Issuu on Google+

มหานครแหงความสุข

คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพประเภทพนสีรถยนต

กองสุขาภิบาลสิ่งแวดลอม สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท 0 2354 4226 ถึง 30 www.bangkok.go.th/envsanitation www.facebook.com/healthybangkok

คูมือและหลักเกณฑ การประกอบกิจการ ที่เปนอันตรายตอสุขภาพ ประเภทพนสีรถยนต

กสล. 11/11/56


คูมือและหลักเกณฑ กำรประกอบกิจกำร ที่เปนอันตรำยตอสุขภำพ ประเภทพนสีรถยนต


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ค�ำน�ำ กรุ ง เทพมหานครเป็ น เมื อ งที่ มี ก ารพั ฒ นาและเจริ ญ เติ บ โตทางด้ า น อุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความหนาแน่นของประชากร ก่อให้เกิด ปญหาผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม เช่น ปญหาคุณภาพอากาศเสีย และน�้าเสีย เป็นต้น กิจการพ่นสีรถยนต์เป็นกิจการหนึ่งที่มักถูกร้องเรียนเหตุเดือดร้อนร�าคาญ อยู ่ เ สมอ แม้ จ ะมี ข นาดกิ จ การที่ แ ตกต่ า งกั น แต่ ก็ จ ะมี ป  ญ หาและผลกระทบ สิง่ แวดล้อมทีค่ ล้ายกันคือ ปญหาฝุน ละอองทัง้ จากฝุน ละอองสีและเศษละอองฝุน จาก การขัดผิวโลหะ รวมทั้งกลิ่นเหม็นจากสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ที่ใช้เป็นตัวท�าละลายในการผสมสี ทั้งในสีเคลือบ สีรองพื้น และสีจริง ซึ่งสาเหตุหลักที่ท�าให้เกิดปญหาดังกล่าวคือ การที่ผู้ประกอบการขาด ความรูค้ วามเข้าใจในการประกอบการให้ถกู สุขลักษณะ และความตระหนักถึงปญหา มลพิษที่เกิดขึ้น ดั ง นั้ น เพื่ อ ให้ ก ารประกอบกิ จ การพ่ น สี ร ถยนต์ เ ป็ น ไปในทิ ศ ทางที่ ถู ก สุขลักษณะ และปองกันปญหาสิง่ แวดล้อมต่อประชาชนทีอ่ าศัยอยูใ่ นบริเวณใกล้เคียง กองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ส�านักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้จัดท�าคู่มือและ หลักเกณฑ์การประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทพ่นสีรถยนต์ ฉบับนีข้ นึ้ เพือ่ เป็นแนวทางส�าหรับเจ้าหน้าทีป่ ฏิบตั งิ าน และส�าหรับผูป้ ระกอบกิจการ พ่นสีรถยนต์ กองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ส�านักอนามัย

3


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

4


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

สำรบัญ เรื่อง บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทที่ 5 บทที่ 6 บทที่ 7

บทน�ำ ข้อมูลเบื้องต้นของสถำนประกอบกำรอูพนสีรถยนต 2.1 ขั้นตอนการด�าเนินงาน 2.2 เครื่องจักรและอุปกรณ์ 2.3 วัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตของสถานประกอบการ อู่พ่นสีรถยนต์ มลพิษทำงอำกำศและกำรจัดกำร 3.1 มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ 3.2 ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน 3.3 การควบคุมและปองกันมลพิษทางอากาศ 3.3.1 มาตรการทางด้านการจัดการในขั้นตอน กระบวนการผลิต 3.3.2 วิธีการควบคุมและบ�าบัดมลพิษอากาศ มลพิษทำงน�้ำและกำรจัดกำร ของเสียอันตรำยและกำรจัดกำร มำตรฐำนกำรปลอยมลพิษ หลักเกณฑที่ดีในกำรประกอบกิจกำรที่เปนอันตรำยตอสุขภำพ ประเภท กำรตอ กำรประกอบ กำรเคำะ กำรปะผุ กำรพนสี กำรพนสำรกันสนิมยำนยนต บทที่ 8 กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง

หนา 7 8 8 14 25 27 27 33 35 36 37 55 58 61 63 69

5


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

บทที่ 1 บทน�ำ

กิ

จการพ่นสีรถยนต์เป็นกิจการหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานครที่มีความส�าคัญ เนื่องจากมีการกระจายอยู่ทั่วไปในเขตชุมชนต่างๆ ส่งผลให้มีปญหา มลพิษทีต่ อ้ งควบคุมและติดตามมากขึน้ จากการทีไ่ ม่มมี าตรการควบคุมและปองกัน ที่ทั่วถึงนักในอดีตท�าให้มีการร้องเรียนเหตุเดือดร้อนร�าคาญอยู่เสมอ กิจการพ่นสีรถยนต์นับเป็นกิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ค่อนข้างสูง หากขาดการจัดการสิง่ แวดล้อมทีถ่ กู ต้องเหมาะสมก็จะท�าให้เกิดปญหา มลพิษต่างๆ ตามมา เช่น มลพิษน�้า มลพิษอากาศ และกากของเสีย โดยเฉพาะ ปญหามลพิษอากาศที่มีการปลดปล่อยสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) สู่บรรยากาศ ทั้งด้วยเจตนาและไม่เจตนา ดังนั้นทางกองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ส�านักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้จัด ท�าคู่มือสุขาภิบาลสถานประกอบการพ่นสีรถยนต์นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางให้แก่ ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบถึงข้อมูลพื้นฐานในการดูแลปรับปรุง สุขลักษณะสถานประกอบการ และมาตรการควบคุมมลพิษและการบ�าบัดมลพิษ อากาศสถานประกอบการพ่นสีรถยนต์ต่อไป เนือ้ หาของหนังสือเล่มนีป้ ระกอบไปด้วย ข้อมูลเบือ้ งต้นของสถานประกอบการ พ่นสีรถยนต์ (ขั้นตอนการด�าเนินงาน, เครื่องจักรและอุปกรณ์, วัตถุดิบที่ใช้ ในกระบวนการผลิต) มลพิษทางอากาศและการจัดการ การก�าจัดมลพิษทางน�้า การจัดการของเสียอันตราย มาตรฐานการจัดการมลพิษ หลักเกณฑ์ที่ดีในการ ประกอบกิจการพ่นสีรถยนต์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

7


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

บทที่ 2

ข้อมูลเบื้องต้นของ สถำนประกอบกำรอูพนสีรถยนต

ถานประกอบการอู่พ่นสีรถยนต์จัดเป็นบริการที่ส�าคัญประเภทหนึ่งของ ประเทศไทยซึ่งสถานประกอบการอู่พ่นสีรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีอยู่หนาแน่น และกระจายตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยมีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การรับรถยนต์ การประเมินสถานการณ์เพื่อประเมินราคาและระยะเวลาการซ่อม จากนั้นจะน�ารถ เข้าสู่แผนกซ่อมตัวถังรถยนต์ ท�าการเคาะ/ดึงตัวถัง เชื่อม การประกอบชิ้นส่วน การตรวจสอบสภาพรูปทรงเมื่อประกอบแล้ว และน�าเข้าสู่แผนกซ่อมสีเพื่อท�าการ ขัดสีเก่า พ่นรองพื้น โปวสี พ่นสีรองพื้น พ่นสีจริง พ่นสีเคลือบ ขัดเงาและเคลือบสี รวมทั้งตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบรถยนต์ ซึ่งขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้จ�าเป็นต้อง ใช้เครื่องจักรและวัตถุดิบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

2.1 ขั้นตอนการด�าเนินงาน

การซ่อมตัวถังและการพ่นสี ประกอบด้วยขั้นตอนการด�าเนินงานหลักๆ คือ การดึงตัวถังทีช่ า� รุดให้กลับมาอยูใ่ นสภาพเดิม การซ่อมสี การพ่นสี และอบสีรถยนต์ การขัดฝุนละออง และขัดเงาสีรถยนต์ และการล้างอัดฉีดรถยนต์ให้อยู่ในสภาพ สวยงามก่อนส่งมอบให้ลูกค้า ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้ 1. การดึงตัวถัง มีหลายรูปแบบตั้งแต่เทคโนโลยีพื้นฐานจนถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้แก่

8


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

การใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ส�าหรับตี เคาะ และปะผุตัวถังโดยตรง ซึ่งเป็นที่นิยม ในสถานประกอบการขนาดเล็ก เพราะมีต้นทุนไม่สูงแทน กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ จะก่อให้เกิดเสียงดัง ก่อให้เกิดเหตุรา� คาญต่อผูอ้ ยูอ่ าศัยในพืน้ ทีข่ า้ งเคียงได้ การใช้ เครื่องที่เรียกว่า Jig ส�าหรับดึงตัวถังให้อยู่ในสภาพเดิมโดยอาศัยระบบอัดอากาศ เครื่อง Jig นี้ จะมีการใช้ในสถานประกอบการขนาดใหญ่เพราะต้องใช้เงินลงทุน ที่สูง ในสถานประกอบการขนาดเล็กจึงเป็นการตี เคาะ ปะผุ 2. การลอกสี/การซอมสี กระบวนการซ่อมสีรถยนต์จะเริ่มตั้งแต่การลอกสีเก่า โดยการขัดผิว ชิ้ น งานให้ เรี ย บ การเช็ ด ท� า ความสะอาดชิ้ น งาน การพ่ น สี จ ริ ง และการเก็ บ รายละเอียดอื่นๆ การขัดสีหรือการโป���วสี ปจจุบันนิยมใช้อยู่ 2 วิธี คือ • การขัดแบบเปยก การขัดแบบเปยก เป็นการขัดโดยใช้กระดาษทรายและน�า้ ในการขัด เพื่ อ ให้ สี ล อกออกมาพร้ อ มกั น น�้ า ทั้ ง นี้ ยั ง ช่ ว ยป อ งกั น ฝุ  น ละอองจากการขั ด สี ได้อีกด้วย แต่ผลจากการขัดแบบเปยกคือ เกิดน�้าเสียที่มีกากสีปนอยู่ ดังนั้น ในการพิจารณาปญหาของสถานบริการ หากพบว่ามีปญหาน�้าเสียปริมาณมาก ที่มีตะกอนกากสีสูง จ�าเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงในจุดนี้เป็นหลัก • การขัดแบบแห้ง การขัดแบบแห้ง เป็นการขัดแบบธรรมดา ซึ่งต้องมีอุปกรณ์ขัดแห้ง โดยเฉพาะ ในปจจุบนั การขัดแบบแห้งจะมีเฉพาะในสถานบริการขนาดใหญ่เท่านัน้ ส่วนสถานบริการขนาดเล็กนั้นจะเคยชินกับการขัดแบบเปยกมากกว่า อีกสาเหตุ หนึง่ ทีส่ ถานบริการขนาดเล็กยังใช้วธิ กี ารขัดแบบเปยกคือ ราคาของอุปกรณ์ขดั แบบ แห้งนั้นยังสูงอยู่ อุปกรณ์การขัดแบบแห้งนั้นจะประกอบด้วยส่วนที่เป็นหัวขัด และส่วนที่เป็นเครื่องดูดฝุนของสีจากการขัด การขัดด้วยอุปกรณ์ชนิดนี้จะช่วยลด ปญหาน�้าเสียที่ปนเปอนกากสี และยังช่วยลดฝุนที่เกิดจากการขัดแบบแห้งอีกด้วย แต่ก็ยังมีเสียงดังในการขัดอยู่ และอาจส่งผลกระทบต่อมลภาวะอากาศในพื้นที่งาน ได้ หากขาดการบ�ารุงรักษาที่ดี

9


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

3. การเช็ดทําความสะอาดชิ้นงาน ภายหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการขัดลอกสีแล้ว จ�าเป็นต้องมีการเช็ด ท�าความสะอาดชิ้นงานก่อนการพ่นสี ซึ่งสารเคมีที่นิยมใช้ในการขัดลอกส่วนใหญ่ จะเป็นน�้ายาขจัดคราบไขมันที่มีส่วนผสมของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds-VOCs) 4. การพนสีและอบสีรถยนต ขัน้ ตอนการพ่นสีและอบสีรถยนต์นนั้ มีรายละเอียดของกิจกรรมย่อยหลาย ขั้นตอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของสภาพรถยนต์ที่ต้องการซ่อมแซม กล่าวคือ หากรถยนต์ไม่เสียหายมากหรือแผลที่ซ่อมแซมมีขนาดเล็ก การพ่นสี รถยนต์อาจท�าได้เลย ภายหลังจากการท�าความสะอาดชิ้นงานที่ผ่านการโปวสีแล้ว แต่ ห ากเป็ น งานซ่ อ มแผลขนาดใหญ่ กิ จ กรรมการพ่ น สี จ� า เป็ น ต้ อ งด� า เนิ น การ หลายครั้ง ได้แก่ การพ่นสีพื้นทับสีโปวแล้วขัดสีพื้นซ�้า ต่อด้วยการท�าความสะอาด ก่อนพ่นสีจริงทับอีกครั้งหนึ่ง กระบวนการต่อไปเป็นกระบวนการพ่นสีรถยนต์ซึ่งเป็นกระบวนการทาง กายภาพและเคมี โดยเริ่มจากการเลือกใช้สี ซึ่งในปจจุบันมีการใช้สีอยู่ 2 ชนิด คือ สีแห้งเร็ว และสีแห้งช้า ในสถานบริการขนาดเล็กจะมีการใช้สีแห้งเร็วเนื่องจากง่าย และสะดวกต่อการใช้งาน แต่อนุภาคของสีมีขนาดใหญ่และไม่ทนต่อสารเคมี งานที่ ออกมาจึงมีความละเอียดน้อย ส่วนสีแห้งช้าจะมีอนุภาคขนาดเล็กจึงยึดเกาะตัวถัง ได้ด ี งานทีอ่ อกมาค่อนข้างละเอียด แต่กม็ ขี อ้ เสียคือ อนุภาคทีม่ ขี นาดเล็กนีส้ ามารถ ฟุง กระจายไปได้ไกลกว่าสีแห้งเร็วทีม่ อี นุภาคขนาดใหญ่ และเนือ่ งจากเป็นสีแห้งช้า จึงต้องมีกระบวนการอบเพื่อให้สียึดติดกับตัวถังรถยนต์ได้ดีมากยิ่งขึ้น กระบวนการพ่นสีรถยนต์นั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย ไอระเหยของสีที่พ่นแพร่กระจายออกไปตามลม สถานบริการรถยนต์ที่มีศักยภาพ ในเรื่องของเงินลงทุนจึงมีห้องที่ใช้ส�าหรับพ่นสี ห้องพ่นสีที่ได้มาตรฐานนั้นจะต้อง มีระบบควบคุมบรรยากาศภายใน รวมถึงระบบกรองอากาศหรือไอระเหยของสี ในสถานบริการที่ไม่มีเงินทุนมากนัก จึงมีเพียงพัดลมดูดอากาศออกจากห้องพ่นสี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ที่อาศัยอยู่ข้างเคียง

10


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

กระบวนการอบสีเป็นกระบวนการถัดจากการพ่นสีแห้งช้า สถานบริการ บางแห่งนั้นจะเป็นห้องเดียวกับห้องพ่นสี ห้องอบสีเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมาก ส่ ว นหนึ่ ง ในสถานประกอบการ เนื่ อ งจากต้ อ งใช้ ไ ฟฟ า ท� า ให้ เ กิ ด ความร้ อ นที่ อุณหภูมสิ งู ซึง่ ในขัน้ ตอนการอบสีนนั้ จะพบในอูข่ นาดกลางถึงขนาดใหญ่ เนือ่ งจาก เป็นระบบที่ต้องใช้เงินลงทุนมาก 5. การขัดเคลือบสี นอกจากกระบวนการพ่นสีแล้ว ยังมีกระบวนการขัดเคลือบสีเพื่อเพิ่ม ความเงางามและความคงทนของสีรถยนต์ การขัดสีเป็นการน�าสิง่ สกปรกทีฝ่ ง ติดอยู่ ที่หน้าแล็กเกอร์ของสีรถออกไป และเคลือบสีเพื่อเพิ่มความเงางามของรถยนต์ สารเคมีที่ใช้ในการเคลือบสีเป็นสารพวกเรซิน น�้ามันแห้งเอง ซึ่งเป็นองค์ประกอบ หลักของสารยึดละลายในทินเนอร์ สารเคมีเหล่านี้เป็นสารระเหยง่ายท�าให้อาจ เกิดความระคายเคืองต่ออวัยวะต่างๆ ต่อช่างผู้ใช้งานได้ โดยสารเคมีที่ใช้ เช่น โพลีเอทิลีน (Polyethylene) ซึ่งทนความร้อนสูง อะคริลิก (Acrylic) สารเคลือบ แข็งให้ความเงางาม เป็นต้น 6. การพนกันสนิม การพ่นกันสนิม เป็นอีกกระบวนการหนึ่งในการบ�ารุงรักษาตัวถังรถยนต์ ให้มีสภาพที่ดูสวยงามอยู่เสมอ เนื่องจากรถยนต์ส่วนมากมีส่วนประกอบของเหล็ก ถึงแม้จะได้รบั การชุบสารกันสนิมมาแล้วส่วนหนึง่ จากบริษทั ผูผ้ ลิตรถยนต์ แต่สภาพ แวดล้อมในประเทศไทย เช่น สภาพภูมอิ ากาศ สภาพถนนทีม่ หี ลายลักษณะ ก็ทา� ให้ บางจุดของตัวถังรถยนต์เกิดสนิมขึ้นได้ เช่น บริเวณใต้ท้องรถ ซุ้มล้อ บังโคลน ราวบันได หรือจุดเชือ่ มต่อต่างๆ และสารเคมีทใี่ ช้พน่ ก็มสี ว่ นประกอบของแคดเมียม ซึ่งเป็นสารโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงตัวผู้ใช้อีกด้วย จึงควร พิจารณาทางเลือกในการใช้สารพ่นกันสนิมด้วยภาชนะที่สามารถใช้หมดแล้วเติม ใช้ใหม่ได้ เพือ่ ลดปริมาณขยะอันตรายประเภทกระปองสเปรย์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รถยนต์รุ่นใหม่ในปจจุบันมักมีการชุบสารกันสนิมคุณภาพสูง จึงอาจไม่จ�าเป็นนัก ในการพ่นกันสนิม เพราะอาจส่งผลต่อระบบไฟฟาในรถยนต์ได้

11


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

7. การลาง อัดฉีด รถยนต บริการล้าง อัดฉีด รถยนต์ เป็นการบริการที่ส�าคัญและเป็นการให้บริการ ในล�าดับสุดท้ายของการซ่อม นอกจากจะท�าให้ตัวถังดูสะอาดเหมือนใหม่แล้ว การ ล้าง อัดฉีด ยังเป็นการยืดอายุการใช้งานในชิ้นส่วนต่างๆ อีกด้วย ในปจจุบันได้มี สิ่งอ�านวยความสะดวกในการให้บริการล้างรถเกิดขึ้นมากมาย เช่น เครื่องล้างรถ ซึง่ หากเครือ่ งนีไ้ ม่มปี ระสิทธิภาพก็อาจก่อให้เกิดรอยขีดข่วนบริเวณตัวถังรถยนต์ได้ สารเคมีที่ใช้ในการล้างรถเป็นสารซักล้างซึ่งมีความเป็นด่างสูง และจับตัวกับน�้ามัน สารเคมีเหล่านีจ้ ะปนไปกับน�า้ กลายเป็นน�า้ เสีย ซึง่ หากไม่ได้รบั การบ�าบัดอย่างถูกต้อง อาจท�าให้เกิดปญหาน�้าเน่าเสียและเกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ตามมาอีกด้วย ตรวจสภาพรถ การตี, เคาะ, พลังงาน

