Issuu on Google+

คุณยายคนหนึ่งมาขอความช่วยเหลือ แกกําลังทุกข์ใจ เป็นอย่างมากและมีความกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลา พอเวทย์ถามไถ่ถึงสาเหตุก็รู้มาว่า หลานชายของแกกําลัง นอนซมอยู่ในบ้านด้วยโรคท้องร่วง คราวก่อนเขาเคยเป่าเสก น้ํามนต์ให้หลานชายของแกคนนี้ดื่มจนหายจากโรคหวัด มาแล้ว คนแก่จึงเชื่อถือศรัทราในตัวเวทย์มาก ชายหนุ่มในชุดนักศึกษาผูกไทด์บุคลิกดูเป็นคนทันสมัย หากแต่เหน็บกระดานชนวนสําหรับเขียนหนังสือของเขา ใน


มือถือตําราทําจากใบลาน คุณยายเห็นแล้วก็ไม่เข้าใจว่าการ เรียนขั้นอุดมศึกษาสมัยใหม่ทําไมย้อนไปใช้อุปกรณ์การ เรียนของคนสมัยเก่าด้วย เขาไปตรวจดูอาการของคนป่วยซึ่งนอนหน้าซีดเซียว เพราะเสียน้ําในร่างกายไปมาก เวทย์ขอให้คุณยายจัดการ ต้มสมุนไพรยาหม้อโดยที่เขาได้เป่าเสกคาถากํากับลงไป ด้วยเพื่อเสริมฤทธิ์ของยาแล้วขอหม้อดินเผามาอีกใบ นักศึกษาหนุ่มใช้ชอล์กขีดกากบาทลงไปบนหม้อ ขีด วงกลมเป็นรูปตาซ้ายและตาขวา ใช้เชือกร้อยกับขอบหม้อ ดินเผาแล้วจัดการแขวนมันไว้หน้าบ้านของคุณยายทันที คน แก่พยายามนึกว่าแกเคยเห็นของแบบนี้จากที่ไหนมาก่อน เวทย์หันมายิ้มให้ทันทีเมื่อแขวนหม้อดินเผาเสร็จ


“เสร็จแล้วขอรับคุณยาย ‘ขุนพลหม้อตาล’ ใบนี้จะช่วย ป้องกันเหล่าภูตผีปีศาจมาทําร้ายหลานชายของคุณยาย แล้วอย่าลืมให้เขาดื่มยานะขอรับเขาจะได้หายจากโรคโดย ไว” เวทย์ต้องรีบเดินทางไปมหา’ลัยซึ่งเขาต้องโดยสาร รถเมล์ต่อไปอีกหลายทอดกว่าจะถึงที่หมายแต่ก็ยังมีน้ําใจ ช่วยเหลือคน คุณยายวัยแปดสิบกว่าแต่ความจํายังดีแกพึ่งจะนึกออก ว่าสมัยแกยังเป็นเด็ก พวกผู้ใหญ่เคยทําขุนพลหม้อตาลแบบ นี้แขวนไว้หน้าบ้านไว้ป้องกันภูตผีปีศาจตอนที่โรคอหิวาต์ลง พระนคร “คนหนุ่มสมัยนี้ช่างเก่งจริงๆ รู้จักของเก่าของแก่ด้วย ขอให้จําเริญๆ นะพ่อเวทย์”คุณยายอวยพรตามหลัง เวทย์


ยิ้มหน้าบานรีบวิ่งขึ้นรถเมล์ได้ทันก่อนประตูไฮโดรลิคจะปิด เสียอีก ชีวิตในเมืองหลวงนักศึกษาหนุ่มเริ่มชินแล้วทั้งฝนตก รถ ติด ผู้คนอาศัยบนตึกสูงระฟ้าหากแต่น้ําใจของคนกลับต่ําลง ชีวิตที่ต่างฝ่ายต่างอยู่ไม่เกื้อกูลกันเหมือนชาวหิมพานต์ พ่อ ของเขาเคยบอกว่าผู้คนในโลกนี้ยังมีวิถีชีวิตที่ล้าหลังชาวหิม พานต์อยู่ถึงพันปี พาหนะยังใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแค่จะ เดินทางไปดวงจันทร์ยังต้องเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายมหาศาล ในขณะที่ชาวหิมพานต์ใช้พาหนะขับเคลือ่ นด้วยพลังจิต สามารถท่องเที่ยวไปได้ทั่วจักรวาลแต่ละปีค้นพบยังพบ จักรวาลใหม่ๆ อยู่เสมอ


