Issuu on Google+

ผู้คนในชุดแต่งดําไว้ทุกข์ ต่างต่อแถวทยอยกันเข้ามารับขัน น้ําจากเจ้าภาพเพื่อรดน้ําศพ ข้างๆ ร่างอันไร้วิญญาณมีเด็ก หนุ่มกับชายแก่ยืนเคียงอยู่ด้วยอาการสํารวม คนแก่ร่างเล็ก ผิวหน้าเหี่ยวย่นอายุประมาณ 60 ปี แกชื่อบุญคําเป็นสัปเหร่อ ประจําวัดแห่งนี้ส่วนเด็กหนุ่มในชุดขาวผูกไทด์การแต่งกาย เหมือนนักศึกษา มีสายตาจากที่ลับและเสียงแอบซุบซิบของ คนในงานถึงเด็กหนุ่มคนนี้ เขาหน้าตาดีและดูเป็นคนสมัยใหม่ มากกว่าจะมาทําหน้าที่ที่ดูต่ําต้อยในสายตาของผู้คน


แม่ของนานิเป็นอีกคนหนึ่งที่แอบกระซิบข้างหูลูกสาว “น่าเสียดายจังนะหน้าตาก็ออกดีไม่น่ามาเลือกอาชีพเป็น สัปเหร่อเลย น่าจะเลือกไปทํา อย่างอื่นที่มีดีกว่านี้นะ” “ก็ไม่เห็นจะแปลกนี่คะแม่ เขาก็เหมาะเป็นสัปเหร่อดีนี่คะ” เด็กสาวกลับไม่คิดเห็นเหมือนคนเป็นแม่ นานิ อายุ 18 ปี เธอเป็นคนมีญาณวิเศษสามารถมองเห็น สิ่งลึกลับมาตั้งแต่เด็ก เธอเคยได้พูดคุยกับเด็กฝึกงานสัปเหร่อ คนนีจ้ นรู้ว่าเขาชื่อเวทย์ เป็นคนจิตใจดี เขาเลือกทีจ่ ะทําสิ่งที่ ตนเองรักและไม่หวังความร่ํารวย เธอมองออกว่าเวทย์เป็นคนที่ พิเศษกว่าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขามีนัยน์ ตาประดุจดั่งผืน ม่านรัตติกาลลึกล้ําจนไม่อาจสิ้นสุด ทุกครั้งที่สบตามองเธอรู้สึก เหมือนตนเองกําลังดําดิ่งจมลึกจนไม่อาจถอนตัว ก่อนนําศพใส่โลง สองสัปเหร่อหนุ่มแก่ต้องทําพิธีมัดตราสัง ด้วยสายสิญจน์ เวทย์คอยเป็นลูกมือจดจําทุกสิ่งที่บุญคําทํา ในเวลามัดบุญคําว่าคาถาไปด้วย ผูกหัวแม่มือของศพที่พนม


ถือกรวยดอกไม้ธูปเทียนอยู่ รวบมือศพผูกให้พนมไว้ที่หน้าอก แล้วโยงเชือกมาที่เท้าทําเป็นบ่วงผูกหัวแม่เท้า ผูกข้อเท้าทั้งสอง ให้ติดกันว่าคาถาตลอดเวลา “ทําไมถึงต้องมัดสายสิญจน์แน่นขนาดนี้ด้วยขอรับโปรเฟส เซอร์” เวทย์ถามขึ้น นี่คือศพแรกที่นักศึกษาฝึกงานสัปเหร่อเช่น เขาได้ร่วมลงมือมัดตราสังด้วยจึงมีคําถามตามมามากมาย โป รเฟสเซอร์คือคํานําหน้านามของสัปเหร่อเฒ่าที่ตนเองแสน ภูมิใจ ท่านตอบข้อข้องใจของลูกศิษย์ด้วยคําพูดนุ่มนวล “ศพนี่ถูกหมอผ่าชันสูตรศพมาก่อน ถึงจะเย็บกลับเข้าที่ เดิมแต่เส้นเลือดมันแตกอยู่ข้างใน พอเขาฉีดฟอร์มาลีนรักษา ศพ น้ํายามันตกในตัวศพทั้งหมดไม่กระจายไปทั่วร่าง อากาศ ช่วงนี้มันร้อนมากด้วย ศพจะขึ้นอืดอย่างรวดเร็วต้องมัดไว้ให้ดี เพื่อให้ผ้าซับนํ้าเลือดนํ้าเหลืองและป้องกันโลงแตกเพราะศพขึ้น อืด”