การดึง เคาะ ตัวถัง

น�้า, พลังงาน, กระดาษ

การลอกสีเกา

สี, พลังงาน, น�้า, กระดาษ

การพนสี

น�้าเสีย, ไอสี, กระดาษเปอนสี

พลังงาน

การอบสี

ไอสารเคมี

สารเคมี, พลังงาน

การขัดเคลือบสีรถยนต

เสียงดัง

น�้า, พลังงาน

การลาง อัดฉีดรถยนต

น�้าเสีย

รอสงลูกคา

รูปที่ 1 กระบวนการซ่อมตัวถังรถยนต์

12

เสียงดัง น�้าเสีย, ฝุนละออง เสียงด���ง, กระดาษ


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

8. การลางทําความสะอาดเครื่องมือ เนื่ อ งจากเครื่ อ งมื อ ที่ ผ ่ า นการใช้ ง านในสถานบริ ก ารรถยนต์ มั ก มี ความสกปรกจากน�้ า มั น เศษสี ตลอดจนความสกปรกอื่ น ๆ จึ ง ต้ อ งมี ก ารท� า ความสะอาดด้ ว ยตั ว ท� า ละลาย หรื อ น�้ า ล้ า งแตกต่ า งกั น ไป โดยเราสามารถ แยกกระบวนการล้างเครื่องมือออกเป็น 3 ขั้น ทั้งทางกายภาพและทางเคมี คือ การขัดท�าความสะอาดเบื้องต้น การล้างเบื้องต้น และการล้างสะอาด ซึ่งในขั้นตอน เหล่านี้จะเกิดน�้าเสียและสารละลายใช้แล้วเป็นจ�านวนมาก หากมีการจัดการ ที่ไม่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้วมักมีการน�าตัวท�าละลายหรือน�้าที่สกปรกน้อยมาล้าง เบื้องต้นก่อน เพราะยังใช้ได้อยู่ในกรณีที่ล้างไล่ความสกปรกส่วนใหญ่ออกไป แล้วจึงน�าตัวท�าละลายบริสทุ ธิห์ รือน�า้ ทีส่ ะอาดล้างเครือ่ งมืออีกครัง้ ให้มคี วามสะอาด จริงๆ ก่อนจัดเก็บเตรียมใช้งานในครั้งต่อไป

ขัดทําความสะอาด

เศษสี/ผงสกปรก

น�า้ , สารละลาย

ลางเบื้องตน

น�้าเสีย, สารละลายใช้แล้ว

น�า้ , สารละลาย

ลางสะอาด

น�้าเสีย, สารละลายใช้แล้ว

จัดเก็บเครื่องมือ

รูปที่ 2 กระบวนการล้างท�าความสะอาดเครื่องมือ

13


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

9. การทําความสะอาดสถานที่ ในสถานบริการนอกจากการล้างอัดฉีดรถยนต์ ที่ถือเป็นขั้นตอนหนึ่ง ของกระบวนซ่อมแซมแล้ว ยังมีอีกกิจกรรมหนึ่งที่ส่งผลต่อปริมาณน�้าเสียที่เกิดขึ้น นั่นคือ การล้างท�าความสะอาดสถานที่ เนื่องจากในพื้นที่ของสถานบริการรถยนต์ มักมีการรัว่ หก หยดของสารต่างๆ ทีใ่ ช้อยูเ่ ป็นประจ�า เช่น น�า้ มัน ตัวท�าละลาย กรด ตลอดจนเศษโลหะหรือฝุน ต่างๆ เช่น เศษตะกัว่ เศษโลหะจากการขัด กากสี เป็นต้น ผู้ประกอบการที่ดีจึงมักมีการท�าความสะอาดพื้นที่ท�างานอยู่เป็นประจ�าให้สะอาด เพือ่ ผลในการสร้างความประทับใจให้ลกู ค้าทีเ่ ข้ามาใช้บริการ เมือ่ มีการล้างท�าความ สะอาด ของเสียเหล่านี้จะปะปนไปกับน�้าที่ล้าง นอกจากนี้ ในการล้างพื้นนั้นเพื่อให้ ได้ผลดีในการท�าความสะอาดจึงมีการเติมสารซักล้าง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ปะปน ไปกับน�้าเสีย ซึ่งจะต้องมีการบ�าบัดที่ดี เพราะน�้าเสียที่ปนเปอนด้วยสารประกอบ ทางเคมีเหล่านีส้ ามารถสร้างมลพิษทางน�า้ ทีส่ า� คัญ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชุมชน ใกล้เคียงกระบวนการล้างท�าความสะอาดเครื่องมือ

น�้า

ท�าความสะอาดสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ

น�้าเสีย

รูปที่ 3 กระบวนการล้างท�าความสะอาดสถานที่

2.2 เครื่องจักรและอุปกรณ

1. ห้องพ่นสี (Spray Booth) ห้องพ่นสีมคี วามส�าคัญต่อคุณภาพของงานพ่นสีรถยนต์เป็นอย่างมาก ซึง่ มีการออกแบบพิเศษส�าหรับเพิ่มประสิทธิภาพการพ่นสีให้ได้ฟล์มสีที่มีความเรียบ ปราศจากฝุน ละออง และปองกันละอองทีจ่ ะถูกดูดออกไปสูบ่ รรยากาศข้างนอก โดย จะควบคุมฝุนละอองและความชื้น ตลอดจนมลพิษต่างๆ ควบคุมการหมุนเวียน

14


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ของอากาศจากด้านบนลงสูด่ า้ นล่างในขณะท�าการพ่นสี ซึง่ สามารถสรุปวัตถุประสงค์ หลักของห้องพ่นสีได้ดังนี้ - ปองกันการฟุงกระจายของละอองสี - ปองกันอนุภาคเล็กๆ ที่จะติดลงบนผิวหน้าสีขณะพ่นสี - ปองกันและเก็บละอองสีและความชื้นในอากาศ ห้องพ่นสีอาจมีหนึง่ หรือสองห้อง หรืออาจใช้หอ้ งพ่นสีและห้องอบอยูด่ ว้ ยกัน หรือแยกกันก็ได้ ห้องพ่นสีแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ - ห้องพ่นสีแบบอากาศไหลเข้าห้องโดยวิธีทางธรรมชาติ และดูด ระบายอากาศออก - ห้องพ่นสีแบบดูดอากาศเข้าห้อง และดูดระบายอากาศออก - ห้องพ่นสีแบบอากาศไหลเข้าห้องโดยวิธีทางธรรมชาติ และระบาย ออกโดยวิธีทางธรรมชาติ (ไม่ใช้พัดลมดูด)

รูปที่ 4 ห้องพ่นสีแบบอากาศไหลเข้าห้องโดยวิธีทางธรรมชาติ และดูดระบายอากาศออก

15


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 5 ห้องพ่นสีแบบดูดอากาศเข้าห้อง และดูดระบายอากาศออก

2. ปนพ่นสี (Spray Gun) คืออุปกรณ์ที่ใช้ส�าหรับพ่นสี ซึ่งปนที่นิยมใช้ กันมากมี 5 แบบ ได้แก่ 2.1 ปนสีแบบไหลลง (Gravity Feed Type) เป็นแบบที่กาพ่นไหลลง ด้วยแรงโน้มถ่วง การท�างานของปนสีแบบนี้จะมีกระปองบรรจุสีอยู่ด้านบนหัว ปล่ อ ยสี การไหลของเนื้ อ สี อ าศั ย แรงโน้ ม ถ่ ว งของโลกและสุ ญ ญากาศภายใน มีขนาดกะทัดรัด น�้าหนักเบา ใช้ส�าหรับงานซ่อมเฉพาะแห่งเพราะกระปองบรรจุสี ได้นอ้ ยสามารถปรับกระปองสีได้ทกุ มุมตามสภาพการพ่นสี ล้างท�าความสะอาด ได้ ง่าย ใช้กับสีที่มีความหนืดไม่มากนัก

16


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 6 ปนพ่นสีแบบไหลลง 2.2 ปนพ่นสีแบบดูด (Suction Feed Type) การท�างานของปนพ่นสีแบบ นี้ อ าศั ย แรงดู ด ของสุ ญ ญากาศดู ด สี จ ากกระป อ งขึ้ น มา ผ่ า นชุ ด เข็ ม ควบคุ ม สี (Fluid Control Valve Assembly) ผ่านออกทางหัวจ่ายสี (Fluid Nozzle) มา ผสมอากาศทีอ่ อกมาจากรูอากาศ (Air Nozzle) เกิดเป็นรูปร่างละอองสีแบบต่างๆ

รูปที่ 7 ปนพ่นสีแบบดูด

17


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

2.3 ปนพ่นสีแบบอัด (Air Compression Type) หรือเรียกว่า กาพ่นสี แบบแรงดัน เพราะมีกระปองบรรจุมากกว่าปนพ่นสีแบบแรงดูด (Siphon Gun) มีแบบกระปองเคลื่อนย้ายได้ ขนาดความจุ 2 คอร์ส และแบบถังบรรจุ 2 แกลลอน (ตั้งอยู่กับที่) หลักการท�างานของปนพ่นแบบอัดนี้ สีจะถูกอัดขึ้นไปที่หัวพ่นสี โดยถังความดัน (Pressure Tank) หรือปมลมสามารถพ่นสีที่มีความหนืดสูง และ การพ่นอย่างต่อเนื่องเหมาะส�าหรับโรงงานผลิตรถยนต์ ไม่ต้องคอยเติมสีหรือ ผสมสีท�าให้ประหยัดเวลา แต่มีข้อสังเกตว่าแรงดันภายในกระปองสีหรือถังแรงดัน ต้องไม่รั่วซึ่งจะมีเกจบอกแรงดันตลอดเวลา การท�าความสะอาดยุ่งยาก และมีสี ติดอยู่ก้นกระปองบรรจุสี ไม่สามารถพ่นออกมาได้ เมื่อเทียบกับแบบดูดซึ่งใช้งาน สะดวกกว่า

รูปที่ 8 ปนพ่นสีแบบอัด 2.4 ปนพ่นสีแบบลมไหลผ่านตลอด/ไม่ไหลผ่านตลอด (Bleeder and Non-Bleeder Type) - ปนพ่นสีแบบลมไหลผ่านตลอด (Bleeder Type) เมื่อมีแรงดันลม เกินกว่าขนาด กระปองสีที่รักษาแรงดันไว้ได้จะระบายออก (ทิ้งไป) ที่ปลายปน พ่นสี (บริเวณหัวฉีดสี)

18


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

- ป น พ่ น สี แ บบลมไม่ ไ หลผ่ า นตลอด (Non-Bleeder Type) ที่หัวครอบปรับพ่นสีจะมีลิ้นควบคุมการปด-เปดอากาศ แม้จะกดไกปนพ่นสี ก็ ไ ม่ ท� า งานหากป ด ลิ้ น อากาศไว้ จึ ง จ� า เป็ น ต้ อ งใช้ ป  น พ่ น สี นี้ กั บ ลมที่ มี เ ครื่ อ ง ควบคุมลม (Regulation)

รูปที่ 9 ปนพ่นสีแบบลมไหล ผ่านตลอด

รูปที่ 10 ปนพ่นสีแบบลมไม่ไหล ผ่านตลอด

2.5 ปนพ่นสีแบบสีลว้ น (Airless Spray Type) เมือ่ เราบีบปลายสายยาง ท่อน�า้ น�า้ จะพุง่ เป็นละอองฝอยออกไป เนือ่ งจากแรงดันของน�า้ และขนาดรูปลายท่อ น�้าเล็กลง เปรียบเสมือนกับการพ่นสีที่ใช้แรงดันสีสูงผ่านเข้าไปในกระปองสีดันสี ให้ไหลพุ่งไปตามท่อออกที่ปลายหัวพ่นสีที่มีขนาดรูสีแตกต่างกัน แต่แบบแอร์เลส จะคล้ายกับแบบแรงดัน ต่างกันที่ใช้แรงดันลูกสูบอัดสีให้ไหลไปตามท่อสีไปสู่ปน พ่นสีให้พ่นออกมาเป็นละอองสี โดยในท่อสีจะไม่มีอากาศเข้าไปเกี่ยวข้อง สีที่พ่น ออกมาจึงเป็นสีล้วนๆ ปนพ่นสีจึงไม่ต้องปรับสกรูอากาศ ปรับแต่งสกรูปรับรูปร่าง สีเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ปนพ่นสีแบบนี้ไม่เหมาะส�าหรับใช้พ่นสีรถยนต์ ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

19


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 11 ปนพ่นสี แบบสีล้วน

รูปที่ 12 แสดงการท�างานของปนพ่นสี แบบสีล้วน

3. อุปกรณ์อบสี (Drying Equipment) อุ ป กรณ์ อ บสี ที่ ใช้ กั น โดยทั่ ว ไปในสถานประกอบการอู ่ พ ่ น สี ร ถยนต์ แบ่งเป็น 3 แบบหลักๆ คือ 1) เตาอบแห้งแบบอินฟราเรด มีหลักการท�างานโดยใช้หลอดทังสเตนเป็นแหล่งแผ่รังสีอินฟราเรด ประมาณ 90% ของพลังงานจากการแผ่รังสี ที่เหลืออีก 10% เป็นรังสีที่มองเห็นได้ เตาอบแห้งแบบอินฟราเรดนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ - ชุ ด อบสี อิ น ฟราเรดแบบใกล้ มี ส ามชนิ ด คื อ ชนิ ด ขาตั้ ง เล็ ก ชนิดขาตั้งใหญ่ และชนิดอุโมงค์ ชุดอบสีอินฟราเรดแบบนี้ใช้ชุดแผงหลอดไฟส่อง ให้ ค วามร้ อ นกั บ สี ที่ พ ่ น บนตั ว ถั ง รถยนต์ โ ดยตรง ซึ่ ง จะท� า ให้ อุ ณ หภู มิ สู ง ขึ้ น อย่างรวดเร็ว และแปรผันไปตามสีของตัวถังรถยนต์

20


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 13 ชุดอบสีอินฟราเรดแบบใกล้ - ชุดอบสีอนิ ฟราเรดแบบไกลมีสามแบบ คือ แบบหลอดไฟอินฟราเรด แบบท่อขดให้ความร้อน และแบบแผ่นให้ความร้อน ชุดอบสีอินฟราเรดแบบไกล มีลกั ษณะคล้ายชุดอบสีอนิ ฟราเรดแบบใกล้ แต่ตา่ งกันตรงทีก่ ารให้ความร้อนอาจใช้ แกสหรือไฟฟาก็ได้ ทั้งนี้ชุดอบสีอินฟราเรดแบบไกลจะใช้การแผ่รังสีความร้อน ไปที่แผ่นสะท้อนแสงแล้วมากระทบชิ้นงาน (รถยนต์) ท�าให้อุณหภูมิของชิ้นงาน สูงขึ้นค่อนข้างช้า ไม่ท�าให้เกิดรอยต�าหนิที่ชิ้นงาน

รูปที่ 14 ชุดอบสีอินฟราเรดแบบไกล

21


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

2) เตาอบแห้งแบบใช้อากาศร้อนหมุนเวียน ท�างานโดยใช้การเผาไหม้เชื้อเพลิง ได้แก่ กาซหุงต้ม กาซธรรมชาติ น�้ า มั น เตา หรื อ ความร้ อ นจากขดความร้ อ น วิ ธี ก ารให้ ค วามร้ อ นกั บ อากาศ แบ่งเป็นการให้ความร้อนโดยตรงและการให้ความร้อนโดยผ่านตัวกลาง - เตาอบที่ใช้ความร้อนโดยตรง วิธีนี้ส่วนผสมของกาซที่ได้จาก การเผาไหม้และอากาศจะถูกเปาเข้าไปหมุนเวียนในเตาอบโดยตรง ข้อบกพร่อง ของระบบนี้คือ เกิดเขม่าควันเมื่อเริ่มเผาไหม้จากการใช้น�้ามันเตาหรือน�้ามันกาด เป็นเชื้อเพลิง และการควบคุมที่ไม่ถูกต้องอาจท�าให้เกิดความผิดปกติกับแผ่นฟล์ม สี เช่น สีไหม้

รูปที่ 15 การอบแบบให้ความร้อนโดยตรง - เตาอบที่ใช้ความร้อนผ่านตัวกลาง เตาอบลักษณะนี้อาศัยหลักการ ส่งความร้อนจากการเผาไหม้ไปยังอากาศที่หมุนเวียนในเตาอบโดยผ่านอุปกรณ์ แลกเปลี่ยนความร้อน แต่กาซที่เผาไหม้ไม่ได้ถูกเปาเข้าไปในห้องอบสีโดยตรง ประสิทธิภาพในการให้ความร้อนต�่ากว่าวิธีแรก แต่มีข้อดีคือไม่ท�าให้เกิดเขม่าควัน

22


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

จากการเผาไหม้เข้าไปในห้องอบสี และไม่เกิดประกายไฟสัมผัสกับละอองสีในกรณี เกิดการลุกไหม้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อการเกิดระเบิด ส่วนข้อเสียคือ ให้ประสิทธิภาพ ความร้อนต�่าท�าให้อุณหภูมิสูงช้ามาก ชุดอุปกรณ์มีขนาดใหญ่ ราคาสูง

รูปที่ 16 การให้ความร้อนโดยผ่านตัวกลาง 3) เตาอบแบบผนังแผ่รังสี การอบแห้งด้วยวิธีนี้ วัตถุที่ถูกอบจะได้รับความร้อนจากอากาศร้อน โดยการแผ่รังสีจากผนังซึ่งอัดด้วยอากาศร้อน ผนังแผ่รังสีจะให้ความร้อนประมาณ 150 - 350 องศาเซลเซียส และรังสีความร้อนที่มีความยาวคลื่น 6 - 8 นาโนเมตร

23


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 17 เตาอบแบบผนังแผ่รังสี

รูปที่ 18 ระบบระบายแบบแห้ง

24

รูปที่ 19 ระบบระบายอากาศ แบบเปยก


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

2.3 วัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตของสถานประกอบการ อู่พ่นสีรถยนต

อูพ่ น่ สีรถยนต์โดยทัว่ ไปมีการใช้วตั ถุดบิ หลักทีส่ า� คัญ สรุปได้ดงั ตารางที ่ 1