การจราจรอันคับคั่งบนท้องถนน รถเบ๊นซ์คันสุดหรู่ สมรรถนะสูงหากแต่ขยับไปได้แค่เตาคลานเพราะเจอพิษรถ ติด นานิ ลดกระจกไฟฟ้าลงมองตามหลังนักศึกษาหนุ่มคน หนึ่งที่พึ่งกระโจนลงจากรถเมล์อย่างรวดเร็วและวิ่งมุ่งหน้าไป ในทิศของเจดีย์ภูเขาทอง เธอต้องเดินทาง ผ่านทางนี้เป็น ประจําทุกวันเพื่อไปโรงเรียน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเคยเห็น เวทย์มาที่นี่แต่เธอเคยกระทั้งให้คนขับรถขับตามจนเห็นเขา หายเข้าไปในบริเวณวัดสระเกศ หรือว่ามหาวิทยาลัยของเขาอยู่แถวนี้แต่ทําไมต้องเข้า ไปวัดเจดีย์ภูเขาทองทุกวันนะ มันเป็นคําถามที่เธอจะต้องหา คําตอบให้ได้ แฮ่กๆๆ


“แย่แล้ว!..วันนี้แรม 9 ค่ํา เดือน 1 ต้องส่งงานให้ อาจารย์ปู่สกด้วยตั้งแต่คาบเรียนแรกด้วยต้องไปให้ทันให้ ได้”เขาวิ่งอย่างกระหืดกระหอบ เพราะต้องอยู่ช่วยคุณยาย จนเขามาเรียนสายกว่าทุกวัน คะเนจากองศาของดวงตะวันเวลาตอนนี้คือ 08.25 นาทียังเหลือเวลาอีก 5 นาทีจะเริ่มเรียน ชาวหิมพานต์ไม่ พึ่งพานาฬิกาแต่อ่านเวลาอย่างแม่นยําจากดวงดาวบนฟ้า นับวันเดือนเป็นค้างขึ้นค้างแรม เขาต้องหยุดเพราะเจอคนยืนต่อแถวกันยาวเหยียด ขวางทางก่อนเข้าวัด มีรถเข็นขายกล้วยแขกเจ้าอร่อย ขาย อยู่ที่นี่ แม่ค้าตัวอ้วนใหญ่ผิวดําเป็นเมี่ยงยืนทอดกล้วยอยู่ หน้ากระทะจนหน้าเป็นมันเยิ้ม เวลาแกพูดแต่ละทีเสียงดัง เหมือนฟ้าผ่าเวลาสั่งให้ลูกค้ายืนเข้าคิวให้เป็นระเบียบ แก ชื่อน้ําอ้อย หรือที่ใครแอบนิททาว่าพังน้ําอ้อยเพราะหุ่นอ้วน


ใหญ่เหมือนช้าง ข้างๆ ที่นั่งหลบอยูใ่ นร่มตลอดเวลาเป็น ลูกจ้างของแกชื่อน้ําตาล น้ําตาลสาวสวยราวกับนางฟ้านั่งเติมลิปสติกในที่ร่ม หล่อนกลัวแดด กลัวงานหนักทุกชนิดเพราะจะทําให้ผิวเสีย ถูกค้าซื้อกล้วยแขกล้วนเป็นชายหนุ่มที่หวังได้ใกล้ชิดน้ําตาล สาวสวยระดับนางฟ้า ผิวของเธอขาวเหมือนหยวก หล่อนใช้ เวลากับการเติมเสริมแต่งเครื่องสําอางบนใบหน้ามากกว่า การช่วยหยิบจับงานทุกอย่าง ถึงจะน่าลําคาญแต่น้ําอ้อยก็ ได้แต่เหล่ตามองด้วยความฉุ่นเฉียว แกปฏิเสธไม่ได้ว่า น้ําตาลคือตัวเรียกลูกค้าเข้าร้าน จากเดิมแกขายคนเดียวได้ วันละไม่ถึงพันแต่หลังจากได้น้ําตาลมาอยู่ด้วยขายได้ถึงวัน ละแสนบาท พอกล้วยทอดถูกเอามาวางสุมจนเกือบล้นถาด หล่อน ถึงค่อยนวยนาดลุกขึ้นมาตักกล้วยใส่ถุงขายให้ลูกค้าที่ส่วน


