Issuu on Google+


เปิดผนึก ก็เพราะโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ากับเรื่องใด ๆ สิ่งใหม่มาสิ่งเก่าก็ต้องจากไปนั้นคือกฎ ของธรรมชาติไปเสียแล้วทุกอย่างเปลีย่ นแปลงไปหมดทัง้ ผูค้ น สิง่ ของ อาคารบ้านเรือน และวิถชี วี ติ ของผูค้ นทีเ่ ปลีย่ น ไปตามกาลเวลา ไม่เว้นแม้กระทัง่ มหานครของเมืองไทย กระนัน้ ก็ยงั คงบางสิง่ บางอย่างทีย่ งั คงอยูไ่ ม่ยอมเปลีย่ นแปลง ไปตามกาลเวลาเช่ น ชุ ม ชนเก่ า ที่ มี อ ายุ ร้ อ ยกว่ า ปี ขึ้ น ไปนั้ น ก็ ยั ง คงมี อ ยู่ ชุ ม ชนเหล่ า นี้ เ ขาอยู่ กั น ยังไง ทำาไมถึงยังคงอยู่ได้ทั้งที่โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คำาตอบนั้นรอคุณเข้าไปค้นหาคำาตอบ “การเปลี่ยนแปลงนั้นนำาพามาได้ทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ร้าย” คณะผู้จัดทำา


สารบัญ

๔ ๑๒ ๑๔ ๑๖ ๒๔ ๒๖ ๒๘ ๓๖ ๓๘ ๔๐ ๔๘

ณ คลองบางหลวง บ้านศิลปิน บ้านของเล่น ณ ตลาดพลู วัดราชคฤห์วรวิหาร สถานีรถไฟตลาดพลู ณ กุฎีจีน โบสถ์ซางตาครู้ส ศาลเจ้าแม่กวนอิม ณ บ้านญวน สามเสน วัดคอนเซ็ปชัญ


ณ นางเลิ้ง วัดโสมนัสราชวรวิหาร ณ วังเดิม วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ณ ภาษีเจริญ วัดนิมานรดี วีดิทัศน์ บุรุษไปรษณีย์ ภาพความทรงจำา

๕๐ ๕๘ ๖๐ ๖๖ ๖๘ ๗๔ ๗๖ ๗๗ ๘๐


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒ½Ò¡Ê‹§

๗ ย่านเก่า เล่าความหลัง


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒÃѺ

ณ คลองบางหลวง

วิถีชีวิตสองฝั่งคลอง เสน่ห์ต้องมนต์ย่านฝั่งธน


-6-


ชุมชนคลองบางหลวงชุมชนเก่าแก่ฝั่งธนบุรี อายุราว ๑๕๐ ปี ตั้งอยู่บริเวณริมคลองบางหลวงหรือในชื่อเดิม คือคลองบางกอกใหญ่ ผูค้ นทีอ่ าศัยส่วนใหญ่เป็นคนไทยแท้ กับคนไทยเชือ้ สายจีน แต่กอ่ นจะเป็นพืน้ ทีท่ าำ การเกษตร พืชสวนไร่นา ริมแม่น้ำาก็จะปลูกบ้านอาศัยพักพิง ที่ในอดีตมักจะปลูกเป็นบ้านแบบเรือนแพ เป็นชุมชนการค้าขาย เก่าในอดีตกาลมีการคมนาคมด้วยเรือ ทุกเช้าในอดีตจะมีผู้คนมากมายต่างทุกสารทิศ มาทำาการซื้อขายกัน ณ บริเวณนี้

-7-


อีกหนึ่งวิถีชีวิตของชุมชนเหล่านี้ที่เห็นแล้วประทับใจมากคือการทำาบุญตักบาตร ที่พระสงฆ์จะพายเรือออก บิณฑบาตรในทุกเช้า เราอาจจะเคยเห็นภาพเหล่านี้ตามชุมชนริมแม่น้ำาในต่างจังหวัดมากกว่าที่จะเห็นในเมืองกรุง ซึ่ ง ความเจริ ญก้าวหน้าพัดพาวิถีชีวิตเหล่านี้ไปไกลเสี ย แล้ ว ขอบคุ ณ ชาวบ้ า นคลองบางหลวงทุ ก คนที่ รั กใน วิถีชีวิตของตนเอง

