Page 1


ภาคประตูอีสาน

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ ขอต้อนรับสู่ฤดูฝน วารสารวิถีพุทธฉบับนี้ นอกจาก ผู้อ่านจะได้อ่านเรื่องราวตัวอย่างดีๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคของ ตัวเองแล้ว เรายังได้คัดเลือกบทความดีเด่น ๘ เรื่องจาก ๘ ภูมิภาค มาจัดเรียงไว้ให้ในคอลัมภ์บทความดีเด่น ซึ่งได้ ลงอยู่ในวารสารทุกฉบับที่แจกจ่ายไปตามแต่ละภูมิภาค โดย เนื้อหาแต่ละบทความนั้น สะท้อนภาพ ความรู้สึก และความ ลำบากของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีเลยทีเดียว ขณะที่เขียนบทบรรณาธิการอยู่นี้ ตัวผมก็กำลังป่วย เป็นหวัดตอนรับหน้าฝนพอดี ความไม่สบายนีม้ นั ทำให้เหนือ่ ย และล้า แต่มันกลับทำให้มีสมาธิมากขึ้น อาจเพราะคิดว่าถ้า เขียน เสร็จไว ก็ได้พักไว เลยทำให้มีความตั้งใจมากขึ้นกว่า ตอนที่สบายๆ ผมเลยนึ ก ถึ ง คำพู ด ของศิ ล ปิ น ท่ า นหนึ่ ง ที่ ว่ า งาน ศิลปะที่ดีมันต้องเกิดจากความลำบาก เป็นอะไรที่ฟังแล้ว แปลกแต่มานึกดูก็ ใช่ ไม่ว่าจะเป็น นักวิทยาศาสตร์ อย่าง สตีเฟน ฮอว์กิง ที่เป็นคนพิการ ก็คิดทฤษฏีอัศจรรย์ได้เพราะ ความลำบากทีเ่ จอ เศรษฐีระดับโลกอย่าง มาร์ค ซัคเกอร์เบิรก์ ผู้คิดค้น facebook ขึ้น ก็เกิดจากความลำบากในการเข้า สังคมของเขา คุณตัน โออิชิ ก็สร้างตัวจากความล้มเหลว ครั้งแล้วครั้งเล่า อาจคิดไปถึงประเทศอย่าง ญี่ปุ่น ที่อยู่ ท่ามกลางความลำบากจากอุทกภัย แต่ใจสู้ ก็ได้สร้างความ ประทับให้โลกได้เห็นเช่นกัน

ที่ผมยกตัวอย่างมาไม่ใช่ว่า ความสบายเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่บางครั้งความลำบากก็ช่วยให้เราพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และใช้ชีวิตอย่างเต็มที ณ เวลานั้น งานเขียนหลายๆ ชิ้นใน วารสารนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่าความพยายามที่จะ ก้าวเดินในความลำบากนั้นมีพลังและสร้างสรรค์แนวทางดีๆ อย่างเหลือเชื่อ ถึงบางคนอาจยังไม่พบทางออก แต่เขาก็ได้ พบกับการมีชีวิตอย่างแท้จริง ณ ตอนนั้นแล้ว แต่ถ้าหาก ความลำบากนัน้ มากเกิน การพักไว้กอ่ น รอให้ฟน้ื ตัวขึน้ มาแล้ว ลุยมันอีกที ก็เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งผมว่ามันสำคัญพอๆ กับความ กล้าที่จะไม่หนีจากความลำบากเลย สุดท้ายนี้ ขอบอกข่าวดีกับผู้ที่ส่งบทความเข้ามาทุก ท่านว่า ทาง สพฐ. จะจัดส่งประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เขียนทุก ท่านที่ได้ลงในวารสารฉบับนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณและเป็น กำลังใจให้กับทุกคนครับ แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ ขอเป็นกำลังใจให้กันและกัน ขอบคุณครับ ร่ ว มติ ช ม และเสนอแนะเพื่ อ ปรั บ ปรุ ง วารสารวิ ถี พุ ท ธ ผ่านทางจดหมาย หรืออีเมล์ ที่กองบรรณาธิการวารสารโรงเรียนวิถี พุทธ สถาบันอาศรมศิลป์ ๓๙๙ ซ.อนามัยงามเจริญ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. ๑๐๑๕๐ www.arsomsilp.ac.th

ทีป่ รึกษา ดร.บรรเจอดพร สูแ่ สนสุข ทีป่ รึกษาบรรณาธิการ รศ.ประภาภัทร นิยม กองบรรณาธิการ ณภัทร ชัยชนะศิริ เข็มเพชร ระหว่างงาน สุวรรณา ม่วงสวย ดนิตา ทองทับ โชติกา นิตยนันภ์ ศุภสร จันทร์ศรีสุริยะวงษ์ ผู้สนับสนุน สำนักงานคระกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอขอบคุณ หนังสือ ด้วยรักบันดาล นิทานสีขาว หนังสือพิมพ์ เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๙๗๘ จัดทำโดย สถาบันอาศรมศิลป์


เหลียวหลังแลหน้า

อย่างมั่นใจ ภูธร จันทะหงส์ ปุณยจรัสธำรง สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา

คำกล่าวที่ว่า “ความงดงามของมวลรวม ขึน้ อยูก่ บั การขัดเกลาส่วนย่อยให้งดงาม” การศึกษา ไทยต้องการให้เยาวชนไทยมีจิตใจที่ละเอียดอ่อน โดยมี จิ ต สำนึ ก และเห็ น ความสำคั ญ ของการมี จิตอาสาและเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความสุข ส่ ว นรวม สำนั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษา ขั้นพื้นฐาน ตระหนักเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ดำเนินการพัฒนาผู้บริหารให้มีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การเรียนการ สอน และการดำเนินชีวิตของนักเรียน ตามหลัก ธรรมพรหมวิหารสี่ (เมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขา) และการกิน อยู่ ดู ฟังเป็น ขององค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ให้กับโรงเรียนวิถีพุทธที่มีจิตอาสา ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ โรงเรียนวิถีพุทธเน้นจิต อาสา รุ่น ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๕๑ โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ผ่านการศึกษาดูงาน จากมูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน ด้วยความสนใจและ เข้าใจ กระจายอยูท่ กุ ภูมภิ าคของประเทศไทยด้วย ความสมัครใจ ยินดีรับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง จากสำนักงานคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมูลนิธิพุทธฉือจี้ ไต้หวัน ประเทศไทย พร้อมทัง้ ศึกษาดูงานแลกเปลีย่ นเรียนรู้ ณ โรงเรียนพุทธฉือจี้ เชียงใหม่ รวมกลุ่มจัดทำ แผนการพัฒนาในแต่ละภูมิภาค จนสามารถเป็น แบบอย่างให้กับโรงเรียนที่มีความสนใจนำไปเป็น

แบบอย่างได้ เพื่อเป็นการประกาศถึงความมีจิต อาสา จึ ง ได้ ด ำเนิ น การ “เปิ ด บ้ า นเล่ า ขาน สิ่งดีๆ วิถีพุทธเน้นจิตอาสา” ให้กับโรงเรียนใน เครือข่ายได้ศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงวิธี การบริหารจัดการ การเรียนการสอน การดำเนิน ชีวิตของนักเรียนและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จนเป็น ที่ยอมรับของโรงเรียนวิถีพุทธและโรงเรียนที่สนใจ ทั่วประเทศ ได้มีการร้องขอจากโรงเรียนที่สนใจ ให้เปิดรับสมัครโรงเรียนวิถพี ทุ ธเน้นจิตอาสา รุน่ ๒ จึงเป็นกำลังใจที่จะพัฒนาต่อยอด จึงได้ดำเนิน การเปิดรับสมัคร โรงเรี ย นที่ ส มั ค รใจเข้ า ร่ ว มโครงการ โรงเรียนวิถีพุทธเน้นจิตอาสากว่า ๒๐๐ โรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เข้ารับการ พัฒนาการบริหารจัดการ การเรียนการสอนและ การดำเนินชีวิตของนักเรียน มีการศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียน จัดทำแผนการ พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกันพัฒนาโดยโรงเรียน วิถีพุทธเน้นจิตอาสา รุ่น ๑ จับมือกันรวมกลุ่ม พัฒนา จำนวน ๒๕ กลุ่ม รุ่น ๑ : รุ่น ๒ ใน อัตราส่วนโดยประมาณ ๒ : ๗ - ๙ รุ่น ๑ และ รุ่น ๒ ยินดีผลัดกันเป็นเจ้าภาพในการเยี่ยมชม เปิดบ้านแลกเปลี่ยนเรียนรู้โรงเรียนภายในกลุ่ม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป


สารบัญ บทความ

หน้า

บทความ

พุทธชยันตี

เราคือ ผี

ที่ ไทยอาจตกขบวนรถไฟบุญในเวทีโลก

นครพนม เขต ๒

บทความดีเด่น

เรื่องของสาม ภาคเหนือตอนบน : ลำพูน เขต ๑

ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ ได้ ภาคเหนือตอนล่าง : พิจิตร เขต ๒

ไข่เป็ด และสุกร (รู้ตัวแล้วได้ดี) ภาคอีสานตอนบน : ขอนแก่น เขต ๕

“ล้อมรัก” คนดี คนเก่ง ที่มีสุข ภาคอีสานตอนล่าง : ศรีสะเกษ เขต ๓

จิตอาสา

ภาคประตูอีสาน : นครราชสีมา เขต ๔

วิถีพุทธ วิถีทางแห่งปัญญา พัฒนาตั้งแต่ยังเล็กๆ ภาคกลาง-ตะวันออก : ตราด

เปิดหู เปิดตา เปิดใจ อะไรๆ ก็ง่าย ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน : สุพรรณบุรี เขต ๓

ใจสู้ ไม่ท้อ แม้หนูพิการ

ลานวัด ลานธรรม นำปัญญา ลพบุรี เขต ๑

สามประสานสรรค์ สร้างชีวิตงาม ๑๐ ตามแนวทางวิถีพุทธ

นครราชสีมา เขต ๕

๒๗ แสงเทียนส่องทาง แสงธรรมส่องใจ สระแก้ว เขต ๒

๒๙ คุณธรรมนำสุข

บทความภาคประตูอีสาน

สระแก้ว เขต ๒

น้ำตาแม่

นครราชสีมา เขต ๕

วิถีพุทธวิถีธรรมนำชีวิต

๔๓ ๔๖

๑๓ เศรษฐกิจพอเพียง... เพื่อ... ๕๑ ธุรกิจคุณธรรม ๑๖ นครราชสีมา เขต ๒ รอยยิ้ม... ความหมายแห่งธรรม ๕๕ ๑๙ ชัยภูมิ เขต ๓ พลังความดี 57-59 ๒๔ นครราชสีมา เขต ๒ ครูบัวก้านเล่า... กระยาสารทมาราธอน ๖๐

ปราจีนบุรี เขต ๒

นครราชสีมา เขต ๕

๔๑

นครราชสีมา เขต ๒

ภาคใต้ตอนล่าง : สงขลา เขต ๒

เส้นหมี่น้ำฉ่า

หน้า

ชีวิตต้องสู้ ทองดี จันทรา ๓๒ ต้นเบี้ยคุณธรรม บุรีรัมย์ เขต ๑

๓๔ ความจริงวันนี้... เด็กดีชายแดน กับผู้สูงวัย ๓๗ สระแก้ว เขต ๒

๖๒ ๖๕ ๖๘ ๗๑ ๗๔

สระบุรี เขต ๑


พุทธชยันตี ที่ไทยอาจตกขบวนรถไฟบุญ ในเวทีโลก

เป็นเวลากว่า ๓ ปีแล้ว ที่ได้ทราบข่าวว่า ชาวพุทธในประเทศศรีลงั กาได้ตระเตรียมงานเฉลิม ฉลองครัง้ ยิง่ ใหญ่ทสี่ ดุ ในประวัตศิ าสตร์พทุ ธศาสนา เนื่องในมหาอภิสมัย “พุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่ง การตรัสรู้” โดยได้มีการนำเรื่องเข้าพิจารณาใน รัฐสภา ในคณะรัฐมนตรี ในคณะผูน้ ำฝ่ายพระสงฆ์ มีข่าวให้ทราบถึงการเตรียมการกันมาโดยตลอด อย่างต่อเนื่อง โดยในการฉลองครั้งนี้ได้มีกิจกรรม โหมโรงมาอย่างต่อเนื่อง และจะเริ่มต้นเฉลิมฉลอง ใหญ่ในวันวิสาขบูชา ๒๕๕๔ (Vesak ๒๐๑๐) นี้ ในทางฝ่ายรัฐบาลก็ได้มีการตั้งเป้าหมายในทาง พั ฒ นาสั ง คมและประเทศชาติ เ ข้ า มาผนวกใน โอกาสนี้ด้วย ประธานาธิบดีของศรีลังกา ได้ให้ สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ เมื่อครั้งไปร่วม ประชุ ม สหั ส วรรษแห่ ง การพั ฒ นา ที่ อ งค์ ก าร สหประชาชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าจาก นี้ไปเขาจะใช้หลักพุทธธรรมในการบริหารประเทศ ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน รัฐบาลได้ตั้งให้มีคณะ กรรมการ Sri Sambuddhatva Jayanthi ขึ้นมา ดำเนินงานเรื่องนี้ โดยมีแผนปฏิบัติการ ๒๐ แผน งานด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าประเทศพุทธ ศาสนาอื่นๆ ก็มีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไม่น้อย


เช่นกัน ทั้งประเทศพม่า และอินเดีย จึงมักได้ยิน ว่าผู้ที่เดินทางไปในประเทศเหล่านี้จะกลับมาเล่า ด้วยความตื่นเต้นดีใจถึงการเฉลิมฉลองที่ได้ไป พบเห็นมา ผูเ้ ขียนเองก็ได้ประกาศข่าวความเคลือ่ นไหว เหล่านี้ให้ชาวพุทธในประเทศไทยได้ทราบมากว่า ๒ ปีแล้วเช่นกัน ทั้งการตั้งวงพูดคุย การบรรยาย การทำเว็บไซต์ เฟซบุ๊ค การสร้างเครือข่าย โดย เมื่อวิสาขบูชา ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาก็ได้ร่วมมือกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่ได้รับการ สนั บ สนุ น จาก สสส. ในการแถลงข่าวเปิดตัว โครงการ ๒๖๐๐-๘๔ พุทธชยันตีเฉลิมราช และ ได้มีองค์กรชุมชนต่างๆ เข้าร่วมฟื้นวิถีชาวพุทธ เป็นปฏิบตั บิ ชู าเกิดขึน้ หลายแห่ง และจะเฉลิมฉลอง ต่อเนื่อง ๓ ปี ไปจนถึงวิสาขบูชา ๒๕๕๖ สพฐ. เองก็มีแผนงานให้โรงเรียนวิถีพุทธทั่วประเทศได้ เข้ า ร่ ว มกิ จ กรรมพุ ท ธชยั น ตี ฟื้ น วิ ถี พุ ท ธวั น พระ เสถียรธรรมสถานก็ได้ดำเนินกิจกรรมเนือ่ งในโอกาส พุทธชยันตีนมี้ ากมายหลายกิจกรรมมาอย่างต่อเนือ่ ง ล่าสุดพระภิกษุสงฆ์และคฤหัสถ์ชาวพุทธที่ทำงาน ด้านพุทธศาสนากับสังคม ก็ได้รวมกลุ่มกันก่อตั้ง “เครือข่ายพุทธชยันตี สังฆะเพื่อสังคม” ขึ้น และ จะเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศศรีลังกาใน ช่วงวิสาขบูชา ๒๕๕๔ นี้ แล้วจะกลับมาขยายผล กับภาคีเครือข่ายให้ร่วมกันเฉลิมฉลองด้วยการ ปฏิบัติบูชาต่อไป แต่เป็นที่น่าแปลกใจให้ตั้งข้อสังเกตว่าใน ประเทศไทยเองซึง่ เป็นประเทศพุทธศาสนาแนวหน้า ของโลกกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในเรื่องนี้ ในระดับประเทศเลย ไม่มีการตระเตรียมงานหรือ ประกาศข่าวให้ชาวพุทธในประเทศไทยได้รบั ทราบ

และเตรียมการเฉลิมฉลองแต่อย่างใด ไม่ว่าจะ เป็นทางฝ่ายรัฐบาลหรือองค์กรคณะสงฆ์ เห็นจะมี แต่บคุ คลและองค์กรภาคประชาชนคนเล็กคนน้อย เท่านั้นที่พยายามทำงานเรื่องนี้ จึงเกิดคำถามว่า รัฐบาลและองค์กรคณะสงฆ์ไทย มีความจริงใจที่ จะจัดเตรียมงานและดำเนินงานเรือ่ งนีห้ รือไม่เพียงใด? หรือจะมีเพียงพุทธศาสนิกชนคนเล็กคนน้อย ระดับล่างเท่านั้นที่มีสัทธาแท้จริงในพระรัตนตรัย และมุง่ ปฏิบตั บิ ชู าแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันจริงๆ จังๆ มองอีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสดีที่เราจะลุกขึ้น มานำทำกันเอง จึงขอเชิญชวนพวกเราชาวโรงเรียน วิ ถี พุ ท ธ ได้ ม าร่ ว มกั น สร้ า งสรรค์ กิ จ กรรมดี ๆ เป็นปฏิบัติบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเถิด โดยเฉพาะการฟื้นฟูวิถีชาวพุทธที่เชื่อมร้อยบ้านวัด-โรงเรียน (ครอบครัว-ศาสนา-การศึกษา) ให้ ย้ อ นคื น กลั บ มาเป็ น วิ ถี ชี วิ ต ที่ อ บอุ่ น ปลอดภั ย อีกครั้ง (หลังจากถูกรัฐบาลมีคำสั่งสำนักนายกฯ ๒ ฉบับ วางยาทำลายวิถชี าวพุทธไปนานกว่า ๕๐ ปี แล้ว) เพือ่ นำพาครอบครัวชุมชนสังคมประเทศชาติ ไปสูก่ ารพัฒนาทีย่ ง่ั ยืนร่วมกันสืบต่อไป ขออนุโมทนา ต่อบุญอันเป็นมหากุศลนี้ด้วย (หากสนใจข้อมูล เพิม่ เติมเข้าไปทีเ่ ว็บไซต์ www.moralproject.net) ธรรมอาสาสมัครเครือข่ายพุทธชยันตี สังฆะ เพื่อสังคม ขออนุโมทนาและเจริญพร พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ประธานโครงการ “เยาวชนไทย ทำดี ถวายในหลวง” ธรรมอาสาสมัคร เครือข่าย ๒,๖๐๐-๘๔ พุทธชยันตี-เฉลิมราช


บทความดีเด่น

จาก ๘ ภูมิภาค บทความดีเด่น

ภาคเหนือตอนบน ลำพูน เขต ๑

เรื่องของสาม เรื่อง เกษร แซ่เหลี่ยว โรงเรียน ป่าตาลบ้านธิพิทยา อ.บ้านธิ จ.ลำพูน

ฉันเป็นครูในโรงเรียนมัธยมประจำตำบล ซึง่ ภายหลังยกฐานะเป็นโรงเรียนประจำอำเภอตาม ฐานะของตำบลที่เลื่อนขึ้นเป็นอำเภอ และเป็น เรื่องปกติที่ครูโรงเรียนในชนบทหลายๆ โรงต้อง เคยมีประสบการณ์เช่นเดียวกับฉัน นั่นคือ ได้ทำ หน้าที่นอกเหนือจากการสอน และงานที่ว่านี้เองที่ ทำให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตของการเป็นครูได้อย่าง ไม่น่าเชื่อ ดังเรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้ วันนัน้ ขณะทีก่ ำลังเข็นรถไปยังบริเวณผลไม้ ผักสดของห้างสรรพสินค้าในตัวจังหวัด ฉันก็ได้ ยินเสียงร้องทัก “สวัสดีครับอาจารย์” ฉั น หั น ไปทางทิ ศ ที่ ม าของเสี ย งก็ พ บเด็ ก หนุ่มผิวคล้ำในชุดพนักงานของห้างยืนยิ้มนัยน์ตา เป็นประกายอยู่บริเวณชั่งตวงสินค้า “อ้าว! สาม สวัสดีลูก เป็นไงมาไงน่ะถึงได้ มาทำงานที่นี่” ฉันรับไหว้พลางทักด้วยความดีใจ หลังจากไต่ถามทุกข์สุขของกันและกันได้สักพักก็ มี ลู ก ค้ า เข้ า มาฉั น จึ ง ขอตั ว พลางอวยชั ย ให้ พ ร

ให้กำลังใจแล้วจึงเข็นรถออกมา ใจก็ประหวัดถึง อดีต สามเป็นศิษย์เก่าที่เพิ่งจบชั้น ม.๖ จาก โรงเรียนไปได้ประมาณ ๒ ปี แม่ของสามชือ่ “นาง” เป็นม่ายลูกติดสามคน เป็นชายล้วน สามเป็นคน เล็ก นางมาจากดินแดนที่ราบสูง ไร้ญาติขาดมิตร โชคดีที่ครูเก่าโรงเรียนเราท่านหนึ่งได้เมตตาให้ นางอาศัยในสวนลำไย และอนุญาตให้เก็บผักข้างรัว้ ผักบุ้งในหนองน้ำมาขายพอเป็นรายได้เลี้ยงชีพ นอกเหนือจากการดูแลสวน ตอนนั้นสามยังเล็ก มาก แม่ของเขามักจะมีผักพื้นบ้านมัดเป็นกำๆ หรือไม่ก็มีเห็ดตามฤดูกาลมาขายให้คณะครู โดย กระเตงเอาสามมาด้วย พวกเราหลายคนก็จะช่วย อุดหนุน แม้มิได้กินเอง ก็เอาไปฝากเพื่อนบ้าน บ้าง เพื่อช่วยให้นางพอมีรายได้ บางครั้งก็มีขนม แบ่งให้สาม ระหว่างที่ขายของให้ครู นางจะปล่อย ให้สามคลานเล่นซุกซนบนสนามหญ้าหน้าห้องพักครู โดยที่เขามิได้งอแง กวนใจแต่อย่างใด นั่นเป็น ภาพที่ติดตาพวกเรามาตลอด


วั น เวลาผ่ านไป ในที่สุดสามก็ได้เข้ามา เรียนต่อชั้น ม.๑ ในโรงเรียนของเรา ในขณะที่ พี่ชายคนกลางเรียนชั้น ม.๔ ระหว่างนั้นเราได้ ทราบว่าแม่ของเขาติดโรคร้าย แต่ด้วยความห่วง ลูก นางพยายามดูแลรักษาตัวเอง ประกอบกับมี องค์กรกุศลเข้ามาช่วยดูแล สุขภาพของนางจึง ดีขึ้นและสามารถเช่าแผงขายผักในตลาดสดทำให้ มีรายได้เพิ่มขึ้น สามติดแม่และรักแม่มาก เรามัก จะพบเขาช่วยแม่ขายผักในตลาดในวันหยุด หรือ หลังเลิกเรียน เมื่อสามเรียนชั้น ม.๓ ฉันจึงมีโอกาสได้ สอนเขา ฉันไม่แปลกใจที่เขาเรียนค่อนข้างอ่อน แน่นอน สภาพความเป็นอยูเ่ ช่นนัน้ จะให้เด็กสมองดี เหมือนเด็กที่มาจากครอบครัวที่เพียบพร้อมได้

อย่างไร สามเรียนผ่านมาจนถึงปลายปี หลังจาก การสอบผ่านพ้นไป ก็มกี ารสอบซ่อมสำหรับนักเรียน ที่ติด ศูนย์ ติด ร สามเองก็เป็นหนึ่งในนั้น วันสุดท้ายของการสอบซ่อม เมื่อครูฝ่าย วัดผลรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ก็พบว่าสาม ไม่มาสอบแก้ตัว นั่นหมายความว่าเขาจะไม่จบ ชัน้ ม.๓ ตอนนัน้ เป็นเวลาเลิกเรียน คณะครูสว่ นใหญ่ ต่ า งก็ ก ลั บ บ้ า นเกื อ บหมด ฉั น จึ ง อาสาไปตาม ตัวให้ ฉันขับรถยนต์ถามทางชาวบ้านไปตลอด ในที่สุดก็เจอที่อยู่ของสามในสวนลำไย ฉันอึ้งไป ชั่วครู่กับภาพที่เห็น เบื้องหน้าฉันเป็นยุ้งข้าวเก่าๆ มีผ้าผวยขึง กั้นแบ่งใต้ถุนเป็นสองส่วน และด้านหน้าก็เป็นผ้า ผวยขึงแทนประตู ผ้านั้นคงเป็นของที่ได้รับบริจาค สามช่วยครูจัดกิจกรรม ของห้องสมุด


บทความดีเด่น

จริงอยู่ เราอาจจะดี ใจ ภาคภูมิ ใจ มีความสุขทีน่ กั เรียนของเราสามารถ สอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ดี เด่น ดัง หรือได้เรียนต่อในคณะ ที่มีการแข่งขันสูง ฯลฯ แต่การที่พวกเราสามารถส่งให้เด็กบางคน ของเราที่เรียกได้ว่าชีวิตเริ่มต้นด้วยการติดลบได้ ไปถึงฝั่ง ได้ยืนอยู่ ที่ที่เหมาะสมเช่นเดียวกับที่สามยืนอยู่ปัจจุบันนี้ นับเป็นความสุขมาก ยิ่งกว่าหลายเท่านัก

มาเพราะมีข้อความของผู้บริจาคปรากฏบนผืนผ้า นั้นด้วย ใต้ต้นลำไยมีเตาไฟและมีหม้อแขวนที่กิ่ง ลำไย มีกองฟืนอยู่ข้างเตา จักรยานเก่าๆ พิงอยู่ ข้างต้นลำไยถัดไป นอกนั้นไม่มีสิ่งของมีค่าใดๆ แม่ของสามให้เหตุผลว่าที่เขาไม่ได้ไปสอบ ซ่อมเพราะนางต้องใช้รถไปพบแพทย์ตามนัดและ บังเอิญรถเสียกว่าจะซ่อมเสร็จกลับมารับลูกก็ไม่ทนั เวลา และรถจักรยานที่เคยใช้ก็ยางรั่ว ช่างซ่อม ไม่อยู่จึงไม่สามารถไปสอบแก้ตัวได้ ฉันจึงนัดให้ เขาไปสอบในวันถัดไป โดยทางวิชาการอนุโลมให้ เป็นพิเศษ และย้ำให้เขาไปให้ได้ สามรับปาก ใน ที่สุดเขาก็เรียนจบชั้น ม.๓ พร้อมกับเพื่อนๆ ส่วน พี่ชายจบชั้น ม.๖ ก็สมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์ เพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ เปิดภาคเรียนใหม่ ฉันไปจ่ายตลาด พบ สามช่วยแม่ขายผักในตลาด ฉันพยายามโน้มน้าว ให้สามเรียนต่อชั้น ม.ปลาย โดยชี้ให้เห็นความ จำเป็นต่างๆ สามตัดสินใจเรียนต่อ แต่เพียงสัปดาห์ เศษๆ เขาก็หายไป เมื่อพวกเราไปตามตัว ทั้งแม่ และสามให้เหตุผลว่าไม่มีเงิน แม้จะได้รับยกเว้น ค่าเล่าเรียนแต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ รออยู่อีกมาก ประกอบกับผลการเรียนที่ค่อนข้างอ่อน เขาเกรง ว่าจะไปไม่รอด ทำให้เสียเวลาเปล่า เมื่อทั้งสอง ยืนกรานเช่นนั้นพวกเราก็จำต้องยอมรับ แม้ลึกๆ ในใจจะเป็นห่วงก็ตาม แต่หลังจากนัน้ ไม่กว่ี นั ด้วยความช่วยเหลือ ของมูลนิธิศุภนิมิต องค์กรกุศลที่ได้ดูแลครอบครัว ๘

ของสาม ทำให้สามกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง ครั้งนี้ สามดูมุ่งมั่นและพยายามมากขึ้น พวกเราคณะครู ในโรงเรียนก็พยายามช่วยเท่าที่จะทำได้ บางคน ให้งานพิเศษทำพอมีรายได้เป็นค่าขนม บ้างก็สั่ง ซื้อผักผลไม้จากแม่ แม่ของเขามีรายได้มากขึ้น ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่งผลถึงสติปัญญา ฉัน ทราบข่าวด้วยความยินดีว่าสามเรียนผ่านขึ้นชั้น ม.๕ และ ม.๖ โดยไม่ติดศูนย์เลย เมื่อสามเรียนชั้น ม.๖ เขาก็อาสามาช่วย งานห้องสมุด ซึ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภาระงาน ของฉันได้มาก เมื่อถึงหน้าหนาวฉันจึงให้รางวัล เป็นเสื้อกันหนาว วันเสาร์ อาทิตย์ เขามักจะมา ขอใช้คอมพิวเตอร์ในห้องสมุดเพื่อทำงานส่งครู จนสนิทกับครูเจ้าที่ห้องสมุดอีกคน ซึ่งครูท่านนั้น ก็ เ มตตาสามไม่ น้ อ ย เธอมั ก จะมี ข นมมาฝาก บางครั้งก็ห่อข้าวกลางวันมาเผื่อ และคอยดูแล ช่วยเหลือใส่ใจความเป็นอยู่พอๆ กับครูที่ปรึกษา ของเขา ทีน่ อกจากจะมีงานพิเศษให้ทำพอมีรายได้ เป็นค่าขนมแล้ว ครูท่านนี้ยังใช้เวลาชั่วโมงโฮมรูม สอนพิเศษให้แก่เด็กๆ ในกลุม่ ทีป่ รึกษา ทำให้พวก เขามีผลการเรียนดีขึ้น โดยเฉพาะสาม เมื่อฉันได้ ตรวจงานที่มอบหมาย ฉันก็รู้สึกประหลาดใจแกม ยินดีทง่ี านค้นคว้าของสามถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ดีกว่าเพื่อนทุกคนในห้อง เมื่อฉันนำเรื่องนี้ไปคุย กับครูทปี่ รึกษาของเขา ก็ได้รบั คำยืนยันว่าเขาเรียน ดีขึ้นทุกวิชา มีผลการเรียนสูงขึ้นจากเดิมมากกว่า เท่าตัว คราวประชุมผู้ปกครองแม่ของสามพร่ำ


ขอบคุณคณะครูอยู่ไม่ขาดปาก สามมีเพื่อนมาก ขึ้น เขาร่าเริง แจ่มใส เหมือนวัยรุ่นทั่วไป นัยน์ตา ไม่ อ มทุ ก ข์ เ หมื อ นก่ อ น แต่ ใ นช่ ว งนี้ เ องพี่ ช าย คนกลางของสามได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ พวก เราและเพื่อนบ้านต่างเป็นธุระช่วยกันจัดงานศพ ส่วนสามต้องคอยปลอบให้กำลังใจแม่และคอย ดูแลใกล้ชิดยิ่งขึ้น สามเรียนดีขึ้นตามลำดับ เขายังคงเป็น เด็กน่ารัก สุภาพ เจียมตัว ยังช่วยงานห้องสมุด และงานของครูอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับที่พวก เราได้พยายามช่วยกันดูแลเอาใจใส่สาม แม่ของ สามเองก็พยายามตอบแทนบุญคุณของครูด้วย การฝากผลไม้ หรือผักพื้นบ้านมาให้ หรือเวลาฉัน ไปอุดหนุนซื้อผัก นางมักจะไม่คิดเงิน จนฉันต้อง พยายามปฏิเสธและอธิบายให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ รับของนางไม่ได้ ซึ่งนางก็เข้าใจดีแต่ก็ยังขอแถม นั่นแถมนี่ให้จนได้ ฉันเข็นรถพลางคิดไปพลาง สามเล่าว่า หลังจากจบชั้น ม.๖ อายุครบ ๑๘ ปี เขาได้สมัคร เข้าเป็นทหารเกณฑ์ทันทีเพื่อสิทธิประโยชน์ในการ ทำงานอื่น ช่วงเป็นทหารแม้จะมีเบี้ยเลี้ยงไม่มาก นักแต่สามก็สามารถเจียดเงินมาแบ่งให้แม่ได้ชน่ื ใจ เมือ่ ได้หยุดพักกลับบ้าน เขาจะแวะมาเยีย่ มโรงเรียน เสมอ สามแต่งกายสะอาดสะอ้านดูดีขึ้นและมีเค้า หล่อคมเข้มไม่นอ้ ย เมือ่ ปลดประจำการเขาจึงสมัคร เข้าทำงาน ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ แรกเข้า ทำงาน เขาได้รับมอบหมายให้ฝึกเป็นพนักงาน มีหน้าที่ทั่วๆ ไป ไม่นานก็ได้เลื่อนให้มาทำหน้าที่ ณ จุดชั่งตวงสินค้า ไม่ต้องเดินไปเดินมาทำให้ เหนื่อยน้อยลง แม้รายได้ไม่สูงนัก แต่สามก็พอใจ งานที่ทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เขาได้อยู่กับแม่ คอยดูแลยามเจ็บป่วย หรือไปพบแพทย์ตามนัดใน ช่วงที่ได้หยุดงาน และด้านหลังของห้างมีศูนย์ อาหารราคาถูก หากใช้จ่ายอย่างประหยัดพอจะมี เงินเก็บอยู่บ้าง ได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกยินดี เมื่อนำเรื่องนี้ไป เล่าให้เพื่อนครูฟัง พวกเราต่างดีใจและหมดห่วง จริงอยู่ เราอาจจะดีใจ ภาคภูมิใจ มีความสุข

ที่ นั ก เรี ย นของเราสามารถสอบเข้ า เรี ย นต่ อ ใน มหาวิทยาลัยที่ดี เด่น ดัง หรือได้เรียนต่อในคณะ ที่มีการแข่งขันสูง ฯลฯ แต่การที่พวกเราสามารถ ส่งให้เด็กบางคนของเราที่เรียกได้ว่าชีวิตเริ่มต้น ด้วยการติดลบได้ไปถึงฝั่ง ได้ยืนอยู่ที่ที่เหมาะสม เช่นเดียวกับทีส่ ามยืนอยูป่ จั จุบนั นี้ นับเป็นความสุข มากยิ่งกว่าหลายเท่านัก และสุดท้าย ฉันเชื่อว่าอนาคตของสามคง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งพนักงานชั่งตวงสินค้าเท่านั้น ความเป็นเด็กดี ความซื่อสัตย์ ความสุภาพ ความ เจียมตัวและความอดทนจะต้องส่งผลให้เขาได้ไป ไกลกว่านั้นอย่างแน่นอน ขอบคุณความเมตตา ความเอื้ออาทร และ จิตวิญญาณของความเป็นครูของพวกเราทุกคน และองค์กรภายนอกทีเ่ กีย่ วข้องทำให้มสี ง่ิ ดีๆ เช่นนี้ เกิดขึ้นในรั้วป่าตาลบ้านธิพิทยา

สามและเพื่ อ นๆ ถ่ า ย ภาพเพื่อทำเป็นปกสมุด บันทึกการอ่าน


บทความดีเด่น

ภาคเหนือตอนล่าง พิจิตร เขต ๒

ชีวิต

ที่เลือกเกิดไม่ ได้ เรื่อง สหรัฐ หนูโชติ โรงเรียน วัดห้วยเรียงใต้ อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร

ทุกคนเมื่อเกิดมาก็ต้องอยากมีอาการ ครบ ๓๒ อยากสวย อยากหล่อ อยากรูปร่างดี อยากรวย ฯลฯ แต่ผมมีความต้องการอย่างเดียว คือ ตลอดชีวิตของผมขอแสงสว่าง อย่าให้ ดวงตาของผมมีแต่ความมืดสนิทเลยครับ

