Issuu on Google+


วารสารการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการตื่นรูและเบิกบาน สวัสดีปีใหม่ เป็นอะไรดีๆ อีกครั้งที่เราได้มาทักทายกันอีก ในปี ๒๕๕๕ นี้ ท่ า มกลางอากาศหนาวที่ เ ปลี่ ย นแปลงไปมา

บางพืน้ ทีม่ คี วามสุข บางพืน้ ทีก่ ก็ ำลังลำบากกับภัยหนาว ตัง้ แต่ปที แี่ ล้ว ที่ธรรมชาติสอนให้เราเรียนรู้ถึงความไม่แน่นอน สอนให้เรารู้จักการ ปรับตัว ทุกคนรู้ดีว่าการปรับตัวสำคัญแค่ไหน แต่คงไม่ลืมว่าการ ปรับตัวโดยคิดถึงแค่ตวั เองนัน้ ไม่มปี ระโยชน์ เหมือนเมือ่ ครัง้ ทีน่ ำ้ ท่วม จะเห็นว่าแม้บ้านตัวเองไม่ท่วมแต่ความเดือนร้อนก็ต้องกระทบมา

ถึงเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความปกติสุขจะเกิดได้อย่างไร เมื่อสิ่ง รอบข้างไม่ได้ปกติสุข ทุกคนอยากมีความสุข แต่มักลืมนึกถึงความ จริงนี้ เมือ่ ผมได้ยอ้ นมองตัวเองก็เห็นว่าแต่ละวันทีท่ ำงาน มีบอ่ ยครัง้ ที่ พยายามทำตัวปกติทั้งที่คนรอบข้างกำลังวุ่นวาย ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไป ไม่ได้ ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แก้ไข ถ้าอยากอยู่อย่างปกติสุข และเมื่อ มองกลับไปที่เหตุการณ์น้ำท่วม ก็ชัดเจนว่าธรรมชาติกำลังเดือดร้อน แล้วเราจะอยู่สบายได้อย่างไร หลายคนมักเผลอคิดว่าไม่เห็นจะเกี่ยว กันในเมื่อคนที่เดือดร้อนก็ไม่ได้อยู่ตรงหน้าฉันซะหน่อย ฉันยังมี

ความสุขอยู่ได้ นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะเขาลืมความ จริงข้อนี้ ไม่มีทางที่คุณจะมีความสุข ถ้ารอบตัวคุณมีแต่ความทุกข์ เหมือนไปก่อทรายอยู่กลางน้ำ สักวันคลื่นก็ต้องพังมันลง เช่นกัน วัน นี้สังคมไทยหรือแม้แต่โลกกำลังวุ่นวายอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่ ร้ายกาจ ซึ่งเราทุกคนมีส่วนร่วม แล้วจะรอหรือหลับหูหลับตาไปได้ นานแค่ไหน ถ้าเราอยากอยูอ่ ย่างมีความสุข อยากอยูใ่ นสิง่ แวดล้อมทีด่ ี เราก็ควรทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทำให้สิ่งรอบตัวเราปกติสุข แล้วเราก็ จะได้อยู่ท่ามกลางความสุข ปีใหม่นี้ วารสารวิถีพุทธยังคงมีบทความดีๆ มากมายใน เล่มจะช่วยสร้างแรงใจ ความคิดดีๆ ที่จะช่วยให้เราลุกขึ้นมาหาวิธี ทำให้ ผู้อื่นมีความสุข สมชื่อ “รู้ ตื่น และเบิกบาน” ขอขอบคุณ กองบรรณาธิการสถาบันอาศรมศิลป์

ประจำเดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

สารบัญ

ภาคประตูอีสาน

บทความพิเศษ

ผ่านไปอีก ๑ ปี เพราะร้ายจึงกลายเป็นดี

๒ ๔

บทความดีเด่น

ชีวิตคือการค้นหา เพราะหัวใจ...อยู่ใกล้วัด การปลูกฝังคุณธรรมของประเทศไต้หวัน ชีวิตนี้คงไม่มีใครอยากเป็น เจดีย์ทราย วิถีพุทธ : รู้ ตื่น และเบิกบาน ประสิทธิ์ คงศิลป์... ลูกผู้ชายหัวใจไม่แพ้ เกียรติภูมิ หรือ สมรภูมิ… คนสร้างคน

๖ ๙ ๑๒ ๑๗ ๒๑ ๒๔ ๒๖ ๒๙

บทความภาคประตูอีสาน

ฮวาเหลียนถึง เสถียรธรรมสถาน ๓๒ “ใครลิขิต...” ๓๔ แนวทางการปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานสำหรับโรงเรียนวิถีพุทธ ๓๘ คนต้นแบบ ๔๒ เรื่องของประธานเกม...กับเด็กๆ วัดป่า ๔๕ ครูผู้เสียสละ ๔๙ สูตรเพื่อนแท้หน้าใสแค่ลมหายใจก็ได้บุญ ๕๑ ๑๖ ปีแห่งความหลัง ๕๔ การฝึกสมาธิเบื้องต้นและผลที่ได้รับจากการฝึกสมาธิ ๕๗ คุณธรรมนำความรู้สู่ความสำเร็จ ๖๐ เบญจศีลข้อที่ ๕ การไม่ดื่มสุราและเสพสิ่งเสพติดให้โทษ ๖๕ ความฉลาดและปัญญา ๖๘ เบญจธรรมข้อที่ ๕ ความมีสติสัมปชัญญะ ๗๐ คุณค่าของตน ๗๓ ยายของฉัน ๗๖ บทความพิเศษ : วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง ๗๗ “โลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ทีป่ รึกษา ดร.บรรเจอดพร สูแ่ สนสุข ทีป่ รึกษาบรรณาธิการ รศ.ประภาภัทร นิยม กองบรรณาธิการ ณภัทร ชัยชนะศิริ เข็มเพชร ระหว่างงาน สุวรรณา ม่วงสวย โชติกา นิตยนันภ์ ศุภสร จันทร์ศรีสุริยะวงษ์ พีรภรณ์ รุ่งทวีลาภ ผู้สนับสนุน สำนักงานคระกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอขอบคุณ หนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การศึกษาเพี่อ ศตวรรษที่ ๒๑ สำนักพิมพ์ openworlds, หนังสือ เต๋า : มรรควิถีที่ไร้เส้นทาง สำนักพิมพ์ ใยไหม จำกัด จัดทำโดย สถาบันอาศรมศิลป์


ผ่านไปอีก ๑ ปี ดร.บรรเจอดพร สูแ่ สนสุข รองผู้อำนวยการสำนัก พัฒนานวัตกรรมการจัด การศึกษา

ใครๆ ก็ชอบพูดว่าเวลาเดินทางรวดเร็ว เหลือเกิน การทำงานเพื่อสร้างคนดี สร้างคนให้ รู้คิด รู้ทันกิเลสของตน รู้ตัว พร้อมที่จะแก้ไข พร้อมปรับเปลี่ยนสู่การคิดชอบ เห็นชอบ นำไปสู่ การพูดชอบ กระทำชอบ เป็นเรื่องที่ท้าทายกับ เหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตครู นักเรียนในโรงเรียน วิถีพุทธหรือทุกโรงเรียน ทุกคน ทุกวันจะเจอะเจอ แบบฝึกที่จะผ่านไปได้อย่างดีหรือไม่ ทุกวันหาก คุณครูโรงเรียนวิถีพุทธเห็นพ้องกันและได้พยายาม เพาะบ่ ม นั ก เรี ย นผ่ า นประสบการณ์ ป ระจำวั น

ชี้ทางบรรเทาทุกข์ทั้งทุกข์เล็กๆ ทุกข์ใหญ่ๆ ของ นักเรียน เรียนรู้หลักธรรมในพระพุทธศาสนานำ มาสู่การใช้ชีวิตประจำวัน เวลาที่ผ่านมา ๙ ปี

(พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๕๔) ของโรงเรียนวิถีพุทธ คง สร้างคนเต็มคนได้อย่างดีทีเดียว จากการพูดคุย หรือไปเยี่ยมโรงเรียนก็ มักพบบ่อยๆ ว่าโรงเรียนให้ความสำคัญกับการ สวดมนต์ ทำสมาธิ และพิธีกรรมในท้องถิ่นเพียง อย่างเดียว ซึ่งเป็นแค่เพียงเสี้ยวเดียวของพระพุทธ ศาสนาเท่านั้น ขอย้ำว่าหากสวดมนต์ ทำสมาธิ และพิธีกรรมเป็นเพียงเสี้ยวเดียว อย่าตีความว่า “ไม่ควรทำ” แต่ควรทำต่อไปและทำเพิ่มในด้าน อื่นๆ ในส่วนตัวเห็นว่าการมีชั่วโมง Homeroom เป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่ต้องมีอย่างยิ่ง เพราะ เป็นช่วงเวลาที่เมื่อเกิดขึ้นทุกวัน เป็นโอกาสที่ครู จะสอดแทรกการดำเนินชีวิตได้อย่างดี ครูควร เลือกประเด็นมาคุยกับนักเรียน ชี้แนะการเผชิญ กับปัญหาต่างๆ ของชีวติ ด้วยเทคนิควิธขี องศาสตร์ การสอนอันเป็นวิชาชีพที่ครูเรียนมา ครูเลือกหยิบเรือ่ งราวมาเล่าทีเ่ หมาะกับวัย และความสนใจในเวลานัน้ เช่นสอนนักเรียนประถม ศึกษา อาจหยิบเรื่องเพื่อนคุยกันเสียงดัง หนูไม่ ชอบ ถ้าสอนมัธยมศึกษา อาจเลือกคุยเรื่องเมื่อ

เสก...ทะเลาะกับภรรยาผ่านโลกออนไลน์ เป็นต้น ครูควรเลือกตั้งคำถามให้ได้คิดต่อ สอดแทรกวิธี คิดบวก เลือกใช้คำชี้แนะ ที่มีภาษาบาลีประกอบ แต่ไม่หนัก เน้นการอธิบายความมากกว่า นักเรียน จะสร้างมุมมองใหม่ในชีวิตจากการได้คุยกันใน ชัว่ โมง Homeroom ให้นกั เรียนได้พยายามจับความ รู้สึกของตนเองออกมา โดยเฉพาะความรู้สึกต่อ การกระทำดี ที่ เ ป็ น ปี ติ แม้ เ รื่ อ งเล็ ก น้ อ ยเพื่ อ แลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้สึกดีนั้นสู่เพื่อนๆ ใน ห้อง เขาว่ากันว่า ถ้ามีทุกข์ เมื่อได้เล่าออกไป ความทุกข์จะหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ถ้ามีความสุข เมื่อได้เล่าออกไป ความสุขจะเพิ่มกว่าสองเท่า อีกวาระหนึ่งที่นับเป็นโอกาสสำคัญของ การสอนคุณธรรม โดยเฉพาะ โลกธรรม ๘ คือ วาระการประกวดแข่งขัน ทั้งด้านวิชาการ ดนตรี กีฬา สารพัดอย่างทั้งที่จัดโดย สพฐ. เขตพื้นที่ โรงเรียน หรือองค์กรภายนอก เพราะการมีแพ้ ชนะได้ ดีใจ เสียใจเกิดชัดเจน เราควรชี้แนะนักเรียนให้ คิดเห็นอย่างไรต่อผลการประกวดนัน้ ไม่ใช่ประชด ประชัน ไม่ใช่ยอมพ่ายแพ้แบบไร้ทางเยียวยา ไม่ใช่ หลงระเริงเห่อเหิมกับชัยชนะ เราคงเคยได้ยิน และได้เห็นมากับตาเรือ่ งการแข่งขันทีค่ รูหาหนทาง แบบใดก็ได้เพื่อให้นักเรียนชนะการประกวด แล้ว ถ้าเราเป็นฝ่ายแพ้ทผ่ี ชู้ นะไม่ซอ่ื นัน้ เราจะทำอย่างไร นักเรียนของเราจะยังรู้สึกดีกับการประกวด พร้อม ทั้งปรับปรุงตนเองเพื่อกา���ประกวดรอบต่อไปได้ อย่างไร ส่วนครูที่เคยทำแบบนัน้ มา ทำทุกวิธใี ห้ นักเรียนของเราชนะ ไม่สนใจกฎ กติกา ถึงเวลาแล้ว

ที่จะย้อนสู่ความรู้สึก ความสำนึกรับผิดชอบต่อ นักเรียน ว่าเรากำลังเพาะบ่มนิสัยแบบใดให้เขา แล้วเรายังภูมิใจให้คนเรียกว่า “ครู” อีกหรือ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวฺโส พระอาจารย์ โครงงานคุณธรรม เยาวชนไทยทำดี ถวายในหลวง


ได้ให้ข้อคิดเรื่องการประกวด การแข่งขันไว้ว่า “โครงงานคุณธรรม เป็นกระบวนการ เรียนรูค้ ณุ ธรรมอย่างเป็นระบบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการคิดจริง ทำจริง เรียนรู้จริงของเยาวชน ด้วยตัวเยาวชนเอง อันนี้เป็นข้อดีและเป็นหัวใจ สำคั ญ ของโครงงานคุ ณ ธรรม แต่ มั น ก็ มี “จุ ด ไคลแมกซ์” ตรงที่การเรียนรู้กิเลสของคนทำโครง งานคุณธรรม กิเลสของคนทำโครงงานก็อยู่ตรง เรื่องการวางใจต่อการประกวดนี่แหละนะ ว่าจะ ทำให้เราถอดใจกับการทำความดี หลงประเด็น ระหว่างความดีทที่ ำกับการประเมินโครงงานหรือไม่

จะติดกับดักกิเลสจากการแข่งขันแค่ไหน มันจึง ไม่ง่าย และที่เราควบคุมไม่ได้คือ ไม่รู้ว่าเราจะ ต้องเจอกรรมการแบบไหน เจอแบบโหด เจอแบบ วิชาการสุดๆ เจอแบบเออออ เจอแบบเอาใจ เจอ แบบให้กำลังใจ...ฯลฯ แต่ทั้งหมดนั้น มันช่วย

เติมเต็มให้กับการทำความดีของเรา เพราะมันจะ เป็นกระจกสะท้อนในวิธีการคิดวิธีการทำความดี ของเรา ถ้าเราเรียนรู้ได้แท้จริงไปเรื่อยๆ ถึงจุด หนึ่งเราจะแยกได้ว่า ที่ทำความดี “ทุกความดี ดี เสมอ” ความดีไม่ควรเอามาแข่งขันกัน ความดี ประกวดไม่ได้ แต่โครงงานคุณธรรมประกวดได้ ประเมินได้ เพื่อเป็นการยกระดับการเรียนรู้ไปอีก ขัน้ หนึง่ ไม่ใช่แค่คดิ และลงมือทำ แต่มกี ารประเมิน คุณภาพด้วย เป็นการประเมินทั้งในมุมของตนเอง และคนอื่น ถ้าเราเรียนรู้ธรรมะไปด้วยก็จะเข้าใจ ว่าทำไมพระอาจารย์ถงึ บอกว่า การประกวดโครงงาน คุณธรรมนัน้ ต้องเข้าใจว่า “การประกวดไม่ใช่การ แข่งขัน แต่การประกวดคือการปฏิบตั ธิ รรม” อย่าได้ ถอดใจจากความดี ก็ขอเป็นกำลังใจให้เสมอนะ” อี ก เรื่ อ งที่ ที่ อ ยากเล่ า ให้ ฟั ง คุ ณ ครู ใ น จังหวัดนครราชสีมาได้เล่าความหลังให้ฟงั ว่า ในปี ๒๕๕๓ พานักเรียนมาร่วมค่ายโครงงานคุณธรรม

ถ้ามีทุกข์ เมื่อได้เล่าออกไป ความทุกข์จะหายไป ครึ่ ง หนึ่ ง แต่ ถ้ า มี ค วามสุ ข เมื่ อ ได้ เ ล่ า ออกไป

ความสุขจะเพิ่มกว่าสองเท่า กับ สพฐ. แต่เมือ่ จบค่าย ไม่มใี บประกาศฯ ให้ รูส้ กึ ผิดหวัง เพราะ สมศ. จะมาตรวจ น่าจะมีใบประกาศ ไว้แสดง จึงได้ตอ่ ว่าคนของ สพฐ. ด้วยถ้อยคำรุนแรง กลับไปด้วยความโกรธและคิดไว้เลยว่าปีหน้าจะ เลิกทำโครงงานคุณธรรม และแล้วเวลาผ่านไป วันหนึ่งมีคนรู้จักเสียชีวิตจึงต้องไปรดน้ำศพ ซึ่ง น้อยครั้งนักที่ตนเองจะไปรดน้ำศพ ในระหว่าง รดน้ำศพก็มองไปที่มือของศพ คิดได้ทนั ทีวา่ ไม่ เห็นหยิบใบประกาศฯ อะไรไปได้สกั ใบ จึงมาตั้งใจ ใหม่ ว่ า ต่ อ ไปนี้ จ ะทำงานแบบไม่ อ ยากได้ ใ บ ประกาศฯ อีกแล้ว จะไม่เรียกร้อง เพราะในที่สุด ก็เอาอะไรไปไม่ได้ ครูคนนั้นพยายามหลายวิธีที่ จะกล่าวคำขอโทษคนของ สพฐ. ผ่านไปอีกหลาย เดือนจึงขอโทษสำเร็จ ดิฉันจึงขอเสนอว่า ทำบุญ แบบทีใ่ ห้เด็กทำโครงงานคุณธรรมนัน่ แหละค่ะ ใบ ประกาศฯ เอาไปไม่ได้แต่เอาบุญนี้ติดตัวไปได้ วารสาร รู้ ตืน่ และเบิกบาน คงเป็นแหล่ง เรือ่ งเล่าทีจ่ รรโลงใจทุกท่านได้บา้ ง ผ่านไปอีก ๑ ปี ของการดำเนินชีวิต ลองถามกลับตัวเองด้วยว่า เราได้ใช้เวลาทีผ่ า่ นไปเพือ่ เป็นตัวอย่างทีด่ กี บั เด็กๆ ให้ความคิดดีๆ กับเด็กไปมากเท่าไร สะสมบุญ ให้ได้อิ่มอกอิ่มใจไปมากเท่าใด ชื่นใจกับความ เป็นครูมากแค่ไหน สะสมบุญไว้มากหรือยัง ดิฉัน เชื่อเหลือเกินว่าท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ได้รับ ความสุขใจกันไปแล้ว ขออนุโมทนากับบุญทีค่ ณุ ครู ได้ทำ ด้วยใจจริง ๓


เพราะร้ายจึงกลายเป็นดี ภาพ : Creativecommons.com บทความพิเศษ ศ. ระพี สาคริก ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔

บนทางสายกลาง หากมีรากฐานจิตใจอิสระ ย่อมมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้สองด้าน อีกทั้งรู้ว่า ด้านไหนคือพืน้ ฐานของอีกด้านหนึง่ หากใครปฏิบตั ิ ได้ย่อมเป็นผลดีแก่ตนเองโดยแท้ เมื่อดีแก่ตนเอง ก็ยอ่ มดีแก่สงั คมทีเ่ รามีสว่ นร่วมอย่างเป็นธรรมชาติ บัดนี้ ฉันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงตรัส ไว้แก่ประชาชนชาวไทยเอาไว้ว่า “ขอให้รู้จักเรียง ลำดับความสำคัญของทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้อง” อนึง่ เมือ่ ไม่นานมานีฉ้ นั ได้เขียนบทความ เรื่องหนึ่ง โดยให้ชื่อว่า “โปรดอย่าเห็นแก่ตัวมาก จนเกินไป เพราะสังคมไทยจะไปไม่รอด” อนึ่ง เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ย่อมช่วยให้ เราสามารถมองเห็นคนดีได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังที่พุทธธรรมได้ชี้ไว้ว่า “ถ้าไม่มีเหตุนี้ก็ย่อมไม่มี เหตุนั้น” ประเด็นนี้เริ่มต้นจากการที่ฉันเริ่มค้นหา ข้าวขึ้นน้ำ แท้จริงแล้วพันธุ์ข้าวกลุ่มนี้เราก็มีมา นานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่นัก จึงขาดการ ประชาสัมพันธ์ที่ดี โปรดอย่าดูถูกของเล็ก เพราะของเล็ก เป็นจุดเริม่ ต้นนำเราไปสูม่ มุ กว้าง ครัน้ น้ำมามากขึน้

ทำให้คนท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวนาชาวไร่จำต้อง เดือดร้อนหนัก เราก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของ ชีวิตคนที่ด้อยโอกาส ไม่เช่นนั้นแล้วคนระดับบนก็ คงเอาแต่หลงอยู่กับความสบายด้านเดียว ในกระบวนการจั ด การศึ ก ษาก็ เ ช่ น กั น ช่วงหลังๆ เรามักบ่นกันว่า ครูอาจารย์รวมทัง้ นิสติ นักศึกษาหลายแห่ง เมือ่ มีปญั หาสังคมก็มกั ไม่ออก มาแสดงตัวเพื่อช่วยเหลือกันเช่นแต่ก่อน ในเรื่องนี้ ฉั น ขอชมเชยบรรดาครู อ าจารย์ แ ละนั ก ศึ ก ษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เปิดพื้นที่ให้คนต่าง จังหวัดซึง่ ส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ได้เข้ามาพักพิง อาศัยร่มไม้ชายคา รวมทั้งตัวเองมองเห็นโอกาส ในการเรียนรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ฉันนึกถึงในช่วงสงครามโลกครัง้ ที่ ๒ ทีม่ ี เครื่องบินข้าศึกบินมาทิ้งระเบิดในกรุงเทพฯ เวลา กลางคืน ระหว่างฉันเป็นผูบ้ ริหาร เราได้เปิดโอกาส ให้ประชาชนไปกางเต็นท์นอนหลบภัยสงคราม จากลูกระเบิดกันอย่างกว้างขวาง และมีครูอาจารย์ รวมทัง้ นิสติ ช่วยกันดูแลให้ความสะดวกอย่างใกล้ชดิ โดยทีถ่ อื ว่านีค่ อื หน้าทีข่ องมหาวิทยาลัยทีจ่ ะมีโอกาส ตอบแทนบุญคุณแก่ประชาชนผู้เสียภาษี


สำหรั บ สื่ อ มวลชนนั้ น ความจริ ง ฉั น มี ความสัมพันธ์กบั คนกลุม่ นีม้ านานแล้ว โดยทีถ่ อื ว่า พวกเขาคือลูกหลานของฉันทุกคน ฉันขอชมเชย สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ที่อุตส่าห์ปิดรายการ ประจำวัน เพื่อเปลี่ยนมาใช้เป็นบริการรายงานผล จากปัญหาของประชาชนซึ่งกำลังตกทุกข์ได้ยาก อาจมีรายอื่นๆ แม้จะเป็นรายเล็กรายน้อย แต่ฉัน ก็กล่าวย้ำอยู่เสมอว่า “รายเล็กไม่ใช่เรื่องที่จะต้อง ได้รับการดูถูกว่าไม่สำคัญ” นี่แหละ ถ้าไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมเราก็ มองไม่เห็นคนดีที่มีความกระตือรือร้น ซึ่งเรื่องนี้ มันอยู่บนฐานหลักธรรมทั้งนั้น ฉันจึงกล่าวย้ำอยู่ เสมอว่า “ธรรมะสามารถเรียนรู้ได้จากทุกเรื่องใน ชีวิตประจำวันของตัวเราเอง” มีอกี เรือ่ งหนึง่ ซึง่ ฉันขอฝากไว้ให้ทกุ คนคิด เธอจำได้หรือเปล่าว่า ฉันเคยบ่นอยูเ่ สมอว่า แผ่นดิน ถิ่นเกิดข���งไทยที่กำลังตกไปอยู่ในมือคนต่างชาติ นั้นมันมีมากยิ่งขึ้นทุกที แต่คนไทยเองก็ใช้ชีวิตอยู่ อย่างประมาท จนไม่สนใจว่ามันจะหมดไปเท่าไหร่ก็ ไม่ทุกข์ร้อน คงมีแต่เอาตัวเลขบนแผ่นกระดาษมา พูดกันแล้วก็ขยำมันทิ้งไป อนึง่ ฉันเคยพูดมานานแล้วว่า สำนักงาน ส่งเสริมการลงทุนนั้นมีขาทั้งสองข้างยืนอยู่กับคน ต่างชาติ ถึงขนาดมีนโยบายที่ว่า “ถ้าสิ่งไหนคน ไทยยังทำไม่ได้ก็จะนำไปมอบให้คนต่างชาติมา ทำ” จนกระทั่งอุตสาหกรรมซึ่งมีนายทุนต่างชาติ เป็นเจ้าของ ได้เข้ามาขยายอิทธิพลเบียดเบียน การเกษตรของไทยเต็มไปหมด เพราะความคิดแบบนี้จึงทำให้แผ่นดิน ไทยซึ่งเราพูดกันอยู่เสมอว่า “เป็นแผ่นดินเพื่อ การเกษตร” แต่เราก็นำเอาอุตสาหกรรมต่างชาติ เข้ามาทับหัว จนกระทั่งการเกษตรของไทยขาด อิสรภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ฉันพูดถึงขนาดว่า ซักวัน หนึง่ เราคงจะเห็นผูบ้ ริหารระดับสูงเป็นชาวต่างชาติ ก็ได้ ครั้งที่ทำรายการศาลาริมสวนฉันได้ไปถ่าย

น้ ำ ท่ ว มครั้ ง นี้ เ ราคงยั ง มี ค วามหวั ง มาบ้ า งว่ า ธรรมชาติมันจะคืนแผ่นดินผืนนี้ ให้แก่คนไทย ได้ ใช้ทำการเกษตรต่อไปในอนาคต ทำถึงออสเตรเลีย และเทปม้วนนั้นมันก็ยังอยู่ใน มือฉันมาตลอด แต่เทปม้วนสำคัญที่สุดมันไม่ได้ อยู่แค่ในมือเท่านั้น หากอยู่ในหัวใจของฉันอย่าง ลึกซึง้ น้ำท่วมครัง้ นีเ้ ราคงยังมีความหวังมาบ้างว่า ธรรมชาติมันจะคืนแผ่นดินผืนนี้ให้แก่คนไทยได้ ใช้ทำการเกษตรต่อไปในอนาคต เพราะกระแสน้ำ ที่พัดมาจากทางเหนือได้ชะล้างเอาปุ๋ยธรรมชาติ บนผิวดินลงมาด้วย ดังนั้นเมื่อน้ำท่วมเราก็ได้ปุ๋ย อินทรีย์ โดยแทบไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยเคมีให้เป็นทาส คนต่างชาติต่อไปอีก ตัวฉันเองเคยพูดไว้แล้วว่า “จะทำงาน จนตายคาแผ่นดิน” แม้นำ้ ท่วมจนฉันทำอะไรไม่ได้ แต่ขอให้แผ่นดินไทยกลับคืนมาสู่มือคนไทยเพื่อ จะได้ใช้ทำมาหากินได้ในอนาคต เท่านั้นก็นับว่า พอเพียงแล้วสำหรับชีวิตนี้ ฉันขอฝากไว้แค่นี้ก่อน แม้มนั จะเป็นเรือ่ งสัน้ แต่จติ วิญญาณมันก็มรี ากฐานที่ ลึกซึ้ง นี่แหละคือหลักธรรมอีกบทหนึ่งที่พึงสังวร เอาไว้ เพื่อกู้ชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเรา สุ ด ท้ า ยที่ ไ ม่ สุ ด ท้ า ยนี้ ฉั น ขอฝากอี ก

สิ่งหนึ่งซึ่งมันควรจะมีอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ถ้า เรายังรูส้ กึ ได้วา่ ตัวเองเป็นมนุษย์ สิง่ นัน้ ก็คอื “โปรด อย่าเป็นคนมีนสิ ยั ลืมง่าย” แม้หวนกลับไปนึกถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ซึ่งฉันมีอายุแค่ ๒๐ ขวบ ตัวเองก็ยัง จำได้ดีว่าในช่วงนั้น “กรุงเทพฯ กลายเป็นทะเล แทบจะสุดลูกหูลูกตา” ดังนั้น ขอให้นึกถึงคำสอน ของคนโบราณที่กล่าวฝากไว้ว่า “เจ็บแล้วต้องจำ” กราบทุกคนมาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง สำหรับการเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างของเธอทั้งหลาย เพื่อหวังให้แผ่นดินผืนนี้มันอยู่ต่อไปได้ในภายภาค หน้าได้สำเร็จ รวมทัง้ ลูกหลานของเราทุกคนทีค่ วร อยู่อย่างภาคภูมิใจ ๕


บทความดีเด่น

ภาคเหนืือตอนบน พะเยา เขต ๒

ชีวิตคือการค้นหา การค้ น หาคื อ การค้ น หาทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า ง ค้ น หาตั ว เองให้ เ จอ ค้นหาต้นตอของปัญหาอุปสรรคให้พบ ค้นหาสิ่งที่เราอยากรู้จัก ให้ ได้ แต่การค้นหานั้นเราต้องมีสติอยู่เสมอ

เรื่อง อภิรดี ลั่นฟ้าคนดี โรงเรียน ราชานุเคราะห์ ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา ๖

ในโลกนี้ ม นุ ษ ย์ ทุ ก คนที่ เ กิ ด มาบนโลก ย่อมมีปัญหาและอุปสรรคมากมายหลายอย่าง จนบางครั้ ง ข้ า พเจ้ า นั่ ง คิ ด เกี่ ย วกั บ ชี วิ ต ของตั ว ข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าก็สามารถสรุปได้ว่า ถึงแม้จะ มีปญั หาและอุปสรรคต่างๆ เกิดขึน้ กับทุกคนไม่วา่ จะเป็นตัวข้าพเจ้าเองหรือคนรอบข้าง ข้าพเจ้าก็คดิ ได้ว่าชีวิตนี้คือการค้นหา ค้นหาอุปสรรค ค้นหา สิ่ ง ที่ อ ยากรู้ แ ละค้ น หาสิ่ ง ต่ า งๆ อย่ า มั ว แต่ ตั้ ง คำ�ถามให้กับชีวิตของตนเองว่าเรามาจากไหน เรามาทำ�อะไรในโลกนี้และปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น กับตัวเราได้อย่างไร แม้แต่คุณธรรมความดียังตั้ง คำ�ถามเลย และบางครั้งตัวข้าพเจ้าก็เคยผิดหวัง เหมือนชีวิตนี้ไม่มีอะไรอื่นอีกเลยนอกจากภาระ หน้าที่ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ จนมาใช้คำ�ว่า “ชีวิตคือการค้นหา” ให้เป็นประโยชน์และทุกคน จะรู้ว่าชีวิตของเราคือการค้นหาอย่างไร จงใช้ชีวิต ให้คมุ้ ค่าสมกับทีไ่ ด้เกิดมาเป็นมนุษย์ และจงค้นหา ให้เจอ ถึงจะมีความสุข ข้ า พเจ้ า เป็ น เด็ ก คนหนึ่ ง ที่ มี ป ั ญ หาและ อุปสรรคมาตั้งแต่เด็กๆ ข้าพเจ้าเคยมีความรู้สึก ผิดหวังและน้อยใจในตนเองมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

เพราะตั ว ข้ า พเจ้ า เองก�ำพร้ า แม่ ผู ้ ใ ห้ ก�ำเนิ ด มาตั้ ง แต่ เ ด็ ก ๆ ในตอนนั้ น ข้ า พเจ้ า อายุ ไ ด้ ประมาณ ๒-๓ ขวบ คุณแม่ก็เสีย หลังจากนั้น คุณพ่อก็ไปท�ำงานต่างจังหวัดด้วย ในตอนนั้น ตัวข้าพเจ้าและน้องจึงอาศัยอยูก่ บั คุณปูแ่ ละคุณย่า แต่ ก ารอยู ่ กั บ คุ ณ ปู ่ แ ละคุ ณ ย่ า สมั ย นั้ น จะไป ไหนมาไหนก็ต้องเดินอย่างเดียว ตัวข้าพเจ้าเอง ก็ ต ้ อ งเดิ น ถึ ง แม้ ไ กลแค่ ไ หนตั ว ข้ า พเจ้ า ก็ ต ้ อ ง พยายามเดินไป ไม่ว่าจะเดินไปท�ำไร่หรือเดินไป ที่ต่างๆ ก็ตาม หลังจากที่คุณพ่อไปท�ำงานได้ ประมาณ ๒ ปี คุณพ่อก็กลับมาบ้านและคุณพ่อ ก็ได้แต่งงานใหม่และได้พามาอยู่บ้าน ตัวข้าพเจ้า จึ ง กลั บ ไปอยู ่ กั บ คุ ณ พ่ อ และแม่ ใ หม่ ตอนนั้ น ข้าพเจ้าอายุได้ประมาณ ๕-๖ ปี และหลังจากนั้น พอเปิดเทอมข้าพเจ้าก็ได้เข้าโรงเรียนในชัน้ อนุบาล ข้าพเจ้าได้ไปโรงเรียนและหลังจากโรงเรียนเลิกแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เริม่ ช่วยคุณพ่อคุณแม่ท�ำงานบ้าน เช่น ช่วยคุณพ่อคุณแม่ล้างจาน ช่วยคุณพ่อคุณแม่ หุงข้าว และช่วยคุณพ่อคุณแม่ตกั น�ำ้ ซึง่ ในตอนนัน้ เราเป็ น เด็ ก เราก็ อ ยากจะไปเล่ น เหมื อ นคนอื่ น เขาบ้าง แต่เนื่องจากข้าพเจ้ามีงานที่บ้านจึงไม่ได้


เล่นเหมือนคนอื่นเขา ถึงแม้จะมีงานเยอะแค่ไหน ข้าพเจ้าก็ไม่เคยบ่นเลย และบางครัง้ ก็ตงั้ ใจท�ำมาก จะท�ำให้ดีที่สุดแต่ก็มีข้อผิดพลาดบ้าง จึงท�ำให้ ข้าพเจ้าโดนคุณพ่อคุณแม่ดุด่าต่อว่าบ้าง ข้าพเจ้า ก็ น ้ อ ยใจและแอบไปร้ อ งไห้ บ ้ า ง ในตอนนั้ น คิดน้อยใจมากได้แต่ตั้งค�ำถามให้แก่ชีวิตมากมาย ว่าท�ำไมเราถึงไม่มีแม่แท้ๆ เหมือนคนอื่นเขา ถ้าข้าพเจ้ามีแม่แท้ๆ ข้าพเจ้าอาจไม่โดนดุดา่ ต่อว่า ขนาดนี้ และค�ำถามอื่นๆ อีกมากมาย พอข้าพเจ้า อายุได้ประมาณ ๙ ปี พี่ของข้าพเจ้าก็เรียนจบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ และในตอนนั้นไม่กล้าที่จะ อยู่บ้านเลยท�ำให้ข้าพเจ้าได้เสียโอกาสที่จะเรียน เป็นเวลา ๒ ปี และหลังจาก ๒ ปีข้าพเจ้าก็โตขึ้น และก็เกิดความคิดอยากจะเรียนหนังสือขึ้นมา ท�ำให้ ข ้ า พเจ้ า ตั ด สิ น ใจมาเรี ย นใหม่ อี ก ครั้ ง เพราะคิดว่ามาเรียนใหม่ยังไม่สายที่จะเรียน การเริ่มต้นมาเรียนใหม่ในโรงเรียนทำ�ให้ ข้ า พเจ้ า ได้ กำ � ลั ง ใจจากคุ ณ ครู ใ นโรงเรี ย นและ ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือมากมายจนมาเจอหนังสือ เล่มหนึ่งคือ ปัดเข่าแล้วลุกขึ้นสู้ ทำ�ให้ข้าพเจ้า ค้นหาตัวของข้าพเจ้าและมีก�ำ ลังใจมากขึน้ คือขจัด อุ ป สรรคและปั ญ หาต่ า งๆ ที่ ทำ� ให้ ตั ว ข้ า พเจ้ า เดินไปข้างหน้าช้าลง ข้าพเจ้ารู้ว่าไม่ใช่ว่าเรา คนเดียวทีม่ ปี ญั หาและอุปสรรคเท่านัน้ แต่เราทุกคน ไม่สามารถแบกปัญหาและอุปสรรคไว้ได้ เราต้องตัด และทิง้ บางเรือ่ งทีเ่ คย���ินไป เช่น เราอาจหาข้อแก้ตวั เมื่อตัวเองทำ�ผิดเสมอหรือบางครั้งเราต้องเปลี่ยน นิสัยบ้าง การตัดปัญหาและอุปสรรคออกไปทำ�ให้ เราเริ่มต้นวันใหม่ได้ง่ายขึ้น ในปัจจุบันนี้ข้าพเจ้า กำ�ลังศึกษาอยูช่ นั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ และทีผ่ า่ นมา ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และเข้าใจ ข้าพเจ้ามาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะว่าตัวข้าพเจ้ามีความพยายาม มีความ อดทนมาตั้งแต่เด็กแล้ว จนมาถึงจุดนี้ข้าพเจ้า

ภูมใิ จมากค่ะ ข้าพเจ้าได้เรียนรูว้ า่ ชีวติ คือการค้นหา การค้นหามีความหมายมากเกินกรอบที่เราวางไว้ การค้นหาคือการค้นหาทุกสิ่งทุกอย่าง ค้นหา ตัวเองให้เจอ ค้นหาต้นตอของปัญหาอุปสรรคให้พบ ค้นหาสิ่งที่เราอยากรู้จักให้ได้ แต่การค้นหานั้นเรา ต้องมีสติอยู่เสมอ จึงทำ�ให้ตัวข้าพเจ้าได้เรียนรู้ ว่าเมื่อไหร่ที่ขาดสติเมื่อนั้นเรื่องง่ายจะกลายเป็น เรื่องยาก เรื่องเล็กก็จะกลายป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้า เราตั้งสติได้เรื่องเล็กก็คือเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ก็จะ กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องยากก็จะไม่ยากอีกต่อไป และถ้าเรามีสติแล้วทุกนาทีที่เราหายใจอยู่ก็คือ การค้นหา บางครั้งก็ค้นพบ บางครั้งก็ค้นไม่พบ บางวันปวดหัวไปกับปัญหาและอุปสรรคบ้าง แต่ก็ มีความสุข บางครั้งกำ�ลังหัวเราะอยู่ แต่ก็ไม่มี เป้าหมายอะไรเลย ชีวติ ของข้าพเจ้าข้าพเจ้าค้นหา เจอแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ทำ�ร้ายหรือทำ�ลายใครอีก โดยเฉพาะตนเอง และสิง่ ต่างๆ นัน้ ทำ�ให้ตวั ข้าพเจ้า ได้รู้ว่าวิธีเดียวที่จะวิ่งไปถึงเส้นชัยได้คือต้องลุกขึ้น ใหม่ทุกครั้งที่ล้ม เหมือนกับว่าเวลาเราทำ�อะไร ผิดพลาดเรามาเริ่มแก้ไขใหม่ ต้องทำ�ให้ดีกว่าเดิม หรือเวลาเราไปไหนแล้วเราไม่ระวังเราเกิดหกล้ม ๗


บทความดีเด่น

ขึน้ มาเราก็ตอ้ งลุกขึน้ และกลับมาเดินต่อไป ถ้าเรา ไม่สู้กับปัญหาต่างๆ ก็เหมือนกับว่าเราล้มแล้ว เราไม่ยอมลุก ชีวติ ของเราถ้าเราไม่กล้าทีจ่ ะเผชิญ กับปัญหา ปัญหาเหล่านั้นก็ไม่จบเลย ดังคำ�สอน ที่ว่า ไม่กล้า ไม่เดินหน้า ข้าพเจ้าต้องกล้าเผชิญ ปัญหาและอุปสรรค ชีวิตของข้าพเจ้าจึงจะเดิน หน้าได้ ดังนัน้ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ทีเ่ กิดขึน้ มา ย่อมมีทางออกเสมอ ไม่วา่ จะเป็นความอดทนหรือ การทำ�งาน ไม่เคยท้อ และเราจงค้นหาสิง่ ทีไ่ ด้จาก ความผิดพลาดทีผ่ า่ นมาเพราะสิง่ ทีผ่ า่ นมาหรือสิง่ ที่ ผิดพลาดเหล่านั้นก็แฝงไปด้วยบทเรียนอันมีค่า เพราะความสำ � เร็ จ เหล่ า นั้ น ย่ อ มซ่ อ นอยู่ ห ลั ง ความล้มเหลวเสมอ ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ทำ �ให้ ข้าพเจ้าภูมิใจมากก็คือการที่ตัวข้าพเจ้าได้รู้ว่า ความสำ�เร็จเหล่านัน้ ย่อมซ่อนอยูห่ ลังความล้มเหลว เสมอ เพราะทุกคนที่ประสบความสำ�เร็จในชีวิต ย่ อ มมี ล้ ม เหลวมากมายแต่ เ ขาก็ ไ ม่ ท้ อ ถอย เขาค้นหาชีวิตของเขา เขาต่อสู้กับชีวิตของเขา เขาจึงจะมีความสำ�เร็จได้ ส่วนคำ�ว่าชีวิตคือการ ค้นหาของข้าพเจ้านั้นก็คือการค้นหาอุปสรรคและ ๘

ปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตและพอเจอแล้วก็ ลงมือแก้ไข ส่วนการค้นหาตนเองคือการค้นหา ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย่ า งที่ ต นเองมี อ ยู่ ใ นตั ว และถึ ง แม้ การค้นหาเหล่านั้นจะเจอหรือไม่เจอ การค้นหา ตั้ ง แต่ ลื ม ตาดู โ ลกก็ มี ค วามโศกเศร้ า ร้ อ งไห้ แต่เราจะค้นหาอย่างไรก็คือถ้าเป็นปัญหาก็ต้อง ค้ น หาต้ น เหตุ ก่ อ นและลงมื อ แก้ ไ ข ถ้ า ค้ น หา ตนเองก็ ค้ น หาด้ ว ยการเดิ น หน้ า ต่ อ ไป ถึ ง แม้ การค้นหานัน้ จะมีลม้ เหลวบ้าง แต่กอ็ ย่าลืมปัดเข่า แล้วลุกขึ้นสู้นะคะและค้นหาอย่างมีสติด้วย ทุก นาที ที่ มี ล มหายใจนั้ น คื อ การหาและสิ่ ง เหล่ า นี้ ก็ทำ�ให้ตัวข้าพเจ้าภูมิใจเป็นอย่างมากค่ะ ข้าพเจ้า ขอฝากทุกคนว่า ชีวิตของทุกคนมีค่ามากกว่าที่ เราคิดไว้ มากกว่าทีเ่ รากำ�หนดไว้ ถ้าเราค้นหาชีวติ ของเราเจอ และอีกอย่างหนึง่ คือ อย่ามัวตัง้ คำ�ถาม ให้กบั ชีวติ จงมาค้นหาชีวติ ของเราจะดีกว่าการมัว มานัง่ ตัง้ คำ�ถามให้กบั ชีวติ เพราะในโลกทุกคนย่อม มีการล้มเหลว ไม่มีใครไม่เคยล้มเหลว ไม่มีใคร ไม่เคยผิดพลาด ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะจัดการกับ ความผิดพลาดและความล้มเหลวของเขาอย่างไร จะอยูก่ บั มันไปตลอดชีวติ หรือจะเรียนรูส้ ง่ิ ทีผ่ ดิ พลาด และลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง สิ่งที่ข้าพเจ้าเฝ้าบอกกับตัวเองทุกวันนั่น ก็ คื อ ...ขั้ น แรก ฉั น ต้ อ งไม่ เ ศร้ า ไปกั บ อุ ป สรรค และปั ญ หาที่ เ กิ ด ขึ้ น และเรี ย นรู้ ไ ว้ เ ป็ น บทเรี ย น ครั้งต่อไป ขั้นต่อไปคือ ฉันต้องลงมือแก้ปัญหา และตัวฉันต้องมีความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ตัวฉันแก้ไขนั้นจะต้องดีขึ้น ดีขึ้น และ ดีขึ้น ดีขึ้นค่ะ


ภาคเหนือตอนล่าง กำ�แพงเพชร เขต ๒

เพราะหัวใจ...อยู่ ใกล้วัด เสียงระฆังดังเป็นสัญญาณบอกให้นักเรียน ทุกคนมารวมตัวกัน ถ้าเป็นวันปกติก็จะหมายถึง การเข้าแถวหน้าเสาธงเพือ่ ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ ไหว้พระ และทำ�กิจกรรมต่างๆ ทีโ่ รงเรียนได้จดั ขึน้ หากแต่วันนี้ต่างจากทุกๆ วัน เพราะเป็นวันพระ และทีส่ �ำ คัญเป็นวันพระแรกทีข่ า้ พเจ้าจะนำ�นักเรียน และคณะครูไปร่วมทำ�บุญวันพระที่วัดหัวทุ่งน้อย ซึ่งเป็นวัดของหมู่บ้านที่โรงเรียนตั้งอยู่ เสี ย งนั ก เรี ย นดั ง พร้ อ มกั บ ความวุ่ น วาย ในการจัดแถว การหาปิน่ โต และของทำ�บุญเริม่ จะ สงบลง เห็นภาพนักเรียนเข้าแถวเรียงเป็นแถวตอนลึก จำ�นวนสองแถว โดยมีเสียงครูคอยบอกและกำ�กับ “เรียบร้อยแล้วค่ะ ผอ.” ครูสุภาพรบอก ข้าพเจ้า รับคำ� “งั้นเราไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะสาย” พร้อม เดินนำ�หน้าขบวนนักเรียนตัวเล็กตัวน้อย ที่เกือบ ทุ ก คนรวมทั้ ง ข้ า พเจ้ า มี มื อ ข้ า งหนึ่ ง ถื อ ปิ่ น โต เดินเข้าสู่วัดหัวทุ่งน้อยซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงเรียน โรงเรียนทุง่ น้อยพัฒนา เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชนบท ในต�ำบลคลองสมบูรณ์ อ�ำเภอคลองขลุง จังหวัดก�ำแพงเพชร นักเรียน ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ขาดแคลนทั้งความรัก ความเอาใจใส่จากครอบครัว เนื่องจากพ่อแม่ เลิกรากัน บ้างก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ที่แก่ชรา บ้างผู้ปกครองต้องหาเช้ากินค�่ำ ท�ำให้ ในวันพระนักเรียนท�ำได้เพียงน�ำข้าวและอาหาร ที่ตนเองพอจะมีหรือหามาได้อย่างดีที่สุดมาเพื่อ ถวายพระ เพราะพวกเขามีความหวังว่าการท�ำบุญ จะท�ำให้ชีวิตในวันข้างหน้าของพวกเขาดีขึ้น พวกเราเดินมาถึงวัดในระยะเวลาไม่ถึง อึดใจ นักเรียนถอดรองเท้าวางเรียงระเกะระกะ จนข้าพเจ้าต้องบอกให้นกั เรียนช่วยกันเรียงรองเท้า

ใหม่ให้เรียบร้อย นักเรียนทุกคนจึงช่วยกันเรียง รองเท้าใหม่จนเรียบร้อยขึ้น และเริ่มทยอยเดิน เข้าไปในศาลาวัด ข้าพเจ้าเห็นผูใ้ หญ่บา้ นพร้อมกับ สมาชิ ก องค์ ก ารบริ ห ารส่ ว นตำ� บลซึ่ ง เป็ น คณะ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนและ ชาวบ้านจำ�นวนหนึ่งนั่งอยู่ในศาลาวัดอยู่ก่อนแล้ว ข้ า พเจ้ า นำ � อาหารจากปิ่ น โตมาเปลี่ ย นถ่ า ยใส่ ภาชนะของวัด ระหว่างนั้นข้าพเจ้านึกถึงวันที่ ร่วมประชุมกับคณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ของโรงเรียนเมือ่ สองอาทิตย์กอ่ นหลังจากทีข่ า้ พเจ้า ได้ เ ข้ า มาดำ � รงตำ � แหน่ ง ผู้ อำ � นวยการโรงเรี ย น ทุ่งน้อยพัฒนาแห่งนี้ หลายคนทีแ่ วะเวียนเข้ามาในโรงเรียนของเรา มั ก จะชมเสมอว่ า โรงเรี ย นข���งเรามี ก ารวางผั ง ตัวอาคารและสนามหญ้าที่ดี มีการจัดภูมิทัศน์ ได้สวยงามมาก อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับวัดง่ายต่อ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้า มักเห็นเสมอคือ บริเวณโรงเรียนมีขยะมาก อาคาร เรี ย นไม่ ค่ อ ยสะอาดเนื่ อ งจากนั ก เรี ย นไม่ ค่ อ ย

เรื่อง รินทร์ด้า นันตา โรงเรียน ทุ่งน้อยพัฒนา ต.คลองสมบูรณ์ อ.คลองขลุง จ.กำ�แพงเพชร


บทความดีเด่น

ช่วยกันทำ�เวร และที่ส�ำ คัญ ถึงแม้โรงเรียนจะอยู่ ติดกับวัดแต่นักเรียนไม่เคยไปทำ�บุญวันพระเลย นอกจากการไปร่วมงานแห่เทียนจำ�นำ�พรรรษา เท่านัน้ ข้าพเจ้าจึงนำ�เรือ่ งการทำ�บุญวันพระ ในชือ่ “กิจกรรม ๑ เดือน ๑ วันพระ” เสนอในที่ประชุม คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจาก อยากเห็นนักเรียนเกิดความคุ้นเคยในการเข้าวัด ประกอบศาสนกิจ บำ � เพ็ญสาธารณประโยชน์ ศึ ก ษาธรรมะ อย่ า งน้ อ ยเดื อ นละ ๑ วั น พระ รวมทั้ ง ยั ง ได้ ทำ � บุ ญ ร่ ว มกั บ ผู้ ป กครองและคน ในชุ ม ชนด้ ว ย เพราะข้ า พเจ้ า เชื่ อ ว่ า นั ก เรี ย น จะสามารถซึมซับความเป็นผูม้ คี ณุ ธรรม จริยธรรม เข้าไปในจิตใจของพวกเขาได้ เพราะทีผ่ า่ นมามีคน หลายคนเสียโอกาสทีจ่ ะนำ�ตนเองเข้าไปสูพ่ ระพุทธ ศาสนาโดยการไม่เริม่ ไปทำ�บุญตัง้ แต่เด็กทำ�ให้เกิด ความเคอะเขินเมือ่ จะไปทำ�บุญ และคงคิดว่า “เอา ไว้แก่ก่อนแล้วค่อยไป” แต่บางคนยังไม่ทันแก่ แต่ก็อาจได้ไปก่อนก็มี นั่นคือ “ไปวัดเมื่อหมดลม หายใจ” เมือ่ ห่างวัด ห่างพระ ห่างพุทธธรรมคำ�สอน ก็ท�ำ ให้คนมีจติ ใจทีห่ า่ งไกลจากความเป็นคน สังคม ในทุกวันนี้จึงมีแต่เรื่องวุ่นวาย น่าหดหู่ใจ ไม่ว่า จะเป็นการลักขโมย การคดโกง การข่มขืน การ ทำ�ร้ายร่างกายกัน หรือแม้กระทั่ ง การฆ่ า ผู้ อื่ น ยิ่งการที่จะรู้จักการให้อภัย การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มี จิตใจทีเ่ มตตา กรุณาต่อกันยิง่ เป็นเรือ่ งยาก เพราะ หากไม่ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจน ค่านิยมที่พึงประสงค์ให้กับเด็กตั้งแต่ตอนที่เขา ยั ง เล็ ก ก็ ค งจะเป็ น เรื่ อ งที่ ย ากเกิ น ไปที่ เ ขาจะ สามารถคิดได้เอง หรือทำ � ได้เองในตอนที่เขา เติบใหญ่ ซึ่งคนก็คงเหมือนไม้ ที่โบราณกล่าวว่า “ไม้ออ่ นดัดง่าย ไม้แก่ดดั ยาก” ข้าพเจ้าจึงอยากให้ พวกเขาคิดว่าการทำ�ความดี และการเป็นคนดี ไม่ใช่การฝืนทำ�เพียงชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นการทำ�ทีเ่ ป็นไปโดยเนือ้ แท้ของจิตใจของเขา ที่เป็นและเป็นไปอย่างยั่งยืนฝังรากลึก ไม่ว่าวัน เวลาจะผันผ่านไปนานซักเท่าไร หรือสภาพสังคม ๑๐

จะเปลี่ยนไปเลวร้ายเช่นไร พวกเขาก็ยังคงเป็น เพชรที่เปล่งประกายแสงแห่งความดีอยู่ได้ “ผอ.คะ ไปตักบาตรกันเถอะค่ะ” เสียงเด็ก หญิงเปรีย้ วเรียก ท�ำให้ขา้ พเจ้าตืน่ จากภวังค์ ข้าพเจ้า จึงลุกขึ้นและตักบาตรพร้อมกับเด็กๆ เสร็จแล้วจึง มานั่งลง เห็นนักเรียนตักบาตรและทยอยมานั่งรอ บ้างก็พูดคุยกันเสียงดัง บ้างก็หยอกล้อเล่นกัน ดู วุ่นวาย เพียงชั่วครู่ ท่านเจ้าอาวาสพร้อมกับพระ ลูกวัดก็นั่งลงและเริ่มพิธีสงฆ์ เด็กชายกล้วยและ เด็กชายแกะสองมัคนายกน้อยท�ำหน้าทีข่ องตนเอง ครัง้ แรก ผิดบ้างถูกบ้าง น�ำ้ เสียงไม่มนั่ ใจเนือ่ งจาก ความตื่นเต้น และแล้วพิธีสงฆ์ก็ผ่านไปด้วยความ ทุลักทุเล หลังจากนั้นนักเรียนก็แย่งกันไปเลือก อาหารคาวหวานที่ตนเองชอบและน�ำไปวางไว้ ในวงของตนเองที่รออยู่ ท�ำให้วงที่ไปแย่งไม่ทัน มีอาหารน้อยกว่า จนครูต้องบอกให้นักเรียนแบ่ง ให้คนอื่นบ้างและต้องจัดระเบียบนักเรียนใหม่ กิจกรรมสุดท้ายของการท�ำบุญวันนีค้ อื การบ�ำเพ็ญ สาธารณประโยชน์ โดยการแบ่งให้นักเรียนแต่ละ คณะสีรบั ผิดชอบล้างจาน ท�ำความสะอาดศาลาวัด และเก็บกวาดใบไม้ ขยะ บริเวณวัด ซึ่งท�ำให้ ข้าพเจ้าต้องส่ายหน้าอีกครั้งกับการที่ประธาน แต่ละคณะสีฟ้องว่าคนนั้นคนนี้ไม่ช่วยกันท�ำงาน ที่รับผิดชอบ การท�ำความสะอาดบริเวณต่างๆ ก็ ไ ม่ เ รี ย บร้ อ ย ซึ่ ง ต้ อ งให้ ค รู แ ต่ ล ะคณะสี ค อย ควบคุมดูแลอยูต่ ลอดเวลา เหตุการณ์ในวันนีท้ �ำให้ ข้าพเจ้าคิดว่าคนเราแม้ตัวจะอยู่ใกล้วัดแต่ถ้า ไม่เคยไปสัมผัสกับสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในวัดเลยก็ย่อม ท�ำให้จิตใจห่างไกลจากวัดได้ เสียงระฆังดังเป็นสัญญาณขึ้นอีกครั้ง บอก ให้นกั เรียนทุกคนมารวมตัวกัน ในวันนีเ้ ป็นวันปกติ เหมือนเช่นทุกวันที่นักเรียนจะต้องมาเข้าแถวหน้า เสาธงเพือ่ ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ไหว้พระ และท�ำ กิจกรรมต่างๆ ทีโ่ รงเรียนได้จดั ขึน้ เช่น การเล่าข่าว การพูดภาษาอังกฤษวันละค�ำ และการท�ำกิจกรรม น้องไหว้พี่ ข้าพเจ้าไปดูกจิ กรรมและพูดกับนักเรียน


หน้าเสาธงเหมือนเช่นทุกครัง้ ระหว่างทีเ่ ห็นนักเรียน ท�ำกิจกรรมน้องไหว้พี่อย่างเรียบร้อย สวยงาม อยู่นั้น ก็ท�ำให้ข้าพเจ้านึกถึงการท�ำบุญวันพระ ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันพระที่ ๘ แล้วที่พวกเราได้ไป ร่วมท�ำบุญกับชาวบ้าน การท�ำบุญที่ท�ำให้ข้าพเจ้า รู ้ สึ ก อิ่ ม เอิ บ ใจในการท�ำให้ นั ก เรี ย นเกิ ด การ เปลี่ยนแปลงในตัวเอง เริ่มตั้งแต่การเข้าแถวที่ โรงเรียนเพื่อเดินไปท�ำบุญที่วัด ความเป็นระเบียบ ของรองเท้านักเรียนที่วางก่อนขึ้นศาลาวัด ความ เรียบร้อยของนักเรียนทีต่ กั บาตรและนัง่ ในขณะท�ำ พิธกี รรมทางศาสนา การรูจ้ กั แบ่งปันของให้กบั ผูอ้ นื่ เมื่ อ จะรั บ ประทานอาหารร่ ว มกั น ที่ ไ ม่ วุ ่ น วาย ไม่แย่งชิง แต่รู้จักการรอคอย รู้จักการช่วยเหลือ สังคมและรู้จักหน้าที่ของตนเองในการท�ำงานร่วม กับผูอ้ นื่ ไม่เพียงแต่จะเกิดการเปลีย่ นแปลงเฉพาะ การท�ำบุญวันพระเท่านั้น บริเวณสนามและหน้า อาคารเรียนยังสะอาดเรียบร้อยกว่าที่ผ่านมาเป็น อย่างมาก ด้วยความรูจ้ กั หน้าที่ ความสามัคคีและ การเรียนรูก้ ารอยูร่ ว่ มกันของนักเรียน อีกทัง้ การแสดง ความมี น�้ ำ ใจในทุ ก ครั้ ง ที่ ข ้ า พเจ้ า ขั บ รถมาถึ ง โรงเรียนทีจ่ ะมีนกั เรียนมาคอยช่วยถือกระเป๋า และ มาดูว่ามีอะไรที่พวกเขาพอจะช่วยได้บ้าง การมี มิตรไมตรีจิตที่ดี เคารพนบนอบผู้ที่อาวุโสกว่า โดยเห็นจากตลอดเส้นทางที่ข้าพเจ้าขับรถเข้ามา ในโรงเรียน มีนกั เรียนทัง้ สองข้างทางส่งเสียงพร้อม ยกมือไหว้สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ แม้กระทั่งเดินลง จากรถจนถึงโต๊ะท�ำงาน ความภูมิใจของคนที่ชื่อว่าเป็นครูก็คงจะ เป็ น การที่ เ ห็ น ศิ ษ ย์ ข องตนเปลี่ ย นแปลงไป ในทิศทางที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าการใช้ “กิจกรรม ๑ เดือน ๑ วันพระ” ในการปรับปรุงพฤติกรรม ของนักเรียนในระยะเวลาไม่ถงึ ปี จะเป็นระยะเวลา อั น สั้ น แต่ ห ากก่ อ ให้ เ กิ ด ผลดี เ กิ น คาดหมาย ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าหากพวกเราได้ด�ำ เนินกิจกรรมนี้ ต่อไป รวมทั้งมีการสอดแทรกกิจกรรมคุณธรรม อื่ น ๆ ให้ แ ก่ นั ก เรี ย นในระยะที่ ย าวนานกว่ า นี้

คนเราแม้ตัวจะอยู่ ใกล้วัดแต่ถ้าไม่เคยไปสัมผัส กับสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ ในวัดเลยก็ย่อมทำ�ให้จิตใจห่าง ไกลจากวัดได้

เหมือนกับการบ่มเพาะกล้าไม้ ที่ต้องใช้ระยะเวลา หากต้ อ งการให้ ก ล้ า ไม้ นั้ น เป็ น กล้ า ไม้ ที่ เ ติ บ โต ไปเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงและสมบูรณ์ สามารถให้ ร่มเงาและให้ประโยชน์กบั ผูอ้ น่ื ได้ฉนั ใด เด็กนักเรียน ที่ครูใช้เวลาในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและ ค่านิยมที่พึงประสงค์ก็จะเติบใหญ่ไปเป็นผู้ที่เป็น คนดี มีคุณธรรม สามารถช่วยเหลือผู้อื่นและเป็น ที่ พึ่ ง ของสั ง คมได้ ฉั น นั้ น ซึ่ ง หากได้ ป ลู ก ฝั ง ให้ นั ก เรี ย นได้ เ ป็ น คนที่ มี หั ว ใจที่ อ ยู่ ใ กล้ วั ด แล้ ว ข้าพเจ้าเชือ่ ว่าแม้รา่ งกายของพวกเขาจะอยู่ ณ แห่ง หนใด จะห่ า งไกลวั ด ซั ก เท่ า ไร ก็ ไ ม่ ส ามารถ จะทำ�ให้จิตใจของพวกเขาเหล่านั้นห่างไกลจาก คุณธรรมนั้นได้

๑๑


บทความดีเด่น

อีสานตอนบน ขอนแก่น เขต ๒

การปลูกฝังคุณธรรม ของประเทศไต้หวัน

เรื่อง สุรเดช พันธุ์วิเศษ สำ�นักงานเขตพื้นที่การ ศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ๑๒

จากการที่ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ดูแล รับผิดชอบกลยุทธ์ที่ ๒ อันเป็นกลยุทธ์เกี่ยวกับ การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เศรษฐกิจพอเพียงและสร้างสำ�นึกความเป็นไทย ภารกิจสำ�คัญก็คอื การสนับสนุนส่งเสริมให้โรงเรียน ในสังกัดได้พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน เป็น บทบาทหน้าที่ที่ต้องวางแผนพร้อมกับปฏิบัติงาน ภาคสนามร่วมกับผู้อำ�นวยการสำ�นักงานเขตพื้นที่ การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผูอ้ �ำ นวยการโรงเรียนและ คุณครูคุณธรรม ขณะปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องติดต่อ ประสานงานกั บ หน่ ว ยงานบั ง คั บ บั ญ ชาและ หน่วยงานข้างเคียงตลอดจนภาคเอกชนด้วย เพื่อ ทีจ่ ะระดมทรัพยากรมาส่งเสริมกลยุทธ์นใี้ ห้เห็นผล ในระดับโรงเรียน วัตถุประสงค์หลักคือร่วมกันเพาะ เมล็ดพันธุแ์ ห่งความดีให้เกิดในตัวเด็กให้ได้ นับว่า เป็นงานของผู้ใหญ่ใจดีที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ปฏิบตั หิ น้าทีเ่ พือ่ เด็กทีท่ า้ ทายพอสมควร ทีผ่ า่ นมา กลุ่ ม ผู้ ใ หญ่ ใ จดี ดั ง กล่ า ว ได้ ร่ ว มกั น วิ เ คราะห์ ขอบเขตบทบาทหน้าทีข่ องผูม้ สี ว่ นร่วมในโครงการ ต่างๆ พร้อมกับแสวงหาแหล่งเรียนรู้เพื่อจะได้ เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ทางคุณธรรม จริยธรรมเพิ่มเติมแล้วนำ �มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามแนวทางการจัดการความรูท้ กุ ระยะ การศึกษา ดูงานทั้งในและต่างประเทศเป็นวิธีการที่ทุกคน สนใจเพราะการศึ ก ษาดู ง านสามารถสนอง ความกระหายใคร่รู้ด้วยประสบการณ์ตรงได้ใน เวลาอันรวดเร็วและตรงประเด็นแม้บางโครงการ

ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมากแต่ก็ได้ผลคุ้มค่า บทความนี้มุ่งบอกกล่าวเชิงสรุปสาระสำ�คัญการ ศึกษาดูงานของผู้เขียนและคณะซึ่งประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ คุณครูคุณธรรมและผู้อำ�นวยการ โรงเรียนที่ได้พบเห็นกระบวนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมผ่านสถาบันการศึกษาขององค์กรเอกชน ในรูปมูลนิธิในประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ดิ น แดนแห่ ง ภู เ ขาสู ง ชั น และมี พื้ น ที่ ป่ า มากถึ ง ร้อยละเจ็ดสิบห้าโดยมีเป้าหมายการศึกษาดูงาน ที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ มูลนิธิที่โดดเด่นในเรื่องจิตอาสา มีสาขาอยู่ทั่วโลก ระหว่างการศึกษาดูงานผู้เขียน และคณะได้ รั บ ความสะดวกสบายทุ ก ประการ เพราะ สพฐ.และศูนย์คุณธรรมให้การสนับสนุน ทุกด้านทุกคนจึงมีสมาธิที่จะเติมเต็มเรื่องราวของ คุณธรรมอย่างเต็มที่ มู ล นิ ธิ พุ ท ธฉื อ จี้ ก่ อ ตั้ ง ขึ้ น ด้ ว ยหลักการ “สอนคนรวย ช่วยคนจน” เพราะผู้ยากไร้ขาดวัตถุ ปั จ จั ย ในการครองชี พ ส่ ว นผู้ มั่ ง มี ข าดอาหาร ทางใจ ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ผู้นำ�หญิงร่างเล็ก ของมูลนิธิเห็นว่า ปัญหาสังคมส่วนใหญ่เกิดจาก คนรวยดั ง นั้ น จึ ง ต้ อ งสอนคนรวยก่ อ นและสอน ควบคู่ไปกับการช่วยคนจน มูลนิธิด�ำ เนินภารกิจ แปดประการขององค์กรไปพร้อมๆ กันเรียกว่า “หนึง่ ย่างก้าวเกิดรอยเท้าทัง้ แปด” รอยเท้าทัง้ แปด หมายถึง ภารกิจแปดประการของมูลนิธทิ สี่ ามารถ เชื่อมประสานคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่และเชื่อม ประสานคนรวยกั บ คนจนให้ เ ข้ า กั น ได้ อ ย่ า งดี


ภารกิจ ๘ ประการประกอบด้วย ๑. ภารกิจการกุศล ให้การดูแลผูย้ ากไร้ระยะ ยาว ให้การช่วยเหลือฉุกเฉินและออกเยี่ยมเยือน ผู้ยากไร้ถึงบ้าน ๒. ภารกิจรักษาพยาบาล มีโรงพยาบาล มี ฟรีคลินิก เครือข่ายทางการแพทย์และกลุ่มอาสา สมัครทางการแพทย์ทไี่ ปตรวจเยีย่ มผูค้ น ทีอ่ ยูห่ า่ ง ไกลจากโรงพยาบาล ๓. ภารกิจการศึกษา สร้างมหาวิทยาลัยฉือจี้ ที่เปิดสอนทั้งสาขาแพทย์และสาขาสังคมศาสตร์ มีวทิ ยาลัยเทคโนโลยี มีโรงเรียนมัธยม ประถมและ อนุบาลทีเ่ น้นความรักและการเคารพต่อชีวติ ซึง่ จะ ได้กล่าวถึงการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมผ่าน สถานศึกษาเป็นลำ�ดับไป ๔. ภารกิจด้านมนุษยธรรม ผลิตสื่อด้าน ต่างๆ เพื่อเผยแพร่ภารกิจของมูลนิธิและหลัก คำ�สอนของฉือจี้ เป็นสือ่ กลางระหว่างสมาชิกทัว่ โลก ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุของมูลนิธิและ Website ของมูลนิธิ ปัจจุบันมีสื่อโทรทัศน์เป็นของตนเอง

ชื่ อ สถานี โ ทรทั ศ น์ ต้ า อ้ า ย ซึ่ ง มี ค วามหมายว่ า ความรั ก ที่ ยิ่ ง ใหญ่ ผลิ ต รายการเกี่ ย วกั บ การ ส่งเสริมคุณภาพชีวติ ออกอากาศตลอด ๒๔ ชัว่ โมง ไม่มีโฆษณา ๕. ภารกิจบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ ให้ ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ช่วยทุก ประเทศทั่วโลกไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา ๖. ภารกิจด้านบริจาคไขกระดูก มีศูนย์ ข้อมูลไขกระดูกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภารกิจ ด้านนี้พัฒนามาจากภารกิจด้านรักษาพยาบาล ๗. ภารกิจอนุรักษ์สิ่งแวงล้อม มุ่งกระตุ้น จิตสำ�นึกของผูค้ นในสังคมทุนนิยม ให้ยดื อายุวตั ถุ สิ่งของเครื่องใช้ให้นานที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด ปัจจุบนั โครงการรีไซเคิลขยะให้มคี า่ มีชอื่ เสียงมาก มีโรงแยกขยะกระจายอยูต่ ามเมืองต่างๆ ๕,๐๐๐ แห่ง การดำ � เนิ น การของสถานี โ ทรทั ศ นต้ า อ้ า ยก็ ใ ช้ งบประมาณจากรายได้รีไซเคิลขยะเหล่านี้หนึ่งใน สามส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสถานี ๘. ภารกิจด้านอาสาสมัครชุมชน มีศูนย์ ๑๓


บทความดีเด่น

ปัญหาสังคมส่วนใหญ่เกิดจากคนรวย ดังนัน้ จึง ต้องสอนคนรวยก่อนและสอนควบคู่ ไปกับการ ช่วยคนจน ปฏิบัติภารกิจเป็นศูนย์ย่อยตามความพร้อมของ ชุมชน ภารกิจนีท้ ำ�ให้ผคู้ นมีความใกล้ชดิ กันยิง่ ขึน้ ร่วมกิจกรรมสาธารณะกันง่ายขึ้น การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมผ่านสถานศึกษา ระบบการศึกษาของไต้หวันเหมือนกับของ ไทย กล่าวคือ ในระดับประถมศึกษาใช้เวลา ๖ ปี ระดับมัธยมต้น ๓ ปี มัธยมปลาย ๓ ปี และ อุดมศึกษา ๔ ปี หลักสูตรของโรงเรียนพุทธฉือจี้ ซึ่งเป็นภาคเอกชนก็เป็นหลักสูตรเดียวกับระบบ การศึกษาทีใ่ ช้ทว่ั ไปแต่เพิม่ เติมการสอนให้เป็นคนดี ไม่เน้นเฉพาะความเก่งด้านเดียว สถานศึกษา ของมูลนิธนิ จี้ ะให้ความสำ�คัญทัง้ ทางมนุษยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผูบ้ ริหารโรงเรียนมูลนิธพิ ทุ ธฉือจี้ บอกว่าโรงเรียนท่านจัดอยูใ่ นประเภท Alternative Learning School (โรงเรียนที่เป็นทางเลือกหนึ่ง ของวิ ธี ก ารเรี ย นรู้ ) ครู ต้ อ งมี พ ฤติ ก รรมที่ เ ป็ น แบบอย่างจนเป็นวิถีชีวิตมีจิตใจอ่อนโยนสามารถ สอดแทรกวาทธรรมและเชื่อมโยงลงสู่การปฏิบัติ ได้จริงจนเป็นนิสัย นักเรียนจะถูกฝึกให้ช่วยเหลือ กันและกัน และช่วยเหลือสังคม กิจกรรมที่น่า ประทับใจกิจกรรมหนึ่งคือ Cleaning Time Our School เพราะโรงเรียนไม่มภี ารโรง และอีกกิจกรรม หนึ่งคือกิจกรรมกวาดถนนนอกโรงเรียน ส่วนเด็ก ที่มีปัญหาซึ่งมีอยู่น้อยมาก เพราะทางโรงเรียนรับ เฉพาะเด็กที่อยู่ร่วมกับพ่อแม่เท่านั้น กระบวนการ ๑๔

รับเข้าก็ใช้วิธีสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว โรงเรียน แก้ปัญหาเด็กมีปัญหาเหล่านี้ตามแนวทางปลูกฝัง คุณความดี ให้ความรักควา���อบอุน่ และดูแลอย่าง ใกล้ชิด ใช้วาทธรรมของธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ผู้นำ�ของมูลนิธิ ที่ให้ข้อคิดข้อปฏิบัติว่า “เธอดี ฉัน ดี สังคมดี โลกดี” มาเป็นแนวทางในการแก้ปญั หา กิ จ กรรมการเรี ย นการสอนมุ่ ง เน้ น ให้ นั ก เรี ย น เรียนรู้จากการปฏิบัติแล้วนำ�สู่วิถีชีวิตด้วยการฝึก ปฏิบตั หิ ลายลักษณะ เช่น การฝึกสมาธิและปัญญา ด้วยจริยศิลป์การชงชา จริยศิลป์การจัดดอกไม้และ จริยศิลป์การเขียนพูก่ นั จีน มารยาทและวัฒนธรรม ฉือจี้ก็เป็นเรื่องสำ�คัญที่ต้องสอนเพื่อให้นักเรียน นักศึกษามีความพร้อมทัง้ การศึกษาชีวติ การเสริม สร้างบุคลิกภาพ การศึกษาวัฒนธรรมและการ ศึกษาความรักในเพือ่ นมนุษย์ ทีธ่ รรมาจารย์บอกว่า เป็นความรักยิ่งใหญ่โดยเฉพาะในประเด็นที่กล่าว ถึงในปาฐกถาธรรมที่ว่า “ในโลกนี้ไม่มีใครที่ฉัน ไม่รัก ไม่เชื่อใจ ไม่ให้อภัย และไม่มีใครที่ฉันให้ ทัง้ สามสิง่ นีไ้ ม่ได้ และน่าสงสารคนทีร่ กั ใครไม่เป็น และคนทีไ่ ม่มใี ครรัก” นับว่าเป็นถ้อยคำ�ทีแ่ สดงถึง จิตใจที่งดงามและแน่วแน่ของผู้นำ�ทางคุณธรรม ที่เป็น นักปฏิบัติท่านนี้ที่สื่อความหมายได้อย่าง สมบูรณ์ กิจกรรมชงชาเป็นการฝึกสมาธิที่ได้ผลดี มากเพราะเปรียบได้กับเด็กที่แตกต่างกัน ครูต้อง ใจเย็นระมัดระวัง อย่าเร่งเกินไป การชงชาทำ�ให้ จิตใจแน่วแน่ มีใจบริสุทธิ์ ละเอียดอ่อน แต่ละขั้น ตอนของการชงชาล้วนมีความหมายและส่งผลถึง การปลูกฝังคุณธรรมไปในตัว การชงชาจะทำ�ให้ เกิดสติ เพราะมีความตัง้ ใจมัน่ จนเกิดปรากฏการณ์


ทีเ่ รียกว่า “มือถึง ตาถึง ใจสัมผัส” การรินชาทีไ่ ม่รนิ เต็ ม ถ้ ว ยก็ สื่ อ ความหมายถึ ง การเหลื อ ที่ ว่ า งไว้ สำ�หรับคนอืน่ เหลือสำ�หรับรับฟังความคิดเห็นคนอืน่ แม้ขณะจิบชาก็มคี วามหมายเชิงคุณธรรมจริยธรรม ทำ�นองเดียวกัน ได้แก่ จิบที่ ๑ หมายถึง การคิดดี จิบที่ ๒ หมายถึง พูดดี และจิบที่ ๓ หมายถึงการ ทำ�ดี รวมความว่า จะคิด จะพูด จะทำ�สิ่งใด ต้อง มีสติระลึกได้ตลอดเวลา ส่วนกิจกรรมจัดดอกไม้ เป็นกิจกรรมที่ต้องทำ�ร่วมกับผู้อื่น เน้นให้ช่วยกัน คิดวางแผน เป็นการฝึกสมาธิ หลอมรวมความคิด ขั ด เกลาจิ ต ใจให้ รั ก ในความเป็ น ระเบี ย บวิ นั ย ตระหนักและเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งจนเกิดผลสำ�เร็จ ในชิน้ งาน มูลนิธพิ ทุ ธฉือจีซ้ งึ่ มีสถานศึกษาทัง้ ระดับ อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาเป็นของตนเอง เชื่อว่า จริยศิลป์ การจัดดอกไม้ กิจกรรมกลุ่มที่ต้องทำ�ตั้งแต่เด็ก อนุ บ าลจนถึ ง นั ก ศึ ก ษาแพทย์ จ ะช่ ว ยให้ ผู้ เ รี ย น มีความคิดเป็นอิสระและสามารถนำ�ความคิดอิสระ ไปสานต่อกับผูอ้ นื่ ได้ ประสานความร่วมมือร่วมใจ กับผู้อื่นในชีวิตจริงได้ เป็นการปลูกฝังผู้เรียนให้มี จิตใจที่ดีงาม ดำ�รงตนในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นการสอนผ่านกระบวนการกิจกรรมที่เชื่อมโยง กับชีวติ จริงและสิง่ รอบข้าง นำ�ไปสูก่ ารคิดวิเคราะห์ หาเหตุผลได้อย่างดี การศึกษาระดับอุดมศึกษาก็เป็นเอกลักษณ์ ชัดเจน นักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยฉือจี้ไม่ใช่ นักเรียนมัธยมทีม่ ผี ลการเรียนระดับหัวกะทิเสมอไป ระดับปานกลางก็มีมาก แต่หลังจากเรียนจบและ สอบรับใบอนุญาตกลับสอบได้ลำ�ดับต้นๆ เป็นส่วน ใหญ่ อาจเป็นเพราะขณะศึกษาในมหาวิทยาลัย

นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาวิชาชีวิตควบคู่ไปด้วยใน หลักสูตร มหาวิทยาลัยพานักศึกษาแพทย์ออกภาค สนามเพื่อช่วยเหลือคนจน เพราะถือว่าแพทย์ มี ห น้ า ที่ รั ก ษาโรครั ก ษาแผ่ น ดิ น และแม้ เ ป็ น นักศึกษาแพทย์แล้วก็ยังคงศึกษาการจัดดอกไม้ และต้ อ งจั ด ร่ ว มกั บ ผู้ อื่ น ดั ง ได้ ก ล่ า วมาแล้ ว การเคารพต่อผู้อุทิศร่างกายให้นักศึกษาแพทย์ ศึ ก ษาสรี ร ะเมื่ อ วายชนม์ ม หาวิ ท ยาลั ย จะให้ ความสำ�คัญมาก นักศึกษาเรียกบุคคลที่เปี่ยมด้วย คุณธรรมเหล่านี้ว่า “บรมครูผู้ไร้เสียง” ญาติมิตร ของบรมครูผไู้ ร้เสียงไร้วญิ ญาณเหล่านีจ้ ะได้รบั เชิญ มาร่วมพิธกี รรมทางศาสนาอย่างสมเกียรติหลังจาก นั ก ศึ ก ษาแพทย์ ไ ด้ ใ ช้ ร่ า งกายของบรมครู เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาแล้ว ซึ่งในปัจจุบันมี ผู้แจ้งความจำ�นงบริจาคร่างให้เป็นจำ�นวนมาก กระบวนการนีถ้ กู ออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะ เด่ น ของชาวเอเชี ย ที่ มี คุ ณ ลั ก ษณะเด่ น ในด้ า น ความกตัญญู รักชาติ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นอิทธิพล ทางศาสนาพุทธนิกายมหายานและขงจือ้ ในไต้หวัน ๑๕


บทความดีเด่น

ที่มีคำ�สอนชัดเจนในเรื่องความซื่อสัตย์ ความ อาวุโส การจัดระเบียบสังคม และการเคารพสมาชิก ในครอบครัว ตลอดระยะเวลาการศึกษาดูงานทั้ง ๕ วัน หลังจากอาหารค�่ำทุกคนจะร่วมกิจกรรม AAR (After Action Review) เพื่อตรวจสอบทบทวนว่า แต่ละวันเราได้พบเห็นทั้งความส�ำเร็จและปัญหา ไม่ควรให้ความส�ำคัญต่อความส�ำเร็จแต่เพียง ด้านเดียว ควรให้ความส�ำคัญกับปัญหาที่พบด้วย เพราะปัญหาจะช่วยในการพัฒนาคน และการ พัฒนาคนก็คือการพัฒนางานพั ฒ นาคุ ณ ธรรม จริยธรรมนัน่ เอง นอกจากนีก้ จิ กรรม AAR ยังเป็น การฝึกรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นและฝึกการ ท�ำงานเป็นทีมได้อย่างดีอีกด้วย ศึกษานิเทศก์ ผู้อ�ำนวยการโรงเรียนและคุณครูคุณธรรมหลาย ท่านทีร่ ว่ มคณะศึกษาดูงานยึดหลักการและขัน้ ตอน AAR พร้อมกับปฏิบัติจริงในต่างแดนอย่างเป็น รูปธรรมน่าชมเชยโดยเฉพาะอย่างยิง่ ในสาระส�ำคัญ ที่ต้องถามตนเองว่า สิ่งที่ควรได้พบสัมผัสคืออะไร ที่ได้พบได้สัมผัสจริงคืออะไร แตกต่างกันหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด ทุกครั้งที่เปิดวงสัมมนาอย่างเป็น ทางการหรื อ เสวนากลุ ่ ม ย่ อ ย ไม่ ว ่ า จะบนรถ

๑๖

ทีโ่ รงแรม ทีโ่ ต๊ะอาหาร วงสนทนาจะออกรสและได้ สาระทุกครั้งจนสามารถหลอมรวมความคิดของ คณะศึกษาดูงานว่า ทุกคนมีสัญญาใจที่จะท�ำ ความดียิ่งๆ ขึ้นไป และเมื่อโฟกัสมายังแนวทาง การท�ำงานในภาพรวมแล้ว แต่ละคนลงความเห็น ไปในทิศทางเดียวกันว่า เมือ่ ศูนย์คณุ ธรรมและสพฐ. ให้ข้อมูลการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของต่าง ประเทศพร้อมกับเปิดโอกาสให้ไปดูของจริงถึงที่ แล้วส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน คุณธรรมชั้นน�ำจะขับเคลื่อนกิจกรรมและขยายผล สู่โรงเรียนเครือข่ายอย่างถ้วนทั่วและยั่งยืนอย่างไร เป็นโจทย์ข้อใหญ่ส�ำหรับทุกคน


ภาคอีสานตอนล่าง อุบลราชธานี เขต ๕

ชีวิตนี้

คงไม่มี ใครอยากเป็น เมื่อเป็นไปแล้ว...เราจะทำ�อย่างไร...? “ครู... ครู... ครูครับ เด็กชายโน้ตฟาด บึ่มหัวเด็กชายตุ๊อีกแล้วครับ” ยังไม่ทันขาดเสียง นั ก เรี ย นชายคนหนึ่ ง ที่ ร ้ อ งตะโกนบอกกลุ ่ ม ครู ทีก่ �ำลังรับประทานอาหารกลางวัน ณ โต๊ะม้าหินอ่อน ใต้อาคารเรียนที่ครูๆ ทุกท่านอุปโลกน์ให้เป็น โต๊ะอาหารประจ�ำโรงเรียน ครูกชมลรีบวางช้อน ที่ก�ำลังตักขึ้นมาเพื่อรับประทาน แล้วรีบวิ่งไป

ทีก่ ลุม่ นักเรียนทีก่ �ำลังมุงดู กลุม่ นักเรียนทีด่ วู นุ่ วาย เสียเหลือเกิน “ตุ๊ เป็นอะไรหรือลูก” ครูกชมลถาม พร้อมกับค่อยๆ พยุงเด็กชายตุ๊ขึ้นจากกองฝุ่น ละอองที่ล้มลงไป เด็กชายตุ๊คลุกฝุ่น มือ เท้า เขา เปื้อนฝุ่น และปรากฏเป็นรอยเลือดไหลออกมา ซิบๆ หลายแห่งเพราะแรงที่โดนฟาดหรือท�ำให้ล้ม ลงไปคลุกฝุ่น คราบน�้ำตาปนคราบฝุ่นไหลหน่วง ย้อยลงมาที่ข้างแก้มเด็กชายตุ๊ สีหน้าบ่งบอกว่า

เรื่อง กชมล อยู่สุข โรงเร���ยน บ้านเตย ต.เตย อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี

๑๗


บทความดีเด่น

เจ็บปวดอยู่ไม่ใช่น้อย มีเสียงร้องเบาๆ เหมือน เกรงกลัวอะไรสักอย่างหนึ่ง ครูกชมลอุ้มเด็กตุ๊ มาใต้ถนุ อาคาร แล้วใช้นำ�้ ล้างฝุน่ และเลือดออกบางๆ จากนัน้ ให้คณุ ครูอนุบาลหายามาใส่ตามแผลนัน้ แต่ครูกชมลลืมอะไรไปบางอย่างและไม่ทนั ได้ฟงั หรือจิตใจทีเ่ ฝ้าพะวงอยูแ่ ต่เหตุการณ์ทเี่ กิดขึน้ เพียงเหตุการณ์เดียว แต่ไม่ทันได้ยินหรือฟังอีก เหตุการณ์หนึ่งที่เป็นเหตุการณ์ซ้อนเข้ามา นั่นคือ เสียงครูสภุ าพสตรีทา่ นหนึง่ ร้องเสียงหลงด้วยคำ�พูด ว่า “ผอ.อย่าเข้าไปใกล้เด็กชายตุ๊ ผอ.อย่าจับเลือด เด็ก อย่าถูกตัวเด็ก มานีใ่ ห้เด็กเขาช่วยเหลือตนเอง ผอ.มานี่ ” เสี ย งครู ส ตรี ที่ ร้ อ งเสี ย งหลงมานั้ น ครูกชมลไม่เข้าใจ และยังไม่มีสติที่จะรับรู้ใดๆ ในเหตุการณ์ทผี่ า่ นมา ต่อเมือ่ เสร็จภารกิจต่อเด็กๆ แล้ ว เพราะส่ ง ต่ อ ให้ ค รู อ นุ บ าลพานั ก เรี ย นไป พักผ่อน ครูสภุ าพสตรีพดู ต่อว่า “เด็กชายตุม๊ พี อ่ เป็น โรคเอดส์” ครูกชมลตอบว่า “ไม่กลัวหรอกเพราะ มือไม่เป็นแผล” แต่สิ่งที่ครูกชมลงุนงงและสงสัย เป็นไก่ตาแตกเพราะอยู่มาเป็นปีแล้วแต่ไม่เคย ทราบเรือ่ งนีม้ าก่อนเลย ครูบางคนยังงุนงงกับเรือ่ ง ที่เกิด เพราะไม่เคยมีใครทราบเรื่ อ งนี้ ม าก่ อ น หรือทราบแล้วแต่เงียบๆ ไป หรือประการใดหนอ...?