-8-


-9-


สาเหตุที่แท้จริงว่าด้วยเรื่องทำาไมชุมชนแห่งนี้ยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิตและ อาคารบ้านเรือนของเขาไว้คงเดิม ก็เพราะว่า ต้องการทีจ่ ะคงสิง่ ทีบ่ รรพบุรษุ สร้าง ไว้ให้ เพือ่ ให้เกียรติและระลึกถึง โดยไม่ได้คดิ ว่าสิง่ ทีก่ าำ ลังทำาคืออนุรกั ษ์และชุมชน แห่งนีเ้ ป็นชุมชนทีแ่ สดงให้เห็นถึงความเป็นชุมชนโบราณเพราะยังคงมีรา้ นตัดผม ร้านตัดเสื้อ ฯลฯ เรียงรายกันสองริมฝั่งคลอง ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดมากนัก แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้เมื่อมาเห็นชุมชนแห่งนี้ไม่ใช่สถาปัตยกรรมที่งดงาม แต่เป็น รอยยิ้มและความจริงใจของผู้คนในชุมชนที่แสดงให้เห็นถึงความสุขของพวกเขา ความสุขกับสิ่งที่ตนเองมี

-๑๐-


-๑๑-


-๑2-


บ้านศิลปิน

บ้ า นศิ ล ปิ น เป็ น ของตระกู ล “รั ก สำ า รวจ” เป็ น ช่ า งทองเก่ า บ้ า นนี้ มี อ ายุ ป ระมาณร้ อ ยกว่ า ปี แต่ เ ปิ ด เป็ น บ้านศิลปินราว 6 ถึง 7 ปี พื้นที่บริเวณนี้เป็นของวัดกำาแพงบางจาก รุ่นสุดท้ายคือคุณยายประไพ รักสำารวจ มีลูกหลานนำาไป อยู่ด้วย บ้านก็ปล่อยไว้ไม่ได้ใช้งานอะไร พอดีอาจารย์ชุมพล อักพันธานนท์ มาเห็นเลยขอซื้อและปรับปรุงซ่อมแซมให้คงสภาพ เดิมไว้มากทีส่ ดุ อาจารย์ชมุ พลท่านเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เลยมีภาพวาด ภาพถ่ายส่วนตัวท่านเยอะ และตัวศิลปิน เพื่อนๆ อีกเลยนำามาจัดแสดงเปิดให้เข้าชมฟรี ในส่วนของหุ่นละครเล็ก ทีมงานเป็นทีมงานบางส่วนของหุ่นละครเล็กชื่อดังอย่าง หุ่นละครเล็กโจ หลุยซ์ ได้รับการชักชวนจากอาจารย์ชุมพลให้มาเปิดการแสดงที่คลองบางหลวงแห่งนี้ “มีความจริงและเวลา เท่านั้นที่จะบอกได้...ว่าเราจะถูกจดจำาเช่นไร” ศ.จิตรกร

-๑3-


บ้านของเล่น

ต้นกำาเนิดมาจากความชอบส่วนตัวของเจ้าของที่ชอบสะสมของเล่นต่าง ๆ ประกอบกับเมื่อมีลูก ลูกก็ชอบที่ จะสะสมของเล่น ทำาให้ที่บ้านมีของเล่นมาก แต่เดิมก็แค่นำามาจัดตั้งเรียงไว้ในตู้โชว์ไม่ได้ขาย จนมีผู้คนชอบถามว่า ของเล่นชิ้นนั้นชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่ ก็เลยตัดสินใจซื้อของเล่นมาขาย แต่ก็จะพยายามหาของเล่นที่ทำาเลียนแบบของ เล่นในสมัยโบราณ มาขายเป็นบางส่วนในส่วนของทีส่ ะสะสมมาตัง้ แต่เด็กก็ยงั คงเก็บไว้ในตูโ้ ชว์ไม่ได้ขาย บางคนอาจ มองว่าของเล่นนัน้ ไร้สาระ อยากจะบอกว่าของเล่นบางอย่างเป็นแหล่งเก็บความทรงจำาทีแ่ สนล้าำ ค่าในวัยเด็กของเรา

