Issuu on Google+

เนือ้ หาบทที่ 6 ชาดกในหมวดขันติบารมี 6.1 6.2 6.3 6.4 6.5 6.6 6.7 6.8 6.9 6.10

ภัยที่หนีไม่พ้น สองสหายใจหนักแน่น มิตรภาพผุพงั เพราะฟั งคํายุ ธรรมชนะอธรรม ทนทรราช รักษาอารมณ์ ข่มใจไว้ เป็ นศรี ความโกรธที่โหดเหี ้ยม อดทนจนได้ ดี ยอมลดศักดิศ์ รี ทับทวีขนั ติธรรม ภาษิตหมวดขันติบารมี


แนวคิด 1. ขันติบารมีเป็ นนิสัยที่จําเป็ นอย่างยิ่งในวิถีนกั สร้ างบารมี หากไม่สร้ างขันติบารมีจะทําให้ ชีวิต หลงใหลไปตามกระแสกิเลส เมื่อมนุษย์อยู่ในกระแสกิเลส แต่ไม่ทนต่อกิเลส ก็จะสร้ างบาปไปอบายเวียน วนทนทุกข์อยูไ่ ม่สิ ้นสุดในวัฏสงสาร 2. การสร้ างขันติบารมีเป็ นการสร้ างนิสยั ต่าง ๆ เพื่อความหนักแน่นของจิตใจ ชอบรักษาใจ ให้ เป็ น ปกติสขุ ชนิดยอมตายก็ไม่ยอมพ่ายแพ้ ตอ่ กิเลสเด็ดขาด ทําให้ เป็ นคนสงบ กิเลสทําร้ ายได้ ยาก รักษาความ ดีได้ มนั่ คง เป็ นผู้น่าคบหา น่าเข้ าใกล้ เป็ นที่พึ่งแก่ผ้ อู ื่นได้ ดี และมีพื ้นฐานใจเอื ้อต่อการสร้ างบารมีอื่น ๆ ให้ รุ ดหน้ าแก่กล้ าขึน้ ไปได้ อย่างดีเ ยี่ยม ดังนัน้ ขันติบารมีจึงเป็ นนิสัยที่สร้ างภูมิค้ มุ กันกิเลสได้ อย่างดีดุจโล่ ป้องกันศัตรู 3. หากนิสยั แห่งขันติบารมีบกพร่องวิถีนกั สร้ า งบารมีจะไม่ปลอดภัย เพราะต้ องพ่ายแพ้ กิเลสอยู่ บ่อ ย ๆ จนก่ อ อกุศ ล สร้ างวิ บ ากมาขัด ขวางวิ ถี ท างของตน กระทั่ง พลาดพลัง้ ไปลงอบายอยู่เ นื อ ง ๆ เป้ าหมายปลายทางก็ จ ะห่า งไกลไปทุก ที จนท้ อ แท้ เ ปลี่ ย นเป้ าหมายไปในที่ สุด ดัง นัน้ จึง จํ า เป็ นต้ อ ง ครอบครองนิสยั เหล่านี ้ไว้ ให้ ได้ ก่อนที่จะพ่ายแพ้ ตอ่ กิเลสและพญามาร จนกลายเป็ นนิสยั อ่อนแอข้ ามชาติ

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ ร้ ูนิสยั ชุดที่หกที่ต้องใช้ ในวิถีนกั สร้ างบารมี เป็ นนิสยั หมวดหมูข่ นั ติบารมี 2. เพื่อให้ เห็นตัวอย่างของนักสร้ างบารมีในอดีตที่ประสบความสําเร็จ ไว้ น้อมนํามาปฏิบตั ิ 3. เพื่อให้ ได้ นิสยั ชุดที่หกประจําวิถีนกั สร้ างบารมีมาครอบครอง


บทที่ 6 ชาดกในหมวดขันติบารมี หากอุปมาวิถีนกั สร้ างบารมีเป็ นดังวิถีแห่งสงครามที่ต้องสู้รบกับอธรรม เช่นนันขั ้ นติบารมีก็เปรี ยบ ได้ กบั “ทัพหลัง” นิสัยต่าง ๆ ในหมวดขันติบารมี จึงเปรี ยบเหมือนทหารที่มีหน้ าที่สกัดป้องกันข้ าศึกบุกเข้ าโจมตี กองทัพรอบด้ าน มิให้ ภัยเข้ ามาทําให้ เสียกระบวนทัพ ทัพนี ้จึงเป็ นสัญลักษณ์แห่ง “ความแข็งแกร่ ง” ของ กองทัพ ข้ า ศึก คื อ สิ่ ง ขัด ขวางมิ ใ ห้ ใ จมี ส ภาพปกติ เช่ น วาจากระทบกระทั่ง ความลํ า บากตรากตรํ า ทุกขเวทนา สิ่งเย้ ายวน เป็ นต้ น โทษภัยคือความอ่อนแอทางจิตใจ ทําให้ ความดีต้องแตกทําลาย ลุแก่ อํานาจกิเลส มีอาการโกรธ ฉุนเฉียว งอแง โอดครวญ เศร้ าโศก ทรมานใจ เพ่งเล็งอยากได้ กระสับกระส่าย เป็ นต้ น ขันติบารมีเป็ นเครื่ องบ่มนิสยั รักความหนักแน่นของจิตใจ รักษาใจให้ เป็ นปกติ อดทน อดกลัน้ ข่ม ใจจากกิเลสที่มารุมเร้ าได้ ทนั ท่วงทีในทุกสถานการณ์ จะเป็ นเช่นนี ้ต้ องฝึ กฝนให้ ชํานาญ ผู้ที่สงบเสงี่ยมใน ยามปกติ แต่ถึงคราวถูกกระทบกระทัง่ กลับกลายเป็ นผู้ร้ายกาจ เช่นนี ้ยังไม่นบั ว่ามีขนั ติ แต่เป็ นผู้อ่อนแอ ไม่ อดกลันต่ ้ อสิ่งที่มากระทบหรื อบีบคันจิ ้ ตใจ เช่น คําตักเตือนสัง่ สอน คําดูหมิ่น คําสรรเสริ ญ ลมฟ้าอากาศ ความลําบากตรากตรํ า เจ็บไข้ ได้ ป่วย สิ่งยัว่ เย้ ากิเลส ผลกระทบจากกิเลสในตัวคนอื่น เป็ นต้ น หากนิสัยแห่งขันติบารมี ยังมีไ ม่มากพอ ก็จะไม่มีตบะธรรมเอาไว้ เผาผลาญกิเลส ต้ องถูกกิเลส รบกวนใจอยูต่ ลอด และจะต้ องพ่ายแพ้ อยูร่ ํ่ าไป การทาหน้ าที่กัลยาณมิตรเป็ นการเพิ่มพูนขันติบารมีได้ ดีย่ งิ เพราะต้ องอดทนทุกรู ปแบบ เช่ น ทนคน ทนกิเลส ทนวาจา ทนลาบาก ชนิดยอมตายไม่ ยอมแพ้ จนกว่ าจะช่ วยผู้อ่ ืนให้ พ้นทุกข์ ได้ สาเร็จ 6.1 ภัยที่หนีไม่ พ้น1 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก ภิกษุนงั่ สนทนากันในโรงธรรมถึงความอกตัญํู ความประทุษร้ ายมิตรของ พระเทวทัต พระทศพลเสด็จมาทรงทราบเรื่ องสนทนาแล้ วตรัสว่า มิใช่แต่ในบัดนี ้เท่านัน้ แม้ เมื่อกาลก่อนก็ ได้ เป็ นเช่นนี ้ แล้ วทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังนี ้.. ในอดีต ณ ป่ าใหญ่แห่งหนึ่ง ได้ มีลิงตัวหนึ่งกระหายนํ ้าเต็มที่ยืนอยู่ใกล้ บ่อนํา้ ลึก ขณะนันมี ้ ชาย หนุม่ ผู้หนึง่ เดินผ่านมาพอดี เห็นลิงจด ๆ จ้ อง ๆ อยากดื่มนํ ้า ชายหนุ่มจึงตักนํ ้าในบ่อใส่รางให้ ลิงดื่ม ชาย

1

ทุพภิยมักกฎชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 57 หน้า 139-142


หนุม่ เห็น ที่ร่มรื่ นจึงนอนลงที่โคนไม้ ต้นหนึง่ แต่มิคาดลิงดื่มนํ ้าอิ่มแล้ วกลับทําหน้ าล้ อเลียนใส่ชายหนุ่มผู้มี พระคุณ ชายหนุม่ จึงดุเตือนมันว่า.. “โธ่! อ้ ายลิง เมื่อเอ็งกระหายนํ ้าเหน็ดเหนื่อยมาข้ าก็ให้ นํ ้าเอ็งดื่ม ตอนนี ้เอ็งกลับทําหน้ าลอกแลก หลอกข้ าได้ น่าอนาถใจที่ข้าช่วยเหลือสัตว์ชวั่ ไม่มีประโยชน์ การคบหาคนชัว่ ไม่ประเสริฐเลย” ลิงผู้ทําลายมิตรกล่าวสวนว่า.. “ช้ าก่อน! ท่านอย่าเพิ่งเข้ าใจว่าเราทําได้ เพียงเท่านี ้แล้ วจบกันนะ เดี๋ยวเราจะอึใส่หวั ท่านแล้ วค่อย หนีไป” ชายหนุ่มผลุนผลันเตรี ยมจะลุกขึน้ หลบลิง แต่คนไม่ไวไปกว่าลิง ลิงกระโดดห้ อยโหนโจนทะยาน เอียงก้ นถ่ายอึลงศีรษะชายหนุม่ พอดีแล้ วร้ องเจี๊ยกเข้ าป่ าไป.. ชายหนุ่มไม่ถือสาหาอารมณ์ ตักนํา้ ขึน้ มาอาบชําระร่ างกายแล้ วจากไปด้ วยคติที่สอนใจเพิ่มขึน้ อีกหนึง่ บท ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ลิงในครัง้ นันมาเป็ ้ นเทวทัต ชายหนุม่ มาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ ชายหนุ่มแม้ ช่วยเหลือด้ วยนํ ้าใสใจจริ งแต่ก็ไม่วายได้ ประสบทุกข์ การอยู่ร่วมกัน ในโลกหนีไ ม่พ้นต้ องประสบคนพาล ต้ องรับทุกข์ที่มาจากคนพาล วิสัยแห่งบัณฑิตย่อมต้ องอดทนพาล ภายนอกให้ ได้ ก่อนที่จะไปปราบกิเลสภายใน “นิสยั ไม่ชอบถือสาหาอารมณ์ มีสภาพใจเป็ นปกติ” จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่อง เข้ าในขันติบารมี 6.2 สองสหายใจหนักแน่ น2 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก สมัยหนึ่ง พระสารี บุตรและพระโมคคัลลานะคิดกันว่าจักพอกพูนการอยู่ป่า ตลอดพรรษา ได้ ทลู ลาพระทศพลแล้ วละหมู่คณะออกจากพระเชตวันไปอาศัยอยู่ป่า มีบรุ ุ ษคนหนึ่งเข้ ามา ทําการอุปัฏฐากพระเถระทังสองคิ ้ ดว่า พระเถระทังสองอยู ้ ่พร้ อมเพรี ยงกันเหลือเกิน เราจะทําพระเถระให้ แตกกันได้ ไหมหนอ จึงทดลองยุพระเถระทังสองให้ ้ ระแวงกัน พระเถระทังสองจึ ้ งขับไล่บรุ ุ ษนันไป ้ เมื่อออก พรรษาแล้ วได้ มาเฝ้าพระทศพลกราบทูลเรื่ องนันให้ ้ ทรงทราบ พระทศพลตรัสว่า มิใช่บดั นี ้เท่านัน้ แม้ ในกาล ก่อนคนนี ้ก็คดิ จะทําลายพวกเธอ เมื่อพระเถระทังสองทู ้ ลอาราธนา จึงทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังนี ้..