ผมพยายามมองแต่ทำไมวันนี้ผมจึงมอง ไม่ค่อยชัดเจน จนต้องลุกไปที่กระดานดำแล้วจ้อง มองใกล้ๆ ผมได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงพูดของ เพื่อนๆ ว่าไอ้บิ๊กตาบอด ผมรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงของเพื่อน หรือการกลั่นแกล้งจาก เพื่อนๆ โดยการเอารองเท้า กระเป๋าหรือแว่น กันแดดของผมไปซ่อน เด็กชายสหรัฐ หนูโชติ ชื่อเล่น บิ๊ก ผมเกิด ที่กรุงเทพฯ ในชุมชนสามัคคี เขตบึงกุ่ม หรือที่ เรียกกันว่าสลัม พ่อกับแม่ผมแยกกันอยู่ แม่ผมมี สามี ใ หม่ ห ลายคน ผมมี อ าการทางสายตาคื อ รูม่านตาเล็กมาตั้งแต่เกิด คุณหมอบอกว่าอาการ แบบนี้ มี ห นึ่ ง ในล้ า นเท่ า นั้ น ทำให้ ใ นช่ ว งเวลา กลางวันผมจะมองไม่คอ่ ยเห็นถ้าไม่ใส่แว่นกันแดด ที่ดำมากๆ ผมเรียนที่โรงเรียนประพาสวิทยา เขต บึงกุ่ม จังหวัดกรุงเทพฯ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ทุกวันที่ผมตื่นขึ้นมาผมจะได้ยินเสียงยาย กับแม่ทะเลาะกันด่ากันเสียงดัง เมื่อผมเดินออก มาข้างนอกบ้านเพื่อจะเดินไปโรงเรียนผมก็ได้ยิน เสียงด่ากันของชาวบ้าน วิง่ ไล่เอามีดแทงกัน บางคน ก็เมายาฯลฯ สภาพความเป็นอยู่จะเป็นอย่างนี้ ทุกวัน เมื่อกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้านก็ต้องล้าง จาน ถูบ้าน ซึ่งถ้าวันไหนผมทำงานช้ายายก็จะตี ๑๐

ทุกๆ วันผมจะได้ฟังแต่เสียงทะเลาะกันด่ากัน จนผมเคยชิน และทำให้ผมไม่อยากอยู่บ้าน เมื่ อ ผมไปโรงเรี ย นผมก็ จ ะได้ รั บ ความ เจ็บปวดจากเพื่อนๆ ผมมีปัญหาทางสายตา เวลา ผมลงไปเข้าแถวจะมีเพื่อนที่นิสัยดีๆ จะเข้ามาจูง ผม บางคนก็เอาเท้าออกมาขวางทำให้ผมหกล้ม ผมรูส้ กึ น้อยเนือ้ ต่ำใจว่าผมเกิดมาทำไม ไม่เหมือน คนอื่น เมื่อเข้าห้องเรียนผมก็เรียนไม่ทันเพื่อน มองก็ ไ ม่ ค่ อ ยเห็ น ต้ อ งไปนั่ ง ติ ด กั บ กระดานดำ เพื่อนๆ ก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ผมโกรธ มาก ผมอยากต่อยหรือเตะเพือ่ นๆ แต่ผมก็ทำไม่ได้ เพราะผมสู้ เ ขาไม่ ไ ด้ ผมไม่ อ ยากไปโรงเรี ย น โรงเรียนเหมือนนรก ผมไม่มีความสุขเลย ผมจึง ไม่ ย อมไปโรงเรี ย นอี ก ตอนนั้ น ผมเรี ย นอยู่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ แม่ผมตี ทุกวัน และเมื่อทำอย่างไรผมก็ไม่ยอมไปโรงเรียน แม่จึงจับผมขังไว้ในห้อง ผมร้องไห้ผมเสียใจทำไม ไม่มีใครเข้าใจผม ทุกคนไม่เคยถามความรู้สึกของ ผมว่าผมรู้สึกอย่างไร เมื่อผมออกมาจากห้องได้ ผมก็หนีไปอยู่กับลุงในชุมชน ลุงไม่มีครอบครัว ลุงมีลักษณะเหมือนผู้หญิง ลุงมีอาชีพขับรถเมล์ รับจ้าง ตอนเช้าผมจะขึ้นรถเมล์ไปกับลุงทั้งวัน ส่วนแม่ผมทำอะไรไม่ได้เพราะเกรงใจลุง และอีกอย่าง แม่คงเบื่อที่จะตามผมอีก เพราะแม่มีสามีใหม่ที่ ต้องคอยดูแล เมื่อผมไม่ไปเรียนหนังสือผมจึงต้อง ตกซ้ำชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๓ ทุกคนคงคิดว่าผมคง ไม่รู้สึกอะไร เพราะทุกคนรุมกันดุด่าว่ากล่าวว่า ผมเกเร ไม่รักเรียน เป็นเด็กไม่ดี ผมจะนิ่งเงียบ ตลอดเวลาที่โดนดุ ด่า และในเวลาต่อมาก็ไม่มี


ใครเขาสนใจเรื่องการไม่ไปเรียนหนังสือของผมอีก ไม่มีใครเขาอยากดูแลผม แต่จริงๆ แล้วไม่มีใคร รู้ความในใจของผมเลยว่าผมมีความคิดอย่างไร “ผมอยากร้องตะโกนดังๆ ว่าผมอยากเรียน ผมอยากมีเพื่อน ผมอยากเล่นฟุตบอล ผมอยาก เล่นตะกร้อ ผมอยากร้องเพลง โดยเฉพาะเพลง ลูกทุ่ง ผมอยากเล่นคอมพิวเตอร์ซึ่งผมไม่เคยได้ เล่นเลย เพราะทุกคนรังเกียจผมว่าผมตาพิการ ความรู้สึกนี้ไม่มีใครรู้จริงๆ แม้แต่แม่ของผม” แต่ชวี ติ ผมก็เปลีย่ นแปลงไปเนือ่ งจากยายต้อง ไปเยี่ยมทวดที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลพิจิตร ยายพา ผมมาด้วย ผมเห็นทวดนอนอยูใ่ นห้อง ICU ผมรูส้ กึ

ยายสอนผมหลายอย่ า งเกี่ ย วกั บ เรื่ อ งการมี ความเชื่อมั่นในตนเอง ยายบอกว่าไม่มี ใครแก่ เกินเรียน สงสาร ผมจึงไม่ยอมกลับบ้านกับยาย ผมอยู่กับ น้องสาวของยาย ๒ คน ทีช่ อ่ื ยายตุน่ และยายต้อย ยายทั้งสองคนพูดคุยกับผมเรื่องการเรียน ยาย เข้าใจผมในหลายๆ เรื่องที่ผมมีความรู้สึกเป็น ปมด้อย ยายสอนผมหลายอย่างเกีย่ วกับเรือ่ งความ เชื่อมั่นในตนเอง ยายบอกว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน เด็กชายสหรัฐ หนูโชติ

๑๑


บทความดีเด่น

ผมจึงคิดว่าในเมื่อตอนนี้ผมมีโอกาสได้เรียน หนังสือ ผมต้องพยายามเรียน ถึงแม้ผมจะ เรียนได้ ไม่เท่าเพื่อน ผมก็จะพยายาม

จนทำให้ผมอยากเรียนโดยไม่คำนึงถึงอายุที่มาก กว่ า เพื่ อ น ยายจึ ง ให้ ผ มไปเรี ย นที่ โ รงเรี ย น วัดห้วยเรียงใต้ หมู่ ๓ ต.วังกรด อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร โดยแม่ผมได้ทำเรื่องย้ายจากโรงเรียน เดิมมาให้ ผมเริ่มเรียนใหม่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ผมมีเพื่อน ๕ คน เพื่อนทุกคนไม่มีใครล้อเลียน หรือกลั่นแกล้งผมเลย เพื่อนให้ความช่วยเหลือ ผมได้ทำกิจกรรมของโรงเรียน ผมได้เล่นวงดุรยิ างค์ (ตีกลอง) เล่นตะกร้อ เล่นฟุตบอล เล่นคอมพิวเตอร์ ผมได้แสดงออก เต้นประกอบเพลงเกีย่ วข้าวเกีย่ วรัก ได้ร้องเพลงลูกทุ่งแข่งขันการประกวดร้องเพลงใน งานโต๊ะเจ้าที่วัดห้วยเขน ผมได้ที่ ๓ ผมดีใจมาก ยายทั้งสองก็ดีใจและบอกผมว่า “บิ๊กทำได้แล้ว” ทุกคนไม่รังเกียจผม ครูทุกคนให้โอกาสผม ครู ทุกคนใจดี เข้าใจผม บางครั้งผมมองไม่ค่อยชัด ผมเดินชนข้าวของตก ครูก็เข้าใจ ผมมีความสุข มากครับ เมือ่ กลับถึงบ้านตอนเย็น ผมก็ชว่ ยยายทัง้ สอง ดูแลทวดซึ่งออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว ทวดอยู่ โรงพยาบาล ๗ เดือน ตอนนี้ทวดมีสุขภาพดีขึ้น กำลังหัดเดิน ผมเห็นยายทั้งสองคนดูแลทวดเป็น อย่างดีทำให้ผมคิดถึงครอบครัวของผมที่ทะเลาะ กันทุกวัน จนบางครัง้ เมือ่ ผมไม่มเี งินเพราะแม่ไม่ให้ ผมเห็นเพือ่ นผมเดินยา ผมก็อยากทำบ้าง เพราะ มันเป็นการหาเงินได้ง่าย ถ้าผมยังอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็คงเป็นเหมือนเพื่อน ตอนนี้ผมอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ผมอยู่ กับยายทั้งสองคน ผมมีความสุขดีครับ แต่ผมเริ่ม ๑๒

มีปัญหาด้านสายตาอีก ผมต้องกลับไปกรุงเทพฯ เพื่อไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า คุณหมอตรวจและขยายรูม่านตาให้กว้างขึ้นอีก คุณหมอบอกผมว่าจะขยายรูม่านตาอีกไม่ได้แล้ว ต้องปล่อยให้ตาค่อยๆ หลับลงไป ความหมายก็คอื มองไม่เห็นนัน่ เอง คุณพระช่วยผมด้วย ผมไม่อยาก มองไม่เห็น ผมกำลังมีความสุขกับการได้เรียน หนังสือ ได้มีเพื่อน ได้เล่นกีฬา ได้มีสังคมเพื่อนฝูง ผมกลัวครับถ้าวันนั้นมาถึง วันที่ตาของผมเริ่ม หลับลง ผมจะทำอย่างไร จะมีใครที่ต้องการ ผมบ้าง โดยเฉพาะครอบครัวของผม ผมจึงคิดว่า ในเมื่อตอนนี้ผมมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ผมต้อง พยายามเรี ย นถึ ง แม้ ผ มจะเรี ย นได้ ไ ม่ เ ท่ าเพื่อน ผมก็จะพยายาม เพื่อที่ต่อไปในอนาคตผมจะต้อง อยู่คนเดียวผมจะได้ไม่เงียบเหงา ผมจะพยายาม จดจำสิ่งที่ดีๆ เพื่อที่จะเก็บไว้ในความทรงจำของ ผมตลอดไป ผมชอบท่องบทอาขยาน “เด็กน้อย” ทีค่ ณุ ครู ให้ท่องตอนเย็นก่อนกลับบ้านมากครับ เพราะเมื่อ ท่ อ งบทอาขยานแล้ ว ทำให้ ผ มคิ ด ถึ ง การที่ ต้ อ ง ช่วยเหลือตนเองให้มากครับ เด็กน้อย เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่เจ้าจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ผมอยากจะบอกกับทุกคนว่า ไม่ว่าเราจะ เกิดมาเป็นอย่างไร เพราะเราไม่สามารถเลือกเกิด เองได้ แต่เมื่อเกิดมาแล้วเราต้องเลือกการดำเนิน ชีวิตของเราในวิถีทางที่ดีได้ครับ


ภาคอีสานตอนบน ขอนแก่น เขต ๕

ไข่เป็ด และสุกร (รู้ตัวแล้วได้ดี)

ท่านผูอ้ า่ นทีร่ กั ทัง้ หลายครับ กระผมมีโอกาส ได้อ่านหนังสือ วารสารโรงเรียนวิถีพุทธ “รู้ ตื่น และเบิกบาน” แล้วมีความรู้สึกประทับใจมาก เพราะเป็นสือ่ ทีด่ ใี นการแสดงออกถึงคุณงามความดี ของสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคม ที่สำคัญสถาบันหนึ่ง ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของคนในสังคมทุกชนชั้น และคิดว่าถ้ามีโอกาสดี จะขอส่งบทความไปร่วมลงพิมพ์ด้วย และในที่สุด ผมก็มีโอกาสเขียนบทความ (เป็นครั้งแรก) เมื่อ ท่านผูอ้ ำนวยการโรงเรียนบ้านหินร่อง (ผอ.ประสิทธิ์ นาสุรวิ งษ์) ได้บอกกระผมว่า โรงเรียนบ้านหินร่อง น่าจะมีบทความลงพิมพ์ในวารสาร “รู้ ตื่น และ เบิกบาน” บ้าง และท่านก็ได้โปรดมอบหมายให้ กระผมเป็นผู้เขียนด้วย ก็เป็นอันว่า ใจถึงบุญด้วย กันทุกฝ่ายแล้วล่ะครับ ผมพยามคิดว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรดี ในที่สุดผมก็คิดออก เมื่อคุณครูวิไสย รำเพยพล นำไข่เป็ดไปโชว์และแสดงความชื่นชมนักเรียน คนหนึง่ ทีห่ น้าเสาธง (ในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๔) แล้วบอกว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ของโรงเรียน เป็น ผลงานของนักเรียน ที่ได้ใช้ความอดทน เพียร พยายาม เลี้ยงเป็ดอยู่แรมปี จนกระทั่งแม่เป็ดได้ ตกไข่ออกมา และเป็นทีน่ า่ ยินดีทไ่ี ข่เป็ดมีขนาดโต เป็นพิเศษ

เรื่อง ชัยรัตน์ คิดถูก โรงเรียน บ้านหินร่อง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น

ครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านหินร่อง กับโครงการโรงเรียนพอเพียง ผู้มีความเพียรพยายาม และใจรักในงานเกษตร

๑๓


บทความดีเด่น

ด.ช. ปี้ อวดโฉมไข่เป็ด ใหญ่พิเศษ

๑๔

ท่านผู้อ่านครับ การที่ใครคนใดคนหนึ่ง มีความเพียรพยายามในทางที่ชอบแล้วประสบผล สำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือ เรื่องใหญ่ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี และน่า ติดตามถามถึงใช่ไหมครับ ผมเองก็เช่นกัน ผมได้ ขอดูไข่เป็ดขนาดจัมโบ้ และเริ่มถามถึงเรื่องราว ความเป็นมาของไข่ทันที จึงได้รู้ว่า... ก่อนที่จะมาเป็นไข่เป็ดจัมโบ้นั้น โรงเรียน บ้านหินร่องได้ดำเนินโครงการโรงเรียนพอเพียง เป็นแหล่งเรียนรู้ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีกิจกรรม ที่ดำเนินการ คือ ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยง เป็ด เลี้ยงกบ เลี้ยงหมูแม่พันธุ์ โดยการนำของ ผอ.ประสิ ท ธิ์ นาสุ ริ ว งษ์ และมี คุ ณ ครู นิ วั ต ร แพนทิพย์ เป็นผูร้ บั ผิดชอบดูแลโครงการ มีนกั เรียน ที่มีความอดทน เพียรพยายาม และรักในงานการ

เกษตรอยู่จำนวนหนึ่ง และคนสำคัญที่เป็นหลัก คือ ด.ช. พลตรี ดอนสีแก้ว มีชื่อเล่นว่า ด.ช. ปี้ นักเรียนชั้น ม.๒ แม้ว่า ด.ช. ปี้ จะไม่ได้เกิดเป็น ลูกคนรวย และเป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่ปี้ก็เป็นคน ขยัน อดทน และมีใจรักงานเกษตร (โดยเฉพาะ การเลี้ยงเป็ด และสุกร ทั้งหมูบ้านและหมูป่า) ผมในฐานะเป็นครู (ที่ย้ายมาใหม่) มีความสนใจ และได้ตดิ ตามการดำเนินงานนีอ้ ย่างใกล้ชดิ ล่าสุด วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ ผมก็ได้พบกับข่าวดี อีกครัง้ เมือ่ แม่หมูปา่ ได้ตกลูกให้อกี ตัง้ ๙ ตัว คุณครูนิวัตร แพนทิพย์ ได้เล่าให้ฟังว่า ด.ช. ปี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการตั้งแต่ไป พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นมา ได้พยายามจดจำคำสอน ของครู และลงมือปฏิบตั ดิ ว้ ยความตัง้ ใจ ทุกๆ วัน ไม่เว้นแม้วันหยุด จะเห็น ด.ช. ปี้มาดูแลสัตว์เลี้ยง อยู่เป็นประจำ และได้สังเกตเห็นว่าปี้เป็นคนนิสัย


“รู้ตัวแล้วได้ดี” “ร้อยรู้ พันรู้ ไม่เท่ารู้ตัวเอง” “ร้อยมี พันมี ไม่เท่ามีสติ”

ไม่เหมือนคนอื่น (หากเปรียบเทียบกับนักเรียนรุ่น เดียวกัน) กล่าวคือ ด.ช. ปี้มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นตัวของตัวเอง มีใจรักในงานที่ตนเองทำ ถึง แม้จะมีคนมองว่าการเลี้ยงเป็ดและสุกรเป็นงาน สกปรก น่ารังเกียจ แต่ ด.ช. ปี้ ก็ไม่สนใจ และ ในที่สุด ด.ช. ปี้ก็กลายเป็นคนที่เพื่อนๆ ยอมรับ และครูทุกคนให้การยกย่อง เมื่อผลงานของเขา ปรากฏออกมา เพราะไข่เป็ด (ใหญ่) และลูกสุกรนัน้ ทำให้ทุกคนไม่ว่าครูหรือนักเรียน มีความสุขไป ตามๆ กัน เมือ่ พิจารณาเรือ่ งนีแ้ ล้ว จะเห็นว่า หากผูใ้ ด ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเอง รู้ว่าตนมีความ สามารถระดับใด เหมาะที่จะทำงานลักษณะใด มี ใจรักในงานที่ทำ มีความอดทน เพียรพยายาม และครุ่นคิดไตร่ตรองในการทำงานแล้ว ผู้นั้นก็ ย่อมมีความสุขในงานที่ทำ และมีโอกาสประสบ ผลสำเร็จ คือมีชีวิตที่เป็นสุขในสังคมได้ สมดังธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าทรงตรัสว่า สติ คือ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว และหลักธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ อิทธิบาท ๔ ประกอบด้วย ๑. ฉันทะ คือ ความพอใจในสิ่งที่คิดจะทำ (ในทางที่ดีงาม) ๒. วิริยะ คือ ความขยันหมั่นเพียร มานะ บากบั่น ไม่ย่อท้อ จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ ๓. จิตตะ คือ ความตั้งใจ มีใจจดจ่อต่อ งานที่ทำ ไม่ละเลยหน้าที่ มีความกระตือรือร้น

๔. วิมังสา คือ การใช้ปัญญาพิจารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง งานที่ทำอย่างรอบคอบ ดั ง นั้ น จึ ง ขอสรุ ป จบส่ ง ท้ า ยบทความนี้ ด้วยคำว่า “รู้ตัวแล้วได้ดี” “ร้อยรู้ พันรู้ ไม่เท่า รู้ตัวเอง” “ร้อยมี พันมี ไม่เท่ามีสติ” และกราบ อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย เหล่าเทพเทวา และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนอำนาจบารมีแห่ง องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั โปรดดลบันดาล ให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงประสบความสุขสวัสดิ์ พิพัฒน์มงคล ทุกท่าน เทอญ... สวัสดี

หมูป่าและลูกๆ ทั้ง ๙ ตัว

๑๕


บทความดีเด่น

ภาคอีสานตอนล่าง ศรีสะเกษ เขต ๓

“ล้อมรัก”

คนดี คนเก่ง ที่มีสุข

สั ง คมในปั จ จุ บั น ต้ อ งการเยาวชนคนรุ่ น ใหม่ ที่ เ ป็ น ได้ ม ากกว่ า การทำความดี เ พื่ อ ตนเอง แต่ ค วรเป็ น การทำความดี เ พื่ อ คนรอบข้ า ง คนที่ด้อยโอกาสมากกว่า

เรื่อง สุพรรณี ใจนวน โรงเรียน ศรีตระกูลวิทยา อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

๑๖

สังคมทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนเพื่อ ความเป็นหนึง่ เพือ่ ชัยชนะ เพือ่ ประโยชน์ของตนเอง สิ่งเหล่านี้ได้ปลูกฝังมาถึงเด็กๆ ที่จะเป็นเยาวชน และพลเมืองของชาติในอนาคตให้มีความเห็นแก่ ตัวมากขึ้น ใส่ใจแต่เรื่องของตนเอง ทำให้มีจิตใจ แข็งกระด้างขาดความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น หากตั้ง คำถามไปถึงสถานศึกษาซึ่งเป็นสถานที่บ่มเพาะ วิชาความรูแ้ ก่เยาวชนว่า เป้าหมายของการจัดการ ศึกษาที่แท้จริงคืออะไร การเป็นคนเก่ง ดี มีสุข ใช่หรือไม่ หากต้องให้บรรลุตามเป้าหมายดังกล่าว แล้วเด็กควรได้รับการดูแลใส่ใจอย่างครอบคลุม ในทุกๆ ด้าน แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ นั้นต้อง ยอมรับว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่มีความชื่นชมยินดี กับคนเก่งมากกว่าคนดี เพราะมีการยกย่องประกาศ เกี ย รติ คุ ณ แก่ นั ก เรี ย นที่ เ รี ย นเก่ ง ได้ ล ำดั บ ที่ ๑

นั ก เรี ย นที่ ส อบติ ด มหาวิ ท ยาลั ย ชื่ อ ดั ง รวมถึ ง นักเรียนทีส่ ร้างชือ่ เสียงด้านวิชาการแก่สถานศึกษา ส่วนนักเรียนที่ทำความดีนั้นมีการกล่าวถึงเพียง ส่วนน้อยหรือแทบไม่มีการกล่าวถึงเลยก็ว่าได้ ที่ สำคัญกรอบของคำว่า “คนดี มีความสุข” มีแค่ไหน แค่การมาเรียนทุกวัน เข้าแถวร่วมกิจกรรมหน้า เสาธงทุกครั้ง ตัดผมแต่งกายถูกระเบียบ ไม่เคย ถูกตัดคะแนนความประพฤติ สิ่งเหล่านี้คงยังไม่ เพียงพอ เพราะสังคมในปัจจุบันต้องการเยาวชน คนรุ่นใหม่ท่ีเป็นได้มากกว่านั้น มากกว่าการทำ ความดีเพื่อตนเอง แต่ควรเป็นการทำความดีเพื่อ คนรอบข้าง คนทีด่ อ้ ยโอกาสมากกว่า จึงจะสามารถ เรียกได้ว่า “เป็นทั้งคนดีและมีความสุข (ใจ)” “ล้อมรัก” เป็นกิจกรรมหนึ่งของนักเรียนที่ เห็นคุณค่าของการทำกิจกรรมจิตอาสาที่รวมกลุ่ม


กันแล้วเรียกตัวเองว่ากลุม่ “D-Youth” ได้ทำร่วมกัน โดยในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์แทนที่เด็กกลุ่มนี้จะ ใช้ เ วลาว่ า งเหมื อ นกับเด็กวั ยรุ่นทั่ วไป เช่น ดู โทรทัศน์ เล่นเกม Chat Face Book Hi5 การไป เที่ยวตามห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่เที่ยวต่างๆ หรือแม้แต่การใช้เวลาไปกับการเรียนพิเศษ แต่ เด็กกลุ่มนี้กลับนำเวลาที่ว่างจากการทำการบ้าน หรือการทบทวนบทเรียนไปดูแลช่วยเหลือผู้สูงวัย ในแต่ละหมู่บ้านหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป กิจกรรมนี้เริ่มจากการสำรวจข้อมูลผู้สูงวัย ในชุมชน ทำให้ได้รวู้ า่ ผูส้ งู วัยหลายคนทีบ่ ตุ รหลาน ไปทำงานต่ า งจั ง หวั ด ถู ก ปล่ อ ยให้ ดู แ ลตนเอง ตามลำพัง หลายคนต้องดูแลทั้งตนเองและหลาน ตัวเล็กที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เลี้ยง และหลายคนมีความ ชรามากไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ พวกเขา

จึงเข้าไปช่วยดูแลเพื่อสร้างกำลังใจ ความหวังและ ความสุขแก่ผู้สูงวัยเหล่านั้น โดยการไปช่วยดูแล ทุกอย่างที่สามารถช่วยเหลือได้ ไม่ว่าจะเป็นการ ทำกับข้าว ช่วยจัดเก็บกวาดบ้าน ทำความสะอาด ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน บีบนวดคลายความ เจ็บปวดเมือ่ ยล้า หรือแม้กระทัง่ การพูดคุยเป็นเพือ่ น คลายเหงา นอกจากนี้ เด็กๆ กลุ่มนี้ยังแบ่งปัน เงินค่าขนมและขอรับบริจาคทุนทรัพย์จากเพื่อนๆ น้องๆ หรือผู้ที่เห็นคุณค่าในกิจกรรมที่พวกเขา ทำ เพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งของที่จำเป็นมอบแก่คุณตา คุณยายที่พวกเขาไปดูแล ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม บำรุงสุขภาพ อาหาร เครื่องนุ่งห่มและผ้าห่มที่ คุณตาคุณยายห่มแล้วบอกว่า “เป็นผ้าห่มที่อุ่น ที่สุดในโลก” ถ้าถามว่าทำแบบนี้แล้วพวกเขาได้อะไร เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นมีวัยรุ่นอีกหลาย คนบอกว่าเสียดายเวลาดีๆ มีคา่ ของช่วงชีวติ วัยรุน่ ที่ เอาเวลาไปหมกมุ่นอยู่กับคนแก่ไม่มีความบันเทิง จรรโลงใจเลยสัก นิด เด็กกลุ่ม นี้ต อบเป็นเสียง เดียวกันว่า การได้ทำกิจกรรมอย่างนี้ก็เหมือนกับ การเอาความรักของพวกเราทุกคนไปล้อมรอบมอบ ให้กับคุณตาคุณยายที่ใครอาจไม่ได้สนใจมากมาย ๑๗


บทความดีเด่น

แต่สำหรับพวกเขาได้มากกว่าที่ ให้ท่านไปเสียอีก มันเป็นความรู้สึกที่ ไม่สามารถอธิบายให้คนอื่น รับรู้ ได้ หากแต่ต้องมีประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงจะรู้ว่าคุณค่าของคนและความสุขที่แท้จริง เป็นอย่างไร

เพราะคิดว่าชีวิตของท่านเหมือนไม่มีประโยชน์ อะไร ทำอะไรให้ก็ไม่ได้ เพราะแม้แต่ช่วยเหลือ ตัวเองยังทำได้ไม่มากหรือทำไม่ได้เลย มีแต่จะ สร้างภาระและความยุ่งยากใจ แต่สำหรับพวกเขา ได้มากกว่าที่ให้ท่านไปเสียอีก มันเป็นความรู้สึก ที่ ไ ม่ ส ามารถอธิ บ ายให้ ค นอื่ น รั บ รู้ ไ ด้ หากแต่ ต้องมีประสบการณ์ด้วยตนเอง จึงจะรู้ว่าคุณค่า ของคนและความสุขทีแ่ ท้จริงเป็นอย่างไร พวกเขา บอกว่าพวกเขาต่างหากทีโ่ ชคดีทสี่ ดุ ทีไ่ ด้รบั ของขวัญ ชิน้ ใหญ่จากท่านเหล่านัน้ นัน่ คือการได้เห็นรอยยิม้ ที่นัยน์ตาบอกให้รับรู้ได้ว่าท่านมีความสุขตื้นตันใจ มากแค่ไหน พร้อมกับเสียงหัวเราะทีฟ่ งั แล้วไพเราะ ที่สุดซึ่งนานมาแล้วคุณตาคุณยายอาจไม่เคยได้ ยิ้มหรือหัวเราะอย่างมีความสุขอย่างนี้มาก่อนเลย การกระทำที่บริสุทธิ์ใจของพวกเขาที่ไม่ เคยหวังคำยกย่องชมเชย และประกาศเกียรติคุณ จากผู้ใดทั้งสิ้น มีเพียงความภาคภูมิใจเล็กๆ ที่ เด็กกลุ่มนี้ยึดถือและทำกิจกรรมต่อไป ด้วยกำลัง ของพวกเขา ไม่ว่าจะเรื่องของข้อจำกัดด้านเวลา และกำลังทรัพย์ที่มีเพียงน้อยนิด แต่พวกเขาก็คดิ ไม่ผดิ เลยทีไ่ ด้รวมกลุม่ กันทำสิง่ ดีๆ เพือ่ คนอืน่ แบบนี้ อยากเห็ น เพื่ อ นเยาวชนไทยมาช่ ว ยกั น ล้ อ มรั้ ว ความรัก ดีกว่าการล้อมรั้วลวดหนามหรือการล้อม ทะเลาะวิวาทตีกัน กลุ่ม D-Youth จึงเป็นเยาวชน ที่ได้ทำสิ่งดีๆ ที่นอกจากสมควรได้รับการกล่าว ๑๘

ขานว่าเป็น “คนดี” แล้ว พวกเขายังเป็น “คนเก่ง” ที่กำลังจะจบการศึกษาและเข้าศึกษาต่อในระดับ อุดมศึกษาอย่างภาคภูมิ และอยู่ในสังคมได้อย่าง มีความสุข สังคมต้องการเยาวชนคนแบบไหน ไม่สนใครฉันเก่งแย่งแข่งขัน ไม่รู้จักเอื้ออาทรและแบ่งปัน ต้องเป็นฉันเป็นหนึ่งไม่พึ่งใคร คนที่เก่งและดีมีความสุข บ้างเป็นทุกข์แถมเลวเอาแต่เบ่ง เก่งเรื่องดีหรือเรื่องเป็นนักเลง เอาตัวเองตั้งไว้เหนือผู้ใด สังคมต้องการเยาวชนคนแบบนี้ เป็นคนดีที่เก่งมีความสุข รู้ประยุกต์ความคิดจิตสดใส เป็นเด็กไทยน้ำใจเลิศประเสริฐจริง


ภาคประตูอีสาน นครราชสีมา เขต ๔ เรื่อง ประสาท ยอดอานนท์ โรงเรียน บ้านท่าเลื่อนสามัคคี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

จิตอาสา คุณยาย “เหรียญ เทพศิริ” ยิ้มแก้มปริเผย ให้เห็นฟันซีเ่ ดียวทีเ่ หลืออยูใ่ นปากเมือ่ เห็นคุณหมอ คุณครูและนักเรียนมาเยี่ยมถึงบ้าน เมื่อแรกท่าน ทำหน้างงๆ ว่ามีใครที่ไหนกันมากมายมาตะโกน เรียกชื่อโหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน คุณยายมีอายุ ๙๔ ปี ซึ่งที่จริงแล้วพวกเราควรจะเรียกท่านว่า คุณยายทวดหรือคุณย่าทวดมากกว่า เดิมคุณยายเป็น

ลูกชาวนาและเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวโคราช ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในชุมชน แห่งนีม้ านานกว่า ๓๐ ปี ท่านเป็นผูส้ งู อายุคนเดียว ในชุมชนนี้และชุมชนใกล้เคียงที่มีอายุเกิน ๙๐ ปี แม้สังขารจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่ท่านเป็น ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงดี คุณยายเดินเหิน มาต้อนรับพวกเราและลุกนั่งแคล่วคล่อง หู ตา

คุณยายเหรียญ เทพศิริ อายุ ๙๔ ปี

๑๙


บทความดีเด่น

ภาพตรงกลาง : แพทย์ หญิงรัตนา ยอดอานนท์ แ พ ท ย์ เ ชี่ ย ว ช า ญ โรงพยาบาลปากช่ อ ง นานาและเจ้ า หน้ า ที่ โรงพยาบาลส่ ง เสริ ม สุ ข ภาพตำบล หนอง สาหร่าย กับนักเรียนที่ ออกไปเยีย่ มบ้านผูส้ งู อายุ ในชุ ม ชนบ้ า นน้ อ ยทุ่ ง สว่าง

๒๐

มองเห็นเป็นปกติ และพูดคุยกับพวกเราได้ยนิ ชัดเจน ผิวพรรณผ่องใส ยิม้ แย้มอยูต่ ลอดเวลาขณะทีพ่ ดู คุย ปั จ จุ บั น คุ ณ ยายมี ลู ก สาวและลู ก เขยคอยดู แ ล ลูกเขยของคุณยายเองก็เป็นผู้สูงอายุเช่นกัน และ เพิ่งจะได้รับเลือกให้เป็นประธานชุมชนหมาดๆ คุณยายมีชีวิตในวัยชราอย่างเป็นปกติสุข ไม่เคยมี ทุกข์ร้อนนอนไข้ กินอาหารทุกอย่างได้เหมือนที่ คนอื่ น ๆ กิ น ไม่ เ ลื อ กและไม่ เ ฉพาะเจาะจง เมื่อก่อนคุณยายจะตักบาตรพระตอนเช้าทุกวัน สวดมนต์บ้าง ไปวัดบ้าง แต่เดี๋ยวนี้คุณยายไม่ต้อง ไปตักบาตรตอนเช้า (คงจะไปไม่ไหวแล้ว) ไม่ สวดมนต์และไปวัดก็ไม่ไหวแล้ว โรงพยาบาลก็ไม่มี ความจำเป็นอะไรที่จะต้องไป พวกเราสังเกตว่า คุณยายเป็นคนเรียบง่าย สมถะ ไม่ช่างพูด กิริยา มารยาทเรียบร้อย คุณยายมีความอ่อนน้อมถ่อมตน พยายามจะลงมานั่งที่พ้นื กับพวกเรา แต่พวกเราก็ ต้อนคุณยายให้ขึ้นนั่งบนตั่งจนได้ คุณยายปุ้ย ยาสูงเนิน อายุ ๗๗ ปี อาศัย อยูใ่ นชุมชนนีม้ านานเช่นกัน ทีบ่ า้ นมีลกู หลานคอย ดูแล คุณยายป่วยเป็นอัมพฤกษ์มาหลายปี ทุกๆ วัน คุณยายพยายามดูแลตัวเองอย่างดี คุณยายเป็น อีกคนหนึ่งที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ ภาพที่คุณครู ผอ.ประทับใจมากคือกิริยาที่คุณยายปุ้ยใช้มือข้าง หนึ่งประคองแขนอีกข้างหนึ่งรับไหว้พวกเรา รวม ถึงเวลาที่ท่านกำลังให้ศีลให้พรพวกเราด้วย คุณยายสมบูรณ์ กับคุณตาจันทร์ อยู่บ้าน เดี ย วกั น กั บ พี่ ส าวอี ก คนหนึ่ ง ของคุ ณ ตาจั น ทร์ ทุกท่านมีอายุคนละกว่า ๘๐ ปี แต่ยังทำงานเลี้ยง ชีพได้อย่างแคล่วคล่อง ทุกบ่ายคุณยายทั้งสอง และคุณตาจะขับรถกระบะเก่าๆ ออกไปขายของ ตามสถานทีต่ า่ งๆ คุณยายคุณตาเล่าว่า มีลกู หลาน หลายคนต่ า งเล่ า เรี ย นกั น สู ง ๆ มี ง านทำเป็ น หลักแหล่ง ลูกบางคนเป็นข้าราชการแต่ไม่ค่อยได้ กลับมาบ้าน นอกจากวันปีใหม่ วันสงกรานต์เท่านัน้ ที่บ้านหลังนี้ผู้สูงอายุทั้ง ๓ ท่านจึงต่างดูแลพึ่งพา กันเองตามลำพัง ชุ ม ชนบ้ า นน้ อ ยทุ่ ง สว่ า งเป็ น ชุ ม ชนข้ า ง โรงเรียน มีผสู้ งู อายุเท่าทีส่ ำรวจได้ประมาณ ๖๒ คน

