Page 1

1

รายงานเรื่อ งอิน เตอร์เ น็ต เสนอ อาจารย์ส ุจ ิต ตรา จัน ทร์ล อย จัด ทำา โดย 1.นางสาวพัช นี

ใสหาร 564104003

รหัส นัก ศึก ษา

2.นางสาวอภิญ ญา ลมมูล ตรี รหัส นัก ศึก ษา 564104004 3.นางสาวอาภาพร ดีแ ป้น 564104026

รหัส นัก ศึก ษา

ชั้น ปีท ี่ 1 โปรแกรมวิช าดนตรีศ ึก ษา คณะมนุษ ยศาสตร์แ ละสัง คมศาสตร์ รายงานเล่ม นี้เ ป็น ส่ว นหนึ่ง ของรายวิช า PC54504


2

เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่ อการสำ าหรับครู ภาคเรีย นที่ 1 ปีก ารศึก ษา 2556 มหาวิย าลัย ราชภัฎ หมู่บ ้า นจอมบึง อินเทอร์ เน็ต

คำา นำา รายงานเรื่อง อินเตอร์เน็ต เป็ นส่ วนหนึ่งของรายวิชา PC54504 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อการสำาหรับครู ได้มีการสืบค้นข้อมูล และรวบรวมเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต ความ หมาย ความสำาคัญของอินเตอร์เน็ต ประโยชน์และโทษของ อินเตอร์เน็ต โดยมุ่งที่จะให้ผู้อ่านรายงานเรื่อง อินเตอร์เน็ต และความสำาคัญ มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต มากขึ้น คณะผู้จัดทำาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็น ประโยชน์แก่ท่านในการนำาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำาวัน หากมีข้อบกพร่องประการใด ก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้

คณะผู้จัดทำา


3

สารบัญ เรื่อง หน้า ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต 1 ความหมายของอินเตอร์เน็ต 3 การประยุกต์ใช้งานอินเตอร์เน็ต 4


4

อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย 5 ความสำาคัญของอินเตอร์เน็ต 6 ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต 8 โทษของอินเตอร์เน็ต 10 สภาพความต้องการและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ต

12

องค์ประกอบระบบเครื อข่ายอินเตอร์เน็ต

13

ผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต

20

สรุ ปเรื่ องอินเตอร์เน็ต

24

อิน เตอร์เ น็ต


5

ประวัต ิค วามเป็น มา อินเทอร์เน็ต คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกัน ตามโครงการของ อาร์ป้าเน็ต (ARPAnet = Advanced Research Projects Agency Network) เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ถูกพัฒนาเรื่อยมา ค.ศ.1969(พ.ศ.2512) อาร์ป้าเน็ตได้รับทุนสนันสนุนจาก หลายฝ่าย และเปลี่ยนชือ ่ เป็นดาป้าเน็ต (DARPANET = Defense Advanced Research Projects Agency Network) พร้อม เปลี่ยน แปลงนโยบาย และได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ คนละชนิดจาก 4 เครือข่ายเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ 1)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลองแองเจอลิส 2)สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด


6

3)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาบาร่า 4)มหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำาเร็จอย่างมาก ดังนั้น ในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึง่ ดาป้าเน็ตได้โอนหน้าที่รับผิดชอบ ให้แก่หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency ) ปัจจุบันคือ (Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีคณะทำางานที่รับผิดชอบ บริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแล วัตถุประสงค์ หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัตม ิ าตรฐานใหม่ในอินเทอร์เน็ต, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการทำางานโดยอาสาสมัครทั้งสิ้น ค.ศ.1983(พ.ศ.2526) ดาป้าเน็ตตัดสินใจนำา TCP/IP (Transmission ControlProtocal/ Internet Protocal) มาใช้กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ จึงเป็นมาตรฐานของวิธี การติดต่อ ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะ TCP/IP เป็นข้อกำาหนดที่ทำาให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องใน


7

โลกสื่อสารด้วยความเข้าใจบนมาตรฐานเดียวกัน ค.ศ.1980(พ.ศ.2523) ดาป้าเน็ตได้มอบหน้าที่รับผิด ชอบการดูแลระบบอินเทอร์เน็ตให้มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation - NSF) ร่วมกับอีกหลายหน่วย งาน ค.ศ.1986(พ.ศ.2529) เริ่มใช้การกำาหนดโดเมนเนม (Domain Name) เป็นการสร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution Database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำาฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่จำาเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บไซต์ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ ในเครื่องบริการโดเมนเนมหรือไม่ ถ้ามีก็จะตอบกับมาเป็น หมายเลขไอพี ถ้าไม่มีก็จะค้นหาจากเครื่องบริการโดเมนเนมที่ ทำาหน้าที่แปลชื่ออื่น สำาหรับชื่อที่ลงท้ายด้วย .th มีเครื่องบริการ ที่ thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของโดเมนเนมที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด ค.ศ.1991(พ.ศ.2534) ทิม เบอร์เนอร์ส ลี (Tim Berners-Lee) แห่งศูนย์วิจัย CERN ได้คิดค้นระบบไฮเปอร์เท็กซ์ ขึ้น สามารถเปิดด้วย เว็บเบราวเซอร์ (Web Browser) ตัวแรก


8

มีชื่อว่า WWW (World Wide Web) แต่เว็บไซต์ได้รับความ นิยมอย่างจริงจัง เมื่อศูนย์วิจัย NCSA ของมหาวิทยาลัย อิลลินอยส์เออร์แบน่าแชมเปญจ์ สหรัฐอเมริกา ได้คิดโปรแกรม MOSAIC (โมเสค) โดย Marc Andreessen ซึง่ เป็นเว็บเบราว์ เซอร์ระบบกราฟฟิก หลังจากนั้นทีมงานที่ทำาโมเสคก็ได้ออกไป เปิดบริษัทเน็ตสเคป (Browser Timelines: Lynx 1993, Mosaic 1993, Netscape 1994, Opera 1994, IE 1995, Mac IE 1996, Mozilla 1999, Chimera 2002, Phoenix 2002, Camino 2003, Firebird 2003, Safari 2003, MyIE2 2003, Maxthon 2003, Firefox 2004, Seamonkey 2005, Netsurf 2007, Chrome 2008) ในความเป็นจริงไม่มีใครเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต และ ไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำาหนดมาตรฐานใหม่ ผู้ติดสิน ผู้เสนอ ผู้ทดสอบ ผู้กำาหนดมาตรฐานก็คือผู้ใช้ที่ กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ก่อนประกาศเป็นมาตรฐานต้องมีการ ทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้นก่อน ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้น ฐานของระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain Name ก็จะยึดตามนั้น ต่อไป เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การจะ เปลี่ยนแปลงข้อมูลพื้นฐานอาจต้องใช้เวลา