ตารางที่ 1 แสดงคุณลักษณะและคุณสมบัติของวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิต วัตถุดิบ คุณลักษณะ น�้ายาเช็ดคราบไขมัน - เป็นน�้ายาที่ใช้ขจัดสิ่งสกปรก หรือคราบไขมันที่เกาะอยู่บน ชิ้นงาน สีพ่นเกาะเหล็ก - เป็นสีรองพื้นเกาะเหล็กกัน สนิมได้ - เหมาะกับพ่นเหล็กเปลือย อะลูมิเนียม และเหล็ก สีโปว - ช่วยในการยึดเกาะสีโปวกับ สีจริงให้ดีขึ้น - สามารถปองกันการยุบตัว ของสีโปวและสีพื้นบาง ประเภท สีจริง - ท�าให้เกิดความงดงาม - สร้างความแตกต่างให้เกิดขึน้ แล็กเกอร์เคลือบเงา - ให้ความเงางามกับสีรถ - ลักษณะฟล์มที่มีความใส

คุณสมบัติ - แห้งด้วยตัวเอง - แห้งด้วยตัวเอง - ผสมทินเนอร์เร่ง ปฏิกิริยา - ฟล์มสีที่หนาเหมาะสม 80 - 90 µ - ให้การยึดเกาะที่ดี - ฟล์มมีการปกปองการ ซึมได้ดี - มีสารระเหยต�่า - มีการกลบตัวที่ดี - สามารถปรับเฉดสีได้ดี - ให้ความเงางาม - คงทนต่อกรดด่างและ สภาพแวดล้อมได้ดี

25


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ตารางที่ 1 แสดงคุณลักษณะและคุณสมบัติของวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิต (ต่อ) วัตถุดิบ ทินเนอร์ล้างกา

ทินเนอร์ผสมสี

26

คุณลักษณะ - ล้างอุปกรณ์ งานสี ได้ทุก ประเภท

คุณสมบัติ - ท�าละลายได้ดี - ไม่ท�าให้ระคายผิว - ไม่มีส่วนผสมของยาง ธรรมชาติ - ใช้เป็นตัวท�าละลายในการ - ไม่มีส่วนผสมของ ผสมสีและแล็กเกอร์เคลือบเงา แอลกอฮอล์


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

บทที่ 3

มลพิษทำงอำกำศและกำรจัดกำร 3.1 มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการ

ปญหาและผลกระทบตอสิ่งแวดลอม อุตสาหกรรมอู่พ่นสีรถยนต์มีแหล่งก�าเนิดมลพิษอากาศซึ่งก่อให้เกิดปญหา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายจุด ปญหามลพิษอากาศที่ส�าคัญคือ ฝุนละออง และกลิ่ น สารอิ น ทรี ย ์ ร ะเหย (Volatile Organic Compounds: VOCs) ซึ่งแม้สถานประกอบการจะมีขนาดแตกต่างกัน แต่ก็จะมีปญหาและผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมที่คล้ายกัน ปญหานั้นประกอบด้วย • ปญหาฝุนละออง ส่วนใหญ่เป็นฝุนละอองสีและเศษละอองฝุนจากการ ขัดผิวโลหะ ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา จมูก น�าไปสู่การเกิดโรคภูมิแพ้ได้ • ปญหากลิ่นสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย ที่ใช้ในสถานประกอบการอู่พ่นสีรถยนต์เป็นกลุ่มสารเคมีที่เป็นตัวท�าละลายที่ผสม กับสี ได้แก่ สีเคลือบ สีรองพื้น และสีจริง สารอิ น ทรี ย ์ ร ะเหยง่ า ย (Volatile Organic Compounds: VOCs) หมายถึง สารประกอบทีม่ คี าร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก และมีไฮโดรเจน ออกซิเจน ฟลูออไรด์ คลอไรด์ โบรไมด์ ซัลเฟอร์ หรือไนโตรเจน ประกอบกัน เป็นพวกอะลิฟาติก (Aliphatic) หรืออะโรเมติก (Aromatic) รวมถึงกลุ่มคาร์บอนิล (อัลดีไฮด์ คีโตน) และกลุ่มแอลกอฮอล์ที่สามารถระเหยกลายเป็นไอ หรือกาซได้ง่ายที่อุณหภูมิห้อง มีความดันไอมากกว่า 0.14 มิลลิเมตรปรอท ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นตัว

27


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ท�าละลายที่ดี โดยทั่วไปจะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีจ�านวนคาร์บอน 2 ถึง 12 อะตอม VOCs ถูกน�าไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมสี ยาง ทินเนอร์ แล็กเกอร์ เนือ่ งจาก VOCs มีคณ ุ สมบัตริ ะเหยกลายเป็นกาซหรือไอได้งา่ ยทีอ่ ณ ุ หภูมิ ห้อง จึงนิยมน�าไปใช้เป็นสารเคลือบผิว ประเภทของ VOCs สามารถจ�าแนกได้ดังนี้ 1.1 แบ่งออกตามลักษณะของโมเลกุล เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.1.1 Non-chlorinated VOCs หรือ Non-halogenated Hydrocarbons ได้แก่ กลุ่มไฮโดรคาร์บอนระเหยที่ไม่มีธาตุคลอรีนในโมเลกุล ประกอบด้วย Aliphatic Hydrocarbons (เช่น Fuel Oils, Gasoline, Hexane, Industrial Solvents, ในอุตสาหกรรม Alcohols, aldehydes, ketone, hexane) และกลุ่ม สาร Aromatic hydrocarbons (เช่น สารตัวท�าละลาย - Toluene, Benzene, Ethylbenzene, Xylenes, Styrene, Phenol) สาร VOCs กลุม่ นีม้ าจากสิง่ แวดล้อม การเผาไหม้ กองขยะ พลาสติก วัสดุ สารตัวท�าละลาย สีทาวัสดุ เป็นต้น มีผลเสีย ต่อสุขภาพ ดังนั้น พนักงานดับเพลิง คนงานเผาขยะ คนเผาถ่าน จึงมักปวยด้วย โรคทางเดินหายใจบ่อยเพราะได้รับ VOCs ประมาณ 144 ชนิด เป็นประจ�า จากควันไฟ และเชือ้ เพลิง ในรูปของ Benzene, Toluene, Naphthalene, Propene และ 1, 3 - Butadiene 1.1.2 Chlorinated Vocs หรือ Halogenated Hydro-carbons ได้แก่ กลุ่มไฮโดรคาร์บอนระเหยที่มีธาตุคลอรีนในโมเลกุล ได้แก่ สารเคมีที่สังเคราะห์ใช้ ในอุตสาหกรรมสาร Chlorinated VOCs นี้มีความเป็นพิษมากกว่า และเสถียรตัว ในสิง่ แวดล้อมมากกว่าสารกลุม่ แรก (Non-Chlorinated VOCs) เพราะมีโครงสร้าง ทีม่ พี นั ธะระหว่างคาร์บอนและธาตุกลุม่ ฮาโลเจนทีท่ นทานมาก ยากต่อการสลายตัว ในธรรมชาติ ทางชีวภาพ ทางกายภาพ หรือโดยทางวิธีเคมีทั่วไป มีความคงตัวสูง และสะสมได้นาน สลายตัวทางชีวภาพได้ยาก รบกวนการท�างานของสารพันธุกรรม หรือยับยั้งปฏิกิริยาชีวเคมีในเซลล์ และมีฤทธิ์ในการก่อมะเร็ง หรือกระตุ้นการเกิด มะเร็งได้

28


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

1.2 การแบ่งประเภทตามลักษณะของโครงสร้างแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.2.1 กลุ่มอะลิฟาติก ไฮโดรคาร์บอน (Aliphatic Hydro-carbons) หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ที่มีคาร์บอนอะตอมต่อกันเป็นสายโซ่เปด อาจจะต่อกันเป็นสายยาวไม่มีกิ่ง เรียกว่า โซ่ตรง หรือต่อกับคาร์บอนในสายยาว เรียกว่า โซ่กิ่ง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามชนิดของพันธะ เช่น สารเฮกเซน (Hexane) 1.2.2 กลุ่มอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Aromatic Hydro-carbons) หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ประกอบด้วยวงเบนซินตั้งแต่ 2 วงขึ้นไป จัดเรียงเป็นเส้นตรง เป็นมุม หรือเป็นกลุ่ม มีเฉพาะอะตอมของไฮโดรเจน และ คาร์บอน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ละลายน�้า เช่น สารเบนซิน (Benzene) สารโทลูอีน (Toluene) และสารไซลีน (Xylenes) 1.2.3 กลุ่มออกซิเจน (Oxygenated) หมายถึง สารที่มีออกซิเจน เป็นองค์ประกอบ เช่น สารอะซิโตน (Acetone) และสารคีโตน (Ketones) เนื่องจากสาร VOCs เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีจ�านวนมากกว่าร้อยชนิด และมีคุณสมบัติทางเคมีที่แตกต่างกัน จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

ผลกระทบดานคุณภาพอากาศ

ผลกระทบของสาร VOCs ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมที่ส�าคัญ คือ การแพร่กระจาย ของ VOCs ทีก่ อ่ ให้เกิดปญหาต่อคุณภาพอากาศ โดยการปนเปอ นของสาร VOCs ในอากาศนอกจากจะส่งผลกระทบทางชีวภาพและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของ มนุษย์แล้ว สาร VOCs ยังเป็นสารตั้งต้นในการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่มีการดูดซับ พลังงานแสงก่อให้เกิดสภาพที่เรียกว่า หมอกผสมควัน (Photochemical Smog) เนื่องจากการรวมตัวของสาร VOCs กับออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ซึ่งถูก กระตุ้นด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เกิดเป็นสารออกซิแดนท์ เช่น Aldehyde, Hydrogen peroxide, Peroxy Acythyl Nitrate (PAN) กรดอินทรีย์และ

29


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

อนินทรีย์ รวมทั้งอนุภาคขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอโซนซึ่งเป็นสารที่มี ความเข้มข้นและก่อให้เกิดการเปลีย่ นแปลงของภูมอิ ากาศ นอกจากนีห้ ากปนเปอ น ลงสู่แหล่งน�้าจะท�าให้การใช้ประโยชน์ของแหล่งน�้าเสียไป สาร VOCs ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของปฏิกิริยา Photochemical Oxidants จะท� า ปฏิ กิ ริ ย ากั บ NOx ท� า ให้ เ กิ ด ก า ซโอโซนและสารอื่ น ซึ่ ง เป็ น สารมลพิ ษ ทางอากาศทุติยภูมิ กล่าวคือ โอโซนในบรรยากาศชั้นใกล้โลกเกิดจากปฏิกิริยา Photochemical Oxidants ซึง่ เป็นผลจากปฏิกริ ยิ าของ VOCs ไนโตรเจนออกไซด์ ฝุนละออง และออกซิเจน โดยมีแสงแดดเป็นตัวเร่ง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ของมนุษย์ โดยโอโซนทีอ่ ยูใ่ นบรรยากาศชัน้ สูงจะท�าหน้าทีก่ รองแสงอัลตราไวโอเลต คลืน่ สัน้ ทีเ่ ป็นอันตรายต่อสิง่ มีชวี ติ ไม่ให้ตกสูพ่ นื้ โลก แต่เมือ่ โอโซนอยูใ่ นบรรยากาศ ชัน้ ใกล้โลกกลับเป็นพิษต่อสิง่ มีชวี ติ ท�าให้เจ็บไข้ ไม่สบาย เกิดอาการเจ็บคอ หายใจ ไม่สะดวก ถ้าได้รับเป็นเวลานานเนื้อเยื่อปอดจะถูกท�าลายอย่างถาวร และมีผล ต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ นอกจากนี้ โอโซนยังเป็นตัวออกซิไดซ์อย่างแรง ท�าให้สงิ่ ก่อสร้างช�ารุด เป็นตัวฟอกสี และยังมีผลท�าให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต�า่ ลงอีกด้วย โอโซนจึงเป็นสารมลพิษทุติยภูมิในบรรยากาศใกล้โลกที่ยากต่อการ ควบคุ ม โดยตรง เนื่ อ งจากไม่ ไ ด้ เ กิ ด จากการปล่ อ ยสู ่ บ รรยากาศ แต่ เ กิ ด จาก กระบวนการ Photochemical ซึ่งมี VOCs เป็นตัวการส�าคัญ สภาวะอากาศเป็น พิษหรือสม็อก (Smog) ซึ่งเป็นค�าผสมระหว่าง Smoke และ Fog หมายถึง สภาวะ คล้ายหมอกควันในอากาศ เนื่องจากมีกาซพิษหลายชนิดที่เกิดสะสมกันในอากาศ เป็นปญหาที่พบในเมืองอุตสาหกรรม สารมลพิษหลัก ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฝุนละออง โอโซน ไนโตรเจนออกไซด์ Smog มี 2 ชนิด คือ Smog ที่เกิด ในฤดูหนาว มีละอองน�้าเป็นองค์ประกอบ และ Photochemical Smog ที่เกิด ในฤดูร้อน ซึ่งมีแสงแดดเป็นตัวเร่ง

ผลกระทบดานคุณภาพนํ้าผิวดินและนํ้าใตดิน

เมือ่ สาร VOCs ถูกปล่อยทิง้ หรือเกิดการรัว่ ไหลลงสูแ่ หล่งน�า้ ผิวดิน หรืออาจ เกิดจากน�้าฝนชะละลายสาร VOCs ที่ปนเปอนอยู่ในอากาศลงสู่แหล่งน�้าผิวดิน

30


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ท�าให้เกิดการปนเปอนของสาร VOCs ในแหล่งน�้าผิวดิน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ของแหล่งน�้าธรรมชาติ ท�าให้เกิดความเป็นพิษขึ้น ซึ่งพืช และสัตว์น�้าไม่สามารถ อยู่ได้ ส่งผลให้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในแหล่งน�้าลดลง บางกรณีมีการ เคลื่อนย้ายสาร VOCs ผ่านชั้นดินปนเปอนแหล่งน�้าใต้ดิน ท�าให้น�้าใต้ดินมีสารพิษ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค ปญหาการปนเปอ นสาร VOCs ในน�า้ ใต้ดนิ โดยเฉพาะสาร VOCs ประเภท สารทีแ่ ยกตัวจากน�า้ ทีม่ คี วามหนาแน่นน้อยกว่าน�า้ (Nonaqueous Phase Liquids หรือ NAPLs) ซึ่งเป็นสารที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิด ปญหาการปนเปอนในน�้า ใต้ดินมาก เนื่องจากสาร NAPLs มักจะอยู่บนผิวน�้า ถ้าไหลผ่านบ่อน�้าตื้นจะเห็น ได้ชดั เจน ส่วนใหญ่ได้แก่ สารในกลุม่ ทีม่ อี งค์ประกอบของน�า้ มันเชือ้ เพลิงชนิดต่างๆ น�้ามันเชื้อเพลิงที่เก็บไว้ใน สถานีบริการ����้ามันต่างๆ มักเก็บไว้ภายในถังเก็บใต้ดิน ซึง่ ถังน�า้ มันส่วนมาก ท�าด้วยเหล็ก ประกอบกับน�า้ มันเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ทีม่ ฤี ทธิ ์ กัดกร่อน จึงมีความเป็นไปได้สงู ทีถ่ งั เหล็กดังกล่าวจะเกิดการผุกร่อน ท�าให้ เกิดการรั่วไหลของน�้ามันจากถังเก็บใต้ดินลงสู่ดินและซึมลงสู่น�้าใต้ดิน รวมทั้ง อาจเกิ ด การรั่ ว ไหลบริ เวณท่ อ และข้ อ ต่ อ ต่ า งๆ ด้ ว ย นอกจากนี้ บ ริ เวณหลุ ม ฝงกลบมูลฝอยที่มีระบบปองกันน�้าชะมูลฝอยซึมไหลออกที่ไม่มีประสิทธิภาพ สาร NAPLs อาจรัว่ ไหลลงสูแ่ หล่งน�า้ ใต้ดนิ ได้เช่นกัน สาร NAPLs นีม้ คี วามหนืดต�า่ มักเคลื่อนที่ในแนวดิ่งและแนวระนาบลงสู่ดิน และก่อให้เกิดการปนเปอนของน�้า ใต้ดินในชั้นดินอุ้มน�้า (Water Saturated Zone) โดยจะอยู่ในลักษณะ ของบ่อที่ แยกตัวจากน�้าใต้ดิน (NAPLs pools) หรือของเหลวที่แทรกตัว ระหว่างเม็ดดิน (NAPLs Blobs or Ganglia) เนื่องจากน�้ามันเชื้อเพลิง มีอัตราการละลายน�้าต�่า จึงท�าให้เกิดปญหาการปนเปอนของน�้าใต้ดินเป็นเวลานานนับสิบถึงร้อยป ส่งผล ให้เกิดปญหาด้านสุขภาพในระยะยาว ตัวอย่างสาร ในกลุ่มนี้ เช่น เบนซีน โทลูอีน และไซลีน เป็นต้น เนื่องจากสารเหล่านี้มักมีความหนาแน่นน้อยกว่าน�้า เมื่อมีการ ปนเปอนในน�้ามักจะลอยอยู่ส่วนบนของชั้นน�้าใต้ดิน และหากน�้าใต้ดินมีการไหล ก็จะค่อยๆ แพร่กระจายออกไปเป็นบริเวณกว้าง

31


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

นอกจากนี้สาร VOCs ประเภทสารพวกแยกตัวจากน�้าที่มีความหนาแน่น มากกว่าน�้า (Dense Nonaqueous Phase Liquids: DNAPLs) โดยทั่วไปจะจม อยู่ใต้น�้ามีความหนืดน้อยมีแรงตึงผิวต�่าท�าให้สามารถเคลื่อนตัวลงสู่น�้าใต้ดิน ได้ง่ายกว่าน�้า ระเหยง่ายเหมือนแกสท�าให้สามารถเคลื่อนตัวไปในโซนไม่อิ่มตัว หรื อ ชั้ น บรรยากาศได้ สารกลุ ่ ม นี้ บ างชนิ ด เป็ น สารอิ น ทรี ย ์ ที่ มี ค ลอรี น เป็ น องค์ประกอบ เช่น ไตรคลอโรเอทธิลนี เตตระ- คลอโรเอทธิลนี 1,1,1 - ไตรคลอโรอีเทน เป็นต้น ปจจุบันมีการน�าเข้ามาใช้กัน แพร่หลายในอุตสาหกรรม เนื่องจากมี คุณสมบัตใิ นการละลายไขมันจาก ผลิตภัณฑ์อตุ สาหกรรมได้ด ี สารกลุม่ DNAPLs จะมีความสามารถในการละลายสมบูรณ์และความสามารถในการย่อยสลายต�่า ท�าให้สามารถอยูใ่ นน�า้ ใต้ดนิ และก่อให้เกิดปญหาการปนเปอ นของน�า้ ใต้ดนิ ได้เป็น เวลานาน แต่ถงึ แม้การละลายในน�า้ ใต้ดนิ เพียงเล็กน้อยก็เป็นปริมาณมากทีจ่ ะท�าให้ เกิดอันตราย และเกิดความเป็นพิษได้

