Page 1

7.1 7.2 7.3 7.4 7.5 7.6 7.7 7.8 7.9 7.10 7.11 7.12 7.13 7.14 7.15

บทที่ 7 ชาดกในหมวดสัจจบารมี ดอกบัวอันหาค่ามิได้ มุสาวาทาพาถึงอเวจี วาจาที่ดจุ ยาพิษ ได้ ใหม่ ลืมเก่า มีแค้ นไม่ชําระ บุญคุณต้ องทดแทน พญาราชสีห์กบั สุนขั จิ ้งจอก กวางนันทิยะสละชีพเพื่อสัจจะ ยอมตายไม่ยอมคด ชีวิตแลกชีวิต มิตรภาพที่ไม่มีวนั ตาย ละเลยหน้ าที่ กาลีกินตัว สองลิงจริงต่อธรรม หัวใจบัณฑิต คนจริงไม่ทิ ้งธรรม สรุปและภาษิตหมวดสัจจบารมี


แนวคิด 1. สัจจบารมีเป็ นนิสยั ที่จําเป็ นอย่างยิ่งในวิถีนกั สร้ างบารมี หากไม่สร้ างสัจจบารมีก็มิอาจเดินตาม วิถี ที่ตัง้ ใจไว้ ไ ด้ ต ลอดเส้ นทาง เพราะตลอดหนทางต้ องผจญกับกิ เ ลสนานาชนิ ด พานพบแต่อุป สรรค มากมายเหลือคณาจนบางคราก็อดทนไม่ไหว บางครัง้ ก็ขาดปั ญญา อับจน ท้ อแท้ เบื่อหน่าย จนคิดจะ เปลี่ยนความตังใจของตน ้ สัจจบารมีนีเ้ องจะเป็ นหมวดหมู่นิสัยที่ป้องกันมิให้ เปลี่ยนความตังใจ ้ อุปมา เหมือนดวงดาวที่โคจรอยูแ่ ต่ในวิถีไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ บางวันเจอสภาพบรรยากาศที่แย่ปานใดก็ไม่ออก นอกวิถีเดิม ยังสู้และอดทนดําเนินไปตามวิถีทางของตนโดยไม่ออกไปเส้ นทางอื่นอย่างเด็ดขาด 2. การสร้ างสัจจบารมีเป็ นการสร้ างนิสยั ต่าง ๆ เพื่อความรักมัน่ ในความรับผิดชอบ ไม่คิดเล่น ไม่ พูดเล่น ไม่ทําเล่น แต่คิดจริ ง พูดจริ ง ทําจริ ง จริ ง ต่อทุกสิ่ง จริ ง ต่อธรรม จริ ง ใจ เป็ นคนแท้ ไม่อกตัญํู ซื่อตรงต่อการกระทําทางกาย วาจา และใจ ชนิดยอมตายก็ไม่ยอมคด เมื่อได้ นิสยั ชุดนี ้ไว้ ครอบครองก็จะ ป้องกันภัย มิ ให้ จิ ตใจโลเลเฉออกนอกทาง เมื่ อเกิ ดชาติใหม่จ ะมี ลักษณะคนจริ ง น่าเชื่ อถื อ เป็ นคน ศักดิส์ ิทธิ์ มีธาตุแท้ ในตัว เอาดีได้ ตลอด 3. หากสัจจบารมีบกพร่องไปจะเป็ นอันตรายเป็ นอย่างยิ่ง เพราะต้ องเผชิญกับความโลเลของจิตใจ อยู่เสมอ เหมือนตนเดินอยู่บนเส้ นด้ ายที่รอวันตกจากวิถี ทางสร้ างบารมี ดังนัน้ จึงจําเป็ นอย่างยิ่งที่ต้อง ครอบครองนิสยั เหล่านี ้ไว้ ให้ ได้ ก่อนที่จะถูกกระแสกิเลสเบี่ยงเบนเส้ นทางให้ ตกจากวิถีทางของตน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ ร้ ูนิสยั ชุดที่เจ็ดที่ต้องใช้ ในวิถีนกั สร้ างบารมี เป็ นนิสยั หมวดหมูส่ จั จบารมี 2. เพื่อให้ เห็นตัวอย่างของนักสร้ างบารมีในอดีตที่ประสบความสําเร็จไว้ น้อมนํามาปฏิบตั ิ 3. เพื่อให้ ได้ นิสยั ชุดที่เจ็ดประจําวิถีนกั สร้ างบารมีมาครอบครอง


บทที่ 7 ชาดกในหมวดสัจจบารมี หากอุปมาวิถีนกั สร้ างบารมีเป็ นดังวิถีแห่งสงครามที่ต้องสู้รบกับอธรรม เช่นนันสั ้ จจบารมีก็เปรี ยบ ได้ กบั “ทัพหลวง” นิสยั ต่าง ๆ ในหมวดหมูข่ องสัจจบารมีจึงเปรี ยบเสมือนขุนพลทังหลายที ้ ่ต้องรักษากองทัพเอาไว้ ให้ ได้ สุดชีวิตเพื่อความคงอยู่ของกองทัพ แม้ ว่าจะต้ องประสบภัยหนักหนาเพียงไหนก็ตาม จะให้ กองทัพล่ม สลายไปไม่ได้ เด็ดขาด ทัพนี ้จึงเป็ นสัญลักษณ์ของความ “มัน่ คง” ของกองทัพ,ความคงอยู่ คือการไม่เปลี่ยน วิถีทางที่ตงใจ ั ้ ภัยคือความโลเลของจิตใจ สัจจบารมี เป็ นเครื่ องบ่มนิสยั รักความรับผิดชอบ จริงต่อทุกสิ่งที่เข้ าไปเกี่ยวข้ องเด็ดเดี่ยว มุ่งมัน่ มุ่ง ไปข้ างหน้ าอย่างมัน่ คงไม่โลเล จริ งใจ เสมอต้ นเสมอปลาย ซื่อตรง ไม่คิดคด เป็ นคนแท้ รู้คณ ุ คน ไร้ มารยา พูดจริงทําจริง ไม่ทําเล่น จริงต่อธรรม เมื่อได้ ดําเนินการใดแล้ ว ก็ม่งุ ตรงทําไปให้ ตลอดชนิดยอมตายไม่ยอม คด อุปมาดังวิถีโคจรแห่งดวงดาวที่ไม่ก้าวออกนอกวิถีในทุกสมัยฤดู ยังคงสุกสว่างอยู่ฉันใด คนมีสจั จะก็ฉัน นัน้ จะไม่โลเลเปลี่ยนไปมาตามอํานาจกิเลส หากสัจจบารมี บกพร่ องไป จะได้ นิสัยโลเล สะสมธาตุคดขึน้ เรื่ อย ๆ จนคิดคดต่อผู้มีคุณ คดต่อ เส้ นทางการสร้ างบารมีของตน กลายเป็ นทุรชน คนเนรคุณครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ หากมีมิตรก็ไม่จริ ง ต่อมิตร มีหน้ าที่ก็ไม่จริงต่อหน้ าที่ ย่อมไม่จริ งได้ กบั ทุกสิ่งในโลก กระทัง่ เนรคุณต่อบิดามารดาของตนได้ จึง มีข้อน่าสังเกตว่า จะดูว่าเป็ นคนแท้ หรื อไม่แท้ นนั ้ ให้ ดูว่าได้ เลีย้ งดูบิดามารดาของตนเป็ นอย่างดีหรื อไม่ นัน่ เอง ผู้ใดเมื่อรู้วา่ “ธรรม” มีคณ ุ ค่าอันลํ ้าเลิศแล้ วยังไม่จริงต่อธรรมซึง่ มีคา่ ถึงเพียงนี ้ ยากที่ผ้ นู นจะจริ ั้ งต่อ สิ่งอื่น เพราะทุกสิ่งในโลกล้ วนมีคณ ุ ค่าน้ อยกว่าธรรม ยอดสัจจบารมีคือ จริงต่ อธรรมจนเข้ าถึงอริยสัจภายในศูนย์ กลางกายอยู่ตลอดเวลา การทาหน้ าที่กัลยาณมิตรเป็ นการฝึ กนิสัยสัจจบารมีได้ อย่ างดี เพราะต้ องทาจริ งจัง จริ งใจ ไม่ โลเล ไม่ เลิกรากลางคัน มุ่งมั่นไปจนกว่ าจะช่ วยคนให้ พ้นทุกข์ ได้ สาเร็จ 7.1 ดอกบัวอันหาค่ ามิได้ 1 สาเหตุท่ ตี รัสชาดก ณ พระวิหารเชตวัน ภิกษุนงั่ สนทนาถึงคุณของพระอานนท์ว่า ภิกษุชาวชนบท มีบุญน้ อย ไปยังถนนที่ขายดอกอุบลก็ไม่ได้ ดอกไม้ มาบูชาต้ นโพธิ์ ส่วนพระเถระไปประเดี๋ยวก็ได้ มาแล้ ว

1

ปทุมชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 58 หน้า 94-98


พระทศพลเสด็จมาทรงทราบเรื่ องสนทนาแล้ วตรัสว่า แม้ ในกาลก่อนผู้กล่าวคําดีก็ได้ แล้ วเหมือนกัน จึงทรง นําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังนี ้.. อดีตกาลนานมาแล้ ว ณ เมือง ๆ หนึ่ง ได้ มีงานมหรสพใหญ่ใจกลางนคร ก่อนงานเทศกาลกําลังจะ เริ่ ม ขึน้ ชายหนุ่ม 3 คนกํ าลัง เดินทางมาร่ วมงาน ระหว่างทางผ่านสระบัว ใหญ่ สระหนึ่ง ชายทัง้ 3 คิด อยากจะได้ ดอกบัวมาประดับออกงาน แต่สระนี ้มีชายจมูกแหว่งเฝ้ารักษาอยู่ บุรุษหนุ่มคนแรก เดินเข้ าไป อย่างมัน่ ใจแล้ วกล่าวว่า.. “คุณลุง! ฉันขอดอกบัวสักดอกจะได้ ไหม? ฉันหน่ะ! จะขอให้ จมูกของคุณลุงงอกขึ ้นมาใหม่ได้ อีก เหมือนผมกับหนวดของคุณลุงเลย” ชายคนแรกมิคาดคิด นอกจากไม่ได้ ดอกบัวแล้ วยังถูกเจ้ าของสระโกรธใส่เข้ าอีก เป็ นอันว่าบุรุษคน แรกตกรอบไป เป็ นโอกาสบุรุษคนที่สองบ้ าง.. “สหายเอ๋ย! ฉันขอดอกบัวท่านสักดอกจะได้ ไหมล่ะ? ฉันขอให้ จมูกของสหายงอกขึ ้นใหม่ได้ เหมือน ต้ นไม้ ที่งอกขึ ้นได้ สกั วัน” เจ้ าของสระยิ่งไม่พอใจหนักเข้ าไปอีก ชายคนที่สามจึงเข้ ามาขอบ้ างว่า “สองคนนัน่ พูดเพ้ อเจ้ อเพราะคิดว่าท่านจะให้ ดอกบัวเขา แต่เขาย่อมไม่ได้ จากท่านแน่ เพราะเขาจะ พูดหรื อไม่พดู จมูกของท่านไม่งอกขึ ้นอีกได้ เลย ดังนัน้ สหายเอ๋ย! ฉันขอดอกบัวจากท่าน ท่านให้ ฉันสักดอก เถิด”ชายเจ้ าของสระกล่าวตอบอย่างพึงพอใจว่า.. “สองคนนัน่ พูดโกหกแก่เรา แต่ท่านกล่าวตามความเป็ นจริ ง สหายเอ๋ย! อย่าว่าแต่ดอกเดียวเลย ดอกบัวทังสระนี ้ ่คคู่ วรแก่ทา่ นแล้ ว” ชายจมูกแหว่งเดินถือดอกบัวบานหลากสีกําใหญ่มาให้ ชายหนุ่มได้ ดอกบัวที่นบั ค่าไม่ได้ เพราะ ได้ มาด้ วยสัจจวาจาโดยแท้ ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า บุตรเศรษฐี ที่ได้ ดอกปทุมครัง้ นันมาเป็ ้ นตถาคตแล “คนจริงคําจริงแท้ ไม่พา่ ยแพ้ วาจาตน หากหลอกตนลวงกมล หมดสิ ้นค่าชัว่ สิ ้นดี” จากชาดกเรื่องนี ้ พูดเกินจริงนอกจากคําไม่จริงแล้ วยังไม่จริงใจอีกด้ วย “นิสัยชอบพูดคาจริงและจริงใจ” จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี


7.2 มุสาวาทาพาถึงอเวจี2 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก ภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า พระเทวทัตทํามุสาวาทถูกแผ่นดินสูบมี อเวจีเป็ นที่ไป พระทศพลเสด็จมาทรงทราบเรื่ องสนทนาแล้ วตรัสว่า แม้ ในกาลก่อนพระเทวทัตก็ทําเช่นนี ้ เหมือนกัน ทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังนี ้.. ครัง้ ปฐมกัป ยามโลกเกิดขึ ้นใหม่ ๆ มีกษัตริ ย์นามว่าอุปจิรราช กษัตริ ย์พระองค์นี ้มีอานุภาพพิเศษ คือ พระองค์จะมีจตุรเทพ 4 ตนคอยถือพระขรรค์อารักขาอยู่ 4 ทิศ และมีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากพระ วรกาย อีกทังพระโอษฐ์ ้ ของพระองค์ก็ยงั มีกลิ่นอุบลออกมาอยู่ตลอดเวลา ปุโรหิตแห่งพระนครนี ้มีนามว่า กปิ ละ ดํารงตําแหน่งตังแต่ ้ สมัยพระราชบิดายังทรงเป็ นกษัตริ ย์อยู่ ซึ่งสมัยนันองค์ ้ รัชทายาทอุปจิระได้ ทรง คบหากับน้ องชายของปุโรหิตท่านนี ้ซึ่งมีชื่อว่าโกรกลัมพกะ เป็ นพระสหาย สนิทจนสนมกันมากถึงกับทรง เคยตรัสปากว่า เมื่อตนครองราชย์แล้ วจะยกตําแหน่งปุโรหิตให้ แทนพี่ชาย มาบัดนี ้ กปิ ลปุโรหิตแก่เฒ่าแล้ วได้ มาเข้ าเฝ้าพระเจ้ าอุปจิราชทูลขอลาออกจากราชการเพื่อขอลา ไปบวช เนื่องเพราะรู้สกึ อึดอัดใจที่พระราชาหนุม่ แสดงความยําเกรงตนมากเกินไป เพราะทรงเห็นว่าเป็ นคน สนิทของพระราชบิดา กปิ ลปุโรหิตจึงอยากให้ คนรุ่ นใหม่วยั ใกล้ เคียงกับพระราชาได้ ขึน้ มาดํารงตําแหน่ง แทนตน โดยหวังให้ พระราชาทรงปรึกษาราชการได้ อย่างสบายพระทัย พระเจ้ าอุปจิราชทรงยินดีให้ กปิ ล ปุโรหิตออกจากราชการได้ เพื่อที่พระองค์จะได้ ตงพระสหายขึ ั้ ้นแทนเสีย แต่ปโุ รหิตกราบทูลว่า.. “ข้ าแต่พระองค์ผ้ สู มมติเทพ! ข้ าพระองค์เป็ นคนแก่ ที่บ้านมีบตุ รอยู่คนหนึ่ง ขอพระองค์จงตังบุ ้ ตร ของข้ าพระองค์ให้ ดํารงตําแหน่งปุโรหิตต่อเถิด พระเจ้ าข้ า ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตด้ วยเถิด” พระราชาทรงเกรงพระทัยท่านปุโรหิตเฒ่ามาก จึงตรัสตอบตกลง หลังจากนันท่ ้ านกปิ ละก็บรรพชา เป็ นฤาษี เข้ าป่ ายังฌานและอภิญญาให้ เกิดได้ แล้ วพํานักอยูใ่ นพระราชอุทยานนันเอง.. ้ ฝ่ ายโกรกลัมพกะได้ ผกู อาฆาตพี่ชายว่า แม้ บวชแล้ วยังหวงตําแหน่งไว้ ไม่ให้ ฐานันดรแก่ตนบ้ าง แต่ ก็ทําอะไรมิได้ ได้ แต่ระบายความในใจให้ พระราชาผู้สหายฟั งเท่านัน้ “เอาอย่างนี ้ก็แล้ วกัน! เราจะประกาศท่านให้ เป็ นพี่ชาย แล้ วประกาศพี่ชายของท่านให้ เป็ นน้ องชาย เสียเลยดีไหม?” พระราชาตรัสกับพระสหาย โกรกลัมพกะจอมเจ้ าเล่ห์กล่าวตอบว่า.. “พระองค์ไม่ทรงทราบดอก พี่ชายของข้ าพเจ้ ามีวิชาน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เขาจะแกล้ งทําเป็ นเหมือนให้ เทพบุตรทัง้ 4 ที่ อารั กขาพระองค์อยู่หายไป แกล้ ง ทํ ากลิ่นหอมจากพระวรกายและจากพระโอษฐ์ ของ พระองค์ ให้ เป็ นกลิ่นเหม็นได้ กระทัง่ ยังสามารถทําให้ พระองค์พลัดตกลงในแผ่นดิน จนเหมือนถูกแผ่นดิน สูบได้ อีกด้ วย ถึงตอนนันเกรงว่ ้ าพระองค์จะไม่อาจดํารงพระวาจานันอยู ้ ไ่ ด้ นะสิ พระเจ้ าข้ า”

2

เจติยราชชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 59 หน้า 531-535


โกรกลัมพกะกล่าวราวกะรู้วา่ ถ้ าพระราชาตรัสมุสาวาทแล้ วเทวดาจะหายไป กลิ่นกายและกลิ่นปาก จะเหม็นตลบ และพระองค์จะถูกแผ่นดินสูบ จึงกล่าวดักคอไว้ ก่อนเพื่อให้ พระราชาทรงเห็นว่าเป็ นเพราะ ฤทธิ์ฤาษี ทํามิใช่เพราะกรรมบันดาล.. น่า แปลกที่ โ กรกลัม พกะทราบดี ว่า กรรมชั่ ว ย่อมให้ ผ ลวิ บ ากอัน เผ็ ด ร้ อนแต่ก็ ยัง คิด ร่ ว มมื อ กับ พระราชาทําชัว่ หรื อลาภสักการะมีกําลังทําลายให้ คนสิ ้นหิริโอตตัปปะ ถูกครอบงําจนหน้ ามืด ใจบอด ได้ ถึง เพียงนี ้! “ท่านอย่าได้ เข้ าใจอย่างนัน! ้ เราสามารถทําตามที่ตรัสได้ แน่ กษัตริ ย์ตรัสแล้ วไม่คืนคํา!” พระราชา ตรัสยืนยันกับพระสหาย “ข้ าแต่พระองค์ผ้ สู มมติเทพ! แล้ วพระองค์จะทรงทําเมื่อไร?” โกรกลัมพกะทูลถาม “อีก 7 วันหลังจากนี ้ แน่นอน!” พระราชาตรัสตอบ ข่าวนี ้ได้ แพร่สะพัดไปทัว่ พระนครทันที มหาชนหวาดผวาไปทัว่ ทังเมื ้ องเพราะกลัวคําว่ามุสาวาทยิ่ง นัก ต่างสอบถามกันและกันไปทัว่ ว่า มุสาวาทมีหน้ าตาเป็ นอย่างไรกันหนอ? มีสีเขียวหรื อ สีเหลือง? สีอะไร กันแน่? กล่าวกันว่า โลกในยุคนัน้ ผู้คนพูดแต่ความสัตย์จริงเป็ นอย่างเดียว ไม่มีใครทํามุสาวาทเป็ นกันเลย ฤาษีได้ รับแจ้ งข่าวจากบุตรว่า.. “พระราชาจะทํ า มุส าวาท โดยทํ า พ่อ ให้ เ ป็ นเด็ก แล้ ว พระราชทานฐานัน ดรของฉั น ให้ แ ก่ อ า พระราชา จะทําในวันที่ 7 หลังจากนี ้” วันที่ 7 มาถึงแล้ ว! มหาชนทัง้ เมืองเนืองแน่นพากันมารุ มล้ อมรอบพระลานหลวง ต่างส่งเสียง เซ็งแซ่กันว่าจะมาดูมุสาวาท ๆ หลายบ้ านเอาเตียงมาผูกซ้ อน ๆ กันยืนดูบนเตียง ฤาษี เหาะมานั่งอยู่บน อากาศต่อหน้ าพระพักตร์ พระราชา ทูลว่า “ช้ าก่อนมหาบพิตร! ชื่อว่ามุสาวาทนันเป็ ้ นบาปหนักหนา คอยกําจัดคุณความดี ทําให้ เกิดในอบาย ทัง้ 4 เมื่อทรงทํามุสาวาทชื่อว่าทําลายธรรม ครัน้ ทําลายธรรมเสียแล้ วก็ชื่อว่าทําลายตนนัน่ เองถ้ าพระองค์ ทรงทํามุสาวาทแล้ วไซร้ ฤทธิ์ทงั ้ 4 ของพระองค์จะอันตรธานไป เทวดาทังหลายจะพากั ้ นหนีไปเสีย ทังพระ ้ โอษฐ์ ก็จะมีกลิ่นบูดเน่าเหม็นฟุ้ง ผู้ใดถูกถามปั ญหาแล้ ว แกล้ งตอบปั ญหานันไปเสี ้ ยอย่างอื่น ผู้นนย่ ั ้ อม พลัดพรากจากฐานันดรแล้ วถูกแผ่นดินสูบ” พระเจ้ า อุป จิ รราชสดับ โอวาทแล้ ว ทรงมี พ ระหทัยกลัว เป็ นกํ า ลัง คิดจะกลับพระทัย ทรงหันมา ทอดพระเนตรดูพระสหายโกรกลัมพกะ โกรกลัมพกะก็ร้ ูทา่ ทีนนั ้ รี บทูลทัดทานว่า.. “ข้ าแต่มหาราช! อย่าทรงกลัวเลย พระองค์จําเรื่ องที่ข้าพระองค์กราบทูลได้ ไหม พระเจ้ าข้ า?” พระราชาสดับคําโกรกลัมพกะแล้ วทรงลังเลพระทัย และเกิดมานะขึ ้นว่ากษัตริ ย์ตรัสแล้ วต้ อง ไม่คืน คํา พระองค์มาคิดรักษาคําพูดเอาตอนนี ้ พระราชาทรงคิดจะรักษาคําสัตย์ด้วยคําลวง ไม่รักษาคําที่ควร รักษากับไพร่ไปรักษาคําที่ไม่ควรรักษา รักษาคําโป้ปด! พระราชาทอดพระเนตรไปทางฤาษี ตรัสขึ ้นว่า..


“ท่านเป็ นน้ องชายโกรกลัมพกะ! โกรกลัมพกะเป็ นพี่ชายของท่าน!” วาจาเปล่งไปแล้ วยากจะริบกลับคืน ทันใดนัน้ เทพบุตรทัง้ 4 เปล่งเสียงก้ องฟ้าว่า.. “โอ้ ! พวกเราจะไม่อารักขาคนมุสาวาทเช่นท่านอีกต่อไปแล้ ว” 4 เทพบุตรทิ ้งพระขรรค์แล้ วอันตรธานหายวับไปทันที ฤทธานุภาพที่เคยมีสืบทอดมาแต่บรรพชน ของวงศ์กษัตริ ย์ก็ถึงกาลหายไปนับแต่บดั นัน้ พระโอษฐ์ กลับมีกลิ่นเหม็นเหมือนฟองไข่เน่า แตกกระจาย กระทัง่ พระวรกายก็กลิ่นคล้ ายส้ วมระเบิดฟุ้งตลบไปทัว่ ทังเมื ้ อง พระราชาทรงตกจากบัลลังก์ร่วงลงสู่พื ้น ฤาษีกล่าวเตือนว่า.. “ขอพระองค์อย่าได้ ทรงกลัวเลย ถ้ าพระองค์ตรัสสัจจวาจาไซร้ สิ่งทังปวงก็ ้ จะกลับเป็ นปกติได้ อยู่” พระราชาไม่ทรงสนพระทัย ทรงยึดมัน่ ในคําสัญญาของตนต่อไป จึงกระทําการมุสาต่อเป็ นครัง้ ที่ 2 ว่า.. “จงรู้ไว้ วา่ ท่านเป็ นน้ องชายโกรกลัมพกะ! ส่วนโกรกลัมพกะนันเป็ ้ นพี่ชายของท่าน!” แผ่นดินได้ สบู พระราชาลงถึงข้ อพระบาทแล้ วหยุดลง ฤาษีทลู เตือนต่อว่า.. “พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ แต่แกล้ งตรัสไปเสียอย่างอื่น แว่นแคว้ นของพระราชานัน้ ฝน ย่อมไม่ตกต้ องตามฤดูกาล มหาบพิตร! พระองค์ถกู แผ่นดินสูบไปถึงพระชงฆ์แล้ ว ขอพระองค์จงทรงตัดสิน พระทัยใหม่เถิด” “ท่านเป็ นน้ องชายโกรกลัมพกะ! โกรกลัมพกะเป็ นพี่ชายท่าน!” พระราชายังตรัสต่อเป็ นครัง้ ที่ 3 พริบตานัน้ แผ่นดินสูบพระราชาลงไปถึงพระชานุแล้ วหยุดลง ฤาษีทลู เตือนต่อว่า.. “พระราชาพระองค์ใดทรงทราบความจริ งอยู่ แต่แกล้ งตรัสไปเป็ นอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชา นันจะแตกเป็ ้ นสองแฉกเหมือนลิ ้นงู” “ท่านนัน่ แหละ! เป็ นน้ องชายของโกรกลัมพกะ ส่วนโกรกลัมพกะนี ้เป็ นพี่ชายท่าน!” พระราชาตรัส มุสาวาทเป็ นครัง้ ที่ 4 แผ่นดินได้ สบู ลงไปถึงบันพระองค์ ้ ฤาษีทลู เตือนอีกว่า “พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยูแ่ ล้ วแกล้ งตรัสไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชานันจะไม่ ้ มี เหมือนปลา” พระราชาตัดสินพระทัยทํามุสาวาทต่อเป็ นครัง้ ที่ 5..6..7 เวลานันฟ ้ ้ าได้ สนั่ สะเทือนเลื่อนลั่นแผ่นดินพลิกผัน แยกออก เปลวไฟร้ อนแรงพวยพุ่งจากอเวจีขึน้ ไหม้ พระราชาทันที มหาชนพากันตกใจกลัวสุดขีด อุทาน ออกมาดังลัน่ ท้ องพระลานหลวงว่า.. “คนพูดมุสาวาทตกนรกอเวจีแล้ ว ๆ” เมื่อเหตุการณ์สงบลง พระราชโอรสทังหลายก็ ้ กระจายกันไปสร้ างเมืองใหม่ ทิ ้งเมืองนี ้ให้ เป็ นเมือง ร้ าง ตังเป็ ้ นอนุสรณ์แห่งอเวจีสืบไป..


ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้ าอุปจิรราชในครัง้ นันมาเป็ ้ นพระเทวทัต ส่วนกปิ ลดาบสมา เป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ น้ องชายปุโรหิตถูก ความโลภครอบงํ า ไม่เ กรงกลัวต่อบาป มุ่ง หวัง แต่ลาภ สักการะ และประโยชน์ของตน แม้ จะทําให้ ผ้ อู ื่นเดือดเนื ้อร้ อนใจอย่างไรก็มิได้ คํานึง จึงไม่จริ งใจต่อพี่ชาย แล้ วยังมุง่ ทําลายสหายผู้เป็ นพระราชาอีกด้ วย เมื่อพระราชาได้ หลงสหายชัว่ แม้ ยามคิดจะกลับตัวกลับใจก็ ยังถูกลวงให้ พดู โกหกอีกจนต้ องไปอเวจีมหานรกในที่สดุ “นิสัยรั กคาสัตย์ ,ไม่ ทาความจริงให้ คลาดเคลื่อน,หวังดีต่อมิตร,ไม่ คิดคดและไม่ ชอบข้ อง แวะบาปมิตร” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.3 วาจาที่ดุจยาพิษ3 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก ภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ภิกษุโกกาลิกะด่าพระสารี บุตรและพระ มหา-โมคคัลลานะ ไปบังเกิดในปทุมนรกเพราะอาศัยปากของตน เรื่ องมีอยูว่ า่ .. พระอัครสาวกทังสองทู ้ ลลาพระทศพลหลีกเร้ นไปอยู่เงียบ ๆ ที่ชนบท จาริ กไปถึงที่อยู่ของพระโกกา ลิกะแล้ วขอจําพรรษา ครัน้ ออกพรรษาแล้ วบอกลาพระโกกาลิกะเพื่อกลับมาเฝ้าพระทศพล ชาวบ้ านเพิ่ง ทราบว่าพระอัครสาวกทังสองมาจึ ้ งรี บนําไทยธรรมไปถวาย พระเถระทังสองมิ ้ ได้ รับอะไรไว้ เลย พวกอุบาสก อ้ อนวอนว่า เมื่อพระคุณเจ้ าไม่รับก็นิมนต์มาที่นี ้อีกเพื่ออนุเคราะห์พวกกระผม พระเถระรับนิมนต์แล้ วไปสู่ สํานักพระชินสีห์ กาลต่อมาพระเถระกลับมาตามคํานิมนต์พร้ อมภิกษุอีกพันรูป ชาวบ้ านถวายมหาทานกันมากมาย พระโกกาลิกะไม่ได้ จีวรก็ดา่ ตัดพ้ อพระเถระว่า สารี บตุ รและโมคคัลลานะ เมื่อก่อนเขาให้ ลาภ ไม่รับ บัดนี ้รับ เสียจนล้ นเหลือไม่มองดูผ้ อู ื่นเลย พระเถระทราบดํารินนด้ ั ้ วยญาณคิดว่าโกกาลิกะประสบอกุศลเพราะอาศัย ตนจึงพาคณะลาจากไป แม้ พวกชาวบ้ านอาราธนาให้ อยู่อีกสองสามวันก็มิ ได้ ปรารถนาจะอยู่ อุบาสก เหล่านัน้ ไปพบพระโกกาลิ กะแล้ วกล่าวว่า ได้ ยินมาว่าพระคุณเจ้ าทนการอยู่ของพระเถระทัง้ สองไม่ไ ด้ นิมนต์ไปเถิดขอรับ โปรดให้ พระเถระเจ้ าทังสองรั ้ บขมาแล้ วนิมนต์กลับมา หรื อไม่เช่นนันพระคุ ้ ณเจ้ าจงหนี ไปอยูท่ ี่อื่นเถิด พระโกกาลิกะจําต้ องไปอ้ อนวอนพระเถระด้ ว ยความกลัวพวกชาวบ้ าน แต่พระเถระทังสองก็ ้ มิประสงค์จะกลับ พวกอุบาสกคิดว่า เมื่อภิกษุผ้ ูมีบาปกรรมนี ้ยังอยู่ในวิหาร พวกภิกษุผ้ ูมีศีลเป็ นที่รักจัก ไม่อยู่ พวกเราต้ องไล่เ ธอไป แล้ วกล่าวว่าพระคุณเจ้ าอย่าอยู่ที่นีเ้ ลย พระคุณเจ้ าจะพึ่ง พาอาศัยอะไรๆ พวกข้ าพเจ้ าไม่ได้ แล้ ว

3

โกกาลิกชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 58 หน้า 588-592


เมื่ อพระโกกาลิ ก ะถูก พวกคนเหล่า นัน้ ไล่แ ล้ ว ได้ ไ ปพระเชตวัน เข้ า เฝ้าพระทศพลกราบทูล ว่า พระองค์ผ้ เู จริ ญ พระสารี บตุ รและพระโมคคัลลานะมีความปรารถนาลามก พระทศพลทรงตรัสห้ ามพระโก กาลิกะ แล้ วให้ ยงั จิตเลื่อมใสในพระอัครสาวกทังสอง ้ โกกาลิกะกราบทูลต่อว่า พระองค์มวั แต่เชื่ออัครสาวก ของพระองค์ พวกนี ้ล้ วนเลว ๆ มีลบั ลมคมใน ทุศีลทังนั ้ น้ แล้ วก็ทลู ลากลับไป กาลต่อมาพระโกกาลิกะเกิด ตุ่มเท่ามะตูมสุก แตกนํา้ เหลือง เลือดโทรมกาย เจ็บแสบนอนอยู่ เมื่อตายไปบังเกิ ดในปทุมนรกดังกล่าว นัน่ เอง พระทศพลเสด็จมาทรงทราบเรื่ องที่ภิกษุสนทนากันแล้ วตรัสว่า แม้ ในกาลก่อนโกกาลิกะก็เสวยทุกข์ เพราะปากของตนมาแล้ วเหมือนกัน ทรงนําอดีตมาตรัสเล่าดังต่อไปนี ้.. ในอดีต มี อํามาตย์ ผ้ ูหนึ่งคิดค้ นหาอุบายที่จ ะห้ ามพระราชาตรั สพระวาจามากเกิ นไป ดูเหมือน พระองค์เองก็ไม่ทรงรู้ พระองค์ว่าทรงมีพระวาจามากจนน่ารํ าคาญ เหล่าอํามาตย์ ข้ าราชบริ พารต่างก็ เอือมระอาไป ตาม ๆ กัน วันหนึ่งพระราชาเสด็จไปพระราชอุทยานกับท่านอํามาตย์ เบื ้องบน พระราชามี มะม่วงอยู่ต้นหนึ่ง ขณะนันมี ้ สิ่งหนึ่งตกลงมาใกล้ พระบาทของพระราชา สิ่งนันไม่ ้ ใช่มะม่วงแต่กลับเป็ นลูก นกดุเหว่า! พระราชาทรงฉงนพระทัยจึงทอดพระเนตรขึ ้นไปบนต้ นไม้ แต่กลับต้ องทรงฉงนพระทัยยิ่งขึน้ เพราะบนต้ นมะม่วงมีรังอีกา แต่ที่ร่วงลงมาคือลูกดุเหว่า! พระราชาตรัสถามอํามาตย์คพู่ ระทัยว่า.. “สหายเอ๋ย! นี่มนั เรื่ องอะไรกัน? แปลกดี” อํามาตย์สมองแจ่มใสขึ ้นมาทันที ยิ ้มอยู่ในใจคิดว่า เราจดจ่อหาเรื่ องเปรี ยบเทียบเพื่ อให้ พระราชา ทรงได้ คดิ มานานแล้ ว วันนี ้พบเสียที จึงกล่าวอย่างยินดีวา่ .. “ข้ าแต่มหาราช นี่แหละ! คนปากกล้ า พูดมากในเวลาไม่ควรพูดจะต้ องประสบชะตากรรมเช่นนี ้เอง ลูกนกดุเหว่าตัวนี ้เติบโตได้ เพราะนางกา คงเป็ นเพราะแม่มนั แอบวางไข่ทิ ้งไว้ ปี กมันยังไม่ทนั แข็งก็ร้องเสี ยง ดุเหว่าในเวลาไม่สมควรจะร้ อง นางกาจึงรู้ ว่านี่มิใช่ลูกของมัน มันจึงตีด้วยจะงอยปากผลักให้ ตกลงมา มาตรว่าเป็ นมนุษย์หรื อสัตว์เดียรัจฉานก็ตาม ถ้ าพูดมากในกาลไม่ควรพูดย่อมได้ ทกุ ข์ถึงเพียงนี ้นะ พระเจ้ า ข้ า ดังนันเมื ้ ่อยังไม่ถึงเวลาพูด ผู้ใดพูดมากไป ผู้นนจะถู ั ้ กทําร้ ายเหมือนลูกนกดุเหว่า มีดที่ลบั คมกริ บ ยาพิษ ที่ร้ายแรง หาทําให้ ตายได้ เร็วเหมือนวาจาที่ชวั่ ช้ าไม่ บัณฑิตควรรักษาวาจาไว้ ทงในกาลควรพู ั้ ดและไม่ควร พูด ผู้ใดมีปัญญาพิจารณาเห็นประจักษ์ แล้ ว ต้ องพูดให้ พอเหมาะและถูกกาล ผู้นนย่ ั ้ อมจับศัตรูได้ ทงหมด ั้ ดุจครุฑจับนาคได้ ฉะนัน” ้ พระราชาทรงสดับคําของอํามาตย์จบ ตังแต่ ้ นนมาก็ ั้ มีพระดํารัสพอประมาณ ทรงปูนบําเหน็จยศ ตําแหน่งแก่อํามาตย์ให้ ใหญ่โตกว่าเดิม แต่สิ่งที่สําคัญที่พระองค์ทรงปูนบําเหน็จให้ คือทรงให้ ข้ าราชบริ พาร ได้ สบายหูกว่าเดิม นี่นบั เป็ นรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่ทรงประทานให้ ผ้ ใู ต้ บงั คับบัญชาโดยแท้ ..


ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ลูกนกดุเหว่าในกาลนันมาเป็ ้ นพระโกกาลิกะ ส่วนอํามาตย์บณ ั ฑิต ครัง้ นันมาเป็ ้ นตถาคตแล จากชาดกเรื่องนี ้ คนพูดมากเหมือนจะไม่ร้ ูตวั ว่าได้ พดู มาก จึงพูดพรํ่ ารํ าพันเรื่ อย ผู้ที่ต้องพูดมาก ควรสังเกตผู้ฟังไว้ ให้ มาก หากเขารํ าคาญเมื่อใดก็ให้ รีบหยุดพูดเสีย เพราะพูดไปก็ไม่เกิดประโยชน์ รังแต่จะ ให้ โทษแก่ตวั มิตรสหายก็จะพากันอิดหนาระอาใจไปเสียเปล่า ๆ “นิ สัยไม่ ชอบพูดพร่ าเพรื่ อ เพ้ อเจ้ อ ไร้ สาระ,พูดถูกกาลเทศะ มีวาจาหนั ก ถนอมคาพูด และชอบใช้ ปัญญากากับวาจา” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.4 ได้ ใหม่ ลืมเก่ า14 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก สมัยหนึ่งพระเจ้ าโกศลทรงแพ้ สงครามเพราะทหารเกี่ยงกันออกรบ พระองค์ เสด็จไปยังพระเชตวัน ทูลถามพระทศพลว่าเคยมีราชาใดพ่ายแพ้ ลกั ษณะนี ้หรื อไม่ พระองค์ ตรัสตอบว่า พระราชาในอดีตก็เคยปราชัยเช่นนี ้ เมื่อพระราชาทูลอ้ อนวอนแล้ ว ทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังนี ้.. สมัยหนึง่ มีพระราชานามว่าธนัญชัยทรงเป็ นราชาที่ยิ่งใหญ่ ต่อมาวันหนึง่ ทรงได้ ทหารใหม่เข้ ามารับ ใช้ ร าชการที่ ล้ ว นเป็ นหนุ่ม แน่น ไฟแรง ทํ า ให้ พ ระองค์ ถูก พระทัย ในกองกํ า ลัง รบของพระองค์ จึง ทรง สงเคราะห์ทหารใหม่อย่างดีเป็ นพิเศษ ไม่ทรงคํานึงถึงทหารเก่า ๆ ที่อยูก่ ่อนให้ ดีเหมือนอย่างเคย วันหนึ่งเกิดสงครามชายแดนขึ ้น พระราชาทรงนํากองกําลังรี บรุ ดไปปราบกบฏ พอไปถึงสนามรบ พวกทหารเก่าต่างละล้ าละลังตังท่ ้ าทีมองดูทหารใหม่อยู่ คิดว่าทหารที่มาใหม่จะรู้หน้ าที่ ดี ส่วนทหารใหม่ที่ เป็ นแขกก็ไม่รบตังท่ ้ าทีดทู หารเก่า เพราะคิดว่าทหารเก่าจะรู้หน้ าที่ดี ตกลงว่าทังทหารเก่ ้ าและทหารใหม่ไม่ รบเลย พระราชาสู้รบอยู่พระองค์เดียวทรงพ่ายแพ้ ปราชัยอย่างยับเยิน ชนิดถูกพับสนาม แล้ วเสด็จกลับ ประทับรอยร้ าวแห่งความสํานึกผิดในพระทัยว่า.. “ที่เราปราชัยครัง้ นี ้! เพราะเราทําการสงเคราะห์แต่พวกทหารใหม่ที่เป็ นแขกแท้ ๆ” พระราชาทรงกลุ้มพระทัยที่ปราบกบฏกองทัพเล็ก ๆ ก็ยังไม่ได้ จึงไปสนทนากับท่านบัณฑิตให้ สบายพระทัย บัณฑิตแห่งนครทูลเล่าเรื่ องเป็ นอุทาหรณ์ถวายพระราชาว่า.. ในกาลก่อน มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อธูมการี ได้ ต้อนแพะฝูงใหญ่สร้ างคอกไว้ ในป่ า ก่อควันไฟป้องกัน ยุงดูแลให้ ฝูงแพะดื่มนมกันอย่างสบาย ต่อมาวันหนึ่งเขาเห็นฝูงชะมดผิวสีทองเดินมา เขาเกิดสิเน่หาใน ชะมดเหล่านันอย่ ้ างมาก เอาไฟมาก่อกันยุงให้ เอาข้ าวของและอาหารต่าง ๆ ที่ให้ แก่แพะมาให้ ชะมดหมด ทุกอย่าง ไม่เอาใจใส่แพะเลย จนเมื่อถึงฤดูกาลที่ ยุง ซาลงแล้ วเหล่าชะมดก็ หนี กลับเข้ าป่ าหิม พานต์ 4

ธูมการิ ชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 59 หน้า 402-408


ตามเดิม พราหมณ์กลับมาดูแพะก็ไม่เห็นแพะเสียแล้ ว แพะต่างกระจัดกระจายเข้ าป่ าหนีไปหากินกันหมด พราหมณ์จงึ เป็ นโรคผอมเหลืองเพราะความเศร้ าโศก ในที่สดุ ก็สิ ้นชีวิตลงตรงนันเอง.. ้ “มหาบพิตร! พราหมณ์ คนนี ท้ ําการสงเคราะห์ สัตว์ที่จ รมาจึง เศร้ าโศกถึง ความพินาศมากกว่า พระองค์ตงร้ ั ้ อยเท่าพันเท่า” แล้ วทูลต่อว่า.. “ผู้ใดละทิ ้งคนภายในของตนซึ่งเป็ นคนเก่าแก่แล้ วทําความรักใคร่คนที่มาใหม่ ผู้นนย่ ั ้ อมเศร้ าโศก มากเหมือนพราหมณ์ธูมการี ที่ข้าพระองค์ทลู แสดงถวายพระองค์ไปแล้ วฉะนัน” ้ พระราชาทรงได้ พระสติ จําเดิมแต่นนมาพระองค์ ั้ ก็ทรงทําการสงเคราะห์แต่คนภายในเท่านัน้ ทรง หมัน่ บําเพ็ญบุญ ทําทาน เป็ นผู้มีสวรรค์เป็ นที่ไปในภายภาคหน้ า.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้ าธนัญชัยในครัง้ นันมาเป็ ้ นพระอานนท์ พราหมณ์ธูมการี มา เป็ นพระเจ้ าปเสนทิโกศล บัณฑิตมาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ ผู้มีบริ วารและหมู่มิตรสหายควรจริ ง ใจต่อกันให้ เสมอต้ นเสมอปลาย เพราะ อย่างไร ก็ร่วมทุกข์ร่วมสุข มีอุปการะต่อกันมาก่อน มาตรแม้ นมีคนใหม่เข้ ามา เป็ นธรรมดาที่ต้องให้ การ ต้ อนรับอย่างดี แต่มิจําเป็ นต้ องละเลยคนเก่า หากคบคนไม่จริ งใจก็จะกลายเป็ นมิตรโลเล มิตรสหายก็จกั พากันออกห่าง “นิสัยซื่อสัตย์ ,คบคนด้ วยใจจริง,ไม่ โลเล,เสมอต้ นเสมอปลาย และไม่ ลุอคติ 4” ทังหมดนี ้ ้จึง นับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.5 มีแค้ นไม่ ชาระ บุญคุณต้ องทดแทน5 สาเหตุท่ ตี รัสชาดก ณ พระวิหารเชตวัน พระทศพลทรงปรารภถึงพระอานันทเถระที่มีอปุ การะคุณ ทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี ้.. ในอดีต มีนครใหญ่แห่งหนึง่ เกิดกบฏชายแดนขึ ้น พระราชาแห่งแคว้ นได้ เสด็จออกปราบปรามอย่าง ห้ าวหาญแต่ทรงพ่ายแพ้ พระองค์รีบขึ ้นม้ าเสด็จหนีหายสาบสูญไป เหล่ากองทัพก็ตงทั ั ้ พถอยร่ นไปรอคอย พระราชาอย่างสิ ้นหวัง... ความวังเวง สับสน เสียขวัญ และสิ ้นหวังของชาวเมืองที่ไร้ องค์ราชันได้ ผนั ผ่านไปแล้ ว 3 วัน ในที่สดุ พระราชาก็เสด็จกลับมาปรากฏตัวขึ ้นอีกครัง้ หนึง่ ! ทรงควบม้ าคูพ่ ระทัยกลับมาอย่างปลอดภัยเข้ าสู่ฐานทัพ ยกทัพกลับพระนครยังให้ ชาวเมืองโล่งใจไปตาม ๆ กัน...

5

มหาอัสสาโรหชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 58 หน้า 383-392


การเสด็จกลับมาของพระราชาครานี ้ พระองค์ถึงกับทรงเปลี่ยนท่าทีไปเป็ นคนละคน พระองค์มิทรง คิดจะยกทัพไปชําระแค้ น แต่ละวันเหมือนทรงเฝ้ ารออะไรสักอย่าง วันแล้ ววันเล่าพระองค์มิได้ ตรัสอะไรมาก เหมือนแต่ก่อน พระองค์ยงั คงเฝ้ารอข่าวคราวอันใดสักอย่างอยูเ่ สมอมา ผ่านไปหลายวัน สิ่งที่พระองค์รอคอยก็ไร้ วี่แววที่จะมาถึงพระองค์ พระราชารับสัง่ ให้ เพิ่มภาษี ใน ชนบทแห่งหนึง่ ถึง 3 ครัง้ ชาวบ้ านถิ่นนันเดื ้ อดร้ อนกันถ้ วนหน้ า ต่างปรึกษาหารื อกัน แล้ วหันไปหาชายหนุ่ม คนหนึง่ กล่าวว่า.. “พ่อหนุม่ เอ๋ย! เจ้ าเคยมีเพื่อนเป็ นนายทหารหนุม่ ของพระราชามิใช่รึ? เจ้ าโปรดช่วยพวกเราด้ วยเถิด โปรดไปขอให้ เพื่อนของท่านที่ชื่อมหาอัสสโรหะนันหน่ ้ ะ ช่วยให้ เขาไปขอร้ องพระราชาให้ ลดภาษี ให้ ทีเถิด ตังแต่ ้ เพื่อนของท่านจากไปภาษีก็ขึ ้นเอาๆ ไม่ได้ หยุดหย่อนเลย” ชายหนุม่ สงสารและเห็นใจชาวบ้ าน กล่าวว่า.. “ตกลงฉันจะไป แต่ฉันไม่อาจไปมือเปล่าได้ เพื่อนของฉันมีลูกสอง ท่านทังหลายโปรดช่ ้ วยจัดแจง เสื ้อผ้ าและของเล่นให้ เด็กทังสองรวมทั ้ งของฝากถึ ้ งสหายและภรรยาของเขาด้ วยเถิด” ชาวบ้ านดีใจที่ชายหนุ่มรับเป็ นธุระให้ รี บกุลีกุจอช่วยกันจัดแจงของฝากไปให้ สหายของชายหนุ่ม จนเต็มพะรุงพะรังไปหมด บุรุษหนุ่มหิ ้วของฝากและขนมทอดกรอบของภรรยาออกเดินทางมาจนถึงประตูเมือง ครัน้ พบคน เฝ้าประตูจึงถามหาบ้ านของนายมหาอัสสาโรหะ นายประตูจึงพาไปเฝ้าพระราชาตามรับสัง่ พระราชาทรง สดับข่าวก็ดีพระทัยอย่างสุดแสน รี บเสด็จลุกขึ ้นจากพระราชอาสน์ทนั ที เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่ม นี ้มา ก็ทรงทักทายแล้ วตรัสถามว่า.. “โอ.. ภรรยาและลูก ๆ ของท่านสบายดีหรื อเปล่า?” พระราชาทรงจับมือชายหนุ่มพาขึ ้นท้ องพระโรง ให้ นงั่ บนราชอาสน์ภายใต้ เศวตฉัตรคูก่ บั ตน รับสัง่ ให้ เรี ยกพระอัครมเหสีมาตรัสว่า.. “พระน้ องนางผู้เจริญ! เธอช่วยล้ างเท้ าให้ สหายของเราทีเถิด” พระอัครมเหสีทรงก้ มล้ างเท้ าชายหนุ่มบ้ านนอกผู้ยงั งง ๆ อยู่ เพราะไม่นึกว่าสหายของตนจะเป็ น พระราชา พระราชาทรงรดนํ ้าด้ วยพระสุวรรณภิงคาร พระเทวีทานํ ้ามันหอมที่เท้ าบุรุษหนุ่ม พระราชาตรัส ถามว่า.. “เพื่อนเอ๋ย! มีของกินมาฝากให้ พวกเราบ้ างไหม?” “มีสิ!” ชายหนุม่ กล่าวพร้ อมก้ มหยิบขนมออกมาจากกระทออย่างกระตือรื อร้ น พระราชาทรงรับขนมมาใส่จานทอง ทรงสงเคราะห์นํ ้าใจสหาย แล้ วตรัสแก่ข้าราชบริ พารทังหมดในท้ ้ องพระ โรงว่า.. “นี่ พวกท่านทังหลายเชิ ้ ญกินขนมที่สหายเรานํามาเถิด”


ทรงประทานขนมแก่พระเทวีและอํามาตย์ทงหลาย ั้ แม้ พระองค์เองก็ทรงเสวยอย่างอิ่มเอมเปรม ฤทัย ชายหนุ่ม นํ าของฝากอื่ น ๆ เช่น เสื อ้ ผ้ า เครื่ อ งประดับ ของเล่น ต่า งๆ มาถวายอี ก พระราชาทรง รี บเปลือ้ งผ้ ากาสิกพัสตร์ แล้ วทรงนุ่งผ้ าที่พระสหายนํามาถวาย พระเทวีก็ทรงเปลือ้ งผ้ ากาสิกสาฎก และ เครื่ องอาภรณ์ทงหลายแล้ ั้ วทรงนุ่งผ้ าสาฎก ทรงประดับเครื่ องอาภรณ์ต่างๆ ที่ชายหนุ่มนํามาให้ จากนัน้ พระราชาทรงให้ พระสหายทานอาหารคํ่าดุจดัง่ เป็ นพระราชา แล้ วทรงสัง่ อํามาตย์วา่ .. “ท่านจงให้ ช่างมาโกนหนวดให้ สหายเราเหมือนที่ทํากับเรา ให้ อาบนํ ้าหอม ให้ น่งุ ผ้ ากาสิกพัสตร์ อันมีคา่ นับแสน พร้ อมประดับเครื่ องอลังการสําหรับพระราชาแล้ วนํามาหาเรา” พระราชาให้ ตีกลองป่ าวประกาศให้ อํามาตย์ทงหลายประชุ ั้ มกัน แล้ วพาดด้ ายแดงกลางเศวตฉัตร ทรงพระราชทานราชสมบัติครึ่ งหนึ่งแก่สหายรัก แต่นนั ้ มาพระราชาทัง้ สองก็ทรงร่ วมเสวย ร่ วมดื่ม ร่ วม บรรทมด้ วยกัน ความวิสาสะคุ้นเคยได้ แน่นแฟ้นจนใครผู้ใดก็ให้ แตกกันไม่ได้ อีกแล้ ว พระราชารับสัง่ เรี ยก บุตรและภรรยาของสหายให้ เข้ ามาอยู่ในเมือง ทรงสร้ างนิเวศน์ให้ ในพระนคร พระราชาทังสองสมั ้ ครสมาน รื่ นเริงบันเทิงพระทัยครองราชย์ร่วมกันเรื่ อยมา.. ต่อมา พวกอํามาตย์ทงหลายพากั ั้ นโกรธแค้ นพระราชาของตนที่ให้ ชาวบ้ านธรรมดาคนหนึ่ง มาเป็ น พระราชาโดยมองข้ ามพวกตนไป จึงมิอาจยอมรับได้ หากพระองค์ทรงไร้ เหตุผลก็เห็นทีราชบัลลังก์ถึงกาล ต้ องสัน่ คลอนแล้ ว อํามาตย์ยงั มิอยากใช้ วิธีรุนแรงเบื ้องต้ นจึงเข้ าไปหาพระราชโอรสทูลขอร้ องว่า.. “ข้ าแต่พระราชกุมาร! พระราชาได้ ประทานราชสมบัติครึ่งหนึ่งแก่หนุ่มบ้ านนอก ทังร่้ วมเสวย ร่วม ดื่ม ซํ ้าให้ พวกเด็กๆ มากราบไหว้ ข้ าพระบาททังหลายทนไม่ ้ ไหวอีกต่อไปแล้ ว ไม่ทราบว่าชาวบ้ าน คนนี ้มีดี อะไร ข้ าพระบาททังหลายรู ้ ้ สึกละอายใจมากเหลือเกิน ขอพระองค์โปรดทูลเรื่ องนี ้ให้ พระราชา ทรงทราบ ด้ วยเถิด” ราชโอรสทรงเห็นว่าเรื่ องชักจะบานปลายเสียแล้ ว ได้ เข้ าไปทูลเรื่ องราวทังหมดแก่ ้ พระราชา แล้ ว อ้ อนวอนให้ พระองค์อย่าได้ ทรงกระทําอย่างนี ้ต่อไปอีกเลย พระราชาจึงตรัสเล่าเหตุการณ์ให้ พระโอรสและเหล่าอํามาตย์ได้ ฟังพร้ อมๆ กันว่า.. “ลูกเอ๋ย พ่อแพ้ การรบครั ง้ ก่อนได้ หายไปไหนเจ้ าทราบไหม?” พระราชาทรงนึกย้ อนเหตุการณ์ ความหลังที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากพระทัย พลางตรัสเล่าให้ ทกุ คนฟั งดังนี ้.. ครัง้ นันเอง.. ้ พระองค์ทรงขึ ้นม้ าเสด็จหนีไปจนถึงบ้ านชายแดนแห่งหนึ่ง ชาวบ้ านแถบนันพากั ้ นหนี เข้ าบ้ านเรื อนหมด ไม่มีใครกล้ าออกมาต้ อนรับทหารที่ไม่ร้ ู จักซึ่งกําลังควบม้ าเข้ ามา เพราะกลัวถูกฆ่าตาย แต่กลับมีผ้ กู ล้ าเปี่ ยมนํ ้าใจผู้หนึง่ เห็นทหารอิดโรยอ่อนล้ ามา เข้ าไปถามว่า.. “ท่านเป็ นใคร? เป็ นทหารฝ่ ายโจรหรื อฝ่ ายพระราชา?” เราตอบไปว่า “เป็ นฝ่ ายของพระราชา” ชายผู้นนจึ ั ้ งพาเราไปรักษาตัวที่บ้านแล้ วร้ องเรี ยกภรรยามาว่า.. “เธอช่วยล้ างเท้ าให้ แก่สหายเราทีเถิด”


ชายหนุ่ม หาอาหารมาให้ ปูที่ น อนให้ เมื่ อ เราอิ่ ม แล้ ว ก็ น อนพัก ผ่อ นหลับ สบายไปด้ ว ยความ อ่อนเพลียอย่างยิ่ง บุรุษหนุ่มคนนันยั ้ งนึกถึงม้ าที่อ่อนล้ า ออกไปเปลื ้องม้ าออกให้ เดินได้ ถนัด ให้ ดื่มนํ ้า เอา นํ ้ามันทาหลังม้ าแล้ วให้ หญ้ าม้ ากิน เราพักฟื น้ อยู่สามวันก็กลับมาแข็งแรงดุจเดิมจึงขอ อําลาสหายมา ก่อน จากกันชายหนุ่มยังได้ เตรี ยมเสบียงให้ แก่เราและม้ าของเรา ตามมาส่งเรา เราได้ บอกฝากนายประตูเอาไว้ ว่า ถ้ ามีชายหนุม่ มาทําธุระแล้ วถามหาคนชื่อมหาอัสสาโรหะ ก็ให้ พามาหาเราทันที” พระราชาตรัสเล่าเหตุการณ์ความหลังจบ จึงตรัสกับพระโอรสว่า.. “ลูกเอ๋ย พ่อไปพักอยูบ่ ้ านของชายหนุม่ คนนี ้ จึงได้ รอดชีวิตกลับมาครองราชย์อย่างปลอดภัย เช่นนี ้ แล้ วพ่อจะไม่ให้ สมบัติแก่ผ้ มู ีอุปการะแก่เราได้ อย่างไร ใครที่ให้ แก่ผ้ ไู ม่สมควรให้ แต่กลับไม่ให้ แก่ผ้ คู วรให้ คนนันเมื ้ ่อถึงคราวมีภยั ก็จะไม่ได้ อปุ การะเกื ้อหนุนอะไรเลย คนที่ให้ สิ่งต่างๆ แก่คนพาลผู้ไม่ร้ ูอปุ การคุณแต่ กลับไม่ยอมให้ แก่เหล่าบัณฑิต เมื่อถึงคราวมีภัยก็จะไม่ได้ ใครมาช่วยเพราะคนพาลย่อมเอาตัวรอดเพียง ลําพัง ความเกี่ยวพันและสนิทสนมกันฉันท์มิตรในหมู่พาลที่มกั โอ้ อวด ย่อมไร้ ประโยชน์ เหมือนพืชที่หว่าน ลงในกองเพลิงย่อมฉิบหายไปไม่เหลืออะไร แต่ความสนิทสนมกันฉันท์มิตรในหมู่อารยชนผู้จริ งใจซื่อตรง คงที่ แม้ เพียงเล็กน้ อยก็มีประโยชน์มาก ผู้ใดยอมสละตนทําความดีงามให้ เราก่อน ผู้นนถื ั ้ อว่าทําสิ่งที่ทําได้ แสนยากในโลก แม้ ตอ่ มาภายหลังเขาจะทําหรื อไม่ทําดีตอบก็ตาม ผู้นนก็ ั ้ ถือว่าเป็ นบุคคลผู้ควรแก่การบูชา ยิ่งแล้ ว” ..นับแต่นนมาเหล่ ั้ าอํามาตย์และพระราชโอรสก็มิได้ กล่าวคัดค้ านอะไรอีกเลย ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า บุรุษชนบทครัง้ นันมาเป็ ้ นพระอานนท์ ส่วนพระเจ้ าพาราณสีมาเป็ น ตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ พระราชาทรงเห็นคุณค่าของความกตัญํูมากกว่าทรัพย์อนั ไร้ แก่นสาร และสิ่งใด จะมีคา่ ต่อพระราชามากไปกว่ามิตรสหายเช่นนี ้ย่อมไม่มีอีกแล้ ว แม้ ราชสมบัตกิ ็มิอาจเทียบค่าได้ มิตรแท้ ทํา ให้ พระองค์ทรงอุ่นพระทัยมากกว่าราชสมบัติ เหตุนี ้พระองค์จึงเฝ้าแต่รอคอยสหายนี ้ ไม่ทรงสนพระทัยใน ราชสมบัติเลยเพราะราชสมบัติมิใช่มิตรสหาย ซํ ้าทําให้ พระองค์ทรงหวาดผวาอยู่เสมอ บางคราวก็คล้ าย ศัตรูที่ลอ่ ให้ คนอื่นมาแย่งชิงแล้ วสังหารผู้เป็ นเจ้ าของ จนพระองค์ทรงวางพระทัยผู้คนรอบข้ างมิได้ เลย มิแน่ ว่าทรงครอบครองสมบัตไิ ด้ นานเพียงไหน เพราะมิตรที่คบหาพระองค์ล้วนเห็นพระองค์เป็ นพระราชา จะมุ่ง ปรารถนาสมบัติหรื อคบด้ วยใจจริ งยังไม่ชดั ต่างกับบุรุษผู้เห็นพระองค์เป็ นเพียงทหารจรจัดคนหนึ่งที่พลัด มาแล้ วมอบมิตรภาพให้ อย่างใจจริง.. ผู้คดิ ตอบแทนพระคุณคน ไม่เพิกเฉยทําเป็ นไม่ร้ ูเสีย แสดงถึงภูมิปัญญาผู้นนว่ ั ้ าสูงส่งหรื อตํ่าทราม เพราะค่าของคนอยูท่ ี่การรู้จกั คุณคน ผู้ไม่ร้ ูคณ ุ คือคนไร้ คา่ คนเนรคุณคือคนทําลายค่าของตน


“นิสัยรู้ คุณคน,ไม่ วางเฉยต่ อพระคุณผู้อ่ ืน และคิดหาทางแทนคุณด้ วยใจจริง” ทังหมดนี ้ ้จึง นับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.6 พญาราชสีห์กับสุนัขจิง้ จอก6 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก ครัง้ หนึ่ง พระอานนท์ได้ ผ้าสาฎกมามากแล้ วถวายทังหมดแก่ ้ ภิกษุหนุ่มผู้มี อุปการะแก่ตนมาก ภิกษุ รูปนันได้ ้ แบ่งผ้ าทัง้ หมดถวายแก่เพื่อนภิกษุ ผ้ รู ่ วมอุปัชฌาย์ เมื่อหมู่ภิกษุ ได้ เฝ้า พระทศพลจึงทูลถามว่า พระอริยสาวกชันโสดาบั ้ นยังมีการให้ เพราะเห็นแก่หน้ าอยู่หรื อ พระโลกนาถตรัสว่า อานนท์มิได้ ให้ เพราะเห็นแก่หน้ า แต่ว่าภิกษุหนุ่มรู ปนันมี ้ อุปการะแก่เธอมาก ชื่อว่าผู้มีอปุ การะ เราควรทํา อุปการะตอบด้ วยความกตัญ ํูกตเวที บัณฑิตแต่ปางก่อนก็ ยัง ทํ าอุปการะ ตอบแก่ผ้ ูมี อุปการะแก่ตน เหมือนกัน เมื่อภิกษุทลู อาราธนาจึงทรงนําเรื่ องในอดีตมาตรัสดังนี ้.. ในอดีต มีราชสีห์ตวั หนึง่ ยืนอยูบ่ นยอดเขามองดูเนื ้อแล้ วกระโดดลงจากยอดเขาสุดแรง ไม่สามารถ ยังความเร็ ้ วได้ จึงตกจมลงในเปื อกตมแห้ งขึ ้นไม่ได้ ยืนปั กเท้ าทัง้ 4 เหมือนเสา อดอาหารอยู่ถึง 7 วัน ขณะ นันเองมี ้ สนุ ขั จิ ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวเสาะหาอาหารอยู่ เดินมาโดยมิได้ ดตู าเสือตาสิงห์ พลันพบราชสีห์จริ งๆ ก็ ตกใจกลัว สุดขีด ขาสัน่ กําลังจะออกวิ่ง.. “พ่อมหาจําเริ ญสุนขั จิ ้งจอก! ท่านอย่าหนีเลยนะ ตอนนี ้ข้ าพเจ้ ากําลังลําบากติดหล่มอยู่ ได้ โปรด ช่วยข้ าพเจ้ าด้ วยเถิด” ราชสีห์ขอร้ องด้ วยนํ ้าเสียงอันไพเราะ ทําให้ สนุ ขั จิ ้งจอกต้ องชะงักเท้ าค้ างไว้ เหลียว กลับมาดู เห็นราชสีห์ขอร้ องด้ วยจริ งใจไม่มีเลศนัยแอบแฝง เกิดเห็นใจค่อยๆ เดินเข้ าไปหาราชสีห์แล้ ว กล่าวว่า.. “ข้ าพเจ้ าช่วยยกท่านขึ ้นมาได้ แต่เมื่อยกท่านขึ ้นแล้ วเกรงท่านจะกินข้ าพเจ้ าเสียน่ะซิ!” หากสุนขั จิ ้งจอกรู้ว่าราชสีห์อดอาหารมากี่วนั แล้ ว บางทีอาจต้ องชัง่ ใจมากกว่านี ้ ในโลกจะมีสกั กี่ คนที่อดอาหารมาหลายวันเพียงนี ้ เมื่อเห็นเหยื่ออันโอชะอยูต่ รงหน้ าจนหน้ ามืดตาลายแล้ วยังสามารถอดใจ ไว้ ได้ อีก ถ้ าไม่มีความซื่อสัตย์ฝังแนบแน่นติดในกมลเสียแล้ วไหนเลยจะทานทนได้ ราชสีห์กล่าวยืนยันกับสุนขั จิ ้งจอกว่า.. “ท่านอย่าได้ กลัวไปเลย ข้ าพเจ้ าจะไม่กินท่านแน่! แต่ข้าพเจ้ าจะสนองคุณท่าน ท่านจงหาทางช่วย ข้ าพเจ้ าขึ ้นไปทีเถิด” สุนขั จิ ้งจอกไว้ ใจและมัน่ ใจว่าดูราชสีห์ไม่ผิด นับว่าเป็ นการเดิมพันกันด้ วยชีวิต สถานการณ์เช่นนี ้ การมอบนํ า้ ใจของสุนัขจิง้ จอกกลับมีค่าอย่างมหาศาล เพราะหากสุนัขจิ ง้ จอกมอบนํ า้ ใจให้ ผิดตัว นั่น หมายถึงชีวิตของตนต้ องสูญสิ ้นทันที ฉะนันการช่ ้ วยครัง้ นี ้นับว่าสุนขั จิ ้งจอกได้ มอบชีวิตให้ ราชสีห์ไปแล้ ว ประการนี ้มิตรสหายในโลกมีมากน้ อยเท่าใดที่จะเข้ าใจได้ .. 6

คุณชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 57 หน้า 44-53


สุนขั จิ ้งจอกเริ่ มออกแรงสุดตัว ตะกุยเลนรอบๆ เท้ าทังสี ้ ่ของพญาไกสรราชสีห์ เมื่อขุดเป็ นลําราง ข้ างเท้ าทังสี ้ ่ให้ นํ ้าไหลเข้ าไปได้ แล้ ว ก็ลอดใต้ ท้องราชสีห์ ใช้ ศีรษะดุนท้ อง ร้ องบอกราชสีห์ให้ ช่วยออกแรง กระโดดด้ วย ราชสีห์ออกกําลังสุดแรงกระโดดขึ ้นจากหล่มไปยืนอยูบ่ นบกได้ สําเร็จ ราชสีห์พกั เหนื่อยอยูค่ รู่หนึง่ แล้ วจึงลงสระอาบนํ ้าชําระโคลน เมื่อหายเหนื่อยแล้ วก็อดกลันความหิ ้ ว ออกวิ่ง ฆ่าควายได้ ตัวหนึ่ง เอาเขี ย้ วฉี กเนื อ้ ชัน้ ดีวางไว้ หน้ าสุนัขจิ ง้ จอก แม้ ตนจะหิวเพี ยงไหน ก็ ให้ ผ้ ูมี พระคุณได้ กินก่อน เมื่อสุนขั จิ ้งจอกกินแล้ ว ตนจึงกินต่อในภายหลัง จากนันสุ ้ นขั จิ ้งจอก คาบเนื ้อชิ ้นหนึ่งไว้ ด้ วยตังใจจะเอาไปให้ ้ นางจิ ้งจอกผู้เป็ นภรรยา ราชสีห์ทราบดังนันจึ ้ งขอไปพบครอบครัวของสหาย เมื่อไป เห็นครอบครัวของสุนขั จิ ้งจอก ราชสีห์ได้ พดู กับสหายว่า.. “ตังแต่ ้ นี ้เป็ นต้ นไป เราจะดูแลปรนนิบตั ทิ า่ นเองเพื่อเป็ นการตอบแทนที่ทา่ นให้ ชีวิตเรา” แล้ วราชสีห์ก็ชวนครอบครัวของสุนขั จิ ้งจอกให้ มาพักอยูใ่ นถํ ้าอันอบอุ่นข้ างๆ ถํ ้าของตน เพื่อสะดวก ในการคุ้มครองปกป้องภัยพาลให้ แก่ครอบครัวของสุนขั จิ ้งจอกทุกๆ วันราชสีห์กับสุนขั จิ ้งจอก ก็ออกไปหา อาหารด้ วยกันเสมอ เมื่อกาลเวลาผันผ่าน นางราชสีห์เกิดเฉลียวใจระแวงว่า ราชสีห์สามีอาจชอบพอกันกับ นางสุนขั จิ ้งจอกสาวเสียกระมัง ดังนันเมื ้ ่อสองสหายไม่อยู่ นางสิงห์จึงเริ่ มยุทธการคุกคามโดยเข้ าไปขู่นาง จิ ้งจอกว่า.. “เจ้ าทําไมมาอยูท่ ี่นี่? ทําไมไม่ไปอยูท่ ี่อื่นเสียที!” ลูก ๆ ราชสีห์เห็นแม่ทําเป็ นตัวอย่างก็ทําแบบนันบ้ ้ าง โดยไปแยกเขี ้ยวขู่ใส่ลกู ๆ ของนางสุนขั จิง้ จอก พอตกเย็นนางสุนขั จิ ้งจอกจึงไปเล่าให้ สามีฟัง สองสามีภรรยาปรึกษากันว่า.. “ชะรอย นางราชสีห์อาจจะทําตามคําของพญาราชสีห์เสียก็ได้ เราคงอยู่ที่นี่มานานแล้ วกระมัง เมื่อ เป็ นแบบนี ้ เรากลับไปถิ่นที่อยูเ่ ดิมของเราดีกว่า” สุนขั จิ ้งจอกตัดสินใจเข้ าไปหาราชสีห์แล้ วกล่าวอําลาว่า.. “นาย! เราเองก็อยูใ่ นถํ ้าของท่านมานานมากแล้ ว ผู้ที่อยู่นาน ๆ ย่อมไม่เป็ นที่พอใจเท่าไรนัก ตอนที่ เราออกไปหาอาหารกัน นางสิงห์ภรรยาท่านเข้ ามาขู่ไล่ภรรยาของเรา ผู้เป็ นใหญ่ย่อมขับไล่ ผู้น้อยได้ ตาม ต้ องการอยู่แล้ ว นี ้เป็ นธรรมดาของผู้มีกําลัง นางสิงห์ผ้ มู ีฟันคมของท่านได้ คกุ คามบุตรภรรยาเรา ขอท่าน โปรดทราบด้ วยเถิด ภัยเกิดจากที่พงึ่ เสียแล้ ว” ราชสีห์ฟังคําของสหายแล้ วไม่รอช้ า รี บเข้ าไปหานางสิงห์ทนั ที แล้ วกล่าวว่า.. “น้ องเอ๋ย! เมื่อครัง้ ก่อนโน้ นเจ้ ายังจําได้ ไหมว่าเราไปหาอาหารแล้ วหายไป 7 วัน จึงกลับมา กับสุนขั จิ ้งจอกและภรรยาของเขา เจ้ ารู้ถึงสาเหตุที่เราหายไปถึง 7 วันไหม? ตอนนันเราพลาดติ ้ ดหล่ม ยืนอดอาหาร อยู่ถึง 7 วัน ที่เรารอดชีวิตมาได้ ก็เพราะสุนขั จิ ้งจอกท่านนี ้แหละ สุนขั จิ ้งจอกนี ้เป็ นสหาย ช่วยชีวิตเราไว้ ผู้ สามารถตังอยู ้ ่ในคุณธรรมแห่งมิตรได้ ไม่ใช่ของเล็กน้ อยเลย แต่นี ้ไปเจ้ าอย่าได้ ดหู มิ่นสหายของเราอีกเป็ น อันขาด”


นางราชสีห์สํานึกผิด เข้ าไปขอโทษสุนขั จิ ้งจอกและภรรยา และนับแต่นนมาทั ั้ งสองตระกู ้ ลก็อยู่กลม เกลียวกันไม่ทําลายมิตรภาพต่อกันสืบเนื่องไปถึงเจ็ดชัว่ ตระกูล.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า สุนขั จิ ้งจอกครัง้ นันมาเป็ ้ นอานนท์ ราชสีห์มาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ สุนัขจิ ง้ จอกแม้ ชาติตํ่าแต่ใจสูง จิง้ จอกไว้ ใจมิตรสหาย วางเดิมพันมิตรภาพ ต่อราชสีห์ด้วยชีวิต หากวางใจผิดตัวนัน่ เท่ากับตัวก็ต้องหายไปในท้ องราชสีห์ด้วย ทว่าราชสีห์มิใช่มิตรพาล ที่หวังปอกลอกหรื อเอาแต่ประโยชน์เข้ าตัวแล้ วทําลายนํ ้าใจมิตร จึงเห็นคุณค่าของมิตรภาพเช่นนี ้ ทังยั ้ งไม่ ยอมปล่อยให้ มิตรเช่นนี ้ต้ องจากไป เพราะมิตรภาพเช่นนี ้หาได้ ยากในโลก การประกาศคุณเป็ นการตอบแทนคุณประการหนึ่ง หากคิดปิ ดเม้ มไว้ ไม่อยากบอกออกมาเพราะ เกิดความริษยา นับว่าเป็ นคนเนรคุณ จับแง่คิดไม่ถกู จนกลายเป็ นมิจฉาทิฏฐิ ไป เช่น มองผู้ช่วยเหลือตนว่า เขาจะเอาบุญจึงมาช่วยเรา เราเป็ นทางผ่านแห่ง บุญของเขา ฉะนัน้ ไม่เป็ นพระคุณต่อกัน หรื อมองผู้ให้ สิ่งของแก่ตนว่า เป็ นเพราะบุญของเราบันดาลให้ เขาต้ องเอาของมาให้ มิได้ เป็ นคุณ ที่เขาทํา เป็ นต้ น ที่เป็ น เช่นนี ้เพราะมีเชื ้อเนรคุณคนอยูใ่ นสันดาน จึงบันดาลให้ คิดได้ เยี่ยงนี ้ หากเป็ นผู้กตัญํูร้ ูคณ ุ คนแล้ ว ย่อมไม่ มีวนั คิดวิกลได้ เช่นนี ้เด็ดขาด แต่จะมุ่งคํานึงถึงประโยชน์ที่ผ้ อู ื่นต้ องสูญเสียมาให้ ตน จึงซาบซึ ้งในพระคุณ นัน้ ..หากมีใครสักคนยิ ้มให้ บางคนอาจมองว่าเขาอยากได้ มิตรภาพจากเรา แต่ผ้ มู กั มองคุณคนจะมองว่า เขาหยิบยื่นมิตรภาพให้ แก่เรา “นิสัยมักเห็นคุณผู้อ่ ืน,ประกาศคุณผู้มีคุณ และตอบแทนด้ วยใจมั่นคง” จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถี นักสร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.7 กวางนันทิยะ สละชีพเพื่อสัจจะ7 สาเหตุท่ ตี รัสชาดก พระทศพลประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ได้ ตรัสชื่นชมภิกษุผ้ เู ลี ้ยงมารดาว่า รักษาวงศ์ของโบราณกบัณฑิตทังหลายไว้ ้ เพราะบัณฑิตแม้ เกิดในเดียรัจฉานก็ยงั ให้ ชีวิตแก่มารดา บิดา แล้ วทรงนําเรื่ องอดีตมาสาธกดังนี ้.. ในอดีต มีพระราชาเมืองหนึ่งทรงมีพระทัยฝั กใฝ่ การล่าเนื อ้ เป็ นอย่างยิ่ง ทรงเสด็จเข้ าป่ าล่ายิงเนื ้อ ทุกวันจนชาวบ้ านต่างเดือดร้ อน หากินไม่สะดวก ชาวบ้ านได้ ประชุมปรึกษาหารื อกันว่า.. “พระราชาพระองค์นี ้นี่ทําให้ พวกเราทํางานไม่ได้ เลย เพราะทรงเอาแต่รุกที่ล่าสัตว์ครอบครัวของ พวกเราจะพากันล่มจมเสียก่อนนะซี พวกเราน่าจะต้ อนฝูง สัตว์ให้ มารวมกันที่ท่งุ หญ้ าเดียวกัน แล้ วล้ อมที่ เอาไว้ นําไปถวายให้ พระราชาได้ ลา่ สัตว์ในที่นี ้แทนเถอะ พวกเราเห็นด้ วยไหม?” 7

นันทิยมิคราชชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 59 หน้า 104-113


ทุกคนเห็นพ้ องต้ องกันจึงเริ่มดําเนินการต้ อนฝูงกวางในป่ าใหญ่ ขณะนันกวางตั ้ วหนึ่งชื่อนันทิยะได้ พาพ่อแม่ไปนอนในป่ าดอนเล็ก ๆ กวางนันทิยะเห็นคนล้ อมเข้ ามาก็นกึ ห่วงแต่พอ่ แม่เท่านันคิ ้ ดว่า.. “วันนี ้เราจะสละชีวิต ให้ ชีวิตเป็ นทานเพื่อพ่อแม่ของเรา” กวางนันทิยะลุกขึ ้นไหว้ พอ่ แม่แล้ วกล่าวว่า.. “พ่อจ๋าแม่จา๋ ถ้ ามีคนเดินเข้ ามา พ่อกับแม่อย่าออกไปนะจ๊ ะ” ชาวบ้ านเดินเข้ ามาฟาดพุ่มไม้ กวางนันทิยะก็รีบกระโจนพรวดออกไปทันที พวกชาวบ้ านเข้ าใจว่า ในดอนนี ้คงมีกวางอยู่แค่ตวั เดียวจึงไม่เดินลึกเข้ าไปอีก ชาวบ้ านต้ อนเนื ้อทุกตัวเข้ าสวนกัน้ ประตูทูลมอบ ถวายให้ พระราชา แต่นนมาเนื ั้ ้อก็ถกู สังหารวันละตัวเพื่อเป็ นอาหารของพระราชา ถึงวาระใครเนื ้อตัวนันก็ ้ ไป ยืนเป็ นเป้านิ่งที่ลานสังหาร นันทิยะดื่มนํ ้าในสระ กินหญ้ าแสนอร่อย รอคอยวาระของตนมาถึง... หลายวันผ่านไป พ่อแม่ของกวางนันทิยะคิดถึงลูกมาก รู้ว่าลูกมีพละกําลังสามารถกระโดดข้ ามรัว้ ออกมาได้ จงึ ฝากความไปถึงนันทิยะว่าพ่อแม่คิดถึงมาก พ่อแม่แก่แล้ วอยากพบหน้ าลูกเหลือเกิน “มีใครชื่อนันทิยะบ้ างไหม?” ผู้สง่ สาส์นตะโกนถามเข้ าไปในคอก “ข้ าพเจ้ าเอง!” นันทิยะตอบพลางกระโดดมายื นใกล้ ๆ รอฟั ง ข่าว เมื่ อทราบสาส์ นแล้ วจึง ตอบ กลับไปว่า.. “ข้ าพเจ้ าต้ องกลับไปหาพ่อแม่แน่ล่ะ แต่จะไม่กระโดดข้ ามรัว้ ไปเนื่องเพราะข้ าพเจ้ าได้ กินนํ ้าและ หญ้ าของพระราชาอยู่ในฐานะเป็ นหนี ช้ ีวิตเขาแล้ ว ข้ าพเจ้ าก็อิ่มท้ องสุขสบายอยู่ในนี ้มานาน ยังมิได้ ตอบ แทนพระราชาเลย ข้ าพเจ้ าจะไม่กินอาหารของพระราชาเปล่าๆ ข้ าพเจ้ ารอคอยวาระอยู่ จะเอียงสีข้างให้ พระราชาทรงยิง หากเมื่อใดเราพ้ นภัย พระราชาทรงอนุญาตแล้ ว เราคงเป็ นสุขใจได้ กลับไปพบพ่อแม่บ้าง” กวางนันทิยะฝากความไปถึงพ่อแม่แล้ วกลับเข้ าไปในคอกดังเดิม ต่อมาวาระของนันทิยะก็มาถึง พระราชาทรงโก่งคันธนู กวางนันทิยะยืนสงบเป็ นเป้านิ่งแล้ วแผ่ เมตตาให้ พระราชาอยู่ พระราชาโก่งธนูสุดแรงแต่ลูกศรมิยอมหลุดออกจากแล่ง พระราชาทรงฉงนพระทัย ยิ่งนัก เมื่อทรงทอดพระเนตรดูกวางนันทิ ยะก็ให้ นึกเอ็นดูกวางนั่น จึงค่อย ๆ คลายพระทัยจากความคิด เบียดเบียนพร้ อมกับทรงเลื่ อมใสในกวางนันทิยะ ทรงดําริ ว่าลูกศรนี ค้ งจะรู้ คุณกวางตัวนีเ้ ป็ นแน่จึง ยิง อย่างไรก็ไม่ออกทรงทิ ้งธนูแล้ วตรัสว่า.. “ท่อนไม้ ไม่มีจิตยังคิดถึงคุณธรรมของท่านได้ ข้ าพเจ้ าเป็ นคนเสียเปล่ากลับไม่ร้ ูเลย เราขออภัยเจ้ า ด้ วย” กวางนันทิยะทูลว่า.. “เมื่อพระองค์ให้ อภัยแก่หม่อมฉันได้ แล้ วฝูงกวางทังหมดในอุ ้ ทยานนี ้ล่ะ พระเจ้ าข้ า” “อืม เราก็ให้ อภัยด้ วยเช่นกัน” พระราชาทรงตัดพระทัยสละให้ “แล้ วนกบนฟ้า ปลาในนํ ้า สัตว์บนบกล่ะ พระเจ้ าข้ า” กวางนันทิยะทูลถามต่อ “ตกลง เราให้ อภัยทังหมดตามที ้ ่เจ้ าขอ” พระราชาตรัสตอบ


“อย่ า งนั น้ ขอพระองค์ ท รงมั่ น อยู่ ใ นศี ล 5 เถิ ด พระเจ้ าข้ า ขอพระองค์ ท รงละอคติ ดํ า รง ทศพิธ ราชธรรมให้ ส มํ่ าเสมอ และขอให้ ทรงตรวจดูกุศลธรรมเหล่านี ท้ ี่ สถิ ตอยู่ในพระองค์คือ ทาน ศี ล การบริ จาค ความซื่ อตรง ความอ่อนโยน ความเคร่ งครัด ความไม่พิโรธ การไม่เบียดเบียน ความอดทน ความไม่ผิดพลาดเถิด แล้ วปี ติและโสมนัสจะเกิดขึ ้นแก่พระองค์หาน้ อยไม่เลย พระเจ้ าข้ า” พระราชาทรงโสมนัสเป็ นที่ยิ่ง เพราะทรงมิเคยได้ สดับสัตว์กล่าววาจาเป็ นธรรมน่าฟั ง ถึงเพียงนี ้มา ก่อนเลย พระทัยของพระองค์ออ่ นลงดุจทองลนไฟ เกิดความเลื่อมใสที่จะประพฤติธรรมตามที่กวางแนะนํา มาทุกประการ พระราชายึดถือคุณธรรมมัน่ คง เมื่อพระองค์และชาวเมืองละโลกแล้ วก็ไปสวรรค์กนั ถ้ วนหน้ า สําหรับกวางนันทิยะก็ได้ กลับไปหาบิดามารดาปรนนิบตั ทิ า่ นทังสองอย่ ้ างสุขใจทุกวันคืน .. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุม ชาดกว่า บิด ามารดามาเป็ นราชตระกูล พระราชามาเป็ นพระอานนท์ นันทิยมฤคมาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ กวางมีความกตัญํูต่อบิดามารดาอย่างยิ่งแล้ ว ยังเป็ นผู้มีสัจจะอย่างยิ่งอีก ด้ วย แม้ ผ้ ใู ห้ อาหารตนจะเป็ นศัตรูผ้ คู ิดฆ่าก็ยงั แยกแยะดีชวั่ ออก ส่วนดีคือได้ ให้ อาหารเลี ้ยงชีพตน เมื่อตน เป็ นหนีช้ ี วิตก็ยอมมอบกายให้ ส่วนชั่วคือคิดฆ่าตนก็ แผ่เมตตาให้ ไม่ถือสา ไม่เอาดีชั่วมาปนกันจนลื ม พระคุณในส่วน ที่ดี “นิสัยยึดมั่นในสัจจะโดยไม่ เห็นแก่ สุขส่ วนตัว,ไม่ ลืมคุณคน และรู้ จักแยกแยะดีช่ ัว” ทังหมด ้ จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.8 ยอมตาย ไม่ ยอมคด8 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก ภิกษุนงั่ ในธรรมสภากล่าวถึงคุณของพระสารี บุตรเถระเจ้ าที่ร้ ู พระอัธยาศัย ของพระทศพล พระตถาคตเจ้ าเสด็จมาทรงทราบเรื่ องสนทนา แล้ วทรงนําอดีตมาตรัสดังนี ้.. ครัง้ หนึง่ ณ ป่ าใหญ่ ได้ มีละมัง่ ตัวหนึง่ กําลังวิ่งหนีการไล่ล่าของพระราชาอย่างสุดชีวิต ละมัง่ วิ่งเข้ า ไปในป่ าลึกได้ กลิ่นนํ ้าโชยมากระทบจมูกแต่ไม่เห็นว่ามีนํ ้าอยู่ตรงไหน ได้ กวาดสายตาสอดส่องแหล่งนํ ้าจึงรู้ ว่าภายใต้ หญ้ าเขียวที่ปกคลุมเบื ้องหน้ าคือบ่อนํ ้าลึก ละมัง่ ไวปานลม ขณะใกล้ จะล้ มตกลงบ่อก็รีบกระโดด เบี่ยงฉีกออกไปได้ ทนั พระราชาวิ่งกวดตามมาไม่ทรงทราบว่ามีบอ่ นํ ้าซ่อนอยู่จึงพลัดตกลงไปในบ่อลึก หาที่ ยึดจับปี นขึ ้นมาไม่ได้ ดิ ้นรนอยูใ่ นบ่อรอความตาย กรรมตามสนองพระราชาบ้ างแล้ ว! ละมัง่ วิ่งหนีไม่เหลียวหลังไปจนไกลแล้ วหันกลับมาดูก็ร้ ู ว่าพระราชาพลัดตกบ่อนํ ้า อดมิได้ ที่จะวิ่ง ย้ อ นกลับ มาดูพ ระราชา เมื่ อ เห็ น พระราชาดิน้ ทุร นทุร ายอยู่ภ ายใต้ บ่อ ก็ เ กิ ด คิด สงสารมิ ไ ด้ คํ า นึง ถึ ง 8

สรภชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 60 หน้า 327-347


เหตุการณ์เมื่อครู่ที่ชายผู้นี ้ไล่ล่าหมายเอาชีวิตตนอย่างโหดเหี ้ยมอํามหิต ละมัง่ วิ่งไปที่ก้อนหิน แล้ วไสกลิ ้ง หินลงบ่อทีละก้ อน ๆ เพื่อถมพื ้นบ่อให้ สูงขึ ้น จนผ่านไปหลายชัว่ ยาม ในที่สุดพระราชาก็กระโดดขึ ้นมาได้ ละมัง่ ยืนดูท่าทีพระราชาอยู่ห่าง ๆ ก็ร้ ูว่าพระราชาเป็ นมิตรไม่คิดฆ่าตนแล้ ว จึงให้ ขึ ้นหลังวิ่งพาออกจากป่ า ไปส่งถึงที่ตงค่ ั ้ ายทหาร แล้ วขอให้ พระราชาทรงรักษาศีล 5 พระราชาทรงเกิดความซาบซึง้ ในคุณธรรมของ ละมัง่ ทรงถึงกับชวนให้ มาครองราชย์ร่วมกัน แต่ละมัง่ กล่าวว่า.. “ข้ าพระองค์เป็ นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ต้องการราชสมบัตหิ รอก ถ้ าพระองค์มีไมตรี ในตัวข้ าพระองค์แล้ ว ไซร้ โปรดให้ ชาวเมืองรักษาศีล 5 กันเถิด แม้ พระองค์เองก็รักษาด้ วย” ละมัง่ กล่าวจบก็วิ่งเข้ าสู่ป่าลึกตามเดิม พระราชาทรงสุดแสนจะอาลัยรักละมัง่ เป็ นที่สุด พระอัสสุ ชนหลัง่ ไหลเต็มพระเนตร รับสัง่ ให้ ตีกลองป่ าวประกาศให้ ชาวเมืองรักษาศีล 5 ทุกคน จากนันมา ้ พระราชาก็ ทรงยินดีแต่การสัง่ สมบุญกุศล หมัน่ ให้ ทานบํารุงดูแลราษฎรเป็ นอย่างดี แล้ วให้ พสกนิกรตังอยู ้ ่ในธรรม ใคร ที่ตายไปแล้ วก็ได้ ไปสวรรค์กันเนืองแน่นจนท้ าวสักกะเห็นหมู่เทพบุตร เทพธิดาหน้ าใหม่ ๆ เกิดขึ ้นมาอย่าง มากมาย ได้ ทรงตรวจดูสาเหตุจงึ รู้วา่ เป็ นเพราะโอวาทของละมัง่ ที่ให้ ไว้ แก่พระราชา และพระราชาได้ ปฏิบตั ิ ตามเป็ นอันดีนนั ้ เอง ชาวสวรรค์จึงเกิดขึน้ มาอย่างมากมาย แล้ วทันใดนัน้ ! พระองค์ก็ทรงหายวับไปจาก ดาวดึงส์พิภพทันที วันนัน้ พระราชากําลังทรงฝึ กซ้ อมยิงธนูเพื่อไว้ ลายข่มขู่ข้าศึกที่อาจมาคุกคามในอนาคต จู่ ๆก็มี ละมัง่ มายืนอยู่ในวิถีลกู ศร ส่วนปุโรหิตก็ผิดเป็ นคนละคน กลับเร่งให้ พระองค์ทรงปล่อยลูกศรยิงละมัง่ ตัวนี ้ ให้ ตายโดยเร็ว ทังที ้ ่ปกติปโุ รหิตนี ้เป็ นผู้ยดึ มัน่ ในศีล 5 เป็ นที่สดุ ปุโรหิตกล่าวว่า “พระองค์จะทรงลังเลไปไยอีกเล่า? ยิงไปเลยพระเจ้ าข้ า ละมัง่ ตัวนี ้เป็ นอาหารชันดี ้ โดยแท้ ” “ท่านปุโรหิต! เรานันรู ้ ้ ดีวา่ ละมัง่ นี ้เป็ นอาหารชันดี ้ ของเหล่ากษัตริย์ขตั ติยราช แต่เรามิอาจ ฆ่าละมัง่ ได้ เพราะละมัง่ ทําคุณไว้ กับเรา เราบูชาคุณที่ละมัง่ ทําไว้ ในกาลก่อน ฉะนันเราจะไม่ ้ ขอฆ่าเนื ้อละมัง่ เป็ น เด็ดขาด!” พระราชาตรัสตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้ าแต่มหาราชผู้กล้ าหาญ! ข้ าพระองค์จะทูลให้ ทรงทราบ นัน่ มิใช่ละมัง่ หรอกแต่เป็ นท้ าวสักกะผู้ เป็ นใหญ่กว่าอสูรทังหลาย ้ ถ้ าพระองค์ฆ่าแล้ วก็จะได้ เป็ นใหญ่เสียเองไงล่ะ ! ถ้ าขืนพระองค์ยงั ทรงลังเลไม่ รี บยิงละมัง่ นี ้ มันจะทําให้ ตวั พระองค์เองและพระชายากระทัง่ โอรสของพระองค์ต้องไปตกนรกของพระยา ยมนะพระเจ้ าข้ า” ปุโรหิตข่มขูพ่ ระราชาจะให้ ทรงยิงให้ ได้ “อะไรกัน! ท่านปุโรหิต หากแม้ นเป็ นเช่นนันจริ ้ ง ถึงชาวเมืองทังหมด ้ ทังพระโอรส ้ มเหสีและสหายที่ รักของเราจะต้ องไปนรกกันทัง้ หมดก็ตามเถอะ เราก็จะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ ชีวิตแก่เราเป็ นอันขาด! ท่านปุโรหิต ละมัง่ นี ้ได้ ให้ ชีวิตแก่เราในป่ าอันน่ากลัว เราไม่เคยลืมสิ่งที่ละมัง่ ได้ ทํากับเราเลย เราจะทําร้ ายผู้มีพระคุณนัน้ ได้ อย่างไรกัน”


ท้ าวสักกะออกจากร่างปุโรหิตมายืนอยูบ่ นอากาศ ตรัสชื่นชมว่า.. “พระองค์ช่างมีไมตรี ต่อมิตรโดยแท้ ขอจงทรงพระชนม์ชีพอยู่ยั่งยืนนานเทอญ ขอทรงปกครอง อาณาประชาราษฎร์ ด้วยคุณธรรม และขอทรงบันเทิง พระทัยดัง่ ในสรวงสวรรค์เหมือนกับเรา พระองค์ อย่าได้ ทรงพิโรธโดยเด็ดขาด ทรงผ่องใสไว้ เสมอ หมัน่ บํารุงสมณพราหมณ์ผ้ ยู ิ่งด้ วยธรรม เช่นนี ้มิว่าผู้ใดก็มิ อาจติเตียนพระองค์ได้ เมื่อละโลกไป พระองค์จะได้ ไปเสวยยศใหญ่ในสวรรค์ ข้ าพเจ้ า ความจริ งประสงค์มา เพื่อจับผิดพระองค์ แต่พระองค์มิให้ ข้าพเจ้ าจับผิดได้ เลย ขอพระองค์จงอย่าประมาทเถิด” แล้ วท้ าวสักกะก็ เหาะเสด็จจากไป.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระราชาครัง้ นันมาเป็ ้ นอานนท์ ปุโรหิตมาเป็ นพระสารี บตุ ร ละมัง่ มาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ กวางไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้หมายฆ่าตน กลับเข้ าช่วยเหลือศัตรูให้ พ้นอันตราย ส่วนพระราชาเป็ นผู้มีสจั จะยิ่ง ยินดีมอบราชสมบัตใิ ห้ แทนคุณ เมื่อถูกยัว่ ยุให้ ลแุ ก่กิเลสมีทรัพย์และตําแหน่ง อันน่ายัว่ ยวนมาล่อ กระทัง่ ถูกข่มขูด่ ้ วยชีวิตตนและญาติมิตรทังหมด ้ ทังยั ้ งมีแรงสนับสนุนจากคนใกล้ ชิดอีก ก็ไม่โลเล ไม่ทําลายสัจจะ ยอมสูญสิ ้นทุกสิ่งทุกอย่างทังชี ้ วิตตนและครอบครัว แต่ไม่ยอมทําชัว่ เนรคุณคน เป็ นอันขาด “นิสัยไม่ ทาร้ ายผู้ มีพระคุณ และยึดมั่นในมิตรธรรม” จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.9 ชีวิตแลกชีวิต9 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก พระทศพลทรงสดับว่า พระเทวทัตพยายามจะปลงพระชนม์พระองค์จึงตรัส ว่า มิใช่แต่บดั นี ้เท่านัน้ แม้ เมื่อก่อนเธอก็พยายามเหมือนกัน แล้ วทรงนําเรื่ องอดีตมาตรัสเล่าดังนี ้.. ในอดีต ณ สระนํ ้ากลางป่ าละเมาะแห่งหนึ่ง มีกวาง นก เต่า 3 สหายอาศัยอยู่ริมนํ ้า สัตว์ทงั ้ 3 นี ้ เป็ นสหายรักกัน แต่ยงั ไม่มีโอกาสได้ พิสูจน์ความเป็ นมิตรแท้ ว่าแท้ จริ งเป็ นอย่า งไร เนื่องเพราะทัง้ 3 ยังไม่ พบพานเหตุการณ์อนั ใดให้ พิสจู น์นํ ้าใจกันและกัน จนมาวันหนึง่ ขณะที่สตั ว์ทงั ้ 3 ต่างออกไปหากิน พรานป่ าเดินผ่านมาพบเห็นรอยเท้ ากวางที่ริมนํ ้า พรานป่ าไม่ร อช้ า รี บ วางบ่ว งดักซ่อ นไว้ กวางวิ่ ง มาดื่ ม นํ า้ ไม่ร้ ู กลลวงได้ ติด บ่ว งตะโกนร้ องเรี ย กสหาย นกสตปั ตตะได้ ยินเสียงสหายก็รีบลงมาจากยอดไม้ เต่าก็รีบขึ ้นจากนํ ้า นกกับเต่าปรึ กษากันว่าจะทํายังไง กันดี? 9

กุรุงคมิกชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก มก. เล่ม 57 หน้า 300-303


นกจึงบอกเต่าว่า.. “สหาย! ท่านมีฟันจงแทะบ่วงเถิด ส่วนเราจะบินไปถ่วงเวลาพรานป่ าไม่ไห้ มาเร็ วนัก หากสองเรา ช่วยกันมิแน่วา่ สหายของเราจะรอดชีวิตก็ได้ ” เต่าจึงเริ่ มแทะเชือกทันที ส่วนนกก็ขึน้ ไปยืนสอดแนมคอยท่าอยู่ที่บ้านนายพราน นายพราน ถื อ หอกออกจากบ้ านแต่เช้ าตรู่ นกนักสู้ก็โฉบปรบปี กเอาปากจิกนายพราน นายพรานวิ่งทุลกั ทุเลถอยหนีกลับ เข้ าบ้ านคิดว่า.. “ฮึ่ย! ถูกนกอัปมงคลจิกเสียตังแต่ ้ ก้าวแรกที่ออกประตูเลย วันนี ้เห็นจะโชคไม่ดีเอาซะแล้ ว ขอนอน อีกทีเพื่อล้ างซวย..” นายพรานตื่นขึ ้นมาอย่างระทมระทวยกับแผลที่โดนจิกซึ่งยังไม่หายเจ็บแสบ แล้ วคว้ าหอกออกจาก บ้ านทันที คราวนี อ้ อกทางประตูห ลัง บ้ า นเพื่ อ จะได้ ไ ม่ต้ องพบนกตัว เดิม อี ก มิ คาดนกโฉบลงมาจิ กอี ก นายพรานคิดว่าถูกนกกาฬกัณณีจิกตีอีกแล้ ว จึงหันกลับเข้ าบ้ านไปนอนต่ออีกรอบ รอจนฟ้าสว่างก็ถือหอก ออกไปอีกครัง้ นกรู้วา่ เช้ าแล้ วมิอาจจะห้ ามนายพรานได้ จึงรี บบินไปบอกกวางว่าตอนนี ้นายพรานกําลังเดิน มาแล้ ว! เต่าได้ ยินดังนันก็ ้ ตื่นเต้ นรี บเร่งเอาปากกัดเชือกอย่างไม่ยงั ้ เต่ากัดมาแล้ วทังคื ้ นจนระบมไปทังปาก ้ ขณะนี ้ยังเหลืออีกเกลียวเดียวเท่านัน! ้ เต่าไม่อาจหยุดได้ ตอนนี ้ฟั นของเต่าเรรวนจวนร่ วงจะหมดปากอยู่ แล้ ว ปากก็ฟมู ไปด้ วยเลือดกลบเต็มไปหมด แต่ความปวดแสบปวดร้ อนกลับไม่มีผลให้ เต่ากังวลสนใจ เนื่อง เพราะเต่ามัวแต่ตื่นเต้ นกลัวว่าจะไม่ทนั การณ์ กลัวเพื่อนจะตายจึงกัดอย่างไม่คิดชีวิต อย่าว่าแต่ฟันในปาก แม้ กระดองจะแตกทําลายก็ไม่มีแก่ใจไปมุง่ สนใจ! นายพรานมองมาแต่ไกล เมื่อเห็นกวางติดบ่วงก็รีบเดินมาอย่างเร็ วไว เต่าเห็นนายพรานใกล้ เข้ ามา เต็มที จึงฮึดสุดขีดกัดเข้ าเต็มแรงจนเกลียวสุดท้ ายขาดสะบัน้ กวางดิ ้นหลุดได้ รีบพรวดเข้ าป่ าไปทันที ส่วน นกก็เกาะบนยอดไม้ มองดูอย่างโล่งอก แต่กลับต้ องตระหนกสุดขีด! เพราะไม่มีใครจะคาดคิดว่าเต่าไม่ยอม หนีลงนํ ้า เต่าแน่นิ่งไปแล้ ว ! เต่าบอบชํ ้ามากเกินกว่าที่จะเคลื่อนไหวใดๆ ได้ อีก อย่าว่าแต่เคลื่อนไหวก็ช้า อย่างยิ่งอยู่แล้ วด้ วย พรานจับเต่าใส่กระสอบแขวนไว้ ที่ตอไม้ กวางเหลียวหลังกลับมาดูจึงรู้ว่าเต่าถูกจับไป กวางไม่สนใจชีวิตตนอีกแล้ ว รี บวิ่งย้ อนกลับมาใหม่อย่างไม่คิดชีวิต วิ่งไปพลางคิดไปว่าเราจะคืนชีวิตให้ แก่ สหายของเราอย่างไรดี? เมื่อใกล้ ถึงตัวนายพราน ด้ วยหัวใจที่คิดว่าจะต้ องช่วยสหายเต่าให้ จงได้ ปฏิภาณก็ พลันเกิดขึ ้นมาทันท่วงที กวางแกล้ งชะลอความเร็ วลงทําตัวคล้ ายหมดแรง พรานป่ าคิดว่ากวางนี ้หมดแรง แล้ วจึงรี บถือหอกวิ่งไล่ตามไป กวางล่อนายพราน เข้ าป่ าได้ แล้ วก็เหยียบรอยเท้ าลวงไปทางอื่น จากนันรี ้ บ วิ่งย้ อนกลับไปช่วยเต่าอย่างเร็ วปานลมพัด จิตกระหวัดคิดถึงแต่เต่าว่า แม้ ต้องเอาชีวิตเป็ นเดิมพันก็ต้อง ช่วยสหายนี ้ให้ จงได้ เมื่อเต่าให้ ชีวิตตนได้ ไฉนตนจะให้ ชีวิตคืนบ้ างมิได้ เล่า? นกลงมาให้ กําลังใจลุ้นสุดตัว อยูข่ ้ าง ๆ กวาง ส่วนกวางก็รีบเอาเขายกกระสอบขึ ้นแล้ วทิ ้งทุ่มลงดิน ขวิดพัลวันจนกระสอบฉีกขาดพาเต่า ออกมาลงนํ ้า กวางกล่าวกับสองสหายอย่างซาบซึ ้งใจจริงๆ ว่า..


“เราได้ ชี วิ ต คื น มาเพราะได้ พ วกท่ า นแท้ ๆ คุณ ธรรมนํ า้ ใจมิ ต รนี ท้ ่า นได้ ทํ า แก่ เ ราแล้ ว เดี๋ ย ว นายพรานคงจะมารังควานพวกเราอีก ฉะนันตอนนี ้ ้ สหายนกเอ๋ย! ท่านจงพาลูกเล็ก ๆ ของท่านย้ ายไปที่อื่น ก่อนเถิด เดี๋ยวจะไม่ทนั การณ์ สหายเต่า! ท่านจงรี บลงนํ ้าลึกไปรักษาตัวเถิดนะ” นับแต่นนมา ั ้ สัตว์ 3 สหายก็ได้ พิสูจน์ความเป็ นมิตรแท้ แน่นอนแล้ ว กลับยิ่งซื่อสัตย์จริ งใจต่อกัน แน่นแฟ้นจนใครๆ มิอาจทําลายมิตรธรรมของทัง้ 3 ลงได้ เลย คุณธรรมแห่งมิตรติดตัวไปจนตาย ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นายพรานครัง้ นันมาเป็ ้ นเทวทัต นกสตปั ตตะมาเป็ นสารี บุตร เต่า มาเป็ นโมคคัลลานะ กวางมาเป็ นตถาคตแล พระสมุทรสุดลึกล้ น คณนา สายดิง่ ทิ ้งทอดวา หยัง่ ได้ เขาสูงอาจวัดวา กําหนด จิตมนุษย์นี ้ไซร้ ยากแท้ หยัง่ ถึง จากชาดกเรื่องนี ้ เบื ้องต้ นกวางต้ องการรักษาชีวิตตน ต่อมายอมสละชีวิตตนคืนบ้ าง ทังสองแสดง ้ ความจริ งใจไม่ทิ ้งมิตรธรรมต่อกัน ชื่อว่ารักธรรมยิ่งกว่าชีวิต จึงวางใจวางชีวิตให้ แก่กันได้ ส่วนผู้ที่คอยจะ เอาเปรี ยบผู้อื่นเสมอ เมื่อคบใครก็มงุ่ จะเอาเปรี ยบเพื่อน เอาความซื่อตรงจริ งใจของเพื่อน มาใช้ หาความสุข ใส่ตวั โดยไม่คํานึงถึงทุกข์ของเพื่อน เป็ นการทําลายสัจจบารมีของตนลงอย่างยิ่ง เมื่อไม่จริ งใจต่อมิตรได้ ก็ ไม่จริงใจต่อคนทังหลายได้ ้ “นิ สัยมีนา้ ใสใจจริ ง ,ไม่ เป็ นคนเทียมมิตร,ไม่ ทิง้ สหายยามมี ภั ย ,ไม่ ดี แต่ พูด ,รั กษามิ ตร ธรรมแม้ ต้องแลกด้ วยชีวิต และไม่ รักตัวกลัวตายจนทิง้ ธรรม” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ าง บารมีที่นบั เนื่องเข้ าใน สัจจบารมี ในส่วนท้ ายนี ้จะเสริมถึงลักษณะของมิตรแท้ แลมิตรเทียมดังนี ้.. มิตรเก๊ 4 เหล่านี ้ พึงทราบว่ามิใช่มิตรคือ มิตรปอกลอก มิ ตรดีแต่พูด มิตรหัวประจบ และมิ ตร ชักชวนไปทางฉิบหาย พึงเว้ นเสียให้ หา่ งไกลเหมือนคนเดินทางเว้ นทางมีภยั เฉพาะหน้ า ฉะนัน้ มิตรปอกลอก เปรี ยบเหมือนทากคอยสูบชีวิตของเพื่อนไป คิดเอาแต่ได้ ฝ่ายเดียว เสียให้ น้อย แต่ เอาให้ มาก ยามเพื่อนเดือดร้ อนก็ไม่รับทํากิจของเพื่อน คบหาเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ตนเท่านัน,ส่ ้ วน มิตรดีแต่พูด มักพูดเลื่อนลอย ชอบอ้ างสิ่งที่ล่วงเลยมาแล้ วและสิ่งที่ยงั ไม่เกิดขึ ้นมาพูด ช่วยเหลือในสิ่งไร้ สาระแต่ยามต้ องการให้ ช่วยก็แสดงอาการขัดข้ อง,ส่วนมิตรหัวประจบ เมื่อเพื่อนทําชัว่ ก็คล้ อยตาม ยาม เพื่อนทําดีก็คล้ อยตาม ต่อหน้ าก็สรรเสริ ญแต่ลบั หลังกลับนินทา,ส่วนมิตรชักชวนไปทางฉิบหาย เปรี ยบ เหมือนโจรคอยปล้ น ความดีของเพื่อน ชักชวนให้ ตกในโมหะ หลงมัวเมา ชวนให้ ดูการละเล่น ชวนพนัน เที่ยวกลางคืนดื่มนํ ้าเมา ทําให้ ประมาทในชีวิต


มิตรแท้ 4 เหล่านี ้คือ มิตรมีอุปการะ มิตรร่ วมสุขร่ วมทุกข์ มิตรแนะประโยชน์ และมิตรมีความรัก ใคร่ พึงทราบว่าเป็ นมิตรแท้ ควรเข้ าไปคบหาโดยเคารพเหมือนมารดากับบุตร ฉะนัน้ มิตรมีอุปการะคอยรักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ ว รักษาทรัพย์ของเพื่อน พึ่งพิงได้ ยามภัยมา เมื่อมีกิจ เกิดขึ ้นก็ช่วยเป็ นสองเท่า ,ส่วนมิตรร่วมสุขร่ วมทุกข์ ยินดีบอกความลับแก่เพื่อน ปิ ดความลับของเพื่อน ไม่ ละทิ ้งยามอันตราย แม้ ชีวิตก็สละเพื่อประโยชน์ แก่เพื่อนได้ ,ส่วนมิตรแนะประโยชน์ ห้ ามเพื่อนจากความชัว่ ให้ ตงอยู ั ้ ใ่ นความดี ให้ ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟั ง และบอกทางสวรรค์และนิพพานให้ ,ส่วนมิตรมีความรักใคร่ ไม่ยินดี ในความเสื่อมของเพื่อน ยินดีในความเจริ ญของเพื่อน ห้ ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน สรรเสริ ญ คนที่สรรเสริ ญ เพื่อน ผู้ที่กล่าวแต่ปากว่าเพื่อน ๆ ก็มี ส่วนผู้ใดเป็ นสหายจริ ง เมื่อความต้ องการความช่วยเหลือเกิดขึ ้น ผู้นนจึ ั ้ งปรากฏ ผู้นนจั ั ้ ดว่าเป็ นเพื่อนแท้ ชนเหล่าใดคบเพื่อนตํ่าช้ า ไม่คบหาเพื่อนที่เจริ ญ ชนเหล่านันย่ ้ อม เสื่อมลงดุจดวงจันทร์ ข้างแรม (สิงคาลกสูตร. 16/83) 7.10 มิตรภาพที่ไม่ มีวันตาย10 สาเหตุท่ ตี รัสชาดก ภิกษุประชุมกันเต็มธรรมสภา สนทนากันว่า ท่านพระอานนทเถระเจ้ าได้ ยอม เสียสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระตถาคตเจ้ า ท่านเห็นช้ างนาลาคิรีที่พระเทวทัตส่งมาปลงพระชนม์พระทศ พลแล้ ว แม้ ถูกพระองค์ตรัสห้ ามอยู่ถึง 3 ครัง้ ก็ยังไม่ถอยไป พระไตรโลกนาถทรงสดับถ้ อยคําสรรเสริ ญ เกียรติคณ ุ ของพระอานนท์ด้วยทิพย์โสต จึงเสด็จไปยังโรงธรรมสภา ทรงทราบเรื่ องที่สนทนาจากภิกษุแล้ ว ตรัสว่า ถึงเมื่อกาลก่อนอานนท์เกิดในดิรัจฉานก็ได้ เคยสละชีวิตเพื่อตถาคตแล้ วเหมือนกัน เมื่อภิกษุกราบ ทูลอาราธนา จึงได้ ทรงนําอดีตมาดังต่อไปนี ้.. กาลครัง้ หนึง่ มีพญาหงส์ธตรฐพร้ อมเหล่าบริวารอาศัยอยูใ่ นถํ ้าทองใกล้ ภูเขาจิตตกูฏ อยู่มาวันหนึ่ง มีบริวารบินมาแจ้ งข่าวแก่พญาหงส์ธตรฐว่า.. “ข้ าแต่มหาราช! ข้ าพเจ้ าพบสระบัวชื่อมานุสิยะ อยู่ในสาคลนครแห่งแคว้ นมหิสกะ ที่นี่มีอาหาร อุดมสมบูรณ์เป็ นอย่างยิ่ง พระเจ้ าข้ า” พญาหงส์ยินชื่อว่ามนุษย์แล้ วคล้ ายดังเห็นเภทภัยจึงห้ ามว่า.. “อันถิ่นมนุษย์นนเป็ ั ้ นที่นา่ รังเกียจนัก มักมีภยั เฉพาะหน้ า พวกเจ้ าอย่าได้ ไปสนใจสระนันเลย” ้ เหล่าบริ วารมิอาจหักใจในสระดัง่ แดนสวรรค์นนได้ ั ้ เข้ าไปรบเร้ าเจ้ านาย ขอไปอยู่บอ่ ย ๆ จนพญา หงส์ออ่ นใจ กล่าวว่า.. “เอาล่ะ ๆ ในเมื่อสระนันเป็ ้ นที่ถกู ใจของพวกท่าน เราก็จะไปด้ วยกันทังหมดนี ้ ่แหละ!”