9

อิน เทอร์เ น็ต (อังกฤษ: Internet) หมายถึง เครือข่าย คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่มีการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย หลายๆ เครือข่ายทั่วโลก โดยใช้ภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่าง คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า โพรโทคอล (Protocol) ผู้ใช้เครือข่ายนี้ สามารถสื่อสารถึงกันได้ในหลายๆ ทาง อาทิเช่น อีเมล เว็บ บอร์ด และสามารถสืบค้นข้อมูลและข่าวสารต่างๆ รวมทั้งคัดลอก แฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้ อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จาก การเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำานักงานโครงการวิจัยชั้น สูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี วัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ สามารเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET


10

ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน การประยุก ต์ใ ช้ง านอิน เทอร์เ น็ต การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันทำาได้หลาก หลาย อาทิเช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล (e-Mail) , สนทนา (Chat), อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด, การ ติดตามข่าวสาร, การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล, การชม หรือซือ ้ สินค้าออนไลน์ , การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ, การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์, การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์,การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning), การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference), โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP), การอับโหลด ข้อมูล หรือ อื่นๆ แนวโน้มล่าสุดของการใช้อินเทอร์เน็ตคือการใช้ อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์เพื่อสร้างเครือข่ายสังคม ซึ่งพบว่าปัจจุบันเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าวกำาลังได้ รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไฮไฟฟ์ และการใช้เริ่มมีการแพร่ขยายเข้าไปสู่การใช้อินเทอร์เน็ตผ่าน โทรศัพท์มือถือ (Mobile Internet) มากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยี


11

ปัจจุบันสนับสนุนให้การเข้าถึงเครือข่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำาได้ง่ายขึ้นมาก จำา นวนผู้ใ ช้อ ิน เทอร์เ น็ต ทั่ว โลก สัดส่วนการผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแยกตามทวีป ปัจจุบัน จำานวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยประมาณ 2.095 พันล้านคน หรือ 30.2 % ของประชากรทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือน มีนาคม 2554) โดยเมื่อเปรียบเทียบในทวีปต่างๆ พบว่าทวีปที่มีผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ เอเชีย โดยคิดเป็น 44.0 % ของผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตทั้งหมด และประเทศทีม ่ ีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ต มากที่สุดคือประเทศจีน คิดเป็นจำานวน 384 ล้านคน หากเปรียบ เทียบจำานวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกับจำานวนประชากรรวม พบว่า ทวีปอเมริกาเหนือมีสัดส่วนผู้ใช้ต่อประชากรสูงที่สุดคือ 78.3 % รองลงมาได้แก่ ทวีปออสเตรเลีย 60.1 % และ ทวีปยุโรป คิดเป็น 58.3 % ตามลำาดับ

อิน เทอร์เ น็ต ในประเทศไทย อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย สงขลา


12

นครินทร์

และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหา

วิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการ เชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่ เป็นการถาวร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำาการ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกันเรียกว่า "เครือข่าย ไทยสาร" การให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้น เป็นครั้งแรกเมื่อ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยความร่วมมือของ รัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การ โทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำานักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยให้บริการในนาม บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย


13

จำา นวนผู้ใ ช้อ ิน เทอร์เ น็ต ในประเทศไทย จำานวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการ เปลี่ยนแปลงดังนี้ ปี 2534 (30 คน) ปี 2535 (200 คน) ปี 2536 (8,000 คน) ปี 2537 (23,000 คน) ... ข้อมูลล่าสุดของสำานักงาน สถิติแห่งชาติ ปี 2551 จากจำานวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป ประมาณ 59.97 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 16.99 ล้าน คน คิดเป็น ร้อยละ 28.2 และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 10.96 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18.2 อิน เทอร์เ น็ต แบนด์ว ิท


14

ปัจจุบัน (มกราคม 2553) ประเทศไทยมีความกว้างช่อง สัญญาณ (Internet Bandwidth) ภายในประเทศ 110 Gbps และ ระหว่างประเทศ 110 Gbp

ความสำา คัญ ของอิน เทอร์เ น็ต ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีบทบาทและมีความสำาคัญต่อ ชีวิตประจำาวันของคนเราเป็นอย่างมาก เพราะทำาให้วิถีชีวิตเรา ทันสมัยและทันเหตุการณ์อยู่เสมอ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตจะมี การเสนอข้อมูลข่าวปัจจุบัน และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ผู้ใช้ ทราบเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน สารสนเทศที่เสนอในอินเทอร์เน็ต จะมีมากมายหลายรูปแบบเพื่อสนองความสนใจและความ ต้องการของผู้ใช้ทุกกลุ่ม อินเทอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งสารสนเทศ สำาคัญสำาหรับทุกคนเพราะสามารถค้นหาสิ่งที่ตนสนใจได้ใน ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปค้นคว้าในห้องสมุด หรือ แม้แต่การรับรู้ข่าวสารทั่วโลกก็สามารถอ่านได้ในอินเทอร์เน็ต จากเว็บไซต์ต่าง ๆ ของหนังสือพิมพ์


15

ดังนั้นอินเทอร์เน็ตจึงมีความสำาคัญกับวิถีชีวิตของคน เราในปัจจุบันเป็นอย่างมากในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่ อยู่ในวงการธุรกิจ การศึกษา ต่างก็ได้รับประโยชน์จาก อินเทอร์เน็ตด้วยกันทั้งนั้น 1. ด้า นการศึก ษา อินเทอร์เน็ตมีความสำาคัญ ดังนี้ 1.1 สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และ อื่นๆ ที่น่าสนใจ 1.2 ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำาหน้าที่เปรียบ เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ 1.3 นักเรียนนักศึกษาสามารถใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อกับ มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนอื่นๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำาลังศึกษาอยู่ ได้ ทั้งทีข ่ ้อมูลที่เป็นข้อความเสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ 2. ด้า นธุร กิจ และการพาณิช ย์ อินเทอร์เน็ตมีความสำาคัญ ดังนี้ 2.1 ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทาง ธุรกิจ 2.2 สามารถซื้อขายสินค้า ทำาธุรกรรมผ่านระบบเครือ


16

ข่าย 2.3 เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ โฆษณาสินค้า ติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ 2.4 ผู้ใช้ที่เป็นบริษัท

หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิด

ให้บริการ และสนับสนุนลูกค้าของตนผ่านระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ตได้ เช่น การให้คำาแนะนำา สอบถามปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้า แจกจ่ายตัวโปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) โปรแกรมแจกฟรี (Freeware) 3. ด้า นการบัน เทิง อินเทอร์เน็ตมีความสำาคัญดังนี้ 3.1 การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การ ค้นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า Magazine Online รวมทั้งหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่น ๆ โดยมี ภาพประกอบที่จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสารตามร้าน หนังสือทั่ว ๆ ไป 3.2 สามารถฟังวิทยุหรือดูรายการโทรทัศน์ผ่านระบบ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ 3.3 สามารถดึงข้อมูล (Download) ภาพยนตร์มาดูได้