ผลกระทบดานคุณภาพดิน

เมือ่ สาร VOCs ถูกปล่อยทิง้ หรือหกรัว่ ไหลบนผิวดินจะเคลือ่ นที ่ ผ่านชัน้ ดิน และจะเกิดการดูดซับและสะสมไว้ในดิน นอกจากนี้เมื่อฝนตกจะชะละลายสาร VOCs ทีป่ นเปอ นอยูใ่ นอากาศลงสูด่ นิ ท�าให้ดนิ ปนเปอ น ส่งผล กระทบต่อคุณภาพ และการใช้ประโยชน์ของดิน นอกจากนีส้ ารเคมีในกลุม่ ยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรู พืชบางชนิดมีความคงทนในดิน เพราะแทรกอยู่ในตะกอนหรือดินเหนียวได้ดี ท�าให้แบคทีเรียย่อยสลายได้ยาก เช่น ยาปราบวัชพืชบางชนิด ยาฆ่าแมลงประเภท ดีดีที และดีลดริน เป็นต้น

ผลกระทบตอพืชและระบบนิเวศ

สาร VOCs อาจท�าให้การเจริญเติบโตของพืชชะงัก ท�าลายคลอโรฟลล์ และการสังเคราะห์แสง มักจะแคระแกร็นมีการเจริญเติบโตช้า หรืออาจตายได้ นอกจากนี้สาร VOCs ยังมีส่วนในการท�าให้ระบบนิเวศ ในธรรมชาติเสียสมดุล

32


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

โดยเมือ่ ฝนตกจะชะละลายสาร VOCs ทีป่ นเปอ นอยูใ่ นอากาศลงสูด่ นิ หรือแหล่งน�า้ ส่งผลให้เกิดความเป็นพิษขึ้น พืช และสัตว์ไม่สามารถอยู่ได้ การเจริญเติบโต ของพืชลดลง ปาไม้ไม่เจริญงอกงาม ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศปาลดลง

3.2 ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงาน

ผู้ประกอบอาชีพในการประกอบการอู่พ่นสีรถยนต์ จะต้องผจญภัยอันตราย ที่แตกต่างกันไป ทั้งกลิ่นของสารเคมีต่างๆ สภาพฝุนละออง และอากาศเสีย สารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าสู่ ร่างกายได้ 4 ทางคือ ทางปาก จมูก ตา และผิวหนัง ทางตา จะเป็ น ลั ก ษณะของรั ง สี / แสง จ� า พวกรั ง สี อั ล ตราไวโอเลต รังสีอินฟราเรด การปองกันคือการสวมแว่นตาหรือหน้ากากนิรภัยเวลาปฏิบัติงาน ทางผิวหนัง ส่วนมากมาจากการสัมผัส การปองกันสามารถท�าได้โดย ใส่เสื้อคลุมนอกแขนยาว สวมถุงมือ/ปลอกแขน สวมกางเกงใยหิน ใส่รองเท้า และวัสดุห่อหุ้มเท้า ทางปาก สารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยการกลืนกินเข้าไป ทางจมูก จากการหายใจเอาแกสพิษ หรือไอระเหย ฝุนละอองเข้าไปใน ร่างกาย การปองกันคือการสวมหน้ากากปองกันให้เหมาะสมกับสารพิษที่สัมผัส ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยจากสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) โดยส่วนมากสารอินทรีย์ระเหยจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา โพรงจมูก คอ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน รวมถึงการท�าลายอวัยวะภายในบางส่วน เช่น ไต และระบบควบคุมการท�างานของประสาทส่วนกลาง ดังตัวอย่างในตารางที่ 2

33


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ตารางที่ 2 แสดงความเป็นพิษของสารประกอบอินทรีย์ระเหย (VOCs) ชื่อสารเคมี 1. Acetone

ความเป็นพิษ เกณฑ์ทั่วไป ระคายเคืองตา จมูก และคอ ปวดศีรษะ 250 ppm วิงเวียน มีผลกดระบบประสาทส่วนกลาง 2. Benzene ระคายเคืองตา ผิวหนัง จมูก มีผลต่อระบบ 0.1 ppm ทางเดินหายใจ เวียนศีรษะ หมดสติ ยับยัง้ การสร้างไขกระดูก (สารก่อมะเร็ง) 3. Ethylbenzene ระคายเคืองตา ผิวหนัง และเยือ่ เมือกต่างๆ 100 ppm ปวดศีรษะ ผิวหนังอักเสบ หมดสติ 4. Methyl Ethyl ระคายเคืองตา จมูก ผิวหนัง และคอ ไอ ไม่เกิน 0.2 ppm Ketone หายใจล�าบาก มีผลต่อปอด ท�าให้เกิด ไม่ว่าเวลาใดๆ การบวมน�้า ตาลาย เกิดตุ่ม และแผลเป็น ตามผิวหนัง ปวดท้อง อาเจียน ท้องร่วง ผิวหนังอักเสบ 200 ppm 5. Methanol ระคายเคืองตา ผิวหนัง ระบบทางเดิน หายใจส่วนต้น ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน เกิดภาพหลอน ตาพร่ามัว อาเจียน ท�าลาย ประสาท การมองเห็น (ตาบอด) ผิวหนัง อักเสบ 6.Trimethlben- ระคายเคืองตา จมูก ผิวหนัง และคอ มีผล 25 ppm zene กระทบต่อทางเดินหายใจและปอด อ่อนเพลีย มึนงง สับสน อาเจียน หมดสติ ปอดบวม เนื่องจากสารเคมี

34


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ตารางที่ 2 แสดงความเป็นพิษของสารประกอบอินทรีย์ระเหย (VOCs) (ต่อ) ชื่อสารเคมี 7. Toluene

8. Xylene

ความเป็นพิษ เกณฑ์ทั่วไป ระคายเคืองตา จมูก อ่อนเพลีย สับสน 100 ppm มึนงง ม่านตาขยาย น�้าตาไหล ระบบ ประสาทและกล้ามเนื้ออ่อนล้า ตับ และไต ถูกท�าลาย ระคายเคืองตา ผิวหนัง จมูก และคอ มึนงง 100 ppm สับสน ตื่นตกใจ อาเจียน ปวดท้อง หมด สติ ผิวหนังอักเสบ

ทีม่ า : คูม่ อื เทคโนโลยีการควบคุมมลพิษอากาศและการก�าหนดมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศ จากอุตสาหกรรมเคลือบผิว กรมโรงงานอุตสาหกรรม 2547

3.3 การควบคุมและปองกันมลพิษทางอากาศ

หลักการของมาตรการการควบคุมและปองกันมลพิษอากาศจากกระบวนการ ท�างานในสถานประกอบการหรือเรียกว่า Process Interrogated and Control Strategy คื อ การจั ด การกระบวนการผลิ ต หรื อ ขั้ น ตอนการท� า งานอย่ า งมี ประสิทธิภาพ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการดังนี้ 1. ป���ับปรุงประสิทธิภาพการท�างาน 2. ประหยัดวัตถุดิบในกระบวนการท�างาน ซึ่งได้แก่ สี สารเคมี และตัวท�า ละลาย เป็นต้น เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ 3. ควบคุมเศษวัสดุเหลือใช้และสารเคมีจากกระบวนการท�างาน และน�าไป ใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด 4. ควบคุมและลดปริมาณมลพิษอากาศ และหาวิธีการบ�าบัดหรือก�าจัด ที่เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ท�างาน และสิ่งแวดล้อม

35


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ดังนั้น มาตรการควบคุมและปองกันมลพิษอากาศจากกระบวนการท�างาน ในสถานประกอบการจึงนับเป็นการช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติและลดปญหา สิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจและลด ค่าใช้จา่ ยในการบ�าบัดมลพิษ และความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของผูป้ ฏิบตั งิ าน และผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานประกอบการ 3.3.1 มาตรการทางดานการจัดการในขั้นตอนกระบวนการผลิต การจัดการมลพิษอากาศที่ดีมีผลโดยตรงในการลดระดับมลพิษ อากาศภายในพื้นที่ท�างาน ซึ่งโดยทั่วไป มาตรการการจัดการเพื่อควบคุมและ ปองกันมลพิษอากาศในสถานประกอบการขึ้นอยู่กับขั้นตอนของการท�างานและวิธี การขึ้นอยู่กับรูปแบบ ซึ่งสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้ ในส่วนของการควบคุมและปองกัน VOCs นั้นสามารถกระท�าได้นี้ - ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ โดยใช้สีน�้าหรือสีฝุนซึ่งไม่มีการใช้ ตัวท�าละลายที่มี VOCs เป็นส่วนประกอบแทนสีน�้ามัน - ปดครอบภาชนะที่เก็บกักสารระเหย และวัสดุที่ปนเปอน สารระเหยให้มิดชิด - ติดตั้งระบบก�าจัด VOCs - ปรั บ เปลี่ ย นเครื่ อ งมื อ และอุ ป กรณ์ ใ นการท� า งานให้ มี ประสิทธิภาพ เพื่อลดการปล่อย VOCs โดยใช้หัวสเปรย์พ่นแบบ High Volume Low Pressure 3.3.1.1 มาตรการควบคุมและปองกันฝุนละออง - ท�างานในห้องที่มีผนังปดกั้นลมมิดชิดและมีพัดลมดูด อากาศ เพื่อปองกันการฟุงกระจายของฝุน (ระบบปด) - ติดตั้งอุปกรณ์กรองฝุน (Filter)

36


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

3.3.1.2 การเจือจางสารปนเปอนในอาคารดวยอากาศจาก

ภายนอก Ventilation rate procedure: American Society of Heating, Refrigeration and Air Conditioning Engineer (ASHRAE) ได้ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการไหลของอากาศจากภายนอกเข้าสู่อาคาร และความพึงพอใจในคุณภาพอากาศของผู้ที่อยู่ภายในอาคารพบว่า หากอัตรา การไหลของอากาศจากภายนอกมีค่าระหว่าง 2 - 4 ลิตรต่อวินาที/ต่อคน จะมีผู้ไม่ พึงพอใจหรือมีอาการผิดปกติเนื่องจากคุณภาพอากาศภายในอาคาร เช่น ระคาย เคืองตาและทางเดินหายใจ คอแห้ง ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ หายใจไม่สะดวก เป็นต้น ปรากฏขึน้ ในป 1989 ASHRAE ได้จดั ท�ามาตรฐาน ASHRAE 62 - 1989 ซึง่ เสนอแนะอัตราการไหลต�า่ สุดของอากาศจากภายนอกเข้าสูอ่ าคารเท่ากับ 10 ลิตร ต่อวินาทีต่อคน ส�าหรับส�านักงานที่มีความหนักแน่น 7 คนต่อ 100 ตารางเมตร การควบคุ ม ให้ อั ต ราการไหลของอากาศจากภายนอกเข้ า สู ่ อ าคารด้ ว ยอั ต รา ที่เสนอแนะโดย ASHRAE นี้ เรียกว่า “Ventilation Rate Procedure” ซึ่งวิธีการ นี้ไม่จ�าเป็นต้องค�านวณหรือประเมินอัตราการเกิดสารปนเปอนในอาคาร เช่น อัตราการระเหยกลายเป็นไอของสารในวัสดุตา่ งๆ และต่อมา ASHRAE ได้ปรับปรุง มาตรฐานดังกล่าวในป 1999 3.3.2 วิธีการควบคุมและบําบัดมลพิษอากาศ ในปจจุบันพบว่าอู่ซ่อมตัวถังรถยนต์ไม่มีพื้นที่เฉพาะส�าหรับการ พ่นสีโดยตรง ท�าให้ไม่มีการค�านึงถึงระบบที่จะควบคุม ปญหาที่ตามมาคือการ แพร่กระจายของมลพิษทางอากาศทีเ่ กิดจากการพ่นสีและกิจการทีต่ อ่ เนือ่ งดังกล่าว อย่างไรก็ตามในอู่ที่มีการจัดเตรียมพื้นที่ชัดเจน เพื่อกิจกรรมการ พ่นสีซงึ่ มีการก่อสร้างเอง หรือซือ้ ห้องพ่นสีสา� เร็จรูปจากผูผ้ ลิตต่างๆ ทัง้ นีอ้ าจมีระบบ ควบคุมหรืออาจไม่มีระบบควบคุม อย่างไรก็ตามก็ต้องค�านึงค่าการระบายที่ออกสู่ บรรยากาศที่จะต้องไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน

37


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

3.3.2.1 ระบบควบคุมมลพิษทางอากาศ มีหลายประเภทที่มี การน�ามาใช้ในอูซ่ อ่ มรถยนต์ สามารถจ�าแนกระบบบ�าบัดมลพิษทีน่ ยิ มใช้ได้ 2 แบบ ดังนี้ 1) แบบม่านน�้า มีลักษณะการท�างานโดยใช้ม่านน�้าดักฝุน และละอองสีก่อนระบายอากาศเสียออกทางปล่องระบาย 2) แบบกรองใยแก้ว มีลกั ษณะการท�างานโดยใช้ใยแก้วดัก จับฝุน และละอองสีก่อนระบายอากาศเสียออกทางปล่องระบาย ความสูงของ ปล่องระบายอยู่ในช่วง 3 - 10 เมตร ทั้งนี้ผู้ประกอบการคงต้องพิจารณาเงื่อนไข และความเหมาะสมของแต่ละสถานประกอบการ 3.3.2.2 วิธีการบําบัดมลพิษทางอากาศ มีวิธีการบ�าบัดมลพิษ อากาศจากกิจการอู่พ่นสีรถยนต์หลายประเภท ในที่นี้ขอน�าเสนอรูปแบบที่มีการ น�ามาประยุกต์ใช้ดังนี้ 1) ระบบการเผาทําลาย (Incineration) ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพในการบ�าบัดกลิ่น (VOCs) สูงถึง 95 - 99% โดยมีหลักการในการใช้ความร้อนในการเผาไหม้ VOCs ทั้งนี้จะมีปล่องที่เกิดจาก การเผาไหม้ และจะต้องปล่อยออกสู่บรรยากาศต่อไป การเผาไหม้ (Incineration) เป็นขบวนการที่มักจะใช้ในการควบคุม การปล่อยสารอินทรียร์ ะเหยง่าย (Volatile Organic Compounds) จากขบวนการ ผลิตทางอุตสาหกรรมสารอินทรีย์ระเหยง่ายสามารถถูกออกซิไดซ์ ให้เป็นกาซ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และน�้า (H2O) ถ้าอุณหภูมิสูงพอ และมีเวลาในการ เผาไหม้นานพอ การเผาไหม้ยังสามารถใช้ในการก�าจัดกลิ่น หรือสารเป็นพิษ ได้อีกด้วย ระบบเผาไหม้จะแบ่งเป็น 2 โซน ใหญ่ๆ คือ โซนติดไฟ และโซน Oxidation โซนติดไฟประกอบด้วย หัวจุดไฟ (Burner) ซึ่งจะจุดให้เชื้อเพลิง

38


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

และสารอิ น ทรี ย ์ ร ะเหยง่ า ยเกิ ด การติ ด ไฟ ส่ ว นโซน Oxidation จะเป็ น ห้ อ ง (Chamber) ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะท�าให้มีเวลา (Residence Time) นานพอ ส�าหรับการ Oxidation ในยุคที่เชื้อเพลิงขาด และมีราคาแพงเช่นในปจจุบันนี้ มักจะมีการน�าความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้มาใช้ประโยชน์ (Heat Recovery) นอกจากนี้ การเผาไหม้ยังสามารถใช้ในการก�าจัดกลิ่นและกาซพิษได้ การใช้การเผาไหม้เพื่อก�าจัดกาซพิษ อาจจะก่อให้เกิดปญหา ข้างเคียง ขึ้นได้ เช่น การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารประกอบอินทรีย์หลายประเภทจะก่อ ให้เกิดสาร Aldehydes และกรดอินทรีย์ หรือการ Oxidize สารประกอบอินทรีย์ ที่ มี Sulfur หรื อ Halogens ผสมอยู ่ จ ะท� า ให้ เ กิ ด ก า ซ Sulfur Dioxide กรด Hydrochloric รวมทั้งก่อให้เกิดกรด Hydrofluoric หรือ Phosgene ซึ่ง สารเหล่านี้จัดเป็นสารมลพิษเช่นกัน เป็นต้น ระบบการเผาไหม้ที่ใช้ในการก�าจัดกาซพิษ อาจแบ่งได้เป็น 4 ระบบ พื้นฐาน คือ Flares, Thermal Oxidizers, Catalytic Oxidizers, และ Process Boilers ลักษณะภายนอกของระบบทั้ง 4 ระบบ จะดูเหมือนกัน แต่ตัวแปร (Parameters) ในการท�างานของแต่ละระบบจะค่อนข้างแตกต่างกัน ในการเลือกใช้ ระบบเผาไหม้ที่เหมาะสม จะต้องค�านึงถึงองค์ประกอบต่างๆ คือ ความเข้มข้นของ สารที่เผาไหม้ได้ (Combustibles) ในกระแสกาซ อัตราไหล ของกาซ (Gas Flow Rate) ประสิทธิภาพการก�าจัดที่ต้องการสารปนเปอน (Contaminants) ชนิดอื่นๆ ในกระแสกาซ และความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ

หลักการเผาไหม

การเผาไหม้เป็นขบวนการทางเคมี ซึ่งเกิดจากการรวมตัวอย่างรวดเร็ว ของก า ซออกซิ เจนกั บ สารหรื อ สารประกอบเคมี แล้ ว เกิ ด การปล่ อ ยพลั ง งาน ความร้อนออกมา ขบวนการเผาไหม้อาจเรียกอีกนัยหนึ่งว่า Oxidation เชื้อเพลิง ที่ใช้ส�าหรับการเผาไหม้จะประกอบด้วยธาตุคาร์บอน และไฮโดรเจน แต่อาจจะมี ธาตุอื่นผสมอยู่ด้วย เช่น ซัลเฟอร์ เป็นต้น ผลสุดท้ายที่ได้จากการเผาไหม้ คือ