ผูส้ งู อายุทมี่ อี ายุนอ้ ยทีส่ ดุ มีอายุ ๖๒ ปี และทีม่ อี ายุ มากที่สุดคือคุณยายเหรียญ อายุ ๙๔ ปี โดยเฉลี่ย ผู้สูงอายุในชุมชนนี้มีอายุ ๗๕ ปี ส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนเก่าแก่ของตำบลจันทึกตั้งแต่ครั้งที่น้ำยัง ไม่ท่วม และโดยมากเคยทำงานอยู่ในคลังแสง นอกนั้นหลายท่านเคยเป็นคนงานในโรงงานทอ กระสอบ ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นโรงงานที่ทันสมัย มากและรุ่งเรือง บั้นปลายชีวิตของผู้สูงอายุที่บ้าน น้อยทุง่ สว่างนี้ จึงมักจะเป็นข้าราชการบำนาญบ้าง เป็นพ่อค้าแม่คา้ ขายของเล็กๆ น้อยๆ บ้าง รับจ้างบ้าง และมี อี ก จำนวนไม่ น้ อ ยที่ ท่ า นนั่ ง กิ น นอนกิ น อันเนื่องด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วยและด้วยความ ชราภาพ บ่ า ยวั น นั้ น เป็ น วั น พฤหั ส บดี ก ลางเดื อ น กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๓ เป็นวันทีม่ แี ดดจัดและอากาศ ร้อนมาก พวกเราจากชมรมจิตอาสามือสมัครเล่น ของโรงเรียนซึ่งมีคุณครู ผอ. คุณครูประจำชั้นและ


น้องๆ ชั้น ป.๑ ป.๒ จนถึงพี่ ม.๓ ต่างพากันเดิน แถวฝ่าเปลวแดดแยกย้ายกันเข้าไปในชุมชน มุ่ง ตรงไปยังบ้านของผู้สูงอายุแต่ละท่านพร้อมกับคุณ หมอและคณะเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบล (เดิมเป็นศูนย์แพทย์ชุมชน) ตามที่ ได้นัดหมายไว้ ในบรรดาผู้สูงอายุของชุมชนแห่งนี้เกือบ ทัง้ หมดจะเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบล ดังนัน้ คุณหมอและเจ้าหน้าทีข่ องโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลจึงรู้จักผู้สูงอายุในชุมชน ทุกคน รูว้ า่ ใครเป็นใคร อยูท่ ไี่ หน มีสขุ ภาพอนามัย ดีร้ายอย่างไร และเป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้โรงเรียน มาทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ คุณหมอได้มาชวนให้โรงเรียนส่งนักเรียนไปร่วม โครงการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุในชุมชน ทางโรงเรียน จึงได้ส่งนักเรียนจิตอาสาจำนวนหนึ่งพร้อมกับ คุณครูให้ไปเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุร่วมกับคุณหมอ

หลวงพ่ อ พุ ท ธทาสสอนว่ า ความกตั ญ ญู ช่วยให้สังคมมีความสุข ทำให้มนุษย์อยู่ร่วม กั น อย่ า งสั น ติ เพราะว่ า ถ้ า ใครก็ ต ามที่ รู้ จั ก กตั ญ ญู ต่ อ ผู้ อื่ น หรื อ แม้ แ ต่ ก ตั ญ ญู ต่ อ สิ่ ง ต่างๆ ด้วยความรู้คุณ ใครๆ ที่ว่านั้นก็จะไม่มี ทางทำอะไรในทางที่ร้ายได้ ในปีเดียวกันนั้นทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้คัดเลือกและส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนของ เราเป็นโรงเรียนแกนนำโรงเรียนวิถีพุทธ และได้ เข้าร่วมโครงการโรงเรียนคุณธรรมชัน้ นำในปีตอ่ มา ปี ๒๕๕๑ โรงเรี ย นได้ รั บ รางวั ล ดี เ ยี่ ย ม จากการประกวดโครงงานเยาวชนไทยทำดีถวาย ในหลวง จากสำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา มีหวั ข้อ โครงงานชื่อ “เยาวชนไทยใส่ใจผู้สูงอายุ” ในปีนี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้เสนอแนะ และเปิดโอกาสให้โรงเรียนส่งนักเรียนจิตอาสาไป ช่วยดูแลผู้สูงอายุในวันพฤหัสบดีที่โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกสัปดาห์ ด้วยเป็นวันที่ คุ ณ หมอนั ด ตรวจผู้ สู ง อายุ ก ลุ่ ม ที่ ป่ ว ยเป็ น โรค เบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง งานที่เด็กๆ ไปทำ เช่น ช่วยเจ้าหน้าที่วัดความดันโลหิต ช่วย วัดรอบเอว ชั่งน้ำหนัก ช่วยบันทึกข้อมูลและดูแล ช่วยเหลือผู้สูงอายุในขณะที่กำลังรอรับการตรวจ เป็นต้น คุณหมอเรียกเด็กๆ จิตอาสาเหล่านี้ว่า “คุณหมอน้อยจิตอาสา” ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ โรงเรียนได้รับ เกี ย รติ ใ ห้ เ ข้ า ร่ ว มงานแสดงนิ ท รรศการผลงาน นักเรียน โครงงานคุณธรรม “เยาวชนไทยใส่ใจ ผู้สูงอายุ” ระดับประเทศ ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ พัทยา จังหวัดชลบุรี และนับแต่นน้ั นักเรียนจิตอาสา ตัวน้อยๆ ก็คอ่ ยๆ ขยายผลจากนักเรียนกลุม่ เล็กๆ ที่เป็นแกนนำ ไปสู่แนวคิดที่พยายามจะส่งเสริม ๒๑


บทความดีเด่น

สิ่งไรที่อยู่ ใกล้ตัวคนเรามักมองไม่เห็นคุณค่า เช่นเดียวกับดอกหญ้าและดอกไม้ริมทางที่เรา เหยียบย่ำและเดินผ่านไปมาทุกวี่วัน

ให้นกั เรียนทุกคนเป็นจิตอาสาทีจ่ ะไปดูแลผูส้ งู อายุ อี ก ทั้ ง มี ค วามมุ่ ง มั่ น ตั้ ง ใจว่ า จะบรรจุ กิ จ กรรม “จิตอาสาดูแลผู้สูงอายุ” นี้ ไว้ในหลักสูตรของ โรงเรียนด้วย วันที่จะไปเยี่ยมคุณยายเหรียญ คุณยายปุ้ย คุณยายจันทร์และคุณตาคุณยายท่านอื่นๆ นั้น แม้จะเป็นถิ่นที่คุ้นเคย เด็กๆ ส่วนใหญ่ยังอดที่จะ ตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้ออกไปเดินเล่นในชุมชนทั้งที่ เป็นบ้านช่องของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ไปคราวนี้ มีเพื่อนๆ ไปด้วยมากมาย มีคุณครูไปด้วย โดย เฉพาะเด็กๆ ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในชุมชนจะรู้สึก ตืน่ เต้นเป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ต่างช่วย กันรักษากติกาเป็นอย่างดี เช่น เดินแถวไปเงียบๆ เป็นระเบียบเรียบร้อย และช่วยกันเก็บขยะในชุมชน ให้ด้วย คุณตาคุณยายใจดีทุกคน บางคนหาก แข็งแรงดีท่านจะออกมาต้อนรับชวนคุยถามไถ่ บางท่านที่เจ็บป่วยเด็กๆ จะไปช่วยบีบนวดให้บ้าง กิจกรรมหลักคือ การให้เด็กออกไปเยี่ยมเยียนให้ คุณตาคุณยายไม่เหงา นอกนั้นก็ช่วยกันทำความ สะอาดรอบบริเวณบ้านบ้างเล็กๆ น้อยๆ หลวงพ่อพุทธทาสสอนว่า ความกตัญญู ช่วยให้สังคมมีความสุข ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกัน อย่างสันติ เพราะว่าถ้าใครก็ตามที่รู้จักกตัญญูต่อ ๒๒

ผู้อื่น หรือแม้แต่กตัญญูต่อสิ่งต่างๆ ด้วยความ รู้คุณ ใครๆ ที่ว่านั้นก็จะไม่มีทางทำอะไรในทางที่ ร้ายได้ มีแต่จะคอยตอบแทนคุณด้วยการเอื้อเฟื้อ เกื้อหนุนอยู่เสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นดินน้ำลมฟ้า หรือบิดามารดา ปู่ย่าตายาย โรงเรี ย นของเราได้ ด ำเนิ น ตามแนวทาง โรงเรียนวิถพี ทุ ธมาแต่ตน้ ก่อนทีค่ ณุ ครู ผอ. จะย้าย มาอยู่ ที่ นี่ เ สี ย อี ก กิ จ กรรมจิ ต อาสาเยี่ ย มบ้ า น ผู้สูงอายุนี้เกิดขึ้นภายหลัง เป็นแนวคิด เป็นแนว ทางหนึ่งในการปลูกฝังให้นักเรียนมีความกตัญญู กตเวทีตอ่ ผูม้ พี ระคุณและต่อสิง่ ต่างๆ ซึง่ ก็ได้ดำเนิน มาต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความมุง่ หวังอยากให้นกั เรียนเป็นเด็กดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความกตัญญู มีความ มุ่งมั่นตั้งใจใฝ่เรียนเพื่อตอบแทนพระคุณของบิดา มารดาครูอาจารย์ ตลอดจนผู้มีพระคุณทั้งหลาย ในสังคม ซึง่ หลายท่านเต็มเปีย่ มไปด้วยความเมตตา กรุณา อยากให้นักเรียนเห็นคุณค่าและรักต้นไม้ที่ ให้ร่มเงา ให้ลมหายใจแก่เราทุกวี่วันและตลอด เวลา อยากให้นักเรียนรักแม่น้ำลำธารที่เราได้ใช้ ประโยชน์มานับมิถ้วนนานมาแต่ครั้งปู่ย่า อยาก ให้นักเรียนรักธรรมชาติเพราะเราทุกคนเป็นส่วน หนึง่ ของธรรมชาติ และอยากให้นกั เรียนรักโรงเรียน รักชุมชนของตน รักเพื่อนพ้อง ให้พี่ดูแลน้อง น้อง เคารพพี่ ให้มีความภูมิใจในความเป็นเรา และ ช่วยกันทำให้ชุมชนผาสุกร่มเย็น โลกทุกวันนี้วุ่นวายเพราะผู้คนไม่กตัญญู ต่อกันและไม่กตัญญูต่อธรรมชาติดังที่หลวงพ่อ สอน กิจกรรมนักเรียนจิตอาสาเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ มีแนวคิดที่จะปลูกฝังให้นักเรียนมีจิตสำนึกและ เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุหรือปู่ย่าตายายทั้งหลาย


เยี่ ย มบ้ า นคุ ณ ยายปุ้ ย ยาสูงเนิน อายุ ๗๗ ปี ท่านป่วยเป็นอัมพฤกษ์

ซึง่ ถือว่าเป็นผูม้ บี ทบาทสำคัญต่อเด็กๆ ในปัจจุบนั หลายท่านเป็นทั้งพ่อและแม่ของเด็กๆ หลายท่าน รับภาระต้องเลี้ยงดูลูกหลานทั้งที่อายุก็มาก หลาย ท่านมีชีวิตอยู่ลำพังคนเดียวไม่มีใครดูแล ท่านมี ชีวิตอยู่และยังชีพด้วยเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือน ละไม่กี่ร้อยบาท ตัวอย่างคุณยายท่านหนึ่งอายุเจ็ดสิบกว่า อยู่กับหลานสาวตัวเล็กๆ เดินเหินไปที่ใดก็ไม่ สะดวก ท่านได้แต่ลุกนั่งหรือคลานไปมาอยู่ใน กระท่อมแคบๆ เท่านั้น แม่ของเด็กมีสามีใหม่ มี ที่อยู่และทำงานไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง คุณตาท่านหนึ่งเดิมทีมีอาชีพเป็นยามเฝ้า โรงงาน คุณยายขายของเล็กๆ น้อยๆ ในตลาดสด เช่ า ห้ อ งแถวเล็ ก ๆ อยู่เลี้ยงหลานอีกห้าหกคน ปัจจุบันท่านเกษียณอายุแล้ว สิ่ ง ใดที่ อ ยู่ ใ กล้ ตั ว คนเรามั ก มองไม่ เ ห็ น คุณค่า เช่นเดียวกับดอกหญ้าและดอกไม้ริมทางที่ เราเหยียบย่ำและเดินผ่านไปมาทุกวี่วัน ชมรมจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุอยากให้เด็กๆ ไปเยี่ยมคุณตาคุณยายบ้านอื่นแล้วหันกลับมาดูที่ บ้านของตนเอง ว่าเราได้ดูแลปู่ย่าตายายที่อยู่กับ เราทุกวันอย่างไร อยากให้เด็กๆ รักปู่ย่าตายายที่ บ้าน หรือใครทีม่ คี ณุ พ่อคุณแม่กอ็ ยากให้รกั คุณพ่อ

คุณแม่ให้มาก อยากให้ผู้สูงอายุทุกท่านได้รับการ ดูแลและมีความสุขเช่นเดียวกับคุณยายเหรียญ ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้ริม ทางโลกนี้จะสวยสดงดงามได้อย่างไร เสมือนเรา ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวฉันนั้น ก่อนจะลาคุณตาคุณยายทุกๆ ท่านกลับ ในวันนั้น คุณครู ผอ. คุณครูประจำชั้น นักเรียน และคุณหมอต่างพร้อมใจกันกราบคุณตาคุณยาย ทุกคนที่ได้ไปเยี่ยม ทุกท่านจะให้ศีลให้พรคล้ายๆ กัน มีคุณยายเหรียญท่านเดียวที่ให้พรไม่เหมือน ท่านอื่น คำอำนวยอวยพรของท่ า นแฝงไว้ ด้ ว ย ภูมิปัญญาอย่างเต็มเปี่ยม “ขอให้ ลู ก ให้ ห ลานทุ ก คนอยู่ เ ย็ น เป็ น สุ ข มีความเจริญ ทำน้อยก็ได้นอ้ ย ทำมากก็ได้มาก”

๒๓


บทความดีเด่น

ภาคกลาง-ตะวันออก ตราด

วิถีพุทธ

วิถีทางแห่งปัญญา

พัฒนาตั้งแต่ยังเล็กๆ

เรื่อง คีระคิน ทรายะลินลดากร โรงเรียน บ้านคลองมะนาว ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

ความสุขแท้อยู่หนใดบนโลกนี้ ตามค้นหาทุกที่ทุกสถาน หาลาภยศมากมายมาเนิ่นนาน ก็มิอาจพบพานความสุขจริง นับตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาเป็นครูอนุบาลของ เด็กๆ โรงเรียนบ้านคลองมะนาว จังหวัดตราด ผมได้เรียนรูอ้ ะไรต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการอยู่ อย่างมีความสุขด้วยวิถแี ห่งธรรมของพระพุทธองค์ ผมไม่คาดคิดว่าจะได้พลัดพรากจากบ้านมาอยู่ ไกลถึงขนาดนี้ ด้วยความเมตตาของท่านอาจารย์ ทำให้ผมได้มาพักอาศัยอยูท่ ว่ี ดั คลองมะนาว แม้จะ ไม่ มี บ้ า นพั ก ครู แ ต่ ผ มก็ อ ยู่ ไ ด้ ผมคิ ด เสมอว่ า ไม่ว่าเราจะอยู่แห่งไหนตราบใดที่เรายังหายใจได้ เราก็สามารถจะอยูเ่ พือ่ พัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ สิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ได้เสมอ โรงเรียนแห่งนี้นับว่าเป็นโรงเรียนที่น่าอยู่ มาก เพราะครูทุกคนอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัว เป็นพี่เป็นน้องกัน มีวัฒนธรรมที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูล รับฟัง เข้าใจ ด้วยความรักและและจริงใจ ซึง่ จริงๆ แล้วทุกสังคมก็เป็นสังคมแห่งความสุขได้ เพราะ สังคมแห่งความสุขนั้นเกิดมาจากสมาชิกทุกคน ช่วยกันทำให้เกิดขึ้นจริง ผมเป็นผู้ชายเพียงไม่กี่คนที่เลือกมาเรียน ด้านการศึกษาปฐมวัย ผมคิดว่าการพัฒนามนุษย์ ควรเริม่ ต้นตัง้ แต่เริม่ ปฏิสนธิและคลอดออกมาจาก ท้องแม่เป็นเด็กตัวน้อยๆ หายใจได้ บางคนอาจ คิดว่าการสอนเด็กเล็กนั้นไม่ต้องใส่ใจอะไรมาก

๒๔

จะสอนอะไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้ว วัยนี้เป็นรากฐาน สำคัญของชีวิตเลยทีเดียว เพราะการพัฒนาเด็กๆ ก็เหมือนการปลูกต้นไม้ทตี่ อ้ งอาศัยการบำรุงรักษา ให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่แรกเริ่ม หากดูแลไม่ดี ไม่รวู้ ธิ ดี แู ลรักษา ต้นไม้นนั้ ก็อาจอ่อนแอถูกทำลาย หรือล้มตายลงไปได้ ครูจึงมีหน้าที่สำคัญในการ เป็นผู้ดูแลต้นไม้แห่งความฝันที่จะเติบโตขึ้นไปเป็น พลังอันยิง่ ใหญ่ทจ่ ี ะสร้างสรรค์สง่ ิ ต่างๆ ให้กบั โลก ผมได้นำหลักธรรมของพระพุทธองค์ตาม วิถีพุทธมาพัฒนาเด็กอนุบาลให้เข้าใจถึงความจริง ความดี ความงามของสรรพสิง่ ทัง้ หลาย โดยฝึกฝน ให้เด็กๆ รูจ้ กั สังเกต คิดพิจารณาสิง่ ต่างๆ ทีเ่ กิดขึน้


อยู่เสมอ ฝึกคิดใคร่ครวญถึงความเป็นมาเป็นไป ของสรรพสิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นประโยชน์และโทษที่ จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ผู้คนรอบข้าง และสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ฝึกกิน อยู่ ดู ฟังเป็น ฝึกคิดหาวิธี จะทำให้สังคมน่าอยู่และสงบสุข เริ่มต้นจากห้อง เรียน โรงเรียน และครอบครัว ฝึกเอาใจเขามา ใส่ใจเรา อย่าทอดทิ้งใครไป หรือรังเกียจใคร ไม่ ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ก็ควรให้โอกาสเขาในการ พัฒนาตน เพราะไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์พร้อมทุก อย่าง เมื่อเด็กมีทัศนคติที่กว้างไกล ฝึกมองสิ่ง ต่างๆ ด้วยปัญญาตามวิถีพุทธแล้ว วัฒนธรรม แห่งความสุขก็จะเริ่มต้นได้จากห้องทดลองเล็กๆ อันมหัศจรรย์ของเราเอง โรงเรียนของผมตั้งอยู่เนินเขาบรรทัดที่กั้น อยู่ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ห้อง เรี ย นอนุ บ าลของผมก็ เ ป็ น ห้ อ งสี่ เ หลี่ ย มเหมื อ น โรงเรียนรัฐบาลทั่วๆ ไป ผมคิดว่าผมจะจัดห้อง เรียนอย่างไรดี ให้เด็กๆ รู้สึกอบอุ่นและมีความ สุขสอดคล้องกับวัฒนธรรมวิถีพุทธ ผมจึงเริ่มต้น จัดสภาพแวดล้อมให้เหมือนบ้าน มีกิจกรรมและ มุมต่างๆ ของห้องเรียนที่ส่งเสริมวัฒนธรรมวิถี พุทธ ที่ให้เด็กๆ ได้เข้าไปเรียนรู้ โดยให้เด็กๆ ได้ สัมผัสและเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขามีก่อน หมู่บ้านคลองมะนาวเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ ริมทะเล เด็กๆ ที่นี่จึงผูกพันกับท้องทะเลมาก ผมจึงนำสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในหมู่บ้านมา บูรณาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ของเล่นต่างๆ ภายในห้องได้มาจากผลิตผลตาม ธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน ลูกสน ลูกตีนเป็ด ท่อน ไม้เล็กๆ เป็นต้น ผมนำของเล่นเหล่านี้มาสอนให้ เด็กๆ รู้จักคุณค่าของการเกิดมาของสิ่งต่างๆ อยู่ เสมอ เพราะกว่าเขาจะเกิดมาได้ และเสียสละมา ให้เราได้เล่นได้เรียนรู้ เขามีพระคุณกับเรา เรา ต้องขอบคุณและดูแลรักษาเขาให้ดี เด็กก็จะเริ่ม ซึมซับถึงความรักความเมตตาและทะนุถนอมสิง่ ของ ต่างๆ มากขึ้น ในวันหยุดหรือหลังเลิกเรียนผมมักจะพา เด็กๆ ไปเดินสำรวจชายทะเล หากพบขยะก็ชว่ ยกัน

เพราะไม่มี ใครเกิดมาสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง เมือ่ เด็กมีทศั นคติทก่ี ว้างไกล ฝึกมองสิง่ ต่างๆ ด้วยปัญญาตามวิถีพุทธแล้ว วัฒนธรรมแห่ง ความสุขก็จะเริ่มต้นได้จากห้องทดลองเล็กๆ อันมหัศจรรย์ของเราเอง

เก็บใส่ถุงไปทิ้ง หากพบเปลือกหอยที่พัดมาตาย ตามชายหาดก็จะนำมาทำเป็นสื่อการเรียนการ สอนในห้องเรียนอยู่เสมอ เด็กๆ จึงเล่นกันอย่างมี ความสุข เพราะสื่อต่างๆ ในห้องเป็นของที่เรา ช่วยกันเก็บและประดิษฐ์ขึ้นมาเอง กิจกรรมวัฒนธรรมวิถีพุทธที่ผมได้นำมา จัดในห้องเรียนเล็กๆ ให้เด็กๆ ได้ฝึกฝนและเรียน รู้มีมากมาย เช่น การวนเทียนแห่งปัญญา การฝึก คิดถึงและเข้าใจผู้อื่น การฟังธรรม การฟังนิทาน แห่งธรรม การฝึกนั่งสมาธิ การร้องเพลงธรรมะ กิ จ กรรมเดิ น ตามเส้ น ทางแห่ ง ธรรมนำปั ญ ญา นอกจากนี้ยังมีโครงการเด็กดีวิถีพุทธที่มอบหมาย ให้ เ ด็ ก ๆ ทุ ก คนช่ ว ยกั น สอดส่ อ งดู แ ลเพื่ อ นๆ รวมถึงพี่น้องของเราเป็นให้เด็กดี รักและเมตตา ต่อผู้อื่นอีกด้วย เมื่อครั้งที่ผมได้สูญเสียยายที่ผมรักไป ผม ได้นำเรื่องความตายมาสอนเด็กๆ เด็กๆ ให้ความ สนใจอย่างมาก ถามผมว่าทำไมยายถึงตาย ผม บอกเด็กๆ ว่า ความตายเป็นของธรรมดา คนเรา เกิดมาต้องตายทุกคน เราต้องทำความดีไว้ หาก เราทำความดีจะได้ขึ้นไปเป็นนางฟ้าเทวดาบน สวรรค์ มีความสุข และหากทำชั่วมากจะตกลงไป นรก อยู่อย่างทุกข์ทรมาน ผมได้เล่าถึงว่านรก สวรรค์เป็นอย่างไร เด็กๆ ตื่นเต้น พูดคุยและ ซักถามสิ่งต่างๆ มากมาย ผมฟังแล้วก็ประทับใจ ๒๕


บทความดีเด่น

อย่างตั้งใจ พอไปถึงน้องแบมบอกว่า “ขอให้ครู ก้อนหินไปสวรรค์ค่ะ” เด็กๆ พากันหัวเราะเพราะ น้องแบมบอกอธิษฐานให้ผมไปสวรรค์ ความตาย น้องมังคุด “ถ้าคนทำความดีเขาไปขึ้นสวรรค์ ให้อะไรเรามากจริงๆ เพราะทำให้เรารู้ว่ามันมี เกิดขึน้ ตัง้ อยู่ และดับไป ความตายก็สอนคุณธรรม แล้วเวลามาเกิด ตกลงมาไม่ขาหักหรือครับ” เด็กๆ ได้อย่างนีน้ เ่ี อง ขอบคุณยายทีเ่ ฝ้าเลีย้ งดูผม หลานกำพร้าของยาย จนทำให้ผมได้มาสอนธรรมะ เด็กๆ อนุบาลในวันนี้ เราสามารถสัมผัสความสุขได้จากการเรียน รู้ธรรมะ เพราะธรรมะคือธรรมชาติ มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป เราจึงเรียนรู้ธรรมะได้จากทุกๆ อย่าง ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรือทำอาชีพอะไรก็สามารถ ฝึกปฏิบัติธรรมได้ตลอดเวลา การเป็นครูจึงเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ เพราะ ไม่เพียงแต่พัฒนาเด็กอย่างเดียวเท่านั้น แต่ครูยัง เป็นผู้ที่เรียนรู้และพัฒนาตนเองด้วย เด็กตัวเล็กๆ ให้อะไรเรามาก เราต้องขอบคุณเขาหลายๆ อย่าง เพราะนอกจากเราจะได้ฝึกฝนอบรมให้เขาได้เป็น คนดี คนเก่ง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข แล้ว เด็กๆ เองก็กำลังสอนธรรมะให้กับเราเช่น เดียวกัน น้องบิว “ทำไมยมทูตไม่มเี มีย มีลกู ละครับ” วัฒนธรรมวิถีพุทธจะสำเร็จสอดคล้องเป็น หนึ่งเดียวอย่างแท้จริงได้เมื่อทุกๆ ส่วนของสังคม น้องแน็ก “นรกมีจริงๆ ครับ” ช่วยกันอย่างจริงจังและจริงใจ เริ่มต้นจากตัวเรา น้องนุ่น “หนูอยากอยู่สวรรค์ค่ะ” น้องบิว “นรกกับสวรรค์หา่ งไกลมากนะครับ” ห้องเรียนเล็กๆ โรงเรียน ครอบครัวของเรา ขยายไป น้องช๊อป “เดี๋ยวใครขโมยของคนอื่นก็ตก ให้มากขึ้นๆ แล้วสังคมของเราก็จะน่าอยู่ เด็กและ เยาวชนก็จะเติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่า และเมื่อเรา นรก มีไฟเผาด้วย” น้องมังคุด “ทำไมยมทูตต้องลงโทษคนอื่น มาช่วยกันคิดดี ทำดี พูดดีแล้ว ความสุขก็จะ ด้วยละครับ แล้วยังงี้ยมทูตไม่ตกนรกหรือครับ” กระจายไปยังหัวใจของเราทุกๆ คนได้อย่างแน่นอน น้องการ์ฟวิ “เค้าเอายายไปทิง้ ทีไ่ ฟหรือครับ” ความสุขนั้นเกิดได้ที่ใจหนอ น้องเพลง “หนูอยากเป็นนางฟ้าค่ะ” น้องบิว “ลุงฟัน่ ของหนูทำความชัว่ ลงนรกครับ” สุขที่ใจรู้จักพอไม่โลภหลง สุขที่ได้สร้างประโยชน์ด้วยซื่อตรง น้องหนูนา “หนูอยากเป็นเด็กดีค่ะ” น้ อ งมั ง คุ ด “ถ้ า คนทำความดี เ ขาไปขึ้ น วิถีพุทธแห่งพระพุทธองค์พาสุขเอย สวรรค์ แล้วเวลามาเกิด ตกลงมาไม่ขาหักหรือครับ” จากนั้นผมให้เด็กๆ ทำกิจกรรมวนเทียน แล้วอธิษฐานถึงคุณยายว่า “ขอให้คุณยายของคุณ ครูก้อนหินไปสวรรค์ครับ/ค่ะ” เด็กๆ อธิษฐาน ๒๖


ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน สุพรรณบุรี เขต ๓

เปิดหู เปิดตา เปิดใจ อะไรๆ ก็ง่าย

โรงเรี ย นบ้ า นหนองจิ ก ยาวของเราเป็ น โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนเพียง ๖๕ คน ครู ๗ คน เท่านัน้ แต่ทกุ วันฉันในฐานะครูใหญ่ ทุกคน มักเรียกฉันอย่างนี้ ซึ่งฟังแล้วอิ่มเอมกว่าคำว่า ผู้อำนวยการเป็นไหนๆ ต้องหนักใจทุกวันเมื่อมอง เห็ น ขยะชิ้ น เล็ ก ชิ้นน้อยเกลื่อนกลาดในช่วงพัก กลางวัน เมื่อมองดูในถังขยะซึ่งโรงเรียนได้จำกัด ให้มีอยู่จุดเดียวคือที่โรงอาหารแล้วก็ต้องถอนใจ สารพัดถุงพลาสติก แก้ว หลอด ฯลฯ ลองกะดู ด้วยสายตาและสังเกตการทิ้งขยะของนักเรียน คนหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕ ชิ้น รวมๆ แล้ว ๓๐๐ กว่า ชิ้นโดยประมาณ ก่อนเข้าชั้นเรียนตอนบ่ายก็ต้อง ระดมกำลังนักเรียนเก็บกันทุกวัน เราทำอะไรได้ มากกว่านี้ไหม ในฐานะผู้นำ ฉันลองถามนักเรียนและครูว่าขยะมันมา จากไหน ทุกคนตอบคล้ายๆ กันว่าจากแม่ค้า ฉันเข้มงวดกับของที่แม่ค้านำมาขาย โดยบอกว่า ให้ขายของที่ไม่เป็นขยะ ขอร้องไม่ให้ขายของเล่น พอเราห้ามสิ่งโน้น ก็เปลี่ยนเป็นอันนี้ พอครูไปดูก็ แอบก็ซ่อน นอกจากนั้นก็เข้มงวดกับครูเวร ซึ่งก็ สะอาดเป็นบางวัน มันเกิดอะไรขึ้น ก็โรงเรียนของ เราทุกคนไม่ใช่หรือ ไม่ใช่โรงเรียนของครูใหญ่นะ ทำไม่ไม่คิดเหมือนเรา หรือว่าฉันพูดอะไรที่เขา ไม่เข้าใจ สั่งห้ามแม่ค้ามาขายเลยดีไหม ก็ฉันมัน ครูใหญ่นี่ แล้วถ้าครูว่า แม่ค้าบ่น ชาวบ้านมา โวยวายว่าลูกเขาไม่มีขนมกิน ทำอย่างไรล่ะ เมื่อ คิดไม่ออก ฉันก็เลยทำเรือ่ งอืน่ แล้วมันก็เป็นปัญหา ที่ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เหมื อ นฟ้ า เบิ ก ทางสวรรค์ วั น หนึ่ ง เจอ หนังสือเล่มหนึ่งของ ดร.วรพัฒน์ ภู่เจริญ เขาเป็น

เมื่อสติมา ปัญญาก็เกิด เออหนอ ถ้าเราพูด และฟังกันด้วยใจ เข้าใจความต้องการของกัน และกัน เราน่าจะทำอะไรได้ง่ายๆ ใครไม่เคยรู้จัก อ่านไปเรื่อย มีการพูดถึงองค์กร แห่งการเรียนรู้ การเปลีย่ นแปลงองค์กร และมีคำว่า เราต้องเปิดหู คือ ฟังกันอย่างลึกซึ้ง เปิดตา ดู ด้วยความเข้าใจ และเปิดใจ รับความคิดเห็นของ ทุกคน เหมือนจะได้อะไรแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ มีโอกาสได้ไปอบรมจิตตปัญญา ได้เรียนรู้การใช้ สุนทรียสนทนา การฟังอย่างลึกซึง้ (Deep listening) ความคิดเห็นของทุกคนมีค่าไม่ต้องตัดสินว่าของ ใครถูกใครผิด ไม่ต้องสรุป หรือโหวต การใช้เวลา ในการใคร่ครวญปัญหาต่างๆ การฝึกสติ การอยู่ ร่ ว มกั น อย่ า งเข้ า ใจ เข้ า ถึ ง มี ค วามเบาสบาย ไม่อึดอัด

เรื่อง วชิรา แสนโกศิก โรงเรียน บ้านหนองจิกยาว ต.หนองโพธิ์ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี

๒๗


บทความดีเด่น

และเมื่ อ สติ ม า ปั ญ ญาก็ เ กิ ด เออหนอ ถ้าเราพูดและฟังกันด้วยใจ เข้าใจความต้องการ ของกันและกัน เราน่าจะทำอะไรได้ง่ายๆ และ เหมือนโชคเข้าข้าง โรงเรียนได้รับงบบริจาคจาก ชาวญี่ปุ่นผู้ใจดีท่านหนึ่ง ให้ต่อเติมห้องครัวจาก โรงอาหารซึ่งเดิมแม่ค้าปรุงอาหารมาจากบ้านแล้ว นำมาขายในโรงเรียน ฉันก็นำกิจกรรม สุนทรีย สนทนามาใช้กับครู ว่าเราแก้ปัญหาขยะและการ ขายอาหารของแม่คา้ อย่างไรดี โดยใช้การพูดทีละคน ทุกคนต้องพูดโดยถือก้อนหินรับฟัง เมื่อพูดจบ ให้วางก้อนหินลงกลางวงสนทนา ส่วนคนอื่นๆ ฟังอย่างตั้งใจไม่พูดแทรก ไม่ถาม และสบตา ผูพ้ ดู หากใครพร้อมให้หยิบก้อนหินมาถือไว้แล้วพูด ฉันรู้สึกประทับใจมาก บางคนไม่เคยแสดงความ คิดเห็นในที่ประชุม ซึ่งฉันอาจไม่เคยถามเขา พูด ตัดบทกลัวเกิดความขัดแย้ง เสียเวลา อะไรอีก หลายสาเหตุ และวันนี้ทุกคนพูด ทุกคนฟัง ไม่มี การสรุป ไม่มีการตัดสิน ความคิดเห็นทุกคนมี ความหมายเท่าเทียม และคำตอบในการแก้ปญั หาก็ อยู่ในตัวของมันเอง และความคิดเราก็คล้ายๆ กันคือ ไม่ต้องมีแม่ค้าในโรงเรียน ให้จ้างแม่ครัว ไม่ต้องมีของขาย จะได้ไม่มีขยะ โดยโรงเรียนจัด ให้มีทั้งขนมไทยและผลไม้ ๒๘

ฉันใช้วิธีการนี้ในการพูดคุยกับผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา นักเรียน ซึ่งบรรยากาศเต็ม ไปด้วยความถ้อยทีถอ้ ยอาศัย ยิม้ แย้ม เข้าอกเข้าใจ และขอความร่วมมือให้นักเรียนบริจาคคนละ ๑๐ บาทต่ อ วั น ทุ ก คนก็ ใ ห้ ค วามร่ ว มมื อ อย่ า งดี ยิ่ ง นอกจากนี้ยังมีผู้ปกครองที่ว่างมาช่วยทำอาหาร และนักเรียนที่เป็นแม่ครัวอาสาวันละ ๓ คนใน ช่วงเวลา ๑๑.๐๐ น. ทุกวันนี้ผู้ปกครองชมเชยการ เปลี่ยนแปลงของโรงเรียนเป็นอย่างมาก นักเรียน อิ่มท้องและไม่ขาดเรียน เฝ้ารอวันที่ตัวเองจะได้ มาเป็นผู้ช่วยแม่ครัว โรงเรียนไม่มีขยะ เศษอาหาร เหลือน้อยมาก ไม่มีเด็กปวดท้อง ไม่มีเงินหาย เพราะไม่ได้นำเงินมาซือ้ ขนม ไม่ตอ้ งรีบรับประทาน อาหารเพื่อไปซื้อขนม เด็กรู้จักรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ รู้จักผลไม้ ทุกวันเวลาเที่ยง นักเรียนของเราจะเข้า แถวมารับถาดอาหาร นั่งอย่างเป็นระเบียบพนม มือเมื่อได้ยินสัญญาณระฆัง ก็จะพูดพร้อมกันว่า “ขอขอบคุณคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู แม่ครัว ทีท่ ำให้ เรามีอาหารรับประทานในมื้อนี้ ข้าพเจ้าขอสัญญา ว่ า จะรั บ ประทานอย่ า งพอดี ไม่ ดั ง ไม่ เ หลื อ ไม่หก อาหารกลางวันวันนี้คือ Today lunch is rice and curry…the fruit is apple...the sweet is…ลอดช่อง…” เมื่อผู้ปกครองมาดูก็จะยิ้ม ฉันก็ ยิ้ม คุณครูก็ยิ้ม ก็มันปลื้มกับการเปลี่ยนแปลงของ โรงเรียน และนี่คือบทพิสูจน์ว่าฉันได้เดินมาถูก ทางแล้ว ต่อไปนีฉ้ นั จะไม่ยอ่ ท้อต่อการแก้ปญั หาใดๆ ในโรงเรียนอีกแล้ว เพราะฉันค้นพบแล้วว่าการ เปิดหู เปิดตา เปิดใจ อะไรๆ ก็จริงๆ


