Page 1

หนา จาก 141

[

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552

หน่วยฝึก โรงพยาบาลสมุ∙รสาคร

]

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ใบรองปก

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

..................................

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

หนวยฝก โรงพยาบาลสมุทรสาคร นายอัฐกร ศิริชัยเอกวัฒน เลขทะเบียน 5105610306 อาจารยที่ปรึกษา รศ.กิตติยา นรามาศ ..................................

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

คำนำ R รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ฉบับสมบูรณนี้เขียนรวบรวมและเรียบเรียงขึ้น ระหวาง การฝกภาค ปฏิบัติ 1 ตามหลักสูตรสังคมสงเคราะหศาสตรบัณฑิต ของนักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะห ศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ประจำภาคฤดูรอน/2552 ระหวาง 22 มีนาคม - 14 พฤษภาคม 2553 ณ หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร เพื่อนำเสนอผลงานแนวคิดและผลสัมฤทธิ์ตามความคาดหวังของ หลังสูตร คณาจารยฝายฝกภาคปฏิบัติ และผูฝกเอง รายงานฉบับนี้ประกอบดวยประเด็นนำเสนอ 5 สวน ไดแก ขอมูลหนวยงาน, การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะหในหนวยงาน, การวิเคราะหการปฏิบัติงานของ หนวยงานและการเสนอแนวคิด, สรุป ขอคิดเห็นขอเสนอแนะเชิงวิพากษ และภาคผนวก ตามลำดับ ซึ่ง ทั้ง 5 สวนลวนมีความสำคัญที่ชวยประกอบเหตุการณ เรื่องราว ประสบการณตางๆขึ้นอยางเปนรูปราง และขยายภาพการฝกภาคปฏิบัติไดเขาใจมากขึ้น R ไมมีการเรียนรูใดมีคาและ “ใหประสบการณที่ดี” ไดเทาการเรียนรูจากการปฏิบัติงาน R ทักษะ ทฤษฎี ความรูตางๆ เปนเพียงน้ำหมึกที่หยดลงบนกระดาษซอนทับกันหนาแลวหนาอีก ฉีกขาดและผุกรอนไดตามการดูแลรักษา ตำราเหลานี้ไมสามารถออกไปชวยเหลือใครไดตามที่ในนั้นมัก จะเขียนเอาไวถึงสรรพคุณของทฤษฎีตางๆ ทำใหขาพเจาตั้งสมมติฐานของการฝกภาคปฏิบัติในครั้งนี้วา เปนการทดสอบทฤษฎี ความรูที่ไดเรียนมาจะใชไดจริงและมีประโยชนหรือไม เปนคำถามที่ขาพเจาตั้งไว กอนการเขาสูสนามฝกจริง R เมื่อไดเขาสูสนามฝกแลว ไมใชมีเพียงทักษะ ทฤษฎีที่ถูกนำออกมาใชเทานั้น มีเรื่องราวมากมาย ที่เกิดขึ้นในชวงระยะเวลาสั้นๆ ทุกเรื่องคือประสบการณที่แสนมีคาและนาจดจำ ประสบการณที่ตอให รายงานฉบับนี้ยาวจนพันรอบโลกไดก็ถายทอดออกมาไมหมด ประสบการณที่ทำใหเห็นคุณคาและ มหัศจรรยแหงชีวิตมนุษย มนุษยที่เปนทั้งผูใหและผูรับ มนุษยที่ทำไดทั้งดีและไมดี R ในรายงานฉบับนี้จึงถายทอดประสบการณบางสวนของการทำงานเปนนักศึกษาฝกภาคปฏิบัติ งานสังคมสงเคราะหในโรงพยาบาลสมุทรสาคร R รายงานนี้จะสำเร็จไมไดเลยหากขาดบุคคลที่มารวมเปนอาจารยภาคสนาม อ.มลฤดี อ.อรชร อ.วิกานดา และผูใชบริการทุกคน ทุกเรื่องราวของชีวิตที่ทำใหหัวใจของขาพเจาไดฟองโตขึ้น และเปน หัวใจที่ไดรับการเติมน้ำใจลงไปอยูเสมอ ขอขอบคุณคณาจารยคณะสังคมสงเคราะหทุกทานที่ทำให ขาพเจาไดเขาใจวางานสังคมสงเคราะหคืออาชีพที่มีเกียรติ ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ลวนเปนกำลังใจซึ่ง กันและกันรับฟงและชวยแกปญหาที่เกิดขึ้นเสมอ และขอมอบรายงาฉบับนี้ใหเปนผลงานของทุกคนที่ได มีสวนรวมในการถักทอประสบการณเหลานี้ออกมาจนสำเร็จ R R

R R

R R

R R

R R

R R

R R

R

R R

อัฐกร ศิริชัยเอกวัฒน 9 มิถุนายน 2553

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สารบัญ คำนำR R สารบัญ'' บทนำR R

R ' R

R ' R

R ' R

R ' R

R ' R

R ' R

R ' R

R ' R

R ' R

R ' R

ก ข 1

สวนที่ 1 ขอมูลหนวยงานR R R R R ขอมูลทั่วไปเกี่ยวกับหนวยงาน' ' ' ' ' ที่อยูR R R R R R R R แผนที่ '' ' ' ' ' ' ' ขอมูลโรงพยาบาลสมุทรสาครR R R R R โครงสรางการบริหารงาน โรงพยาบาลสมุทรสาคร'' ' ขอมูลดานบุคลากรของโรงพยาบาลสมุทรสาคร และเครือขายR มาตรฐานการบริการ' ' ' ' ' ' ขอมูลลักษณะการใหบริการR R R R R ลักษณะทั่วไปของผูใชบริการ' ' ' ' '

R ' R ' R ' R ' R '

R ' R ' R ' R ' R '

R ' R ' R ' R ' R '

R ' R ' R ' R ' R '

2 3 3 3 4 5 6 8 8 9

สวนที่ 2 การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะหR R R R ขอมูลฝายสวัสดิการสังคม' ' ' ' ' ลักษณะการใหบริการสัวสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห R ลักษณะกลุมผูใชบริการงานสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห' ผูใชบริการแบงตามสิทธิการรักษาR R R R งานสังคมสงเคราะห' ' ' ' ' ' คำประกาศสิทธิผูปวยR R R R R R หลักการปฏิบัติงาน' ' ' ' ' ' คุณสมบัติของผูใหบริการที่ดี R R R R R ลักษณะเฉพาะของการปฏิบัติงาน' ' ' ' งานเอดสR R R R R R R ขอมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรค'' ' ' ' ' ขอมูลทางพยาธิสภาพR R R R R R อาการ' ' ' ' ' ' ' ' สถานการณเอดสในประเทศไทยRR R R R งานสังคมสงเคราะหกับการดูแลผูปวยติดเชื้อHIVและผูปวยเอดส

R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R '

R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R '

R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R '

R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R '

10 11 12 13 13 14 14 16 18 18 19 19 19 19 20 20

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สารบัญ(ตอ1) ประเด็นในการใหคำปรึกษาR R R R R R R R ระบบบริการผูปวยติดเชื้อและผูปวยเอดส'' ' ' ' ' ' งานศูนยพึ่งไดR R R R R R R R R R ศูนยบริการชวยเหลือเด็กและสตรีในภาวะวิกฤตจากความรุนแรง' ' ' ' แนวคิด/นโยบาย ที่เกี่ยวของกับเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงR R R R นิยามศัพทเกี่ยวกับการกระทำรุนแรง' ' ' ' ' ' ' ความหมายของความรุนแรงR R R R R R R R ความเปนมาของศูนยพึ่งได' ' ' ' ' ' ' ' วัตถุประสงคR R R R R R R R R R ขอบเขต/เปาหมาย' ' ' ' ' ' ' ' ' หนาที่ของศูนยพึ่งไดR R R R R R R R R กิจกรรมของศูนยพึ่งได' ' ' ' ' ' ' ' ' ขั้นตอนการดูแลชวยเหลือเด็ก และสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงทางรางกาย/ จิตใจ/ เพศRR ขอควรปฏิบัติสำหรับเจาหนาที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร' ' ' ' ' แนวทางปฏิบัติในการประสานงานของทีมสหวิชาชีพR R R R R แนวทางปฏิบัติในการใหคำปรึกษาแกสตรี' ' ' ' ' ' แนวทางการใหคำปรึกษาแกเด็กRR R R R R R R การใหความชวยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรม' ' ' ' ' ' ประเด็นศึกษาR R R R R R R R R R สาเหตุของการทารุณกรรมเด็กและละเลยเด็ก' ' ' ' ' ' ผลกระทบของการทารุณกรรมเด็กR R R R R R R การปองกัน' ' ' ' ' ' ' ' ' ' ปจจัยเสี่ยงของการทารุณกรรมเด็กR R R R R R R ลักษณะ รูปแบบและวิธีการทารุณกรรมเด็ก ' ' ' ' ' ' การสืบขอเท็จจริงR R R R R R R R R ความหมายของขอเท็จจริง' ' ' ' ' ' ' ' คำจำกัดความขอเท็จจริงR R R R R R R R ประเด็นการสืบขอเท็จจริงของนักสังคมสงเคราะห'' ' ' ' ' วิธีการสืบคนขอเท็จจริงR R R R R R R R R หลักการทำงานสังคมสงเคราะหกับเด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมและครอบครัว ' '

R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R ' R '

21 25 26 26 26 27 28 28 29 29 29 29 30 32 32 33 34 35 35 35 36 36 37 44 45 46 47 47 48 49

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สารบัญ(ตอ2) ขั้นตอนการทำงานR R R R R R R R R R การทำงานในลักษณะสหวิชาชีพในกระบวนการชวยเหลือเด็ก ' ' ' ' ' ปญหาที่เด็กไดรับจากการถูกละเมิดสิทธิR R R R R R R R การใหความชวยเหลือสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง' ' ' ' ' ' ' สถานการณความรุนแรงตอสตรีในสังคมไทยR R R R R R R วงจรของความรุนแรง (Cycle of Violence)' ' ' ' ' ' ' ระยะของการชวยเหลือ R R R R R R R R R R ปจจัยเสี่ยงที่ทำใหผูหญิงตกเปนเหยื่อความรุนแรง' ' ' ' ' ' สิ่งที่ผูใหบริการควรระมัดระวังR R R R R R R R R การปฏิบัติงานรูปแบบสหวิชาชีพ' ' ' ' ' ' ' ' ขั้นตอนการทำงานแบบทีมสหวิชาชีพR R R R R R R R ปญหาที่พบในการทำงานสหวิชาชีพ' ' ' ' ' ' ' ' การประเมินปญหาR R R R R R R R R R การใหความชวยเหลือ' ' ' ' ' ' ' ' ' ' ปญหาในการทำงานระบบการดูแลเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร R งานบริการคนพิการ' ' ' ' ' ' ' ' ' ' งานเยี่ยมบานR R R R R R R R R R R วัตถุประสงคของการเยี่ยมบาน ในงานสังคมสงเคราะห ' ' ' ' ' ' ขั้นตอนการเยี่ยมบานR R R R R R R R R R หลักการเยี่ยมบาน' ' ' ' ' ' ' ' ' ' วิธีการเยี่ยมบานR R R R R R R R R R ยกตัวอยางสถานการณการเยี่ยมบาน' ' ' ' ' ' ' ' การบันทึกในงานเยี่ยมบานR R R R R R R R R

50 51 51 52 52 53 54 55 56 56 57 58 58 59 60 61 61 61 62 63 63 63 64

สวนที่ 3 การวิเคราะหการปฏิบัติงานและการเสนอแนวคิด R ประเด็นการนำเสนอ' ' ' ' ' ' ทัศนะคติตองานสังคมสงเคราะหRR R R R ลักษณะงาน' ' ' ' ' ' ' กระบวนการทำงานR R R R R R องคความรูที่ใชในการปฏิบัติงาน'' ' ' '

65 66 66 67 68 68

R ' R ' R '

R ' R ' R '

R ' R ' R '

R ' R ' R '

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สารบัญ(ตอ3) องคความรูที่ใชในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะหสำหรับนักศึกษาฝกภาคปฏิบัตRิ R มายาคติตอผูใชบริการ' ' ' ' ' ' ' ' ' ปญหาในการทำงานR R R R R R R R R

' R

69 70 70

สวนที่ 4 สรุปขอคิดเห็นและขอเสนอแนะเชิงวิพากษR สรุปขอคิดเห็น และขอเสนอแนะเชิงวิพากษ' '

R '

R '

สวนที่ 5 ภาคผนวกR R R R R R R รายงานประจำสัปดาหระหวางการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552' รายงานกรณีศึกษา : กลุมผูติดเชื้อHIV โรงพยาบาลสมุทรสาคร R R แหลงทรัพยากรภายนอกเพื่อชวยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง' แหลงทรัพยากรภายนอกเพื่อชวยเหลือผูติดเชื้อ HIVR R R ถามตอบ พระราชบัญญัติคุมครองเด็ก พ.ศ. 2546'' ' ' แบบประเมินผูปวยเด็กที่ถูกกระทำรุนแรงทั้งดานรางกาย จิตใจ และเพศR เครื่องมือในการประเมินครอบครัว ' ' ' ' ' ' ' บรรณานุกรมR

R

R

R

R

R

R

R

R

R

R '

R '

R '

71 72

R ' R ' R ' R '

R ' R ' R ' R '

R ' R ' R ' R '

73 74 90 100 103 107 116 118

R

R

R

130

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

“การใหความชวย เหลือ...คือคาเชาที่เราจาย สำหรับพื้นที่ที่เราอาศัยอยู”

“ม า ร ติ น ลู เ ธ อ ร คิ ง” ผูนำดานสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกัน

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สวนที่ 1 ขอมูลหนวยงาน รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ขอมูล∙ั่วไปเกี่ยวกับหนวยงาน โรงพยาบาลสมุทรสาคร ที่อยู่ R เลขที่ 1500 ถนนเอกชัย ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000 R หมายเลขโทรศัพท 034 427 099 ตอ 8215, 8911 แผนที่

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ขอมูลโรงพยาบาล R โรงพยาบาลสมุทรสาครเปนโรงพยาบาลประจำจังหวัดสมุทรสาคร ระดับโรงพยาบาลทั่วไป ใน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข มีจุดประสงคเพื่อใหบริการดานการสง เสริม ปองกัน รักษา ฟนฟูโดยไมหวังผลกำไร ใหกับประชาชนทุกระดับในเขตและนอกเขต สงผลใหมี ผูรับบริการมากโดยเฉลี่ย 2,100 ถึง 2,500 รายตอวัน ผูปวยในวันละประมาณ 450 รายตอวัน ในภาระ งานที่มากผูบริหารของโรงพยาบาลพรอมทั้งทีมบุคลากรยังพรอมที่จะพัฒนาตอเนื่อง เพื่อใหประชาชนมี สุขภาวะที่ดี ไดมีการกำหนดวิสัยทัศนของโรงพยาบาลสมุทรสาครคือ "ที่หนึ่งดานบริการสุขภาพ" โดยมี เปาหมาย ครอบคลุมตั้งแต การรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ จัดบริการที่เขาถึงประชาชน และประทับใจ สงเสริมใหภาคีเครือขายและภาคประชาชน มีสวนรวมในการดูแลสุขภาพรวมผลิตบุคคลากรทาง สาธารณสุขกับสถาบันการศึกษาตางๆ และมีการบริหารอยางมีประสิทธิภาพ R โรงพยาบาลสมุทรสาครไดรับการยกฐานะตามระบบบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข 1 เปนโรงพยาบาลตติยภูมิ 2 ระดับ 3.1 ในปงบประมาณ 2550 การเจริญเติบโต และศักยภาพของโรง พยาบาลไดรับการยอมรับมาอยางตอเนื่อง ในปจจุบันสามารถรองรับการใหบริการผูรับบริการไดมากกวา วันละ 2,500 ราย ซึ่งเปนทั้งประชาชนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร และพื้นที่ใกลเคียง ประกอบดวยหอง ตรวจโรคผูปวยนอกกวา 20 แผนก มากกวา 30 หองตรวจ หอผูปวยภายในสำหรับการรับไวรักษาตอ เนื่อง ทั้งหอผูปวยสามัญ หอผูปวยพิเศษ และหอผูปวยหนักรวมกวา 20 หอผูปวย มีเตียงรองรับ 509 เตียง นอกจากนี้ยังมีการใหบริการหองผาตัด 9 หอง เตียงรอคลอด และเตียงคลอดรวม 12 เตียง มีทีม แพทยผูเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทีมสหสาขาวิชาชีพ ตลอดจนบุคลากรตางๆ รวมกวา 1,550 คน โรง พยาบาลสมุทรสาคร มีเครือขายบริการสุขภาพในพื้นที่ตำบลตางๆ เขตอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร 23 แหง มีการพัฒนาและกิจกรรมตางๆที่เกิดขึ้นมากมายทั้งในเรื่องตอเนื่องและไดริเริ่มขึ้นใหม การ ปรับปรุงโครงสรางการบริหาร คณะกรรมการตางๆ การดำเนินโครงการกอสรางอาคารบริการ 12 ชั้น 1

แนวคิดการจัดตั้งระบบบริการสุขภาพของไทยคือระบบการใหบริการที่ครอบคลุมทั้งคุณภาพเชิงสังคมและเชิงเทคนิค บริการและครอบคลุมบริการทีจ่ ําเปนทั้งหมด ไมมีความซ้ําซอนของบทบาทสภานพยาบาลในระดับตางๆ มีความเชื่อม โยงระหวางสถานพยาบาลแตละระดับ เปนการเชื่อมโยงทั้งการสงตอผูปวยและขอมูลขาวสารเกี่ยวกับผูปวย โครงสราง ระบบสุขภาพมีองคประกอบที่สําคัญประกอบดวยบริการปฐมภูมิ บริการทุติยภูมิ และบริการตติยภูมิ บริการระดับ ศูนยการแพทยเฉพาะทางและระบบสงตอ นอกจากนี้ยังควรมีระบบสนับสนุนที่สําคัญไดแก ระบบสนับสนุนทรัพยากร ระบบสนับสนุนวิชาการและการวิจัย และระบบขอมูล ขาวสาร 2

การบริการตติยภูมิ และศูนยการแพทยเฉพาะทาง (Tertiary Care and Excellent Center) เปนการบริการที่ใช เทคโนโลยีทางการแพทยขั้นสูง มีความสลับซับซอนมาก มีบุคลากรทางการแพทยในสาขาเฉพาะทาง สังกัดกระทรวง สาธารณสุขที่เปนโรงพยาบาลศูนย สถาบันเฉพาะทางตางๆ หรือหรือสังกัดมหาวิทยาลัย เชน โรงพยาบาลในโรงเรียน แพทย รับการสงตอผูปวย(Referral)จากบริการระดับทุติยภูมิและระดับปฐมภูมิ ตามแนวคิดระบบบริการสุขภาพแบบ บูรณาการ(Integrated Health Care System) เพื่อใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 บัญญัติ วา รัฐตองจัดและสงเสริมการสาธารณสุขใหประชาชนไดรับบริการที่ไดมาตรฐานและมีประสิทธิภาพอยางทั่วถึง กระทรวงสาธารณสุข รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