๑๘

นีล่ ะ่ เป็นการจุดไฟชนวนให้ครูกชมลซักถาม ครูทุกท่านซักถามนักการภารโรง ครูอนุบาล ครูที่ อาศัยอยูใ่ กล้เคียงกับบ้านเด็กชายตุ๊ “ผอ. เด็กชาย ตุ๊มีพ่อมีแม่แต่พ่อแม่แยกทางกัน มีพี่สาวหนึ่งคน ไปอยู่กับแม่ที่กรุงเทพมหานคร มีอาชีพรับจ้าง แต่จำ� ไม่ได้วา่ รับจ้างท�ำอะไร” นักการภารโรงคนขยัน ตอบและอยากเล่าให้ฟังต่อไปอีก “เคยไปรับจ้าง ท� ำ นากั บ พวกของกระผม กระผมเรี ย กให้ รั บ ประทานอาหารด้ ว ยแต่ เ ดิ น หนี ไ ป ไม่ ม ารั บ ประทานกับพวกกระผม” และยังอธิบายต่ออีกว่า “นายนพพลสักตามตัวและติดโรคเอดส์มาครับ” ผู้ซักถามถามต่ออีกอย่างสนใจว่า “เด็กชายตุ๊ติด มาด้วยไหม” ไม่มีค�ำตอบ สายตานักการคนซื่อ ก้มลงต�่ำ หลบสายตา ผอ. แล้วไม่พูดต่อ แล้วเดิน ไปท�ำงานของตนเองตามเดิม ยังไม่ได้ใจคนถามซักที... ผู้สงสัยหรือผู้ซักถามเริ่มหงุดหงิดอีกเป็น กำ�ลัง เดินตามหาครูอนุบาลซึ่งกำ�ลังนำ�นักเรียน อนุบาลไปแปรงฟัน และเตรียมที่นอนให้เด็กนอน ตอนบ่ายโมง คุณครูรู้อะไรมาบ้าง “หนูก็ไม่ค่อย ทราบอะไรมาก ผั ว เมี ย คู่ นี้ เ คยไปทำ�งานอยู่ กรุงเทพมหานคร มีบุตร ๒ คน คนโตอยู่กรุงเทพฯ เด็กชายตุ๊อยู่กับเรา เด็กชายตุ๊มีนิสัยงอแง อ่อนแอ มักโดนเพื่อนทุบตี รังแกยู่บ่อยๆ” “แล้วเด็กชายตุ๊ มีอาการเหมือนคนเป็นเอดส์ไหม” ครูอนุบาลตอบ แบบใคร่ครวญและพิจารณาก่อนตอบ “ไม่พบว่ามี อาการใดๆ หนูสอนมาแต่อนุบาลจนถึงระดับชั้น ประถมปีที่ ๑ ก็ไม่พบว่าเขาเป็นอะไร” เฮ้อ...ค่อย โล่งใจหน่อย... ไม่รู้ว่ามีใครเห็นหรือไม่ที่ผู้ถามมี อาการโล่งใจแบบเหมือนยกภูเขาออกจากอก จากนั้นได้เดินไปที่ห้องสอนของระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่เด็กชายตุ๊ก�ำลังเรียนหนังสือ อยู่กับคุณครูหน้าหวาน นางสาวปริศนา ผู้เอื้ออารี กับทุกคน “พี่จ๋า...ขอโทษที่มารบกวน” คุณครู ก�ำลั ง สอนให้ นั ก เรี ย นอ่ า นภาษาไทยด้ ว ยเสี ย ง ที่ค่อนข้างดัง เด็กห้องนี้อ่านได้ทุกคน เด็กชายตุ๊


ก�ำลังเดินวนเวียนไปมาในห้อง อ่านหนังสือไหมหนอ ผู้สงสัยก�ำลังสงสัยเป็นก�ำลัง พฤติกรรมเด็กชายตุ๊ จะไม่นิ่ง ช่างเล่น ช่างซุนซน ร่าเริง อารมณ์ดี หยอกล้อเพื่อนบ้าง เบาบ้าง หนักบ้าง จนไม่รู้ จะเอาอะไรมาชั่งน�้ำหนัก เด็กชายตุ๊มีกิริยาที่ผิด เพือ่ นอยูบ่ า้ ง สันนิษฐานว่า สมาธิสนั้ “พีจ่ า๋ ขอโทษ ทีเถอะ เด็กชายตุอ๊ า่ นหนังสือออกไหม” ผูถ้ ามรูส้ กึ อึดอัดและเหมือนรู้ค�ำตอบแต่ก็เพื่อให้แน่ใจยิ่งขึ้น “อ่านไม่ออกหรอก ผอ.” ผู้ตอบตอบแบบเกรงใจ เพราะคงกลัวผู้ถามจะต�ำหนิที่เด็กอ่านหนังสือไม่ ออก “ไม่เป็นไรหรอกพี่ หนูเข้าใจแล้ว” “แล้วพีเ่ คย รู้บ้างไหมว่าเขาเป็นหรือไม่เป็น...” ผู้ถามและผู้ ตอบมองตากัน ...นิ่งไม่มีค�ำตอบ “พี่ก็เพิ่งรู้นะ...” เงียบกริบ ผู้ถามเดินออกไปพร้อมค�ำขอบคุณและ ขอโทษที่มารบกวนเวลาสอนของคุณครูสาว “หนู ไ ปเรี ย กเด็ ก ชายตุ๊ ม าขึ้ น รถ ผอ.ซิ ขอบใจมากจ๊ะ” ครูกชมลได้ให้นกั เรียนชายไปตาม เด็ ก ชายตุ๊ ม าขึ้ น รถ เด็ ก ชายตุ๊ รี บ มาที่ ร ถผอ. พี่ๆ ช่วยกันเปิดประตูรถให้ เด็กชายตุ๊นั่งตอนหลัง “ตุ๊ วันนีค้ รูให้เธอเป็นเจ้านายเลยนะเนีย่ ” ครูกชมล พูดพร้อมกับรอยยิม้ ทีเ่ มตตานักเรียนอย่างเปีย่ มล้น “ตุ๊ เอ้ย บอกทางไปบ้านให้ครูนะ” “ครับ” เด็กชาย ตุ๊ร่าเริง สดใส บริสุทธิ์อะไรเช่นนี้ รถยนต์คันเก่า สีมอๆ มีรอยบุบและชนมานับครั้งไม่ถ้วนค่อยๆ เคลื่อนออกจากโรงเรียน โดยมีนักเรียนนำ�ทางไป จนถึงบ้าน ระหว่างทางทักทายผูป้ กครองเป็นระยะๆ “ผอ.ไปไหน” ผู้ ป กครองถามและรั บ ไหว้ ต อบ “ส่งตุ๊จ้ะ” เมื่อรถเคลื่อนไปอย่างช้าๆ มีรอยยิ้ม ผูป้ กครองและมองตามรถมาแต่ไม่ได้ยนิ ว่าพูดว่าอะไร แต่ทา่ นช่างยิม้ อย่างละมุนละไมเสียเหลือเกิน... เมื่ อ มาถึ ง บ้ า นเด็ ก ชายตุ ๊ พบคุ ณ ยาย ทีช่ ราภาพมาก รูปร่างผอมโซ ผิวด�ำ มีรอยเหีย่ วย่น ทัว่ ใบหน้า เสือ้ ผ้าเก่าๆ ยิม้ และยกมือไหว้ อัธยาศัย ใจคอท่านช่างอารี แต่แววตาท่านดูทุกข์ปนเศร้า เสียเหลือเกิน ผูม้ าเยือนโอบไหล่หญิงชราทีช่ อื่ แช่ม เบาๆ และเมื่อมองเข้าไปในบ้านที่เหมือนจะเป็น

กระต๊อบปนไม้โทรมๆ หลังหนึง่ หลังบ้านมียงุ้ ข้าว หลังเล็กๆ พบชายอายุประมาณ ๓๕ ปี แต่งกาย ด้วยชุดสีด�ำๆ เสื้อสีด�ำ กางเกงขาสั้นสีด�ำ หน้าตา โทรม เศร้าๆ ไม่มรี อยยิม้ บนใบหน้า แต่ยกมือไหว้ ผูม้ าเยือน และไม่พดู อะไร แม้จะอยากพูดด้วย ชาย คนนั้นก็มาคว้าแขนลูกไปหลังบ้านทันที ไม่พูด อะไร สักพักก็ได้ยินเสียงเด็กชายตุ๊ร้องเสียงเบาๆ อยู่กับชายคนนั้น “...ยายจ๊ะ สบายดีหรือ ท�ำนา แล้วหรือยัง” “ซ�ำบายดีจ๊ะ นาก็ไม่ได้ท�ำดอก ได้แต่รับจ้างท�ำนาไปวันๆ” ยายตอบพร้อมกับ นั่งลงที่ขอนไม้ แล้วเค้าจะกินอะไรหนอ...? แล้ว เลี้ยงลูกกับหลานอย่างไร...? ชีวิตของเราเจอแต่ เรือ่ งแบบนีต้ ลอดของการรับราชการมา “พ่อของตุ๊ กินยา ใช้เข็มฉีดยาทิม่ ทีแ่ ขน เมือ่ ตอนอยูก่ รุงเทพฯ แล้วก็ไม่รู้สักอะไรมาบางๆ ยายก็ไม่ค่อยอยาก เซ้าซี้ คาดคั้นเอาค�ำตอบจากเขาเท่าไหร่หรอก ...แม่ตุ๊ก็อุ้มพี่มันไปอยู่กรุงเทพฯ นานแล้วล่ะ...” เหมือนค�ำพูดเหล่านัน้ จะพรัง่ พรูออกมาอย่างไม่ยงั้ คนฟังเข้าใจด้วยสามัญส�ำนึก ผู้เป็นแม่ไม่ว่า จะเลี้ยงลูกจนโตแล้วเพียงไร จนมีหลานเต็มบ้าน น่าจะเป็นวัยทีเ่ บิกบานได้ชนื่ ชมความส�ำเร็จของลูก ความน่ารักของหลาน เป็นวัยที่น่าจะได้พักผ่อน ๑๙


บทความดีเด่น

บ้าง แต่ดูจากสภาพแล้ว คุณยายต้องเป็นหัวเรี่ยว หัวแรงใหญ่ในการท�ำมาหาเลี้ยงชีพให้ทั้ง ๓ ชีวิต ในครอบครัว ตราบใดเมื่อหัวอกของคนเป็นแม่ หั ว อกของคนเป็ น ย่ า ยั ง มั่ น คงเที่ ย งแท้ เ ปรี ย บ เหมือนเสาหิน เปรียบเหมือต้นโพธิ์ที่ยังคงเป็น เสาหลักของครอบครัว ยังคงเป็นร่มโพธิร์ ม่ ไทรของ ลูกหลาน “ยาย... ไม่ต้องห่วงหรือกังวลใดๆ ว่าหนู จะท�ำความเดือดร้อนใดๆ มา���ห้หรอก ไม่ตอ้ งกลัว ใดๆ ทั้งสิ้น ท�ำบุญภาวนาว่าคงต้องมีสักวันหรอก ที่เราจะสบายกับเขาได้บ้าง หนูจะพยายามช่วย คุณยาย ยายท�ำใจให้สบายนะ หนูขออนุญาต เล่าเรื่องนี้ออกสู่สายตาผู้อ่านหรือผู้ฟังบ้างนะ...” “ยายไม่ ว ่ า อะไรหรอก ชาวบ้ า นเค้ า พู ด กั น ว่ า ผอ.นั้นแสนดี” “ยายเลี้ยงดูลูกหลานให้ดีนะ หนู เชือ่ สวรรค์มตี านะยาย” ยายมีน�้ำใสๆ ไหลออกมา ที่ขอบตา เดินมาส่งผู้มาเยือนที่รถ ยกมือไหว้ ปิดประตูบ้าน ผู้มาเยือนเริ่มสังเกตว่าประตูบ้าน ส่วนใหญ่ถ้ายังไม่มืดค�่ำจะคงยังไม่ปิดประตูบ้าน แต่บ้านนี้ปิดประตูบ้านตั้งแต่ ๔ โมงเย็น ภาพทุกภาพยังคงฝังแน่นในจิตใต้ส�ำนึก เสี ย งทุ ก เสี ย งยั ง คงก้ อ งอยู ่ ใ นโสตประสาท เหตุการณ์ทเี่ กิดขึน้ เหมือนฝันทีต่ นื่ ขึน้ มาแล้วหายไป อยากให้เป็นเช่นนั้นเสียเหลือเกิน แต่ฝันของเด็ก ๒๐

ชายตุ๊เป็นจริง จะหยุดฝันนั้นได้หรือ ในเมื่อเรื่อง ทั้ ง หมดที่ ก ลั่ น ออกมาจากภาพที่ ไ ด้ ไ ปพบเห็ น มั น เป็ น เรื่ อ งจริ ง ทั้ ง หมด รายละเอี ย ดชี วิ ต พ่ อ ของเด็กชายตุ...๊ ท่านอยากทราบไหม...? แล้วแม่ ของเด็กชายตุ๊ จะเป็นอย่างไร...? คุณยายลีล่ะ จะเผชิญชีวิตอย่างไรหนอ...? มีเพียงท่านเท่า นั่นแหละที่จะช่วยพวกเขาได้ในเวลานี้ จะถาม ย้อนถึงอดีตก็คงไม่มคี วามหมาย แต่ควรจะถามถึง อนาคตมากกว่า... อีกหลายชีวิตที่เปรียบเหมือน โรงละคร ยังคงด�ำเนินไปเรือ่ ยๆ บนความยากแค้น แสนเข็ญ แต่เผอิญมาพบเห็นเข้าแล้ว ...ล่ะซี... ชีวติ นีค้ งไม่มใี ครอยากเป็น...แต่...เมือ่ เป็นไปแล้ว... เราจะท�ำอย่างไร...? ค�ำตอบอยูท่ ที่ ่านผู้อ่านทุกคน ว่าจะต้องท�ำอย่างไรกับชีวิตของพวกเขา...?


ประตูอีสาน นครราชสีมา เขต ๕

เจดีย์ทราย “คุณแม่ขาทำ�ไมเราต้องขนทรายเข้าวัดด้วย ล่ะคะ” เด็กหญิงทราย ลูกสาวตัวน้อยถามแม่ เมื่ อ ได้ ยิ น เสี ย งระฆั ง ดั ง ขึ้ น ซึ่ ง เป็ น สั ญ ญาณใน การไปขนทรายเข้าวัด “การขนทรายเข้ า วั ด เพื่ อ ก่ อ เจดี ย ์ ท ราย เป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะท�ำกันในวันตรุษไทยตรงกับวันแรม ๑๕ ค�่ำ เดือน ๔ ซึ่งเป็นวันสิ้นปีของไทยเรา พอเดือน ๕ ก็นับเป็นปีนักษัตรใหม่จ้ะ” ก่อนถึงวันตรุษประมาณ ๔-๕ วัน ชาวบ้าน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ก็จะช่วยกันขนทรายมา กองรวมกันไว้ทลี่ านวัดตามทีพ่ ระท่านได้ปกั หลักไว้

ให้เป็นแถวๆ หลักละกอง ทุกปีจะมีกองทราย หลายกอง การท�ำเจดีย์ทรายนี้ จึงเป็นเวลาที่หนุ่ม สาวได้ท�ำงานร่วมกันซึง่ อยูใ่ นสายตาของผูเ้ ฒ่าผูแ้ ก่ และจะสังเกตเห็นได้ว่าลูกสาว ลูกชายของบ้านใด ชอบพอกัน พอถึงวันสงกรานต์ก็จะมีประเพณี รดน�ำ้ ด�ำหัวผูใ้ หญ่ มีการร�ำวง ซึง่ เป็นโอกาสทีห่ นุม่ สาวได้ใกล้ชดิ สนิทสนมกันอีกวาระหนึง่ ส่วนเด็กๆ นั้นไม่ต้องห่วงสนุกสนานกันเต็มที่ตั้งแต่ขนทราย เลยทีเดียว เพราะเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชอบมาก “แล้วลูกอยากรู้ไหมว่าการก่อเจดีย์ทรายนี้ เขาท�ำกันมาตัง้ แต่เมือ่ ไร ถ้าหนูอยากรูแ้ ม่จะเล่าให้ฟงั ” “อยากรู้ซิคะ คุณแม่ขาเล่ามาเร็วๆ ค่ะ”

เรื่อง บัวก้าน เลาสูงเนิน โรงเรียน บ้านขามทะเลสอ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา

๒๑


บทความดีเด่น

ลูกสาวตัวน้อยเร่งคุณแม่ “การก่ อ เจดี ย ์ ท รายนี้ มี ม าตั้ ง แต่ ส มั ย พุทธกาล จากพระไตรปิฎกกล่าวถึงการก่อเจดีย์ ทรายไว้ว่า วันหนึ่งพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ทรง พักผ่อน ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น�้ำ ทอดพระเนตร เห็นทรายขาวสะอาดราบเรียบ ทรงมีพระด�ำริว่า ควรท�ำเป็นรูปเจดียข์ นึ้ เพือ่ บูชาพระรัตนตรัย ดีกว่า ที่จะมาเดินเล่นโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อทรงด�ำริ เช่ น นั้ น แล้ ว ก็ ล งมื อ ก่ อ ทรายเป็ น รู ป เจดี ย ์ ด ้ ว ย พระองค์เอง เหล่าบริวารทั้งหลายที่ตามเสด็จ

๒๒

ก็ลงมือก่อเจดีย์ทรายตามไปด้วย เมื่อส�ำเร็จแล้ว มองดูเป็นทิวแถวสวยงามเกิดความสงบ ปีติยินดี เป็นที่ยิ่ง เมื่อนับแล้วปรากฏว่ามีเจดีย์ทรายถึง ๘๔,๐๐๐ องค์” แม่สงั เกตเห็นว่าลูกสาวตัวน้อยตัง้ ใจฟัง จึง เล่าต่อไปว่า “จากนัน้ พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงโสมนัส ยิง่ นัก เสด็จกลับบุพผารามมหาวิหารในนครสาวัตถี ถวายอภิวาทแล้วทรงนั่งข้างองค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า แล้วกราบทูลถามถึงอานิสงส์ของการ ก่อพระเจดีย์ทรายบูชาพระรัตนตรัยที่พระองค์ ทรงกระทำ�มาแล้วโดยตลอด พระพุทธองค์ทรง โปรดประทานพระธรรมเทศนาว่า” “ชนเหล่ า ใดมี ศ รั ท ธาเลื่ อ มใสอุ ต ส่ า ห์ พากเพียรทำ�การก่อสร้างเจดีย์ทรายใหญ่น้อยก็ดี ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิตลอด ร้อยชาติ ถ้าเป็นมนุษย์ก็จะเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์ สมบัติ มีบริวารเป็นจำ�นวนมาก ครั้นตายไปจะได้ เกิดในสวรรค์ แม้นพระตถาคตเองก็เคยได้กระทำ� มาแล้วในครั้งเป็นพระโพธิสัตว์” “คุณแม่ขาอย่างนี้หมู่บ้านเราก็ได้ทำ�บุญ ที่ยิ่งใหญ่มาโดยตลอดทุกปีใช่ไหมคะ ตั้งแต่ลูก จำ�ความได้ลูกก็ได้ขนทรายและก่อเจีย์ทรายทุกปี ซึ่งบางหมู่บ้านเขาก็ไม่ทำ�กันแล้ว” “ใช่จ้ะ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่แม่ยังเป็นเด็กอยู่ คุณตาคุณยายท่านก็พาท�ำมาทุกปีเช่นกัน การขน ทรายเข้าวัดยังเป็นประเพณีสืบทอดความสามัคคี ของคนในหมูบ่ า้ น และเป็นการช�ำระหนีส้ งฆ์ทพี่ วก


เราได้เหยียบย�่ำให้ดินติดเท้าออกจากวัด บางครั้ง ผู้เฒ่าผู้แก่ถือตะกร้าอาหารมาวัด ท่านก็ยังเอา ก้อนดินใส่มาด้วย ทีใ่ ดเป็นหลุมเป็นบ่อก็เอาดินทิง้ ลงไปให้ราบเรียบ ผู้คนสัญจรไปมาจะได้ไม่เป็น อุปสรรค อีกทัง้ ทรายทีเ่ ราช่วยกันขนมานีพ้ ระท่าน ยังน�ำไปใช้ในงานก่อสร้าง ซ่อมบ�ำรุงเสนาสนะได้ อีกมากมายเป็นการช�ำระหนีส้ งฆ์โดยไม่ตอ้ งลงทุน เพียงแต่ลงแรง เราต้องรักษาประเพณีนี้ไว้เพราะ ทุกวันนี้ยังเหลือประเพณีขนทรายเข้าวัดอยู่ใน ประเทศไทยและประเทศลาวเท่านั้น” ลูกสาว ตัวน้อยดีใจและตืน่ เต้นทีจ่ ะได้กอ่ เจดียท์ รายในอีก ๒ วันข้างหน้า ทุกคน ทุกบ้านจึงได้จัดหาดอกไม้ และสิง่ ทีจ่ ะน�ำไปปักบนยอดเจดียเ์ พือ่ ตกแต่งเจดีย์ ทรายให้สวยงาม “คุณแม่ขา นี่ก็จะห้าโมงเย็นแล้วพระท่าน ทำ�ไมยังไม่ตีระฆังสักทีละคะ” “ใจเย็นๆ ซิจะ๊ นีเ่ ราเตรียมทุกอย่างพร้อม แล้ว พอสัญญาณระฆังดังขึน้ เราก็ไปกันได้เลยจ้ะ” ก่อนวันตรุษไทย ทุกคนในหมู่บ้านจะมา รวมตัวกันที่วัดเพื่อท�ำการก่อเจดีย์ทราย แต่ละคน แต่ละครอบครัวจะน�ำดอกไม้ พวงมาลัยมาด้วยเพือ่ ตกแต่งเจดีย์ให้สวยงาม รุ่งเช้าของวันตรุษไทย ทุ ก คนแต่ ง ตั ว สวยงามมาท�ำบุ ญ พร้ อ มกั น ที่ วั ด พร้อมน�้ ำหอมน�้ ำปรุงมาประพรมเจดีย์ทุกองค์ ดอกไม้ธปู เทียนน�ำมาบูชา ขันน�ำ้ มาท�ำน�ำ้ มนต์และ ธงกระดาษประกาศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรพชน มาร่วมอนุโมทนาบุญ ปักไว้ที่กองทราย มีความ ว่า... “ ธงผืนนีท้ �ำไปถึงพระอินทร์ พระพรหม พระ

ยม พระกาฬ ท้าวจตุโลกบาลทัง้ สี่ โปรดน�ำข่าวบุญ กุศลนี้ไปถึงญาติทั้งหลาย ผู้ล่วงลับไปให้ได้ทราบ ในกองบุญ กองกุศลที่ลูกหลานได้ก่อเจดีย์ทราย ถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระรัตนตรัย พร้อมทัง้ ถวาย หนี้เก่า หนี้ใหม่ที่เราท่านทั้งหลายได้ล่วงเกิน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้เป็นอโหสิกรรม อย่าได้มีเวรหนี้กรรมติดภพติดชาติอีกเลย สาธุ สาธุ สาธุ”

๒๓


บทความดีเด่น

ภาคกลางตะวันออก นครปฐม

วิถีพุทธ :

รู้ ตื่น และเบิกบาน ภาพ : creativecommons.com

เรื่อง พระครูปลัดสุวฒั พรหมคุณ วัดญาณเวศกวัน ต.บางระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

๒๔

คุ ณ ลั ก ษณะสำ � คั ญ ของพระพุ ท ธเจ้ า ก็ ดี พระอริยสาวกก็ดี จะมีจุดเด่นที่สามารถพูดแบบ รวบรัดให้กระชับได้ว่า เป็นผู้รู้ ตื่น และเบิกบาน คุณลักษณะนีค้ วรจะมีปรากฏในพุทธศาสนิกชนทุก คนด้วย เพราะเป็นการบ่งบอกถึงเอกลักษณ์พิเศษ ที่แยกได้ว่าเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่เป็นคน ทีไ่ ร้ปญั ญา คนหลง คนมัวเมา และคนทีม่ คี วามทุกข์ มีความคับแค้น เดือดร้อนใจ จิตใจหดหู่ เหงาหงอย เศร้าสร้อย เสียใจ อะไรประเภทนี้ ต้องเป็นคน แกล้วกล้า อาจหาญ มั่นใจ สง่าผ่าเผย มีใบหน้า ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริง เป็นผู้ไกลจากกิเลส จะอยู่ ที่ไหนก็ย่อมจะทำ�ให้ที่นั่นเป็นสถานที่อันรื่นรมย์

น่าอยูน่ า่ อาศัย ตลอดจนมีมนุษยสัมพันธ์ทด่ี ี คำ�ว่า รู้ หมายถึง การรู้แจ้ง การเข้าใจ ทราบถึงวิธีการหรือขั้นตอนของการที่จะนำ�พา บุคคลหรือสังคมไปสูจ่ ดุ หมายทีด่ งี ามอย่างกระจ่าง แจ้ง มีปัญญา คำ�ว่า ตื่น หมายถึง ฟื้นจากหลับ ไม่หลับ รู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้เท่าทัน รู้ตัวขึ้น มีสติ โดยเฉพาะการตื่นตัว ไม่มัวตามตอบสนอง กิเลสตัณหาให้มัวเสียเวลา คำ�ว่า เบิกบาน หมายถึง มีความผ่องใส ของจิตใจ ร่าเริง แจ่มใส ไม่ขุ่นมัว มีความสุข คนเราที่ไม่สามารถจะเข้าถึงหลักการทั้ง


สามนี้ คือ รู้ ตื่น และเบิกบาน ได้นั้น ก็เพราะว่า เรายังมืดมัวด้วยกิเลสตัณหา ยังติดในกามคุณ หรือกามสุขนั่นเอง การทีค่ นเรามักจะมัวเมากับสิง่ ทีม่ าตอบสนอง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เรียกว่ากามคุณ ๕ นั้น มีเรือ่ งปรากฏในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๘ สัฏฐินบิ าต เรื่อง โสณกชาดก ซึ่งมีใจความโดยย่อว่า เมื่อครั้ง ที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระราชกุมาร พระนามว่า อรินทมราชกุมาร และมีพระสหายชื่อ ว่า โสณกกุมาร เมื่อทั้ง ๒ เจริญวัยแล้วได้เดินทาง ไปศึ ก ษาศิ ล ปศาสตร์ ที่ เ มื อ งตั ก สิ ล าด้ ว ยกั น หลังจากจบการศึกษาแล้ว ได้หาประสบการณ์เพิม่ เติมด้วยการตระเวนไปตามเมืองต่างๆ ต่อมา อรินทมราชกุมารได้รบั การอภิเษกเป็นกษัตริยค์ รอง ราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี ส่วนโสณกกุมารได้ออกบวชบ�ำเพ็ญสมณ ธรรมจนได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ภายหลัง ได้แสดงธรรมโปรดพระเจ้าอรินทมะ โดยการ เปรียบเทียบคนที่บริโภคกามว่า เป็นเหมือนอีกา ที่บริโภคซากช้างที่ลอยไปตามกระแสน�้ำในแม่น�้ำ คงคา มีความพึงพอใจทีม่ อี าหารให้กนิ มีนำ�้ ให้ดมื่ จับอยู่บนซากช้างนั้นไม่หนีไปไหน ถึงแม้จะมี ต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่นตามตลิ่งที่ซากช้างไหลผ่านป่า นั้นไป ก็ไม่สนใจที่จะบินขึ้นไปจับ ไม่นานซากช้าง นัน้ ก็ลอยออกทะเลเวิง้ ว้าง กว้างไกล เมือ่ จิกกินเนือ้ ช้างแล้ว จะดืม่ น�ำ้ แต่นำ�้ กลับกลายเป็นน�ำ้ เค็มเสีย แล้ว เห็นว่าไม่เกื้อกูลต่อการด�ำรงชีวิตอีกต่อไป จึงได้ทะยานบินขึน้ ไปเพือ่ จะเข้าหาฝัง่ แต่ซากช้าง นั้นอยู่ห่างไกลจากฝั่งมากแล้ว จึงต้องบินอยู่นาน มากจนหมดแรง ก็ตกลงในทะเล และเป็นอาหาร ของปลาในทะเลนั้นไป พระเจ้าอรินทมะทรงสดับ เรื่องนี้แล้ว ทรงเกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความ เบื่ อ หน่ า ยในการอยู ่ ค รองราชสมบั ติ อี ก ต่ อ ไป

จึงได้สละราชสมบัติ และออกผนวชในที่สุด จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า อีกาไม่รู้ ไม่เข้าใจ มัวเมา หมกมุ่นแต่ซากช้างนั้น จึงนำ�ภัยมาให้ ถึงตนได้ในทีส่ ดุ พระเจ้าอรินทมะทรงทราบเรือ่ งนี้ ทรงตื่นจากความมัวเมาในลาภ ยศ จึงทรงดำ�ริ ออกผนวช เพื่อจะทำ�ชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ให้ เข้าถึงหลักสัจธรรมความจริง ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นผู้ที่รู้ ตื่น และเบิกบานด้วยธรรม มีความสุข ทีเ่ ต็มเปีย่ ม จากการได้ท�ำ ลายกิเลสให้หมดสิน้ แล้วนัน้ การรู้ ตื่น และเบิกบาน จึงเป็นวิถีของพุทธ โดยแท้ ชาวพุทธคนใดที่ยังหาแนวทางดำ�เนินชีวิต ไม่พบ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ศึกษาตัวอย่าง วิธปี ฏิบตั ิ และแนวทางการดำ�เนินชีวติ ของบุคลากร ในโรงเรียนวิถีพุทธ ดังได้นำ�มาจัดพิมพ์ในวารสาร ฉบับนี้ ขอให้ชาวพุทธจงเป็นผู้รู้ ตื่น และเบิกบาน ถ้วนหน้ากัน เทอญ

๒๕


บทความดีเด่น

ภาคใต้ตอนบน เพชรบุรี เขต ๑

ประสิทธิ์ คงศิลป์ ....