ภาคใต้ตอนล่าง สงขลา เขต ๒

ใจสู้ ไม่ท้อ

แม้หนูพิการ

ในชีวิตของคนเราจะมีใครรู้ว่าจะมีอะไร เกิดขึ้นกับเราบ้างในระหว่างที่เราใช้ชีวิต คงไม่มี ใครรูเ้ หตุการณ์ลว่ งหน้าว่าเราจะเป็นอย่างไร ทำงาน อะไร แต่ตัวเรารู้อยู่เสมอว่าเราก็ใช้ชีวิตเหมือนๆ กับคนทั่วไป มีความต้องการเหมือนกับทุกคน ไม่วา่ จะอยูใ่ นชุมชน ในโรงเรียน เราทุกคนก็มคี วาม อยากได้อยากมีเหมือนกันกับคนทั่วไป สิ่งที่เรา อยากได้ ทุกคนก็อยากได้ สิ่งที่เราอยากมี ทุกคน ก็อยากมีเช่นกัน แต่วันหนึ่งใครจะรู้ว่าจะมีเรื่องอะไรร้ายๆ เกิดขึ้นกับตัวเราบ้าง หากสิ่งนั้นไม่เกิดกับตัวเรา เองเราก็คงไม่รู้สึกถึงความเศร้า ความเสียใจ เรา ทุกคนคงไม่อยากมีชีวิตโดยเป็นภาระของใคร เรา อยากที่จะช่วยเหลือตนเองได้เหมือนกับทุกคน ถึงแม้ว่าบางอย่างเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มันเหมือนเวรกรรมที่ติดตัวเรามาไม่สามารถที่จะ หลีกหนีพ้น เราเคยมีอะไรเหมือนกับคนอื่นๆ มี ร่างกายที่ปกติสมบูรณ์ครบทุกประการ แต่แล้ว ความปกติก็กลับไม่ปกติ ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่

เหมือนเดิมอีกแล้ว และเมื่อไรที่เราจะกลับมา เบิกบานได้อีกครั้ง เมื่อไรที่เราจะกลับมามีชีวิต ปกติเหมือนกับคนอื่นๆ คงไม่มีใครตอบเราได้ นอกจากตัวของเราและกำลังใจจากคนที่รักเรา น้องเปิ้ล เป็นนักเรียนโรงเรียนบ้านควน ดินแดง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา อายุ ๑๐ ปี ชีวิตของน้องเปิ้ลเมื่อก่อนก็ปกติเหมือนกับคนอื่นๆ สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี เรียนหนังสือเข้าโรงเรียน เหมือนๆ กับคนอื่นในวัยเดียวกัน แต่ที่น้องเปิ้ล ไม่ เ หมื อ นกั บ คนอื่ น ๆ คื อ น้ อ งเปิ้ ล มี ร่ า งกายที่ ไม่ปกติ ขาของน้องเปิ้ลผิดปกติ แต่ความผิดปกติ นี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิด ตอนน้องเปิ้ลเกิดน้องเปิ้ลก็ มีรา่ งกายทีป่ กติเหมือนกับเด็กคนอืน่ ๆ วิง่ เล่นซุกซน เหมือนกับเด็กทั่วๆ ไป แต่ความสุขของน้องเปิ้ลก็ มีได้ไม่นาน ขณะนั้นน้องเปิ้ลเรียนอยู่ชั้น ป.๓ วันหนึ่งคุณแม่พาน้องเปิ้ลนั่งรถจักรยานยนต์ไปทำ ธุระและเกิดอุบัติเหตุทำให้น้องเปิ้ลหล่นลงจากรถ จักรยานยนต์ ทำให้ขาข้างขวาพลิกเสียรูป การ เดินของน้องเปิ้ลก็เลยผิดปกติไปด้วย ไม่สามารถ

เรื่อง บุญญาพร จอกถม โรงเรียน บ้านควนดินแดง ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

๒๙


บทความดีเด่น

ที่จะเดินแบบคนอื่นๆ ได้ เท้าข้างขวาจะต้องเดิน ด้วยหลังเท้า การเดินช้าลง วิ่งไม่ได้ จากอุบัติเหตุ ในครั้งนั้นทำให้น้องเปิ้ลเปลี่ยนไป จากคนที่เคย ร่าเริงแจ่มใส พุดคุยสนุกสนานก็ไม่มอี กี แล้ว จากคน ที่หน้าตาน่ารัก ก็หน้าบึ้งทั้งวัน กลายเป็นคนขี้แย เอาแต่ใจ ชอบอยูค่ นเดียว เข้ากับเพือ่ นๆ ไม่คอยได้ แยกตัวออกจากกลุม่ เพือ่ น เพราะมีความรู้สึกว่าเรา ไม่เหมือนคนอืน่ ๆ แล้ว น้องเปิล้ จะวิง่ เล่นเหมือนกับ คนอื่นๆ ไม่ได้ เพื่อนๆ ในห้องเรียนก็ไม่เข้าใจ ความรู้สึกของน้องเปิ้ล ชอบตำหนิเวลาน้องเปิ้ล ไม่ช่วยทำงาน ไม่ทำความสะอาดห้องเรียน และ ทุกครั้งที่ถูกเพื่อนว่าน้องเปิ้ลก็จะร้องไห้เป็นประจำ การเรียนของน้องเปิล้ ก็แย่ลง จนกระทั่งได้เลื่อนชั้น ขึ้น ป.๔ แต่พฤติกรรมของน้องเปิ้ลก็ยังไม่เปลี่ยน กลับมีพฤติกรรมที่แปลกไปจากเดิมอีก คือเมื่อ เวลาเลิกเรียนหากน้องเปิ้ลไม่เห็นคุณพ่อมารอรับ น้องเปิ้ลก็จะร้องไห้ไม่ยอมหยุดจนกว่าพ่อจะมารับ ไม่ยอมที่จะกลับบ้านกับคนอื่นแม้ว่าคนที่มารับจะ เป็นพี่สาวก็ตาม ต้องเป็นคุณพ่อเท่านั้น เมื่อคุณครูทุกคนได้เห็นพฤติกรรมของน้อง เปิ้ลในวันนั้นจึงลงความเห็นกันว่าต้องช่วยให้น้อง เปิ้ลมีชีวิตที่กลับมาปกติให้ได้ โดยการที่ครูทุกคน จะไม่เข้มงวดกับน้องเปิล้ มาก ให้เรียนแบบสบาย ๆ และพยายามพูดให้เพื่อนในห้องยอมรับน้องเปิ้ล ให้ได้ ไม่ให้เพื่อนว่า หรือดุน้องเปิ้ล ต้องช่วยเหลือ น้องเปิ้ลเวลาทำงาน ไม่ควรให้รับหน้าที่อื่นๆ มาก แม้น้องเปิ้ลไม่ช่วยทำงานก็อย่าตำหนิ เพื่อต้อง การให้น้องเปิ้ลเกิดความสบายใจเมื่อมาโรงเรียน ให้เพื่อนๆ ในห้องคอยช่วยเหลือน้องเปิ้ล เวลามา โรงเรียนก็จะช่วยยกกระเป๋าให้ เวลารับประทาน อาหารก็จะช่วยถือถาดอาหารให้ เพื่อให้น้องเปิ้ล เดินได้สะดวกไม่ต้องกังวลที่จะถือของ ทุกคนใน ห้องเรียนจะช่วยเหลือน้องเปิ้ล จนเกิดเป็นนิสัย เพราะทุกคนเริ่มที่จะเห็นใจน้องเปิ้ล และน้องเปิ้ล ไม่เคยขาดเรียนเลยแม้ว่าน้องเปิ้ลจะมีร่างกายที่ ไม่ปกตินี่ถือว่าเป็นข้อดีของน้องเปิ้ล ในส่วนของคุณครู จะคอยให้กำลังใจน้องเปิล้ ชื่นชมน้องเปิ้ลเสมอเวลาทำกิจกรรมในห้องเรียน ๓๐

แม้ว่ากิจกรรมนั้นจะไม่ดีเท่าไร แต่ก็จะคอยให้ กำลังใจเสมอ ให้ความเอ็นดู คอยปลอบใจเวลาที่ น้องเปิ้ลเสียใจ เอาใจใส่ พูดคุย และคอยดูแลใน เรื่องของจิตใจ กิจกรรมใดที่น้องเปิ้ลทำไม่ได้ก็จะ ไม่ให้ทำ เพียงแต่ให้นั่งดู ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ตอนนี้น้องเปิ้ลได้มี พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ยิ้มไหว้ ทั ก ทายคุ ณ ครู ทุ ก คน หน้ า ตาแจ่ ม ใสเบิ ก บาน มาโรงเรียนอย่างมีความสุขทุกวัน คุณพ่อของ น้องเปิ้ลก็มีความสุขที่ลูกสาวมีท่าทีที่เปลี่ยนไป น้องเปิ้ลตั้งใจเรียนมากขึ้น ทำกิจกรรมกลุ่มร่วม กับเพื่อนๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิม คุณครูหลายคนก็ชม ว่าน้องเปิ้ลน่ารักขึ้นมาก อารมณ์ก็ดีขึ้น เริ่มที่จะ พูดคุยกับคุณครูด้วยแววตาที่สดใส การร้องไห้ ขี้แยก็ลดลง เวลาที่คุณพ่อยังไม่มารับก็สามารถที่ จะคอยได้โดยไม่รอ้ งไห้อกี ถือเป็นสิง่ ทีด่ มี ากสำหรับ นักเรียนคนหนึ่งที่ไม่สามารถอยู่กับเพื่อนๆ ได้ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนในทางที่ดี คุณครูทุกคนต่าง ก็ภูมิใจที่น้องเปิ้ลกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง นี่ก็ เป็นจิตใจของน้องเปิ้ลที่สู้ไม่ถอยแม้ว่าหนูจะพิการ หากใจเข้มแข็งเราก็จะเอาชนะทุกสิง่ ได้แม้แต่ความ พิการของเรา นี่แหละคือสิ่งที่เราเหล่าคุณครูทุกคนต้อง ช่วยให้นักเรียนที่อยู่ในปกครองมีความสุขอยู่ใน สังคมให้ได้โดยไม่มีผู้คนรังเกียจ ครูและนักเรียน ก็เปรียบเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน นักเรียน ก็เหมือนลูกๆ ของคุณครูทุกคนในโรงเรียน เรา จึงไม่สามารถทีจ่ ะละทิง้ นักเรียนทีม่ ปี ญั หาได้ แม้วา่ เราทุกคนไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าชีวิตของเราจะมี อะไรเกิดขึ้นบ้างในภายหน้า แต่เราสามารถที่จะ อยู่ร่วมกับคนในสังคมได้โดยไม่เป็นภาระของใคร ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องกล่อมเกลาจิตใจ นักเรียนให้อยู่ร่วมกันให้ได้ หากเราไม่รู้จักตื่นตัวก่อน ความเบิกบานก็ คงไม่ตามมา


หยุ ด และอยู่ กั บ ชี วิ ต ของเรา

อย่างมีความสุข

ศิษย์ถาม : การฝึกปฏิบัติสติ การอยู่ในปัจจุบัน เหมือนกับการ เรียนวิถีชีวิตใหม่ เมื่อต้องเรียนตอนอายุมากจึงเป็นการลำบาก กว่าเราจะ คุ้นเคยต้องใช้เวลา ท่านมียุทธศาสตร์ใด เพื่อฝึกฝนนิสัยนี้ตั้งแต่ยังน้อย ครูตอบ : คำถามนี้เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและความ เจริญรุ่งเรือง ที่เรามักมีนิสัยที่จะวิ่งไปตลอดชีวิต แต่เราควรฝึกปฏิบัติเพื่อ เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่การฝึกปฏิบัติเพื่อกลุ่มคนหรือว่าปฏิบัติ จำนวนบางกลุ่ม บางคนเท่านั้น เราวิ่งอยู่เสมอ เพราะว่าเราอาจมีความ กลัว หรือความลังเลใจอยู่ภายในใจของเรา เมื่อเราวิ่งแบบนั้น เราจึงไม่มี เวลาดูแลตัวเราเองและดูแลคนทีเ่ รารัก เรามีชวี ติ ด้วยพลังนิสยั ความเคยชิน แบบนั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะมีโอกาสเรียนรู้เพื่อที่จะหยุด และอยู่กับชีวิตของเรา การวิ่งของเราก็เหมือนกับเรื่องของ องคุลิมาล ที่วิ่งไล่ตามพระ พุทธเจ้า แล้วเรียกให้พระพุทธเจ้าหยุด แต่พระพุทธเจ้ายังเดินต่อไป และ เมื่อองคุลิมาลร้องตะโกนให้พระพุทธเจ้าหยุด ท่านได้หยุดและหันกลับมา ถามว่า “เราได้หยุดมานานแล้ว แต่ว่าเธอยังไม่ได้หยุด” มีพวกเราหลายคนที่ไม่ได้มีเงินทองทรัพย์สินมากมาย แต่สามารถ อยู่อย่างมีความสุขในชีวิตในขณะปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราควรเรียนรู้ที่จะ ไม่วิ่งไล่ตามไปตลอดชีวิต พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนถึงวิธีการฝึกปฏิบัติอย่างมีสติ วิธีการ มีศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต ศิลปะแห่งการปฏิบัติ เราควรจะเรียนรู้ใน สิ่งเหล่านั้นแล้วหยุดวิ่งในชีวิตของเรา เพื่อให้เราได้มีเวลา มีโอกาสเรียนรู้ ทีจ่ ะกลับมาสัมผัสกลับมาดูแล กลับมาให้ความรักความห่วงใยกับตัวเราเอง จากหนังสือ

“กลับบ้านที่แท้จริง กับ ติช นัท ฮันห์” (I have arrived I am home) (หน้า ๑๙๖ - ๑๙๗)


นครราชสีมา เขต ๕

เส้นหมีน่ ำ้ ฉ่า เรื่อง สมถวิล รวมใหม่ โรงเรียน บ้านโป่งแดงน้ำฉ่าสามัคคี ต. โป่งแดง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา

๓๒

สวัสดีคะ่ ลุงผูใ้ หญ่ พวกเรามาจากโรงเรียน บ้านโป่งแดงน้ำฉ่าสามัคคี ต้องการที่จะมาเรียนรู้ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและตำนานการทำ เส้นหมี่จากลุงผู้ใหญ่ค่ะ ภูมิปัญญาการทำเส้นหมี่ ดั้ ง เดิ ม ได้ แ ก่ ท วดเม่ า ครั้ ง แรกที่ ผ ลิ ต เส้ น หมี่ เนื่องจากการผลิตข้าวมีจำนวนมากจึงต้องการนำ ข้าวมาแปรรูปเป็นอาหาร การซื้อขายสมัยก่อน ไม่มีจะใช้วิธีการนำเอาสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกัน เช่น พริก เกลือ ปลาร้า ปลาส้ม “การทำเส้ น หมี่ ใ นปั จ จุ บั น นี้ มี ก ารรวม กลุ่มกันทำ เด็กๆ มาทางนี้ มาดูการถูหมี่ที่ทำมา ตั้ ง แต่ ส มั ย โบราณ จะใช้ แ รงงานคนทำเกื อ บ ทั้งหมด เพื่อเป็นการสืบสานภูมิปัญญาการทำเส้น หมี่ไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์ เครื่องใช้ ขั้นตอนในการทำเส้นหมี่ที่สืบทอดมาถึง ปัจจุบัน” ลุงชั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจ ป้ า อ้ ว นสาธิ ต การถู ห มี่ โ ดยการนำแป้ ง (แป้งข้าวเจ้าพันธุ์เหลืองประทิว) ที่ได้จาการโม่ เทบนผ้าที่ผูกไว้บนเตาไฟขนาดใหญ่ เกลี่ยแป้ง

เป็นทรงกลมบาง ๆ เมื่อแป้งสุกก็ใช้ไม้สอดใต้ แผ่นหมี่แล้วยกขึน้ ขัน้ ตอนนีน้ ำมาทำเป็นอาหารได้ เรียกว่าหมี่อ่อน หรือนำไปซอยทำเป็นยำหมี่ก็ได้ “โอ้โฮ้..น่าสนุกจัง หนูขอลองทำได้ ไหม คะ” นุชพูด “แผ่นหมี่ที่ได้จากการถูหมี่นี้ถ้าจะทำ เป็นของว่างก็นำมะพร้าวขูด น้ำตาลทราย งา และเกลือเล็กน้อยผสมกันเป็นไส้นำแผ่นแป้งหมี่ มาห่ อ ตั ด เป็ น ท่ อ นขนาดพอคำจะได้ ข องว่ า งที่ ถูกปากเชียวล่ะ หรือจะยำหมี่ก็นำแผ่นหมี่ที่ได้มา ซอยเรียกว่า หมี่สด นำมายำใส่เครื่องปรุงเหมือน ยำทั่วไป” ผู้ใหญ่ชั้นอธิบายจนพวกเรานึกอยาก ชิมแล้วซิว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร “เอ้!...เส้นหมีท่ ใี่ ช้สำหรับผัดหมีท่ ำอย่างไรคะ” อ้อยถาม “อ๋อ...การทำเส้นหมี่ต้องนำแผ่นหมี่ไปตาก แดดพอแห้งหมาด ๆ จึงนำมาซอยทำเป็นกำ ซึ่ง การซอยมีสองวิธีคือ ซอยโดยใช้มือ และซอย โดยใช้เครื่องซอย นำหมี่ที่ได้ไปตากแดดอีกครั้ง แล้วนำมามัดด้วยตอก” ป้าอ้วนอธิบาย


“เส้นหมีม่ หี ลากสี ใส่อะไรผสมครับ” เจนถาม “อ้อ...! เส้นหมี่ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าพันธุ์ เหลืองประทิวผสมน้ำโม่ละเอียด ต้องการให้เส้น หมี่มีสีแดงก็ใส่มะเขือเทศสุก สีเขียวใส่ผักคะน้า สีเหลืองใส่ฟักทองเป็นส่วนผสม เส้นหมี่สีขาวไม่มี อย่างอื่นผสม” ป้าอ้วนตอบเพื่อให้ทุกคนคลาย ความสงสัย ป้ า อ้ ว นเตรี ย มเครื่ อ งปรุ ง มี ต ะไคร้ ซ อย หัวหอมซอย มะเขือเทศ ใบยี่หร่า สะระแหน่ น้ ำ มะขามเปี ย ก ปลาป่ น น้ ำ ปลา พริ ก ป่ น แล้ ว คลุ ก เคล้าหมี่สดเข้ากับเครื่องปรุง จากนั้น เรียกเด็กๆ มารับประทาน มีทั้งผัดหมี่ ยำหมี่ หมี่อ่อน รสชาติเปรี้ยวหวานเข้มข้น เส้นเหนียว

นุ่ม รสชาติอร่อยตามแบบฉบับหมี่น้ำฉ่า กลับมาถึงโรงเรียนครูให้นักเรียนเข้ากลุ่ม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่ม นำเสนอผลงาน กลุม่ และจัดนิทรรศการ “การไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ ครั้งนี้ นักเรียนสนใจดีมาก ผลงานทุกกลุ่มทำได้ ดี ภูมิปัญญาและแหล่งเรียนรู้เป็นสิ่งมีคุณค่าขอ ให้นักเรียนทุกคนร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานให้ ดำรงไว้สืบไป” ครูสมถวิลกล่าว

๓๓


นตรราชสีมา เขต ๕

๓๔


น้ำตาแม่ วันหนึ่งข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าไปท่องโลก อินเทอร์เน็ต บังเอิญข้าพเจ้าได้เข้าไปท่องเว็บไซต์ ของครูบ้านนอกดอทคอมเข้า และได้อ่านเรื่องสั้น เรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วมีความรู้สึกประทับใจ เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพอได้อ่านครั้งแรกข้าพเจ้าถึงกับ น้ำตาซึม รู้สึกซาบซึ้งในอรรถรสการแต่งเรื่องสั้น เรื่องนี้มาก จึงนำมาอ่านให้นักเรียนฟังช่วงทำ กิจกรรมภาคกลางวันอีกครั้ง เรื่องสั้นเรื่องนี้มีชื่อ เรื่องว่า น้ำตาแม่ เนื้อเรื่องมีเรื่องราวดังต่อไปนี้ สายตาของผมเหม่ อ มองออกไปนอกตั ว อาคารชั้น ๒๒ เบื้องล่างใครหลายคนคงกำลัง ปากกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอดของตนเองและ ครอบครัว ต่างกับผมที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของ บริษัทนำเข้าขนาดใหญ่ ทำงานอยู่ในห้องแอร์เย็น ฉ่ำ และห้อมล้อมด้วยลูกน้องมากมาย อีกไม่กี่วัน ก็จะถึงวันแม่แห่งชาติแล้ว ใครจะรู้บ้างว่า ภาพที่ คนอื่นถือดอกมะลิไปกราบแม่ เปรียบเสมือนมีด คมนั บ พั น เล่ ม ที่ ทิ่ ม แทงหั ว ใจผม หากกลั บ ไป แก้ไขอดีตได้คงดี ผมคงไม่ปล่อยให้ตนเองต้องมา จ่อมจมอยู่กับความรู้สึกผิดเช่นนี้ หากไม่บอกก็คงจะไม่มีใครรู้ว่าคนระดับ ผมจะมีพื้นเพมาจากครอบครัวยากจน หาเช้ากิน ค่ำ ครอบครัวเราอาศัยอยู่ในบ้านที่แทบจะดูไม่ ออกว่าเป็นบ้าน เพราะเป็นเพียงเพิงหมาแหงนที่ นำไม้เก่าๆ มาปะต่อๆ กัน ผมเป็นลูกคนเดียว ของพ่อซึ่งมีอาชีพทำงานก่อสร้าง และแม่ที่เป็น

คนกวาดถนน แต่ท่านทั้งสองก็มุมานะให้ผมได้ เข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัด ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ ลูกผู้ลากมากดีแห่กันมาเรียน ผมมีเพื่อนที่เรียน เก่งและเพียบพร้อมอยูใ่ นสังคมทีแ่ ตกต่างจากพ่อแม่ “พ่อกับแม่ไม่มีเงินทองเป็นมรดก ก็ได้แต่ พยายามส่งเสียให้ลูกได้เรียน จะได้ ไม่ลำบาก เหมือนเราสองคน” พ่อบอกผมในวันหนึ่ง “ไปอ่านหนังสือกันเถอะเก่ง แม่ล้างจาน เอง” แม่ จ ะไล่ ผ มไปอ่ า นหนั ง สื อ ทุ ก ครั้ ง ที่ ผ ม ทำงานบ้าน “แม่ เ หลื อ เงิ น แค่ 20 บาท เก่ ง เอาไป โรงเรียนเถอะลูก” แม่เสียสละเพื่อผมเสมอ “แล้วแม่ล่ะ” ผมเองก็ห่วงแม่ไม่น้อยไปกว่า กัน “แม่เก็บผักบุ้งริมคลองมาผัดกินได้ เก่งเอา ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงแม่” “เก่งได้แสดงละครของโรงเรียนในวันแม่ เหรอลูก” แม่ถามผมในวันหนึ่ง “ใครบอกแม่เนี่ยะ” ผมถามด้วยน้ำเสียง ตกใจ “หนูพิมเขาเพิ่งบอกแม่เมื่อเช้านี้เอง ทำให้ เต็มที่นะลูก แม่จะไปดู” แม่ยิ้มอ่อนโยน “อย่ า ไปนะ ถ้ า เพื่ อ นผมรู้ ว่ า แม่ เ ป็ น คน กวาดขยะจะต้องเลิกคบผมแน่ ในกลุ่มผมมีแต่ลูก คนมีฐานะทั้งนั้นเลย” แทนที่จะดีใจผมกลับเสียง ดังใส่แม่

เรื่อง ครูบา้ นนอกดอทคอม นำเสนอโดย ประมวล ชิดเมืองปัก โรงเรียน บ้านฝายโบสถ์ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

๓๕


แม่ คือ ปู ช นี ย บุ ค คลที่ค วรเคารพบู ช า ความรั ก ของแม่ ท่ี ใ ห้ ลูก ไม่ เ คย มี ข้ อ แม้ ใดๆ แม้ ลู ก จะไม่ ส มประกอบหรื อ มี ปั ญ หาด้ า นสติ ปั ญ ญา แม่ก็ยังรักและไม่มีวันทอดทิ้ง “เก่ง...เราต้องพอใจในสิ่งที่เรามีสิลูก เรา ต้องยอมรับว่าเรามาจากดิน” “ไม่ ผมอายคนอื่น ผมอายเพื่อน” ผมจำได้ดีว่าวันนั้นแม่ก้มหน้าร้องไห้ แต่ ผมก็พยายามหาเหตุผลให้ตัวเองว่า ถ้าแม่ไม่ไป จะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย เพราะแม่เองก็จะได้ไม่ ลำบากและเสียเวลางาน ...แล้วก็มาถึงงานวันแม่ ผมแสดงละคร โดยปราศจากสายตาของแม่ ผมเห็นแม่คนอื่น เขามางานพร้อมหน้า ทุกคนได้กราบ ได้กอด แล้วบอกรักแม่ แล้วผมล่ะ... “แม่ คื อ ปู ช นี ย บุ ค คลที่ ค วรเคารพบู ช า ความรักของแม่ที่ให้ลูกไม่เคยมีข้อแม้ใดๆ แม้ลูก จะไม่สมประกอบหรือมีปัญหาด้านสติปัญญา แม่ ก็ยังรักและไม่มีวันทอดทิ้ง วันที่ลูกล้ม ลูกแพ้ อ้อมกอดแม่ยังคอย ประคองและซับน้ำตาอยู่เสมอ อภัย...แม้ว่าลูก ได้ทำสิ่งเลวร้ายสักปานใดก็ตาม หากมีภัยใดมา กล้ำกรายลูก แม่กข็ อปกป้องลูก แม้จะต้องแลกด้วย ชีวิต...แม่ก็ยอม ...คำกล่าวของแม่ตัวอย่างในงานทำให้ผม คิ ด ได้ ผมทำผิ ด ต่ อ แม่ . .. ผู้ ที่ รั ก ผมด้ ว ยหั ว ใจ บริสุทธิ์ ทำไมผมไม่คิดก่อนนะว่าแม่ต้องลำบาก แค่ไหนที่ทำให้ผมได้เรียนโรงเรียนดีๆ แพงๆ แม่ อดทนเพื่อให้ผมอิ่ม แม่ให้อภัยลูกอกตัญญูคนนี้ เสมอ แม้ลูกจะเคยพูดว่า อาย...ที่มีแม่เป็นคน กวาดถนนก็ตาม เย็นนี้ผมจะเข้าไปกราบแม่ และ จะบอกกับทุกคนว่า ผมภาคภูมิใจในแม่ของผม ที่สุดในโลก ...เย็นวันนั้นผมรีบกลับบ้านทันทีที่เลิกเรียน ๓๖

ในมือผมกำดอกมะลิไว้แน่น แม่ยังไม่กลับบ้าน ทั้งบ้านดูเงียบเหงา มี เพียงพ่อนั่งเศร้าอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าคร่ำอยู่ลำพัง “แม่กลับมาหรือยังครับพ่อ” ผมถามด้วยใจเต็มตื้น คืนนี้ผมจะกอดแม่ บอกรักแม่ เหมือนที่เพื่อนๆ ทำ ต่อไปนี้ผมจะ ดูแลแม่อย่างดี สมกับทีท่ า่ นเสียสละเพือ่ ผมมาตลอด “แม่ จ ะไม่ ก ลั บ มาแล้ ว นะเก่ ง ” พ่ อ ตอบ เสี ย งสั่ น ๆ ผมหันมามองหน้าพ่อ น้ำตาของลูก ผูช้ ายไหลอาบแก้ม “ตอนกลางวันขณะที่แม่กำลังกวาดถนน รถบรรทุ ก มั น หลั บ ใน พุ่ ง ชนร่ า งของแม่ ก่ อ น สิ้นใจ แม่บอกว่ารักลูกเสมอ ขอให้เก่งเป็นคนดี ของพ่อ” พูดได้เท่านั้นพ่อก็ดึงตัวผมไปกอด ดอก มะลิในมือผมร่วงลงพืน้ ผมไม่มโี อกาสได้กราบแม่ อีกแล้ว ผมไม่ เ หลื อ โอกาสใดๆ อี ก แล้ ว แม่ . ...จากผมไปแล้ว ...วันแม่ทุกๆ ปีผมได้แต่ทำบุญอุทิศส่วน กุศลไปให้ท่าน หลายๆ คนคงคิดว่า ทำไมไม่ทำ เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ หากผมย้อนเวลาได้ ผมจะ ทำ...จะรักและดูแลแม่ให้ดีที่สุด หากย้ อ นเวลาได้ . ..ผมจะไม่ ท ำให้ แ ม่ ต้องเสียน้ำตา แต่ผมไม่เหลือโอกาสนั้นอีกแล้ว แล้วคุณล่ะ...ดูแลแม่ของคุณหรือยัง เรื่ อ งสั้ น เรื่ อ งนี้ ใ ห้ ค ติ แ ละข้ อ คิ ด ที่ ดี ม าก หากท่านรักใครให้ทำดีกับเขาในขณะที่เขายังมีลม หายใจอยู่เถิด จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังและ แก้ไขอะไรไม่ได้อีกเลย


สระบุรี เขต ๑

วิถีพุทธวิถีธรรม นำชีวิต

การค้ น พบว่ า ตั ว เองชอบอะไรนั้ น เชื่ อ ว่ า เป็นคุณค่าอย่างหนึ่งของการได้เกิดมา แต่การค้น พบความเป็นอิสระที่มีอยู่ในตนเอง แล้วนำไปสู่ การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสงบมีค่ายิ่งกว่า เพราะ ทำให้เรารู้จักระเบียบชีวิตของตนเองได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะไม่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของคนอื่น แต่ก็ เพียงพอที่จะทำให้ตัวเราค้นพบความสุข ซึ่งถือว่า เป็นความสุขที่เรียบง่ายและงดงามในความทรง จำของการได้ชีวิตมา

การได้ เ กิ ด มาเป็ น คนต้ อ งหมั่ น ฝึ ก ฝน ทำความดี คนที่ไม่รู้จักการดำเนินชีวิตอย่างผู้มี ปั ญ ญา เป็ น ชี วิ ต ที่ มื ด บอดจากความดี ง ามทั้ ง หลาย ความดีนั้นเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่การสอนให้ คนทำความดีนั้นยากยิ่งกว่า ต้องอาศัยทั้งความ อดทน อดกลั้น และกาลเวลา กว่าที่ผลของมัน จะออกมาได้สวยงาม แต่สิ่งนั้นก็อยู่ในหัวใจของ คุณครูโรงเรียนวัดป๊อกแป๊กทุกคน ที่จะช่วยกัน ผลักดันนักเรียนของตนเองให้เป็นคนมีวิถีพุทธ

เรื่อง ปทิตตา กาวิละ โรงเรียน วัดป๊อกแป๊ก อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี

๓๗


วิถีธรรมนำชีวิต การที่จะเกิดผลจริงจังและยั่งยืน ตลอดไปต้องปลูกฝังแต่เยาว์วัย ด้วยสภาพของ โรงเรี ย นถึ ง แม้ เ ป็ น โรงเรี ย นในเขตอำเภอเมื อ ง สระบุรี แต่สภาพและวัฒนธรรมตลอดจนคำพูด ของนักเรียนมาจากหลากหลายท้องที่อพยพมากับ ครอบครัวซึ่งมาประกอบอาชีพที่นี่ ใกล้คลังน้ำมัน สระบุรี วัฒนธรรมของเด็กนักเรียนจึงหลากหลาย โรงเรียนต้องมาหล่อหลอมรวมใหม่ โรงเรียนจึง นำวิถีพุทธการปฏิบัติธรรมนำมาใช้กับชีวิตประจำ วัน โรงเรียนวัดป๊อกแป๊ก สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต ๑ เป็น โรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่อนุบาล-ชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๖ มีจำนวนนักเรียน ๑๕๔ คน ในโรงเรียนวัดป๊อกแป๊กเมื่อนักเรียนและครู เข้ามาหน้าประตูโรงเรียนทั้งครูและนักเรียนพนม มือไหว้พระพุทธรูปประจำโรงเรียน การแสดง ความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างครูกับนักเรียน และน้ อ งกั บ พี่ จ ะกล่ า วคำสวั ส ดี อั น แสดงถึ ง เอกลั ก ษณ์ ข องไทย นั ก เรี ย นทุ ก คนเมื่ อ มาถึ ง โรงเรียนตอนเช้า มีหน้าที่รับผิดชอบต่างคนต่าง ทำหน้ า ที่ บ้ า งก็ ร ดน้ ำ ต้ น ไม้ บ้ า งก็ ท ำความ สะอาดห้องเรียน บ้างก็กวาดลานธรรม ที่จอดรถ ห้องน้ำ ห้องส้วม สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในโรงเรียน ไม่ถึง ๑๐ นาทีโรงเรียนก็สะอาด ทุกคนทำงาน อย่ า งมี ค วามสุ ข และยิ้ ม แย้ ม แจ่ ม ใส มี ก าร สมาทานศีล นั่งสมาธิ แผ่เมตตาทุกวัน บริหาร จิตเจริญปัญญาทุกวันอังคาร เดินเข้าชั้นเรียน อย่ า งสงบ มี ร ะเบี ย บ กิ จ กรรมในตอนเช้ า จะ เป็นการฝึกปฏิบัติตามหลักของศีล อันส่งผลให้ นักเรียนเป็นคนมีระเบียบ มีความรับผิดชอบ มี ความเสียสละไม่เห็นแก่ตัวและมีสัมมาคารวะและ อ่อนน้อมถ่อมตน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เมือ่ ทุกคนเริม่ ต้น ศึ ก ษาเล่ า เรี ย นอย่ า งมี ส ติ ตั้ ง ใจเรี ย นรู้ ตั้ ง ใจ ๓๘

ปฏิบตั กิ จิ กรรมด้วยความตัง้ ใจ คุณครูทกุ คนเอาใจ ใส่นกั เรียนอย่างกัลยาณมิตร คุณครูตา่ งสอดแทรก หลักไตรสิกขาระหว่างเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนได้ ซึมซับ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ประจำวัน เมือ่ ถึงเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน นักเรียนก็จะรับประทานอาหารอย่างมีสติ ก่อนรับ ประทานอาหารนั ก เรี ย นจะกล่ า วคำพิ จ ารณา อาหารเพื่อเป็นการฝึกให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ ของอาหาร มีสติในการรับประทานอาหาร ทุกคน ต้องรับประทานอาหารหมดจาน ไม่ดงั รับประทาน