-๑4-


-๑๕-


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒ½Ò¡Ê‹§

๗ ย่านเก่า เล่าความหลัง


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒÃѺ

ณ ตลาดพลู

เสน่ห์ของการเวลาคือไม่ย้อนกลับ เสน่ห์ ของตลาดพลูนั้นคือไม่ลืมรากเหง้า


ตลาดพลูนั้นมีอายุยาวนานกว่า ๑๐๐ ปี คนในชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย คนไทยเชื้อสายจีนและ ชาวมอญ เขาบอกว่าแต่เดิมนัน้ ตลาดแห่งนีข้ ายใบพลู หมาก ปูน เลยเป็นทีม่ าของตลาดพลู แต่ดว้ ยความเจริญ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นย่านการค้าของบางกอกใหญ่ แต่ก็ยังคงวิถีชีวิตที่สืบทอด มาจากบรรพบุรษุ คืออาชีพ ถ้าสังเกตเห็น ตลาดพลูจะมีรา้ นอาหารทีม่ อี ายุไม่ธรรมดา เรียกได้วา่ มีประวัตศิ าสตร์ แทบจะทุกร้าน เรือ่ งความอร่อยไม่ตอ้ งพูดถึง หากเขาเปิดมาได้ขนาดนีเ้ รือ่ งความอร่อยและคุณภาพจัดว่าคับ แก้ว เช่น ร้านข้าวหมูแดงสุณี กุย๋ ช่ายตลาดพลู ป้าอวบทีข่ ายมากว่า 3๐ ปี อีกทัง้ ร้านขนมหวานทีม่ ใี ห้เลือกสรร นานาชนิดหรือจะเป็นวัดต่าง ๆ เช่น วัดราชคฤห์วรวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำา

-๑8-


ตลาดพลูนนั้ ตัง้ อยูร่ มิ คลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง บ้านเรือน ส่วนใหญ่จะมีลกั ษณะเป็นบ้านไม้เก่ายังไม่มกี ารเปลีย่ นแปลงมากนัก ยังมีบา้ น ริมคลองตั้งอาศัยอยู่ อีกสิ่งหนึ่งที่แรกว่าเป็นจุดสนใจของตลาดพลูคือสถานี รถไฟตลาดพลูที่มีรถไฟวิ่งผ่านขณะคุณกินข้าวซึ่งเป็นการเพิ่มอรรถรสในการ กินเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

-2๐-


-2๑-


-22-


ที่แห่งนี้ความเจริญพุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว แต่ชาวบ้านบอกว่าเราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เข้า มาพวกเขาให้ได้ เพราะพวกเขาจะต้องเดินต่อไปข้างหน้า แต่บางสิ่งบางอย่างที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษเราก็อยากส่ง ทอดไปสูร่ นุ่ ต่อไป เราไม่อยากให้สญ ู หายไปกับความเจริญทีเ่ ข้ามา เราไม่จาำ เป็นต้องทำาลายสิง่ เก่าเพือ่ รับสิง่ ใหม่ทเี่ ข้ามา ฉะนั้นแล้วเราไม่จำาเป็นต้องทิ้งวิถีชีวิตแบบพวกเรา เพื่อรับวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เข้ามา

-23-


วัดราชคฤห์วรวิหาร

เดิมแล้วชื่อวัดวังน้ำาวน เพราะวัดตั้งอยู่ติดคลองน้ำา 3 สาย คือ คลองบางกอกใหญ่ คลองบางน้ำาชน และคลอง ท่าพระ มาจดชนติดกันเป็นเหมือนสี่แยก จึงทำาให้น้ำาที่ไหลมานั้นชนกัน ทำาให้น้ำาเกิดการหมุนเวียนเป็นวังวนขึ้น ชาว บ้านเรียกว่า “วัดวังน้าำ วน” เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายสร้างโดยชาวมอญทีอ่ พยพมาอาศัย และ ได้รบั การบูรณะปฏิสงั ขรณ์วดั จากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แต่ชาวบ้านเรียกกันจนติ���ปากว่า “วัดมอญ” เพราะ น่าจะมาจากคนมอญเป็นคนสร้าง สถาปัตยกรรมภายในวัดค่อนข้างมีความหลากหลายมีทงั้ ความเป็นไทยแท้ มีทงั้ ความ เป็นจีน และมีทั้งความเป็นมอญ ผสมกันอยู่ในวัดแต่ก็สร้างความลงตัวและสร้างความน่าสนใจให้วัดยิ่งขึ้น

-24-


-2๕-


-26-


สถานีรถไฟตลาดพลู แต่ดงั้ แต่เดิมทีร่ ถยนต์ยงั ไม่ได้รบั ความนิยม ผูค้ นก็จะใช้การคมนาคมทางเรือและรถไฟเป็นหลัก ทำาให้สถานีรถไฟ ตลาดพลูถือว่าเป็นสถานที่สำาคัญของชุมชนเลย ในปัจจุบันนั้นมีรถไฟฟ้าเข้ามาทำาให้การคมนาคมทางรถไฟนั้นถูกลด ความสำาคัญลงแต่กย็ งั มีผคู้ นใช้รถไฟอยู่ โดยมีรถไฟสายนีว้ งิ่ จากมหาชัยไปวงเวียนใหญ่ ถ้าสำาหรับนักเดินทางแล้วสถานี ตลาดพลูเป็นหนึ่งสถานีที่คุณควรแวะเวียนมาเยี่ยมชมสักครั้งก็จะดีมาก