17

ประโยชน์ข องอิน เตอร์เ น็ต อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนชุมชนเมืองแห่งใหม่ของโลก เป็นชุมชนของคนทั่วมุมโลก จึงมีบริการต่างๆเกิดขึ้นใหม่ตลอด เวลา 1.ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic mail=E-mail) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail เป็นการส่งจดหมายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยผู้ส่ง สามารถส่งข้อความไปยังที่อยู่ของผู้รับในรูปแบบของอีเมล์ เมื่อ ผู้ส่งเขียนจดหมาย แล้วส่งไปยังผู้รับ ผู้รับจะได้รับจดหมาย ภายในเวลาไม่กี่วินาที แม้จะอยูห ่ ่างกันคนละซีกโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสามารถส่งแฟ้มข้อมูลหรือไฟล์แนบไปกับอีเมล์ได้ ด้วย 2.กรขอเข้าระบบจากระยะไกลหรือเทลเน็ต(Telnet)เป็น บริการอินเน็ตรูปแบบ หนึ่งโดยที่เราสามารถเข้าไปใช้งาน คอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ไกลๆได้ด้วยตนเอง เช่น ถ้าเรา อยู่ที่โรงเรียนทำางานโดยใช้อินเตอร์เน็ตของโรงเรียนแล้วกลับ ไปที่บ้าน เรามีคอมพิวเตอร์ที่บ้านและต่ออินเตอร์เน็ตไว้เรา สามารถเรียกข้อมูลจากที่โรงเรียนมาทำาที่บ้านได้ เสมือนกับเรา ทำางานที่โรงเรียนนั่นเอง


18

3.การโอนถ่ายข้อมูล(File Transfer Protocol หรือ FTP) เป็นบริการอีกรูปแบบหนึ่งของระบบอินเตอร์เน็ต เราสามารถ ค้นหาและเรียกข้อมูลจากแหล่งต่างๆมาเก็บไว้ในเครื่องของเรา ได้ ทั้งข้อมูลประเภทตัวหนังสือ รูปภาพและเสียง 4.การสืบค้นข้อมูล(Gopher,Archie,World wide Web) หมายถึง การใช้เครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตในการค้นหาข่าวสารที่มี อยู่มากมายแล้วช่วยจัดเรียงข้อมูลข่าวสารหัวข้ออย่างมีระบบ เป็นเมนู ทำาให้เราหาข้อมูลได้ง่ายหรือสะดวกมากขึ้น 5.การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิด เห็น(Usenet)เป็นการให้บริการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และแสดง ความคิดเห็นที่ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตทั่วโลกสามารถพบปะกัน แสดงความคิดเห็นของตน โดยมีการจัดการผู้ใช้เป็นกลุ่มข่าว หรือนิวกรุ๊ป(Newgroup)แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นหัวข้อ ต่างๆ เช่น เรื่องหนังสือ เรื่องการเลี้ยงสัตว์ ต้นไม้ คอมพิวเตอร์ และการเมือง เป็นต้น ปัจจุบันมี Usenet มากกว่า 15,000 กลุ่ม นับเป็นเวทีขนาดใหญ่ให้ทุกคนจากทั่วมุมโลกแสดงความคิด เห็นอย่างกว้างขวาง 6.การสื่อสารด้วยข้อความ(Chat,IRC-Internet Relay


19

chat) เป็นการพูดคุยกันระหว่างผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยพิมพ์ ข้อความตอบกัน ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากอีก วิธีหนึ่ง การสนทนากันผ่านอินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนเรานั่งอยู่ ในห้องสนทนาเดียวกัน แต่ละคนก็พิมพ์ขอ ้ ความโต้ตอบกันไป มาได้ในเวลาเดียวกัน แม้จะอยู่คนละประเทศหรือคนละซีกโลก ก็ตาม 7.การซื้อขายสินค้าและบริการ(E-Commerce = Eletronic Commerce) เป็นการจับจ่ายซื้อ - สินค้าและบริการ เช่น ขายหนังสือ คอมพิวเตอร์ การท่องเที่ยว เป็นต้น ปัจจุบันมี บริษัทใช้อินเตอร์เน็ตในการทำาธุรกิจและให้บริการลูกค้า ตลอด 24 ชั่วโมง ในปี2540 การค้าขายบน อินตอร์เน็ตมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 1 ล้าน ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึง่ เป็นโอกาสทางธุรกิจแบบใหม่ที่ น่าสนใจ และเปิดทางให้ทุกคนเข้ามาทำาธุรกิจได้โดยใช้ทุนไม่ มากนัก 8.การให้ความบันเทิง(Entertain) ในอินเตอร์เน็ตมี บริการด้านความบันเทิงในทุกรูปแบบต่างๆ เช่น เกมส์ เพลง รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ เป็นต้น เราสามารถเลือกใช้ บริการเพื่อความบันเทิงได้ตลอด 24 ชัว ่ โมงและจากแหล่งต่างๆ


20

ทั่วทุกมุมโลก ทั้งประเทศไทย อเมริกา ยุโรปและออสเตรเลีย เป็นต้น

โทษของอิน เตอร์เ น็ต 1.โรคติดอินเทอเน็ต(Webaholic) การเล่นอินเตอร์เน็ต ทำาให้คุณเสียงาน ผู้ใดเป็นผู้ที่ติดการพนัน การติดการพนัน ประเภทที่ถอนตัวไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับ การติด อินเตอร์เน็ต เพราะทั้งสองอย่าง เกี่ยวข้องกับการล้มเหลว ใน การควบคุมความต้องการของตนเอง โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สารเคมีใดๆ (อย่างสุรา หรือยาเสพติด) ผู้ที่มีอาการอย่างน้อย 4 อย่าง เป็นเวลานานอย่างน้อย 1 ปีถือได้ว่า มีอาการติด อินเตอร์เน็ต • รู้สึกหมกมุ่นกับอินเตอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับ อินเตอร์เน็ต • มีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น • ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตได้ • รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเตอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้ • ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใช้


21

อินเตอร์เน็ตทำาให้ตนเอง รู้สึกดีขึ้น • หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตของ ตัวเอง • การใช้อินเตอร์เน็ตทำาให้เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การ เรียน และความสัมพันธ์ ยังใช้ อินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก • มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้ อินเตอร์เน็ต • ใช้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองได้ตงั้ ใจไว้ มีผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและ เศรษฐกิจของคนคนนั้น ถึงแม้ว่าการวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงให้ เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นกับเพศชายแต่ผลลัพธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ติด อินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยกลางคนและไม่มีงานทำา 2.เรื่องอณาจารผิดศีลธรรม(Pornography/Indecent Content) เรื่องของข้อมูลต่างๆที่มีเนื้อหาไปในทางขัดต่อศีล ธรรม ลามกอนาจาร หรือรวมถึงภาพโป๊เปลือยต่างๆนั้นเป็น เรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้ง


