Issuu on Google+

บทที่ 10 คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพครู วิชาชีพครูไดรับการยกยองและจัดเปนวิชาชีพชั้นสูงที่มีความจําเปนตอสังคม เปนอาชีพที่ ชวยสรางสรรคจรรโลงใหสังคมเปนไปในทางที่ปรารถนา ฉะนั้น กลุมผูประกอบวิชาชีพจึงตองมี ความรับผิดชอบตอสังคมในระดับที่สูงเชนกัน ยิ่งสังคมยกยองเคารพและไววางใจผูประกอบ วิชาชีพครูมากเทาใดผูประกอยวิชาชีพครูก็ตองประพฤติปฏิบัติตนใหเหมาะสมกับความเคารพ เชื่อถือไววางใจเพียงนั้น การกําหนดจรรยาบรรณครูหรือจรรยาบรรณวิชาชีพครู จึงเปนมาตรการ หนึ่งที่ใชควบคุมความประพฤติปฏิบัติตนของผูประกอบวิชาชีพครู อาจกลาวไดวาเปนการประกัน คุณภาพของครูใหกับสังคมประการหนึ่งดวยเปนการยืนยันกับสังคมวาในวงการครูนั้น ครูจะ ควบคุมสอดสองดูแลความประพฤติของกลุมครูดวยกันตลอดเวลา มีการลงโทษทั้งทางกฎหมาย และทางสังคม การควบคุ ม ความประพฤติห รือ การปฏิ บัติ ต นของครู นั้น วิธีก ารที่ดี ที่สุ ด คื อ การสร า ง จิตสํานึกหรือการควบคุมทางจิตใจ ครูที่มีคุณธรรมจริยธรรมสูงดวยยอมเปนครูที่มีจรรยาบรรณ เปนมาตรวัดมาตรฐานความเปนครูของผูประกอบวิชาชีพครูที่สําคัญยิ่ง ครูที่มีคุณธรรมยอมเปนครู ที่มีจรรยาบรรณที่ดีนั่นเอง 1. ความหมายของคุณธรรม จริยธรรม คําวาคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเปนคําที่มีความหมายใกลเคียงกันทั้งในวงการการศึกษา สังคมวิทยา ปรัชญาและศาสนาทั่ว ๆ ไป อยางไรก็ดี ความหมายของคุณธรรมนั้นมักจะใชใน ลักษณะที่ครอบคลุมความหมายของจริยธรรมดวย ทั้งในศัพทภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กลาวคือ จริยธรรมเปนการแสดงออกใหผูอื่นเห็นคุณธรรมที่มีอยูภายในจิตใจของแตละบุคคลนั่นเอง ความหมายของคุณธรรม (morality) คุณธรรม ตามรูปศัพทแปลวา สภาพของคุณงามความดี ซึ่งพระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต. 2538 : 34) อธิบายความหมายไววา คุณธรรมคือ ธรรมที่เปนคุณ ความดีงาม สภาพที่เกื้อกูล พระเทพวิสุทธิเมธี (พุทธทาสภิกขุ. 2529 : 90) อธิบายวาคุณธรรมหมายถึง คุณสมบัติ ฝายดี เปนที่ตั้ง หรือประโยชนแกสันติภาพหรือสันติสุข คุณธรรมเปนสวนที่ตองอบรมโดยเฉพาะ หรือใหเกิดขึ้นอยางเหมาะสมกับที่ตองการ คุ ณ ธรรมตามแนวคิ ด ในวงการการศึ ก ษาตะวั น ตกนั้ น มี ลั ก ษณะเป น สหวิ ท ยากร (interdisciplines) คือ เปนแนวคิดทั้งในลักษณะวิชาปรัชญา จิตวิทยา สังคมวิทยาและการศึกษา


189 แนวความคิดของนักวิชาการตะวันตกคอนขางหลากหลายและมีพื้นฐานของศาสตรในการศึกษาที่ แตกตางกันอยาคอนขางชัดเจน พจนานุกรม Collin Cobuild (1987 : 937) อธิบายวาคุณธรรมมีความหมาย 2 นัย คือ 1. โดยนัยที่เปนภาวะทางจิตใจ (idea) นั้น คุณธรรมแปลวา ความคิดที่วาบางพฤติกรรม เปนสิ่งที่ถูกตองที่ควรทําและเปนที่ยอมรับ และบางพฤติกรรมเปนสิ่งที่ผิดหรือเลว ทั้งนี้เปนไปทั้ง โดยความคิดเห็นของแตละบุคคลและของสังคม นอกจากนี้คุณธรรมยังเปนคุณภาพหรือสถานะใน การดําเนินชีวิตอยางถูกตอง ควรทําและยอมรับได 2. คุณธรรมเปนระบบของลักษณะการประพฤติและคุณคาที่เกี่ยวพันกับพฤติกรรมของคน สวนใหญซึ่งโดยทั่วไปแลวเปนที่ยอมรับกันในสังคมหรือเฉพาะในกลุมคน ความหมายของจริยธรรม (ethics) จริย แปลวา กิริยา ความประพฤติ การปฏิบัติ ฉะนั้นจริยธรรมจึงหมายถึงแนวทางการ ประพฤติปฏิบัติสําหรับมนุษยเพื่อใหบรรลุถึงสภาพชีวิตที่พึงประสงค พระราชวรมุณี (ประยูร ธมฺมจิตโต. 2541 : 11) อธิบาย จริยธรรมเปนเรื่องของการ ประพฤติตามหลักตามระเบียบที่วัดได ประเมินได ในทางพฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกายกับ วาจาและเปนหลักทั่ว ๆ ไป ของทุกคน มาจากหลายแหลงไมวาศาสนา กฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณี อะไรที่ควรทําเปนจริยธรรมทั้งสิ้น พระเทพวิสุทธิเมธี (พุทธทาสภิกขุ. 2529 : 215) อธิบายวาจริยธรรมหมายถึง ตัวของกฎที่ ตองปฏิบัติ สวนจริยศาสตร คือเหตุผลสําหรับใชอธิบายขอกฎที่จะตองปฏิบัติ มีลักษณะเปน ปรัชญา และเมื่อรวมทั้งสองสวนเขาดวยกันจะเรียกวาจริยศึกษา ซามุเอล สตัมพ (Stumpf. 1977 : 3) อธิบายความหมายของจริยธรรมในเชิงวิชาปรัชญาวา จริยธรรมเปนความประพฤติปฏิบัติเกี่ยวของกับสิ่งที่เรียกกันวาถูกหรือผิด ดีหรือเลว พึงประสงค หรือไมพึงประสงค มีคุณคาหรือไรคา นอกจากนี้จริยธรรมยังเกี่ยวของกับความรับผิดชอบ หนาที่ พฤติกรรมที่ยอมรับนับถือตาง ๆ ของแตละบุคคลอีกดวย อยางไรก็ดี สตัมพ อธิบายวาในเรื่อง ทฤษฎีจริยธรรมของลัทธิปรัชญานั้น จะไมใชตอบคําถามวาจริยธรรมใดดีกวาหรือถูกตองกวา แคน คอสทเลย และราลฟ ทอดด (Costiey and Todd. 1983 : 504) อธิบายวา จริยธรรม (ethics) เปนสาระที่เกี่ยวของกับความถูกและผิดของความดีกับความชั่ว คําวา ethics เปนภาษา กรี ก โบราณ แปลว า คุ ณ ลั ก ษณะ (character) ในภาษาโรมั น จะหมายถึง ธรรมเนี ย มประเพณี (costoms) ซึ่งการเรียนรูจากภูมิปญญาดั้งเดิมนั้นก็คือ คุณลักษณะมักจะเปนสิ่งที่ถูกกําหนดโดย ธรรมเนียมประเพณีของกลุมบุคคลซึ่งแตละคนอาศัยหรือทํางานอยูรวมกันดวย ฉะนั้นอาจกลาวไดวา จริยธรรม คือ ขอประพฤติปฏิบัติ หรือกฎที่ควรปฏิบัติในทางที่ดีที่ ควรกระทํา เพื่อใหเกิดสิ่งที่ดีหรือมีสันติสุขในสังคม ในการเทศนาสั่งสอนของพระสงฆในศาสนา


190 พุทธนั้นมีสองแบบคือ เทศนาธรรม หมายถึงการบอกหรืออธิบายขอธรรมตาง ๆ วาคืออะไร เปน อยางไร มีประโยชนหรือเปาประสงคอะไร สวนเทศนาจริยะ คือ การอบรมและอธิบายสิ่งที่พึง กระทํา หรือบอกถึงการประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีใหแกสาธุชนทั้งหลายนั่นเอง คุณธรรมกับจริยธรรมเปนเรื่องที่เกี่ยวพันกัน อาจกลาวไดวา คุณธรรมเปนธรรมฝายดีที่อยู ภายในจิตใจของบุคคล การแสดงออกของคุณธรรมใหประจักษนั้นเรียกวาจริยธรรม สวนคําวาจริย ศาสตรคือเหตุผลที่อธิบายสําหรับขอหรือกฎที่ตองปฏิบัติเปนหลักเกณฑทางวิชาปรัชญาที่เกี่ยวกับ สวนที่เรียกวาจริยธรรม 2. ความสําคัญของคุณธรรม จริยธรรม เนื่องจากคุณธรรมเปนสภาพของความดี ลักษณะของความดีงาม หรือธรรมชาติของความดี ที่อยูภายในจิตใจของบุคคล สวนการกระทําดีหรือพฤติกรรมดี ๆ ที่บุคคลไดกระทํานั้นเกิดจากการ นําหลักในการดําเนินชีวิตอยางประเสริฐหรือหลักการประพฤติปฏิบัติที่ดีงามไปปฏิบัติซึ่งเปนเรื่อง ของจริยธรรม ดวยเหตุนี้คุณธรรมและจริยธรรมจึงเปนของคูกัน กลาวคือ เมื่อบุคคลมีจิตวิญญาณ ที่เปยมไปดวยคุณความดี ยอมจะกระทําแตสิ่งที่ดีมีประโยชนทั้งสิ้น อยางไรก็ตามหากบุคคลใดมี แตความคิดดี ๆ แตไรการกระทําดียอมไมกอใหเกิดประโยชนแกตนเองและ/หรือผูอื่นแตประการใด แต ก็ ยั ง มี ป ระโยชน อ ยู บ า ง เพราะมิ ไ ด ส ร า งความสั บ สนวุ น วายหรื อ ความเดื อ ดร อ นหรื อ เป น อันตรายตอผูใด บุคคลจะมีความสุขความเจริญทั้งในชีวิตสวนตัวและชีวิตการทําธุรกิจการงานใด ๆ จะตอง ประกอบดวย “การคิดดี การพูดดี และการกระทําดี” การคิดดี หมายถึง คิดแตสิ่งที่เปนคุณ เปนประโยชน ไมคิดในเรื่องที่ทําใหจิตใจตองเศราหมองเสื่อมโทรม ตกต่ํา พูดอยางรวม ๆ ก็คือ ต อ งไม โ ลภ ไม โ กรธ และไม ห ลงงมงาย ส ว นการพู ด ดี หมายถึ ง การมี ว าจาสุ ภ าษิ ต เช น พูดความจริง ไมพูดสอเสียด ไมพูดคําหยาบ ไมพูดเพอเจอ พูดดวยความเมตตา พูดแตสิ่งที่เปน ประโยชน พูดใหกําลังใจ ใชถอยคําออนหวานจับใจ เปนตน สําหรับการกระทําดีนั้นใหเนนไปที่ พฤติกรรมทางภายในทางที่ดีที่เปนประโยชนทั้งแกตนเองและ/หรือผูอื่น หลีกเลี่ยงการเบียดเบียน ผูอื่นทางกาย ไมยึดถือเอาสิ่งของที่ผูอื่นไมอนุญาตมาเปนของตน และไมประพฤติผิดทางประเวณี เปนตน การกระทําความดีทั้งสามดานดังกลาวจะเกิดขึ้นไดตองเกี่ยวเนื่องกับคุณธรรมทั้งสิ้น คุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งศีลธรรมมีความจําเปนตอการดํารงชีวิตของบุคคลและสังคม เปนอยางยิ่ง ดังที่พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต) เมื่อครั้งยังดํารงสมณศักดิ์เปนพระเทพเวที (2533 : 3-4) ไดกลาวไววา “น้ําและอากาศเปนสิ่งที่มีอยูทั่ว ๆ เปนสิ่งจําเปนตอชีวิต เพราะวาถา ขาดน้ําเพียงวันเดียวคนก็แทบตาย ยิ่งขาดอากาศประเดี๋ยวเดียวก็อาจจะตายหรือไมก็เปนอัมพาตไป จริยธรรมหลอเลี้ยงชีวิตมนุษยและสังคมของเราอยูโดยไมรูตัว แตก็มีความแตกตางกันอยูอยาง