โครงสรางการบริหารงานโรงพยาบาลสมุทรสาคร แผนภูมิ 1 แสดงโครงสรางการบริหารงานโรงพยาบาลสมุทรสาคร (แสดงระดับภารกิจ ฝาย/กลุมงาน)

ผูอำนวยการโรงพยาบาล คณะกรรมการตางๆ

กรรมการบริหารสูงสุด (QET)

ศูนยพัฒนาคุณภาพ กลุมภารกิจดานอำนวยการ (รองผูอำนวยการฝายบริหาร) • • • • •

ฝายบริหาร∙ั่วไป ฝายการเจาหนา∙ี่ ฝายการเงินและพัสดุ ฝายโภชนาการ งานเวชนิ∙ัศน

กลุมภารกิจดานพัฒนาระบบบริการ สุขภาพ (พ.ร.ส.) (รองผูอำนวยการดานพัฒนาระบบฯ) • • • • •

ฝายบริหาร∙ั่วไป ฝายการเจาหนา∙ี่ ฝายการเงินและพัสดุ ฝายโภชนาการ งานเวชนิ∙ัศน

กลุมภารกิจดานบริการปฐมภูมิ และ∙ุติยภูมิ (รองผูอำนวยการดานบริการปฐมภูมิฯ)

กลุมภารกิจดานบริการตติยภูมิ

กลุมภารกิจดานบริการพยาบาล

(รองผูอำนวยการฝายการแพ∙ย)

(รองผูอำนวยการฝายการพยาบาล)

กลุมงานเวชศาสตรฉุกเฉินฯ กลุมงานสูติ-นรีเวช กลุมงานศัลยกรรม กลุมงานวิสัญญีวิ∙ยา กลุมงานอายุรกรรม กลุมงานกุมารเวชกรรม กลุมงานออรโธปดิกส กลุมงานจักษุวิ∙ยา กลุมงาน โสต ศอ นาสิก กลุมงานจิตเวช กลุมงาน∙ันตกรรม กลุมงานเวชกรรมฟนฟู กลุมงานพยาธิวิ∙ยา กลุมงานรังสีวิ∙ยา กลุมงานเภสัชกรรม

• งานผูปวยนอก (หองตรวจโรค ผูปวยนอก) • งานผูปวยใน (18 หอผูปวย) • งานผูปวยอุบัติเหตุฉุกเฉิน • งานหองผูปวยหนัก • งานหองคลอด • งานวิสัญญีพยาบาล • งานหองผาตัด • งานตรวจและรักษาพยาบาล พิเศษ • งานปองกันและควบคุมการติด เชื้อในโรงพยาบาล • งานหนวยจายกลาง • งานพยาบาลหองไตเ∙ียม • งานดูแลตอเนื่อง

• • • • • • • • • • • • • • •

• กลุมงานเวชกรรมสังคม • กลุม งานสุขศึกษา • กลุม งานอาชีวเวชกรรม

• ฝายสวัสดิการสังคม • ศูนยประกันสุขภาพ

ที่มา รายงานสรุปผลการดำเนินงานเสนอการตรวจราชการและนิเทศงาน ระดับกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข กรณีปกติ รอบที่ ๑ ปงบประมาณ ๒๕๕๓ น.8 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ขอมูลดานบุคลากรของโรงพยาบาลสมุทรสาครและเครือขาย R โรงพยาบาลสมุทรสาครมีบุคลากร ณ เดือนธันวาคม 2552 เปนขาราชการ 619 อัตรา ลูกจาง ประจำ 136 อัตรา พนักงานราชการ 12 อัตรา และลูกจางชั่วคราว 779 อัตรา รวมทั้งหมดเปนบุคลากร 1,546 อัตรา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ แผนภูมิ 2 แสดงจำนวนบุคลากร ตนสังกัดโรงพยาบาลสมุทรสาคร 800

600

400

200

0

ขาราชการ

แผนภูมิแสดงจำนวนบุคลากร ตนสังกัดโรงพยาบาลสมุทรสาคร

ลูกจางประจำ

พ.ราชการ

ลูกจางชั่วคราว

ที่มา รายงานสรุปผลการดำเนินงานเสนอการตรวจราชการและนิเทศงาน ระดับกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข กรณีปกติ รอบที่ ๑ ปงบประมาณ ๒๕๕๓ น.9

หมายเหตุ : • แพทยจางชั่วคราวปฏิบัติงานจายคาตอบแทนรายเดือนตามปริมาณงาน 17 ราย และจางแบบรายคาบ 14 ราย • แพทยเพิ่มพูนทักษะทั้งหมด 17 ราย โดยบรรจุจะเปนขาราชการ 10 ราย (สถาบันของรัฐ) และจาง ชั่วคราว 7 ราย (สถาบันเอกชน) ไมไดรวมไวในแผนภูมิ

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ตาราง 1 แสดงชื่อตำแหนงและจำนวนบุคลากร ตนสังกัดโรงพยาบาลสมุทรสาครตามสายงานทางการ แพทยและสาธารณสุข และตำแหนงอื่นๆ

เลขที่

ชื่อตำแหนง

ขาราชการ

จางประจำ

พ.ราชการ

จางชั่วคราว

รวม

รวม

619

136

12

779

1,546

1

แพทย

60

-

-

44

104

2

ทันตแพทย

18

-

-

1

19

3

เภสัชกร

28

-

-

10

38

4

พยาบาลวิชาชีพ

369

-

-

41

410

5

พยาบาลเทคนิค

35

-

-

6

นักเทคนิคการแพทย

5

-

-

4

9

7

นักรังสีการแพทย

2

-

-

2

4

8

นักกายภาพบำบัด

34

-

-

2

36

9

นักวิชาการสาธารณสุข

4

-

-

14

18

10

นักวิทยาศาสตรการ แพทย

4

-

-

-

4

11

เจาหนาที่รังสีการแพทย

8

-

-

1

9

12

เจาพนักงานสาธารณสุข ชุมชน

8

-

-

1

9

13

เจาพนักงานเภสัชกรรม

15

-

-

1

16

14

เจาพนักงานเวชกรรม ฟนฟู

2

-

-

-

2

15

เจาพนักงานวิทยาศาสตร การแพทย

15

-

-

-

15

16

เจาพนักงานทันต สาธารณสุข/ผูชวย ทันตแพทย

4

-

-

-

4

17

ตำแหนงอื่นๆ

29

132

11

672

844

35

ที่มา รายงานสรุปผลการดำเนินงานเสนอการตรวจราชการและนิเทศงาน ระดับกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข กรณีปกติ รอบที่ ๑ ปงบประมาณ ๒๕๕๓ น.9

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

มาตรฐานการบริการ R โรงพยาบาลสมุทรสาครไดรับรางวัลคุณภาพโรงพยาบาล (HA: Hospital Accreditation) จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรง พยาบาล (พ.ร.พ.)ในป 2549 และรับการรับรองเปนโรงพยาบาลสง เสริมสุขภาพ (HPH : Health Promoting Hospital) ในป 2550 และได ดำเนินการเพื่อรับการประเมินตออายุการรับรองฯ ตามมาตรฐานโรง พยาบาลกระบวนการคุณภาพฉบับเฉลิมพระเกียรติฯ (ReAccreditation) ไดรับการรับรองในเดือน มีนาคม 2552 เปนระยะ เวลา 3 ป ขอมูลลักษณะการใหบริการ R การใหบริการทางการสาธารณสุขของโรงพยาบาลสมุทรสาครแบงออกตามเกณฑการรับเขา รักษาพยาบาล เปนระบบการใหบริการผูปวยนอก(OPD) และผูปวยใน(IPD) R ขอมูลการใหบริการผูปวยนอก (OPD) โรงพยาบาลสมุทราสาคร แบงออกตามแผนกการให บริการที่ครอบคลุมในทุกกลุมโรค ไดแก 1. แผนกตรวจ อายุรกรรม 2. แผนกตรวจ กุมารเวชกรรม 3. แผนกตรวจ ศัลยกรรมทั่วไป 4. แผนกตรวจ ทันตกรรม 5. แผนกตรวจ สูติ นรีเวชกรรม 6. แผนกตรวจ ศัลยกรรมออรโธปดิกส 7. แผนกตรวจ เวชกรรมฟนฟู 8. แผนกตรวจ โสต ศอ นาสิก 9. แผนกตรวจ จักษุวิทยา 10. แผนกตรวจ จิตเวช 11. อื่นๆ R เมื่อพิจารณาตามรูปแบบการใหบริการแตละแผนกจะพบวาแผนกที่ผูปวยใชบริการมากที่สุดคือ แผนกตรวจอายุรกรรม รองลงมาคือกุมารเวชกรรมและศัลยกรรม และนอกจากนี้จะเปนผูปวยในกลุมโรค ทันตกรรม สูติ นรีเวชกรรม ศัลยกรรมออโธปดิกส และที่เหลือรวมทั้งประเภทอื่นๆ ตามลำดับ R ขอมูลการใหบริการผูปวยใน (IPD) โรงพยาบาลสมุทรสาคร แบงตามแผนกการใหบริการ ไดแก 1. อายุรกรรม 2. กุมารเวชกรรม 3. สูติ นรีเวชกรรม รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

4. ศัลยกรรมทั่วไป 5. ศัลยกรรมออรโธปดิกส 6. จักษุวิทยา 7. จิตเวช 8. โสต ศอ นาสิก R เมื่อพิจารณาแนวโนมจำนวนผูใชบริการในกลุมตางๆพบวา กลุมอายุรกรรมมีผูปวยในสัดสวน สูงสุด อันดับตอมาคือผูปวยกลุมกุมารเวชกรรม รองมาคือกลุมสูติ นรีเวชกรรม และกลุมผูปวยศัลยกรรม ทั่วไป นอกจากนี้ยังรวมถึงกลุมผูปวย ศัลยกรรมออโธปดิกส จักษุวิทยา จิตเวช และโสต ศอ นาสิก ตาม ลำดับ ลักษณะทั่วไปของผูใชบริการ R ผูใชบริการสวนใหญของโรงพยาบาลตามความเขาใจขั้นพื้นฐานคือผูที่เจ็บปวยในกรณีตางๆ แต เมื่อมาจำแนกโดยใชสิทธิในการรักษาพยาบาลจะทำใหสามารถเขาถึงกลุมตางๆไดอยางชัดเจนมากขึ้น จากขอมูล ณ เดือนธันวาคม 2552 มีประชาชนผูขึ้นทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพถวนหนากับโรง พยาบาลสมุทรสาคร จำนวน 162,855 คน (รอยละ 46.36 ของผูที่อยูในหลักประกันสุขภาพถวนหนาใน จังหวัด) R ผูประกันตนในกองทุนประกันสังคมเลือกสถานพยาบาลโรงพยาบาลสมุทรสาครจำนวน 73,515 คน (ลดลงจากชวงเดียวกันของป 5,000 ราย) และมีขาราชการขึ้นทะเบียนระบบจายตรงของกรมบัญชี กลาง จำนวน 10,100 คน นอกจากนี้ยังมีกลุมประชาชนที่อยูนอกเหนือกองทุน และประชากรแรงงาน ขามชาติที่อยูในความดูแลดานสาธารณสุขของโรงพยาบาลสมุทรสาครอีกจำนวนมาก ซึ่งยอดผูใชบริการ เฉลี่ยตอปของโรงพยาบาล อยูที่ประมาณ 6.7-6.9 แสนครั้งตอป R เมื่อจำแนกผูใชบริการกับเกณฑภูมิประเทศของจังหวักสมุทรสาครและการประกอบอาชีพจะเห็น วาดวยลักษณะทางภูมิศาสตรของอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เปนพื้นที่ราบลุมภาคกลางชายฝง ทะเลและปาชายเลน ลักษณะภูมิศาสตรดังกลาว และชุมชนประชากรผูกติดอยูกับอาชีพการประมง และ อุตสาหกรรมตอเนื่องจากภาคประมง มีบางสวนที่ประกอบอาชีพภาคเกษตรกรรม การทำนาเกลือ ธุรกิจ สวนตัว และอื่นๆ จึงทำใหมีการเคลื่อนยายประชากรวัยแรงงานทั้งชาวไทยและชาวตางชาติเขาสูพื้นที่ จำนวนมาก บางพื้นที่เกิดเปนชุมชนแออัดและอุปสรรคตอการดำเนินงานดานสาธารณสุขบาง ประชากร ในเขตอำเภอเมือง นอกจากคนไทยที่มีขอมูลตามทะเบียนราษฎร แลวยังมีผูมาทำงานในเขตพื้นที่มากใน จังหวัดเนื่องจากเขตอำเภอเมืองเปนแหลงของอุตสาหกรรม ซึ่งตองการจางแรงงานสูง และอัตราการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีตามขอมูลดานเศษฐกิจนั้น สงผลใหมีการเคลื่อนที่ยายแรงงานเขามาใน พื้นที่จำนวนมากซึ่งไมไดแจงยาย เขามาตามระบบ และประชากรที่เปนแรงงานขามชาติอีกจำนวนมาก เปนสาเหตุของการมีประชากรตางถิ่นจำนวนมากเขามารับบริการที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สวนที่ 2 การปฏิ บ ั ต ิ ง าน สังคมสงเคราะห รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ขอมูลฝายสวัสดิการสังคม แผนภูมิ 3 แสดงโครงสรางการบริหารงานฝายสวัสดิการสังคม โรงพยาบาลสมุทรสาคร

นพ.สกล ภูมิรัตนประพิณ

ผูอำนวยการโรงพยาบาล

นพ.สาโรช เมฆาวุฒิกุล

รองผูอำนวยการดานปฐมภูมิและทุติยภูมิ หัวหนาฝายสวัสดิการสังคม

นางสาวมลฤดี จินดาอนันตยศ นักสังคมสงเคราะหชำนาญการ

นางสาวอรชร ออนโอภาส นักสังคมสงเคราะหชำนาญการ

นางสาววิกานดา จันทรเรือง นักสังคมสงเคราะห

นางสาวอัจฉรา ทิพยภวัง เจาหนาที่บันทึกขอมูล

นางยุพิน เรือนเพ็ง เจาหนาที่บันทึกขอมูล

R ฝายสวัสดิการสังคมอยูในกลุมภารกิจดานปฐมภูมิและทุติยภูมิภายใตสายบังคับบัญชาจากผู อำนวยการโรงพยาบาลและรองผูอำนวยการดานปฐมภูมิและทุติยภูมิตามลำดับ ฝายสวัสดิการสังคมมี นักสังคมสงเคราะหทำงานใหบริการทางสังคมสงเคราะหและบริการทางสังคมทั้งหมด 3 อัตรา และมีเจา หนาที่บันทึกขอมูลทำงานดานธุรการของฝาย 2 อัตรา งานสังคมสงเคราะหทำการอยูที่หอง สังคมสงเคราะห บริเวณชั้น 2 อาคารแม โรงพยาบาลสมุทรสาคร และหองศูนยพึ่งได โดยมีนัก สังคมสงเคราะหทำงานรวมกับทีมอาสาสมัครจิตอาสา

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ลักษณะการใหบริการสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห R การบริหารงานฝายสวัสดิการสังคมแบงออกเปนภาระกิจหลัก 3 ดาน ไดแก 1. งานบริหารจัดการ 1.1. ผูประสานงานหลัก 1.1.1. งานเอดส 1.1.2. งานศูนยพึ่งได 1.1.3. งานผูพิการ 1.2. คณะกรรมการ รวมเปนคณะกรรมการโครงการตางๆของโรงพยาบาล 1.3. งานจัดหาทรัพยากรและงบประมาณ 1.3.1. กองทุนชวยเหลือผูปวย 1.3.2. จัดทำโครงการตางๆ 2. งานบริการสวัสดิการสังคม 2.1. บริการสวัสดิการสังคมที่มุงเนนแกไขปญหาความเดือดรอน 2.2. บริการสวัสดิการสังคมที่มุงพัฒนาศักยภาพ 2.3. บริการสวัสดิการสังคมที่มุงปองกันปญหา 3. งานวิชาการ 3.1. วิทยากร 3.1.1. เอดส 3.1.2. เด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง 3.2. รวมจัดทำคูมือมาตรฐานงานสวัสดิการสังคม R R ภารกิจดานงานบริการสวัสดิการสังคม แบงออกเปน 3 ดาน ไดแก 1. บริการสวัสดิการสังคมที่มุงเนนแกไขปญหาความเดือดรอน 1.1. รวมจัดระบบบริการผูติดเชื้อและผูปวยเอดส 1.2. จัดตั้งศูนยพึ่งได 1.3. ใหคำปรึกษาผูปวย ครอบครัว และกลุมอาสาสมัคร 1.4. ประสานงานและสงตอ 1.5. รับปรึกษาปญหาทางโทรศัพท 1.6. เขาแทรกแซงทางกฎหมาย 1.7. เยี่ยมบาน 1.8. สงเคราะหและชวยเหลือทางสังคม 2. บริการสวัสดิการสังคมที่มุงพัฒนาศักยภาพ 2.1. อาสาสมัครสังคมสงเคราะห รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

2.2. ลาม 2.3. กลุมพันทายรวมใจ 3. บริการสวัสดิการสังคมที่มุงปองกันปญหา 3.1. รณรงคยุติความรุนแรงตอเด็กและสตรี 3.2. รณรงคปองกันการติดเชื้อเอดสในกลุมวัยรุน 3.3. การใหคำปรึกษาหญิงตั้งครรภอายุนอย 3.4. การเฝาระวังการทอดทิ้งผูปวยในกลุมตางๆ ลักษณะกลุมผูใชบริการงานสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห R ฝายสวัสดิการสังคม งานสังคมสงเคราะห โรงพยาบาลสมุทรสาครใหบริการผูปวยและผูใชบริการ ทั่วไปที่ใชบริการการรักษาความเจ็บปวยจากโรงพยาบาล เพื่อตอบสนองนโยบายของโรงพยาบาลและ ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยในการเขาถึงระบบการรักษาพยาบาลและการมีชีวิตอยางมีคุณภาพ โดยมี กลุมเปาหมายหลายกลุมผูใชบริการ แตกตางกันตามงานที่ใหบริการ เชน ผูปวยทั่วไป ผูใชบริการทั่วไป ญาติผูปวย ผูปวยติดเชื้อHIV เด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง ผูพิการ เปนตน ผูใชบริการแบงตามสิทธิการรักษา P เพื่อใหผูใชบริการในโรงพยาบาลไดรับสิทธิประโยชนในการรักษาพยาบาลอยางเต็มที่ ผูให บริการจำเปนและผูใชบริการจำเปนตองทราบสิทธิดวย ซึ่งจะแบงออกเปน 4 กลุมใหญๆ ดังนี้ - สิทธิตามระบบหลักประกันสุขภาพแหงชาติ UC (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแหง ชาติ) - สิทธิขาราชการ - สิทธิตามระบบประกันสังคม3 (สำนักงานประกันสังคม) - สิทธิวางหรือชำระเงินเอง หมายถึงผูที่ไมประสงคใชสิทธิ หรือไมปรากฏวามีสิทธิการ รักษาพยาบาล R ความจำเปนในการรูเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลจะทำใหผูใชบริการไดรับการยกเวนคารักษา พยาบาลไดตามสิทธิที่มีอยู ดังนั้นผูใชบริการทั่วไปจึงจำเปนตองทราบสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเอง โดยสามารถตรวจสอบสิทธิไดดังนี้ R สามารถตรวจสอบไดผาน R เว็บไซตของ สปสช. ที่ http://www.nhso.go.th/ หรือ โทร. 1330 R เว็บไซตของ สปส. http://www.sso.go.th หรือ โทร. 1506