ใหญ่เป็นผู้ชายที่อยากเข้ามาใกล้ชิดเธอกันทั้งนั้น ผิวของเธอ ขาวเหมือนหยวก นัยน์ตาแพรวพราวไม่มีชายใดจะไม่ยาก ใกล้ชิดเธอ ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อกล้วยทอดด้วยธนบัตรราคาไหน แบงก์พัน แบงก์ห้าร้อย หล่อนขายของไม่เคยทอนเงินให้ ลูกค้าเลยจนขึ้นชื่อลือชา วันเดียวขายกล้วยทอดได้ถึงหลัก แสนหรือหลายแสนบาทเพราะกลยุทธ์ไม่ทอนเงินให้ลูกค้า ของหล่อน น้ําตาลเป็นนางตานี เป้าหมายของเธอคือเก็บเงินให้ได้ 2 โกฐเพื่อจะซื้อบ้านและที่ดินในเมืองหิมพานต์ สกุลเงิน ของเมืองหิมพานต์คือเบี้ย เพื่อยกระดับตนเองจากภูตพราย บ้านนอก 1 เบี้ยเท่ากับ 1000 บาทในโลกมนุษย์ หล่อนต้อง เก็บเงินให้ได้ 2 โกฐหรือเท่ากับ 2 พัน ล้านบาทถึงจะพอซื้อ บ้านในเมืองหิมพานต์ได้ซักหลัง


ตักกล้วยใส่ถุงได้ไม่เท่าไหร่สาวสวยระดับนางฟ้าก็บ่น เมื่อยข้อมือ ขอให้ลูกค้ารอก่อนเผอิญตาเหลือบไปเห็นชาย หนุ่มในชุดนักศึกษากําลังเดินแทรกแถว เขาไม่ได้มาซื้อ กล้วยแต่แค่ผ่านทาง มีเพียงชายคนเดียวเท่านั้นที่มองผ่าน เธอ น้ําตาลแทบจะลืมทุกอย่างรีบไปเกาะแขนของเวทย์ทันที “ไงจ้ะรูปหล่อพ่อรวยจะรีบไปไหนกัน” เขาคือทางลัดทางเดียวให้หล่อนรวยโดยไม่ต้องทํางาน “ผมต้องรีบไปเข้าเรียนนะขอรับ ปะ..ปล่อยผมเถอะ ขอรับ” “ช่วยซื้อกล้วยแขกของฉันหน่อยสิ..น้านะแค่ 20 เบี้ย เอง” หล่อนยิ่งออดอ้อนแต่เวทย์กลับอึดอัดเขาต้องรีบเข้า ห้องเรียนให้ทัน


“ยี่สิบเบี้ยเท่ากับ 20.000 บาทเลยนะขอรับ กล้วยแขก ถุงเดียวแพงเกินไป” “อุ้ยต้าย!.. รวยแล้วยังงก” หล่อนเผลอพูดหลุดปาก “ก็น้ําตาลขายกล้วยทอดให้ชาวโลกแค่ 1 เบี้ยเองนี่นา มนุษย์โลกจนจะตายเศษเบี้ยแค่เนี๊ยะพวกมันยังบ่น ดีแค่ ไหนไม่ควักลูกตาพวกมันทิ้งโทษฐานลวนลามน้ําตาลด้วย สายตา มนุษย์โลกยากจนแทบไม่มีดีหล่อนเกลียดมนุษย์ที่สุด

กว่าจะสลัดน้ําตาลที่พัวพันเป็นตังเมออกมาได้แทบแย่ พ่อบอกว่าอย่าหลงวาจาพวกแม่ค้าที่ขายของโก่งราคา


ตั้งแต่จากบ้านที่เมืองหิมพานต์เขาสัญญากับพ่อว่าจะตั้งใจ เรียนให้จบโดยไม่ข้องแวะกับผู้หญิง