191 หนึ่งระหวางน้ําและอากาศกับศาสนาและจริยธรรม คือ น้ําและอากาศนั้น คนขาดไปแลวก็รูตัวเอง ว า ตั ว เองขาดอะไรและต อ งการอะไร แต ศ าสนาและจริ ย ธรรมนั้ น มี ลั ก ษณะประณี ต และเป น นามธรรมมาก จนกระทั่งแมวาคนจะขาดสิ่งเหลานี้จนถึงขั้นมีปญหาเกิดขึ้นแลวก็ยังไมรูวาขาด อะไรซึ่ ง เป น ป ญ หาที่ ต อ งสร า งความเข า ใจชี้ แ จงอย า งต อ เนื่ อ งให ต ระหนั ก เห็ น คุ ณ ค า และ ความสําคัญ” จากคํากลาวขางบนนี้ แสดงใหเห็นวา คุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม มีความสําคัญ ตอการดําเนินชีวิตของบุคคลและสังคมทุกหมูเหลา “สังคมหรือชาติใดที่เต็มไปดวยประชาชน ซึ่งเปนผูขาดคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมแลว สังคมนั้นจะมีแตความยุงเหยิง ระส่ําระสาย ความเดือดรอนจะเกิดขึ้นทุกหนทุกแหงไมวางเวน อาทิ จะมีการลักขโมย แยงชิง ปลนฆา ขมขืน และสิ่งเลวรายตาง ๆ จะบังเกิดขึ้นไมเวนแตละวันเด็กหนุมจะมั่วสุมอยูกับอบายมุขและสิ่งเสพติด นานาชนิด เด็กสาวจะหลงใหลมัวเมาอยูกับแฟชั่นและสิ่งเยายวนตาง ๆ ปลอยตัวปลอยใจไปตามสิ่ง เยายวนและอารมณปรารถนา และจะถูกขมเหงรังแกจากผูที่มีกําลังมากกวาไมวางเวน ผูที่มีอํานาจ มีกําลัง ก็จะหมกมุนอยูในอํานาจ มีการแยงชิงอํานาจและผลประโยชนตาง ๆ เทาที่ตนและพวก พองของตนจะกระทําได คนที่ออนแอกวา คนที่ไรความสามารถ ก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบ คนชรา บุพการีก็จะถู กทอดทิ้ง ใหต องทนทุกขทรมานวาเหวไ รที่พึ่ง สวนนักบวชก็จะมีชีวิต อยูอยางผู ลวงโลกไรยางอาย พยายามโออวดชักชวนใหคนลุมหลงในทางที่ไมถูกไมควร แทนที่จะอบรม สั่ ง สอนให ค นมี ส ติ ป ญ ญา กลั บ ทํ า ให ค นต อ งลุ ม หลงงมงาย ผู ที่ มี ห น า ที่ ใ นการปกครองดู แ ล บานเมืองก็ปลอยปละละเลย งบประมาณที่ใชในการพัฒนาบานเมืองก็ถูกใชไปไมคุมคา การพัฒนา สังคมในดานตาง ๆ เปนไปอยางลาชาไรผล” ถาหากสังคมใดมีสภาพดังกลาวนี้ ชีวิตของคนใน สังคมนั้นจะตองปราศจากความสุขอยางแนแท ตรงกันขามสังคมใดสมาชิกของสังคมนั้นเปยมไปดวยคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม อาทิ “เด็กและเยาวชนในวัยศึกษาเลาเรียนทั้งหนุมสาวมีจิตใจมุงมั่นตอการศึกษาเลาเรียน เชื่อฟง คําสั่งสอนของมารดา บิดา ครูอาจารย ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงาม ของชาติ พอแมผูปกครองทั้งหลายตางก็ยึดมั่นในคุณธรรมศีลธรรม ประกอบความเพียรในการงาน อาชีพที่สุจริต ผูที่มีหนาที่ในการปกครองดูแลบานเมืองตางก็ทําหนาที่ของตนดวยความซื่อสัตย สุจริต ยุติธรรม นักบวชในศาสนาตางก็ยึดมั่นในคําสอนของพระศาสนา พยายามศึกษาหาความรู ความจริงเพื่อนํามาอบรมสั่งสอนประชาชนอยางถูกตอง” หากเปนเชนนี้แลวสังคมนั้น ๆ ก็จะพบ แตความสุข ความรมเย็น สังคมไดรับการพัฒนาอยางรวดเร็วและตอเนื่อง ชีวิตของทุกคนก็จะมีแต ความสุขความสบาย เปนชีวิตที่มีคามีประโยชนทั้งตอตนเองและผูอื่น กลาวโดยสรุป คุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม กอใหเกิดประโยชนหรือมีความสําคัญ ทั้งตอตนเองและผูอื่นดังตอไปนี้


192 2.1 ประโยชนตน 2.1.1 ทําใหตนเองมีชีวิตที่สงบเย็น ไมตองเดือดเนื้อรอนใจ ไมตองอยูอยางหวาด ระแวง เพราะตนเองไมไดเบียดเบียนผูใด มีแตจะสรางประโยชนสุขใหแกสังคมและผูอื่น 2.1.2 ทําใหตนเองมีความเจริญรุงเรืองในชีวิตทั้งในสวนตัวและการงานอาชีพ มีความมั่นคง และกาวหนา 2.1.3 ไดรับการยกยองสรรเสริญเทิดทูนบูชาจากบุคคลทั่วไป 2.1.4 ครอบครัวอบอุน มีความสุข ฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง 2.2 ประโยชนตอสังคมและประเทศชาติ 2.2.1 ประโยชนตอสถาบัน เชน 1) สถาบันครอบครัวของตนไดรับการยกยองสรรเสริญจากบุคคลทั่วไป 2) สถาบันการศึกษาหรือสถาบันที่ประกอบอาชีพธุรกิจมีชื่อเสียงทําใหบุคคลอื่น ศรัทธาเลื่อมใส 3) สถาบันหรือหนวยงานที่ตนเองสังกัดมีความเจริญกาวหนา ไดรับการพัฒนา อยางรวดเร็วและตอเนื่อง ทั้งนี้เพราะสมาชิกทุกคนเปนผูมีคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมอันดีงาม 2.2.2 ประโยชนตอชุมชน เชน 1) สังคมไดรับความสงบสุข เพราะทุกคนเปนคนดีมีคุณธรรม 2) สังคมไดรับการพัฒนาอยางตอเนื่องรวดเร็ว เพราะสมาชิกทุกคนตางกระทํา หนาที่ของตนอยางเต็มความสามารถ 2.2.3 ประโยชนตอชาติบานเมือง เชน 1) สถาบันชาติ ศาสน กษัตริย มีความมั่นคง เพราะประชาชนมีความจงรักภักดี และเห็นความสําคัญของสถาบันดังกลาวอยางแทจริง 2) ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติมีความมั่นคงถาวร เพราะทุกคนมีความรูความเขาใจอยางถองแท และเต็มใจยึดถือปฏิบัติตาม 3. คุณธรรมสี่ประการสําหรับคนไทย คุณธรรมสี่ประการสําหรับคนไทยที่จะกลาวตอไปนี้ จําแนกออกเปน 2 ประเด็นดวยกัน กลาวคือ ประเด็นแรก เปนคุณธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ไดทรงพระราชทานหลักคุณธรรมสําหรับคนไทยไว 4 ประการ ในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จ พระบุ ร พมหากษั ต ริ ย าธิ ร าชเจ า ณ มณฑลพิ ธี ท อ งสนามหลวง เมื่ อ วั น จั น ทร ที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2525 เมื่อในวโรกาสเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทรอายุครบ 200 ป สวนอีกประเด็น หนึ่งนั้นเปนคุณธรรมที่พระองคทรงมีพระราชดํารัสตอบผูเฝาทูลละอองธุลีพระบาทจากสถาบัน