3

แรงงานตางชาติที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม สามารถใชสิทธิการรักษาพยาบาลไดเชนกัน รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

งานสังคมสงเคราะห R งานสังคมสงเคราะหโรงพยาบาลสมุทรสาครมีนักสังคมสงเคราะหเปนผูรับผิดชอบโดยปฏิบัติ หนาที่ตามคานิยม มาตรฐาน แนวคิด จรรยาบรรณ ทฤษฎี กฎหมาย วัฒนธรรม คานิยมทางสังคม ความคิดหวัง วิธีการทางสังคมสงเคราะห ฯลฯ ผานทัศนคติและหัวใจของนักสังคมสงเคราะห ผานการ แสดงออกถึงบทบาทหนาที่ที่พึงกระทำ โดยใหผูรับบริการเปนพระเอกหรือเปนศูนยกลาง R และในการปฏิบัติหนาที่ในโรงพยาบาล ปฏิเสธไมไดเลยที่นักสังคมสงเคราะหทางการแพทยจะ ถูกผนวกรวมกับผูประกอบวิชาชีพดานสุขอนามัยของผูปวย สิ่งที่ตองคำนึงเปนพื้นฐานที่สุดในการให บริการคือสิทธิผูปวย 10 ขอ ดังตอไปนี้ คำประกาศสิทธิของผูปวย R เพื่อใหความสัมพันธระหวางผูัประกอบวิชาชีพดานสุขภาพอนามัยของผูปวย ตั้งอยูบนพื้นฐาน ของความเขาใจอันดีและเปนที่ไวใจอันดีและเปนที่ไววางใจซึ่งกันและกัน แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรมทัตยแพทยสภา คณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ จึงไดรวมกันออกประกาศ รับรองสิทธิของผูปวยดังตอไปนี้ 1. ผูปวยืุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะไดรับบริการดานสุขภาพตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ 2. ผูปวยมีสิทธิที่จะไดรับบริการจากผูประกอบวิชาชีพดานสุขภาพโดยไมมีการเลือกปฏิบัติเนื่องจาก ความแตกตางดานฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะของความเจ็บ ปวย 3. ผูปวยที่ขอรับบริการดานสุขภาพมีสิทธิที่จะไดรับทราบขอมูลอยางเพียงพอ และเขาใจชัดเจนจากผู ประกอบวิชาชีพดานสุขภาพ เพื่อใหผูปวยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอม หรือไมยินยอมใหผู ประกอบวิชาชีพดานสุขภาพปฏิบัติตอตน เวนแตเปนการชวยเหลือรีบดวนหรือจำเปน 4. ผูปวยที่อยูในสภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิที่จะไดรับการชวยเหลือรีบดวนจากผูประกอบวิชาชีพ ดานสุขภาพโดยทันทีตามความจำเปนแกกรณี โดยไมคำนึงวาผูปวยจะรองขอความชวยเหลือหรือไม 5. ผูปวยมีสิทธิที่จะไดรับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผูประกอบวิชาชีพดานสุขภาพที่เปนผูใหบริการ แกตน 6. ผูปวยมีสิทธิที่จะขอความเห็นจากผูประกอบวิชาชีพดานสุขภาพอื่นที่มิไดเปนผูใหบริการแกตนและ สิทธิในการขอเปลี่ยนผูใหบริการ และสถานบริการได 7. ผูปวยมีสิทธิที่จะไดรับการปกปดขอมูลเกี่ยวกับตนเอง จากผูประกอบวิชาชีพดานสุขภาพโดย เครงครัด เวนแตจะไดรับการยินยอมจากผูปวย หรือการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย 8. ผูปวยมีสิทธิที่จะไดรับทราบขอมูลอยางครบถวน ในการตัดสินใจเขารวมหรือถอนตัวจากการเปนผูถูก ทดลองในการทำวิจัยของผูประกอบวิชาชีพดานสุขภาพ 9. ผูปวยมีสิทธิที่จะไดรับทราบขอมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตน ที่ปรากฏในเวชระเบียน เมื่อรองขอ ทั้งนี้ขอมูลดังกลาวตองไมเปนการละเมิดสิทธิสวนตัวของบุคคลอื่น 10.บิดา มารดา หรือผูแทนโดยชอบธรรม อาจใชสิทธิแทนผูปวยที่เปนเด็กอายุยังไมเกินสิบแปดปบริ บูรณ ผูบกพรองทางกายหรือจิตซึ่งไมสามารถใชสิทธิดวยตนเองได รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


!

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

)#*()+,

0%/-./

;#(#6D8E ?8,:"17 FGHB@!2J*17 &'(

OPD/IPD

!"#$%&'(

!"#$%#&'()*'

-./

!

)#*()+,

0%/-./

?8,:"17 FGHB@4@7 )87?%&@%>22 Social Problem List

'+&&0*12>.2?()*'2.034 @;+2.0342053'*+67

!

!

&#,&@%F"A!%#(I=

-./

,Q!(#(:@"./;E!B=J1

;@7>I(:@"./;E!B=J1 &@%)K@LFGHB@ >=A:=+/%!FM@B%@E !

-./

4"8LE@:" >B=/7./;E!B=J1 >=A)(82)(+(

0%/-./

0%/-./ (0%/!LNE7L1)

3'1%<=4@7)87?%

-./ (!LNE7L1)

!

L#%LC"@E7@()"+F >22)?. 2, 3, 4

0%/-./

-./ (!LNE7L1)

;#!?"@ABC ;#(#6D8E 0%/-./ (0%/!LNE7L1) FGHB@4@7)87?%

28(49: ";2";% 3'1%<=>22 )?.1

)123'1!4566"#7

'+&&)*',-(&./(0*12.0342053'*+67 8'09:*&*;24<='2*3'

แผนภูมิ 4 ผังการทำงานระบบการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห และสวัสดิการสังคม โรงพยาบาลสมุทรสาคร

!EN$E%2'@(B@3'1%<= /)12O@%6@:)B;#.@.NL

61A>:0*1BCD1/E*:1B)

)/7&/1?;@%./;E!B=J1 6@:B(/;E7@(4N$ !:N$E;3'17 48*7K@E-(>=AK@E(1: P"7LE@2@=

หนา จาก 141


หนา จาก 141

หลักการปฏิบัติงาน R กระบวนการทางสังคมสงเคราะห 1. การหาขอเท็จจริง (Fact-Finding) 2. วิเคราะหและวินิจฉัยปญหา (Analysis & Diagnosis) 3. การวางแผนการชวยเหลือ (Treatment Planning) 4. การดำเนินการแกไขปญหา (Treatment) 5. การติดตามและประเมินผล (Evaluation & Follow-up)R R สามารถสังเกตไดจาก

แผนภู มิ 5 ผังการทำงานระบบสวั การสังคมประกอบกระบวนการทางสังคมสงเคราะห +&&)*',-(&./(0*12. 0342053'*+67 8'09:*&*;24<ส=ดิ'2*3'

'()*'

'+&&0*12>.2?()*'2.034 @;+2.0342053'*+67

)123'1!4566"#7

!

1. การหาขอเท็จจริง (Fact-Finding)

&'(

/IPD !

ประเมินสภาพ เบื้องตน 4 มิติ กาย ใจ สังคม จิต วิญญาณ

!

;#!?"@ABC ;#(#6D8E FGHB@4@7)87?%

?8,:"17 FGHB@4@7 )87?%&@%>22 Social Problem List

(!LNE7L1)& ปญหา-./(Analysis Diagnosis)

;@7>I(:@"./;E!B=J1 &@%)K@LFGHB@ >=A:=+/%!FM@B%@E

!

!

0%/-./

)+,

0%/-./

)#*()+,

3. การวางแผนการชวย เหลือ (Treatment Planning)

0%/-./ ,Q!(#(:@"./;E!B=J1 -./ &#,&@%F"A!%#(I=

!EN$E%2'@ /)12O@%

0%/-./ 0%/-./ (0%/!LNE7L1)2. วิเคราะหและวินิจฉัย (0%/!LNE7L1)

-./ (!LNE7L1) -./

1 2 3 4 5

3'1%<=4@7)87?%

28(49: ";2";% 3'1%<=>22 )?.1

61A>:0*1B

0%/-./

4. การดำเนินการแกไข ปญหา (Treatment)

-./

L#%LC"@E7@()"+F >22)?. 2,5.การติ 3, 4 ดตามและประเมิน

ผล (Evaluation & Follow-up)

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

)/7&/1?; 6@:B( !:N$E 48*7K@E-( P"7L


หนา จาก 141

แผนภูมิ 6 แสดงความสัมพันธระหวางความคิด-อารมณ-พฤติกรรม

รับรูปญหา

ประเมินความสำคัญ

คิดแกไข ทางออก

รูปแบบความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ สถานการณ คานิยม

ประสบการณเดิม การเสี้ยงดู ตัวอยาง การรับรู

การศึกษาบริบทของ มนุษยเปนสิ่งจำเปนที่ ชวยอธิบายความรูสึก นึกคิดปจจุบันของคน คนนั้นไดอยางดี

R ในการใหบริการคนที่ประสบปญหา การประเมินบริบทของชีวิตหรือประวัติศาสตรของเขาจะ ชวยใหสามารถเขาใจปญหาที่เขามองไดมากขึ้น ไดทราบวาเขารูสึกตอปญหานั้นอยางไร และจะสามารถ ชวยแกไขปญหารวมกันไดอยางไร R สิ่งที่สำคัญเทียบเทากับการประเมินจากสภาพจิตใจและบริบทของเขาแลวนั้น บุคลิกภาพเปน อีกหนึ่งสิ่งที่จะชวยสะทอนความรูสึกนึกคิดและบริบทของเขาไดสวนหนึ่ง บุคลิคภาพคือสภาพนิสัย จำเพาะคน เปนหระบวนการผสมผสานภายในบุคคลอันเกิดจากการทำงานของระบบการและจิต ซึ่งเปน สิ่งกำหนดลักษณะพฤติกรรมและความคิด R โดยการศึกษาบุคลิกภาพของคนนั้นใชแนวคิด 4 แนวคิดมารวมอธิบายคือ แนวคิดลักษณะ นิสัย แนวคิดจิตวิเคราะห แนวคิดการเรียนรูทางสังคม และแนวคิดปรากฏการณหรือมนุษยนิยม

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R นอกจากผูใหบริการจะตองสำรวจบุคลิกภาพของผูใชบริการแลว การสำรวจตัวเองก็เปนอีกสิ่ง ที่สำคัญเพื่อจะไดเรียนรูขอดีที่ตนเองมีและนำสิ่งเหลานั้นมาปรับใชใหเกิดประโยชนไดมากที่สุด ขณะ เดียวกันจะไดตระหนักรูเทาทันวาตนเองที่จะจัดการกัยขอเสียของตน เพื่อใหมีผลกระทบตอกระบวนการ ใหบริการใหนอยที่สุด คุณสมบัติของผูใหบริการที่ดี 1. รับรูความรูสึกของตนเอง และผูอื่นไดอยางรวดเร็ว 2. มีความอดทน ไมดวนตัดสิน 3. มีความสุขเมื่อทำงานกับคนอื่น 4. สำนึกในคาของคน 5. มีบุคลิกอบอุนเปนมิตร และจริงใจ 6. มีความตั้งใจที่จะชวยเหลือ 7. มีเจตคติทางบวก (Attitude) ปราศจากอคติ (Bias) ไมติดสินและไมแบงแยก (Non-Judgemental and Non-Discrimination) 8. เปนผูรับฟงที่ดี 9. เขาใจความคิดของบุคคลอื่น 10. ยอมรับอยางไมมีเงื่อนไข 11. ไมทอถอยตอปญหา 12. รักษาความลับ ลักษณะเฉพาะของการปฏิบัติงาน 1. เปนการใหความชวยเหลือในปญหาดานจิตใจ อารมณ และสังคม 2. เนนสัมพันธภาพที่ดีระหวางผูใหบริการและผูใชบริการ 3. เนนการสื่อสารสองทางเพื่อสรางความเขาใจที่ตรงกัน 4. เปนกระบวนการที่มีการพูดคุยกันอยางมีเปาหมาย 5. ยึดผูใชบริการเปนศูนยกลาง 6. เนนความเปนปจจุบัน 7. ไมมีคำตอบสำเร็จรูป หรือตายตัว 8. นักสังคมสงเคราะหไมใชคsรูหรือตนแบบของสังคม ดังนั้นการใหบริการจึงไมใชการแนะแนวหรือ ใหความรู การสอน หรือชี้ผิดชี้ถูก แตเปนการเสนอแนวทางแกไขปญหา อยางรอบดาน เพื่อใหผู ใชบริการไดพิจารณาทางเลือกไดมากขึ้น

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

งาน”เอดส” ขอมูลทั่วไป P เอดส(AIDs) เกิดจากการที่รางกายติดเชื้อไวรัสเอชไอวี HIV4 ทำใหเกิดภาวะภูมิคุมกันบกพรอง ในกรณีมนุษยจะทำใหระบบภูมิตานทานลมเหลว และทำใหเกิดภาวะแทรกซอน R เอดสติดตอไดทาง เลือด อสุจ5ิ สารคัดหลั่งในชองคลอดหรือน้ำนม ซึ่งภายในของเหลวที่รางกาย สรางขึ้นนี้เชื้อ HIV สามารถอยูไดทั้งในสภาพอิสระในตัว และอยูในเซลของเม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อ สาเหตุ ใหญสำคัญของการแพรกระจายเชื้อ คือการมีเพศสัมพันธที่ไมปลอดภัย ไมไดปองกัน เข็มฉีดยาที่ปน เปอน การติดเชื้อจากแมสูลูกผานทางการใหน้ำนม เลือกที่ปนเปอนเชื้อไวรัสHIV จากการบริจาคใน ธนาคารเลือด(โอกาสนอยมาก) R ปจจุบันการติดเชื้อHIVถือเปนโรคระบาดรายแรง ซึ่งป 2006 องคการอนามัยโลก (WHO) และ องคกรความรวมมือเกี่ยวกับ HIV/AIDS (UNAIDS) ไดประมาณการวามีผูเสียชีวิตจากเอดสมากกวา 25 ลานคนจากวันแรกที่ตรวจพบโรคนี้ในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1981 ทำใหเชื้อHIVเปนหนึ่งในการแพร ระบาดที่เปนสาเหตุการตายมนุษยที่รายแรงที่สุดในประวัติศาสตรอีกเหตุการณหนึ่ง ขอมูลทางพยาธิสภาพ R เชื้อเอชไอวีเปนเชื้อไวรัส ในกลุม Lentivirus ซึ่งเปนกลุมยอยของกลุมไวรัส Retrovirus ไวรัส กลุมนี้ขึ้นชื่อในดานการมีระยะแฝงนาน การทำใหมีเชื้อไวรัสในกระแสเลือดนาน การติดเชื้อในระบบ ประสาท และการทำใหภูมิคุมกันของผูติดเชื้อออนแอลง เชื้อเอชไอวีมีความจำเพาะตอเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 T lymphocyte และ Monocyte สูงมาก โดยจะจับกับเซลล CD4 และฝงตัวเขาไปภายใน เชื้อเอชไอ วีจะเพิ่มจำนวนโดยสรางสายดีเอ็นเอโดยเอนไซม Reverse transcryptase หลังจากนั้นสายดีเอ็นเอของ ไวรัสจะแทรกเขาไปในสายดีเอ็นเอของผูติดเชื้อ อยางถาวร และสามารถเพิ่มจำนวนตอไปได อาการ R เชื้อเอชไอวีทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซท ที่มีชื่อวา CD4 เมื่อเม็ดเลือดขาวชนิดนี้ต่ำลง จะ ทำใหรางกายขาดภูมิคุมกัน และเกิดอาการของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซอนในที่สุด ภายหลังการได รับเชื้อ รางกายตองใชเวลาในการสรางปฏิกิริยาตอบสนองตอเชื้อ ในปจจุบันในการวินิจฉัยวาติดเชื้อหรือ ไม เราไมไดตรวจหาเชื้อโดยตรง แตเปนการตรวจวารางกายเรามีปฏิกิริยาตอเชื้อหรือไม โดยการตรวจ หาแอนติบอดีตอเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV antibody) ซึ่งการตรวจดังกลาวอาจใหผลลบไดในกรณีที่ไดรับ 4

Human immunodeficiency virus, HIV

5

อสุจิ มีเชื้อHIVอยูในระบบมากที่สุดเนื้องจากเปนสวนที่มีการผลิตสารอยูเกือบตลอดเวลา : วิกิพีเดีย รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