2

วรรณาโรหชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 58 หน้า 793-799


สมัยหนึง่ ราชสีห์กบั เสือโคร่งอยูด่ ้ วยกันในถํ ้าแห่งหนึ่ง ยังมีสนุ ขั จิ ้งจอกอีกตัวหนึ่งคอยรับใช้ สตั ว์ทงั ้ สองอยู่ แต่ละวันสุนัขจิง้ จอกคอยกินเดนอาหารของราชสี ห์และเสื อโคร่ งผู้เป็ นนาย อยู่ม าวันหนึ่ง สุนัข จิ ้งจอกอุตริคดิ ขึ ้นว่า.. “เราไม่เคยได้ กินเนื ้อราชสีห์กบั เสือโคร่งมาก่อนเลย เราจะทําสัตว์ทงสองนี ั้ ้ให้ แตกคอกันก่อน แล้ ว ค่อยรอกินเนื ้อมัน” สุนขั จิ ้งจอกเข้ าไปหาราชสีห์แล้ วถามด้ วยสีหน้ า���ป็ นทุกข์เป็ นร้ อนว่า.. “นายท่าน! นายท่านไปทําอะไรเสือโคร่งเข้ าหรื อ?” “มีอะไรรึ?” ราชสีห์ถามอย่างฉงน “เมื่อตอนที่ข้าพเจ้ าเดินผ่านมา เสือโคร่งนัน่ พูดดูถกู ท่านเหลือเกินว่า ราชสีห์ไม่ได้ ครึ่ งหนึ่งของเรา หรอก ทังร่้ างกาย ทังความสู ้ งใหญ่ ทังพละกํ ้ าลัง เราเหนือกว่าเยอะ!” ราชสีห์ขม่ อารมณ์ไว้ ไม่รีบเชื่อเสียทีเดียว กล่าวว่า.. “เออ! เจ้ าจงไปก่อนเถอะ เสือโคร่งคงไม่ได้ กล่าวอย่างนันหรอกน่ ้ า” สุนขั จิ ้งจอกเข้ าไปหาเสือโคร่ง กล่าวใส่ความราชสีห์โดยอุบายเดิม เสือโคร่ งฟั งดังนันก็ ้ ไม่ลุแก่โทสะ ยังไม่รีบด่วนสรุ ป ไล่จิ ้งจอกไปก่อนแล้ วเข้ าไปหาราชสีห์ถามให้ แน่ใจจึงได้ ทราบความจริ ง แล้ วขอขมาโทษต่อราชสีห์ ทัง้ สองปรึ กษากันว่า เจ้ าจิ ้งจอกตัวนีม้ นั แสบมาก สมควรไล่มนั ไปที่อื่น ทังสองเข้ ้ าไปหาจิ ้งจอกแล้ วกล่าวว่า.. “เจ้ าจิ ้งจอกเอ๋ย! เจ้ าคิดร้ ายต่อเราผู้อยู่กบั เจ้ าถึงเพียงนี ้ พวกเราก็ไม่ยินดีอยู่ร่วมกับเจ้ าอีก ต่อไป เจ้ าจงไปอยูท่ ี่อื่นเสียเถอะ!” แล้ วทังสองก็ ้ ไล่สุนขั จิ ้งจอกไปที่อื่น เสือโคร่ งโล่งใจที่รักษามิตรไว้ ได้ นึกดีใจที่ไม่หุนหันพลันแล่น ทําผิดพลาดลงไป ได้ เปล่งอุทานว่า.. “ผู้ใดเชื่อคําพูดคนอื่นเป็ นจริ งเป็ นจัง ผู้นนั ้ อาจต้ องแตกแยกจากมิตร และประสบเวรกรรมอย่าง มาก ผู้ใดมุง่ ความแตกร้ าวคอยแต่จบั ผิด ผู้นนไม่ ั ้ ชื่อว่าเป็ นมิตร ส่วนผู้ที่ผ้ อู ื่นยุให้ แตกกันไม่ได้ ไม่รังเกียจใน มิตร นอนได้ อย่างปลอดภัยเหมือนบุตรนอนแอบอกมารดา ผู้นนนั ั ้ บว่าเป็ นมิตรแท้ ” ..แล้ วสัตว์ทงสองก็ ั้ อยูพ่ ร้ อมเพรี ยงกันสืบต่อไปอีกยาวนาน


ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า สุนขั จิ ้งจอกในกาลนันมาเป็ ้ นคนกินเดนนี ้ ราชสีห์มาเป็ นพระสารี บุตร เสือโคร่งมาเป็ นพระโมคคัลลานะ รุกขเทวาผู้เห็นเหตุการณ์มาเป็ นตถาคตแล 6.3 มิตรภาพผุพังเพราะฟั งคายุ3 สาเหตุที่ ต รั ส ชาดก พระทศพลทรงติเ ตี ย นภิ กษุ ฉัพ พัค คี ย์ ที่ นํ า ความส่อ เสี ย ดไปให้ แ ก่ ภิ ก ษุ ผู้ บาดหมางกันแล้ วตรัสว่า ขึ ้นชื่อว่าวาจาส่อเสียดคมกล้ าประดุจศาสตรา ความคุ้นเคยที่เหนียวแน่นมัน่ คง แตกสลายไปได้ รวดเร็วเพราะวาจาส่อเสียด แล้ วทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี ้.. ในอดีต ณ ป่ าแห่งหนึ่ง โคตัวหนึ่งเกิดความคุ้นเคยกับราชสีห์ตวั หนึ่ง ทัง้ สองเป็ นมิตรสนิทสนม มัน่ คงกันอย่างยิ่ง ต่อมามีพรานป่ าผู้หนึ่งเข้ าป่ ามาเห็นเข้ าก็ให้ นึกประหลาดใจ พรานป่ าแวะเอาของป่ าไป ถวายพระราชา พระราชาได้ ตรัสถามพรานด้ วยอาการใคร่จะฟั งเรื่ องราวที่นา่ สนใจในป่ าว่า.. “สหาย! ท่านเคยเห็นความอัศจรรย์อะไรในป่ าบ้ างไหม?” “เห็นแต่ราชสีห์ตวั หนึ่งกับโคผู้ตวั หนึ่งสนิทสนมกันเที่ยวไปไหนมาไหนด้ วยกัน พระเจ้ าข้ า” พราน ทูลตอบ พระราชาทรงมองการณ์ไกลตรัสว่า.. “เจ้ าคอยดูเถอะ! เมื่อสัตว์ตวั ที่สามเกิดขึน้ ภัยจักบัง เกิดมี แน่ เมื่อใดท่านเห็นสัตว์ตัวที่สามเพิ่ม ขึ ้นมา ท่านจงรี บมาบอกเราโดยด่วนนะ” กาลไม่นาน สุนขั จิ ้งจอกตัวหนึ่งหวังกินเศษอาหารที่สตั ว์ทงสองนี ั้ ้กินเหลือ จึงได้ อาสาเข้ าไปรับใช้ ราชสีห์และโค พรานป่ ามาเห็นเข้ าจึงรี บไปกราบทูลเรื่ องนี ้ให้ ทรงทราบ “สัตว์นนคื ั ้ ออะไรรึ?” พระราชาตรัสถามอย่างทรงสนพระทัย “สุนขั จิ ้งจอก! พระเจ้ าข้ า” พรานทูลตอบ “สักวันสุนขั จิ ้งจอกคงจะยุยงทําลายสัตว์ทงสองนั ั้ นเป็ ้ นแน่ เร็ วเข้ าเถอะ! พวกเราจะไปให้ ทนั ก่อนที่ สัตว์ทงสองนั ั้ นจะตาย” ้ พระราชาขึ ้นราชรถเสด็จไปทันที เมื่อนายพรานนําทางไปถึง ราชสีห์กบั โคกําลังทะเลาะไล่ฟัดกันอยู่ โคเอาเขาขวิดราชสีห์ ราชสีห์ก็กัดที่ซอกคอโค สัตว์ทงั ้ สองบาดเจ็บสาหัสค่อย ๆ นอนตายลงอย่างช้ า ๆ พระราชาทรงประทับยืนทอดพระเนตรอยูบ่ นรถ ตรัสกับนายสารถีวา่ .. “ท่านดูเถิดนายสารถี! สัตว์ทงสองนี ั้ ้แม้ กินอาหารคนละอย่างกันก็ยงั คุ้นเคยกันได้ แต่ภายหลังสุนขั จิ ้งจอกมายุยงทําลายก็แตกกันถึงตาย เราคาดการณ์ไม่ผิดเลยจริง ๆ” 3

สันธิเภทชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 58 หน้า 698-704


จากนันพระราชาทรงเปล่ ้ งอุทานว่า.. “ผู้ใดเชื่อถือคําของคนส่อเสียดมุ่งทําลายความสนิทสนมของคนอื่น ผู้นนจะต้ ั้ องนอนตายอย่างนี ้ ส่วนผู้ใดไม่เชื่อถือคําของคนส่อเสียด ผู้นนย่ ั ้ อมประสบสุขเหมือนคนไปสวรรค์ ความส่อเสียดนันแหละ! ้ จะ ตัดมิตรภาพลงได้ เหมือนดาบอันคมกริ บ” สุนัขจิง้ จอกกัดกินเนือ้ โคและราชสีห์อย่างเอร็ ดอร่ อยสมใจ หลังจากที่มันกินเดนเนือ้ อื่นมานาน จนเบื่อ พระราชารับสัง่ ให้ เก็บหนังและเขี ้ยวของไกรสรราชสีห์ไว้ ดเู ตือนพระทัยแล้ วเสด็จกลับพระนคร.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระราชาครัง้ นันได้ ้ มาเป็ นตถาคตแล จากชาดกข้ างต้ น คํายุยงเห็นจะเป็ นของคู่โลกและเป็ นศัตรู ค่นู กั สร้ างบารมีมาทุกยุคสมัย เรื่ อง มานะทิฏฐิ มีอยูใ่ นใจทุกคนเหมือนไฟที่รอเชื ้อ คํายุยงส่อเสียดนี ้ไม่ตา่ งจากเชื ้อเพลิงที่ใส่เข้ าไป บางคนเพียง ได้ รับข้ อมูลบางอย่างเท่านัน้ ไฟโทสะก็พร้ อมประทุขึ ้นทันทีโดยคร้ านที่จะไปพิสจู น์ ทังนี ้ ้เพราะขันติมีไม่พอ จึง ไม่อาจสงบใจรอคอยการพิสจู น์ได้ หากนักสร้ างบารมีไม่ฝึกข่มใจสยบอารมณ์ไว้ ก่อน ความหุนหันพลัน แล่นนี ้เองจะฆ่าทําลายขันติบารมีของตนลงไปอย่างไม่ปราณี “นิสัยข่มอารมณ์ ,ไม่หุนหัน,ไม่ด่วนตัดสิน,ใจหนักแน่น,รักการสงบใจพิจารณา,รักความอดทน ทนเสียงวิพากษ์ วิจารณ์คํานินทา และคําสรรเสริ ญได้ ด้วยใจปกติ ” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ าง บารมีที่นบั เนื่องเข้ าในขันติบารมี 6.4 ธรรมชนะอธรรม4 สาเหตุท่ ตี รัสชาดก ภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า พระเทวทัตเกรี ย้ วกราดกับ พระตถาคตเจ้ า จึงถูกแผ่นดินสูบ พระทศพลเสด็จมาทรงทราบเรื่ องนันแล้ ้ วตรัสว่า มิใช่แต่บดั นี ้เท่านัน้ แม้ ในกาลก่อนเธอก็ เคยให้ ประหารในธรรมจักรมาแล้ ว จึงได้ นําอดีตมาสาธกดังต่อไปนี ้.. สมัยหนึ่ง ณ โลกสวรรค์ มีเทพบุตรองค์หนึ่งนามว่า “ธรรม” ทุกจันทร์ เพ็ญ ธรรมเทพบุตรจะทรงรถ ทิพ ย์ ล งไปยัง โลกมนุษ ย์ ชัก ชวนชาวโลกให้ ยึด ถื อ กุศ ลกรรมบถ 10 งดการฆ่าสัต ว์ บํ า รุ ง บิด ามารดา ประพฤติธรรม เป็ นต้ น แล้ วจะมีสวรรค์เป็ นที่ไป ขณะธรรมเทพบุตรแล่นรถเวียนขวาไปทัว่ ชมพูทวีปเพื่อป่ าว ประกาศธรรมอยู่ กาลนันยั ้ งมีเทพบุตรอีกตนชื่อว่า “อธรรม” แล่นรถเวียนซ้ าย ไปทัว่ ชมพูทวีปป่ าวประกาศ อธรรม ชวนคนทําชัว่ ให้ ฆ่าสัตว์ เป็ นต้ น แล้ วจะไปสวรรค์ ได้ มาบรรจบกับธรรมเทพบุตรกลางอากาศ เมื่อ สองฝ่ ายทราบปฏิปทากันแล้ วต่างนิ่ง ไม่มีฝ่ายใดขยับหลบหลีกให้ เมื่อข้ อปฏิบตั ิสวนกัน ทางย่อมสวนกัน 4

ธรรมเทวปุตตชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 58 หน้า 23-30


อากาศวิถีแม้ กว้ างขวาง แต่ส ถานการณ์ เช่นนีม้ ิอาจหลีกให้ กันได้ ฝ่ ายใดเปิ ดทางนั่นหมายถึงการ ยอมรับนับถือปฏิปทาของอีกฝ่ าย ดังนันธรรมเทพบุ ้ ตรมิอาจหลีกทางให้ อธรรม! “สหายเอ๋ย เธอเป็ นฝ่ ายอธรรม ฉันเป็ นฝ่ ายธรรม หนทางนี ้สมควรแก่ฉันแล้ ว ฉันเป็ นผู้แกล้ วกล้ า ทรงยศ เป็ นผู้สร้ างบุญ หมู่สมณะและพราหมณ์พากันสรรเสริ ญอยู่ทกุ เมื่อ ทังเทวาและมนุ ้ ษย์ก็พากันบูชา เธอจงขับรถหลีกไปแล้ วให้ หนทางนี ้แก่ฉนั เถิด” ธรรมเทพบุตรกล่าวขึ ้นก่อน “ธรรมเทพบุตร! เราคือ อธรรม ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด เรามีพละกําลังเข้ มแข็ง ธรรมเอ๋ย! ฉะนี ้แล้ ว เรา จะหลีกทางที่ไม่เคยหลีกให้ ใครแก่ทา่ นในวันนี ้เพราะเหตุไรฤา” อธรรมเทพบุตรกล่าวตอบ “ธรรมปรากฏก่อน อธรรมเกิดขึ ้นภายหลัง เราเป็ นผู้เจริญกว่า ประเสริฐกว่า และเก่าแก่กว่า ท่านจง ให้ ทางแก่เราเถิด น้ องเอ๋ย!” ธรรมเทพบุตรกล่าว “เราไม่ให้ ทางแก่ทา่ นหรอก แม้ ว่าท่านจะขอร้ องหรื อเป็ นผู้สมควรจะได้ ก็ตาม วันนี ้เราทังสองมารบ ้ กัน แล้ วหนทางจะเป็ นของผู้ชนะ ตกลงไหม” อธรรมเทพบุตรเสนอ “เราชื่อว่าธรรมเป็ นผู้ลือชาปรากฏทัว่ ทุกทิศ มีกําลังมาก และยศก็ไม่มีประมาณไร้ ผ้ เู สมอเหมือน ประกอบด้ วยคุณทังปวง ้ อธรรมเอ๋ย ท่านจะชนะเราได้ อย่างไร” ธรรมเทพบุตรกล่าว “เขาเอาค้ อนเหล็กตีทอง หาเอาทองมาตีเหล็กไม่ หากเราผู้อธรรมฆ่าท่านในวันนี ้ได้ เหล็กคงจะ น่าดูชมเหมือนทองเลยทีเดียว” อธรรมเทพบุตรกล่าว “อธรรมเทพบุตร! หากท่านมีกําลังในการรบไซร้ ผู้หลักผู้ใหญ่และครู ของท่านก็มิได้ มีเลย เราจะ ยอมให้ หนทางด้ วยอาการอันน่ารังเกียจของท่าน ทังจะขออดทนถ้ ้ อยคําชัว่ ของท่านเสียดีกว่า” ธรรมเทพบุตรต่อสู้ด้วยธรรมาวุธ คือขันติ มิได้ ทิ ้งธรรมให้ เสียทีอธรรม เมื่อกล่าวถ้ อยคําจบ อธรรม เทพบุตรก็หกคะเมนตกจากรถลงสู่พื ้นโลก ปฐพีเปิ ดช่องให้ ไปสู่อเวจีมหานรกทันที มีเสียงรํ าพันเพ้ อแว่ว ขึ ้นมาว่า.. “เราอยากจะรบก็ไม่ได้ รบ เราถูกตัดรอนเสียแล้ ว ด้ วยเหตุเพียงเท่านี ้เอง” ธรรมเทพบุตรผู้มีขนั ติเป็ นกําลัง มีจิตเที่ยงตรงทรงกําลังมาก บากบัน่ ต่อสู้ชํานะการรบได้ อธรรม เทพบุตรถูกฝั งเสียแล้ วในแผ่นดิน ธรรมเทพบุตรขึ ้นสูร่ ถดําเนินไปตามทางของตนต่อไป.. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า อธรรมเทพบุตรในกาลนันมาเป็ ้ นพระเทวทัต ธรรมเทพบุตร มาเป็ น ตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ ธรรมเทวบุตรหากจะหลบหลีกเทวดาพาล โดยมิต้องเจรจาหาความย่อมทําได้ แต่เพื่อเชิดชูธรรม ไม่อาจนอบน้ อมต่ออธรรมจึงต้ องยืนหยัดสู้ แต่เมื่อพาลอธรรมยืนยันจะให้ ส้ ดู ้ วยวิธีพาล ฝ่ ายธรรมจึงไม่รับสู้ด้วยพาลวิธีแต่ส้ ดู ้ วยอํานาจขันตินนเอง ั้ “นิสัยไม่ ทาลายธรรม,ไม่ ให้ ธรรมเสื่อม,รั กการสู้ด้วยขันติ,มีขันติเป็ นกาลัง และไม่ ส้ ูด้วย วิธีอธรรม” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในขันติบารมี


6.5 ทนทรราช5 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก พระทศพลตรัสโอวาทแก่ภิกษุ มกั โกรธรู ปหนึ่ง ว่าโบราณกบัณฑิตทัง้ หลาย แม้ มีเครื่ องประหารตังพั ้ นตกลงบนร่ างกายก็ยงั ไม่กระทําความโกรธแก่คนอื่น แล้ วทรงนําเรื่ องในอดีตมา สาธกดังนี ้.. ในกาลครัง้ หนึ่ง มีชายหนุ่มชื่อกุณฑล เป็ นผู้อดทนและขยันรํ่ าเรี ยนวิชาทํามาหากินจนจบวิชาทาง โลกมามากมาย ต่อมาทํางานเลี ้ยงบิดามารดามาตลอดจนท่านทังสองได้ ้ ตายลง ชายหนุ่มเกิดสลดใจคิด คํานึงว่า.. “พ่อแม่อตุ ส่าห์หาเงินแสนเหนื่อยยาก ตรากตรํ ามาตลอดชีวิตกว่าจะได้ เงินมา หาจนกระทัง่ ตายก็ ยังมิได้ เอาสิ่งอันใดไปเลย ต้ องทิ ้งสิ่งที่หามาตลอดชีวิตไว้ ดจุ กองขยะ ไม่อาจเป็ นประโยชน์ตอ่ ตนเองได้ โดย ประการทังปวง ้ การทํามาหากินก็มีแค่นี ้เอง การสะสมบารมีนี ้สิ! จักเป็ น สาระเที่ยงแท้ แน่นอน จะเป็ นที่พึ่ง แก่เราได้ ทงภพนี ั้ ้และภพต่อไป เราจะใช้ เวลาที่เหลืออยู่ม่งุ แสวงหาความสุขสงบภายในหาแก่นสารของชีวิต ให้ ได้ !” ชายหนุ่มลิขิตชีวิตแล้ วไม่รอช้ า รี บเปิ ดประตูคลัง นําทรัพย์สมบัติทงั ้ หมดออกแจกจ่ายผู้คนที่ผ่าน ไปมาจนหมด ปลดกังวลให้ ตนได้ แล้ วก็เข้ าป่ าออกบวชทันที.. กุณฑลฤาษี มีความอิ่ม เอมใจ สงบสุขอยู่ในป่ าอันร่ มรื่ นมาช้ านาน จนวันหนึ่งท่านเข้ ามาในถิ่ น ดินแดนมนุษย์ ผ่านมาทางบ้ านของท่านเสนาบดีแห่งแคว้ น เสนาบดีได้ นิมนต์ให้ พกั ในราชอุทยาน วันหนึ่ง พระราชาทรงเมานํ ้าจัณฑ์บรรทมหลับบนตักของนางสนมเอก สนมเล็ก ๆ ที่เหลือก็ลกุ ไปวิ่งเล่นในอุทยาน จนผ่านมาเห็นฤาษีนงั่ สงบอยู่จึงเกิดใฝ่ รู้เข้ าไปนัง่ ฟั งธรรมจากพระฤาษี เผอิญพระราชาทรงตื่นบรรทมพอดี รี บตรัสถามหาสนมน้ อย ๆ ทังหลาย ้ ทรงทราบว่าเหล่าสนมไปนัง่ ล้ อมพระฤาษี จึงทรงพิโรธสุดขีด คว้ าพระ ขรรค์ได้ ก็วิ่งไปถึงตัวฤาษี ตะคอกถามก่อนลงไม้ ลงมือว่า.. “เฮ้ ยสมณะ! แกถือธรรมอะไร?” “อขันติธรรม” ฤาษีทลู ตอบ “ขันติคืออะไร?” พระราชาตรัสถามอย่างขุน่ พระทัย “คือความไม่โกรธ เมื่อมีคนมาด่า มาทําร้ าย หรื อเย้ ยหยัน” ฤาษีตอบอย่างสงบ “อืม! เข้ าท่า ประเดี๋ยวก็จะรู้กนั ว่าขันติที่วา่ ของแกเป็ นยังไง” พระราชารับสัง่ เรี ยกเพชฌฆาตให้ เอาแส้ หนามเฆี่ยนฤาษี 2,000 ครัง้ จนผิวหนังและเนื ้อขาดวิ่น เลือดไหลอาบท่วมตัว “ตะกี ้เจ้ าพูดว่าอะไรนะ!” ราชาถ่อยตรัสถาม

5

ขันติวาทิชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 58 หน้า 457-464


“อาตมายกย่องขันติ มหาบพิตร! ขันตินี ้มิได้ อยู่ที่ผิวหนังหรอกแต่อยู่ที่ใจของอาตมา ซึ่งมหาบพิตร ไม่อาจทอดพระเนตรเห็นได้ ” ฤาษีทลู ตอบอย่างไม่พรั่นพรึง พระราชารับสั่งให้ ตดั มือตัดเท้ า กระทัง่ ตัดจมูกและหูของพระฤาษี จนเลือดไหลออกราวหม้ อก้ น ทะลุแล้ วกระทืบยอดอกพระฤาษี พร้ อมสบถด่าว่าก่อนจากไปว่า.. “โถ! เจ้ าชฎิลเจ้ าเล่ห์ แกยกย่องขันติของแกไปคนเดียวเถอะ!” พระราชาเสด็จหันหลังจากไป เสนาบดีกลัวว่าฤาษี จะโกรธแค้ นแล้ วใช้ ฤทธิ์ทําลายเมือง จึงรี บเข้ า มา ขอขมาแทนพระราชา แต่ฤาษีเปล่งวาจาก่อนสิ ้นลมว่า.. “พระราชาพระองค์ใดมีรับสัง่ ให้ ตดั มือ เท้ า หู จมูกของอาตมาแล้ วไซร้ ขอให้ พระราชานันจงมี ้ พระ ชนม์ยืนนานเถิด บัณฑิตเช่นอาตมาย่อมไม่โกรธเคืองเลย” น่าเสี ยดาย..คํา อธิ ษ ฐานของฤาษี กลับไม่เป็ นผล เพราะไม่ทันที่ พ ระราชาเสด็จ ถึ ง ราชนิเ วศน์ แผ่นดินหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ก็แยกออกดุจผ้ ากัมพลฉีกขาด เปลวไฟจากอเวจีมหานรกแลบออกมาม้ วน คลุมพระราชาเหมือนห่มผ้ ากัมพลแดงฉุดลงสูภ่ พอเวจีทนั ที .. ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระราชามาเป็ นพระเทวทัต เสนาบดีมาเป็ นพระสารี บตุ ร ดาบสผู้มี วาทะยกย่องขันติมาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ ฤาษี รับการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ อย่างกะทันหันก็ไม่ตีโพยตีพาย หรื อ ตระหนกรนราน เมื่อรู้วา่ ต้ องประสบภัยเช่นนี ้ก็ยดึ ธรรมะเป็ นที่พึ่ง เป็ นเกาะกําบัง แม้ เจ็บปวดเพียงไหนก็อด กลันใจไว้ ้ ให้ อยูก่ บั ธรรม ไม่ยอมให้ โกรธแค้ นและน้ อยใจในสิ่งใดทังสิ ้ ้น ผู้ที่มิได้ ฝึกข่มใจ ให้ เป็ นนิสยั ถึงเวลา เจ็บปวดทรมานมีเวทนากล้ าแข็งก็ยากที่จะครองสติไว้ อยู่ มักจะโอดครวญโวยวาย ให้ เป็ นที่น่ารํ าคาญของผู้ พบเห็นดูแล ความอดทนจึงทําให้ มนุษย์กลายเป็ นคนสงบเสงี่ยมงดงามได้ “นิสัยยินดีอดกลัน้ ,ข่ มทุกขเวทนา,ไม่ โอดครวญ,ข่ มความโกรธ,มั่นในธรรม,สงบปากสงบ คาไม่ บ่นพร่ าพิไรราพัน และยอมรั บความผันแปร” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในขันติบารมี 6.6 รักษาอารมณ์ ข่ มใจไว้ เป็ นศรี 6 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก พระทศพลทรงประทานโอวาทแก่พระเจ้ าโกศลถึงร���ชธรรม พระเจ้ าปเสนทิ โกศลทูลอาราธนาให้ พระองค์ตรัสเรื่ องในอดีต จึงได้ ทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี ้..

