว่า การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม มีความเพียรพยายาม รับผิดชอบ อดทน อดกลั้น มีความกตัญญู ท�ำให้ประสบความส�ำเร็จ ในชีวิต ไม่เกิดปัญหาในสังคม

๗๗


ย้อนรอย งานเขียน คาดว่าผู้อ่านจะได้รับอะไรจากบทความนี้บ้างค่ะ คิดว่าจะได้รับประโยชน์ ในกลุ่มผู้อ่านที่อยู่ในวัยพ่อแม่ผู้ ครูรินทร์ดา นันตา ปกครองก็จะได้หันมาใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมในตัวเด็กมาก ขึ้นครับ ส่วนในกลุ่มผู้อ่านที่เป็นครูบาอาจารย์ในกลุ่มผู้บริหาร ทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ โรงเรียนอยู่ติดกับวัด แต่แปลกใจว่าอยู่ใกล้วัดแล้วทำไม โรงเรียน ก็เป็นการกระตุ้นให้นำเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไปแทรก ไม่ไปทำบุญทีว่ ดั ก็เลยมีความคิดว่าเรามีความได้เปรียบทีโ่ รงเรียน อยู่ในการเรียนการสอนหรือทุกกิจกรรมที่เกิดในโรงเรียน เราอยู่ใกล้วัด แต่เรากลับมองไม่เห็นประโยชน์ที่เราจะไปปลูก ิ นีค ้ งไม่มี ใครอยากเป็น จิตสำนึกเด็ก เพราะว่าเราเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดหลายๆ ภาคอีสานตอนล่าง l ชีวต อย่าง ก็เลยคิดกิจกรรม ๑ เดือน ๑ วันพระขึ้นมา เพื่อให้เด็กได้ ครูกชมล อยูส่ ขุ เริ่มไปวัด สำหรับตัวเองก็เหมือนกันอยู่ใกล้วัดแต่ก็ไม่ค่อยได้ไป ก็ไม่อยากให้เด็กเหมือนตัวเรา เราก็ต้องปลูกฝังเขาพาไปตั้งแต่ ความรูส้ กึ ต่องานเขียนจากประสบการณ์จริง คือจะเกิดจากความเป็นจริง จากชีวิตจริงๆ ของเด็ก อนุบาล เพื่อให้เขาเกิดความอยากไปทำบุญ ซึ่งบางคนอาจจะไม่คิดว่ามีจริงอยู่ในโลกนี้ แต่ถ้าเรารู้สึก คุณครูมีวิธีการเล่าเรื่องยังไงบ้างคะที่ไม่น่าเบื่อ เขียนตามความรู้สึกเองตัวเองค่ะ อาจจะเป็น���นชอบ สะท้อนในอก หรือรู้สึกสงสาร มันสามารถกลั่นกรองออกมา อ่านนิยายด้วย เลยเพิ่มเข้าไป เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ แล้วก็ เป็นตัวอักษรได้อย่างสละสลวยและไพเราะ โดยทีเ่ ราคาดไม่ถงึ ชอบสังเกต ชอบดูว่าตัวของเรามีความโชคดีในเรื่องอะไรบ้าง เพราะเกิดจากความรูส้ กึ จริงๆ ของเรา พรัง่ พร่ภู ายในหนึง่ คืน แล้วเราได้ใช้ความโชคดีตรงนั้นไปทำอะไรได้บ้าง เช่น โรงเรียน จบอย่างนีเ้ ลย เป็นความรูส้ กึ ทีอ่ ยากจะบรรยาย เราโชคดีที่อยู่ติดวัด แล้วเราได้ใช้อะไรจากตรงนั้นบ้าง ส่วนใหญ่ เทคนิคการเขียนให้เห็นภาพชัดเจน จะคิดบวกอยู่ทุกเรื่องค่ะ เพราะจะทำให้เราเกิดความสบายใจ ใส่คำบรรยายให้เกิดภาพพจน์ ให้เกิดความเป็นจริง สมจริง ใส่ความรูส้ กึ ลงไป หรือสาทก (ยกตัวอย่าง) ขึน้ มาให้ ภาคเหนือล่าง l เพราะหัวใจอยู่ ใกล้วด ั