ลูกผู้ชายหัวใจไม่แพ้

ภาพ : creativecommons.com

เรื่อง อำ�ไพ สังข์สุข โรงเรียน วชิรธรรมโศภิต ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี

๒๖

บางครั้งเมื่อครุ่นคิดเกี่ยวกับชีวิต ข้าพเจ้า ได้ข้อสรุปว่า ชีวิตเป็นสิ่งลึกลับ มีค�ำถามมากมาย ที่เราไม่อาจตอบ เรามาจากไหน เราเกิดมาท�ำไม เหตุใดเราจึงมาสู่โลกนี้ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เลือก รวมทั้งค�ำถามอื่นๆ แม้แต่เรื่องคุณธรรมความดี และความเป็นธรรมในสังคม หลายครั้งที่ข้าพเจ้า เคยผิดหวังท�ำให้รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนชีวิตไม่ใช่ อะไรอื่นนอกจากภาระที่หนักอึ้ง แต่แล้วในที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้เรียนรูจ้ ากเด็กหนุม่ คนหนึง่ ว่า อย่ามัว แต่ตั้งค�ำถามอยู่เลย จงใช้ชีวิตให้มีคุณค่าสมกับ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เถิด...เด็กหนุ่มผู้นี้ท�ำให้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งสวยงามและศักดิ์สิทธิ์... ข้าพเจ้าก�ำลังพูดถึงประสิทธิ์ คงศิลป์ เด็ก หนุ่มวัย ๑๖ ปี เขาเรียนภาษาอังกฤษกับข้าพเจ้าที่ โรงเรียนวชิรธรรมโศภิต เมือ่ เขาเข้ามาเรียนชัน้ ม.๑

ทุกๆ เช้าข้าพเจ้าพบเขาช่วยนักการกวาดโรงเรียน อยู่อย่างแข็งขัน เขาจะได้เงิน ๑๐ บาททุกวัน จากงานนัน้ ในช่วงพักเทีย่ งข้าพเจ้าชินกับภาพทีเ่ ขา หิว้ ถังน�ำ้ ไปใส่โอ่งมังกรในห้องศูนย์ศลิ ปวัฒนธรรม เพือ่ ให้เพือ่ นๆ ใช้นำ�้ รดบรรดาต้นไม้บนตึกชัน้ สาม น�้ำในโอ่งนั้นพร่องอยู่เนืองนิตย์ ประสิทธิ์จึงต้อง คอยตักมาเติมให้เต็มทุกวัน งานนีท้ �ำให้เขาต้องรีบ กินข้าวกลางวัน เขาไม่ถือว่านั่นเป็นค่าจ้าง แต่เขา ยินดีท�ำเพราะไม่ตอ้ งการรับความช่วยเหลือใครโดย ไม่ได้ท�ำสิ่งใดตอบแทน ไม่นานข้าพเจ้าก็ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดใน ชีวิตของเขาว่า ประสิทธิ์ย้ายจากรุงเทพฯ มาอยู่ที่ หมู่บ้านบางล�ำภู พ่อของเขาต้องออกจากงาน เนื่ อ งจากป่ ว ยด้ ว ยโรคเส้ น เลื อ ดหั ว ใจตี บ ความเครียดยังท�ำให้พ่อเป็นโรคเบาหวาน และ


ความดันโลหิตสูงอีกด้วย พวกเขาไม่มีบ้านของ ตนเองจึงต้องอาศัยอยู่กับญาติ เล่ากันว่า เขา ถูกเพื่อนใหม่ท้าทายและรังแกเสมอซึ่งประสิทธิ์ จะตอบโต้อย่างรุนแรงทุกครั้ง วันหนึ่งท่านพระครู โศภิตวัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดบางล�ำภูพบเห็นการ ต่อยตีของพวกเด็กๆ จึงได้สอบถามถึงสาเหตุและ ได้เมตตาสอนประสิทธิ์ว่า ถ้าหากเขายังเลือก เอาการโต้ตอบเป็นทางออกเรือ่ งราวก็จะบานปลาย เรื่อยไป แต่ถ้าหากเขาใช้ความอดทนอดกลั้น เรื่องราวก็จะยุติได้โดยง่าย ประสิทธิ์เชื่อฟังค�ำสั่ง สอนนั้ น และท่ า นพระครูก็ ไ ด้ เ มตตาให้แ ม่ข อง ประสิทธิ์มาท�ำงานเป็นแม่ครัวที่วัด คราวนี้แม้จะ ถู ก ล้ อ เลี ย นว่ า ต้ อ งกิ น ข้ า ววั ด เหมื อ นหมาวั ด ประสิทธิ์ก็ไม่โกรธเพื่อนๆ อีก เขายิ้มรับค�ำดูถูก ด้วยความอดทน ในวันหยุดเขาไปรับจ้างเป็นคนงาน ก่อสร้าง บางคราวเขารับจ้างเป็นคนงานในสวนให้ คุณครูที่โรงเรียน เขาท�ำทุกอย่างที่เป็นงานสุจริต ด้ ว ยความตั้ ง ใจ เขาเรี ย นดี มี น�้ ำ ใจกั บ ทุ ก คน ไม่นานเขาก็เป็นที่รักของเพื่อนๆ และไม่โดดเดี่ยว อีกต่อไป บางครั้งชั่วโมงภาษาอังกฤษที่ข้าพเจ้าสอน จะเป็ น ช่ ว งบ่ า ย ข้ า พเจ้ า แปลกใจที่ ป ระสิ ท ธิ์ มักง่วงงุน เขาจะขออนุญาตไปล้างหน้าเพือ่ ปลุกให้ ตนเองตาสว่างก่อนจะกลับมาเรียนอย่างตั้งใจ ต่อไป และต่อมาข้าพเจ้าจึงรู้ว่าเขาไปทำ�งานแซะ เกลือในนาเกลือ ซึง่ อยูต่ ดิ ทะเลด้านตะวันออกของ อำ�เภอบ้านแหลม งานนาเกลือจะเริ่มทำ�เมื่อสิ้น ฤดูฝน ประสิทธิ์ไปทำ�งานแซะเกลือด้วยความหวัง ที่จะหาเงินมาให้แม่ งานแซะเกลือต้องทำ�ตอน กลางคืน ทำ�เรื่อยไปซึ่งในบางครั้งงานจะเสร็จ ในตอนเทีย่ งของวันต่อมา ช่วงเปิดเทอมเขาทำ�งาน เฉพาะช่วงเที่ยงคืนจนถึงหกโมงเช้าจึงกลับมา แต่งตัวไปโรงเรียน งานแซะเกลือทำ�ให้เขาต้องตื่น

ตั้ ง แต่ ห้ า ทุ่ ม ครึ่ ง เตรี ย มตั ว ไปพร้ อ มกั น ที่ บ้ า น หัวหน้างานก่อนเทีย่ งคืนแล้วจึงอาศัยซ้อนมอเตอร์ไซค์ ใครซักคนแล่นฝ่าความมืดไปที่นาเกลือ งานแซะเกลือเป็นงานเหมาในช่วงปิดเทอม ประสิทธิจ์ ะได้รบั ส่วนแบ่งในราวเกือบสองร้อยบาท ต่อวัน แต่ในช่วงปิดเทอมเขาจะทำ�งานเต็มเวลา คือเริ่มงานตั้งแต่เที่ยงคืน กลับถึงบ้านก็พอดีพระ ฉันเพลเสร็จ เขาอาศัยกินข้าวก้นบาตรพระแล้วก็ จะนอนพักไปจนกว่าแม่จะมาปลุก ให้ชว่ ยปิดประตู ครัวประตูวดั เขาต้องนอนแยกกับพ่อทีเ่ ขาเป็นห่วง อย่างยิ่งเพราะเขาจำ�เป็นต้องพึ่งนาฬิกาปลุกเสียง ดังสนัน่ เพือ่ ตืน่ ให้ทนั คนงานแซะเกลือคนอืน่ ๆ เขา ภูมใิ จทีไ่ ม่เคยไปสายเลย แต่เขากลับจากบ้านด้วย หัวใจที่เป็นห่วงพ่อทุกครั้ง... พ่อของเขาอาการทรุดลงเรื่อยๆ ขณะที่ ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้พ่อของประสิทธิ์มีอาการท้อง บวมเป่งโดยไม่รสู้ าเหตุ แม่เป็นคนพาพ่อไปหาหมอ ที่โรงพยาบาล ยาที่ได้มามักเป็นยาแก้ปวดและ พ่อของประสิทธิก์ จ็ ะกินยานัน้ เพือ่ ให้ตนเองหลับไป เพื่อหลีกหนีความทรมาน ประสิทธิ์เป็นห่วงพ่อ จนกลายเป็ น คนเงี ย บขรึ ม มี ค นแนะนำ� ว่ า พ่ อ เขาควรได้ รั บ การผ่ า ตั ด เพื่ อ รั ก ษาโรคหั ว ใจ ประสิทธิ์รู้ว่ามันจำ�เป็นจะต้องใช้เงินจำ�นวนมาก รัฐอาจจะช่วยเหลือเขาบ้าง แต่เขาจะต้องมีเงิน สักก้อนให้ได้อยู่ดี วันแล้ววันเล่าผ่านไปประสิทธิ์ ก็ไม่เคยเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ�เลย เขาให้เงิน ทุกบาททุกสตางค์ทห่ี ามาได้กบั แม่ แต่มนั มีรายจ่าย อืน่ ๆ ในครอบครัวอยูเ่ สมอ ทัง้ เรือ่ งการเรียนของเขา กับน้องสาว อาหารบำ�รุงร่างกายของพ่อก็มีราคา แพง ประสิทธิเ์ ต็มใจทีจ่ ะซือ้ หามาให้พอ่ เพราะพ่อ เขากินอาหารได้นอ้ ยมาก เหนือ่ ยงานมากขึน้ สิง่ ที่ เขาทนไม่ได้ก็คือการที่พ่อเริ่มสิ้นหวังกับตนเอง โทษตั ว เองว่ า พ่ อ เป็ น ภาระของลู ก ประสิ ท ธิ์ ๒๗


บทความดีเด่น

เขายอมแลกชีวติ ของเขาเพือ่ พ่อได้ กำ�ลังใจจาก ลูกชายคนเดียวทำ�ให้ชายกลางคนที่ล้มป่วยมา นานพยายามที่จะยืนหยัดต่อสู้กับโรคภัยต่อไป พยายามให้พ่อเข้าใจว่าเขายอมแลกชีวิตของเขา เพื่ อ พ่ อ ได้ กำ � ลั ง ใจจากลู ก ชายคนเดี ย วทำ � ให้ ชายกลางคนทีล่ ม้ ป่วยมานานพยายามทีจ่ ะยืนหยัด ต่อสู้กับโรคภัยต่อไป พ่อบอกประสิทธิ์เสมอว่าพ่อ ภูมใิ จในตัวเขา พ่อจะมีชวี ติ อยูเ่ พือ่ รอดูความสำ�เร็จ ของเขา ประสิทธิ์ใช้ประโยคนี้เป็นแรงบันดาลใจ ที่จะสู้กับงานหนักต่อไป การที่ อ ยู ่ ใ นวั ย ก�ำลั ง กิ น ก�ำลั ง นอนท�ำให้ ประสิทธิ์ง่วงเสมอเมื่อต้องท�ำงานดึกดื่น เขาอาศัย เรื่องเล่าของพวกผู้ใหญ่ที่เล่าสู่กันฟังเป็นความ บันเทิงแก้งว่ ง เขาชอบฟังเรือ่ งราวเกีย่ วกับชีวติ ของ ผู้คนที่ต่างดิ้นรนต่อสู้ มีมุมมองต่อชีวิตแตกต่าง กันไป มันเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีในห้องเรียน แต่ บางคราวเมือ่ ทุกคนนิง่ เงียบประสิทธิพ์ ยายามทีจ่ ะ ไม่งว่ ง เขาจึงจินตนาการว่านาเกลือขาวกระจ่างอยู่ ในความมืดนั้นคือหิมะและเขาก�ำลังเล่นโกยหิมะ ให้เป็นรูปพีระมิด เขาภูมิใจกับกองเกลือสีขาว ที่เรียงรายเป็นแถวเป็นระเบียบ ครั้นใกล้รุ่งสาง ประสิทธิ์จะดีใจที่เวลาเช้ามาถึง เขาชอบดาว ประกายพรึกที่เจิดจ้าอยู่บนฟ้าทางทิศตะวันออก มันให้ก�ำลังใจกับเขาเสมอ แต่เมื่อแดดแรงขึ้น เม็ดเกลือจะพากันส่องแสงจ้าบาดตา นาเกลือตอน กลางวันก็เหมือนทะเลทรายดีๆ นี่เอง...เมื่อฝน ตกงานที่หนักอยู่แล้วจะหนักยิ่งขึ้นไปอีก คนงาน แซะเกลือต้องพยายามไม่ให้เกลือมีโคลนปนเข้าไป ด้วยการโกย การคราดจึงต้องท�ำด้วยความระมัด ระวังในความเหน็ดเหนื่อย ประสิทธิ์เล่าว่าเขา จิ น ตนาการให้ เ ม็ ด เกลื อ นั้ น เป็ น เพชรซึ่ ง ส่ อ ง ประกายเจิดจ้าและเขาก�ำลังเล่นอยู่กับอัญมณี ๒๘

สูงค่าด้วยความระมัดระวัง พวกผู้ใหญ่ต่างชื่นชม ที่เขาไม่พร�่ำบ่นและยิ่งโตขึ้นมากเท่าไหร่ประสิทธิ์ ก็กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ส�ำคัญในการท�ำงาน มากขึ้นเท่านั้น ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ขณะที่ข้าพเจ้า ตรวจข้อสอบ ประสิทธิ์แวะมาดูผลการเรียนของ เขา ข้าพเจ้าพบว่าเขาสูงขึ้นมาก แต่ผอมลง และ ผิวคล�้ำกร�ำแดด ตาโตมีรอยเศร้าบวมช�้ำจากการ อดนอน แต่เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะในบรรดา นักเรียนชายชั้น ม.๓ เขาได้เกรดสูงสุดคือ ๓.๘๘ สิง่ นัน้ ท�ำให้พอ่ เขาภาคภูมใิ จ เขายังได้รบั การโหวต จากคณะครูทั้งโรงเรียนในวันปัจฉิมนิเทศให้เป็น นักเรียนขวัญใจคุณครูอกี ด้วย...แต่ทงั้ หมดนีค้ งไม่ เท่ากับการที่เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นเยาวชน ดีเด่นด้านคุณธรรมจริยธรรมของจังหวัดเพชรบุรี เขามีโอกาสได้เข้าพบและรับโล่จากนายกรัฐมนตรี เมื่อวันเด็ก ปี ๒๕๕๓ ... ประสิทธิ์บอกว่าเป็นวันที่ พ่อเขายิม้ อย่างสดใสทีส่ ดุ กินข้าวได้มากทีส่ ดุ และ หลับสบายตลอดทั้งคืน สิ่งเหล่านี้ท�ำให้เขารู้ว่าพ่อมีความสุขที่เขา เป็นคนดี มันส�ำคัญเสียยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด ดังนั้นเขาจะท�ำสิ่งที่ดีต่อไปเพื่อให้พ่อมีรอยยิ้ม มีก�ำลังใจทีจ่ ะต่อสูก้ บั โรคภัย ขอเพียงพ่อมีความสุข ประสิทธิก์ พ็ ร้อมทีจ่ ะก้าวต่อไปสูจ่ ดุ หมาย...เขายัง พู ด ด้ ว ยรอยยิ้ ม มุ ่ ง มั่ น ให้ ข ้ า พเจ้ า ฟั ง ซ�้ ำเหมือน ทุกครั้งว่า เขาจะหาเงินให้มากพอที่พ่อจะผ่าตัด หัวใจโดยเร็ว เมื่อเดินกลับบ้านพักหลังโรงเรียนเลิก แดด ยามบ่ายยังร้อนจัด ข้าพเจ้าเห็นดอกกระดุมเงิน กระดุมทองป่าบานอยูร่ มิ ทางเดิน อากาศทีแ่ ห้งแล้ง ทำ�ให้ดอกของมันเล็กกระจิริดแต่มันก็เบิกบาน อย่างสง่างามเลยทีเดียว เมื่อมองดูดอกไม้เล็กๆ นั้น ข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงสิ่งใดเลยนอกจากหัวใจ ที่ยิ่งใหญ่ของประสิทธิ์ คงศิลป์..


ภาคใต้ตอนล่าง นราธิวาส เขต ๒

เกียรติภมู ิ หรือ สมรภูมิ ... คนสร้างคน

...ข้าราชการต้องยึดมั่น และรักษาไว้ซึ่ง เกียรติภูมิ ยิ่งถ้าเป็นข้าราชการครู ต้องรักษาไว้ซึ่ง คุณธรรม คือ ความดีงามในจิตใจ ที่น้อมนำ�ให้ทำ� แต่สิ่งที่ดี มีจรรยาบรรณวิชาชีพ หรือกฎเกณฑ์ ความประพฤติหรือมารยาทในการประกอบอาชีพ เป็น แบบอย่ าง เป็นพ่อพิมพ์ และแม่พิมพ์ที่ดี มีความเมตตา กรุณาต่อศิษย์ ต้องเข้าใจจริยธรรม ซึ่งก็คือหลักในการดำ�เนินชีวิต...

...ท่ามกลางโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล โลกที่ เจริ ญ ด้ า นการสื่ อ สาร โลกแห่ ง โลกาภิ วั ต น์ วันเปลีย่ น เวลาเปลีย่ น และจิตใจคนก็เปลีย่ นแปลง ตามโลก ตามสังคมไป...แต่จรรณยาบรรณวิชาชีพ ที่บันทึกไว้เพื่อสั่งสอน บุคลากรผู้จะม���ทำ�หน้าที่ เป็น “ครู” มิเคยเปลี่ยน ...คำ�ว่า “ครู” ซึ่งมาจาก คำ�บาลีสันสกฤตที่แปลว่า “หนักแน่น และผู้ชี้ทาง สว่าง” หรือครูที่ได้ชื่อว่าผู้สร้างคน คนสร้างคน

เรื่อง อัญญาณี รองสวัสดิ์ โรงเรียน บ้านตอหลัง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

๒๙


บทความดีเด่น

หรือคนสร้างโลก ก็ไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน... ...เป็นภาพหรือเรื่องราวปกติของทุกๆ วัน ในวันท�ำการของข้าราชการครูในจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะอ�ำเภอตากใบ ที่ซึ่งดิฉันเกิด อาศัยอยู่ และมีอาชีพเป็นข้าราชการครูในปัจจุบนั คือภาพของ รถทหารน�ำหน้าขบวน อาวุธครบมือ ไม่ว่าจะทั้ง รถจักรยายนต์ รถกระบะ รถหุม้ เกราะ ฯลฯ ยกเว้น ก็คงเป็นรถถังที่ไม่ค่อยได้เห็น และพบเจอในการ ปฏิบัติงานของทหารชุดคุ้มครองครู กลางขบวน เป็นครู และปิดท้ายตามหลังด้วยทหารชุดคุม้ ครอง ครูอกี เช่นกัน ...โอ้แม่เจ้า... มันช่างยิง่ ใหญ่อลังการ งานสร้างอะไรเช่นนี้ ...คุณๆ รู้ไหมว่าครูก็มีอาวุธ นะ... ก็คอื “ชอล์ก” ไง ...บวกกับวิชาความรู้ ความ ช�ำนาญของแต่ละท่านทีร่ �่ำเรียนมา เพือ่ มอบให้กบั ผองศิษย์ทงั้ หลาย เพือ่ ให้พน้ จากวงจรอันปราศจาก มงคลทีไ่ ม่เจริญ ก็คอื ความโง่ ความจน และความ เจ็บ เพือ่ ให้ศษิ ย์ได้น�ำไปปฏิบตั ิ และใช้ในการด�ำรง ชีวิต แต่ท�ำไมทุกวันนี้ครูผู้สอนจึงต้องเจ็บ (กาย และใจ) และเสียชีวิตด้วย เนื่องด้วยเหตุที่ว่าท�ำไม ครูจงึ ต้องเข้ามาพัวพันในวงจร ทัง้ ๆ ทีค่ รูเป็นผูน้ �ำ ทางเพือ่ ให้ออกจากหนทางในวงจรนี...้ ทัง้ หมดมัน เริม่ ตัง้ แต่วนั ที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗ จนกระทัง่ ถึงปัจจุบนั ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔... วันทีด่ ฉิ นั ได้ เ ขี ย นแล้ ว ถ่ า ยทอดบทความนี้ คุ ณ ครู แ ห่ ง ชายแดนใต้เสียชีวติ ไปแล้วกว่า ๑๔๐ คน และบาด เจ็บก็อีกกว่า ๑๐๐ คน...? ...ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ โรงเรี ย นบ้ า นตอหลั ง อำ � เภอตากใบ จั ง หวั ด นราธิวาส... พี่เอียดเป็นครูคนหนึ่งของโรงเรียน แกเป็นครูที่เก๋าเก่า (แก่) ได้รับราชการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ สุดท้ายก็ได้ย้ายมาลงปฏิบัติงานที่ โรงเรียนบ้านตอหลัง ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ (ในฐานะ ครูใหม่) สาเหตุที่แกเลือกลงปฏิบัติงานที่นี่เพราะ เป็นบ้านเกิดของแกนั่นเอง แม้ว่าหลังจากแต่งงาน แกจะย้ายออกไป แกเป็นครูมา ๓๐ กว่าปีจนมี มอเตอร์ไซค์คู่ชีพประจำ�ตำ�แหน่ง อายุของมัน ก็รนุ่ น้องๆ แกนัน่ แหละ และแกก็มอี ะไรๆ หนักใจ แบบที่เพื่อนๆ ครูทุกคนต่างมีเช่นกัน ๓๐

...พี่เอียดเป็นคนอารมณ์ดี คุยสนุก เข้าได้ กับทุกๆ คน ใครโสดไม่มคี ู่ แกก็จดั หาให้หมด โดย เฉพาะกับครูสาวๆ พูดให้ครึกครื้นได้เสมอ ด้วย สำ�นวนที่ว่า “สองแง่ สามง่าม” จนทุกวันทำ�การ พวกครูเรารอลุ้นว่าพี่เอียดแกมีมุกอะไรมาหยอก ล้อพวกเราอีก... พี่เอียดเป็นคนรักครอบครัวโดย เฉพาะ “แม่” (ภรรยาที่ชื่อพี่พร้อม) และลูกๆ อีก ๓ คนของแก แกทั้งเคารพ ให้เกียรติ และรัก สมาชิกในครอบครับทุกคนตามลำ�ดับ มากๆ ถึง มากที่สุด... ...วันนี้เป็นวันที่พี่เอียดสวม “เสื้อบาติก สีขาว” ทีม่ ลี วดลายของบรรยากาศใต้ทอ้ งทะเลอัน สดชื่นและแจ่มใส...และแกก็บรรยายประกอบว่า “ลูกสาวพี่ซื้อมาฝากจากภูเก็ต” (ขณะนั้นเรียน อยูท่ มี่ หาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ปีที่ ๒)... พูดตัง้ แต่ เช้าจนพักเทีย่ งรับประทานอาหารกลางวันทีห่ อ้ งพัก ครู ก็ยังคุยแต่เรื่องเสื้อของแก ครูหลายคนพยัก หน้ารับรู้ และพร้อมกับอมยิ้มไปด้วย ดูพี่แกภูมิใจ มาก... แล้วจึงพูดขึ้นมาว่า “พี่น่ะเป็นห่วงน้องๆ ที่มาไกล” แกคงหมายถึงครูสาว ๓ คนที่มาจาก ภาคเหนือและภาคอีสานนั่นเอง และพูดต่อว่า “เหตุการณ์ไม่ปกติ ถ้าไม่จำ�เป็นก็ไม่ต้องออกไป ไหนนะน้องๆ” ทุกคนพยักหน้ารับ “แล้วพี่เอียด ล่ะ?” ดิฉันพูดสวนไป “มาก็ไกล ขับรถก็ช้า หมวก กันน็อกก็ไม่ใส่ ขนาดเด็กๆ วิ่งเล่นออกกำ�ลังกาย ยังวิ่งแซงรถพี่เลย” พี่เอียดและทุกคนหัวเราะ แล้วพีเ่ อียดก็พดู ต่ออย่างอารมณ์ดวี า่ “กับพีค่ งไม่มี ใครทำ�อะไรหรอก ทางจากบ้านมาโรงเรียนตลอด ทางก็ลูกศิษย์ เพื่อนๆ ดีๆ กันทั้งนั้น รู้จักทุกคน ไม่ต้องห่วง” พี่เอียดตอบ... วันนั้นหลังจากปล่อย นักเรียนเลิกแถวกลับบ้าน ในเวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. ดิฉันได้ทักทายพี่เอียด “กลับแล้วหรือพี่?” พี่เอียด ตอบกลับมาว่า “ไม่หรอก กะว่าจะเข้าไปธุระทีท่ า่ น ก่อน” (ท่าน คือ เจ้าอาวาสวัดท่ามะปราง) แล้วพี่ เอียดกับดิฉันก็แยกทางกันกลับบ้าน... ...๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ภายในวัดท่า มะปราง หมู่ที่ ๓ ตำ�บลไพรวัน อำ�เภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เนืองแน่นไปด้วยผูค้ น โดยเฉพาะ


ผูร้ ว่ มวิชาชีพครู ญาติพนี่ อ้ ง ลูกศิษย์ลกู หา รวมทัง้ บุคคลที่รักและเคารพ แม้กระทั่งคนที่ไม่รู้จัก (นัก ข่าวจากหลายๆ สำ�นักข่าว) ก็มาอยูก่ นั อย่างอึกทึก ในบริเวณวัด ...เสียงเพลงมอญร้องไห้ พญาโศก หรือธรณีกนั แสง ก็ดงั เอือ่ ยๆ เรือ่ ยๆ เป็นระยะๆ... ...ใช่...วันนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงศพ พี่เอียด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธี ...ใช่...มันจบแล้ว...สิ้นแล้ว... ส�ำหรับครอบครัว เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และผอง ศิษย์ ...การจากไปเพียงหนึง่ ชีวติ ของพีเ่ อียดบนโลก ใบนี้ แต่ทุกคนจะรู้ไหมว่าพี่แกคือโลกทั้งใบของ ภรรยา ทีม่ อี าชีพเป็นแม่บา้ นมาตลอดชีวติ และลูก อีก ๓ คน ...พี่เอียด คือเสาหลัก ...คือความหวัง ...คืออนาคต... นีห่ รือคือประเทศไทย มันเกิดอะไร ขึน้ ? ...ดิฉนั ไม่รจู้ ริงๆ ว่าจะเขียนบทความนีต้ อ่ ไป ได้อย่างไร? มันจุกและแน่นทีอ่ กอย่างพูดไม่ออก... พี่เอียดเสียชีวิตแล้ว หรือเรียกว่าตายจะดีกว่า ...ระหว่างรบในสงครามหรือ? ไม่...ไม่เลย... พี่เอียดเป็นแค่ครูแก่ๆ นิสัยดี ที่ฐานะธรรมดาๆ คนหนึง่ ซึง่ ไม่เคยมีพษิ มีภยั กับใคร และได้แค่สร้าง คุณประโยชน์นานัปการ ในช่วงเวลาของการได้ชื่อ ว่าเป็น “ครู” แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนคือ ...ความตาย เท่านั้นเหรอ...? หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนาที่วัด ท่ามะปราง ภรรยา ลูกๆ ญาติๆ และทุกคนก็ เคลือ่ นร่างอันไร้วญิ ญาณของพีเ่ อียดไปวัดทรายขาว (เนื่องจากวัดท่ามะปรางไม่มีเมรุเผาศพ) ซึ่งวัดอยู่ ไม่ห่างไกลกันนัก... ...วันนี้แดดจ้า ท้องฟ้าเปิด ลมสงบเงียบ เหมือนจะรอรับอะไรสักอย่างด้วยใจที่จดจ่อ... ในเวลา ๑๔.๐๐ น. ประธานในพิธีได้อัญเชิญเพลิง พระราชทาน เพือ่ พระราชทานเพลิงศพ และจุดไฟ พระราชทาน... สักพักควันสีด�ำ สีสลับลายคลุ้ง ทะมึน ค่อยๆ พวยพุง่ ออกจากยอดเมรุเป็นระยะๆ สูงขึ้นๆ แล้วจางหายไป ในท่ามกลางแสงสว่าง ของดวงอาทิตย์... พรุง่ นีค้ งไม่เจอพีเ่ อียดทีโ่ รงเรียน บ้านตอหลังอีกแล้ว และคงตลอดไป... นี่หรือชีวิต ของข้าราชการครูชายแดนใต้... ดิฉันสับสน และ ไม่เข้าใจถึงหลักการ กับหลักความเป็นจริง ในเรือ่ ง

พรุ่งนี้คงไม่เจอพี่เอียดที่โรงเรียนบ้านตอหลัง อี ก แล้ ว และคงตลอดไป... นี่ ห รื อ ชี วิ ต ของ ข้าราชการครูชายแดนใต้ เกียรติภูมิ รู้เพียงว่า...วันนี้...ชั่วโมงนี้...ที่นี่...ไม่ ต่างอะไรกับสมรภูมใิ นสงคราม ซึง่ ยังรูว้ า่ ข้าศึกคือ ใคร แต่ครูไม่รู้เลยว่าก�ำลังท�ำศึกอยู่กับใคร...? ...สุดท้าย น้องคนนีไ้ ม่มอี ะไรจะบอกพีเ่ อียด มากไปกว่านี้ ขอให้ดวงวิญญาณพีจ่ งไปสูค่ วามสงบ สุข หากเกิดชาติหน้าฉันใดก็อย่าให้เจอเหตุการณ์ เฉกเช่นนีอ้ กี ให้จรรยาบรรณวิชาชีพครูของพี่ ทีไ่ ด้ มอบคุณความดีให้ตระหนักไว้เป็นสิง่ สุดท้ายแก่คน เ���ื้องหลัง และขอให้จิตวิญญาณของพี่ที่เป็นผู้ “หนักแน่น และผู้ชี้ทางสว่าง” ได้ส่องแสงชี้ทางใน ความมืดมนบนโลกใบนี้ ให้สว่างไสวตลอดกาล... เกียรติภูมิ...สร้างคน...คนสร้างโลก วิปโยค...เกิดกับครู...ใครก็เห็น แม้นหนทาง...ข้างหน้า...จะลำ�เค็ญ ตายหรือเป็น...ก็จะสู้...เพื่อครูไทย หลับให้สบายนะพี่เอียด รักและเคารพ ...ระลึกถึงคุณครูเชิดชาย ดาแก้ว (พี่เอียด) เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ บริเวณบ้านกาแนะ หมู่ที่ ๓ ตำ�บลกะลุวอเหนือ อำ�เภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ถูกค้นร้ายใช้อาวุธ ปืน ยิงบริเวณลำ�ตัวหลายนัด เสียชีวติ ในทีเ่ กิดเหตุ ทันที...

๓๑


นครราชสีมา เขต ๕

ฮวาเหลียน

ถึง เสถียรธรรมสถาน เรื่อง สุรางค์ เชื้อเจริญ โรงเรียน บ้านท่าขี้เหล็ก ต.หินตาด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

ความดีของสตรีผู้เสียสละในโลกมนุษย์ที่ สัมผัสได้ ณ ประเทศใต้หวัน วันที่ ๙ - ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ความจริงที่มองเห็น และสัมผัสด้วยใจที่ปีติ ยินดีในความร่มเย็นแห่งเมตตากรุณาของสตรี ๒ ท่าน ในทวีปเอเชีย ทีข่ า้ พเจ้าได้รจู้ กั ท่าน ในปี ค.ศ. ๒๐๐๙ ในช่วงเวลาห่างกันเพียง ๘ เดือน ความ ๓๒

เหมือนของ ๒ ท่าน คือ ท่านเป็นนักบวช สตรีที่ มีความเสียสละอันยิ่งใหญ่ มีหัวใจเต็มเปี่ยมเพื่อ เพื่อนมนุษย์ในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล การเยียวยาหัวใจของเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ท่านทั้งสองต่างกันทั้งภาษาพูด การเป็นอยู่ แต่ ท่านมีภารกิจเพื่อมวลมนุษย์เหมือนกัน ลักษณะ ที่ยิ่งใหญ่ที่ท่านมี คือ มีความเป็นครู มีค�ำสอน


มากมายที่เป็นปรัชญาค�ำลึกซึ้งจากท่านภิกษุณี เจิ้งเหยียน แห่งเกาะไต้หวัน คือ ไม่มนี กั เรียนทีส่ อน ไม่ได้ มีแต่ครูที่ยังหาวิธีสอนไม่เจอ ค�ำลึกซึ้งจาก ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรม สถาน จิตใจที่มีความดีที่จะท�ำงานเพื่อผู้อื่น ความ งามที่จะท�ำความดีนั้นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความ จริงที่ก่อให้เกิดการท�ำงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เนื่องเพราะคนที่ท�ำความดี ความงามความจริง ให้ปรากฏขึ้นในสังคม ควรได้รับความกตัญญู และยกย่องเชิดชู และอีกค�ำที่ลึกซึ้งกินใจ เป็นค�ำ ที่ตกผลึกจากจิตวิญญาณของการบริหารจัดการ ที่เกิดจากการท�ำงานเพื่อผู้อื่น ท่านแม่ชีพูดว่า ที่ เสถียรธรรมสถานมีคน ๒ แบบ คือ คนท�ำงาน กับทีมงาน ค�ำอธิบายคนท�ำงาน คือ คนท�ำงาน ตามค�ำสั่ง ทีมงาน คือ คนท�ำงานโดยไม่ต้องสั่ง แต่งานเสร็จสมบูรณ์เพราะทีมงาน เขาท�ำงานเพื่อ ผูอ้ นื่ ท�ำงานด้วยใจ เขาท�ำงานด้วยความสุข จึงเกิด ความประหยัดสุด ประโยชน์สูง นี่คือสุดยอดของ การบริหารจัดการทีไ่ ด้ทงั้ คนและงาน แต่กว่าทีท่ า่ น จะประสบผลส�ำเร็จเหล่านีไ้ ด้ ท่านพากเพียรพยายาม มานานนับ ๓๐ ปี ชั่วอายุของคนคนหนึ่งที่เราเห็น และอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าที่จะยังเกิดต่อไป ตาม ทางทีท่ า่ นแม่ชพี ดู ว่า เมือ่ ธรรมะเดินทางสร้างอริยชน สู่สังคม พวกเราทุกคนที่จะร่วมเดินทางกับท่าน อย่ า งมีสติและมีความสุขกับลมหายใจเข้าออก อย่างสงบและอ่อนโยน ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เราก็ยงั มีความสุข เพราะเรามีความสุขกับลมหายใจเข้า ลม หายใจออกอย่างสงบอ่อนโยน และมีความหมาย เพือ่ ตนเองและผูอ้ นื่ ยืนบนขาของตนเองให้แข็งแรง จะได้เอี้ยวตัวและวงแขนไปโอบอ้อมช่วยคนอื่นได้

ไม่มีนักเรียนที่สอนไม่ ได้ มีแต่ครูที่ยังหาวิธีสอนไม่เจอ

จะมีสักกี่คนในโลกนี้ที่จะท�ำเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวัง สิ่งตอบแทน เมื่อได้พบทั้งสองท่านผู้เล่าเก็บความ ทรงจ�ำที่ดีงามเพื่ออบรมสั่งสอนจิตใจตนเองและ ลูกศิษย์ ความเมตตาปราณีของคุณครูทุกคนใน โลกนี้มีเพื่อลูกศิษย์ตัวน้อยๆ การศึกษาดูงานต่าง ประเทศที่ไม่เกิดความสูญเปล่าด้านงบประมาณ ต้องน�ำความรู้มาออกแบบหลักสูตรอริยะสว่าง ได้ในโรงเรียนวิถีพุทธ ที่ผู้เล่าได้เข้ารับการอบรม ได้ถูกถ่ายทอดสู่ลูกศิษย์ผ่านโครงงานคุณธรรม กิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธตั้งแต่เช้าจนโรงเรียนเลิก เพือ่ เป็นแบบอย่างทีด่ ตี อ่ ชุมชนและทุกคนทีม่ องเห็น ความดี ความงาม ความตัง้ ใจในการท�ำงานของครู โรงเรียนวิถีพุทธ

๓๓


ชัยภูมิ เขต ๓

“ใครลิขิต...” เรื่อง สุปราณี สงคราม โรงเรียน บ้านซับเจริญสุข จ.ชัยภูมิ

๓๔

“โครงการเยี่ยมบ้าน” ถือเป็นโครงการ ที่ผู้ได้ชอื่ ว่า “คุณครู” ทุกคนต้องได้ปฏิบตั กิ จิ กรรม ตามโครงการอย่างแน่นอน เพราะโครงการนีถ้ อื ได้ ว่าเป็นการประกันคุณภาพให้กบั ผูเ้ รียน ช่วยให้ผเู้ รียน ทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือตามระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียนในความรับผิดชอบอย่างทั่วถึง นัน่ เอง จากกรอบแนวคิดระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน ความส�ำคัญและความจ�ำเป็นของระบบ การดูแลช่วยเหลือนักเรียน การพัฒนานักเรียน ให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวถิ ชี วี ติ ทีเ่ ป็นสุขตามทีส่ งั คมมุง่ หวังไว้ โดยผ่านกระบวนการทางการศึกษานั้น นอกจาก จะด�ำเนินการด้วยการส่งเสริม สนับสนุนนักเรียนแล้ว การป้องกันและการช่วยเหลือ แก้ ป ั ญ หาต่ า งๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ก็เป็นสิ่งส�ำคัญประการหนึ่ง ของการพัฒนา เนือ่ งจากสภาพสังคมทีเ่ ปลีย่ นแปลง ไปอย่างมากทั้งด้านการสื่อสาร เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในเชิงบวก แล้ว ในเชิงลบก็มีปรากฏเช่นกัน เป็นต้นว่า ปัญหา เศรษฐกิจ ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหา การแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ปัญหาครอบครัวซึง่ ก่อ ให้เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด มีการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม หรืออื่นๆ ที่เป็นผล

เสียต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายของทุกคนที่ เกี่ยวข้อง ดังนั้นภาพความส�ำเร็จที่เกิดจากการ พัฒนานักเรียนให้เป็นไปตามที่มุ่งหวังนั้น จึงต้อง อาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุกคน โดยเฉพาะบุคลากร ครูทกุ คนในโรงเรียน ซึง่ มีครู ประจ�ำชั้นหรือครูที่ปรึกษาเป็นหลักส�ำคัญในการ ด�ำเนินการต่าง ๆ เพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียน อย่างใกล้ชิดด้วยความรักและเมตตาที่มีต่อศิษย์ และภาคภูมิใจในบทบาทที่มีส่วนส�ำคัญต่อการ พัฒนาคุณภาพชีวติ ของเยาวชนให้เติบโต งอกงาม เป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคมต่อไป บทบาทของครูทกี่ ล่าวมานัน้ มิใช่เรือ่ งใหม่ เพราะมีการปฏิบตั กิ นั อย่างสม�ำ่ เสมอและได้ดำ� เนิน การมานานแล้วนับตั้งแต่อดีตจนได้รับการยกย่อง ให้ครูเป็นปูชนียบุคคล แต่เพื่อให้ทันต่อความ เปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยเฉพาะการท�ำงาน อย่างมีระบบทีม่ กี ระบวนการท�ำงาน มีหลักฐานการ ปฏิบตั งิ าน มีเทคนิค วิธกี ารหรือการใช้เครือ่ งมือต่างๆ เพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนแล้ว ความส�ำเร็จ ของงานย่อมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ผลดีย่อมเกิดขึ้นกับทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่วา่ จะเป็นครู นักเรียน ผูป้ กครอง ชุมชนหรือสังคม นอกจากนีพ้ ระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ ได้ก�ำหนดความมุ่งหมาย และหลักการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนา


คนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและ วัฒนธรรมในการด�ำรงชีวติ สามารถอยูร่ ว่ มกับผูอ้ นื่ ได้อย่างมีความสุข (มาตรา ๖) และแนวทาง การจัดการศึกษายังได้ให้ความส�ำคัญแก่ผู้เรียน มีความส�ำคัญที่สุด ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนา ตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ (มาตรา ๒๒) ในการจัดการศึกษาต้องเน้นความส�ำคัญทัง้ ความรู้ คุณธรรม กระบวน - การเรียนรู้และบูรณาการ

ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ซึง่ เรือ่ งหนึง่ ทีก่ ำ� หนดให้การด�ำเนินการ คือเรือ่ งความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการด�ำรงชีวิต อย่างมีความสุข (มาตรา ๒๓ ข้อ ๕) ทั้งนี้ การ จัดกระบวนการการเรียนให้ค�ำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนรู้จักประยุกต์ความรู้มาใช้ เพือ่ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาให้รจู้ กั คิดเป็น ท�ำเป็น รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ ในทุกวิชาอีกทัง้ มี

๓๕


การประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผูป้ กครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนา ผูเ้ รียนตามศักยภาพ...ทีก่ ล่าวมาข้างต้นเป็นบทบาท หนึ่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูจะต้องมีบทบาทเข้าไป เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีเรื่องราว ที่ เ กิ ด ขึ้ น เกี่ ย วข้ อ งกั บ ครู อี ก มากมาย ดั ง เช่ น เหตุ ก ารณ์ ที่ เ กิ ด ขึ้ น กั บ ข้ า พเจ้ า และต้ อ งการที่ น�ำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านฟัง พร้อมกับต้องการถามว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนีก้ บั ท่านบ้างท่านมีแนวทาง แก้ไขอย่างไร เผื่อว่าข้าพเจ้าจะได้รับข้อชี้แนะจาก ท่านผู้รู้ เพื่อน�ำสู่การปฏิบัติต่อไป ในปีการศึกษา ๒๕๕๔ ข้าพเจ้าได้รับมอบ หมายให้เป็นครูประจ�ำชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และประถมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งเมื่อปีการศึกษาที่แล้ว คือ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ข้าพเจ้ารับผิดชอบเป็น ครูประจ�ำชั้นในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ และ ประถมศึกษาปีที่ ๕ ที่ต้องรับผิดชอบสอนรวมชั้น สาเหตุเพราะทั้งโรงเรียนมีครูผู้สอนจ�ำนวน ๕ คน แต่เปิดสอนจ�ำนวน ๘ ชั้นเรียน ดังนั้นครูบางคน ๓๖

จึงต้องรับผิดชอบสอน ๒ ชั้น และไม่ว่าครูผู้สอน จะต้องรับผิดชอบสอนชั้นใดก็ตาม ประการแรกก็ คือ การศึกษาผู้เรียนรายบุคคล โดยต้องรวบรวม ข้อมูลจากหลายๆ แหล่งมาวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน จากจ�ำนวนนักเรียนในระดับชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๒ จ�ำนวน ๑๐ คน สามารถแยกกลุม่ นักเรียนเป็นกลุม่ เก่ง กลาง และอ่อนได้เรียบร้อยดี จะมีปัญหาก็คือ นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ซึ่งมี นักเรียนจ�ำนวนเพียง ๘ คน เป็นนักเรียนชาย จ�ำนวน ๖ คนและเป็นนักเรียนหญิงจ�ำนวน ๒ คน ในจ�ำนวน ๘ คนนี้แทนที่จะแบ่งนักเรียนออกได้ เป็น ๓ กลุ่มเหมือนพี่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ แต่ กลับสามารถแบ่งนักเรียนออกได้เป็น ๔ กลุม่ ด้วยกัน โดยกลุ่มที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ กลุ่มอ่อนปวกเปียก ซึ่ง ประกอบด้วยสมาชิกจ�ำนวน ๒ คนคือ น้องเล้ง และน้องอาย น้องเล้งหรือเด็กชายชาคริต หว่าง ดอนไพร จะมีลักษณะพิเศษคือ ขยันมาโรงเรียน ดีมาก แต่ไม่ยอมให้ความร่วมมือใดๆ กับคุณครู เลย คือ ไม่ยอมอ่าน ไม่ยอมเขียน ไม่ยอมเข้ากลุม่ กับเพื่อนๆ คุณครูให้ท�ำอะไรก็จะบอกแต่ว่าท�ำไม่ ได้ ท�ำไม่เป็น แต่เวลาพูดจาสื่อสารกับครูสามารถ ต่อปากต่อค�ำได้เป็นอย่างดีทีเดียว ผิดกับน้องอาย หรือเด็กหญิงนุชนารถ เฉยกลาง ซึง่ ถ้าหากเรามอง ดูด้วยตาเปล่าก็สามารถวินิจฉัยได้เลยว่า เป็นเด็ก ที่มี ค วามบกพร่ อ งทางด้ า นสติ ป ั ญ ญา เมื่ อ ครู ประจ�ำชัน้ ได้ออกเยีย่ มบ้าน ได้พดู คุยกับผูป้ กครอง ซึ่งเป็นปู่และย่า ทราบว่าพ่อและแม่ของน้องอาย แยกทางกัน ตัง้ แต่นอ้ งอายยังไม่ลมื ตาดูโลกด้วยซ�ำ้ และทราบต่อไปอีกว่าการที่น้องอายเป็นเช่นนี้ก็ เพราะแม่ของน้องอายไม่รู้ว่าตนเองตั้งท้องอ่อนๆ จึงกินยาคุมก�ำเนิดชนิดที่มีฤทธิ์ยับยั้งการตั้งครรภ์