สุ มงั คลชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 59 หน้า 495-509

6


สมัยหนึ่ง มีนครแห่งหนึ่งเลื่องชื่อลือชาว่าน่าอยู่อาศัย เพราะมีพระราชาฝั กใฝ่ บําเพ็ญทาน บริ จาค สิ่งของให้ ชาวเมืองอยูเ่ ป็ นประจํา พระองค์ทรงมุง่ ใฝ่ หาเนื ้อนาบุญมาตลอด โดยหวังว่าครัง้ หนึ่งในชีวิตคงจะ สมเจตนารมณ์ได้ สกั วัน และแล้ ววันนันก็ ้ มาถึง พระปั จเจกพุทธเจ้ าองค์หนึ่งเหาะออกจากเงื ้อมภูเขานันท มูลกะจาริกมาจนถึงนครแห่งนี ้ ได้ หยุดพักอยูใ่ นพระราชอุทยานของพระราชา รุ่งขึ ้น พระปั จเจกพุทธเจ้ าเข้ า ไปบิณ ฑบาตในเมื อง พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระปั จ เจกพุทธเจ้ า แล้ ว ทรงดีพ ระทัยเลื่ อ มใสไม่มี ประมาณ พระองค์เสด็จเข้ าไปไหว้ แล้ วนิมนต์ให้ ขึ ้นสู่ปราสาท อัญเชิญให้ ประทับบนราชอาสน์ ทรงอังคาส ด้ วยของเคี ้ยวของฉันมีรสเลิศต่าง ๆ ทรงสดับคําอนุโมทนาของพระปั จเจกพุทธเจ้ าแล้ วทรงปี ติใจในทาน บารมีของพระองค์อย่างยิ่ง ได้ อาราธนาพระปั จเจกพุทธเจ้ า ให้ อยู่ในพระราชอุทยานเพื่อเป็ นเนื ้อนาบุญให้ พระองค์ไปนาน ๆ พระปั จเจกพุทธเจ้ าทรงมีพระมหากรุ ณา สละความสุขร่ มรื่ นในเขานันทมูลกะ รั บ อาราธนาอยูใ่ นพระราชอุทยานเพื่อเป็ นเนื ้อนาบุญให้ พระราชาสืบไป.. พระราชารี บ เสด็จ ไปจัด แจงที่ พัก กลางวัน และที่ พัก กลางคื น โดยให้ ค นเฝ้ าอุท ยานทํ า หน้ า ที่ ไวยาวัจกร แล้ วเสด็จกลับพระราชนิเ วศน์ทรงรอคอยวันเวลาที่ จะมาถวายภัตตาหารด้ วยพระทัยจดจ่อ จําเดิมแต่นนมา ั ้ พระราชาได้ ถวายภัตตาหารอยู่ทกุ วัน ทรงอิ่มเอมในทานบารมีที่ทําในพระปั จเจกพุทธเจ้ า เป็ นล้ นพ้ น ส่วนนาย สุมงั คละซึง่ เป็ นคนเฝ้าอุทยานก็บํารุงดูแลพระปั จเจกพุทธเจ้ าโดยเคารพเสมอมา จนมาวันหนึ่ง ข่าวลือระบือไปทัว่ เมืองว่า พระปั จเจกพุทธเจ้ าปริ นิพพานแล้ ว ผู้คนพากันไปดูท่าน ในราชอุทยานก็เห็นร่างท่านมีบาดแผลนอนปริ นิพพานอยู่จริ ง ๆ จึงออกตามหาผู้สงั หาร นายสุมงั คละและ ลูกเมียหายไปจากบ้ านพักในอุทยาน ประชาชนเข้ าไปกราบทูลพระราชาว่าคนเฝ้าสวนฆ่าพระปั จเจกพุทธ เจ้ า แล้ วหนีไป พระราชารี บเสด็จไปทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์แล้ วทรงเศร้ าโศก เสียพระทัยเป็ นอันมาก ทรงบูชาสรี ระพระปั จเจกพุทธเจ้ าอยูเ่ จ็ดวันแล้ วทรงทําฌาปนกิจด้ วยสักการะอันยิ่งใหญ่ ทรงบรรจุพระธาตุ บูชา พระเจดีย์นนอยู ั ้ ่เรื่ อยมา พระราชาทรงอาลัยคํานึงถึงพระปั จเจกพุทธเจ้ าผู้เป็ นเนือ้ นาบุญของ พระองค์อยู่เสมอ ไม่ทรงคาดคิดว่าพระปั จเจกพุทธเจ้ าที่ พระองค์หวังจะอุปัฏฐากดูแลไปจนตลอดชีวิตนัน้ จะต้ องมาพบจุดจบเช่นนี ้ เรื่ องนี ้ฝั งอยู่ในพระทัยลึก ๆ เสมอมา.. จนเวลาผ่านไปแล้ วหนึ่งปี นายสุมงั คละก็ ปรากฏตัว! นายสุมงั คละอดทนกบดานอยู่หนึ่งปี เต็ม เกิดอยากรู้ความเป็ นไปในพระราชวังว่าตอนนี ้พระราชา มีนํา้ พระทัยเป็ นเช่นไร จะปลงพระทัยได้ แล้ วยกโทษให้ ตนได้ หรื อยัง จึงลอบเข้ าไปหาอํามาตย์ คนหนึ่ง ขอร้ อง ให้ ช่วยสืบทราบนํา้ พระทัยของพระราชาให้ อํามาตย์ร้ ู สึกเห็นใจนายสุมงั คละที่ต้องระหกระเหิน เร่ร่อนมีชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ อย่างลําบากจึงรับปากที่จะช่วย รุ่งขึ ้นก็เข้ าไปกราบทูลพระราชา กล่าวพรรณนา คุณ ของนาย สุมัง คละที่ ทํามาในอดี ตอย่างมากมาย ทว่า พระราชาทรงทํ า เป็ น ไม่ไ ด้ ยิน เสี ย เฉย ๆ อํามาตย์จึงไม่กล้ ากล่าวอะไรอีกและได้ กลับมาบอกกับนายสุมงั คละว่า พระราชาทรงไม่พอพระทัย นายสุ มังคละจึงรี บหายตัวอย่างไร้ ร่องรอยไปอีกหนึง่ ปี ..


ปี ต่อมา.. นายสุมังคละย้ อนกลับมาหาอํามาตย์คนเดิมและอ้ อนวอนให้ ช่วยเช่นเดิม ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ ยากที่จะทนทานผ่านไปได้ อีกแล้ ว อํามาตย์เห็นใจนายอุทยานที่เห็นกันมานานจึงช่วยเข้ าไปกราบ ทูล เช่น เดิม พระราชาก็ ท รงนิ่ง ไม่รับฟั ง เช่น คราวก่อน ความรู้ สึกแห่ง การสูญเสี ย บุคคลที่ พ ระองค์ทรง แสวงหามานานตังแต่ ้ ทรงเริ่ มครองราชย์ กว่าที่พระองค์จะได้ พบพระปั จเจกพุทธเจ้ า ซึ่งอยู่ในแดนไกลโพ้ น ยากที่มนุษย์จะดันด้ ้ น ไปถึง กลับต้ องเสียไปอย่างไม่น่าเกิดขึน้ นับเป็ นความรู้ สึกที่ยากจะทนทานได้ เช่นกัน ดังนันนายสุ ้ มงั คละจึงต้ องไปกบดานอีกหนึง่ ปี .. ปี ที่สามแล้ ว คราวนี ้นายสุมงั คละพาลูกเมียมาด้ วย อํามาตย์คิดว่าพระราชาคงมีพระทัยอ่อนลง แล้ ว จึงพานายสุมงั คละไปยืนที่ประตูพระราชวัง แล้ วกราบทูลว่า.. “นายสุมงั คละมาขอพบ พระเจ้ าข้ า” พระราชารับสั่งให้ เรี ยกเข้ ามา พระองค์ทรงทําปฏิสนั ถารแก่นายสุมังคละ แล้ วตรัสถามคําถามที่ ใคร่ร้ ูมานานถึงสามปี ว่า.. “สุมงั คละ! ท่านฆ่าพระปั จเจกพุทธเจ้ าผู้เป็ นบุญเขตของเราทําไม?” “ข้ าแต่พระองค์ผ้ สู มมติเทพ! ข้ าพระองค์มิได้ มีเจตนาจะฆ่าพระปั จเจกพุทธเจ้ าเลย ข้ าพระองค์ เข้ าใจผิดคิดว่าเป็ นกวางจึงยิงลูกศรไป เผอิญวันนันมี ้ แขกญาติมิตรสหายมาบ้ านข้ าพระองค์ เต็มไปหมด ข้ าพระองค์ไม่มีอาหารจะเลี ้ยงแขกจึงคิดว่าจะไปล่าเนื ้อที่พระองค์ไม่ทรงห้ ามในอุทยาน มิคาดเลยว่า..พระ ผู้เป็ นเจ้ าจะมานัง่ สมาธิอยูบ่ นแผ่นหินหลังร่มไม้ นน!” ั้ พระราชาทรงเข้ าพระทัยเหตุการณ์กระจ่าง ความขุ่นข้ องหมองพระทัยที่มีตอ่ นายสุมงั คละหายไป หมดสิ ้น กลับรู้สกึ เห็นใจนายสุมงั คละจึงได้ ปลอบโยนเขาว่า.. “ถ้ าเช่นนัน้ ท่านก็อย่ากลัวไปเลย เราจะตังให้ ้ เป็ นผู้เฝ้าอุทยานตามเดิม” อํามาตย์กราบทูลอย่างใคร่ร้ ูว่า.. “ข้ าแต่พระองค์ผ้ สู มมติเทพ! เหตุไรพระองค์ได้ ฟังคําพรรณาคุณของนายสุมงั คละถึง 2 ครัง้ ก็ไม่ ยอมตรัสอะไรเลย แต่พอได้ ฟังในครัง้ ที่ 3 จึงรับสัง่ ให้ เรี ยกมาล่ะ พระเจ้ าข้ า” พระราชาตรัสว่า.. “ธรรมดาพระราชากําลังพิโรธไม่ควรผลุนผลันทําอะไรลงไป ครัง้ ก่อน ๆ เราจึงนิ่งเสีย ครัง้ นี ้เรารู้ใจ ของเราว่าความโกรธนายสุมงั คละอ่อนลงแล้ ว จึงให้ เรี ยกเขาเข้ ามาได้ กษัตริ ย์เหล่าใดถูกอคติครอบงํา หาก ไม่ทรงพิจารณาเสียก่อนแล้ วรี บทําลงไปโดยผลุนผลัน กษัตริ ย์เหล่านันมี ้ โทษน่าติเตียน เท่ากับได้ ละทิ ้งชีวิต ตน เมื่อพ้ นจากโลกนีก้ ็ไปสู่ทุคติ พระราชาองค์ใดทรงยินดีในทศพิธราชธรรมอันพระอริ ยเจ้ าประกาศไว้ ราชาเหล่านันเป็ ้ นผู้ประเสริ ฐด้ วยกาย วาจาและใจ ทรงดํารงมัน่ อยู่แล้ วในขันติโสรัจจะ และสมาธิ ย่อมถึง สุคติแน่แท้ เราเป็ นพระราชาผู้เป็ นใหญ่ของสัตว์และมนุษย์ทงหลาย ั้ ถ้ าเราโกรธขึ ้นมา เราก็จะตังตนตาม ้ แบบแผนอันดีแล้ วลงอาชญาโดยอุบายอันแยบคายด้ วยความปราณี ”