193 ตาง ๆ ที่กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ป เมื่อ วันศุกรที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม คุณธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงพระราชทานไวทั้ง 2 วาระอันเปนมหามงคล วโรกาสมีดังนี้ 3.1 คุณธรรมที่พระราชทานเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทรมีอายุครบ 200 ป เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2525 สาระสําคัญ ดังนี้ “...คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึกษาและนอมนํามาปฏิบัติมีอยูสี่ประการ ประการแรก คือ การรักษาความสัจ ความจริงใจตอตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต สิ่งที่เปนประโยชนและเปนธรรม ประการที่สอง คือ การรูจั ก ข ม ใจตนเอง ฝ ก ใจตนเอง ให ป ระพฤติ ป ฏิบั ติอ ยู ใ น ความสัจความดีนั้น ประการที่สาม คือ การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไมประพฤติลวงความสัจ สุจริต ไมวาจะดวยเหตุประการใด ประการที่สี่ คือ การรูจักละวางความชั่ว ความทุจริต และรูจักสละประโยชนสวนนอย ของตนเพื่อประโยชนสวนใหญของบานเมือง คุณธรรมสี่ประการนี้ถาแตละคนพยายามปลูกฝงและบํารุงใหมีความเจริญงอกงามขึ้น โดยทั่วกันแลว จะชวยใหประเทศชาติบังเกิดความสุขความรมเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุง พัฒนาใหมั่นคงกาวหนาตอไปไดดังประสงค...” คุณธรรมทั้งสี่ประการของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ตามที่ผูเขียนไดอัญเชิญมากลาวในที่นี้ ความจริง คือ หลัก “ฆราวาสธรรม” ในพระพุทธศาสนา นั่นเอง ซึ่งประกอบดวย (1) สัจจะ คือ ความจริงใจ (2) ทมะ คือ การขมใจ บังคับใจ (3) ขันติ คือ ความอดทน อดกลั้น และ (4) จาคะ คือ การละกิเลส ละความชั่วความทุจริต หลักธรรมทั้ง สี่ประการนี้ เรียกอีกอยางหนึ่งวาเปน “ธรรมะสําหรับผูครองเรือน” หรือ “หลักธรรมสําหรับ การครองตน” เพราะฉะนั้นหากบุคคลใดนําไปยึดถือปฏิบัติในชีวิตประจําวันแลว ยอมจะนําแต ความสุขความเจริญรุงเรืองมาสูตนเอง และครอบครัวอยางแนแท 3.2 คุณธรรมที่พระราชทานเนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ป วันศุกรที่ 9 มิถุนายน 2549 สาระสําคัญมีดังนี้ “...คุณธรรมที่เปนที่ตั้งของความรักความสามัคคีที่ทําใหคนไทยเราสามารถรวมมือ รวมใจกันและรักษาและพัฒนาชาติบานเมืองใหเจริญรุงเรืองสืบตอกันไปไดตลอดรอดฝง ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทํา ดวยความเมตตา มุงดี มุงเจริญตอกาย ตอใจตอกัน


194 ประการที่สอง คือ การที่แตละคนตางชวยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสาน ประโยชนกัน ใหงานที่ทําสําเร็จผล ทั้งแกตน แกผูอื่น และแกประเทศชาติ ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนสุจริตในกฎกติกาและในระเบียบ แบบแผนโดยเทาเทียมเสมอกัน ประการที่สี่ คือ การที่ตางคนตางพยายามทําความคิดความเห็นของตนใหถูกตอง เที่ยงตรงและมั่นคงอยูในเหตุผล หากความคิดจิตใจและการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกัน ในทางที่ดีที่เจริญนี้ยังมีพรอมมูลในภายในใจคนไทย ก็มั่นใจวาประเทศชาติไทยจะดํารงมั่นคงอยู ตอไปได จึงขอใหทานทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมูเหลาไดรักษาจิตใจ และคุณธรรมนี้ไวใหเหนียวแนน และถายทอดความคิดจิตใจนี้กันตอไปอยาใหขาดสาย เพื่อให ประเทศชาติของเราดํารงยืนยงดวยความรมเย็นเปนสุข ทั้งปจจุบันและภายหนา...” กลาวโดยสรุป คุณธรรมทั้งสี่ประการนี้พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ภูมิพลอดุลย เดชมหาราชทรงมุงเนนใหคนไทยมีความสมัครสมานสามัคคีปรองดองกันโดยยึดคุณธรรมดังกลาว มาประพฤติปฏิบัติอยางสม่ําเสมออยาใหขาดสาย อันไดแก การมีเมตตาหวังดีตอกัน การประพฤติ ที่เกื้อกูลตอกัน การปฏิบัติตนสุจริตในกฎกติกา และการทําความคิดของตนใหเที่ยงตรงในเหตุ ในผล 4. คุณธรรมสําหรับผูประกอบวิชาชีพครู หลักธรรมที่ยกมากลาวในบทนี้หาไดมุงหมายที่จะใหนักศึกษาครูและผูประกอบวิชาชีพครู ตองนําเอาหลักธรรมทุก ๆ ขอไปประพฤติ เพียงแตตองการใหศึกษาเพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ และเพื่อเปนธรรมขั้นพื้นฐานสําหรับการอบรมสั่งสอนศิษยของตน และปลูกฝงคุณธรรมใหมีไวใน จิตใจ เพื่อใหเปนมนุษยโดยสมบูรณ หลักธรรมในพุทธศาสนาที่สําคัญ ไดแก 4.1 เบญจศีล หรือ ศีล 5 คําวาศีล แปลวา ปกติ หมายถึง ความคงที่ ความไมแปลไป จากเดิม ไดแก ขอปฏิบัติสําหรับรักษา กาย และวาจา ใหปกติเรียบรอย คําวา เบญจศีล แปลวา ศีล 5 เปนขอปฏิบัติสําหรับคนทั่วไปขั้นพื้นฐาน มีอยู 5 ขอ คือ 4.1.1 ปาณาติปาตา เวรมณี คือ งดเวนจากการฆาสัตวตัดชีวิต 4.1.2 อทินาทานา เวรมณี คือ งดเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เจาของเขามิไดให 4.1.3 กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี คือ งดเวนจากการประพฤติผิดในคูครองและของรัก ของผูอื่น 4.1.4 มุสาวาทา เวรมณี คือ งดเวนจาการพูดเท็จ


195 4.1.5 สุราเมรยมัชชปมาทัฎฐานา เวรมณี คือ งดเวนจากการดื่มน้ําเมา คือ สุราเมรัย อันเปนที่ตั้งแหงความประมาท และเวนจากสิ่งเสพติดใหโทษทุกอยาง 4.2 กัลยาณมิตตธรรม คุณธรรมที่เปนคุณลักษณะของการเปนผูอบรมสั่งสอน แนะนําซึ่ง ประกอบไปดวย 4.2.1 ปยตา คือ กระทําตนเปนที่เคารพรักของศิษย 4.2.2 ครุ คื อ กระทํ า ตนเป น ที่ น า เคารพบู ช า โดยการปกครอง ขู ยกย อ ง เป น ตัวอยางทําใหเด็กรูสึกอบอุนปลอดภัย มีความยุติธรรมเที่ยงตรง 4.2.3 ภาวนียตา คือ อบรมตนเองใหมีความรูความสามารถในการทํางาน และเจริญ ดวยศีลธรรม มีภูมิปญญา นายกยอง 4.2.4 วัตถุตา คือ อุตสาหะสั่งสอนอบรม รูจักชี้ทางใหเขาใจดวยเหตุผล โดยการ อธิบายชัดเจน เราใหสนใจอยากติดตาม ใหผูเรียนสนุกสนาน อธิบายใหแจมแจง ชักชวนใหทํา ตาม ใหมีความอุตสาหะและใหความราเริง สบายใจ 4.2.5 วัจนักขันติ คือ อดทนตอถอยคํารบกวนของศิษย อดทนตอการเสียดสี กวนใจ ติเตียน 4.2.6 คัมภีรกถากรณัง คือ ขยายขอลึกใหตื้น อธิบายใหงาย โดยใชวิธีตาง ๆ ไดอยาง ลึกซึ้ง และเขาใจ โดยแสดงจุดเดนของวิชา แสดงเหตุผลของวิชา และแสดงสาระของวิชา 4.2.7 อนิโยธนัง คือ การไมชักจูงศิษยไปในทางชั่ว ไมแนะนําไปในทางเสื่อม 4.3 ธรรมเทศธรรม 5 คุณธรรมของการประสิทธิประสาทความรู 4.3.1 อนุบุปพิถา คือ สอนใหมีลําดับขั้นตอน ใหมีความสัมพันธเชื่อมโยงกัน 4.3.2 ปริยายทัสสาวี คือ จับจุดสําคัญมาขยายแตละเรื่อง แยกแยะใหมองเห็นชัดเจน อยางมีเหตุผล 4.3.3 อนุทยตา คือ ตั้งจิตเมตตา สอนดวยความปรารถนาดี โดยมุงประโยชนแก ผูเรียน 4.3.4 อนามิสันดร คือ ไมมุงหวังอามิส หรือผลตอบแทน 4.3.5 อนุปหัจจ คือ การวางจิตใจใหตรงตามเนื้อเรื่อง ไมกระทบกระแทกผูอื่น หรือ ขมขูผูอื่น 4.4 พุทธวิธีในลีลาการสอนของครู โดยพระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) 4.4.1 สันทัสนา อธิบายใหเห็นชัดแจมแจง เหมือนจูงมือไปดูใหเห็นกับตา 4.4.2 สมาทปนา ชักจูงใหเห็นจริงชวนใหคลอยตาม จนตองยอมรับและนําไปปฏิบัติ 4.4.3 สมุตเตธนา เราใจใหแกลวกลาบังเกิดกําลังใจใหมีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจวาจะ ทําสําเร็จไดไมหวั่นและยอทอตอความเหนื่อยยาก