-27-


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒ½Ò¡Ê‹§

๗ ย่านเก่า เล่าความหลัง


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒÃѺ

ณ กุฎีจีน

๓ ศาสนาต่างความเชื่อบนวิถีชีวิตชาวกุฎีจีน


ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำาเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี มีอายุราวหลายร้อยปีตามคำาบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ โดยแต่เดิมบรรพบุรุษของผู้คนในชุมชนนี้จะเป็นคนไทย จีน และโปรตุเกส มาอาศัยอยู่ร่วมกันตั้งแต่ปลาย ชาวบ้านใน ชุมชนนี้ล้วนแตกต่างกันด้วย ความคิด เชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนา แต่ด้วยความแตกต่างกลับทำาให้เกิดการหล่อ หลอมผสมผสานแนวการดำารงชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนที่ไม่มีที่ใดจะเหมือน ซึ่งน่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ ผู้คนที่แตกต่างอยู่รวมกันอย่างสันติ

-3๐-


-32-


ชุมชนกุฎจี นี ไม่ได้ออกเสียงว่า กุฎจี นี ชาวบ้านบอกว่าชือ่ ชุมชนอ่านว่า กะดี จีน แต่ว่าจะอ่านว่าอะไรก็ตาม ชุมชนแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ เรียบง่าย สถาปัตยกรรมที่งดงาม อาทิ บ้านวินด์เซอร์ โบสถ์ซางตาครูส ศาลเจ้าแม่ กวนอิม วัดกัลยาณมิตรและมัสยิดบางหลวง ฯลฯ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการผสาน ความแตกต่างของศาสนา ความเชือ่ และวัฒนธรรมของผูค้ นในชุมชนได้อย่างลงตัว และอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นที่ขึ้นชื่อของชุมชนแห่งนี้คือ ขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่ต้นตำารับมาจาก เจ้าพ่อขนมหวานอย่างประเทศโปรตุเกส

-33-


ทำาไมชุมชนแห่งนี้ถึงยังคงวิถีชีวิตแบบเดิมและการผสานความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวว่า ที่ยังคงใช้วิถีชีวิตแบบเดิมไว้น้ันไม่ใช่ทั้งหมด แต่แค่บางส่วนเท่านั้นที่ต้อง เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่เรื่องไหนที่คิดว่าดีก็จะคงไว้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทั้งอาคารบ้านเรือน ขนม หรือการอยูร่ ว่ มกันของคนในชุมชน และการผสานความแตกต่างของชุมชนแห่งนีน้ นั้ ปัจจัยหลักทีส่ าำ คัญจาก ปากชาวบ้านคือ ความสามัคคี พวกเขาอยู่ด้วยกันด้วยความรักและสามัคคี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่กันอย่าง เครือญาติ ฝ่ายศาสนาใดมีกจิ กรรมผูค้ นต่างศาสนาก็จะไปช่วยเหลือซึง่ กันและกัน โดยไม่ได้คาำ นึงถึงความต่าง ของศาสนา ถือว่าชุมชนแห่งนี้คือมรดกอย่างหนึ่งของประเทศไทย

-34-


-3๕-


โบสถ์ซางตาครู้ส โดยโบสถ์ซางตาครู้สเป็นโบสถ์ของชาวคริสต์นิกายคาทอลิก ซึ่งโบสถ์นี่นั้นก่อนที่จะได้เห็นในรูปแบบของ สถาปัตยกรรมแบบฝั่งยุโรปในปัจจุบันก่อนหน้านั้นได้ถูกสร้างเป็นโบสถ์แบบไม้ซึ่งเป็นหลังแรกในประเทศไทยแต่เกิด เพลิงไหม้ทำาให้ต้องมีการบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยอายุของโบสถ์แห่งนี้ก็ครบรอบ ๑๐๐ ปีพอดี

-36-


-37-


ศาลเจ้าแม่กวนอิม

ศาลเจ้าแม่กวนอิมนั้นแต่เดิมเป็นศาลเจ้าโจวซือดงและศาลเจ้ากวนอู โดยผู้คนเชื่อกันว่าถูกสร้างโดยชาวจีนที่ อพยพมาจากอยุธยาตามพระเจ้าตากสินมหาราชมา หลังจากนัน้ ไม่นานได้มกี ารรือ้ ถอนศาลเจ้าทัง้ สองทิง้ และสร้างศาล เจ้าขึ้นมาใหม่และได้อัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมมาประดิษฐานแทน

-39-


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒ½Ò¡Ê‹§

๗ ย่านเก่า เล่าความหลัง


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒÃѺ

ณ บ้านญวน สามเสน

ชุมชนบ้านญวณ ชุมชนเก่าของชาวคริสต์ ความวิจิตรงดงามของชาวพระนคร


-42-


โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งบ้านเรือน เป็น “ชุมชนญวน สามเสน” อยูบ่ ริเวณวัดส้มเกลีย้ ง ริมแม่นา้ำ เจ้าพระยาฝัง่ พระนครเหนือบ้านเขมร เพราะนับถือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเช่นเดียวกับชาวเขมร ที่เข้ามาอยู่อาศัยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลก

-43-


ชาวญวนจะอาศัยใกล้ ๆ กับวัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ส่วนชาวเขมรจะตั้งอยู่บริเวณวัดคอนเซ็ปชัญ โดย โบสถ์คอนเซ็ปชัญเป็นโบสถ์เก่าแก่ทสี่ ร้างตัง้ แต่สมัยอยุธยา ซึง่ บริเวณนีเ้ ป็นชุมชนชาวคริสต์ทเี่ ก่าแก่ในกรุงเทพฯ อีกด้วย จากคำาบอกเล่าของชาวบ้านนัน้ ได้ทราบว่าชาวบ้านของสองชุมชนนัน้ ได้ถอยทีถอยอาศัยกันทุกครัง้ เมือ่ มีงานหรือกิจกรรมของชุมชน อีกหนึ่งอย่างที่ทำาให้รู้สึกทึ่งไปเล็กน้อยคือบริเวณนี้ชาวบ้านจะไม่ยอมขายให้คน ทีน่ บั ถือพุทธโดยเด็ดขาดเพราะด้วยบรรพบุรษุ ของพวกเขาต้องการให้พนื้ ทีน่ เี้ ป็นพืน้ ทีท่ เี่ ป็นแหล่งอยูอ่ าศัยของ ชาวคริสต์ในประเทศไทยอย่างแท้จริง

-44-


-4๕-


-46-


และด้วยความเจริญก้าวหน้าของแถวดุสิตทำาให้เกิดสถานที่ สำาคัญทั้งมหาวิทยาลัย แต่อาคาร สถานที่ราชการต่าง ๆ ทำาให้ชุมชน แห่งนี้เหมือนอยู่ท่ามกลางตึก แต่คุณเตือนตา สุวรรณโกวิทชาวบ้านที่ อยู่ชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่เกิด “บอกว่าถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกจะ เปลี่ยนแปลงไปเช่นไรแต่ส่ิงที่อยู่ในใจของพวกเขาจะยังคงอยู่ทั้งการ สืบทอดประเพณี วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งการรักและหวงแหนในที่ อยู่อาศัย โดยเขาได้ชี้ไปที่ใจและบอกว่านี้ไงสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตาม กาลเวลา ใจที่รักในความเป็นพวกเขา ความเป็นชาวคริสต์ที่ทำาให้พวก เขายังสามารถอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้”

-47-


วัดคอนเซ็ปชัญ วัดคอนเซ็ปชัญเป็นวัดของชาวคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ซึ่งที่ดินที่ตั้งของโบสถ์ได้รับพระราชทานมาจาก พระนารายณ์มหาราช โดยวัดหลังแรกถูกสร้างขึน้ เมือ่ ปี พ.ศ. 22๑7 โดยแต่เดิมเรียกกันว่า วัดน้อย ต่อมามีชาวโปรตุเกส และเขมรมาอาศัยอยู่เลยถูกเรียกว่า โบสถ์บ้านเขมร และเปลี่ยนมาเป็นโบสถ์คอนเซ็ปชัญโดยคุณพ่อรณรงค์ โบสถ์แห่ง นี้เป็นโบสถ์แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีพิธีในวันสิ้นพระชนม์ของพระเยซู อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วอดประทับแทนพวกเขา ไม่ได้คอื พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินนี าถ เคยเสด็จพระราชดำาเนิน มาในงานทำาบุญครบรอบ 3๐๐ ปีของวัดคอนเซ็ปชัญ

