Issuu on Google+

Sarakadee Camp X Project I Talad Noi Words by Panadda Tempaiboonkul & Photographs by Pathipol Ratchataarpa


เฮี ย บเตี ย ง

60 ปีบนเส้นทางสายขนมหวาน ตำ�นานแห่งตลาดน้อย ย่านตลาดน้อยยังคงหลับใหลในยามตี 3 ชายชราคนหนึ่งตื่นขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขาเปิดไฟสีขาวลอดประตูลูกกรงออกมาตัดกับพื้น ถนน พลางชะโงกออกมาเชิญชวนให้เราเข้าไปด้านใน การเริ่มต้นวันใหม่ก่อนไก่โห่เช่นนี้อาจผิดวิสัยของคนทั่วไป ทว่าสีหน้าของเขากลับเบิก บานผิดกับคนรุ่นหนุ่มสาวอย่างเราที่แข็งแรงแท้ๆ กลับตื่นแต่ร่างกาย เช้ามืดไม่ใช่เวลาของทุกคน มันอาจสอดคล้องกับวิถีของเถ้าแก่ขนม หวาน เจ้าของร้านเฮียบเตียงมากที่สุด


ชายชราตระเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อย เขาสาดแป้งลงบนโต๊ะตัวเก่า พร้อมราด น้ำ�มันจากกระบวยเก่าๆ จากนั้นก็ลงมือนวดจนผงสีขาวกลายเป็นก้อนแป้งกลมๆ “อากง ให้หนูช่วยอะไรไหม” อากงแบ่งแป้งส่วนหนึ่งมาให้ฉันตามคำ�ขอ ด้วยเหตุที่อา กงไม่ถนัดภาษาไทยเท่าไรนัก เลือกที่จะสาธิตวิธีทำ�ขนมให้ฉันลองทำ�ตาม มากกว่าจะ ถ่ายทอดเป็นคำ�พูด หรือบางครั้ง อากงอาจเคยชินกับการทำ�ขนมคนเดียวอย่างเงียบๆ ปล่อยให้อาม่าเป็นผู้ถ่ายทอดตำ�นานร้านเฮียบเตียงให้เราฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้วอากงเอี่ยม แซ่ตั้ง เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จีนแผ่นดินใหญ่ หนุ่มน้อยหน้าตี๋วัย 20 เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการเข้าฝึกงานใน ร้านขนมย่านตลาดน้อย เขาได้เรียนรู้วิชาการทำ�ขนมหวานหลากชนิดจนชำ�นาญ จน กระทั่งพบรักกับอาม่านี้ แซ่อึ้ง สาวไทยเชื้อสายจีน บ้านใกล้เรือนเคียง จึงตัดสินใจ แต่งงานและออกมาเซ้งห้องแถวขนาดหนึ่งคูหา เพื่อเปิดกิจการร้านขนมเล็กๆ เป็น ของตัวเอง ในขณะที่อากงแสดงฝีมือทอดขนมอยู่ในครัว อาม่าจะทำ�หน้าที่เป็นเถ้าแก่ เนี้ย คอยเฝ้าหน้าร้านและบรรจุขนมร้อนๆ จากเตาขายให้ลูกค้า ร้านเฮียบเตียง เติบโตพร้อมชุมชนตลาดน้อย วันเดือนปีผ่านไป อากงค่อยๆ ปรับสูตร ขนมจากสูตรแต้จิ๋วสู่ความลงตัวในแบบของตัวเอง ร้านเฮียบเตียงเป็นเจ้าตำ�รับของ ขนมหลายชนิด ที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นขนมเจเปี๊ยะ ขนมเปี๊ยะชิ้นเล็กสีขาว ทอดจน แป้งด้านนอกกรอบฟูลงตัวกับไส้ถั่วเหลืองนุ่ม อิ่วก้วย ขนมหน้าตาละม้ายคล้ายกะหรี่ ปั๊บที่แป้งกรอบนอกนุ่มในกำ�ลังดี หรือจะเป็นเม่งทึ้ง แป้งหยุ่นนุ่มคลุกเคล้างาขาว ล้วน เป็นของเลิศรสที่ใครก็อยากลิ้มลอง แม้แต่ห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารชื่อดังก็ยังต้องสั่งขนมจากร้านเฮียบเตียงมาขาย นับเป็นจุดสูงสุดของการทำ�ร้านขนมในยุคนั้น ทุกวันนี้แม้ร้านจะไม่ได้ค้าส่งขนมอีก ต่อไป แต่หากพูดถึงร้านเฮียบเตียง คนเก่าคนแก่มักเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงช่วง เทศกาลกินเจเมื่อใด ชาวไทยเชื้อสายจีนจากทั่วสารทิศต้องมาต่อแถวยาวเหยียดหน้า ร้านขนมเจ้านี้กันแน่นขนัดตา กลายเป็นภาพจำ�ที่ฝังแน่นในสายตาของผู้คนในซอย เจริญกรุง 20 มาหลายชั่วอายุคน