196 4.4.4 สัมปหังสนา ชโลมใจใหแชมชื่น ราเริง เบิกบาน ฟงไมเบื่อ และเปยมดวย ความหวังเพราะมองเห็นประโยชนที่ตนพึงจะไดรับจากการปฏิบัติ 4.5 โลกบาลธรรม คือ ธรรมที่คุมครองโลก และเปนเทวธรรม ประกอบไปดวยธรรม 2 ประการ ไดแก หิริ คือ ความละอายตอบาป และความชั่วทั้งปวง สวนโอตตัปปะ คือ ความเกรง กลัวตอบาปและความชั่วทั้งปวง บุคคลที่มีธรรมคูนี้อยูในจิตใจจะไมกระทําสิ่งใด ๆ ที่เปนความชั่ว ทั้งตอหนาและลับหลัง เพราะความละอายและเกรงกลัวตอบาป จะชวยใหบุคคลในสังคมโลกไม เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ชวยใหสังคมมีความเปนระเบียบเรียบรอย ไมเดือดรอนวุนวาย 4.6 ธรรมที่ทําใหงาม ก���าวคือ หากผูใดปฏิบัติไดยอมไมแสดงกิริยาอาการทุรนทุรายเมื่อ ตองอยูในสภาวะที่ตองอดทน ประกอบไปดวยกิจกรรม 2 ประการ ไดแก ขันติ คือ ความอดทน อดไดทนได เพื่อบรรลุความดีงามและความมุงหมายอันชอบ สวนโสรัจจะ คือ ความสงบเสงี่ยม มีอัธยาศัยงดงาม รักความประณีตหมดจดเรียบรอยงดงาม 4.7 อิทธิบาท 4 คือ ธรรมที่นําไปสูความสําเร็จแหงผลที่มุงหมาย เรียกอีกอยางหนึ่งวา หลักธรรมสําหรับการ “ครองงาน” มี 4 ประการ คือ 4.7.1 ฉันทะ คือ ความยินดีพอใจรักใครใฝใจ รักที่จะทําสิ่งนั้นอยูเสมอ และปรารถนา จะทําใหผลดียิ่ง ๆ ขึ้น 4.7.2 วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม ขยันหมั่นเพียรประกอบกิจการงานนั้น ๆ อยาง เขมแข็งอดทน เอาธุระไมทอถอย 4.7.3 จิตตะ คือ การตั้งจิตรับรูในสิ่งที่กระทําและทําสิ่งนั้นดวยความคิดเอาจิต ฝกใฝไมปลอยใจฟุงซานเลื่อนลอยไป 4.7.4 วิมังสา คือ ความไตรตรองหรือทดลอง หมั่นใชปญญาพิจารณาใครครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบขอยิ่งหยอนในสิ่งที่ไดกระทํานั้น มีการวางแผน วัดผล คิดคน วิธีแกไขปรับปรุง 4.8 สังคหวัตถุ 4 คือ หลักธรรมที่ใชเปนเครื่องยืดเหนี่ยวจิตใจคน เปนหลักธรรมที่ กอใหเกิดความสามัคคี และเปนหลักธรรมที่ชวยสรางมนุษยสัมพันธของบุคคลทุกชั้นวรรณะ หลักธรรมนี้เรียกอีกอยางวาเปน “ธรรมสําหรับการครองคน” หรือ “ธรรมสําหรับการสงเคราะห สรางไมตรี” มี 4 ประการ คือ 4.8.1 ทาน คือ การใหแบงบันสิ่งของที่ควรให การเอื้อเฟอเผื่อแผ การใหความรู การใหคําแนะนําสั่งสอน หรือกลาวอยางงาย วาเปนการใหทั้งสิ่งของและวิทยาทาน 4.8.2 ปยวาจา คือ การเจรจากันดวยถอยคําที่สุภาพออนหวาน สมานใจเปนคําพูดที่ แสดงประโยชน มีเหตุมีผล 4.8.3 อัตจริยา คือ การประพฤติแตสิ่งที่เปนประโยชนตอกัน ตลอดจนการแกไขปรับปรุง สงเสริมทางจริยธรรมดวย


197 4.8.4 สมานัตตตา คือ การทําตนเสมอตนเสมอปลาย ปฏิบัติตอกันอยางสม่ําเสมอ รวมรับรู รวมแกไขทุกขสุข หรือเปนการนําตนของเราเขาไปสมานไมตรีกับบุคคลนั้น ๆ เพื่อใหงายตอการจดจําคุณธรรมทั้งสี่ประการ จึงขอใหผูที่ศึกษาหลักธรรมนี้จดจําขอความ ตอไปนี้ คือ “โอบออมอารี วจีไพเราะ สงเคราะหการงาน สมานไมตรี” 4.9 พรหมวิหาร 4 คือ หลักธรรมประจําใจอันประเสริฐเปนหลักความประพฤติที่ประเสริฐ บริสุทธิ์ เปนธรรมที่ตองมีไวเปนหลักใจและกํากับความประพฤติ เพื่อใหปฏิบัติตนตอมนุษยและ สัตวโดยชอบหรือเรียกอยางงาย ๆ วาเปน “ธรรมเครื่องอยูของพรหม” หรือ “ธรรมของผูใหญ ปกครองผูนอย มี 4 ประการ คือ 4.9.1 เมตตา คือ ความรักใคร ความปรารถนาดีอยากใหเขามีสุข มีจิตอันแผไมตรี และคิดทําประโยชนแกมนุษยและสัตวทั่วหนา 4.9.2 กรุณา คือ ความสงสาร การคิดชวยใหพนจากความทุกขทรมาน การใฝใจ ในอันที่จะปลดเปลื้องบําบัดความทุกขยากเดือดรอนของปวงสัตว 4.9.3 มุทิตา คือ ความยินดีในเมื่อผูอื่นมีความสุขความเจริญกาวหนามีจิตผองใส บันเทิง กอรปดวยอาการแชมชื่นเบิกบานอยูเสมอตอสัตวทั้งหลายผูดํารงในปกติสุข พลอยยินดี ดวยเมื่อเขาไดดีมีความสุขเจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป 4.9.4 อุเบกขา คือ ความวางใจเปนกลาง อันจะทําใหดํารงอยูในธรรมตามที่พิจารณา เห็นดวยปญญา คือ มีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมไมเอนเอียงดวยความรักหรือความชัง พิจารณาเห็น กรรมที่สัตวไดกระทําแลวอันควรไดรับผลดีหรือผลชั่ว สมควรแกเหตุอันตนไดประกอบ สามารถ วางเฉยสงบใจมองดูในเมื่อไมมีกิจที่ควรทํา เพราะเขารับผิดชอบตนไดดีแลว หรือเขาสมควรไดรับ ผลผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน 4.10 สันดุฏฐีหรือสันโดษ หมายถึง ความยินดีพอใจตามมีตามไดตามกําลัง และความ จําเปนของตน การดํารงชีวิตอยูของตน สังคมในปจจุบัน ถูกเหตุปจจัยตาง ๆ หลากหลายมา กระทบกระทั่งเบียดเบียนอยูทุกเมื่อ ซึ่งลวนทําใหการดําเนินชีวิตเปนไปดวยความยากลําบาก ไมสามารถดําเนินชีวิตตามสมควรแกอัตภาพที่ควรจะเปนใหอยูดีมีสุขได เมื่อเปนเชนนี้ครูจึงตอง ทบทวนถึงแนวทางแหงการประพฤติปฏิบัติของตนเพื่อประคับประคองตนใหรอดพนจากภัยพิบัติ ทั้งปวง มีความอยูดีมีสุขตามสมควรดวยการปฏิบัติตามหลักธรรม คือ ความสันโดษ โดยทั่วไปมี 3 ประการ คือ 4.10.1 ยถาลาภสันโดษ หมายถึง ยินดีตามได คือ ความยินดีตามที่ตนไดมา ไมวา สิ่งที่ไดมานั้นจะหยาบหรือปราณีตแคไหนก็ยินดีพอใจดวยสิ่งนั้น 4.10.2 ยถาพลสันโดษ หมายถึง ยินดีตามกําลัง คือ ยินดีแตพอแกกําลังรางกาย สุขภาพและวิสัยของตน มีความพอใจในการจัดสรรหนาที่การงาน จัดสรรการศึกษาศิลปวิทยา และจัดสรรคุณธรรมเพื่อปฏิบัติใหสมกับกําลังสติปญญาของตนเอง


198 4.10.3 ยถาสารุปปสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามควร คือยินดีตามที่เหมาะสม กับภาระฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแหงการบําเพ็ญกิจของตน 4.11 มรรค 8 หมายถึง ทางปฏิบัติเพื่อความพนทุกข เพื่อแกปญหาชีวิต และปญหาสังคม หรือเปนทางปฏิบัติสายกลาง 8 ประการ คือ 4.11.1 สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ เชน เห็นวาทําดียอมไดรับผลดี ทําชั่วยอมไดรับ ผลชั่ว เปนตน 4.11.2 สัมมาสังกัปปะ คือ ความดําริชอบ เชน ดําริออกจากกาม ไมมัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส 4.11.3 สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ เชน เวนจากการพูดเท็จ พูดสอเสียด พูดคําหยาบ พูดเพอเจอ 4.11.4 สัมมากัมมันตะ คือ การกระทําชอบ หมายถึง เปนการทํางานที่ปราศจาก โทษทั้งปวง เชน ไมฆาสัตว ไมลักทรัพย และไมประพฤติผิดประเวณี เปนตน 4.11.5 สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพ ไมทํามาหากินในทางที่ผิด ศีลธรรมและ ผิดกฎหมาย 4.11.6 สัมมาวายามะ คือ ความเพียรพยายามชอบ เปนการเพียรพยายามมิใหความชั่วเกิด เพียรละความชั่ว เพียรกระทําความดี และเพียรรักษาความดี 4.11.7 สัมมาสติ คือ ความระลึกชอบ เปนการระลึกในสิ่งที่เปนบุญ เปนกุศลตาง ๆ 4.11.8 สัมมาสมาธิ คือ ความตั้งใจชอบ เปนความตั้งใจใหมอี ารมณสงบ ระงับโลภ โกรธ หลง ทั้งปวง มรรคทั้ง 8 ประการนี้ จัดเขาเปน “ไตรสิกขา” คือ ศีล สมาธิ และปญญาไดดังนี้ ศีล ไดแก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ สมาธิ ไดแก สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ปญญา ไดแก สัมมาทิฐิ และสัมมาสังกัปปะ 4.12 อคติ 4 เปนความยุติธรรม เวนจากความลําเอียง ความประพฤติที่คลาดเคลื่อนไป จากธรรม 4 ประการ ไดแก 4.12.1 ฉันทาคติ คือ ความลําเอียง เพราะความรัก ความชอบพอกัน 4.12.2 โทสาคติ คือ ความลําเอียง เพราะความพยาบาท หรือเพราะความโกรธ เกลียดชังกัน 4.12.3 โมหาคติ คือ ความลําเอียง เพราะความหลง ความเขลา หรือเพราะความ สําคัญผิด 4.12.4 ภยาคติ คือ ความลําเอียง เพราะความกลัวภัยจะมาสูตนเอง หรือลําเอียง เพราะความเกรงกลัวอิทธิพลตาง ๆ


199 บุคคลที่เปนผูนํา ผูปกครองคนหมูมาก ตลอดจนครูอาจารยทั้งหลายจึงควรพยายามสลัด ตัดทิ้งความลําเอียงออกไปใหมากที่สุด จนกระทั่งสามารถทําไดอยางหมดสิ้น 4.13 อบายมุข 6 คือ ทางแหงความเสื่อมหรือทางแหงความฉิบหาย กลาวคือ หากบุคคล ไดยึดถือปฏิบัติแลวจะเกิดความเสื่อม ความฉิบหาย 6 ทาง คือ 4.13.1 ติดสุราและของมึนเมา มีโทษ 6 ประการ คือ 1) เสียทรัพย 2) เกิดการทะเลาะวิวาท 3) ทําลายสุขภาพ 4) เสื่อมเกียรติ เสียชื่อเสียง 5) ไมรูจักอาย 6) บั่นทอนสติปญญา 4.13.2 การเที่ยวกลางคืน มีโทษ 6 ประการ คือ 1) เปนการไมรักษาตน 2) เปนการไมรักษาลูกเมีย 3) เปนการไมรักษาทรัพยสมบัติ 4) เปนที่ระแวงสงสัย 5) เปนเปาใหเขาใสความ หรือขาวเสีย 6) เปนที่มาของความเดือดรอน 4.13.3 ติดเที่ยวดูการละเลน ทําใหเสื่อมเสีย เสียเวลา เสียเงิน ใจเปนกังวล ทั้ง 6 กรณี คือ 1) รําที่ไหนไปที่นั่น 2) ขับรองที่ไหนไปที่นั่น 3) ดีดสีตีเปาที่ไหนไปที่นั่น 4) เสภาที่ไหนไปที่นั่น 5) เพลงที่ไหนไปที่นั่น 6) เทิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น 4.13.4 เลนการพนัน มีโทษ 6 ประการ 1) เมื่อชนะยอมกอเวร 2) เมื่อแพยอมเสียดายทรัพยที่เสียไป 3) ทรัพยหมด 4) ไมมีใครเชื่อถือถอยคํา 5) เปนที่หมิ่นประมาทของเพื่อน