นครพนม เขต ๒

ชนิดที่ดีที่สุด แต่ยาคุมก�ำเนิดชนิดนี้ก็ไม่สามารถ ยับยั้งการมีชีวิตของทารกตัวน้อยในครรภ์ได้ ใน ที่สุดน้องอายก็ลืมตาดูโลกด้วยอาการของเด็กที่มี ความบกพร่องทางด้านสติปญั ญา พร้อมกับปัญหา การหย่าร้างของพ่อและแม่ น้องอายจึงต้องอยู่ใน ความดูแลของปู่และย่าตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จน กระทั่งย่างเข้าสู่ปีที่ ๗ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้แนะน�ำให้ปู่และย่าของ น้องอายได้นำ� น้องอายไปพบแพทย์เพือ่ ท�ำการรักษา ซึ่งปู่และย่าต่างก็กล่าวขอบคุณในค�ำชี้แนะและให้ ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการน�ำน้องอายไปพบ แพทย์ทโี่ รงพยาบาลประจ�ำจังหวัด และมีการส่งต่อ เพือ่ ให้การดูแลอย่างต่อเนือ่ งทีศ่ นู ย์การศึกษาพิเศษ ประจ�ำจังหวัดชัยภูมิ ทุกสัปดาห์ๆ ละ ๑ วัน ในช่วง แรกๆ ปู่และย่าก็พาน้องอายไปรับการรักษาและ ฝึกทักษะตามก�ำหนด แต่ระยะหลังๆ ด้วยปัญหา ของระยะทาง บ้านซับเจริญสุขห่างจากตัวจังหวัด ชัยภูมริ ะยะทางกว่า ๖๐ กิโลเมตร เดินทางไป - กลับ ราว ๑๒๐ กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางเที่ยวละกว่า ๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นปัญหาต่างๆ จึงตามมา อย่างมากมาย ในที่สุดน้องอายได้ไปพบแพทย์ ตามก�ำหนดเพียงเดือนละครั้ง ต่อมาก็เป็นเดือน เว้นเดือน ซึ่งสุดท้ายข้าพเจ้าคิดว่า น้องอายคงไม่ ได้ไปพบแพทย์และคุณครูที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ อย่างแน่นอน ดังนั้นในเบื้องต้นของความรับผิดชอบที่ ข้าพเจ้าจะท�ำได้ก็คือ การดูแลกันตามสภาพ ซึ่ง กิจกรรมที่น้องอายให้ความสนใจเป็นพิเศษและ ท�ำได้ดไี ด้แก่ กิจกรรมทีห่ นึง่ คือ การระบายสี โดย ครูจะวาดภาพให้แล้วให้นอ้ งอายได้ระบายสีตามใจ ชอบ ซึง่ น้องอายก็สามารถระบายสีได้สวยงาม ไม่

ออกนอกกรอบ สามารถบอกได้วา่ สีไหนเป็นสีไหน ดอกไม้หรือใบไม้ควรมีสีอะไร และมีผลงานการ ระบายสีทสี่ วยกว่าเด็กปกติบางคนด้วยซ�้ำไป ส่วน กิจกรรมทีส่ องทีน่ อ้ งอายชืน่ ชอบมากและก็สามารถ ท�ำได้ดอี กี อย่างหนึง่ ก็คอื การเต้นประกอบเพลง ไม่ ว่าจะเป็นกิจกรรมการเต้นประกอบเพลงในห้องเรียน หรือในช่วงเทีย่ งหรรษาทีท่ างโรงเรียนจัดให้นกั เรียน ในแต่ละระดับชัน้ ได้สบั เปลีย่ นหมุนเวียนกันออกมา แสดงออกด้านหน้าเวที ก็จะเป็นทีร่ กู้ นั ทัว่ โรงเรียน ว่า จะต้องมีนอ้ งอายร่วมกิจกรรมเป็นสีสนั ด้วยทุก ครั้งไป โดยไม่มีความจ�ำเป็นส�ำหรับน้องอายเลย ว่าจะต้องฝึกซ้อมก่อนขึน้ แสดง เพราะน้องอายแค่ ใช้หางตาช�ำเลืองดูเพือ่ นๆ พีๆ่ ก็สามารถเต้นตาม ได้ทุกท่า ทุกเพลงเลยทีเดียว และประการส�ำคัญ คือ การแสดงออกของน้องอายสามารถสร้างรอยยิม้ ให้กบั สมาชิกทุกคนของโรงเรียนบ้านซับเจริญสุขได้ เป็นอย่างดี เพราะต่างให้ความเมตตาแก่น้องอาย กันทุกคน คนเราแม้จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่กเ็ ลือกทีจ่ ะ เป็นได้ น้องอายได้ชอื่ ว่าเป็น “เด็กพิเศษ” ซึง่ ข้าพเจ้า เชื่อแน่ว่า เราคงไม่สามารถหาค�ำตอบได้วา่ “ใคร ลิขติ ...” หากน้องอายสามารถเลือกได้ น้องอายคง อยากเป็นเด็กปกติเหมือนคนทัว่ ๆ ไปมากกว่า แต่ อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าต้องขอขอบใจน้องอายทีส่ อน ให้ข้าพเจ้ารู้ว่า คนเราเมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีสิทธิ์ที่ จะคงความเป็นมนุษย์ได้เหมือนคนอืน่ ๆ และสอน บทเรียนของความ “เป็นครู” ซึ่งถือว่า “เป็นผู้ให้” แก่ขา้ พเจ้าเป็นอย่างยิง่ โดยเฉพาะ “การให้โอกาส” กับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

๓๗


นครราชสีมา เขต ๗

แนวทางการปลูกฝัง คุณธรรมพื้นฐาน

สำ�หรับโรงเรียนวิถีพ���ทธ

เรื่อง พิสิษฐ์ ชดกิ่ง โรงเรียน สพป.นครราชสีมา ต.ชุมพวง อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา

๓๘

การปลูกฝังคุณธรรมเป็นงานส�ำคัญของ ผู้บริหารโรงเรียนและทุกคนในโรงเรียน ไม่ว่าจะ เป็นคุณธรรมระดับใด คุณธรรมเป็นสิง่ ทีท่ กุ คนควร น้อมเข้ามาใส่ตวั เพราะธรรมะคือ สิง่ ทีน่ ำ� มาซึง่ คุณ ประโยชน์แก่บคุ คล คนทีใ่ ฝ่ธรรม หากใฝ่ธรรมะมาก ผลทีต่ ามมาก็มากเช่นกัน ทุกท่านคงนึกถึงบทสวด ในการสวดมนต์ในวันสุดสัปดาห์ทสี่ วดกัน ธรรมะ คือ คุณากร (คุณา + กร) ไม่มใี ครปฏิเสธธรรมะกัน เพียงแต่ไม่เอาจริงจัง ท�ำเป็นเรือ่ งของประเพณีหรือ เห็นเป็นเพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติเพราะหลีกไม่ ได้ หาใช่เกิดแต่ความศรัทธา เช่นมีงานเกีย่ วกับการ ปลูกฝังคุณธรรมหรือร่วมงานด้านวัดวาพระศาสนา แล้ว หากหลีกได้กจ็ ะหลีก อีกอย่างดูวา่ คนทีม่ าเป็น ประธานเป็นใคร หากเป็นผูบ้ งั คับบัญชาโดยตรงแล้ว ก็จะคิดอีกอย่าง กล่าวคือ อาจจะข่มใจมา มาเพือ่ ให้ เห็นว่า มาร่วมงานแล้ว มาร่วมงานเพราะให้เกียรติ ประธาน อย่างนีเ้ ป็นต้น หากเกิดสภาวะเช่นนีม้ ากๆ ในสังคมไทย คุณากรจะไม่เกิดมีในสังคมไทยและ ส่งผลร้ายต่อสังคมไทยโดยเฉพาะวงการศึกษา ถึง

เวลาแล้วทีท่ กุ ฝ่ายจะต้องตระหนัก เห็นความส�ำคัญ และเอาจริงเอาจังก่อนทีจ่ ะสาย โดยการเริม่ ต้นทีก่ าร ปลูกศรัทธา ให้เกิดมีในพระรัตนตรัย มีศรัทธาอันตัง้ มัน่ ไม่หวัน่ ไหว ขึน้ ชือ่ ว่าอัญมณีในสากลโลกนีท้ กุ คน แสวงหา พวกเราชือ่ ว่าเป็นผูแ้ สนจะประเสริฐทีไ่ ด้เกิด มาเป็นมนุษย์ เกิดมาแล้วได้มโี อกาสมีชวี ติ รอดมา ถึงวันนี้และประการส�ำคัญได้เกิดมาในดินแดนที่มี พระพุทธศาสนา มีรตั นะให้ประดับกายประดับใจโดย ไม่ต้องลงทุนซื้อเพราะเรามีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆะรัตนะ อันสุดแสนประเสริฐ แต่วา่ เรากลับ ไม่สนใจมองผ่านไป เป็นไก่เห็นเพชรเห็นพลอยแล้ว เขีย่ ทิง้ ไป วันแล้ววันเล่า ทีเ่ ป็นเช่นนีเ้ พราะอะไรเล่า ไม่ใช่เพราะความไม่มั่นคงแห่งศรัทธาหรอกหรือ อีกประการหนึ่งที่ท�ำให้เป็นเช่นนี้กล่าวคือ ความ ประมาท เพราะคิดว่าเรือ่ งเข้าวัด เรื่องธรรมะ หรือ เรื่ อ งเกี่ ย วกั บ พระศาสนาพวกนี้ ยกให้เขาเอาไป ก่อน พวกเรายังหนุม่ อยู่ เอาไว้โอกาสต่อไป ปีหน้าก็ได้ มากด้วยเหตุผลทีจ่ ะยกมาเข้าข้างตัวเอง ทีเ่ ป็นเช่น นีเ้ ป็นการประมาทในวัยแล้ว ขึน้ ชือ่ ว่าความประมาท


ภาพ : สถาบันอาศศรมศิลป์ เป็นสิง่ ไม่ดแี ต่หลายๆ คนก็ยงั ประมาทอยู่ ถึงวันเวลา อันเป็นมงคลฤกษ์แล้วทีพ่ วกเราชาวไทยจะหันมาเริม่ สร้างบารมีให้กบั ตน โดยเริม่ ต้นชีวติ ใหม่ ด้วยการ ก้าวทีละก้าวอย่างมีสติ ไม่ประมาท อย่างน้อยก็เป็น ก�ำไรให้กบั ตนเองและเป็นแบบอย่างทีด่ ใี ห้กบั ลูกศิษย์ ให้กบั ชุมชน และเป็นมหากุศลให้กบั ตนเองอย่างใหญ่ หลวง หากเราตัง้ ใจท�ำและท�ำแล้วถวายเป็นพระราช กุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั พ่อหลวง

ของปวงชนชาวไทย ในฐานะทีพ่ วกเราท�ำหน้าทีเ่ ป็นผูน้ ำ� ทางการ ศึกษาเป็นผูบ้ ริหาร เป็นครู หรือเป็นใครไม่สำ� คัญ ทุกคนทีอ่ ยูต่ รงนีเ้ ป็นบุคคลส�ำคัญเพราะได้ทำ� หน้าที่ อันส�ำคัญกล่าวคือ เป็นผูช้ นี้ ำ� ทางการศึกษา เป็นผู้ ให้ความหวัง หวังทีจ่ ะเห็นเยาวชนของเราเป็นคนดี มีคุณธรรม มีคุณธรรมจริง ๆ ไม่ใช่ (คุณ นะ ท�ำ) ซึง่ ในขณะนี้ คุณนะท�ำค�ำนีม้ กี นั เยอะมาก เมือ่ เป็น ๓๙


เช่นนี้ ทุกท่านทีก่ ล่าวมาทีท่ ำ� งานด้านนีจ้ ะต้องมีศรัทธา มีความเข้าใจทีถ่ กู ในเรือ่ งเบือ้ งต้นง่ายๆ ต่อไปนี้ ไตรสิกขา (สิง่ ทีจ่ ะต้องศึกษา ๓ ประการ) ๑. ศีลสิกขา ศึกษาเรื่องศีล ข้อห้าม กฎ ระเบียบ ในการอยูร่ ว่ มกันในสังคม โดยการส�ำรวม ระวังกายวาจาของตนให้เรียบร้อย ไม่ทำ� ให้ ตนเองและผูอ้ นื่ เดือดร้อนนัน่ เอง ๒. สมาธิสกิ ขา ศึกษาเรือ่ งการท�ำจิตให้สงบ ตัง้ มัน่ มัน่ คง ไม่หวัน่ ไหว ไม่ตามใจตนเอง วิธกี าร จึงมีหลายวิธที จี่ ะปฏิบตั ิ เลือกได้ตาม ความเหมาะสมกับตนเอง กล่าวคือการก�ำหนดในใจ อย่างจดจ่อ ต่อเนือ่ งและมัน่ คงนัน่ เอง ปฏิบตั อิ ย่างนี้ เรือ่ ยไปจนกว่าใจจะสงบเป็นสมาธิ ๓. ปัญญาสิกขา การศึกษาเรือ่ งปัญญา การ ศึกษาในขัน้ นีจ้ ะไม่คอ่ ยล�ำบากนัก หากท�ำการศึกษา ในสมาธิสกิ ขามาดี เพราะขัน้ นีเ้ ป็นการเดินทางมาถึง ขัน้ สุดท้ายแล้ว กล่าวคือเกิดปัญญาแล้วนัน่ เอง ซึง่ สอดคล้องกับทางทีท่ ำ� ให้เกิดปัญญาในทางพระพุทธ ศาสนา ๓ ประการคือ ปัญญาเกิดจากการฟัง สุตมย ปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด จินตามยปัญญา และปัญญาเกิดจากการภาวนา ภาวนามยปัญญา (ภาวนา = การท�ำให้มี การท�ำให้เป็น) ถึงเวลาแล้วทีเ่ ราจะนับหนึง่ สอง สาม ... กัน ส�ำหรับท่านทีน่ บั หนึง่ สอง สาม ... ล้านแล้วก็ ขออนุโมทนาบุญใสๆ ทีท่ า่ นมีนะ ท่านนัน่ แหละจะ เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หากท่านท�ำแล้วท่านแบ่งให้ คนอืน่ โดยการแผ่เมตตานัน้ เองนะ สิ่งต่างๆ ที่ได้มาข้างต้นนั้นจะด�ำเนินไป ได้ดว้ ยดีและบรรลุเป้าหมายทีต่ งั้ เอาไว้ สิง่ นีเ้ ป็นสิง่ ที่ ทุกคนต้องการมากพอๆ กับรัตนอัญมณีซงึ่ ประมาณ ค่าไม่ได้ในโลกนีเ้ ลยทีเดียว กล่าวคือ พละ ๕ ๔๐

พละ ๕ หรืออินทรีย์ ๕ สิง่ ทีเ่ ป็นใหญ่ในกาย ทีจ่ ะน�ำผูน้ นั้ ไปสูเ่ ป้าหมาย ๕ ประการคือ ๑. ศรัทธาพละ พลังคือศรัทธาหรือความเชือ่ เช่น เชือ่ ว่าท�ำดีตอ้ งได้ดี ท�ำชัว่ ต้องได้ชวั่ บาปมีจริง บุญมีจริง ชาตินี้ ชาติหน้ามีจริง นรก สวรรค์มจี ริง หากมีความเชือ่ เช่นนีแ้ ล้วก็จะได้ ไม่เป็นผูป้ ระมาท แต่อย่าลืมว่าจะต้องเชือ่ ด้วยปัญญา เชือ่ อย่างมีเหตุมผี ล และไม่งมงาย ๒. วิรยิ ะพละ พลังคือความเพียร ความเพียร เป็นเครือ่ งจักรทีจ่ ะน�ำไปสูค่ วามส�ำเร็จ ดังพุทธภาษิต ทีว่ า่ วิรเิ ยนะ ทุกขฺ มตฺเจติ คนจะล่วงพ้นทุกข์ได้เพราะ ความเพียร ฟังดูแล้วง่ายนะ แต่ในทางปฏิบตั นิ นั้ ยาก ยากก็ตอ้ งอดต้องทน ขันติเข้าไว้ ทนเข้าไว้ อย่าท้อ ห้ามท้อ ผูไ้ ม่ละความเพียรเสียก่อนย่อมประสบความ ส�ำเร็จแน่นอน หากท้อให้นกึ ถึงพระมหาชนก พระ โพธิสตั ว์ผมู้ คี วามเพียรเป็นเลิศ ๓.สติพละ พลังคือสติ ท่านเป็นผู้ที่โชคดี เพราะมีสติบริบรู ณ์ดี ไม่พกิ ลพิการเสียสติ ผูม้ สี ติเป็น ผูม้ ลี าภทุกเมือ่ แต่หลายคนก็ไม่มหี รอกลาภ เพราะ มากมีดว้ ยลาบและก้อยและกุง้ เป็นของแถมมา เมือ่ มีลาบตัวนี้จะให้ดีและอร่อยก็ต้องมีวิสกี้กันหน่อย และก็เพิม่ ปริมาณกันไปเรือ่ ยๆ จบลงด้วยกลับบ้าน ไม่ถกู กลับบ้านไม่ถงึ กัน กล่าวคือตกอยูใ่ นวงเวียน แห่งความประมาทนัน่ เอง ถึงเวลาแล้วทีต่ อ้ งแสวงหา ลาภให้ตนเองในทางที่ถูกที่ควรด้วยการฝึกสติ เพราะสติมา ปัญญาเกิด ๔. สมาธิพละ พลังคือสมาธิ การท�ำจิตให้ตงั้ มัน่ มัน่ คง ไม่หวัน่ ไหวเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่โดยการ ฝึกภาวนา การภาวนาในขัน้ นีเ้ ป็นขัน้ การกลัน่ จิตให้ ผ่องใส เมือ่ จิตผ่องใสแล้ว ย่อมเกิดพลังคือปัญญา ด้วยเหตุนเี้ องแสงสว่างจึงเสมอด้วยปัญญาไม่มี เป็น


สิง่ ทีน่ กั วิทยาศาสตร์จะต้องพิสจู น์ดว้ ยตัวเอง อย่าให้ ใครบอก อย่าเชื่อใคร หากยังไม่พบด้วยตนเอง เร่งความเพียรเข้า อย่าท้อเป็นอันขาด (ลูกท้อ ไม่เคยอร่อย) ไม่คอ่ ยอยากจะรับประทานหรอกแต่ ก็เผลอทานท้องกางทุกที เป็นเพราะเรามีกรรมเป็น ของๆ ตน เรามีกรรมเป็นผูใ้ ห้ผล เช่นนัน้ แล เร่���ความ เพียรท�ำความดีเข้าไว้ จะได้มที พี่ งึ่ อันประเสริฐ ๕. ปัญญาพละ พลังคือปัญญา ค�ำว่าปัญญา คือ (ป + ญา) ปะ แปลว่า ทัว่ ข้างหน้า ก่อน อีก ญา แปลว่า รู้ ปัญญาจึงแปลว่า รูท้ วั่ รูข้ า้ งหน้า รู้ ก่อน รูอ้ กี ชัดไหม คักบ่ ปัญญาเกิดจากอะไรในทาง พระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แล้ว ถึงเวลาแล้วที่เราจะเอาจริงกับคุณากรกัน สักที โดยเริม่ ต้นด้วยการปลูกศรัทธาทีม่ นั่ คง แล้ว ก้าวเดินเข้าหาเครือ่ งประดับกายทีไ่ ม่ตอ้ งลงทุนซือ้ ให้เปลืองเงินทอง โดยการเข้าถึงพระรัตนตรัยและ เร่งสร้างพลังให้กบั ตนเองเสียตัง้ แต่วนั นีแ้ ละเดีย๋ วนี้ แล้วโชคดีจะเป็นของเรา การน�ำหลักธรรมพละ ๕ มาใช้พัฒนา คุณภาพการศึกษา ๑. นักเรียนจะต้องมีความเชื่อว่านักเรียน สามารถท�ำได้ทกุ อย่าง หากนักเรียนมีความขยัน จาก การให้นกั เรียนท�ำกิจกรรมง่ายๆ นักเรียนทีส่ มาธิสนั้ จะท�ำงานไม่เรียบร้อย งานไม่เสร็จตามก�ำหนดเพราะ ขาดความขยัน สติไม่มา หากสติมา สติจะสัง่ การว่า ตัง้ ใจท�ำงานนะ ขยันนะ งานต้องเสร็จตามก�ำหนดนะ งานต้องออกมาดีนะ งานชิน้ นีต้ อ้ งได้ดมี ากนะ ต้อง เสร็จก่อนเพือ่ นนะ ต้องให้ดกี ว่าครัง้ ทีแ่ ล้วนะ ต้อง... สิง่ ทัง้ หลายมาจากสติ สติสงั่ การ และท�ำตามทีส่ ติ สัง่ สัง่ ในทางทีด่ แี ละสร้างสรรค์ไม่ใช่สงั่ ในทางไม่ดี ๒. เมื่อมีความเชื่อที่ดีแล้ว นักเรียนจะเริ่ม

พัฒนาตนเอง โดยการปลูกความเพียร โดยน�ำหลัก ธรรมของพระมหาชนกมาไว้ในดวงใจ คือความเพียร ทีบ่ ริสทุ ธิ์ มาควบคุมสติในการพัฒนาตน ๓. สติมากรู้มาก สติน้อยรู้น้อย สติมา ปัญญามี การเรียนรูเ้ กิดขึน้ ทุกทีห่ ากมีสติ ขัน้ นีใ้ ช้สติ ให้มาก เพราะสติท�ำให้เกิดสมาธิ สมาธิท�ำให้เกิด ปัญญา ขั้นนี้ถือได้ว่าเป็นขั้นปฏิบัติและไม่ปฏิบัติ ธรรมดา กล่าวคือ จดจ่อต่อเนื่องมุ่งมั่นและทุ่มเท หากมีความจดจ่อต่อเนือ่ งมุง่ มัน่ และทุม่ เทในทางที่ดี รับรองงานที่ท�ำต้องออกมาดีแน่ๆ และที่ส�ำคัญ ตนเองและคนอืน่ ต้องมีความสุขด้วย ๔. ดังกล่าวมาแล้วในข้อ ๓ ว่า สติทำ� ให้เกิด สมาธิ สมาธิเกิดขึน้ ได้เพราะมีสติ เรารักษาสติไว้ได้ ด้วยการจดจ่อต่อเนือ่ งมุง่ มัน่ และทุม่ เท หากนักเรียน จดจ่อต่อเนือ่ งมุง่ มัน่ และทุม่ เท นักเรียนเดินทางมา ถึงโค้งสุดท้ายแล้ว โอกาสทีจ่ ะคว้าเหรียญทองหรือยิง่ กว่าเหรียญทองอยู่แค่เอื้อม หากไม่พยายามท�ำต่อ ความพยายามทีท่ ำ� มาก็ไม่มคี วามหมาย ขัน้ นีม้ ชี อื่ เรียกอีกชือ่ หนึง่ ว่า learning by controlling ๕. สิ่งที่ทุกคนมุ่งหวัง มาโรงเรียนท�ำไม นักเรียนได้พฒั นาตนเองตามหลักแห่งพละ ๕ หรือยัง พัฒนาตนเองด้วยความตัง้ ใจหรือไม่ สิง่ ทีห่ วังจะเกิด หากนักเรียนปฏิบตั ติ ามหลัก learning by controlling มาด้วยดีตลอด ความรอบรู้ รู้ชัด รู้แจ้งเป็น ผลพลอยได้จากการทุ่มเทในสิ่งที่ดีที่ได้ดำ� เนินการ มาตัง้ แต่ตน้ จนถึงขัน้ สุดท้าย ด้วยเหตุนเี้ องจึงต้องมี การฝึกสติ หรือฝึกสมาธิ สังเคราะห์การฟังบรรยายธรรมหลายๆ แห่งผนวก กับการบรรยายของ หลวงพ่อพระภาวนาวิสทุ ธิ์ (ทัตตะชีโว) รองเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ๔๑


สระบุรี เขต ๑

คนต้นแบบ เรื่อง ธันยพร คงด่าน โรงเรียน นิคมสร้างตนเองจังหวัด สระบุรี (พิบูลสงเคราะห์ ๒) ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ๔๒

ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเฝ้าสังเกต พฤติ ก รรมของผู ้ เ รี ย นในโรงเรี ย น ซึ่ ง แต่ ล ะ พฤติกรรมผู้เขียนได้วิเคราะห์สภาพปัญหาราย บุคคล เมื่อทราบปัญหาก็ศึกษาวางแนวทางการ แก้ปัญหา ตัวอย่าง เด็กชายกฤษฎา บังสี (โจ้) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ นักเรียนอยู่ใน

ครอบครัวทีม่ ปี ญั หายากจน บิดามารดาแยกกันอยู่ มารดาทิ้งตั้งแต่เด็กๆ ปล่อยให้โจ้อยู่กับพ่อและ พี่ชาย รวม ๓ คน พ่อประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พีช่ ายเรียนอยูช่ นั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ พีข่ องโจ้ไม่สนใจ การเรียน ไปบ้างไม่ไปบ้าง ส่วนใหญ่ไม่ไปโรงเรียน วันๆ ก็ไปเที่ยวเดินเล่นยิงนกตกปลาตามประสา


ขี่รถจักรยานเล่นไปเรื่อยแกล้งให้หมดวันไป และ สุดท้ายก็ไม่ไปโรงเรียนอีกเลย เมื่อเลิกเรียนกลับ ถึงบ้าน ตกตอนเย็นของทุกวัน พ่อกลับจากท�ำงาน ก็ตอ้ งดืม่ เหล้าเมามาทุกวัน ถึงบ้านก็เรียกหาโจ้ พอ พบก็หาเรื่องด่าว่าจนดึกทุกวัน บางครั้งก็ทุบตีจน เจ็บปวด ท�ำให้โจ้เกิดความเบื่อหน่ายมาก พอรุ่ง เช้าท�ำให้ไม่อยากไปโรงเรียนอีก เพราะพี่ชายก็ ไม่ไป จึงเอาพี่ชายเป็นต้นแบบ เช้าขึ้นแต่งตัวแล้ว ไม่ไปโรงเรียนทัง้ พีท่ งั้ น้อง พากันเทีย่ วเดินเล่นสนุก ไปวันๆ จนกระทั่งปลายปีการศึกษา ๒๕๕๓ โจ้ ก็ต้องสอบตก ต้องเรียนซ�้ำชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ อีกหนึ่งปี สาเหตุเพราะขาดเรียนเป็นประจ�ำ ท�ำให้ เวลาเรียนไม่พอ และขาดสอบปลายภาคเรียนที่ ๒ ระหว่างสอบคุณครูประจ�ำชั้นก็ไปเที่ยวตามหาแต่ ไม่พบ จึงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ต้องตัดสิน ผลการเรียนตามความเป็นจริง พอปิดภาคเรียนที่ ๒/๒๕๕๓ เป็นเวลา ๔๕ วัน ผู้เขียนจึงได้คิดสร้างแบบการด�ำเนินชีวิต ให้แก่โจ้ใหม่ เพราะถ้าหากปล่อยไว้ โจ้จะต้องกลาย เป็นเด็กเสียอนาคตอย่างแน่นอน ผู้เขียนได้เรียก โจ้มาพบตามล�ำพัง ๒ คน แล้วสอบถามเรื่องราว ที่เกิดขึ้นในบ้านทั้งหมด รวมทั้งเรื่องราวที่โรงเรียน ซึ่งคุณครูประจ�ำชั้นมักจะดุและลงโทษโจ้เสมอ สาเหตุเนื่องมาจากการขาดเรียนบ่อยและไม่ท�ำ การบ้าน เป็นเพราะว่าคุณครูต้องการให้โจ้ได้รับ ความรูเ้ ท่าเทียมกับเพือ่ นๆ โจ้เล่าว่าเวลาอยูท่ บี่ า้ น ก็เบือ่ บ้านเพราะพ่อดืม่ เหล้า พอเวลาอยูโ่ รงเรียนก็ถกู คุณครูท�ำโทษบ้าง ดุเอาบ้าง เพื่อนๆ ก็พากัน รังเกียจ หาว่าเป็นคนโง่จึงสอบตก สภาพของเด็ก ชายคนหนึง่ ซึง่ ขาดคนดูแล ให้ความรัก ความเอาใจใส่ จึงหาความสุขไม่ได้ เมือ่ ผูเ้ ขียนทราบข้อมูลทัง้ หมด จากปากของโจ้ จึงได้กอดโจ้ โจ้รอ้ งไห้มาก ผูเ้ ขียนได้ บอกกับโจ้ถงึ ความจ�ำเป็นทีท่ กุ คนต้องเรียนหนังสือ

แม้ว่าเราจะเรียนไม่เก่ง แต่เราก็มีความสามารถ ทางด้านอื่น ผู้เขียนเริ่มโน้มน้าวจิตใจของโจ้ทุกวัน ขณะท�ำงานด้วยกัน ในแต่ละวันผูเ้ ขียนจะพาโจ้เก็บขยะ กวาดใบไม้ รดน�้ำต้นไม้ บริเวณหน้าโรงเรียน และในโรงเรียน บางวันก็ทาสีตามกระถางต้นไม้ ล้างห้อง น�้ำห้องสุขา หรือตัดแต่งต้นไม้ รวมทั้ง งานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม พาไปวัด ตักบาตร ไปร่วมกิจกรรมงานบุญ ร่วมกับวัดต่างๆ ทีส่ ามารถ ฝึกฝนให้แก่โจ้ได้ มือ้ กลางวันก็จะเลีย้ งอาหารกลางวัน เมือ่ เสร็จงานในแต่ละวัน ผูเ้ ขียนจะจ่ายค่าขนมทุกวัน อีกทัง้ ยังให้คำ� แนะน�ำเรือ่ งการใช้จา่ ยเงิน การเก็บออม ส�ำหรับอนาคต ตลอดเวลาในช่วงปิดภาคเรียนโจ้จะ มารอผู้เขียนอยู่ที่โรงเรียนในตอนเช้าเสมอ บางวัน ผู้เขียนไม่สามารถอยู่ดูแลได้ ก็จะมอบหมายงาน เอาไว้ โจ้กจ็ ะไปชวนเพือ่ นมาช่วยกันท�ำงานจนงาน เสร็จเรียบร้อยทุกครัง้ และรายงานให้ผเู้ ขียนทราบ ว่าท�ำงานเรียบร้อยแล้วในวันรุ่งขึ้น เปิดเรียนภาคเรียน ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ โจ้จะมาโรงเรียนแต่เช้าทุกวัน เมื่อมาถึงก็จะดูแล เก็บขยะ ใบไม้ เมื่อครูประจ�ำชั้นหรือผู้เขียนมาถึง ก็จะรีบกุลีกุจอ มาช่วยขนส่งของลงจากรถยนต์ อย่างเช่นโน้ตบุ๊กบ้าง อุปกรณ์การเรียน เอกสาร ต่างๆ ที่คุณครูหรือผู้เขียนจัดหามาใ���แต่ละวัน รวมทั้งตอนเย็นหลังเลิกเรียน ก็จะน�ำสิ่งของต่างๆ ไปส่งคุณครูขึ้นรถยนต์จนเสร็จเรียบร้อย หากวัน ใดโจ้ไม่มาโรงเรียน ทุกคนจะต้องถามหา และ สอบถามเรื่องการขาดเรียนในวันรุ่งขึ้น ในปัจจุบันเด็กชายกฤษฎา บังศรี (โจ้) กลายเป็น “คนต้นแบบ” ซึ่งได้รับการยกย่องให้ เป็นบุคคลตัวอย่างของผู้มีจิตสาธารณะ มีความ รับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม มีน�้ำใจ ยิ้มแย้ม แจ่มใส เป็นที่รักของคุณครู เพื่อนๆ และน้องๆ โจ้เป็นขวัญใจของทุกๆ คน เมื่อท�ำความดีต้องได้

๔๓


รับการยกย่องสรรเสริญ โจ้ก็มีความสุข สังคมก็ ยอมรับ เกิดความภาคภูมใิ จในตนเอง แม้จะเป็น คนเรียนไม่เก่งก็ไม่เป็นไร แต่เก่งในด้าน “คุณธรรม จริยธรรม” ก็สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความ สุข โจ้เป็นตัวอย่างที่ดีในการประพฤติ ปฏิบัติตน ให้กับเพื่อนและน้องๆในโรงเรียน ซึ่งจะท�ำให้ใน โรงเรียนมี “คนต้นแบบ” เพิ่มมากขึ้นทุกปี จากเหตุ ก ารณ์ ที่ เ กิ ด ขึ้ น จะเห็ น ได้ ว ่ า “คนต้ น แบบ” เป็นสิ่งส�ำคัญในการหล่อหลอม บุคคลให้เปี่ยมด้วยคุณธรรมจริยธรรม ในเมื่อ พฤติกรรมของมนุษย์ซงึ่ เกิดมาบนพืน้ ฐานของความ ต้องการเดียวกัน คือความรักความอบอุ่น การ ยอมรับ การดูแลเอาใจใส่ ถึงแม้โจ้จะไม่มีแม่ ๔๔

อยู่ดูแล แต่โจ้ก็มีแม่ใหญ่คนนี้ (ผู้เขียน) คอยดูแล ให้ความรักความอบอุน่ ให้กำ� ลังใจ เป็นผูห้ ล่อหลอม จิตใจ เป็นต้นแบบให้กับโจ้ตลอดมา นี่คือตัวอย่างแห่งความภาคภูมิใจ หนึ่งใน อีกหลายๆ เรื่อง เพราะการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เป็นสิ่งละเอียดอ่อน ต้องอาศัยเวลา ความอดทน อย่างมากต่ออุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง เมื่อสร้าง แล้วต้องเกิดความยั่งยืน เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้ง ทางร่างกาย อารมณ์สงั คมและสติปญั ญา ต้องการ เยาวชนอย่างไรก็ให้สร้างคนต้นแบบเช่นนั้น


บุรีรัมย์ เขต ๑

เรื่องของประธานเกม...

กับเด็กๆ วัดป่า

เรื่อง สมบูรณ์ เทพศรัทธา โรงเรียน บ้านโคกสว่าง ต.โคกสว่าง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์

๔๕


ไม่เรียนไหนเล่าจะรู้ ไม่ดูไหนเล่าจะเห็น ไม่ท�ำไหนเล่าจะเป็น นั่งอยู่เช้าเย็น..สิ่งที่เห็นไม่เป็นอะไรขึ้นมา อันลิงค่างกลางป่าจับมาหัด สารพัดฝึกได้ดั่งใจหมาย เรานักเรียนครูเพียรสอนแทบตาย เกิดเป็นคนเอาดีไม่ได้...ก็อายลิง บทกลอนที่ผมน�ำมากล่าวข้างต้น จะได้ยิน เวลาบ่ายสามโมงเย็นของวันศุกร์สดุ สัปดาห์ทกุ ครัง้ เมื่อมีกิจกรรมสวดมนต์ จ�ำไม่ได้ว่าเขียนและท่อง มาจากไหน เพราะนานพอสมควร แต่ได้เขียนใน สมุดบันทึกช่วยจ�ำส่วนตัว และพยายามท่องจ�ำ จนขึ้นใจ เพื่อน�ำมาสอนลูกศิษย์ และก็ได้ใช้จริงๆ โดยให้นกั เรียนท่องเป็นประจ�ำในวันศุกร์สดุ สัปดาห์ ช่วงเวลาสวดมนต์ รู้สึกว่าเด็กๆ สนุกกับบทกลอน โดยเฉพาะเมื่อถึงท่อนสุดท้ายไม่รู้มีอะไรมาดลใจ เด็กๆ ให้ต้องเปล่งเสียงดังกว่าท่อนอื่นๆ อาจจะ เป็นเพราะมีค�ำว่าลิงอยู่ด้วยกระมัง บ่อยครั้งที่ผม พยายามหาค�ำกลอนเพื่อมาสอนใจให้กับนักเรียน ก่อนสวดมนต์ไหว้พระและหลังสวดมนต์เสร็จสิ้น ลงของทุกเย็นวันศุกร์ เป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ ในฐานะโรงเรี ย นบ้ า นโคกสว่ า งเป็ น โรงเรี ย น คุณธรรมชั้นน� ำ ผมตอกย�้ ำความทรงจ� ำ เด็ ก ๆ ด้วยส�ำนึกรับผิดชอบอยูเ่ สมอว่า ถ้าแผ่นดินไม่ไหว ภูเขาไฟไม่ระเบิด และไม่เกิดคลื่นสึนามิ ขอให้ กิ จ กรรมการไหว้ พ ระสวดมนต์ ป ระจ� ำ วั น ศุ ก ร์ สุดสัปดาห์อย่าได้ขาด (ถ้าไม่ มี กิ จ กรรมอะไร เข้ามาแทรก) การปลูกและฝังทั้งด้านความคิดและการ กระท�ำ โดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมให้กับเด็กนักเรียน ในปัจจุบัน เป็นภารกิจและถือเป็นหน้าที่ที่ครูใน สถานศึกษาทุกคนพึงตระหนักและน�ำไปปฏิบัติให้ ๔๖

เกิดผลกับนักเรียนอย่างหลีกเลีย่ งไม่ได้ การนิง่ เฉย แบบปิดหูปดิ ตาคงจะเป็นการทรยศต่อวิชาชีพทีใ่ คร ต่อใครยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคลที่เรียกว่า “ครู” มาแต่โบราณกาลปฏิบัติเป็นประเพณีอย่างแน่นอน เฉกเช่นเดียวกับกิจกรรมการไหว้พระสวดมนต์ทุก วันศุกร์ ถึงแม้จะมีเวลาน้อยนิด แต่นั่นก็คือการ ปลูกฝังศีลธรรมและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ให้เกิดขึ้นกับตัวเด็ก และบรรยากาศก็เต็มไปด้วย ความสุขทางใจที่วัดค่าออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ โรงเรียนบ้านโคกสว่าง เป็นโรงเรียนขนาด กลาง เปิดสอนตัง้ แต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปี ที่ ๓ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๘๐ ไร่ ส่วนใหญ่เป็นสวน ป่า พอถึงฤดูฝน นักเรียนและชาวบ้านก็จะไปเก็บ เห็ดมาเป็นอาหารเช้าและเย็น เหลือก็แบ่งขาย สร้างรายได้เป็นรายวัน (ถ้าขยันหา) อาชีพส่วนมาก ของชาวบ้าน คือ การท�ำนาและท�ำไร่อ้อย ไร่มนั ส�ำปะหลัง เป็นรายได้หลักและรายได้เสริมอีกทาง หนึ่งด้วย บรรยากาศภายในโรงเรียนน่าดู น่าอยู่ และน่าเรียนทีเดียว มีเอกลักษณ์ คือ ต้นฉ�ำฉา ๓ ต้น ยืนโดดเด่นเป็นสง่า แผ่กิ่งก้านอันแข็งแกร่ง ปกคลุมอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าโรงเรียนอย่างร่มรื่น รอคอยต้อนรับการมาเยือนของผูค้ นทัง้ ใกล้และไกล อย่างเต็มใจและมีความสุขทุกเช้าเย็น กิจกรรมที่โรงเรียนน้อมน�ำเอาหลักธรรม


ทางพระพุทธศาสนาไปใช้ปลูกฝังให้นักเรียนได้ ปฏิบัติตามหลัก การกิน อยู่ ดู ฟัง เป็นมงคลชีวิต ๓๘ ประการ ถูกน�ำเสนอด้วยตัวแทนนักเรียนเป็น ประจ�ำทุกเช้าหลังเคารพธงชาติและไหว้พระสวด มนต์ ตามด้วยส�ำนวนสุภาษิตไทย ผลัดเปลี่ยน นักเรียนขึ้นมาน�ำเสนอ เป็นการทุ่มเท มุ่งมั่นและ เสียสละของนักเรียนกลุ่มบรรณารักษ์น้อยของ คุณครูอมรรัตน์ จันทะนันท์ จนน�ำไปสู่ภาระงาน ในฐานะห้องสมุด ๓ ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้คงจะเกิด ขึ้นได้ยากหากขาดสิ่งที่เราเรียกว่า “ใจ” และการ ฝึกวินัยอย่างต่อเนื่องของตนเอง พระพุทธศาสนา มองมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่ ต้องฝึก ถ้ามนุษย์ไม่ฝึกฝนพัฒนาตนเองแล้ว ก็จะ เป็นสัตว์ที่ต�่ำทรามที่สุด มนุษย์แพ้สัตว์เดรัจฉาน ในด้านสัญชาตญาณ สัตว์เดรัจฉานทัง้ หลายส่วนมาก พอเกิดมาก็ด�ำรงชีวิตได้ด้วยสัญชาตญาณ มันอยู่ กับพ่อแม่นิดเดียว ก็รู้จักเป็นอยู่ รู้จักหากินด�ำรง ชีวิตได้เลย ส่วนมนุษย์ไม่ได้เรื่อง ท�ำไม่ได้สักอย่าง ถ้าปล่อยก็แทบจะตายทันที ต้องเอาใจใส่เลี้ยงดู ฝึกสอน จึงอยู่รอดและเจริญเติบโตได้ นับว่าตรง กันข้าม แต่มนุษย์มีศักยภาพที่พัฒนาตนได้ เมื่อ พัฒนาแล้วก็เป็นสัตว์ที่ประเสริฐที่สุด สัตว์อื่น