ราชบริษัททังหมดฟั ้ งแล้ วพากันชื่นชมยินดี โห่ร้องสรรเสริญพระราชาของตน พากันพูดว่า.. “โอ้ ! ศีลและคุณธรรมเหล่านี ้พวกเราก็ควรจะมีเช่นกัน ประเสริฐโดยแท้ ” นายสุมงั คละเกิดปี ติเลื่อมใสในคุณธรรมของพระราชาของตน รี บลุกขึ ้นถวายบังคมประคองอัญชลี กล่าวสรรเสริญพระราชาว่า.. “ข้ าแต่กษัตริ ย์ผ้ ูชนาธิปัตย์ ! บริ วารและปั ญญาจะไม่ทิง้ พระองค์ไปไหนเลย เพราะพระองค์มิได้ มักกริ ว้ โกรธ มีพระหฤทัยผ่องใสเป็ นนิตย์ ขอพระองค์ทรงปราศจากทุกข์ บํารุ งพระชนม์ชีพยืนอยู่ตลอด ร้ อยพรรษาเถิด ข้ าแต่กษัตริ ย์ ! ขอพระอ���ค์จงประกอบด้ วยคุณธรรม พระราชทานอภัยให้ ทูลเตือนได้ ไม่ทรงกริ ว้ โกรธ มีความสุขสําราญไม่เดือดร้ อน ปกครองแผ่นดินให้ ร่มเย็น แม้ จตุ ิจากโลกนี ้ไปแล้ วก็จงทรง ถึงสุคติเถิด” ชาวเมืองได้ รับความร่ มเย็น ไพร่ ฟ้าก็เป็ นสุข พระราชาทรงบําเพ็ญทานเรื่ อยมาตราบสิน้ อายุขัย พระองค์แลทวยราษฎร์ ครัน้ ละโลกไปแล้ วก็ไปสุคติกนั มากมาย... ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระปั จเจกพุทธเจ้ าครัง้ นัน้ ปริ นิพพานแล้ ว นายสุมงั คละมาเป็ น พระอานนท์ พระราชามาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ การมุ่งหวังสิ่งใดมากเมื่อผิดหวังย่อมมีโอกาสเสียใจและใช้ เวลาทําใจ ในยาม จิตใจไม่ปกตินี ้ มิควรแสดงอารมณ์ ข่นุ มัวออกมาให้ ใครเห็น การสะกดใจรอคอยความขุ่นข้ องให้ หมดไป แล้ วค่อยตัดสินใจ จะช่วยให้ ดําเนินการผิดพลาดน้ อยที่สุด ไม่ควรรี บในเวลาควรช้ า ควรตรวจดูใจตนจน พร้ อมแล้ วค่อยดําเนินการ “นิสัยปรับใจให้ ผ่องใส รักษาใจให้ เป็ นสุข ” จึงนับเป็ นนิสัยในวิถีนักสร้ างบารมีที่นับเนื่องเข้ าใน ขันติบารมี 6.7 ความโกรธที่โหดเหีย้ ม7 สาเหตุ ท่ ี ต รั ส ชาดก ภิ ก ษุ รู ป หนึ่ ง เป็ นคนมัก โกรธเคี ย ดแค้ น เสมอ เมื่ อ ถูก ตัก เตื อ นว่ า กล่ า ว เพียงเล็กน้ อยก็ข่นุ แค้ นมุ่งร้ าย พระทศพลให้ เรี ยกเธอมาแล้ วตรัสว่า เธอควรจะห้ ามความโกรธเสีย ความ โกรธไม่ทําประโยชน์ให้ ในโลกนี ้และโลกหน้ า แล้ วทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังนี ้.. ในอดีต สามีภรรยาคู่หนึ่งถูกพ่อแม่บงั คับให้ แต่งงานกัน ต่อมาบิดามารดาฝ่ ายสามีตายไป สามี ก็เบื่อหน่ายในชีวิตคูท่ ี่ไม่มีอิสระทางใจ จึงขอมอบทรัพย์ทงหมดให้ ั้ ภรรยาแล้ วลาเข้ าป่ าหิมพานต์ ออกบวช เพื่อทําที่พงึ่ ให้ แก่ตน ฝ่ ายภรรยารี บถามสามีวา่ .. 7

จุลลโพธิชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย , มก. เล่ม หน้า 815-830


“แล้ วผู้หญิงบวชได้ ไหมจ๊ ะพี่?” “ก็บวชได้ เช่นกันนะ” สามีตอบ “ฉันก็จะบวชด้ วยสิ ! ฉันไม่มีธุระอะไรกับทรัพย์สมบัติเหล่านี ้ และก็ไม่ขอรับก้ อนเขฬะที่พี่ถ่มทิง้ ให้ ฉนั หรอก” “อย่างนันก็ ้ ดีแล้ ว” สามีสนับสนุน ทัง้ สองจึง ช่ว ยกัน ให้ ท านเป็ นการใหญ่ แล้ ว เข้ า ป่ าไปสร้ างอาศรมอัน รื่ น รมย์ อ ยู่เ ป็ นบรรพชิ ต แสวงหาผลาผลเลี ้ยงชีพ จนเวลาผ่านไปถึง 10 ปี ฌานสมาบัติก็ยงั มิได้ เกิดขึ ้นแก่ทงคู ั ้ ่เลย ทังสองคงอยู ้ ่ได้ ด้ วยความสุขที่เกิดแต่บรรพชาเท่านัน้ อยูม่ าวันหนึง่ ทังสองจาริ ้ กไปตามชนบทสูเ่ มือง พระราชาเกิดทอดพระเนตรเห็นนักบวชหญิงรูปร่าง งดงามเพริ ดพริ ง้ น่ามองยิ่ง พระองค์เกิดมีพระทัยปฏิพทั ธ์ สะท้ านพระทัยด้ วยอํานาจตัณหา รี บเข้ าไปตรัส ถามฤาษีวา่ .. “ข้ าแต่บรรพชิต! นางนี ้เป็ นอะไรกันกับท่านรึ?” “ไม่ได้ เป็ นอะไร เพียงแต่บวชด้ วยกันเท่านัน้ แต่ว่าตอนเป็ นคฤหัสถ์ นางนี ้ได้ เป็ นภรรยาของอาตม ภาพ”ฤาษีทลู ตอบ “ถ้ าจะมี ใ ครพาเอานางผู้มี นัย น์ ตาโตน่ารั ก ใบหน้ า อมยิม้ นี ข้ องท่า นไป ท่า นจะว่า อย่า งไร?” พระราชาตรัสถามฤาษี “มหาบพิตร! ถ้ ามีใครพานางนี ้ไปแล้ วความโกรธเกิดขึ ้นแก่อาตมภาพ อาตมภาพจะข่มห้ ามมันเสีย โดยพลันด้ วยเมตตาภาวนา เหมือนฝนห่าใหญ่ชําระล้ างธุลีให้ หมดไป” พระราชาแม้ ทรงสดับคําฤาษี จนรู้ ดีร้ ู ชวั่ แต่ก็ไม่อาจหักห้ ามพระทัยในกามารมณ์ได้ จึงทรงบังคับ อํามาตย์ให้ คมุ ตัวนักบวชสาวสวยไปยังพระราชนิเวศน์ ฤาษี ฟังเสียงร้ องครํ่ าครวญของอดีตภรรยาแล้ วอด กลันความโกรธไม่ ้ หนั กลับไปดู บัดนี ้ราชภัยได้ บงั เกิดขึ ้นแล้ ว! พระราชารี บเสด็จวิ่งไปห้ องบรรทมด้ วยความเร่งร้ อน ทรงใช้ วิธีการ เกลีย้ กล่อมต่างๆ นานา ก็ไม่สามารถผูกใจนางไว้ ได้ จึงมีรับสัง่ ให้ ขงั นางไว้ ในห้ องบรรทม ต่อมาตัณหา พระราชาซาลง ทรงดําริวา่ .. “นางคนนี ้ช่างมีศีลธรรมดีงามเหลือเกิน ไม่ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่อยากเด่น อยากดังเหมือน ใคร ๆ เขาเลย ส่วนฤาษี นนเล่ ั ้ าก็ไม่ได้ มองดูเราด้ วยความโกรธแค้ นเลยแม้ แต่น้อย แต่ก็ไม่แน่นกั หรอก! เรา จะไปดูให้ ร้ ูแน่ก่อนว่า ท่านนัง่ ทําอะไรอยู”่ พระราชาค่อย ๆ เสด็จเข้ าไปหาฤาษี โดยมิให้ มีเสียง ขณะนัน้ ฤาษี กําลังนัง่ เย็บจีวรไปเรื่ อย ๆ มิได้ มองดูพระราชา พระราชาจึงทรงดําริวา่ .. “โธ่! ฤาษีเจ้ าเล่ห์ ทีแรกอวดอ้ างว่าหากความโกรธเกิดขึ ้นก็จะรี บข่มลงโดยเร็ ว แต่ตอนนี ้ยังโกรธเรา อยูเ่ ลย ไม่ยอมมองเรา ไม่คยุ กับเราเสียเฉย ๆ” จึงเข้ าไปจับพิรุธฤาษีตรัสว่า..


“ท่านกล่าวอวดอ้ างไว้ อย่างไรกันหนอ?

วันนี ท้ ําไมทํ าเป็ นไม่เห็นเรา เอาแต่นั่งเย็บสังฆาฏิ

อยูเ่ ล่า” มหาบพิตร! ความโกรธนัน้ มีโทษมากมาย เพราะมันประกอบกันจนเกิดความพินาศอย่างใหญ่ หลวง เมื่อความโกรธเกิดขึ ้นแล้ ว คนนันจะไม่ ้ เห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ของคนอื่นเลย ถ้ าความโกรธ ยังไม่เกิดขึ ้น คนนันย่ ้ อมเห็นเหตุการณ์ได้ ดี ความโกรธเป็ นอารมณ์ของคนไร้ ปัญญาที่คิดหักห้ ามไม่ได้ คนที่ โกรธยัง ชื่ อ ว่า เป็ นศัต รู แ ก่ ตัว เอง หาทุก ข์ ใ ส่ตัว โดยแท้ ผู้ที่ ถูก ความโกรธครอบงํ า จะละทิ ง้ กุศ ล อี ก ทัง้ ประโยชน์มากมายก็จะซัดส่ายกระจายไป เขาจะถูกกิเลสหมู่ใหญ่ที่น่ากลัว บังคับให้ ข่มทําลายคนอื่นให้ อยู่ ในอํานาจ ไฟเกิดที่ไม้ สีย่อมเผาไม้ นนฉั ั ้ นใด ความโกรธเกิดขึ ้นแก่ใครแม้ เขาก็ถกู ความโกรธนันแหละ! ้ เผา ลนเพราะความแข่งดีของเขา ยศของเขาย่อมเสื่อมไปเหมือนพระจันทร์ ข้างแรม ถ้ าความโกรธสงบลงได้ ก็ เป็ นประดุจไฟไร้ เชื ้อ ยศผู้นนก็ ั ้ จะเต็มเปี่ ยมเหมือนพระจันทร์ ข้างขึ ้น ฉะนัน” ้ พระราชาสดับคําภาษิตนี ้แล้ วทรงรับสัง่ ให้ อํามาตย์นํานางฤาษิณีมา แล้ วตรัสว่า.. “ท่านผู้เจริ ญ! ขอท่านทังสองจงดํ ้ ารงอยู่ด้วยความสุขเถิด ขอท่านอยู่ในอุทยานนี ้เถิด ข้ าพเจ้ าจะ ช่วยพิทกั ษ์รักษาโดยชอบธรรมแก่ทา่ นทังสองเอง” ้ พระราชาทรงขอขมาโทษ นมัสการลาแล้ วเสด็จกลับ กาลต่อมา ฤาษิณีได้ มรณภาพ พระฤาษีก็กลับเข้ าสูถ่ ิ่นหิมพานต์ ทําอภิญญาและสมาบัติให้ เกิดขึ ้น ได้ หมัน่ เจริญพรหมวิหาร 4 มีความสุขสงบในป่ าอันรื่ นรมย์ไปจนสิ ้นอายุขยั ก็ไปพักต่อที่พรหมโลกสืบไป ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นางปริ พาชิกาครัง้ นัน้ มาเป็ นมารดาพระราหุล พระราชามาเป็ น พระอานนท์ ปริพาชกมาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ ฤาษี อดกลันความดู ้ หมิ่นได้ ด้วยเห็นโทษของความโกรธ ฤาษิ ณีก็อดกลันต่ ้ อสิ่ง ยัว่ เย้ าในลาภยศและความนับถือในราชตระกูล ไม่หลงไปกับกิเลสกามจึงทําให้ ทงคู ั ้ ไ่ ม่เสื่อมจากพรหมจรรย์ “นิสัยมองเห็นโทษความโกรธอยู่เสมอ,ไม่ พรั่ นพรึ งต่ อความดูหมิ่น,ไม่ ชอบคิด คับแค้ นใจ และไม่ หลงใหลในสิ่งใด” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในขันติบารมี 6.8 อดทนจนได้ ดี8 สาเหตุท่ ตี รัสชาดก ภิกษุรูปหนึง่ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เห็นสตรี แต่งกายงามแล้ ว ถือนิมิต อันงามถูกกิเลสเข้ าครอบงําจนหมดความยินดี เธอมีผมและเล็บงอกยาว มีจีวรเศร้ าหมอง มีตวั ผอมเหลือง เพื่อนภิกษุนําไปเฝ้าพระทศพล พระตถาคตเจ้ าตรัสว่า โบราณกบัณฑิตยังไม่แสดงความกระสันให้ ปรากฏ 8

มัณฑัพยชาดก, พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 59 หน้า 831-850