คําตอบนั้นทําให้เด็กหนุ่มตาสว่างได้ทันที “เป็นความรู้ใหม่ของกระผมเลยขอรับ” เวทย์เป็นคนหัวไวคอยจดจําทุกอย่างที่สอนได้ในครั้งเดียว เช่นเดียวกับสมัยที่พ่อของเขาเคยมาเป็นลูกศิษย์ของโปรเฟส เซอร์เฒ่าผู้นี้ ท่านหัวเราะหึๆ ในลําคออย่างพอใจ มือยังจัดการ ผูกปมผ้าขาวผืนใหญ่ห่อตัวศพโดยขมวดไว้ด้านศีรษะเพื่อจะได้ เป็นการสะดวกเมื่อถึงเวลาเปิดเอาน้ํามะพร้าวล้างหน้าศพก่อน เผา

คืนเดือนมืดอันแสนวังเวง บ้านพักของเวทย์อยู่เลยจากเมรุ เผาศพไม่ถึงร้อยเมตร


นกแสกตัวใหญ่ยืนกระพือปีกบนกล่องสีน้ําตาล ส่งเสียง ร้องแกวก..แกวก..ยะเยือกวังเวง มันเอียงคอหันซ้ายหันขวามอง หาผู้รับกล่องใบนี้ เวทย์นอนเอามือก่ายหน้าผากบนเตียงผาโลง ศพของเขา ชายหนุ่มยิ้มหน้าบานได้ทันทีเพราะรู้ว่ามีพัสดุ ไปรษณีย์จากพ่อมาถึงพอแกะกล่องกระดาษก็พบกับควายธนู ทองแดง ควายธนูขี้ผึ้งและความธนูดินเหนียวจากดินเจ็ดป่าช้า ยมหรือรักยมที่เขาปลุกเสกขึ้นเองได้กลายร่างเป็นเด็กตามมาดู ถึงกับตาโปนโตจนลูกตาหลุดจากเบ้า มองดูควายธนูตัวจิ๋วบน ฝ่ามือของผู้เป็นเจ้านาย "โอ้โห..นี่มันควายธนูรุ่น 2011 รุ่นล่าสุดจากบริษัท Buffalo flying สุดยอดไปเลยขอรับเจ้านาย ยมพึ่งจะเห็นมันออกโป รโมทขายในนิตยสารหิมพานต์นิวส์ไม่ถึงอาทิตย์มานี่เอง ราคา ควายธนูตัวหนึ่งสูงถึง 10 โกฐิ(1โกฐิ=1ล้าน)คุณพ่อของเจ้านาย ช่างเป็นคนร่ํารวยอะไรขนาดนี้ ชักอิจฉาพวกลูกพ่อรวยจริงจริ้ ง.."


เวทย์เอาเเต่ยิ้ม กอดควายธนูของขวัญจากคุณพ่อผู้อยู่ ในเมืองหิมพานต์ เขาไม่คิดถือสาในความช่างพูดช่างแก่น กะโหลกของยมเพราะตนเองดีไซน์ออกเเบบให้เขาเป็นมาอย่าง นี้เอง โปรเฟสเซอร์บญคําพึ่งออกมาจากโกดังเก็บศพ เดินถือ ขวดเหล้าขาวเซ่นไหว้ผีติดมือมาด้วย ท่านหัวเราะหึๆ ในลําคอ กับความช่างกระแนะกระแหนของเด็กยม ใช้ผ้าขาวม้าปัดไล่ ยุงไปด้วย"ควายธนู รุ่น 2011 VIP Class รุ่นล่าสุดมันก็เหมือน รถเบนซ์สปอตแรงสูงของคนในโลกใบนี้เชียวนะเจ้ายม ยามขับ ขี่เร่งความเร็วได้จนถึงความเร็วแสง+3 จานผีUFOของเจ้า เปรตโตมันทําความเร็วได้แค่หนึ่งเท่าแสงเท่านั้น ชิดซ้ายไปเลย ท่าน ส.ส. ช่างดีกับลูกชายจริงๆ เสียเบี้ยเสียอัฐเล็กน้อยเพียง เท่านี้เงินในคงคลังของท่านไม่พร่องไปหรอก" "ท่านโปรเฟสเซอร์อยากจะลองขับขี่ไหมขอรับได้ยินว่า ท่านเป็นนักเทสต์ไดรที่เชี่ยวชาญเผื่อว่าควายธนูตัวนี้มีอะไร