อาหารให้หมดจาน ไม่เหลือทิง้ และต้องล้างภาชนะ ใส่อาหารด้วยตนเอง เก็บกวาดสถานทีแ่ ละบริเวณ ให้สะอาด เป็นการฝึกให้มีความรับผิดชอบ ฝึกให้ มีศีลในชีวิตประจำวัน สำหรับกิจกรรมพักตอน เที่ยงจะมีกิจกรรมห้องสมุด เล่านิทานคุณธรรมซึ่ง เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ชอบมากที่สุด พอถึงเวลา ทุกคนก็จะไปพร้อมกันที่ลานธรรม ตั้งอกตั้งใจฟัง นิทานธรรมะ นำมาเขียนและเล่าต่อได้ว่าได้รับ ความรู้หรือให้ข้อคิดคุณธรรมข้อใด และจะนำไป ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร

ทุ ก วั น ศุ ก ร์ จ ะเป็ น วั น พิ เ ศษทั้ ง ครู แ ละ นักเรียนจะใส่ชุดขาว กิจกรรมตอนเช้านักเรียน ก็ทำกิจกรรม ๕ ส ตามปกติ แต่เมื่อเสียงออดดัง นักเรียนทุกคนจะมาพร้อมกันทีล่ านธรรม โดยทุกคน จะนั่งประจำที่ของตนเอง วันนี้จะพิเศษกว่าทุกวัน เพราะวันนีเ้ ราจะสวดมนต์ยาวเหมือนพระทำวัตรเช้า ฝึกให้นักเรียนอาราธนาศีล แผ่เมตตา นั่งสมาธิ นิ ม นต์ พ ระมาเทศน์ แ ละสอนธรรมศึ ก ษากั บ นักเรียนทัง้ โรงเรียนตัง้ แต่ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๑ ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๖ วันนีน้ กั เรียนจะอยูใ่ นอาการ ๓๙


การได้เกิดมาเป็นคนต้องหมัน่ ฝึกฝนทำความดี คนที่ ไม่รจู้ กั การดำเนินชีวติ

อย่างผู้มีปัญญา เป็นชีวิตที่มืดบอดจากความดีงามทั้งหลาย สำรวมไม่ว่าจะเดินจะนั่ง และที่สำคัญเราจะปลูก ฝังคุณธรรมเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ เพราะ นักเรียนต้องระวังตัวไม่ว่านักเรี ย นจะทำความ สะอาดโรงเรียนในตอนเช้า หรือจะเดินมาเข้า ห้องน้ำนักเรียนก็ตอ้ งระวังตัว เพราะเรามีกจิ กรรม การประกวดชุดขาวในสิ้นปีการศึกษาว่าชุดขาวที่ ใส่ใครจะรักษาได้ขาวกว่ากัน เวลามาโรงเรียนวัน นี้จะรู้สึกสงบและเยือกเย็นกว่าทุกวัน มองเข้ามา ในโรงเรียนจะเห็นชุดขาวเคลื่อนไหวอย่างแปลก ตาและเพลินตาเพลินใจ การจัดสภาพแวดล้อมบรรยากาศโรงเรียน จะจัดให้เอือ้ ต่อการเรียนรู้ ทัง้ ภายนอกและภายใน โรงเรียนมีการจัดสวนไม้ดอกและไม้ประดับ แหล่ง เรียนรู้ที่ร่มรื่นสวยงาม สะอาด ก่อให้เกิดความ

สบายผ่อนคลายและสงบ มีการปลูกพืชผักสวน ครั ว รั้ ว กิ น ได้ มี ก ารนำพื ช ผั ก ที่ ป ลู ก นำมาปรุ ง เป็น อาหารกลางวันให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องการ ปลู ก ผั ก ปลอดสารพิ ษ ไว้ รั บ ประทาน นอกจาก นักเรียนจะได้ความรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติเองแล้ว ยังฝึกนิสัยการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และ ประหยัดอดออมตามแนวทางของหลักเศรษฐกิจ พอเพียง เมือ่ เราฝึกปฏิบตั ติ นเองตามหลักพุทธธรรม ไตรสิกขาแล้ว โรงเรียนยังได้ฝกึ ให้นกั เรียนบำเพ็ญ ตนให้กบั ส่วนรวมและเป็นประโยชน์ตอ่ สาธารณะด้วย โดยการไปทำความสะอาดวัด เข้าร่วมงานบุญทีว่ ดั ทุกวันสำคัญทางศาสนาพุทธ ฝึกให้เป็นคนรู้จัก เสี ย สละ การบำเพ็ ญ ตนให้ เ ป็ น ประโยชน์ นั้ น เป็นการกล่อมเกลาไม่ให้เป็นคนเห็นแก่ตัว รู้จัก คำว่าให้ และอยูร่ ว่ มกับคนในสังคมอย่างมีความสุข เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ๔๐

หากเราหันย้อนกลับไปมองเป้าหมายตาม พระราชบัญญัติการประถมศึกษาแห่งชาติ พุทธ ศักราช ๒๕๕๒ ว่าการศึกษาเป็นการพัฒนาเพื่อ ให้คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและ จิตใจ มีสติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สรุปได้ว่าการ ศึกษาจะต้องพัฒนาคนให้เป็นคนดี คนเก่ง และมี ความสุข จะสอดคล้องกับการพัฒนาคนตามหลัก ไตรสิกขา กล่าวคือ พัฒนาคนให้เป็นคนดี คน ต้องมีศีล เป็นการพัฒนาด้านจิตใจคือ สมาธิ เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพมีพฤติกรรม และวินัย จิตใจประชาธิปไตยสามารถควบคุม ตนเองได้ อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ปัญญา มี ความมุ่งมั่นในการพัฒนาความรู้ความสามารถ เป็ น คนมี เ หตุ ผ ลแก้ ปั ญ หาได้ ทั น สมั ย ทั น ต่ อ เหตุการณ์รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ๑ ปีที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นไม่ว่าจะ เป็ น สิ่ ง แวดล้ อ มรอบตั ว โรงเรี ย นสะอาดน่ า อยู่ นักเรียนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส พฤติกรรมของ นักเรียนก็เปลีย่ นแปลง นักเรียนมีมารยาทในการพูด การเป็นผู้ฟังมากขึ้น มีสมาธิในการเรียนรู้มากขึ้น กิ ริ ย ามารยาทอ่ อ นน้ อ มถ่ อ มตน มี วิ นั ย และรู้ หน้ า ที่ ที่ ต นเองรั บ ผิ ด ชอบ นั ก เรี ย นรั ก ษ์ สิ่ ง แวดล้อมและดูแลธรรมชาติ พร้อมที่จะเติบโตไป กั บ การเปลี่ ย นแปลงของโลก ใช้ ศี ล สมาธิ ปัญญาในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข


นครราชสีมา เขต ๕

เราคือ ผี

๔๑


" สิง่ ทีม่ นุษย์ทกุ คนกลัวหรือเรียกว่าผีนน้ั มันไม่ได้อยูท่ ่ีไหนเลย ในป่าช้าก็ไม่มี ในศาลาพักศพก็ ไม่มี ในเมรุเผาศพก็ ไม่มี แต่มนั มีอยู่ ในใจของตัวเราเอง เรื่อง ปุญณพัฒน์ ทิพยะกัน โรงเรียน บ้านหิงห้อย ต.หนองแวง อ.เทพารักษ์ จ.นครพนม

๔๒

เมื่อข้าพเจ้าได้บวชเป็น พระภิก ษุ และได้ เดิ น ทางไปปฏิ บั ติ ธ รรมที่ วั ด แพร่ ธ รรมมาราม อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เป็นเวลา ๕ เดือน ใน ช่วงเข้าพรรษาพระสงฆ์ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดจะ ต้องปฏิบัติตามกฎของวัดอย่างเคร่งครัด ข้าพเจ้า ก็ปฏิบัติเช่นกัน การปฏิบัติกิจของสงฆ์ทุกอย่างใน ช่ ว งเข้ า พรรษาถื อ ว่ า เป็ น สิ่ ง ที่ พระทุ ก รู ป ต้ อ ง ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากทำผิดก็ต้องซ่อมโดย การไปนั่งสมาธิ ในป่าช้า ๑ คืน ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ ทำผิดกฎเช่นกันคือขาดทำวัตรเช้า ต้องซ่อม พระพี่ เลี้ยงเป็นกังวลมาก เพราะข้าพเจ้าเป็นพระบวช ใหม่จิตสมาธิยังไม่ดีพอ ถึ ง ขั้ น จะไปนั่งกลางป่าช้าได้ ท่านเล่าว่า เคยมี พระที่บวชใหม่ทำผิดกฎได้ไปนั่งสมาธิในป่าช้า แล้ ว ควบคุ ม ตั ว เองไม่ ได้วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไม่ กลับเข้าวัดก็มี ต้องขอลาสิกขากลางพรรษา ข้าพเจ้าก็ต้องยอมรับผิดเช่นกัน หลังจากสวดมนต์ ทำวัตรเย็นเสร็จแล้วโยมคนขับรถประจำวัดก็มา รับพระที่ทำผิดกฎ โยมขับรถออกจากวัดมาถึง ป่าช้าและจอดรถบริเวณศาลาพักศพซึ่งมีร่องรอย การใช้งาน น่าจะไม่เกินสองสามวันที่ผ่านมา ยัง มีพวงหรีด มีร่องรอยข้าวตอกดอกไม้ตกอยู่ตาม พื้ น ดิ น แล้ ว โยมก็ ขั บ รถไปส่ ง พระรู ป อื่ น ต่ อ ไป เมื่อเสียงรถและแสงไฟหายลับตาไปความมืดสนิท ความวิเวกวังเวงก็เข้ามาแทน ข้าพเจ้าจุดเทียน เริ่มสวดมนต์นั่งสมาธิสักพักก็ได้ยินเสียงหมาหอน นกฮูกร้อง ตอนนั้นเริ่มคิดถึงหลวงพ่อใหญ่เจ้า

อาวาส ครูบาอาจารย์ ตายาย พ่อแม่ และตัดสิน ใจท่องบทแผ่เมตตา ขณะที่ท่องอยู่ ก็มีเสียงหล่น ดังโครมลงมาบนหลังคาที่พักศพ ข้าพเจ้าหยุดท่องและคิดในใจว่าน่าจะเป็น วิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในสถานที่แห่งนี้มาขอส่วน บุญ ต้องท่องบทแผ่เมตตาให้กับเขา ท่องเสร็จก็ คิดในใจว่ า เสี ย งที่ เ ดิ น บนหลั ง คาถ้ า เป็ น ภู ต ผี วิ ญ ญาณก็ ไ ม่ น่าจะทำให้สังกะสีดังได้ต้องเป็น อะไรสักอย่างแน่ ตัดสินใจนั่งรอฟังอีกครั้งว่าจะมี เสียงหล่นอีกหรือไม่ และคำตอบของเสียงทีว่ า่ ก็มา ให้เห็นจริงๆมันคือหนูประมาณสองสามตัว คิดว่า น่าจะมากินลูกไทรที่หล่นบนหลังคา ความรู้สึก ตอนนั้นโล่งอกและคิดในใจว่า "สิ่ ง ที่ ม นุ ษ ย์ ทุ ก คนกลั ว หรื อ เรี ย กว่ า ผี นั้ น มันไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย ในป่าช้าก็ไม่มี ในศาลาพัก ศพก็ไม่มี ในเมรุเผาศพก็ไม่มี แต่มันมีอยู่ในใจ ของตัวเราเอง เราคิดกลัวผีเพราะตัวเราเป็นคน สร้างผีขึ้นมาหลอกตัวเราเอง เมื่อคิดได้ดังนั้น ความกลัวทั้งหมดก็หายไป" ข้าพเจ้าจุดเทียนนัง่ สวดมนต์ทำสมาธิตอ่ จน ได้ยนิ เสียงรถมารับออกจากป่าช้าเพือ่ กลับวัด พร้อม ที่จะออกบิณฑบาตในเช้าวันใหม่ต่อไป เหตุการณ์ ในครั้งนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ ได้แล้ว หากข้าพเจ้าไม่ได้ติดตามหลวงพี่ไปเป็น พระที่วัดแพร่ธรรมมาราม อำเภอเด่นชัย จังหวัด แพร่ เพราะการไปครั้งนี้คุ้มค่ามากแม้จะต้องแลก กับการสูญเสียบางอย่างไปก็ตาม


ลพบุรี เขต ๑

ลานวัด ลานธรรม

นำปัญญา

แสงนวลสุกสกาวของพระจันทร์คืนวันเพ็ญ ส่องสว่างทั่วบริเวณลานวัดอันกว้างขวาง สะท้อน แผ่นกระเบื้องหลังคาพระอุโบสถ ตลอดจนช่อฟ้า ใบระกาเป็นประกายระยิบระยับ ประหนึ่งจะกลบ ดวงดาวบนฟากฟ้าให้หมองแสง เนื่องจากคืนนี้ เป็นคืนเดือนเพ็ญมาฆมาส วันขึน้ ๑๕ ค่ำ เดือน ๓จึงมีพุทธศาสนิกชนมาร่วมกันประกอบพิธีกรรม เวียนเทียนรอบพระอุโบสถแห่งนี้ เด็ ก ชายตะวั น กั บ เพื่ อ นนั ก เรี ย นร่ ว ม โรงเรียนวัดโพธิ์ระหัต พลอยตื่นเต้นกับพิธีเวียน

เทียนกับเขาด้วย เพราะพระอาจารย์หรือครูพระที่ ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนนิมนต์ทา่ นมาสอนวิชา พระพุทธศาสนาเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี อธิบาย ถึงความสำคัญของวันมาฆบูชาไว้ว่า เพื่อน้อม ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ๓ ประการ ซึ่ง เกี่ ย วข้ อ งกั บ พระพุ ท ธเจ้ า พระบรมศาสดา คื อ เป็นวันเพ็ญเดื อ น ๓ พระจั น ทร์ เ สวยมาฆฤกษ์ เป็ น วั น ที่ พระอรหันต์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูป เดินทางมาเฝ้าพระพุ ท ธเจ้ า โดยมิ ไ ด้ นั ด หมาย ซึ่ ง พระภิ ก ษุ เหล่านั้นเคยเป็นนักบวชในศาสนา

เรื่อง นิวัฒน์ เหมือนเพชร์ โรงเรียน วัดโพธิ์ระหัต ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี

๔๓


อื่ น มาก่ อ น แล้ ว เปลี่ ย นใจมานั บ ถื อ พระพุ ท ธ ศาสนา แต่ละรูปล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่บวชให้ทั้งสิ้น โดยทรงบวช ด้วยพระวาจาว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” วันมาฆ บูชานี้พระพุทธเจ้าได้ประทานคำสั่งสอนทีเ่ รียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์” แก่ภกิ ษุทมี่ าเฝ้า นอกจากนั้น ยังเป็นการทรงปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า คือ ในปีที่ ๔๕ นับแต่ได้ตรัสรู้อันเป็นปีสุดท้าย แห่งพระชนม์ชีพ พระองค์ได้ตั้งพระหฤทัยในวัน มาฆบูชา คือวันกลางเดือน ๓ ว่า ต่อจากนี้ไปอีก ๓ เดือน จะเสด็จปรินพิ พาน คือวันสิน้ พระชนม์ชพี ในขณะที่ พ ระอาจารย์ ก ำลั ง สอนอยู่ นั้ น เด็กชายตะวันเกิดคำถามขึ้นในใจว่า เหตุใดหนอ พระพุทธศาสนาจึงดำรงอยู่มาได้อย่างยาวนานถึง สองพันห้าร้อยกว่าปี แล้วเหตุใดหนอคุณครูจงึ ต้อง นิมนต์ให้พระภิกษุมาอบรมสัง่ สอนตัวเขาและเพือ่ น ๆ ด้วย เพราะตะวันไม่รู้หรอกว่า พระธรรมคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติแห่งความ เป็นไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน และเมื่อพระ อาจารย์มาสอนเด็กนักเรียนนั้น ท่านก็ได้ประยุกต์ ๔๔

เอาการฝึกจิตฝึกใจและการฝึกสติให้มีสมาธิมาใช้ ในกิจกรรมของเด็กเหล่านั้นด้วย เนื่องจากการฝึก สติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในกระบวนการพัฒนา ทางปัญญา ทางพุทธศาสนาเน้นความสำคัญของ สติ เ ป็ น อย่ า งมาก การดำเนิ น ชี วิ ต หรื อ การ ประพฤติปฏิบัติโดยมีสติกำกับอยู่เสมอนั้นมีชื่อ เรียกโดยเฉพาะว่า “อัปปะมาท” หรือความไม่ ประมาท ซึง่ เป็นหลักสำคัญยิง่ ใน การดำเนินชีวิต ซึ่งหมายถึง ความเป็นอยู่โดยไม่ขาดสติ ไม่ว่าจะ ทำสิ่งใด ระมัดระวังไม่ให้พลาดตกลงไปในความ ชั่ว คอยยับยั้ง คอยเตือนไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมา คอยตักเตือนให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ รู้ใน สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ลักษณะการทำงานโดยทั่วไปของสติ คือ ไม่ ให้ใจล่องลอย ฟุ้งซ่าน คอยเฝ้าดูความคิด คอยสังเกตดูอารมณ์ที่เข้ามาแต่ละอย่าง คอย ตรวจตราควบคุ ม การรั บ รู้ ความนึ ก คิ ด และ พฤติกรรม ทุกอย่างให้อยู่ในแนวที่ต้องการ คอย ระวังรักษาจิตไม่ให้คิดไปในทางที่ไม่ดี เป็นเครื่อง มือสำหรับ ยึดอารมณ์ที่ต้องการ ทำหน้าที่เหมือน


ยามเฝ้าประตู คอยดูคนเข้าออก ระวังไม่ให้คนชั่ว เข้ามา จะเห็นได้ว่า สติเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ มากในความเป็นอยู่ของเรา สติ...เมื่อถูกประกอบให้สมบูรณ์มากขึ้น ๆ แล้ ว สติ ตั ว นี้ จ ะแผลงเป็ น ปั ญ ญาญาณอั น ทรง พลั ง ที่เพียบพร้อมไปด้วยวิชชา คือความรอบรู้ เมื่ อ วิ ช ชาคื อ ความสว่ า งด้ ว ยปั ญ ญาเกิ ด ขึ้ น อวิชชา คือความหลงโง่งม ความมืดบอดจะถูก ขับไล่ไปทันที ความสมบูรณ์แห่งปัญญามีมาก เท่ า ใด ความเข้ า ใจเกี่ ย วกั บ ชี วิ ต และสภาพ แวดล้อมและการรู้จักตัวเองยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดัง นั้น จึงควรมีสติรู้ทันความคิดที่เกิดขึ้น และรู้ทัน กิเลสอยู่เสมอๆ จะเป็นวิธีการลดกิเลสความชั่ว ร้ายต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้นในใจได้ ตะวันและเพื่อนๆ ตั้งใจฟังธรรมะบรรยาย จากพระอาจารย์ อ ย่ า งมี ส ติ จนกระทั่ ง พระ อาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องการมีสติอยู่เสมอว่า แต่ ก่อนเมื่อนักเรียนรับประทานอาหารกลางวันอิ่ม แล้ว ก็จะนำภาชนะที่ใส่อาหารไปวางไว้ให้แม่ครัว ประจำโรงอาหารเป็นผู้เก็บล้างทำความสะอาด ต่อมาจึงเปลี่ยนแปลงใหม่ให้เด็กนักเรียนทุกคน เป็นผู้ล้างถ้วยชามที่ใช้รับประทานของตัวเอง เมื่อ กำลังขัดล้างทำความสะอาด พระอาจารย์สอนให้ ตั้ ง ใจมุ่ ง อยู่ ที่ ถ้ ว ยชามที่ เ รากำลั ง ล้ า ง มื อ จั บ

ฟองน้ำสัมผัสภาชนะให้รู้ตัวว่ากำลังแตะสัมผัส ภาชนะ เปิดก๊อกน้ำไหลลงมาชะล้างคราบน้ำยา ล้างจานเป็นฟองก็ให้รู้ว่าเป็นฟอง ซึ่งเป็นการสอน ให้เด็กชายตะวันและผองเพื่อนให้อยู่กับปัจจุบัน ขณะ มีความรู้ตื่นอยู่ตลอดเวลานั่นเอง กิจกรรมต่างๆ อาทิ สวดมนต์ไหว้พระ เดิน จงกรม นัง่ สมาธิ พุทธศาสนสุภาษิตวันละคำ และ อีกหลากหลายกิจกรรม ที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียน วัดโพธิ์ระหัตซึ่งเป็นโรงเรียนประจำตำบลเล็กๆ แห่ ง หนึ่ ง ล้ ว นอยู่ ใ นโครงการลานธรรมนำ ปัญญา ทีค่ ณะครูรว่ มกับคณะกรรมการสถานศึกษา ของโรงเรียนได้ประชุมกัน ปรึกษาหารือ และ จั ด ให้ มี ขึ้ น โดยนำหลั ก ธรรมหรื อ หลั ก คำสอน ในพระพุ ท ธศาสนา ที่ ช่ ว ยยกระดั บ จิ ต ใจ ความประพฤติ ความรู้ ความสามารถ และทำให้ เกิดไมตรีจิต ยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน มาประยุกต์ใช้ ในกิจกรรมการเรียนการสอนเพราะปัญญาเกิด จากศี ล และสมาธิ เป็ น พื้ น ฐานอั น สำคั ญ ยิ่ ง แสงเที ย นและควั น ธู ป ส่ อ งสว่ า งส่ ง กลิ่ น หอมอบอวล ทำให้เกิดความสงบอย่างประหลาด ทั่วบริเวณลานพระอุโบสถเงียบสงัดกลายเป็นลาน ธรรมอย่างแท้จริง เด็กชายตะวันกับเพื่อนนักเรียน เปล่งวาจาเข้าถึงไตรสรณคมน์ ว่า

“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ลึก ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ลึก ตติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระ แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระ แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก แม้ครัง้ ทีส่ าม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นทีพ่ ง่ึ ทีร่ ะลึก”

“นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี” ๔๕


นครราชสีมา เขต ๒

๔๖


สามประสานสรรค์

สร้างชีวิตงามตามแนวทางวิถีพุทธ ชีวติ งาม ตามแนวทาง วิถพ ี ทุ ธ ประเสริฐสุด สร้างชีวติ ทีส่ ดใส รวมพลัง สรรค์สร้าง สังคมไทย ด้วยหลักชัย ไตรสิกขา ธรรมะดี คุณธรรม จริยธรรม เปรียบเสมือนเพชร น้ำงามที่ตกหล่นหายไปจากสังคมไทยและสังคม โลก ท่ามกลางกระแสธารที่ไหลเชี่ยวกรากของ โลกวัตถุนิยม ชีวิตของเราดำเนินไปด้วยความ ประมาท ขาดสติและปัญญาในการดำรงชีวิต ใน ช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณธรรมจริยธรรมของผู้คนใน สังคมไทยได้เสื่อมลงเกินกว่าที่จะคาดคิดในทุกแง่ ทุกมุม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับ จนแทบสิ้นหวังที่ จะหวนกลับสู่สังคมชาวพุทธที่สุขสงบ โดยเฉพาะ ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ เยาวชนไทย อนาคต ของชาติที่กำลังตกอยู่ในกระแสธารดังกล่าว โดย วิถีชีวิตของเยาวชนเหล่านี้ไม่มีหลักยึดใดๆ ที่จะ เป็นภูมิคุ้มกันให้วิถีชีวิตดำเนินไปได้อย่างปกติสุข แบบอย่างที่ดีๆ ในสังคมแทบมองไม่เห็น หลัก คุ ณ ธรรม จริ ย ธรรมแทบไม่ ส ามารถนำมา ประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตได้ เพราะขาดความรู้ความ เข้าใจในหลักธรรมของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่เราบอกว่าเราเป็นชาวพุทธ ฉะนั้นสังคม ไทยทุกภาคส่วนจะต้องเร่งรีบปลูกฝังและพัฒนา เยาวชนให้ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรมตามหลัก

พุทธธรรมในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจังในทุกวิธี การ และทุกรูปแบบ ทั้งในสถานศึกษาและนอก สถานศึกษา หลั ก การดำเนิ น วิ ถี ชี วิ ต ของคนในสั ง คม ไทยทีพ่ งึ ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบตั ทิ ดี่ ที สี่ ดุ ในขณะนี้ ได้แก่ การปฏิบัติตามหลักพุทธธรรม ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) แล้วศีลในชีวิตประจำวันเป็น อย่างไร ศีลในชีวิตประจำวันก็คือ การกระทำของ เราที่ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ก่อความเดือด ร้อนให้แก่ใคร ไม่ทำอะไรให้เสียหายทั้งต่อตนเอง และส่วนรวม เป็นการกระทำที่ส่งเสริมเกื้อกูลช่วย เหลือกัน ไม่ก่อให้เกิดโทษแก่ผู้อื่น ด้านสมาธิหรือ ด้านจิตใจ พึงระลึกเสมอว่า การกระทำหรือกำลัง จะทำอะไรของเรานั้นต้องทำด้วยเจตนาที่ดี มี ความหวั ง ดี ปรารถนาดี อยากจะช่ ว ยเหลื อ เกื้ อ กู ล ผู้ อื่ น มี จิตใจที่ชื่นบาน แจ่มใจ และมี ความสุขในการกระทำนั้น ส่วนด้านปัญญา หรือ ด้านความรู้ความเข้าใจ ต้องถามตนเองก่อนการ กระทำสิง่ นัน้ ๆ ว่า เรารู้เข้าใจสิ่งที่เราจะทำนั้น ชัดเจนดีหรือไม่ เป็นการกระทำที่ตรงตามเหตุ

เรื่อง เกียรติพงศ์ คำไทย โรงเรียน บ้านหนองบุนนาก ต.หนองบุนนาก จ.นครราชสีมา

๔๗


หลักการดำเนินวิถีชีวิตของคน

ในสั ง คมไทยที่ พึ ง ยึ ด ถื อ เป็ น

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในขณะนี ้ ได้แก่ การปฏิบัติตามหลักพุทธ ธรรม ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ปัจจัยหรือเปล่า ผลของการกระทำนั้นเป็นไปตาม ที่เราต้องการได้ครบถ้วนกระบวนการหรือไม่ ทำ ไปแล้วจะเกิดผลดี ผลเสียอะไรบ้าง กระบวนการสามประสานสรรค์สร้างชีวิต งามตามแนวทางวิถพี ทุ ธโรงเรียนบ้านหนองบุนนาก การที่จะเสริมสร้างเยาวชนในโรงเรียนให้มี คุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติตามหลักพุทธ ธรรมไตรสิกขาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยรูปแบบ วิธีการที่หลาก หลายเพื่อให้เกิดผลต่อเยาวชนและสังคมอย่างยั่ง ยืน โดยจะต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนในชุมชน และสังคมที่โรงเรียนตั้งอยู่ โดยเฉพาะบทบาทของ ผู้ปกครองนักเรียน (บ้าน) สถาบันศาสนา (พระ สงฆ์) และสถาบันการศึกษา (โรงเรียน) ต้องร่วม มือกันอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ฉะนั้น กระบวนการ สามประสานสรรค์สร้างชีวิตงามตามแนวทางวิถี พุทธ จึงเกิดขึ้นที่โรงเรียนบ้านหนองบุนนาก ซึ่ง ทั้งสามฝ่ายได้ให้คำมั่นสัญญาต่อกันว่า จะร่วม มือกันเสริมสร้างและพัฒนาตนเอง นักเรียน ผู้ ปกครองนักเรียน และชุมชน ให้สามารถดำเนิน วิถีชีวิตประจำวันตามหลักพุทธธรรมไตรสิกขาให้ จงได้ ดังนัน้ เพือ่ ให้ความฝันเป็นจริง เราทัง้ สาม ส่วน (บ้าน วัด โรงเรียน) จึง ร่ วมกั นกำหนด แนวทางการดำเนินงานขึ้นในโรงเรียนและชุมชน ๔๘

โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างและพัฒนาเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนแรก ได้แก่ การจัดสภาพแวดล้อมและ สถานที่ ทั้ ง ที่ โ รงเรี ย นและที่ บ้ า นนั ก เรี ย นให้ สะอาด ร่มรื่น สงบเย็น เป็นธรรมชาติ การจัด กิจกรรมเสริมสร้างหลักไตรสิกขาสอดแทรกใน การเรียนการสอนทุกชั่วโมง การจัดกิจกรรมฝึก ปฏิบัติจริง เช่น กิจกรรมประจำวัน กิจกรรมเข้า ค่ายปฏิบัติธรรม ทำบุญตักบาตรประจำเดือน การฝึกปฏิบัติการกิน อยู่ ดู ฟังเป็น กิจกรรมวัน สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น นอกจากนี้ ยัง มีการจัดการ ด้ า นบรรยากาศและปฏิ สั ม พั น ธ์ ที่ ดี ต่ อ กั น อย่ า งกัลยาณมิตร ให้เกียรติกัน มีสัม คารวะ อ่ อ นน้ อ มถ่อมตน ยิ้มแย้มแจ่มใส รัก สามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนการจัดการ ด้านบริหารโรงเรียนก็เน้นในเรื่องให้ทุกฝ่ายทุก ส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีสว่ นร่วมในทุกกระบวนการของ การบริหารจัดการ ส่ ว นที่ ๒ เป็ น การใช้ ยุทธศาสตร์ที่ว่า “การเป็นตัวอย่างที่ดีมีค่ามาก กว่าคำสอน” จึงเกิดแนวปฏิบัติร่วมกันว่าจะต้อง ใช้ ก ระบวนการเสริ ม สร้ า งและพั ฒ นาบุ ค คล ตัวอย่างขึ้นทั้งในโรงเรียน และชุมชน ซึ่งได้แก่ นักเรียนดีเด่น ครูตวั อย่างครอบครัวคุณธรรม ซึง่ จะ ดำเนินการคัดเลือกทุกๆ ปี โดยผูท้ จี่ ะได้รบั การคัด เลือก ต้องผ่านเกณฑ์ การประเมินใน ๓ ประการ คือ ประการที่ ๑ ต้องลด ละ เลิกจากอบายมุข ทั้งปวง ประการที่ ๒ ต้องเป็นผู้มีจิตสาธารณะ เสียสละเพือ่ ส่วนรวม และประการที่ ๓ ต้องปฏิบตั ิ ตามปลักพุทธรรมไตรสิกขา สำหรับขัน้ ตอนดำเนิน งานคัดเลือกในแต่ละปี จะดำเนินการคัดเลือกเมื่อ สิ้นปีการศึกษา โดยคณะกรรมการสามฝ่าย ต้อง มีมติเป็นเอกฉันท์ และต้องผ่านการประเมินตาม เกณฑ์การประเมินทั้ง ๓ ประการ หากไม่ผ่าน เกณฑ์ประการใดประการหนึง่ บุคคลนั้นก็จะเข้าสู่


กระบวนการพัฒนาในส่วนที่ไม่ผ่านนั้น โดยการ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา ตนเอง การให้ ก ำลั ง ใจและแรงจู ง ใจจากผู้ เกี่ยวข้องเป็นระยะ การติดตาม ประเมินผลต่อ เนื่องตลอดปี แล้วเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกอีก ครั้งในปีต่อไป ผู้ที่ได้รับคัดเลือกในแต่ละปี จะมี พิธียกย่อง เชิดชูเกียรติ ให้รางวัล ให้กำลังใจ จัด แสดงชีวประวัติและเผยแพร่คุณงามความดีให้ สาธารณะทราบโดยทั่วไป สิ่งที่เราได้รับอย่างภาค ภูมิใจก็คือ เรามีบุคคลตัวอย่างเพิ่มขึ้นทุกปีโดยไม่ จำกั ด จำนวนทั้ ง นั ก เรี ย น ครู และผู้ ป กครอง นักเรียน ซึ่งจะมุ่งสู่เป้าหมายสุดท้ายที่เราต้องการ คือ การสรรค์สร้างสังคมไทยให้ร่มเย็นสืบไป นักเรียนดี มีคุณธรรม อันล้ำเลิศ ก่อให้ เกิด ปัญญา อันแตกฉาน รูผ้ ดิ ชอบ กอปรกรรมดี ทุก คืนวัน จะสร้างสรรค์ สังคม ให้ร่มเย็น อันครูดี มีคณุ ธรรม อันล้ำเลิศ สุดประเสริฐ เกิดปัญญา อย่างสร้างสรรค์ พัฒนาเด็ก เป็นคนดี ยิ่งยืนนาน อุดมการณ์ สร้างสังคมให้ร่มเย็น ครอบครัวดี มีคณุ ธรรม อันล้ำเลิศ ก่อให้เกิด ความสุข ทุกสถาน เป็นแบบอย่าง สร้างความดี ตลอดกาล จะสร้างสรรค์ สังคมให้ร่มเย็น ในด้านของการบริหารจัดการของโรงเรียน ตามแนวทางวิ ถี พุ ท ธนั้ น เราก็ ส ามารถ ประยุ ก ต์ ใ ช้ ก ระบวนการบริ ห ารจั ด การศึ ก ษา ตามปกติ ไ ด้ ไม่ ว่ า จะเป็ น กระบวนการบริ ห าร จั ด การด้ ว ยวงจรคุ ณ ภาพ PDCA หรื อ กระบวนการเชิ ง ระบบ (System Approach)

(ปัจจัย กระบวนการ ผลผลิตและผลลัพธ์) หรือ กระบวนการบริหารอื่นๆ แต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือ กระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในส่วนของโรงเรียนบ้านหนองบุนนากที่ประสบผล สำเร็จนั้นได้ประยุกต์ใช้กระบวนการบริหารเป็น ๘ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้ น ตอนที่ ๑ การศึ ก ษาและวิ เ คราะห์ สภาพปั ญ หา เพื่ อ ศึ ก ษาและวิ เ คราะห์ ส ภาพ ปัญหาและความต้องการในการพัฒนาคุณธรรม จริ ย ธรรมนั ก เรี ย นว่ า นั ก เรี ย นมี ปั ญ หาใน พฤติ ก รรมด้ า นใดบ้ า ง โรงเรี ย นและชุ ม ชน ต้องการให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อะไรบ้าง ขั้นตอนที่ ๒ การพัฒนาเป็นแผนกลยุทธ์ เพื่อนำข้อมูลสารสนเทศที่ได้จากการวิเคราะห์มา แล้ ว นำมาร่ ว มกั น วางแผนการดำเนิ น งานใน ลั ก ษณะการจั ด ทำแผนปฏิ บั ติ ก ารที่ มี ก ารระบุ วิสยั ทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และกลยุทธ์ทจี่ ะใช้ ในการดำเนินงานพัฒนานักเรียน ขั้ น ตอนที่ ๓ การจั ด ชุ ด ดำเนิ น งาน เป็นการแต่งตัง้ คณะกรรมการชุดต่างๆ เพือ่ ร่วมกัน ดำเนินงาน ได้ แ ก่ คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการที่ปรึกษา คณะกรรมการดำเนิน งาน และคณะอนุกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ขั้นตอนที่ ๔ การร่วมกันดำเนินงานอย่าง สร้างสรรค์ เป็นการร่วมกันปฏิบัติงานของคณะ กรรมการฝ่ายต่างๆ ในอันที่จะพัฒนานักเรียนให้ บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยใช้วิธีการ ๔๙


และรูปแบบต่างที่ร่วมกันวางแผนไว้ ขั้นตอนที่ ๕ การนิเทศงานอย่างต่อเนื่อง ขณะร่ ว มกั น ปฏิ บั ติ ง านตามแผนนั้ น จะมี กระบวนการนิเทศ ติดตาม และประเมินการ ปฏิบัติงานเป็นระยะ อย่างต่อเนื่อง เพื่อทราบ ความก้าวหน้า และปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติ จะได้ ร่ ว มกั น แก้ ปั ญ หาอุ ป สรรคนั้ น ให้ ห มดไป นอกจากนี้ ยังจะต้องร่วมกันประเมินและสรุปผลการดำเนิน งานเมื่อสิ้นปี ขั้นตอนที่ ๖ ฟูเฟื่องเรื่องปรับปรุง เป็นการ นำข้อมูลสารสนเทศจากการนิเทศ สรุปและราย งานผลการดำเนินงานมาปรับปรุงและพัฒนาใน ส่วนที่บกพร่องหรือมีปัญหา และเพื่อวางแผนใน การดำเนินงานในปีต่อไป ขั้นตอนที่ ๗ มุ่งสู่ความภูมิใจแท้ เป็นการ ร่วมกันแสดงความภาคภูมิใจในผลสำเร็จของงาน มีการยกย่อง เชิดชูเกียรติ ให้รางวัลแก่ผู้มีผลงาน ดีเด่น ได้แก่ นักเรียนดีเด่น ครูตัวอย่าง และ ครอบครัวคุณธรรม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ขั้นตอนที่ ๘ เผยแพร่สู่สาธารณะ เป็นการ เผยแพร่ผลการดำเนินงานเพื่อให้สาธารณะรับ ทราบ รวมทั้งเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้สนใจได้นำ แนวทางไปประยุกต์ใช้ในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบ ต่อไป ผลสำเร็จแห่งความภาคภูมิใจ นั ก เรี ย น มี พ ฤติ ก รรมด้ า นคุ ณ ธรรม จริยธรรมและลักษณะอันพึงประสงค์บรรลุตาม เป้าหมาย และเป็นที่พึงพอใจของผู้ปกครองและ ๕0

ชุมชน จากการประเมินคุณภาพของ สมศ. ทั้ง รอบแรกและรอบที่สองอยู่ในระดับดีมาก ครู มีความศรัทธาในวิชาชีพครู มุ่งมั่นใน การทำงาน เป็นแบบอย่างที่ดีได้รับการยอมรับ จากชุมชน ปฏิบัติงานอย่าง มีความสุข ผู้ ป กครองและชุ ม ชน มุ่ ง มั่ น ในการ ทำความดี มีครอบครัวคุณธรรมไว้เป็นแบบอย่าง ในสังคม ภูมิใจในตนเอง และสนับสนุนช่วยเหลือ เสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียน พระสงฆ์ มีความพึงพอใจในกิริยามารยาท ของนักเรียน ภูมิใจที่สถาบันศาสนาได้มีส่วนร่วม ในการพัฒนานักเรียนนักเรียนไปทำบุญที่วัดด้วย ตนเอง โรงเรียน ได้รับการยอมรับในคุณภาพการ ศึ ก ษา ได้ รั บ รางวั ล โรงเรี ย นส่ ง เสริ ม คุ ณ ธรรม จริยธรรมนักเรียนดีเด่นของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียนต้นแบบการใช้หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นโรงเรียนดีประจำ ตำบลของกระทรวงศึกษาธิการ ในยามที่ชาติบ้านเมืองประสบปัญหาวิกฤติ ในด้ า นคุ ณ ธรรมจริ ย ธรรมเช่ น นี้ เราทุ ก คนใน สั ง คม มี ห น้ า ที่ ที่ จ ะต้ อ งพั ฒ นาตนเองและ เยาวชนคนไทย ให้สามารถฝ่าวิกฤติของโลกยุค โลกาภิวัตน์ให้จงได้ ด้วยการช่วยกันเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันด้านคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นแก่ ตนเองและสังคมอย่างจริงจังกันเถอะ ชีวิตเรานี้ สั้นนัก เรามาร่วมกันสร้างสมความดีให้ชีวิตที่เกิด มาดีก่อนที่จะสายเกินไป


นครราชสีมา เขต ๒

เศรษฐกิจพอเพียง...