แก่ใครๆ เพราะกลัวหิริโอตตัปปะจะทําลาย เหตุไรเธอจึงทําความกระสัน ให้ ปรากฏในท่ามกลางบริ ษัท 4 ไม่รักษาหิริโอตตัปปะของตนไว้ แล้ วทรงนําเรื่ องในอดีตมาสาธกดังนี ้ ..กาลครัง้ หนึง่ ณ ป่ าใหญ่อนั ร่มรื่ น มีอาศรมหลังหนึง่ เป็ นที่อยู่ของฤาษี มาช้ านาน วันหนึ่ง สองสามี ภรรยาคูห่ นึง่ ได้ นําดอกไม้ ของหอมเข้ าไปสักการะพระฤาษี ขณะนันเองบุ ้ ตรของทังสองกํ ้ าลังเล่นลูกข่างอยู่ ที่เนินดินนอกอาศรม ได้ วิ่งเข้ าไปใกล้ งูพิษที่จอมปลวก งูเกิดรํ าคาญจึงกัดเด็กล้ มลง มารดาบิดาได้ ยินเสียง ลูกร้ องรี บวิ่งออกมาดู กรี ดร้ องแล้ วอุ้มลูกไปให้ ฤาษีรักษา ปากก็ละลํ่าละลักกล่าวว่า.. “พระคุณเจ้ า! บรรพชิตน่าจะรู้ยาดีหรื อมีพระปริ ตรดี ๆ บ้ าง ได้ โปรดช่วยลูกของดิฉันให้ หายด้ วย เถิด” “ฉันไม่ร้ ูตวั ยาเลย ฉันเป็ นบรรพชิตทําเวชกรรมไม่ได้ ” ฤาษีกล่าว “ถ้ าเช่นนัน้ พระคุณเจ้ าโปรดลองทําสัตยาธิษฐานดูเถิด” มารดาเด็กกล่าว ฤาษีรับคําแล้ วนิ่งอยูส่ กั ครู่หนึง่ จากนันวางมื ้ อลงบนศีรษะเด็ก กล่าวว่า.. “เรานี ้เป็ นผู้ต้องการบุญจึงมาบวช แต่เราเลื่อมใสในการประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง 7 วันเท่านัน้ จากนันมาเราก็ ้ ทนประพฤติพรหมจรรย์มาถึง 50 กว่าปี ด้ วยความสัตย์อนั นี ้ขอความสวัสดี จงมีแก่เด็กนี ้ เถิด” พริบตานัน้ เด็กก็ลืมตาขึ ้นมองดูพอ่ แม่ ร้ องว่า แม่! แล้ วสลบลงไปอีก “กําลังของฉันทําได้ เท่านี ้แหละโยม โยมจงทําบ้ างเถิด” ฤาษีตอบอย่างจนใจ พ่อของเด็กนิ่งอยูค่ รู่หนึง่ จึงวางมือลงบนอกบุตรแล้ วกล่าวบ้ างว่า.. “ข้ าพเจ้ าเห็นสมณะมาบ้ านเพื่อขอพักอาศัย บางครัง้ ก็ไม่พอใจจะให้ พกั เลย แต่ก็ยอมทนให้ พกั ค้ าง ได้ ด้ วยความสัตย์อนั นี ้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลกู ของเราเถิด” ทันใดนัน้ เด็กลุกขึ ้นนัง่ ได้ แต่ไม่อาจยืนได้ สามีหนั ไปกล่าวกับภรรยาสุดรักว่า.. “เธอก็กล่าวบ้ างสิ!” “ฉันกล่าวต่อหน้ าเธอไม่ได้ หรอก” ภรรยากระอักกระอ่วนบอกสามี “เอาน่า! จะอย่างไรก็ชา่ งเถอะ พูดไปเถอะ ทําเพื่อลูกของเรา” สามีอ้อนวอน ภรรยาจึงจําใจต้ องกล่าว.. “ลูกรักเอ๋ย! อสรพิษที่กัดเจ้ านี ้ไม่เป็ นที่ชอบใจของแม่เลย แต่หากเปรี ยบอสรพิษนี ้กับพ่อของเจ้ า แล้ ว มันช่างไม่แตกต่างกันเลย ด้ วยความสัตย์แน่แท้ นี ้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลกู แม่ด้วยเถิด” ทันทีที่กล่าวจบ เด็กก็ลกุ ขึ ้นวิ่งออกไปเล่นได้ ตามปกติ เมื่อความรู้สกึ ถูกเปิ ดเผยแก่กนั ความฉงนสงสัยก็พลันครอบคลุมไปทัว่ บรรยากาศ สามีเข้ าไปถาม ฤาษีอย่างสุดสงสัยว่า.. “เอ.. ธรรมดานักพรตทังหลายย่ ้ อมเป็ นผู้สงบ ฝึ กฝนตนเองมิใช่รึ แล้ วท่านเกลียดชังอะไร? จึงสู้ฝืน ใจประพฤติพรหมจรรย์อยูไ่ ด้ ตงั ้ 50 ปี ทําไมไม่สกึ ออกมาครองเรื อนซะเลยล่ะท่าน?”


“ผู้ออกบวชด้ วยศรัทธาแล้ วกลับเข้ ามาในบ้ านอีก เป็ นคนเหลวไหลกลับกลอก เราเกลียดต่อถ้ อยคํา เช่นนี ้จึงสู้ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์ เรากลัวหิริและโอตตัปปะของตนจะถูกทําลายลง เหตุนี ้แม้ เราจะร้ องไห้ จนนํ ้าตานองหน้ าก็จะสู้ทนฝื นใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ให้ ได้ นี ้เป็ นสิ่งที่วิญํูชน สรรเสริ ญและเป็ นฐานะ ของสัตบุรุษทังหลาย” ้ ฤาษีตอบจบก็ถามโยมบ้ างว่า.. “อาตมาเห็นท่านเลี ้ยงดูสมณะและคนเดินทางให้ อิ่มหนําสําราญด้ วยดีมาตลอด บ้ านของท่านนี ้ก็ บริ บูรณ์ด้วยข้ าวและนํ ้าเป็ นเหมือนบ่อนํ ้าให้ ความชื่นใจ แล้ วไฉนเมื่อท่านไม่อยากจะให้ ทาน ก็ยงั ให้ ได้ อยู่ ล่ะ” “ทัง้ นี เ้ พราะบิด ามารดาและปู่ ย่า ตา ยาย ของข้ า พเจ้ า เป็ นคนมี ศ รั ท ธา เป็ นทานบดี รู้ หลัก นักปราชญ์ ข้ าพเจ้ าเองก็อนุวตั รตามธรรมเนียมของตระกูล กําหนดใจไว้ ว่าอย่าได้ เป็ นคนตัดธรรมเนียมของ ตระกูลเสียเลย ข้ าพเจ้ าแม้ ไม่อยากจะให้ ทานก็ทนให้ ได้ ” สามีตอบฤาษีจบจึงหันไปถามภรรยาสุดรักอย่างงุนงงและปวดร้ าวใจเป็ นที่สุดว่า.. “เธอไม่มีความรักใคร่ในตัวฉันมาตลอดเวลาที่เราอยูด่ ้ วยกัน แล้ วเธอปรนนิบตั ิฉัน ทนอยู่ร่วมกับฉัน ผู้เป็ นดังปฏิกลู สําหรับเธอและเสมอด้ วยอสรพิษเหมือนอยูร่ ่วมกับคนที่รักกันได้ เพราะเหตุใด?” “ตังแต่ ้ ไ หนแต่ไ รมาภรรยาที่ มีส ามีบ่อย ๆ ไม่เคยมี ในตระกูลฉันเลย ฉันทํา ตามธรรมเนียมของ ตระกูล สอนตัวเองทุกวันว่าขออย่าได้ เปลี่ยนผู้ชายบ่อย ๆ ขอเราอย่าเป็ นหญิงกลับกลอกคนแรกของตระกูล และขออย่าให้ เป็ นคนตัดธรรมเนียมของตระกูลเลย ฉันเกลียดถ้ อยคําเช่นนี ้แม้ จะไม่พอใจปรนนิบตั ิเธอก็ฝืน ใจทําได้ ” นางรู้วา่ ได้ กล่าวความลับที่ไม่ควรกล่าวต่อสามีจงึ ขอโทษสามีวา่ .. “วันนี ้ฉันพูดคําที่ไม่ควรพูด ขอเธอจงอดโทษเพราะเห็นแก่ลกู เถิด สิ่งอื่นใด ๆ ในโลกที่ฉันจะรักเท่า ลูก ไม่มีอีกแล้ ว” “ลุกขึ ้นเถิด ฉันอดโทษให้ ฉันจะไม่เกลียดเธอเลย” สามีปลอบภรรยา จากนันฤาษี ้ แนะนําโยมว่า.. “การที่ท่านหาทรัพย์มาได้ แล้ วบริ จาคทานโดยไม่เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมเป็ นการไม่สมควรเลย แต่นี ้ไปท่านควรเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมแล้ วให้ ทานเถิด” นายบ้ านก็รับคํา แล้ วกล่าวกับฤาษีวา่ .. “ท่านผู้เจริ ญ ท่านดํารงเป็ นทักขิไณยบุคคลของข้ าพเจ้ า แต่ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์เป็ นการ ไม่สมควร ตังแต่ ้ นีไ้ ปขอท่านโปรดทําจิตให้ เลื่อมใส มี ใจบริ สุทธิ์ ยินดีในฌาน ประพฤติพรหมจรรย์โดยที่ ข้ าพเจ้ าทําสักการะแก่ทา่ นแล้ วได้ รับผลมากเถิด” สองสามีภรรยานมัสการลาไป แต่นนมาภรรยากลั ั้ บมามีความรักในสามี สามีก็มีจิตเลื่อมใส ถวาย ทานด้ ว ยศรั ทธา ส่วนฤาษี ก็ส ามารถกํ าจัดความไม่ยินดีใ นวิเวกได้ ทํ า ฌานและอภิ ญญาให้ เกิ ดขึน้ มี ความสุข เบิกบานอยูใ่ นฌานนับแต่นนมาตราบจนสิ ั้ ้นอายุขยั ..


ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นายบ้ านครัง้ นันมาเป็ ้ นพระอานนท์ ภรรยานายบ้ านมาเป็ นนาง วิสาขา บุตรมาเป็ นพระราหุล ส่วนฤาษีมาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ ทุกคนอดทนจนได้ ดี หากฤาษี สึกไปชีวิตก็ตกตํ่าลง ย่อมเป็ นที่แหนงใจตนและ ต้ อ งอยู่ ด้ วยกิ เ ลส จะมิ ไ ด้ พบสุ ข ในฌานอี ก เลย ทั ง้ ยัง สู ญ เสี ย อัธ ยาศัย ในการบวชหรื อ ที่ เ รี ย กว่ า “เนกขัมมัชฌาศัย” ไปอีกด้ วย หากทนในชาติเดียวได้ ก็จะได้ สิ่งดี ๆ ติดไปข้ ามชาติยาวนาน หากเลิกอดทน และยินยอมตามกิเลสเพียงชาติเดียวก็จะสูญเสียสิ่งดี ๆ ไปนับชาติมากมาย ฝ่ ายสามีหากไม่ทน ทําดีตอ่ ไป ก็จ ะพลาดจากบุญ เป็ นอันมาก ต้ องไปเกิ ดในตระกูลขัดสนจนปั ญญา ฝ่ ายภรรยาหากไม่อดทนจนขอ เปลี่ยนสามีใหม่ก็อาจต้ องเปลี่ยนอยูเ่ รื่ อยไป เพราะเมื่อเบื่อกันขึ ้นมาก็เปลี่ยนใหม่ได้ อีกไม่ร้ ูจกั พอ “นิสัยยอมตายไม่ ยอมแพ้ แม้ อดกลัน้ ทัง้ นา้ ตาก็ไม่ ทาตามสิ่งยั่วเย้ า ,มีหิริโอตตัปปะไว้ ข่ม กลัน้ ใจ,ยอมสละอารมณ์ อกุศล และยอมรั บในสิ่งไม่ พึงปรารถนาให้ ได้ ” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ใน วิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในขันติบารมี 6.9 ยอมลดศักดิ์ศรี ทับทวีขันติธรรม9 สาเหตุท่ ีตรั สชาดก ภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า พระเทวทัตพยายามปลงชีวิตชนเป็ นอัน มากเพราะก่อเวรในพระตถาคตเจ้ าพระองค์เดียว แต่ชนเหล่านันอาศั ้ ยพระทศพลได้ รอดชีวิตแล้ วทังสิ ้ น้ พระจอมมุนีเสด็จมาโรงธรรมตรัสว่า มิใช่แต่ในบัดนี ้เท่านันแม้ ้ ในกาลก่อนก็เช่นกัน เมื่อภิกษุทูลวิงวอนจึง ทรงนําอดีตมาแสดงดังนี ้.. สมัยหนึ่ง ณ เมืองบุปผวดี ได้ มีปโุ รหิตชื่อกัณฑหาละเป็ นผู้ดรุ ้ ายหยาบคายยิ่ง มิว่าผู้ใดเจอคน เช่นนี ้ น้ อยคนนักที่อยากจะตอแยด้ วย แม้ คิดปรารถนาดีแต่อาจนําผลร้ ายมาใส่ตวั เนื่องเพราะปุโรหิตมี อํานาจอยูใ่ นมือ มาวันหนึ่ง ปุโรหิตกินสิ นบนตัดสินคดีผิด เจ้ าทุกข์หมดที่พึ่ง จึงไปฟ้องต่อราชโอรสนามว่า จันท กุมาร ซึง่ ดํารงตําแหน่งอุปราช พระจันทกุมารย่อมรู้สนั ดานปุโรหิตนี ้ดี แม้ นบั ว่าไม่อยากตอแยและยังไม่มี อํานาจพอที่จะจัดการกับพาลชนคนนี ้ได้ แต่บดั นี ้มิว่าอย่างไรความไม่ถกู ต้ องก็เกิดขึ ้นแล้ ว พระองค์อดมิได้ ที่ต้องเข้ ามาผดุงความยุติธรรมในฐานะอุปราช มิว่าผลจะออกมาอย่างไรพระองค์ก็ไม่เสียพระทัย ดังนัน้ พระจันทกุมารเข้ าสู่โรงตัดสินแล้ ว ตรั สเรี ยกคู่กรณี มาตัดสินใหม่ ทรงกลับผิดให้ เป็ นถูกโดยไม่เกรงกลัว ต่อกัณฑหาลปุโรหิตเลย นัน่ เท่ากับว่าภัยใหญ่หลวงกําลังจะมาถึงพระองค์แล้ ว! จากเหตุการณ์ครัง้ นัน้ พระจันทกุมารมิเพียงได้ รับเสียงแซ่ซ้องจากมหาชนเท่านัน้ กระทัง่ ยังได้ รับ ตําแหน่งจากพระราชาให้ ตดั สินคดีความทังหมดแทนกั ้ ณฑหาลปุโรหิตอีกด้ วย ในที่สดุ กัณฑหาละก็สญ ู สิ ้น 9