เชื้อมาใหม ๆ เนื่องจากรางกายยังไมไดสรางปฏิกิริยาตอบสนอง ภายหลังการรับเชื้อบางรายอาจไมมี อาการใด ๆ เลย บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่ว ๆ ไป เชน มีไข ผื่นตามตัว ตอมน้ำ เหลืองโต เจ็บคอ อาการมักกินเวลาสั้น ๆ และหายไปไดเอง หลังจากนั้นผูปวยจะไมมีอาการใด ๆ เลย เชื้อไวรัสจะสงผลใหระดับเม็ดเลืดขาวที่เรียกวาซีดีโฟรลดลงอยางชา ๆ จนผูปวยเริ่มเกิดอาการของเอช ไอวีเกิดขึ้น เชนฝาในปาก ผึ่นคันตามตัว น้ำหนักลด โดยสวนใหญมักเกิดอาการเมื่อระดับซีดีโฟรต่ำกวา 200 cell/mm3 อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแตรับเชื้อจนเริ่มปวยใชเวลา 7-10 ป ในชวงที่เรามีเชื้อเอช ไอวีอยูในรางกายแตไมปวยเพราะเรายังมี ภูมิคุมกันที่ยังควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เขาสูรางกายได เรียกวา เปนผูติดเชื้อ และเมื่อภูมิคุมกันถูกทำลายเหลือจำนวนนอย จนไมสามารถควบคุม หรือจัดการ กับเชื้อโรคบางอยางไดทำใหเราปวยดวยเชื้อโรคนั้น ๆ เรียกวาเราเริ่มมี ภาวะภูมิคุมกันบกพรอง เปนผู ปวยเอดส โรคที่เราปวยเนื่องจากภาวะภูมิบกพรอง เรียกวา โรคฉวยโอกาส สถานการณเอดสในประเทศไทย R ศูนยขอมูลทางระบาดวิทยา สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานวา กลุมอายุ 30 - 34 ป มีผูปวยสูงสุด (รอยละ 25.86) รองลงมาไดแก อายุ 25 - 29 ป โดยพบวา กลุมอายุต่ำสุด คือ กลุมอายุ เพียง 10-14 ป (รอยละ 0.29) เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบวา อาชีพรับจาง เปนกลุมที่เปนเอดสมากที่สุด รองลงมา คือ เกษตรกรรม, วางงาน, คาขาย และแมบาน สวนสาเหตุของการติดเชื้อเอดสนั้น พบวา รอยละ 83.97 ติดเชื้อเอดสจากการมีเพศสัมพันธ รองลงมา คือ การฉีดยาเสพติดเขาเสน และติดเชื้อจาก มารดา อยางไรก็ตาม ยังมีผูปวยที่ไมทราบถึงสาเหตุ ถึงรอยละ 7.30 สวนเชื้อฉวยโอกาส ที่สามารถ ตรวจพบในผูปวยเอดสมากที่สุด ไดแก เชื้อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งเปนเชื้อที่กอใหเกิดวัณโรค นั่นเอง งานสังคมสงเคราะหกับการดูแลผูปวยติดเชื้อHIVและผูปวยเอดสAIDs P โรงพยาบาลสมุทรสาครใหบริการผูปวยตั้งแตเริ่มแรกของกระบวนการตรวจคัดกรองหาเชื้อHIV และใหการดูแลตอเนื่อง โดยคำนึงถึงสิทธิของผูปวยเปนสำคัญที่สุด เพราะสิทธิและสวัสดิภาพของผูปวย ยอมเปนสิ่งธรรมดาที่จะตองยึดถือในผูปวยทุกคนไมวาปวยดวยโรคอะไร แตเพราะสภาพสังคมและทัศนะ ตอผูปวยติดเชื้อHIVในสังคมไทยยังไมมีความเขาใจเพียงพอจึงทำใหการทำงานตองระมัดระวังเรื่องความ ลับของผูปวยเปนสำคัญเคียงคูไปกับการบริการ โดยการตรวจคัดกรองนี้คือการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อHIV โดยใช ร หั ส การตรวจแทนการใช ช ื ่ อ จริ ง ของผู  ป  ว ยเพื ่ อ ระมั ด ระวั ง เรื ่ อ งที ่ ก ล า วมาข า งต น งาน สังคมสงเคราะหเขามารับชวงดูแลตั้งแตแรกเริ่มของกระบวนการ กลาวคือ สำหรับเด็กหรือสตรีที่ถูก กระทำรุนแรงทางเพศเปนหนาที่หนึ่งในการคนหาขอเท็จจริงและเก็บหลักฐานในการสนับสนุนในการ ประกอบสำนวนคดีดังนั้นนักสังคมสงเคราะหจะทำความเขาใจกับผูปวยเพื่อใหเขาใจถึงจุดประสงคของ การตรวจเชื้อHIVดังกลาว

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R ในสวนของผูติดเชื้อที่ทราบผลเลือดวาติดเชื้อแลวจะมีความกังวลใจถึงผลเลือดของตัวเองอยาง ปฏิเสธไมไดดังนั้น นักสังคมสงเคราะหจึงตองเปดรับฟงและใหคำปรึกษาเพื่อคลายความกังวลกับผูปวย เหลานั้น ซึ่งมีทั้งผูปวยที่เปนคนไทยและแรงงานขามชาติ ประเด็นในการใหคำปรึกษา R อยางที่กลาวไปขางตนวาการติดเชื้อHIVนอกจากจะสงผลถึงสุขภาพกายแลวยังสงผลกระทบทาง ดานสังคมจิตวิทยา ซึ่งสามารถแบงปฏิกิริยาตอบสนองและความรูสึกตอภาวะติดเชื้อออกไดเปน 3 ระยะ ดังตอไปนี้ 1. ระยะเริ่มตนรับรูการติดเชื้อ ชวงนี้ผูรับบริการจะมีปฏิกิริยาตอการรับรูการติดเชื้อของตนวาเปน ขาวรายที่สำคัญที่สุดในชีวิตอยางหนึ่ง กอความรูสึกสูยเสีย - ช็อก เปนภาวะที่ผูใชบริการรับรูความจริงที่สะเทือนใจอยางรุนแรงและกระทันหันเกินไป เกิดการปรับตัวปรับใจไมทัน ผูใชบริการที่อยูในระยะนี้มักแสดงออกไดหลายอยาง เชน นิ่งอึ้ง เปนลม แสดงอารมณ โกรธแคนหรือเศราออกมาอยางรุนแรง การเตรียมผูใช บริการจึงมีความจำเปนอยางยิ่งเพราะชวยลดความกระทันหันในการรับขาวสาร ซึ่งจะ ชวยลดปฏิกิริยานี้ลง การเตรียมที่สำคัญไดแกการเตรียมการรับรู ความคาดหวังใหใกล เคียงกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นใหมากที่สุด เชน เตรียมจนรับรูวาตนเองมีความเสี่ยงสูงคาดวา ผลเลือดอาจเปนบวก ฯลฯ เมื่อผูใชบริการรับรูความเสี่ยงและคาดหวังผลที่เกิดขึ้นใกล เคียงกับความจริงที่จะรับรูแลว จึงสมควรบอกความจริงใหทราบได - การปฏิเสธความจริง เปนภาวะที่ผูใชบริการไมยอมรับวาตนเกี่ยวของอยู หรือไม ยอมรับวาเปนเรื่องของตัวเอง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความกลั่วที่จะเผชิญผลที่เกิดขึ้น ตอตนเองและยังไมพรอมที่จะแกไชหรือเกิดความอายที่ผูอื่นอาจจะรูแลวแสดงความ รังเกียจ หรือไมยอมรับหรือเกิดความรูสึกผิดตอสิ่งที่ไดกระทำลงไปแลว โดยที่ไม สามารถเปลี่ยนแปลงผลที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยงตอการติดเชื้อของตนเองได หรือ รูสึกทอแทตอการไมมีโอกาสหรือมีเวลาใหเตรียมตัวเตรียมใจ ผูใชบริการที่อยูในระยะนี้ มักแสดงออกเหมือนไมไดมีเหตุการณผิดปกติใดๆเกิดขึ้น ไมยอมพูดคุยแมจะมีใครเปด ประเด็นนั้นขึ้น แสดงออกวาตนไมพรอมที่จะรับรูอะไรที่เปนขาวราย ถารูก็จะทำอะไรที่ รุนแรงทั้งตอตนเองและผูอื่น ในระยะนี้ผูปฏิบัติงานตองพยายามวิเคราะหหาสาเหตุให พบกอนวา เปนความรูสึกอยางไรแลวใชเทคนิคการสะทอนความรูสึกเพื่อใหผูใชบริการ เปดเผยความรูสึกนั้นๆ ออกมา เมื่อผูใชบริการเปดเผยความรูสึกออกมาไดแลวจึง สำรวจความคิดเห็นของผูใชบริการในประเด็นนั้น เพื่อหาทางชวยเหลือตอไป หากแมวา ไดใชความพยายามที่จะใหผูใชบริการมีโอกาสเปดเผยความรูสึก และผูรับการปรึกษายัง ปฏิเสธความจริงอยู ก็ตองยอมรับสิทธิของผูรับการปรึกษาวาไดแสดงความตองการที่จะ ไมรับรูความจริงนั้นแลว รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

โกรธ เปนภาวะที่ผูใชบริการจะเปนตองยอมรับความจริงเพราะไมอาจปฏิเสธได เนื่องจากเหตุผลแวดลอมยืนยัน ผูใชบริการที่อยูในระยะนี้อาจแสดงความไมพอใจออก มาตรงๆ เชน แสดงทาทีไมรวมมือ ไมรับฟง เอะอะ กาวราว รองไห ไมพูด ไมสบตา ฯลฯ ผูใหบริการควรรีบผอนคลายความรูสึกลงทันที ที่สังเกตเห็นวาผูรับบริการมีความ โกรธ ซึ่งอาจใชเทคนิคสะทอนความรูสึก การขอโทษ การรับฟงเพื่อใหผูรับบริการมี โอกาสระบายความรูสึกออกมาใหมากที่สุด ควรทำจนกวาจะสังเกตเห็นวาอารมณโกรธ สงบลงหรืออยูในภาวะที่ควบคุมไดตามสมควร จึงคอยๆดำเนินการเรื่องอื่นตอไป ไมควร รีบรอนที่จะดำเนินการเรื่องอื่นๆ ในขณะที่ผูใชบริการยังโกรธอยู เพราะจะทำใหความ โกรธรุนแรงมากขึ้น จนขัดขวางกระบวนการใหบริการ - การตอรอง เปนภาวะที่ผูรับบริการปฏิเสธความจริงในระดับที่ไมรุนแรง ไมไดปฏิเสธ ความเกี่ยวของ หรือความเสี่ยงตอการติดเชื้อ หากแตปฏิเสธการยืนยันความจริงใน ระดับเทคนิค เชน ผูใชบริการอาจยอมรับวาตนเองมีความเสี่ยงอยูบาง แตเชื่อวาการ ตรวจเลือดอาจมีโอกาสผิดพลาดได ระยะนี้ผูรับบริการจึงมักแสดงออกในลักษณะ เชน สอบถามความนาเชื่อถือของการจรวจแตละชนิด สอบถามโอกาสที่จะเกิดความผิด พลาดทั้งในแงการเก็บตัวอยางเพื่อสงตรวจ การตรวจ การแปลผล การแจงผล บางคน อาจเปลี่ยนที่ตรวจไปเรื่อยหรือตรวจซ้ำแลวซ้ำอีก ผูใหบริการเมื่อสังเกตเห็นผูรับบริการ ติดอยูในระยะนี้ไมควรแสดงความไมพอใจเมื่อถูกซักถามรายละเอียดมาก บางคนอาจ เหมือนถูกสอบสวนจับผิด ไมควรแสดงความรำคาญหรือปฏิเสธที่จะตรวจใหทราบแมผู ใชบริการตรวจหลายครั้งแลวก็ตาม แตใหสำรวจสาเหตุที่ทำใหผูใชบริการยังยอมรับ ความจริงไมได แสดงความเขาใจ และใหความชวยเหลือทางจิตใจดวยเทคนิคตางๆ แลว จึงใหขอมูบยืนยันเชิงเทคนิคของการตรวจใหผูรับบริการทราบอยางละเอียด หลังจาก นั้นปลอยใหผูใชบริการตั้ดสินใจหรือหยุดสงสัยไปเอง - ซึมเศรา เปนภาวะที่ผูใชบริการรับรูความจริงมากขึ้นยอมรับวาตนเองมีความเกี่ยวของ กับโรค แตอาจรูสึกหมดหวังในการแกไขปญหา รูสึกทอแทที่ไมมีเวลามากพอ หรือไมรู วาจะทำอยางไรใหคนรอบขางยอมรับ ผูใชบริการที่อยูในระยะนี้จะแสดงออกในรูปแบบ ของอาการ เชน เก็บตัว ออนเพลีย ทำงานไมไหว เบื่ออาหาร น้ำหนักลดเร็ว ขาดความ สนใจสิ่งตางๆรอบตัว หลงลืมงาย เปนตน ผูใหบริการควรสรางความผอนคลายดวยการ สะทอนความรูสึกและใหกำลังใจ ลดความอึดอัดในการขอความชวยเหลือโดยแสดง ความเต็มใจ ตอนรับการปรึกษาสม่ำเสมอ แตในผูปวยบางรายอาจมีอาการซึมเศรามาก ตองใชยารักษาอาการเศรา - การยอมรับ เปนขั้นตอนสุดทายที่ผูใชบริการยอมรับความจริงจนสามารถปรับตัวได อยางเหมาะสม อาจเนื่องจากมีระยะเวลานานพอจนทำใหผูใชบริการสามารถปรับตัวได อยางเหมาะสม ผูใชยริการจะมีการแสดงออกอยางสงบลง สามารถดำเนินชีวิตไดอยาง -

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ปกติ ผูใหบริการอาจไมตองใหความชวยเหลือมาก แตก็ตองติดตามดูการเปลี่ยนแปลง ของผูใชบริการอยางตอเนื่อง 2. ระยะเรื้อรังปลอดอาการ ระยะนี้เปนระยะเวลาที่มีความยาวนานหลายป ไมมีความแนนอนในแตละ คนขึ้นอยูกับการดูแลสุขภาพของตนเอง การลดพฤติกรรมเสี่ยงตางๆลงใหมากที่สุด ปฏิกิริยาทาง จิตใจของผูติดเชื้อมีไดดังนี้ - มีความไมไววางใจ เนื่องจากตองเผชิญกับความไมแนนอนหลายแยาง ไดแก ไมแนใจ ในการเปลี่ยนแปลงของโรคในระยะตางๆ วาเปนอยางไร ทุกขทรมานแคไหน บุคลากร เต็มใจชวยเหลือแคไหน เขาใจและยอมรับไดไหม คนรอบขางจะรังเกียจไหม ผูใหบริการ คววรยืนยันขอมูลที่ถูกตองและเหมาะสมในเรื่องของเอดส เชน ผูใชบริการจะยังมีอาการ เหมือนคนปกติอีกหลายป การชวยเหลือตองแสดงใหเห็นวายินดีที่จะใหบริการ มีความ สม่ำเสมอในการปฏิบัติเหมือนกันทุกคนทุกสถานที่และเวลา จำเปนตองยืนยันเรื่องการ เก็บความลับจนกวาผูใชบริการจะมีความพรอมที่จะบอกความจริงกับคนใกลชิด - เกิดความอับอายและรูสึกสงสัย เนื่องจากสิ่งที่ไดกระทำลงไปอาจเปนพฤติกรรมที่ สังคมไมยอมรับ กลัวการถูกเปดเผยความลับ ยิ่งคนที่ไมอยากใหรูความจริงนั้นจะยิ่ง ทำใหอายมาก สงสัยตนเองวาจะทนความอายไดไหม สงสัยคนอื่นวารูแลวจะมีปฏิกิรยา อยางไร ผูใหบริการควรยืนยันวาไมมีใครไมเคยทำผิดความกลาเปนจุดเริ่มตนขิงการ แกไข การเปดเผยความจริงกับผูใหบริการเปนเรื่องจำเปนและเหมาะสมเพราะมีการ รักษาความลับ เพื่อการใหความชวยเหลืออยางถูกตอง โดยที่ผูใหการบริการยอมรับ เสมออยูแลว การเปดเผยใหผูใหบริการรับรูยังเปนการฝกความกลาอยางเหมาะสมดวย - มีความรูสึกผิด เนื่องจากอดีตที่ผานมาโดยเฉพาะอยางยิ่งจากสิ่งที่ไมพอใจ เชน การ ตำหนิตัวเองที่มีพฤติกรรเสี่ยง การที่ไมไดมีความรับผิดชอบตอครอบครัวหรือคนใกลชิด เทาที่ควร เปนตน โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อคนอื่นทราบความลับนั้นแลวแสดงความ รังเกียจหรือตำหนิดวยทาทีหรือคำพูด ผูใหการปรึกษาควรเนนวาการตำหนิตัวเองใน เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตไมมีประโยชนเพราะเปนเรื่องที่ผานมาแลว ควรแกไขในสิ่งที่จะเกิด ในปจจุบัน ซึ่งเปนสิ่งที่ทำไดจริง ควรชวยใหผูใชบริการ วางแผนแกปญหาตามความ ตองการ ความเปนไปได และศักยภาพของผูใชบริการ - เกิดความรูสึกดอยคา เนื่องจากการปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะความรูสึกตางๆ นั้นเปนสิ่งที่ทำไดยากตองอาศัยเวลานานมีความเปลี่ยนแปลงระหวางความรูสึกดอยคา และมีคุณคากลับไปกลับมาไดบอยๆ ในชวงที่มีความรูสึกดอยคามักคิดวาตัวเองเปนคน ออนแอ โงเขลาไดบอยๆ โดยเฉพาะเมื่อถูกผูอื่นย้ำถึงความออนแอนั้นซ้ำแลวซ้ำอีก ผู ใหบริการควรชี้ใหเห็นความกาวหนาในการปรับตัวโดยเทียบกับจุดตั้งตนกอนการ เปลี่ยนแปลง ควรใหกำลังใจวาการเปลี่ยนแปลงยอมตองใชเวลาและความอดทน ควร ชื่นชมในสิ่งที่ทำสำเร็จแมเพียงเล็กนอย และอาจชี้ใหเห็นวาบางครั้งความลมเหลวเกิด รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

จากความยุงยากเกินกำลังที่จะแกไขดวยตนเองเพียงลำพัง มิใชเกิดความออนแอหรือ ดอยคุณคา 3. ระยะสุดทายของชีวิต เปนระยะที่ผูใชบริการจะมีอาการทางกายคอนขางมาก การพึ่งตนเองจะ ทำไดนอยตามลำดับ การชวยเหลือสวนใหญจะเปนการชวยเหลือดวยยา การดูแลรางกาย เนื่องจาก อาการที่เกิดขึ้นอยางรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ จะทำใหผูใชบริการปรึกษารับรูถึงเวลา ที่เหลืออยูสั้น ลง ปญหาสวนใหญจึงเปนความรูสึกที่ขัดแยงจางๆที่มีตอบุคคลใกลชิด ไดแก - รูสึกสองฝกสองฝาย ระยะนี้ผูรับการปรึกษาจะรูสึกอยากใกลชิดญาติมากๆ เพราะรูสึก วาเวลาเหลือนอยแลว อยากใชเวลาใหมีคามากที่สุด แตก็มีความรูสึกตนเองนารังเกียจ บาง ไมอยูในสภาพที่นาดูเหมือนปกติ กลัววาจะเกิดความรูสึกผูกพันจนทำใจไมได จะ ทำใหทั้งสองฝายทุกขทรมานมากขึ้นเปลาๆ ผูใชบริการอาจแสดงออกถึงความสบายใจ เมื่อมีญาติมาเยี่ยมและอยากใหญาติอยูนานๆ เปนตน ถาผูใหบริการหรือญาติแสดง ความมั่นคงวาไมรังเกียจ ตั้งใจวาจะอยูดวยไมวาผูรับการปรึกษาจะพูดอยางไรก็ตาม การหมั่นมาเยี่ยมอยางสม่ำเสมอจะทำใหผูรับบริการผานชวงนี้ไปได - รูสึกหางเหิน ผูรับการปรึกษาบางรายทนไมไดที่จะเห็นญาติเปนทุกข ทนไมไดที่จะเห็น ใครมาสงสาร ทนไมไดที่จะใหใครเห็นความทุกขทรมานของตนเอง อาจจะพยายามอยู อยางโดดเดี่ยว ไมยอมใหใครมาเยี่ยมในขณะเดียวกันความหางเหินกับคนที่ผูกพันใกล ชิดทำใหผูใชบริการลดความทุกขจากการเห็นคนที่ตนรักมีความเสียใจลงไปได ซึ่งเปน การพยายาทชวยเหลือความรูสึกตนเองทางหนึ่ง ในระยะนี้การมาเยี่ยมอยางสม่ำเสมอ ของผูใหบริการ แมไมไดใหยาหรือไมไดพูดคุยใหกำลังใจมากนักในฐานะผูใหการปรึกษา ก็สามารถทำใหผูรับบริการรูสึกดีขึ้นเพราะการมาเยี่ยมมีความหมายเหมือนมีเพื่อนคน สนิท ในชวงนี้บางครั้งญาติอาจจะไมอยากมาเยี่ยมเพราะสาเหตุเดียวกันคือทนตอความ ทุกขทรมานของผูรับการปรึกษาไมไหว หรือทนตอการจากไปไมได ซึ่งผูใหบริการตอง ใหความชวยเหลือโดยเปดโอกาสใหญาติและผูรับบริการเปดเผยความรูสึกตอกันอยาง เปดเผยตรงไปตรงมารวมไปดวย - รูสึกหมกมุนกับตนเอง เมื่อญาติไมไดมาเยี่ยม จะทำใหผูใชบริการหมกมุนครุนคิดถึง ตนเองในลักษณะตางๆ เชน ญาติคงเบื่อหนายเต็มที่ ตนไมมีใครรักเหมือนแตกอน ไมมี ใครอยากยุงกับตน คงไมมีใครใหอภัยความผิดที่ตนไดทำลงไปแลว ความคิดที่มองเห็น ตนเองไรคา มองอนาคตก็มืดมน มองหาความชวยเหลือก็ไมพบ จะปรากฏใหเห็นได บางครั้งอาจจะรบกวนการรับประทานอาหาร การนอนหลับ การชวยเหลือตนเองในดาน ตางๆ ชวงนี้อาจจะมีความจำเปนตองใชยาทางจิตเวชหรือตองพบจิตแพทยเพื่อใหความ ชวยเหลืออื่นๆตอไป - รูสึกสิ้นหวัง เปนความรูสึกที่ผูใชบริการนึกถึงอดีตที่ผานมา ระยะนี้สวนใหญอาการทาง กายจะรุนแรงมากจนผูรับบริการอาจจะรูสึกวาไมมีเวลาพอที่จะทำอะไรที่ตนตองการได รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