39


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

กาซคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน�้า และพลังงาน ซึ่งอยู่ในรูปของพลังงานความร้อน หลายปจจัยที่จะท�าให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ คือ อุณหภูมิต้องสูงพอที่จะท�าให้ ส่วนผสมอากาศและเชื้อเพลิงเกิดการลุกติดไฟ การผสมแบบปนปวน (Turbulent Mixing) และเวลาสัมผัส (Residence Time) ทีน่ านเพียงพอส�าหรับให้เกิดปฏิกริ ยิ า ที่สมบูรณ์ ปจจัยทั้ง 3 ประการ เป็นปจจัยที่ขึ้นแก่กันและกัน (Dependent Variables) และเป็นปจจัยที่ควบคุมความเร็ว และความสมบูรณ์ของปฏิกิริยา ประเภทของอุปกรณที่ใชในการกําจัดกาซพิษ ประเภทของอุ ป กรณ์ ที่ ใช้ ใ นการก� า จั ด ก า ซพิ ษ ก่ อ นที่ จ ะปล่ อ ยออกสู ่ บรรยากาศ อาจแบ่งได้ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1. Direct Combustor หรือ Flare เป็นการเผาไหม้ของอากาศ กาซพิษ และเชื้อเพลิงที่เกิดปฏิกิริยา บริเวณหัว Burner โดยการเผาไหม้ที่สมบูรณ์จะต้องเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ทั้งนี้ เพราะว่าหลังจากผ่าน Burner แล้วจะไม่มีห้องเผาไหม้เพื่อให้เวลาส�าหรับการ เผาไหม้ โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในการก�าจัดกาซพิษที่เผาไหม้ได้ และปล่อยให้ระบาย ออกจากขบวนการอุตสาหกรรมเป็นระยะๆ หรือในกรณีฉุกเฉินมักจะใช้กันมาก ในโรงกลั่นน�้ามันหรือโรงงานอุตสาหกรรมเคมีที่มี การระบายกาซเผาไหม้ได้เป็น จ�านวนมาก ซึ่งระบบ Direct Combustor หรือ Flare เหมาะที่จะใช้เมื่อกาซพิษ ที่จะระบายออกมีค่าความร้อน (Heat Content) สูง คือกาซพิษนั้นจะท�าหน้าที่เป็น เชื้อเพลิงเสียเอง โดยกาซพิษดังกล่าวจะมีค่าความร้อนในการเผาไหม้ตัวเอง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงจากภายนอกเข้าช่วย แต่หากกาซพิษที่มีความร้อนต�่ากว่า 115 Btu/1b จะต้องมีการใส่กาซอื่นที่มีค่าความร้อนสูงกว่าเข้าไปช่วยเพื่อให้เกิด การเผาไหม้สมบูรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กาซพิษต้องสามารถให้ ความร้อนได้ไม่น้อยกว่า 50% ของความร้อนทั้งหมดที่ต้องใช้ในการเผาไหม้ Direct Combustor หรือ Flare แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

40


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ก. Ground Flare ดังแสดงในรูปเป็น Flare ซึง่ การเผาไหม้เกิดขึน้ ที่ระดับพื้นดิน ซึ่งต้องมีการปกปดอย่างมิดชิดและจะต้องใช้ปล่องเพื่อระบายกาซ ที่เกิดจากการเผาไหม้ ข. Elevated Flare ดังแสดงในรูปเป็น Flare เป็นการเผาไหม้เกิด ทีร่ ะดับเหนือพืน้ ดิน คือ ทีป่ ากปล่อง ซึง่ อาจสูงจากพืน้ ดินถึง 100 เมตร หรือมากกว่า ขนาดของปล่ อ งขึ้ น อยู ่ กั บ ปริ ม าณของก า ซพิ ษ ที่ จ ะระบายออกที่ ป ากปล่ อ ง จะประกอบด้วย Burner และระบบที่จะท�าให้เกิดการผสมกันของอากาศกับกาซที่ จะระบายออก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการออกแบบลักษณะของปากปล่อง การฉีดไอน�้า นอกจากจะช่วยสร้างความปนปวนเพื่อช่วยในการผสมกันของอากาศและกาซพิษ แล้ ว ยั ง ท� า ปฏิ กิ ริ ย ากั บ ก า ซพิ ษ เกิ ด Oxygenated Compound ซึ่ ง สามารถ ที่จะเผาไหม้ได้ที่อุณหภูมิต�่าลง และยังช่วยก�าจัดควันที่เกิดขึ้นด้วย

รูปที่ 20 แสดงตัวอย่างของ Ground Flare

41


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 21 แสดงตัวอย่างของ Elevated Flare 2. Thermal lncinerator หรือ Thermal Oxidizer เป็นอุปกรณ์เผาไหม้ ซึ่งกาซพิษถูกส่งผ่านไปรอบๆ เปลวไฟที่เกิด ที่ Burner เข้าไปในห้องสัมผัส (Residence Chamber) ซึ่งจะให้เวลา นานพอที่จะท�าให้การเผาไหม้ของกาซพิษ เป็นไปอย่างสมบูรณ์เปลี่ยนเป็นกาซคาร์บอนไดออกไซด์ และน�้า โดยทั่วไปจะใช้ Incinerator ในการก�าจัดกาซพิษที่มีไอระเหยของ สารอินทรีย์ที่ความเข้มข้นต�่า ดังนัน้ จึงต้องใช้เชือ้ เพลิงจากภายนอกเพือ่ จุดให้กา ซพิษติดไฟและเพือ่ เพิม่ อุณหภูมิ ของกาซพิษให้สงู ถึงอุณหภูมทิ จี่ ะท�าให้เกิดการเผาไหม้สมบูรณ์ ปริมาณของเชือ้ เพลิง ที่ต้องใช้จะลดลงตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของค่าความร้อนของกาซพิษ หลังจาก

42


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

จุดติดไฟแล้ว ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงก็จะลดลงหรือไม่จ�าเป็นต้องใช้เลย กาซพิษ จะเกิดการเผาไหม้ได้ด้วยตัวเอง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารเผาไหม้ได้ ที่มีอยู่ในกาซพิษในทางปฏิบัติประมาณครึ่งหนึ่งจะถูกผ่านเข้าไปผสมและเผาไหม้ กับกาซร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ของส่วนแรก เพื่อปองกันไม่ให้เกิดการดับของ เปลวไฟ (Flame Quenching) ที ่ Burner ดังนัน้ จึงต้องท�าให้เกิดการผสมกันอย่าง ทัว่ ถึงของกาซพิษ และกาซร้อน เพือ่ ให้เกิดการเผาไหม้ทสี่ มบูรณ์ โดยทัว่ ไปอุณหภูมิ ภายใน Thermal Incinerator ควรจะอยูร่ ะหว่าง 700 ถึง 800 ° C และมีเวลาสัมผัส (Residence Time) อยู่ระหว่าง 0.1 ถึง 0.5 วินาที

รูปที่ 22 การบ�าบัดกลิ่นVOCs ด้วยวิธี Thermal Oxidation Incineration

43


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

3. Catalytic lncinerator เป็นอุปกรณ์ทมี่ ลี กั ษณะเหมือนกับ Thermal incinerator ทุกประการยกเว้น แต่ว่า หลังจากผ่านบริเวณเปลวไฟแล้ว กาซพิษจะไหล ผ่านชั้น Catalyst เพื่อช่วย ให้เกิดการ Oxidation ในอัตราที่เร็วขึ้นและที่อุณหภูมิต�่ากว่าที่ใช้ใน Incinerator อุณหภูมทิ า� งานของ Catalytic Incinerator อยูร่ ะหว่าง 370 ถึง 480 องศาเซลเซียส เมื่อเปรียบเทียบกับ 700 ถึง 820 ที่ใช้ใน Thermal Incinerator จะท�าให้ประหยัด เชื้อเพลิงได้ถึง 40 ถึง 60% สาร Catalyst ที่ใช้เป็นสารที่อยู่ในกลุ่มของโลหะมีสกุล (Noble Metal) เช่น Platinum เป็นต้น และ Palladium ซึ่งมีคุณสมบัติที่ เหมาะสม คือ ท�าให้เกิดการ Oxidation สูงที่อุณหภูมิต�่า มีเสถียรภาพที่อุณหภูมิ สูง และไม่เกิดปฏิกิริยาทางเคมีโดยทั่วไปจะเคลือบสาร Catalyst ลงบนโครงสร้าง ที่ท�าด้วยอะลูมิเนียม หรือ ซิลิก้า - อะลูมิเนียม หรือ นิกเกิล - แคดเมียม เนื่องจาก ปฏิกิริยา Catalytic Oxidation เป็นปฏิกิริยาที่เกิดที่ผิว ปริมาณ Catalyst ที่ใช้จะอยู่ระหว่าง 0.5 ถึง 2.0 ลบ.ฟุต/1,000 ลบ.ฟุต ของกาซพิษ ซึง่ จะ Oxidize ประมาณ 85 ถึง 95% ของสารประกอบอินทรีย ์ ทัง้ หมด ในกระแสกาซภายในเวลา 0.01 ถึง 0.05 วินาที ปกติแล้วความหนาของชั้น Catalyst จะเป็นตัวก�าหนด Pressure Drop ทีจ่ ะเกิดขึน้ ในเตาเผา Pressure Drop ที่พบใน Catalytic incinerator อยู่ระหว่าง 0.25 ถึง 0.5 นิ้วน�้า ปญหาที่อาจพบใน Catalytic Incinerator คือ การเคลือบหรือสะสม ของอนุภาคฝุน หรือน�้ามันบนผิวของ Catalyst ท�าให้ประสิทธิภาพลดลง ต้องมี การท� า ความสะอาดเป็ น ประจ� า สม�่ า เสมอ นอกจากนี้ ส ารบางชนิ ด เป็ น พิ ษ (Poisoning) ต่อ Catalyst คือ ท�าให้เสื่อมประสิทธิภาพอย่างถาวร สารเหล่านี้ ได้แก่ Phosphorus, Bismuth, Arsenic, Antimony, Mercury, Zinc, Lead, และ Tin ประสิทธิภาพของ Catalyst จะเสื่อมเร็วขึ้นที่อุณหภูมิสูง

44


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 23 การบ�าบัดกลิ่นVOCs ด้วยวิธี Catalytic lncineration 2) ระบบการดูดซับ (Adsorption) ระบบการดูดซับเป็นเทคโนโลยีควบคุมสารอินทรียร์ ะเหยแบบหนึง่ ทีใ่ ช้ แพร่หลายที่สุด ระบบก���รดูดซับมี 2 ชนิด คือ ระบบดูดซับแบบ Nonregenerable ใช้ Carbon Canisters เป็นอุปกรณ์ดูดซับ และระบบดูดซับแบบ Regenerable เช่น Fixed Bed System ในกระบวนการของการดูดซับนัน้ สารอินทรียจ์ ะถูกจับอยู่ บนผิวของของแข็งที่มีความพรุน โดยถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) เป็นสาร ดูดซับทีใ่ ช้มากทีส่ ดุ ส�าหรับอากาศทิง้ ทีม่ คี วามเข้มข้นของสารอินทรียต์ า�่ เนือ่ งจากมี ค่าใช้จ่ายต�่าในกระบวนการดูดซับ อนุภาคของสารอินทรีย์ระเหยจะถูกดูดซับออก จากอากาศทีร่ ะบายออกจากกระบวนการผลิต โดยการจับติดทีผ่ วิ ของวัตถุของแข็ง ที่เรียกว่าสารดูดซับซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุน กระบวนการดูดซับเมื่อด�าเนินไป ระยะหนึ่งผิวของสารดูดซับจะอิ่มตัวด้วยสารถูกดูดซับ ดังนั้นเพื่อให้กระบวนการ ดู ด ซั บ ด� า เนิ น ต่ อ ไปจะต้ อ งไล่ ส ารถู ก ดู ด ซั บ ออกจากสารดู ด ซั บ ซึ่ ง เรี ย กว่ า กระบวนการฟ  น สภาพ (Regeneration) ขั้ น ตอนการฟ  น สภาพเริ่ ม จากการ เพิม่ อุณหภูมทิ ชี่ นั้ ของสารดูดซับซึง่ ท�าให้สารถูกดูดซับระเหยและหลุดออกจากสาร ดูดซับ จากนัน้ จึงผ่านสารถูกดูดซับ (สารอินทรียร์ ะเหย) ซึง่ มีความเข้มข้นสูงเข้าไป

45


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ในระบบควบแน่น ในขั้นตอนนี้จะลดอุณหภูมิลงจนถึงจุดกลั่นตัวของสารถูกดูดซับ เหล่านั้นและท�าให้สารถูกดูดซับที่เป็นสารอินทรีย์ระเหยกลายเป็นของเหลว ซึ่ง สามารถน�าสารถูกดูดซับไปใช้ใหม่ได้หรือก�าจัดด้วยวิธีที่เหมาะสม ท�าให้เสียค่า ใช้จ่ายต�่ากว่าการก�าจัดสารอินทรีย์ระเหย โดยใช้ระบบควบแน่นโดยตรง เนื่องจาก ความเข้มข้นของสารอินทรียร์ ะเหยในอากาศทีร่ ะบายออกนัน้ มีความเข้มข้นต�า่ รวม ทัง้ มีอตั ราการไหลสูง ท�าให้ตอ้ งใช้ระบบควบแน่นทีม่ ขี นาดใหญ่กว่าระบบควบแน่น ที่ติดตั้งกับระบบดูดซับ สารดูดซับส่วนใหญ่ที่ใช้ในอุตสาหกรรม คือ activated carbon, silica gel, activated alumina (alumina oxide) และ zeolites (molecular sieves) สารดูดซับมีคุณสมบัติในการดูดซับขึ้นกับธรรมชาติของ สารที่น�ามาผลิตและขั้นตอนการผลิต คุณสมบัตินี้รวมถึงพื้นที่ผิวของสารดูดซับ รูปร่างและขนาดของช่องว่าง ปริมาตรของช่องว่าง คุณสมบัติที่ส�าคัญอีกอย่างหนึ่ง ในการดูดซับของสารดูดซับคือ ประจุไฟฟาที่ผิวสัมผัส ถ้าสารดูดซับมีประจุไฟฟา จะท�าให้ไอน�้าสามารถเกาะและรบกวนกระบวนการดูดซับสารอินทรีย์ระเหย เนื่อง ด้วยความชื้นพบได้ทั่วไปในอากาศ ดังนั้นการใช้สารดูดซับที่มีประจุที่ผิวจึงมัก ใช้ไม่ได้ผลส�าหรับระบบการควบคุมมลพิษอากาศ ส�าหรับ activated carbon เป็นสารดูดซับทีไ่ ม่มปี ระจุจงึ ไม่ถกู รบกวนโดยไอน�า้ ทีค่ วามชืน้ สัมพัทธ์มากกว่า 50% ปริ ม าณโมเลกุ ล ของน�้ า จะเพิ่ ม ขึ้ น และเริ่ ม แข่ ง กั บ โมเลกุ ล สารถู ก ดู ด ซั บ ใน กระบวนการดูดซับ การลดลงของความสามารถและประสิทธิภาพของระบบการ ดูดซับดังกล่าวนี ้ อาจจ�าเป็นต้องมีการติดตัง้ อุปกรณ์เพือ่ เอาความชืน้ ออก หรือเพิม่ อุณหภูมิ เพื่อลดความชื้นสัมพัทธ์ activated carbon อาจท�าขึ้นจากวัตถุดิบที่มีคาร์บอนหลายชนิด เช่น ไม้ ถ่านหินและ ผลิตภัณฑ์ปโตรเลียม ค�าว่า “activated’’ ใช้กับสารดูดซับที่ได้รับ การเพิ่มพื้นที่ผิวทั้งภายในและภายนอก โดยกระบวนการกระตุ้นหรือการ activate ซึง่ ก็คอื การให้ความร้อน และอัดด้วยความดันสูงในทีไ่ ม่มอี อกซิเจนท�าให้สารทีส่ ะสม อยู่ในช่องว่างระเหยออกไปจากผิววัตถุ activated carbon ใช้ในระบบการดูดซับส�าหรับสารมลพิษที่อยู่ในรูป กาซหรือไออาจผลิตเป็นรูปเม็ด โดยปกติขนาดอยู่ระหว่าง 4x6 ถึง 4x10 mesh

46


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ความหนาแน่นของก้อนคาร์บอนอยู่ระหว่าง 80 ถึง 480 kg/m3 พื้นที่ผิวของ คาร์บอนอยูใ่ นช่วงระหว่าง 6x105 ถึง 16x105 m2/kg ตัวเลขดังกล่าวนีแ้ สดงให้เห็น ถึงพื้นที่ที่สามารถน�ามาใช้ในกระบวนการดูดซับซึ่งประมาณได้เท่ากับ 2 ถึง 5 เท่า ของพื้นที่สนามฟุตบอล ต่อ 1 กรัมของคาร์บอน ลักษณะการดูดซับนั้นมี 2 แบบคือ การดูดซับทางกายภาพ ที่พิจารณา ถึงแรงยึดเหนี่ยวระหว่างมวลและการดูดซับทางเคมีที่ใช้การสร้างพันธะทางเคมี ระหว่างโมเลกุลของสารดูดซับ และสารถูกดูดซับ การดูดซับทางกายภาพสามารถ เปลี่ยนสารดูดซับกลับสู่สภาพเดิมได้ ส่วนการดูดซับทางเคมีใช้วิธีการรวมโดย พันธะเคมี เมื่อมีการดูดซับทางเคมีจะยากต่อการกลับสู่สภาพเดิม หรือยากต่อการ น�ากลับมาใช้ใหม่ กระบวนการดูดซับทัง้ หมดเป็นปฏิกริ ยิ าคายความร้อน ไม่วา่ กระบวนการ ดูดซับนั้นจะเกิดจากแรงทางกายภาพ หรือทางเคมี เนื่องจากพลังงานในโมเลกุล ของสารถูกดูดซับทีก่ า� ลังเคลือ่ นทีจ่ ะถ่ายเทไปสูส่ ารดูดซับกลายเป็นความร้อน การ ดูดซับทางเคมีคายความร้อนทัง้ หมด 10,000 cal/mol มากกว่าความร้อนทีค่ ายออก เนือ่ งจากการดูดซับทางกายภาพทีม่ คี วามร้อนเกิดขึน้ เพียง 100 cal/mol ท�าให้เป็น อีกเหตุผลหนึ่งที่มักไม่น�าวิธีการดูดซับทางเคมีมาใช้ในระบบการควบคุมมลพิษ อากาศ การบ�าบัดด้วยวิธีนี้มีประสิทธิภาพต�่ากว่าระบบเผา ควบคุมท�างานได้ ง่ายกว่า แต่ระบบนี้ไม่สามารถใช้ได้กับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่มีประจุ สารดูดซับ (Adsorbent Materials) ที่นิยมใช้คือ Activated Carbon กระบวนการดูดซับประกอบดวยขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นตอนของการฟุงของโมเลกุลของกาซจากเนื้อกาซไปยังผิวนอก ของของแข็งดูดซับ 2. ขั้ น ตอนของการเคลื่ อ นย้ า ยของโมเลกุ ล ของก า ซจากผิ ว นอกของ ของแข็งดูดซับซึ่งมีพื้นที่ผิวค่อนข้างน้อยไปยังช่องว่างภายในแต่ละอนุภาคของ ของแข็งดูดซับที่ซึ่งจะเกิดการดูดซับขึ้นเพราะว่ามีพื้นที่ผิวเพื่อการดูดซับมาก