เพือ่ ...ธุรกิจคุณธรรม

ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก และสังคมที่มีผลกระทบต่อเยาวชนโดยตรง เป็น ที่ยอมรับแล้วว่าโลกปัจจุบันและอนาคตเป็นโลก วิ ท ยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข่ า วสารข้ อ มู ล หรื อ วิทยาการสมัยใหม่ หรือทีเ่ รียกว่า โลกยุคดิจติ อล สังคมในปัจจุบนั จึงเป็นสังคมเทคโนโลยี เป็นโลกที่ ไร้พรมแดน ด้านเศรษฐกิจการค้าเป็นแบบเสรี แข่งขันกำไรสูงสุดกับกลุ่มเยาวชน มีการโฆษณา เพื่อสร้างค่านิยมให้เป็นผูบ้ ริโภคแบบไม่มขี ดี จำกัด มุ่งสร้างความสุขให้แก่ตนเองในปัจจุบันโดยไม่

คำนึงถึงผลที่จะเกิด จึงมีความเสื่อมมากมาย ที่มาพร้อมกับความเจริญรวมทั้งการมีสื่อที่ขาด คุ ณ ภาพซึ่ ง ขาดจิ ต สำนึ ก ในการรั บ ผิ ด ชอบต่ อ สังคม ผู้ใหญ่เองก็ตั้งใจหากำไรให้ตนเองมาก ที่สุด จะเห็นได้จากการสรรหาสินค้าและบริการที่ มุ่งความสนุกสนานและทางอบาย ตั้งแต่ที่เลวร้าย ที่สุดคือยาเสพติด สื่อลามก ยั่วยุทางเพศ บาร์ ผับ สุรา การพนัน หากินกับเยาวชนหรือวัยรุ่นที่ ยังด้อยสติและวิจารณญาณ ส่งผลให้เกิดปัญหา ต่อตนเองและครอบครัว และในที่สุดเกิดความ

เรื่อง สมคิด วัฒนวีรพงษ์ โรงเรียน อนุบาลท่าช้าง เฉลิมพระเกียรติ ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา

๕๑


เสื่ อ มโทรมทางสั ง คมและความสู ญ เสี ย ทาง เศรษฐกิ จ ของประเทศชาติ พระบาทสมเด็ จ พระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยปัญหาจริยธรรมสังคมที่ ปรากฏอยู่อย่างยิ่ง (นงเยาว์ แข่งเพ็ญแข. ๒๔๓๔ : ๔ - ๕) ดั ง นั้ น การจั ด การศึ ก ษาที่ มี คุ ณ ภาพต้ อ ง พั ฒ นาเยาวชนให้ พ ร้ อ มที่ จ ะแก้ ปั ญ หาทั้ ง มวล อย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของคุณธรรมและ ประโยชน์ ข องส่ ว นรวม ดำรงชี วิ ต อย่ า ง สร้างสรรค์ตามวิถีไทย รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมและรักษาสมดุลระหว่างธรรมชาติและ เทคโนโลยี ประการสำคัญต้องยึดมั่นและปฏิบัติ ตามหลักธรรมของศาสนา ซึ่งศาสนาพุทธให้หลัก ไว้ ว่ า ศี ล สมาธิ ปั ญ ญา โรงเรี ย นจึ ง ได้ จั ด โครงการให้ นั ก เรี ย นได้ เ รี ย นรู้ เ รื่ อ งปรั ช ญา เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างมี คุณธรรม โดยจัดค่ายอบรมสร้างเสริมคุณธรรมใน สถานศึกษาเป็นเวลา ๓ วัน ๒ คืน พร้อมนี้ได้ จัดการเรียนการสอนสอดแทรกคุณธรรม ค่ายสร้างเสริมคุณธรรมในสถานศึกษา ได้ จัดอบรมให้ความรู้แก่นักเรียนเครือข่ายคุณธรรม รวม ๖ โรงเรียน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ - ๖ จำนวน ๒๐๘ คน ให้ความรู้เรื่องปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงและการทำธุรกิจคุณธรรม โดย มี จุ ด มุ่ ง หมายให้ นั ก เรี ย นมี ค วามรู้ ค วามเข้ า ใจ สามารถเลือกทำธุรกิจโดยยึดความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ภายใต้เงื่อนไขความ รู้และคุณธรรม กล่าวคือ การทำธุรกิจที่ไม่สร้าง ความเดือดร้อนให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม โดย การสร้างสร้างศรัทธาหรือความเชื่อว่า “ทำดีได้ ดี ทำชั่วได้ชั่ว” และเรื่องกฎแห่งกรรม เพื่อให้ นักเรียนรู้จักบาปบุญคุณโทษ มีความเกรงกลัว ๕๒

ต่อบาปที่สักวันจะสะท้อนมาสู่ตนเองและสังคม ประเทศชาติ และโลกของเรา ดังตัวอย่างที่มี ให้เห็นซึ่งเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน จากการดำเนินโครงการค่ายสร้างเสริมคุณ ธรรมในสถานศึ ก ษาดั ง กล่ า ว ทำให้ นั ก เรียนมี ความรู้ ค วามเข้ า ใจว่ า ธุ ร กิ จ หมายถึ ง การงาน ประจำเกีย่ วกับอาชีพค้าขาย บริการหรือกิจการอืน่ ๆ ที่ไม่ใช่ราชการ การทำธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจ


พอเพียงมีแนวดำเนินการดังนี้ ๑. ประหยั ด ตั ด ทอนค่ า ใช้ จ่ า ยที่ ไ ม่ จำเป็น ลดความฟุ้งเฟ้อ ความฟุ่มเฟือย ๒. ประกอบอาชีพที่ยึดมั่นความถูกต้อง สุจริต แม้ตกอยู่ในสภาพขาดแคลน ๓. ลด ละ เลิก การแก่งแย่งผลประโยชน์ และการแข่งขันที่รุนแรง ไม่เบียดบัง ๔. ต้องอดทน ไม่หยุดนิ่งที่จะหาหนทาง

ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ๕. ลดความชัว่ ทีม่ ใี นตัว โลภ หลง ตัณหา ความอยากได้ อยากมี จนกล้าที่จะทำในสิ่งที่ผิด ทำนองครองธรรม การทำธุ ร กิ จ ที่ มี คุ ณ ธรรมมี แ นวทางการ ดำเนินงานดังนี้ ๑. อดทนต่อความยากลำบาก ๒. รักและซื่อสัตย์ต่ออาชีพ มีความขยัน หมั่นเพียร ๓. พัฒนาตนเองเสมอ ๔. เห็ น แก่ ป ระโยชน์ ส่ ว นรวมมากกว่ า ประโยชน์ส่วนตัว ๕. มีจิตสำนึกในการใช้พลังงาน ยึดมั่น ความประหยัดและคุ้มค่า หลังจากนักเรียนได้รับความรู้แล้ว ได้ให้ นักเรียนระดมความคิดเกี่ยวกับทรัพยากรที่มีใน ท้องถิ่น เพื่อนำมาดำเนินการเพื่อสร้างรายได้ให้ กับกลุ่ม โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการ ทำธุ ร กิ จ อย่ า งมี คุ ณ ธรรม โดยใช้ วิ ธี ส อนแบบ 5W1H ผลการดำเนินงานการจัดค่ายอบรมใน ครั้งนี้ ทำให้นักเรียนได้โครงการธุรกิจคุณธรรม จำนวน ๑๖ โครงการ ได้แก่ โครงการปลูกผัก ปลอดสารพิ ษ โครงการปลู ก ต้ น ไม้ ท ดแทน โครงการเพราะกล้าไม้ โครงการผลิตภัณฑ์น้ำยา ล้างจานจากมะกรูด โครงการปลูกผักสวนครัว (ผักบุง้ ) โครงการกล้วยบวชชี โครงการกล้วยแขก โครงการไข่มหัศจรรย์ โครงการไข่เค็มอนามัย โครงการเพาะถั่ ว งอก โครงการทำน้ ำ ชีวภาพ โครงการผลิตภัณฑ์ใบตาล โครงการน้ำ ผลไม้ โครงการน้ ำ ตะไคร้ โครงการสมุ น ไพรใบเตย และโครงการพวงกุญแจไม้ โรงเรียนอนุบาลท่าช้างเฉลิมพระเกียรติ มี ความตระหนักว่า ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ๕๓


จะบรรลุ วั ต ถุ ป ระสงค์ ไ ด้ ก็ ต่ อ เมื่ อ นั ก เรี ย นได้ ลงมื อ ปฏิ บั ติ จ ริ ง ดั ง นั้ น จึ ง ได้ จั ด การเรี ย นการ สอนแบบบู ร ณาการขึ้ น สั ป ดาห์ ล ะหนึ่ ง ครั้ ง ใช้ สาระการอาชี พ เป็ น แกนสอดแทรกคุ ณ ธรรม เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือทำจริงและจำหน่ายเป็น รายได้ รวมทัง้ นำเสนอในรูปของนิทรรศการวิชาการ จากผลการประเมิ น ผลการดำเนิ น งาน คณะครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้มาร่วมงาน โดยใช้ แ บบสอบถามและการสั ม ภาษณ์ พ บว่ า

ครูมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการเรียนการ สอนเรื่ อ งเศรษฐกิ จ พอเพี ย งและสามารถนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสอนให้นักเรียนทำ ธุรกิจอย่างมีคุณธรรม สำหรับนักเรียน มีความพึงพอใจต่อการ ๕๔

จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในลักษณะนี้มาก เพราะมีความรู้ ความสนุกสนาน ได้คิดและลงมือ ปฏิบัติจริง รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกัน และกันอีกด้วย ในส่วนของผู้ปกครองและผู้มาร่วมงาน มี ความเห็นว่า นักเรียนได้รับความรู้และการฝึก กระบวนการคิ ด และฝึ ก ทั ก ษะจนเกิ ด ความ ชำนาญ และพึงพอใจมากที่สุดคือพบว่านักเรียน มีความสุขสนุกสนานกับการเรียนมาก ส่ ว นความเห็ น ที่ ต รงกั น คื อ กิ จ กรรม

เป็นพื้นฐานให้นักเรียนนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้ทั้งในปั จ จุ บั น และอนาคต ซึ่ ง จะส่ ง ผลดี ต่ อ ตนเอง สังคม และประเทศชาติ รวมทัง้ โลกของ เราอีกด้วย


ชัยภูมิ เขต ๓

รอยยิ้ม...

ความหมายแห่งธรรม เห็นชื่อเรื่องแล้วท่านคง... “งง” ...ในใจ แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ๆ วิ ชั ย อิ น ทนะ เจ้าของรอยยิ้มแรก เป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาประชาสัมพันธ์ ที่อยู่ ห่างจากกรุ ง เทพฯ ประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตร ที่ ผอ.วิชัยยิ้มได้เพราะนักเรียนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าพูดนำเสนอในสิ่งที่ได้ทำนักเรียนร่วมคิด กิ จ กรรมในแต่ ล ะวั น ในโรงเรี ย นจนกลายเป็ น กิ จ กรรม “ดี เก่ ง มี สุ ข” หนึ่ ง วัน ในโรงเรี ยน เริ่มจากการยกมือไหว้ ขอบคุณผู้ปกครองที่มา ส่ ง ยกมื อ ไหว้ แ ละโอบกอดครู ที่ ห น้ า ประตู โรงเรียน คุณครูและผู้ปกครองยกมือไหว้ทักทาย กั น การพู ด จาอย่ า งไพเราะ ออกกำลั ง กาย เคารพธงชาติ สวดมนต์ ไ หว้ พ ระ กล่ า วคำ ปฏิญาณ และกล่าวชื่นชมยินดีนักเรียนที่ได้ปฏิบัติ ตนเป็ น คนดี ด้ า นต่ า งๆ นั่ ง สมาธิ ก่ อ นที่ จ ะเข้ า เรียนอย่างมีความสุข การเรียนก็จะมีทั้งในห้อง สี่เหลี่ยมและห้องเรียนธรรมชาติ ทำให้คุณครูและ นักเรียนมีความสุขกายสุขใจ รอยยิ้มนักเรียน เป็นรอยยิ้มแห่งความ ภาคภูมิใจที่ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข เพราะได้ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในห้องเรียนธรรมชาติ ทำให้ได้รับความรู้และความสุข มีการแลกเปลี่ยน

เรียนรู้กันอยู่เสมอทำให้นักเรียนเกิดความสุขใน ชีวิตประจำวั น ได้ เ ลี้ ย งปลา ปลู ก พื ช ผั ก สวน ครั ว โดยใช้ อิ น ทรี ย์ ธ าตุ จึ ง ได้ ผ ลผลิ ต ที่ ป ลอด จากสารพิษและเป็นมิตรกับธรรมชาติ รอยยิ้มนี้มีความหมาย เพราะทำให้ผู้สื่อ ข่าวของโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียงสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้มาถ่ายทำและ สัมภาษณ์นักเรียน พร้อมกับได้นำไปลงวารสาร พอเพียง พพพ. ทำให้เกิดรอยยิ้มใหญ่แห่งความ ภาคภูมใิ จในผลสำเร็จทีท่ กุ คนมีสว่ นร่วม รอยยิ้ ม ทุ ก รอยยิ้ ม มี ค วามหมายเพราะ นักเรียนโรงเรียนบ้านนาประชาสัมพันธ์ ยิ้มมา จากรอยธรรมประจำใจ ที่นักเรียนทุกคนร่วมกัน ปฏิบัติยึดถือ คือ คุณธรรมพื้นฐาน ๘ ประการ รวมกับความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อ บิดา มารดา ผู้ มีพระคุณ และคุณครูรอยยิ้มแห่งธรรมนี้ จึงมี ความหมายมากมายกว่ารางวัลใดๆ ที่โรงเรียน ได้รับในปีการศึกษา ๒๕๕๓ ได้แก่สถานศึกษา พอเพียงต้นแบบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่ง ดร.ปรียานุช พิบูลศราวุธ หัวหน้าโครงการวิจัย เศรษฐกิจพอเพียงของสำนักงานทรัพย์สนิ ส่วนพระ มหากษั ต ริ ย์ ได้ ใ ห้ เ กี ย รติ ม าเยี่ ย มโรงเรี ย น นอกจากนี้ ยั ง ได้ รั บ รางวั ล โรงเรี ย นคุ ณ ธรรม

เรื่อง สมเกียรติ ตุงคะเสรีรักษ์ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา ชัยภูมิ สพป.ชัยภูมิ 3 อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ

๕๕


จริยธรรมดีเด่น ได้รบั เงินรางวัลจากธนาคารออมสิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท โรงเรียนชนะเลิศโครงงานคุณ ธรรมดีเด่นระดับประถมศึกษาของสำนักงานเขต พื้นที่การประถมศึกษาชัยภูมิ เขต ๓ และชนะเลิศ โครงงานคุณธรรม อันดับ ๑ เป็นตัวแทนภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าแข่งขันระดับประเทศที่ เมืองทองธานี เอ่ยเพียงเท่านี้คงจะยืนยันได้ถึง ความสำเร็จที่เกิดจากรอยยิ้มแห่งธรรม รอยยิม้ แห่งความภาคภูมใิ จ คือ รอยยิม้ ใหญ่ ของ ผอ.วิชัย อินทนะ ที่ตั้งใจให้ศิษย์ยึดถือคุณ ธรรมพื้นฐาน ๘ ประการ และความกตัญญูเป็น หลัก โดยมี ผอ.วิชัย คณะครู และกรรมการ สถานศึ ก ษา ปฏิ บั ติ ต นเป็ น ตั ว อย่ า งที่ ดี แ ก่

๕๖

นักเรียน จากการได้พูดคุยกัน จึงทำให้ทราบว่า รางวัลต่างๆ ที่โรงเรียนได้มาจึงเป็นของแถมแห่ง สายธรรม สมกับคำทีว่ า่ ผูท้ ที่ ำดียอ่ มได้ดี อย่างแน่แท้ ทีส่ ำคัญ คือ ตัว ผอ.วิชยั อินทนะ ก็ได้รบั เชิญจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้น ฐานให้ไปเป็นวิทยากร เรื่อง การจัดกิจกรรมตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ประสบผล สำเร็จ ให้ผู้บริหารโรงเรียน และศึกษานิเทศก์ ได้ รั บ ฟั ง ที่ จั ง หวั ด เชี ย งใหม่ จั ง หวั ด สุ ร าษฎร์ ธ านี และเป็นคณะทำงานด้านคุณธรรมอีกหลายคณะ ผู้เขียนจึงขอเรียก รอยยิ้มน้อยและยิ้มใหญ่ ว่า เป็นรอยยิ้มแห่งธรรม


นครราชสีมา เขต ๒

พลังความดี จากสภาพของสั ง คมไทยที่ เ กิ ด การ เปลี่ยนแปลงเจริญก้าวหน้าด้านวัตถุและวิทยาการ ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และการสื่อสาร ก่อให้เกิด การแข่ ง ขั น สู ง ขึ้ น ต่ า งเอาชนะกั น กอบโกยผล ประโยชน์ มีความฉุกคิดที่ผิดๆ ว่าทำอย่างไร ก็ได้ให้มีเงินมีทอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะตามมาเอง อย่างไร้เหตุผล จึงเป็นทีม่ าของการประพฤติผิดศีล ธรรม คุณธรรม และจริยธรรม โดยขาดสำนึกที่ ดี ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อการปฏิบัติงาน ขาดการมี วิ นั ย ความรั บ ผิ ด ชอบต่ อ ครอบครั ว และสั ง คม ไม่รู้จกั อ่อนน้อมถ่อมตน ขาดสัมมาคารวะ ไม่รจู้ กั รักษาสภาพสิ่งแวดล้ อ ม กายและใจไม่ ส ะอาด ขาดความสามัคคี เกื้อกูล ขัดแย้งไม่ฟังเหตุผล และไม่ มี น้ำใจ เห็ น แก่ ตั ว และขาดความเอื้ อ อาทรเอาใจใส่ ใ นสั ง คม จึ ง ก่ อ ให้ เ กิ ด ปั ญ หา อาชญากรรมมากขึ้น ปัญหาการแพร่ขยายโรค เอดส์ ปัญหายาเสพติด เกิดกับเยาวชนของชาติ มากขึ้นโดยลำดับ นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเล่น การพนันรวมทั้งปัญหาทางเพศอันเกิดจากการ แพร่หลายของสื่อลามกดังกล่าว เป็นปัญหาด้าน คุณธรรม จริยธรรมที่ปรากฏขึ้นอย่างรุนแรงใน สั ง คม ในภาวะที่ โ ลกกำลั ง ไหลไปตามกระแส

ทางด้านวัตถุอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้คนเกือบ ทุกสังคมตกอยู่ภายใต้การครอบงำของค่านิยม ทางวัตถุ มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาความเสื่อมทรามด้านศีลธรรม บางครั้งผู้คนในบางสังคมก็ได้รวมตัวกันออกมา เรียกร้องจริยธรรมกับผู้บริหารประเทศ เหตุการณ์ ดังกล่าวได้สะท้อนถึงจุดวิกฤติบางอย่างที่กำลัง เกิดขึ้นจริงในสังคม โรงเรียนอนุบาลมณีราษฎร์คณาลัย ได้ให้ ความสำคัญกับการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม เข้าในกิจกรรมการเรียนการสอนในทุกสาระการ เรียนรู้ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ของผู้เรียนควบคู่ไป กั บ คุ ณ ธรรมจริ ย ธรรม พั ฒ นาบุ ค ลิ ก ภาพให้ นั ก เรี ย นมีสุขภาพดี มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ มุ่งเน้นความเป็นประชาธิปไตย มีวนิ ยั มีความรับ ผิดชอบ ความซื่อสัตย์สุจริต ประหยัด อดทน เสี ย สละต่ อ ส่ ว นรวม มี จิ ต สำนึ ก อนุ รั ก ษ์ สิ่ ง แวดล้อม มีคุณธรรมพื้นฐาน ๘ ประการ และ เป็นพลเมืองดีของสังคม ตามยุทธศาสตร์ข้อที่ ๓ การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ความเป็นไทย และสิ่งแวดล้อม จัดการเรียนรู้สู่อาชีพ โรงเรียน อนุบาลมณีราษฎร์คณาลัยได้เล็งเห็นความสำคัญ ดังกล่าวนี้ จึงได้จัดทำกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม

เรื่อง มานะ ครุธาโรจน์ โรงเรียน อนุบาลมณีราษฎร์คณาลัย ต.ห้วยแถลง อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา

๕๗


หากเด็กและเยาวชนได้รบั การเรียนรู้ และอบรมสัง่ สอนเรือ่ งศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมด้วยความสมบูรณ์อย่างต่อเนือ่ ง จะสามารถ ยกระดับการพัฒนาจิตใจของเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ ใหญ่ทด่ี มี คี ณ ุ ค่า ช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้ายัง่ ยืนต่อไป

๕๘


จริยธรรมด้วย ๑๕ กิจกรรมสำนึกดีขึ้น เพื่อให้ นักเรียนเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม และสำนึก ที่ดีตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยการจัด สภาพของโรงเรียนวิถีพุทธ ๕ ด้าน คือ ด้าน กายภาพ ประกอบด้วย อาคารสถานที่ ห้องเรียน แหล่งเรียนรู้ และสภาพแวดล้อม ด้านกิจกรรม พื้นฐานชีวิต เช่น กิจกรรมประจำวัน กิจกรรมวัน สำคัญ กิจกรรมนักเรียน ด้านการเรียนการสอน การจัดหลักสูตร การจัดหน่วยเรียนรู้ แผนการ จัดการเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน ด้าน บรรยากาศและปฏิ สั ม พั น ธ์ การปฏิ บั ติ ต่ อ กั น ระหว่ า งครู กั บ นั ก เรี ย น นั ก เรี ย นกั บ นั ก เรี ย น และครู กั บ ครู ด้ า นการบริ ห ารจั ด การ การ กำหนดวิสัยทัศน์ แผนปฏิบัติการ การสนับสนุน ติดตามประเมินผล และจัดกิจกรรมเน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ ในสถานการณ์จริง ๑๕ กิจกรรมสำนึกดี คือ ๑. เข้ า ค่ า ยปฏิ บั ติ ธ รรม ๒. สวดมนต์ สุ ด สัป ดาห์ ๓. สวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา ๔. ธรรมศึกษา ๕. วันสำคัญทางศาสนาและประเพณี ต่างๆ ๖. กิจกรรมยิม้ ไหว้ ทักทาย ๗. กิจกรรม บันทึกความดี ๘. กิจกรรมบันทึกการอ่าน ๙. กิจกรรมออมทรัพย์ ๑๐. กิจกรรมรณรงค์นิยม ไทย ๑๑.กิจกรรมนักเรียนคุณธรรม จริยธรรมดี เด่น ๑๒. กิจกรรมจิตอาสาเก็บขยะสร้างความดี ๑๓. กิ จ กรรมประชาธิ ป ไตย ๑๔. กิ จ กรรม อศร.ในโรงเรียน ๑๕. กิจกรรมรักษ์สุขภาพ To be number one

โรงเรียนอนุบาลมณีราษฎร์คณาลัย เชือ่ มั่น ว่า “หากเด็กและเยาวชนได้รับการเรียนรู้ และ อบรมสั่ ง สอนเรื่ อ งศี ล ธรรม คุ ณ ธรรม และ จริ ย ธรรมด้ ว ยความสมบู ร ณ์ อ ย่ า งต่ อ เนื่ อ ง จะ สามารถยกระดับการพัฒนาจิตใจของเยาวชนให้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณค่าช่วยพัฒนาบ้านเมือง ให้เจริญก้าวหน้ายั่งยืนต่อไป” โดยโรงเรียนจะเป็น ที่สร้างพื้นฐานที่สำคัญเพราะเด็กต้องใช้เวลาอยู่ กับโรงเรียนในช่วงวัยที่กำลังเรียนรู้และสามารถที่ จะจดจำสิ่งดีๆ เพื่อนำออกไปปฏิบัติได้จริงใน สังคมภายนอก ดังนั้นจึงได้จัดให้มีกิจกรรมที่เอื้อ ต่อการส่งเสริมด้านคุณธรรมและจริยธรรมในทุกๆ ด้าน จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดัง กล่ า วส่ ง ผลให้ นั ก เรี ย นมี คุ ณ ธรรมพื้ น ฐาน ๘ ประการ มี ส ำนึ ก ที่ ดี นักเรียนประพฤติปฏิบัติ ตามแนวทางการเสริมสร้างคุณธรรมของโรงเรียน นักเรียนมีคุณธรรมในตนเอง เป็นสมาชิกที่ดีของ ครอบครั ว โรงเรี ย นและสั ง คม นั ก เรี ย นมี คุ ณ ธรรม จริยธรรม และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รู้บาป บุญ คุณ โทษ มีความคิด ประพฤติตนถูก ต้อง มีจิตอาสา มีความรับผิดชอบ ช่วยแก้ปญั หา สังคม และมีความภาคภูมิใจในตนเอง “บ้าน วัด โรงเรียน” มีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียนโดยการ ปลู ก ฝั ง คุ ณ ธรรมจริ ย ธรรมและจิ ต สำนึ ก ที่ ดี นักเรียนนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมา ใช้ในการดำเนินชีวิตและเป็นคนดีของสังคม

๕๙


นครราชสีมา เขต ๕

ครูบวั ก้านเล่า...

กระยาสารทมาราธอน

เรื่อง บัวก้าน เลาสูงเนิน โรงเรียน บ้านขามทะเลสอ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา

๖๐

เดือนเก้าฝนตกพรำๆ ทุกบ้านจะเตรียม ทำข้าวตอก ข้าวพอง ถั่ว งา ที่ปลูกตามหัวไร่ ปลายนาที่แก่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ทุกบ้านจะ ตากงา โดยทำราวไม้ไผ่ ๒ ระดับ ตั้งมัดงาเรียง แถวทุกบ้านทุกเรือน ผู้เฒ่าผู้แก่แกว่งเปลหลานไป กะเทาะถั่ว ลิสงไป บ้านนี้เสร็จบ้านโน้นก็มาให้ช่วย ไม่มีใคร ว่าง ข้าวเหนียวที่มีในยุ้งฉางตักมาฝัดเอาข้าวลีบ ออกแช่น้ำในปี๊บบ้าง ในโอ่งบ้าง ๒ คืนผ่านไป น้ำข้าวทีแ่ ช่ลง สรงให้เสด็จน้ำ คัว่ ในกระทะ ให้สกุ ซึง่ สังเกตได้จากมีบางเมล็ดแตกเป็นข้าวตอก กวาดใส่กระด้งให้เย็น นำไปตำในครกกระเดื่อง เด็กๆ อย่างพวกเราถูกปลุกให้ตื่นมาเหยียบหาง กระเดื่อง ตัวเล็กต้องช่วยกันหลายคน แม่เป็น คนจั๊ ก ไหล่ ซึ่ ง ต้ อ งมี ค วามชำนาญไม่ ใ ห้ ก ระทบ สาก โกยใส่ ก ระด้ ง แล้ ว ฝั ด เอาแกลบออกเป็ น ข้าวเม่าคั่วทรายให้ร้อนนำข้าวเม่าลงคั่วในทราย ทุ ก เม็ ด จะพองตั ว เป็ น ข้ า งพอง คั่ ว พอเหลื อ ง กวาดออกพร้อมทรายด้วยตะแกรง ร่อนทราย งานนี้ต้องเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะทั้งร้อนทั้งหนัก เปิดยุ้งอีกทีตักข้าวเหนียวมาฝัดให้สะอาด คั่วในหม้อดินปิดฝาละมี หรือคั่วในกระทะปิด ด้วยกระด้ง ใช้ไม้เนือ้ อ่อน เช่นไม้นนุ่ หรือก้านกล้วย คนคั่วไปสักครู่ข้าวทุกเมล็ดจะแตกเป็นข้าวตอก

ดอกขาวเต็ ม กระทะ ใช้ ก าบมะพร้ า วแห้ ง กาบ ใหญ่โกยออกจากกระทะ ส่วนที่ตกรอบกระทะ หมดโอกาสเป็นข้าวตอก ข้าวตอกใช้ในพิธีไหว้ครู เปรียบเทียบกับความมีระเบียบวินัย กลางดึกสมาชิกในบ้านจะมาล้อมวงเก็บ กากข้าวตอกข้าวพอง เป็นงานประสานสามัคคี งานนีเ้ องสมาชิกอยูก่ นั พร้อมหน้า ผูเ้ ฒ่าผูแ้ ก่จะเล่า จะหยิบกากข้าวออกจากกระด้ง ใกล้วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ พ่อและพวกผู้ชายจะมาช่วยกัน ปอกมะพร้าวแล้วขูดให้ได้คนละหลายๆ ลูก แม่ควั่ ถั่วลิสงกะเทาะเปลือกให้สะอาด และฆ่างัว (คั่ว งา) ต้องคั่วทีละอย่างอย่าเผลอคั่วพร้อมกันทีเดียว จะเข้าข่าย “กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” ตั้งกระทะใบบัวบนเตาดิน หรือถังแดงครึ่ง ลูก เคี่ยวกะทิจนเดือดแตกมันจนได้น้ำมันใสแจ๋ว ใส่ น้ ำ ตาลปี๊ บ และแบะแซเคี่ ย วไปจนหอม ถ้ า ต้องการกระยาสารทเหนียวกรอบใส่น้ำตาลทราย ถ้าต้องการกระยาสารทร่วนซุย ไม่เหนียว ไม่แข็ง สำหรับผู้สูงอายุที่เหงือกจ๋าฟันลาก่อน เมื่อน้ำตาลที่เคี่ยวได้ใส่ข้าวตอกลงคลุกใน กระทะคนให้ทั่วแล้วโรยด้วยถั่วและงา งานนี้ทุก คนที่มีอายุร่วมถือจานสังกะสีคนละใบ พ่อเป็น ผู้ชายที่แข็งแรงทีส่ ดุ ถือไม้พายงัดให้ถงึ ก้นกระทะ งัดทางนีท้ ีทางโน้นทีสนุกสนานกันถ้วนหน้า


สมาชิกในบ้านจะมาล้อมวงเก็บกากข้าวตอกข้าวพอง เป็นงานประสาน สามัคคี งานนี้เองสมาชิกอยู่กันพร้อมหน้า ผู้เฒ่าผู้แก่จะเล่า จะหยิบ กากข้าวออกจากกระด้ง กระดาษแผ่ น ใหญ่ ใ นกระบุ ง กระเชอตั ก กระยาสารทลงบรรจุจนเต็มรวบกระดาษปิดไว้ ที่ใส่หม้อใบใหญ่ หรือที่อยู่ในกระทะแม่ตักใส่จาน ใส่ตะกร้าใบเขื่องได้หลายจานให้ลูกๆ เดินสาย แจกเพื่อนบ้านทุกหลังคาเรือน บางบ้านทำเสร็จ เหมือนกัน ถ่ายจานเราแล้วก็ใส่ของใหม่มาให้ พร้ อ มเด็ ก ๆ แต่ ล ะบ้ า นเดิ น สวนทางกั น แจก กระยาสารทอย่างถ้วนหน้า วันสารทไทย แรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ ทุก บ้านนำกระยาสารทไปทำบุญที่วัดพร้อมกล้วยไข่ จากกำแพงเพชรที่มีขายในหมู่บ้าน วันนี้เป็นวัน สุดท้ายของการแจกกระยาสารท ถ้าเป็นญาติกัน ผู้ใหญ่จะมีกระยาสารทพร้อมกล้วยไข่ หมากสด พลูสด แต่ไม่มีปูนนะ เขาจึงว่าอาภัพเหมือนปูน ซิ น ะ เพราะถึ ง เวลาออกหน้ า ออกตาก็ ไ ม่ ไ ด้ แสดงตัว เฮ้อ! เด็ ก ๆ มี ก ระยาสารทกิ น กั น เป็ น เดื อ น เด็กๆทุกบ้านห่อกระยาสารทไปแลกเปลี่ยนกัน กิ น เพราะแต่ ล ะบ้ า นรสชาติ ไ ม่ ซ้ ำ แบบ เวลา กลางคืนพ่อมักขูดมะพร้าวโรยเกลือคลุกกระยา สารท เรียกว่า ยำกระยาสารท อร่อยอีกแบบ คนแก่ก็กินได้เพราะนุ่มเหงือกดี เด็กๆ ก็ชอบ ทุกคน ๖๑


สระแก้ว เขต ๒

แสงเทียนส่องทาง

แสงธรรมส่องใจ

เรื่อง เกศินี บุญพินิจ โรงเรียน อนุบรรพต อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