ปรัชญาการทำ�ขนมของเฮียบเตียงเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ขนมทอดแต่ละชนิดต้องไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป วัตถุดิบทุกอย่างถูกคัดสรรอย่างดี ขนมเฮียบเตียงมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะปรุงจากน้ำ�ส้มเช้ง เข้มข้นอย่างดีจากเมืองจีน เรียกได้ว่า กลิ่น รส สัมผัส ได้รับการปรุงแต่งมาอย่างลงตัว อากงจะทำ�ขนมครั้งละน้อยชิ้น พอขายหมดในเวลาไม่นาน อาศัยว่าขยันทำ�หลายๆ รอบ เพื่อให้ขนมทุกชิ้นสด ใหม่ ยังกรุ่นกลิ่นหอมอยู่เสมอ


“ขนมที่นี่สดใหม่ ลื้อซื้อไปกินไม่หมดก็เก็บไว้ เชื่ออั๊วะเถอะ ลูกค้าบางคน อีมาซื้อไปเป็นกล่องๆ ขึ้นเครื่องบินไป ฝากญาติที่อังกฤษ ฝรั่งเศส กว่าจะถึง กว่าจะได้กิน ขนมก็ยังอยู่ได้ ไม่เสีย” ว่าแล้วอาม่าก็หันหลังไปเปิดถังพลาสติก หยิบขนมถั่วตัดสองชิ้นแบบเต็ม คำ�มาให้พวกเราลองพิสูจน์ความสด กันแบบฟรีๆ อันที่จริง เราเชื่ออาม่าตั้งแต่ตอนได้กลิ่นหอมฟุ้งลอยออกมาเตะจมูก ทั้งที่มีขนมเหลืออยู่แค่ก้นถัง เท่านั้น นอกจากขนมทั่วไปที่วางขายหน้าร้าน เฮียบเตียงยังรับทำ�ขนมน้ำ�ตาล สำ�หรับเทศกาลและงานพิธีต่างๆ เมื่อ ตกลงราคาและรูปร่างขนมกันเรียบร้อย แล้ว อากงจะหายเข้าไปหลังร้าน ตั้งกระทะใบใหญ่เคี่ยวถั่วกับน้ำ�ตาล จนข้นเหนียวพอที่จะปั้นเป็นโครงสิงโตตัวน้อยๆ ระหว่างรอน้ำ�ตาลเย็นตัว อากงจะหันมาบรรจงปั้นแป้งสีขาว เป็นตา หู จมูก เส้นขน หาง รวมถึง ส่วนประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อย ด้วยประสบการณ์กว่า 60 ปี อากงจึงจำ�ราย ละเอียดงานฝีมือทุกชิ้นได้โดยไม่ต้องมีตัวอย่าง เขาติดแป้งแต่ละชิ้นเข้ากับถั่วเคี่ยวน้ำ�ตาลอย่างคล่องแคล่ว จนกลายเป็นตัวสิงโตสีขาวที่มีลีลาพร้อมเยื้องกราย “สิงโตคู่เป็นของขึ้นชื่อ แต่พวกอั๊วะไม่ได้รับทำ�แค่สิงโตนะ บางบ้านสั่งซาแซ โหงวแซหรือเนื้อสัตว์ห้าอย่าง เอา ไว้ไปไหว้ฮวงซุ้ยแล้วไม่ต้องคอยปัดแมลงวันเหมือนตอนใช้เนื้อสัตว์จริง อากงปั้นรูปสัตว์ได้ทุกอย่าง ปั้นมังกร ยากๆ ก็ได้ ต้นไม้ดอกไม้ก็ได้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง คนกินเจตาย ญาติเลยโทรมาสั่งกอบัวน้ำ�ตาล เอาไว้ไหว้วิญญาณ ไม่กินเนื้อ อากงก็จะนั่งปั้นบัวทีละกลีบๆ จนเสร็จ” ขั้นตอนสุดท้าย อากงจะค่อยๆ นั่งจรดพู่กันแต่งแต้มสีสันหุ่นน้ำ�ตาล ท่ามกลางความเงียบและเนิบช้า มองดูแล้ว ลีลาของอากงไม่ต่างกับศิลปินที่กำ�ลังถ่ายทอดวิญญาณลงในผลงานของตัวเอง