10

จุลลหังสชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 62 หน้า 324-335


พญาหงส์ธตรฐพร้ อมเหล่าบริ วารฝูงใหญ่นับหมื่นตัวได้ บินเรี ยบฟ้าข้ ามทะเลมาถึงสระดังกล่าว ทันที ที่พญาหงธตรฐร่อนลงจากอากาศเท่านัน้ พลันรู้สกึ ว่าที่นี่ไม่ใช่แล้ ว! พญาหงส์ร้ ูสึกผิดปกติที่ขา ขาชา อย่างยิ่ง! ถูกเหนี่ยวรัง้ รุนแรงอย่างยิ่ง! พญาหงส์จึงพบว่าตนเองถลําเท้ าเข้ าไปติดบ่วงนายพราน เสียตังแต่ ้ ก้ าวแรกทีเดียว บ่วงนัน้ รั ดเท้ าเอาไว้ แน่นดุจ ถูกรัดด้ วยซี่เหล็ก มาตรว่าบ่วงจะแน่นเพียงใด พญาหงส์ ก็ เชื่อมัน่ ในพละกําลังของตน จึงกระตุกบ่วงสุดแรง หนังกลับถลอกปอกออกหมดห่วง คล้ ายกับมีชีวิตที่เจ้ า เล่ห์ ยิ่งสะบัดกลับยิ่งรัดแน่น เป็ นเล่ห์ของนายพราน! พญาหงส์สะบัดครัง้ ที่ 2 เนื ้อได้ ขาดไปแล้ ว! พญาหงส์ใจเด็ดยังเชื่อในกําลังของตนจึงสะบัดครัง้ ที่ 3 คราวนีข้ าดไปถึงเอ็นแล้ ว ! เมื่อสะบัดอีกในครั ง้ ที่ 4 บ่วงก็ รัดเข้ าไปถึงกระดูก ! โลหิตได้ ไ หลนองท่วมขา ความเจ็บปวดแสนสาหัสปะทุขึ ้นไปทังตั ้ วจนยากจะทนทานได้ อีกแล้ ว เมื่อเหตุการณ์พลิกผันกลับกลายเป็ น เช่นนี ้ พญาหงส์ไม่มีเวลามาสํานึกเสียใจ เมื่อตัดสินใจมาแล้ วก็ต้องสู้หาทางแก้ ไขต่อไป พญาหงส์ร้ ูว่าเรื่ อง ของตนจบลงแล้ ว ยังเหลือแต่เรื่ องของเหล่าบริ วาร พญาหงส์คํานึงถึงความปลอดภัยของฝูงบริ วาร พลาง คิดว่า.. “ถ้ าเราร้ องเตือนทุกตัวว่า จงระวังติดบ่วง! ญาติทงปวงของเราจะพากั ั้ นสะดุ้งตกใจกลัวรนรานไม่ เป็ นอันได้ กินอาหาร เมื่อไม่ได้ กินอาหารก็จะพากันหิวโซบินข้ ามมหาสมุ ทรกลับไป และในที่สุดก็จะหมด เรี่ ย วแรงตกทะเลตายกันทัง้ หมดอย่างแน่น อน อี ก ประการถ้ าเป็ นเช่น นัน้ การมาครานี ก้ ็ จ ะมิ ไ ด้ บ รรลุ วัตถุประสงค์ตามที่พวกเขาอยากมา..” พญาหงส์จึงปล่อยให้ บริ วารนับหมื่นกินอาหารอย่างอิ่มหนําสุขสําราญอย่างเต็มความพึงใจไป สักครู่ใหญ่ พญาหงส์อดกลันข่ ้ มความเจ็บปวดอย่างสุดแสนทรมานเพื่อรอคอยบริ วารให้ เสร็ จสิ ้น เลือดที่ขา ของพญาหงส์ก็ไหลนองออกมาอยูต่ ลอดเวลาไม่ขาดสาย เหล่าบริ วารดื่มกินอาหารและนํ ้านานเพียงใดก็ได้ สูบเอาเลือดของพญาหงส์ออกไปเพียงนันด้ ้ วย การรอคอยในช่วงสถานการณ์เช่นนี ้ นับว่ายากจะทนทาน ถึงกระนัน้ พญาหงส์ก็ทนได้ เพื่อบริ วาร ในเมื่อทัง้ หมดยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ ตนเพื่อหวังให้ ตนเป็ นที่ พึง่ พิงได้ แล้ วไฉน จะสละสิ่งใดให้ บริวารบ้ างมิได้ ? สละแม้ กระทัง่ ชีวิตก็สมควร! นี ้นับเป็ นคุณธรรมของผู้นํา ที่นา่ สรรเสริญโดยแท้ บัดนี ้ หมูห่ งส์ทงหลายได้ ั้ ยินเสียงร้ องก้ องฟ้าของพญาหงส์แล้ ว หงส์ทงหมดกลั ั้ วตายรนราน บินกัน ขวักไขว่วุ่นวายไปหมด เมื่อตังสติ ้ กันได้ ก็คุมกันเป็ นพวก ๆ บินบ่ายหน้ าข้ ามมหาสมุทรไปสู่เขาจิตตกูฏ โดยเร็ ว หงส์บินกลับไปกันหมดแล้ วและกลับอย่างปลอดภัย ผลพวงครัง้ นี ้นับว่าเป็ นเพราะความยังคิ ้ ดและ ความรอบคอบของพญาหงส์ โดยแท้ หากว่าพญาหงส์ร้องเตือนพวกพ้ องทันทีที่ติดบ่วงแล้ วค่อยคิดหาทาง แก้ ไขในภายหลัง บัดนี ้หงส์ทงหมดต้ ั้ องตกทะเลตายหมดสิ ้น ผิดพลาดเพียง เสี ้ยววินาที! เพียงครัง้ เดียว! คือสูญสิ ้นเผ่าพันธุ์! การไม่รอบคอบเพียงเล็กน้ อยก็มีผลร้ ายใหญ่หลวงเกินคาดคิดได้ เวลานัน้ สุมขุ หงส์เสนาบดีบินไปพลางมองหาพญาหงส์ไปก็ไม่เห็น ค้ นดูทกุ ฝูงบินก็ยงั ไม่พบ พลัน รู้สึกว่าสถานการณ์ชกั ไม่ดีเสียแล้ ว เมื่อเที่ยวตรวจดูฝงู บินสุดท้ าย คราวนี ้แน่ใจแล้ วว่าภัยนี ้เกิดขึ ้นแก่พญา หงส์ โดยมิต้องสงสัย จึงรี บบินกลับไปที่เดิมอย่างเร็ วสุดชีวิต เห็นพญาหงส์ ยืนองอาจโดดเดี่ยวอยู่บน


โคลนตมจมกองโลหิตแดงฉาน ทนเจ็บอยู่จนร่ างกายอ่อนล้ าลงทุกที สุมุขหงส์รีบเข้ าไปหาผู้เป็ นนายแล้ ว กล่าวว่า.. “ข้ าแต่มหาราช! ขอพระองค์อย่ากลัวไปเลย ข้ าพระองค์มาแล้ ว ข้ าพระองค์แม้ ต้องสละชีวิตก็จะ พาพระองค์ออกจากบ่วงให้ ได้ ” พญาหงส์ต้องการทดลองใจสุมขุ หงส์ จึงกล่าวว่า.. “สุมขุ ะ! ฝูงหงส์บนิ หนีไปหมดไม่เหลียวหลังกลับมาเลย ท่านเองก็รีบกลับไปเสียเถิด อย่าอยู่ที่นี่เลย มันอันตราย! ตอนนี ้ความเป็ นสหายกับท่าน เราไม่มีให้ แล้ วเพราะเราไม่อาจทํากิจของสหายแม้ สกั นิดแก่ ท่านได้ เลย เราไม่สามารถทําอุปการะแก่ทา่ นได้ อีกแล้ ว เรากําลังจะตาย ท่านอย่าชักช้ า! จงรี บบินหนีไปเสีย ไม่มีประโยชน์อะไรสําหรับท่านที่จะมาอยูต่ รงนี ้” สุมขุ หงส์กล่าวตอบไม่ลงั เลว่า.. “ข้ าพระองค์จะไปหรื อไม่ไปก็ต้องตายอยู่ดี ตอนพระองค์มีสขุ ข้ าพระองค์ก็อยู่ใกล้ ตอนนี ้พระองค์ มีทุกข์จะให้ ทิ ้งไปได้ อย่างไรกัน? หากตอนนี ้ได้ ตายพร้ อมกับพระองค์ก็ประเสริ ฐแท้ การกลับไปมีชีวิตโดย ปราศจากพระองค์จะไปมีอะไร? ข้ าแต่พระมหาราช! การทิ ้งพระองค์ไปนันไม่ ้ เป็ นธรรมนัน่ ไม่ใช่ทางของข้ า พระองค์ และข้ าพระองค์ก็ไม่ชอบใจการกระทําแบบนัน” ้ “สุมขุ เอ๋ย! ทางไปของเราจะเป็ นอะไรได้ นอกจากเข้ าสู่โรงครัวให้ เขาเชือด เจ้ าเป็ นผู้มีความคิด อย่า มาชอบใจอยูก่ บั เราเลย เจ้ าเห็นประโยชน์อะไรที่เราจะตายทังสองคน ้ เจ้ าเหมือนคนตาบอดจะมาสละชีวิต กับเราเพื่ออะไรกัน” พญาหงส์ยงั ทดลองใจเสนาบดี “ข้ า แต่พ ระองค์ ผ้ ูป ระเสริ ฐ ! ทํ า ไมพระองค์ ไ ม่ ท รงรู้ ธรรม ข้ า พระองค์ นัน้ มุ่ ง หวัง ซึ่ง ธรรมและ ประโยชน์ ในธรรมจึงภักดีในพระองค์ไม่เสียดายชีวิตเลย เมื่อมิตรระลึกถึงธรรมย่อมไม่ทอดทิ ้งมิตร ผู้ ประสบทุกข์ แม้ ต้องสละชีวิตก็ไม่พรั่นพรึงนี ้เป็ นธรรมของสัตบุรุษทังหลายโดยแท้ ้ ” พญาหงส์พงึ พอใจอย่างยิ่งกล่าวต่อสุมขุ หงส์วา่ .. “อืม ธรรมนี ้ท่านได้ ประพฤติดีแล้ ว ความภักดีในเรา เราได้ ประจักษ์ แล้ ว ดังนันท่ ้ านจงทําตามความ ปรารถนาของเราเถิด เราขอร้ องให้ ท่านจงบินหนีไปเสีย ท่านจงกลับไปปกครองหมู่ญาติทงหลายของเราให้ ั้ ดี อย่าทอดทิ ้งหมูญ ่ าติของเรา!” ขณะที่หงส์ทงสองสนทนากั ั้ นอยู่นนั ้ นายพรานก็พลันปรากฏ นายพรานเดินเข้ ามาใกล้ ๆ เห็นหงส์ ตัวหนึง่ ติดบ่วง อีกตัวไม่ตดิ บ่วงแต่กลับมายืนใกล้ ๆ กัน จึงถามหงส์วา่ .. “เพราะอะไรเจ้ าจึงไม่บนิ หนีไป? หงส์นี ้เป็ นอะไรกับเจ้ า ทําไมยังมัวยืนเฝ้าหงส์ตวั นี ้อยูอ่ ีก?” “ท่านนายพราน! พญาหงส์นี ้เป็ นราชาของเรา เป็ นทัง้ เพื่อนผู้เสมอด้ วยชีวิต ของเรา เราจึงไม่ไป ไหน” สุมขุ หงส์กล่าวตอบ แล้ วขอชีวิตพญาหงส์วา่ ..


“ขอให้ ท่านกับตัวเรานัน้ จงอยู่ร่วมกันอย่างมีสุขเถิด และขอท่านโปรดให้ ชีวิตแก่ข้าพเจ้ าทัง้ สอง ด้ วยเถิ ดนะ หากความคุ้นเคยกันได้ เกิ ดขึน้ ระหว่างเรากับท่านแล้ วก็ ขอท่านอย่าพึงฆ่าข้ าพเจ้ าทั ง้ สอง เสียเลย” นายพรานได้ ฟังถ้ อยคําอันไพเราะอ่อนหวานของสุมขุ หงส์แล้ วเกิดใจอ่อนและเลื่อมใสในนํ ้าใจหงส์ ที่มีตอ่ นาย จึงกล่าวว่า.. “เรามิได้ ผูกท่านไว้ สกั หน่อย แล้ วก็ไม่ต้องการจะฆ่าท่านด้ วย เชิญท่านบินไปจากที่นี ้ ตามสบาย เถิด” “ถ้ าท่านยังต้ องการเพียงหนึ่งตัว ขอท่านโปรดปล่อยพญาหงส์แล้ วจงกินข้ าพเจ้ าแทนเถิด ข้ าพเจ้ า ทังสองมี ้ ร่างกายคล้ ายกัน อายุก็เท่ากัน ท่านจะไม่เสียประโยชน์ในเนื ้อหนังเลย อีกทังท่ ้ านก็จะได้ เป็ นมิตร กับ ฝูงหงส์ไปจนตลอดชีวิตอีกด้ วย” สุมขุ หงส์กล่าวขอชีวิตนาย นายพรานกลับมีใจอ่อนลงอีก ยิ่งเลื่อมใสสุมขุ หงส์ยิ่งขึ ้น กล่าวว่า.. “บรรดามิตรทังหลายในโลก ้ มิตรเฉกเช่นท่านจะหามีสกั กี่คน ตกลง! เรายอมปล่อยสหายท่าน ท่าน ทังสองจงไปรุ ้ ่งเรื องในท่ามกลางหมูญ ่ าติเถิด” นายพรานตัดบ่วงออก อุ้มพญาหงส์ออกจากสระแล้ วค่อย ๆ แก้ บว่ งที่รัดเท้ าพญาหงส์ออก จากนัน้ เดินไปตักนํา้ มาล้ างเลือด ลูบคลําอยู่ด้วยเมตตาจิต สุมุขหงส์เห็นนายรอดปลอดภัยแล้ วก็ดีใจ ได้ กล่าว ขอบคุณนายพรานอย่างซาบซึ ้งว่า.. “ขอให้ ทา่ นและหมู่ญาติทงปวงจงได้ ั้ ความเบิกบานใจเหมือนที่ข้าพเจ้ าเบิกบานใจแล้ วในวันนี ้ด้ วย เถิด” นายพรานยืนรอส่งหงส์ทงสองให้ ั้ บินจากไป แต่หงส์ทงสองคิ ั้ ดอยากตอบแทนพระคุณนายพรานที่ ไว้ ชีวิตตน จึงตกลงกันว่าจะให้ นายพรานจับพวกตนไปเข้ าเฝ้าพระราชา นายพรานปฏิเสธที่จะพาไปเนื่อง เพราะพระราชามิใช่ผ้ ทู ี่จะไว้ ใจได้ ง่าย ๆ เกิดพระองค์ตรัสสัง่ ให้ ฆ่าหงส์เสียก็จะเป็ นการไม่ปลอดภัยแก่หงส์ ทังสอง ้ แต่ในที่สดุ นายพรานก็จําต้ องนําหงส์ทงสองไปเข้ ั้ าเฝ้าพระราชา เนื่องเพราะทนคํารบเร้ าของหงส์ทงั ้ สองไม่ไหว.. “ข้ าแต่พระมหาราชเจ้ า ! หงส์ทงั ้ สองนี ้เกิดในตระกูลธตรฐ ตัวนีเ้ ป็ นพระราชา ส่วนตัวนีเ้ ป็ นอัคร เสนาบดีในหมูห่ งส์ พระเจ้ าข้ า” นายพรานทูลแนะนําตัวหงส์ เมื่อพระราชาตรัสถามที่มาที่ ไป นายพรานก็กราบทูลเรื่ องราวให้ ทรงทราบทุกประการ นายพราน กล่าวอย่างประทับใจว่า.. “ทังหมดนี ้ ้เป็ นการกระทําอันแสนยากที่จะทําได้ นะพระเจ้ าข้ า หงส์นี ้สละชีวิตตน เพื่อประโยชน์ของ นาย ยืนสรรเสริญคุณของนายอยูไ่ ม่ขาดและเอาแต่ร้องขอชีวิตของนายตน ข้ าพระองค์ได้ สดับคําของหงส์นี ้ แล้ ว เกิดความเลื่อมใสจึงปล่อยพญาหงส์นนออกจากบ่ ั้ วง แล้ วให้ บินกลับไปได้ ตามสบาย แต่ทงสองยื ั้ นยัน จะมาเฝ้าพระองค์ให้ ได้ ”


พระราชาทรงสดับเรื่ องราวทังหมดแล้ ้ วทรงเลื่อมใส ตรัสสัง่ ให้ จดั ทําตัง่ ทองคําประทานให้ แก่หงส์ ทังสอง ้ แล้ วทรงให้ นํานํ ้าผึ ้งนํ ้าอ้ อยมาให้ หงส์ทงสองได้ ั้ กิน เมื่อพญาหงส์อิ่มแล้ วพระราชาได้ ตรัสถามพญา หงส์วา่ .. “นายพรานนี ้ได้ ทําอะไรรุนแรงกับท่านบ้ างไหมล่ะ?” “นายพรานนี ้มิได้ ทําอะไรในข้ าพระองค์ทงสองเลย ั้ นายพรานได้ ฟังคําของสุมขุ หงส์แล้ วเกิดความ เลื่อมใส ปล่อยข้ าพระองค์จากบ่วงนัน้ และอนุญาตให้ ข้าพระองค์กลับได้ ตามสบาย แต่สมุ ขุ หงส์ปรารถนา ทรัพย์ให้ นายพรานนี ้เพื่อตอบแทนคุณจึงคิดมาสํานักของพระองค์” พญาหงส์ทลู อธิบาย พระราชาจึงตรัสว่า.. “ท่านทังสองมาดี ้ แล้ ว เรายินดีที่ได้ เห็นท่านทังสอง ้ นายพรานนี ้จะได้ ทรัพย์อย่างมากมายแน่นอน ท่านไม่ต้องห่วง” พระราชาทรงมีรับสั่งให้ อํามาตย์พานายพรานไปตัดผมโกนหนวด ให้ อาบนํา้ ลูบไล้ ของหอมแล้ ว ประดับตกแต่งอย่างอลังการ จากนันได้ ้ มอบทรัพย์สมบัตใิ ห้ อย่างมากมายแล้ วส่งนายพรานกลับบ้ าน.. เมื่อพระราชาทรงสนทนากับพญาหงส์ได้ สักครู่ พญาหงส์ก็ได้ ทูลแสดงธรรมถวายแด่พระราชา ทูลขอให้ ทรงทศพิธราชธรรม พระราชาทรงสดับแล้ วเกิดความเลื่อมใสต้ องการบูชาธรรมนัน้ จึงทรงมอบ ราชสมบัติให้ แก่พญาหงส์ พญาหงส์ได้ ถวายกลับคืน พระราชาตรัสชวนให้ หงส์ทงั ้ สองพักอยู่ด้วยกันใน พระราชวัง แต่พญาหงส์ก็ปฏิเสธ เนื่องเพราะหมูญ ่ าติรออยูท่ ี่เขาจิตตกูฏ หงส์ทงสองจึ ั้ งต้ องทูลลากลับไปยัง ภูเขาจิตตกูฏในเย็นวันนันเอง.. ้ เมื่อหงส์ทงหมดเห็ ั้ นพญาหงส์กลับมาพร้ อมกับท่านเสนาบดี ก็พากันดีใจโห่ร้องก้ องเขาลําเนาไพร บินมาห้ อมล้ อมพญาหงส์ พญาหงส์จึงเล่าเรื่ องทังหมดแล้ ้ วกล่าวสรรเสริ ญมิตรภาพของสุมขุ หงส์เสนาบดี หมู่หงส์ นับ หมื่ น พร้ อมใจกัน ร้ องชมเชยให้ พ รขอให้ สุมุขหงส์ เ สนาบดี จ งมี ค วามสุข แม้ นายพรานและ พระราชา ก็จงมีความสุข ปราศจากทุกข์ไปตลอดกาล.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พรานครัง้ นันมาเป็ ้ นฉันนภิกษุ สาคลราชามาเป็ นสารี บตุ ร สุมขุ หงส์ มาเป็ นพระอานนท์ พญาหงส์ธตรฐมาเป็ นตถาคตผู้โลกนาถแล จากชาดกเรื่ องนี ้ การรับผิดชอบทุกข์สุขของบริ วารโดยเอาชีวิตเข้ าแลกและความจงรักภักดีต่อ นาย โดยตายแทนนายได้ นับเป็ นยอดสัจจบารมีของหงส์ทงสองที ั้ ่มีอยู่ในตัว พญาหงส์จริ งต่อหน้ าที่และไม่ ทิ ้งบริวาร ส่วนหงส์เสนาบดีก็ไม่ทิ ้งนาย ทังสองรั ้ กคุณธรรมมากกว่าชีวิตตน มีธรรมมัน่ เป็ นสัจจะจึงสละแม้ ชีวิตได้


“นิสัยทาจริง เมื่อรั บภาระใดมาก็ทาให้ สมบูรณ์ ,ไม่ คิดคด เอาตัวรอด,ไม่ ทอดทิง้ นาย,เมื่อ นึกถึงธรรม ก็สละชีวิตเพื่อนายได้ และไม่ พรั่ นพรึงต่ อการทาความดี ” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ใน วิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.11 ละเลยหน้ าที่ กาลีกินตัว11 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก พระทศพลโอวาทแก่พระเจ้ าโกศลถึงราชธรรม แล้ วตรัสถึงโบราณกษัตริ ย์ ทังหลาย ้ ทรงนําอดีตมาตรัสดังนี ้.. ยุคสมัยหนึ่ง มี พ ระราชานามว่าปั ญจาละ แต่ละวันพระองค์เอาแต่เสวยราชสมบัติด้วยอธรรม ทรงหมกมุ่นอยู่แต่กับกามารมณ์และความเกียจคร้ าน ทรงปล่อยปะละเลยราชกิจน้ อยใหญ่ทงปวง ั้ ปล่อย ให้ ขุนนางฉ้ อราษฎร์ บังหลวงอยู่ตลอดเวลา อํามาตย์และข้ าราชบริ พ ารก็ กลายเป็ นคนพาลไปทัง้ เมื อง ชาวบ้ านถูกภาษี อากรบีบจนต้ องพาลูกเมียหลบหนีเข้ าป่ า ยอมมีชีวิตเป็ นคนป่ าหากินผลไม้ พืชผักกลับยัง ประเสริฐกว่าอยูเ่ ป็ นคนเมือง บ้ านกลับรกร้ าง ป่ ากลับแน่นขนัด กลางวันผู้คนไม่ยอมอยูบ่ ้ านเพราะเกรงกลัว เจ้ าหน้ าที่บ้านเมืองมารังแก กลางคืนก็นอนผวาอยู่ในบ้ านเพราะกลัวพวกโจรมาปล้ นชิงและทําร้ ายทารุ ณ กรรม กาลนันเอง ้ ได้ มีรุกขเทวดาตนหนึ่งซึ่งได้ รับเครื่ องสักการะจากพระราชาทุก ๆ ปี เห็นว่าพระราชา องค์นี ้ทรงประมาทยิ่งนัก ประเทศจะฉิบหายกันก็คราวนี ้ จึงคิดตอบแทนคุณพระราชาที่เลี ้ยงดูตนมาทุก ๆ ปี ตกดึกจึงเข้ าไปยืนอยูข่ ้ างพระเศียรเปล่งรัศมีที่ห้องบรรทมแล้ วกล่าวเตือนพระราชาว่า.. “พระองค์เป็ นผู้ประมาทแล้ ว แว่นแคว้ นทังสิ ้ ้นจะพินาศกันใหญ่ ราชสมบัติของพระองค์จะถูกยือ้ แย่งแล้ วพระองค์ก็จะต้ องไปเกิดในมหานรก ขอพระองค์จงเสด็จ ไปฟั งเหตุการณ์ ในบ้ านเมืองและตาม ชนบทดูเถิด จงรี บไปสอดส่องโดยเร็วเถิด อย่าให้ แว่นแคว้ นนี ้ต้ องฉิบหายก่อนสายเกินแก้ !” รุ่งขึ ้น พระราชาทรงมีรับสัง่ ให้ อํามาตย์รักษาราชการแทน ส่วนพระองค์กบั ปุโรหิตคูพ่ ระทัยได้ ปลอม ตัวเป็ นชาวบ้ านเสด็จออกจากพระนครไปสืบข่าวชาวบ้ านทันที พอออกจากวังได้ ไม่ทนั ไรก็พบชายแก่กําลัง นํากิ่งหนามมาจากดงเอามาล้ อมกัน้ ประตูบ้านแล้ วพาบุตรภรรยาเข้ าป่ า เวลาเย็นเมื่อพวกทหารกลับไป หมดแล้ ว ก็กลับมานอนพักที่ บ้าน เผอิญ ถูกหนามที่ หน้ าประตูยอกเท้ า นั่ง กระโหย่ง บ่ง หนามพลางด่า พระราชาขึ ้นฟ้าว่า.. “ขอให้ พระเจ้ าปั ญจาละ! จงถูกลูกศรเสียบในสงคราม เจ็บปวดทรมานเหมือนข้ าถูกหนามแทงนี ้ ด้ วยเถิด!” ปุโรหิตขุน่ เคืองชายแก่ยิ่งนัก พรวดพราดเข้ าไปถามทันทีวา่ ..

11

ภัณฑุติณฑุกชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 61 หน้า 513-519


“เฮ้ ย! เจ้ าเป็ นคนแก่ตาไม่ดีเองจึงถูกหนามแทงเท้ า พระราชามาเกี่ยวอะไรด้ วยเล่า ! หรื อพระราชา ต้ องทําหน้ าที่ตรวจตราหนามแล้ วคอยบอกเจ้ ารึไง?” “ที่เราถูกหนามแทงต้ องเป็ นความผิดของพระเจ้ าปั ญจาละแน่แล้ ว ! พระราชาองค์นีผ้ ิดมากมาย เพราะพระองค์ มิ ไ ด้ พิ ทัก ษ์ รัก ษาบ้ า นเมื อง ชาวบ้ านถูก กดขี่ ด้ ว ยภาษี โหด กลางคื นก็ ถูก พวกโจรปล้ น กลางวันถูกทหารทําร้ ายปล้ นหนักยิ่งกว่าโจร ชาวบ้ านจึงพากันเอาหนามมาล้ อมรัว้ ท่านอย่ามาสนับสนุน พระราชาเยี่ยงนี ้เลย” พระราชาตรัสเรี ยกปุโรหิตมาว่า ชายชรานี ้พูดถูกเป็ นความผิดของเราโดยแท้ แล้ วทังสองก็ ้ เดินทาง ต่อไป ไม่ทนั ไรก็ได้ ยินเสียงของหญิงชราคอยเฝ้ารักษาบุตรสาวสองคนไม่ให้ คนร้ ายมาข่มเหง นางกําลังปี น ขึ ้นพุม่ ไม้ เพื่อเก็บผักมาให้ บตุ รกินเกิดพลัดตกลงมา ร้ องอุทานว่า.. “โธ่เอ๊ ย! หญิงสาวหาผัวไม่ได้ ต้องมาลําบาก เมื่อไหร่พระราชาจะตายซักที!” ปุโรหิตปราดเข้ าไปทันที ถามอย่างหัวเสียว่า.. “เฮ้ ย! หญิงชัว่ เเกไม่มีเหตุผลเสียเลย พระราชามีหน้ าที่มาหาผัวให้ คนอื่นรึไง?” “ท่านเอ๋ย เราไม่ได้ พดู ชัว่ เลย ยามนี ้คนเลวมีมากมาย ตอนกลางคืนมีโจรร้ ายมาปล้ น ตอนกลางวัน พวกทหารปล้ นเสียเอง การครองชีพลําบากลําบนเหลือเกิน การเลี ้ยงดูลกู เมียก็ลําบาก หญิงสาวจะหาผัวได้ ที่ไหนกันล่ะ” หญิงชราขบฟั นที่เหลือน้ อยเต็มทีกล่าวอย่างคับแค้ นใจ พระราชาทรงยอมรับเหตุผลของหญิงชราอย่างปฏิเสธไม่ได้ แล้ วเดินหน้ าต่อไป ไปได้ ไม่ไกล ก็ได้ ยินเสียงของชาวนาคนหนึง่ ถูกผาลแทงล้ มลงร้ องโวยวายว่า.. “ขอให้ พระเจ้ าปั ญจาละถูกหอกแทง นอนกลิ ้งตายในสงครามด้ วยเถอะ!” ปุโรหิตพุง่ ไปไม่รอช้ า ด่าชาวนาว่า.. “เจ้ าคนชัว่ เอ๊ ย! เจ้ าโกรธพระราชาโดยไม่ยุติธรรมเลย เจ้ าทําร้ ายโคของเจ้ าเองแล้ วพลาดถูกผาล แทง ไฉนจึงมาสาปแช่งพระราชาด้ วยเล่า?” “เรามีเหตุผลนะท่าน! เราโกรธพระราชาเพราะพระองค์ไม่ทรงพิทกั ษ์ รักษาบ้ านเมืองเลย ชาวบ้ าน ถูกเจ้ าหน้ าที่บ้านเมืองกดขี่ด้วยภาษีที่ไม่เป็ นธรรม กลางคืนยังถูกพวกโจรปล้ นอีก วันนี ้แม่ครัวเอาข้ าวมาส่ง เราช้ าเพราะถูกพวกเจ้ าหน้ าที่บ้านเมืองบังคับให้ ทําอาหารไปเลี ้ยงดูพวกมัน แม่ครัวต้ องหุงข้ าวมาให้ เรา ใหม่จงึ มาช้ า เราหิวจนหน้ ามืดตาลายเลยพลาดเช่นนี ้” พระราชาเสด็จเดินทางต่อไปอีก พบวัวเอาเท้ าดีดคนรี ดนมกลิ ้งโค่โร่ล้มลงไป แต่แทนที่คนรี ดนมจะ ด่าวัวกลับด่าพระราชาอย่างรุนแรงว่า.. “ขอให้ พระเจ้ าปั ญจาละจงถูกฟั นแทงด้ วยดาบ ให้ ฉิบหายในสงครามเถิด!” ปุโรหิตฟั งแล้ วสุดทน ปราดเข้ าไปถามเอาความกับคนรี ดนมโค คนรี ดนมก็ตอบว่า.. “เพราะพวกเจ้ าหน้ าที่บ้านเมืองมันสัง่ ให้ เอานมไปเลี ้ยงดูมนั มาก ๆ จึงต้ องรี ดนมเกินกําลังโค ข้ าจึง ถูกดีดเช่นนี ้ พระราชาเป็ นคนเลวไม่ยอมมาดูแลเลย”


พระราชายังคงเดินทางต่อไป เห็นแม่โคนอนซมไม่กินหญ้ า พวกเด็ก ๆ เลีย้ งโคก็พากันสาปแช่ง พระราชาว่า.. “ขอให้ บตุ รทุกคนของพระราชาจงตายไปให้ หมดเลย!” ปุโรหิตฉงนใจยิ่งนักจึงเข้ าไปถามเด็ก ๆ พวกเด็ก ๆ ก็ชี ้แจงว่า.. “เพราะบ้ านเมืองมีแต่โจร เช้ านี ้ พวกทหารจู่ ๆ ก็เดินมาเอามีดแทงลูกโคแล้ วเอาหนังไปทําฝั กดาบ แม่โคตัวนี ้เลยเสียใจไม่ยอมกินหญ้ า” พระราชาทรงสลดพระทัยเสด็จต่อไป พบฝูงกากําลังเอาจะงอยปากจิกกินพวกกบในสระแห้ งสระ หนึง่ มินา่ เชื่อ พวกกบก็ยงั พากันสาบแช่งด่าพระราชาว่า.. “ขอให้ พระเจ้ าปั ญจาละพระองค์นี ้ พร้ อมด้ วยพระราชโอรสจงถูกฆ่าตายอย่างอนาถในสนามรบ ด้ วยเถิด ขอให้ ฝงู การุมจิกกินซากศพพระราชาเหมือนที่เรากําลังถูกพวกกาจิกกินอยูน่ ี ้ทีเดียว” รุ กขเทวดาตามดูอยู่ขณะนันก็ ้ พลันบันดาลให้ พระราชาและปุโรหิตฟั งสําเนียงกบได้ กบชี ้แจงให้ ปุโรหิตฟั งว่า.. “เพราะบ้ านเมืองมีโจรชุกชุม ชาวบ้ านจึงไม่มีจะกิน แม้ ก้อนข้ าวจะให้ ฝงู กาก็ไม่มี พวกมันจึงมารุม จิกกินพวกข้ า แม้ จะหลบหลีกอย่างดีก็หนีไม่พ้นเพราะความหิวโหยของพวกกา มันจึงไม่ยอมเลิกรา” พระราชาฟั งกบแล้ วสลดพระทัยยิ่งนัก ทรงดําริวา่ ผู้คนทังหมดจนกระทั ้ ง่ กบซึ่งเป็ นสัตว์ดิรัจฉานยัง พากันด่าเราผู้เดียว ทรงเสด็จกลับพระนครทันที แต่นนมาทรงตรวจตราผู ั้ ้ ร้าย จัดแจงบ้ านเมืองให้ สงบด้ วย พระราชอํานาจที่ทรงมีอยู่ แล้ วเสวยราชย์โดยธรรม สร้ างบุญกุศลเรื่ อยมา ไม่ทรงปล่อยปละละเลยหน้ าที่ใน ราชกิจอีกต่อไป บ้ านเมืองกลับมาสงบสุขอีกครัง้ ดังสมัยพระราชบิดา ประชาชนออกจากป่ าเข้ ามาอยู่บ้าน ตามเดิม ต่างแซ่ซ้องสรรเสริ ญพระราชา ฝนฟ้าก็ตกต้ องตามฤดูกาล ไพร่ฟ้าเบิกบาน ฝูงสัตว์สขุ สําราญ ไปตามกัน ส่วนผู้ที่สขุ ใจที่สดุ คือพระราชานัน่ เอง.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า เทวดาครัง้ นันมาเป็ ้ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ พระราชาไม่จริ งใจต่อทุกคนที่คดั เลือกพระองค์มาดูแลบําบัดทุกข์บํารุ งสุข แต่ กลับเสวยสุขแต่ผ้ เู ดียว เอาเปรี ยบชาวเมือง หลอกลวงชาวเมืองด้ วยการไม่ทําหน้ าที่ ซํ ้ายังปิ ดโอกาสผู้อื่นที่ พร้ อมกว่าให้ เข้ ามารับตําแหน่งแทนตน จึงเป็ นที่เกลียดชังของชาวเมือง การรับผิดชอบเป็ นการสร้ างสัจจะบารมีโดยตรง เป็ นการปกปิ ดความไม่จริ งรอบด้ านที่ตนเข้ าไป เกี่ยวข้ องหรื อปกปิ ดทิศทัง้ 6 ที่แวดล้ อมตน เช่น ทิศเบื ้องหน้ าคือบิดามารดา ให้ หมัน่ หาเลี ้ยงดู กตัญํูร้ ูคณ ุ ท่าน ทิศเบื ้องขวาคืออาจารย์ ให้ หมัน่ เคารพบูชาปฏิบตั ติ ามคําสอน ทิศเบื ้องซ้ ายคือมิตรสหายคบหาด้ วยใจ จริ งไม่ทิ ้งยามมีภยั ทิศเบื ้องหลังภริ ยาให้ ซื่อสัตย์จริ งใจไม่ดหู มิ่น เป็ นต้ น ผู้ที่รับผิดชอบต่อทุกสิ่งได้ บริ บรู ณ์