22

เนื่องจากสมัยก่อนเป็นยุคที่ WWW ยังไม่พัฒนา มาก นักทำาให้ไม่มีภาพออกมา แต่ในปัจจุบันภายเหล่านี้เป็นที่ โจ่งแจ้งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี้สามารถเข้าสู่เด็ก และ เยาวชนได้ง่ายโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ความดูแลได้ เต็มที่ เพราะว่าอินเทอเน็ตนั้นเป็นโลกที่ไร้พรมแดนและเปิด กว้างทำาให้สื่อเหล่านี้สามรถเผยแพร่ไปได้รวดเร็วจนเรา ไม่ สามารถจับกุมหรือเอาผิดผู้ที่ทำาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ 3.ไวรัส ม้าโทรจัน หนอนอินเตอร์เน็ต และระเบิดเวลา ไวรัส : เป็นโปรแกรมอิสระ ซึง่ จะสืบพันธุ์โดยการจำาลองตัวเอง ให้มากขึ้นเรื่อยๆเพื่อที่จะทำาลายข้อมูลหรือทำาให้เครื่อง คอมพิวเตอร์ทำางานช้าลงโดยการแอบใช้สอยหน่วยความจำา หรือพื้นที่ว่างบนดิสก์โดยพลการ ม้า โทรจัน : ม้าโทรจันเป็นตำานานนักรบที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ แล้วแอบเข้าไปในเมืองจนกระทั่งยึดเมืองได้สำาเร็จ โปรแกรมนี้ก็ ทำางานคล้ายๆกัน คือโปรแกรมนี้จะทำาหน้าที่ไม่พึงประสงค์ มัน จะซ่อนตัวอยู่ในโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต มักจะทำาในสิ่งที่ เราไม่ต้องการและสิ่งที่มันทำานั้นไม่มีความจำาเป็นต่อเราด้วย หนอนอิน เตอร์เ น็ต : ถูกสร้างขึ้นโดย Robert Morris, Jr. จน


23

ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก มันคือโปรแกรมที่จะสืบพันธุ์โดยการ จำาลองตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากระบบหนึ่ง ครอบครอง ทรัพยากรและทำาให้ระบบช้าลง ระเบิด เวลา : คือรหัสซึ่งจะทำา หน้าที่เป็นตัวกระตุ้นรูปแบบเฉพาะของการโจมตีนั้นๆ ทำางาน เมื่อสภาพการโจมตีนั้นๆมาถึง ยกตัวอย่างเช่น ระเบิดเวลาจะ ทำาลายไฟล์ทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2542 สภาพความต้อ งการและปัญ หาการใช้อ ิน เทอร์เ น็ต ใน การเรีย นการสอน ในสถาบัน อุด มศึก ษา สัง กัด ทบวง มหาวิท ยาลัย ABSTRACT วิทยานิพนธ์ (ค.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539 การ วิจยั ครั้งนี้มีวตั ถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ความต้องการ และปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตในการ เรี ยนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกระบบเครื อ ข่ายอินเทอร์เน็ตในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ในเขตกรุ งเทพมหานคร 7 แห่ง จำานวน 794 คน แบ่งออกเป็ น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผูบ้ ริ หารระดับหัวหน้าภาควิชา 155 คน อาจารย์ผสู ้ อน 306 คน และนิสิตนักศึกษา 333 คน วิเคราะห์ขอ้ มูลโดย การหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจยั พบว่า 1.ประเภทบริ การในระบบเครื อข่ายอินเทอร์เน็ตที่อาจารย์และนิสิตนักศึกษาใช้ ประโยชน์ทางการศึกษาบ่อยที่สุด คือการสื บค้นข้อมูลแบบเวิลด์ ไวด์เว็บ ไปรษณี ย ์ อิเล็กทรอนิกส์ การถ่ายโอนแฟ้ มข้อมูลและการขอเข้าใช้เครื่ องระยะไกล ตามลำาดับ 2.นโยบายในการนำาอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรี ยนการสอนในระดับภาควิชา ส่ วน ใหญ่มีนโยบายที่จะผลักดันให้คณะ หรื อ สถาบันมีการขยายหรื อปรับปรุ งทางด้านอุปกรณ์พื้น ฐานให้พร้อม โดยเฉพาะคู่สายและความเร็ วในการสื่ อสารและมีการปรับปรุ งกระบวนการเรี ยน


24

การสอนในหลักสูตรวิชาต่างๆ ให้คน้ หาทางอินเทอร์เน็ตด้วย 3.ผูบ้ ริ หารระดับหัวหน้าภาควิชา มีความเห็นด้วยอย่างมาก กับแนวคิดในการนำา อินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรี ยนการสอนที่วา่ ควรมีการวางแผนระยะยาวในการนำาอินเทอร์เน็ตมา ใช้ ควรมีการปรับปรุ งบุคลากร ให้มีความรู้ มีประสิ ทธิภาพในการใช้อินเทอร์เน็ต ควรให้ผเู ้ รี ยน มีความรู้พ้ืนฐานในการใช้อินเทอร์เน็ตโดยสอดแทรกในการเรี ยน เรื่ องของระบบคอมพิวเตอร์ หรื อระบบสารสนเทศและควรจัดอุปกรณ์ให้เพียงพอในการให้บริ การเพื่อกระตุน้ ให้มีการใช้ อย่างเต็มที่เป็ นการเพิ่มทักษะและความชำานาญในการใช้มากยิง่ ขึ้น 4.อาจารย์และนิสิตนักศึกษาส่ วนใหญ่มีความต้องการใช้บริ การอินเทอร์เน็ตในการ เรี ยนการสอนมากที่สุดในเรื่ องการเพิ่มความเร็ วในการสื่ อสารกับศูนย์บริ การ การเพิ่มงบ ประมาณในการจัดสภาพศูนย์บริ การ ติดตั้งเครื่ องบริ การให้เพียงพอกับความต้องการ การเพิ่ม ความเร็ วในการถ่ายโอนแฟ้ มข้อมูล และการขยายช่องกว้างสัญญาณให้สามารถทำางานได้คล่อง ตัวขึ้น 5.ปัญหาการบริ หารจัดการเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตในระดับภาควิชา ส่ วนใหญ่ คือเรื่ องงบประมาณสนับสนุนมีไม่เพียงพอ 6.ปัญหาการใช้บริ การอินเทอร์เน็ตในการเรี ยนการสอนของอาจารย์ที่พบมากคือ การสนับสนุนจากสถาบันยังมีไม่มากพอทั้งในส่วนของการจัดสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และ บุคลากรที่จะให้คาำ แนะนำาและไม่มีการจัดฝึ กอบรมการใช้หรื อมีอย่างไม่ท ัว่ ถึงทำาให้ผใู ้ ช้ส่วน ใหญ่ขาดทักษะหรื อแนวทางปฏิบตั ิที่เหมาะสม 7.ปัญหาการใช้บริ การอินเทอร์เน็ตในการเรี ยน การสอนของนิสิตนักศึกษาที่พบมากคือ ผูเ้ รี ยนบางคนยังไม่มีเครื่ องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวทำาให้ ใช้งานได้ไม่เต็มที่และการสนับสนุนจากสถาบันยังมีไม่มากพอทั้งในส่ วนของการจัดสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และบุคลากรที่จะให้คาำ แนะนำา องค์ ประกอบระบบเครือข่ ายอินเตอร์ เน็ต ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึงการนำาเครื่ อง คอมพิวเตอร์ มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่ อสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล


25

ข่าวสารระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ และการใช้ทรัพยากรของระบบร่ วมกัน (Shared Resource) ในเครื อข่ายนั้น องค์ประกอบของระบบเครื อข่าย ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบที่สาำ คัญ เพื่อการเชื่อมต่อเป็ นเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ได้แก่ 1. คอมพิวเตอร์ แม่ ข่าย คอมพิวเตอร์แม่ข่าย หมายถึงคอมพิวเตอร์ ที่ทาำ หน้าที่เป็ นผูใ้ ห้บริ การทรัพยากร (Resources) ต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ หน่วยประมวลผล หน่วยความจำา หน่วยความจำาสำารอง ฐาน ข้อมูล และ โปรแกรมต่าง ๆ เป็ นต้น ในระบบเครื อข่ายท้องถิ ่น (LAN) มักเรี ยกว่า คอมพิวเตอร์แม่ข่าย ในระบบเครื อข่ายระยะไกล ที่ใช้เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ หรื อ มินิ คอมพิวเตอร์เป็ นศูนย์กลางของเครื อข่าย เรานิยมเรี ยกว่า Host Computer และเรี ยกเครื่ อง ที่รอรับบริ การว่าลูกข่ายหรื อสถานีงาน 2. ช่ องทางการสื่ อสาร ช่องทางการสื่ อสาร หมายถึง สื่ อกลางหรื อเส้นทางที่ใช้เป็ นทางผ่าน ในการรับส่ ง ข้อมูล ระหว่างผูร้ ับ (Receiver) และผูส้ ่ งข้อมูล (Transmitter) ปัจจุบนั มีช่องทางการ สื่ อสาร สำาหรับการเชื่อมต่อเครื อข่าย คอมพิวเตอร์มีหลายประเภทคือ สายโทรศัพท์แบบสายคู่ตี เกลียวไม่มีฉนวนหุม้ (UTP) สายคู่ตีเกลียว แบบมีฉนวนหุม้ (STP) สายโคแอคเชียล สายใยแก้วนำาแสง คลื่นไมโครเวป และดาวเทียม เป็ นต้น 3. สถานีงาน สถานีงาน (Workstation or Terminal) หมายถึง อุปกรณ์หรื อเครื่ อง ไมโครคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อ กับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทำาหน้าที่เป็ นสถานีปลายทางหรื อ สถานีงาน ที่ได้รับการบริ การจากเครื่ อง คอมพิวเตอร์แม่ข่าย เรี ยกว่าเป็ นคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Workstation) ในระบบเครื อข่ายระยะใกล้ มักมีหน่วยประมวลผล หรื อซีพียขู องตนเอง ในระบบที่ใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม เป็ นศูนย์กลาง เรี ยกสถานีปลายทางว่าเทอร์มินอล (Terminal) ประกอบด้วยจอภาพและแป้ นพิมพ์เท่านั้น ไม่มีหน่วยประมวลกลางของตัวเอง ต้องใช้หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางหรื อ Host


26

4. อุปกรณ์ ในเครือข่ าย - การ์ ดเชื่ อมต่ อเครื อข่ าย (Network Interface Card :NIC) หมายถึง แผงวงจรสำาหรับ ใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณของเครื อข่าย ติดตั้งไว้ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่ เป็ นเครื่ องแม่ข่าย และเครื่ องที่เป็ นลูกข่าย หน้าที่ของการ์ดนี้ คือแปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ ส่ งผ่านไปตามสายสัญญาณ ทำาให้คอมพิวเตอร์ในเครื อข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้ - โมเด็ม ( Modem : Modulator Demodulator) หมายถึง อุปกรณ์สาำ หรับ การแปลงสัญญาณดิจิตอล (Digital) จากคอมพิวเตอร์ดา้ นผูส้ ่ ง เพื่อส่ งไปตามสายสัญญาณ ข้อมูลแบบอนาลอก(Analog) เมื่อถึงคอมพิวเตอร์ดา้ นผูร้ ับ โมเด็มก็จะทำาหน้าที่แปลง สัญญาณอนาลอก ให้เป็ นดิจิตอลนำาเข้าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำาการประมวลผล โดยปกติจะ ใช้โมเด็มกับระบบเครื อข่ายระยะไกล โดยการใชสายโทรศัพท์เป็ นสื่ อกลาง เช่น เครื อข่าย อินเทอร์เน็ต เป็ นต้น - ฮับ ( Hub) คือ อุปกรณ์เชื่อมต่อที่ใช้เป็ นจุดรวม และ แยกสายสัญญาณ เพื่อให้เกิดความ สะดวก ในการเชื่อมต่อของเครื อข่ายแบบดาว (Star) โดยปกติใช้เป็ นจุดรวมการเชื่อมต่อสาย สัญญาณระหว่าง File Server กับ Workstation ต่าง ๆ 5. ซอฟต์ แวร์ ระบบปฏิบัตกิ ารเครือข่ าย ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบตั ิการเครื อข่าย หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ทาำ หน้าที่ จัดการระบบเครื อข่ายของ คอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่ออยูก่ บั เครื อข่าย สามารถติดต่อสื่ อสาร แลกเปลี่ยน ข้อมูลกันได้อย่างถูกต้อง และมีประสิ ทธิภาพ ทำาหน้าที่จดั การด้านการรักษาความปลอดภัย ของ ระบบเครื อข่าย และยังมีหน้าที่ควบคุม การนำาโปรแกรมประยุกต์ ด้านการติดต่อสื่ อสาร มา ทำางานในระบบเครื อข่ายอีกด้วย นับว่าซอฟต์แวร์ระบบปฏิบตั ิการเครื อข่าย มีความสำาคัญต่อ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์อย่างยิง่ ตัวอย่าง ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ ได้แก่ ระบบปฏิบตั ิการ Windows NT , Linux , Novell Netware , Windows XP ,Windows 2000 , Solaris , Unix เป็ นต้น