คณะมหาเวทย์ มหาวิทยาลัยใต้ภูเขาทอง เวทย์ จอมไตร นักศึกษาวิชาเอกสัปเหร่อ เข้ามาถึง ห้อ���เรียนก่อนอาจารย์จะมาถึง ท่ามกลางเศษขยะทีเ่ พื่อน นักศึกษาเอาขว้างปาใส่กัน กระทืบเท้า โห่ฮาป่าใส่กันเสียง ดังอึกทึกตลอดเวลา นักศึกษาเหล่านี้เป็นลูกหลานชาวหิม พานต์ที่ทํามาหากินอยูใ่ นโลกมนุษย์รวมทั้งพวกอมนุษย์ ภูต พรายที่อาศัยอยู่ในโลกมาก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นสาวสวย ในชุดนักศึกษารัดรูปเห็นทรวดทรงระหงแบบเดียวกับ นักศึกษาสาวในโลกภายนอก


อรัญญานีนางตะเคียนแสนสวยวิชาเอกมนต์มหาเสน่ห์ ข้างกันคือสุริยันเป็นยักษ์วิชาเอกคงกะพันชาตรี ที่คอยเบียด คอยกระแซะตามจีบตามตื้อเธออยู่ตลอดเวลา สุริยันเป็น หลานชายปู่โสม ผู้บริจาคสําคัญของมหา’ลัย เขาจึงกร่างใส่ ทุกคนเต็มที่แต่ยังรู้สึกเป็นรองเวทย์ที่ทั้งหล่อทั้งรวยและเรียน หนังสือเก่งกว่ามาก “ไงนักศึกษาดีเด่นมาสายกับกับเขาเป็นเหมือนกันเรอะ” สุริยันพูดด้วยหางเสียงไม่เป็นมิตรเพราะมีคนอย่าง เวทย์ทําให้เขา อรัญญานีผลักหน้าสุริยันออกไปแล้วหันมา ยิ้มแย้มให้เขา “อาจารย์ปู่สกติดประชุมที่ห้องอธิการบดีด่วนแต่ ประเดี๋ยวคงเข้ามาแล้วล่ะ รีบเข้ามานั่งก่อนสิจ้ะ”สาวสวยชี้ ให้นั่งเก้าอี้ข้างๆ เธอผลักไหล่เจ้าหนุ่มยักษาจอมตามตื้อ


หล่นโครมลงโต๊ะด้วยแรงมากมายผิดรูปร่างบอบบาง ดาว มหา’ลัยอย่างเธอที่ทั้งสวยทั้งเรียนเก่งเลือกที่จะคบกับผู้ชาย ที่มีระดับอย่างลูกชาย ส.ส.เมืองหิมพานต์มากกว่า หลานชายปู่โสมเศรษฐีบ้านนอกที่หน้าตาไม่เอาไหนแถมยัง เรียนไม่เก่งดีแต่เกเรไปวันๆ “ขอบคุณนะขอรับ” เวทย์ตอบอย่างสุภาพ เขาเลือกจะนั่งเก้าอี้ข้างกินนรกับ กินรีฝาแฝดวิชาเอกมนต์มหาลาภ เขามักจะเลี่ยงการ ใกล้ชิดกับอรัญญานีเพราะพ่อบอกว่าผู้หญิงสวยมากๆ มัก หลายใจ ที่นั่งข้างหลังเขายังมีคนธรรพ์นามว่าเพชร วิชาเอก นาฏศิลป์ ผู้กําลังดีดกีตาร์โปร่งร้องเพลงคลอตามเบาๆ “อาจารย์ปู่สกมาแล้ว!!”


มีคนหนึ่งตะโกนขึ้น ทุกคนรีบเข้าไปประจําที่นั่งของตน หยิบเอากระดานชนวน ตําราใบลานมาเตรียมพร้อมสําหรับ การเรียน อาจารย์รีบเดินไปหยิบชอล์กไปขึ้นหัวข้อบน กระดาน อาจารย์ปู่สก ประจําวิชาปลุกเสกของขลัง เป็นอมนุษย์ ร่างอ้วนเหมือนผลชมพู่ หนวดเครา เส้นคิ้วและเส้นผมยาว จนคลุมถึงต้นขา มีปลัดคิกขนาดเท่าท่อนแขน ท่อนไฟฉาย หรือเท่านิ่วมือร้อยรวมกันนับร้อยอันคล้องรอบคอทําให้ อาจารย์ดูเข้มขลังยิ่งนัก “เอาล่ะวันนี้อาจารย์จะขอตรวจงานที่สั่งให้ไปทํา ที่ให้ ทุกคนไปปลุกเสกรักยม โหงพราย ทุกคนคงปลุกเสกกันเสร็จ แล้วนะ”


เวทย์ จอมไตร 2