จึงเป็ นที่แช่มชื่นใจของผู้คนทังหลาย ้ เพราะคนทังหลายได้ ้ รับความสุขสดชื่นจากผู้นนอย่ ั ้ างเต็มที่ เหมือน สระนํ ้าใสเย็นยังความชื่นใจแก่มวลสัตว์ทงผอง ั้ “นิ สัยรั บ ผิด ชอบต่ อหน้ า ที่ ,ไม่ ทาเหลาะแหละ ไม่ ติดความสบาย,จริ งกับ ทุก สิ่ง ,จริ งต่ อ บุคคลรอบด้ าน และรั บผิดชอบต่ อหมู่คณะ” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ า ในสัจจบารมี 7.12 สองลิงจริงต่ อธรรม12 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก ภิกษุสนทนากันในธรรมสภาว่า พระเทวทัตนันกั ้ กขฬะหยาบช้ า โผงผาง มุ่ง ปลงพระชนม์พระโลกนาถ มิได้ มีความเห็นอกเห็นใจพระตถาคตเลย พระทศพลเสด็จมาทรงทราบ เรื่ องที่ ภิกษุ สนทนาแล้ วตรัสว่า มิใช่แต่บดั นี ้เท่านัน้ แม้ เมื่อก่อนเทวทัตก็กักขฬะ หยาบคาย ไร้ กรุ ณาเหมือนกัน แล้ วทรงนําเรื่ องอดีตมาตรัสเล่าดังนี ้.. ในอดีต มีลิงสองพี่น้องอาศัยอยู่ในป่ าแห่งหนึ่ง ลิงผู้พี่ชื่อนันทิยะ ส่วนผู้น้องชื่อจุลนันทิยะ ทังสอง ้ เฝ้าปรนนิบตั มิ ารดาชราผู้ตาบอดอยู่ และคอยดูแลฝูงลิงเป็ นที่พึ่งให้ แก่ลิงอีกมากมาย แต่หลายวันนี ้ลิงสอง พี่น้องหมัน่ ดูแลมารดาเป็ นพิเศษ ให้ มารดาได้ พกั นอนที่พ่มุ ไม้ แล้ วช่วยกันเข้ าไปเสี่ยงภัยในป่ าลึก เพื่อหา ผลไม้ อร่อยๆ มาให้ มารดาได้ กินในยามบันปลายของชี ้ วิต เมื่อลิงทังสองได้ ้ ผลไม้ รสโอชามาแล้ วก็ฝากให้ ลิง บริ วารนําไปให้ มารดาของตนได้ ทาน ใจของสองลิงก็นึกเสมอว่าป่ านนี ้แม่คงได้ ทานผลไม้ อร่อยๆ อย่างสุข ใจเป็ นแน่แท้ แต่ลิงบริ วารเห็นผลไม้ อร่อยซึ่งหายาก จึงยากที่จะอดใจไหวได้ แอบกินเสียเอง ไม่ได้ เอาไปให้ มารดาของหัวหน้ าเลยสักครัง้ มารดาผู้ชราตาบอดกลายเป็ นผู้อดอยากหิวโหยจนผอมซูบซีดอิดโรยเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ลิง นันทิยะหลังจากเหน็ดเหนื่อยดูแลฝูง ยุ่งเสียจนไม่ได้ กลับมาเยี่ยมแม่อยู่นาน เมื่อมีเวลาปลีกตัวกลับมาหา แม่ได้ ก็รีบเข้ าป่ าไปหาแม่ด้วยความคิดถึงอย่างสุดจะพรรณา แล้ วก็ต้องตกใจ! แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เมื่อได้ เห็นสภาพแม่ไม่ตา่ งจากซากลิง นันทิยะนํ ้าตาไหลพรากเข้ าไปถามแม่ด้วยความสงสารจับจิตว่า.. “แม่จา๋ ก็ลกู ส่งผลไม้ อร่อยๆ มาให้ แม่แล้ ว ไฉนแม่จงึ ซูบผอมขนาดนี ้ล่ะแม่?” “ลูกเอ๋ย แม่ไม่เคยได้ เลย” มารดาตอบเสียงแหบแห้ งแผ่วเบาจนแทบจะไร้ เสียง ลิงนันทิยะรู้สกึ ทรมานใจสุดประมาณตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า.. “หากเรายังขืนมัวแต่ปกครองฝูงลิงอยู่แบบนี ้ แม่เราต้ องตายแน่! เราจะละทิ ้งฝูงลิงทังหมดแล้ ้ วมา ปรนนิบตั แิ ม่ตงแต่ ั ้ บดั นี ้เป็ นต้ นไป!” ลิงนันทิยะดูแลจนแม่พอมีแรงขึ ้นมาบ้ างแล้ วจึงกลับไปหาน้ องชายที่ฝงู กล่าวว่า.. “น้ องรัก! น้ องจงดูแลฝูงลิงแทนพี่เถิด พี่จะปรนนิบตั แิ ม่จนวาระสุดท้ าย” 12

จุลลนันทิยชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 57 หน้า 389-394


“ไม่เอานะพี่! น้ องก็ไม่ต้องการฝูงลิง น้ องต้ องการจะปรนนิบตั แิ ม่ด้วย” พี่น้องทังสองจึ ้ งตกลงใจละฝูงลิงทังหมดแล้ ้ วพามารดาออกจากป่ าไปอาศัยอยู่ที่ต้นไทรในชายแดน เงียบสงบแห่งหนึง่ ดูแลมารดาอย่างมีความสุขสืบมา.. ไกลออกไป ณ สํานักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ศิษย์เกเรผู้หนึ่งขออําลาอาจารย์กลับบ้ าน อาจารย์ได้ สัง่ สอนศิษย์ทิ ้งท้ ายว่า.. “ตัวเจ้ าเป็ นคนหยาบช้ า โผงผาง ถ้ าเจ้ าไม่แก้ ไขตัวเองล่ะก็จะต้ องเดือดร้ อนในภายภาคหน้ านะ จง จําไว้ !” ศิษย์เกเรนันไหว้ ้ อาจารย์ บ่นอุบอิบแล้ วจากไปทันที ศิษย์ผ้ นู ี ้เรี ยนไม่สําเร็จวิชาอะไรสักอย่าง จึงไม่ร้ ู จะทํามาหากินอะไร ตัดสินใจเลือกอาชีพเป็ นนายพรานเข้ าป่ าล่าเนื ้อขายไปวัน ๆ วันหนึ่งเกิดเดินไปพบต้ น ไทรอยู่ริมเนินคิดเล่น ๆ ว่าน่าจะมี อะไรในต้ นไทรบ้ างจึง เดินตรงไปยั งต้ นไทรนัน้ แล้ วก็ไ ด้ พ บเห็นอะไร บางอย่าง เป็ นลิงสองตัวกับลิงแก่ตาบอด! นายพรานโหดร้ ายเดินเข้ ามา ลิงสองพี่น้องตอนนี ้ไม่อาจหนีไปไหนได้ เลยเพราะต้ องดูแม่ที่ตาบอด สองลิงไม่คดิ หนีเอาชีวิตรอดเพราะเป็ นห่วงแม่จะได้ รับอันตราย นายพรานมองดูลิงทัง้ 3 ด้ วยสีหน้ านิ่ง ลิงสองพี่น้องยังวางใจดูทา่ ทีนายพรานอยูแ่ ละคิดว่าคงจะไม่ มีมนุษย์คนใดเห็นลิงแก่ชราตาบอดมีบุตรนัง่ ป้อนข้ าวอยู่อย่างนี ้ แล้ วอํามหิตคิดฆ่าได้ ลงคอ แต่พรานป่ านี ้ มิใช่คนเพราะจิตใจกลายเป็ นสัตว์ไปแล้ ว ดังนันนายพรานกํ ้ าลังโก่งธนูเล็งไปที่นางลิงแก่ตาบอดก่อนใคร ลิง นันทิยะผู้พี่เห็น ดังนัน้ เกิดตระหนกยิ่งนักมิคิดว่าพรานจะโหดเหีย้ มปานนี ้ รี บกระโดดไปป้องกันแม่แล้ ว กล่าวกับน้ องว่า “น้ องรัก! คนผู้นี ้จะยิงแม่แน่นอน พี่จะสละชีวิตแทนแม่ เมื่อพี่ตายน้ องจงเลี ้ยงดูแม่ให้ ดีนะ” ลิงนันทิยะหวังใจว่าพรานป่ าจะต้ องการลิงแค่ตวั เดียวเป็ นชีวิตแทนชีวิต.. ลิงนันทิยะกล่าวอ้ อนวอนกับนายพรานว่า.. “ท่านพรานผู้เจริญ ขอท่านอย่ายิงมารดาฉันเลย มารดาฉันตาบอดทุพพลภาพมากแล้ ว ฉันจะสละ ชีวิตให้ ทา่ นแทนมารดาเอง ขอท่านอย่าได้ ฆา่ มารดาฉันเลยนะ ฆ่าฉันแทนเถิด” พรานป่ ารับปากลิง ลิงดีใจที่พรานป่ ารับคําจึงหมดห่วงมารดา เดินไปนัง่ ตรงหน้ าลูกศรอย่างปลด กังวลไม่คดิ อาลัยในชีวิต จิตใจสงบนิ่งรอความตายอย่างเป็ นสุขที่ได้ เห็นมารดารอดปลอดภัย.. นันทิยะตายแล้ ว พรานหยิบธนูขึ ้นมาอย่างช้ า ๆ ขึ ้นสายธนูเล็งไปที่ลิงแก่ชราตาบอด ลิงจุลลนันทิ ยะกําลังโศกเศร้ าไม่หายที่เสียพี่ชายไป กลับสะท้ านใจไม่คิดว่าพรานป่ าจะกล้ าผิดสัญญาที่ให้ ไว้ จึงคิดว่า ถ้ าขาดเราไปอย่างน้ อยมารดาก็จะยังมีชีวิตได้ อีกหนึง่ วันก็ยงั ดี จึงรี บออกปากห้ ามนายพรานว่า.. “ท่านอย่าเพิ่งยิง! ท่านผู้เจริ ญ ท่านอย่ายิงมารดาเราเลย เราจะสละชีวิตให้ ท่านแทนมารดา ท่าน เอาเราสองพี่น้องไป แต่จงไว้ ชีวิตมารดาของเราจะได้ ไหม?”


พรานป่ ารั บคําลิ ง ลิ ง จุล ลนันทิยะยัง ไม่กล้ าไว้ ใจแต่ก็จํ าต้ องยอมให้ เป็ นไปตามนี เ้ พราะนี เ้ ป็ น ความหวังเดียวที่มารดาจะรอดชีวิตได้ ลิงจุลลนันทิยะจึงเสี่ยงเดิมพันเอานํ ้าใจจากนายพราน นายพรานปล่อยธนูยิงแสกหน้ าลิงจุลลนันทิยะ แล้ วขึ ้นพาดสายธนูยิงลิงแก่ชราตาบอด หาบลิงทัง้ 3 กลับ บ้ า น เมื่ อ มาถึ ง บริ เ วณบ้ า นของตนก็ ห าบ้ า นไม่ เ จอเสี ย แล้ ว ชาวบ้ า นแถวนัน้ เดิน ผ่า นมา เล่ า เหตุการณ์ให้ ฟังว่า เมื่อสักครู่มีสายฟ้าเพิ่งฟาดตกลงมาที่บ้านหลังนี ้จนไฟไหม้ ไปทังบ้ ้ าน ภรรยาและลูกทัง้ สองของเจ้ าของบ้ านถูกครอกตายจนหมดสิ น้ นายพรานมิได้ ยินเสียงสายฟ้าฟาดเพราะเสียงนันดั ้ งในเวลา เดียวกับเสียงปล่อยสายธนูครัง้ สุดท้ ายพอดี.. นายพรานถูกความเศร้ าโศกรุ มเร้ าไปทัว่ ทุกขุมขนจนกลายเป็ นคนวิกลจริ ตอย่างหนัก ทิ ้งหาบลิง และคันธนูประคองแขนรํ่ าไห้ ผ้าผ่อนหลุดร่อนวิ่งเข้ าไปในบ้ าน ขื่อก็หกั ตกลงมาถูกศีรษะแตก แผ่นดินก็แยก ช่องออก เปลวไฟได้ แลบขึ ้นมาจากอเวจีมหานรกรัดบุรุษชัว่ ช้ าลงไปในพริ บตา ขณะที่ศีรษะของนายพราน กําลังจะจมลงปฐพี นายพรานพลันได้ สตินกึ ถึงคําของอาจารย์ได้ แล้ วตะโกนทิ ้งท้ ายออกมาจากช่องแผ่นดิน ก่อนที่จะปิ ดลงว่า.. อาจารย์ได้ เตือนเราแล้ วว่าอย่าทํากรรมชัว่ จะเดือดร้ อนทีหลัง โอ..ใครทํากรรมใดไว้ ย่อม ได้ รับกรรม นัน้ ทํากรรมดียอ่ มเสวยผลดี ทํากรรมชัว่ ย่อมรับผลชัว่ ช้ าลามก เราหว่านพืชเช่นไรได้ ผลเช่นนันจริ ้ งๆ” กล่าวจบก็หบุ ลงไปในแผ่นดินเข้ าสูอ่ ีกภพหนึง่ ทันที..เป็ นอเวจีมหานรก! ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุม ชาดกว่า พรานครัง้ นันมาเป็ ้ นเทวทัต อาจารย์ทิศาปาโมกข์มาเป็ นสารี บุตร จุลลนันทิยวานรมาเป็ นอานนท์ มารดาวานรมาเป็ นมหาปชาบดีโคตรมี ส่วนมหานันทิยวานรมาเป็ นตถาคต แล จากชาดกเรื่ องนี ้ บุตรทังสองยิ ้ นดีที่จะสละลาภยศหมดสิ ้น เพื่อมาดูแลและมอบความสุขให้ แก่ มารดาจนวาระสุดท้ าย แม้ มีความตายอยู่ตรงหน้ าก็ไม่ทอดทิ ้งมารดา มัน่ คงอยู่ในพระคุณของมารดายิ่ง กว่าชีวิตของตน ลิง 2 พี่น้องประพฤติได้ ตลอดต่อเนื่อง ไม่ยกั เยื ้องแปรผันจนเกิดเป็ น “สัจจะ” ต่อกตัญํู กตเวทิตาธรรม คือ ทําจริงไม่ทําเล่น ประพฤติตรงไม่คดเฉไฉ และมีธรรมแท้ แม้ ตายก็ไม่ทิ ้งธรรม เรื่ องความกตัญํูกตเวที มีข้อพึงสังเกตว่า จะดูคนแท้ หรื อคนเก๊ พึงดูว่าเลี ้ยงพ่อแม่หรื อไม่ ถ้ ากับ พ่อแม่ยัง ไม่เห็นแม้ แต่จ ะเห็นพระคุณท่านก็เนรคุณคนได้ ทัง้ โลก ในทางกลับกัน หากบุคคลใดรู้ คุณอัน เล็กน้ อยที่ผ้ อู ื่นกระทําแก่ตนได้ เขาย่อมเห็นพระคุณของบิดามารดาได้ เช่นกัน บางคนในโลกมัวแต่ติดอยู่กบั ภารกิจ กระทัง่ ติดในลาภสักการะ จนละเลยบิดามารดาผู้ซึ่งเลี ้ยงตนมา ปล่อยให้ ท่านอยู่อย่างว้ าเหว่เปล่า เปลี่ยวไม่เหลียวแลไปจนถึงการทอดทิ ้งท่านเหมือนตายจากกันไป บุคคลประเภทนี ้ไร้ สจั จะอย่างยิ่ง เพราะ ได้ ทําลาย “ธาตุแท้ ” ในตัวให้ หมดไป ไม่อาจทําคุณให้ แก่ใครและแก่โลกนี ้ได้ อีก แม้ จะมีชีวิตอยู่นบั 100 ปี ก็เป็ นคนตายแล้ ว คงไว้ แต่ลมหายใจที่เหลืออยูใ่ นกายเสมือนดัง่ ซากมนุษย์นนเอง ั้


“นิสัยกตัญญูกตเวทิตาต่ อบุพการี ,จริงต่ อธรรมและรั กธรรมมากกว่ าชีวิตตน” ทังหมดนี ้ ้จึง นับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.13 หัวใจบัณฑิต13 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก ภิกษุสนทนากันที่ธรรมสภาว่า สมเด็จพระชินสีห์ทรงยํ่ายีถ้อยคํากล่าวร้ าย ของผู้อื่นด้ วยอานุภาพแห่งพระปั ญญาของพระองค์ ทรงทรมานให้ หมดพยศแล้ วให้ ตงอยู ั ้ ่ในสรณะและศีล ดําเนินสู่อมตมหานิพ พาน พระจอมมุนีเสด็จ มา ทรงทราบเรื่ องที่ ภิกษุ สนทนาแล้ วตรัสว่า ข้ อที่ตถาคต ได้ บ รรลุพ ระโพธิ ญ าณแล้ ว แนะนํ าชนทัง้ หลายได้ เ ช่นนี ไ้ ม่น่า อัศจรรย์ ตถาคตเมื่ อกํ า ลัง แสวงหาพระ สัพพัญํุตญาณในภพก่อนก็ยํ่ายีถ้อยคําที่คนอื่นกล่าวให้ ร้ายเหมือนกัน เมื่อภิกษุทูลอาราธนาแล้ วจึงทรง นําเรื่ องอดีตมาดังนี ้.. อดีตกาลนานมาแล้ ว มีพระราชานามว่าธนัญชัยโกรพยราช พระองค์ทรงมีอํามาตย์ชื่อวิธุรบัณฑิต ดํารงตําแหน่งผู้ถวายอรรถธรรม วันหนึ่ง ขณะที่ พ ระราชาทรงเล่นสกา จู่ ๆ ก็ มี บุรุ ษหนุ่ม ผู้หนึ่ง มาปรากฏตัวขอท้ าเล่น สกากับ พระองค์ ชายหนุ่มผู้นี ้พกแก้ วมณีวิเศษและม้ าอัศจรรย์มาเป็ นของเดิมพัน แล้ วทูลถามพระราชาว่าจะให้ อะไรตนเป็ นของเดิมพัน พระราชาทรงยินดีให้ ชายหนุ่มเลือกเอาของทังหมดได้ ้ ตามความพอใจ โดยยกเว้ น ตัวพระองค์กับพระมเหสีและเศวตฉัตรเท่านัน้ จากนันพระราชาจึ ้ งรับสัง่ ให้ อํามาตย์จดั แจง โรงสกาทันที พระองค์ ท รงทอยลูกสกาไปอย่า งมั่น พระทัย ว่า พระองค์ ต้ อ งทรงชนะอย่า งแน่น อน แต่พ ระราชาแพ้ ! ชายหนุ่มหัวเราะเริ งร่ า พระราชาไม่เคยเล่นแพ้ ใครมาก่อนจึงให้ อปั ยศอดสูพระทัยยิ่งนัก ตรัสให้ ชายหนุ่ม เลือกเอา ช้ าง ม้ า โค แก้ วมณี รัตนสมบัตทิ งหลายไปได้ ั้ ตามความพอใจ แต่บรุ ุษหนุ่มนี ้กลับขอเพียงสิ่งเดียว คือ วิธุรบัณฑิต! พระราชาทรงปฏิเสธทันที ตรัสว่า.. “วิธุรบัณฑิตเป็ นเช่นกับตัวเรา! เราให้ เจ้ าไม่ได้ หรอก!” พระราชาทรงให้ บุรุษหนุ่มเลือกอย่างอื่นแทน แต่ชายหนุ่มก็ยืนยันไม่ยอมเลือกอย่างอื่นเด็ดขาด กลับเลือกเอาวิธุรบัณฑิตแทนอย่างอื่นทังหมด ้ พร้ อมทังกล่ ้ าวว่า.. “ป่ วยการที่จะโต้ เถียงกัน ! เราไปถามท่านวิธุรบัณฑิตกันดีกว่า ว่าจะตัดสินยังไง? ถ้ าวิธุรบัณฑิต ตอบอย่างไรก็ตกลงตามนัน้ พระองค์จะตกลงไหม?” พระราชารับคํา ทังสองจึ ้ งมุง่ ตรงไปยังโรงธรรมสภา วิธุรบัณฑิตลงมาถวายบังคมพระราชา บุรุษนัน้ ได้ กล่าวว่า..

13

วิธุรชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 64 หน้า 296-350


“ท่านบัณฑิต! กิตติศพั ท์ท่านระบือลือไกลไปว่าท่านนันตั ้ งอยู ้ ่ในธรรมย่อมไม่พูดเท็จแม้ ต้องตาย วันนีเ้ ราจะเห็นว่าสมคํารํ่ าลือหรื อไม่ ? วันนีพ้ ระราชาทรงแพ้ พนันข้ าพเจ้ า ข้ าพเจ้ าเลือกท่านเป็ นรางวัล ท่านเห็นสมควรอย่างไร?” วิธุรบัณฑิตทูลถามกติกาจากพระราชาแล้ วลงความเห็นว่า บุรุษนีส้ มควรได้ ตนไปโดยชอบธรรม บุรุษหนุม่ ปรบมือเริงร่ากล่าวว่า.. “วิธุรบัณฑิตเป็ นปราชญ์ แต่พระราชาไม่ทรงตังอยู ้ ใ่ นธรรม ไม่ทรงยอมให้ วิธุรบัณฑิตแก่ข้าพเจ้ า” พระราชาทรงโทมนัสที่เห็นวิธุรบัณฑิตไม่เห็นแก่พระองค์บ้างเลย กลับเห็นแก่ชายหนุ่มที่ เพิ่งเห็นกัน เป็ นครัง้ แรก ทรงเคืองพระทัยจึงตรัสแก่บรุ ุษนันว่ ้ า.. “ถ้ าอย่างนันเชิ ้ ญท่านรับเอาวิธุรบัณฑิตไปตามความชอบใจเถอะ!” แต่พระราชาก็ยงั ทรงอาลัยอาวรณ์วิธุรบัณฑิตอยู่ในพระทัยลึก ๆ ทรงเสียดายว่าต่อไปนี ้จะไม่ได้ ฟัง ธรรมจากท่านบัณฑิตอีกแล้ ว ทรงขอให้ วิธุรบัณฑิตพักอยู่ก่อนสักคืนหนึ่งเพื่ออยู่แสดงธรรมก่อน จากนันได้ ้ ตรัสเชิญวิธุรบัณฑิตให้ นงั่ เหนือบัลลังก์แล้ วตรัสถามว่า.. “ท่านวิธุรบัณฑิต คฤหัสถ์ผ้ คู รองเรื อนประพฤติอย่างไรจึงจะปลอดภัย ? คนเราจะสงเคราะห์ตอ่ กัน ได้ อย่างไร? และจะไม่เบียดเบียนกันได้ อย่างไร? การกล่าวคําสัตย์เป็ นอย่างไร? เมื่อตายไปแล้ วทําอย่างไร จึง จะไม่เศร้ าโศก?” วิธุรบัณฑิตทูลตอบพระราชาก่อนลาจากว่า.. “คนที่มีครอบครัวไม่ควรคบหาภรรยาผู้อื่นโดยเด็ดขาด ไม่ควรทานอาหารอร่ อยแต่เพียงผู้เดียว ควรแบ่งปั นให้ ผ้ อู ื่นด้ วย ไม่ควรพูดเรื่ องที่ไม่เป็ นประโยชน์อันเป็ นทางเสื่อมที่มิได้ ให้ ทางสวรรค์และนิพพาน เพราะถ้ อยคําเช่นนันไม่ ้ ทําให้ ปัญญาเจริ ญได้ เลย ผู้ครองเรื อนต้ องมีศีล ประพฤติดี มีมารยาท ไม่ประมาท ฉลาดรู้ เหตุร้ ู ผลและอ่อนน้ อมถ่อ มตน ไม่เ ป็ นคนตระหนี่ มี วาจาน่าคบหาและใฝ่ หาความสงบเสงี่ ย ม เรี ยบร้ อย อ่อนโยน เป็ นคนมีเมตตา สงเคราะห์มิตรสหาย จําแนกแจกจ่ายทาน บํารุงสมณพราหมณ์ด้วย ข้ าวนํ า้ ทุกเมื่ อ เป็ นผู้เชื่ อฟั ง ธรรม ใคร่ ในธรรม ทรงจํ าธรรมะไว้ ได้ รู้ จักไต่ถามผู้ทรงศีลอย่างสมํ่ าเสมอ ไม่เป็ นคนกระด้ างมีความเคารพ หากประพฤติจนจบได้ เช่นนี ้จึงจะปลอดภัย คนเราจะสงเคราะห์ต่อกันได้ อย่างนี ้ จะไม่เบียดเบียนกันโดยประการที่ว่ามาแล้ วนี ้ ผู้ปฏิบตั ิตามนี ้แลชื่อว่ากล่าวคําสัตย์ เมื่อละโลกนี ้ไป แล้ วจะไม่เศร้ าโศกเลย พระเจ้ าข้ า” วิธุรบัณฑิตกล่าวจบก็ทลู อําลาพระราชาแล้ วตามบุรุษหนุม่ ผู้เป็ นนายใหม่ไป วิธุรบัณฑิตขอผัดผ่อน เวลาชายหนุ่มเพื่อจัดการธุระบางอย่างให้ เสร็ จ ได้ ชวนบุรุษหนุ่มให้ พกั บ้ านของตนก่อนสัก 3 วันเพื่อขอ โอกาสสัง่ สอนบุตรภรรยาก่อนจากกันไปตลอดกาล บุรุษหนุม่ ได้ ฟังเหตุผลดังนันก็ ้ ยินยอมตาม อีกประการก็ นึกอยากตอบแทนคุณที่วิธุรบัณฑิตตัดสินให้ ตนชนะด้ วย บ้ านของวิธุ รบัณ ฑิตมี แ ต่ช้ างและม้ าอาชาไนยเต็ม ไปหมด ยัง มี ปราสาท 3 หลัง สํ าหรั บ 3 ฤดู วิธุรบัณฑิตเชิญบุรุษนันมาพั ้ กในปราสาทหลังที่ดีที่สดุ พร้ อมทังบํ ้ ารุงข้ าว นํ ้า ดนตรี สิ่งบันเทิงเริ งสุขทุกชนิด


เพื่อมิให้ แขกต้ องเบื่อหน่าย จากนันก็ ้ กลับห้ องของตน ให้ ภรรยาไปตามทุกคนในบ้ านมารวมตัวกันที่ห้องโถง ใหญ่ แจ้ งข่าวถึงการพบกันครัง้ นีเ้ ป็ นครัง้ สุดท้ าย ภรรยานํา้ ตานองหน้ าเรี ยกหาทุกคนด้ วยใจเลื่อนลอย วิธุรบัณฑิตเห็นบุตรธิดามาแล้ วก็ให้ เกิดสิเน่หา นํ ้าตาไหลพรากกอดจูบลูบศีรษะอย่างอาลัยรัก จากนันก็ ้ เล่า เรื่ องทังหมดให้ ้ ทกุ คนทราบ แล้ วกล่าวว่า.. “ครั ง้ นี ้ พ่อ มาเพื่ อ สอนสั่ง สร้ างเครื่ อ งป้ องกัน ให้ แ ก่ลูก ๆ ทัง้ หลายหากพระราชาทรงต้ อ งการ กัลยาณมิตรแล้ วมาตรัสถามลูกทังหลายว่ ้ าพ่อพรํ่ าสอนอันใดไว้ บ้าง ลูก ๆ จะได้ แนะนําพระองค์ได้ ถกู ทาง ไม่ตดิ ขัด เมื่อพระราชาตรัสอย่างพอพระทัยว่าให้ พวกเจ้ าทังหลายจงมานั ้ ง่ อาสนะเสมอกันกับเราเถิด พวก เจ้ าจงจําไว้ เลยว่า! ไม่มีมนุษย์คนไหนจะมีชาติค่คู วรกับพระราชา พวกเจ้ าอย่าขึ ้นนัง่ ตีเสมอพระองค์เป็ น เด็ดขาด ข้ อนี ้สําคัญนะลูก” ลูกทังหลายต้ ้ องถวายบังคมกราบทูลพระองค์ว่า .. ข้ าแต่พระองค์ผ้ ปู ระเสริ ฐ พระองค์อย่าได้ รับสัง่ อย่างนัน้ เลยพระเจ้ าข้ า สิ่งนี ้มิใช่ธรรมเนียม ขอเดชะ ข้ าพระองค์ทงหลายนั ั้ น้ มีชาติตํ่าต้ อย ไม่สมควรมี อาสนะเสมอด้ วยพระองค์ผ้ สู งู ศักดิเ์ ลย เปรี ยบเหมือนสุนขั จิ ้งจอกที่มีชาติตํ่าต้ อยจะมีอาสนะเสมอด้ วยพญา ไกรสรราชสีห์นนหาสมควรไม่ ั้ พระเจ้ าข้ า ทุกคนในบ้ าน มีภรรยา บุตรชาย บุตรสะใภ้ ญาติทงหลาย ั้ และทาสกรรมกรทังหมดนั ้ ง่ ฟั งนิ่งเงียบ นํ ้าตาไหลพรากไม่ขาดสาย วิธุรบัณฑิตเห็นสภาพดัง่ นี ้เริ่มจะมีใจหดหู่ จึงกล่าวต่อว่า.. “พวกเราทังหลายอย่ ้ าได้ วิตกไปเลย อย่าเศร้ าโศกพรํ่ าพิไรรํ าพันกันนักเลย สังขารทังปวงไม่ ้ เที่ยง ไม่ยงั่ ยืนมีความแปรปรวนไปเป็ นธรรมดา โลกสมมุติยศขึ ้นมาย่อมมี วิบตั ิเป็ นที่สุด บัดนี ้เราจะแสดงจริ ยา วัตรของผู้รับใช้ พระราชาคือ ราชวสดีธรรม อันเป็ นเหตุให้ เกิดยศแก่พวกเจ้ า พวกเจ้ าจงตังใจสดั ้ บราชวสดี ธรรมนี ้ให้ ดีนะ.. ผู้เข้ าไปสู่ราชสกุลโดยพระราชาไม่ทรงทราบย่อมไม่ได้ ยศ ราชเสวกไม่ควรกล้ าเกินไป ไม่ควรขลาดเกินไป ควรไม่ประมาทในกาลทุกเมื่อ เมื่อใดพระราชาทรงทราบความประพฤติที่ดี มีปัญญา ความซื่อตรงบริ สทุ ธิ์ ของราชเสวกนัน้ เมื่อนันย่ ้ อมทรงวางพระทัยและไม่ทรงปิ ดบังความลับ ราชเสวกที่พระราชามิได้ เรี ยกใช้ อย่าพึงหวัน่ ไหวน้ อยใจ ต้ องรักษาความดีให้ เที่ยงตรงเหมือนตราชู ไม่ยบุ ลงไม่ฟขู ึ ้น ราชเสวกพึงตังใจทํ ้ าราชกิจทุกอย่างให้ เสมอต้ นเสมอปลาย ฉลาดในราชกิจที่พระราชาตรัส ใช้ ให้ มีความขยันทังกลางวั ้ นและกลางคืน อย่าหวัน่ ไหวในราชกิจนัน้ ๆ หนทางใดที่เขาตบแต่งไว้ สําหรับ เสด็จ พระราชดําเนิน แม้ พระราชาทรงอนุญาต ราชเสวกก็ไม่ควรเดินทางนัน้ ทําเช่นนี ้แล้ ว ราชเสวกนันจะ ้ อยูใ่ นราชสํานักได้ ราชเสวกไม่พงึ ใช้ สมบัตทิ ดั เทียมกับพระราชาในกาลทุกเมื่อ ควรเดินข้ างหลังในทุกกรณี ไม่ใช้ สอย ประดับประดาเสื ้อผ้ า มาลา เครื่ องลูบไล้ ทดั เทียมกับพระราชา และต้ องไม่ประพฤติอากัปกิริยาหรื อพูดจา ทัดเทียมเลียนแบบพระราชาเป็ นอันขาด! ควรทําอากัปกิริยาเป็ นอย่างอื่นไป


เมื่อพระราชาทรงพระสําราญอยู่กับหมู่อํามาตย์ซึ่งมีพระสนมกํานัลมาเฝ้าล้ อมรอบอยู่ ราชเสวก ต้ องไม่ทําการสนิทสนมในพระสนมกํานัลเหล่านัน้ ไม่ควรเป็ นคนฟุ้งซ่าน หรื อคะนองกายและ วาจา พึงมี ปั ญญาเป็ นเครื่ องรักษาตน ต้ องสํารวมอินทรี ย์ สมบูรณ์ด้วยการตังใจไว้ ้ ดี อย่ามองดูอวัยวะน้ อยใหญ่ของ พระราชา และไม่มองหาดูตําหนักนางสนมกํานัลของพระราชานัน้ ไม่ควรผูกพันเล่นหัว เจรจาปราศรัยในที่ ลับกับพระสนมกํานัลใน มิให้ หยิบเอาทรัพย์จากพระคลังหลวง ไม่มวั ห่วงการหลับนอน ไม่ดื่มสุราจนเมา มาย และไม่ฆา่ เนื ้อในสถานที่พระราชทานอภัยโทษ ราชเสวกต้ องไม่ขึ ้นร่วมพระตัง่ ราชบัลลังก์ พระราชอาสน์ เรื อและรถพระที่นงั่ ด้ วยอาการทะนงตน ว่าเป็ นคนโปรดปราน ไม่ควรเฝ้าให้ ไกลนักหรื อใกล้ นกั ควรยืนเฝ้าพอให้ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นถนัดและ พอจะได้ ยิ น ชัด ในพระราชดํ า รั ส ไม่ค วรวางใจว่า พระราชาทรงเป็ นเพื่ อ นของเราหรื อเป็ นคู่กัน กับ เรา พระราชาทังหลายย่ ้ อมทรงพิโรธได้ เร็ วไวเหมือนผงเข้ านัยน์ตา ราชเสวกไม่ควรถือตัวว่าเป็ นปราชญ์ ราช บัณฑิตที่พระราชาทรงไว้ ใจบูชา ไม่ควรเพ็ดทูลคําหยาบคายกับพระราชา ท่ามกลางบริ ษัท ไม่พูดถ้ อยคํา เป็ นเหตุให้ พระราชาทรงพิโรธ ราชเสวกผู้ได้ รับพระราชทานเป็ นคนพิเศษให้ เข้ าประตูได้ ก็อย่าได้ วางใจ ถ้ าไม่ได้ รับราชอนุญาตอย่าเพิ่งเข้ า ไป พึงสํารวมตนทุกเวลา หากพระราชาจะทรงยกย่องพระราชโอรสหรื อพระราชวงศ์ด้วยกัน ราชเสวกควร นิ่งดูก่อนไม่ควรเพ็ดทูลคุณหรื อโทษโดยเด็ดขาด! เมื่อพระราชาทรงปูนบําเหน็จรางวัลให้ แก่ กรมช้ าง กรม ม้ า กรมรถ กรมเดินเท้ า ตามความชอบในราชการของเขา ราชเสวกไม่ควรทัดทานเขา ราชเสวกพึงโอนไป เหมือนคันธนูและลูไ่ หวตามลมเหมือนลําไผ่ อย่าได้ ทลู ทัดทานความดีความชอบเขา ราชเสวกต้ องเป็ นผู้มีท้องน้ อยเหมือนคันธนู รู้ประมาณในอาหาร มีปัญญาเครื่ องรักษาตน เป็ นคน องอาจ ไม่มวั เมาในหญิ งซึ่งเป็ นเหตุให้ สิ ้นเดช มีเพทภัยประสบโรคมากมาย ยังให้ กระวนกระวายและอ่อน กําลัง ราชเสวกไม่พูดมากเกินไปและไม่ควรนิ่งทุกเมื่อ ไม่พรํ่ าเพรื่ อ เมื่อถึงเวลาควรเปล่งวาจา ก็เปล่งให้ พอประมาณ อ่อนหวาน พูดคําจริ ง ไม่มกั โกรธ ไม่กระทบกระเทียบ ไม่ส่อเสียด และไม่ควรพูดถ้ อยคําอัน เพ้ อเจ้ อ ราชเสวกพึง เลี ย้ งดูม ารดาบิดา ประพฤติอ่อนน้ อ มต่อผู้เจริ ญ ในตระกูล เพิ่ ม พูนหิ ริโ อตตัป ปะ มีศิลปะ ฝึ กตน เป็ นคนอ่อนโยน ทําตนมีประโยชน์ อย่าประมาท สะอาดหมดจด เป็ นคนขยัน เคารพยํา เกรงผู้ใหญ่ สงบเสงี่ ยม อยู่ร่วมกันอย่างเป็ นสุข เว้ นห่างไกลจากทูตที่มาเกี่ ยวกับความลับ พึง ดูแลแต่ เจ้ านายของตน ไม่ควรพูดเรื่ องลับของเจ้ านายในสํานักของพระราชาอื่น ราชเสวกผู้หวังความเจริ ญแก่ตนพึง เข้ าไปสมาคมคบหากับสมณะผู้มีศีลเป็ นพหูสูตโดยเคารพ พึงน้ อมนบรักษาอุโบสถศีล บํารุ งเลี ้ยงสมณะ ถามถึงสิ่งที่เป็ นกุศลและอกุศล ไม่ห้ามทานของพระราชา จัดการงานให้ สําเร็จด้ วยดี ตรวจตราดูลานข้ าวสาลี ปศุสตั ว์และนาเสมอ ๆ พึงตวงข้ าวเปลือกให้ ร้ ูประมาณ มาเก็บไว้ ในฉาง นับบริ วารในเรื อนแล้ วหุงต้ มให้ พอดี ไม่ควรตังบุ ้ ตรธิดา พี่น้องหรื อวงศ์ญาติ ที่ไม่มีศีลเป็ น ใหญ่ คนพาลไม่จัดว่าเป็ นพี่น้องแต่เป็ นเหมือนคนที่ตายไปแล้ ว หากเขาเหล่านันมาหาถึ ้ งสํานักก็ควรให้


ผ้ านุง่ ผ้ าห่มและอาหารไปบ้ าง แต่ต้องตังผู ้ ้ มีศีลและขยันหมัน่ เพียรให้ เป็ นใหญ่ แม้ เขาจะเป็ นทาสกรรมกรก็ ตามที ทัง้ หมดนี ช้ ื่ อ ว่ า ราชวัส ดี ธ รรม เป็ นข้ อ ปฏิ บัติ สํ า หรั บ ราชเสวก นรชนใดประพฤติต ามย่อ มยัง พระราชาให้ โปรดปรานและได้ รับการบูชาในเจ้ านายทังหลายแล” ้ วิธุรบัณฑิตให้ โอวาทบุตรจบก็พาหมู่ญาติไปเข้ าเฝ้าพระราชา ถวายบังคมยุคลบาทด้ วยเศียรเกล้ า ทําประทักษิณพระราชาแล้ วประคองอัญชลีกราบบังคมทูลว่า.. “ข้ าแต่พ ระองค์ผ้ ูประเสริ ฐ ! ขอพระองค์ไ ด้ ทรงพระกรุ ณาเอาพระทัยใส่ดูแลบุตรภรรยาของข้ า พระองค์ด้วยเถิด ข้ าพระองค์ถวายบังคมลาไปแล้ ว ขอพระองค์จงอดโทษแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด” “ท่านบัณฑิต เราไม่อยากให้ ทา่ นไปเลย เราจะสัง่ ให้ เอาบุรุษนันไปฆ่ ้ าก็แล้ วกัน ท่านอย่าไปเลยนะ” พระราชาตรัสด้ วยทรงพระอาลัย ทังก็ ้ ขนุ่ เคืองพระทัยในบุรุษนัน้ “อัธยาศัยเช่นนี ้มิบงั ควรแก่พระองค์เลย พระเจ้ าข้ า พระองค์อย่าทรงตังพระราชหฤทั ้ ยในอธรรมเลย ขอจงประกอบในอรรถและธรรมเถิด อกุศลกรรมไม่ประเสริ ฐ บัณฑิตติเตียน จะต้ องตกนรกในภายหลัง ข้ า แต่พระจอมประชาชน ข้ าพระองค์ขอกราบทูลลาไปแล้ วนะ พระเจ้ าข้ า” ก่อนจากไป วิธุรบัณฑิตได้ ไปสอนสัง่ นางสนมกํานัลและข้ าราชบริ พารต่าง ๆ ถึงแนวทางปฏิบตั ิตอ่ พระราชาแล้ วออกจากวังไปอําลาชาวเมืองที่มาส่ง เมื่อเห็นบุตรคนโตมารอส่งอยู่หน้ าบ้ านก็มิอาจกลัน้ โศกาดูรไว้ ได้ นํ ้าตาไหลพรากสวมกอดบุตรแล้ วเดินเข้ าบ้ าน บุรุษหนุม่ จึงกล่าวกับวิธุรบัณฑิตว่า “เรารี บไปกันเถอะ! เพราะหนทางข้ างหน้ ายังอีกไกลนะท่าน ท่านจับหางม้ าอาชาไนยของเราตัวนี ้ไว้ ให้ ดี ๆ ก็แล้ วกัน!” วิธุรบัณฑิตกระชับผ้ า จับหางม้ า เอาขาเกี่ ยวสองขาหลังม้ าไว้ แน่นแล้ วให้ สญ ั ญาณบุรุษนันออก ้ เดินทางได้ บุรุษหนุ่มกระตุกม้ า พริ บตานันม้ ้ ามโนมัยสินธพกระชากพาวิธุรบัณฑิตเหาะขึ ้นฟ้าท่ ามกลาง สายตาที่ตื่นตะลึงของชาวเมืองที่มาส่ง ชาวเมืองยืนตะลึงตาค้ าง มิใช่ตะลึงที่ม้า แต่ตะลึงที่ชีวิตของวิธุร บัณฑิต! การมาโดยลักษณะนีแ้ ละไปด้ วยอาการเยี่ยงนี ้ จากประสบการณ์ ชาวเมืองพอจะคาดเดาได้ ไม่ ยาก บุรุษนันย่ ้ อมเป็ นใครอื่นไปได้ ยากนอกเสียจากยักษ์ ! ชาวเมืองพากันครํ่ าครวญหวลไห้ รํ าพันกันเป็ น การใหญ่ วิ่งไปกราบทูลพระราชาว่าบุรุษนันเป็ ้ นยักษ์ ตา่ งพากันบ่นพรํ่ าเพ้ อไปตามหนทาง บุรุษหนุม่ ได้ กลายร่างเป็ นยักษ์จริงดังชาวเมืองคาดการณ์ ยักษ์คดิ ว่า.. “เราจะทุบวิธุรบัณฑิตให้ ตายแล้ วทิ ้งซากไว้ เอาแต่หวั ใจไปยังนาคพิภพ มอบให้ แก่พระนางวิมลา นาคเทวี” ยักษ์ หมายใจว่าจะขี่ม้ากระชากวิธุรบัณฑิตให้ ชนต้ นไม้ หรื อชนภูเขาจนตายแล้ วค่อยควักเอาหัวใจ แต่พอโฉบไปถึงที่หมาย ต้ นไม้ ก็แหวกออก ภูเขาก็โหว่ออกหมด ยักษ์ ควบม้ ากลับไปกลับมาก็ไม่มีทีท่าว่า จะกระแทกวิธุรบัณฑิตได้ เลย ยักษ์ หนั กลับมาดู วิธุรบัณฑิตยังคงยืนสงบนิ่งหน้ าตาผ่องใส ยักษ์ โกรธควบ ม้ าวิ่งฝ่ าลมพายุร้ายหมายให้ ลมหวนวิธุรบัณฑิตเป็ นจุณ แต่ลมกลับวืดไปอย่างไม่นา่ เชื่อ!