27

องค์ ประกอบของระบบเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ต องค์ประกอบของระบบเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต หมายถึง ส่วนประกอบสำาคัญที่ทาำ ให้ การสื่ อสารผ่านระบบเครื อข่าย อินเทอร์เน็ต เกิดขึ้ นได้ ทั้งนี้ เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็ นเครื อข่าย ระดับโลก เป็ นเครื อข่ายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับ คอมพิวเตอร์จาำ นวนมาก จึงมีรูปแบบการเชื่อม โยงข้อมูลเฉพาะของตนเอง องค์ประกอบของระบบเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต มี 5 ส่ วนดังนี้ 1.ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System) หมายถึง ตัวเครื่ องคอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์รอบข้างอื่น ๆ เช่น เครื่ องพิมพ์ กล้องดิจิทลั และลำาโพงเป็ นต้น คอมพิวเตอร์จะต้องมี คุณสมบัติพร้อมสำาหรับการเชื่อมโยงเข้ากับเครื อข่าย แบ่งเป็ น 2 กลุ่ม คือ

1.1 คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) หรื อ โฮสต์ (Host) ได้แก่ คอมพิวเตอร์ศูนย์กลางทำา หน้าที่ให้บริ การข้อมูล และประมวลผลข้อมูลที่รับมาจากคอมพิวเตอร์อื่น ๆ โดยทัว่ ไปต้องเป็ น เครื่ องคุณภาพสูง เพื่อรองรับการถ่ายโอนข้อมูล จำานวนมาก


28

1.2 คอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Client) ได้แก่ คอมพิวเตอร์ทวั่ ไปที่รับ-ส่ งข้อมูลมากจากเครื่ อง แม่ข่าย อาจจะเป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ เครื่ องโน๊ตบุ๊ค เครื่ องแลปท็อป ฯลฯ ผูใ้ ช้ บริ การอินเทอร์เน็ตทัว่ ไป ก็จดั เป็ นเครื่ องลูกข่ายทั้งสิ้ น 2. ตัวกลางและอุปกรณ์ การสื่ อสาร (Communication Device) หมายถึงอุปกรณ์ สำาหรับเชื่อมต่อระหว่าง คอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรื อส่วนกลางกับคอมพิวเตอร์ลูกข่าย เป็ นช่องทาง สำาหรับการรับ-ส่ งข้อมูล ประกอบด้วย

2.1 โมเด็ม (Modem) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่เปลี่ยนรู ปแบบสัญญาณข้อมูลระหว่างอะนา ล็อกและดิจิทลั ความเร็ วในการส่ งผ่านข้อมูลของโมเด็มมีหน่วยเป็ นบิตต่อนาที (bps) โมเด็ม ที่มีอตั ราความเร็ วบิตต่อนาทีสูง เช่น 512 mbps จะรับ-ส่ งข้อมูลได้ดีกว่าโมเด็มขนาด 128 mbps


29

2.2 สายโทรศัพท์ (Telephone) หมายถึง ระบบโทรศัพท์ทวั่ ไปซึ่งสามารถนำาเอาสาย สัญญาณเสี ยบเข้ากับช่องสำาหรับเสี ยบสายเชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์

2.3 สายใยแก้วนำาแสง (Optical Fiber) เป็ นสายสัญญาณอีกชนิดหนึ่งที่ทาำ จากเส้นใย พิเศษที่สามารถรับ-ส่ งข้อมูลได้ดีกว่าสายโทรศัพท์ทวั่ ไป


30

2.4 คลื่นวิทยุและดาวเทียม (Microwave and Satellite) เป็ นระบบการสื่ อสารโดย ใช้คลื่นวิทยุและคลื่นไมโครเวฟรับ-ส่ งสัญญาณแบบไร้สายจากดาวเทียม

3. มาตรฐานการควบคุมและการส่ งผ่ านข้ อมูลบนเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ต (Control/Internet Protocal) หมายถึง มาตรฐานที่ใช้ควบคุมและกำาหนดเงื่อนไขในการรับ-ส่ งข้อมูลผ่าน เครื อข่ายอินเทอร์เน็ต ได้แก่ 3.1 มาตรฐานทีซีพี/ไอพี (TCP/IP : Transmission Control Protocal/Internet Protocal) เป็ นโพรโตคอลมาตรฐานสำาหรับรับ-ส่ งข้อมูลของ เครื อข่ายอินเทอร์เน็ต 3.2 มาตรฐานเฮชทีทีพี (HTTP : Hypertext transfer protocol) เป็ น มาตรฐานสำาหรับการสื บค้นข้อมูลชนิดไฮเปอร์เท็กซ์ (HTML) กำาหนดและควบคุมวิธีการ สื่ อสาร ผ่านโปรแกรมสำาหรับติดต่ออินเทอร์เน็ต หรื อเบราว์เซอร์ (Browser) กับเครื่ องแม่ ข่ายหรื อเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server)


31

3.2 มาตรฐานเอฟทีพี (FTP : File Transfer Protocal ) เป็ นมาตรฐานที่ใช้ใน การควบคุมและกำาหนดวิธีการ โอนย้ายแฟ้ มข้อมูล 4. โปรแกรมสำ าหรับติดต่ ออินเทอร์ เน็ต (Internet Browser Program) ได้แก่ โปรแกรมที่ใช้อ่านข้อมูลไฮเปอร์เท็กซ์ตามมาตรฐานเฮชทีเอ็มแอล (HTML) หรื อเรี ยกว่าเบ ราว์เซอร์ เช่น Internet Explorer , Mozilla Firfox , Netscape Navigator และ Opera เป็ นต้น เบราว์เซอร์ทาำ หน้าที่อ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เสมือนอ่านหนังสื อทีละหน้า สามารถแสดงผลได้ท้ งั ข้อความ ภาพ เสี ยง และอื่น ๆ 5. ผู้ให้ บริการอินเทอร์ เน็ตหรือไอเอสพี (ISP : Internet Service Provider) หมายถึงหน่วยงาน หรื อ องค์กร ผูท้ ี่ให้บริ การอินเทอร์เน็ตแก่บุคคลทัว่ ไป โดยผูใ้ ห้บริ การแต่ละ รายจะเป็ นสมาชิกของเครื อข่าย ระดับประเทศนั้น ๆ แล้วเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ สำาหรับ ผูใ้ ห้บริ การอินเทอร์เน็ตรายสำาคัญหรื อรายใหญ่ที่สุด ของไทย คือ การสื่ อสารแห่งประเทศไทย หรื อ กสท.