อีก หรือหมดความสามารถในการพึ่งตนเองแลว ปลอยชีวิตไปตามยถากรรม ผูให บริการควรใหกำลังใจ โดยชี้ใหเห็นศักยภาพที่ผูรับบริการมีอยู เสริมความสามารถใหผู ใชบริการปรึกษาชวยเหลือตนเองหรือแกปญหา โดยเฉพาะปญหาเรื่องความรูสึกที่ รบกวนผูใชบริการในระยะตางๆ จะชวยประคับประคอง ใหผูรับการปรึกษามีความ พยายามที่จะตอสูหรือชวยตนเองตอไปใหนานที่สุด ผูใหบริการควรชวยเหลือใหผูใช บริการไดกระทำภารกิจที่เขามีความตั้งใจ ความปรารถนากอนถึงวาระสุดทายของชีวิต ซึ่งเปนการชวยใหผูใชบริการปรึกษาสามารถเผชิญกับความตามไดอยางสงบ ระบบบริการผูปวยติดเชื้อและผูปวยเอดส R โรงพยาบาลสมุทรสาคร เห็นถึงความสำคัญในการใหบริการผูปวยเรื้อรังทั้งการรักษาทางกาย และทางใจ รวมกับการเสริมศักยภาพของชุมชนในการรวมกันใหเกิดสังคมที่ดีเหมาะสำหรับผูปวยติดเชื้อ ไดรวมอยูในสังคมไดอยางปกติสุข ผานการบริการในรูปแบบตางๆ ดังนี้ - ใหบริการปรึกษาผูปวยและญาติ - กลุมอาสาสมัครสังคมสงเคราะห - กลุมในรูปแบบเพื่อนชวยเพื่อน “กลุมพันทายรวมใจ“ - ใหบริการปรึกษาทางโทรศัพท - เยี่ยมบาน - กลุมใหความรูเรื่องการรับยาตานไวรัส - สงเสริมการมีเพศสัมพันธที่ปลอดภัย ใหความรู และแจกถุงยางอนามัย - สงเคราะหและชวยเหลือทางสังคม R ซึ่งในการใหบริการตามที่กลาวมาขางตนนั้น นักสังคมสงเคราะหไมสามารถใชเพียงความรูและ มาตรฐานทางวิชาชีพในการปฏิบัติงานเทานั้น อยางที่เรายอมรับกันวาผูปวยดวยโรคนี้สงผลกระทบตอ จิตใจเปนอยางมาก ดังนั้นการปฏิบัติงานจึงจำเปนที่จะตองเอาใจใสและใชหัวใจใหมาก การทำงานที่ดีไม ไดวัดผลวาเราใชความรูหรือมีองคความรูอยูในหัวสมองมากเทาไหร แตการทำงานสังคมสงเคราะหจะ ตองใหความสำคัญกับความพึงพอใจของผูรับบริการเปนสำคัญ ความพึงพอใจที่ทำใหเขาสามารถกลับไป มีชีวิตไดอยางปกติสุข ดังนั้นการทำงานที่มีเพียงความรูอยางเดียวจึงไมไดเพียงพอ หัวใจและการ แสดงออกอยางจริงใจจึงเปนสิ่งสำคัญที่สุด และยิ่งสำคัญมากับผูที่ไดรับการกระทบกระเทือนทางจิตใจ อยางรายแรงเชนนี้ R ผูปายรายหนึ่งกลาวทั้งน้ำตาวา ผมอยากเปนเปนคนปกติ ภาพที่อยูตรงหนาชางหดหูสะเทือน หัวใจของทุกคนที่เห็น แตในหัวใจของนักสังคมสงเคราะหหดหูไมไดเพราะเมื่อใดที่หัวใจหดหูแลวนั้น เรา จะทำใหเขากลับมามีหัวใจเขมแข็งไดอยางไร เพราะแมแตตัวเราเองยังไมเขมแข็งเลย ดังนั้นการทำงานที่ ทาทาย และทามกลางปญหา หัวใจที่เขมแข็ง ยอมเปนอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำใหงานออกมาสำเร็จได อยางดีที่สุด รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

งาน”ศูนยพึ่งได” ศูนยบริการชวยเหลือเด็กและสตรีในภาวะวิกฤตจากความรุนแรงเฉลิมพระเกียรติฯ P หรือศูนยชวยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง P หรือศูนยพึ่งได (One Stop Crisis Center : OSCC)

แนวคิด / นโยบายที่เกี่ยวกับเด็กและสตรีถูกกระทำรุนแรง 1. อนุสัญญาวาดวยการคุมครองเด็กและสตรีแหงชาติ พ.ศ. 2532 แนวคิดหลักพื้นฐานของสิทธิมนุษย ชนแหงชาติ คือศักดิ์ศรี คุณคาของมนุษยที่เทาเทียมกันในเรื่องเสรีภาพความยุติธรรมและ สันติภาพสิทธิพื้นฐาน 4 ประการ ‣ มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยูอยางปลอดภัย ‣ มีสิทธิที่จะไดรับการปกปองคุมครอง ‣ มีสิทธิที่จะไดรับการพัฒนา ‣ มีสิทธิในการมีสวนรวมแสดงความคิดเห็น 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ไดใหการคุมครองสตรีและเด็กในมาตรา 53 เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิไดรับความคุมครองโดยรัฐ จากการใชความรุนแรงและการ ปฏิบัติอันไมเปนธรรม มาตรา 80 รัฐตองคุมครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน สงเสริมความเสมอ ภาคของหญิงชายเสริมสรางและพัฒนาความเปนปกแผนของครอบครัวและความเขมแข็งของชุมชน 3. มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 คณะรัฐมนตรีไดเห็นชอบกับนโยบายและแผน ขจัดความรุนแรงตอเด็กและสตรี โดยใหโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจัดใหมีศูนย บริการชวยเหลือเด็กและสตรีในภาวะวิกฤตจากความรุนแรงที่เกิดในโรงพยาบาลทุกแหง โดยมีคณะ

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

4.

5. 6. 7. 8. 9.

ทำงานเปนทีมสำหรับงานบริการใหความชวยเหลือผูถูกกระทำรุนแรงไดภายใน 24 ชม. และเห็น ควรใหเดือนพฤศจิกายนของทุกป เปนเดือนรณรงคยุติความรุนแรงตอเด็กและสตรี พ.ร.บ. แกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20 : 4 ก.ย. 2542) กำหนด ใหจัดนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห เขารวมถามปากคำเด็กในคดีอาญาตั้งแตชั้นสอบสวน ชี้ตัวผูตองหาและชั้นพิจารณาของศาล ทั้งกรณีเด็กเปนผูเสียหาย ผูตองหา และพยาน นโยบายและแผนงานในการพัฒนาสถาบันครอบครัว : คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม2543 นโยบายและแผนขจัดความรุนแรงตอเด็กและสตรี : คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 นโยบายรัฐบาล : ในดานการเสริมสรางสังคมเขมแข็งดานครอบครัว แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 9 ยุทธศาสตรการพัฒนาคุณภาพและการคุมครอง นโยบายการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล

นิยามศัพท ความหมายของคำวาการทารุณกรรมเด็ก (Child Abuse) R การทารุณกรรมเด็ก หมายถึง การกระทำหรือการละเวนการกระทำจนเปนเหตุใหเด็กไดรับ อันตรายทางรางกาย จิตใจ อารมณ และทางเพศ หรืออยางใดอยางหนึ่ง ลักษณะทารุณกรรมเด็ก แบงไดเปน 4 ลักษณะ ดังนี้ R 1. การทารุณกรรมทางดานรางกาย (Physical abuse) หมายถึง การกระทำใหเด็กไดรับบาด เจ็บตามสวนตางๆ ของรางกายโดยที่ไมใชอุบัติเหตุ หรือเกิดจากการละเวนการกระทำจนเปนเหตุใหเด็ก ไดรับอันตราย เชนการทุบตีใหเด็กไดรับบาดแผลฟกซ้ำ การถูกขีดขวนตามตัว กระดูกหัก ศีรษะถูก กระทบกระเทือนจนเลือดออกใตเยื่อหุมสมอง เปนตน R 2. การทารุณกรรมทางจิตใจ (Emotion abuse) หมายถึง คือการที่ผูปกครองหรือผูเลี้ยงดูเด็ก ปฏิเสธเด็ก เฉยเมยไมสนใจ หรือขมขู ใชคำพูดหรือการกระทำใหเด็กหวาดกลัว หรือไมใหความรักความ เอาใจใสดูแล ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำซาก มีผลทำใหเกิดความเสียหายตอพัฒนาการทั้งทางรางกาย จิตใจและสังคม ของเด็ก เชน การปฏิเสธวาเด็กไมเปนที่รักที่ตองการ การแสดงความไมสนใจ เกลียด ควบคุมเขมงวด จนเกินไป เปนตน R 3. การถูกทอดทิ้งละเลยและทอดทิ้งเด็ก (Negiect and Abandonment) หมายถึง ความ บกพรองของผูปกครองหรือผูดูแลเอาใจใสจัดหาสิ่งที่จำเปนตอความตองการขั้นพื้นฐานของเด็ก เชน ที่ อยูอาศัย อาหาร เสื้อผา สุขอนามัย การศึกษา และความปลอดภัย รวมทั้งการอบรมสั่งสอน การใหความ รักและความเอาใจใสมีผลทำใหเด็กไดรับอันตรายหรือเสี่ยงอันตรายตอรางกายและจิตใจ รวมถึงการเจริญ เติบโตและพัฒนาการของเด็ก

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R 4. การทารุณกรรมทางเพศ (Sexual buse) หมายถึง กการกระทำทางเพศตอเด็กหรือใชใหเด็ก กระทำโดยที่เด็กไมสามารถใหความยินยอมพรอมใจ หรือไมมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะเขาใจการกระทำ เหลานี้ กิจกรรมดังกลาวทำเพื่อความพึงพอใจทางเพศของผูกระทำ R การทารุณกรรมทางเพศ สามารถกระทำใน 3 ลักษณะ - ไมมีการสัมผัส เชน เจตนาใหเด็กเปดเผยรางกายใหเด็กดูสื่อลามก ใหเด็กเห็นการมี เพศสัมพันธ สำเร็จความใครตอหนาเด็ก การใหเด็กเห็นอวัยวะเพศ เปนตน - มีการสัมผัส เชน ลูบคลำ หนาอก และอวัยวะเพศเด็ก ใหเด็กจับอวัยวะเพศของตน สอดใสอวัยวะเพศทางปาก ทวารหนัก ชองคลอด เปนตน - ธุรกิจทางเพศ เชน การถายภาพลามก โสเภณีเด็ก เปนตน ความหมายของความรุนแรง (VIOLENCE) ความรุนแรง หมายถึง การกระทำใดๆ หรือการละเวนไมกระทำใดๆ ที่สงผลลบตอสุขภาพ ไมวาจะเปนทางกาย หรือทางใจ หรือตอเสรีภาพหรือสิทธิในการพัฒนาตนเองในทุกมิติ ความรุนแรงทางกายหมายรวมถึง การกระทำตอไปนี้ ผลัก กระแทก ปาสิ่งของ บีบคอ รัด คอ ตบ ตอย ตี เตะ ลาก ซอม เผา ขูวาจะใชอาวุธทำราย หรือลงมือใชอาวุธทำราย ความรุนแรงทางเพศหมายรวมถึง สถานการณตอไปนี้ การถูกบังคับรวมหลับนอน การ จำยอมมีเพศสัมพันธเพราะความกลัว หรือถูกบังคับใหมีเพศสัมพันธในทาที่ผูหญิงรูสึกวาผิดธรรมชาติ หรือรับไมได ความเปนมา R จากสถานการณปญหาสังคมเกี่ยวกับความรุนแรงในเด็กและสตรี การละเมิดสิทธิของเด็กและ สตรีรูปแบบตาง ๆ มีแนวโนมสูงขึ้น และนโยบายของรัฐใหมีการจัดตั้งศูนยชวยเหลือเด็กและสตรีในโรง พยาบาลของรัฐทุกแหง โดยกระทรวงสาธารณสุขรวมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย ไดรับความเห็นชอบใหจัดตั้งศูนยบริการชวยเหลือเด็กและสตรีในภาวะวิกฤตจากความรุนแรง เฉลิมพระเกียรติ (ศูนยพึ่งได) เขารวมเปนโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์พระบรม ราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547 R กระทรวงสาธารณสุขจึงใหมีการดำเนินการจัดตั้งศูนยพึ่งไดขึ้นในโรงพยาบาลศูนย / โรงพยาบาล ทั่วไป ทั้ง 94 แหง ทั่วประเทศและพรอมเปดใหบริการในวันที่ 1 มิถุนายน 2547 R โรงพยาบาลสมุทรสาคร จึงไดจัดตั้งศูนยพึ่งได (ศูนยบริการชวยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำ รุนแรง เฉลิมพระเกียรติฯ) ขึ้น โดยมีคณะทำงานเปนทีมสหวิชาชีพสำหรับงานบริการใหความชวยเหลือ ผูถูกกระทำรุนแรงไดภายใน 24 ชม. เริ่มจัดตั้งอยางเปนทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

วัตถุประสงค 1. เพื่อดำเนินการแบบทีมสหสาขาวิชาชีพใหความชวยเหลือผูปวยเด็กและสตรี ที่ถูกกระทำ รุนแรงทั้งทางรางกาย จิตใจ และทางเพศ 2. เพื่อเปนศูนยกลางในการประสานงานเครือขายในการดำเนินงานใหความชวยเหลือเด็กและ สตรีที่ถูกกระทำรุนแรง 3. เพื่อปองกันและหาทางยุติความรุนแรงตอเด็กและสตรี ขอบเขต / เปาหมาย 1. เด็กที่ถูกกระทำรุนแรงอายุแรกเกิด – 18 ป 2. สตรีที่ถูกกระทำรุนแรง ทุกชวงอายุ หนาที่ของศูนยพึ่งได 1. คัดกรองผูถูกกระทำรุนแรง 2. ใหการบำบัดรักษา 3. เก็บพยานหลักฐาน 4. ประสานงานผูเกี่ยวของในการชวยเหลือ / ชวยเหลือปญหาเฉพาะหนา 5. ใหคำปรึกษา / ทางโทรศัพท 6. เปนศูนยขอมูล / การใหขอมูล กิจกรรมของ “ ศูนยพึ่งได” 1. ใหการชวยเหลือดานการรักษาพยาบาลเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงทางรางกาย / จิตใจ / เพศ ตามแนวทางการชวยเหลือผูปวยเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง 2. ชวยเหลือทางเศรษฐกิจตามสภาพปญหาและความเดือดรอน 3. ชวยเหลือทางสังคม 3.1. ประสานงานสงตอหนวยงานที่เกี่ยวของทั้งภาครัฐและเอกชน เชน สำนักงานพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย ศูนยพิทักษสิทธิเด็ก เปนตน 3.2. ติดตามญาติ 3.3. ใหคำปรึกษาแนะนำดานสวัสดิการสังคม และกฎหมายที่เกี่ยวของ 3.4. เยี่ยมบาน รวมกับงาน Home Health Care เพื่อติดตามดูแลปองกันปญหาการถูก กระทำซ้ำ 4. รับปรึกษาปญหาครอบครัว / สังคม ทางโทรศัพท 5. เขารวมสืบพยานเด็กตาม พระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา ( ฉบับที่ 20 ) พ.ศ. 2542 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

6. รณรงคยุติความรุนแรงตอเด็กและสตรี จัดกิจกรรมในเดือนพฤศจิกายนของทุกปซึ่งเปนเดือน แหงการรณรงคยุติความรุนแรงตอเด็กและสตรี 7. พัฒนาศักยภาพบุคลากรและบริการวิชาการ 8. ระดมทุนรับบริจาคเพื่อชวยเหลือแกผูเสียหาย ขั้นตอนการดูแลชวยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงทางรางกาย / จิตใจ / เพศ 1. ญาติ,พลเมืองดี ,เจาหนาที่รัฐ ,หรือเจาหนาที่โรงพยาบาลพบเห็นผูเคราะหรายและนำสงโรง พยาบาลสมุทรสาคร 2. พยาบาลแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน , แผนกผูปวยนอกและผูปวยในประเมินเบื้องตน 3. เจาหนาที่ศูนยพึ่งไดประเมินปญหาและความตองการของผูปวย 3.1. ประเมินทางรางกายถาพบวาถูกกระทำทางรางกาย 4. ปรึกษาแพทยเฉพาะทาง 5. ใหคำปรึกษา 5.1. ประเมินทางจิตใจหากพบวาถูกกระทำทางจิตใจ 6. ใหคำปรึกษา 7. สงปรึกษาจิตแพทย / นักจิตวิทยา 7.1. ประเมินทางเพศพบวามีปญหาทางเพศ 8. ผูเคราะหรายถูกขมขืนภายใน 72 ชม. ใหยาปองกันการติดเชื้อเอดส กามโรคและการตั้ง ครรภ 9. ระยะเวลาเกิน 72 ชม. แตนอยกวา 7 วัน ใหยาปองกันกามโรคและการตั้งครรภโดยใสหวง 10. ระยะเวลาเกิน 7 วัน ใหยาปองกันกามโรค 11. นำขอมูลปญหาเขาที่ประชุมทีมสหวิชาชีพ 12. นักสังคมสงเคราะหวินิจฉัยปญหาทางสังคมและประเมินความเสี่ยงตอการถูกทำรายซ้ำ 13. นักสังคมสงเคราะหสงตอเพื่อรับบริการทางสังคม 14. จำหนาย

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

แผนภูมิ 7 ขั้นตอนการดูแลชวยเหลือผูปวยที่ถูกกระทำรุนแรงทางรางกาย จิตใจ เพศ โรงพยาบาล สมุทรสาคร

ขั้นตอนการดูแลชวยเหลือผูปวย∙ี่ถูกกระ∙ำรุนแรง∙างรางกาย จิตใจ เพศ สังคม ผูเคราะหราย ER/OPD/IPD

ประเมินเบื้องตน ประเมินความเสี่ยงตอการถูกทำรายซ้ำ ประเมินปญหาความตองการ !