-48-


-49-


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒ½Ò¡Ê‹§

๗ ย่านเก่า เล่าความหลัง


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒÃѺ

ณ นางเลิ้ง

นางเลิ้งตลาดบกแห่งแรกในไทย ความศิวิไลอันรุ่งเรือง


ชาวบ้านคนหนึง่ เล่าให้ฟงั ว่าเขาอยูท่ นี่ างเลิง้ มาตัง้ แต่เกิดว่า นางเลิง้ ในอดีตเป็นแค่ปา่ รกร้างไม่มผี คู้ นอาศัยอยูแ่ ต่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุด “คลองผดุงกรุงเกษม” เมื่อ พ.ศ. 2394 เป็นคลองคูเมืองชั้นที่ 3 ความเจริญก็ได้เริ่มเข้าสู่ย่านนางเลิ้งเป็นลำาดับและทำาให้เกิดถนนเลียบคลองขึ้น ๑ สาย คือ ถนนกรุงเกษม ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตัดถนน ผ่านย่านนางเลิ้งหลายสายด้วยกัน ประกอบกับทรงบูรณะถนนกรุงเกษมเดิมให้มีสภาพดีข้ึนด้วย อีกทั้งเจ้านายและ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ชอบสร้างวังหรือบ้านตามแนวคลองผดุงกรุงเกษมและในบริเวณนางเลิ้ง โดยชื่อย่านนางเลิ้งมา จาก “นางเลิ้ง” หรือ “อีเลิ้ง” ซึ่งเป็นชื่อของโอ่งมอญ เอาไว้ใส่กักเก็บน้ำาเมื่อครั้นที่ชาวมอญอพยพมาจากสามโคกเพื่อ มาอาศัยอยู่แถวย่านนี้

-๕2-


-๕3-


-๕4-


นางเลิ้งเป็นชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพมหานครราว ๑๐๐ กว่าปีโดยประมาณ ชาวบ้านต่างอาศัยและยึด อาชีพค้าขายเป็นหลัก ซึ่งนั้นเป็นที่มาของตลาดนางเลิ้งซึ่งเป็นตลาดบกแห่งแรกของประเทศไทย โดยเดิมทีนั้น ชาวไทยมักใช้การคมนาคมทางน้ำาเป็นหลักทำาให้การค้าขายต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นในแม่น้ำา ลำาคลอง แต่ตลาดนางเลิ้ง นั้นเป็นตลาดบกแห่งแรกก่อตั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีพุทธศักราช 2443 โดย มีอาหารให้เลือกชิมกันหลากหลายทัง้ ข้าวราดแกง ข้าวขาหมู ก๋วยเตีย๋ วเนือ้ เป็ดพะโล้ และอีกมากมาย ต้องบอก เลยว่าถ้าได้มาเดินจะต้องเลือกไม่ถกู

-๕๕-


-๕6-


โดยย่านนางเลิ้งนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอย่างมาก คุณบุญมี วัฒนะ บอกว่า “แต่สงิ่ ทีย่ งั คงหลงเหลือในการเปลีย่ นแปลงนัน้ คือสถาปัตยกรรมโบราณทีย่ งั มี การบูรณะซ่อมแซมเพื่อเก็บรักษาเอาไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้คนรุ่นหลังได้ดูความ สวยงามของบ้ า นเมื อ งไทยในอดี ต และอี ก หนึ่ ง คื อ ความรั ก ประเทศไทยที่ ไ ม่ เ คย เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ถึงแม้บรรพบุรุษของชาวบ้านที่นี้จะไม่ใช่คนไทยแท้”

-๕7-


วัดโสมนัสราชวรวิหาร

วัดโสมนัสวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นการพระราชอุทิศ ให้แก่สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระมเหสีของพระองค์ พร้อมทั้งทรงพระราชนามว่า “วัดโสมนัสวิหาร” ใน ต้นรัชกาลของพระองค์ โดยวัดโสมนัสวิหารนั้นเป็นพระอารามหลวงราชวิหารชั้นโททำาให้มีชื่อเต็มว่า “วัดโสมนัส วรวิหาร” ภายในวัดเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นทีม่ คี วามวิจติ รงดงามจากฝีมอื ของช่าง ฝีมือดีช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จะเห็นได้จากวิหาร โบสถ์หรืออุโบสถ เป็นต้น

-๕8-


-๕9-


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒ½Ò¡Ê‹§

๗ ย่านเก่า เล่าความหลัง


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒÃѺ

ณ วังเดิม

ชุมชนเก่าย่านวังพระเจ้าตาก สุดลำาบาก ฟันฝ่ายุคสมัย แต่ด้วยใจที่รักและภักดี สุดปรีดีที่เกิดแผ่นดินไทย