ภาคอีสานตอนบน l การปลูกฝังคุณธรรมของ คนอ่านเห็นภาพตาม เหมือนอยูใ่ นเหตุการณ์ และการใช้ภาษา ไต้หวัน หรือคำทีอ่ า่ นแล้วต้องรูเ้ รือ่ งทันที

ครูสุรเดช พันธุ์วิเศษ มีเทคนิคในการจดจำเรือ่ งราวอย่างไรบ้าง งานเขียนถึงได้ละเอียด และเป็นขั้นตอน จดบันทึกครับ แต่จดตามความเข้าใจของตนเอง เพื่อกัน ลืม สั้นๆ ครับ ก่อนการเขียนบทความได้มีการเตรียมตัวมาก่อนหรือไม่ มีครับ เพราะผมก็ร้อยเรียง ระมัดระวังเรื่องภาษา แล้วก็ พยายามเชื่อมให้เห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผลกัน โดยเน้นเรื่อง ครู เรื่องโรงเรียน เรื่องการบริหารโรงเรียน เรื่องนักเรียนตาม แนววิชาชีพที่ตนถนัด ๗๘

การเขียนอย่างไรให้ชวนติดตาม การสรุปแนวคิดทัง้ หมดของเรือ่ ง จากทีท่ งิ้ ปัญหาไว้ใน ตอนต้น แล้วมาคลายปมในตอนสุดท้าย เป็นหัวใจของเรื่อง เพือ่ ให้ผอู้ า่ นยังอยากอ่าน อยากติดตามต่อ ภาคประตูอสี าน l เจดียท์ ราย

ครูบัวก้าน เลาสูงเนิน ความเป็นมาของงานเขียนชิ้นนี้ สมัยเป็นเด็ก จะอยู่กับกิจกรรมตรงนี้มาตลอด จะได้ สร้างเจดีย์ทรายเป็นประจำ ทำทุกปี ก็คือเราก็สนุก แล้วก็


ประทับใจ การขนทรายแต่กอ่ นก็ลำบากนะ ก็เลยมีความประทับใจ คิดถึงตรงนี้ขึ้นมาค่ะ ทำไมถึงเลือกสื่อสารกับผู้อ่านโดยการเล่าเรื่องผ่านตัวละคร ถ้าเด็กเขาอ่าน แล้วถ้าแม่คุยกับลูก เด็กเขาจะรู้สึกว่ามัน ใกล้ตัวเขาด้วย ก็เลยนำการคุยกันระหว่างแม่กับลูกตรงนี้ใส่ เข้าไป มันจะซึ้งกว่ากันนะคะ ก่อนเขียนมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ก่อนเขียนก็จะทบทวนในเรือ่ งของวัน เวลา ตรงกับวันอะไร เพื่อไม่ให้ผิดพลาดในเรื่องของข้อมูล ก็เลยมีการศึกษาเท้าความ นิดหน่อย ส่วนเรื่องของกิจกรรม เราจะรู้ เพราะว่าเราทำด้วยตัว เอง สมัยนี้เด็กเขาไม่ค่อยมีกิจกรรมตรงนี้ก็เลยคิดว่า เรื่องอดีต บางเรื่อง กลัวมันจะหายไป ก็เลยเอามาเล่าให้เด็กฟัง เพราะว่า ปัจจุบันนี้ที่บ้านเองก็ไม่มีทรายให้ขนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ภาคกลาง-ตะวันออก l วิถีพุทธ รู้ ตื่น และเบิกบาน

พระครูปลัดสุวัฒนพรมคุณ พระครูเขียนเรื่องพระธรรมให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร เวลาจะเขียนก็ตั้งเป้าหมาย ต้องการให้ผู้อ่านทราบถึง เป้าหมายอะไร ก็เขียนตามที่ตั้งเป้าไว้ อธิบายโน้มน้าวให้ผู้อ่าน ได้รับประโยชน์ ให้แง่คิด มีมุมมองหลากหลาย ทำอย่างไรให้ผู้ อ่านนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เรื่องที่ยกตัวอย่างก็มาจากคัมภีร์ พระไตรปิฎก เป็นชาดกเรื่องเล่า ประกอบกับได้อ่านหนังสือของ พระพรหมคุณาภรณ์ อ่านหนังสือท่าน ก็ทำให้เห็นแนวทางการ เขียนของท่านและนำมาประยุกต์ใช้