!

ใช

ทางรางกาย

ใช

ไมใช ปรึกษาแพทย เฉพาะทาง

!

ทางจิตใจ ไมใช

!

ทางเพศ ใช

ขมขืน

ใหการปรึกษา ไมใช

ใหการรักษา

!

ใช

ทางสังคม

!

< 72 ช.ม. ไมใช

ใหการปรึกษา

ใช

ใหการปรึกษา ยาปองกัน สังคม โดยนัก สังคมสงเคราะห

รักษาพยาบาลตามปญหา สหวิชาชีพ

ใหการปรึกษา ประเมินความเสี่ยงตอการถูกกระทำซ้ำ ประสานงานหนวย งานภายนอก ชวยเหลือตอเนื่อง

!

ไมใช

ประเมินความพรอมการกลับสูครอบครัว ใช

จำหนาย รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ขอควรปฏิบัติสำหรับเจาหนาที่โรงพยาบาล 1. เจาหนาที่ทุกคนทุกระดับจะตองรักษาความลับของผูปวย รวมทั้งปองกันการเปดเผยความลับ ของผูปวย 2. ผูเคราะหรายมาดวยความทุกขและมีความยากลำบากใจในการเปดเผยเรื่องราวของตนเอง เจาหนาที่ควรหาโอกาสที่เหมาะสมสำหรับผูปวยพูดหรือบอกเลาเรื่องราว ตัวอยาง เชน 3. หองบัตร → ควรถามวา คุณตองการมาตรวจหรือมาติดตอเรื่องอะไรคะ (ถาผูปวยมีทาที อึดอัดที่จะตอบ อาจจะตองหามุมที่เปนสวนตัว ใหผูปวยพูดหรือบอกเรื่องราว) 4. การสงไปตรวจยังหนวยงานตางๆ เจาหนาที่ควรหลีกเลี่ยงการถามคำถามซ้ำในเรื่องที่อาจจะ เปนการตอกย้ำ / ทำรายจิตใจผูเคราะหราย ควรอานจากบันทึกกอนหนานี้ หากตองการ ขอมูลเพิ่ม / รายละเอียดอื่นๆ ใหถามดวยความระมัดระวังและเห็นอกเห็นใจ 5. พึงตระหนักวากวาผูปวยจะเขาสูระบบการตรวจรักษาในโรงพยาบาลนั้น ผูปวยอาจตองตอสู กับความเจ็บปวด สับสนทางจิตใจ อับอาย ความคับแคน กดดันตางๆ มากมายอยูแลว เจา หนาที่ทุกคนจึงควรมีความเขาใจและยอมรับปญหารวมถึงผลกระทบกับตัวผูปวย 6. เปาหมายสุดทายของการทำงานคือชวยใหผูปวยกลับไปใชชีวิตไดตามปกติ เขมแข็ง มี ทักษะและความมั่นใจในการดำเนินชีวิตตอไป แนวทางปฏิบัติในการประสานงานของทีมสหวิชาชีพ 1. ประชุม / หารือทีมสหวิชาชีพภายในโรงพยาบาล 2. พยาบาลเยี่ยมบาน หรือนักสังคมสงเคราะหทำการเยี่ยมบานหรือเยี่ยมโรงเรียนหรือประสาน งานกับองคกรอื่นเพื่อหาขอเท็จจริงเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงตอการถูกทำรายซ้ำ 3. แจงขอเท็จจริงกับผูปกครองและหรือญาติ ถามความเห็นในการดำเนินคดี 4. แนะนำใหผูปกครองแจงความกับตำรวจที่สถานีตำรวจ หากไมอยูในสภาพที่สามารถดำเนิน การไดเอง เจาหนาที่โรงพยาบาลเปนผูแจงความรองทุกขให หรือประสานสำนักงานพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษยจังหวัดดำเนินการ 5. ใหการปรึกษาแกสตรี เด็กและครอบครัว กรณีที่แจงความดำเนินคดีตำรวจจะเปนผูนัดหมายผูทำหนาที่นักจิตวิทยา หรือนัก สังคมสงเคราะห ที่ขึ้นทะเบียนแลวกับกระทรวงยุติธรรมตาม พ.ร.บ. แกไขเพิ่มเติม ป.วิ อาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 เพื่อถามปากคำในชั้นสอบสวน ชี้ตัวผูตองหา จากนั้น ตำรวจจะสงสำนวนคดี ไปยังอัยการเพื่อพิจารณาสงฟองศาลและพิจารณาคดีในชั้นศาล อาญาตอไป 6. นักสังคมสงเคราะหหรือพยาบาลประเมินความตองการทางดานสังคมใหการชวยเหลือเบื้อง ตนและประสานงานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยจังหวัดหรือหนวย งานที่เกี่ยวของเพื่อคุมครองเด็กและสตรี / และฟนฟูสภาพจิตใจระยะยาวตอไป รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

แนวทางปฏิบัติในการใหคำปรึกษาแกสตรี ในแตละขั้นตอนจะตองคำนึงถึงประเด็นตาง ๆ ดังนี้ 1. ใหความปลอดภัย 1.1. ทำใหรูสึกมั่นใจเรื่องความปลอดภัย ผูใหการปรึกษาควรเปนเพศเดียวกัน และ อนุญาตใหบุคคลที่ผูถูกกระทำ ไววางใจอยูดวยขณะใหการปรึกษา 1.2. หาสถานที่สวนตัวที่จะพูดคุย 2. สรางสัมพันธภาพ 2.1. สรางความคุนเคย 2.2. กลาวชื่นชมที่สามารถผานพนวิกฤตมาได 2.3. อยาตำหนิ หรือตัดสินเรื่องราวที่ไดรับฟง 2.4. ระมัดระวังเรื่องความเชื่อและศาสนา 3. ตรวจสอบความคิดฆาตัวตายและการเผชิญปญหา 3.1. ตรวจสอบความคิดฆาตัวตายและแผนการฆาตัวตาย 3.2. ตรวจสอบความคิดตอเหตุการณและกลไกการเผชิญปญหาแรงสนับสนุนทางสังคม 3.3. ใหการปรึกษาหาทางเลือกในการดำเนินชีวิต และการตัดสินใจ 4. ตอบสนองทางอารมณ 4.1. ฟงอยางตั้งใจ 4.2. ชวยใหเธอทบทวนและพูดถึงเหตุการณที่ถูกทำราย 4.3. ใหเวลาในการเลาเรื่อง 4.4. ปลอยใหเธอแยกแยะความรูสึกและระบายออกมา 4.5. สนับสนุนใหเขียนรายละเอียด ถาตองการฟองรอง 5. ใหขอมูล 5.1. แจงใหทราบถึงสิทธิของผูปวย 5.2. แจงใหทราบถึงหนวยงานที่ใหความชวยเหลือ 5.3. อธิบายขั้นตอนทางการแพทย การตรวจ การเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน การสรุป สำนวนและการพิจารณาของศาล เพื่อลดความกังวล 5.4. ชวยใหเขาใจปฏิกิริยาทางสังคมตอการถูกทำรายทางเพศ 6. ชวยเหลือที่เหมาะสม 6.1. ชวยประเมินแหลงชวยเหลือ 6.2. ติดตอประสานงานกับหนวยงานที่เกี่ยวของ 7. ติดตามผล 7.1. นัดเพื่อฟงผลการตั้งครรภ ผลเลือด รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

แนวทางการใหคำปรึกษาแกเด็ก ในแตละขั้นตอนจะตองคำนึงถึงประเด็นตาง ๆ ดังนี้ 1. ขั้นเปดเผยเรื่องราวการถูกกระทำ 1.1. ชวงนี้เด็กจะเครียดมาก ถือเปนวิกฤติอยางหนึ่งที่ทำใหเด็กเกิด PTSD ไดงาย เด็กจะ รูสึกผิดที่เปดเผยเรื่องราว และเปนสาเหตุใหครอบครัวแตกสลาย เด็กกลัววาจะไมมี ใครเชื่อ และหวาดกลัวจากการถูกขมขืน 2. หยุดการกระทำทารุณซ้ำ 2.1. ผูรักษาควรใหความมั่นใจวาเหตุแบบนี้จะไมเกิดขึ้นอีก จำเปนตองประเมินความเสี่ยง ที่เด็กจะถูกกระทำซ้ำ ถาเด็กไมปลอดภัยควรแยกเด็กชั่วคราว มาอยูในโรงพยาบาล หรือสถานสงเคราะห ขั้นตอนนี้จะทำใหเด็กเครียดไดเชนกัน 3. สรางความสัมพันธที่ไวใจได 3.1. เด็กสวนมากถูกกระทำโดยคนที่เด็กรูจัก ทำใหเด็กรูสึกไมไววางใจ โดยเฉพาะกรณีที่ เด็กถูกบุคคลในครอบครัวกระทำ ดังนั้นอาจจะตองใชเวลาในการสรางความมั่นใจใหแก เด็ก 4. ใหเด็กไดระบายอารมณ 4.1. การเลาเรื่องจะชวยใหเด็กระบายสิ่งที่เก็บกดในใจออกมา และจะไดปรับเปลี่ยนมุมมอง และความเขาใจผิดบางประการ เด็กบางคนอาจโกรธแคน รูสึกผิด หวาดกลัว กังวล ฯลฯ เทคนิคตางๆ ที่ชวยใหเด็กระบายความรูสึกออกมาได เชน เลนสมมติ เขียน จดหมาย พูดใสเทปถึงผูกระทำ ฯลฯ การเขียนจดหมายหรือพูดใสเทประบายความ รูสึกเจ็บปวด ถูกทรยศ แลวนำอานขณะบำบัดจะมีประโยชนมากแมไมไดสงถึงผู กระทำก็ตาม วิธีการอื่นๆ ไดแก ฝกใหเด็กรูจักจัดการกับความโกรธ ฝกผอนคลาย กลามเนื้อ เปนตน 5. ชวยใหเด็กเห็นคุณคาและภาคภูมิใจ 5.1. เด็กมักรูสึกวาตนเองถูกทำลาย เปนมลทิน จำเปนตองชวยใหเด็กมองเห็นอนาคต กำหนดเปาหมายในชีวิตไดอยางเหมาะสม สามารถควบคุมสถานการณหรือสิ่งที่เกิด ขึ้นไดบาง 6. ลดความรูสึกผิดและตนเองมีสวนรวม 6.1. เด็กจะรูสึกผิดไดติดแนนตรึงนาน เพราะบางครั้งเด็กมีการตอบสนองทางรางกาย ได รับของขวัญหรือของกำนัลและเปนคนโปรดของผูกระทำ ผูรักษาควรชวยใหเด็กเขาใจ วาการตอบสนองทางรางกายเปนไปตามธรรมชาติไมใชความผิดของเด็ก R ในปจจุบันภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมไดเปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็ว การละเมิดสิทธิของเด็ก และสตรีรวมทั้งการคาประเวณีเด็กทั่วโลกและในประเทศไทยมีแนวโนมสูงขึ้น นอกจากเด็กและสตรีที่ตก รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

เปนเหยื่อของความรุนแรงจะไดรับผลกระทบทางรางกาย จิตใจ และการดำรงชีวิตในสังคมแลวยังมีผลตอ สติปญญาดวยโดยเฉพาะเด็กที่ประสบกับเหตุการณรุนแรงจะไดรับผลกระทบตอการพัฒนาการของระบบ ประสาทและสมองสงผลใหการเรียนและสมาธิบกพรอง R ดังนั้นการใหดูแลรักษายอมไมใชเพียงแคการใหการรักษาทางกาย ในการใหการชวยเหลือควร จัดเปนระบบการใหความชวยเหลือจากหนวยงานที่มีความพรอม ซึ่งในรายละเอียดของเด็กและสตรี ยอม มีรายละเอียดที่แตกตางกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กที่รุนแรงพอที่จะทำลายชีวิตทั้งชีวิตของเด็ก ใหเด็ก เติบโตขึ้นบนปมแหงความเจ็บปวด หรือกับสตรีไมใชเพียงแคการตั้งครรภหรือการถูกทารุณกรรมในรูป แบบตางๆ แตจะเปนประสบการณที่ตราตรึงและทำรายบาดลึกลงในหัวใจของพวกเขาเหลานั้น R เพราะฉะนั้นในสวนของขอมูลการใหบริการจึงแยกยอยออกเปนเด็กที่ถูกทารุณกรรม และสตรีที่ ถูกทารุณกรรม เพื่อใหเขาใจในสวนของผูใชบริการไมใชผานสายตาของผูใหบริการ การใหความชวยเหลือเด็กที่ถูกทารุณกรรม P ในการใหความชวยเหลือเด็ก เราไมสามารถมองเพียงแคปญหาเด็กถูกทารุณกรรมแลวแกไข ปญหาเฉพาะหนาทางกายไปได เพราะถาเปนเชนนั้นเราจะกลายเปนผูสนับสนุนทางออมใหเด็กกลับไปสู สภาพสถานการณที่ทำใหเด็กตองตกอยูในภาวะความลำบากหรือถูกทารุณกรรมอีก มีความจำเปนเปน อยางมากที่นักสังคมสงเคราะหจะตองมีความรูลึกและรอบดาน ประกอบกับการมองปญหาที่เขามาพบ อย า งองค ร วม ดั ง นั ้ น ในส ว นนี ้ จ ำเป น อย า งยิ ่ ง ที ่ ต  อ งแจกแจกให เ ห็ น ว า ในการแก ไ ขป ญ หานี ้ น ั ก สังคมสงเคราะหและนักวิชาชีพอื่นที่รวมกันทำงานตองศึกษาประเด็นใดบาง เพื่อจะไดชวยเหลือเด็กอยาง มีระบบและแกปญหาไดอยางแทจริง โดยแยกประเด็นการศึกษาไดเปนดังนี้ ประเด็นศึกษา : สาเหตุของการทารุณกรรมเด็กและละเลยเด็ก ผลกระทบตอเด็ก การปองกัน การ ประเมินปจจัยเสี่ยง ปญหาและการใหความชวยเหลือทางการแพทย การใหความชวยเหลือทางสังคม ทักษะ ทฤษฎี และกระบวนการทางสังคมสงเคราะหที่ใชในการใหความชวยเหลือ การระดมทรัพยากร และการคืนเด็กสูสังคม ภายใตกรอบการใหบริการของโรงพยาบาลสมุทรสาคร สาเหตุของการทารุณกรรมเด็กและละเลยเด็ก • ปจจัยในครอบครัว เปนปจจัยที่สำคัญที่สุด เชน - ประวัติบิดามารดาเคยถูกทารุณกรรมมากอน รอยละ 30 ของบิดามารดาที่ทารุณ กรรมลูกเคยมีประวัติถูกทารุณมากอนในวัยเด็ก เด็กที่ถูกทำทารุณมักกลายเปน abuser เมื่อโตขึ้น - การใชความรุนแรงในครอบครัว พบวารอยละ 50 ของครอบครัวที่มีการใชความ รุนแรงจะมีการทารุณกรรมเด็กเกิดขึ้น นอกจกนี้ในครอบครัวที่มีการทารุณกรรมเด็ก ดังกลาวคูสมรสมักถูกกระทำทารุณดวย รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

- บิดามารดาอายุนอย และขาดทักษะในการเลี้ยงดูบุตร - มีการหยาราง - ครอบครัวอยูอยางโดดเดี่ยว • ความยากจน ทำใหเกิดความเครียด ขาดเวลาที่จะเลี้ยงดูเอาใจใสบุตร • การติดสารเสพติด เปนตัวที่ทำใหขาดความยับยั้งชั่งใจ ทำใหเกิดการใชความรุนแรง และ มักตามมาดวยการทารุณกรรมเด็ก • สภาพสังคม ในสภาพสังคมที่ไมปลอดภัย มีการใชความรุนแรง และมีการระบาดของยาเสพ ติด ทำใหเด็กไมมีโอกาสออกมาใชชีวิตนอกบานไดอยางปลอดภัย เด็กขาดทักษะทางสังคมที่ จะชวยแกปญหาเมื่อโตขึ้น รวมทั้งขาดที่พึ่งทางสังคมที่จะเขามาชวยเหลือเด็ก สงผลใหเด็ก เหลานี้งายตอการตกเปนเหยื่อของความรุนแรง ผลกระทบของการทารุณกรรมเด็ก R โดยธรรมชาติการกระทำทารุณตอเด็กกอใหเกิดปญหาทั้งทางรางกาย จิตใจ และสุขภาพของเด็ก รวมถึงมีผลพัฒนาการ การเรียนในรายที่รุยแรงจะพบวาอาจทำใหเด็กเสียชีวิตหรือทุพลภาพ นอกจากนี้ การทารุณยังมีผลกระทบตอพฤติกรรมของเด็ก ทำใหเด็กมีพฤติกรรมกาวราว ไมสามารถควบคุมตัวเอง ได ขาดทักษะในการแกปญหา พฤติกรรมเหลานี้สงผลใหเด็กตอตานสังคม การทารุณกรรมเด็กทำใหเด็ก เกิดความเครียด วิตกกังวลซึมเศรา สงผลใหเด็กมีโอกาสติดสารเสพติด มีแนวโนมที่จะคบเพื่อนไมดี เด็ก เหลานี้เมื่อโตขึ้นจะเปนผูใหญที่สรางปญหาใหกับสังคม และสงผานพฤติกรรมเหลานั้นใหบุตรหลานของ ตนเอง การปองกัน R การปองกันไมใหเกิดการทารุณกรรมเด็ก ตองทำในทุกระดับ แตที่สำคัญที่สุดคือในระดับ ครอบครัว 1. ระดับครอบครัว - ยุติการใชความรุนแรง ผูปกครองควรรูจักวิธีระงับอารมณ อยาลงโทษ เด็กโดยใชความ รุนแรง ฝกระเบียบวินัยโดยวิธีอื่นที่ไมใชการตี - อยาคาดหวังในตัวเด็กเกินความสามารถที่เด็กจะทำได ใหคำชมเชยเมื่อเด็กทำสิ่งที่ดี - เรียนรูทักษะการเปนพอแม เรียนรูเขาใจพัฒนาการของเด็ก และตอบสนองความตองการ ของเด็ก 2. ระดับชุมชน ชวยกันเฝาระวัง รายงานเมื่อพบเห็นการทารุณกรรมเด็กและใหการชวยเหลือ การรณรงคไมใหใชความรุนแรงในเด็ก