200 6) ไมมีใครประสงคจะแตงงานดวย 4.13.5 คบคนชั่วเปนมิตร มีโทษตามบุคคลที่คบ 6 อยางคือ 1) ทําใหเปนนักเลงการพนัน 2) ทําใหเปนนักเลงเจาชู 3) ทําใหเปนนักเลงเหลา 4) ทําใหเปนคนหลอกลวงเขาดวยของปลอม 5) ทําใหเปนคนหลอกลวงเขาซึ่งหนา 6) ทําใหเปนนักเลงหัวไม 4.13.6 เกียจครานการทํางาน มีโทษเพราะเสียงานและเสียเวลา ทั้ง 6 กรณี คือ 1) มักอางวาหนาวนักแลวไมทํางาน 2) มักอางวารอนนักแลวไมทํางาน 3) มักอางวาเย็นแลวไมทํางาน 4) มักอางวายังเชานักแลวไมทํางาน 5) มักอางวาหิวนักแลวไมทํางาน 6) มักอางวาอิ่มนักแลวไมทํางาน 4.14 ฆราวาสธรรม 4 คือ หลักธรรมสําหรับครองเรือน หรือหลักธรรมสําหรับการครองตน 4 ประการ คือ 4.14.1 สัจจะ คือ ความซื่อสัตยจริงใจตอตนเอง ตอครอบครัว ตอบุคคลอื่น ๆ รวมทั้งความซื่อสัตยจริงใจตอชาติบานเมือง 4.14.2 ทมะ คือ การฝกตน การขมใจ การบังคับตน การฝกนิสัย การรูจักควบคุม จิตใจ ปรับปรุงตนเองใหเจริญกาวหนาดวยการใชสติ 4.14.3 ขันติ คือ การอดทน อดกลั้น การกระทําหนาที่ดวยความขยันขันแข็งไมทอถอย 4.14.4 จาคะ คือ ความเสียสละ สละความสุขความสบาย และเสียสละประโยชนสวนตน มีจิตใจกวางขวาง พรอมที่จะรับฟงความทุกข ความคิดเห็น และความตองการของผูอื่น 4.15 อริยวัฑฒิ หรือ อารยวัฒิ 5 คือ หลักความเจริญของอารยชนหรือความเจริญอยาง ประเสริฐ 5 ประการ ไดแก 4.15.1 ศรัทธา คือ ความเชื่อความมั่นใจในหลักแหงความจริงความดี 4.15.2 ศีล คือ ความประพฤติมีวินัย เลี้ยงชีพดวยความสุจริต 4.15.3 สุตะ คือ การเลาเรียนสดับฟงศึกษาหาความรู 4.15.4 จาคะ คือ การเอื้อเฟอ การเผื่อแผเสียสละ มีน้ําใจชวยเหลือ ใจกวาง พรอมที่จะรับฟงและรวมมือ ไมคับแคบเอาแตตัว


201 4.15.5 ปญญา คือ ความรอบรู รูคิด รูพิจารณา เขาใจเหตุผล รูจักโลกและชีวิต ตามความเปนจริง 4.16 ความเปนพหูสูต คือ ผูมีความรู มีความฉลาด ไดศึกษาและอบรมคนควา และจาก การไดยินไดฟง ซึ่งเปนความสมบูรณ ประกอบดวยคุณสมบัติ 5 ประการ ไดแก 4.16.1 พหุสัจจะ คือ ความตั้งใจฟง มีนิสัยชอบฟง ชอบอาน ชอบคนควา 4.16.2 ธตา คือ ความตั้งใจจํา จึงมีความจําดี รูจักกับสาระสําคัญ 4.16.3 วจสา ปริจิตา คือ ความตั้งใจทอง จนจดจําไดแมนยํา 4.16.4 มนสานุเบกขา คือ ตั้งใจขบคิด ใสใจคิดตรึกตรองหาเหตุผลใหเขาใจ ตลอดจนนําไปใชประโยชนได 4.16.5 ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา คือ ความแทงตลอดดวยปญญา เขาใจแจมแจงทั้ง ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 4.17 สัปปุริสธรรม 7 คือ ธรรมของสัตบุรุษ หรือธรรมที่ทําใหเปนสัตบุรุษ หรือคุณสมบัติ ของคนดี ซึ่งประกอบดวยคุณธรรม 7 ประการ ไดแก 4.17.1 ธัมมัญุตา คือ ความเปนผูรูจักเหตุ รูจักหลักความจริง รูหลักการ รูกฎ แหงธรรมดา รูกฎเกณฑแหงเหตุผล 4.17.2 อั ต ถั ญ ุ ต า คื อ ความเป น ผู รู จั ก ผล รู ค วามมุ ง หมาย รู ป ระโยชน ที่ ประสงค รูจักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทํา 4.17.3 อัตตัญุตา คือ ความเปนผูรูจักตน กลาวคือ รูฐานะ ภาวะเพศ กําลัง ความรู ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม รูที่จะแกไขปรับปรุง 4.17.4 มัตตัญุตา คือ ความรูจักประมาณ รูจักความพอดี 4.17.5 กาลัญุตา คือ ความรูจักเวลา กลาวคือ รูกาลเวลาอันเหมาะสม และ ระยะเวลาที่จะตองใชในการประกอบกิจการกระทําหนาที่การงาน 4.17.6 ปริสัญุตา คือ ความรูจักชุมชน รูจักที่ประชุม รูกิริยาที่จะตองประพฤติ ตอชุมชนนั้น ๆ 4.17.7 ปุคคลัญุตา หรือ ปุคคลปโรปริญุตา คือ ความรูจักบุคคล กลาวคือ รู ความแตกตางแหงบุคคล รูอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรมของบุคคลนั้น ๆ 4.18 ทศพิธราธรรม หรือ ราชธรรม 10 คือ หลักธรรมสําหรับพระราชา นักบริหาร นัก ปกครองบานเมือง และผูที่มีหนาที่ในการปกครองดูแลผูอื่น มีหลักคุณธรรม 10 ประการ คือ 4.18.1 ทาน คือ การให การสละทรัพยสิ่งของ การบํารุงเลี้ยง การชวยเหลือ แบงเปน 3 ประเภท 1) วัตถุทาน คือ การใหวัตถุสิ่งของ 2) ธรรมทาน คือ การใหความรู


202 3) อภัยทาน คือ ไมคิดพยาบาท การใหอภัย 4.18.2 ศีล คือ ความประพฤติเรียบรอย สํารวมกาย วาจา ประกอบการงานที่สุจริต ทั้งปวง 4.18.3 บริจาค คือ การเสียสละความสุขความสบายของตน เพื่อประโยชนสุขของ ผูอยูในความปกครองดูแล 4.18.4 อาชธวะ คือ ความซื่อตรง มีความซื่อสัตยจริงใจ ปฏิบัติหนาที่การงานดวย ความซื่อสัตยสุจริต 4.18.5 มัททวะ คือ ความสุภาพออนโยน มีอัธยาศัยงดงาม ไมเยอหยิ่ง ไมถือตน ทวงทีกิริยาอาการสุภาพนุมนวลนายําเกรง 4.18.6 ตบะ คือ การระงับยับยั้งมิใหกิเลสเขาครอบงํา ไมหมกมุนในความสุข สําราญ มีความเปนอยูอยางธรรมดา 4.18.7 อักโกธะ คือ ความไมโกรธ ไมลุแกอํานาจความโกรธ จนเปนเหตุให กระทําการตาง ๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจําใจ 4.18.8 อวหิงสา คือ ความไมเบียดเบียน ไมบีบคั้นกดขี่ ไมหลงระเริงอํานาจ ไมหลง โทษผูใดดวยความอาฆาตเกลียดชัง 4.18.9 ขันติ คือ ความอดทน อดทนตอความยากลําบาก อดทนตอความตรากตรํา อดทนตอการยั่วยุเยยหยันดวยคําพูดตาง ๆ 4.18.10 อวิโรธนะ คือ ความไมประพฤติผิดธรรม ไมหวั่นไหวตอลาภสักการะใด ๆ ยึ ด มั่ น ในธรรม ตลอดจนไม ป ระพฤติ ใ ห ค ลาดเคลื่ อ นไปจากขนบธรรมเนี ย มประเพณี และ วัฒนธรรมอันดีงาม 5. การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของครู นักศึกษาครูและผูประกอบวิชาชีพครูที่กําลังศึกษาเรื่องการพัฒนาคุณธรรมของครูไดเขาใจ ความหมายของคุณธรรม ความสําคัญของคุณธรรม ตลอดจนหลักธรรมเพื่อความเปนครูมาก พอสมควรแลว ดังนั้นตอจากนี้ไปจะไดอธิบายใหเขาใจแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมของครูให เจริญงอกงามตอไป ซึ่งสามารถนําแนวทางตอไปนี้ไปใชในการพัฒนาได คือ 5.1 การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของครูโดยสถาบันผลิตครู สถาบันผลิตครูเปนหนวยงานแรกที่มีบทบาทสําคัญตอการปลูกฝงคุณความดีตาง ๆ ใหแกบุคคลที่จะไปประกอบวิชาชีพครูทั้งในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ทั้งนี้เพราะกอนที่ นักศึกษาจะสําเร็จการศึกษาเพื่อออกไปเปนครูนั้นจะตองใชเวลาในการศึกษาศิลปะวิทยาการตาง ๆ ที่เกี่ยวกับวิชาชีพครูและตองผานการฝกอบรมตาง ๆ อยางนอยเปนเวลา 4 ป หรือมากกวาการปลูก