ผลกระทบจากการใช้ เทคโนโลยีอนิ เทอร์ เน็ต


32

1. โทษของอินเทอร์ เน็ต โทษของอินเทอร์เน็ต มีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เป็ นแหล่งข้อมูลที่เสี ยหาย, ข้อมูลไม่ดี ไม่ถูกต้อง, แหล่งประกาศซื้ อขาย ,ของผิดกฏหมาย, ขายบริ การทางเพศ ที่รวมและ กระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างๆ •

อินเทอร์เน็ตเป็ นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ทำาให้การควบคุมกระทำาได้ยาก

มีขอ้ มูลที่มีผลเสี ยเผยแพร่ อยูป่ ริ มาณมาก

ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ทำาให้การค้นหากระทำาได้ไม่ดีเท่าที่ควร

เติบโตเร็ วเกินไป

ข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริ ง ต้องดูให้ดีเสี ยก่อน อาจถูกหลอกลวง-กลัน่ แกล้งจากเพื่อน

ถ้าเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสี ยการเรี ยนได้

ข้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ

ขณะที่ใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์จะใช้งานไม่ได้ (นัน่ จะเป็ นเฉพาะการต่ออินเทอร์เน็ต

แบบ Dial up แต่ในปัจจุบนั อินเทอร์เน็ตความเร็ วสูงจะสามารถใช้งานโทรศัพท์ที่ต่อ


33

อินเทอร์เน็ตได้ดว้ ย) •

เป็ นสถานที่ที่ใช้ติดต่อสื่ อสาร เพื่อก่อเหตุร้าย เช่น การวางระเบิด หรื อล่อลวงผูอ้ ื่นไป

กระทำาชำาเรา •

ทำาให้เสี ยสุ ขภาพ เวลาที่ใช้อินเตอร์เนตเป็ นเวลานานๆ โดยไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว

2. โรคติดอินเทอร์ เน็ต โรคติดอินเทอร์เน็ต (Webaholic) เป็ นอาการทางจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งนัก จิตวิทยาชื่อ Kimberly S Young ได้ศึกษาและวิเคราะห์ไว้วา่ บุคคลใดที่มีอาการดังต่อ ไปนี้ อย่างน้อย 4 ประการ เป็ นเวลาไม่นอ้ ยกว่า 1 ปี แสดงว่าเป็ นอาการติดอินเทอร์เน็ต •

รู้สึกหมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต

มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็ นเวลานานขึ้นอยูเ่ รื่ อยๆ ไม่สามารถควบคุมการใช้

อินเทอร์เน็ตได้ •

รู้สึกหงุดหงิดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง หรื อหยุดใช้

คิดว่าเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ทำาให้ตนเองรู้สึกดีข้ึ น

ใช้อินเทอร์เน็ตในการหลีกเลี่ยงปัญหา

หลอกคนในครอบครัว หรื อเพื่อน เรื่ องการใช้อินเทอร์เน็ตของตนเอง

มีอาการผิดปกติเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต เช่น หดหู่ กระวนกระวาย ซึ่งอาการดังกล่าว ถ้ามีมากกว่า 4 ประการในช่วง 1 ปี จะถือว่าเป็ นอาการติด

อินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งผลเสี ยต่อระบบร่ างกาย ทั้งการกิน การขับถ่าย และกระทบต่อการเรี ยน สภาพ สังคมของคนๆ นั้นต่อไป

3. อาชญากรรมคอมพิวเตอร์


34

เทคโนโลยีที่ทนั สมัย แม้จะช่วยอำานวยความสะดวกได้มากเพียงใดก็ตาม สิ ่ งที่ ต้องยอมรับความจริ งก็คือ เทคโนโลยีทุกอย่างมีจุดเด่นและข้อด้อยของตนทั้งสิ้ น ทั้งที่มาจากตัว เทคโนโลยีเอง และมาจากปัญหาอื่นๆ เช่น บุคคลที่มีจุดประสงค์ร้าย ในโลก cyberspace อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็ นปัญหาหลักที่นบั ว่ายิง่ มีความรุ นแรง เพิ่มมากขึ้น ประมาณกันว่ามี ถึง 230% ในช่วงปี 2002 และแหล่งที่เป็ นจุดโจมตีมากที่สุดก็คือ อินเทอร์เน็ต นับว่า รุ นแรงกว่าปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์เสี ยด้วยซ้าำ หน่วยงานทุกหน่วยงานที่นาำ ไอทีมาใช้งาน จึงต้องตระหนักในปัญหานี้ เป็ นอย่างยิง่ จำาเป็ นต้อง ลงทุนด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัย ระบบซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ที่ ำ มีประสิ ทธิภาพ การวางแผน ติดตาม และประเมินผลที่ตอ้ งกระทำาอย่างสม่ าเสมอต่ อเนื่องแต่ไม่ ว่าจะมีการป้ องกันดีเพียงใด ปัญหาการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์กม็ ีอยูเ่ รื่ อยๆ ทั้งนี้ระบบการ โจมตีที่พบบ่อยๆ ได้แก่ •

Hacker & Cracker อาชญากรที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสังคมไอที

เป็ นอย่างยิง่ •

บุคลากรในองค์กร หน่วยงานใดที่ไล่พนักงานออกจากงานอาจสร้างความไม่พึงพอใจให้

กับพนักงานจนมาก่อปัญหาอาชญากรรมได้เช่นกัน •

Buffer overflow เป็ นรู ปแบบการโจมตีที่ง่ายที่สุด แต่ทาำ อันตรายให้กบั ระบบได้

มากที่สุด โดยอาชญากรจะอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบตั ิการ และขีดจำากัดของทรัพยากรระบบ มาใช้ในการจู่โจม การส่ งคำาสัง่ ให้เครื่ องแม่ข่ายเป็ นปริ มาณมากๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่ งผลให้


35

เครื่ องไม่สามารถรันงานได้ตามปกติ หน่วยความจำาไม่เพียงพอ จนกระทัง่ เกิดการแฮงค์ของ ระบบ เช่นการสร้างฟอร์มรับส่ งเมล์ที่ไม่ได้ป้องกัน ผูไ้ ม่ประสงค์อาจจะใช้ฟอร์มนั้นในการส่ ง ำ ข้อมูลกระหน่าระบบได้ •

Backdoors นักพัฒนาเกือบทุกราย มักสร้างระบบ Backdoors เพื่อช่วยอำานวย

ความสะดวกในการทำางาน ซึ่งหากอาชญากรรู้เท่าทัน ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก Backdoors นั้นได้เช่นกัน •

CGI Script ภาษาคอมพิวเตอร์ที่นิยมมากในการพัฒนาเว็บเซอร์วิส มักเป็ นช่อง

โหว่รุนแรงอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน •

Hidden HTML การสร้างฟอร์มด้วยภาษา HTML และสร้างฟิ ลด์เก็บรหัส

แบบ Hidden ย่อมเป็ นช่องทางที่อาำ นวยความสะดวกให้กบั อาชญากรได้เป็ นอย่างดี โดยการ เปิ ดดูรหัสคำาสัง่ (Source Code) ก็สามารถตรวจสอบและนำามาใช้งานได้ทนั ที •