47


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

3. ขั้นตอนของการที่โมเลกุลของกาซถูกดูดติดกับของของแข็งดูดซับ

ระบบดูดซับแบบมีการนํากลับมาใชใหม เมือ่ คุณภาพอากาศทีไ่ หลออกมีความเข้มข้นสูงเกินไป หรือเมือ่ เวลาผ่านไป กระบวนการดูดซับภายในคอลัมน์หยุดลง และสารดูดซับควรได้รับการฟนสภาพ (regenerate) เพือ่ น�ากลับมาใช้ใหม่ สามารถท�าได้โดยการเพิม่ อุณหภูม ิ ส�าหรับการ จับกาซในกระบวนการต่อเนื่องต้องการระบบอย่างน้อย 2 ชุด ชุดแรกจะใช้งาน ขณะที่ชุดที่ 2 จะใช้ฟนสภาพ เวลาที่พอเพียงจะท�าให้ระบบมีอุณหภูมิใกล้เคียง อุณหภูมิห้อง ก่อนที่จะน�าไปใช้งานหลังจากแยก solvent ออก สารดูดซับไม่เพียง แต่รอ้ นแต่จะอิม่ ตัวด้วยน�า้ การท�าให้เย็นและแห้งต้องท�าการเปาสารดูดซับให้สะอาด ด้วยอากาศบริสุทธิ์ และการอบแห้งช่วยน�าความชื้นออกจากระบบ ปกติ ร ะบบดู ด ซั บ แบบมี ก ารน� า กลั บ มาใช้ ใ หม่ มี ตั ว กลางเพี ย ง 2 ชุ ด ก็เพียงพอ ถ้าการฟนสภาพและหล่อเย็นของชุดที่ 2 สามารถเสร็จก่อนที่ชุดแรก จะถึงจุด breakthrough ในวัฏจักร กรณีทใี่ ช้งาน 3 ชุด คือชุดส�าหรับดูดซับหนึง่ ชุด ส�าหรับหล่อเย็นหนึ่งชุดและส�าหรับฟนสภาพหนึ่งชุด อากาศที่ผ่านชุดดูดซับ (ที่ ยั ง ไม่ ถึ ง จุ ด breakthrough) ถื อ ว่ า เป็ น อากาศที่ แ ยกเอาไอสารเคมี อ อก แล้วจะผ่านไปยังชุดฟนสภาพ (ที่ยังคงร้อนและอิ่มตัวด้วยไอน�้า) เพื่อท�าให้แห้ง และเย็นตัวลงในล�าดับต่อมา ปกติถังดูดซับมีขนาดสูงสุดแปรตามความดันลดคร่อมผ่านถัง ความลึกถัง ถูกควบคุมโดยการสึกกร่อนของสารดูดซับเนือ่ งจากความเร็วของกาซและความดัน ความเร็ ว ก า ซสู ง สุ ด ถู ก จ� า กั ด ที่ 100 ฟุ ต ต่ อ นาที ซึ่ ง จะท� า ให้ เ กิ ด ความดั น ลด ประมาณ 18 - 20 นิ้วน�้า เมื่อใช้ activated carbon 4x10 Mesh จะมีความดันตก คร่อมประมาณ 6 นิ้วน�้าต่อฟุตของความลึกถัง ระบบดูดซับแบบไมมีการนํากลับมาใชใหม ในระบบทีม่ คี วามเข้มข้นของไอสารอินทรียต์ า�่ เช่นในกรณีของกลิน่ ทางเลือก ที่จะไม่ต้องมีระบบฟนสภาพชั้นของสารดูดซับ คือการเตรียมชั้นดูดซับให้เพียงพอ

48


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

กับการใช้งานในช่วงเวลานานๆ เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือน และใช้วธิ เี ปลีย่ นชัน้ ดูดซับ ชุดใหม่เข้าแทนที่ ในกรณีนี้มักมีข้อตกลงกับผู้ขายชั้นดูดซับที่จะต้องน�าเอาชั้น สารดูดซับที่ใช้แล้วไปบ�าบัดด้วย Carbon adsorption แบบนี้มีการออกแบบเพื่อใช้งานในหลายรูปแบบ เช่น อัดเป็นรูปทรงกระบอก (canister) แบบแผ่น (panel) หรือแบบแผ่นพับ (pleated) และเมื่อน�าไปใช้จะมีการจัดเรียงซ้อนในแนวนอน ท�าให้ความดันลดในชั้นของ แผ่นดูดซับน้อยลง และท�าให้สามารถใช้ความเร็วของอากาศผ่านแผ่นกรองได้ สูงขึ้น

รูปที่ 24 การบ�าบัดกลิ่น VOCs วิธี Adsorption แบบมีการน�ากลับมาใช้ใหม่ 3) การบําบัดกลิ่น VOCs ดวยวิธีระบบการดูดกลืน (Absorption) การดูดกลืนเป็นวิธที ใี่ ช้กนั อย่างแพร่หลายในการบ�าบัดกาซ โดยเป็นการ ท�าให้กาซเปลี่ยนรูปไปปรากฏอยู่ในของเหลว การดูดกลืนกาซด้วยของเหลวจะ เกิดขึน้ เมือ่ มีปริมาณสารในของเหลวน้อยกว่าปริมาณทีท่ า� ให้เกิดสมดุลความเข้มข้น ของกาซ ความแตกต่างระหว่างความเข้มข้นจริงกับความเข้มข้นสมดุลท�าให้เกิดแรง ขับเคลื่อนของการดูดกลืน อัตราการดูดกลืนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางกายภาพของ กาซและของเหลว (เช่น การแพร่กระจาย ความเร็ว ความหนาแน่น เป็นต้น) และ

49


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

สภาวะของการดูดกลืน (เช่น อุณหภูม ิ อัตราการไหลของกาซและของเหลว) กล่าวคือ เมื่ออุณหภูมิต�่าลง พื้นผิวสัมผัสมากขึ้น สัดส่วนระหว่างปริมาณของเหลวต่อกาซ สูงขึ้น ความเข้มข้นของกระแสกาซมากขึ้นการดูดกลืนจะเกิดได้ดีขึ้น การดูดกลืนเกิดขึ้นได้ทั้งแบบกายภาพและแบบเคมี การดูดกลืนแบบ กายภาพเกิดขึน้ เมือ่ กาซทีถ่ กู ดูดกลืนละลายอยูใ่ นตัวท�าละลาย และหากเกิดปฏิกริ ยิ า ระหว่างกาซที่ถูกดูดกลืนกับตัวท�าละลาย นั่นคือเกิดการดูดกลืนแบบเคมี ถ้ากาซ ทีป่ นเปอ นนัน้ ละลายในของเหลวได้ด ี การบ�าบัดด้วยวิธกี ารดูดกลืนจะมีประสิทธิภาพ สูง และส�าหรับกาซปนเปอ นทีล่ ะลายไม่ดใี นตัวท�าละลาย บางครัง้ อาจต้องมีการเพิม่ สารเคมีเข้าไปในระบบเพื่อเพิ่มความสามารถในการละลายของกาซที่ปนเปอนนั้น สารเคมีเหล่านัน้ อาจช่วยให้กา ซปนเปอ นละลายได้มากขึน้ หรือสารเหล่านัน้ อาจเกิด ปฏิกิริยากับกาซปนเปอนดังนั้นการเลือกคุณสมบัติของของเหลวที่ใช้ดูดกลืน ควรพิจารณาถึงประสิทธิภาพทีต่ อ้ งการและราคาของสารเคมี ซึง่ โดยทัว่ ไปมักใช้นา�้ เนื่องจากกาซที่ปนเปอนสามารถละลายในน�้าได้ อีกทั้งน�้ายังสามารถหาได้ง่าย และราคาถูก Packed Column เป็นอุปกรณ์พนื้ ฐานทีถ่ กู น�ามาใช้สา� หรับการดูดกลืนกาซ Packed Column จะท�าการกระจายของเหลวที่เป็นตัวดูดกลืนเหนือตัวกลาง (Packing Materials) ที่เป็นตัวท�าให้เกิดพื้นที่ผิวขนาดใหญ่ส�าหรับให้กาซและ ของเหลวสัมผัสกันอย่างต่อเนื่อง กระแสของกาซปนเปอนจะถูกปล่อยเข้ามาทาง ด้านล่างของคอลัมน์และไหลขึ้นสู่ตัวกลาง ส่วนของเหลวที่เป็นตัวดูดกลืนจะถูกน�า เข้าทางด้านบนของตัวกลางโดยวิธกี ารสเปรย์ วิธเี ช่นนีจ้ ะให้ประสิทธิภาพการบ�าบัด ที่ สู ง สุ ด หากท� า การเจื อ จางก า ซปนเป  อ นให้ ม ากที่ สุ ด และให้ ก  า ซนั้ น สั ม ผั ส กั บ ของเหลวที่เป็นตัวดูดกลืนที่สะอาดและให้กระบวนการทั้งหมดเกิดในคอลัมน์ที่มี ความสูงเพียงพอ ปกติระบบการดูดกลืนโดยใช้นา�้ เป็นตัวดูดกลืน ใช้สา� หรับบ�าบัดกาซอนินทรีย์ เมื่อจะน�ามาใช้บ�าบัดไอสารอินทรีย์จะต้องมีการปรับปรุงเนื่องจากไอสารอินทรีย์ มีความสามารถในการละลายน�้าต�่าเช่น การใช้เทคนิคการเติมสารลดแรงตึงผิว ลงในน�้าซึ่งเป็นสารละลาย ท�าให้ไอสารอินทรีย์ละลายลงในน�้าได้บางส่วน

50


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 25 การบ�าบัดกลิ่น VOCs วิธี Absorption แบบ Packed Column 4) การบําบัดกลิ่น VOCs ดวยวิธี Condensation & Recovery ระบบนี้จะใช้ตัวท�าละลายเพื่อควบแน่น แต่สามารถน�าตัวท�าละลาย กลับคืนมาใช้ใหม่ได้ มีประสิทธิภาพการบ�าบัดกลิ่นค่อนข้างสูง แต่ค่าใช้จ่าย จะค่อนข้างสูงไปด้วยและเหมาะกับกาซที่มีความเข้มข้นสูงเท่านั้น

รูปที่ 26 การบ�าบัดกลิ่นVOCs ด้วยวิธี Condensation & Recovery

51


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

5) การบําบัดกลิ่น VOCs ดวยวิธีดวยระบบกรองชีวภาพ (Bio filtration) ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ในหลายพื้นที่ทั่วโลก หลักการคือ อาศัย จุลินทรีย์ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ท�าให้ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยวิธีการนี้ ถูกน�าไปใช้ในการก�าจัดกลิ่น ที่เกิดจากระบบบ�าบัดน�้าเสีย จนกระทั่งการใช้เป็น เทคโนโลยีในการบ�าบัด สารอินทรียร์ ะเหย (VOCs) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ด้วย ส�าหรับตัวกรองชีวภาพจะประกอบด้วย ตัวกลางที่มีรูพรุน ซึ่งอาจเป็นวัสดุที่ เป็นสารประเภทอินทรีย์ ได้แก่ ดิน เปลือกไม้ กากตะกอน น�้าเสีย ขยะอินทรีย์ เป็นต้น โดยจุลินทรีย์จะท�าหน้าที่ในการย่อยสลายสารปนเปอนให้กลายเป็น สารประกอบขนาดเล็ก ได้แก่ กาซคาร์บอนไดออกไซด์ และน�้าระบบบ�าบัดกลิ่น แบบชีวภาพ สามารถใช้ในการบ�าบัดสารได้หลายประเภท ได้แก่ 1. สารประเภท Aliphatic Hydrocarbon ได้แก่ Hexane 2. สารประเภท Aromatic Hydrocarbon ได้แก่ Benzene Toluene Ethybenzene Xylene และ Styrene 3. สารประกอบที่มีออกซิเจน ได้แก่ • กลุ่ม Alcohol เช่น Methanol Ethanol และ Propanol เป็นต้น • กลุ่ม Aldehyde เช่น Formaldehyde Acetaldehyde และ Methyl Isobutyl Ketone เป็นต้น • กลุ่ม Ketones เช่น Acetone และ Methyl Ethyl Ketone เป็นต้น 4. สารประกอบที่มีซัลเฟอร์ ได้แก่ Hydrogen Sulfide และ Methyl Mercaptan เป็นต้น 5. สารประกอบทีม่ ไี นโตรเจน ได้แก่ Ammonia และ Amides เป็นต้น ส�าหรับข้อดีของระบบนี้ คือ ไม่ต้องใช้สารเคมี เป็นเทคโนโลยีที่ไม่เป็นอันตราย และไม่ก่อให้เกิดมลพิษข้างเคียงอื่นๆ และมีค่าใช้จ่ายในการท�างานของระบบต�่า แต่ข้อจ�ากัด คือ ระบบค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสารปนเปอน หากมีสารพิษเข้ามาในระบบมาก ระบบอาจล้มเหลวได้ และใช้ระยะเวลาในช่วงแรก

52


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ก่อนที่จะมีการจ�ากัดกลิ่นนานกว่าระบบอื่น เนื่องจากต้องรอจนมีปริมาณของ จุลินทรีย์อย่างเพียงพอ

รูปที่ 27 การบ�าบัดกลิน่ VOCs ด้วยวิธดี ว้ ยระบบกรองชีวภาพ (Biofiltration) 6) มานนํ้า ติดตั้งบริเวณห้องพ่นสี หลักการท�างานคือ ม่านน�้าไหลผ่านแผ่นโลหะ ห่างจากจุดพ่นสีประมาณ 0.5 - 1 เมตร ละอองสีที่มี����้าหนักและความเร็วจะกระทบ แผ่นเหล็กทีม่ นี า�้ ไหลผ่านและถูกจับไว้ดว้ ยน�า้ บริเวณด้านล่างของแผ่นเหล็กจะเป็น ช่องเปดซึ่งอากาศจะถูกดูดผ่านช่องนี้ และน�้าที่ผ่านจากแผ่นเหล็กจะไหลผ่าน ช่องเปด ท�าให้มีลักษณะเป็นม่านน�้าท�าให้สารอินทรีย์ระเหย บางส่วนที่มีลักษณะ เป็นอนุภาคที่ปนอยู่ในอากาศเมื่อผ่านม่านน�้านี้จะถูกจับโดยน�้า ส่วนอากาศจะผ่าน ไปยังปล่องระบายโดยพัดลมดูดอากาศ ข้อเสียของระบบนี้คือจะมีน�้าเสียเกิดขึ้น ปริมาณมาก

53


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

รูปที่ 28 ระบบม่านน�้า

54


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

บทที่ 4

มลพิษทำงน�้ำและกำรจัดกำร 4.1 มลพิษทางน�้า

น�้าเสียที่เกิดขึ้นในสถานประกอบการพ่นสีรถยนต์เกิดจากกระบวนการ ด�าเนินงาน เช่น การขัดชิ้นงาน (ขัดเปยก) ระบบบ�าบัดมลพิษอากาศดังที่กล่าว ในข้างต้น การล้างท�าความสะอาดชิน้ งาน รวมถึงการล้างรถและการท�าความสะอาด สถานประกอบการ

4.2 การก�าจัดมลพิษทางน�้า

น�้าเสียที่เกิดจากกระบวนการบ�าบัดมลพิษอากาศในสถานประกอบการ อู่พ่นสี ไม่มีความสกปรกมากนัก มีเพียงเศษสี และอนุภาคของสารอินทรีย์ระเหย อย่างไรก็ตามสถานประกอบการควรมีการบ�าบัดน�้าเสียเบื้องต้นก่อนปล่อยทิ้ง สู่ท่อระบายน�้าสาธารณะ วิธีการบ�าบัดที่เหมาะสมและง่าย ขั้นตอนการบ�าบัด น�้าเสียที่เหมาะสมส�าหรับสถานประกอบการพ่นสีรถยนต์โดยทั่วไปมีรูปแบบดังนี้ น�้าเสีย

ตะแกรงดักขยะ

บ่อดักไขมัน

บ่อบ�าบัด ทางเคมี

น�้าผ่านการบ�าบัด

ถังดักตะกอน

บ่อบ�าบัด ทางชีวภาพ

รูปที่ 29 ขั้นตอนการบ�าบัดน�้าเสียจากสถานประกอบการพ่นสีรถยนต์

55


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

การดักดวยตะแกรง (Screening)

การดักขยะ เศษกิ่งไม้ หรือเศษวัสดุต่างๆ จะเป็นขั้นตอนแรกในการ บ�าบัดน�า้ เสีย วัตถุประสงค์เพือ่ การก�าจัดขยะทีป่ นเปอ นในน�า้ ก่อนทีจ่ ะท�าการบ�าบัด เป็ น การเพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพในการบ� า บั ด น�้ า เสี ย ตะแกรงมี 2 ประเภท คื อ ตะแกรงหยาบ และตะแกรงละเอียด

รูปที่ 30 ตะแกรงดักขยะ

บอดักไขมัน

บ่อดักไขมัน หรือถังดักไขมันท�าหน้าที่ในการแยกน�้ามันออกจากน�้าทิ้ง ซึ่งเป็นส่วนที่ก�าจัดได้ยากและอาจท�าให้ประสิทธิภาพในการบ�าบัดน�้าเสียลดลง โดยทั่วไปมักออกแบบเป็นถังสี่เหลี่ยมหรือบ่อเล็กๆ ทางออกของถังดักไขมัน อยู่ใต้น�้าในระดับต�่ากว่าชั้นของไขมัน ก่อให้เกิดการลอยตัวของน�้ามันหรือไขมัน

56


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

สู่ผิวน�้า ไขมันจะสะสมอยู่ในถังสามารถท�าการตักออกไปทิ้งได้ น�้าเสียที่มีน�้ามัน น้อยลงซึ่งอยู่ใต้ชั้นของไขมันก็จะไหลออกไปจากถังดักไขมันด้วยท่อรูปตัวที ประสิทธิภาพของถังดักไขมันจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน�้าเสีย ปริมาณ ของแข็งในน�้าเสีย ทางน�้าเข้า และออกของถังดักไขมัน ระยะเวลาเก็บกักน�้าเสีย การควบคุมการท�างาน และการบ�ารุงรักษา น�้าเสียที่มีปริมาณของแข็งมากๆ จะขัดขวางการลอยตัวของไขมัน และท�าให้เกิดการสะสมของกากตะกอนในถังดัก ไขมันมากขึ้น ซึ่งท�าให้ต้องท�าการก�าจัดหรือสูบกากตะกอนบ่อยครั้ง ความแรง ของน�า้ เสียทีไ่ หลเข้าสูต่ วั ถังจะรบกวนการลอยตัวของไขมัน ระยะเวลาเก็บกักน�า้ เสีย ในถังจะต้องเพียงพอให้ไขมันลอยตัว

รูปที่ 31 ถังดักไขมัน

57


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

บทที่ 5

ของเสียอันตรำยและกำรจัดกำร 5.1 ของเสียอันตราย

ค�านิยามของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึง่ ใช้ในการควบคุมเฉพาะปญหามลพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรมตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที ่ 25 (พ.ศ.2531) ว่าไว้ว่า ของเสี ย อั น ตราย เป็ น วั ส ดุ ที่ ไ ม่ ไ ด้ ใช้ แ ล้ ว ที่ มี คุ ณ สมบั ติ เ ป็ น สารไวไฟ กัดกร่อน เกิดปฏิกิริยาได้ง่าย มีสารพิษปะปน หรือมีตัวท�าละลาย เสื่อมคุณภาพ ตามรายชื่อที่ระบุไว้ หรือกากตะกอนที่เกิดจากการผลิต หรือเกิดจากระบบบ�าบัด น�้าเสีย จากกิจกรรมตามรายชื่อที่ระบุ ได้แก่ • กากตะกอนจากการละลายเกลือ และกากตะกอนจากโรงผลิตโซดาไฟ ด้วยวิธีใช้เซลล์ปรอท • กากวัตถุมีพิษ และกากตะกอนจากโรงงานผลิตและบรรจุยาฆ่าแมลง • ฝุ  น จากระบบก� า จั ด ตะกั่ ว ในอากาศ และกากตะกอนจากโรงงาน หลอมตะกั่ว • ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เสื่อมหรือไม่ได้คุณภาพ • น�า้ ยาเคมีจากถังชุบโลหะ กากทีเ่ หลือจากการชุบโลหะ รวมทัง้ กากตะกอน จากโรงงานชุบโลหะ • ของเสียจากโรงงานผลิตวัตถุระเบิด • ปลายขัว้ หลอดทีผ่ ลิตไม่ได้คณ ุ ภาพทีป่ นเปอ นสารปรอท จากโรงงานผลิต หลอดฟลูออเรสเซนต์