203 ปนบุคคลเพื่อออกไปประกอบวิชาชีพครูนั้น มิใชเพียงแคการสั่งสอนศิลปวิทยาการที่เกี่ยวกับงาน วิชาชีพครูก็เปนการเพียงพอแลว แตสิ่งสําคัญที่สถาบันผ���ิตครูตองตระหนัก คือ การปลูกฝง คุณธรรมความเปนครูที่ดีใหแกนักศึกษานั้นมีความสําคัญไมนอยไปกวา และถาหากพิจารณาให ถองแทแลวจะมีความสําคัญยิ่งกวาดวย ทั้งนี้เพราะถาหากผูที่เปนครูคนใดมีความรูความสามารถสูง พยายามใชความรูความสามารถของตนเพื่อหาประโยชนใหแกตนจนไมคํานึงถึงประโยชนของผูอื่น จนในที่สุ ด ทํ า ความเดื อ ดรอ นให กั บ บุคคลอื่ น ผลที่ ต ามมาก็คื อ ผู เ ป น ครูคนนั้ น จะต องไดรั บ ความเดือดรอนในภายหลัง เชน อาจถูกใหออกจากราชการและตองรับโทษทัณฑตามควรแกกรณี เปนตน ดังนั้นการปลูกฝงคุณความดีใหกับนักศึกษาที่กําลังศึกษาวิชาชีพครูในสถาบันผลิตครูจึง เปนงานที่สําคัญอยางยิ่งตอการพัฒนาคุณธรรมของครูทั้งปจจุบันและอนาคต สํ า หรั บ วิ ธี ก ารพั ฒ นาคุ ณ ธรรมความเป น ครู ที่ ส ถาบั น ผลิ ต ครู ส ามารถกระทํ า ได มี หลายวิธี ดังเชน 5.1.1 การคัดเลือกนักเรียนเขาศึกษาวิชาชีพครูนั้นจะตองพยายามคัดเลือกคนดีคนเกง และมีศรัทธาตอวิชาชีพครูอยางแทจริง มิใชรับนักเรียนที่ไมสามารถเลือกเรียนวิชาสาขาอื่น ๆ ได แลวเขามาเรียนวิชาชีพครู 5.1.2 เมื่อคัดเลือกนักเรียนเขามาเรียนวิชาชีพครูแลว สถาบันผลิตครูจะตองใหการ อบรมปลูกฝงคุณธรรมความเปนครูอยางตอเนื่องเปนระยะ ๆ 5.1.3 คณาจารยที่ทําหนาที่อบรมสั่งสอนนักศึกษาวิชาชีพครูจะตองประพฤติปฏิบัติ ตนใหเปนแมพิมพหรือแบบอยางที่ดีเพื่อใหศิษยไดจดจํารูปแบบของความเปนครูที่ดีตลอดไป 5.1.4 หลักสูตรการเรียนการสอนวิชาชีพครูทุกวิชาจะตองเนนคุณธรรมความเปนครูที่ ดีและถือวาเปนสวนหนึ่งของสาขาวิชานั้น ๆ ดวย มิใชมุงเนนแตความเปนเลิศทางวิชาการสาขา นั้น ๆ โดยเฉพาะเทานั้น 5.1.5 สถาบันผลิตครูจะตองจัดสภาพแวดลอมตาง ๆ ทั้งสิ่งแวดลอมทางกายภาพและ สิ่งแวดลอมทางสังคมภายในสถานศึกษาใหเอื้ออํานวยตอการปลูกฝงคุณธรรมความเปนครูที่ดีอยู เสมอ 5.2 การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของครูโดยหนวยงานที่ใชครู หนวยงานที่ใชครูมีหลายสังกัดและหลายระดับ แตละหนวยงานตางก็มีบทบาทสําคัญ ตอการพัฒนาคุณธรรมของครูทั้งสิ้น หนวยงานใดไดครูอาจารยที่มีความรูความสามารถดีและมี คุณธรรมสูง หนวยงานนั้นก็จะประสบความสําเร็จตอการพัฒนาการเรียนการสอน ทั้งนี้เพราะครู เปรียบเสมือนนักปฏิวัติในสนามรบทางการศึกษา (ดังไดเคยกลาวไวแลวในเรื่องบทบาทของครู) ตรงกันขามหากหนวยงานใดไดครูอาจารยที่ดอยทั้งคุณภาพและคุณธรรม ผลที่ตามมาก็คือความ ตกต่ําทางดานการเรียนการสอน นักเรียนไมมีคุณภาพ ประชาชนขาดความศรัทธาตอตัวครูอาจารย สถาบันวิ ชาชีพครูตกต่ํา การพัฒนาสังคมและประเทศชาติเปนไปอยางยากลําบาก ดวยเหตุนี้


204 หนวยงานที่ใชครูทุกสังกัดจึงจําเปนตองมีสวนรับผิดชอบตอการพัฒนาคุณธรรมของครูและรวม รับผิดชอบตอการผลิตครูดวย สําหรับวิธีการของหนวยงานที่ใชครูทั้งในระดับสูงและระดับสถานศึกษาสามารถชวย ในการพัฒนาคุณธรรมของครูมีหลายวิธี ดังเชน 5.2.1 จัดโครงการโดยใหทุนนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีบุคลิกภาพดี และมีศรัทธา ตอวิชาชีพครูไดเรียนตั้งแตชั้นมัธยมศึกษา และใหทุนศึกษาตอในสถาบันผลิตครูหลังจากสําเร็จชั้น มัธยมศึกษาเมื่อสําเร็จการศึกษาวิชาชีพครูแลวใหรับเขาทํางานทันที 5.2.2 คัดเลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีบุคลิกภาพเหมาะสมกับความเปนครู และมี ศรัทธาตอวิชาชีพครูโดยใหทุนการศึกษาในสถาบันผลิตครู เมื่อสําเร็จการศึกษาแลวใหรับเขา ทํางานทันที 5.2.3 คัดเลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีบุคลิกภาพเหมาะสมกับความเปนครู และมี ศรัทธาตอวิชาชีพครูเพื่อเขาศึกษาในสถาบันผลิตครูโดยใชทุนสวนตัวของนักศึกษา เมื่อสําเร็จ การศึกษาแลวใหรับเขาทํางานทันที (วิธีการนี้หนวยงานที่ใชครูไมตองเสียงบประมาณแตมีงาน รองรับผูที่สําเร็จการศึกษาอยางแทจริง) 5.2.4 สรางขวัญและกําลังใจใหแกครูประจําการอยางทั่วถึงและเที่ยงธรรม เชน การ มอบหมายงานใหทําอยางยุติธรรมและตรงตามความรูความสามารถ การพิจารณาความดีความชอบ ยึดหลักคุณธรรมอยางแทจริง เปนตน 5.2.5 การบริหารงานในสถานศึกษาควรยึดหลักการบริหารแบบธรรมาธิปไตย หรือ แบบประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะจะชวยใหสมาชิกทุกคนในองคกรมีสวนรวมและยอมรับความจริงที่ เกิดขึ้น 5.2.6 การใชกฎระเบียบใด ๆ ตองใหสมเหตุสมผลและสม่ําเสมอ ทั้งนี้ใหยึดหลัก เมตตาธรรมตอสมาชิกในองคกรเปนเบื้องตน 5.3 การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของครูโดยองคกรวิชาชีพครู อาชีพชั้นสูงหรือวิชาชีพจะตองมีองคกรวิชาชีพซึ่งมีหนาที่โดยรวม คือ คอยควบคุมดูแล ความประพฤติและพิทักษสิทธิประโยชนตาง ๆ ของสมาชิกในองคกร องคกรวิชาชีพของแตละ วิชาชีพ นั้นอาจมีห ลายระดั บและอาจจัดในรูปของชมรม สมาพัน ธ สมาคม และสภาวิชาชีพ สําหรับองคกรวิชาชีพครูก็เชนเดียวกัน กลาวคือ ครูมีองคกรวิชาชีพในระดับชาติ คือ “คุรุสภา” องคกรวิชาชีพครูมีบทบาทสําคัญตอการพัฒนาคุณธรรมของครูโดยสามารถกระทําได หลายวิธี ดังเชน 5.3.1 สงเสริมใหมีการวิจัยเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของครูและผูบริหารสถานศึกษา ทั้งนี้จะตองจัดสรรทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยอยางกวางขวาง


205 5.3.2 จัดใหมีการอบรมสัมมนาเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมของครู และผูบริหาร สถานศึกษาตาง ๆ อยางสม่ําเสมอ 5.3.3 ประชาสัมพันธกระตุนเตือนใหครูอาจารยและผูบริหารสถานศึกษาทุกสังกัดได มีความรูความเขาใจในจรรยาบรรณครูที่ใชอยูในปจจุบันอยางถองแทและตองกระทําอยางตอเนื่อง 5.3.4 จัดกิจกรรมเพื่อสงเสริมคุณธรรมและจริยธรรม เชน จัดโครงการประกวดครูผูสอน ดีเดนในแตละสาขาวิชา หรือคัดเลือกครูดีเดนประจําปในระดับตาง ๆ เปนตน 5.3.5 จัดกิจกรรมเพื่อเสริมความรูเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม ตลอดทั้งความรูทั่ว ๆ ไปใหแกครูอาจารยอยางสม่ําเสมอและทั่วถึง 5.3.6 ประกาศเกียรติคุณแกครูอาจารยผูมีคุณธรรมและจริยธรรมดีเดนในดานตาง ๆ โดยใหบุคคลที่เกี่ยวของเปนผูคัดเลือกใหตรงกับความเปนจริงมากที่สุด (วิธีการนี้ตางจากการ ประกวดครูผูสอนดีเดน กลาวคือ การประกวดครูผูสอนดีเดนนั้น ผูเขาโครงการมีเวลาเตรียมตัว เตรียมการ แตการคัดเลือกครูผูมีคุณธรรมและจริยธรรมดีเดนไมมีโอกาสไดทราบลวงหนามากอน) 6. ความหมายของจรรยาบรรณ จรรยาบรรณ ตามรู ป ศั พ ท แ ล ว ก็ คื อ จรรยา กั บ บรรณ คํ า ว า จรรยา มี ค วามหมาย เชนเดียวกับคําวา จริย ซึ่งหมายถึง กริยาซึ่งควรปฏิบัติ สิ่งที่พึงปฏิบัติ ในวงการวิชาชีพตาง ๆ นั้น นิยมใชคําวา จรรยา ซึ่งแปลวา กิริยาที่ควรปฏิบัติในหมูคณะ สวนคําวา บรรณ แปลวา หนังสือ เมื่อรวมคําขึ้นใหมวาจรรยาบรรณ ซึ่งหมายถึง ความประพฤติที่ผูประกอบวิชาชีพตาง ๆ กําหนด ขึ้นเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติคุณของวิชาชีพนั้น ๆ โดยบัญญัติไวเปนลายลักษณอักษร จรรยาบรรณจึ ง เป น กฎเกณฑ ที่พึ ง ปฏิบัติ โดยกํา ���นดไว เ ปน ลายลั ก ษณ อัก ษรที่ชั ด เจน สําหรับเปนกติกาของหมูคณะในวงการเดียวกัน เปนกฎที่ทุกคนตองปฏิบัติตาม หากฝาฝนก็จะถูก รังเกียจหรือตอตาน อันเปนการลงโทษทางสังคม สําหรับวิชาชีพคนใดผิดจรรยาบรรณ จึงตองถูก ลงโทษตามกฎหมายดวย 6.1 จรรยาบรรณวิชาชีพในอดีตกาล พัฒนาการของจรรยาบรรณวิชาชีพนั้น มีมาตั้งแตสังคมมนุษ ยในอดีตกาลแลว ยิ่งอาชีพที่ตองใชวิชาความรูที่เฉพาะเจาะจงในการประกอบการในอดีตนั้นมักจะถายทอดกันทาง สายเลื อ ด เป น การถ า ยทอดให กั บ ทายาทหรื อ ผูสื บ สกุ ล เช น วิ ช าชีพ ปุ โ รหิ ต วิ ช าชี พ แพทย วิชาชีพชางบางแขนง เปนตน ตามความหมายที่วาจรรยาบรรณคือกฎหรือขอบังคับที่ควรปฏิบัติในหมูคณะนั้น จรรยาบรรณอาชีพ มี ก ารกํ า หนดและใชกั น ในหมู ผูป ระกอบวิ ช าชีพ เดี ย วกั น มาตั้ งแต อ ดีต กาล ดังจะเห็นไดจากเรื่องราวชีวิตของหมอชีวิโกมารภัจจ ที่อุทิศตนรักษาผูปวยไมวาเศรษฐีและยากจน