เป็นคนตาเศร้า ชอบเก็บตัว ไม่สงุ สิงกับใคร เข้ากับคนอืน่ ไม่คอ่ ย ได้ อารมณ์ร้อน แต่พอได้เป็นประธานนักเรียน เขาก็เปลีย่ นไป แข็งแกร่ง หนักแน่น อยากให้ดเู ขาเป็นตัวอย่าง พ่อ-แม่ ก็เป็น ที่พึ่งไม่ได้ แต่เขาก็ประคับประคองชีวิตให้ดีได้ ส่วนตัวสอนอยู่ประจำ (วิชาภาษาอังกฤษ) ประสิทธิ์จะ ชอบง่วง และขออนุญาตออกไปล้างหน้าล้างตาบ่อยๆ พอสังเกต เห็นก็เลยสงสัย ได้สอบถามพูดคุย เขาก็เล่าว่า เขาต้องไปทำงาน หนักหลังเลิกเรียน กว่าจะเลิกงานก็ดึก ทุกวัน เคยตามเขาไป

ดูเขาทำงานที่นาเกลือ เห็นอยู่ประจำตรงข้างทางบ้านแหลม จากโรงเรียนติดถนนพระราม ๒ ที่นี่ส่วนใหญ่ก็ทำนาเกลือ โกย เกลือ เป็นกองใหญ่ๆ บ้างก็ทำประมง จับปลา ปีนี้ได้เป็นครูประจำชั้นของเขา ทุกคน รวมทั้งเพื่อนๆ ก็ เลยพยายามช่วยกัน เขาก็ได้เกรดดีขึ้น อยากฝากไว้ว่า คนเป็น ครูนอกจากอยากให้ศิษย์มีความรู้ก็อยากให้เขามีความสุข เจริญ เติบโตไปอย่างสดใสอย่างไม่ต้องลำบาก อยากให้รัฐบาลได้มา สนับสนุนดูแลช่วยเหลือตรงนี้ ภาคใต้ตอนล่าง l เกรียติภูมิ หรือสมรภูมิ

ครูอัญญานี รองสวัสดิ์ ความประทับใจในงานเขียนชิ้นนี้ เป็นประสบการณ์ตรงค่ะ ประทับใจพี่เอียดมากเลยค่ะ เพราะว่าแกเป็นคนอัธยาศัยดี และชอบช่วยเหลือเพือ่ น ตัวแกเอง แกไม่ห่วงแต่ห่วงคนอื่น ลูกศิษย์แถวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กมุสลิม หรือแขก แกสอนมาตั้งแต่รุ่นตายาย เพราะว่าเด็กอิสลามเขาจะ มีลกู ตัง้ แต่อายุยงั น้อยค่ะ ก็เป็นทัง้ พี่ เป็นทัง้ ญาติ เป็นทัง้ ครูแล้วก็ มีแรงบันดาลใจว่าท่าน สน. ที่เขต ๒ แกบอกว่าให้ทำส่งภายใน ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน l ประสิทธิ์ คงศิลป์ วันที่ ๑๙ ค่ะ และวันที่ ๑๙ สิงหาคม ตรงกับวันที่แกเสียชีวิต ลูกผู้ชายหัวใจไม่แพ้ พอดี ครูอำไพ สังข์สุข ช่วยแนะนำวิธีการเขียนเรื่องราวให้ดี อันดับแรกเราต้องมีข้อมูล และหาภาพที่เข้ากับเรื่อง มีเคล็ดลับอย่างไร ให้งานเขียนมีความละเอียดในการบรรยาย ภาพหามาเอง และภาพจริงก็ยังมีอยู่ อีกส่วนก็เอามาจากงานที่ เรื่องราวประวัติชีวิตคน ระลึกในงานศพของแกค่ะ แล้วครูก็หาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เขียนตามสภาพความเป็นจริง เป็นสภาพความเป็นจริง ด้วยค่ะ ว่าคนที่ตายไปแล้วนั้นกี่คนแล้ว ของเด็กทีเ่ ราต้องเจอ ต้องเห็นเขาตลอดเวลา ทีโ่ รงเรียนเด็กส่วนใหญ่ มีฐานะยากจน แต่ประสิทธิ์เขาลำบาก ครอบครัวมีปัญหามาก อารมณ์รุนแรง น้องค่อนข้างเกเร ไปเรียนไหนก็โดนไล่ออก ส่วน พ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว น้องจึงต้องแก้ปัญหาคนเดียวตลอด เขา ๗๙