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

3. ระดับประเทศ รัฐตองเห็นความสำคัญของปญหา จัดใหมีหนวยงานที่ชวยเหลือดูแลเด็กที่ถูก ทารุณกรรม จัดระบบการรับรายงาน ออกกฎหมายตางๆที่รองรับการทำงานชวยเหลือเด็กที่ ถูกทารุณกรรม ปจจัยเสี่ยงของการทารุณกรรมเด็ก • ปจจัยเสี่ยงของการทารุณกรรมทางกายตอเด็ก R การทารุณกรรมทางกายเด็ก พบวาสวนใหญผูกระทำคือบิดามารดา ปจจัยเสี่ยงของการทารุณ กรรมเด็กไดแก ปจจัยจากตัวเด็ก ปจจัยผูดูแล และปจจัยทางสภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจและสังคม 1. ปจจัยจากตัวเด็ก - กายภาพ เด็กมีความผิดปกติทางกายภาพ เชน เด็กคลอดกอนกำหนด มีความพิการ ทางรางกาย พัฒนาการลาชา สติปญญาต่ำ - ความเจ็บปวย เด็กที่มีปญหาสุขภาพหรือเจ็บปวยเรื้อรัง - พื้นอารมณและอุปนิสัย เปนเด็กรองเกง เลี้ยงยาก หงุดหงิด ซนไมอยูนิ่ง R ความผิดปกติทางกายภาพและความเจ็บปวยมีผลใหผูดูแลตองมีภาระรับผิดชอบมากขึ้น ใชเวลา ในการดูแลมากขึ้น เพิ่มภารและคาใชจายตางๆในครอบครัว การเจ็บปวยที่เกิดขึ้นในวัยทารก เชน เด็กที่ ปวยอยูในโรงพยาบาลนานในระยะเดือนแรกหลังคลอด มีผลตอความผูกพันระหวางบิดามารดาและเด็ก เด็กที่มีพื้นอารมณเลี้ยงยากทำใหผูดูแลหงุดหงิด ขาดความอดทน และมักถูกลงโทษซึ่งอาจมีผลลัพธออก มาเปนการทารุณกรรมรางกาย 2. ปจจัยจากตัวบิดามารดา หรือผูดูแล มักเปนคนที่มีความเครียดสูง ไมสามารถแกไขปญหา หรือปฏิบัติหนาที่ไดดี รวมทั้งมีการเลี้ยงดูบุตรอยางไมเหมาะสม ปจจัยเสี่ยงจากตัวบิดามารดา มีดังนี้ - ประวัติเคยถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก พบวามีความสัมพันธกันอยางชัดเจนกับการลงโทษ บุตรอยางรุนแรงและการทารุณกรรมเด็ก โดยเฉพาะถาเกิดขึ้นตั้งแตวันเด็กเล็ก - บุคลิกบิดามารดาที่ทารุณกรรมบุตรมักเปนคนที่ชอบใชความรุนแรง อารณณเสียงาย และชอบระเบิดอารมณ มักชอบลงโทษบุตรดวยวิธีที่รุนแรง - การใชสารเสพติด เชน สุรา หรือยาเสะติด มีผลทำใหขาดสติ ไมสามารถควบคุม พฤติกรรมตนเองได - บิดามารดามีความรูสึกในทางลบตอบุตรของตัวเอง ชอบคาดหวังกับบุตรอยางเกินความ สามารถ หรือไมอยูในความเปนจริง - มีปญหาสุขภาพจิต เชน ซึมเศรา - ความสัมพันธระหวางสามีและภรรยาและภายในครอบครัวไมราบรื่น มักมีการทะเลาะ เบาะแวง - ครอบครัวมีบุตรจำนวนมาก รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

บิดามารดาไมพรอมมีบุตร ไมตองการบุตร เด็กเกิดโดยไมตั้งใจ บิดามารดาอายุนอย บิดามารดาที่หยาราง ไมไดอยูรวมกัน บิดามารดาไมมีความรูเกี่ยวกับการพัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กอยางถูกตอง 3. ปจจัยจากสิ่งแวดลอม และปญหาทางเศรษฐกิจและสังคม ปญหาการทารุณกรรมเด็กมัก เกิดในครอบครัวระดับลางและดอยโอกาส - ความยากจน ทำใหไมมีเวลาเลี้ยงดูบุตร มีความเครียดสูง - ครอบครัวที่อยูโดดเดี่ยวไมมีการติดตอสัมพันธกับญาติพี่นองหรือคนอื่นๆ - บิดามารดาตกงาน หรือไมมีงานทำ - ครอบครัวที่มีปญหาอาชญากรรม - การศึกษาระดับลาง -

• ปจจัยเสี่ยงของการทารุณกรรมทางเพศตอเด็ก R จากขอมูลการศึกษาพบวาสวนใหญของเด็กที่ตกเปนเหยื่อของการถูกลวงละเมิดเปนเด็กหญิง และมักถูกลวงละเมิดโดยบุคคลในครอบครัว หรือบุคคลที่เด็กรูจัก อุบัติการในเด็กชายพบนอยกวา เชื่อ วาเกิดจากการที่เด็กไมยอมเปดเผยความกลัวที่จะใหผูอื่นลวงรูวามีความสัมพันธกับชาย ซึ่งทำใหเขาใจ วามีแนวโนมของการเปนรักรวมเพศ หรือกรณีที่ถูกลวงละเมิดโดยผูหญิงทำใหมีความรูสึกออนแอเสีย ความเปนชาย รวมทั้งการตรวจรางกายเพื่อหาหลักฐานที่อาจพบความผิดปกติจากการถูกลวงละเมิดทาง เพศในเด็กชายพบไดนอยกวาเด็กหญิง เด็กชายมักลูกละเมิดโดยบุคคลนอกครอบครัว R ปจจัยที่ทำใหเด็กตกเปนเหยื่อของการถูกทารุณกรรมทางเพศไดแก - เด็กเล็กยังไมสามารถพูดจาหรือสื่อสารได - เด็กที่มีพัฒนาการลาชาหรือบกพรอง - เด็กที่มีโรคเรื้อรังหรือมีความพิการทางรางกาย - เด็กที่อยูตามลำพังกับบิดา โดยไมมีมารดาหรือผูปกครองอื่นคอยคุมกัน - ขาดการควบคุมสติ ผูกระทำเสพสารเสพติด เสพสื่อลามกอนาจาร - ประวัติบิดาหรือมารดาที่เคยถูกลวงละเมิดทางเพศในวัยเด็กมากอน - ประวัติของการที่เคยมีการลวงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นมากอนในครอบครัว - มีสมาชิกชายเขามาอาศัยอยูในบาน - มารดาหมดสมรรถภาพทางเพศ หรือปฏิเสธที่จะตอบสนองทางเพศตอบิดา R ผูลวงละเมิดเด็ก วิเคราะหในสามปจจัยที่ทำใหเกิดการทารุณกรรมทางเพศไดแก เพศ อายุ และความสัมพันธกับเด็ก

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R เพศ : สวนใหญผูกระทำเปนเพศชาย มีเพียงรอยละ 5-15 ของผูลวงละเมิดเปนเพศหญิง6 ผูลวง ละเมิดที่เปนหญิงมักกระทำตอเด็กชาย R อายุ : พบไดทุกชวงอายุ แนวโนมในปจจุบันพบวา ผูที่ลวงละเมิดมีอายุนอยลงและมีจำนวนไม นอยที่อายุต่ำกวา 18 ป R ความสัมพันธกับเด็ก : การศึกษาในตางประเทศพบเด็กที่ถูกลวงละเมิดทางเพศและไดรับการ เป ด เผยหรื อสงตอมายังบุคลากรทางการแพทย มั ก เกิ ด ขากการถู ก ล ว งละเมิ ด โดยบุ ค คลภายใน ครอบครัว7 พบวารอยละ 75 ของเด็กที่ถูกลวงละเมิดทางเพศเกิดจากบุคคลภายในบาน, รอยละ 46 เปน บิดาผูใหกำเนิด, และรอยละ 27 เปนบิดาเลี้ยง เด็กหญิงที่อาศัยอยูกับบิดาเลี้ยงมีความเสี่ยงจากการถูก ลวงละเมิดทางเพศถึง 6 เทาเมื่อเทียบกับเด็กที่อาศัยกับบิดาแท ในการศึกษาอุบัติการในชุมชนทั่วไปพบ รอยละ 50 ของการลวงละเมิดทางเพศเกิดจากบุคคลนอกครอบครัว ขอมูลจากกองคุมครองสวัสดิภาพ เด็ก กรมประชาสงเคราะหพบระหวางพ.ศ. 2538-2543 ผูกระทำลวงละเมิดทางเพศในเด็กพบเปนคน รูจักกันรอยละ 32.8 บิดารอยละ 14.3 บิดาเลี้ยงรอยละ 11.9 ญาติรอยละ 12.8 พระรอยละ 5.7 และ มารดา/มารดาเลี้ยงรอยละ 0.2 รายงานสถิติการชวยเหลือเด็กของมูลนิธิศูนยพิทักษสิทธิเด็กประเทศไทย ปพ.ศ.2542 พบมีผูเสียหายทั้งสิ้น 141 ราบพบเปนกรณีลวงละเมิดทางเพศ 75 ราย (53%) ผูเสียหายที่ ถูกลวงละเมิดทางเพศเพียง 2 ราย ที่เปนเด็กชาย และพบวารอยละ 48 ของการลวงละเมิดทางเพศใน เด็กถูกกระทำโดยบุคคลในครอบครัว R การลวงละเมิดทางเพศที่เกิดจากบุคคลภายในครอบครัว มักถูกนำมาพบบุคลากรทางการแพทย เนื่องจากการถูกลวงละเมิดมักเกิดขึ้นเปนเวลานานและมีผลกระทบตอเด็กอยางรุนแรงซึ่งตองการการ บำบัดฟนฟูระยะยาว R ผูลวงละเมิดตอเด็กมักเปนบุคคลที่เด็กรูจัก สามารถเขาถึงตัวเด็กได และมักเปนบุคคลที่เด็กไว วางใจและมีอำนาจเหนือเด็ก เชนผูปกครอง ญาติพี่นอง ครู เปนตน P ขอบงชี้ P ถาเด็กบอกวาถูกลวงละเมิดทางเพศ ใหเชื่อไวกอนวาเปนความจริง แตนักสังคมสงเคราะห และ บุคลากรทางการแพทย คงมีคำถามวาแลวเรารูไดอยางไรวาเด็กถูกลวงละเมิดทางเพศหากเด็กไมไดบอก ดวยตัวเองหรือเด็กพูดไมได เพราะสวนใหญเด็กมักจะปกปดไมกลาบอกเมื่อถูกลวงละเมิดทางเพศ แต การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและอารมณบางอยางเปนขอบงชี้ พฤติกรรมบางอยางอาจไมเฉพาะ เจาะจงที่จะบอกวาเด็กถูกลวงละเมิดทางเพศเพราะอาจพบไดในกรณีความเครียดจากปญหาอื่นๆ เชน การเบื่ออาหาร ซึมเศรา แตพฤติกรรมบางอยางโดยเฉพาะพฤติกรรมทางเพศจะเฉพาะเจาะจงและบงชี้ เชน อาการยั่วยวนทางเพศ เปนตน 6

Mrazek 1983; Faller 1990 อางใน คูมือปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในกระบวนการคุมครองเด็ก 2547:59

7

Bentivim 1987 อางใน คูมือปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในกระบวนการคุมครองเด็ก 2547:59 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

• ขอบงชี้ทางพฤติกรรมทั่วไปในเด็กเล็ก (อายุนอยกวา 10 ป) - พฤติกรรมถดถอย ติดคนเลี้ยง ปสสาวะอุจจาระราดทั้งๆที่เคยควบคุมไดมากอน - วิตก กังวล ซึมเศรา นอนไมหลับ ฝนราย - โอนออนผอนตามมากผิดปกติ - ขาดสมาธิ, ฉุนเฉียวงาย - มีอาการกลัว กลัวการกลับบาน, กลัวที่จะอยูลำพังกับผูใหญ - กลัวผูกระทำ - กลัวผูใหญเพศเดียวกับผูกระทำ - ทารุณสัตว - สลับบทบาทหนาที่ในครอบครัว รับผิดชอบเกินอายุ - ปญหาการเรียน • ขอบงชี้ทางพฤติกรรมทั่วไปในเด็กโต - มีปญหาการกิน (Bulimia8 และ anorexia9) - ติดสารเสพติด - ถดถอย ซึมเศรา - การทำรายตัวเอง มักพบในเด็กผูหญิง เนื่องจากเด็กหญิงมักตอบสนองตอความเครียด จากการทารุณกรรมโดย internalisation คือทำตนเองเกลียดตนเอง ทำรายรางกาย ตนเอง หรือการพยายามฆาตัวตาย - กาวราวตอผูอื่น มักพบในเด็กชาย เนื่องจากเด็กชายมักตอบสนองแบบแสดงออก ภายนอก (externalization) - หนีออกจาบานเพื่อหนีการถูกลวงละเมิด มักเปนทางเลือกสุดทายของเด็ก • ขอบงชี้ทางพฤติกรรมทางเพศในเด็กเล็ก (นอยกวา 10 ขวบ) ไดแก

8

Bulimia Nervosa ผูปวยกลุมนี้จะมีชวงที่ทานอาหารจำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว เกินกวาที่คนทั่วไปจะทานไดในหนึ่ง มื้อ และพยายามกำจัดอาหารที่ทานเขาไป ดวยวิธีตาง ๆ เชน การลวงคอใหอาเจียน การใชยาถาย หรือในบางคนใชวิธี การออกกำลังกายอยางหนัก รวมทั้งการใชยาอื่น ๆ เชน ยาขับปสสาวะ ซึ่งจะเปนเชนนี้อยูเปนประจำ มีอาการซึมเศรา ลึก ๆ มักไมคอยมั่นใจในตนเอง แต Bulimia จะตางจาก Anorexia ตรงที่จะรับรูวาตนเองผิดปกติ และมีแนวโนมที่จะ ทำการรักษามากกวา 9

โรคกลัวอวน (Anorexia Nervosa) ปนภาวะทางจิตที่บุคคลปฏิเสธที่จะรับประทาน อาหารเพื่อคงน้ำหนักไวในระดับ ปกติ โดยมีทัศนคติที่ผิดตอรูปราง และน้ำหนักตัวผิดปกติ คนที่ เปนโรคนี้ จะเปนคนที่กลัวอวน กลัวเอามากๆ เห็นน้ำ หนักตัวเองเปนศัตรู ปฏิเสธอาหารอยางมากจนผายผอม ในสังคมปจจุบันสนใจน้ำหนักตัว ไมตองการอวน ไมตองการ หนักเกินเกณฑมาตรฐาน สาเหตุหนึ่งที่ทำใหเกิดภาวะนี้คือ การที่วัยรุนมีวิกฤติของชีวิต เชน ความตองการเปนตัวของ ตัวเอง คานิยม สัมพันธภาพกับผูอื่น บางครั้งอาจเกิดความขัดแยงกับบิดามารดา โดยเฉพาะการมีสัมพันธภาพกับเพื่อน ตางเพศ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

เด็กรูเรื่องเพศมากกวาวัยเด็ก รูเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศมากไมสมวัย เชน รู เรื่องเกี่ยวกับการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย วิธีการสำเร็จความใคร การหลั่งอสุจิ ซึ่ง แสดงวาเด็กตองมีประสบการณไดพบเห็นมา - เด็กวาดรูปเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศ - มีปฏิสัมพันธทางเพศกับผูอื่น เชน พยายามมีปฏิสัมพันธทางเพศกัยเพื่อนทำทา เชื้อ เชิญเด็กโตหรือผูใหญใหมีปฏิสัมพันธทางเพศ ถูไถอวัยวะเพศตัวเองกับผูใหญ หรือจับ ตองถูไถอวัยวะเพศของผูใหญ - มีปฏิสัมพันธทางเพศกับสัตวเลี้ยงหรือตุกตา - สำเร็จความใครมากผิดปกติ สำเร็จความใครตอหนาคนอื่นโดยใชสิ่งของ เชน ตุกตาถูไถ อวัยวะเพศกับของเลน หรือสอดใสสิ่งของเขาไปในชองคลอด • ขอบงชี้พฤติกรรมดานเพศในเด็กโต - สำสอนทางเพศ - ขายบริการทางเพศ การเปนโสภาณีในวัยรุนพบวามีความสัมพันธกับการถูกลวงละเมิด ในวัยเด็ก • ขอบงชี้ทางรางกาย - ตรวจพบเชื้อหรือน้ำอสุจิ - เกิดการตั้งครรภ - ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ - มีรอยฟกช้ำ บาดแผลหรือมีเลือดออกจากอวัยวะเพศหรือทวารหนัก - มีสิ่งแปลกปลอมในชองคลอดหรือทวารหนัก - มีอาการของ Psychosomatic disorder10 เชน ปวดหัว ปวดทอง -

• ปจจัยเสี่ยงของการทารุณกรรมจิตใจเด็ก P การทารุณกรรมจิตใจ คือการที่ผูปกครองหรือผูที่ดูแลเด็กปฏิเสธ เฉยเมยไมสนใจหรือขมขูเด็กใช คำพูดหรือการกระทำใหหวาดกลัว หรือการไมใหความรักความเอาใจใสซึ่งเกิดขึ้นซ้ำซาก มีผลทำใหเกิด ความเสียหายตอพัฒนาการทั้งทางรางกาย จิตใจ และสังคมของเด็ก R เปนการยากที่จะใหคำจำกัดความอยางชัดเจนของการทารุณกรรมจิตใจ โดยทั่วไปการทารุณ กรรมจิตใจมักเกิดรวมกับการทารุณกรรมรางกาย การทารุณกรรมทางเพศ และการละเลยทอดท้ิ้ง R สาเหตุของการทำใหเด็กตกเปนเหยื่อของการทารุณกรรมจิตใจหรือการละเลยทอดท้ิงนั้นเกิดขึ้น โดยตรงจากผูปกครองบิดามารดา หรือผูดูแล โดยเกิดขึ้นจากการไมมีความรูความชำนาญในการจัดการ 10

โรคทางกายจากความเครียด(Psychosomatic disorders) หรือพฤติกรรมอันมีผลกระทบทางลบตอ การดำเนินโรค หรือผลการรักษาของโรคทางกายนั้น จิตแพทยเชื่อวาปจจัยทางจิตวิทยาสงผลถึงพัฒนาการของโรคทางกายภาพอื่น มี สาเหตุมาจากทั้งจิตใจ สังคม และรางกาย หรือความเครียด รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