206 แม เ มื่ อ รั ก ษาโรคของพระเจ า พิ ม พิ ส ารผู เ ป น พระเจ า แผ น ดิ น จนหาย เมื่ อ ทรงพระราชทาน คาตอบแทนจํานวนมาก หมอชีวกกลับกราบทูลวาตนรักษาโดยถือวาเปนการปฏิบัติหนาที่เทานั้น (พระธรรมปฎก 2538 : 57) สวนหลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรนั้น มีหลักฐานเกาแกที่เรียกวา คําสาบานของฮิปโปเครติสซึ่งเปนหลักฐานเกาแกที่สุดที่หลงเหลืออยู ฮิปโปเครติส มีชีวิตอยูระหวาง 460 – 365 ป กอนคริสตกาล บนเกาะโคส เปน เกาะของกรีก แตอารยธรรมและภาษาพูดเปนภาษาไอโอเนียน เทาที่พอจะเก็บความไดจากเอกสาร บันทึกคําสาบานที่ฮิปโปเครติสบัญญัติไวนั้น จะเห็นไดวา วิชาการแพทยมีลักษณะเปนความรู ประจําตระกูลและสมาชิกในเครือญาติเทานั้น ตระกูลของฮิปโปเครติสมีชื่อเรียกวาอัลเคิลปเด ทุกคนตางไดฝกหัดวิชาแพทยทั้งสิ้น คําสาบานตามแบบของฮิปโปเครติส (ม.เกิด สวาง 2510 : 124-127) เปนการแสดงถึงจรรยาบรรณแพทยอันยิ่งใหญ ดังนี้ “ขาขอสาบานตออาปอลโลผูบําบัดโรค ตอหนาอัสเคลปอุส ตอสุขภาพและสิ่งที่ มีอํานาจในการบําบัดโรคทั้งหลาย และขาขอเรียกรองใหบรรดาเทพเจาและเทพธิดาทั้งหลายให มารวมเปนพยานเพื่อใหขาไดรักษาคําสาบานและคําสัญญานี้ไวเปนอยางดีที่สุด เทาที่ขาจะสามารถ และวินิจฉัย” “ขาจะขอเคารพนบนอบตออาจารยผูประสาทวิทยาการ ใหแกขาเฉกเชนบิดา มารดาของขา และขอรวมสวนชีวิตของขากับเขาและใชหนี้ทั้งหมดที่ขามีอยูตอเขา ขาจะถือวา ลูกของเขาก็คือนองของขา และจะสั่งสอนความรูในวิทยาการใหแกเขา ถาหากเขาตองการจะ เรียนรู โดยที่ขาจะไมเรียกรองเอาคาปวยการหรือสัญญาผูกมัดแตอยางใด ขาจะถายทอดคําสั่งสอน คําบรรยาย และความรูอยางอื่น ๆ ทั้งสิ้นใหแกบุตรของขาและของอาจารยของขา และตอบรรดา สานุศิษยผูไดรับการฝกหัดอยางถูกตองและไดสาบานตัวแลว และจะไมถายทอดแกใครอีกเลย” “ขาจะใชความรูของขาในการชวยเหลือผูเจ็บปวย เต็มตามความสามารถและ การวินิจฉัยของขา ขาจะละเวนไมใชความรูทํารายหรือทําผิดตอใคร” “ขาจะไมยอมใหยาอันตรายแกใครผูใด แมวาขาจะไดรับการขอรอง และขาจะไม แนะนําใครในเรื่องนี้ และขาจะไมยอมใหผูหญิงคนใดรูถึงวิธีการรีดลูกเปนอันขาด” “ขาจะกระตือรือรน และศรัทธาในชีวิตและในการปฏิบัติตามวิชาชีพของขา” “ขาจะไมผาตัดแมวาจะเปนไปเพื่อกอนนิ่ว แตข าจะละวิธีการดังกลาวไว เพื่อ แพทยผูชํานาญในวิชาชีพนั้น ๆ” “เมื่อขาเขาไปในบานใด ขาจะเขาไปเพื่อชวยเหลือคนเจ็บไขและจะไมเขาไปดวย เจตนารายตอใครเปนอันขาด ขาจะไมใชฐานะของขาไปในทางที่ผิดดวยการปลอยตัวยุงเกี่ยว ในทางประเวณี กับรางกายของสตรีหรือของบุรุษไมวาเขาจะเปนไทหรือทาส” “สิ่งใดที่ขาไดเห็นและไดยิน จะเปนโดยทางอาชีพ หรือโดยทางสวนตัว ซึ่งเปน เรื่องที่ไมบังควรเปดเผย ขาจะเก็บเรื่องนั้นไวเปนความลับโดยไมแพรงพรายใหผูอื่นรูเลย”


207 “เพราะฉะนั้น ถาหากขาเคารพตอคําสาบานและไมไดละเมิดเลยแลว ขอใหขา เจริญรุงเรืองทั้งในดานชีวิตและในดานวิชาชีพ และมีชื่อเสียงดีในทามกลางหมูคนตลอดเวลาไป ถาหากขาละเมิดหรือละเลยคําสาบานนี้ดวยประการใด ๆ แลว ขอใหโชคชะตาของขาจงเปนไป ในทางตรงกันขาม” คํ า สาบานของฮิ ป โปเครติ ส เป น เอกสารหลั ก ฐานเก า แก ชิ้ น หนึ่ ง ที่ กล า วถึ ง จรรยาบรรณ ที่เปนลายลักษณอักษร คําสาบานนี้มหาวิทยาลัยแพทยหลายแหงทั่วโลกยังคงใช เพื่อใหนักศึกษาแพทยเลาเรียน โดยเชื่อวาเปนจรรยาบรรณแพทยที่เกาแกและยังนํามาใชในปจจุบัน ไดหลายประเด็น ฮิปโปเครติสเปนแพทยผูมีชีวิตอยูในสมัยพุทธกาล ในหมูเกาะที่เปนสวนหนึ่งของ ประเทศกรีกปจจุบัน การถายทอดความรูทางแพทยในสมัยนั้นเปนเรื่องภายในครอบครัว บางครัง้ ผู เปนครูอาจถายทอดใหกับศิษยที่ไมใชเชื้อสายโดยตรง แตก็บังคับไววาศิษยผูนั้นตองถายทอดวิชา คืนกลับใหกับบุตรหลานของตนในเวลาที่สมควร วิชาชีพนี้จึงเปนวิชาการของคนเพียงกลุมเดียว ไมถายทอดใหกับบุคคลทั่วไปหรือบุคคลทั่วไปหรือบุคคลภายนอก ฮิปโปเครติสไดเขียนคําสาบาน ขึ้นสําหรับบังคับลูกหรือศิษยทุกคนตองทองบทกลาวปฏิญาณ และปฏิบัติตาม อันที่จริง คําสาบานดังกลาวนี้ อาจกลาวไดวาเปนจรรยาบรรณครูดวยก็ได เพราะ ไดกลาวถึงการสอน การถายทอดความรู และการปฏิบัติตนของผูเปนครูควบคูอยูดวย 6.2 จรรยาบรรณวิชาชีพในปจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและระบบเศรษฐกิจของมนุษยจากยุคเกษตรกรรมมาสู ยุคอุตสาหกรรมนั้นมีผลตอวิถีชีวิตของมนุษยอยางมาก การจัดระบบระเบียบทางสังคมถูกกระทบ และค อ ย ๆ เปลี่ ย นแปลงไป วงการอาชี พ ต า ง ๆ ก็ มี ก ารปรั บ ตั ว ปรั บ กิ จ กรรม และวิ ธี ก าร ประกอบการ โดยเฉพาะอาชีพหลายอาชีพที่มีผลตอความสงบสุข สันติสุขและกาวหนาของสังคม จําเปนตองมีการจัดการการควบคุม ตลอดจนการประกันมาตรฐานการใหการบริการแกสังคม นักปราชญไดเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับคุณคาและคุณธรรมสังคม เสนอแนวคิดเรื่องจริยธรรมในการ ประกอบอาชีพขึ้นในลักษณะกลุมความคิดตาง ๆ ซึ่งผูประกอบวิชาชีพหลายสาขาตางก็รับไป ดําเนินการในลักษณะการจัดตั้งองคกรวิชาชีพหรือสถาบันวิชาชีพขึ้น แลวจึงตรากติกาเปนขอ ประพฤติปฏิบัติตนของสมาชิกผูประกอบวิชาชีพเดียวกัน และไดใชขอกําหนดตาง ๆ เหลานั้น กํากับดูแลความประพฤติตลอดจนมาตรฐานการประกอบวิชาชีพของมวลสมาชิก ไพพรรณ เกียรติโชติชัย (2536 : 128) สรุปความสําคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพ ไวดังนี้คือ 1. เพื่อควบคุมมาตรฐาน ประกันคุณภาพ และปริมาณที่ถูกตองในการประกอบ วิชาชีพ