ดูเหมือนว่าการทำ�ขนมทุกวัน จะทำ�ให้ชายชราอายุกว่า 80 ปี คนนี้ยังแข็งแรง เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน “อากงเหมื อ นจะเดิ น เหิ น ไม่ ค่ อ ยไหวสุ ข ภาพอี ก็ ไ ม่ แ ข็ ง แรง เหมือนเมื่อก่อน แต่ลื้อรู้ไหม อีจับพู่กันระบายสีทีไร มืออีไม่ เคยสั่นเลย” อาม่าแอบมองอากงลากเส้นพู่กันอย่างอารมณ์ ดี ก่อนจะชี้ให้เรามองสูงขึ้นไปดูภาพตุ๊กตาสิงโตสีสันสดใสใส่ กรอบแขวนผนังอย่างดี อาม่าเล่าให้ฟังว่า ชื่อเสียงปั้นขนม น้ำ�ตาลของอากงเป็นที่เลื่องลือมาก ลูกค้าหลายคนพยายาม หาซื้อตามร้านขนมในเยาวราช แต่ร้านไหนๆ ก็สู้ฝีมือที่นี่ไม่ ได้เลย ยิ่งเจอบางร้านเลิกทำ�ขนมน้ำ�ตาลแบบปั้นมือ ปฏิวัติ ตัวเองเข้าสู่ยุคหล่อขนมจากแท่นพิมพ์ ความประณีตบรรจงจึง ต่างกัน สุดท้ายก็ต้องกลับมาอุดหนุนร้านเฮียบเตียงเช่นเดิม ส่วนภาพในกรอบนั้น มีลูกค้ารายหนึ่งสั่งสิงโตน้ำ�ตาลคู่นี้ไป หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับมาที่ร้านพร้อมรูปถ่ายใบนี้แทน คำ�ขอบคุณ