58


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

• ถ่านไฟฉายที่ผลิตไม่ได้คุณภาพ ฝุนจากระบบก�าจัดอากาศ กากตะกอน จากโรงงานผลิตถ่านไฟฉาย • กากสีจากห้องพ่นสีของโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับรถยนต์และ จักรยานยนต์ ของเสียที่เกิดจากสถานประกอบการพ่นสีรถยนต์ หากไม่มีการจัดการ ทีถ่ กู ต้องย่อมก่อให้เกิดมลพิษและส่งผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม จึงจ�าเป็นต้องมีระบบ การจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม อีกทั้งยังต้องถูกต้องตามกฎหมายด้วย โดย ของเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากสถานประกอบการพ่นสีรถยนต์มีรายละเอียดดังนี้ • น�้ามันใช้แล้ว เช่น น�้ามันเบนซิน น�้ามันเครื่อง น�้ามันเบรก น�้ามันหล่อลื่น • น�้ายาหรือสารเคมีต่างๆ เช่น น�้ายาหม้อน�้า สารละลายกรด เป็นต้น • ภาชนะหรือกระปองบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่ปนเปอนน�้ามัน เศษกระดาษ ปนเปอน • อะไหล่และชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ไส้กรองน�้ามัน ผ้าเบรก แบตเตอรี่ เป็นต้น

5.2 วิธีการจัดการของเสียอันตราย

1) การคัดแยกตามลักษณะและคุณสมบัติ เป็นวิธีลดปริมาณของเสียอันตรายโดยการจัดประเภทและแยกของเสีย ไม่ อั น ตรายออกจากของเสี ย อั น ตรายตามลั ก ษณะคุ ณ สมบั ติ ข องของเสี ย แต่ละประเภท เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการบ�าบัดหรือก�าจัดของเสียอันตราย 2) การเก็บและสถานที่เก็บ - ภาชนะที่เป็นถัง ที่ทนสภาพกรด-ด่างได้ - ภาชนะที่ปดมิดชิดได้ - สามารถล�าเลียงภาชนะด้วยรถยก หรือขนถ่ายด้วยวิธีสูบออก - มีการแยกกากของเสียเป็นส่วนๆ ในโรงเก็บ - ท�าปายบอกชื่อตามช่องต่างๆ และปายบอกสิ่งห้ามในโรงเก็บ

59


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

- มีการแยกโรงเก็บสารที่เกิดปฏิกิริยาได้ง่าย สารไวไฟสารระเบิด - สถานที่ เ ก็ บ ควรมี อุ ป กรณ์ ป  อ งกั น พิ ษ เครื่ อ งดั บ เพลิ ง สั ญ ญาณ แจ้งเหตุ 3) การเก็บรวบรวม ต้องค�านึงถึง - ประเภทและขนาดของภาชนะรองรับ - สถานที่ตั้งภาชนะรองรับ - สภาพน่าดูน่าชมและปญหาทางด้านสาธารณสุข 4) การใช้ซ�้า หรือ การน�ากลับมาใช้ใหม่ เป็นวิธกี ารการน�าวัสดุดบิ ทีไ่ ม่ได้มาตรฐานกลับมาใช้ใหม่ เพือ่ ลดปริมาณ กากของเสียโดยเฉพาะกากของเสียอันตราย

60


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

บทที่ 6

มำตรฐำนกำรปลอยมลพิษ 6.1 มาตรฐานการปล่อยสารอินทรียระเหย

มาตรฐานหรือกฎหมายการปล่อยสารอินทรีย์ระเหย มีวัตถุประสงค์เพื่อ ควบคุมการระบายและการรั่วไหลของสารอินทรีย์ระเหยจากสถานประกอบการ ซึ่งแต่ละประเทศมีรูปแบบของค่ามาตรฐานและค่ามาตรฐานดังนี้ 1) รูปแบบของคามาตรฐาน รูปแบบของการก�าหนดค่ามาตรฐานสามารถสรุปได้ 3 รูปแบบ คือ 1) การก� า หนดค่ า สู ง สุ ด ของสารอิ น ทรี ย ์ ร ะเหยในสารเคลื อ บผิ ว (Maximum VOC Content in Coatings) ประเทศที่ ก� า หนดรู ป แบบนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา (U.S. EPA) และแคนาดา 2) การก�าหนดเป็นค่าความเข้มข้นทีป่ ล่อง ประเทศทีก่ า� หนดรูปแบบนี้ เช่น ไต้หวัน และญี่ปุน 3) การก� า หนดอั ต ราการระบายก า ซที่ ป ล่ อ ง ประเทศที่ ก� า หนด รูปแบบนี้ คือ ญี่ปุน โดยที่อัตราการระบายที่ยอมให้ปล่อยนี้จะขึ้นอยู่กับความสูง ของปล่องที่ปรับแก้แล้ว (Corrected Height of Stack) และค่าความเข้มข้นสูงสุด ที่อนุญาตให้มีได้ที่บริเวณริมรั้วของสถานประกอบการ 2) คามาตรฐาน ค่ามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการก�าหนด โดยใช้ค่าความเข้มข้นของ สารอินทรีย์ระเหยที่ต�าแหน่งต่างๆ ของโรงงานแสดงดังตาราง

61


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

หมายเหตุ : 1 = Benzene ค่า Threshold ของกลิ่น = 2 = Toluene ค่า Threshold ของกลิ่น = 3 = Xylene ค่า Threshold ของกลิ่น = 4 = n-Butyl Acetate ค่า Threshold ของกลิ่น = 5 = Ethyl Acetate ค่า Threshold ของกลิ่น = 6 = Ethylbenzene = A = 1,000 ≤ Flow Rate < 3,000 m3/hr B = Flow Rate ≥3,000 m3/hr

62

4.68 ppm 0.17 ppm 0.05 ppm 10 ppm 1 ppm 140 ppm


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

บทที่ 7

หลักเกณฑที่ดีในกำรประกอบ กิจกำรที่เปนอันตรำยตอสุขภำพ ประเภท กำรตอ กำรประกอบ กำรเคำะ กำรปะผุ กำรพนสี กำรพนสำรกันสนิมยำนยนต

ามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2544 ได้ก�าหนดให้ “การต่อ การประกอบ การเคาะ การปะผุ การพ่น สี การพ่นสารกันสนิมยานยนต์” เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตาม มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 นั้น เนื่องจากสถานประกอบ กิจการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบหรือก่อปญหาต่อประชาชน ด้านต่างๆ เช่น ปญหา เหตุรา� คาญเรือ่ ง กลิน่ เสียงดัง และน�า้ เสีย เป็นต้น ดังนัน้ กองสุขาภิบาลสิง่ แวดล้อม จึงเสนอหลักเกณฑ์ที่ดีในการประกอบกิจการ การต่อ การประกอบ การเคาะ การปะผุ การพ่นสี การพ่นสารกันสนิมยานยนต์ เพื่อเป็นแนวทางการด�าเนินงาน ของเจ้าหน้าที่

63


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

หมวด 1 นิยามศัพท “สถานประกอบกิจการ” หมายความว่า สถานที่ที่ใช้ในการประกอบกิจการ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็น อันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2544 ประเภท การต่อ การประกอบ การเคาะ การปะผุ การพ่นสี การพ่นสารกันสนิมยานยนต์ “สถานประกอบกิจการ การต่อ การประกอบ การเคาะ การปะผุ การพ่นสี การพ่ น สารกั น สนิ ม ยานยนต์ ” หมายถึ ง สถานประกอบกิ จ การที่ มี ก ารต่ อ การประกอบ การเคาะ การปะผุ การพ่นสี การพ่นสารกันสนิมยานยนต์ทั้งหมด หรือที่มีการด�าเนินการเพียงบางส่วน

หมวด 2 สถานที่ตั้งและอาคารของสถานประกอบกิจการ ข้อ 1 สถานประกอบกิ จ การต้ อ งตั้ ง อยู ่ ห ่ า งจากวั ด โบราณสถาน สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานเลีย้ งเด็ก หรือสถานดูแลผูส้ งู อายุ หรือผูป้ ว ยพักฟน หรือผู้พิการ เป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 100 เมตร เว้นแต่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อสุขภาพและปญหาเหตุร�าคาญต่อชุมชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ข้อ 2 สถานประกอบกิจการต้องตัง้ อยูบ่ ริเวณทีไ่ ม่มนี า�้ ท่วมขัง และอยูห่ า่ ง จากแหล่งน�้าสาธารณะไม่น้อยกว่า 30 เมตร ข้อ 3 อาคารสถานประกอบกิจการต้องมีความมั่นคงแข็งแรงและประกอบ ด้วยวัสดุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ พื้นอาคารต้องท�าด้วยคอนกรีตหรือวัสดุอื่นใดที่ถาวร ทนไฟ เรียบ ท�าความสะอาดง่าย ข้อ 4 มีการแบ่งพื้นที่ด�าเนินกิจการแต่ละส่วนอย่างเป็นสัดส่วน ข้อ 5 มีประตูหรือทางเข้า-ออก ที่มีความกว้างเพียงพอกับการเข้า-ออก ของยานยนต์ และการเคลื่อนย้ายในกรณีฉุกเฉิน ข้อ 6 มีช่องระบายอากาศไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่อาคาร

64


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ข้อ 7 มีการท�าความสะอาด และบ�ารุงรักษาอาคารสถานประกอบกิจการ รวมทั้งพื้นที่ใช้สอยอื่นเป็นประจ�า

หมวด 3 สุขลักษณะเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช และอุปกรณ ข้อ 8 เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ รวมถึงสวิตช์และสาย ไฟต่าง ๆ ต้องมีจัดเก็บอย่างเป็นสัดส่วน เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัยและต้อง ได้รับการตรวจตรา ท�าความสะอาดซ่อมแซม และบ�ารุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี ถ้าพบการช�ารุดต้องด�าเนินการซ่อมแซม และแก้ไข พร้อมทั้งมีปายหรือสัญญาณ เตือนกรณีเครื่องจักรช�ารุดหรือขัดข้อง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อคนงาน ข้อ 9 เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่เปลือกนอกเป็นโลหะ จะต้องติดตั้งสายดิน และมีระบบปองกันอันตรายจากไฟรั่ว ข้อ 10 การเดินสายไฟ ต้องเดินสายไฟให้เรียบร้อยหรือเดินในท่อร้อยสาย เว้นแต่ใช้สายไฟที่เป็นชนิดที่มีฉนวนหุ้มพิเศษ

หมวด 4 ขอปฏิบัติของผูประกอบกิจการ ข้อ 11 จั ด ให้ มี ก ารตรวจวั ด คุ ณ ภาพอากาศ เพื่ อ ทดสอบประสิ ท ธิ ภ าพ ของระบบบ�าบัดมลพิษอากาศ แล้วจัดท�าสถิตไิ ว้เสนอข้อมูลต่อเจ้าพนักงานท้องถิน่ เพื่อประกอบการพิจารณาขอและต่อใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ข้อ 12 จัดให้มีมาตรการความปลอดภัยในการท�างานและปฏิบัติให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ข้อ 13 จั ด ให้ มี ร ะบบสั ญ ญาณเตื อ นเพลิ ง ไหม้ แ ละเครื่ อ งดั บ เพลิ ง ตาม กฎหมายว่าด้วยการคุม้ ครองแรงงาน และกฎหมายอืน่ ทีเ่ กีย่ วข้อง ทัง้ นีจ้ ะต้องมีการ บันทึกการบ�ารุงรักษาเครื่องดับเพลิงอย่างน้อย 6 เดือน/ครั้ง รวมทั้งมีแผนปองกัน และระงับอัคคีภัย

65


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ข้อ 14 จัดให้มีสถานที่จัดเก็บอุปกรณ์อะไหล่ที่ใช้ในการประกอบกิจการ ให้เป็นสัดส่วน และมีความเป็นระเบียบ แยกออกจากพื้นที่อื่นๆ ข้อ 15 บริเวณท�างานต้องมีความเข้มแสงสว่างเพียงพอตามความละเอียด ของงาน ข้อ 16 จัดให้มีห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะและเพียงพอกับจ�านวนคนงาน ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 17 จัดให้มกี ารตรวจสุขภาพคนงานเป็นประจ�าทุกปตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน เรื่องการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง ข้อ 18 จัดให้มนี า�้ ดืม่ ทีไ่ ด้คณ ุ ภาพตามมาตรฐานน�า้ ดืม่ ทีท่ างราชการก�าหนด ส�าหรับบริการผู้ปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ และต้องตั้งอยู่ในบริเวณที่แยกออกจาก บริเวณประกอบการ โดยลักษณะการจัดบริการน�า้ ดืม่ ต้องไม่กอ่ ให้เกิดความสกปรก หรือการปนเปอน ข้อ 19 จัดให้มนี า�้ ใช้ในสถานประกอบกิจการ ทีเ่ ป็นน�า้ ทีส่ ะอาดและมีปริมาณ เพียงพอส�าหรับการใช้���นแต่ละวัน

หมวด 5 การจัดการสารเคมีและวัตถุอันตราย ข้อ 20 มีสถานที่จัดเก็บสารเคมีที่ใช้ในการประกอบกิจการ ที่มีความมั่นคง แข็งแรง แยกออกจากพื้นที่อื่นๆ โดยต้องจัดให้มีปายแสดงชนิด ประเภทของสาร เคมีแต่ละชนิดไว้อย่างชัดเจน จัดให้มบี ญ ั ชีรายชือ่ และเอกสารข้อมูลความปลอดภัย ข้อ 21 มีสถานที่ที่ปลอดภัยส�าหรับเก็บรักษาวัตถุอันตราย และต้องมีปาย แสดงสถานทีเ่ ก็บวัตถุอนั ตราย พร้อมทัง้ ปายห้ามสูบบุหรี ่ และห้ามท�าให้เกิดประกาย ไฟ และห้ามรับประทานอาหารบริเวณที่เก็บวัตถุอันตราย ตามกฎหมายว่าด้วย วัตถุอันตราย และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ข้อ 22 มีทอี่ าบน�า้ ฉุกเฉิน ทีล่ า้ งตาฉุกเฉินส�าหรับคนงาน ซึง่ อาจเปรอะเปอ น จากสารเคมี วัตถุอันตราย หรือสิ่งอื่นใดอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ข้อ 23 คนงานต้องได้รับการอบรมในเรื่องเกี่ยวกับสุขอนามัย การจัดการ

66


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

สารเคมีและวัตถุอันตราย ความปลอดภัยในการท�างานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ความปลอดภัยในการท�างานเกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และอุปกรณ์ ปองกันอันตรายส่วนบุคคล ข้อ 24 มีอุปกรณ์ปองกันอันตรายส่วนบุคคลให้เหมาะสมตามลักษณะงาน เช่น งานเชื่อม ต้องมีแว่นตากรองแสง งานพ่นสี ต้องมีหน้ากากปองกันสารเคมี ผ้าปดจมูก ชุดปองกันสารเคมี และงานเคาะ ต้องมีที่อุดหูหรือที่ครอบหู เป็นต้น และมีมาตรการให้คนงานต้องสวมอุปกรณ์ปองกันอันตรายส่วนบุคคลดังกล่าว ในการปฏิบัติงาน

หมวด 6 การจัดการมลพิษและเหตุรําคาญจากการประกอบกิจการ ข้อ 25 ห้องพ่นสี อบสี และผสมสียานยนต์ ต้องจัดให้มีระบบระบายอากาศ และระบบมลพิษที่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการก�าจัดสารเคมี ฝุนละออง และ ผู้ประกอบกิจการจะต้องด�าเนินการควบคุม ปองกันมิให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ของคนงานและเกิดผลกระทบจนเป็นเหตุร�าคาญแก่ผู้อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียง พร้อมทัง้ มีมาตรการในการควบคุมให้คนงานเปดระบบระบายอากาศและระบบก�าจัด อากาศขณะปฏิบัติงานทุกครั้ง ข้อ 26 ห้ามท�าการพ่นสียานยนต์นอกห้องพ่นสีโดยเด็ดขาด ข้อ 27 กรณีที่ระบบบ�าบัดอากาศเป็นแบบการใช้วัสดุดูดซับกลิ่นหรือสาร อินทรีย์ระเหยง่าย ให้ด�าเนินการตรวจตราวัสดุดูดซับกลิ่น หรือวัสดุกรองฝุนละออง สีในห้องพ่นสีเป็นประจ�า พร้อมทั้งให้มีการบันทึกผลการตรวจตราและการเปลี่ยน วัสดุ หากพบการอุดตันของวัสดุดูดซับกลิ่นหรือวัสดุกรองฝุนละอองสี ให้ท�าการ เปลี่ยนทันที ข้อ 28 ต้องจัดให้มีบริเวณหรือห้องส�าหรับท�าการเคาะ ขัดยานยนต์ ที่แยก ออกจากพื้นที่ด�าเนินการอื่นๆ โดยต้องมีการจัดมาตรการการควบคุมเสียงดัง เช่น การใช้วัสดุดูดซับเสียง ผนังกั้นเสียงหรือประกอบการในบริเวณที่ไม่เกิดผลกระทบ ต่อประชาชน

67


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

หมวด 7 การจัดการมูลฝอย สิ่งปฏิกูล และของเสียอันตราย ข้อ 29 พื้นอาคารมีความลาดเอียงที่เหมาะสมส�าหรับการระบายน�้าทิ้ง หรือน�้าเสียจากการใช้ในสถานประกอบกิจการ โดยต้องไม่มีน�้าท่วมขัง ข้อ 30 ต้องจัดให้มีรางหรือท่อระบายน�้า บ่อพักที่มีขนาดเพียงพอโดยต้อง จัดท�าบ่อดักไขมันทีม่ ขี นาดเพียงพอ และในกรณีทมี่ นี า�้ เสียจากการประกอบกิจการ ในปริมาณมาก สถานประกอบกิจการต้องมีระบบบ�าบัดน�้าเสียที่มีประสิทธิภาพ สามารถบ�าบัดน�า้ เสียให้ได้ตามมาตรฐานน�า้ ทิง้ ของกระทรวงอุตสาหกรรม และต้อง ดูแลทางระบายน�้าไม่ให้อุดตัน ข้อ 31 สถานประกอบกิจการต้องมีการเก็บ รวบรวม หรือก�าจัดมูลฝอย ที่ถูกสุขลักษณะ ดังนี้ (1) มีภาชนะบรรจุหรือภาชนะรองรับที่เหมาะสมและเพียงพอกับ ปริมาณและประเภทมูลฝอย รวมทัง้ มีการท�าความสะอาดภาชนะบรรจุ หรือภาชนะ รองรับ และบริเวณที่เก็บภาชนะนั้นอยู่เสมอ (2) มูลฝอย หรือของเสียอันตราย ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องด�าเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