208 2. เพื่อสงเสริมมาตรฐานคุณภาพและปริมาณที่ดี มีคุณคาและเผยแพรใหรูจัก เปนที่นิยมเชื่อถือของผูรับผิดชอบ 3. เพื่อควบคุมจริยธรรมของผูประกอบวิชาชีพ ชวยใหมีความมั่นคงความซื่อสัตย สุจริต ยุติธรรม ฯลฯ 4. เพื่อสงเสริมคุณธรรมของผูประกอบวิชาชีพ อาชีพ ใหมีเมตตา กรุณาเห็นอกเห็นใจ สามัคคีกัน ฯลฯ 5. เพื่อลดปญหาการประพฤติผิดตาง ๆ ลดปญหาการคดโกง ฉอฉลเอารัดเอาเปรียบ โดยใชขอบังคับ ลดการเห็นแกได ตลอดจนความมักงาย ความใจแคบไมยอมเสียสละ ฯลฯ 6. เพื่อเนนภาพลักษณที่ดีของผูประกอบวิชาชีพในดานการมีจริยธรรมใหเห็น ชัดเจนยิ่งขึ้น เชนการเห็นแกประโยชนของสวนรวม การรับผิดชอบในหนาที่การงานและอาชีพ อยางแทจริง ฯลฯ 7. เพื่อพิทักษสิทธิในการประกอบอาชีพตามกฎหมาย และควบคุมวิชาชีพให ดําเนินตามทํานองคลองธรรม สั ง คมป จ จุ บั น มี ก ารเรี ย กร อ งให ผู ป ระกอบวิ ช าชี พ ชั้ น สู ง ต า ง ๆ คํ า นึ ง ถึ ง จรรยาบรรณวิชาชีพคอนขางมากขึ้น อาจจะเปนไปไดวาจริยธรรมในการดําเนินชีวิตของมนุษย ยุคนี้เบี่ยงเบนไปจากหลักการหรือระบบคุณธรรมที่เคยยึดถือกันมา ผลกระทบจากการไมเครงครัด ตอจรรยาบรรณวิชาชีพ ไมวาจะเปนวิชาชีพแพทย นักการเมือง นักการเงินการธนาคาร วิศวกร นักกฎหมายหรือแมแตครู ทําใหเกิดความเสื่อมเสียและทําใหสังคมไมเปนสุขทั้งสิ้น 7. จรรยาบรรณวิชาชีพครู จรรยาบรรณครู หมายถึง ขอกําหนดเกี่ยวกับความประพฤติหรือการปฏิบัติตนของการ ประกอบวิชาชีพครู เพื่อรักษาหรือสงเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของความเปนครู จรรยาบรรณของครูอยางเปนลายลักษณอักษรกําหนดขึ้นครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2506 โดยหมอมหลวงปน มาลากุล ซึ่งเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ และเปนประธาน กรรมการอํานวยการคุรุสภาในขณะนั้น ไดออกระเบียบจรรยาบรรณสําหรับครูไทยขึ้นพรอม ๆ กัน 2 ฉบับ คือ 1. ฉบับที่ 1 เรียกวา “ระเบียบคุรุสภาวาดวยวินัยตามระเบียบประเพณีครู พ.ศ. 2506” 2. ฉบับที่ 2 เรียกวา “ระเบียบคุรุสภาวาดวยจรรยามรรยาทตามระเบียบประเพณีครู พ.ศ. 2506” 3. ฉบั บ ที่ 3 เรี ย กว า “ระเบี ย บคุ รุ ส ภาว า ด ว ยจรรยามรรยาทและวิ นั ย ตามระเบี ย บ ประเพณีของครู พ.ศ. 2526”


209 4. ฉบับที่ 4 เรียกวา “ระเบียบคุรุสภาวาดวยจรรยาบรรณครู พ.ศ. 2539” 5. ฉบับที่ 5 เรียกวา “ขอบังคับคุรุสภาวาดวยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของ วิชาชีพ พ.ศ. 2548” สําหรับจรรยาบรรณวิชาชีพครูฉบับที่ 5 นี้ ออกตามความในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (11) (จ) (ฌ) มาตรา 49 และมาตร 50 แหงพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ประกาศใช เ มื่ อ วั น ที่ 31 สิ ง หาคม พ.ศ. 2548 ลงประกาศในราชกิ จ จานุ เ บกษาเมื่ อ วั น ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2548 และมีผลบังคับใชวันที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เฉพาะในสวนที่เปน จรรยาบรรณของวิชาชีพนั้นประกอบดวยขอกําหนด 9 ขอ ดังนี้ จรรยาบรรณตอตนเอง 1. ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองดานวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน ใหทันตอการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อยูเสมอ จรรยาบรรณตอวิชาชีพ 2. ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองรัก ศรัทธา ซื่อสัตยสุจริต รับผิดชอบ ตอวิชาชีพ และเปนสมาชิกที่ดีขององคกรวิชาชีพ จรรยาบรรณตอผูรับบริการ 3. ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองรัก เมตตา เอาใจใส ชวยเหลือ สงเสริม ใหกําลังใจแกศิษย และผูรับบริการตามบทบาทหนาที่โดยเสมอหนา 4. ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองสงเสริมใหเกิดการเรียนรู ทักษะ และ นิ สั ย ที่ ถู ก ต อ งดี ง ามแก ศิ ษ ย และผู รั บ บริ ก าร ตามบทบาทหน า ที่ อ ย า งเต็ ม ความสามารถด ว ย ความบริสุทธิ์ใจ 5. ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองประพฤติปฏิบัติตนเปนแบบอยางที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ 6. ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองไมกระทําตนเปนปฏิปกษตอความเจริญ ทางกาย สติปญญา จิตใจ อารมณและสังคมของศิษย และผูรับบริการ 7. ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองใหบริการดวยความจริงใจและเสมอภาค โดยไมเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชนจากการใชตําแหนงหนาที่โดยมิชอบ จรรยาบรรณตอผูรวมประกอบวิชาชีพ 8. ผู ป ระกอบวิ ช าชี พ ทางการศึ ก ษา พึ ง ช ว ยเหลื อเกื้ อ กู ล ซึ่ ง กั น และกั น อย า ง สรางสรรค โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สรางความสามัคคีในหมูคณะ


210 จรรยาบรรณตอสังคม 9. ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเปนผูนําในการอนุรักษ และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปญญา สิ่งแวดลอม รักษาผลประโยชนของ สวนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ขอที่นาสังเกตของจรรยาบรรณแหงวิชาชีพครูฉบับนี้ คือ 1. จําแนกจรรยาบรรณของครูออกเปน 5 ดาน คือ 1) จรรยาบรรณตอตนเอง 2)จรรยาบรรณ ตอวิ ชาชีพ 3) จรรยาบรรณต อผู รั บบริการ 4) จรรยาบรรณตอผูร วมประกอบวิชาชี พ และ 5) จรรยาบรรณตอสังคม 2. กําหนดใหครูตองรับผิดชอบตอตนเอง วิชาชีพ และผูรับบริการ ตามจรรยาบรรณขอ 1 – 7 หากครูไมปฏิบัติตามหรือละเมิดขอกําหนดถือวามีความผิดทางวินัยหรือทางอาญาอยางใดอยางหนึง่ หรือทั้งสองทาง ทั้งนี้เพราะ จรรยาบรรณทั้ง 7 ขอ ดังกลาวใชคําวา “ตอง” แสดงใหเห็นวาครูจะ หลีกเลี่ยงหรือฝาฝนมิได 3. จรรยาบรรณครูขอ 8 – 9 เปนขอกําหนดที่มิไดถือวาเปนวินัย แตเปน “จรรยามรรยาท” ของผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่พึงปฏิบัติตอเพื่อนรวมวิชาชีพหรือตอสังคม ทั้งนี้เพราะใชคําวา “พึง” ซึ่งแสดงใหเห็นวาไมจําเปนตองกระทําเสมอ เพียงแตใหกระทําบางตามโอกาสอันควร สรุปทายบท การพัฒนาคุณธรรมของครูจะประสบความสําเร็จไดนั้น ครูทุกคนจะตองมีความรูความเขาใจ อยางถูกตองถองแทตั้งแตความหมายของคุณธรรม กลาวคือ จะตองเขาใจวาคุณธรรมนั้นเปนลักษณะ ของความดี สภาพของความดี หรือธรรมชาติของความดีที่มีอยูในจิตใจของบุคคลซึ่งทําใหบุคคล กระทําความดีตาง ๆ ออกมาใหผูอื่นเห็น เปนการแสดงออกถึงมีจรรยาบรรณดวยความหมายของ คุณธรรม จึงใชในลักษณะที่ครอบคลุมความหมายของจริยธรรมดวย ผูที่มีคุณธรรมจริยธรรมจะ บังเกิดความเจริญกาวหนาอยางรวดเร็ว ครอบครัวมีความสุข สังคมและประเทศชาติไดรับการพัฒนา อยางรวดเร็ว สําหรับหลักคุณธรรมที่จําเปนสําหรับผูประกอบวิชาชีพครูนั้นมีมากมาย เชน เบญจศีล กัลยาณมิตตธรรม ธรรมเทศธรรม 5 อิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 เปนตน การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมใหมีอยูในตนเองอยูเสมอยอมเปนผูที่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณได อยางดียิ่ง ครูสามารถกระทําไดหลายแนวทาง เชน การพัฒนาโดยสถาบันผลิตครู การพัฒนาโดย หนวยงานที่ใชครู การพัฒนาโดยองคกรวิชาชีพครู การพัฒนาโดยสถาบันทางสังคมตาง ๆ และที่ สําคัญ คือการพัฒนาดวยตัวครูเอง


211 กิจกรรมทายบท หลังจากผูศึกษาไดศึกษาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพครูแลวจงอธิบาย ขอความหรือตอบคําถามตอไปนี้ใหถูกตองชัดเจน 1. จงอธิบายความหมายของคําวา “คุณธรรม” “จริยธรรม” และ “จรรยาบรรณ” มาพอเขาใจ 2. คุณธรรมมีความสําคัญตอการดําเนินชีวิตของบุคคล และตอสังคมอยางไรบาง 3. คุณธรรมสี่ประการสําหรับคนไทยคืออะไร และมีความสําคัญตอบุคคลที่นําไปประพฤติ ปฏิบัติอยางไร 4. คุณธรรมที่จะชวยพัฒนาคุณภาพผูประกอบวิชาชีพครูมีอะไรบางจงบอกมา 3 หลักธรรม 5. ในฐานะที่ทานเปนผูศึกษาวิชาชีพครู กําลังเขาสูการประกอบวิชาชีพครู และเปนผู ประกอบวิชาชีพครูอยูแลว ทานจะมีวิธีการปลูกฝงคุณธรรมใหแกนักเรียนอยางไร 6. คุณธรรมของครูสามารถพัฒนาขึ้นไดโดยวิธีการใดบาง และอยางไร


คุณธรรมจริยธรรมเกี่ยวกับครู