เป็ น ธรรมดาที่ ร้ า นขนมแบบเก่ า ลดความนิ ย มลงไป ตามกาลเวลา เฮียบเตียง เองก็ดำ�รงอยู่บนกระแสแห่ง ความจริงนี้ แต่อาจจะจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะ คนรุ่นเก่ายังคงกดโทรศัพท์มาสั่งขนมอย่างไม่ขาดสาย บ้างก็นั่งรถมารับ บ้างส่งวินมอเตอร์ไซด์มารับของ แทน ในขณะที่คนรุ่นใหม่บางส่วนได้ลิ้มรสขนมที่อากง อาม่าซื้อไปไหว้เจ้าแล้วติดใจจนเดินทางมาซื้อด้วยตัว เอง กลายเป็นลูกค้าใหม่กลุ่มเล็กๆ เพิ่มขึ้นมา เมื่อถามถึงอนาคตของเฮียบเตียง อาม่าบอกว่า วัน หนึ่งร้านเฮียบเตียงอาจต้องปิดตัวลงไป เพราะสำ�หรับ คนรุ่นใหม่ เส้นทางสายขนมไม่ได้โรยด้วยเกล็ดน้ำ�ตาล แสนหวานอย่างที่เข้าใจกัน น้ำ�หนักของไม้นวดแป้ง อันใหญ่อาจทำ�ให้มือใหม่ปวดหลังไปหลายวัน ในขณะ ที่การน���ดและจับจีบแป้งขนมด้วยมือนานเข้าทำ�ให้ สาวๆ ทนอาการมือเปื่อยไม่ไหว รวมทั้งการเรียนทำ� ขนมที่ไม่ได้จบลงในวันเดียว ต้องใช้เวลานับสิบปีก ว่าในการพัฒนาฝีมือ ลูกหลานหลายคน อาม่า หรือ แม้กระทั่งคนนอกที่สนใจเคยแวะเวียนเข้ามาหัดทำ� ขนม ณ หลังครัวแห่งนี้ แต่ไม่นานนักก็ต้องยอมแพ้ ไป เมื่อเป็นเช่นนี้เฮียบเตียงจึงขาดผู้สืบทอดไปอย่าง น่าเสียดาย


ทุกวันนี้ ลูกหลานเฮียบเตียงไม่ได้เลือกเส้นทางสายขนมหวาน พวกเขาเติบโตไปตามทิศทางของตน พร้อมด้วยฐานะอันมั่งคั่งและธุรกิจที่มั่นคงกว่า หากเฮียบเตียงเลือกที่จะปิดตัวลง อากงอาม่าสามารถ พักผ่อนในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างสบายๆ ทว่าอากงกลับไม่มีวี่แววจะวางมือจากร้านขนมเลยสัก ครั้ง ก่อนรุ่งสางก็ยังคงตื่นมานวดแป้งปั้นขนมเหมือนทุกๆวัน “ขายขนมเดี๋ยวนี้กำ�ไรนิดเดียว คิดดู ขนมอันละ 9 บาท ทำ�ขาย 1,000 อัน ได้แค่ 9,000 บาท ยิ่งถ้า หักต้นทุน ยิ่งกำ�ไรยิ่งไม่มี ใครๆ ก็บอกให้เลิกทำ�ได้แล้ว อีกอย่างเราเองไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน จะปิด ร้านไปก็ไม่เห็นเป็นไร เชื่อไหม อีไม่เคยเถียงอะไรใครเลย แต่ตื่นมาทำ�ขนมทุกวัน” อากงกับร้านขนมของแก ล้มลุกคลุกเคล้ากันมานาน เหมือนแป้งผสมน้ำ�มัน ที่ถูกมือแห่งกาลเวลา บรรจงนวดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไป หรืออากงอาจไม่ได้ทำ�ขนมเพื่อเลี้ยงชีพ แต่เพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณ เมื่อขนมวางเรียงเต็มตู้ในยามสาย เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าภารกิจประจำ�วันของอากงเสร็จสิ้นลงแล้ว เขาเดินออกไปสูดอากาศหน้าร้านขนมหวานอย่างเงียบๆ เพียงไม่นานก็หายเข้าไปในครัวอีกครั้ง เพื่อเอนหลังบนเตียงผ้าใบข้างๆ โต๊ะนวดขนมตัวเก่าของเขาเอง


Sarakadee Camp X Project I