รายชื่อโรงเรียนในวารสารวิถีพุทธฉบับที่ ๖

บทความดีเด่น

ภาคเหนือตอนบน โรงเรียนราชานุเคราะห์ พะเยา เขต ๒ ภาคเหนือตอนล่าง โรงเรียนทุง่ น้อยพัฒนา กำแพงเพชร เขต ๒ ภาคอีสานตอนบน สพป.ขอนแก่น เขต 2 ภาคอีสานตอนล่าง โรงเรียนบ้านเตย อุบลราชธานี เขต ๕ ภาคประตูอีสาน โรงเรียนบ้านขามทะเลสอ นครราชสีมา เขต ๕ ภาคกลาง-ตะวันออก วัดญาณเวศกวัน (หลังพุทธมณฑล) นครปฐม ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน โรงเรียนวชิรธรรมโศภิต เพชรบุรี เขต ๑ ภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนบ้านตอหลัง นราธิวาส เขต ๒

ภาคเหนือตอนบน

สพป.เชียงราย เขต ๔ โรงเรียนบ้านห้วยไซ ลำพูน เขต ๑ โรงเรียนบ้านถ้ำผาลาด พะเยา เขต ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านหนองเลา พะเยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านทุ่งโห้ง เชียงราย เขต ๔ โรงเรียนราชานุเคราะห์ พะเยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาตุม้ (คุรรุ าษฎร์วทิ ยานุสรณ์) แพร่ เขต ๒ โรงเรียนบ้านแปะ เชียงใหม่ เขต ๖ โรงเรียนบ้านห้วยสิงห์ แม่ฮ่องสอน เขต ๒ โรงเรียนบ้านแม่จ้อง เชียงใหม่ เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลแม่สะเรียง (บ้านโป่ง) แม่ฮ่องสอน เขต ๒ โรงเรียนบ้านป่าตาล ลำปาง เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนแก้ว พะเยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองบัวตำบลงิม พะเยา เขต ๒

ภาคเหนือตอนล่าง

โรงเรียนวัดท่าข่อย พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนบ้านวังอ้อ พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองขาว พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองร่ม ตาก เขต ๑ โรงเรียนวัดคูยาง กำแพงเพชร เขต ๑ โรงเรียนบ้านไดลึก พิจิตร เขต ๒ โรงเรียนวัดห้วยเรียงใต้ พิจิตร เขต ๒ โรงเรียนบ้านวังทับยา พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนชุมชนวัดคลองคะเชนทร์ พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนบ้านน้ำด้วน ตาก เขต ๑ โรงเรียนชุมชนบ้านกำแพงดิน พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนชุมชนที่ ๑๑ วัดสุวรรณประดิษฐ์ พิษณุโลก เขต ๑

โรงเรียนบ้านแก่งซอง พิษณุโลก เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองร่ม ตาก ๑ โรงเรียนบ้านเขาพริกอนุสรณ์ กำแพงเชร เขต ๒