จันทกุมารชาดก , พระสุ ตตันตปิ ฎก ขุททกนิกาย ชาดก , มก. เล่ม 64 หน้า 123-204


ผลประโยชน์ รวมทังยั ้ งได้ ยินแต่เสียงผู้คนติเตียนโพทนาดังก้ องอยู่ในโสตประสาท ปุโรหิตจึงแค้ นกําหมัด แน่น ดวงตาคล้ ายดัง่ เปลวเพลิง ปากสัน่ กระตุกให้ ร้ ู สึกอาฆาตในพระจันทกุมารเป็ นยิ่งนัก บัดนี ้ร่ างกาย ปุโรหิตคล้ ายมนุษย์แต่ใบหน้ ากลับกลายดุจปี ศาจไปแล้ ว คนเราเมื่อตกในอารมณ์โกรธจึงมีท่าทีอปั ลักษณ์ ได้ เช่นนี ้ พระจันทกุม ารยามนี เ้ หมื อนมีดวงตาคู่หนึ่ง ติดตามจ้ องจับผิดอยู่ตลอดเวลา กัณฑหาลปุโรหิต ก็ยงั ไม่ได้ โอกาสอยู่เสมอมา มิคาดโอกาสกลับมาหาเอง คืนหนึ่งพระราชาทรงสุบินเห็นสวรรค์ ตรัสเรี ยกหา ปุโรหิตถามหาทางไปสวรรค์ ปุโรหิตเจ้ าเล่ห์คดิ เล่ห์หลอกพระราชาว่าต้ องให้ ทานชนิดล่วงลํ ้า! จึงจะสามารถ ไปสวรรค์ได้ แน่ “ทานล่วงลํ ้าเป็ นยังไงรึ?” พระราชาทรงเชื่อเสียสนิท ปุโรหิตก็ทลู ตอบอย่างสมภูมิคนถ่อยว่า.. “ต้ องฆ่าคนที่ ไม่สมควรฆ่านี่แหละ! เป็ นบุญให้ ไปสวรรค์ ถ้ าพระองค์ประสงค์สวรรค์ต้องทําเช่นนี ้ แหละ พระเจ้ าข้ า” “แล้ วใครกัน? คือคนไม่ควรฆ่า” พระราชาตรัสถามด้ วยทรงสนพระทัยยิ่งนัก ปุโรหิตแววตาเคียดแค้ นทูลตอบไปว่า.. “ก็คือราชบุตรทังหลาย ้ อีกทังพระมเหสี ้ เศรษฐี ชาวเมือง โค ม้ าอาชาอย่างละ 4 พระเจ้ าข้ า” คาดไม่ถึง พระราชากลับทรงเชื่อตามจริง ๆ พระองค์ถกู ตัณหาอยากไปสวรรค์ครอบงําจนไม่ทรงคิด พิจารณาสนพระทัยอะไรอีกแล้ ว ตรัสสัง่ ทหารคุมตัวพระโอรส พระธิดา มเหสี เศรษฐี ประจําเมือง และสัตว์ อาชามาบูชายัญ มหาชนลุกฮือมิยอมให้ ญาติตนถูกฆ่าสังหาร ส่วนพระราชบิดา และพระราชมารดาก็มา ทูลอ้ อนวอนขอชีวิตทุกคนแต่มิเป็ นผล มิน่าเชื่อว่าเพียงแค่ตณ ั หาส่วนพระองค์กลับทําให้ คนเดือดร้ อนทัว่ เมือง และเรื่ องร้ ายนี ้ก็เกิดมาจากปุโรหิตเพียงคนเดียวกุเรื่ องขึ ้นมา! พระจันทกุมารรู้ทนั ทีว่าผลครัง้ นี ้ต้ อง เกิดมาจากเจ้ าพราหมณ์ชวั่ กัณฑหาละโดยมิต้องสงสัย และพราหมณ์ชวั่ นี ้มิได้ จองเวรกับคนอื่น แต่จองเวร กับพระองค์ผ้ เู ดียวเท่านัน้ แต่พระองค์ไม่ทรงคาดคิดว่า ปุโรหิตชัว่ นี ้ถึงกับคิดจะสังหารทุกคน ดังนันพระองค์ ้ ต้ องช่วยคนเหล่านี ้ให้ ได้ พระองค์ทรงข่มกลันความโกรธมิ ้ ให้ มีในพระทัยเนื่ องเพราะหากผิดพลาดไปนัน่ คือชีวิตทุกคนต้ อง ตาย ความจริ งพระองค์สามารถรวมกําลังพลในอาณัติมากําจัดปุโรหิตชัว่ ได้ ในชัว่ พริ บตา อีกทังมหาชนก็ ้ ล้ วนอยู่ฝ่ายของพระองค์ทงหมด ั้ แต่ชยั ชนะที่ได้ มาโดยแพ้ อธรรมจะมีผลอันใดเล่า กลับยิ่งทําให้ ประสบ ทุกข์หนักในอบาย พระองค์กลับใช้ ความอดทนข่มกลันเกี ้ ยรติยศศักดิ์ศรี เข้ าสู้ แม้ ต้องยอมตนเป็ นทาสรับ ใช้ กณ ั ฑหาละที่นา่ รังเกียจปานนี ้ก็ยอมเพื่อรักษาชีวิตทุกคนเอาไว้ ก่อนโดยเข้ ากราบทูลต่อพระราชาว่า.. “ข้ าแต่พระองค์ผ้ สู มมติเทพ! พระองค์อย่าได้ ทรงฆ่าข้ าพระองค์ทงหลายเลย ั้ ได้ โปรดพระราชทาน ข้ าพระองค์ทงหลายให้ ั้ ไปเป็ นทาสของกัณฑหาลปุโรหิตเถิด ถึงแม้ พวกเราจะถูกจองจําด้ วยโซ่ก็จะเลี ้ยงช้ าง


เลี ้ยงม้ าให้ เขา จะช่วยขนมูลม้ าให้ เขา หากพวกเราถูกขับไล่จากแว่นแคว้ นก็จะเที่ยวขอทานเลี ้ยงชีวิตได้ พระเจ้ าข้ า ขอพระองค์อย่าได้ ฆา่ ข้ าพระองค์ทงหลายเลย..” ั้ พระจันทกุมารทรงเฝ้าพรํ่ ารํ าพันร้ องขอชีวิตทุกคนโดยยอมทิ ้งเกียรติยศศักดิ์ศรี แห่งองค์ รัชทายาท ซึ่งมีราชสมบัติรออยู่วนั หน้ าแน่นอนแล้ ว แต่เพื่อแลกกับชีวิตทุกคนจึงยอมไปเป็ นขี ้ข้ าปุโรหิต ! ประการนี ้ นับว่าตายยังง่ายดายเสียกว่า แต่พระองค์มิอาจตายเพราะชีวิตมากมายรออยูเ่ บื ้องหลัง พระราชาทรงสดับคํ าพรํ่ ากล่า วของพระราชโอรสดัง นัน้ ก็ ร้ ู สึก สงสารปานประหนึ่ง ว่าพระอุร จะแตกมีพระเนตรนองด้ วยพระอัสสุชล ตรัสว่า.. “เจ้ าพรํ่ าเพ้ ออยู่จนพ่อทุกข์นกั แล พวกท่านทังหลายจงรี ้ บปล่อยพระกุมารทังหลายเร็ ้ วเถิด เราขอ พอกันที! กับการเอาบุตรมาบูชายัญ” ฝ่ ายกัณฑหาลพราหมณ์กําลังจัดหลุมบูชายัญฝั นหวานอยู่ ชาวบ้ านคนหนึง่ เดินผ่านมา กล่าวว่า.. “เฮ้ ย ! กัณ ฑหาละ ไอ้ ชั่ว ร้ าย พระราชาทรงปล่อยทุก คนไปแล้ ว เจ้ า ไปฆ่า ลูก เมี ย ของเจ้ า แล้ ว เอาเลือดในลําคอมาบูชายัญเสียเถอะ!” กัณฑหาลพราหมณ์สะดุ้งตกใจรี บลุกขึ ้นลนลานหน้ าตื่นวิ่งไปอย่างเร็ว เข้ าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า “ข้ าพระองค์ทลู ไว้ แล้ วไม่ใช่หรื อพระเจ้ าข้ า ว่าการบูชายัญเช่นนี ้ทําได้ ยาก บัดนี ้พระองค์ทรงทํายัญ ที่ ข้าพระองค์ตระเตรี ย มไว้ ให้ เ สี ย หายไปเพราะเหตุอัน ใดกัน ? ผู้ใ ดบูช ายัญเองก็ ดี ให้ ผ้ ูอื่ นบูช ายัญก็ ดี ผู้อนุโมทนาก็ดี ชนเหล่านันจะได้ ้ ไปสุคตินะ พระเจ้ าข้ า” พระราชาถู ก ปุ โ รหิ ต ชั่ ว พู ด จาหว่ า นล้ อมจนคล้ อยตาม แล้ วมี รั บ สั่ ง ให้ จั บ ทั ง้ หมดอี ก ครั ง้ พระจันทกุมาร ก็พรํ่ ารํ าพันร้ องขอชีวิตทุกคนจนสําเร็ จอีกเช่นเดิม พระราชาทรงเปลี่ยนพระทัยไปๆ มาๆ อย่างนี ้จนพระจันทกุมารตรัสเตือนพระสติพระราชาว่า.. “ข้ าแต่มหาราช! ถ้ าใครบูชายัญด้ วยบุตรแล้ วไปสวรรค์ได้ ขอให้ ปโุ รหิตบูชายัญก่อน แล้ วพระองค์ ค่อยบูชาภายหลังก็ยงั ไม่สาย ถ้ าดีจริงทําไมกัณฑหาละไม่ฆา่ ลูกตัวเอง ไม่ฆา่ ญาติทกุ คนของตนเล่า!” นับเป็ นข้ อคิดที่ทําให้ ดวงตาสว่างได้ ดียิ่ง แต่พระราชามีดวงตาคล้ ายดัง่ โคลนไปแล้ ว กลับพาล ไม่ยอมรับมาคิดพิจ ารณา ทรงเชื่ อในครู มากกว่าบุตรของตน พระองค์เห็นว่าอย่างไรครู ก็น่าจะมี ความ น่าเชื่อถือกว่าบุตร คนเป็ นอันมากมักเชื่อถือตามความนิยมในบุคคลมากกว่าเหตุผลอยู่เสมอมา พระจันท กุม ารเองก็ หมดหนทางแล้ ว แต่ก็มิ อาจตัดใจยอมตายได้ เนื่องเพราะคนอี กมากมายต้ องมาตายไปกับ พระองค์ด้วย ยามนีค้ วามตายกลับเป็ นเรื่ องเล็กสําหรับพระองค์ เมื่อหมดหนทางเจรจาพระองค์จําต้ อง ข่มศักดิศ์ รี อีกครัง้ เสด็จลุกขึ ้นอ้ อนวอนมหาชนให้ ช่วยกันทูลทัดทาน แต่มหาชนก็ยงั ไม่กล้ าพอ เมื่อไม่มีคน เปิ ดก็ ย่อ มไม่มี คนตาม มหาชนรอคนเปิ ดอยู่ ! มหาชนรู้ ว่าพวกตนไม่ถนัดกล่า ววาจาแต่ถ นัด ขว้ างปา มากกว่า เนื่องเพราะรู้วา่ วาจาตนไม่สบั สนเจ้ าเล่ห์เท่าทันปุโรหิตชัว่ นี ้ ดังนันพิ ้ ธีบชู ายัญได้ เริ่มขึ ้นแล้ ว! พระจันทกุมารมิอาจเห็นทุกคนต้ องตายได้ จริ ง ๆ แม้ มีเวลาเหลือสักนิดพระองค์ต้องไม่วางมือเป็ น อันขาด พระองค์มิ ร้ ู จะทรงทํ าอย่างไรแล้ วจริ ง ๆ จึงทรงพรํ่ าพิไรรํ าพันหวังให้ พระราชบิดาพระทัยอ่อน