-62-


ชุมชนวังเดิมนัน้ ตัง้ อยูใ่ กล้ๆกับ พระราชวังกรุงธนบุรหี รือพระราชวังเดิม ติดริมฝัง่ แม่นาำ้ เจ้าพระยาบริเวณ ปากคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงกลายไปเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพเรือ โดยแต่เดิม นั้นชุมชนแถวนี้มีถนนใช้ร่วมกันเรียกว่าถนนรอบเมือง แต่เมื่อได้มีการตัดถนนอรุณอมรินทร์ขึ้นมาใหม่ทำาให้ ชุมชนถูกแบ่งออกไปเป็นสองส่วนแต่ก็ยังเรียกว่าชุมชนปรกอรุณ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเป็นคนที่นับถือศาสนา พุทธแต่ก็มีศาสนาอิสลามอยู่บ้าง โดยประกอบอาชีพส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการและค้าขาย อายุชุมชนก็ราว ๑๐๐ ปีเห็นจะได้


-64-


มีการเปลีย่ นแปลงไปตัง้ แต่ถนนเข้ามา แต่เดิมนัน้ เป็นสวนแต่เมือ่ มีความเจริญ เข้ามาก็กลายเป็นตึกแถวมีถนนทำาให้สะดวกสบายมากขึน้ คนในชุมชนก็สะดวกสบาย มากขึ้น ก็ยังคงมีบ้านที่มีอายุ ๑๐๐ กว่าปีหลงเหลืออยู่บ้าง อีกอย่างที่ยังคงอยู่คือ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของเรา

-6๕-


วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณสร้างมาตัง้ แต่สมัยอยุธยา ตัง้ ริมฝัง่ แม่นา้ำ เจ้าพระยา เดิมเรียกว่า “วัดมะกอก” ตามชื่อ ตำาบลบางมะกอก ต่อมาใน พ.ศ. 23๑๐ เมื่อสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช พระราชประสงค์จะย้ายราชธานี มาตัง้ ณ กรุงธนบุรจี งึ เสด็จกรีฑาทัพล่องลงมาทาง ชลมารคถึงหน้าวัดมะกอกนอกนีเ้ มือ่ เวลารุง่ อรุณพอดี จึงทรงเปลีย่ น ชื่อวัดมะกอกนอกเป็น “วัดแจ้ง” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนิมิตที่ได้เสด็จมาถึงวัดนี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง สิ่งที่สวยเป็นสง่าเมื่อ มาวัดอรุณฯ นั้นก็คือเจดีย์วิหารที่ตั้งริมฝั่งแม่น้ำาเจ้าพระยา

-66-


-67-


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒ½Ò¡Ê‹§

๗ ย่านเก่า เล่าความหลัง


ª×èÍáÅзÕèÍÂÙ‹¼ÙŒÃѺ

ณ ภาษีเจริญ

จากรุ่นสู่รุ่นสืบทอดต่อกันมา วิถลี ้ำาค่าของ ชาวสองฝั่งคลอง


ชุมชนเก่าแก่นานมากแล้ว อายุชุมชนก็ราว ๆ ๑๐๐ ปี เป็นชุมชนจุดนัดส่งสินค้ากันเนื่องจากสมัยก่อน เป็นท่าขึ้นเรือบางช้างซึ่งมีเส้นทางเดียวที่ใช้ส่งสินค้า ทำาให้ชุมชนเหล่านี้ประหนึ่งจุดนัดพบกันของพ่อค้าแม่ค้า เพราะเมื่อก่อนจะใช้การคมนาคมทางเรือเป็นหลัก ชุมชนแห่งนี้ติดวัดนิมมานรดี โดยสภาพบ้านเรือนเป็นชุมชน ไม้ติดคลอง แต่แล้วเดิมทีบ้านแถวนี้จะเป็นบ้านที่มุงหลังคาด้วยตับจาก

-7๐-


-7๑-


ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวอย่างคนที่อาศัยอยู่แถวนี้ตั้งแต่ดั้งแต่เดิมว่า ทุกอย่าง เปลีย่ นแปลงไปหมดแล้วทีเ่ หลือก็คงมีแค่คลองราชมนตรีทยี่ งั เหลืออยู่ แต่ผมกับรูส้ กึ ได้ถงึ คำาพูดทีแ่ ฝงไปด้วยความรูส้ กึ รักในห้วงเวลาทีเ่ ดินช้าๆ การเปลีย่ นแปลงของวิถี ชีวิต ที่ครั้งที่เขาพูดเรื่องนี้เขามักจะมีคำาที่ติดปากว่า “ไม่เหมือนสมัยก่อนเนอะ” ซึ่ง เต็มไปด้วยความทรงจำา