โรงเรียนอุดมศีลวิทยา พระนครศรีอยุธยา เขต ๓ โรงเรียนบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เขต ๓ โรงเรียนบ้านยางเอน ระยอง เขต ๒ ภาคอีสานตอนบน โรงรียนวัดพืชนิมิตร ปทุมธานี เขต ๑ โรงเรียนบ้านน้อยกลางคำแคนเหนือ ขอนแก่น เขต ๒ โรงเรียนปากคลองบางขนาก ฉะเชิงเทรา เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองเอีย่ นดง (ราษฎร์สงเคราะห์) มุกดาหาร สถาบันอาศรมศิลป์ กรุงเทพมหานคร โรงเรียนบ้านโพนสว่างวังเย็น เลย เขต ๑ โรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพมหานคร โรงเรียนบ้านแดงใหญ่ ขอนแก่น เขต ๑ โรงเรียนเสนา (เสนาประสิทธิ)์ พระนครศรีอยุธยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนมะจ่าง นครพนม เขต ๒ โรงเรียนการทำมาหากินวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก ขอนแก่น เขต ๑ ฉะเชิงเทรา เขต ๑ โรงเรียนบ้านเหล่าพัฒนา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี สพป. ขอนแก่น เขต ๒ โรงเรียนวัดปากกราน พระนครศรีอยุธยา เขต ๑ โรงเรียนนาหนองทุ่มวิทยาคม ขอนแก่น เขต ๕ โรงเรียนหงสประภาสประสิทธิ์ พระนครศรีอยุธยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาโคก เลย เขต ๑ โรงเรียนศรีบุณยานนท์ นนทบุรี โรงเรียนพลังราษฎร์พิทยาสรรพ์ มุกดาหาร โรงเรียนวัดเปรมประชากร ปทุมธานี เขต ๑ โรงเรียนบ้านเหล่าพัฒนา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนกลาง นครพนม เขต ๒ ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน กลุ่มโรงเรียนเทศบาลนครและสพท. ขอนแก่น เขต ๑ สพป. สุพรรณบุรี เขต ๓ โรงเรียนบางจานวิทยา เพชรบุรี เขต ๑ ภาคอีสานตอนล่าง โรงเรียนบัวปากท่าวิทยา นครปฐม เขต ๒ โรงเรียนบ้านหัวนา ร้อยเอ็ด เขต ๒ โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย เพชรบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านคล้อมิตรภาพ ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านสามแพรก เพชรบุรี เขต ๑ สพป. ยโสธร เขต ๒ โรงเรียนคงคาราม เพชรบุรี เขต ๑ โรงเรียนเอือดใหญ่พิทยา อุบลราชธานี เขต ๓ โรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม กาญจนบุรี โรงเรียนบ้านทับน้อย สุรินทร์ เขต ๒ เขต ๑ โรงเรียนกระเทียมวิทยา สุรินทร์ เขต ๓ โรงเรียนเขาย้อยวิทยา เพชรบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านนาเรือง อุบลราชธานี เขต ๔ โรงเรียนวัดวิมลมรรคาราม ราชบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านนาแมด อุบลราชธานี เขต ๒ โรงเรียนบ้านพุม่วงราษฎรบำรุง ราชบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านคุ้ม ยโสธร เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ โรงเรียนบ้านโนนเลียง อุบลราชธานี เขต ๕ สุพรรณบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาถ่ม ยโสธร เขต ๑ โรงเรียนบ้านไผ่ตาโม้ สุพรรณบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านบอนวิทยา ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านทรายทอง ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๑ เพิ่มเติมจากภูมิภาคอื่น โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ สมุทรสงคราม โรงเรียนบ้านดอนกลาง นครพนม เขต ๒ โรงเรียนวัดตะคร้ำเอน กาญจนบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนศาลา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองใหญ่พัฒนา นครราชสีมา เขต ๓ ภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนบ้านชงโค ระยอง เขต ๒ โรงเรียนบ้านกะทิง สงขลา เขต ๓ โรงเรียนปากคลองบางขนาก ฉะเชิงเทรา เขต ๑ โรงเรียนทองอยู่นุตกุล สงขลา เขต ๓ โรงเรียนแม่ลานวิทยา ปัตตานี เขต ๒ ภาคประตูอีสาน โรงเรียนเมืองพังงา พังงา โรงเรียนบ้านท่าขี้เหล็ก นครราชสีมา เขต ๕ โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก นราธิวาส เขต ๒ โรงเรียนบ้านซับเจริญสุข ชัยภูมิ เขต ๓ โรงเรียนบ้านปลายรา นครศรีธรรมราช เขต ๒ สพป. นครราชสีมา เขต ๗ โรงเรียนต้นบากราษฎร์บำรุง ตรัง เขต ๑ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดสระบุรี (พิบลู สงเคราะห์ ๒) โรงเรียนไทยรัฐวิทยา สงขลา เขต ๓ สระบุรี เขต ๑ โรงเรียนวัดโงกน้ำ พัทลุง เขต ๑ โรงเรียนบ้านโคกสว่าง บุรีรัมย์ เขต ๓ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ปัตตานี เขต ๒ โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา ปราจีนบุรี เขต ๒ โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี โรงเรียนบ้านหนองใหญ่พัฒนา นครราชสีมา เขต ๓ โรงเรียนวัดประดูห่ อม (สุขประชาสรรค์) พัทลุง เขต ๑ โรงเรียนดอนน้ำใสวิทยา นครราชสีมา เขต ๕

๘๐

ภาคกลาง-ตะวันออก



เล่ม ๖ - ๑ ภาคกลาง-ตะวันออก ปี ๕๕ มกราคม