ยักษ์ ยงั ไม่อยากฆ่าวิธุรบัณฑิตด้ วยมือตนเองเพียงแค่คิดข่มขู่ให้ ตกใจตายก็เพียงพอ จึงแปลงร่าง ให้ ใหญ่โตจนน่ากลัวแล้ วผลักวิ ธุรบัณฑิตล้ มลม จับเท้ าทัง้ สองกระชากเข้ ามาในปากทําท่าจะเคี ้ยว วิธุร บัณฑิตไม่มีอาการหวาดเสียวกลับสงบนิ่งเหมือนจะรู้ว่าตกใจกลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทําร้ ายตัวเอง ให้ ทกุ ข์ใจไม่เป็ นสุข และวิธุรบัณฑิตก็ไม่สํานึกเสียใจเลยที่ตนได้ รักษาคําสัตย์ให้ เจ้ านายแล้ วต้ องมาจบชีวิต ลงเช่นนี ้ยักษ์โมโหตะโกนเสียงดังสนัน่ ปานเมฆคํารามกระแทกใส่วิธุรบัณฑิตหมายให้ สะดุ้งตกใจจนอกแตก ตายแต่ก็ไม่เป็ นผล ยักษ์ จบั เท้ าวิธุรบัณฑิตกวัดแกว่งแล้ วเหวี่ยงลงดินเต็มแรงจนจมลงดินลึกถึง 15 โยชน์ แล้ วยกเท้ าขึ ้นมองดูหน้ าวิธุรบัณฑิต เห็นว่ายังไม่ตายจึง เหวี่ยงลงไปใหม่ถึง 3 ครัง้ แล้ วจับเท้ าขึ ้นมามอง หน้ าวิธุรบัณฑิตก็เห็นว่ายังคงแจ่มใสอยู่เหมือนเดิม วิธุรบัณฑิตถูกจับห้ อยหัวอยู่ขณะนันเริ ้ ่ มกล่าวขึ ้นแล้ ว ว่า.. “ท่านนี ้รูปงามแต่ใจทรามหางามไม่ ท่านคล้ ายเป็ นคนสํารวมแต่ไม่สํารวมเลย ท่านทําสิ่งหยาบช้ า ไร้ ประโยชน์ มีแต่โทษมากมาย กุศลสักอย่างหนึ่งยังมีอยู่ในจิตใจท่านอยู่อีก หรื อ? ท่านจะโยนข้ าพเจ้ าลง เหวเพื่ออะไรกัน? แล้ วตัวท่านเป็ นใคร?” “เราเป็ นยักษ์ ชื่อปุณณกะ! เราต้ องการธิดาสาวสวยของพระยาวรุ ณนาคราช พระองค์ต้องการให้ เรานํ า หัว ใจของท่า นไปให้ พ ระนางวิ ม ลามเหสี ข องพระองค์ แล้ ว จะยอมยกธิ ด าให้ แ ก่ เ รา ฉะนัน้ เรา จําเป็ นต้ องฆ่าท่านแล้ วเอาหัวใจท่านไปให้ ได้ ” ยักษ์ตอบ วิธุรบัณฑิตได้ ฟังแล้ วตรองดูก็ทราบทันทีว่า.. “แท้ จริง! พระนางวิมลาจะต้ องการหัวใจของเราจริ ง ๆ ก็หาไม่ ทังนี ้ ้เพราะพระยาวรุณนาคราช เคย มาฟั งธรรมจากเราแล้ วคงกลับไปเล่าให้ พระนางฟั ง พระนางอยากพบเราเพื่อฟั งธรรมบ้ างต่างหาก แต่ พญานาคราชกลับไม่ร้ ูนํ ้าพระทัยของพระนาง กลับให้ ยกั ษ์มาฆ่าเราเสีย” ครานัน้ วิธุรบัณฑิตได้ กล่าวกับยักษ์ตอ่ ไปว่า.. “ข้ าพเจ้ านีท้ ราบสาธุนรธรรม ก่อนที่ข้าพเจ้ าจะตายลง ท่านจงนําข้ าพเจ้ าไปนั่งบนยอดเขา แล้ ว ตังใจฟั ้ งสาธุนรธรรมก่อนแล้ วค่อยฆ่าเราก็ยงั ไม่สาย” ยักษ์คดิ ว่า.. สาธุนรธรรมนี ้คงจะยิ่งใหญ่ไม่น้อย ท่านบัณฑิตน่าจะยังไม่เคยแสดงไว้ แก่ใครมาก่อน เป็ นแน่” จึงตกลงที่จะฟั งธรรม ยักษ์ ได้ ยกวิธุรบัณฑิตขึน้ ไปนัง่ บนยอดเขาบรรพตเชิญให้ แสดงธรรมนันออกมา ้ แต่วิธุรบัณฑิตมี เนื อ้ ตัวสกปรกประสงค์จ ะอาบนํ า้ ชําระกายเสี ยก่อน ยักษ์ จึง นํ านํ า้ และอาหารมาให้ อาบ ดื่ม จนพอแก่ ต้ องการ วิธุรบัณฑิตจึงได้ เริ่มกล่าวออกมาว่า.. “ท่านยักษ์ ! จงฟั งให้ ดี 1. ท่านจงเดินไปตามทางที่ท่านเดินไปแล้ ว 2. ท่านจงอย่าเผาฝ่ ามือที่ชุ่ม 3. ท่านจงอย่าประทุษร้ ายในหมูม่ ิตร 4. ท่านจงอย่าตกอยูใ่ นอํานาจของหญิงอสติ” “อย่างไรกันรึ? ขอท่านจงอธิบายเนื ้อความให้ ประจักษ์ซิ!” ยักษ์ถามอย่างฉงน


“ผู้ใดเชือ้ เชิ ญคนที่ไ ม่เคยคุ้นเคยกันทัง้ มิเคยพบเห็นกันให้ นั่งอาสนะ ให้ ข้าว ให้ นํา้ บุรุษควรทํ า ประโยชน์ แก่ผ้ ูนัน้ ตอบแทน บัณ ฑิ ตทัง้ หลายย่อ มกล่าวผู้นัน้ ว่าเดินไปตามทางที่ เดินไปแล้ ว นี ค้ ื อสาธุ นรธรรมที่หนึง่ บุคคลอยูใ่ นบ้ านผู้ใดแม้ เพียงคืนเดียว ทังยั ้ งได้ ข้าวและนํ ้าด้ วย ยิ่งไม่ควรคิดร้ ายต่อผู้นนแม้ ั ้ ด้ วยใจ ผู้คดิ ร้ ายชื่อว่าเผาฝ่ ามืออันชุม่ และชื่อว่าประทุษร้ ายมิตร นี ้คือสาธุนรธรรมที่สอง บุคคลนัง่ หรื อนอนในร่ มเงาของไม้ ใดไม่ควรหักรานกิ่งของร่ มไม้ นนั ้ เพราะผู้ประทุษร้ ายมิตรเป็ น คนชัว่ ช้ า นี ้คือสาธุนรธรรมที่สาม หญิงที่สามียกย่องบูชายังกลับมาดูหมิ่นสามีนนได้ ั ้ ดังนันบุ ้ คคลไม่ควรตกอยู่ในอํานาจของหญิ ง แล้ วทําความชัว่ นี ้คือสาธุนรธรรมที่สี่ ท่านจงประกอบด้ วยสาธุนรธรรม 4 ประการนี ้แล้ วจะเป็ นผู้ตงอยู ั ้ ใ่ นธรรม” ปุณณกยักษ์ตริตรองคําพูดของวิธุรบัณฑิตแล้ วพลันรู้สึกถึงความผิดของตนขึ ้นมาทันทีวา่ .. เรานี ้ได้ รับลาภสักการะและยศอันยิ่งใหญ่อยู่ในบ้ านของวิธุรบัณฑิตมาตลอด 3 วัน เรายังประทุษร้ ายท่าน บัณฑิตทําชัว่ เช่นนี ้ได้ ลง โอ..เป็ นเพราะเราอยากได้ สตรี มาโดยแท้ เราถึงได้ ทําร้ ายมิตรผู้ประเสริ ฐถึงเพียงนี ้ เรามิได้ ประพฤติตามสาธุนรธรรมเลย ยักษ์ เกิดหิริโอตตัปปะค่อย ๆ คลายใจจากนางนาคมาณวิกา จึงตกลงใจ คิดว่า.. เอาล่ะ! พอกันที เราจะยอมตัดใจจากนางนาคมาณวิกานัน้ เสียแล้ วหันมาเช็ดนํ ้าตาที่เปื อ้ นใบหน้ าของชาวอินทปั ตตนครให้ เบิกบานใจจะดีกว่า.. ยักษ์กล่าวว่า.. “ข้ าพเจ้ าขอปล่อยท่านกลับบ้ าน ธิดาพญานาคข้ าพเจ้ าไม่ต้องการแล้ ว เพราะคําสุภาษิตของท่าน โดยแท้ ข้าพเจ้ าจึงไม่ฆา่ ท่าน” “อย่าเพิ่งก่อน! ท่านโปรดนําข้ าพเจ้ าไปนาคพิภพก่อ นเถิด ข้ าพเจ้ าเองก็อยากเห็นท้ าววรุ ณผู้เป็ น อธิบดีแห่งนาคและวิมานที่ข้าพเจ้ าไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกัน” วิธุรบัณฑิตกล่าวขอร้ องยักษ์ “ท่านไม่ควรไปดูสิ่งที่ไม่เป็ นประโยชน์ตอ่ ท่าน มันเสี่ยงที่ท่านจะไปยังที่อยู่ของศัตรู ” ยักษ์ รีบกล่าว ทัดทาน “เอาเถิ ด! ข้ าพเจ้ าไม่รังเกี ยจความตาย เพราะข้ าพเจ้ าไม่ไ ด้ ทําชั่วอะไรไว้ อี กประการข้ าพเจ้ า ต้ องการกล่าวแสดงธรรมให้ แก่พญานาคได้ ฟัง ท่านโปรดนําข้ าพเจ้ าไปที่นนที ั ้ เถิด” บัณฑิตกล่าวยืนยันจิต จํานงค์ ปุณณกยักษ์ ไม่ขดั ได้ ให้ วิธุรบัณฑิตนั่งบนหลังม้ าแล้ วควบม้ าบินไป ในใจก็พลางคิดว่า ถ้ าหาก นาคราชเห็นวิธุรบัณฑิตแล้ วมีท่าทีเป็ นมิตรก็ดีไป แต่หากคิดเป็ นศัตรูเราจะอุ้มบัณฑิตขึ ้นม้ าอาชาไนยควบ หนีทนั ที ทันทีที่คดิ จบม้ าก็ได้ มาถึงนาคพิภพแล้ ว ยักษ์เข้ าไปพบพญานาคราช แจ้ งว่า..


“เชิญใต้ ฝ่าละอองธุลีพระบาททอดพระเนตรวิธุรบัณฑิต ผู้แสดงธรรมถวายด้ วยเสี ยงอันไพเราะ เฉพาะพระพักตร์ ณ บัดนี ้ ข้ าแต่มหาราช! การสมาคมกับสัตบุรุษทังหลายย่ ้ อมนําความสุขมาให้ โดยแท้ พระเจ้ าข้ า” นาคราชต้ องการควักหัวใจวิธุรบัณฑิต จ้ องมองดูวิธุรบัณฑิตซึง่ ยืนองอาจนิ่งเฉยอยู่ก็กล่าว อย่างไม่ สบอารมณ์วา่ .. “ท่านบัณฑิต ท่านมาถึงที่แห่งเรา ถูกความตายคุกคามอยู่ตรงหน้ าแล้ ว ทําไมท่านไม่อภิวาทเรา อาการเยี่ยงนี ้ดูไม่สมกับท่านผู้มีปัญญาเลยนะ” “ท่านนาคราช ข้ าพเจ้ ามิได้ กลัวตายและความตายก็ไม่อาจมาคุกคามคนเช่นข้ าพเจ้ าได้ นักโทษ ประหารไม่จําเป็ นต้ องกราบไหว้ เพชฌฆาตมิใช่หรื อ ? แม้ เพชฌฆาตเองก็ไม่มีสิทธิให้ นัก โทษประหารมา กราบไหว้ ตนมิใช่หรื อ? ไฉนคนจะต้ องกราบไหว้ บุคคลผู้ปรารถนาจะฆ่าตนเล่า ผู้ฆ่าจะให้ คนที่ตนฆ่ามา กราบไหว้ ได้ อย่างไรกัน” วิธุรบัณฑิตกล่าว “อืม.. ก็ถกู อย่างที่ทา่ นพูด ท่านพูดจริงทีเดียว” นาคราชกล่าวอย่างพึงใจ “วิมานของฝ่ าพระบาทนี ้เป็ นของไม่เที่ยง ทังฤทธิ ้ ์ ทังความรุ ้ ่งเรื อง ทังกํ ้ าลังวิริยภาพและการเสด็จ อุบตั ิในนาคพิภพได้ มีแล้ วแก่ฝ่าพระบาท วิมานนี ้ทรงได้ มาอย่างไร? เป็ นของเกิดขึ ้นตามธรรมชาติเองหรื อ ฝ่ าพระบาททรงกระทําเอง หรื อเทวดาทังหลายถวายแก่ ้ พระองค์?” บัณฑิตทูลถามนาคราช “วิมานนี ้เราได้ มาด้ วยบุญ เราเป็ นทานบดีได้ บํารุงสมณะพราหมณ์ให้ อิ่มหนําสําราญ ถวายที่นอน ที่พกั อาศัย ผ้ านุง่ ผ้ าห่ม ผ้ าปูนอน ข้ าวและนํ ้าโดยเคารพ” “ถ้ าเช่นนัน้ ขอพระองค์ทรงอย่าประมาท หมัน่ ประพฤติธรรมเพื่อให้ ได้ สิริสมบัตินี ้ต่อไปนาน ๆ เถิด พระเจ้ าข้ า” บัณฑิตกล่าวแนะนํา “ท่านบัณฑิต ในนาคพิภพนี ้ไม่มีสมณพราหมณ์เลย เราจะถวายข้ าวนํ ้าแก่ใครกันเล่า ท่านโปรด บอกหนทางที่เราจะได้ เสวยสมบัตติ อ่ ไปด้ วยเถิด” นาคราชตรัสถามอย่างจนปั ญญา “นาคทัง้ หลายที่เป็ นพระโอรส พระธิดา พระชายา ทัง้ พระญาติแลมิตรสหาย รวมทัง้ บริ วารของ ฝ่ าพระบาทในนาคพิภ พนีย้ ังมี อ ยู่ ขอฝ่ าพระบาททรงเป็ นผู้ไ ม่คิดร้ ายในนาคเหล่านัน้ อยู่เป็ นนิตย์ แล้ ว ฝ่ าพระบาทจะได้ สถิตอยู่ในวิมานนีต้ ลอดพระชนมายุ และจะลุถึงเทวโลกที่สูงกว่านาคพิภพนีอ้ ีก เนื่อง เพราะเมตตาจิตจัดเป็ นบุญยิ่งกว่าทาน พระเจ้ าข้ า” บัณฑิตชี ้หนทางสว่างให้ นาคราช นาคราชทรงสดับธรรมกถาชี ้ทางสว่างแก่ตนแล้ วก็พอพระทัยเป็ นยิ่งนัก ทรงชื่นชมโสมนัส มีพระทัย เต็มตื ้นด้ วยปี ติ ได้ จงู มือวิธุรบัณฑิตไปยังที่อยูข่ องพระชายาแล้ วตรัสว่า.. “น้ องวิมลา พี่มาแล้ ว ทําไมน้ องถึงดูซูบผอมเหลือเกิน .. น้ องไม่ยอมเสวยกระยาหารบ้ างเลยหรื อ น้ องจงดูนี่! ผู้นี ้คือวิธุรบัณฑิตมาถึงแล้ ว จะมาทําความสว่างไสวให้ แก่น้อง เชิญน้ องตังหทั ้ ยฟั งคําของท่าน เถิด การที่จะได้ เห็นท่านอีกเป็ นการหายากนะ”


พระนางวิมลาทอดพระเนตรเห็นวิธุรบัณฑิตเกิดมีพระทัยยินดีโสมนัส ทรงยกพระองคุลีทงสิ ั ้ บขึ ้น อัญชลี วิธุรบัณฑิตได้ แสดงธรรมถวายพระนางเพื่อมิให้ พระนางประมาทในบริ วารชน เป็ นการรักษาสมบัติ ให้ ยืนยาวนานต่อไป พระนางวิมลาเทวีทรงยินดีเป็ นที่ยิ่งที่ได้ สนทนากับวิธุรบัณฑิต จนพระอาการหายจาก ไข้ เป็ นปลิดทิ ้ง เมื่อสนทนากันจบลง วิธุรบัณฑิตก็กล่าวขึ ้นว่า.. “ขอฝ่ าพระบาทจงนําหทัยของข้ าพระองค์ไปตามพระประสงค์เถิด ถ้ าฝ่ าพระบาทไม่ทรงสามารถจะ ฆ่าข้ าพระองค์ ข้ าพระองค์จะควักหัวใจถวายตามพระอัธยาศัยของฝ่ าพระบาทเอง พระเจ้ าข้ า” “ปั ญญาท่านนัน่ เอง! เป็ นดังดวงใจของบัณฑิตทังหลาย ้ เราทังสองยิ ้ นดีด้วยปั ญญาของท่านยิ่งนัก แล้ ว” พระราชาตรัสชื่นชมบัณฑิตแล้ วตรัสกับปุณณกยักษ์วา่ .. “ท่านจงไปส่งวิธุรบัณฑิตสู่แคว้ นกุรุรัฐโดยเร็ วเถิด ป่ านนี ้พระเจ้ าธนัญชัยโกรพยราชคงทรงรอท่าน บัณฑิตนักหนาแล้ ว และเรายินดีจะยกธิดาให้ แก่ทา่ น” ปุณณกยักษ์ รอคอยคํานี ้มานาน ดีใจจนแทบตัวลอยอยากตะโกนกู่ก้องฟ้า แต่ก็เก็บเสียงเอาไว้ แล้ วฉายสีหน้ ายินดีปรี ดาหันไปกล่าวขอบคุณวิธุรบัณฑิตเป็ นการใหญ่วา่ .. “ท่านวิธุรบัณฑิต! ท่านทําให้ ข้าพเจ้ ากับภรรยาได้ อยูร่ ่วมกัน ข้ าพเจ้ าจะต้ องตอบแทนท่าน ข้ าพเจ้ า ขอมอบแก้ วมณีของพระเจ้ าจักรพรรดิดวงนี ้ให้ ทา่ นและจะนําท่านไปส่งให้ ถึงแคว้ นกุรุรัฐในวันนี ้เลยทีเดียว” วิธุรบัณฑิตรับแก้ วมณีนนั ้ มา จากนันก็ ้ ขึน้ ม้ าอาชาไนย ยักษ์ ควบม้ าเหาะไปส่งถึงนครอินทปั ตต์ ปุณณกยักษ์พาวิธุรบัณฑิตลงที่โรงธรรมสภา รํ่ าลากันแล้ วก็รีบพาภรรยาของตนไปสูเ่ ทวนครทันที พระราชาทอดพระเนตรเห็น วิธุ รบัณฑิต กลับมาทรงพระปรี ดาปราโมทย์ อ ย่างยิ่ง เสด็จ ลุกขึน้ สวมกอดวิธุรบัณฑิตท่ามกลางมหาชนที่มารอคอยอย่างล้ นหลาม วิธุรบัณฑิตทูลเล่าเหตุการณ์ ทังหมดให้ ้ พระราชาและมหาชนได้ ฟังโดยละเอียด แล้ วนําดวงแก้ วจักรพรรดิออกมาถวายแด่พระราชา พระราชาทรง รับดวงแก้ วนันแล้ ้ วรับสัง่ ให้ ตีกลองประกาศว่า.. “บัดนี พ้ วกท่านทัง้ หลาย! จงพากันทํ าสักการะเคารพนบนอบแก่วิธุ รบั ณฑิตนี เ้ ถิ ด พวกท่านจง เตรี ยมบรรณาการไว้ ให้ มากแล้ วนํามาสักการะแก่วิธุรบัณฑิตนี ้เถิด สัตว์ที่ขงั ไว้ ในแคว้ นของเราจงปล่อย ออกไปให้ หมด วันนี ้ท่านบัณฑิตพ้ นจากพันธนาการแล้ วฉันใด สัตว์ทงหลายก็ ั้ จงพ้ นจากที่คมุ ขังด้ วยเช่นกัน ชาวไร่ชาวนาจงเลิกทําไร่ทํานาสักเดือนหนึง่ แล้ วมาทําการฉลองสมโภชกันเถิด” มหาชนพากันดีใจโห่ร้องก้ องกระโจน ต่างพากันโยนผ้ าขาวขึ ้นฟ้า ผ้ าขาวโบกสะบัดพริ ว้ ปลิวไสวไป ทัว่ ทังนคร ้ งานมหรสพจัดอยูต่ ลอดหนึง่ เดือน วิธุรบัณฑิตได้ แสดงธรรมแก่มหาชน ชักชวนให้ สร้ างบารมี ชน ชาว กุรุรัฐได้ ตงอยู ั ้ ใ่ นโอวาทนัน้ พากันรักษาศีล ทําทาน ละโลกแล้ วไปพักที่สวรรค์กนั ถ้ วนหน้ า.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุม ชาดกว่า มารดาบิดาของบัณฑิตครั ง้ นัน้ มาเป็ นมหาราชสกุล ภริ ยาของ บัณฑิตมาเป็ นมารดาของพระราหุล บุตรคนโตมาเป็ นพระราหุล พระนางวิมลามาเป็ นนางอุบลวรรณาเถรี


พระยาวรุณนาคราชมาเป็ นพระสารี บุตร พระเจ้ าโกรพยะมาเป็ นพระอานนท์ ปุณณกยักษ์ มาเป็ นพระฉัน นะ ม้ ามโนมัยสินธพมาเป็ นพระยาม้ ากัณฐกะ วิธุรบัณฑิตมาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ วิธุรบัณฑิตได้ มีความซื่อสัตย์เป็ นที่ประจักษ์ ชดั เจนยิ่ง ท่านถือธรรมเป็ นสัตย์ มิได้ เห็นแก่อนั ตรายถึงชีวิตของตนเลยสักครัง้ คงยึดมัน่ แต่ธรรมเพียงอย่างเดียว ยามมีภยั มาถึงตนก็มิยินดี ที่จะพูดให้ คลาดเคลื่อนจากความเป็ นจริ งโดยยอมตายแต่ไม่ยอมคด ยามโศกอาลัยในบุตรรักก็ยงั รักษา คํา พูด ทัง้ นํ า้ ตายอมตามยักษ์ ไ ป ซึ่ง ท่า นพูดไว้ อย่างไรก็ ทํ า อย่างนัน้ ได้ ตลอดจริ ง ๆ นอกจากนี ค้ วาม รับผิดชอบของท่านก็ยงั มีในทุก ๆ ด้ านมิขาดตกบกพร่ อง โดยฝากคําสอนเป็ นที่พึ่งไว้ ให้ แก่บุตรภริ ยา และ ทําหน้ าที่บณ ั ฑิตแห่ง ราชสกุลในวาระสุดท้ ายโดยถวายโอวาทแด่พระราชา ทัง้ ตามให้ โอวาทแก่ข้าราช บริพาร กระทัง่ สนมนางในถึงข้ อปฏิบตั ิอนั ควรแก่พระราชา คราเมื่อได้ ประสบกับยักษ์ ร้ายก็มีธรรมเป็ นหลัก ใจ เอาชนะภัยพาลได้ ทกุ ประการ “นิสัยถือธรรมเป็ นสัตย์ ,มีธรรมเป็ นหลักใจ,ยึดมั่นในธรรม,รั บผิดชอบในทุก ๆ ด้ าน และ ชอบสะสมสัจจะในตัว” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.14 คนจริงไม่ ทงิ ้ ธรรม14 สาเหตุที่ตรัสชาดก ภิกษุสนทนากันในธรรมสภาว่า อัศจรรย์จริ งหนอ พระชินสีห์ทรงทรมานองคุ ลิมาล ผู้เป็ นมหาโจรมีฝ่ามือชุ่มด้ วยเลือดร้ ายกาจปานนันได้ ้ โดยไม่ต้องใช้ ศสั ตรา พระทศพลเสด็จมาทรง ทราบเรื่ อง ที่ ภิกษุ สนทนาแล้ วตรัส ว่า เราได้ บรรลุพ ระโพธิ ญาณ ทรมานองคุลิม าลได้ ในบัดนัน้ ไม่น่า อัศจรรย์เลย เมื่อครัง้ เราบําเพ็ญบารมีอยูก่ ็ทรมานองคุลิมาลนี ้ได้ เมื่อภิกษุกราบทูลอาราธนา จึงทรงนําอดีต มาสาธกดังนี ้.. ในอดีต ณ แคว้ นกุรุ นครอินทปั ต มีราชโอรสพระนามว่าสุตโสม ทรงเป็ นรัชทายาทผู้เปี่ ยมปรี ชา ทัง้ ยังเป็ นที่ใฝ่ หาและเป็ นความหวังของประชาชนชาวเมืองอินทปั ต วันหนึ่งเป็ นวันประกอบพิธีมงคล พระองค์ ขึ ้นทรงมงคลหัตถีแวดล้ อมด้ วยจตุรงคินีเสนาเสด็จไปสู่สระนํ ้ามงคล ขณะนันมี ้ ชายหนุ่มผู้หนึ่งยื่นมือเข้ ามา หาพระองค์ พระองค์ตรัสถามบุรุษหนุม่ นันว่ ้ า.. “ท่านมาจากที่ใดหรื อ? และมุง่ ประสงค์สิ่งใด?” บุรุษหนุม่ นันตอบว่ ้ า.. “ข้ าแต่พระจอมธรณีมหิศร! ข้ าพเจ้ ามีพระคาถาอันลึกลํ ้าทรงค่าสืบทอดมาตังแต่ ้ พระกัสสปสัมมา สัม-พุทธเจ้ า พระคาถานี ้มีอรรถอันลึกซึ ้งวิเศษยิ่งนักเปรี ยบกับมหาสมุทรสาครทีเดียว ข้ าพเจ้ าเที่ยวเดินทาง มาจากเมืองตักสิลาสู่พระนครนี ้ก็เพื่อพระองค์เท่านัน้ ยินว่าพระองค์ทรงใฝ่ หา ความรอบรู้ ขอพระองค์จง ทรงสดับ พระคาถาอันยอดเยี่ยมที่ข้าพระองค์นํามานี ้เถิด”

14

มหาสุ ตโสมชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 62 หน้า 617-638


พระราชาสดับคําของบุรุษผู้นี ้แล้ วทรงมีพระหฤทัยโสมนัสเป็ นล้ นพ้ น ทรงใคร่จะฟั งเป็ นยิ่งนักเพราะ เพียงคําว่าพระพุทธเจ้ ายังหาฟั งได้ ยาก สําหรับพระองค์แล้ วพระพุทธพจน์บทหนึ่งมีคา่ ยิ่งกว่าราชสมบัติทวั่ ทังชมพู ้ ทวีปทีเดียว พระองค์จงึ ตรัสกับชายหนุม่ นันว่ ้ า.. “ท่านอาจารย์! ท่านมาดีแล้ ว ข้ าพเจ้ าต้ องการฟั งเป็ นอย่างยิ่งจริ ง ๆ วันนี ้ข้ าพเจ้ าจะรี บไปประกอบ ราชธรรมเนี ย มแห่ง ผุส สนักษั ตรฤกษ์ ให้ เ สร็ จ สิ น้ โดยเร็ ว แล้ วจะขอฟั ง จากท่า นในวันพรุ่ ง นี ใ้ ห้ ไ ด้ อย่า ง แน่นอน!” พระราชาทรงรับสัง่ ให้ อํามาตย์จดั เตรี ยมที่หลับที่นอนให้ บุรุษผู้ทรงจําธรรมนันเป็ ้ นอย่างดี ยามนี ้ พระเจ้ าสุตโสม ทรงมีพระทัยจดจ่ออยู่กบั การได้ สดับธรรมในวันพรุ่ ง ทรงสรงสนานในสระมงคลโบกขรณี อย่างแช่มชื่นพระทัยยิ่งนัก เมื่อเสด็จขึน้ จากสระ พนักงานก็ทูลเกล้ าถวายพระภูษาและของหอมดอกไม้ ทันใดนันเอง ้ ชายคนหนึง่ ดําแอบอยูใ่ นสระนํ ้าซึง่ รอพระเจ้ าสุตโสมมาตังแต่ ้ เช้ าก็โผล่พรวดขึ ้นจากนํ ้าจับพระ เจ้ าสุตโสมยกขึ ้นให้ นงั่ บนบ่า กระโดดขึ ้นกําแพงสูง 18 ศอก เหยียบกระพองพญาช้ างซับมัน เหยียบหลังม้ า ต่อ ๆ กันไป ฝ่ ากองทัพอารักขาทุกด่านอย่างรวดเร็ วปานสายฟ้า เมื่อเหลียวหลังดูไม่เห็นใครตามมาจึงค่อย ๆ เดินไปขณะเดินอยู่นนพลั ั ้ นมีหยาดนํ ้าไหลตกลงมาที่อก ตนก็คิดว่า ชะรอย พระเจ้ าสุตโสมคงจะร้ องไห้ เพราะกลัวตายเสียกระมัง จึงกล่าวกับพระเจ้ าสุตโสม ว่า.. “ท่านสุตโสม! พระองค์คดิ ถึงอะไรรึ? คิดถึงชีวิตตนเอง ญาติ ลูกเมีย หรื อราชสมบัตกิ นั แน่?” “เรามิได้ คํานึงถึงตัวเอง มิได้ คํานึงถึงลูกเมีย ทรัพย์สมบัติ หรื อบ้ านเมือง เพียงแต่เราสัญญากับ บุรุษไว้ ผ้ หู นึ่งว่าพรุ่ งนี ้เราจะไปพบเขาเพื่อฟั งธรรม ตอนนี ้เราจะเป็ นผู้ไม่รักษาความสัตย์เสียแล้ ว เราเพียง เสียใจเรื่ องนี ้ประการเดียวที่ต้องผิดสัจจะ! เรานึกไม่ถึงว่าท่านจะจับเอาข้ าพเจ้ ามาเสียก่อน ถ้ าท่านปล่อย ข้ าพเจ้ าไปฟั งธรรม ข้ าพเจ้ าสัญญาจะกลับมาหาท่านอีกอย่างแน่นอน ท่านสหายโปริ สาท!” พระเจ้ าสุตโสม ตรัส “ข้ าพเจ้ ายัง เชื่ อไม่ไ ด้ หรอก! พระองค์กลับไปเพลิดเพลินด้ วยกามคุณคงไม่กลับมาแล้ วกระมัง ถ้ าพระองค์ได้ ชีวิตที่แสนรักกลับคืนมาได้ แล้ วพระองค์จะกลับมาหาข้ าพเจ้ าสู่ความตายอีกทําไมกัน ?” โจรโปริสาทกล่าวอย่างสงสัย “คนที่กล่าวคําเท็จเพราะต้ องการของรักใด ของรักนันก็ ้ มิอาจรักษาคน ๆ นันให้ ้ พ้นจากนรกไปได้ เลย โปริ สาทเอ๋ย แม้ ลมจะพัดภูเขาได้ แม้ ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์จะตกลงสู่แผ่นดินได้ กระทัง่ แม่นํา้ ทังหมดจะไหลทวนกระแสไปได้ ้ ถึงกระนัน้ ข้ าพเจ้ าจะไม่ยอมพูดเท็จอย่างเด็ดขาด!” พระเจ้ าสุตโสมทรง ยืนยันหนักแน่นต่อโจร ในที่สดุ จอมโจรโปริสารทก็ยอมเชื่อ พระเจ้ าสุตโสมตรัสให้ โจรมัน่ ใจอีกว่า.. “สหายโปริสาท! ท่านก็ร้ ูจกั ข้ าพเจ้ ามาตังแต่ ้ ยงั เยาว์มิใช่รึ? ท่านเคยได้ ยินข้ าพเจ้ าพูดเท็จสักคําบ้ าง ไหม? ข้ าพเจ้ าไม่เคยพูดแม้ แต่จะล้ อเล่นแล้ วข้ าพเจ้ าจะพูดเท็จได้ อย่างไร บัดนี ้ข้ าพเจ้ าดํารงอยู่ในราช


สมบัติแล้ ว รู้ จกั ถูกผิด ยิ่งมิอาจพูดเท็จได้ เลย ท่านจงเชื่อใจข้ าพเจ้ าเถิด ข้ าพเจ้ าจะกลับมาหาท่านแน่ใน วันรุ่งขึ ้น” พระเจ้ าสุตโสมกลับมาสูพ่ ระราชวัง ทรงมุง่ ตรงไปยังบุรุษหนุม่ นันทั ้ นที ทรงรับสัง่ ให้ นําบุรุษหนุ่มนัน้ ไปอาบนํ ้าลูบไล้ ของหอมให้ สดชื่นสบายใจ ให้ ประดับเครื่ องอลังการเสร็ จแล้ ว พระองค์จึง ทรงลงสรงสนาน ทีหลังบุรุษนัน้ แล้ วพระราชทานกระยาหารของพระองค์แก่บรุ ุษนัน้ จากนันพระเจ้ ้ าสุตโสม ทรงเชิญบุรุษนัน้ ให้ นงั่ ส่วนพระองค์ประทับนัง่ อาสนะตํ่า บูชาเครื่ องสักการะแก่บรุ ุษนันก่ ้ อนฟั งธรรม แล้ วตรัสอาราธนาว่า.. “ท่านอาจารย์ ข้ าพเจ้ าขอฟั งพระคาถาที่ทา่ นนํามาเพื่อข้ าพเจ้ าด้ วยเถิด” บุรุษนันจึ ้ งฟอกมือทังสองด้ ้ วยของหอมค่อย ๆ บรรจงหยิบพระคัมภีร์มีคา่ ออกจากถุง ยกขึ ้นสองมือ แล้ วกราบทูลว่า.. “บัดนี ้ขอมหาบพิตรจงทรงสดับพระคาถาตามที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้ เพื่อถอนความเมา อันมีราคะเป็ นต้ น และเพื่ออมตมหานิพพาน” บุรุษมองดูคมั ภีร์แล้ วเริ่มกล่าว.. “การคบหาบัณฑิตเพียงคราวเดียวเท่านันย่ ้ อมรักษาผู้คบหานันได้ ้ ส่วนการคบคนพาลแม้ คบหา เป็ นจํานวนมากก็รักษาผู้คบหาไว้ ไม่ได้ บุคคลควรคบสัตบุรุษควรทําความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะการรู้ธรรมของสัตบุรุษย่อมมีความ เจริญไม่มีความเสื่อมเลย ราชรถที่เขาแต่งให้ วิจิตรยังเก่าครํ่ าคร่ าได้ แม้ ร่างกายก็แก่ชราครํ่ าคร่ าได้ เหมือนกัน แต่ธรรมของ สัตบุรุษย่อมไม่เก่า ไม่ชรา ไม่ครํ่ าคร่า คนดีกบั คนดียอ่ มรู้กนั ได้ ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน สองฝั่ งมหาสมุทรก็ไกลกัน แต่ธรรมของบัณฑิตกับ ธรรมของคนพาลไกลกันยิ่งกว่า” ชายหนุ่มกล่าวจบแล้ วนั่งนิ่งอยู่ พระเจ้ าสุตโสมทรงสดับธรรมนี แ้ ล้ วทรงเกิ ดมหาปี ติพระหฤทัย โสมนัสยิ่งนักทรงดําริวา่ .. การกลับมาของเราได้ ประโยชน์มากจริง ๆ นี ้มิใช่ภาษิตของพระสาวก ไม่ใช่ภาษิต ของฤาษี มิ ใช่ภ าษิ ตของกวี แต่เ ป็ นภาษิ ตของพระสัพ พัญํู แม้ เราให้ จักรวาลทัง้ สิ น้ ที่เต็มด้ วยรั ตนะ 7 ตลอดถึงพรหมโลกก็ไม่อาจจะทําให้ สมควรค่า แก่พระคาถานี ้เลย เราพอที่จะให้ ราชสมบัติในนครอินทปั ต แก่บรุ ุษคนนี ้ได้ หรื อไม่หนอ? พระเจ้ าสุตโสมทรงตรวจพิจารณาดูด้วยองค์คณ ุ วิทยาว่าจะฝากฝั งบ้ านเมืองไว้ แก่ชายผู้นี ้ได้ หรื อไม่ ก็เห็นว่าบุรุษนี ้ไม่อาจจะรองรับราชสมบัติและตําแหน่งทางการใด ๆ ได้ เลย กระทัง่ ตําแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านก็มิ อาจ ทรงตรวจดูว่าทรัพย์เพียงไหนที่ชายผู้นี ้จะนําไปใช้ ได้ เห็นว่ามีเพียง 4,000 กหาปณะเท่านัน้ จึงตกลง พระทัยว่าจะบูชาบุรุษนี ้ด้ วยทรัพย์ 4,000 กหาปณะแล้ วทรงรับสัง่ ให้ จดั รถไปส่งบุรุษนันกลั ้ บบ้ านโดยสวัสดี ..