พัฒนาได้อย่างเก่งแค่เป็นละครสัตว์ หรือเอามาให้ มนุษย์ใช้งาน เป็นได้สองอย่างเท่านั้นเอง เรื่องของประธานเกมกับเพื่อนๆ นับว่าเป็น แบบอย่างของการฝึกฝนตนเองได้เป็นอย่างดี ใน ห่วงของสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหานานัปการ และ ถูกรุมเร้าด้วยตัวอักษรฝรั่งสองค�ำ คือ I กับ T ซึ่ง มาจากค�ำว่า Information Technology ซึ่งเป็น วิวัฒนาการของเครื่องมือมนุษย์ยุคปัจจุบันและยุค อนาคตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งแน่นอน แต่มองกลับ ด้านกัน มนุษย์กลับมีจิตใจที่ต�่ำลง ปัญหานักเรียน ตีกันในสถานศึกษามีให้เห็นกันบ่อยขึ้น ยกเว้น นักเรียนกลุ่มของประธานเกมกับเพื่อนๆ กลับใช้ ช่วงเวลานี้ฝึกฝนตนเอง ท�ำความดี ให้คู่ขนานไป กับปัญหาของสังคมเมืองและสังคมชนบท และ ความเจริญด้านเทคโนโลยี ถือเป็นแบบอย่างที่น่า ชื่นชมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางกระแสของ วัตถุนิยม เกมได้ รั บ เลื อ กตั้ ง เป็ น ประธานนั ก เรี ย น ปี ๒๕๕๔ เรียนอยู่ในชั้น ม.๒ จากการที่ผมเองได้ พูดคุย ซักถาม บวกกับการสังเกตพฤติกรรม เป็น เด็ ก ที่ ค ่ อ นข้ า งใฝ่ ไ ปในทางธรรมะพอสมควร ถ้าเปรียบเทียบกับเพือ่ นๆ ในรุน่ เดียวกัน และน้อย คนนักที่จะตื่นมาให้ทันใส่บาตรพระในทุกๆ เช้า ของทุกวัน ถ้าเช้าวันไหนตื่นไม่ทันใส่บาตร วันนั้น เกมจะรู้สึกไม่สบายกลายเป็นไข้ทางใจ เกมเล่าให้ ฟังว่าวันนีจ้ ะต้องนอนก่อนสีท่ มุ่ เพราะพรุง่ นีต้ อ้ งตืน่ ใส่บาตร เป็นอยู่แบบนี้กลายเป็นนิสัยของเกม บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณและพาหุง จะดังทุกคืนในช่วงเวลาก่อนนอนของเกม บางครั้ง ยาวไปถึงพระคาถาชินบัญชร และตามด้วยสมาธิ ภาวนาสั้ น ๆ ๑๐-๒๐ นาที ตามควรแก่ เ วลา ที่ ม าจากใจของเกม ก่อนจะทิ้งหัวลงบนหมอน

๔๗


นี่แหละดินดีแห่งบ้านโคกสว่างที่สามารถปั้นขึ้นรูปได้อย่างง่ายดาย โดย ไม่ต้องมีน�้ำ ขอเพียงแต่มี ใจเป็นตัวประสาน ก็สามารถขึ้นรูปได้อย่าง ใจปรารถนา และนอนหลับอย่างสบาย จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ตามหลักทีพ่ ระท่านสอนให้มนุษย์อย่างคนธรรมดา ได้ ร ะลึ ก และเตื อ นสติ ใ นการด�ำ เนิ น ชี วิ ต ตลอด เวลา แต่นนั่ ยังไม่พอ การท�ำความดี ละเว้นความชั่ว และการท�ำจิตใจให้ผ่องใส ถือเป็นหลักธรรมที่ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงปฏิบัติและหลีกเลี่ยง ในช่วงเวลาเลิกเรียน เกมก็ชักชวนเพื่อนๆ เป็น กลุม่ เล็กๆ ท�ำความดีดว้ ยจิตอาสาพากันไปวัดป่าที่ อยูไ่ ม่หา่ งจากโรงเรียนมากนัก ซึง่ มีหลวงลุงและแม่ ชีจำ� วัดอยู่ เศษใบไม้แห้งใต้ตน้ ไม้ถกู เก็บ และขยะที่ พบเห็นในบริเวณวัดถูกกวาด ถูกเก็บอย่างเต็มใจ ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความสุขแถมยังสนุกกับสิ่ง ที่ก�ำลังท�ำอยู่ และรอคอยการแผ่กิ่งก้านน้อยใหญ่ ของต้นไม้ที่พวกเขาร่วมกันปลูกและปักมันลงดิน และเอาใจใส่รดน�้ำพรวนดินเป็นประจ�ำ ไม้กวาด ถูกหยิบขึ้นมากวาดฝุ่นบนกุฏิหลังเล็กๆ ในแบบ ฉบับของวัดป่าทีอ่ ยูท่ า่ มกลางความเงียบสงบ ร่มรืน่ เป็นสิ่งที่ดึงดูดเกมและเพื่อนๆ กลุ่มนี้ได้เป็นอย่าง ดี แถมยังมีหลวงลุงที่ใจดี ช่วยแนะน�ำสั่งสอนทุก ครัง้ น่าเคารพศรัทธา ในข้อวัตรปฏิบตั ขิ องพระสงฆ์ อย่างแท้จริง บ่อยครัง้ ทีเ่ กมและเพือ่ นๆ ซึง่ มีทงั้ ซัน, ฟลุก้ , การ์ด (เคโงะ) ผมชอบเรียกอีกชื่อหนึ่ง กล้า, วาย และจ๊อบ ตบเท้าเข้าไปหาหลวงลุงในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็มีคุณค่า ทางใจที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหนเลย และไม่ยอม ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้คุณค่าแม้แต่น้อย ด้วย ๔๘

ความมุง่ มัน่ ขยันและรูจ้ กั วางตัวให้เหมาะสมกับวัย ส่งผลให้เกม ซัน ฟลุ้ก ได้ทุนการศึกษาที่มาจาก การคัดเลือกของครูในโรงเรียน ซันเป็นประธานคน เก่า ได้รางวัลเหรียญทอง ล�ำดับที่ ๓ ในการแข่งขัน การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ ระดับจังหวัด ในโครงการ พัฒนาศักยภาพเยาวชนสูค่ วามเป็นเลิศของจังหวัด บุรีรัมย์ ปี ๒๕๕๔ ซึ่งน�ำความภาคภูมิใจมาสู่ โรงเรียนอย่างน่าชื่นชมยิ่งนัก ส่วนการ์ด ได้รางวัล เหรียญทอง ล�ำดับที่ ๓ ในการแข่งขัน โปรแกรม น�ำเสนอ Presentation ระดับชัน้ ป.๔ - ๖ ระดับเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต ๓ ปี ๒๕๕๓ นี่แหละดินดีแห่งบ้านโคกสว่างที่สามารถ ปัน้ ขึน้ รูปได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ตอ้ งมีนำ�้ ขอเพียง แต่มใี จเป็นตัวประสาน ก็สามารถขึน้ รูปได้อย่างใจ ปรารถนา ท่ามกลางกระแสธารของวัตถุนิยม และ ภัยคุกคามทางใจทีจ่ ะคอยดึงให้มนุษย์ตำ�่ ลงไปอย่าง ไม่มที สี่ นิ้ สุด ตราบใดที่มนุษย์ไม่พยายามละกิเลส ให้บรรเทาเบาบางลงไป และดึงใจตัวเองให้สูงขึ้น สมกับที่พระท่านบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ กว่าสัตว์อื่นๆ วันนี้...เป็นกอหญ้า วันหน้า...เป็นกอไผ่ หากมีความตั้งใจ...ผมเชื่อว่า...เด็กกลุ่มนี้ คงจะเป็น...ต้นไทรที่แข็งแรง


สระบุรี เขต ๑

ครูผเู้ สียสละ

ในสภาวะเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยความวุ่นวายสับสน มีการแบ่งสี แบ่งฝ่าย ต่างแย่งชิงอ�ำนาจความเป็นใหญ่ ไม่มี ค�ำว่า “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” ใครดี ใ ครได้ มุ่งร้ายท�ำลายกันอย่างไร้ คุณธรรม จริยธรรม สังคมและวัฒนธรรมตะวันตก หลัง่ ไหลเข้าครอบง�ำจิตใจ การปฏิบตั ติ นตามกรอบ ประเพณีวฒั นธรรมไทยถดถอย แทบจะไม่มเี หลือ โดยเฉพาะสตรีมกี ารเปลีย่ นคูค่ รองเสมือนเกมกีฬา ใครเปลี่ยนคู่ได้มากก็กลายเป็นคนเก่ง เป็นฮีโร่ ปั ญ หาที่ ต ามมาคื อ บุ ต รที่ เ กิ ด จากความเสี่ ย ง ความไม่ตั้งใจ คนแล้ว คนเล่า เอาไปทิ้งไว้กับคน แก่คนชรา ในชนบทบ้าง ในเมืองบ้าง จึงเกิดภาระ กับสังคมโดยเฉพาะด้านการศึกษา ต่อมาในปีนี้ เกิดมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ ยิ่งเพิ่มความวุ่นวาย มากขึ้น ท�ำให้เราค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิตคือใน ท่ามกลางความวุ่นวาย เราจะค้นพบว่ามีทั้งคนดีที่ เสียสละ และคนที่เห็นแก่ตัว คละเคล้ากันไป ใคร

มีจิตสาธารณะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก็จะช่วย เหลือร่วมมือกัน เพื่อให้สังคมได้อยู่ร่วมกันอย่าง มีความสุข เพือ่ ความมัน่ คงของประเทศชาติ คนเห็นแก่ตวั ได้ชอ่ งกอบโกย โกงกินสารพัดไม่ค�ำนึงถึงบาป บุญ คุณโทษ ตามหลักพระพุทธศาสนา ทัง้ ทีเ่ ป็นคนไทย และนับถือศาสนาพุทธ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองจะวุ่นวายยัง มีบุคคลอีกกลุ่มซึ่งได้ท�ำหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี คนกลุม่ นีค้ อื กลุม่ ครูผเู้ สียสละ มีความมุง่ มัน่ ในการ พัฒนาตน พัฒนาคน และพัฒนางาน ให้บรรลุเป้า หมายตามเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาของชาติ เพือ่ ท�ำหน้าทีส่ ร้างคนให้เป็นมนุษย์ทสี่ มบูรณ์ทงั้ ทาง ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ใน ช่วงระยะเวลา ๒๔ ชัว่ โมง กลุม่ คนเหล่านี้ จะฝักใฝ่ แต่ในเรื่องความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบ หมาย ความเป็นครูมอื อาชีพ จะคิดถึงความเป็นอยู่ ของเด็กแต่ละคน การเรียนของแต่ละคน การบ้าน

เรื่อง ธันยพร คงด่าน โรงเรียน นิคมสร้างตนเองจังหวัด สระบุรี (พิบูลสงเคราะห์ ๒) ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

๔๙


ตราบใดทีค่ รูยงั มีอาชีพครู มิ ใช่ครู มืออาชีพ มิ ใช่ครูผู้เสียสละ การ จัดการศึกษาในประเทศไทยก็จะเป็น ปัญหาดังเช่นในปัจจุบนั กิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดให้แก่เด็กในแต่วัน ความ ปลอดภัยในการเดินทาง อาหาร สุขภาพ ในบาง ครั้งแทบจะไม่มีเวลาเป็นตัวของตัวเอง เพราะมัว วุ่นวายกับกิจกรรมที่จะต้องด�ำเนินการ แม้จะเป็น ตอนเย็นหลังเลิกเรียนวันหยุด ปิดภาคเรียน เป็น ทัง้ แม่ในยามทีเ่ ด็กขาดความอบอุน่ โดยการโอบกอด ปลอบใจในขณะที่ร้องไห้ เป็นหมอพยาบาลใน ขณะเด็กเจ็บป่วย ต้องคอยเช็ดเนื้อตัวเมื่อตัวร้อน บางครั้งก็ต้องไปนั่งเฝ้าที่โรงพยาบาลเมื่อป่วยหนัก เพราะเด็กส่วนใหญ่อยู่กับคนชราหรือผู้ปกครอง ต้องไปประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป บางครั้งต้อง เป็นต�ำรวจตามจับผู้ร้าย วิ่งหนีเข้าป่าข้าวโพดบ้าง ป่าอ้อยบ้าง เพราะไม่อยากเรียนหนังสือ ครูก็ต้อง ไล่ตามมาเรียนมาสอบกว่าจะส�ำเร็จการศึกษา ท�ำให้ครูเหนื่อยพอสมควร บางครั้งบังคับเด็กเกิน ไป ก็โดนผู้ปกครองเล่นงานแค่ให้เรียนจบ ป. ๖ ก็พอ บางครั้งผู้ปกครองปล่อยปละละเลยไม่เคย ดูแล เรียนเฉพาะที่โรงเรียน ไม่เคยเพิม่ เติมหรือ ท�ำการบ้านทีค่ รูเตรียมให้ ซึง่ ครูผเู้ สียสละเหล่านี้ก็ ไม่ได้ย่อท้อต่���ความยากล�ำบาก พยายามส่งเสริม สนับสนุน สร้างขวัญก�ำลังใจ ฝึกให้ผู้เรียนมีความ มานะพยายาม ฝึกฝนให้มีความอดทนวันแล้ววั น เล่า เดือนแล้วเดือนเล่า จนกระทั่ ง เข้ า ๑ ปี ผลที่ เ กิ ด จากความพยายามของครู ผู ้ เ สี ย สละ สามารถประกาศชัยชนะ เมือ่ ผลการสอบ O - net ป.๖ สูงกว่าระดับประเทศทุกกลุม่ สาระ และคะแนนรวม ทุกกลุม่ สาระเป็นอันดับที่ ๑ ของเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา ๕0

การประถมศึกษา สระบุรเี ขต ๑ ครูกร็ สู้ กึ ภาคภูมิใจ ในความส�ำเร็จของศิษย์ เมื่อปีการศึกษาใหม่ การท�ำหน้าที่ของครูผู้ เสียสละ จะประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบจรรยา บรรณและวินัยครู จะทุ่มเททั้งกายและใจให้กับ ความรับผิดชอบในหน้าที่ตลอดเวลา ฝึกผู้เรียน ให้มีความพร้อมอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาต้องคัดเลือก ตัวแทนระดับกลุ่มโรงเรียนงานศิลปหัตถกรรมครั้ง ที่ ๖๑ ครูจะต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อม ฝึกฝนทักษะให้กับศิษย์ ผลที่ได้รับคือในระดับช่วง ชั้นที่ ๑ เป็นตัวแทนระดับกลุ่ม ๔ กิจกรรม ช่วงชั้น ที่ ๒ เป็นตัวแทน ๖ กิจกรรม มีนักเรียนเข้าแข่งขัน กิจกรรมทั้งสิ้น ๑๔ คน แม้โรงเรียนของเราจะเป็น โรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียน ๑๑๑ คน ครู ๗ คน แต่ครูทกุ คนล้วนแต่เป็นครูผเู้ สียสละ จึงสามารถจัด กิจกรรมได้ประสบความส�ำเร็จ ในปีนี้ จึงท�ำให้ครูผู้ เสียสละเหล่านี้ได้รับรางวัลเกือบทุกคน คือ รางวัล ครูสอนดี จ�ำนวน ๑ คน หนึง่ แสนครูดี จ�ำนวน ๒ คน ครูดีศรีสระบุรี จ�ำนวน ๑ คน และครูผู้ท�ำคุณ ประโยชน์ในการศึกษาระดับเขตพื้นที่ ๑ คน จะเห็นได้วา่ ความส�ำคัญและความจ�ำเป็นใน การพัฒนาผู้เรียน ครูคือกลไกส�ำคัญในการพัฒนา เมื่อต้องการพัฒนาผู้เรียน จ�ำเป็นต้องพัฒนาที่ครู ก่อน ตราบใดที่ครูยังมีอาชีพครู มิใช่ครูมืออาชีพ มิใช่ครูผู้เสียสละ การจัดการศึกษาในประเทศไทย ก็จะเป็นปัญหาดังเช่นในปัจจุบัน


ปราจีนบุรี เขต ๒

สูตรเพือ่ นแท้หน้าใส

แค่ลมหายใจก็ ได้บญ ุ งานวิจัยหลายเล่ม หลายเรื่องที่พวกเราได้ อ่านหรือศึกษาเกีย่ วกับการประสบความส�ำเร็จของ บุคคลหลากหลายอาชีพ ผลงานส่วนใหญ่ของเขา มักโดดเด่น น่าสนใจ ประทับใจผู้ที่ได้ชม ได้ฟัง หรื อ ได้ พ บเห็ น นอกจากทั ก ษะเฉพาะตั ว หรื อ

เรียกโดยทัว่ ไปว่าพรสวรรค์แล้ว ไม่มใี ครปฏิเสธได้ ว่า บุคคลเหล่านัน้ ท�ำงานด้วยจิตทีต่ งั้ มัน่ เป็นสมาธิ งานวิจัยได้กล่าวเกี่ยวกับประโยชน์ในการ จัดระบบการหายใจไว้วา่ ผูท้ หี่ ายใจเข้า - ออกยาว และสม�่ำเสมอ อย่างมากไม่เกินนาทีละ ๖ ครั้ง จะ

เรื่อง พรรณมา ดวงบุตร โรงเรียน บรรหารวิทยา ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

๕๑


มีสุขภาพดี ใบหน้าสดใส อารมณ์ดี สุขุมเยือกเย็น เป็นคนมีความรอบคอบ ผลตามมาที่ส�ำคัญคือ เป็นบุญกุศล ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน คือ หาก เราสุขภาพดี ไม่มีโรคหรือมีโรคน้อยเราก็สบายใจ และยิง่ เราเป็นคนอารมณ์ดี ควบคุมอารมณ์ได้ดี ไม่ ใจร้อน ไม่โกรธง่าย สุขุมเยือกเย็น จิตใจไม่ขุ่นมัว ก็จะไม่มีศัตรู การงานที่ท�ำก็ไม่ผิดพลาด เราก็จะ ไม่มคี วามทุกข์ใจ ไม่รสู้ กึ กังวลใจ เกิดความสุขกาย สบายใจ ซึ่งเป็นความต้องการสูงสุดของมนุษย์ทุก คน เรียกว่า “มีบญุ ” และบุญทีท่ ำ� ได้งา่ ยๆ คือ มีจติ ระลึกรูท้ ลี่ มหายใจเข้า - ออกอยูเ่ สมอ ก็ได้บญุ แล้ว การฝึกสมาธิให้กับเยาวชนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะวั ย รุ ่ น ตอนต้ น จึ ง เป็ น เรื่ อ งส� ำ คั ญ ซึ่ ง เยาวชนในยุคโลกาภิวัตน์ต้องสั่งสมให้เป็นนิสัย นักเรียนที่อายุก�ำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ สนใจรูปร่างหน้าตาของตนเอง แคร์ความรู้สึกของ เพื่อน สนใจบุคคลที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกันมากกว่า คนในครอบครัว หรือครูอาจารย์ เทคนิคทีจ่ ะท�ำให้ นักเรียนวัยนีใ้ ห้ความสนใจ และท�ำกิจกรรมทีค่ รูจดั ให้อย่างตั้งใจ จึงต้องเป็นเรื่องที่สามารถท�ำให้เขา ดูดีในสายตาของกลุ่มเพื่อน โดยเฉพาะเรื่องรูปร่าง หน้าตา ถ้าสามารถท�ำให้สวย หล่อ เก่ง หรือโดด เด่นได้ ยิ่งเป็นสิ่งที่เขายินดีที่จะท�ำอย่างมุ่งมั่นและ ตัง้ ใจ การสัง่ ให้เขาท�ำสมาธิ นัง่ นิง่ หลับตาตามเวลา ทีค่ รูกำ� หนดอย่างไร้จดุ มุง่ หมาย จึงเป็นเรือ่ งน่าเบือ่ ส�ำหรับเขา หากครูใช้เทคนิคค�ำพูดโน้มน้าวให้เห็น ความส�ำคัญและประโยชน์ทเี่ ขาจะได้รบั ในเวลาอันใกล้ ๕๒

และเป็นผลประโยชน์ที่เขาสนใจ ที่ส�ำคัญต้องเป็นเรื่องจริง สามารถพิสูจน์ ได้ จึงจะได้รับการตอบรับจากเขาอย่างจริงใจและ เต็มใจ ซึง่ เรือ่ งการท�ำสมาธิแบบอานาปานสติ เป็น หลักการท�ำสมาธิที่ไม่ขัดแย้งกับหลักค�ำสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิง่ ทีส่ ามารถ พิสูจน์ได้ ดังนั้นการฝึกให้นักเรียนที่อยู่ในวัยรุ่นท�ำ สมาธิจงึ ไม่ใช่เรือ่ งง่าย และก็ไม่ใช่เรือ่ งยากส�ำหรับ ผูท้ ยี่ อมเปิดใจ ยอมเป็นแก้วเปล่าพร้อมทีจ่ ะรับ ทัง้ ผู้ให้เทคนิคการฝึก และผู้รับค�ำแนะน�ำในการฝึก เทคนิคการใช้ค�ำพูดกับนักเรียนวัยรุ่นตอน ต้นให้มาสนใจในการท�ำสมาธิแบบอานาปานสติ


“เพื่อนเรามีมากมายทั้งเพื่อนที่เราคิดว่าเป็นเพื่อน แท้ คือกินไหนกินด้วย นอนไหนนอนด้วย” เวลา ทุกข์ใจ เพื่อนคอยปลอบโยนให้คลายกังวล เศร้า เหงา หากผูโ้ ชคร้ายก็จะพบกับเพือ่ นเทียม ทีค่ อยจะ หวังแต่ผลประโยชน์จากเราฝ่ายเดียว แต่ไม่มีใคร ปฏิเสธอีกเช่นกันว่า เพือ่ นทัง้ สองของเรา เขาจะอยู่ กับเรา ในขณะที่เรามีความรู้สึกตอบรับการสัมผัส ทางกายหรือทางใจของเขาได้เท่านั้น หากเราไม่มี ความรูส้ กึ เมือ่ ไร เช่น หลับสนิท หรือก่อนจะลาโลก นี้ไปจะไม่รับรู้เลยว่าเขาท�ำอย่างไรกับเราบ้าง ใน บรรดาเพื่อนทั้งหมดย่อมมีเพื่อนพียงคนเดียวที่เรา รักเขามากที่สุด นักเรียนมั่นใจได้ไหมว่าหากวันใด เป็นวันสุดท้ายของเรา เขาจะอยู่เคียงข้างเรา เราไม่มั่นใจเลยใช่ไหมว่าเขาจะเป็นเพื่อน คนสุดท้ายที่จะอยู่กับเรา หากแต่พวกเราลืมไปว่า เรายังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างเรา เขาอยู่กับเราเป็นเพื่อนเราเสมอไม่ว่าเราจะสุขหรือ ทุกข์ เขาจะคอยดูแลเราตลอดเวลา จนกว่าร่างกาย ของเราจะไม่ยอมรับเขา เขาจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ จะจากเราไป และสิ่งนี้นั่นแหละที่เป็นสิ่งที่มีความ ส�ำคัญที่สามารถส่งเราไปยังภพภูมิใหม่ และภพ ภูมใิ หม่ทเี่ ราจะไปจะเป็นสถานทีพ่ วกปรารถนาหรือ ไม่นั้นขึ้นอยู่กับการดูแลเพื่อนคนนี้ ว่าเราดูแลเขา มากน้อยแค่ไหน “ลมหายใจ” คือเพื่อนแท้ เพื่อนคนแรก และคนสุดท้ายของเรา เพื่อนที่มีแต่ความหวังดี เขาจะภูมิใจ ดีใจและจะสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดกับ

เราเสมอ เช่ น ลองสั ง เกตดู หากใครหมั่ น ดู แ ล เขาอย่างสม�ำ่ เสมอ คนนัน้ จะสุขภาพดีระบบอวัยวะ ภายในร่างกาย เช่น ปอด หัวใจ ท�ำงานดีขนึ้ ระบบ ไหลเวียนของโลหิตสะดวก ท�ำให้สมองดี อารมณ์ แจ่มใส สุขุมรอบคอบ ผิวพรรณจะสวย ใบหน้า จะใส ทุกคนเป็นเด็กยุคใหม่คงไม่เชื่อในสิ่งที่ยัง ไม่ได้พิสูจน์ ลองพิสูจน์ดูได้ ก่อนเรียนหรือก่อน ท�ำงานให้หยุดระลึกดู และจัดระบบลมหายใจของ ตนเอง โดยหายใจเข้า - ออก นับเป็น ๑ ครั้ง ใน ๑ นาทีไม่ให้เกิน ๖ ครั้ง ก่อนเรียนทุกวิชา ควรนั่งสงบระลึกรู้ตามดูลมหายใจ สัก ๓ นาที พยายามให้รู้สึกตัวบ่อยๆ รู้ว่าลมหายใจของเรา เป็นระบบหรือยัง ท���ำติดต่อกัน ประมาณ ๒ สัปดาห์ จะเห็นผล” นี่เป็นเทคนิควิธีการอย่างหนึ่งที่คุณครูใช้ เพือ่ ชักชวนให้นกั เรียนสนใจในการฝึกสมาธิ ซึง่ เป็น ศาสตร์ทถี่ กู ต้อง เป็นความจริง ไม่ใช่การหลอกลวง แต่น�ำความจริงมาบอกกล่าวแสดงเหตุและผลให้ ทุกคนเห็นความส�ำคัญในการฝึกสมาธิอย่างต่อ เนือ่ งให้กบั เยาวชน หากเยาวชนใช้สติ และมีสมาธิ ในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ จะสามารถควบคุม ตนเองได้ มีจิตมุ่งมั่นในการท�ำหน้าที่ของตน เป็น บุคคลที่มีคุณภาพ ผลที่ส่วนรวมได้รับคือ ปัญหา ต่างๆ ของวัยรุ่นในสังคมจะลดลง ประเทศชาติ จะพัฒนาและมั่นคงในที่สุด

๕๓


นครราชสีมา เขต ๕

๑๖ ปี

แห่งความหลัง

เรื่อง สุรางค์ เชื้อเจริญ โรงเรียน บ้านท่าขี้เหล็ก ต.หินตาด อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

๕๔

โรงเรียนบ้านท่าขี้เหล็กมีอายุได้ ๖๙ ปี หาก เป็นอายุของคนก็สร้างสมความดีได้มากมาย ถึง วันนี้ได้ก่อเกิดหน่อเนื้อของพระพุทธศาสนา คือ พระครูปราโมทย์ธรรมรส เจ้าอาวาสวัดท่าขี้เหล็ก รองเจ้าคณะอ�ำเภอด่านขุนทด พระครูปราโมทย์ ธรรมรส พร้อมด้วยผู้ปกครอง ชุมชนที่สร้างวัด บ้าน โรงเรียนให้เข้มแข็ง ทุกวันนี้คุณความดีของ ผู้ปกครอง ชุมชน ผูน้ ำ� ชุมชน คณะกรรมการสถาน ศึกษา ขัน้ พืน้ ฐานช่วยกันสร้างโรงเรียน สร้างความ เป็นปึกแผ่น พร้อมด้วยตัวอย่างทีด่ งี ามด้านความรู้ คูค่ ณุ ธรรม ร่วมกับคณะครู นักการภารโรงรวม ๑๓ คน ภายในเรือล�ำนี้ทุกคนมีส่วนร่วมพายเรือแห่ง การศึกษาไปให้ถงึ ฝัง่ ด้วยความส�ำเร็จ ทีผ่ า่ นมานัน้ ในหลายโครงการส่งผลให้โรงเรียนบ้านท่าขี้เหล็ก ได้รับคัดเลือกเป็นโรงเรียนวิถีพุทธน�ำร่องเน้นจิต อาสา ระดับส�ำนักงานคณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ครูทุกคนตั้งใจท�ำงานด้วยความเสียสละ ร่วมคิด ร่วมสร้างสิ่งที่ดีงามให้เกิดกับนักเรียน และชุมชน ผู้เล่าในฐานะเป็นหัวหน้าฝีพายของ เรื อ ล� ำ นี้ มี ความภาคภูมิใจและปีติยินดีทุกครั้ง ในข่าวคราวความดีของความส�ำเร็จของลูกศิษย์ทกุ คน ความส�ำเร็จของชุมชนหมู่บ้านท่าขี้เหล็กเป็น ชุมชนเข้มแข็ง

การท�ำงานมีระบบ ระเบียบ ให้ความร่วมมือ กับงานส่วนรวมทัง้ บ้าน วัด โรงเรียน เป็นหมูบ่ า้ นที่ ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศในการประกวด หมูบ่ า้ นของต�ำรวจชุมชนสัมพันธ์ เกิดจากความร่วมมือ กันทุกฝ่าย การประเมินคุณภาพสถานศึกษาทุกระดับ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและชุมชน มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสนับสนุนมาโดยตลอด วันนี้หากให้เล่าความดีของทุกคน ผู้เล่าจะเล่าได้ แต่ความดีงาม และความระลึกถึงบุญคุณของทุก คนที่ช่วยเหลือโรงเรียนทุกอย่าง โดยเฉพาะคณะ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จ�ำนวน ๓๕ คน ที่ได้ช่วยเหลือโรงเรียนมาตลอดเวลาไม่มีการหมด วาระ ๑๖ ปี ที่ผู้เล่าเข้ามาอยู่ในโรงเรียนบ้านท่า ขี้เหล็ก โรงเรียน ชุมชน ได้สร้างครูดี ครูเก่ง นักเรียน ดี นักเรียนเก่ง และจะไม่หยุดสร้างความดีและ การมีจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือสังคมความเป็นมาที่ น่าเล่าขาน โรงเรียนบ้านท่าขีเ้ หล็ก ตัง้ อยูท่ บี่ า้ นท่าขีเ้ หล็ก หมู่ที่ ๒ ต�ำบลหินดาด อ�ำเภอด่านขุนทด จังหวัด นครราชสีมา โรงเรียนบ้านท่าขี้เหล็กจัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๘๔ โดยมีนายอ�ำเภอ ด่านขุนทด เป็นผู้ด�ำเนินการอ�ำนวยการจัดตั้งร่วม กับราษฎร โดยตั้งชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนบ้านท่า ขี้เหล็ก ในระยะเริ่มแรกต้องอาศัยกุฏิพระสงฆ์เป็น


๑๖ ปี แห่งความหลังผ่านไปแล้ว และอีกหลายปีข้างหน้าจะทำ�อะไร ดีๆได้อีกหลายอย่าง ถ้าพวกเรา พร้อมใจกันทำ�

๕๕


สถานทีท่ ำ� การเรียนการสอน ทางราชการแต่งตัง้ ให้ นายอ่อง กลมขุนทด เป็นครูใหญ่คนแรก และมีครู ผูส้ อนเพียงคนเดียว เปิดท�ำการสอนครัง้ แรกชัน้ เตรียม ประถมศึกษา มีนกั เรียนทัง้ สิน้ ๒๑ คน เป็นชาย ๑๒ คน หญิง ๙ คน ในส่วนของการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเป็นไปด้วยความยากล�ำบากเรือ่ ย มา จนกระทั่งวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๙๓ จึงได้รบั มอบอัตราก�ำลังครูเพิม่ เป็น ๒ อัตรา ในขณะที่มี นักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น ๑๓๕ คน จัดการเรียนการ สอนแบ่งออกเป็น ๔ ห้อง คือ ชั้นประถมศึกษาปี ๑ - ๔ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ คณะสงฆ์พร้อมด้วย คณะครู และราษฎรในหมูบ่ า้ นท่าขีเ้ หล็กได้รว่ มกัน เสียสละทัง้ ทุนทรัพย์ และวัสดุกอ่ สร้าง ร่วมกันปลูก สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้นและได้ใช้ศาลา การเปรียญหลังใหม่นี้ในการจัดการเรียนการสอน ต่อมานายแก้ว แกมขุนทด ซึ่งเป็นราษฎร หมู่บ้านท่าขี้เหล็ก ได้อุทิศมอบที่ดินให้เป็นสมบัติ ของโรงเรียน ๑ แปลง พื้นที่ ๒๘ ไร่ ๒ งาน เมื่อ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๒ คณะครูพร้อมด้วย คณะกรรมการการศึกษาและชาวบ้านได้ร่วมกัน สร้างอาคารเรียนขึ้น ๑ หลัง ตามแบบ ป.๑ฉ ขนาดกว้าง ๘.๕๐ เมตร ยาว ๓๖ เมตร จ�ำนวน ๔ ห้องเรียน บนทีด่ นิ ดังกล่าว นายสงวน รักสุจริต นายอ� ำ เภอด่ า นขุ น ทดขณะนั้ น ได้ อ นุ มั ติ ง บ ประมาณภาษีบ�ำรุงท้องที่จ�ำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ท�ำการต่อเติมอาคารเรียนทีย่ งั ไม่เสร็จสมบูรณ์ โดย ท�ำการตีฝา และติดตัง้ ประตูหน้าต่าง จนครบทัง้ ๔ ๕๖

ห้องเรียน ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ทางราชการได้อนุมัติ ให้โรงเรียนขยายชัน้ เรียนขึน้ โดยให้เปิดสอนถึงชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๖ จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนบ้านท่าขีเ้ หล็ก ตัง้ อยูใ่ นสภาพพืน้ ที่ เป็นเนินสูงและมีหินจ�ำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหา ต่อการกักเก็บน�้ำ การรักษาน�้ำไว้ใช้ยากล�ำบาก ในส่วนของการอุปโภคบริโภคนั้น โรงเรียนได้รับ จัดสรรงบประมาณในการจัดสร้างถังบรรจุน�้ำแต่ ก็ยังไม่เพียงพอแก่นักเรียนได้ตลอดทั้งปี โรงเรียน ได้ด�ำเนินการขุดสระเก็บกักน�ำ้ ไว้ใช้ในการเกษตร และการเพาะปลูกภายในโรงเรียน เพื่อเป็นการ แก้ปัญหาการขาดแคลนน�้ำในโรงเรียนได้ในระดับ หนึ่ง ในส่วนการคมนาคมและการสาธารณูปโภค โรงเรียนมีการเดินทางโดยมีถนนลาดยางทางหลวง แผ่นดิน มีระบบไฟฟ้าและน�ำ้ ประปาภายในโรงเรียน ช่วยให้บุคลากรได้รับความสะดวกสบายพอควร ลักษณะชุมชน หมูบ่ า้ นท่าขีเ้ หล็ก ได้แบ่งออกเป็น ๒ หมู่ ได้แก่ หมู่ที่ ๒ และหมู่ที่ ๒๐ ตามแผนงาน องค์ ก ารบริ ห ารส่ ว นต� ำ บลหิ น ดาด มี จ� ำ นวน ประชากร ๑,๒๕๐ คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ของชุมชน ต่อหัวประมาณ ๒๐,๐๐๐ - ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี โดย ชุมชนมีส่วนสนับสนุนโรงเรียนและมีความสัมพันธ์ อันดีมาก ตลอดจนชุมชนยังมีสว่ นร่วมการบริหาร จัดการศึกษาเป็นอย่างดี ๑๖ ปี แห่งความหลังผ่านไปแล้ว และอีก หลายปีขา้ งหน้า ถ้าพวกเราพร้อมใจกันท�ำ


นครราชสีมา เขต ๓

การฝึกสมาธิเบือ้ งต้น

และผลที่ได้รบั จากการฝึกสมาธิ

กระบวนการพัฒนาผู้เรียน คือ การจัด กิจกรรมอย่างหลากหลายและต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักคิดมีการฝึกปฏิบัติอยู่เสมอ ทั้ง ด้านความประพฤติ (ศีล) จิตใจ (สมาธิ) และปัญญา (ปัญญา) เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้ง ๓ ด้านไป

พร้อมๆ กัน การเรียนรู้ทั้งในด้านความประพฤติ จิตใจ และปัญญา เพือ่ เจริญงอกงามในทุกขัน้ ตอน ของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกิน อยู่ ดู และ ฟั ง ในชี วิ ต ประจ� ำ วั น ที่ มี ส ติ สั ม ปชั ญ ญะคอย ก�ำกับ เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาตนจนเป็นก�ำลังส�ำคัญ

เรื่อง อภิชาติ ฮาดภักดี โรงเรียน หนองใ���ญ่พัฒนา ต.สระตะเคียน อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ๕๗


ในการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เจริญสืบ ต่อไป เนื่องจากพุทธศาสนามีหลักการพัฒนาว่า “มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะฝึกฝนและพัฒนา ได้” ประกอบกับวิเคราะห์ผู้เรียนว่ามีสติปัญญา อุปนิสัย ความพร้อม และภูมิหลังที่แตกต่างกัน การพัฒนาจึงเน้นที่ตัวผู้เรียนแต่ละคนเป็นส�ำคัญ ทางโรงเรียนบ้านหนองใหญ่พัฒนาจึงยึด หลักทางพุทธศาสนาว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ ที่จะฝึกฝนและพัฒนาได้ ดังนั้นทางโรงเรียนจึง จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนขึ้น และให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ ได้ปฏิบัติจริงทั้งทางด้านความประพฤติ จิตใจ และปัญญา เช่น กิจกรรมบริหารจิตเจริญ ปัญญา กิจกรรมเดินแถวเข้าห้องเรียนอย่างมีสติ และมีการท่องคติธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า กิ จ กรรมการเดิ น อย่ า งมี ส ติ ก ่ อ นเข้ า โรงอาหาร กิ จ กรรมกล่ า วค� ำ พิ จ ารณาอาหารก่ อ นการรั บ ประทานอาหาร กิจกรรมรับประทานอาหารอย่างมีสติ กิจกรรมนั่งสมาธิ ๕ นาทีก่อนเข้าเรียน กิจกรรม ท�ำบุญตักบาตร กิจกรรมอบรมธรรมะหลังเลิกเรียน เพื่ อ ให้ ก ระบวนการพั ฒ นาผู ้ เ รี ย นเจริ ญ งอกงามทางโรงเรียนจึงได้จดั กิจกรรมการฝึกสมาธิ เบื้องต้นขึ้น สมาธิ แปลว่า ความตั้งใจมั่น หมายความ ว่า จิตตรงดิ่งแนวแน่และอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์ หนึง่ จิตจะตัง้ มัน่ เป็นสมาธิได้ตอ้ งอาศัยการฝึกฝน อบรม สมาธิ มี ๒ อย่าง คือ อุปจารสมาธิ สมาธิ เป็นแต่เพียงเฉียดๆ อัปปณาสมาธิ สมาธิอนั แนวแน่ ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายผู้มีกุศล ฉันทะยังจิตใจให้เกิดสมาธิ ท่านทั้งหลายจะต้อง ปฏิบัติตามแนวแห่งกัมมัฏฐาน ท่านทั้งหลายอาจ ๕๘