ขัดข้องจะได้ส่งศูนย์แก้ไข"เวทย์เป็นคนอ่อนน้อมต่อครูบา อาจารย์เสมอ มีสิ่ง ของก็มักแบ่งปันให้ได้รับก่อน ให้บริโภค ก่อนเสมอ ความเป็นสุภาพชนไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อของเขาใน อดีต โปรเฟสเซอร์นึกย้อนไปแล้วช่างมีความสุขใจยิ่งนัก "เสียยี่ห้อบริษัทผู้ผลิตหมด ของเขาดีๆ เวทย์เอ็งเพียง ท่องคาถากํากับควายธนูให้ขึ้นใจก็พอ คืนนี้เดือนมืดเอ็งเอา ควายธนูไปลองขับขี่รับรองไม่มีมนุษย์คนไหนเห็น เเค่ พริบตาเดียวเหาะเหินถึงดาวเสาร์หรือจะไปท่องแกเเลคซี่อันโดร เมด้าก็ยังได้ แต่อย่าทําเหมือนเจ้าเปรโตหรือเปตรโตเพื่อนเอ็งที่ มันชอบขี่จานผีทะเล่อทะล่าไปทั่วโลกให้คนถ่ายรูปได้เซียวนะ" โปรเฟสเซอร์พูดไปหัวเราะไป พอพูดถึงเปโตร เขาคิดว่าน่าจะชวนเพื่อนไปทดลองควาย ธนูด้วยกัน ดึกๆ เยี่ยงนี้พวกพระเณรกับเด็กวัดไม่กล้าออกมา เดินเพ่นพ่านเพราะล้วนเคยโดนอิทธิฤทธิ์รักยมของเขาหลอก หลอนมาแล้ว ยมร้องเย้วๆ วิ่งโยนหัวตัวเองแทนลูกบอลอย่างร่า


เริง รีบนําออกไปก่อนเพื่อตามหาเปโตรที่คงจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง ในดงต้นตาลภายในกําแพงวัด เปโตรนั่งกอดเข่าคอตกหลังพิงต้นตาลต้นหนึ่ง นุ่งผ้าปิด ของสงวนเพียงผืนเดียว ยมโดดไปโดดมารอบตัวเมื่อพบเจอตัว แล้ว เวทย์รู้สึกว่าเพื่อนเปตรของเขาคืนนี้ดหู งอยเหงาเศร้าซึม อย่างเห็นได้ชัด เปโตรเป็นนักศึกษาปริญญาโท เขาเดินทางมา จากโลกอนาคตมาเรียนมหา’ลัยเดียวกันกับเขาเพราะพักอยู่ใน วัดเดียวกันเลยได้เป็นเพื่อนคุยทุกคืน “เปโตรคุณเป็นอะไรไปขอรับรึว่าคิดถึงบ้านอีกแล้วฤา” อสุรกายตาแดงเหมือนถ่านไฟ ใช้มือเท่าใบตาลยันตัวลุก ขึ้น สูงขึ้น..สูงขึ้น..จนเท่าต้นตาล ส่งเสียงกรีดร้องจากปากเท่ารู เข็มดังหวีดแหลม หวีด!!..ดด..หวีด!!..ดด.. “พอแล้วขอรับ ลงมาพูดกันข้างล่างก่อน” เขาไม่ชอบพูดโดยต้องแหงนคอเลย