-72-


-73-


-74-


วัดนิมมานรดี

วั ด นิ ม มานรดี เ ดิ ม มี น ามว่ า “วั ด บางแค” สร้ า งขึ้ น ในสมั ย กรุ ง รั ต นโกสิ น ทร์ ต อนต้ น รั ช กาลที่ ๑ ต่ อ มา ในรัชกาลที่ 2 จ.ศ. ๑๑83 (พ.ศ. 2364) ทีท่ รงโปรดแต่งตัง้ พระคณาจารย์เป็นผูบ้ อกกรรมฐานในกรุงและหัวเมือง เมือ่ วันอังคาร  เดือนยี่ แรมแปดค่ำา ปีมะเส็ง ตรีศก  ในจำานวนพระคณาจารย์ 7๑ รูปนั้น พระอาจารย์รูปที่  ๕๕ คือ พระอาจารย์เกษ วัดบางแค เป็นผูถ้ วายสมาธิกรรมฐานรวมอยูด่ ว้ ยรูปหนึง่ แสดงว่าวัดบางแคมีอยูก่ อ่ นแล้ว และคงเป็น วัดที่เจริญรุ่งเรืองมากวัดหนึ่ง โดยมีอุโบสถและศาลเจ้าแบบจีน ที่สวยงดงามอยู่ภายในวัด

-7๕-


วีดิทัศน์ ณ คลองบางหลวง

ณ ตลาดพลู

ณ นางเลิ้ง

ณ กุฎีจีน

ณ วังเดิม

ณ บ้านญวน สามเสน

ณ ภาษีเจริญ


สวั ส ดี ค รั บ ผมชื่ อ นายธี ร พงศ์ ประทิ ต ย์ อายุ 22 ปี เกิดเมื่อวันที่ ๑4 ตุลาคม 2๕37 ผมเป็ น คนที่ มี นิ สั ย ร่ า เริ ง เฮฮา สนุ ก ไปวั น ๆ ผมชอบกินข้าวหมูกระเทียม ผมเคยฝันว่าอยากจะ เป็นนักออกแบบที่เก่ง และอยากทำางานที่ชอบนั่น แหละทัง้ หมดของชีวติ ผม และหนังสือทีผ่ มกำาลังทำา อยู่ นี้ ต้ อ งการจะสื่ อ ออกไปให้ ค นไทยเห็ น ว่ า เมืองไทยที่พวกคุณทั้งหลายอยู่นั้นมีอะไรให้คุณ ค้นหาอีกมากมายเพียงแค่คุณ “เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ” ป.ล. หวังว่าคุณคงได้รบั ความสุขจากหนังสือ ของพวกเรานะครับ


สวัสดีครับผมชื่อ นายพงศกร ไตรยสุทธิ์ อายุ 22 ปี เกิดเมื่อวันที่ 3๐ พฤศจิกายน 2๕37 ผมเป็นคนที่มีนิสัย ตลก จิตใจแจ่มใส ผมชอบกิน เมนูไก่ทุกชนิด ผมเคยฝันว่าผมอยากที่จะออกไป ถ่ายรูปรอบโลก เพื่อเป็นประสบการณ์ว่าครั้งหนึ่ง ผมเคยได้ถ่ายรูปสิ่งที่ผมอยากจะถ่าย นั้นแหละ ทั้งหมดของชีวิตผม และหนังสือที่ผมกำาลังทำาอยู่นี้ ต้องการจะสือ่ ออกไปให้คนไทยเห็นว่า เมืองไทยหรือ แม้กระทัง่ กรุงเทพมหานครทีพ่ วกคุณหลายคนนัน้ มี อะไรให้คณ ุ ค้นหาอีกมากมายเพียงแค่คณ ุ “กล้าทีจ่ ะ ลุยกับมัน” ป.ล. หวังว่าคุณคงได้รับความสุขจาก หนังสือของพวกเรานะครับ


สวั ส ดี ค รั บ ผมชื่ อ นายสรวิ ศ ชมปรารภ อายุ 2๑ ปี เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2๕38 ผมเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริง คิดอะไรง่ายๆ ผมชอบกิน ข้าวผัดปลาหมึก ผมเคยฝันว่าอยากจะเดินไปเที่ยว รอบโลกและกลับมาเขียนหนังสือขายนั่นแหละ ทั้งหมดของชีวิตผม และหนังสือที่ผมกำาลังทำาอยู่นี้ ต้องการจะสื่อออกไปให้คนไทยเห็นว่า เมืองไทยที่ พวกคุ ณ ทั้ ง หลายอยู่ น้ั น มี อ ะไรให้ คุ ณ ค้ น หาอี ก มากมายเพียงแค่คุณ “เปิดใจ วิ่งไป เรียนรู้มัน” ป.ล. หวังว่าคุณคงได้รบั ความสุขจากหนังสือ ของพวกเรานะครับ


ภาพความทรงจำา



๗ ย่านเก่าเล่าความหลัง