๖๒

"...เปลวเทียน ต้านลมโหมกระหน่ำ ก็ยัง เปล่งแสงแวววาม แม้จะลู่ตามเมื่อลมพัดพา เหมือนดวงใจที่แกร่งกล้า ของครูผู้มีศรัทธา อุทิศ ตนมาเพื่อทำหน้าที่ครู…” เทียนไขแท่งเล็กๆ เผาไหม้ตวั เองเพือ่ เปล่ง แสงส่องกลางความมืดให้สรรพชีวิต แล้วคนเรา เล่า... ในชีวติ เคยเสียสละตนเองอย่างไรบ้างเพือ่ คน อืน่ แสงเทียนส่องทาง แสงธรรมส่องใจ เป็นเรือ่ ง ที่ผู้เขียนจะบรรยายถึงประสบการณ์ส่วนหนึ่งของ การเรียนการสอนในโรงเรียนประถมศึกษาขนาด เล็กแห่งหนึง่ ในอำเภออรัญประเทศ ซึง่ มีแง่มมุ บาง ส่วนที่น่าประทับใจเหมือนดังแสงจากเปลวเทียน เล่มน้อย ทีส่ ว่างไสวอยูใ่ นหัวใจของแม่พมิ พ์ทกุ คน โรงเรียนประถมศึกษาที่ผู้เขียนทำหน้าที่ สอนอยู่ นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาทางครอบครัว บิ ด ามารดาแยกทางกั น ไปมี ค รอบครั ว ใหม่ ผู้ ปกครองมีอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้จึงไม่แน่นอน ปัญหาของนักเรียนที่ผู้เขียนและคณะครูต้องร่วม มือกันแก้ไขตลอดมา เช่น “หนูไม่มแี ม่คะ่ ” “ครูครับ นายดีล้อว่าผมไม่มีพ่อครับ”


“ครูครับ พ่อผมเมาทุกวันเลยครับ” “ครูคะ ยายหนู ไม่มีเงินซื้อรองเท้านักเรียนค่ะ” “ครูครับ พ่อผม ให้หยุดเรียนไปช่วยทำงานครับ” “ผมไม่อยากอยูบ่ า้ น กลั ว น้ า ตี ค รั บ ” ปัญหาเหล่านี้ก็จะเป็นประเด็น ที่ เ ชื่ อ มโยงไปหาพฤติ ก รรมด้ า นการเรี ย นและ ความประพฤติของนักเรียน ซึ่งแน่นอนว่าคุ ณ ครู

ก็ ต้ อ งทำหน้าที่ประคับประคองจิตใจที่ยังเยาว์วัย ของนักเรียน ให้ได้รับมวลประสบการณ์ที่ดีงาม สร้างความรักความอบอุ่นให้เกิดขึ้นในโรงเรียน เพื่อที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวนักเรียนไว้ไม่ให้หลงทาง เสียอนาคต และเป็นปัญหาของสังคม หนูดี เป็นนักเรียนคนหนึ่งที่เธอมีปัญหา ทางบ้าน เธออาศัยอยู่กับยาย ส่วนพ่อแม่ต่างแยก ทางกันไปมีครอบครัวใหม่ ยายไม่มีอาชีพอะไร อาศั ย เงิ น จากแม่ ข องเธอที่ มี อ าชี พ เป็ น นั ก ร้ อ ง เธอเป็ น เด็ ก ที่ ไ ม่ พู ด มากแต่ ก ล้ า แสดงออก

ใจน้อยง่าย ขาดโรงเรียนบ่อย ผลการเรียนของ เธออยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เธอเริ่มคบกับนักเรียนรุ่นพี่ต่างโรงเรียนและมี กิจกรรมหารายได้พิเศษโดยการไปเต้นประกอบ เพลง เธอบอกว่าสนุกและได้เงินดี มีความภาค ภูมิใจที่หาเงินได้ด้วยตนเอง ผู้เขียนได้พูดคุยกับ เธอบ่อยขึ้นและอธิบายให้เห็นถึงความจำเป็นของ การศึกษา การดำเนินชีวิตแบบพอเพียงสำหรับ นักเรียน ซึ่งระยะแรกเธอก็ยังไม่เข้าใจ แต่คณะ ครูทุกคนพยายามเอาใจใส่และมอบบทบาทของ การเป็ น ผู้ น ำให้ กั บ เธอ เช่ น เห็ นว่าเธอมีความ สามารถกล้าแสดงออกในทางดนตรี (ชอบร้องชอบ เต้ น ) คุ ณ ครู ก็ ส นั บ สนุ น ให้เ ธอเข้ า ประกวดใน กิ จ กรรมกลุ่ ม สาระศิ ล ปะ ซึ่ ง ปรากฏว่ า หนู ดี ทำได้ ดี เ กิ น คาด สามารถทำชื่ อ เสี ย งให้ กั บ ตนเองและโรงเรียนได้ ผลการเรียนของเธอก็ดีขึ้น ไม่ขาดโรงเรียน และไม่ไปเต้นประกอบเพลงอีก ๖๓


งานของครูคือเจตนาจะสร้างสรรค์รากฐานความ ดี ความรู้ และความสามารถทุกๆ ด้านแก่ศิษย์ ของตนเอง เพื่อศิษย์นั้นสามารถดำรงตนให้เป็น คนดีของครอบครัว และประเทศชาติ ได้ นอกจากหนู ดี แ ล้ ว ยั ง มี นั ก เรี ย นอี ก จำนวนหนึ่งที่มีปัญหาดังเขียนแล้วข้างต้น ผู้เขียน และคณะครูได้ใช้แนวหลักปฏิบัติตามพระบรม ราโชวาทที่ พ ระบาทสมเด็ จ พระเจ้ า อยู่ หั ว พระราชทานแก่ครูอาวุโส ซึ่งผู้เขียนก็จัดอยู่ใน กลุ่มครูอาวุโสเช่นกัน ผู้เขียนเชื่อว่าครูทุกท่าน คงจะได้ น้ อ มนำพระบรมราโชวาทใส่ เ กล้ า ใส่ กระหม่อมถือปฏิบัติอยู่แล้ว คือ ครูต้องมีความ รักและความเมตตา ครูต้องมีความเสียสละและ อดทน ครูต้องทำความดีเพื่อความดี ครูต้องถึง พร้อมด้วยความรู้ ความดี และความสามารถ คณะครู ก็ ต้ อ งใช้ ค วามอดทนอย่ า งสู ง ในการ อบรมสั่ ง สอนเคี่ ย วเข็ ญ ลู ก ศิ ษ ย์ ให้ตลอดรอดฝั่ง ทุกคน และที่สามารถปฏิบัติได้นั้ น เพราะโดย ทั่ ว ไปครู มี ค วามรั ก ความสงสารศิ ษ ย์ เ ป็ น พื้ น ฐานทางจิตใจอย่างหนักแน่นอยู่แล้ว การเลือกใช้กิจกรรมดนตรี กีฬา ก็เป็นอีก ทางเลือกหนึ่งที่ผู้เขียนนำมาใช้พัฒนาพฤติกรรม นั ก เรี ย น ซึ่ ง กว่ า จะโน้ ม น้ า วให้ ห นู ดี แ ละคณะ นั ก เรี ย นที่ มี ปั ญ หาคล้ า ยคลึ ง กั น มารวมตั ว ปฏิ บั ติ กิ จ กรรมร่ ว มกั น ได้ ก็ ต้ อ งใช้ เ วลาพอ สมควร ผู้เขียนก็ยอมรับว่าเปลวเทียนทั้งหลาย ต้ า นลมโหมกระหน่ ำ จนบางครั้ ง ท้ อ แท้ แต่ ไ ม่ ท้อถอยความคิดที่จะพัฒนานักเรียน ในที่สุดแล้ว หนูดีและเพื่อนของเธอก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมา ทางบวก เธอและเพื่ อ นมี ร ะเบี ย บวิ นั ย มากขึ้ น ๖๔

เพราะเกิดความรักความผูกพันกับโรงเรียนมาก กว่าเดิม พวกเธออยากมาโรงเรียน เพื่อซ้อมตีรำ กลองยาว ซ้อมกีฬาและทำกิจกรรมทางวิชาการ กับโรงเรียน ผู้เขียนใช้กิจกรรมนี้เชื่อมโยงไปถึง การเรียนการสอนอื่นๆ เช่น การจัดทำโครงงาน ในกลุ่มสาระต่างๆ ซึ่งผลปรากฏว่าจากนักเรียน ทีไ่ ม่มคี วามสามารถโดดเด่น หนูดแี ละเพือ่ นๆ ของ เธอก็สามารถนำศักยภาพของตนเองออกมาร่วม กิจกรรมและประสบความสำเร็ จ ในระดั บ ที่ น่ า พอใจ สามารถนำเสนอผลงานต่อสาธารณชนได้ หนูดีและเพื่อนๆ เป็นแบบอย่างรุ่นพี่ที่ดีช่วยเหลือ กิจกรรมของโรงเรียน เป็นผู้ช่วยคุณครูดูแลรุ่น น้องได้อย่างน่าประทับใจ งานของครูคือเจตนาจะสร้างสรรค์รากฐาน ความดี ความรู้ และความสามารถทุกๆ ด้านแก่ ศิษย์ของตนเอง เพื่อศิษย์นั้นสามารถดำรงตน ให้เป็นคนดีของครอบครัว และประเทศชาติได้ ขอให้เพื่อนครูทั้งหลายร่วมแรงร่วมใจเป็ น แสง เทียนส่องทาง เป็นแสงธรรมส่องใจ เปล่ง แสง นำทางให้กับลูกศิษย์ของเราก้าวอย่างถูกต้องต่อ ไปในอนาคตนะคะ


ปราจีนบุรี เขต ๒

คุณธรรมนำสุข คุณธรรมสำคัญไฉน ทุกคนที่ได้เกิดเป็นมนุษย์บนโลกแสนสวย ใบนี้ ล้ ว นเป็ น ผู้ โ ชคดี ก ว่ า สรรพสั ต ว์ ใ ดในหล้ า แต่ทว่า...ผู้ใดจะเกิดอย่างไร และเป็นเช่นใดนั้น ย่อมเป็นไปดั่งพุทธภาษิตครั้งพุทธกาลกล่าวไว้ ว่า “บุญทำ กรรมแต่ง” ชาวพุทธพึงจำไว้เถิด ว่า การเวียนว่าย ตาย เกิด นั้นเป็นวัฏสงสาร โดยแท้ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดอย่างไร ตายอย่างไร สุข ทุกข์ ประการใด ล้วนเป็นผล สืบเนื่องจากการสร้างกรรมดี กรรมชั่วแห่งตน เป็นพื้นฐานทั้งสิ้น ฟ้ า ได้ ลิ ขิ ต ไว้ แ ล้ ว ว่ า มวลมนุ ษ ย์ ทุ ก คนที่ เกิดมาล้วนต้องสร้างกรรมดี เพื่อเป็นปัจจัยใน การเสริ ม สร้ า งความสงบสุข ร่มเย็นแก่ตนเอง บุคคลรอบข้าง สังคมและประเทศชาติอันเป็น ที่ รั ก ให้ ส ามารถดำรงความวั ฒ นาสถาพร สืบไปตราบนิรันดร์ ซึ่งกรรมดีในที่นี้เปรียบได้ กับ “คุณธรรม” ในตัวบุคคลนั่นเอง หากบุคคล อุดมด้วยคุณธรรมแล้วย่อมเป็นเครื่องกำหนดให้ สร้างแต่กรรมดีตลอดเวลา คุณธรรมกับความภาคภูมิ ในยุคปัจจุบันแม้การปลูกฝังคุณธรรมจะ เป็นเรื่องยาก และเป็นภาระอันหนักหน่วงของครู แต่ ก็ ถื อ เป็ น ภารกิ จ สำคั ญ ยิ่ ง ที่ มิ อ าจละเลยได้ เพราะการปลูกฝังคุณธรรมในบุคคลนั้นเป็นเบื้อง ต้นของการสร้างคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ ถ้าเรา

เพียรพยายามปลูกต้นกล้าคุณธรรมเหล่านั้นด้วย การดู แ ลเอาใจใส่ เมื่ อ ต้ น กล้ า เจริ ญ งอกงาม เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองดีของชาติ สามารถเป็น กำลั ง สร้ า งชาติ ไ ทยของเราให้ เ จริ ญ รุ่ ง เรื อ ง ทัดเทียมอารยประเทศแล้ว ผลแห่งความเพียร พยายามดั ง กล่ า วนั้ น จะเป็ น เครื่ อ งเสริ ม สร้ า ง ความสุข ความอิ่มเอมและภาคภูมิใจให้ซึมซาบ อยู่ ใ นหั ว ใจผู้ ป ลู ก อย่ า งมิ รู้ ลื ม ซึ่ ง นั่ น หมาย ถึ ง ...เราได้ ท ำหน้ า ที่ ค รู ค รบถ้ ว นสมบู ร ณ์ แ ล้ ว เพราะหน้าที่ครูคือ...สร้างคนให้เป็นคน มีความรู้ คูค่ ณุ ธรรม คุณธรรมนำสุข วันนี้ อ ากาศหนาวเย็ น จั บ ใจ ลมพั ด แรง จนรู้สึกไหวเอนไปตามสายลม เด็กๆ ต่างสวมเสือ้ กันหนาวหลากสี แลดูสดใสงามตา แม้อากาศจะ หนาวเย็นแต่เด็ก ๆ ก็มาโรงเรียนแต่เช้าตรู่ ส่ง

เสียงแจ๋ว ๆ ดังมาแต่ไกล “สวัสดีครับ” “สวัสดีคะ่ ” พร้อมวิ่งเข้ามากอดและทำท่าประจ๋อประแจ๋อย่าง น่ า เอ็ น ดู แล้ ว ละจากครู ไ ปไหว้ พ ระพุ ท ธรู ป ที่ ประดิษฐานบนฐานพระด้านข้างเสาธง ก่อนจะ เดินนำกระเป๋าไปเก็บในห้องเรียน ฉั น เดิ น สั ง เกตการปฏิ บั ติ กิ จ กรรมการ ทำความสะอาดยามเช้าของเด็ก ๆ ไปรอบ ๆ บริเวณ โรงเรียนเนื่องจากเป็นครูเวรประจำวัน เด็กๆ ต่างร่วมมือกันทำความสะอาดเขตรับผิด ชอบของตนอย่างขมีขมันด้วยใบหน้ายิม้ แย้มแจ่มใส

เรื่อง จิตติมา เกษมศักกริน โรงเรียนบ้านคลองตาหมื่น ต.ทุ่งโพธิ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

๖๕


ฉันเดินดูเด็กๆ ปฏิบัติภารกิจประจำวัน ด้วยความชื่นชม จนกระทั่งมาหยุดอยู่หลังห้อง พั ก ผู้ อ ำนวยการหลั ง เก่ า ซึ่ ง อยู่ ใ กล้ ๆ กั บ โรง อาหาร เมื่ อ แว่ ว เสี ย งของเด็ ก หญิ ง ชั้ น ประถม ศึกษาปีที่ ๕ กลุ่มหนึ่งจำนวน ๕ - ๖ คน กำลัง ทำความสะอาดกันไปคุยกันไป “ตัง้ แต่คณุ ครูฝกึ กิจกรรมชัน้ นำ ๑๐ ประการ ให้กับพวกเรา โรงเรียนของเราดูสะอาดตากว่าแต่ ก่อนมากเลย น้อง ๆ เพื่อน ๆ และพี่ ๆ ต่างรับ ผิดชอบทำความสะอาด โดยไม่ต้องมีคุณครูคอย ควบคุม” “เวลาเข้าแถวทำกิจกรรมหน้าเสาธงก็ไม่มี เสียงคุยแล้ว” “นี่เธอ ! ตั้งแต่คุณครูให้อ่านมารยาทและ โทษของการคุยขณะรับประทานอาหาร ทุกคนก็ เลิกคุยกัน ไม่หนวกหูเหมือนเมื่อก่อน” “ถึ ง เวลาเข้ า แถวทำกิ จ กรรมฝึ ก สมาธิ ที่ ใต้ถุนอาคารก็ไม่มีใครวิ่งเล่นและคุยเสียงดัง” “อือ ! พีทกับแต้มก็เลิกทะเลาะกัน แถมยัง ไม่รังแกพวกเราเหมือนแต่ก่อนอีกด้วย” “เจ้ายางลบ ไม้บรรทัด ปากกา รวมทั้ง สตางค์ของเราและเพื่อน ๆ ที่เคยหายอยู่บ่อย ๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่หายแล้ว” “นิก็เลิกด่าเพื่อน ๆ ด้วยคำหยาบ แถม เลิกทำหน้าบึ้งใส่เราแล้วนะ” “สั ง เกตมั้ ย ! ตั้ ง แต่ ยุ่ ง ขึ้ น ไปเรี ย นชั้ น ประถมศึกษาปีที่ ๓ กับคุณครูจิตติมา ไม่เห็น ยุ่ ง มาเกาะที่ ห น้ า ประตู ห้ อ งเรี ย นของเราอี ก เลย” แล้วทั้งกลุ่มก็พากันหัวเราะ คำสนทนาของพวกเด็ ก ๆ สื่ อ สารถึ ง ความสุขใจที่ได้เห็นโรงเรียนสะอาดปราศจากขยะ และสมาชิกของโรงเรียนทุกคนปฏิบตั ติ นเป็นเด็กดี เด็กๆ คือต้นกล้าคุณธรรมซึ่งพร้อมจะผลิ ๖๖

ใบแตกกิ่งเจริญงอกงามได้ตลอดเวลา ขอเพียง ได้ รับหยาดน้ำคุณธรรมจากมือทุกคนที่อยู่รอบ ข้างคอยชโลมให้ชุ่มฉ่ำอยู่เสมอเท่านั้น หากเรา ร่วมมือกันปลูกต้นกล้าคุณธรรมให้ขยายพันธุ์สะ พรั่งไปทั่วทุกหมู่ชน เชื่อว่า...ทั้งปัจจุบันรวมถึง อนาคตข้างหน้าความสงบสุขร่มเย็นจะกลับคืน


สู่...แผ่นดินบรรพชนได้ดังเดิม คำภาษิตลิขิตไว้ชวนให้คิด สร้างความดีสะสมในกายใจตน สร้างกรรมดีมีคุณธรรมน้อมนำสุข คิด พูด ทำ แต่สิ่งดีมีเมตตา หากคิดดี พูดดี ทำดีแล้ว หากร่วมมือกันพร้อมหน้าประชาไทย

ฟ้าลิขิตมนุษย์สร้างทางกุศล เป็นเครื่องดลสุขเกษมเปรมปรีดา ปราศจากทุกข์ทุกเขตขันธ์สุขหรรษา คุณธรรมล้ำค่าพาสุขใจ ล้วนเป็นแนวสร้างชีวีที่สดใส สร้างสุขได้ด้วยแรงแห่ง “คุณธรรม” ๖๗


สระแก้ว เขต ๒

๖๘


ชีวิตต้องสู้ ทองดี จันทรา ทองดี จันทรา เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเกิดใน ประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา มารดาพาเข้ามา อาศัยในประเทศไทยตั้งแต่เล็ก โดยนำทองดีไป จ้างยายเข้ม จันดา เลี้ยงเป็นรายเดือน และทิ้ง ทองดีไป ปล่อยให้ทองดีอาศัยอยู่กับยายเข้มที่ให้ ความรักแก่ทองดีเหมือนลูกหลานคนหนึ่งโดยไม่ เคยส่งข่าวและส่งเงินมาให้เลย สองยายหลาน ช่ ว ยกั น ทำมาหากิ น รั บ จ้ า งทำงานได้ เ งิ น ก็ ใ ช้ จ่ายอย่างประหยัด จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ยายเข้มได้เสียชีวิต ทองดีเหมือนตัวคนเดียวใน โลก ไม่ รู้ จั ก พ่ อ รู้ แ ต่ แ ม่ ชื่ อ กานดาเป็ น ชาว กัม พู ช า จำหน้ าแม่ไม่ได้ ไม่มีญาติพี่น้องเลย ทุ ก วั น นี้ ท องดี ไ ด้ ไ ปอาศั ย อยู่ กั บ ยายหล่ ำ น้ อ ง สาวของยายเข้ม ทองดีต้องสู้ชีวิตเพื่อให้ตนเอง อยู่รอด ต้องรับจ้างทำงานร้านเช่าหนังสือหลัง เลิกเรียนเพื่อหาเงินเรียนหนังสือไปด้วย ชีวิตของทองดี จันทรา ในวัยเด็กอาศัยอยู่ กับยายเข้ม จันดา ซึง่ ปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ในทีด่ นิ ของพี่สาวที่ตำบลบ้านใหม่หนองไทร ยายเข้ม เป็นผู้ที่มัธยัสถ์ ใช้จ่ายอย่างประหยัด รับจ้าง ทำงานได้เงินวันละ ๕๐ บาท ส่วนทองดีรับจ้าง หั่ น ผั ก ให้ กั บแม่ ค้ า ขายกั บ ข้ า วได้ ค่ า แรงวั น ละ ๒๐ บาท สองยายหลานช่วยกันทำงานมีเงินเก็บ ส่วนหนึ่ง ยายเข้มได้ปลูกฝังนิสัยทองดีให้รู้จักสู้ ชีวิต รู้จักทำงานหาเงินเก็บสะสมไว้ใช้ในยาม จำเป็น หากยายเข้มเสียชีวิตลงทองดีจะเอาตัว รอดได้ ยายเข้มเลี้ยงทองดีรักเหมือนลูกคนหนึ่ง ในขณะที่ญาติพี่น้องไม่เห็นด้วยในการที่ต้องรับ

เลี้ยงทองดี ลดเงินที่เคยช่วยเหลือ จนกระทั่งทอง ดี อ ายุ ไ ด้ ๔ ปี ยายได้ น ำทองดี ไ ปฝากเรี ย น หนังสือที่โรงเรียนบ้านหนองขาม ตำบลบ้านด่าน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และย้ายมา เรียนที่โรงเรียนชุมชนบ้านใหม่ ห นองไทร ชั้ น ประถมศึกษาปีที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งปีนี้ เองทางอำเภอให้โรงเรียนสำรวจเด็กต่างด้าวที่ เรียนในโรงเรียน เพื่อจัดทำบัตรประชาชนสำหรับ เด็กต่างด้าว คุณครูรัตนา แดงเจริญ ครูประจำ ชั้น ได้ดำเนินการทำให้ทองดีมีบัตรประจำตัว ประชาชนใช้ ต่อมายายเข้มมีปัญหาครอบครัวกับ บุตรชายได้นำทองดีมาฝากให้ครูรัตนารับเลี้ยง โดยให้ อ าศั ย และทำงานที่ ร้ า นเช่ า หนั ง สื อ ของ คุณครูในเวลาหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์ ทำให้ทองดีมีรายได้ประจำเลี้ยงตัวเอง ทองดีเป็น เด็กที่เรียนดี มีความตั้งใจในการเรียนสูง มีความ รับผิดชอบในการทำงาน งานที่ได้รับมอบหมาย จะทำอย่ า งดี ผลงานจะโดดเด่ น เป็ น เด็ ก ที่ มี ภาวะผู้นำ เป็นตัวแทนของโรงเรียนเข้าประกวด ในกิ จ กรรมต่ า ง ๆ เช่ น ประกวดโครงงาน วิทยาศาสตร์ โครงงานคุณธรรม ประกวดการ ประดิษฐ์สิ่งของเหลือใช้ ประกวดคัดไทย เป็น ผู้ น ำในการประกวดสวดมนต์ ห มู่ ท ำนอง สรภัญญะ ซึ่งทุกกิจกรรมที่ทองดีเข้าร่วมประกวด จะได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศเสมอ ซึ่ง ส่งผลให้โรงเรียนมีชื่อเสียง นอกจากนั้นทองดียัง ได้รับการเลือกตั้งจากนักเรียนในโรงเรียนให้เป็น ประธานนักเรียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จากการที่ทอง

เรื่อง รัตนา แดงเจริญ โรงเรียนชุมชน บ้านใหม่หนองไทร ต.บ้านใหม่ หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

๖๙


ดีมีภาวะผู้นำ นักเรียนในโรงเรียนจะเชื่อฟังทองดี ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ของ โรงเรียนเป็นอย่างดี ทองดี มีห ลักในการดำรงชี วิ ต คื อ ต้ อ ง ขยัน ขยันในการทำงานให้สำเร็จ ขยั น ในการ เรียนเพื่ออนาคตที่ดี ต้องอดทน อดทนต่อความ ยากลำบาก มี จิ ต ใจที่ เ ข้ ม แข็ ง อดทนต่ อ คำ กล่าวว่าเป็นเขมร ทำความดี มีความตั้งใจใน การทำความดี ไม่เ ถลไถลนอกลู่ น อกทาง แม้ จะมีเพื่อนๆ ชักจูง ไปในทางที่เสื่อมเสีย ทองดีก็ ไม่สนใจ ตั้งใจทำงานแม้จะเหนื่อยกายได้เงินไม่ มาก แต่ ก็ ภู มิ ใ จที่ เ ป็ น คนดี กตั ญ ญู ต่ อ ผู้ มี พระคุณ ทองดีจำคำสอนของครูรัตนาและยาย เข้ ม ทำงานได้ เ งิ น จะนำมาให้ ย ายเก็ บ ไว้ ใ ช้ ช่ ว ยทำงานบ้ า น ดู แ ลยายยามเจ็ บ ไข้ จน กระทั่ ง ยายจากไปด้ ว ยโรคมะเร็ ง ที่ ก ระเพาะ อาหาร เมื่อปี ๒๕๕๒ ผลจากความขยั น อดทน ของทองดี ทำให้ทองดีได้รับความเมตตาจากคุณครูให้งาน ทำวันละ ๒-๓ ชั่วโมง แต่ให้ค่าแรงเต็มวัน ทุก วั น นี้ ท องดีมีเงินเก็บในบัญชีธนาคารเกือบสาม หมื่นบาท ด้านการเรียน ทองดีได้ที่ ๑ ของห้อง ตลอด ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ -๖ ทองดีได้ เกรด ๔ ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ขณะนี้ทองดี ได้ ศึ ก ษาต่ อ ที่ โ รงเรี ย นอรั ญ ประเทศ ชั้ น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ ผลการเรียนในชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๑ ทองดีได้เกรด ๒.๙๓ ได้ที่ ๑ ของห้อง ได้ รับความไว้วางใจจากครูและเพื่อน ๆ ในการทำ กิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ ทองดีได้รับเกียรติบัตร จากการปฏิบัติกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น รอง ๗๐

ชนะเลิศ การประกวดโครงงานคุณธรรม ของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต ๒ ทองดีและโรงเรียนได้รับเกียรติบัตร เป็นผู้นำใน การประกวดสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ ซึ่ ง แข่งขันกัน ๘๖ โรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว ทอง ดีสามารถพาทีมชนะการแข่งขันได้รับโล่รางวัล รองชนะเลิ ศ อั น ดั บ ที่ ๒ จากสำนั ก งาน วัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว ได้รับรางวัลเหรียญ ทองจากการประกวดโครงงานคนดีของพ่อ ได้ รับเงินรางวัล ๕,๐๐๐ บาท รางวัลที่ ๒ การ ประกวดคัดลายมือ รางวัลเหรียญเงินจากการ ประกวดโครงงานวิ ท ยาศาสตร์ เ รื่ อ งรถแรงดั น อากาศ เป็ น ตั ว แทนโรงเรี ย นอรั ญ ประเทศได้ รางวัลเหรียญทองการประกวดสวดมนต์ ทำนอง สรภัญญะ ซึ่งแต่ละกิจกรรมส่งผลให้โรงเรียนได้ รับเกียรติบัตร โล่รางวัล เป็นที่ภาคภูมิใจของ โรงเรียน จากแนวทางในการปฏิบัติตัวของทองดีใน ด้ า นความขยั น ความอดทน ความประหยั ด ความกตัญญู จะเห็นว่าทองดีประสบผลสำเร็จใน ชีวิตทั้งในด้านการทำงานและการเรียน มีชีวิตที่ ไม่ลำบากเกินไปสำหรับเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวใน โลก มีความสุขกับครอบครัวที่รับอุปถัมภ์ มีผู้ที่ พร้อมจะให้ความช่วยเหลือยามที่ทองดีเดือดร้อน แนวทางในการปฏิบัติตนของทองดี สามารถนำ มาใช้เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักเรียนหรือผู้ที่ได้ อ่านบทความนี้ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อส่ง ผลให้ ป ระสบความสำเร็ จ ในชี วิ ต เป็ น คนดี มี คุณภาพของสังคมและประเทศชาติต่อไป


บุรีรัมย์ เขต ๑

ต้นเบี้ยคุณธรรม เป้าหมายหลักของการจัดการศึกษา อยู่ที่ การพั ฒ นาคนไทยทุ ก คนให้ เ ป็ น คนดี คนเก่ ง และมี ความสุข พระราชบัญญัติการศึกษาแห่ง ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กรอบนโยบายหลักในการ ปฏิ รู ป การศึ ก ษาของประเทศ ได้ มุ่ ง เน้ น การ พัฒนาคนไทยให้ เ ป็ น มนุ ษ ย์ ที่ ส มบู ร ณ์ ทั้ ง ทาง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้คู่คุณธรรม มี

จริ ย ธรรมและวั ฒ นธรรมในการดำรงชี วิ ต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข แรงกระเพื่อมยุคโลกาภิวัตน์ “หลุมพราง สู่ เส้นทางเสื่อม” สังคมที่ยึดมั่นถือมั่นให้ความ สำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจแห่งอริยะ เปรียบ เสมือนสรรพสิ่งเจริญก้าวหน้าสู่การพัฒนาร่วม สมัย แต่รอบๆ กายและใจของมวลมนุษยชาติ

เรื่อง ถนอม มะธิปิไขย โรงเรียนบ้านสระคูณ (สิริทัศน์ประชาสรรค์) ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

๗๑


ระบบการศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักและเห็นความสำคัญใน กิจกรรมสร้างเด็กให้เป็นคนดี และลงมือปฏิบัติโดยพร้อมเพรียงกัน อย่างจริงจัง เมือ่ นัน้ ประเทศชาติคงรอดพ้นความวุน่ วาย กลับพบแต่ความเสื่อมถอยแห่งสภาวะจิต เกิด ความเครียด สับสน วุน่ วาย แก่งแย่ง ชิงดีชงิ เด่น เอาเปรี ย บซึ่ ง กันและกั น ไร้ ก ารแบ่ ง ปั น แล้ ง น้ำใจ สาเหตุสำคัญและน่าสะพรึงกลัวคือ สิ่ง ที่ เ ราคิ ด ว่ า มั น จะเข้ า มาช่ ว ยให้ เ ราได้ พ บกั บ ความเจริญก้าวหน้า แท้จริงสิง่ นัน้ กลับเป็นต้นธาร แห่งปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าเสรี และ ความก้ า วหน้ า ของสื่ อ เทคโนโลยี ต่ า งๆ เปิ ด โอกาสให้ เ กิ ด การแข่ ง ขั น อย่ า งเต็ ม ที่ มี ก าร โฆษณาสินค้าเพื่อชักจูง กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน กระตุ้นให้เกิดความอยาก ได้ อยากมี อยากเป็น แบบไร้ขีดจำกัด โอกาส ทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน การตอบสนองความ อยากที่แตกต่าง คนที่ด้อยโอกาสเกิดความรู้สึก

ด้อยกว่า อิจฉา ริษยา แย่งชิง ฉกฉวยโอกาสที่ ไร้จิตสำนึก กลายเป็นปัญหาสังคมโดยรวม มือ ใครยาวสาวได้สาวเอา ชีวิตเริ่มถอยห่างจากความ เป็นจริงมากขึ้น วัฒนธรรมที่ดีงาม น้ำใจที่แบ่ง ปันในอดีตหายไป วัฒนธรรมใหม่ เกิดขึ้น โลก ที่ เ ปลี่ ย นไปตามวิ ถี ท างที่ ผ กผั น ตามการ เปลี่ยนแปลงของมนุษย์ กาลเวลาที่เปลี่ยนผ่าน เราจะโหยหาความสุข สงบ สันติได้อย่างไร “กิจกรรมต้นเบี้ยคุณธรรม : สายธารสังคม ศตวรรษที่ ๒๑” เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างและ บ่มเพาะพฤติกรรมของนักเรียนให้เป็นคนดีด้วย ๗๒

จิตอริยะ สร้างคนดี คนเก่งสูส่ งั คม และเป็นคนให้ เต็มคน โดยการบูรณาการกิจกรรมต่างๆ ให้ เป็ น กระบวนการเรี ย นรู้ ที่ ร้ อ ยรั ด เป็ น องค์ ร วม และเชื่ อ มโยงวิ ถี ชี วิ ต ผ่ า นกระบวนการทาง วัฒนธรรม การดำรงชีวิตแบบพอเพียง อยู่ร่วมกัน ในสังคมอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข โดยมีกรอบแนวคิดการพัฒนา ๓ ประการ คือ ปรับวิธีคิด : เชื่อมโยงโจทย์ชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างต้นแบบ : ผู้ปกครอง ครู ชุ ม ชนต้ อ งเป็ น ต้ น แบบที่ ถู ก ต้ อ ง สง่ า งาม กิจกรรมฐานการเรียนรู้ที่หลากหลาย : ให้เกียรติ เคารพตนเองและบรรพบุรุษ รากเหง้าชุมชน รอยอดี ต และความต้ อ งการ ๑) ปัญหา ด้านพฤติกรรมจากกระบวนการจัดการเรียนรู้ใน อดี ต ไม่ ส อดคล้ อ งกั บ โจทย์ ชี วิ ต หรื อ ความ ต้องการของชุมชน กระแสโลกาภิวัตน์ มีอิทธิพล ต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชนมากขึ้น ชีวิต ถอยห่างจากวิถีชีวิตแบบดั่งเดิม ก้าวสู่แรงเหวี่ยง ของบริ โ ภคนิ ย มแบบสุ ด โต่ ง นำไปสู่ ปั ญ หา พฤติกรรมก้าวร้าว เห็นแก่ตัว ไม่เคารพผู้ใหญ่ ชอบเล่นการพนัน ดื่มสุ ร า ชิ ง ดี ชิ ง เด่ น ขโมย ไม่รักและหวงแหนสมบัติของส่วนรวม ทิ้งขยะ ไม่เป็นที่ แล้งน้ำใจ ไม่รู้จักแบ่งปัน ๒) ปัญหา ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีแนวโน้มลดต่ำลง นั ก เรี ย นขาดการใฝ่ รู้ ใ ฝ่ เ รี ย น ขาดการคิ ด


วิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์ การเรียนรู้เพื่อตอบสนอง ทางกายมากกว่าการพัฒนาสติปัญญา แนวคิด : ทฤษฎี : ความเชื่อ หลักการหรือแนวคิดที่สามารถอ้างอิงได้ ที่ นำมาใช้ในการพัฒนากิจกรรม ๑. หลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา มุ่ง เน้นให้บุคคลดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา (ไตรสิกขา) ๒. การจั ด การความรู้ (KM) เป็ น กระบวนการแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ ใ นวิ ถี ชุ ม ชน การนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างถูกต้อง เหมาะสม โดยการถอดบทเรียนชีวิต การร่วม กิจกรรมวัฒนธรรม ประเพณี เพือ่ การพัฒนาทีย่ งั่ ยืน ๓. การศึกษา เป็นการพัฒนาคนทุกคน ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข โดยการ พัฒนาคนตามธรรมชาติ เต็มศักยภาพ สมดุล ทั้งร่างกายและจิตใจ ๔. หลักการ / ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตคนให้เต็มคน และมีคุณค่า ๕. การมีส่วนร่วมของชุมชน และผู้มีส่วน ได้เสีย (Participation of stakeholders) จาก ทุ ก ภาคส่ ว น ส่ ง ผลซึ่ ง ประสิ ท ธิ ภ าพสู ง สุ ด ของ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา องค์ความรู้ที่ได้จากการจัดกิจกรรม ด้าน นักเรียน : สามประสานสมดุล ใจ สมอง สองมือ ด้านองค์กร : พลังร่วมเป็นหนึ่งเดียว บ้าน วัด โรงเรียน ด้านแนวคิด : สามหลักคิด ปรับวิธีคิด สร้างต้นแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ องค์ความรู้ที่ได้จากการพัฒนากิจกรรม ๑. องค์ความรูใ้ นคน ชุมชน มีคณุ ค่าเหนือ สิง่ ใด

๒. รากเหง้าทางวัฒนธรรม คือ มรดกไทย ที่มีคุณค่าและพลังร่วมเชิงสร้างสรรค์ ๓. ค่าของคนไม่ได้วัดกันที่ฐานะ (ร่ำรวย) การศึกษา (สูง) แต่วัดกันที่จิตใจ พฤติกรรม และความเป็นคนที่เต็มคน ๔. การปฏิบัติงานแบบมีส่วนร่วม นำไปสู่ การเรียนรู้แบบองค์รวมที่มีประสิทธิภาพและยั่ง ยืนภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ปัญหาที่หนักหน่วงหรือโจทย์ ที่ ต้ อ งร่ ว มกั น แก้ ไ ขของนั ก การศึ ก ษาและภาคี เครือข่าย คงปฏิเสธในเรื่องการสร้างคนดีเหนือสิ่ง ใด ซึ่งเป็นการเตรียมคนคุณภาพสู่สังคมให้มาก ขึ้ น ในขณะที่ สั ง คมวุ่ น วายด้ ว ยปั ญ หาต่ า งๆ ระบบการศึกษาที่มุ่งให้เด็กๆ แข่งขันเพื่อชัยชนะ ชิงดีชิงเด่น เอาเปรียบกัน การสร้างเด็กด้วยวิธี การนี้ ยิ่งจะทำให้ เ กิ ด ปั ญ หาตามมามากมาย เพราะเป็นการสร้างคนเก่งที่ขาดคุณธรรม และ จริยธรรม ขาดการบ่มเพาะคุณค่าความดีงามให้ เกิดขึ้นที่ใจโดยแท้ ระบบการศึกษาจำเป็นอย่าง ยิ่ ง ที่ จ ะต้ อ งตระหนั ก และเห็ น ความสำคั ญ ใน กิจกรรมสร้างเด็กให้เป็นคนดี และลงมือปฏิบัติ โดยพร้ อ มเพรี ย งกั น อย่ า งจริ ง จั ง เมื่ อ นั้ น ประเทศชาติคงรอดพ้นความวุ่นวาย เพราะโดย แก่ น ของคนดี ย่ อ มคิ ด ถึ ง ผู้ อื่ น คิ ด ถึ ง ประเทศ ชาติ คิดถึงโลก คิดถึงส่วนรวมก่อนตนเองเสมอ และที่สำคัญยิ่ ง คนดี พ ร้ อ มเสี ย สละเพื่ อ ส่ ว น รวมแบบไร้ขีดจำกัดเสมอ

๗๓


สระแก้ว เขต ๒

ความจริงวันนี้...