เกิดความสงสัยว่า กัมมัฏฐานนั้นแปลว่าอย่างไร ค�ำว่า กัมมัฏฐาน แปลว่า ทีต่ งั้ แห่งการว่างและการ ว่างในทีน่ หี้ มายถึงการว่างทางใจ ก็คอื การฝึกจิตให้ เป็นสมาธินั่นเอง กัมมัฏฐาน มี ๒ อย่าง คือ สมถะ กัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานเป็นอุบายสงบใจ วิปัสสนา กัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานเป็นอุบายเรือ่ งปัญญา ดังนัน้ การฝึกสมาธิเบือ้ งต้น คือ การปฏิบตั สิ มถะกัมมัฏฐานเพื่อเป็นอุบายยังจิตให้สงบนั่นเอง การเตรียมตัวนัง่ สมาธิทกุ ครัง้ ต้องจัดสถานที่ ที่ จ ะนั่ ง ให้ ส ะอาดเรี ย บร้ อ ยก่ อ นเพื่ อ ไม่ ใ ห้ เ กิ ด ความกังวลใจ จากนั้นให้ไหว้พระสวดมนต์แล้ว แผ่เมตตาปรารถนาความดีต่อสรรพสัตว์ ฆราวาส ควรสมาทานศีล ๕ ด้วย เพราะศีลเป็นอุบายวิธีที่ จะรับรองความบริสทุ ธิเ์ ฉพาะตน ในปัจจุบนั ร�ำลึก ว่าบัดนี้เรามีศีลที่บริสุทธิ์แม้จะเคยท�ำผิดพลาดมา แล้วในอดีต นั่นเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้ว อย่าไป ค�ำนึงถึงให้เป็นอารมณ์ ส่วนความดีที่เคยกระท�ำ ไว้ในหนหลังให้ส�ำนึกถึงอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตเกิด ความปีติยินดี การนั่งสมาธิ ผู้ชายนั่งท่าขัดสมาธิขาขวา ทับขาซ้าย ส่วนผู้หญิงจะนั่งเหมือนผู้ชายก็ได้หรือ จะนั่งพับเพียบก็ได้แล้วแต่ความถนัด ข้อส�ำคัญให้ นั่งท่าที่สบาย ท�ำให้สบาย แล้วประนมมือขึ้นตั้ง สัจจาธิษฐานว่า สาธุ ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิภาวนา เพื่อบูชาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ บูชาคุณบิดามารดา ครู อาจารย์ และท่านผู้มี พระคุณทั้งหลาย ขอให้ข้าพเจ้ามีใจอันสงบ รู้แจ้ง เห็นจริงในสัจธรรมทั้งหลายเทอญ เสร็จแล้วเอามือวางบนตัก เอามือขวาทับ มือซ้าย ตั้งตัวให้ตรง ด�ำรงสติให้มั่นทรงอยู่ภายใน


อย่าส่งใจออกไปรับอารมณ์ภายนอก ให้กระท�ำเอา ไว้ในใจว่า ขณะนี้เราอยู่ที่นี้ เราก�ำลังนั่งสมาธิ ภาวนา อารมณ์ทงั้ หลายภายนอกให้หยุดคิด เพือ่ ท�ำใจให้ตงั้ อยูท่ า่ ปัจจุบนั ในขณะนี้ แล้วภาวนาในใจว่า ให้ตั้งใจโดยมีสติก�ำหนดสูดลมหายใจเข้า นึกว่า พุท ให้ตั้งใจโดยมีสติ ก�ำหนดสูดลมหายใจออก นึกว่า โธ ให้ตั้งใจโดยมีสติ ก�ำหนดสูดลมหายใจเข้า นึกว่า ธัม ให้ตั้งใจโดยมีสติ ก�ำหนดสูดลมหายใจออก นึกว่า โม ให้ตั้งใจโดยมีสติ ก�ำหนดสูดลมหายใจเข้า นึกว่า สัง

ให้ตั้งใจโดยมีสติ ก�ำหนดสูดลมหายใจออก นึกว่า โฆ การก�ำหนดแบบนี้เพื่อเป็นอุบายให้ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ได้มารวมอยูท่ ใี่ จ การทีเ่ ราก�ำหนดแบบ นี้เรียกว่า ค�ำบริกรรม ต่อไปให้ก�ำหนดเพียงค�ำว่า พุทโธ ค�ำเดียว และให้หายใจเป็นปกติด้วยระบบ ลมหายใจเหมือนที่เราหายใจทั่วๆ ไป และให้มี สติอยู่เสมอรู้เท่าทันกับลมหายใจทุกครั้ง ตั้งอยู่ใน ท่าเตรียมพร้อมอยู่เสมออย่าเผลอตัว ในขณะทีเ่ ราไม่ได้ตงั้ ใจสูดลมหายใจเข้าเอง นึกว่า พุท แต่ลมหายใจได้ล่วงเข้าไปเสียก่อน ในขณะนั้นก็ให้เรารู้ตัวเองทันทีว่า ความตั้งใจของ เราขาด สติรู้ไม่เท่าทันหรือในขณะใดไม่ได้ตั้งใจ ปล่อยลมหายใจออกมา ลมหายใจออกมาเอง ไม่ พร้อมกับค�ำบริกรรม ในขณะนัน้ เราก็เผลอสติและ ขาดความตั้งใจเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจึงให้เราตั้งใจ สูดลมหายใจเข้าเอง และตั้งใจปล่อยลมหายใจ ออกเอง เมือ่ เราขาดความตัง้ ใจเมือ่ ไร เราก็ขาดสติ ไม่รู้เท่า เอาไม่ทัน จึงต้องก�ำหนดใหม่ ตั้งสติกับ ค�ำบริกรรมให้ดี สมาธิเมือ่ ฝึกฝนดีแล้ว อบรมดีแล้ว ย่อมเป็น ไปเพือ่ ก่อให้เกิดประโยชน์อนั ยิง่ ใหญ่ ดังพุทธด�ำรัส ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “สมาธิ ภิกขะเว ภาเวถะ สมาหิโต ยถาภูตงั ปะชานาติ” “ดูกรภิกษุทงั้ หลาย เธอทั้งหลายจงยังสมาธิให้เกิด เพราะจิตที่ตั้งมั่น เป็นสมาธิดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง”

๕๙


สระบุรี เขต ๑

คุณธรรม

นำ�ความรูส้ คู่ วามสำ�เร็จ เรื่อง ธันยพร คงด่าน โรงเรียน นิคมสร้างตนเองจังหวัด สระบุรี (พิบูลสงเคราะห์ ๒) ต.ธารเกษม อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ๖๐

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ผู้เขียนเริ่มเข้ารับราชการ ในต�ำแหน่งครู ๑ ระดับ ๑ ณ โรงเรียนในชนบท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียน ๑๕๐ คน ครู ๔ คน และได้รับมอบหมาย ให้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ผู้เรียนมีทั้งสิ้น ๔๕ คน ก้าวแรกทีย่ า่ งก้าวเข้าสูบ่ ริเวณโรงเรียน ก็ได้ตงั้

ปณิธานเอาไว้ในใจว่าจะพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียน แห่งนีใ้ ห้เป็นคนดี มีความพร้อมทีจ่ ะเป็นประชาชน ที่ดีในอนาคต จะเป็นครูดีตลอด ๒๔ ชั่วโมง จะมุ่ง มั่น เสียสละ อุทิศเวลา ทั้งชีวิตนี้เพื่องานการสร้าง คนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เมื่อได้ตั้งปณิธานเอาไว้ดังกล่าว ผู้เขียน


เริ่มต้นส�ำรวจข้อมูลพื้นฐานของนักเรียนในชั้นของ ตนเองเป็นรายบุคคล แยกประเภทของผู้เรียนออก เป็น ๔ กลุ่มตามสภาพปัญหา แต่ปัญหาที่ส�ำคัญ ส�ำหรับทุกคนคือ ผู้เรียนพูดภาษาถิ่น (ภาษาเขมร) ไม่พูดภาษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนหนักใจมาก

เพราะการพัฒนาผู้เรียนในทุกด้าน ต้องคุยกันรู้ เรื่อง นี่คุยกันก็ยากมาก ผู้เขียนใช้เวลาในการ ศึกษาภาษาถิ่น ๑ เดือนเศษควบคู่ไปกับการสอน โดยใช้ภาษามือเป็นส่วนใหญ่ ใช้วิธีการปฏิบัติตน เป็นตัวอย่าง เริม่ ตัง้ แต่การท�ำความเคารพ การไหว้ การกราบ การพูดค�ำสุภาพ การแต่งกายทีถ่ กู ระเบียบ มารยาทต่างๆ การรักษาความสะอาดในทุกเรื่อง ต้องเริ่มต้นนับ ๑ ทั้งสิ้น ไปถึงโรงเรียนประมาณ ๐๗.๐๐ น. ทุกวัน และกลับออกจากโรงเรียนเวลา ประมาณ ๑๗.๐๐ น. ของทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์ จะเข้าไปท�ำงานที่โรงเรียนโดยการจัดปรับปรุง ห้องเรียนสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง เพื่อสร้างบรรยากาศ ให้น่าอยู่น่าเรียน ผู้เรียนจะมีความสุขมากในเช้า วันจันทร์มาพบสิ่งใหม่ และจะใช้เวลาช่วงกลาง คืนผลิตสื่อและเตรียมการสอน โดยใช้งบประมาณ ส่วนตัว จัดซือ้ วัสดุอปุ กรณ์ทจี่ �ำเป็นแต่ทางโรงเรียน ไม่มใี ห้ ตอนเช้าเมือ่ พบผูเ้ รียนจะทักทายด้วยค�ำว่า สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ และยกมือไหว้ เป็นตัวอย่าง ตอนแรกผูเ้ รียนก็จะเฉย นิง่ ๆ ผูเ้ ขียนก็จะต้องเตือน ให้เขาพูดตาม และไหว้ตาม ท�ำอย่างนี้ประมาณ ๑ ภาคเรียนผู้เรียนในชั้นเริ่มชิน ต่อไปก็เป็นหน้าที่ ครูเวรประจ�ำวันผูเ้ ขียนน�ำวิธกี ารเดิมไปใช้กบั ผูเ้ รียน ในโรงเรียนทุกคน โดยเทคนิคการพูดซ�้ำ พูดย�้ำ พูดทวน และแนะน�ำการไหว้ทถี่ กู ต้อง คือให้ฝกึ ไหว้ ตามทุกสัปดาห์ที่เป็นครูเวร ปฏิบัติอยู่อย่างนี้เป็น เวลา ๑ ปีเต็ม ผู้เรียนเริ่มดีขึ้นประมาณ ๘๐% พอ ปีการศึกษา ๒๕๒๗ ทางโรงเรียนเปิดชั้นเด็กเล็ก มอบให้ผู้เขียนลงมาสอนชั้นเด็กเล็ก ผู้เขียนได้เข้า รับการอบรมเทคนิคการสอนชั้นเด็กเป็นเวลา ๗ วัน พอเปิดภาคเรียนก็เริ่มต้นพัฒนาผู้เรียนด้าน คุณธรรมจริยธรรม สร้างข้อตกลงในการอยูร่ ว่ มกันว่า ๖๑


ผู้เรียนทุกคนจะต้องรักกัน ไม่ทะเลาะกัน ถ้าใคร ทะเลาะกัน จะต้องท�ำโทษทัง้ ห้อง (เมื่อก่อนให้ตีได้) จะโดนตีทกุ คน แรกๆ มีทะเลาะกันบ้าง ระยะไม่มี การทะเลาะกัน รู้จักแบ่งปันของเล่นของใช้ มีความ รับผิดชอบ พัฒนาการทั้ง ๔ ด้านดีมาก ผู้เรียน ในโรงเรียนทุกคนมีคุณธรรมจริยธรรม มีความ รับผิดชอบ จนได้รับการชมเชยจากผู้มาเยี่ยมชม ศึกษาดูงานอยู่เสมอ รวมทั้งคณะกรรมการนิเทศ โรงเรียน ผลที่เกิดจากการปฏิบัติพัฒนาผู้เรียน เน้นคุณธรรม น�ำความรู้สู่ความส�ำเร็จ จนในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ผู้เขียนได้รับคัดเลือกให้เป็นครูผู้สอน เด็กเล็กดีเด่นระดับอ�ำเภอ และรางวัลชมเชยครู ผู้สอนดีเด่นรับจังหวัด ทางหน่วยงานวิทยาลัยครู บุรีรัมย์ได้มาเชิญให้ผู้เขียนไปเป็นวิทยากรพิเศษ สอนนักศึกษา กศบป. รวม ๑๒๐ คน สาขาการ ศึกษาปฐมวัย รวมเวลาในการพัฒนาผูเ้ รียน ๑๑ ปี กว่าจะประสบผลส�ำเร็จ ในปีพ.ศ. ๒๕๓๗ ผู้เขียนได้รับค�ำสั่งย้าย ไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนใหม่ ซึ่งอยู่ในจังหวัด ภาคกลาง แต่กเ็ ป็นโรงเรียนขนาดเล็กอยูใ่ นหุบเขา ประชากรน้อย และได้รับผิดชอบสอนชั้นอนุบาล ปีที่ ๑ - ๒ สภาพปัญหาคือผู้เรียนมีฐานะยากจน ผู้ปกครองขาดการเอาใจใส่ ครูสอนหนังสือไม่ได้ สอนทักษะชีวติ ผูเ้ ขียนได้นำ� แนวคิดเดิม คือพัฒนา ผูเ้ รียนเน้นคุณธรรม น�ำความรูส้ คู่ วามส�ำเร็จ ใช้เวลา พัฒนาทัง้ ผูเ้ รียนในโรงเรียน พัฒนาสภาพแวดล้อม จัดหาสือ่ วัสดุอปุ กรณ์ จัดหาทุนการศึกษาช่วยเหลือ อยู่ถึง ๕ ปี โรงเรียนจึงได้รับการยอมรับจากบุคคล ภายนอก ได้รบั รางวัลต่างๆ มากมาย มีผมู้ าศึกษา ดูงานด้านต่างๆ เช่น การจัดประสบการณ์ชนั้ อนุบาล ๖๒

ดูงานคุณธรรมจริยธรรม การฝึกความรับผิดชอบ ฯลฯ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ผู้เขียนได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นผูร้ กั ษาการในต�ำแหน่งครูใหญ่ ขณะนัน้ มีครู อยู่ ๒ คน ผู้เรียนทั้งโรงเรียนเหลือเพียง ๔๕ คน สอนอนุบาล ๑ - ป.๖ ผูเ้ ขียนทุม่ เทก�ำลังกาย ก�ำลัง ทรัพย์ ก�ำลังปัญญา และอุทิศเวลาในวันปกติ ท�ำการสอน กลางคืนท�ำงานธุรการ และเตรียมการ วันหยุดเสาร์อาทิตย์และปิดภาคเรียน ประสานงาน


ขอความช่วยเหลือ และระดมทรัพยากร เพื่อใช้ใน การพัฒนาผู้เรียนและพัฒนาโรงเรียนให้เท่าเทียม กับสถานศึกษา จนพระทั่งได้รับการรับรองจาก สถาบันรับรองคุณภาพ (สมศ.รอบแรก) ทั้งระดับ ปฐมวัยและระดับประถมศึกษา รวมเวลาในการ พัฒนาผู้เรียน รวม ๙ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ มีนโยบายจากส�ำนักงาน เขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาสระบุรเี ขต ๒ ให้ยบุ รวมโรงเรียน

เพือ่ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาขณะนัน้ ทีโ่ รงเรียน ของผู้เขียนมีนักเรียนเหลืออยู่ ๑๙ คน สาเหตุที่ มีเด็กน้อยเพราะในเขตบริการไม่มีเด็ก เพราะอยู่ ในหุบเขาที่ดินเป็นของนายทุนทั้งหมด ผู้เขียนได้ ปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อยุบโรงเรียน ท�ำให้ชีวิตผู้เขียนเปลี่ยนสายงานจากการเป็นครู ผู้สอนมาสอบเป็นผู้บริหาร ด้วยแนวคิดจากความ เป็นครูสู่ผู้บริหารคือ พัฒนาผู้เรียน เน้นคุณธรรม น�ำความรู้ สู่ความส�ำเร็จ มีวิสัยทัศน์ว่า“ผู้เรียนดี ครูมีคุณภาพ ชุมชนมีส่วนร่วม” ผู้เขียนได้รับการ แต่งตัง้ ให้เป็นผูบ้ ริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดในภาคกลาง มีครู ๒ คน นักเรียน ๔๗ คน ผู้เขียนวิเคราะห์บริบทของโรงเรียน พบสภาพ ปัญหาที่ต้องจัดการเร่งด่วน เหมือนกับโรงเรียน ทั้งสองแห่งที่เป็นครูผู้สอน คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ครูขาดการเอาใจใส่ในด้านนี้เพราะมี ครูน้อย ภาระงานมาก ท�ำให้ผู้เรียนไม่ได้รับการ พัฒนาเท่าทีค่ วร อีกทัง้ ยังมีปญั หาผูป้ กครองมีฐานะ ยากจน ปัญหาครอบครัวแตกแยก เด็กขาดความ อบอุ่น ผู้เขียนจึงต้องใช้แนวทางเดิมคือการพัฒนา ผู้เรียนเน้นคุณธรรม น�ำความรู้สู่ความส�ำเร็จมาใช้ ในสถานศึกษาแห่งนีผ้ ้เู รียนมีคณุ ธรรมจริยธรรม มี ความรับผิดชอบ ได้รบั รางวัลต่างๆ จากหน่วยงาน มากมายจนกระทัง่ ได้รบั ความไว้วางใจจากผู้ปกครอง ชุมชน เข้ามาร่วมการพัฒนาสถานศึกษา ส่งบุตร หลานมาเข้าเรียนเพิ่มมากขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ผูเ้ ขียนได้รบั ค�ำสัง่ แต่งตัง้ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดภาค กลางแห่งหนึง่ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีครู ๔ คน มีนักเรียน ๔๙ คน สภาพปัญหาไม่แตกต่างจาก ๖๓


โรงเรียนที่ผ่านมา คือผู้เรียนขาดการเอาใจใส่ดูแล ด้านคุณธรรมจริยธรรม สุขอนามัย อาคารสถานที่ ขาดการดูแลเอใจใส่ ผูเ้ ขียนได้นำ� โครงการเยาวชน ไทยท�ำดีถวายในหลวง มีการจัดตั้งกลุ่มเมล็ดพันธ์ุ แห่งความดี เพื่อพัฒนาผู้เรียนจนได้รับรางวัลด้าน คุณธรรมมากมาย ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ผู้เขียนได้รับค�ำสั่งแต่ง ให้ม าบริ ห ารโรงเรี ย นนิ ค มสร้ า งตนเองจั ง หวั ด สระบุรี (พิบูลสงเคราะห์ ๒) เป็นโรงเรียนขนาด เล็กมีผู้เรียน ๑๐๗ คน มีครู ๕ คน สภาพปัญหา ที่ต้องพัฒนาเร่งด่วน โดยเริ่มจากโครงการส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรมนักเรียน วางแผนการพัฒนา ผู้เรียนทุกระดับชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นปฐมวัย กิจกรรม ส�ำคัญคือ การตักบาตรพระภิกษุ ๔๐๐ - ๕๐๐ รูป ซึ่ ง มาปฏิ บั ติ กิ จ กรรมเข้ า วิ ป ั ส สนากรรมฐาน ณ วนอุทยานประชานาถ วัดพระพุทธบาทราช วรมหาวิหาร ซึ่งผู้เรียนสามารถฝึกปฏิบัติตาม วัฒนธรรมชาวพุทธครบขัน้ ตอน และสร้างจิตอาสา ในชุมชน ส่วนกิจกรรมอืน่ ทางโรงเรียนได้พฒั นาเด็ก ตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธ เช่น การสวดมนต์ ไหว้พระตอนเช้า, สวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย วันศุกร์, ประกาศคุณความดี พีช่ ว่ ยน้อง ออมทรัพย์ จิตอาสาพัฒนาส้วมสุขสันต์ ฯลฯ ถึงแม้ผู้เขียนจะ เป็นผู้บริหารก็ยังด�ำเนินการพัฒนาผู้เรียนด้าน คุณธรรมจริยธรรม โดยใช้วิธีการในครั้งเป็นครู ผู้สอนและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างในการแต่งกาย มารยาทการพูด การไหว้ การท�ำทาน รักษาศีลและ เจริญภาวนาทุกวันอาราธนาศีล ๕ ในวันธรรมสวนะ อาราธนาศีล ๘ เข้าวัดปฏิบัติธรรมตามโครงการ ๖๔

ฟื้นฟูศีลธรรมโลก ปัจุจุบันได้รับคัดเลือกเป็นรอง ประธานชมรมครูดี ส�ำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสระบุรีเขต ๑ จากประสบการณ์ ข ้ า งต้ น จนถึ ง ปั จ จุ บั น จะเห็นได้ว่า ผู้เขียนได้ใช้ความพยามยามในการ พัฒนาผูเ้ รียน���ห้มคี ณุ ธรรมจริยธรรม คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ในสถานศึกษาแต่ละแห่งเป็นเวลา นานมาก บางหน้าสถานศึกษา ใช้เวลาถึง ๑๑ ปี ในผลแห่งความพยายาม การทุ่มเทและเสียสละ ผู้เขียนมีความภาคภูมิใจมากที่มีลูกศิษย์ จากโรงเรียนแห่งแรก ชื่อสุริยา สุทินรัมย์ เขียน จดหมายมาเชิญให้ไปร่วมงานประดับยศที่ อ.สัตหีบ ผู้เขียนไปร่วมงาน เมื่อประดับยศ สุริยาเดินมา พบผู้เขียนนั่งลงบนพื้นหญ้าทั้งที่สวมชุดสีขาวบน บ่าประดับยศทหารเรือ ก้มลงกราบที่เท้าผู้เขียน ผูเ้ ขียนน�ำ้ ตาไหลพรากด้วยความภาคภูมใิ จ ก้มลง ไปกอดสุริยา สุริยากอดตอบแล้วพูดดังๆว่า “ครู ครับถ้าไม่ใช่ครู ผมไม่มีวันนี้ ผมขอบคุณครูมาก ครับ” เราทัง้ สองกอดกันร้องไห้ดว้ ยความตืน้ ตันใจ แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ปัจจุบันยังอยู่ในความทรงจ�ำไม่ลืมเลือน และสุริยายังคงติดต่อโทรศัพท์ถามข่าวด้วยความ ห่วงใย ในโอกาสส�ำคัญ เช่น ปีใหม่ วันแม่ วันเกิด ผูเ้ ขียน และวันเกิดสุรยิ าเองก็โทรมาขอพรจากผูเ้ ขียน แม้จะปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ชายแดนนราธิวาส ขอ อ�ำนาจคุณพระรัตนตรัย ปกป้องคุ้มครองให้ศิษย์ รักปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงเทอญ


นครราชสีมา เขต ๕

เบญจศีลข้อที่ ๕ การไม่ดม่ื สุราและ เสพสิง่ เสพติดให้โทษ

๖๕


อาการต่างๆ ซึ่งคนไม่เมาทำ�ไม่ ได้ แต่คนเมา ทำ�ได้ ไม่ละอาย เรียกว่า หน้าด้าน และเป็นเหตุให้ ทำ�ความชัว่ อย่างอืน่ เรื่อง เทวัญ ข่อยจัตุรัส โรงเรียน ดอนน�้ำใสวิทยา ต.บ้านวัง อ.โพนไชย จ.นครราชสีมา

๖๖

การดื่มสุราและเสพสิ่งเสพติดเป็นโทษต่อ ตนเองและสังคม สุราคือ น�้ำเมาที่กลั่นแล้ว เรียก กันทั่วไปว่า เหล้า เมรัยคือ น�้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น เรียกว่า น�้ำขาว หรือที่ชาวอีสาน เรียกว่าสาโท ส่วนน�้ำเมาอื่นๆ เช่น อุ น�้ำตาลเมา เบียร์ ตลอด จน ฝิ่น กัญชา เฮโรอีน ยาบ้า ก็อนุโลมเข้ากับสุรา เพราะท�ำให้ผู้ดื่มหรือสูบมึนเมา สิ่งมึนเมาเหล่านี้เรียกว่าสิ่งเสพติด เพราะ เมื่อเริ่มหรือสูบครั้งแรกแล้วจะอยากดื่มอยากสูบ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้จะเปลี่ยนเรียกผู้ดื่มหรือผู้ สูบนั้นว่า ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดกัญชา ติดเฮโรอีน ติดยาบ้า สิ่งมึนเมาเหล่านี้เมื่อดื่ม หรือสูบแล้ว จะ ท�ำให้มึนเมาขาดสติ เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ไม่มีความละอาย แสดงกิริยา อาการต่างๆ ซึ่งคน ไม่เมาท�ำไม่ได้ แต่คนเมาท�ำได้ไม่ละอาย เรียกว่า หน้าด้าน และเป็นเหตุให้ท�ำความชั่วอย่างอื่นได้ อีกหลายอย่าง เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผดิ ในกาม พูดเท็จ พูดค�ำหยาบ โทษทีร่ า้ ยแรงตามมาคือ ท�ำให้ปญั ญาเสือ่ ม เคยมีความจ�ำดี ความคิดเฉียบแหลมดี พอเสพสิง่ เสพติดแล้วความจ�ำไม่ดคี วามคิดไม่เฉียบแหลม เรียน สู้คนอื่นไม่ได้ ท�ำลายสมรรถภาพทางร่างกาย

ด้วยโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคพิษสุราเรื้อรัง มือเขียน หนังสือไม่ได้ ใจสัน่ ท�ำงานเหนือ่ ยง่าย เป็นมะเร็งใน กระเพาะอาหาร เพราะความร้อนของสุราเผาผลาญ เป็นมะเร็งในตับ เป็นโรคตับแข็ง นักดื่มสุราจะ มีอายุสั้นกว่าคนไม่ดื่มสุรา คนฉลาดจะงดเว้นจาก สิง่ เสพติดเด็ดขาด เพราะไม่ตอ้ งการให้สงิ่ เสพติดมา ท�ำลายชีวิตทางอ้อม คนโง่เท่านั้นที่ติดสิ่งเสพติด นิทานคติธรรมเรือ่ ง ยาเสพติดเป็นพิษเป็นภัย บุตรเศรษฐีคนหนึ่งเกิดในตระกูลมีสมบัติ ๘๐๐ ล้าน ในกรุงพาราณสี มารดาและบิดาของ เขาคิดว่า “ในตระกูลของเรามีทรัพย์สมบัติมาก เราจะให้บุตรของเราใช้สอยอย่างสบาย โดยไม่ ต้องท�ำงานสิ่งใดเลย” จึงไม่ให้บุตรเรียนวิชาอะไร เลย ในนครนั้นมีเศรษฐีอีกตระกูลหนึ่ง มีทรัพย์ ๘๐๐ ล้านเหมือนกัน มีธิดาคนหนึ่ง มารดาบิดา ของเธอคิดว่า “เรามีธดิ าคนเดียว ทรัพย์สมบัตขิ อง เรามากมาย ธิดาของเราจะใช้สอยอย่างสบายจน ตลอดชีวติ ก็ไม่หมด” จึงไม่ให้ธดิ าของเขาเล่าเรียน หรือประกอบการงานอะไรเลย เมือ่ ทัง้ สองเจริญวัย ขึ้น แล้วได้แต่งงานกัน ครั้นบิดามารดาของเขาทั้ง สองถึงแก่กรรมแล้ว ทรัพย์ ๑,๖๐๐ ล้านก็ได้มารวม อยูใ่ นเรือนเดียวกันทัง้ หมด และเขาก็ได้รบั ต�ำแหน่ง เศรษฐีแทนบิดาต่อไป เขาได้ไปเฝ้าพระราชาวันละ


๒ ครั้ง ตามธรรมเนียม ครัง้ นัน้ พวกนักเลงสุราในพระนครพาราณสี คิดกันว่า “ถ้าเศรษฐีคนนีเ้ ป็นนักเลงสุราแล้ว ความ ผาสุกจะมีแก่พวกเราอย่างยิง่ เราจะพยายามให้เขา เป็นนักเลงสุราให้ได้” นักเลงสุราเหล่านัน้ จึงได้ถอื เอาสุราและกับแกล้ม ไปนั่งกินอยู่ข้างทางที่เศรษฐี นั้นจะมาจากราชสกุล เมื่อเห็นเศรษฐีเดินเข้ามา ใกล้ พวกเขาจึงดื่มสุราและกินกับแกล้ม พร้อมกับ กล่าวว่า “ขอให้ท่านเศรษฐีจงมีอายุ ๑๐๐ ปีเถิด พวกผมอาศัยท่านแล้วจะได้ดื่มอย่างเป็นสุข” เศรษฐีได้ฟงั ค�ำพูดของนักเลงสุรานัน้ แล้ว จึง ถามคนใช้ที่เดินตามมาว่า “เขาดื่มอะไรกัน” คนใช้ตอบว่า “เขาดื่มสุรากันขอรับนาย” เศรษฐีถามว่า “มันมีรสอร่อยไหม” คนใช้ตอบว่า “มันเป็นน�้ำที่มีรสอร่อยมาก ทีเดียว นาย” เศรษฐีกล่าวว่า “เมือ่ มันมีรสอร่อย เราก็ควร ดื่มน�้ำนั้นบ้าง” เศรษฐีจึงให้คนใช้น�ำสุรามาให้ดื่มเล็กน้อย ต่อมาไม่นาน เศรษฐีก็ชอบดื่มสุราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกนักเลงสุราได้ทราบว่า เศรษฐีชอบดื่มสุราแล้ว จึงได้เข้ามาแวดล้อมเป็นบริวาร เศรษฐีจะไปทาง ไหน พวกนักเลงสุราก็จะตามไปด้วย เศรษฐีจึง

ซื้อสุราด้วยเงิน ๑๐๐ บาท หรือ ๒๐๐ บาท พร้อม กับแกล้ม ดืม่ สุราเป็นประจ�ำ เมือ่ เขาเข้าไปสูส่ ถาน ทีฟ่ อ้ นร�ำ ขับร้องด้วยอาการมึนเมา จึงให้รางวัลแก่ คนฟ้อนร�ำสวย ๒๐๐ บาท คนทีข่ บั ร้องเสียงไพเราะ ๑๐๐ บาท เขาใช้เงินอย่างสุรยุ่ สุรา่ ยอย่างนัน้ ไม่นาน นัก เงิน ๘๐๐ ล้านบาทของเขาก็หมดไป เมื่อเหรัญญิกเรียนว่า “ท่านเศรษฐีทรัพย์ ของท่านหมดแล้ว” เขาจึงพูดว่า “ทรัพย์ของภรรยา ของข้าไม่มหี รือ” เหรัญญิกตอบว่า “ยังมีขอรับท่าน เศรษฐี” “ถ้าอย่างนัน้ จงเอาทรัพย์ของภรรยาของข้า มาใช้สอยต่อไป“ เขาได้ใช้ทรัพย์ของภรรยาของเขา ให้หมดไปเช่นเดียวกัน เมื่อเงินสดหมดแล้วก็ขาย นา ขายสวน ขายยานพาหนะ ในทีส่ ดุ แม้แต่ของใช้ ในบ้านก็หมดไปตามล�ำดับ ครั้งต่อมาเขาได้จ�ำน�ำเรือนของเขากับผู้ อื่น เมื่อไม่มีเงินชดใช้ให้เขา เจ้าของเงินก็ได้ไล่เขา ออกจากเรือนไป เขาได้พาภรรยาไปอาศัยเรือนของ คนอื่นอยู่ ถือกระเบื้องเที่ยวไปขอทาน ปรารภที่จะ บริโภคอาหารที่เป็นเดนของผู้อื่น เพื่อประทังชีวิต ของตนเองเรื่อยมา

๖๗


นครราชสีมา เขต ๕

ความฉลาด

และปัญญา

เรื่อง เสถียร หนูทอง โรงเรียน ดอนน�้ำใสวิทยา ต.บ้านวัง อ.โพนไชย จ.นครราชสีมา

๖๘

นิทานคติธรรม เรื่อง สะใภ้เศรษฐี มีเศรษฐีผหู้ นึง่ ร�่ำรวยมาก ภรรยาของเขา ตายจากไปในขณะที่เขาเองก็ชรามากแล้ว ใน ประเทศอินเดีย ภรรยาคือผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทุกอย่างในครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เครื่อง ประดับ เพชรพลอย ยุ้งฉาง อาคารบ้านเรือนและ ที่ดิน ภรรยาของเศรษฐีผู้นี้เป็นผู้เก็บรักษากุญแจ

ทรัพย์สนิ ทัง้ หมดเอาไว้ เมือ่ สิน้ ชีวติ ลงเช่นนี้ เศรษฐี จึงคิดว่าจะให้ใครดูแลทรัพย์สินต่อไป เศรษฐีมีลูกชาย ๔ คน และลูกสะใภ้ ๔ คน เศรษฐีจึงเรียกลูกสะใภ้ทั้ง ๔ เข้ามาหา แล้วบอก ว่า เขาจะทดสอบนางทั้ง ๔ และใครที่ได้คะแนน สูงสุด จะได้เป็นผูถ้ อื กุญแจทัง้ หมด หรืออีกนัยหนึง่ คื อ เป็ น ผู ้ ดู แ ลทรั พ ย์ สิ น ทั้ ง ปวง เขามอบเมล็ด


ข้าวโพด ๕ เมล็ดให้แต่ละนาง และบอกให้เก็บรักษา เมล็ดข้าวโพดนีไ้ ว้ให้ดี เมือ่ เขากลับมาหลังจาก ๔ ปี ผ่านไปแล้ว เขาต้องการจะดูวา่ ใครคือผูร้ กั ษาเมล็ด ข้าวโพดเหล่านี้ได้ดีที่สุด เพราะผู้ที่สามารถรักษา เมล็ดข้าวโพดนี้ไว้ได้ดีเท่านั้น จึงจะสามารถรักษา ทรัพย์สมบัติไว้ได้ แล้วเศรษฐีก็จากไป

สะใภ้คนโตคิดในใจว่า “คุณพ่อท่าจะบ้าไป แล้ว จะให้เรานั่งห่วงเมล็ดข้าวโพด ๕ เมล็ดนี้อยู่ ถึง ๔ ปี เห็นท่าจะไม่ไหว โยนทิ้งไปดีกว่า เมื่อคุณ พ่อกลับมา เราจึงค่อยไปเอาที่ฉางมาให้” แล้วนาง ก็โยนเมล็ดข้าวโพดทั้ง ๕ นั้นทิ้งไป สะใภ้คนที่สองก็คิดเช่นเดียวกันว่า “จะมี ประโยชน์อะไรทีจ่ ะต้องคอยกังวลถึงเมล็ดข้าวโพด ธรรมดาๆ เช่นนี้อยู่ถึง ๔ ปี แต่ถ้าจะโยนทิ้งไป ก็คงไม่ดี เพราะคุณพ่อผ่านชีวิตมามาก คงรู้ อะไรดีๆ บางทีข้าวโพดทั้ง ๕ เมล็ดนี้ อาจจะเป็น ของศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ ตอนหลังคุณพ่ออาจจะบอกให้ เรากินมันเข้าไป เพื่อจะได้โน่นได้นี่ ถ้าเช่นนี้เรา ก็ควรจะกินมันเสียเดี๋ยวนี้ เมื่อคุณพ่อกลับมา เรา ก็เอาเมล็ดข้าวโพดจากที่อื่นมาให้ดูแทนเสียก็แล้ว กัน“ แล้วนางก็กินเมล็ดข้าวโพดทั้ง ๕ นั้น สะใภ้คนที่สามอยากจะได้เป็นผู้ดูแลกุญแจ เหล่านั้นมาก ตลอด ๔ ปีนางเฝ้าดูเมล็ดข้าวโพด ทั้ง ๔ เป็นอย่างดี สะใภ้คนที่สี่ นางได้น�ำเมล็ดข้าวโพดทั้ง ๕ ไปปลูกที่ลานบ้าน ไม่ช้าต้นข้าวโพด ๕ ต้นก็งอก ขึน้ มา และเมือ่ ถึงเวลาก็ออกฝัก ข้าวโพดแต่ละต้น ให้เมล็ดข้าวโพดถึง ๑๐๐ เมล็ด ในฤดูตอ่ มานางได้ น�ำเมล็ดข้าวโพดทั้ง ๕๐๐ เมล็ดนั้นไปปลูกอีก เกิด เป็นต้นข้าวโพด ๕๐๐ ต้น ฤดูต่อมานางก็น�ำเมล็ด ข้าวโพดที่ได้ทั้งหมดไปปลูกอีก และฤดูต่อมาก็ท�ำ เช่นเดียวกัน เวลา ๔ ปีผ่านไป นางสามารถเก็บ เกี่ยวเมล็ดข้าวโพดจ�ำนวนมากมายหลายตัน เมือ่ เศรษฐีกลับมา สะใภ้แต่ละคนก็มเี รือ่ งเล่า ต่างๆ นานา เกี่ยวกับเมล็ดข้าวโพด แต่เมื่อมาถึง สะใภ้คนที่สี่ นางบอกว่าเมล็ดข้าวโพดทั้ง ๕ เมล็ด บัดนี้ได้เจริญงอกงามเพิ่มพูนขึ้นจนเต็มโกดังแล้ว เศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกมีความสุขมาก และเห็น ว่า สะใภ้ผู้นี้คือผู้ที่เหมาะสมจะรักษาทรัพย์สมบัติ ของครอบครัวต่อไป

๖๙


นครราชสีมา เขต ๕

เบญจธรรมข้อที่ ๕

ความมีสติสมั ปชัญญะ ความมี ส ติ สั ม ปชั ญ ญะท� ำ ให้ ต นเอง ครอบครัว และสังคมปลอดภัย สติ แปลว่า ความ ระลึกได้ คือระลึกได้ก่อนท�ำ ก่อนพูด ระลึกได้แล้ว จึงท�ำ จึงพูด เหมือนหัวหน้าพ่อค้าระลึกได้ก่อนว่า ผลไม้นกี้ นิ จะเป็นอันตรายถึงชีวติ เมือ่ ตรวจดูอย่าง รอบคอบก็รู้ว่า ผลไม้ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้มีพิษ ไม่ใช่มะม่วงอย่างที่ลูกน้องเข้าใจ จึงประกาศแก่ ๗๐

ลูกน้องว่าใครจะกินผลไม้นี้ไม่ได้ เพราะเป็นผลไม้ มีพิษ ลูกน้องก็เชื่อฟัง จึงไม่มีใครเป็นอันตรายเลย สัมปชัญญะ แปลว่า ความรู้ตัว คือ รู้ตัว ขณะท�ำ ขณะพูด เป็นคุณธรรมที่มาคู่กับสติเสมอ คนทีม่ คี ณุ ธรรม คือสติสมั ปชัญญะควบคุมอยูเ่ สมอ ท�ำอะไรย่อมไม่ผิดพลาด ท�ำให้การงานประสบ ความส�ำเร็จลุล่วงไปด้วยดี


ความมีสติสมั ปชัญญะต้องระลึกเสมอว่า สิง่ ทำ�ให้เกิดความมึนเมาทุกชนิด ทำ�ให้ขาดสติ ก็อย่าได้เกีย่ วข้องกับสิง่ มึนเมาเหล่านัน้

การดืม่ สุรา หรือสิง่ ทีท่ �ำให้เกิดความมึนเมา ทุกชนิด จะท�ำให้คนขาดสติ เพราะสิง่ มึนเมาเข้าไป ย้อมใจท�ำให้เกิดความประมาท ขับรถชนกัน ขับรถ ตกถนนเกิดจากเมาสุรา หรือกินยาบ้าเป็นส่วนมาก จึงมีกฎหมายห้ามไม่ให้คนเมาขับรถ แต่มีบางคน ฝ่าฝืน จึงมีคนตายไปมากต่อมาก ให้นักเรียน สังเกตจากคนข้างเคียงจะเห็นโทษของสุราอย่าง แท้จริง เมือ่ งดการดืม่ การสูบหรือดมสิง่ ทีท่ �ำให้เกิด ความมึนเมา สิง่ ยัว่ ยุให้ขาดสติกห็ มดไปประการหนึง่ ความมีสติสมั ปชัญญะต้องระลึกเสมอว่า สิง่ ท�ำให้เกิดความมึนเมาทุกชนิด ท�ำให้ขาดสติ ก็อย่า ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งมึนเมาเหล่านั้น เหมือนกับเหล่า อสุรา ที่ไม่ย่อมแตะต้องสุราอีกเลย นิทานคติธรรมเรือ่ ง พ่อค้าปลอดภัยเพราะอาศัยสติ หัวหน้าพ่อค้าคนหนึ่งได้จัดสินค้าบรรทุก เกวียน แล้วน�ำไปขายยังต่างเมือง ก่อนออกเดินทาง ทุกครั้ง เขาจะสั่งลูกน้องว่า “สิ่งใดที่ยังไม่เคยกิน ถ้าอยากกินให้บอกเราเสียก่อน” ลูกน้องของเขาทุก คนต่างก็เชือ่ ฟัง และการเดินทางทุกครัง้ ก็ปลอดภัย