Failing to Update การประกาศจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ เพื่อให้ผใู ้ ช้นาำ ไป

ปรับปรุ งเป็ นทางหนึ่งที่อาชญากร นำาไปจู่โจมระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์น้ ันๆ ได้เช่นกัน เพราะกว่าที่ เจ้าของเว็บไซต์ หรื อระบบ จะทำาการปรับปรุ ง (Updated) ซอตฟ์ แวร์ที่มีช่องโหว่น้ นั ก็สาย เกินไปเสี ยแล้ว •

Illegal Browsing ธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ย่อมหนีไม่พน้ การส่ งค่าผ่านทาง

บราวเซอร์ แม้กระทัง่ รหัสผ่านต่างๆ ซึ่งบราวเซอร์บางรุ่ น หรื อรุ่ นเก่าๆ ย่อมไม่มีความสามารถ ในการเข้ารหัส หรื อป้ องกันการเรี ยกดูขอ้ มูล นี่กเ็ ป็ นอีกจุดอ่อนของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่นกัน •

Malicious scripts จะมีการเขียนโปรแกรมไว้ในเว็บไซต์ แล้วผูใ้ ช้เรี ยกเว็บไซต์

ดูบนเครื่ องของตน อย่างมัน่ ใจหรื อว่าไม่เจอปัญหาอะไร อาชญากรอาจจะเขียนโปรแกรมแฝงใน เอกสารเว็บ เมื่อถูกเรี ยก โปรแกรมนั้นจะถูกดึงไปประมวลผลฝั่งไคลน์เอ็นต์ และทำางานตามที่ กำาหนดไว้อย่างง่ายดาย โดยที่ผใู ้ ช้จะไม่ทราบว่าตนเองเป็ นผูส้ ัง่ รันโปรแกรมนั้นเอง •

Poison cookies ขนมหวานอิเล็กทรอนิกส์ ที่เก็บข้อมูลต่างๆ ตามแต่จะกำาหนด


36

จะถูกเรี ยกทำางานทันทีเมื่อมีการเรี ยกดูเว็บไซต์ที่บรรจุคุกกี้ ชิ้นนี้ และไม่ยากอีกเช่นกันที่จะเขียน โปรแกรมแฝงอีกชิ้น ให้ส่งคุกกี้ที่บนั ทึกข้อมูลต่างๆ ของผูใ้ ช้ส่งกลับไปยังอาชญากร ไวรัสคอมพิวเตอร์ ภัยร้ายสำาหรับหน่วยงานที่ใช้ไอทีต้งั แต่เริ่ มแรก และดำารงอยูอ่ ย่าง

อมตะตลอดกาล ในปี 2001 พบว่าไวรัส Nimda ได้สร้างความเสี ยหายได้สูงสุ ด เป็ นมูลค่า ถึง 25,400 ล้าบบาท ในทัว่ โลก ตามด้วย Code Red, Sircam, LoveBug, Melissa ตามลำาดับที่ไม่หย่อนกว่ากัน ปัญหาของโลกไอที มีหลากหลายมาก การทำานายผลก ระทบที่มีขอ้ มูลอ้างอิงอย่างพอเพียง การมีทีมงานที่มีประสิ ทธิภาพ การวางแผน ติดตาม ำ ประเมินผลอย่างสม่าเสมอ คงจะช่วยให้รอดพ้นปัญหานี้ ได้บา้ ง สรุป การใช้งานอินเทอร์เน็ตต้องมีความรู้ความเข้าใจในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ควร เลือกให้เหมาะสมลักษณะการใช้งาน ปริ มาณการใช้งาน รวมถึงจำานวนผูใ้ ช้ รู ปแบบการติดตั้ง อินเทอร์เน็ตเพื่อใช้งานภายในบ้านกับเพื่อใช้ในองค์กร สำานักงานและรู ปแบบการเชื่อมต่อที่ แตกต่างกัน ปัจจุบนั ได้มีบริ การอินเทอร์เน็ตความเร็ วสูงในรู ปแบบต่างๆ ที่สามารถรอรับ บริ การได้ เมื่อได้ทาำ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแล้ว จะต้องมีโปรแกรมสำาหรับใช้งาน อินเทอร์เน็ต เช่น โปรแกรมระบบปฏิบตั ิการ โปรแกรมเว็บบราวน์เซอร์ โปรแกรมรับส่ ง จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงรู ปแบบการบริ การบนอินเทอร์เน็ต มีหลากหลายรู ปแบบได้รับ ความนิยม ได้แก่ ไปรษณี ยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครื อข่าย การค้นหาข้อมูล การสนทนาออนไลน์ เป็ นต้น อินเทอร์เน็ตเปรี ยบเสมือนดาบสองคมที่มีท้ งั ประโยชน์และโทษ ถ้าใช้อย่างไม่ ระมัดระวัง ดั้งนั้นผูป้ กครองควรเอาใจใส่ บุตรหลาน หรื อให้ขอ้ แนะนำาเพื่อจะได้นาำ ด้านทีดีมา ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุ ดในการดำาเนินชีวิต หรื อนักเรี ยนนักศึกษาควรใช้วิจารณญานในการใช้


37

อินเทอร์เน็ต เพื่อให้เกิดความรู้และเป็ นประโยชน์ในด้านการเรี ยนอย่านำาความรู้ไปใช้ในสิ ่ งที่ ผิด จนทำาให้เกิดความเสี ยหายแก่ผอู ้ ื่น

ปัจจุบนั มีกลุ่มที่ไม่หวังดีใช้ในช่องทางบนทางอินเทอร์เน็ต เป็ นช่องทางแสวงหาผล ประโยชน์แก่ตนเอง แต่เป็ นการทำาลายเยาวชนของสังคม ดั้งนั้นทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตควรมี จิตสำานึก คำานึงถึงประโยชน์ส่วนร่ วมมากกว่าส่ วนตัว จะทำาให้โลกใบนี้ น่าอยูย่ งิ่ ขึ้น


38

บรรณานุกรม ที่มา: http://www.thaiall.com/article/internet.htm สืบค้นเมื่อวัน ที่ 21 สิงหาคม 2556 ที่มา: th.wikipedia.org/wiki/อินเทอร์เน็ต สื บค้นเมื่อวันที่ 21 สิ งหาคม 2556 ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/3 056-00/ สืบค้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2556 ที่มา: http://www.ladyinter.com/forum_posts.asp?TID=4691 สืบค้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2556 ที่มา: http://www.ladyinter.com/forum_posts.asp?TID=4691 สืบค้น เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2556 ทีม ่ า: http://www.sawi.ac.th/elearning/5_4.htm สืบค้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2556 ที่มา: http://www.learners.in.th/blogs/posts/462713 สืบค้นเมื่อ วันที่ 25 สิงหาคม 2556


39

อินเตอ์เน็ต 2  

microsoft word

Advertisement