เด็กดีชายแดนกับผู้สูงวัย

เรื่อง อิชยา มันตะรักษ์ โรงเรียน ชุมชนบ้านแซร์ออ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว

๗๔

สืบสานภูมิปัญญา...จากเยาวชนจิตอาสา ผู้สูงอายุหรือคนชรา คือคนที่มีอายุตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป ทั้งชาย หญิง ตามคำจำกัดความ ขององค์การอนามัยโลก และประเทศไทยก็ถือ ตามนั้น “ผู้สูงอายุ คือ ผู้มากด้วยประสบการณ์ และปูชนียบุคคลที่ควรค่าแก่การเคารพ” นี่คือ คำจำกั ด ความของผู้ สู ง อายุ ข อง “กลุ่ ม เด็ ก ดี ชายแดน” ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนจิตอาสาที่รวมตัว กันของนักเรียนกลุ่มเล็กๆ จำนวน ๒๖ คน เพื่อ ขั น อาสาทำความดี โ ดยไม่ ห วั ง สิ่ ง ตอบแทนใน การดูแลผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งในชุมชน โดยไม่ ต้ อ งรอเวลาและโอกาส ช่ ว ยกั น โดยสองมื อ น้ อ ยๆ ที่ มี อ ยู่ โดยจั ด แบ่ ง เวลาหลั ง เลิ ก เรี ย น ของวันพุธ และช่วงเย็นวันเสาร์ สัปดาห์ละ ๒ ครัง้ เพื่อดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตา ยายที่

น่ า สงสารในชุ ม ชนของตนโดยไม่ เ ห็ น แก่

เหน็ดเหนือ่ ย ยอมสละเวลาทีม่ คี วามสุขในการเล่น กับเพื่อนตามประสาเด็ก เพื่อตา ยายในชุมชน “๓ ปี มาแล้ ว ที่ ก ลุ่ ม เด็ ก ดี ช ายแดน เยาวชนกลุ่มนี้ได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันเพื่อ ช่วยเหลือทั้งเด็ก ๆ ที่อยู่ในครอบครัวแตกแยก และผู้ สู ง อายุ ที่ ถู ก ทอดทิ้ ง ให้ อ ยู่ ต ามลำพั ง ใน ชุมชน โดยการจัดตั้งกลุ่มขึ้นในปี ๒๕๕๐ โดย มีสมาชิกเริ่มต้น จากความสมัครใจ จำนวน ๑๐ คน เลือกประธานกลุ่ม และคณะกรรมการใน การดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งมีนักเรียนอายุต่าง ๆ กัน ซึ่งมีจิตใจอันดีงาม และในปี ๒๕๕๒ นี้ มี จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นจำนวน ๒๖ คน” กล่าวโดยประธานกลุ่ม ซึ่งกำลังจะจบการ ศึกษาในปีการศึกษานี้


พวกเขาได้ แ รงบั น ดาลใจ จากหมู่ บ้ า น ของเขาซึ่งเป็นชุมชนเกษตรกรรม มีฐานะยากจน สืบเนื่องจากสินค้า ทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้ คนหนุ่มสาวในชุมชนที่ได้รับการศึกษาน้อยต้อง ทิ้งถิ่นฐานเข้าไปใช้ชีวิตในเมือง เพื่อหากินเลี้ยง ปากเลีย้ งท้องทีห่ วิ ทุกวัน จนทำให้ละเลยทอดทิง้ ผู้ สู ง อายุซึ่งเป็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา และยาย ไว้ เพียงลำพัง โดยไม่เหลียวแล หรืออาจเป็นเพราะ

ความจำเป็นหลายๆ อย่างทำให้เด็กกลุ่มนี้เกิด ความสะท้อนใจเมื่อได้เห็นภาพคนชรานั่งเหม่อ ลอย สายตาทอดออกไปบริ เ วณหน้ า บ้ า น เหมือนกำลังคอยใครบางคน เมื่อมองใบหน้าก็ เห็ น แววตาที่ ห มดอาลั ย ของคนชราเหล่ า นั้ น ทำให้เกิดแสงไฟดวงน้อยขึ้นมาในใจของเด็กๆที่ คิดจะดูแลและช่วยเหลือผู้สูงอายุเหล่านี้แม้เป็น เพียงแสงสว่างที่ริบหรี่ก็ตาม ๗๕


“ผู้สูงอายุเป็นผู้มากด้วยประสบการณ์ คนหนุ่มสาวควรเรียนรู้เรื่อง

ต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุนับเป็น ทรัพยากรทีม่ คี ณ ุ ค่ามาก ไม่ ได้เป็นภาระและปัญหาแต่อย่างใด” เด็ ก กลุ่ ม นี้ ไ ด้ ร วมกลุ่ ม กั น เพื่ อ ประชุ ม โดยมีประธานนักเรียนเป็นหัวหน้า ประชุมปรึกษา หาแนวทาง และลงมติในที่ประชุมถึงการดำเนิน การช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง โดยมีครูเป็นที่ ปรึกษา ได้ดำเนินตามแนวทางดังนี้ คือ ๑. จัดตั้งกลุ่มโดยเลือกประธาน และรับ สมัครสมาชิกจิตอาสา ๒. สำรวจคนชราในชุมชนที่ถูกทอดทิ้ง แยกเป็นหมู่บ้าน (จัดทำเนียบคนชราที่ถูกทอดทิ้ง เป็นกลุ่มเป้าหมาย) ๓. แบ่งหน้าที่ในการดูแลคนชรา (แบ่งใน พื้นที่ใกล้บ้านเป็นสำคัญ เพื่อสะดวกในการเดิน ทาง) ๔. ติดต่อโรงพยาบาลประจำตำบลเพื่อ อบรมเชิงปฏิบัติการในการดูแลคนชรา และอบรม การนวดแผนโบราณ ติดต่อเพื่อยืมเครื่องวัดความ ดัน จำนวน ๒ เครื่อง ๕. เดินทางเพือ่ ดูแลผูส้ งู อายุ (โดยเท้า และ จักรยาน) ช่วยเหลือด้านการวัดความดันให้ผู้สูง อายุ แนะนำการรับประทานอาหารเพื่อหลีกเลี่ยง โรคความดัน และเบาหวาน นวดแผนโบราณ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ พูด คุยกับผู้สูงอายุ เพื่อให้ท่านได้รู้สึกชุ่มชื่นใจ มี ความสุขที่มีลูกหลานคอยให้กำลังใจ ๖. รวมตั ว ประชุ ม กลุ่ ม เพื่ อ สรุ ป และ ประเมินผล จั ด อั น ดั บ การให้ ค วามช่ ว ยเหลื อ โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ๗๖

๗. หาทางช่ ว ยเหลื อ โดยการติ ด ต่ อ สำนั ก งานพั ฒ นาสั ง คมและความมั่ น คงของ มนุษย์จังหวัดสระแก้ว และได้รับงบประมาณช่วย เหลือ จำนวน ๖ คน คนละ ๒,๐๐๐ บาท เป็นเบื้องต้น ๘. ดำเนินกิจกรรมต่อไป โดยขยายความ ช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุในชุมชนเพิ่มขึ้น ถึ ง แม้ จ ำนวนผู้ สู ง อายุ เ พิ่ ม มากขึ้ น แต่ เยาวชนจิตอาสากลุ่มนี้ก็เพิ่มจำนวนขึ้นด้วย ที่ สำคัญน้ำใจของผู้พบเห็นที่หลั่งไหลเพิ่มมากขึ้น จากการที่ต้องยืมเครื่องวัดความดัน เด็ก ๆ มีงบ ประมาณในการซื้ อ เครื่ อ งวั ด ความดั น ๒ เครื่องเป็นของกลุ่ม ทำให้การช่วยเหลือสะดวก ขึ้น สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดคือผู้สูงอายุได้ให้ภูมิ ปัญญาอันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ให้กับ เด็ก ๆ ซึ่งท่านเห็นเป็นลูกหลาน ประธานกลุ่มกล่าวว่า “พวกเราสามารถทำ พวงมโหตรได้สวยงามจากตาทิน ทำเครื่องสีข้าว แบบโบราณสีข้าวรับประทานได้จากตามูล ทำ เครื่องจักสานจากไม้ไผ่ไว้ใช้โดยตาตลับ ทำขนม ข้าวเกรียบโป่งแสนอร่อยจากยายเรศ และขับร้อง เพลงกล่ อ มเด็ ก ได้ ไ พเราะจนได้ รั บ รางวั ล จาก ยายอุ บ ล” ทำให้ พ วกเราภาคภู มิ ใ จ และ สัญญากับตา ยายว่า จะไม่ทำให้ภมู ปิ ญั ญาสูญหาย ในรุ่นของพวกเราอย่างแน่นอน ความผู ก พั น ระหว่ า งผู้ สู ง อายุ กั บ กลุ่ ม เยาวชนจิตอาสาเพิ่มมากขึ้นจนเกิดความเคยชินที่


ต้ อ งพบกั น ถามสารทุ ก ข์ สุ ก ดิ บ ห่ ว งใยกั น เมื่อใดที่เด็ก ๆ เกิดติดธุระไปพบไม่ได้ ตายายที่ รออยู่กน็ งั่ เหงาหงอย และบ่นคิดถึง บ้างมีขนมเล็ก น้อยก็เก็บไว้เพื่อให้หลาน บ้างก็รอหลานพยาบาล น้ อ ยมาวั ด ความดั น ให้ ตาทิ น รอสอนตั ด พวง มโหตรลวดลายสวยงามที่คิดขึ้นใหม่ เด็ก ๆ รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจอันท่วมท้นดั่ง สายน้ำที่ไหลไม่มีวันแห้งเหือด รู้สึกภาคภูมิใจใน ตัวเองที่มีคุณค่าแก่สังคม พรที่ได้รับจากตา ยาย ทุกครั้งที่จาก ยังดังอยู่ในโสตประสาทของเด็ก ๆ เป็นความรู้สึกที่อยากจะบอกเล่า มีเพียง น้ำตาที่ซึมอยู่ในดวงตาของเด็ก “ตาจ๋า ยายจ๋า พวกเราจะไม่ทอดทิ้งตา และยายจ้ะ” ในใจ ของทุกคนบอกอย่างนั้น การค้ น พบภู มิ ปั ญ ญาที่ ห ายไปของ เยาวชนกลุ่ ม เด็ ก ดี ช ายแดนนี้ ทำให้ ห ลายคน ทราบว่าคนชราเป็นบุคคลที่มีคุณค่า ซึ่งคนรุ่น ใหม่คิดว่าผู้สูงอายุเป็นภาระ อยากให้มองกลับ กัน เพราะจริงอยู่ที่คนในวัยนี้มีสภาพร่างกายที่ อ่อนแอกว่าคนวัยหนุ่มสาว แต่ปัญญาเขาไม่ได้ อ่อนแอกว่าเลย “ผู้ สู ง อายุ เ ป็ น ผู้ ม ากด้ ว ยประสบการณ์ คนหนุ่ ม สาวควรเรี ย นรู้ เ รื่ อ งต่ า งๆ จาก ประสบการณ์ ทีผ่ า่ นมาของผูส้ งู อายุ และผูส้ งู อายุนบั เป็นทรัพยากร ทีม่ คี ณุ ค่ามาก ไม่ได้เป็นภาระและปัญหาแต่อย่าง ใด” ลู ก หลานทุ ก คนควรช่ ว ยกั น ดู แ ลสุ ข ภาพ ร่างกายของท่านให้แข็งแรง มีจิตใจที่เข้มแข็ง สงบ และมีความสุข ชุ่มชื่น เบิกบาน เพื่อที่จะมี ชีวิตอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่ลูกหลานสืบไป ประสบการณ์ ที่ ก ลุ่ ม เด็ ก ดี ช ายแดนได้ สัมผัสกับชีวิตที่แท้จริงของผู้สูงอายุ ทำให้ทราบ

ว่าปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้น ถ้าเราสามัคคี รักกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของจิตใจ อันดีงามแล้วนั้น ก็จะผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้น โดย ไม่ต้องกล่าวโทษว่าเป็นเพราะใคร ดังนั้นผู้สูงอายุ ไม่ใช่ปัญหา และเป็ น ภาระของใครคนใดคน หนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ที่ จ ะช่ ว ยกั น แก้ ปั ญ หา บนพื้ น ฐานแห่ ง ความดี คิดดี พูดดี และทำดี โดยไม่หวังผลตอบแทน โดยดูแบบอย่างจากเด็กเยาวชนกลุ่มนี้ เฉกเช่น ปั จ จุ บั น ที่ เ กิ ด ปั ญ หาในสังคมขึ้น การกล่าวโทษ การคิดร้ายกัน ถ้าพวกเราได้ใช้จิตใจอันดีงามพูด กัน พร้อมจับมือกันผ่านพ้นปั ญ หานี้ ไ ปร่ ว มกั น ผลลั พ ธ์ ก็ ค งเช่ น เดี ย วกั บ เด็ ก เยาวชนกลุ่ ม นี้ ที่ มี ความสุขใจ เอิบอิ่มที่ได้ทำความดียั่งยืนตลอดไป ขอฝากข้อคิดเพื่อเตือนสติ และเตือนใจ ทุกคนว่า คำว่า ผู้สูงวัยนั้น ผู้รู้ถอดรหัสไว้ ดังนี้ ผู้ = ผู้รอบรู้ สูง = ภูมิปัญญาระดับสูง อายุ = วัยวุฒิ เมื่อเห็นความหมายอันทรงคุณค่าในคำว่า ผู้สูงอายุแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนที่อ่านคง หันกลับมาดูแลพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา และยายใน บ้ า นของตนเอง ทั้ ง ด้ า นร่ า งกายและจิ ต ใจ ตลอดจนช่วยกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาเช่นเดียวกับ เยาวชนเด็กดีชายแดนกลุ่มนี้ “ดูแลผู้สูงวัย ใส่ใจภูมิปัญญา สำนึกใน คุณค่า จิตอาสาเพื่อชุมชน”

๗๗


จากหนังสือ

การศึกษา

สมบูรณ์แบบ

: คือวงกลมทีค่ มุ้ ครองโลกถึงทีส่ ดุ

ผู้แต่ง : พุทธทาสภิกขุ คั ด ย่ อ จากหน้ า ๑๒๓๑๒๖ บรรยายแก่ ช าว วิ ท ยาลั ย ครู ส งขลา ณ สวนโมกขพลาราม วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๘

๗๘

ความเป็นครูนั้นเป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่อง ของมนุษย์เป็นส่วนร่วม ถ้าเราจะพูดว่าสถาบัน ของครู ก็หมายถึงครูทุกคนในโลก ที่กำลังนำโลก ไปอย่างไร โลกนี้มันถูกสร้างขึ้นด้วยการศึกษา นั่นเอง ไม่ลึกซึ้งอะไร ที่จะมองให้เห็นว่าโลกนี้มัน สร้างขึ้นจากการศึกษา คือคนเราได้รับการศึกษา อย่ า งไร ก็ ท ำไปตามที่ ไ ด้ รั บ การศึ ก ษามา เพราะฉะนัน้ โลกมันก็อยูใ่ นสภาพอย่างนัน้ จึงเรียกว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างโลกขึ้นไม่ผิดเลย ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องอาชีพของคน คนหนึ่ง ซึ่งทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปด้วย การสอนหนังสือ ขอให้มองเห็นให้กว้าง ให้ไกล ว่าครูเป็นสถาบันทีใ่ หญ่ทคี่ รอบครองโลกเหมือนกับ สถาบันอื่นบางอย่าง เช่น สถาบันตุลาการ เป็น สถาบันทีร่ กั ษาความเป็นธรรม หรือกฎหมายของโลก เป็นสถาบันอันหนึ่งซึ่งใหญ่มาก แต่คิดว่าไม่ใหญ่ เท่าสถาบันของพวกครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้อำนวย การศึกษา เพราะว่ามันปั้นโลกได้เต็มที่ ถ้าการ

ศึกษาผิด โลกนี้ก็เป็นโลกของมนุษย์ที่ผิด ถ้าการ ศึกษาถูกก็เป็นโลกที่น่าดู เมื่อพูดถึงการศึกษา เราก็จะนึกถึงเรื่อง ของมนุษย์ทั้งโลกมากกว่า การที่ท่านทั้งหลายมา ขอร้ อ งให้ อ าตมาพู ด อะไรสั ก อย่ า ง สองอย่ า ง ในชั่วระยะเวลานี้ ก็ไม่มีเรื่องอะไรควรพูดยิ่งไป กว่าเรือ่ งทีจ่ ะช่วยให้เข้าใจความหมายของการศึกษา และการเป็นครูบาอาจารย์ให้ลกึ ซึง้ เท่านัน้ เอง เรือ่ ง นอกนั้นก็มีสอนกันอยู่แล้วทั่วๆ ไปในวิทยาลัย ถ้า พูดโดยหลักวิชาแล้วก็ไม่จำเป็นทีจ่ ะต้องพูด ฉะนัน้ จึงได้พูดไปในเรื่องของอุดมคติ หรือสิ่งที่จะเป็น เครือ่ งกระตุน้ ให้การงานของครูบาอาจารย์นเ้ี ป็นไป อย่างเต็มที่ คือสูงสุดตามความหมายของคำคำนี้ สมที่ เ รี ย กว่ า ครู เ ป็ น ผู้ เ ปิ ด ประตู ห รื อ เป็ น ผู้ น ำ วิญญาณของสัตว์ให้เดินไปถูกทาง ในครัง้ ทีแ่ ล้วมา ได้พดู ถึงการเปรียบเทียบว่า ครูเป็นสถาบันทีค่ มุ้ ครองโลก อย่างเดียวกับศาสนา คือที่อยู่ในรูปของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


มีผู้ให้ธรรม-มีธรรมสำหรับให้-แล้วก็มีผู้รับเอา ธรรมะไปปฏิบัติ-แล้วก็ให้กันต่อไปอีก อย่างไม่มี ที่สิ้นสุด บางคนอาจจะคิดว่า นี่จะประจบพวกครู เกินไปแล้ว หรือว่าให้เกียรติพวกครูเกินไปแล้ว แต่พูดไปตามความรู้สึกที่แท้จริง ตามที่มองเห็น อย่างที่ว่า ครูเป็นผู้สร้างโลก ทีนี้บางคนอาจจะคิดว่า การพูดกับครูเป็น รายบุคคล หรือครูที่ยังเยาว์วัยอยู่อย่างนี้ มันจะมี ประโยชน์อะไร ก็อยากจะพูดว่า เป็นการดี ที่จะ พูดให้รู้กันเสียตั้งแต่ต้น ตั้งแต่แรกเริ่มมันจะได้ ติดอยู่ในใจ มันจะได้เจริญงอกงาม แล้วก็ฝังอยู่ ในใจตลอดเป็นเวลานาน ให้เป็นการเข้าใจทีถ่ กู ต้อง ไปเสียตัง้ แต่ทแี รก เพราะมาเป็นครูนจี้ ะได้ไม่เสียใจ ทีหลัง ครูจะรู้จักทำตนให้เป็นครูที่สมบูรณ์แบบ ไม่สายเกินไป มันควรรู้ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีอย่างนี้ เหมือนกับว่าเป็นการหว่านเมล็ดพืชลงไปในจิตใจ สำหรับงอกงามขึ้นมาเป็นครูที่สมบูรณ์แบบ ขอให้ รับเอาไว้ในลักษณะอย่างนี้ก่อนก็ได้ ถ้ายังไม่ชอบ

หรือไม่วางใจทีจ่ ะเคารพนับถือตัวเองมากถึงอย่างนัน้ ในเรื่องอายุนี่ ว่ากันไม่ได้ บางทีอายุมาก หัวหงอกแล้วไม่รู้ประสีประสาอะไร ยังเป็นเด็กๆ อยู่ ไม่มสี ติปญั ญาพอทีจ่ ะเข้าใจเรือ่ งของอุดมคติได้ เมื่อถือว่าครูบาอาจารย์เป็นคนมีปัญญา อบรมมา อย่างคนมีปัญญา ก็ควรจะพูดเรื่องที่เป็นอุดมคติ กันได้ อย่าให้ได้กลายเป็นครูผีเสื้อ ครูผีสิงอะไร เสียก่อน แล้วก็มานึกได้ทีหลัง มันสายเกินไป ครูผีเสื้ออย่างที่พูดมาแล้วนั้น มีเสื้อสวยๆ มากเกินไปสำหรับแต่งตัวอวดคนอื่น ถ้าเป็นไป นานเกินไป มันก็อาจกลับไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่า เป็นเสียตั้งแต่ทีแรกนี่จะดีกว่า เป็นครูตามอุดมคติ ด้วยการจัดการศึกษาให้สมบูรณ์แบบ คือว่าการ ศึกษาที่ไม่เป็นทาสของกิเลส การศึกษาที่เป็นทาส ของกิเลสมันก็พาไปหาเรื่องทางวัตถุ คนก็คอยแต่ จะเปรียบ ทำคอร์รปั ชัน่ บ้าง อะไรบ้าง นีก่ ารศึกษา ที่เป็นทาสของกิเลส กระทั่งกิเลสของคนผู้นั้นเอง ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหาประโยชน์อย่างไม่ ถูกต้องตามทำนองครองธรรม การศึกษาที่เป็นทาสของกิเลส เป็นการ ทำลาย สร้างโลกทีเ่ ลวขึน้ มา ถ้าครูเรารูห้ ลักเกณฑ์ เหล่านี้ไว้ตั้งแต่ทีแรก รู้จุดหมายปลายทางว่าการ ศึกษาเป็นอย่างไร อาตมาเชื่อว่า จะดีมากทีเดียว จะได้เคารพ “เกียรติของครู” ว่าได้ถูกเปรียบไว้ กับวงกลมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ คุ้มครองโลก เราเป็นครูหรือผู้ให้วิชา และมีผู้รับ เอาไปสอนต่อๆ กันไป นีค่ อื ข้อความในครัง้ ทีแ่ ล้วมา เพื่อจะชี้ให้เห็นการศึกษาที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ได้มาจากครู ที่เป็นครูสมบูรณ์แบบ เป็นการ ศึกษาที่ถูกต้อง หรือสมบูรณ์แบบ แล้วก็มีลูกศิษย์ หรือผู้รับเอาไปอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นศิษย์ที่ดี ต่อมาก็เป็นครูที่ดี แล้วก็ให้ต่อไปเป็นวงกลมที่ คุ้มครองโลกไว้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด โลกนี้ก็จะเป็น โลกของมนุษย์หรือสัตว์ทม่ี ใี จสูง เต็มไปด้วยสันติสขุ ส่วนบุคคล และสันติภาพโดยส่วนรวมของสังคม นี่เราจึงพูดเรื่องการศึกษาที่สมบูรณ์แบบกันเสียให้ เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ๗๙


รายชื่อโรงเรียนในวารสารวิถีพุทธฉบับที่ ๔ บทความดีเด่น

ภาคเหนือตอนบน โรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา ลำพูน เขต ๑ ภาคเหนือตอนล่าง โรงเรียนวัดห้วยเรียงใต้ พิจิตร เขต ๒ ภาคอีสานตอนบน โรงเรียนบ้านหินร่อง ขอนแก่น เขต ๕ ภาคอีสานตอนล่าง โรงเรียนศรีตระกูลวิทยา ศรีสะเกษ เขต ๓ ภาคประตูอีสาน โรงเรียนบ้านท่าเลื่อนสามัคคี นครราชสีมา เขต ๔ ภาคกลาง-ตะวันออก โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ตราด ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน โรงเรียนบ้านหนองจิกยาว สุพรรณบุรี เขต ๓ ภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนบ้านควนดินแดง สงขลา เขต ๒

ภาคเหนือตอนบน

โรงเรียนบ้านวนาหลวง แม่ฮ่องสอน เขต ๑ โรงเรียนสมาคมพยาบาลไทย น่าน เขต ๒ โรงเรียนบ้านห้วยไซ ลำพูน เขต ๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๓ โรงเรียนอนุบาลขุนยวม แม่ฮ่องสอน เขต ๑ โรงเรียนวัดเวฬุวัน เชียงใหม่ เขต ๔ โรงเรียนบ้านใหม่สามัคคี ลำปาง เขต ๓ โรงเรียนบ้านดอนสบเปือ น่าน เขต ๒ โรงเรียนบ้านหมอแปง แม่ฮ่องสอน เขต ๑ โรงเรียนทุ่งห้าราษฎร์สามัคคีวิทยา เชียงราย เขต ๒ โรงเรียนแม่อูคอหลวง แม่ฮ่องสอน เขต ๑ โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงบาน พะเยา เขต๒ โรงเรียนบ้านแคมะกอก เชียงใหม่ เขต ๕ โรงเรียนวัดก๊อซาว พะเยา เขต ๒ โรงเรียนบ้านบงตัน เชียงใหม่ เขต ๕ โรงเรียนบ้านวังตม ลำปาง เขต ๑

ภาคอีสานตอนบน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ขอนแก่น เขต ๕ โรงเรียนเมืองเลย เลย เขต ๑ โรงเรียนชุมชนไผ่ล้อม นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาเพียง นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาเดื่อ นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านดอนกลอย อุดรธานี เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลเลย เลย เขต ๑ โรงเรียนบ้านโนนกุง นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านเสี้ยววิทยา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนสามหมอโนนทัน ขอนแก่น เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาข่าท่า นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านนาดีวิทยา นครพนม เขต ๒ โรงเรียนบ้านโคกมุ่นเหล่าสวรรค์ อุดรธานี เขต ๓ โรงเรียนบ้านบางป่าหว้าน สกลนคร เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองผือ หนองคาย เขต ๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นครพนม เขต ๑

ภาคอีสานตอนล่าง

โรงเรียนบ้านหนองแสง (หนองแสงราษฎร์วิทยา) มหาสารคาม เขต ๓ โรงเรียนบ้านทุ่งแต้ ยโสธร เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองแวงใหญ่ ร้อยเอ็ด เขต ๓ โรงเรียนบ้านนาเลา ร้อยเอ็ด เขต ๓ โรงเรียนบ้านบึงมะลู ศรีสะเกษ เขต ๔ โรงเรียนบ้านประทุนอายอง สุรินทร์ เขต ๑ โรงเรียนเชียงใหม่ประชานุสรณ์ ร้อยเอ็ด ๓ โรงเรียนบ้านหนองแวง (โสวรรณีวิทยาคม) ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านนาแมด อุบลราชธานี เขต ๒ โรงเรียนฆ้องชัยวิทยาคม กาฬสินธุ์ เขต ๒ โรงเรียนบ้านหัวช้างโคกม่วง มหาสารคาม เขต ๒ โรงเรียนบ้านคล้อมิตรภาพ ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านหนองแวง (โสวรรณีวิทยาคม) ศรีสะเกษ เขต ๑ โรงเรียนบ้านเตย อุบลราชธานี เขต ๑

ภาคประตูอีสาน

โรงเรียนบ้านโปร่งแดงน้ำฉ่าสามัคคี นครราชสีมา เขต ๕ โรงเรียนบ้านฝายโบสถ์ นครราชสีมา เขต ๕ โรงเรียนวัดป๊อกแป๊ก สระบุรี เขต ๑ ภาคเหนือตอนล่าง โรงเรียนบ้านหิ่งห้อย นครพนม เขต ๒ โรงเรียนวัดหางตลาด สุโขทัย เขต ๑ โรงเรียนวัดโพธิ์ระหัต ลพบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านใหม่ชัยเจริญ พิษณุโลก เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองบุนนาก นครราชสีมา เขต ๒ โรงเรียนบ้านเด่นเหล็ก อุตรดิตถ์ เขต ๒ โรงเรียนอนุบาลท่าช้างเฉลิมพระเกียรติ นครราชสีมา โรงเรียนบ้านทุ่งมหาชัย กำแพงเพชร เขต ๑ เขต ๒ โรงเรียนวัดท่าข่อย พิจิตร เขต ๑ สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต ๓ โรงเรียนบ้านดงเสือเหลือง พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลมณีราษฎร์คาลัย นครราชสีมา เขต ๒ โรงเรียนบ้านใดโพธิ์ (เงิน-ทองย้อยอุทศิ ) พิจติ ร เขต ๑ โรงเรียนบ้านขามทะเลสอ นครราชสีมา เขต ๕ โรงเรียนบ้านเมืองเก่า พิจิตร เขต ๑ โรงเรียนอนุพรรพต สระแก้ว เขต ๒ โรงเรียนบ้านโปงวัวแดง พิจิตร เขต ๒ โรงเรียนคลองตาหมื่น ปราจีนบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านกลาง เพชรบูรณ์ ๓ โรงเรียนบ้านใหม่หนองไทร สระแก้ว เขต ๒ โรงเรียนวัดหนองเขนง นครสวรรค์ เขต ๑ โรงเรียนบ้านสระคูณ บุรีรัมย์ เขต ๑ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม นครสวรรค์ เขต ๑ โรงเรียนชุมชนบ้านแชร์ออ สระแก้ว เขต ๒ โรงเรียนอนุบาลตากฟ้า นครสวรรค์ เขต ๓ โรงเรียนบ้านหมื่นเทพ ชัยนาท เขต ๑ ภาคกลาง-ตะวันออก สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต ๑ ๘๐

โรงเรียนวัดแสนภุมราวาส ฉะเชิงเทรา เขต ๒ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๒ โรงเรียนนครหลวงอุดมรัชต์วิทยา อยุธยา เขต ๒ โรงเรียนวัดลาดระโหง อยุธยา เขต ๒ โรงเรียนวัดเปรมประชากร ปทุมธานี เขต ๑ โรงเรียนอนุบาลสิงห์บุรี สิงห์บุรี โรงเรียนวัดล่องกะเบา สิงห์บุรี โรงเรียนวัดดอนดำรงธรรม ชลบุรี เขต ๓ โรงเรียนวัดพระเงิน (อิศราวิทย์อปุ กรณ์) นนทบุรี เขต ๒ โรงเรียนวัดตาลเจ็ดช่อ อ่างทอง โรงเรียนวัดขุนซ่อง จันทบุรี เขต ๑ โรงเรียนกระทุ่มรายฯ อ่างทอง โรงเรียนชุมชนวัดปราสาท อ่างทอง

ภาคตะวันตก-ใต้ตอนบน โรงเรียนวัดหนองกบ (ขุนทองประชานุเคราะห์) ราชบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองหว้า กาญจนบุรี เขต ๔ โรงเรียนวัดเขารักษ์ กาญจนบุรี เขต ๒ โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี เขต ๑ โรงเรียนวัดวิมลมรรคาราม ราชบุรี เขต ๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ โรงเรียนวัดแก่นจันทน์ สมุทรสงคราม โรงเรียนบ้านหนองคาง ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ โรงเรียนวัดปากน้ำ สุพรรณบุรี เขต ๓ โรงเรียนวัดหนองบัว กาญจนบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านยางหัก ราชบุรี เขต ๒ โรงเรียนบ้านบ่อพระ สุราษฎร์ธานี เขต ๓ โรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม กาญจนบุรี เขต ๑ โรงเรียนบ้านคอกช้างพัฒนา ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ โรงเรียนบ้านหนองตาเย็น ประจวบคีรีขันธ์ เขต ๒ โรงเรียนวัดปทุมวนาราม สุพรรณบุรี เขต ๒

ภาคใต้ตอนล่าง โรงเรียนวัดธารน้ำฉา นครศรีธรรมราช เขต ๔ โรงเรียนบ้านเกาะนก สงขลา เขต ๒ โรงเรียนเรียวราษฎร์อุทิศ สงขลา เขต ๒ โรงเรียนวัดโบราณสถิต นราธิวาส เขต ๒ โรงเรียนวัดทุ่งเฟื้อ นครศรีธรรมราช เขต ๑ โรงเรียนบ้านป่าไผ่ นราธิวาส เขต ๑ โรงเรียนบ้านจำปา นครศรีธรรมราช เขต ๒ โรงเรียนวัดควนกอ นครศรีธรรมราช เขต ๒ โรงเรียนบ้านทับช้าง พังงา เขต ๒ โรงเรียนบ้านควนพระสาครินทร์ พัทลุง เขต ๒ โรงเรียนอ่าวลึก กระบี่ โรงเรียนวัดทรายขาว สงขลา เขต ๑ โรงเรียนยุโป (รุ่งวิทยา) ยะลา เขต ๑ โรงเรียนบ้านบ่อพระ สุราษฎร์ธานี เขต ๓ โรงเรียนตำรวจตะเวรชายแดนช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ นครศรีธรรมราช เขต ๒ โรงเรียนวัดบางดี ตรัง เขต ๒


เล่ม ๔-๕ ประตูอีสาน ปี ๕๔ พฤษภาคม-สิงหาคม  

"รู้ ตื่น และเบิกบาน" เป็นวารสารเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาไทยตามหลักพุทธศาสนา โดยรู้ดีว่าประสบการณ์ของแต่ละคนมีค่าต่อการเรียนรู้ ต่อยอดได้ จึ...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you