แต่คล้ ายดัง่ พระราชาทรงปราศจากพระกรรณหรื อไม่ก็ไร้ ดวงหทัยไปแล้ ว คนปราศจากหัวใจนัน่ คือคนตาย! เพราะฉะนัน้ ตอนนี ้นับว่าพระราชาใกล้ ตายเต็มทีแล้ ว กัณฑหาละก็ไร้ หวั ใจได้ หยิบดาบเข้ าไปหมายตัดคอ พระจันทกุมารโดยเร็ว เวลานัน้ พระนางจันทาเทวีมเหสีของพระจันทกุมารพลันตังสั ้ จกิริยาว่า.. “กัณฑหาละผู้ปัญญาทรามได้ ทํากรรมอันชัว่ ช้ าแน่แท้ ด้ วยสัจจวาจานี ้ ขอให้ ข้าพเจ้ าได้ อยู่ร่วมกับ พระสวามี อมนุษย์เหล่าใดมีอยู่ในที่นี ้ ยักษ์ หรื อเทวดาเหล่าใดขอจงกระทําการขวนขวายช่วยเหลือข้ าพเจ้ า ผู้แสวงหาที่พงึ่ ด้ วยเถิด ข้ าพเจ้ าวิงวอนท่านทังหลาย ้ ขออย่าให้ พวกข้ าศึกชนะพระสวามีของข้ าพเจ้ าเลย” ทัน ใดนัน้ เอง ท้ า วสัก กเทวราชเสด็ จ ลงมาจากดาวดึง ส์ ทรงกวัด แกว่ ง ค้ อ นฉวัด เฉวี ย น น่ า หวาดเสียว พลางตรัสขูว่ า่ .. “เจ้ าราชากาลี! อย่าได้ ฆ่าพระจันทกุมารเชียวนะ! พระจันทกุมารนี ้ไม่เคยคิดร้ ายต่อเจ้ า พระโอรส นี ้เฝ้าดูแลเจ้ ามาตลอด เป็ นผู้องอาจกล้ าหาญประดุจราชสีห์ เจ้ าราชากาลีเอ๋ย! คนฆ่าลูกเมีย ฆ่าประชาชน ผู้บริ สทุ ธิ์แล้ วได้ ไปสวรรค์ เจ้ าเคยได้ ยินมาก่อนรึ?” ราชาโง่กบั ปุโรหิตชัว่ เห็นค้ อนแล้ วให้ อกสัน่ พรั่นพรึ งยิ่งนัก ทังสองรี ้ บวิ่งไปแก้ เชือกที่มดั คนทังหมด ้ ออกอย่างลนลาน ทุกคนปลอดภัยแล้ ว และตอนนี ้ท้ าวสักกะเปิ ดแล้ ว! มหาชนก็พร้ อมแล้ ว ก้ อนหินมีอยู่ใน มือ ทุกคน! กัณฑหาลปุโรหิตโดนก่อน เพียงคนละก้ อนเท่านัน! ้ วิญญาณหลุดออกจาก ร่างปุโรหิตทันที ร่างของปุโรหิตถูกมหาชนขว้ างปาก้ อนหินใส่จนเละเทะ ตายอย่างอนาถ นับเป็ นพลังมวลชนที่น่ากลัวจริ ง ๆ แม้ พระจันทกุมารก็มิอาจมาห้ ามได้ ทนั แต่มิคาดพลังมวลชนยังมุ่งตรงไปที่พระราชาด้ วย พระจันทกุมาร รี บปราดไปเร็ วสุดชี วิ ตเข้ าสวมกอดพระบิด าไว้ แน่น มหาชนก็ ยัง้ ไว้ ทัน พระราชาพ้ น ความตายเพราะ พระโอรสที่ตนจะฆ่าโดยแท้ มหาชนอย่างน้ อยพอจะไว้ ชีวิตพระราชาได้ แต่ไม่อาจให้ ที่อยู่อาศัยในนครนี ้แก่ พระราชาได้ อีกแล้ ว น่าอนาถ! จากผู้ครอบครองทุกสิ่ ง กลับกลายกระทั่งที่ จ ะยื นพิง ยัง มิ อาจมี มหาชนช่วยกันปลด เสื ้อผ้ าคนผู้นี ้ออก เอาชุดคนจัณฑาลใส่ให้ แล้ วไล่ไปที่อยูข่ องคนจัณฑาลนอกเมือง ..ท้ องฟ้าพลันสดใสกลับมาอีกครัง้ มหาชนชื่นบานใจ ได้ จดั งานฉลองกันครัง้ ยิ่งใหญ่ แล้ วสถาปนา อภิเษกพระจันทกุมารเป็ นกษัตริ ย์ครองราชสมบัติ ทุกผู้คนต่างชื่นชมยินดีกันถ้ วนหน้ า พระจันทราชาทรง ปกครองบ้ านเมืองจนไพร่ฟ้าหน้ าใส สินทรัพย์เนืองนอง ผู้คนปรองดองเป็ นปึ กแผ่น ทางฝ่ ายพระบิดามาตร ว่าพระองค์ไม่อาจเสด็จเข้ าพระนคร แต่องค์จนั ทราชันก็เสด็จไปเยี่ยมบํารุงพระบิดาอยูเ่ สมอมิได้ ขาด


ประชุมชาดก พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า กัณฑหาลปุโรหิตครัง้ นันมาเป็ ้ นพระเทวทัต พระนางจันทาเทวีเป็ น มารดาราหุล ท้ าวสักกะมาเป็ นอนุรุทธะ พระจันทกุมารมาเป็ นตถาคตแล จากชาดกเรื่ องนี ้ การช่วยเหลือผู้อื่นนันต้ ้ องมีความอดทนเป็ นอย่างสูง ดังเช่นพระจันทกุมารที่ อดทนกระทัง่ ยอมไปเป็ นทาส ยอมอ่อนน้ อมต่อคนพาล ซึ่งวิสยั บัณฑิตผู้กล้ าแล้ วที่จะยอมอ่อนน้ อมต่อคน พาลเพื่อรักตัวกลัวตายนันหามี ้ ไม่ แต่เพื่อช่วยผู้อื่นเมื่อไม่มีหนทางเลือกแม้ ต้องยอมลดทิฏฐิ มานะทุกอย่างก็ ทําได้ และจากการที่พระองค์ทรงมีกําลังมวลชนอยู่ในมือซึ่งใช้ ยตุ ิปัญหาได้ โดยพลัน แต่กลับอดกลันไว้ ้ ไม่ ยอมใช้ ความรุ นแรง นับว่าพระองค์ทรงมัน่ คงในธรรมอย่างยิ่ง เพราะการใช้ ความรุนแรงยุติปัญหาเป็ นสิ่ง ยัว่ ยวนในสถานการณ์เช่นนี ้ “นิสัยยินดีอดทนเพื่อหมู่คณะ,ยอมลดทิฏฐิมานะเพื่อส่ วนรวม และมั่นคงในธรรม ไม่ ใช้ อานาจในทางมิชอบ” ทังหมดนี ้ ้จึงนับเป็ นนิสยั ในวิถีนกั สร้ างบารมีที่นบั เนื่องเข้ าในขันติบารมี 6.10 ภาษิตหมวดขันติบารมี เด็กหนุ่มด่าแช่งตีด้วยความเป็ นเด็กหนุ่ม บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมอดทนความผิดที่พวกเด็กทําแล้ ว ทังหมดได้ ้ สัตบุรุษวิวาทกันกลับเชื่อมกันได้ สนิทโดยเร็ ว ส่วนคนพาลย่อมแตกกันเหมือนภาชนะดิน เขา ย่อม ไม่สงบเวรกันได้ เลย ผู้ร้ ูความผิดที่ตนล่วงเกินและรู้ขอขมาโทษ คนทังสองย่ ้ อมพร้ อมเพรี ยงกันยิ่งขึ ้น ความสนิทสนมไม่เสื่อมคลาย เมื่อคนอื่นล่วงเกินตนก็ยงั สามารถเชื่อมให้ สนิทสนมได้ ผู้นนเป็ ั ้ นผู้ประเสริ ฐ ยิ่ง เป็ นผู้นําภาระเพราะนําภาระและธุระของมิตรไป ส่วนคนพาลทําการทะเลาะกันแม้ เรื่ องเพียงนิดเดียว ย่อมไม่ยอมสงบเวร (กัสสปมันทิยชาดก.58/454) เมื่อยังไม่ถึงเวลาพูด หากพูดเกินกาลย่อมถูกทําร้ าย มีดที่ลับคม ยาพิษอันร้ ายแรงหาทําให้ ตาย ทันทีทนั ใดเหมือนวาจาทุพภาษิตไม่ เพราะฉะนัน้ บัณฑิตควรรักษาวาจาไว้ ทงในกาลควรพู ั้ ดและไม่ควร ไม่ พูดให้ ล่วงเวลา ผู้ใดมีปัญญาพิจารณาเห็นประจักษ์ แล้ วพูดพอเหมาะในกาลที่ควรพูด ผู้นนย่ ั ้ อมจับศัตรูได้ ทังหมด ้ (โกกาลิกชาดก.58/588 ) ความโกรธเกิดจากความไม่อดทน ทีแรกเป็ นของน้ อยแต่ภายหลังเป็ นของมาก ความโกรธทําความ เกี่ยวข้ อง มีความคับแค้ นมาก ข้ าพระองค์ไม่ชอบใจความโกรธ วาจาของผู้มีโทสะมักหยาบคาย จากนันก็ ้ ปรามาสถูกต้ องชกต่อยกันด้ วยมือ ต่อไปก็จบั ท่อนไม้ ทบุ ตี ถึงจับศัสตราเข้ าฟั นแทงกันเป็ นที่สดุ ความโกรธ เป็ นเหตุล่วงเกินในพระอริ ยบุคคล ให้ ต้องเสวยทุกข์มาก ถูกฆ่าจองจําในภพนี ้และภพหน้ า ส่วนความโลภ ก่อให้ เกิดอาการหยาบ เป็ นเหตุให้ เที่ยวปล้ นขู่เอาสิ่งของ ต้ องทําอุบายล่อลวงบาปทังหลายมี ้ อยู่ในความ โลภ ข้ าพเจ้ าจึงไม่ชอบใจความโลภ กิเลสเครื่ องร้ อยรัดทังหลายถู ้ กสิเน่หาผูกมัดทําให้ บคุ คลเดือดร้ อนยิ่งนัก ข้ าพเจ้ าไม่ชอบใจสิเน่หา ความโศกย่อมเกิดแต่สิ่งที่รัก ความรัก ทําให้ พระมหาสัตว์ทงหลายผู ั้ ้ บําเพ็ญบารมี แล้ วเดือดร้ อน (กัณหชาดก.59/785)


ผู้ไม่โกรธในคนควรโกรธ ผู้นนเป็ ั ้ นสัตบุรุษ ผู้นนแม้ ั ้ โกรธก็ไม่โกรธให้ ปรากฏ นรชนใดมีท้องพร่องทน หิวได้ เป็ นผู้ฝึกตน มีตบะ มีข้าวนํ ้าพอประมาณ ไม่ทําบาปเพราะเหตุแห่งอาหาร ละการเล่น การยินดีทงั ้ ปวงได้ เด็ดขาด ไม่กล่าวเหลาะแหละแม้ น้อยนิด ละสิ่งที่เขาหวงแหนและความโลภด้ วยปั ญญากําหนดรู้ นักปราชญ์กล่าวผู้นนว่ ั ้ าเป็ นสมณะในโลก (จตุโปสถิกชาดก.59/793)

การฝึ กสมาธิ เป็ นประจําเป็ นรากฐานการสร้ างขันติบารมีได้ อย่างดี เพราะได้ ฝึกใจไม่ติดในอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบใจจนเป็ นนิสยั จึงไม่ถือสาคําพูด การกระทํา ความคิด หรื อสภาพแวดล้ อมที่มากระทบกายใจ ในสภาวะใจเช่นนี ้จึงเหมาะแก่การปลูกฝั งนิสยั แห่งขันติบารมี


SB435Lesson6