จากนันพระเจ้ ้ าสุตโสมเข้ าไปทูลลาพระราชบิดามารดาเพื่อไปพบโจรโปริ สาท ทังสองตรั ้ สห้ ามมิให้ ไป ทรงเสนอให้ จดั แต่งทัพไปปราบโจรแต่พระเจ้ าสุตโสมยืนยันหนักแน่นในสัจจวาจาของพระองค์ พระราช บิดามารดาทรงมีพระพักตร์ นองด้ วยอัสสุชล ทรงกันแสงพิไรรํ่ ารํ าพันพรํ่ าเพ้ อว่า อย่าไปนะลูก! ไปไม่ได้ นะ ลูก! ทังพระสนมกํ ้ านัลและราชบริพารต่างก็ปริเวทนาว่าพระองค์จะเสด็จไปไหน? อย่าทิ ้งพวกข้ าพระองค์ไว้ ให้ อนาถา ชาวนครทังสิ ้ ้นเกิดโกลาหลกันใหญ่.. โจรโปริสารททําจิตกาธานก่อไฟลุกโพลงนัง่ ถากหลาวรอเวลาอยู่ พระเจ้ าสุตโสมก็เสด็จมาถึง “สหาย! ท่านไปทําสิ่งที่อยากทําเสร็จแล้ วรึ?” จอมโจรถาม “ใช่แล้ วท่านโปริสารท เชิญท่านบูชายัญเราตอนนี ้ได้ เลย” พระเจ้ าสุตโสมตรัสตอบ โจรโปริสาทนึกเลื่อมใสอยูใ่ นใจว่า พระราชาองค์นี ้ไม่กลัวเราเลย ช่างองอาจเสียจริ งที่ไม่หวาดหวัน่ ต่อความตาย หรื อคงเป็ นเพราะคาถาธรรมที่ไปฟั งมา คาถานันมี ้ อานุภาพเพียงใดกันแน่ หากเราได้ ฟังบ้ าง คงดีมิใช่น้อย จึงกล่าวกับพระเจ้ าสุตโสมว่า.. “การที่เราจะกินเนื ้อท่านนันกิ ้ นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ข้าพเจ้ าขอสดับคาถาที่ท่านไปฟั งมาเสียก่อน จะได้ ไหมล่ะ?” “ท่านโปริ สาทเอ๋ย! ท่านเป็ นคนประพฤติไม่ชอบธรรมเที่ยวฆ่าคนกินเนื ้อ ต้ องทิ ้งราชสมบัติมาเป็ น มนุษย์กินคนแบบนี ้เพราะเห็นแก่กินโดยแท้ แต่คาถาที่ท่านถามถึงหน่ะ ! ล้ วนแต่กล่าวสรรเสริ ญธรรมทังสิ ้ ้น ธรรมและอธรรมจะลงรอยกัน ได้ ที่ ไ หน คนประพฤติอธรรม ทํ ากรรมชั่วช้ า ฝ่ ามื อนองไปด้ วยเลื อ ดอยู่ เนืองนิตย์เช่นท่านจะหาสัจจะมิได้ เลย ท่านจะฟั งไปทําไมกัน?” พระเจ้ าสุตโสมแม้ ตรัสเปรี ยบเปรยเช่นนี ้แต่ก็ตรัสด้ วยจิตเมตตาปรารถนาให้ โจรได้ สติยงคิ ั ้ ดถึงการ กระทําที่ผา่ นมาของตน โจรโปริสารทกลับไม่ร้ ูสกึ โกรธในถ้ อยคําของสหายแต่กล่าว ถามว่า “พระสหายสุตโสม! ข้ าพเจ้ าประพฤติชวั่ ช้ าอยู่คนเดียวหรื อไร? แล้ วพระราชาอื่น ๆ ที่เที่ยวล่าสัตว์ มากิ นเนื อ้ ล่ะ ! ทํ าไมพระองค์ไ ม่ท รงตําหนิ พ ระราชาเหล่า นัน้ บ้ าง? พระองค์ตรั สหาว่าหม่อมฉันเป็ นผู้ ประพฤติไม่ชอบธรรมแต่คนเดียว ถ้ าพวกเขาไม่มีโทษแม้ ข้าพเจ้ าก็ไม่มีโทษเหมือนกันนัน่ แหละ!” พระเจ้ าสุตโสมทรงแก้ ความคิดของโจรโปริสาทต่อไปว่า.. “เนื อ้ สัตว์ 10 ชนิด ที่ กษัตริ ย์ขัตติยธรรมไม่ควรเสวยมี อยู่ แต่ท่านมากิ นเนื อ้ มนุษย์ ซึ่ง เป็ นของ ต้ องห้ าม ท่านเป็ นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรมแน่นอน!” คราวนี ้โจรปฏิเสธไม่ได้ อีก จึงรี บเปลี่ยนเรื่ องยกความผิดพระเจ้ าสุตโสมมาบ้ างว่า.. “พระองค์ทรงกลับไปเสวยสุขในกามคุณแล้ วไฉนยังกลับมาหาความตายที่นี่อีก เท่ากับว่าพระองค์ เป็ นผู้ไม่ฉลาดในขัตติยธรรมเสียเลยนะ! ข้ าพเจ้ าไม่คิดว่าพระองค์จะเป็ นบัณฑิตอย่างที่เขาเล่าลือกัน แต่ คิดว่าพระองค์ทําสิ่งที่โง่มากกว่า!


“ใครจะไปประพฤติขัต ติย ธรรมตามแบบของท่ า นว่ า ล่ะ ! ขื น ประพฤติก็ ต้ อ งตกนรกกัน หมด เรารักษาคําสัตย์กลับมาหาท่านแล้ ว ท่านโปริ สาท! บัดนี ้ท่านจงบูชายัญแล้ วกินเราเสียเถิด โปรดอย่าช้ าอีก เลย” โจรโปริสาทไม่ยอมฆ่าแต่กลับใคร่จะสนทนาต่อ.. “สหายสุตโสม! ปราสาทราชมณเฑียร แผ่นดิน โค ม้ า และสตรี ที่นา่ รื่ นรมย์ พระองค์ก็ได้ ครอบครอง ทังหมด ้ แล้ วพระองค์ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้ วยความสัตย์เล่า?” “บรรดารสเหล่าใดในโลก ความสัตย์นี่แหละ! เลิศรสกว่า รสทังหมดไม่ ้ มีทางเทียบเทียมกันได้ เลย สมณะที่ตงอยู ั ้ ใ่ นความสัตย์ยอ่ มข้ ามถึงฝั่ งนิพพานได้ ” พระเจ้ าสุตโสมตรัสตอบ บัดนี ้ถ่านแดงร้ อนได้ ที่แล้ ว ไฟก็ลกุ โพลงแล้ ว โจรมองพระพักตร์ พระเจ้ าสุตโสมเพื่อสังเกตอาการว่า พระองค์ตระหนกตกใจหรื อไม่ แต่ปรากฏว่าพระพักตร์ ของพระองค์กลับแย้ มบานคล้ ายดัง่ ดอกบัว โปริ สาท ฉงนใจเป็ นที่สดุ นึกสงสัยว่า นี่เป็ นเพราะอานุภาพของพระคาถาหรื อความสัตย์กนั แน่ เมื่อยังไม่ชดั เจนในใจ จึงถามต่อว่า.. “พระองค์ไม่กลัวตายแน่หรื อ? ไม่อาลัยในชีวิตบ้ างเลยหรื อ?” “ความดีเราทําไว้ แล้ ว ทางปรโลกเราก็สะสางสะอาดดีแล้ ว ผู้ที่ตงอยู ั ้ ใ่ นธรรมใครเล่าจะกลัวตาย เรา มิได้ เดือดร้ อนที่จะไปสู่ปรโลกเลย พระชนกชนนีเราก็ได้ บํารุงเลี ้ยงดูอย่างดีแล้ ว ความเป็ นพระเจ้ าแผ่นดิน เราก็ปกครองแล้ วโดยธรรม อุปการะแก่ญาติมิตรเราก็ทําไว้ ทานเราได้ ให้ ไว้ ดีแล้ ว แก่คนเป็ นจํานวนมาก สมณพราหมณ์เราอุปถัมภ์ดีแล้ ว ท่านโปริสาท! บัดนี ้เชิญท่านบูชายัญกินเราเสียเถิด” พระเจ้ าสุตโสมตรัส โจรโปริสารทฟั งแล้ วให้ เกิดความประหวัน่ พรั่นพรึงยิ่งนัก คิดว่า.. “คน ๆ นี ้ช่างเป็ นสัตบุรุษโดยแท้ ถ้ าเรากินคนผู้นี ้ ศีรษะเราจะต้ องแตกเป็ น 7 เสี่ยงแน่หรื อไม่เช่นนัน้ แผ่นดินก็ต้องแยกช่องสูบเราลงไปโดยมิต้องสงสัย” โจรโปริสารทคิดได้ ดงั่ นี ้ความคิดที่จะฆ่าพระเจ้ าสุตโสมพลันหายไปหมดสิ ้น กล่าวว่า.. “พระสหายสุตโสม! พระองค์เป็ นคนที่ข้าพเจ้ าไม่ควรกินอย่างยิ่ง บุรุษจะกลืนกินยาพิษหรื อจับ อสรพิษฤทธิ์ ร้ายได้ อย่างไร ใครกินคนที่กล่าวคําสัตย์เช่นพระองค์ศีรษะจะต้ องแตกเป็ น 7 เสี่ยง พระองค์ เป็ นเหมือนยาพิษร้ ายแรงใครจะกินพระองค์ไปได้ เล่า!” โจรโปริ สาทเกิดความเลื่อมใสในพระสหาย และตอนนี ้รู้สึกอยากฟั งธรรมเหลือเกิน แต่พระสหายก็ ไม่ยอมแสดงให้ ฟังเสียที จึงอ้ อนวอนต่อสหายอย่างใจจริงว่า.. “สหายสุตโสม คนทังหลายได้ ้ ฟังธรรมแล้ วย่อมรู้ จกั บาปบุญคุณโทษ หากข้ าพเจ้ าได้ ฟังคาถานัน้ แล้ วก็คงจะยินดีในธรรมได้ บ้าง ท่านได้ โปรดแสดงให้ ข้าพเจ้ าฟั งบ้ างเถิด” พระเจ้ า สุต โสมทรงเห็ น ว่า จิ ต ใจของจอมโจรอ่อ นลงมามากแล้ ว จึง ยอมแสดงพระคาถาของ พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้ าให้ ฟัง โดยตรัสกํ าชับให้ โจรตังใจเงี ้ ่ ยโสตสดับให้ ดีแล้ วตรัสพระคาถาจนจบ เมื่อโปริ สาทฟั งจบ ร่ างกายตังแต่ ้ ผมจรดปลายเท้ าเกิดเต็ มด้ วยปี ติทุกขุมขนกลายเป็ นผู้มีจิ ตใจอ่อนโยน


นอบน้ อมต่อพระเจ้ าสุตโสม สําคัญพระเจ้ าสุตโสมว่าเป็ นดุจพระชนก ดําริ ว่า เราไม่มีเงินทองอะไรที่จะ ถวายพระเจ้ าสุตโสมได้ เลย เราจะถวายพรทําตามที่พระองค์ทรงขอก็แล้ วกัน จึงกล่าวว่า.. “พระสหายผู้เป็ นจอมชน พระคาถาเหล่านี ้มีประโยชน์ลํา้ เลิศ พระองค์ตรัสคาถาอันประเสริ ฐได้ ไพเราะยิ่งนัก ข้ าพเจ้ าสดับแล้ วเพลิดเพลินปลืม้ ใจ อิ่มใจเสียเหลือเกิ น ข้ าพเจ้ าอยากขอถวายพระพร 4 อย่างคืนแด่พระองค์ให้ สมกับพระคาถาทัง้ 4 บทนี ้บ้ าง” พระเจ้ าสุตโสมทรงประสงค์จะให้ โปริสารทมีใจหนักแน่นที่จะทําตามที่พระองค์ทรงขอ จึงตรัสไปว่า ... “สหายผู้มีธรรมอันลามก! ท่านจะให้ พรอะไรเราได้ ท่านไม่เคยพิจารณาถึงความตายเลย ท่านไม่ รู้สึกถึงสิ่งที่เป็ นประโยชน์และไม่เป็ นประโยชน์ ไม่ร้ ูถึงนรกและสวรรค์ มัวเป็ นผู้ติดอยู่แต่ในรส ตังตนอยู ้ ่ใน ความชัว่ เช่นนี ้ แล้ วจะให้ พรอะไรแก่เรา?” “ขอให้ พระองค์จงทรงมัน่ พระทัยรับพรเถิด แม้ ชีวิตของหม่อมฉันก็จะสละถวายให้ พระองค์ได้ ” โปริ สาทยืนยันหนักแน่น พระเจ้ าสุตโสมสดับคําโปริสารทที่ยืนยันหนักแน่นเช่นนี ้จึงยินดีรับพร แล้ วตรัสว่า.. “เราขอให้ ทา่ นจงปราศจากโรคภัยไปตลอด 100 ปี นี ้เป็ นพรข้ อที่หนึง่ ” โปริสารทชื่นบานใจที่พระสหายขอพรให้ ตนมีความสุข รู้สึกสรรเสริ ญนํ ้าพระทัยของพระเจ้ าสุตโสม ยิ่งนัก “ขอท่านอย่าได้ กินพระราชา 101 พระองค์ที่ทา่ นจับมาบูชายัญ นี ้เป็ นพรข้ อที่สอง” พระเจ้ าสุตโสมตรัสพร้ อมกับทรงทอดพระเนตรไปที่พระราชาทัง้ 101 ที่ถกู จับแขวนห้ อยติดกันอยู่ ใต้ ต้นไม้ ไกลออกไปด้ านหลังโจร “ได้ ! หม่อมฉันจะไม่กินพระเจ้ าแผ่นดินเหล่านัน้ นี ้เป็ นพรข้ อที่สอง หม่อมฉันยอมถวาย” โจรตัดใจ ถวายให้ แก่พระสหาย “ขอท่านจงปล่อยกษัตริ ย์เหล่านันให้ ้ กลับไปสู่แคว้ นของตนด้ วยเถิด นี ้เป็ นพรข้ อที่สามที่หม่อมฉัน ปรารถนา” ข้ อนี ้โจรยินยอมโดยไม่ยาก “ข้ อสุดท้ าย! คนจํานวนมากต่างหวาดกลัวท่านจึงหนีเข้ าที่ซ่อนเร้ น ขอท่านจงเว้ นเนื ้อมนุษย์เสีย เถิด นี ้เป็ นพรข้ อที่สี่ที่หม่อมฉันปรารถนาเป็ นอย่างยิ่ง” โจรโปริสารทเหมือนถูกสายฟ้าฟาด ปรบมือหัวเราะกลบเกลื่อนทูลว่า.. “พระสหายสุตโสมพูดถึงเรื่ องนี ้เชียวหรื อ ! พรข้ อนี ้เท่ากับชีวิตของหม่อมฉันเชียวนะ จะให้ ถวายแด่ พระองค์ได้ อย่างไรกัน? ขอพระองค์จงรับพรอย่างอื่ นเถิด เนื ้อมนุษย์เป็ นอาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมา นานแล้ ว หม่อมฉันเข้ าป่ ามาก็เพราะเหตุนี ้เท่านัน้ ถ้ างดเนื ้อมนุษย์แล้ วหม่อมฉันจะเข้ าป่ ามาทําไม! หม่อม ฉันยอมแลกกับราชสมบัตกิ ็เพราะเนื ้อนี ้”


“ท่านไม่ยอมงดเพราะเป็ นของรักของท่านรึ ? ผู้ใดทําบาปเพราะของรักนับเป็ นอันธพาล ท่านมัวคิด อยูแ่ ต่วา่ นี ้เป็ นของรักแล้ วทําตนให้ เหินห่างจากความดีจะตกนรกในที่สดุ ท่านพึงทําตนให้ เหินห่างจากสิ่งที่ ตนรัก ก็ตนแลประเสริฐที่สดุ เมื่ออบรมตนแล้ วภายหลังก็จะได้ สิ่งที่รักทังหลาย” ้ พระเจ้ าสุตโสมตรัสเตือน โปริสาท โปริสาทรู้สกึ หวาดหวัน่ ยิ่งนักเนื่องเพราะพระเจ้ าสุตโสมจะทรงคาดคันเอาพรข้ ้ อนี ้ให้ ได้ แต่โปริ สาท ไม่อาจทําใจได้ จริง ๆ รู้สกึ กดดันฝื นใจตนเองจนแทบอกระเบิด นํ ้าตาก็ไหลพรากออกมา พลางพรํ่ าเพ้ อว่า.. “เนื ้อมนุษย์นี ้เป็ นที่รักยิ่งของหม่อมฉันจริ ง ๆ นะท่านสุตโสม ท่านจงทราบความจําเป็ นของหม่อม ฉันด้ วยเถิด หม่อมฉันไม่อาจงดเว้ นได้ จริง ๆ ได้ โปรดเลือกพรข้ ออื่นเถิด” “ท่านมัวแต่รักษาของรักอยูน่ นั่ แหละ! จนท่านได้ ทิ ้งความดีไปแล้ ว ตอนนี ้ตัวท่านก็เหมือนพวกขี ้เมา ดื่มสุราเจือยาพิษจะต้ องได้ รับทุกข์ในเบื ้องหน้ าแน่นอน ท่านทนฝื นใจแก้ ไขตัวเองไปก่อนแล้ วเดี๋ยวนานไปก็ จะดีได้ เอง เหมือนอย่างคนไข้ ฝืนใจดื่มยาเดี๋ยวก็หายได้ ท่านมุ่งไปเสวยสุขในเบื ้องหน้ าเถิด อย่าอาลัย อาวรณ์เลย” พระเจ้ าสุตโสมตรัส โจรโปริ สาทยังครํ่ าครวญรํ าพันอยู่อย่างอึดอัดใจ เสียดายสิ่งที่ชอบมานานจนตัดใจยังไม่ได้ รู้ สึก ทรมานใจเหลือกําลัง กล่าวออกไปว่า.. “โอ.. หม่อมฉันได้ ทิง้ พระชนกชนนี ทิง้ เบญจกามคุณจนหมดสิน้ ยอมลําบากเข้ าป่ ามาเพื่อเนือ้ มนุษย์เท่านันจริ ้ ง ๆ หม่อมฉันเลิกไม่ได้ แล้ ว!” “บัณฑิตย่อมไม่พดู จากลับกลอกเป็ นสอง ท่านบอกข้ าพเจ้ าแล้ วว่าจะให้ พรแต่ตอนนี ้ท่านไม่ยอมให้ คําทังสองมั ้ นไม่สมกันเลย” พระเจ้ าสุตโสมตรัสทวนสัจจวาจา โจรโปริ สาทเห็นพระเจ้ าสุตโสมไม่ยอมเลิกราก็ร้ ู สึกกดดันอึดอัดใจอย่างยิ่งจนพูดอะไรไม่ออก เมื่อ ถูกคาดคันเอาตอนนี ้ ้จึงร้ องไห้ โฮออกมาไม่ร้ ูจะทําอย่างไรเพราะใจมันติดเสียแล้ ว พอนึกถึงอาการที่ตนจะ ไม่ได้ กินเนื ้อมนุษย์อีกต่อไปก็ให้ เสียดายยิ่งนัก ทําใจไม่ได้ กล่าวว่า.. “หม่อมฉันยอมทําบาปมาสารพัดจนใจยอมรับบาปได้ หมด หวังก็แค่เนื ้อมนุษย์นี ้ หม่อมฉันทําใจ เลิกไม่ได้ จริง ๆ นะท่าน” “คนเราให้ พรใดแล้ วกลับไม่ให้ ก็ไม่ควรจะให้ พรว่า ขอพระสหายจงมัน่ พระทัยรับพรเถิดแม้ ชีวิต หม่อมฉันก็สละถวายได้ การเสียสละชีวิตได้ นนเป็ ั ้ นธรรมของบัณฑิต บัณฑิตย่อมมีปฏิญาณเป็ นสัตย์ ท่าน ให้ พรแก่เราก็จงให้ โดยฉับพลันอย่าลังเลใจ ท่านต้ องรี บประพฤติธรรมของสัตบุรุษทันที อย่าคิดมากเลย นร ชนพึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ต่อเมื่อนึกถึงธรรมก็พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ และแม้ ชีวิตทัง้ หมดได้ ก็เพื่อประพฤติธรรมเท่านัน้ ! บุคคลรู้ ธรรมะจากผู้ใดและผู้นนั ้ ก็เป็ นคนดี สามารถ บรรเทาความสงสัยได้ ผู้นนย่ ั ้ อมเป็ นที่พงึ่ พํานักของบุคคลนัน้ บัณฑิตไม่พงึ ทําลายไมตรี จากบุคคลนันเลย” ้ โจรโปริ สาทเหมือนหมดอาลัยตายอยาก เมื่อหวนคิดถึงคําพูดของตนที่ว่า “ตนจะสละชีวิตให้ ” ก็ เริ่มจะตัดใจได้ คอ่ ยๆ คลายความผูกพันในเนื ้อมนุษย์ลงโดยคิดว่าจะอย่างไรก็แค่ตาย จึงคิดว่าท่านสุตโสม


ก็เป็ นอาจารย์ของเราและพรเราก็ถวายไปแล้ ว เราจะทําอะไรได้ อย่างมากก็ให้ มนั ตายไป จบกันไปเสียชาติ หนึง่ ! เราจะไม่กินเนื ้อมนุษย์ก็ได้ เรายอมถวายพรข้ อนี ้แล้ ว.. โปริสาทตัดใจทังนํ ้ ้าตาที่ไหลพรากอยู่ไม่ขาดสาย ลุกขึ ้นถวายบังคมพระบาทพระเจ้ าสุตโสม พลาง กล่าวว่า.. “นั่นเป็ นอาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมานานทีเดียว หม่อมฉันเข้ าป่ าก็เพราะเหตุนี ้ แต่ถ้าพระ สหายตรัสขอหม่อมฉันในเรื่ องนี ้ หม่อมฉันก็ยอมถวายแด่พระองค์ได้ ” พระเจ้ าสุตโสมทรงปลาบปลื ้มพระทัยมาก ตรัสชื่นชมโสมนัสว่า.. “สหายเอ๋ย! คนที่ตงอยู ั ้ ่ในศีลถึงจะตายก็ประเสริ ฐแล้ ว เราขอรับพรที่ท่านประทาน ท่านได้ ตงอยู ั้ ่ ในทางของพระอริยะตังแต่ ้ วนั นี ้แล้ ว และถ้ าความรักในตัวเรายังมีอยูข่ อท่านจงรับศีล 5 เถิดนะมหาราช” พระเจ้ าสุตโสมทรงให้ โจรโปริสารทรับศีล แล้ วตรัสว่า.. “สหาย! ท่านโปรดปลดปล่อยกษัตริ ย์เหล่านี ้เสียเถอะนะ” โปริสาทเกรงว่า เมื่อปล่อยเหล่ากษัตริย์แล้ วตนจะถูกรุมราชาทัณฑ์ จึงขอให้ พระเจ้ าสุตโสมเสด็จไป ปลดปล่อยพระราชาเหล่านันด้ ้ วยกัน พระเจ้ าสุตโสมได้ ทลู ขอร้ องเหล่ากษัตริย์ทงั ้ 101 ว่า.. “พวกท่า นโปรดอย่าได้ คิด แค้ น เคื องทํ าร้ ายโจรโปริ สาทนี เ้ ลย ขอให้ ทุกท่า นจงรั บสัจ ปฏิ ญาณ ต่อหม่อมฉันด้ วยเถิด” กษัตริ ย์ ทัง้ หมดยินยอมรั บ ทํ าปฏิ ญญาแต่โดยดี นับ ว่าเป็ นความรอบคอบของพระเจ้ า สุตโสม หากพระเจ้ าสุตโสมไม่ทรงให้ ทุกคนทําปฏิญญาไว้ ก่อน เมื่ อปลดปล่อยแล้ วหากมี ใครเคียดแค้ นทําร้ าย ขึ ้นมาก็จะห้ ามกันไม่อยู่ จากนัน้ โจรโปริ ส าทจึง ตัด เชื อ กที ล ะเส้ น พระเจ้ า สุตโสมทรงช่ว ยรั บ ประคองกษั ต ริ ย์ เหล่า นัน้ ทีละพระองค์ด้วยความเมตตาดังบุตรที่เกิดแต่อก ทรงชะล้ างแผล ล้ างหนองและเลือด ทําแผลให้ จนสะอาด ฝ่ ายโปริสารทก็ฝนเปลือกไม้ มาประคบ ให้ ดื่มนํ ้าซาวข้ าวจนพระอาการเป็ นปกติทกุ พระองค์ ทุก อย่ า งเสร็ จ สิ น้ ถึ ง คราวต้ อ งออกจากป่ ากัน แล้ ว พระเจ้ า สุต โสมตรั ส ชวนโปริ ส าทกลับ ไป ครองราชย์ดงั เดิม โปริสาทร้ องไห้ ฟบุ อยูแ่ ทบบาทยุคลพระเจ้ าสุตโสมแล้ วทูลว่า.. “พระสหายจงพาพระราชาทังหลายเสด็ ้ จไปเถิด หม่อมฉันจะกินรากไม้ และผลไม้ อยู่ในป่ านี ้ตาม อัตภาพจนกว่าจะตาย” “สหายจะทําอะไรในป่ านี ้! พระนครของพระองค์น่ารื่ นรมย์จงเสด็จไปเสวยราชสมบัติเถิด ” พระเจ้ า สุต-โสมตรัสให้ ออกไปด้ วยกัน “พระสหาย! ตอนนี ้ข้ าพระองค์กลายเป็ นศัตรูของชาวเมืองทังหมดไปแล้ ้ ว ชาวเมืองจะด่าหม่อมฉัน ว่า กินมารดาบิดาของเขา กินบุตรของเขา กินญาติของเขา แล้ วจะพากันจับหม่อมฉัน ตังข้ ้ อหาว่าเป็ นโจร จะฆ่าหม่อมฉัน หม่อมฉันรั บศีล จากพระองค์แล้ วย่อมไม่อาจจะต่อสู้เขาได้ หม่อมฉันจึง ไม่อาจไปกับ


พระองค์ หม่อมฉันงดเนื ้อมนุษย์แล้ วจะอยูไ่ ด้ นานสักเท่าไรก็ยงั ไม่ร้ ู คงไม่ได้ เห็นพระพักตร์ พระองค์อีกต่อไป แล้ วเชิญพระองค์เสด็จไปเถิด” โปริสาทกล่าวไปพลางร้ องไห้ นา่ เวทนา “สหายโปริ สาทเอ๋ย คนทํากรรมหนักหนาสาหัสเช่นพระองค์หม่อมฉันยังแก้ ไขได้ แล้ วกับชาวนคร พาราณสีไฉนหม่อมฉันจะฝึ กไม่ได้ ล่ะ หม่อมฉันจะให้ พระองค์ก ลับเป็ นพระราชาอีกครัง้ ให้ ได้ หากทําไม่ สําเร็จ ก็จะแบ่งราชสมบัตขิ องหม่อมฉันออกเป็ นสองส่วน ถวายให้ พระองค์ครึ่งหนึง่ ” พระเจ้ าสุตโสมตรัสอย่างมัน่ พระทัยพร้ อมกับพรรณนาความสะดวกสบายในพระราชวัง ทุกอย่าง เพื่อให้ โปริ สาทหายกลัวประชาชนทําร้ าย จนในที่สดุ โปริ สาทก็มีจิตใจชื่นบานยินยอมกลับไปกับพระองค์ พระยาโปริสาทดีใจที่ได้ พระสหายดีจงึ กล่าวชื่นชมพระสหายไปตลอดการเดินทางว่า.. “พระสหายสุตโสมช่างดีจริ ง อะไร ๆ ที่จะดียิ่งกว่าการคบหากัลยาณมิตรไม่มีเลย ส่วนสิ่งใดที่จะ เลวสกปรกยิ่งกว่าการคบพาลมิตรไม่มีอีกแล้ ว พระจันทร์ วนั ข้ างแรมเสื่อมลงทุกวัน เราพลันไปคบคนพาลก็ เหมือนดัง่ วันข้ างแรม เพราะเจ้ าคนครัวลามกเลวทรามแท้ ๆ มันเอาเนื ้อมนุษย์มาให้ เรากิน เราจึงได้ ทําบาป มากมายปานนี ้ ผิดกับพระจันทร์ วนั ข้ างขึ ้นมีแต่เจริ ญขึ ้นทุกวัน ๆ ฉันใด หม่อมฉันก็ได้ คบหาท่านสุตโสมจึง ได้ เริ่มทํากุศลกรรมเดินไปตามทางสุคติเช่นนี ้” พระยาโปริสารทกล่าวอย่างครึม้ อกครึม้ ใจเหมือนได้ ชีวิตใหม่ กล่าวต่อว่า.. “ข้ าแต่พระองค์เอย นํ ้าไหลตกลงที่ดอนย่อมไม่แน่นอนอยู่ได้ ไม่นาน การคบหาคนพาลก็เป็ นเฉก เช่นเดียวกัน ส่วนนํ ้าตกไหลลงสระเก็บอยู่ได้ นาน การพบพานคนดีอย่างพระองค์ก็ฉันนัน้ นัน่ เอง คบคนดี ช่างดีจริงแท้ มิตรภาพอยูไ่ ด้ ทนนาน ส่วนคบคนพาลมิตรภาพเสื่อมทรามรวดเร็ว ตังอยู ้ ไ่ ม่นานเลย ธรรมของ บัณฑิตกับธรรมของคนพาลช่างห่างไกลกันเสียเหลือเกิน..” พระยาโปริ สาทเดินชื่นชมพรรณนาคุณแห่งกัลยาณมิตรด้ วยใจร่ าเริ งมาจนถึงเมืองพาราณสีอัน ตระการ พวกทหารพากันปิ ดประตูเมืองตามคําสัง่ ของเหล่าอํามาตย์ พระเจ้ าสุตโสมขอเสด็จเข้ าเมืองโดย ลําพัง เพื่อไปเจรจาความ ยุวกษัตริ ย์ทรงทราบพระกิตติศพั ท์ของพระเจ้ าสุตโสมที่ขจรขจาย ไปทัว่ ทุกแว่น แคว้ นถึงความเป็ นบัณฑิตของพระองค์ ทรงเสด็จต้ อนรับด้ วยความเลื่อมใส พร้ อมทังอั ้ ญเชิญให้ พระเจ้ าสุต โสมประทับนัง่ บนราชบัลลังก์ จากนันพระเจ้ ้ าสุตโสมได้ ตรัสชี ้แจงแก่เหล่าอํามาตย์ว่า.. “บัดนี ้! เราได้ ให้ พระราชาของพวกท่านรับศีลแล้ ว พระเจ้ าโปริ สาททรงกลับพระทัยได้ แล้ ว ขอให้ พระราชโอรสคืนตําแหน่งให้ พระบิดาเถิดเพื่อเป็ นการกตัญํู” พระเจ้ าสุตโสมตรัสสัง่ สอนเหล่าอํามาตย์ให้ กตัญํูตอ่ ผู้มีคณ ุ ที่ชบุ เลี ้ยงตนมาในอดีต แล้ วตรัสแก่ พระชายาให้ เอื ้อเฟื อ้ ต่อพระสวามี พร้ อมให้ โอวาทแก่ทกุ คนว่า.. “พระราชาที่เอาชนะคนไม่ควรชนะไม่ชื่อว่าราชา เพื่อนที่เอาชนะเพื่อนไม่ชื่อว่าเป็ นเพื่อน ภรรยาที่ ไม่กลัวเกรงสามีไม่ชื่อว่าเป็ นภรรยา บุตรที่ไม่เลี ้ยงมารดาบิดาผู้แก่ชราไม่ชื่อว่าเป็ นบุตร ผู้ที่ขจัด ราคะ โทสะ โมหะ พูดเป็ นธรรมนัน่ แลชื่อว่าเป็ นบัณฑิต ที่ประชุมไม่มีบณ ั ฑิตไม่ชื่อว่าเป็ นสภา บัณฑิตเมื่ออยู่ปะปนกับ