กลับมาทุกคน ครั้งหนึ่ง ขณะที่เขาเดินทางไปค้าขายต่าง เมือง เขากับลูกน้องได้เข้าไปอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้หมู่บ้านในระหว่างทาง ต้นไม้ต้นนั้นมีลักษณะ เหมือนกับต้นมะม่วงทุกอย่าง และผลของมันก�ำลัง สุกเต็มต้น เห็นแล้วน่ากินอย่างยิ่ง บรรดาลูกน้องต่างก็ถามขึ้นทันทีเมื่อถึงต้น มะม่วงนีว้ า่ “ลูกพี่ เราจะกินมะม่วงต้นนีไ้ ด้หรือไม่” เขาไม่ตอบในทันที เขาเดินตรวจรอบๆ บริเวณ ต้นไม้นั้นสักครู่ เขารู้ทันทีว่า ไม่ใช่มะม่วง จึงสั่ง ห้ามลูกน้องว่า “ใครอย่ากินผลไม้ต้นนี้นะ ถ้าใคร กินจะตายเปล่า” ลูกน้องย้อนถามอย่างเสียดายว่า “มันไม่ใช่มะม่วงหรือลูกพี่” เขาสั่นศีรษะ “ไม่ใช่ มะม่วงดอก มันเป็นต้นอะไรก็ไม่รู้ แต่มีลักษณะ คล้ายมะม่วง” ลูกน้องทุกคนเมื่อได้ฟังดังนั้น ก็ เชือ่ ฟังหัวหน้าโดยดี ไม่มใี ครกินมะม่วงนัน้ เลย ทุก คนกินแต่อาหารที่ตนเตรียมมา แล้วก็พักผ่อนตาม อัธยาศัย สักครู่ก็พากันหลับไป รุ่งเช้า พวกชาวบ้านได้พากันออกมาดู ด้วย ๗๑


เรื่อง ส�ำราญ กลุ่มค้างพลู โรงเรียน ดอนน�้ำใสวิทยา ต.บ้านวัง อ.โพนไชย จ.นครราชสีมา

ความเข้าใจว่า พวกพ่อค้าตายเรียบร้อยด้วยกิน ผลไม้ต้นนั้น เหมือนพวกพ่อค้าที่ผ่านมา พวกเขา คงได้ข้าวของ เงินทองมาแบ่งกันอีก ครัน้ มาถึง เห็นพวกพ่อค้าไม่มใี ครเป็นอะไร เลย จึงถามว่า “ท�ำไมพวกท่านไม่เก็บมะม่วงกิน เล่า” หัวหน้าพ่อค้าผูม้ สี ติรอบคอบจึงตอบว่า “พวก ท่านยังไม่กินเลย พวกเราจะกล้ากินได้อย่างไร ถ้า ขืนกินก็ตายเปล่าเท่านั้น” พวกชาวบ้านแกล้งย้อน ถามว่า “มะม่วงต้นนี้มีพิษหรือ” เพื่อกลบเกลื่อน ความรูส้ กึ ของตนเอง พ่อค้าผูม้ สี ติรอบคอบจึงกล่าว ว่า “ถึงเราไม่ตอบ ท่านก็รู้เต็มอกแล้วว่ามันเป็นไม้

๗๒

มีพษิ พวกพ่อค้าทีม่ าพักทีน่ ที่ กุ ครัง้ แล้วกินผลของ มันเข้าไป ก็พากันตายระเนระนาด พวกท่านก็พา กันขนข้าวของ เงินทองไปอย่างสบาย คราวนี้เรา เสียใจด้วยที่พวกท่านไม่ได้สิ่งของ แต่คราวหน้า ถ้ามีพ่อค้าหน้าโง่มาอีก และเห็นแก่ปากท้อง พวก ท่านคงจะได้สมประสงค์ วันนี้เราลาก่อนล่ะนะ” เขาก็พาลูกน้องเดินทางต่อไป


นครราชสีมา เขต ๕

คุณค่าของตน

๗๓


เรื่อง สมชัย ขันตะคุ โรงเรียน ดอนน�้ำใสวิทยา ต.บ้านวัง อ.โพนไชย จ.นครราชสีมา

๗๔

คนทุกคนที่เกิดมา ล้วนแต่มีโอกาสที่จะ ท�ำความดีเพื่อเสริมสร้างคุณค่าของตนเอง เพื่อ ตนเองเป็นสุข โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอืน่ การเห็นคุณค่าในตนเอง เป็นสิ่งจ�ำเป็น มากในสังคมยุคปัจจุบัน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ที่ฝืดเคืองท�ำให้ทุกคนต้องดิ้นรน แข่งขันกัน ท�ำให้ผู้ที่อ่อนแอ ผู้ที่ไม่มีความรู้ ผู้ที่ ไม่มีโอกาส ผู้ที่ไม่สามารถจะช่วยเหลือตนเองได้ ผู้ที่���กงาน หรือผู้ที่ล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ท้อแท้ หมดก�ำลังใจเกิดความรูส้ กึ ว่าตนเองไม่มปี ระโยชน์ ไม่มคี ณุ ค่าทีจ่ ะมีชวี ติ อยูต่ อ่ ไป ท�ำให้ผคู้ นเหล่านีฆ้ า่ ตัวตายกันมากมาย หรือบางคนก็ประชดชีวิตโดย การแก้แค้นสังคม ท�ำให้สังคมเดือดร้อน เช่น ผู้ที่ ติดเชื้อเอดส์บางคน พยายามที่จะให้คนอื่นติดเชื้อ ด้วย เพือ่ จะให้มคี นทีต่ ายตกตามกันเยอะๆ ซึง่ การ กระท�ำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผิดอย่างยิ่ง การเห็นคุณค่าในตัวเองนี้คนเราสามารถ สร้างได้โดยการให้ก�ำลังใจตนเอง พยายามท�ำงาน ให้สำ� เร็จบ่อยๆ มองดูคนทีม่ คี วามทุกข์หรือล�ำบาก กว่าเรา ปลอบใจตนเองเสมอๆ ว่าปัญหาทุกอย่าง มีทางแก้ไข เป็นต้น การเห็นคุณค่าในตนเองนี้หากเกิดกับใคร คนผู้นั้นจะเป็นคนที่สามารถด�ำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข จะไม่มคี วามท้อแท้ตอ่ อุปสรรค ต่างๆ และเป็นผูท้ ยี่ นิ ดีปฏิบตั ติ ามกฎระเบียบของสังคม นิทานสอนใจ เรื่อง หนอนหนังสือ นานมาแล้วตัง้ แต่สตั ว์ตา่ งๆ พูดคุยกันรูเ้ รื่อง มีหนอนตัวเล็กๆ ตัวหนึง่ อาศัยอยูใ่ นป่าร่วมกับสัตว์ อื่นๆ เนื่องจากมันมีขนาดเล็กและไปไหนมาไหน อย่างเงียบๆ จึงไม่มีใครสนใจมัน ไม่มีใครพูดคุย กับมันมากนัก และตัวมันเองก็คิดว่าตัวมันไม่มี

ประโยชน์อะไรเลย ไม่มคี ณุ ค่าควรทีจ่ ะมีชวี ติ อยูม่ นั จึงหาทางที่จะฆ่าตัวตาย โดยการเดินไปให้นกกิน แต่นกก็ไม่กิน เนื่องจากนกกินผลไม้ในป่ามาอิ่ม แล้ว ยิ่งท�ำให้มันรู้สึกว่าตนเองไม่มีประโยชน์ยิ่งขึ้น จึงหาทางฆ่าตัวตายใหม่โดยการกระโดดลงจาก ต้นไม้ แต่กไ็ ม่ตายเนือ่ งจากตกลงมาบนหนังสือเล่ม หนึ่ง ยิ่งท�ำให้มันรู้สึกตนเองไม่มีคุณค่าเสียจริงๆ ท�ำอะไรไม่เคยส�ำเร็จ แม้แต่การฆ่าตัวตาย แต่ เ มื่ อ มั น เห็ น หนั ง สื อ มั น ก็ มี ค วามคิ ด แผลงๆ ที่จะท�ำให้คนอื่นมานับถือมัน โดยการ ประกาศว่ามันเป็นทายาทของหนอนหนังสือผูร้ อบรู้ สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับสัตว์ทุกตัวที่อยู่ใน ป่านี้ได้ เมื่อประกาศไปทั่วทั้งป่าแล้วมันก็ขึ้นไปนั่ง และนอนบนหนังสือตลอดเวลา สัตว์ต่างๆ ในป่า ก็ไม่มีใครเชื่อ และก็ยังไม่มีใครสนใจมันเช่นเคย มันจึงพูดว่า “ขอให้มีเหยื่อหลงเชื่อมันสักรายเถอะ จะแกล้งให้น่าดูเชียว” พอพูดเสร็จก็มีลิงวิ่งมาหา เจ้าหนอนและบอกว่า “ข้าปวดฟันท�ำอย่างไรจึงจะ หาย” เจ้าหนอนนึกในใจว่าคราวนีม้ นั จะแกล้งลิงแล้ว จึ ง ก็ บ อกว่ า “ต้ อ งบิ ด หู ต นเองแรงๆ ๕ ครั้ ง แล้วกระโดดลงจากต้นไม้สูงๆ จากนั้นเอาหัวโขก ต้นไม้แรง ๆ แล้วอาการปวดฟันจะหาย” เจ้าลิงได้ฟงั ก็งง แต่กก็ ลับไปท�ำตาม อาการปวดฟันของเจ้าลิงก็ หายปานปลิดทิง้ จากเหตุการณ์นนั้ ท�ำให้สตั ว์ตา่ งๆ เริ่มพากันไปหาเจ้าหนอนมากขึ้น แม่ไก่ที่ปวดท้อง เจ้าหนอนก็ให้วิ่งรอบๆ ป่า หมีที่ขาหักเนื่องจาก ตกต้นไม้เจ้าหนอนก็ให้เอาก้อนหินมาทุบขาที่หัก ซ�้ำแรงๆ สัตว์ต่างที่มาให้เจ้าหนอนช่วย ต่างต้อง แปลกใจกับวิธีแนะน�ำที่แปลกๆ ของเจ้าหนอน เป็นอย่างยิ่ง แต่ทุกตัวก็ลับไปท�ำตามที่เจ้าหนอน บอก ปรากฎว่าได้ผลดีเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก


ทุกตัวต่างวิ่งกลับมาหาเจ้าหนอน เจ้าหนอนเองก็ รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งมากกว่าใครๆ ทั้ง ที่มันตั้งใจที่จะแกล้งคนอื่นกลับเป็นการท�ำให้คน อื่นได้ดี นับตั้งแต่นั้นเจ้าหนอนก็ยิ่งให้ค�ำแนะน�ำที่ หนักกว่าเดิม เช่น ใครอยากสวยให้ไปกระโดดลง หน้าผาสูงๆ ใครป่วยหนักๆ ให้จับโยนลงน�้ำแล้ว จะหายป่วย เป็นต้น และทุกค�ำแนะน�ำจะได้ผลดี ทุก ครั้ ง สั ต ว์ ต ่ า งๆ จึงพากันนับถือสรรเสริญ และมาหาเจ้าหนอนทุกวันไม่ขาดสาย ทั้งกลางวัน กลางคืน และตะโกนร้องให้เจ้าหนอนจงเจริญๆ ดังไปทัง้ ป่าตลอดเวลา ท�ำให้เจ้าหนอนไม่มเี วลาพักผ่อน หรือกินอาหารทีม่ สี ตั ว์ตา่ งๆ หามาให้เลย เจ้าหนอน ทั้งประหลาดใจ ทั้งโกรธที่มันไม่สามารถแกล้ง คนอืน่ ได้ อีกทัง้ ท�ำให้มนั เกิดความล�ำบากทีจ่ ะต้อง อดทนต่อการให้ค�ำแนะน�ำที่ประหลาดๆ แต่กลับ เกิดผลดี เมื่อมันสุดทนมันจึงตะโกนไล่สัตว์ต่างๆ ว่า “ไป ไปให้พ้น ไปให้หมด ข้าสุดจะทนแล้ว ข้า ไม่อยากเห็นหน้าพวกเจ้าอีกแล้ว” แล้วสัตว์ต่างๆ ก็พากันหายไป เจ้าหนอนรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ที่ไม่มีใครมารบกวน มันจึงนอนหลับอย่างเป็นสุข เมื่อมันตื่นขึ้นมา มันก็แปลกใจว่าท�ำไมป่า ทั้งป่าจึงเงียบผิดปกติ มันจึงลงจากหนังสือ เดิน เข้าไปในป่าแล้วก็ต้องแปลกใจอย่างยิ่ง ที่ทั้งป่ามี มันอยู่ตัวเดียว แม้จะตะโกนเรียกใครก็ไม่ได้ยิน เสียงขานรับ มันรู้สึกเป็นทุกข์ เหงา หว้าเหว่ และ โดดเดี่ยวขึ้นมาทันที มันส�ำนึกว่าแม้มันจะรู้สึกว่า ตนเองไม่มีประโยชน์ แต่มันก็ไม่อยากอยู่ผู้เดียว เช่นนี้ มันกลับมาที่หนังสือแล้วคลานขึ้นไปนั่งด้วย ความเศร้า พร้อมกับร�ำพึงกับตนเองว่า “ข้าอยากรู้ จังว่าท�ำไมมันเป็นเช่นนี”้ ทันใดนัน้ ก็มเี สียงตอบว่า “เพราะทุกอย่างเป็นไปตามทีเ่ จ้าต้องการ” เจ้าหนอน

การเห็ น คุ ณ ค่ า ในตนเองนี้ ห าก เกิดกับใคร คนผู้น้ันจะเป็นคนที่ สามารถดำ�รงชีวิตอยู่ ในสังคมได้ อย่างมีความสุข เหลียวหาที่มาของเสียงแต่ไม่พบจึงตะโกนถามว่า “เจ้าเป็นใคร” เสียงประหลาดก็ตอบว่า “ข้าเป็น หนังสือต้องห้ามของแม่มด” คราวนี้เอง เจ้าหนอน ถึงกับหงายหลังตกจากหนังสือ แล้วพูดว่า “เจ้าใช่ ไหม ที่ท�ำให้สัตว์ต่างๆ หายไป” หนังสือก็ตอบว่า “ใช่ แต่ทกุ อย่างเป็นไปตามทีเ่ จ้าต้องการ เพราะข้า มีหน้าทีท่ จี่ ะท�ำให้คนทีส่ มั ผัสตัวข้าได้สมปรารถนา ตามค�ำขอทุกอย่าง” เจ้าหนอนจึงรีบบอกว่า “ถ้าเช่น ขอให้สตั วต่างๆ กลับมาเหมือนเดิม” หนังสือก็พูด ขึ้นว่า “สิ่งที่ขอไปแล้วจะแก้คืนไม่ได้นอกจากจะ มีชีวิตมาสังเวย ๑ ชีวิตจึงจะแก้คืนได้ เจ้ายินดีจะ สังเวยชีวิตของตนเองเพื่อแลกกับสัตว์อื่นๆ ไหม ล่ะ” เจ้าหนอนก็พูดว่า “ข้ายังยืนยัน ข้าขอให้สัตว์ ต่างๆ ที่หายไปกลับมาเหมือนเดิม แต่ชีวิตที่จะ แลกไม่ใช่ชีวิตข้า แต่เป็นชีวิตของเจ้า เจ้าหนังสือ ปีศาจ” ทันใดนั้นก็มีแสงประหลาดเกิดขึ้น สัตว์ ต่างๆ ก็ปรากฏตัวขึน้ ส่วนหนังสือเล่มนัน้ ได้หายไป ตัง้ แต่นนั้ เป็นต้นมาเจ้าหนอนรูส้ กึ ว่าตนเอง นั้นมีคุณค่ามากขึ้นเนื่องจากได้ท�ำความดี คือช่วย ชีวิตสัตว์ทั้งป่าไว้ และมันก็เข้าใจอีกว่า ที่ไม่มีใคร สนใจมันนั้น ตัวมันคิดไปเอง ที่ไม่มีคนคุยกับมัน เนื่องจากมันไม่ยอมพูดคุยกับคนอื่นเอง ตั้งแต่ นั้นมาเจ้าหนอนก็อยู่ร่วมกันกับสัตว์อื่นๆ อย่างมี ความสุข

๗๕


นครราชสีมา เขต ๕

เรื่องและภาพ นักเรียน โรงเรียน ดอนน�้ำใสวิทยา โรงเรียน ดอนน�้ำใสวิทยา ต.บ้านวัง อ.โพนไชย จ.นครราชสีมา

ยายของฉัน

ตอนเข้าอนุบาลฉันไม่ชอบมาโรงเรียนยาย ตั้งแต่จ�ำความได้ยายของฉันเป็นคนเลี้ยง ฉันมาตัง้ แต่เด็กเพราะแม่ของฉันต้องไปท�ำงานเพือ่ ของฉันจึงมาส่งฉันมาโรงเรียนทุกวัน หาเงินมาเลี้ยงฉัน

ทุกวัน

๗๖

ยายของฉันสอนฉันอ่านหนังสือและคิดเลข

จึงท�ำให้ฉันมาโรงเรียนทุกวัน


วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง

“โลกเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน”

พระราชด�ำรัสและ พระบรมราโชวาทหลาย องค์มกั แสดงให้เห็นถึงความตระหนักในคุณค่าของ ความรู้ คุณค่าของประวัติศาสตร์ แล���ที่ส�ำคัญ เล็งเห็นความส�ำคัญของการบูรณาการความรู้แบบ องค์รวม ดังพระราชปรารภในค�ำสารานุกรมไทยชุด เยาวชนที่ทรงย�้ำถึงองค์รวมของความรู้ ซึ่งจะต้อง เชื่อมโยงแขนงหรือสาขาวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังนี้ “สารานุกรมนี้จุดประสงค์อันแรกส�ำคัญ ที่สุดก็คือ ให้ผู้ที่ใช้สารานุกรมนี้ให้เกิดความรู้สึก ว่าโลกนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องอาศัยซึ่งกัน และกัน” ในเรื่องความรู้เรื่องโลกยังเชื่อมโยงสู่ความ คิดเรื่องชาติบ้านเมืองว่า “แล้วก็ในเวลาเดียวกัน ก็ท�ำให้เห็นว่าในชาติบ้านเมืองหรือในเมืองอื่นๆ ก็ตอ้ งอาศัยซึง่ กันและกัน ถ้าได้ความคิดอันนีอ้ ย่าง หนึ่งก็จะเกิดความรู้สึกว่าชีวิตของตนจะต้องอยู่ใน ส่วนรวม และจะต้องพยายามปฏิบัติเพื่อส่วนรวม ศิลปะดนตรี ก็จะต้องรวมกับวิทยาศาสตร์”

แม้ในพระราชด�ำรัสที่แสดงเรื่องการท�ำงาน ของกายกับจิต ทรงแสดงว่าสุขภาพ และสุขภาพ การมีความสัมพันธ์กันดังนี้ “...ถ้าเรามาดูตัวเราเอง ร่างกายของเรา เรามีแขน มีขา มีหัว มีล�ำตัว มีอวัยวะต่างๆทั้ง ภายนอกภายใน ถ้าส่วนใดไม่สอดคล้องกันเราก็ บอกว่าไม่สบาย ป่วย แล้วคนเราก็บอกว่าไม่สบาย ป่วย แล้วคนเราก็จะมีความสบายจริงๆก็หาเวลา น้อยต้องนึกถึงว่าทุกส่วนของร่างกายของเราจะ ต้องท�ำงานให้พร้อมกัน ให้มีความสามัคคีกัน ถ้า ไม่มคี วามสามัคคีกนั ร่างกายของเราต่างคนต่างท�ำ หรือต่างส่วนต่างท�ำงานของตัว ก็ไม่สามารถที่จะ ท�ำงานได้ ถ้าดูเฉพาะกาย แต่ว่าอีกส่วนก็มีใจ คือ จิตใจของเรา ซึง่ จะต้องท�ำงานเหมือนกัน เพือ่ ทีจ่ ะ ให้สอดคล้องกับร่างกาย....”

เรื่อง ธเนศ เวศร์ภาดา

ที่มา : หนังสือสรรสาระ (Reader’s Digest) ฉบับเดือน ธันวาคม 2554

๗๗


ย้อนรอย งานเขียน คาดว่าผู้อ่านจะได้รับอะไรจากบทความนี้บ้างค่ะ คิดว่าจะได้รับประโยชน์ ในกลุ่มผู้อ่านที่อยู่ในวัยพ่อแม่ผู้ ครูรินทร์ดา นันตา ปกครองก็จะได้หันมาใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมในตัวเด็กมาก ขึ้นครับ ส่วนในกลุ่มผู้อ่านที่เป็นครูบาอาจารย์ในกลุ่มผู้บริหาร ทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ โรงเรียนอยู่ติดกับวัด แต่แปลกใจว่าอยู่ใกล้วัดแล้วทำไม โรงเรียน ก็เป็นการกระตุ้นให้นำเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไปแทรก ไม่ไปทำบุญทีว่ ดั ก็เลยมีความคิดว่าเรามีความได้เปรียบทีโ่ รงเรียน อยู่ในการเรียนการสอนหรือทุกกิจกรรมที่เกิดในโรงเรียน เราอยู่ใกล้วัด แต่เรากลับมองไม่เห็นประโยชน์ที่เราจะไปปลูก ิ นีค ้ งไม่มี ใครอยากเป็น จิตสำนึกเด็ก เพราะว่าเราเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดหลายๆ ภาคอีสานตอนล่าง l ชีวต อย่าง ก็เลยคิดกิจกรรม ๑ เดือน ๑ วันพระขึ้นมา เพื่อให้เด็กได้ ครูกชมล อยูส่ ขุ เริ่มไปวัด สำหรับตัวเองก็เหมือนกันอยู่ใกล้วัดแต่ก็ไม่ค่อยได้ไป ก็ไม่อยากให้เด็กเหมือนตัวเรา เราก็ต้องปลูกฝังเขาพาไปตั้งแต่ ความรูส้ กึ ต่องานเขียนจากประสบการณ์จริง คือจะเกิดจากความเป็นจริง จากชีวิตจริงๆ ของเด็ก อนุบาล เพื่อให้เขาเกิดความอยากไปทำบุญ ซึ่งบางคนอาจจะไม่คิดว่ามีจริงอยู่ในโลกนี้ แต่ถ้าเรารู้สึก คุณครูมีวิธีการเล่าเรื่องยังไงบ้างคะที่ไม่น่าเบื่อ เขียนตามความรู้สึกเองตัวเองค่ะ อาจจะเป็นคนชอบ สะท้อนในอก หรือรู้สึกสงสาร มันสามารถกลั่นกรองออกมา อ่านนิยายด้วย เลยเพิ่มเข้าไป เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ แล้วก็ เป็นตัวอักษรได้อย่างสละสลวยและไพเราะ โดยทีเ่ ราคาดไม่ถงึ ชอบสังเกต ชอบดูว่าตัวของเรามีความโชคดีในเรื่องอะไรบ้าง เพราะเกิดจากความรูส้ กึ จริงๆ ของเรา พรัง่ พร่ภู ายในหนึง่ คืน แล้วเราได้ใช้ความโชคดีตรงนั้นไปทำอะไรได้บ้าง เช่น โรงเรียน จบอย่างนีเ้ ลย เป็นความรูส้ กึ ทีอ่ ยากจะบรรยาย เราโชคดีที่อยู่ติดวัด แล้วเราได้ใช้อะไรจากตรงนั้นบ้าง ส่วนใหญ่ เทคนิคการเขียนให้เห็นภาพชัดเจน จะคิดบวกอยู่ทุกเรื่องค่ะ เพราะจะทำให้เราเกิดความสบายใจ ใส่คำบรรยายให้เกิดภาพพจน์ ให้เกิดความเป็นจริง สมจริง ใส่ความรูส้ กึ ลงไป หรือสาทก (ยกตัวอย่าง) ขึน้ มาให้ ภาคเหนือล่าง l เพราะหัวใจอยู่ ใกล้วด ั

ภาคอีสานตอนบน l การปลูกฝังคุณธรรมของ คนอ่านเห็นภาพตาม เหมือนอยูใ่ นเหตุการณ์ และการใช้ภาษา ไต้หวัน หรือคำทีอ่ า่ นแล้วต้องรูเ้ รือ่ งทันที

ครูสุรเดช พันธุ์วิเศษ มีเทคนิคในการจดจำเรือ่ งราวอย่างไรบ้าง งานเขียนถึงได้ละเอียด และเป็นขั้นตอน จดบันทึกครับ แต่จดตามความเข้าใจของตนเอง เพื่อกัน ลืม สั้นๆ ครับ ก่อนการเขียนบทความได้มีการเตรียมตัวมาก่อนหรือไม่ มีครับ เพราะผมก็ร้อยเรียง ระมัดระวังเรื่องภาษา แล้วก็ พยายามเชื่อมให้เห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผลกัน โดยเน้นเรื่อง ครู เรื่องโรงเรียน เรื่องการบริหารโรงเรียน เรื่องนักเรียนตาม แนววิชาชีพที่ตนถนัด ๗๘

การเขียนอย่างไรให้ชวนติดตาม การสรุปแนวคิดทัง้ หมดของเรือ่ ง จากทีท่ งิ้ ปัญหาไว้ใน ตอนต้น แล้วมาคลายปมในตอนสุดท้าย เป็นหัวใจของเรื่อง เพือ่ ให้ผอู้ า่ นยังอยากอ่าน อยากติดตามต่อ ภาคประตูอสี าน l เจดียท์ ราย

ครูบัวก้าน เลาสูงเนิน ความเป็นมาของงานเขียนชิ้นนี้ สมัยเป็นเด็ก จะอยู่กับกิจกรรมตรงนี้มาตลอด จะได้ สร้างเจดีย์ทรายเป็นประจำ ทำทุกปี ก็คือเราก็สนุก แล้วก็


ประทับใจ การขนทรายแต่กอ่ นก็ลำบากนะ ก็เลยมีความประทับใจ คิดถึงตรงนี้ขึ้นมาค่ะ ทำไมถึงเลือกสื่อสารกับผู้อ่านโดยการเล่าเรื่องผ่านตัวละคร ถ้าเด็กเขาอ่าน แล้วถ้าแม่คุยกับลูก เด็กเขาจะรู้สึกว่ามัน ใกล้ตัวเขาด้วย ก็เลยนำการคุยกันระหว่างแม่กับลูกตรงนี้ใส่ เข้าไป มันจะซึ้งกว่ากันนะคะ ก่อนเขียนมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ก่อนเขียนก็จะทบทวนในเรือ่ งของวัน เวลา ตรงกับวันอะไร เพื่อไม่ให้ผิดพลาดในเรื่องของข้อมูล ก็เลยมีการศึกษาเท้าความ นิดหน่อย ส่วนเรื่องของกิจกรรม เราจะรู้ เพราะว่าเราทำด้วยตัว เอง สมัยนี้เด็กเขาไม่ค่อยมีกิจกรรมตรงนี้ก็เลยคิดว่า เรื่องอดีต บางเรื่อง กลัวมันจะหายไป ก็เลยเอามาเล่าให้เด็กฟัง เพราะว่า ปัจจุบันนี้ที่บ้านเองก็ไม่มีทรายให้ขนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ภาคกลาง-ตะวันออก l วิถีพุทธ รู้ ตื่น และเบิกบาน

พระครูปลัดสุวัฒนพรมคุณ พระครูเขียนเรื่องพระธรรมให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร เวลาจะเขียนก็ตั้งเป้าหมาย ต้องการให้ผู้อ่านทราบถึง เป้าหมายอะไร ก็เขียนตามที่ตั้งเป้าไว้ อธิบายโน้มน้าวให้ผู้อ่าน ได้รับประโยชน์ ให้แง่คิด มีมุมมองหลากหลาย ทำอย่างไรให้ผู้ อ่านนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เรื่องที่ยกตัวอย่างก็มาจากคัมภีร์ พระไตรปิฎก เป็นชาดกเรื่องเล่า ประกอบกับได้อ่านหนังสือของ พระพรหมคุณาภรณ์ อ่านหนังสือท่าน ก็ทำให้เห็นแนวทางการ เขียนของท่านและนำมาประยุกต์ใช้

เป็นคนตาเศร้า ชอบเก็บตัว ไม่สงุ สิงกับใคร เข้ากับคนอืน่ ไม่คอ่ ย ได้ อารมณ์ร้อน แต่พอได้เป็นประธานนักเรียน เขาก็เปลีย่ นไป แข็งแกร่ง หนักแน่น อยากให้ดเู ขาเป็นตัวอย่าง พ่อ-แม่ ก็เป็น ที่พึ่งไม่ได้ แต่เขาก็ประคับประคองชีวิตให้ดีได้ ส่วนตัวสอนอยู่ประจำ (วิชาภาษาอังกฤษ) ประสิทธิ์จะ ชอบง่วง และขออนุญาตออกไปล้างหน้าล้างตาบ่อยๆ พอสังเกต เห็นก็เลยสงสัย ได้สอบถามพูด���ุย เขาก็เล่าว่า เขาต้องไปทำงาน หนักหลังเลิกเรียน กว่าจะเลิกงานก็ดึก ทุกวัน เคยตามเขาไป

ดูเขาทำงานที่นาเกลือ เห็นอยู่ประจำตรงข้างทางบ้านแหลม จากโรงเรียนติดถนนพระราม ๒ ที่นี่ส่วนใหญ่ก็ทำนาเกลือ โกย เกลือ เป็นกองใหญ่ๆ บ้างก็ทำประมง จับปลา ปีนี้ได้เป็นครูประจำชั้นของเขา ทุกคน รวมทั้งเพื่อนๆ ก็ เลยพยายามช่วยกัน เขาก็ได้เกรดดีขึ้น อยากฝากไว้ว่า คนเป็น ครูนอกจากอยากให้ศิษย์มีความรู้ก็อยากให้เขามีความสุข เจริญ เติบโตไปอย่างสดใสอย่างไม่ต้องลำบาก อยากให้รัฐบาลได้มา สนับสนุนดูแลช่วยเหลือตรงนี้ ภาคใต้ตอนล่าง l เกรียติภูมิ หรือสมรภูมิ

ครูอัญญานี รองสวัสดิ์ ความประทับใจในงานเขียนชิ้นนี้ เป็นประสบการณ์ตรงค่ะ ประทับใจพี่เอียดมากเลยค่ะ เพราะว่าแกเป็นคนอัธยาศัยดี และชอบช่วยเหลือเพือ่ น ตัวแกเอง แกไม่ห่วงแต่ห่วงคนอื่น ลูกศิษย์แถวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กมุสลิม หรือแขก แกสอนมาตั้งแต่รุ่นตายาย เพราะว่าเด็กอิสลามเขาจะ มีลกู ตัง้ แต่อายุยงั น้อยค่ะ ก็เป็นทัง้ พี่ เป็นทัง้ ญาติ เป็นทัง้ ครูแล้วก็ มีแรงบันดาลใจว่าท่าน สน. ที่เขต ๒ แกบอกว่าให้ทำส่งภายใน ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน l ประสิทธิ์ คงศิลป์ วันที่ ๑๙ ค่ะ และวันที่ ๑๙ สิงหาคม ตรงกับวันที่แกเสียชีวิต ลูกผู้ชายหัวใจไม่แพ้ พอดี ครูอำไพ สังข์สุข ช่วยแนะนำวิธีการเขียนเรื่องราวให้ดี อันดับแรกเราต้องมีข้อมูล และหาภาพที่เข้ากับเรื่อง มีเคล็ดลับอย่างไร ให้งานเขียนมีความละเอียดในการบรรยาย ภาพหามาเอง และภาพจริงก็ยังมีอยู่ อีกส่วนก็เอามาจากงานที่ เรื่องราวประวัติชีวิตคน ระลึกในงานศพของแกค่ะ แล้วครูก็หาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เขียนตามสภาพความเป็นจริง เป็นสภาพความเป็นจริง ด้วยค่ะ ว่าคนที่ตายไปแล้วนั้นกี่คนแล้ว ของเด็กทีเ่ ราต้องเจอ ต้องเห็นเขาตลอดเวลา ทีโ่ รงเรียนเด็กส่วนใหญ่ มีฐานะยากจน แต่ประสิทธิ์เขาลำบาก ครอบครัวมีปัญหามาก อารมณ์รุนแรง น้องค่อนข้างเกเร ไปเรียนไหนก็โดนไล่ออก ส่วน พ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว น้องจึงต้องแก้ปัญหาคนเดียวตลอด เขา ๗๙


รายชื่อโรงเรียนในวารสารวิถีพุทธฉบับที่ ๖

บทความดีเด่น

ภาคเหนือตอนบน โรงเรียนราชานุเคราะห์ พะเยา เขต ๒ ภาคเหนือตอนล่าง โรงเรียนทุง่ น้อยพัฒนา กำแพงเพชร เขต ๒ ภาคอีสานตอนบน สพป.ขอนแก่น เขต 2 ภาคอีสานตอนล่าง โรงเรียนบ้านเตย อุบลราชธานี เขต ๕ ภาคประตูอีสาน โรงเรียนบ้านขามทะเลสอ นครราชสีมา เขต ๕ ภาคกลาง-ตะวันออก วัดญาณเวศกวัน (หลังพุทธมณฑล) นครปฐม ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน โรงเรียนวชิรธรรมโศภิต เพชรบุรี เขต ๑ ภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนบ้านตอหลัง นราธิวาส เขต ๒

ภาคเหนือตอนบน

สพป.เชียงราย เขต ๔ โรงเรียนบ้านห้วยไซ ลำพูน เขต ๑ โรงเรียนบ้านถ้ำผาลาด พะเยา เขต ๒ โรงเรียนชุมชนบ้านหนองเลา พะเยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านทุ่งโห้ง เชียงราย เขต ๔ โรงเรียนราชานุเคราะห์ พะเยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาตุม้ (คุรรุ าษฎร์วทิ ยานุสรณ์) แพร่ เขต ๒ โรงเรียนบ้านแปะ เชียงใหม่ เขต ๖ โรงเรียนบ้านห้วยสิงห์ แม่ฮ่องสอน เขต ๒ โรงเรียนบ้านแม่จ้อง เชียงใหม่ เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลแม่สะเรียง (บ้านโป่ง) แม่ฮ่องสอน เขต ๒ โรงเรียนบ้านป่าตาล ลำปาง เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนแก้ว พะเยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองบัวตำบลงิม พะเยา เขต ๒

ภาคเหนือตอนล่าง

โรงเรียนวัดท่าข่อย พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนบ้านวังอ้อ พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองขาว พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองร่ม ตาก เขต ๑ โรงเรียนวัดคูยาง กำแพงเพชร เขต ๑ โรงเรียนบ้านไดลึก พิจิตร เขต ๒ โรงเรียนวัดห้วยเรียงใต้ พิจิตร เขต ๒ โรงเรียนบ้านวังทับยา พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนชุมชนวัดคลองคะเชนทร์ พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนบ้านน้ำด้วน ตาก เขต ๑ โรงเรียนชุมชนบ้านกำแพงดิน พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนชุมชนที่ ๑๑ วัดสุวรรณประดิษฐ์ พิษณุโลก เขต ๑

โรงเรียนบ้านแก่งซอง พิษณุโลก เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองร่ม ตาก ๑ โรงเรียนบ้านเขาพริกอนุสรณ์ กำแพงเชร เขต ๒

โรงเรียนอุดมศีลวิทยา พระนครศรีอยุธยา เขต ๓ โรงเรียนบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เขต ๓ โรงเรียนบ้านยางเอน ระยอง เขต ๒ ภาคอีสานตอนบน โรงรียนวัดพืชนิมิตร ปทุมธานี เขต ๑ โรงเรียนบ้านน้อยกลางคำแคนเหนือ ขอนแก่น เขต ๒ โรงเรียนปากคลองบางขนาก ฉะเชิงเทรา เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองเอีย่ นดง (ราษฎร์สงเคราะห์) มุกดาหาร สถาบันอาศรมศิลป์ กรุงเทพมหานคร โรงเรียนบ้านโพนสว่างวังเย็น เลย เขต ๑ โรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพมหานคร โรงเรียนบ้านแดงใหญ่ ขอนแก่น เขต ๑ โรงเรียนเสนา (เสนาประสิทธิ)์ พระนครศรีอยุธยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนมะจ่าง นครพนม เขต ๒ โรงเรียนการทำมาหากินวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก ขอนแก่น เขต ๑ ฉะเชิงเทรา เขต ๑ โรงเรียนบ้านเหล่าพัฒนา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี สพป. ขอนแก่น เขต ๒ โรงเรียนวัดปากกราน พระนครศรีอยุธยา เขต ๑ โรงเรียนนาหนองทุ่มวิทยาคม ขอนแก่น เขต ๕ โรงเรียนหงสประภาสประสิทธิ์ พระนครศรีอยุธยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาโคก เลย เขต ๑ โรงเรียนศรีบุณยานนท์ นนทบุรี โรงเรียนพลังราษฎร์พิทยาสรรพ์ มุกดาหาร โรงเรียนวัดเปรมประชากร ปทุมธานี เขต ๑ โรงเรียนบ้านเหล่าพัฒนา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนกลาง นครพนม เขต ๒ ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน กลุ่มโรงเรียนเทศบาลนครและสพท. ขอนแก่น เขต ๑ สพป. สุพรรณบุรี เขต ๓ โรงเรียนบางจานวิทยา เพชรบุรี เขต ๑ ภาคอีสานตอนล่าง โรงเรียนบัวปากท่าวิทยา นครปฐม เขต ๒ โรงเรียนบ้านหัวนา ร้อยเอ็ด เขต ๒ โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย เพชรบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านคล้อมิตรภาพ ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านสามแพรก เพชรบุรี เขต ๑ สพป. ยโสธร เขต ๒ โรงเรียนคงคาราม เพชรบุรี เขต ๑ โรงเรียนเอือดใหญ่พิทยา อุบลราชธานี เขต ๓ โรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม กาญจนบุรี โรงเรียนบ้านทับน้อย สุรินทร์ เขต ๒ เขต ๑ โรงเรียนกระเทียมวิทยา สุรินทร์ เขต ๓ โรงเรียนเขาย้อยวิทยา เพชรบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านนาเรือง อุบลราชธานี เขต ๔ โรงเรียนวัดวิมลมรรคาราม ราชบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านนาแมด อุบลราชธานี เขต ๒ โรงเรียนบ้านพุม่วงราษฎรบำรุง ราชบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านคุ้ม ยโสธร เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ โรงเรียนบ้านโนนเลียง อุบลราชธานี เขต ๕ สุพรรณบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาถ่ม ยโสธร เขต ๑ โรงเรียนบ้านไผ่ตาโม้ สุพรรณบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านบอนวิทยา ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านทรายทอง ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๑ เพิ่มเติมจากภูมิภาคอื่น โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ สมุทรสงคราม โรงเรียนบ้านดอนกลาง นครพนม เขต ๒ โรงเรียนวัดตะคร้ำเอน กาญจนบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนศาลา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองใหญ่พัฒนา นครราชสีมา เขต ๓ ภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนบ้านชงโค ระยอง เขต ๒ โรงเรียนบ้านกะทิง สงขลา เขต ๓ โรงเรียนปากคลองบางขนาก ฉะเชิงเทรา เขต ๑ โรงเรียนทองอยู่นุตกุล สงขลา เขต ๓ โรงเรียนแม่ลานวิทยา ปัตตานี เขต ๒ ภาคประตูอีสาน โรงเรียนเมืองพังงา พังงา โรงเรียนบ้านท่าขี้เหล็ก นครราชสีมา เขต ๕ โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก นราธิวาส เขต ๒ โรงเรียนบ้านซับเจริญสุข ชัยภูมิ เขต ๓ โรงเรียนบ้านปลายรา นครศรีธรรมราช เขต ๒ สพป. นครราชสีมา เขต ๗ โรงเรียนต้นบากราษฎร์บำรุง ตรัง เขต ๑ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดสระบุรี (พิบลู สงเคราะห์ ๒) โรงเรียนไทยรัฐวิทยา สงขลา เขต ๓ สระบุรี เขต ๑ โรงเรียนวัดโงกน้ำ พัทลุง เขต ๑ โรงเรียนบ้านโคกสว่าง บุรีรัมย์ เขต ๓ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ปัตตานี เขต ๒ โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา ปราจีนบุรี เขต ๒ โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี โรงเรียนบ้านหนองใหญ่พัฒนา นครราชสีมา เขต ๓ โรงเรียนวัดประดูห่ อม (สุขประชาสรรค์) พัทลุง เขต ๑ โรงเรียนดอนน้ำใสวิทยา นครราชสีมา เขต ๕

๘๐

ภาคกลาง-ตะวันออก



เล่ม ๖ - ๔ ภาคประตูอีสาน ปี ๕๕ มกราคม