หมวด 8 การปองกัน ควบคุมสัตวและแมลงนําโรค ข้อ 32 ต้องควบคุมปองกันสัตว์และแมลงพาหะน�าโรคในสถานประกอบ กิจการ เช่น หนู แมลงวัน แมลงสาบ เป็นต้น ทีอ่ าจเป็นแหล่งเพาะพันธ์เุ ชือ้ โรค หรือ อาจก่อให้เกิดความเสีย่ งในการแพร่กระจายของเชือ้ โรคติดต่อ หรือก่อเหตุเดือดร้อน ร�าคาญต่อผู้อาศัยในบริเวณใกล้เคียง

68


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

บทที่ 8

กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติ ฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) เรื่อง ก�าหนดมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย ในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ป __________________ อาศัยอ�านาจตามความในมาตรา 32 (4) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติ ออกประกาศก�าหนดมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds) ในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ป ไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 มาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ป แต่ละชนิดให้เป็นไปดังต่อไปนี้ (1) เบนซีน (Benzene) ต้องไม่เกิน 1.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (2) ไวนิลคลอไรด์ (Vinyl Chloride) ต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (3) 1,2-ไดคลอโรอี เ ทน (1,2-Dichloroethane) ต้ อ งไม่ เ กิ น 0.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (4) ไตรคลอโรเอทธิ ลี น (Trichloroethylene) ต้ อ งไม่ เ กิ น 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

69


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

(5) ไดคลอโรมีเทน (Dichloromethane) ต้องไม่เกิน 22 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (6) 1,2-ไดคลอโรโพรเพน (1,2-Dichloropropane) ต้องไม่เกิน 4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (7) เตตระคลอโรเอทธิลีน (Tetrachloroethylene) ต้องไม่เกิน 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (8) คลอโรฟอร์ม (Chloroform) ต้องไม่เกิน 0.43 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (9) 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene) ต้องไม่เกิน 0.33 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร การหาค่ า สารอิ น ทรี ย ์ ร ะเหยง่ า ยในบรรยากาศโดยทั่ ว ไปในเวลา 1 ป แต่ละชนิด ให้นา� ผลการตรวจวิเคราะห์ตวั อย่างอากาศแบบต่อเนือ่ งตลอด 24 ชัว่ โมง ของทุกๆ เดือน (อย่างน้อยเดือนละหนึง่ ครัง้ ) มาหาค่ามัชฌิมเลขคณิต (Arithmetic Mean) ในกรณีตัวอย่างอากาศที่เก็บมาตรวจวิเคราะห์ตามวรรคสองไม่สามารถ ตรวจวิเคราะห์ได้ให้เก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เก็บ ตัวอย่างที่ไม่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ ข้อ 2 การค�านวณค่าสารอินทรียร์ ะเหยง่ายในบรรยากาศโดยทัว่ ไปในเวลา 1 ปแต่ละชนิดตามข้อ 1 ให้คา� นวณผลทีค่ วามดัน 1 บรรยากาศ หรือที ่ 760 มิลลิเมตร ปรอท และที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ข้อ 3 วิธีการเก็บตัวอย่าง การตรวจวัดและเครื่องมือตรวจวิเคราะห์หาค่า สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ป ตามข้อ 1 ให้น�าหลักการ และเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้มาปรับใช้ เว้นแต่ประกาศนี้จะก�าหนดไว้ เป็นอย่างอื่น

70


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

(1) US EPA Compendium Method TO-14A “Determination of Volatile Organic Compounds (VOCs) in ambient air using specially prepared canisters with subsequent analysis by Gas Chromatography (GC)” ตามที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาก�าหนด หรือ (2) US EPA Compendium Method TO-15 “Determination of Volatile Organic Compounds (VOCs) in air collected in specially prepared canisters and analyzed by Gas Chromatography/Mass Spectrometry (GC/MS)” ตามที่ อ งค์ ก ารพิ ทั ก ษ์ สิ่ ง แวดล้ อ มแห่ ง ประเทศ สหรัฐอเมริกาก�าหนด หรือ (3) วิธกี ารเก็บตัวอย่าง การตรวจวัดและเครือ่ งมือตรวจวิเคราะห์อนื่ ที่กรมควบคุมมลพิษ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ประกาศ ณ วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2550 โฆสิต ปนเปยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

71


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ประกาศกรมควบคุมมลพิษ เรื่อง ก�าหนดค่าเฝาระวังส�าหรับสารอินทรีย์ระเหยง่าย ในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง __________________ โดยที่เป็นการสมควรก�าหนดค่าเฝาระวังส�าหรับสารอินทรีย์ระเหยง่าย ในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง ทั้งสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds) ในบรรยากาศโดยทัว่ ไป ทีเ่ ป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) และสารที่มิได้เป็นสารก่อมะเร็ง (Non - Carcinogen) ซึ่งอาจมีความเข้มข้นสูง ในช่วงเวลา 24 ชัว่ โมง จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ และอาจเป็นอันตรายต่อ สุขภาพอนามัยของประชาชนทีส่ มั ผัสโดยการหายใจเข้าสูร่ า่ งกาย แม้วา่ ปริมาณของ สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศดังกล่าว จะไม่เกินมาตรฐานตามที่ก�าหนดไว้ ในประกาศคณะกรรมการสิง่ แวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที ่ 30 (พ.ศ. 2550) เรือ่ ง ก�าหนด มาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ป ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการก�ากับ ดูแล อ�านวยการประสานงาน ติดตาม และประเมินผลเกี่ยวกับการฟนฟูคุ้มครอง และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ก� า หนดค่ า เฝ า ระวั ง ส� า หรั บ สารอิ น ทรี ย ์ ร ะเหยง่ า ยในบรรยากาศ โดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง ไว้ดังต่อไปนี้ (1) อะซิทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ต้องไม่เกิน 860 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (2) อะโครลีน (Acrolein) ต้องไม่เกิน 0.55 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (3) อะคริโลไนไตร (Acrylonitrile) ต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (4) เบนซีน (Benzene) ต้องไม่เกิน 7.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (5) เบนซิลคลอไรด์ (Benzyl Chloride) ต้องไม่เกิน 12 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร

72


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

(6) 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene) ต้องไม่เกิน 5.3 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (7) โบรโมมีเธน (Bromomethane) ต้องไม่เกิน 190 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (8) คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (Carbon Tetrachloride) ต้องไม่เกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (9) คลอโรฟอร์ม (Chloroform) ต้องไม่เกิน 57 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (10) 1,2-ไดโบรโมมีเธน (1,2-Dibromoethane) ต้องไม่เกิน 370 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (11) 1,4-ไดคลอโรเบนซีน (1,4-Dichlorobenzene) ต้องไม่เกิน 1,100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (12) 1,2-ไดคลอโรอี เ ธน (1,2-Dichloroethane) ต้ อ งไม่ เ กิ น 48 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (13) ไดคลอโรมีเธน (Dichloromethane) ต้องไม่เกิน 210 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (14) 1,2-ไดคลอโรโพรเพน (1,2-Dichloropropane) ต้องไม่เกิน 82 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (15) 1,4-ไดออกเซน (1,4-Dioxane) ต้องไม่เกิน 860 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร (16) เตตระคลอโรเอทธิลีน (Tetrachloroethylene) ต้องไม่เกิน 400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (17) 1,1,2,2-เตตระคลอโรอีเธน (1,1,2,2-Tetrachloroethane) ต้องไม่เกิน 83 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (18) ไตรคลอโรเอทธิลีน (Trichloroethylene) ต้องไม่เกิน 130 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

73


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

(19) ไวนิลคลอไรด์ (Vinyl Chloride) ต้องไม่เกิน 20 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร ข้อ 2 หลักการ ขอบเขต และการค�านวณ วิธีการเก็บตัวอย่างการตรวจวัด และเครือ่ งมือตรวจวิเคราะห์คา่ เฝาระวังส�าหรับสารอินทรียร์ ะเหยง่ายในบรรยากาศ โดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง ปรากฏตามภาคผนวกท้ายประกาศนี้

ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551 สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ

74


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

ภาคผนวก ท้ายประกาศกรมควบคุมมลพิษ เรื่อง ก�าหนดค่าเฝาระวังส�าหรับสารอินทรีย์ระเหยง่าย ในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง __________________ 1. หลั ก การการก� า หนดค่ า เฝ า ระวั ง ส� า หรั บ สารอิ น ทรี ย ์ ร ะเหยง่ า ยใน บรรยากาศโดยทัว่ ไปในเวลา 24 ชัว่ โมง โดยประยุกต์ใช้คา่ Permissible Exposure Limit (PEL) ของ Occupational Safety and Health Administration (OSHA) มีขั้นตอนดังนี้ (1) ปรับค่า PEL ซึ่งก�าหนดภายใต้เงื่อนไขของค่าเฉลี่ยตลอดเวลาการ ท�างานในสภาวะปกติ 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลาทั้งสิ้น 5 วันต่อสัปดาห์ (รวมทั้งสิ้น 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ให้เป็นค่าเฉลี่ยที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับสัมผัสตลอด ระยะเวลาทัง้ วัน (24 ชัว่ โมง) เป็นเวลาทัง้ สิน้ ตลอดสัปดาห์ (7 วัน) หรือคิดเป็นเวลา ทั้งสิ้น 168 ชั่วโมง โดยการหารค่า PEL ด้วย 4.2 (ตัวเลขดังกล่าวได้จาก 168/40) ทั้งนี้ภายใต้สมมติฐานว่าประชาชนทั่วไป และคนงานมีอัตราการหายใจเท่ากัน (2) ปรับค่า PEL ซึ่งก�าหนดภายใต้เงื่อนไขที่คนงานซึ่งเป็นกลุ่มของ ประชากรที่มีสุขภาพแข็งแรงได้รับสัมผัสในช่วงวัยที่เป็นผู้ใหญ่ หากแต่การก�าหนด ค่าเฉลี่ยในสิ่งแวดล้อมต้องค�านึงถึงประชากรทั่วไป และมีโอกาสได้รับสัมผัส ตลอดชีวติ ไม่ใช่เพียงแค่ระยะเวลาในช่วงวัยทีเ่ ป็นผูใ้ หญ่ทที่ า� งานในโรงงานเท่านัน้ ดังนั้นจึงหารค่า PEL ด้วย 10 เพื่อเป็น Safety Factor ในประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้ ค่า Safety Factor ดังกล่าวใช้ภายใต้สมมติฐานว่า กลุม่ ประชากรทัว่ ไปมีความเสีย่ ง ต่อสารมลพิษทางอากาศมากกว่ากลุ่มคนงาน 10 เท่า (3) ปรับค่า PEL จากข้อเท็จจริงที่ว่ากลุ่มประชากรทั่วไปอาจมีระดับ ความเสี่ยงต่อการได้รับสัมผัสสารอินทรีย์ระเหยง่ายแตกต่างกัน ดังนั้นจึงหารค่า PEL ด้วย 10 เพื่อเป็น Safety Factor ในประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้ค่า Safety Factor ดังกล่าวใช้ภายใต้สมมติฐานว่าประชากรกลุ่มอ่อนไหว (Sensitive Population)

75


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

เช่น เด็ก คนชรา และคนปวย จะมีความอ่อนไหว (Sensitive) ต่อสารมลพิษทาง อากาศมากกว่ากลุ่มประชากรทั่วไป 10 เท่า โดยสรุปการก�าหนดค่าเฝาระวังของ สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง ด�าเนินการโดยใช้ สมการดังนี้ ค่าเฝาระวังส�าหรับสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง = PEL ของแต่ละสาร / (4.2 x 10 x 10)

ส� า หรั บ สารอิ น ทรี ย ์ ร ะเหยง่ า ย 9 ชนิ ด ตามที่ ก� า หนดไว้ ใ นประกาศ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) เรื่อง ก�าหนดมาตรฐาน ค่าสารอินทรียร์ ะเหยง่ายในบรรยากาศโดยทัว่ ไปในเวลา 1 ป ให้ใช้หลักการประยุกต์ ค่า PEL ก�าหนดค่าเฝาระวัง แต่ยกเว้นกรณี Chloroform, 1, 2-Dichloroethane, 1, 2-Dichloropropane และ Trichloroethylene ให้เพิ่มค่า Safety Factor อีก 10 ในการค�านวณค่าเฝาระวัง และให้ก�าหนดค่าเฝาระวังส�าหรับ Vinyl Chloride เท่ากับ 2 เท่าของค่ามาตรฐานในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ป 2. ขอบเขต ส�าหรับให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวกับการส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม น�าไปใช้เป็นแนวทางในการก�าหนดค่าเฝาระวัง ส�าหรับส���รอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง ที่จะ ไม่ทา� ให้เกิดผล กระทบต่อคุณภาพสิง่ แวดล้อม หรือภาวะทีเ่ ป็นอันตรายต่อสุขภาพ อนามัยของประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม ค่าเฝาระวังส�าหรับสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดย ทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ใช้เป็นเส้นแบ่งระหว่างความเข้มข้นที่ปลอดภัย และ ความเข้มข้นที่เกิดอันตรายไม่ใช่ข้อบ่งชี้ถึงความเป็นพิษ และให้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่มี ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อจ�ากัด และผลกระทบมลพิษอากาศต่อสุขภาพ โดยควร มีการศึกษาถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากการสัมผัสสารอินทรีย์ระเหยง่ายชนิดนั้นๆ ในรายละเอียดต่อไป

76


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

3. การค�านวณ วิธกี ารเก็บตัวอย่าง การตรวจวัด และเครือ่ งมือตรวจวิเคราะห์ 3.1 การหาค่าเฝาระวังส�าหรับสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดย ทัว่ ไปในเวลา 24 ชัว่ โมง แต่ละชนิด ให้นา� ผลการตรวจวิเคราะห์ตวั อย่างอากาศแบบ ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง มาค�านวณค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ โดยทั่วไปแต่ละชนิด ตามข้อ 1 โดยให้ค�านวณผลที่ความดัน 1 บรรยากาศ หรือที่ 760 มิลลิเมตรปรอท และที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส 3.2 วิธีการเก็บตัวอย่าง การตรวจวัด และเครื่องมือตรวจวิเคราะห์หาค่า เฝาระวังส�าหรับสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง แต่ละชนิด ตามข้อ 1 ให้น�าหลักการและเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ มาปรับใช้ เว้นแต่ประกาศนี้จะก�าหนดไว้เป็นอย่างอื่น (1) US EPA Compendium Method TO-14A “Determination of Volatile Organic Compounds (VOCs) in ambient air using specially prepared canisters with subsequent analysis by Gas Chromatography (GC)” ตามที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศ สหรัฐอเมริกาก�าหนด หรือ (2) US EPA Compendium Method TO-15 “Determination of Volatile Organic Compounds (VOCs) in air collected in specially prepared canisters and analyzed by Gas Chromatography/Mass/Spectrometry (GC/MS)” ตามที่องค์การพิทักษ์ สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาก�าหนด หรือ (3) US EPA Compendium Method TO-11A “Determination of Formaldehyde in ambient air using adsorbent cartridge followed by High Performance Liquid Chromatography (HPLC) (Active sampling method)” ตามทีอ่ งค์การพิทกั ษ์ สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาก�าหนด หรือ (4) วิธีการเก็บตัวอย่าง การตรวจวัด และเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ อื่นที่กรมควบคุมมลพิษประกาศในราชกิจจานุเบกษา

77


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

เอกสำรอ้ำงอิง 1. กรมควบคุมมลพิษ. นโยบายด้านสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds, VOCs) ของประเทศไทย. กรกฎาคม 2550. 2. พิศิษฐ์ วัฒนสมบูรณ์. (2544). หลักมลพิษทางอากาศ. เล่มที่ 1 (500). พิมพ์ครั้งที่ 1. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 3. วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์, นิตยา มหาผล, ธีระ เกรอต. (2536). มลภาวะอากาศ. (1000). พิมพ์ครั้งที่ 3. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 4. พั ฒ นา มู ล พฤกษ์ . (2545). การป อ งกั น และควบคุ ม มลพิ ษ . 1000 เล่ ม . พิมพ์ครั้งที่ 1. บริษัท ซิกม่า ดีไซน์กราฟฟก จ�ากัด. 5. กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม. 2544. รวมกฎหมายออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535. ส�าหรับ “การติดตามตรวจสอบและควบคุมแหล่ง ก�าเนิดมลพิษ”. 6. กรมโรงงานอุตสาหกรรม. 2550. คู่มือการควบคุมและปองกันมลพิษทางอากาศ ส�าหรับอุตสาหกรรมพ่นสีรถยนต์. 7. กรมส่ ง เสริ ม คุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ ม กระทรวงวิ ท ยาศาสตร์ เ ทคโนโลยี แ ละ สิ่งแวดล้อม. 2537. พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง. ห้างหุ้นส่วนจ�ากัด ชวนพิมพ์. 8. ส� า นั ก เทคโนโลยี สิ่ ง แวดล้ อ มโรงงานกรมโรงงานอุ ต สาหกรรม กระทรวง อุตสาหกรรม. 2547. คู่มือเทคโนโลยีการควบคุมมลพิษทางอากาศส�าหรับ อุตสาหกรรมเคลือบผิว. 9. นพภาพร พานิช และคณะ. 2547. ต�าราระบบบ�าบัดมลพิษอากาศ กรมโรงงาน อุตสาหกรรม. ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ

78


คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพ

ประเภทพนสีรถยนต

79


คณะผู้จัดท�ำ ที่ปรึกษา

นางอินจิรา นายประสิทธิ์

นิยมธูร ผู้อำ� นวยการกองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม เหลืองรุ่งเกียรติ หัวหน้ากลุ่มงานสุขาภิบาลโรงงาน และกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

คณะผู้ร่วมจัดท�ำ นางดาราวรรณ นายพันธวัฒน์ นางสาวเพ็ญนภา นางนภาพรรณ นางสาวนิมิน นายประสาร นางสาวสุภาพร นางสาวรัศมิ์ลภัส

บัววัฒนา พิทธยาพิทักษ์ ทองอาจ นาคสวัสดิ์ มูลศรี นาคคง จันทศร อัจฉริยานุกูล

นักวิชาการสุขาภิบาลช�ำนาญการ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ พนักงานช่วยงานด้านสาธารณสุข


มหานครแหงความสุข

คูมือและหลักเกณฑการประกอบกิจการที่เปนอันตรายตอสุขภาพประเภทพนสีรถยนต

กองสุขาภิบาลสิ่งแวดลอม สํานักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท 0 2354 4226 ถึง 30 www.bangkok.go.th/envsanitation www.facebook.com/healthybangkok

คูมือและหลักเกณฑ การประกอบกิจการ ที่เปนอันตรายตอสุขภาพ ประเภทพนสีรถยนต

กสล. 11/11/56


Carpaint manual