คนพาล ถ้ าไม่พดู ก็ไม่ร้ ูว่าเป็ นบัณฑิต หากพูดเมื่อใดก็ต้องแสดงอมตธรรมจึงจะรู้ได้ ว่า เป็ นบัณฑิต บัณฑิต ยกย่องสุภาษิต ส่วนคนพาลที่จะยกย่องสุภาษิตนันไม่ ้ มีเลย” พระราชาและเหล่าเสนาอํามาตย์สดับคําของพระเจ้ าสุตโสมแล้ วเกิดปี ติโสมนัส ประสงค์จะเชิญ เสด็จพระเจ้ าโปริสาทเข้ ามาในเมือง พระราชารับสัง่ ให้ ตีกลองประชุมชาวเมือง ประกาศว่า.. “บัดนี ้! พระราชาของพวกเราเป็ นผู้ตงมั ั ้ น่ อยูใ่ นธรรมแล้ ว จงพากันไปรับเสด็จกันเถิด” เมื่อพระเจ้ าโปริสาทเสด็จเข้ ามายังพระนคร พระราชโอรสก็เข้ าไปถวายบังคม รับสัง่ ให้ เจ้ าพนักงาน ช่างกัลบกตกแต่งพระเกศาและพระมัสสุให้ พระบิดา ให้ สรงสนานพระองค์ด้วยเครื่ องสุคนธ์ แต่งพระองค์ ด้ วยพระภูษ าอาภรณ์ ต ามขัต ติยราชประเพณี แ ล้ ว เชิ ญ เสด็จ ขึน้ สู่ราชบัลลัง ก์ พระเจ้ าโปริ สาททรงทํ า สักการะแก่กษัตริย์ทงหมดอย่ ั้ างยิ่งใหญ่ พระเจ้ าสุตโสมทรงแนะนําพระเจ้ าโปริ สาทให้ สร้ างโรงทานเพื่อเป็ น ต้ นแบบให้ พระราชาทังหลายได้ ้ นําไปสร้ างที่เมืองของต้ นโดยสร้ างอย่างน้ อย 5 แห่ง คือ ที่ประตูเมืองเข้ า ออกทัง้ สี่ทิศอย่างละแห่ง และที่ประตูพระราชวังอี กหนึ่งแห่ง พร้ อมทัง้ ให้ พระเจ้ าโปริ สาททรงประพฤติ ราชธรรมอีก 10 ประการ คือทศพิธราชธรรม จากนันทรงส่ ้ งพระราชาทุกพระองค์กลับสู่พระนคร แม้ พระ เจ้ าสุตโสมก็ทลู อําลากลับสูเ่ มืองอินทปั ต พระเจ้ าสุ ต โสมเสด็ จ กลั บ มาแล้ ว ทรงเข้ า ไปถวายบัง คมพระราชบิ ด ามารดา เสด็ จ กลับ สู่ พระราชฐานเพื่อฝึ กฝนเพิ่มพูนบ่มนิสยั ให้ มนั่ คงในขันธสันดานทบรอบขึ ้นเรื่ อยไป.. ส่วนพระราชาทัง้ 101 นคร เมื่อแยกย้ ายไปปกครองบ้ านเมืองของตนก็ได้ สร้ างโรงทานตามแบบที่ รับมาจากพระเจ้ าสุตโสม ทังหมดทรงตั ้ งอยู ้ ่ในโอวาทของพระเจ้ าสุตโสม ชาวเมืองแต่ละเมืองต่างพากัน ทําบุญทําทาน ละโลกแล้ วไปสวรรค์กนั ทัว่ ทังชมพู ้ ทวีป.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้ าโปริ สาทครัง้ นันมาเป็ ้ นองคุลิมาล พระราชมารดาบิดาได้ เป็ นมหาราชตระกูล พระเจ้ าสุตโสมคือตถาคตแล จากชาดกเรื่องนี ้ พระเจ้ าสุตโสมทรงตามรักษาสัญญาโดยมิคํานึงถึงชีวิต ถึงถูกความตายคุกคาม หรื อกามคุณผูกมัดก็ตดั ใจได้ โดยไม่อ้างเหตุสดุ วิสยั พระองค์ทรงรักษาความตังใจไว้ ้ ได้ ตอ่ เนื่องไม่ขึ ้นๆ ลงๆ ตามทุกข์สขุ ที่ได้ รับ นอกจากนี ้ยังทรงเคารพในธรรม ธรรมดาของผู้เคารพธรรมย่อมไม่แสดงธรรมแก่ผ้ ยู งั ไม่ พร้ อมที่จะฟั งหรื อไม่เคารพในการฟั งธรรม หากใจผู้ใดยังกระด้ าง ด้ วยมานะ อวดรู้ ดูหมิ่นกดธรรมลงตํ่า ธรรมะย่อมมิอาจเข้ าไปในใจผู้นนได้ ั ้ เป็ นอันขาด การที่พระเจ้ าสุตโสมทรงรอสภาพที่พร้ อมในการฟั งธรรม ของโจรโปริสาท ทําให้ เห็นว่าธรรมเป็ นของสูงค่า ใจผู้ฟังน้ อมตํ่าลงมา ธรรมจึงหลัง่ เข้ าสูใ่ จผู้นนได้ ั้ กล่าวถึงความจริงใจในมิตร,พึงเห็นต้ นแบบจากพระเจ้ าสุตโสม ครัน้ เมื่อพระองค์ทรงพ้ นจากความ ตายแล้ วยังทรงดําริ แก้ ไขนิสยั ให้ พระสหาย ไม่ทรงเคืองมิตรที่คิดฆ่าตน แต่คอยตามรักษา มิตรผู้ประมาท แม้ โจรสุดดื ้อดึงไม่ยอมงดเนื อ้ มนุษย์อยู่ท่าเดียว พระองค์ก็ทรงมุ่งมัน่ จะแก้ ไขพระสหายให้ ได้ ไม่ทรงเกรี ย้ ว


กราดตัดใจเลิกราด้ วยเห็นว่ายากกว่าที่คิด ทรงหาเหตุผล อื่นๆ มาอธิ บายอย่างต่อเนื่องโดยไม่เบื่อหน่าย หรื อปล่อยให้ สหายตายไปพร้ อมกับบาปนัน้ พรทัง้ 4 ข้ อ พระองค์ก็ทรงขอเพื่ อพระสหายทัง้ สิน้ ไม่ทรง พระทัยอ่อนต่อคําอ้ อนวอนของพระสหาย ทรงมีพระทัยแข็ง ยึดมั่นในความตังพระทั ้ ย แม้ ต้องทําให้ พระ สหายทรมานใจก็ไม่ทรงโลเล ซึง่ ต่างจากคนโลเลที่มกั ใจอ่อนแล้ ว ต้ องมาอ่อนใจในภายหลัง เมื่อโจรเลิกกิน คนแล้ วพระองค์ก็ทรงหาทางออกให้ สหายได้ อยูส่ ขุ สบาย โดยช่วยให้ ถึงที่สดุ ไม่ทําครึ่งๆ กลางๆ แล้ วเหนื่อย หน่ายเลิกเสียกลางคัน ฝ่ ายโจร โปริ สาทผู้รักษาสัตย์ทงนํ ั ้ ้าตา ก็คิดยอมตายโดยใช้ ชีวิตที่เหลืออยู่มาตาม รักษาสัตย์ ถือคําสัตย์หนักแน่นดัง่ ขุนเขา เหล่านี ้เป็ นต้ นแบบของการสร้ างสัจจบารมีได้ อย่างดียิ่ง ผู้ที่ทิ ้งคําสัตย์ลงในบางเรื่ องที่เห็นว่าเล็กน้ อยไม่ค่อยจะมีผลเสียต่อใครนัก เป็ นการทําคําให้ ไม่จริ ง ได้ ฝึกทําลายภาพในใจให้ ล้มลง ความดีที่มีในตนก็คอ่ ย ๆ ทยอยล้ มลงได้ เช่นกัน เมื่อใจคุ้นกับการทําลาย ความตังใจ ้ สิ่งดีๆ ทังหลายที ้ ่ตงไว้ ั ้ ในใจก็สนั่ คลอนได้ ดังคําตรัสแห่งพระบรมศาสดาที่ มีไว้ ในจูฬราหุโลวาท สูตรว่า.. “ราหุล เธอเห็นภาชนะนํ า้ ที่ ควํ่ านี ไ้ หม.. ผู้ไ ม่มีความละอายในการกล่าวเท็จ ทัง้ ที่ร้ ู อยู่ก็เหมื อน ภาชนะที่ควํ่าแล้ วอย่างนี ้ ชื่อว่ากรรมชัว่ ใดที่ทําไม่ได้ ยอ่ มไม่มี เธอจงสําเหนียกไว้ ในใจว่า เราจะไม่กล่าวเท็จ แม้ เพียงการล้ อเล่นกัน” กรณีผ้ กู ล่าววาจาใดแล้ วลืม มิได้ ทําตามคําพูดตน สะท้ อนว่ามีนิสยั ดูเบาคําพูดตน ไม่ตระหนักใน วาจาที่เปล่งออก ความดีในใจก็จะเป็ นดุจไม้ หลักปั กขี ้เลนเพราะคําพูดล้ วนออกมาจากใจ ย้ อนไปในชาดก มีข้อสําคัญประการหนึ่งคือเมื่อโจรโปริ สาทออกสู่ทางสว่างแล้ ว พลันนึกโทษของ คนพาลออกทันที และตําหนิคนพาลอย่างใหญ่หลวงว่าทําให้ ตนต้ องสิ ้นทุกสิ่ง ถึงกับกล่าวอย่างเจ็บชํ ้าใจว่า สิ่งอันใดจะเลวยิ่งกว่าคบมิตรพาลเป็ นไม่มี ฉะนี ้แล้ วนักสร้ างบารมีพึงประจักษ์ ว่า พาลมิตรหรื อมิตรเก๊ นนั ้ เป็ นตัวทําลายสัจจะ ทําให้ ตกตํ่าเป็ นธรรมดา ดังที่พระผู้มีพระภาคได้ ตรัสเตือนพุทธบริ ษัทว่ามิให้ คบมิตร พาล เพียงแค่ได้ คบหาก็นบั ว่าไม่จริ งต่อธรรมของพระองค์แล้ ว ทังยั ้ งไม่จริ งต่อตนเอง ทําลายคุณค่าตนเอง ลงอีกด้ วย การคบคนพาลจึงเหมือนการจับถ่านเพลิง ยามติดก็ร้อน ยามดับก็เลอะดํา ในเหตุการณ์กลับกัน โปริ สาทซาบซึ ้งพระเจ้ าสุตโสมอย่างเปี่ ยมล้ น กล่าวถึงความโชคดีของตนว่า สิ่งใดจะมีโชคได้ ประสบสิ่งดีงามยิ่งกว่าได้ คบหากัลยาณมิตรเป็ นไม่มี เพราะประจักษ์ ดีว่าตนได้ สขุ ทุกอย่าง กลับมาเกินคาดถึงเพียงนี ้ก็เพราะพระเจ้ าสุตโสมเพียงผู้เดียว ดังนันการคบหาบั ้ ณฑิตเป็ นมิตรแท้ ร่วมเป็ น ร่วมตายกันได้ นับว่าได้ ครอบครองสิ่งประเสริ ฐสุด สมดังที่พระบรมศาสดาได้ ตรัสปฏิเสธท่านพระอานนท์ ถึงเรื่ องกัลยาณมิตรว่ามิได้ เป็ นเพียงครึ่งหนึง่ ของพรหมจรรย์ แต่เป็ นทังหมดของพรหมจรรย์ ้ ทีเดียว! พระบรมศาสดาได้ ตรัสถึงยอดธรรมคูน่ ี ้คือ “การคบหากัลยาณมิตร” และ “การมีโยนิโสมนสิการ” ไว้ ดงั นี ้ “เราไม่พิจารณาเห็นเหตุอย่างอื่นที่มี ณ ภายใน ว่ามีอปุ การะมากเหมือนโยนิโสมนสิการเลย ดูก่อน ภิกษุทงหลาย ั้ ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย ย่อมละอกุศลลงได้ เจริญกุศลให้ เกิดมี”


“เราไม่พิจารณาเห็นเหตุอย่างอื่นที่มี ณ ภายนอก ว่ามีอปุ การะมากเหมือนความมีมิตรดีเลย ดูก่อน ภิกษุทงหลาย ั้ ภิกษุผ้ มู ีมิตรดียอ่ มละอกุศลลงได้ เจริญกุศลให้ เกิดมี” โยนิโสมนสิ การ (จับแง่คิดดี ) เป็ นรากเหง้ าให้ เกิดกุศลธรรมในใจได้ ทงั ้ หมด ขณะที่ มิตรดีคือ ผู้ แนะนํากุศลธรรมให้ ได้ ทงหมด ั้ การคบมิตรดีจึงช่วยให้ “ความดีภายนอกไหลเข้ า” จับแง่คิดดีก็ช่วยสกัดเอา “ความชัว่ ภายในไหลออก” หากมีทงสองเสริ ั้ มกันย่อมหมดกิเลสโดยพลัน ในทางตรงข้ าม อธรรมทัง้ 2 คือ “การคบมิตรพาล” และ “การกล่าวคําเท็จ” นับเป็ นคู่อธรรม ทําลายบารมี ทําความดีให้ สูญสิ ้นได้ เพราะเหตุว่าการคบพาลมิตรความชัว่ ทุกชนิดย่อมหลัง่ ไหล มาสู่ตน ส่ว นผลการทํ า คํา ให้ เ ท็จ ความเท็จ นัน้ จะดึง ความดี ในใจออกไปจนหมดเพราะเป็ นการล้ ม ภาพในใจ ประสิทธิภาพของใจได้ สญ ู สิ ้นไป การคบคนพาลจึงเป็ นการดึง “ความชัว่ ภายนอกไหลเข้ า” กล่าวคําเท็จจะ ฉุดให้ “ความดีภายในไหลออก” หากมีสองร่วมทําลายย่อมกลายเป็ นคนเลวสิ ้นดีโดยพลัน “นิสยั จริ งจังแก้ ไขปั ญหา,จริ งใจต่อมิตร,ไม่ผิดต่อธรรม,ไม่ทําลายคําสัตย์ ,ไม่พลัดไปตามกิเลส, ไม่อ้างเหตุสดุ วิสยั ,ไม่เหนื่อยหน่ายท้ อใจ,มีถ้อยคําหนักแน่นดังขุนเขา,ไม่ดเู บาพูดเล่น,เห็นความสําคัญใน คําพูด,รักษาความดีด้วยชีวิต มิให้ ความดีล้มลงจากใจ,หลีกไกลคนพาล,พบพานกัลยาณมิตร,ไม่คิดเลิก กลางคัน และมีใจเด็ดเดี่ยว” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในสัจจบารมี 7.15 สรุปและภาษิตหมวดสัจจบารมี สัจจบารมีเป็ นนิสยั ที่ต้องใช้ กําลังใจเป็ นอย่างสูง เป็ นนิสยั แห่งยอดคน คนบางคนมีความเพียรกลัน่ กล้ า อดทนอุปสรรคนานา แต่ตอ่ มาเกิดเปลี่ยนความคิดมีจิตโลเล ล้ มเลิกความตังใจลงอย่ ้ างน่าเสียดาย ผู้มีสจั จะเมื่อทําอันใดจะทําจริงไม่ทิ ้งความตังใจลงอย่ ้ างเด็ดขาดแม้ ว่าจะเป็ นอย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ เป็ นดังหวังก็ไม่ทิ ้งความตังใจจนกว่ ้ าจะถึงจุดหมาย ผู้ถือคําสัตย์ย่อมมีฤทธิ์ เป็ นคนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อคิดหรื อ ตังใจทํ ้ าการอันใดเพียงแค่เอ่ยวาจา ผู้คนก็น้อมรับฟั งอย่างยินดีและเชื่อถือมัน่ คง คนมีสจั จะต้ องเป็ นคนแท้ มีดีอยูใ่ นแก่น ไม่เนรคุณรับผิดชอบในทุกๆ ด้ านและปกปิ ดทิศทัง้ 6 ไม่มีบกพร่อง ภาษิตหมวดสัจจบารมี ความเกษมจากโยคะย่อมเจริ ญเพราะคบหามิตรคนใด ผู้ฉลาดพึงทํากิจทุกอย่างของกัลยาณมิตร นันให้ ้ เหมือนของตน ผู้ใดไม่มีความอาย ทําลายเมตตา พูดแต่ว่าเราเป็ นเพื่อนท่านๆ แต่มิได้ เอือ้ เฟื ้อช่วยทําการงาน บัณฑิตรู้จกั ผู้นนดี ั ้ ว่ามิใช่มิตรสหาย เพราะว่าบุคคลทําอย่างไรก็ควรกล่าวอย่างนัน้ ไม่ทําอย่างไร ก็ไม่ควร กล่าวอย่างนัน้ ผู้ใดมุ่งความแตกร้ าวคอยแต่จบั ผิด ผู้นนไม่ ั ้ ชื่อว่าเป็ นเพื่อน ส่วนเพื่อนที่ผ้ อู ื่นยุยงให้ แตกกัน


ไม่ได้ ไม่มีความรังเกียจในเพื่อน นอนอยูอ่ ย่างปลอดภัยเหมือนบุตรนอนแอบอกมารดา ผู้นนนั ั ้ บว่าเป็ นมิตร แท้ (หิริชาดก.58/807) น่าติเตียนคนไม่ร้ ูคณ ุ ที่เขาทํา คนที่ไม่ทําคุณแก่ใครและไม่ตอบแทนคุณ ที่เขาทํา ไร้ กตัญํูการคบ ผู้นัน้ ไร้ ประโยชน์ บุคคลทํ าอุปการะแก่ผ้ ูใดแล้ วไม่ได้ ความเป็ นมิตร บัณฑิตไม่ต้องริ ษยาไม่ต้อง ด่าว่า แต่คอ่ ยๆ หลีกห่างจากผู้นนไปเสี ั้ ย (ชวสกุณชาดก.58/429) ถ้ าไม่ประสบคนดีกว่าหรื อเป็ นเช่นกับตน ควรเที่ยวไปผู้เดียวให้ มนั่ ไว้ เพราะความเป็ นสหายในคน พาลย่อมไม่มี ผู้ใดคุ้นเคยกะเจ้ าแล้ วอดทนความคุ้นเคยของเจ้ าได้ ผู้ใดเชื่อถือคําพูดเจ้ า ยกโทษให้ เจ้ าได้ เจ้ าไป จากที่นี ้แล้ วคบหาผู้นนเถิ ั ้ ด ผู้ใดไม่มีกรรมชัว่ ด้ วยกาย วาจา ใจ เจ้ าไปจากที่นี ้จงคบหาผู้นนั ้ ทําตนให้ เหมือน บุตรของผู้นนเถิ ั ้ ด คนที่มีจิตเหมือนนํ ้าย้ อมขมิ ้น กลับกลอก รักง่ายหน่ายเร็ ว เจ้ าอย่าไปคบคนเช่นนันแม้ ้ พื ้น ชมพูทวีปทังสิ ้ ้นจะไม่มีมนุษย์อื่นเหลืออยู่ก็ตาม จงหลีกคนนันให้ ้ ห่างไกล เหมือนอยู่ห่างอสรพิษดุร้าย หรื อ เหมือนหลีกทางที่เปื อ้ นอุจจาระ ความพินาศมีแก่ผ้ ูคบคนพาลการอยู่ร่วมคนพาลเป็ นทุกข์ทุกเมื่ อดุจอยู่ ร่วมกับศัตรู บัณฑิตมีความโกรธเป็ นเจ้ าเรื อนไม่ดี พึงอ่อนน้ อมต่อผู้อ่อนน้ อม พึงคบผู้ที่เขาพอใจจะคบด้ วย และทํากิจแก่ผ้ ชู ่วยทํากิจ ไม่ควรทําความเจริ ญแก่ผ้ หู วังความเสื่อมให้ ตน ไม่ควรคบผู้ที่ไม่พอใจจะคบหา ด้ วย ไม่พงึ สิเน่หาในผู้เลิกลา ไม่พึงสมาคมกับผู้มีจิตคิดออกห่าง นกรู้ว่าต้ นไม้ ผลหมดแล้ วย่อม บินสู่ต้นอื่น คนก็ ร้ ู ว่า เขาหมดอาลัย แล้ วควรเลื อกหาคนอื่ นที่ เขาสมัครรั กใคร่ เ พราะโลกกว้ า งใหญ่ พ อ (โคธชาดก. 58/599) เสียงของสุนขั จิ ้งจอกทังหลายก็ ้ ดี ของนกทังหลายก็ ้ ดี ยังรู้ ได้ ง่าย แต่เสียงของมนุษย์ร้ ู ได้ ยากกว่า นัน้ อนึง่ ผู้ใดเมื่อก่อนเป็ นผู้ใจดี คนทังหลายนั ้ บถือว่าเป็ นญาติมิตรสหาย ภายหลังผู้นนกลั ั ้ บกลายเป็ นศัตรู ไปได้ ใจของมนุษย์ร้ ู ได้ ยากอย่างนี ้ หากว่าใจจดจ่ออยู่ในบุคคลใดแม้ บุคคลนันอยู ้ ่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้ ทว่าใจเหินห่างจากบุคคลใดแม้ บคุ คลนันจะอยู ้ ใ่ กล้ ก็เหมือนอยู่ไกล ถ้ าจิตเลื่อมใส รักใคร่กนั ถึงจะอยู่กนั คน ละฝั่ งสมุทรก็เหมือนอยู่ใกล้ ชิดกัน ถ้ ามีจิตคิดประทุษร้ ายกันถึงแม้ จะอยู่ใกล้ ชิดติดกันก็เหมือนอยู่กนั คนละ ฝั่ งสมุทร การอยู่ร่วมกันนานเกินควร คนรักย่อมกลายเป็ นคนไม่รักกันก็ได้ ข้ าพระองค์ขอทูลลาพระองค์ไป ก่อนที่ข้าพระองค์จะกลายเป็ นผู้ไม่เป็ นที่รักของพระองค์ (ชวนหังสชาดก.60/232) เธอให้ ฉันเอิบอิ่มด้ วยคําพูดแต่หาให้ อิ่มด้ วยสิ่งที่ควรทําไม่ เหมือนดอกหงอนไก่มีสีสวยแต่ไร้ กลิ่น ผู้ใดไม่ให้ ปัน ไม่เสียสละโภคะ เอาแต่พดู คําอ่อนหวานที่ไร้ ผล ความสัมพันธ์กบั มิตรนันจะจื ้ ดจาง เพราะว่า คนควรพูดแต่สิ่งที่จะต้ องทํา ไม่ควรพูดถึงสิ่งที่ไม่ต้องทํา บัณฑิตทังหลายรู ้ ้ จกั คนที่ไม่ทํากลับดีแต่พดู ว่ามิใช่ มิตร (อาสังกชาดก.59/61) ผู้ค บคนเช่น ใดเขาย่อมตกอยู่ใต้ อํา นาจของบุคคลนัน้ บุค คลคบคนเช่นไรย่อมเป็ นเช่น คนนัน้ อาจารย์คบอันเตวาสิกย่อมทําอันเตวาสิกที่ ยงั ไม่แปดเปื อ้ นให้ แปดเปื อ้ นเหมือนลูกศรเปื อ้ นยาพิษ ทําแล่ง


ลูกศรให้ เปื อ้ นด้ วย ฉะนัน้ นักปราชญ์ไม่พึงมีเพื่อนลามกเพราะจะแปดเปื อ้ นบาป นรชนใดห่อปลาเน่าด้ วย ใบหญ้ าคา ใบหญ้ าคานันก็ ้ มีกลิ่นเน่าฟุ้งไป ฉันใด การเข้ าไปคบหาคนพาลก็เช่นนัน้ นรชนใดห่อกฤษณา ด้ วยใบไม้ ใบไม้ นนหอมฟุ ั้ ้ ง การคบหานักปราชญ์ยอ่ มเป็ นเช่นกัน บัณฑิตรู้ความเปลี่ยนแปลงของตนดัง่ การ ห่อใบไม้ แล้ วไม่ควรเข้ าไปคบหาพวกอสัตบุรุษ ควรคบหาแต่เหล่าสัตบุรุษ ด้ วยว่าอสัตบุรุษฉุดไปนรก สัตบุรุษพาให้ ถึงสุคติ (สัตติคมุ พชาดก.61/130) คนสูงส่งแต่คบคนตํ่าทรามจะเป็ นคนเลวกว่าคนนั น้ ทีเดียว ผู้คบหาคนเลวทรามเป็ นปกติ จะเสื่อม เสีย แต่ผ้ คู บหาคนเสมอกันเป็ นปกติจะไม่เสื่อมเสียในกาลไหน ๆ ส่วนผู้คบหาคนที่ประเสริ ฐสุดจะเข้ าถึงเขา โดยเร็ว เพราะฉะนันควรคบแต่ ้ คนที่สงู กว่าตน ผู้เป็ นเพื่อนร่ วมสุขทุกข์จนตลอดชีวิต เป็ นสัตบุรุษ ย่อมละทิ ้งเพื่อนผู้สิ น้ ทรัพย์หรื อยังไม่สิ ้นทรัพย์ ไม่ได้ เลย บุคคลอย่า คุ้น เคยในคนทํ า บาป คนพูดเหลาะแหละ คิดแต่ป ระโยชน์ ต น แสร้ งทํ าสงบเสงี่ ย ม แต่ภายนอก ทําทีเหมือนกลํ ้ากลืนมิตรด้ วยวาจาแต่มิได้ ช่วยเหลือการงานเลย ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนัน้ คนที่แบมือเปล่า เอาแต่กล่าววาจาจัดเป็ นมนุษย์กระพี ้ ไม่กตัญํู เป็ นคนไม่แน่นอน กําจัดผู้คนไม่เลือก หน้ า เป็ นเหมือนดาบที่เขาลับแล้ วปกปิ ดไว้ ไม่ควรนัง่ ใกล้ คนเช่นนันเลย ้ คนบางพวกคอยเพ่งโทษเข้ าหาคน อื่นด้ วยอุบายต่าง ๆ พูดจาคมคายซึ่งไม่ตรงกับนํ ้าใจ เป็ นคนเทียมมิตร บัณฑิตไม่ควรคุ้นเคยเลย คนคิดชัว่ มองเห็นอามิ ส ที่ ใดก็ คิดประทุษร้ ายได้ แล้ วก็ ละสหายนัน้ ไป คนหลอกลวง ปกปิ ดการงาน เป็ นเช่นกับ อสรพิษที่ ปกปิ ดรู บัณ ฑิตไม่ควรคบ คนที่ มี คําอ่อนหวานว่าจะทํ าสิ่ง โน้ นสิ่งนี ใ้ ห้ แต่แล้ วก็ ไ ม่ทํา การทํ า ความคุ้นเคยในผู้นนเป็ ั ้ นไปเพื่อฉิบหายใหญ่หลวง ผู้มีจิตกลับกลอกคําพูดไม่แน่น อน พูดกลมกล่อมแต่จิต กระด้ างหยาบคายเพ่งโทษไม่ควรคบ บุคคลนั่งหรื อนอนที่ร่มเงาของต้ นไม้ ใดไม่ควรหักรานกิ่งของไม้ นนั ้ เพราะผู้ประทุษร้ ายมิตรเป็ น ผู้ชั่วช้ า ผู้ขจัดความสงสัยได้ ชื่อว่าเป็ นเกาะ เป็ นที่พึ่งพาของบุรุษนัน้ คนมีปัญญาไม่พึง ละมิตรภาพกับ อาจารย์เช่นนัน้ (ภูริปัญหาชาดก.59/940) คนยังมีหวังอยู่ตราบใด ตราบนันยั ้ งคบหากันอยู่ เมื่อเขาเสื่อมจากประโยชน์ คนโง่จะทอดทิ ้งเขา ผู้ที่ผ้ อู ื่นทําความดีให้ ก่อน เมื่อสําเร็ จประโยชน์ที่ต้องการแล้ วกลับไม่ร้ ูคณ ุ ประโยชน์ของผู้นนจะเสื ั้ ่อมสลาย ไป ส่วนบุคคลที่ผ้ อู ื่นทําดีให้ จนสําเร็ จประโยชน์ที่ต้องการแล้ วก็ยงั รู้คณ ุ ประโยชน์ที่เขาปรารถนาจะเพิ่มพูน ขึ ้น (ทัฬหธัมมชาดก.59/370) ผู้ใดยกย่องและคบหาอสัตบุรุษ อสัตบุรุษย่อมทําผู้นนแหละให้ ั้ เป็ นเหยื่อเหมือนเสือโคร่ ง คืนชีพ จับมาณพผู้ร่ายมนตร์ ปลุกตนขึ ้นมากินเสีย ฉะนัน้ (สัญชีวชาดก56/613) ไม่ควรสนิทสนมเป็ นมิตรกับคนชัว่ คนมักโกรธที่น่าชัง ผู้เป็ นอริ ยะรู้ ประโยชน์จะไม่สนิทสนมกับ อนารยชนคนชัว่ เพราะแม้ อยู่ร่วมกันเป็ นเวลานานก็ยงั ทําชัว่ อยู่ คนทุศีลไม่มียางอาย แม้ อยู่ร่วมกันนาน ก็มิได้ คํานึงถึงการอยูร่ ่วมกันนัน้ ย่อมทําแต่กรรมลามกเท่านันเอง ้ บุคคลรู้ว่าผู้นี ้เป็ นเช่นเดียวกับเราด้ วยศีล


ด้ ว ยปั ญ ญา ด้ ว ยสุต ะพึ ง ทํ า ไมตรี กับ บุ ค คลนัน้ เพราะการสมาคมกับ สัต บุ รุ ษ นํ า มาซึ่ ง ความสุข แท้ (อินทสมานโคตตชาดก.57/79) บัณ ฑิ ต ทัง้ หลายไม่ทํ า การพบปะกัน สนิ ท สนมกัน หรื อ คุณ ที่ ทํ า ไว้ ใ นกาลก่ อ นให้ เ สื่ อ มสูญ ไป ส่วนคนพาลทังหลายทํ ้ าการพบปะกัน สนิทสนมกัน หรื อคุณที่เขาทําไว้ ในกาลก่อนให้ เสื่อมสูญไป คุณที่ทํา ไว้ ในคนพาลถึงจะมากก็เสื่อมไปหมดเพราะคนพาลเป็ นคนอกตัญํู ส่วนคุณที่ทําไว้ ในนักปราชญ์ทงหลาย ั้ ถึงจะน้ อยก็ไม่เสื่อมหายไปเพราะนักปราชญ์มีความกตัญํูดี (ชุณหชาดก60/19) ผู้มิใช่มิตรเมื่อเห็นเพื่อนแล้ วไม่ยิ ้มแย้ ม ไม่ร่าเริ งต้ อนรับเพื่อน ไม่แลดูเพื่อน กล่าวคําย้ อนเพื่อน บุคคลมิใช่มิตรจะคบหาศัตรูของเพื่อน ไม่คบหามิตรของเพื่อน ห้ ามผู้ที่กล่าวสรรเสริ ญเพื่อน สรรเสริ ญผู้ที่ ด่าเพื่อน บุคคลผู้มิใช่มิตร ไม่บอกความลับแก่เพื่อน ไม่ช่วยปกปิ ดความลับของเพื่อน ไม่สรรเสริ ญการงาน ของเพื่อน และไม่สรรเสริ ญปั ญญาของเพื่อน ผู้มิใช่มิตรจะยินดีในความฉิบหายของเพื่อน ได้ อาหารที่ดีมี รสอร่อยมาแล้ วก็มินึกถึงเพื่อน ไม่ยินดีอนุเคราะห์เพื่อนว่าทําอย่างไรถึงเพื่อนของเราจะได้ ลาภอย่างนี ้บ้ าง ส่วนผู้เป็ นมิตรนันย่ ้ อมระลึกถึงเพื่อนผู้อยู่ ห่างไกล ยินดีต้อนรับเพื่อนผู้มาหา รักใคร่ จริ ง ทักทายปราศรัย ด้ วยวาจาไพเราะ คบหามิ ตรของเพื่ อ น ไม่คบหาผู้ที่มิ ใช่มิ ตรของเพื่ อ น ห้ ามปรามผู้ที่ ด่าติเตี ยนเพื่ อ น สรรเสริ ญผู้ที่พรรณนาคุณความดีของเพื่อน ผู้เป็ นมิตร ย่อมบอกความลับแก่เพื่อนได้ ปกปิ ดความลับของ เพื่อน สรรเสริ ญการงานของเพื่อน และสรรเสริ ญปั ญญาของเพื่อน ผู้เป็ นมิตรยินดีในความเจริ ญของเพื่อน ไม่ยินดีความเสื่อมของเพื่อน หากได้ อาหารอร่อยย่อมระลึกถึงเพื่อน ยินดีอนุเคราะห์เพื่อน คิดว่าทําอย่างไร เพื่อนของเราจะได้ ลาภอย่างนี ้บ้ าง (มิตตามิตตชาดก.60/206) ภัย ตามถึ ง บุค คลผู้ไ ร้ ปั ญ ญา พูด จาพล่อ ย ๆ ไม่ปิ ดบัง ความรู้ ขาดความระมัด ระวัง ไม่พิ นิ จ มิตรเทียม ผู้ใดเป็ นมิตรเพียงแค่คอยคล้ อยตาม มิใช่เป็ นมิตรด้ วยใจ บุคคลไม่ควรบอกเนื ้อความอันเร้ นลับ กับผู้นนั ้ มิตรแท้ แต่เป็ นคนโง่หรื อมิตรมีปัญญาแต่ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็ นประโยชน์ก็ไม่ควรจะให้ รู้ ความลับ เหมือนกัน นรชนใดสําคัญว่าผู้นี ้มีใจดีแล้ วบอกความลับกับคนทราม นรชนนันเป็ ้ นคนโง่เขลาทรุดโทรมลง โดยไม่ต้องสงสัย เพราะฉันทาคติ โทสาคติหรื อภยาคตินนเอง ั้ ผู้ใดปากบอนนับเข้ าในพวกอสัตบุรุษ ชอบกล่าวถ้ อยคําในที่ ประชุม ชน ได้ ยินความลับของคนอื่ นแล้ วแพร่ ง พรายในท่ามกลางประชุม ชนว่า สิ่ ง โน้ น คนโน้ น ทํ า คํ า นี ค้ นโน้ น พูด นัก ปราชญ์ เ รี ยกคนเช่น นัน้ ว่า มี ป ากชั่ว มี ป ากเหม็ น คล้ า ยอสรพิ ษ ควรระมัดระวังคนเช่นนันแต่ ้ ไกล ๆ เมื่อบุคคลกลัวความลับจะแตกก็ไม่ควรแพร่งพรายความลับที่สําคัญแม้ แก่มารดา บิดา พี่สาว น้ องสาว พี่ชาย น้ องชาย สหาย หรื อญาติฝ่ายเดียวกับตน ถ้ าภรรยาสาวพูดไพเราะ อ้ อนวอนสามีให้ บอกความลับ เมื่อกลัวความลับจะแตกก็ไม่ควรแพร่งพรายความลับสําคัญแม้ แก่ภรรยานัน้ เช่นกัน บุคคลไม่ควรเปิ ดเผยความลับเลย ควรรักษาความลับนัน้ ไว้ ให้ เหมือนรักษาขุมทรัพย์ คนฉลาด ไม่ควรขยายความลับแก่สตรี ศัตรู และผู้มุ่งอามิส หรื อแก่คนผู้หมายล้ วงดวงใจ คนมีประมาณเท่าใดที่ร้ ู ความลับที่ปรึกษากัน คนมีประมาณเท่านันย่ ้ อมขู่ให้ บุรุษนันหวาดกลั ้ วได้ เหตุนนจึ ั ้ งไม่ควรขยายความลับ ให้ ความลับของตนจางหายไปภายในใจของตนผู้เดียว ไม่ต้องบอกแก่คนอื่น คนจําพวกใดมีความคิดลี ้ลับ


ไม่พูดแพร่ งพราย มัน่ คงในประโยชน์ตน ย่อมเว้ นไกลจากอมิตรทังหลาย ้ ดุจคนผู้รักชีวิตเว้ นไกลจากหมู่ อสรพิษ ฉะนัน้ บุคคลพึงรังเกียจในศัตรูทีเดียว แม้ ในมิตรก็ไม่ควรไว้ วางใจ ภัยอาจเกิดขึ ้นจากที่ที่ไม่มีภยั ได้ มิตรย่อมตัดโค่นรากได้ โดยแท้ อย่าพึงวางใจในบุคคลที่ทําการทะเลาะกันมาแล้ ว ผู้ใดดํารงอยู่ด้วยการ เตรี ยมพร้ อมอยู่เป็ นนิตย์ ผู้นนย่ ั ้ อมไม่ยินดีกบั ศัตรูของตนเลย บุคคลควรทําตนให้ เป็ นที่ไว้ วางใจของคนอื่น แต่ไม่ควรจะวางใจคนอื่นจนเกินไป (ปั ณฑรก-ชาดก.61/461) บุคคลไม่ควรประทุษร้ ายต่อมิตร เพราะผู้ประทุษร้ ายมิตรเป็ นคนเลวทรามที่สดุ จะหาคนอื่นที่เลว กว่าเป็ นไม่มี (ปั ณฑรกชาดก.61/468) ถ้ อยวาจาใดทําให้ ผ้ อู ื่นได้ รับความเสียหายได้ ถึงแม้ ว่าจะมีประโยชน์มากก็ตาม บัณฑิตก็ไม่ควร กล่าวถ้ อยวาจานัน้ (คันธารชาดก.59/319) เขาเคยทําความดีทําประโยชน์ให้ มาก่อน แต่ไม่ร้ ู สึกสํานึกในบุญคุณของเขา ภายหลังเมื่อตนเกิด เรื่ องจําเป็ นขึ ้นมาก็จะหาคนช่วยเหลือมิได้ (อกตัญํูชาด.56/316) เพราะไม่ปรนนิบตั ดิ แู ลมารดาบิดาแม้ ทรัพย์สินที่หวงแหนย่อมเสื่อมสลายไป ตัวเองก็ประสบความ ยากลําบาก พ่อแม่อนุเคราะห์เลี ้ยงดูลกู ท่านกล่าวว่าเป็ นพระพรหม เป็ นอาจารย์คนแรก เป็ นพระอรหันต์ ของลูก ฉะนันผู ้ ้ เป็ นบัณฑิตพึงนอบน้ อมสักการะมารดาบิดาด้ วยการให้ ข้าว นํ ้า เสื ้อผ้ า ที่หลับนอน ขัดสีตวั อาบนํ ้าและล้ างเท้ าให้ ทา่ น (โสณนันทชาดก.62/283)

การฝึ กสมาธิ เป็ นประจําเป็ นรากฐานการสร้ างสัจจบารมีได้ อย่างดี เพราะได้ ฝึกใจให้ คลายจาก ความโลภ โกรธ หลง คลายความคิดจากกิเลสชักจูง จึงคิด พูด ทําในสิ่งต่างๆ อย่างซื่อตรงไปตามความเป็ น จริงในสภาวะใจเช่นนี ้จึงเหมาะแก่การปลูกฝั งนิสยั แห่งสัจจบารมี

SB435 Lesson7