“เจ้าเปตรบ้าลงมาพูดกับเจ้านายของฉันเดี๋ยวนี้นะ” ยมชี้นิ้วตะโกนขึ้นไปอย่างไม่กลัวเกรง ยมไม่เคยกลัวภูตผี วิญญาณที่ไหนเลย ร่างสูงค่อยๆ หดตัวลงมาแต่ได้มากสุดแค่ 3 เมตร ใช้มือ หยิบเครื่องมืออิเลกโทรนิกชนิดมาแปะติดที่ลําคอตรงกล่อง เสียงเริ่มเปล่งคําพูดเป็นภาษามนุษย์ได้ทันที “เงียบไปเลยเจ้า���ด็กบ้าเดี๋ยวเหยียบจมดินเลย” ภูตตัวจิ๋วเตะเข้าที่ต้นขาของอสุรกายร่างยักษ์อย่างไม่ พอใจ เวทย์ดึงบริวารของตนมาเก็บใส่ขวดตามเดิม เปโตรยังคง มีน้ําตาซึมใช้มือเท่าใบตาลเช็ดน้ําตาไปด้วยแล้วคอยแหงนคอ มองกลุ่มดาวแอนโดรเมดารูปม้าบินซึ่งเป็นบ้านของเขา “ฉันคิดถึงบ้านอยู่ที่นี่มีแต่คนรังเกียจฉัน ตอนหัวค่ําฉันกะ จะทักทายเณรรูปหนึ่งแต่พอเขาเห็นฉันเท่านั้นแหละวิ่งจนจีวร สบงปลิวไปเลย”เปโตรยังน้อยใจไม่หาย


“อย่าคิดมากเลยขอรับผู้คนในโลกใบนี้ยังยอมรับตัวตน ของคุณเปโตรไม่ได้เอาไว้วันหนึ่งพวกเขาคงเข้าใจและยอมมา เป็นเพื่อนกับคุณเปโตรเองนะขอรับ” เวทย์หยิบเอาควายธนูทองแดงออกมา บอกว่าอยากให้ ลองขับขี่ทดสอบสมรรถนะด้วยกัน ควายธนูบนฝ่ามือขยายร่าง เป็นหุ่นยนต์โลหะขนาดใหญ่มีเบาะให้นั่งพร้อม เปโตรเข้าไป ควบนั่งก่อนกดปุ่มเปิดโหมดทํางานเปลี่ยนระบบAutopilot เป็น Manuel เปโตรเป็นนักท่องจักรวาลมั่นใจในฝีมือในการขับขี่ของ ตนมากกว่าจะพึ่งพาระบบ เวทย์เสนอให้ลองขี่ไปทางดวงจันทร์ ก่อน เปโตรไม่เห็นด้วยบอกว่าดาวเทียมสํารวจดวงจันทร์ของ พวกมนุษย์อยู่แถวนั้นเยอะอาจจะถูกจับภาพได้ “เราไปทดสอบขี่เจ้านี่แถวกลุ่มดาวแอนโดรเมดาม้าบิน บ้านของฉันนะเวทย์ ที่นั่นมีหินโสโคกอวกาศเยอะเราจะได้ซิ่ งโลดโผนหลบหลีกกันให้มันส์กันไปเลย ฉันอยากเห็นบ้านของ ฉันด้วย ขอกลับไปแปบเดียวนะ”สีหน้าของเปโตรดีขึ้นอันที่จริง จะทุกข์สุขเศร้ามันก็หน้าเดิมๆ มีแต่เวทย์เท่านั้นที่ดูออก


“แต่กระผมไม่มีหนังสือพาสปอร์ตเดินทางข้ามกาลเวลา เหมือนเปโตรนะขอรับ ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าไปอาจโดนตํารวจตรวจคน ข้ามกาลเวลาจับได้นะขอรับ” “ไม่หรอกฉันขอแค่ไปดูบ้านของฉันในเวลายุคอดีตตอนนี้ เท่านั้น เอ้า! นั่งให้ดีนะควายธนูตัวนี้สมรรถนะแรงจริงๆ” ” จมูกของกระบือโลหะพ่นไฟดังฟืดฟัดเตรียมจะควบขึ้นฟ้า ได้ทุกวินาที เวทย์เกาะเอวเพื่อนเปตรของเขาจนแน่น เปโตรยิ่ง ฮึกเหิ่มกลายเป็นสิงห์นักบิดประจําจักรวาล ใบตาลปลิวว่อน ทันทีพร้อมกับเสียงยะฮู้!!ววว..พระเณรนอนซุกในผ้าห่มคลุม โปงต่างเห็นแสงหนึ่งทางหน้าต่าง เหมือนผีพุ่งใต้พุ่งขึ้นจากดง ตาลแล้วหายขึ้นฟ้าไปอย่างรวดเร็ว



เวทย์ จอมไตร 1