กับความตองการของเด็กในพัฒนาการระยะตางๆ มีการศึกษาเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกลางวันที่บิดา มารดาทารุณจิตใจลูก โดยเปรียบเทียบกับกลุมควบคุมซึ่งเปนบิดามารดาที่มีปญหาในดานอื่นๆ พบวา บิดามารดาที่ทารุณกรรมจิตใจลูก ขาดความชำนาญในการจัดการปญหากับเด็ก และมีความยากลำบาก ในการสรางสัมพันธภาพระหวางบิดามารดาและเด็ก บิดามารดากลุมนี้มักรายงานวาบุตรของตนเองมี พฤติกรรมเบี่ยงเบน ปญหาทางจิตเวชเปนสาเหตุที่สำคัญของการทารุณกรรมจิตใจเด็ก โดยพบวาบิดา มารดาที่ทารุณจิตใจลูกมักพบมีภาวะซึมเศรา และพบมีการติดสารเสพติดมากที่สุด ความบกพรองของ สมองหรือบิดามารดาที่มีสติปญญาต่ำพบเปนสาเหตุของการทารุณกรรมจิตใจเด็กเชนกัน เด็กที่มีความ ผิดปกติมีความพิการทางรางกายหรือมีสติปญญาต่ำมีโอกาสถูกทารุณกรรมจิตใจ เนื่องจากความผิดปกติ เหลานี้เปนอุปสรรคของการสรางความผูกพันระหวางบุตรและบิดามารดารวมทั้งความผิดปกติเหลานี้ ทำใหผูเลี้ยงดูมีโอกาสเกิดความเครียด R โดยปกติแลวการทารุณกรรมจิตใจมักเกิดรวมกับการทารุณกรรมชนิดอื่นๆ รวมทั้งการละเลย ทอดทิ้งเด็ก การตรวจหาขอบงชี้ของการทารุณกรรมจิตใจ อาจพิจารณาจากพฤติกรรมของเด็กและผู เลี้ยงดู อยางไรก็ตามขอบงชี้เหลานี้ อาจไมเฉพาะเจาะจงและอาจพบในภาวะการทารุณกรรมชนิดอื่นๆ รวมทั้งการละเลยทอดทิ้ง R ขอบงชี้ • ขอบงชี้จากตัวเด็ก - ทางดานรางกายมักพบวาเด็กเลี้ยงไมโต (Failure to thrive) พัฒนาการลาชาอาจเปน เด็กมีความผิดปกติ เชน พิการ หรือมีความบกพรองทางสติปญญา - เด็กเล็กที่นั่งโยกตัว, เด็กดูดนิ้วในวัยที่ไมเหมาะสม, เด็กที่ทำรายตนเอง - ความประพฤติกาวราว - ชอบทำรายผูอื่น ทำรายสัตว ทำลายสิ่งของ - มีปญหาการกินและการนอน - อารมณฉุนเฉียว, กลัวโดยไมมีเหตุผล, ระเบิดอารมณ - ชอบพูดวาตัวเองไมดี ต่ำตอย - ขี้อาย ไมกลามีปฏิสัมพันธกับผูอื่น - เรียกรองความสนใจ - ไมเลนกับเด็กอื่น • ขอบงชี้ทางพฤติกรรมของผูเลี้ยงดู - ชอบตำหนิติเตียนหรือโทษเด็ก - เย็นชา ปฏิเสธเด็ก - ไมแสดงความรัก หรือความเอาใจใสตอบุตร - แสดงความสนใจ หรือใหความรัก ความเอาใจใสตอบุตรคนอื่นๆ มากกวาตัวเด็ก

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R นอกจากลักษณะการทารุณกรรมตอจิตใจของเด็กแลว การปลอยปละละเลยหรือทอดทิ้งเด็ก (Negiect and Abandonment) ยอมสงผลกระทบถึงการเจริญเติบโตของเด็กอยางปฏิเสธไมไดดวยเชน กัน การปลอยปละละเลยจะแสดงออกมาที่ลักษณะของเด็กที่ทำใหเราเขาใจไดเชนนั้น ซึ่งเกิดจากความ บกพรองของผูดูแลเด็กในการดูแลเอาใจใส จัดหาสิ่งที่จำเปนตอความตองการขั้นพื้นฐานของเด็ก เชน ที่ อยูอาศัย อาหาร เสื้อผา สุขอนามัย การศึกษา และความปลอดภัย รวมทั้งการอบรมสั่งสอน การใหความ รักความเอาใจใส มีผลทำใหเด็กไดรับอันตรายหรือเสี่ยงอันตรายตอรางกายและจิตใจ รวมถึงการเจริญ เติบโตและพัฒนาการของเด็ก R การปลอยปละละเลยและทอดทิ้งเด็กในระดับที่มีความรุนแรงมักไมเปนปญหาในการวินิจฉัย แต ในรายที่ไมรุนแรง การวินิจฉัยภาวะละเลยทอดทิ้งเด็กอาจมีความก้ำกึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมีปจจัยดานความ ยากจนมาเกี่ยวของ R การใหการวินิจฉัยภาวะละเลยทอดทิ้งเด็ก จำเปนตองพิจารณาถึงสิ่งเหลานี้ - ความตองการขั้นพื้นฐานของเด็กเปนอยางไร เนื่องจากเด็กแตละคนอาจมีความตองการ ขั้นพื้นฐานที่แตกตางกันอยางเชน เนื่องจากเด็กแตละคนอาจมีความตองการขั้นพื้นฐาน แตกตางกันตัวอยาง เด็กพิการ หรือมีความเจ็บปวยเรื้อรังจะมีความตองการขั้นพื้นฐาน สูงกวาเด็กปกติ - ตองพิจารณาวาผูดูแลตั้งใจกระทำหรือไม - การละเลยทอดทิ้งเด็กมีผลตอเด็กอยางไร ซึ่งตองพิจารณาทั้งดานรางกาย จิตใจ พัฒนาการ และความปลอดภัยของเด็ก - การละเลยทอดทิ้งเด็กที่เกิดขึ้น เกิดจากสภาพการเลี้ยงดูที่ไมเหมาะสมหรือเกิดจาก ภาวะความยากจน R กฎหมายบางประเทศใหคำจำกัดความของการละเลยทอดทิ้ง โดยมีการเนนในพฤติกรรมของผู ดูแลที่ละเลยและกอใหเกิดอันตรายตอรางกายหรืออารมณของเด็ก R การใหคำจำกัดความตองนำสภาพความแตกตางในบริบทของวัฒนธรรมเขามาพิจารณาดวย R การประเมินปจจัยเสี่ยงของการละเลยทอดทิ้งเด็ก ทั้งนี้เพื่อประเมินโอกาสที่เด็กจะถูกทอดทิ้ง และจัดหาบริการหรือการชวยเหลือมาใหแกครอบครัว ปจจัยเสี่ยงของการถูกทอดทิ้งไดแก - เคยมีการรายงานหรือเคยรับบริการชวยเหลือเรื่องการทารุณหรือละเลยทอดทิ้งเด็กมา กอน - เด็กเคยมีประวัติออกจากบาน หรือพนจากการดูแลของผูดูแลมากอน - ผูดูแลเด็กเคยมีประวัติถูกทอดทิ้งมากอนในวัยเด็ก - มีบิดาหรือมารดาแตเพียงผูเดียว - ผูดูแลมีประวัติสารเสพติด และสุรา - บิดามารดาหรือผูดูแลมีอายุนอย - มีเด็กในครอบครัวจำนวนหลายคน รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ลักษณะ รูปแบบและวิธีการทารุณกรรมเด็ก R การจำแนกลักษณะการทารุณกรรมเด็กมีความจำเปนอยางยิ่งในการจัดลำดับการใหบริการหรือ รักษาอยางเรงดวน เด็กที่ถูกทารุณกรรมในรูปแบบที่แตกตางกันยอมมีความตองการแะจำเปนในการ ใหการรักษาที่แตกตางกัน บางคนตองเขารับการรักษาทางกายกอน หรือบางคนตองพัฒนาการรับรูดวย จิตวิทยาอยางเรงดวน หรือบางคนตองแยกเด็กออกจากครอบครัวเพื่อออกจากพื้นที่ที่ทำใหเกิดการ ทารุณกรรม หรือบางรายนักสังคมสงเคราะหเองตองเขาไปมีบทบาทในการบำบัดฟนฟูหรือใหคำแนนะ นำกับครอบครัวอยางเรงดวน หรือบางกรณีอาจจำเปนตองทำทุกกระบวนการรักษาไปพรอมกันอยางเรง ดวนก็อาจเกิดขึ้นได ดังนั้นบุคลการที่เขามาเกี่ยวของกับการดูแลเด็กที่ถูกทารุณกรรมจึงตองมีชุดความรู นี้ไวเพื่อลำดับการรักษาใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพอีกดวย • รูปแบบของการทารุณกรรมทางรางกาย แบงตามลักษณะการบาดเจ็บ - การบาดเจ็บจากภายนอก (ผิวหนัง) เชน รอยช้ำ รอยถลอก รอยฉีกขาด รอยขวน รอย รัด รอยแทง รอยหยิก รอยผูกรัด ผมหรือเล็บถูกกระชากหลุด ไฟไหมหรือลวกจาก ความรอนหรือสารเคมี - การบาดเจ็บภายใน เชน รอยบาดแผลภายในปาก ลำคอ - กระดูกหัก ขอเคลื่อน - การบาดเจ็บของอวัยวะภายใน เชน ปอด กระเพราะอาหาร ลำไส ตับ ตับออน ฯลฯ - การบาดเจ็บที่ศีรษะ รวมทั้งการบาดเจ็บที่ตา และการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง กลุม อาการเขยาเด็ก ศีรษะกระทบกระเทก เลือดออกในสมอง สมองบวม - ภาวะขาดออกซิเจนจากการจมน้ำ บีบคอ - การบาดเจ็บที่เกิดจากภาวะ Munchausen by proxy ไดแกการที่ผูดูแลพยายามทำราย รางกายเด็กหรือบอกอาการวาเด็กมีการเจ็บปวย ทำใหเด็กตองไดรับการปวดจากการ ตรวจตางๆ และตองไดรับการรักษาโดยไมจำเปน • รูปแบบของการลวงละเมิดทางเพศ P มีรูปแบบตางๆ ดังนี้ P การลวงละเมิดโดยไมมีการสัมผัสซึ่งไดแก - การเปดอวัยวะเพศใหเด็กดู - การใหเด็กดูภาพหรือวีดีโอโป - การสำเร็จความใครตอหนาเด็ก - การทำกิจกรรมทางเพศใหเด็กดู - การลวงละเมิดโดยการสัมผัส - การสัมผัสกอดจูบลูบคลำรางกายหรืออวัยวะเพศของเด็ก รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

การใหเด็กลูบคลำจับตองอวัยวะเพศของผูกระทำ หรือใหเด็กสำเร็จความใครให การสอดใสอวัยวะเพศ หรือสิ่งของอยางอื่นทางชองคลอด หรือทวารหนัก หรือทางปาก ของเด็ก การใชเด็กเพื่อผลประโยชน - การใชเด็กในการถายภาพหรือวีดีโอโป - การใชเด็กคาประเวณี -

P

• รูปแบบของการทารุณกรรมจิตใจ - การปฏิเสธ (Rejection) การไมยอมรับในการมีตัวตนของเด็กไมเห็นคุณคา การพูดให เด็กฟงอยูเสมอวา เด็กเปนคนไมดี เปนคนเลว ไมมีใครรัก แสดงทาทางเกลียดชังเด็ก ปฏิบัติตอเด็กแตกตางจากคนอื่นๆในครอบครัว แสดงความรังเกียจ ดูถูกเหยียดหยาม - การทำใหเด็กหวาดกลัว (Terrorizing) ขมขูวาจะลงโทษ ทำราย บังคับใหเด็กอยูใน สถานการณที่นากลัวและเปนอันตราย ใหเด็กไดพบเห็นเหตุการณที่ทารุณจิตใจ เชน การทำรายรางกายหรือทะเลาะเบาะแวงอยางรุนแรงระหวางบิดามารดา ทำรายรางกาย บุคคลหรือสัตวเลี้ยงที่เด็กรัก ขมขูวาจะไลเด็กออกจากบานหรือใหไปอยูสถานสงเคราะห - การแยกและกักกันเด็ก (Isolation) โดยการกักขังแยกเด็กออกจากการมีปฏิสัมพันธ กับผูอื่นหรือสังคมรอบดาน จำกัดสิทธิเสรีภาพของเด็กออกจากสิ่งแวดลอมรอบดาน - การเฉยเมยตอเด็ก (Ignoring) ไมสนใจเด็ก ไมตอบสนองตอความตองการของเด็ก ไมใหความรักความเอาใจใสเด็ก - การเอาเปรียบ/แสวงหาผลประโยชนจากเด็ก (Corrupting/Exploiting) การใหเด็ก ยอมรับความคิดเห็นหรือกระทำในสิ่งที่ผิดกฏเกณฑหรือผิดกฎหมาย เชน การปลอยให เด็กลักขโมย การปลอยใหเด็กติดสารเสพติด การใชหรือขายแรงงานเด็ก แสวงหาผล ประโยชนทางเพศ ใหเด็กขายบริการทางเพศ R การทารุณกรรมเด็กมักเกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งมักมีผลกระทบตอเด็กอยางรุนแรงทั้งทางรางกายและ จิตใจ เด็กอาจตัวเล็กเลี้ยงไมโตจากการขาดความรัก มีผลตอการเรียนรูและพัฒนาการทางสังคม ทำใหไม สมารถสรางความสัมพันธกับผูอื่น ขาดความนับถือตนเอง ไมสามารถแสดงอารมณตอผูอื่น มีความ ประพฤติกาวราว การสืบขอเท็จจริง R กอนการสืบคนขอเท็จจริงจำเปนอยางยิ่งที่จะตองเขาใจประเด็นพื้นฐาน 5 ประการ คือความ หมายของขอเท็จจริง หลักยืนยันการมีอยูจริงของขอเท็จจริง ขอบเขตของการสืบคนขอเท็จจริง ประเด็น ในการสืบคนขอเท็จจริง วิธีการสืบคนขอเท็จจริง

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R ขอเท็จจริงนอกจากจะเปนพื้นฐานของเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับการทารุณกรรมเด็กแตนอกเหนือจาก นี้แลวขอเท็จจริงยังจัดเปนหัวใจสำคัญ หัวใจของการปฏิบัติงานของทุกวิชาชีพ หากวิชาชีพใดขาดขอเท็จ จริงก็จะไมสามารถปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพได เชน แพทยก็ไมสามารถจะวินิจฉัยโรคไดอยางถูก ตอง หรือคนหาสมมติฐานของโรคได รวมทั้งไมสามารถนำเด็กเขาสูกระวบวนการรักษาบำบัดฟนฟูได นักงสังคมสงเคราะหเองหากขาดขอเท็จจริงก็ไมอาจประเมินสภาวะของผูปวยไดไมวาจะเปนมิติดาน กายภาพ จิตใจ สังคม หรือจิตวิญญาณก็แลวแต รวมถึงไมสามรถประเมินความตองการจำเปน(needs) ของผูใชบริการได และจึงทำใหไมสามารถใหบริการที่สอดคลองกับความตองการจำเปนนั้นได การให บริการก็ไมประสบความสำเร็จ หรือในสวนของนักกฎหมายไมวาจะเปนทนายความ เจาหนาที่ตำรวจ อัยการ ศาลหากไมมีขอเท็จจริงก็ไมอาจริเริ่มดำเนินการทางกฎหมาย ถาไมมีขอเท็จจริงวามีการระ ทำความผิดเกิดขึ้น ตำรวจก็ไมสามารถเริ่มการสอบสวนและไมสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำ ตัวผูกระทำความผิดมารับโทษ หรือฟองรองดำเนินคดี จึงเปนเหจุใหไมมีการเสนอขอเท็จจริงตอศาล ศาลก็ไมอาจพิจารณาพิพากษาคดี จึงสรุปไดวาขอเท็จจริง เปนพื้นฐานของงานทุกวิชาชีพ ความหมายของขอเท็จจริง R ความหมายของขอเท็จจริงมีอยู 3 ลักษณะ กลาวคือ 1. สิ่งที่มีอยู ดำรงอยู เปนอยู 2. การเคลื่อนไหวของสิ่งที่มีอยู ดำรงอยู หรือเปนอยู สามารถยืนยันความมีอยู ดำรงอยู หรือเปนอยู ของสิ่งที่เกิดขึ้นกอนหนา หรือเกิดขึ้นหลังจากนี้ 3. การเคลื่อนไหว การมีอยู การดำรงอยู หรือเปนอยู ดำเนินไปอยางมีกฎเกณฑแนนอน สามารถ ตรวจสอบได R ยกตัวอยาง สิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยูหรือเปนอยู เชน เด็กและบุคคลแวดลอมเด็ก อาจมีการ เคลื่อนไหวบางประการ แตเราไมไดเห็นกระบวนการเคลื่อนไหวทั้งหมด เราเห็นเฉพาะเมื่อเด็กตั้งครรภ มีบุตร หรือเกิดบาดแผลตามรางกายของเด็ก สภาวการณหรือปรากฏการณเชนนี้ ชี้ใหเห็นวากอนการมี การตั้งครรภมีบุตร หรือมีบาดแผล ยอมมีการกระทำชำเราเด็ก การทำรายรางกายเด็กหรืออาจเกิด อุบัติเหตุตอเด็ก เกิดขึ้นมากอน ทั้งนี้การตั้งครรภ การเกิดบุตร การมีบาดแผลตามรางกายเปนเครื่อง ยืนยันหรืออีกนัยหนึ่ง เปนหลักฐานยืนยันใหเห็นเหตุที่เกิดขึ้นกอนหนานี้ไดเปนอยางดี นอกจากนั้นการ เกิดเหตุการณดังกลาวยอมมีกฎเกณฑแนนอน กลาวคือการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นไดเมื่อมีน้ำอสุจิเขาไปผสม กับไขที่สุกพอดี ตองเกิดในชวงเวลาที่แนนอน มิเชนนั้นการปฏิสนธิยอไมเกิดขึ้น หรือบาดแผลที่เกิดจาก ถูกของรอนนาบแบบกดประทับ ทำใหเนื้อเยื่อใตผิวหนังถูกทำลาย ยอมมิใชอุบัติเหตุ เพราะระบบ ประสาทสัมผัสของรางกายมนุษย จะตอบสนองการถูกของรอนดวยการถอยหนีอยางรวดเร็ว

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

คำจำกัดความ R คำวาขอเท็จจริงไมใชคำผสมระหวางขอเท็จและขอจริง แตเปนคำใหมที่มีความหมายในตัวเอง ซึ่งก็คือขอความที่ไดกลาวถึงแลวขางตน มิไดหมายความขา จริงบางหรือเท็จบางแตประการใด ตางจาก คำวา ขอมูลซึ่งอาจมีปะปนกัน ระหวางขอมูลที่เปนจริงหรือขอมูลที่เปนเท็จ จึงจำเปนจองมีการกลั่นกรอง ขอมูลกอนการนำไปวิเคราะหหรือวินิจฉัยเรื่องราวใดๆ สวนขอเท็จจริงนั้นเมื่อเราทราบวาเปนขอเท็จจริง ก็ยอมนำไปใชไดทันที แตมักจะมีปญหาวามีขอเท็จจริงอะไรอยูบาง หรือเกิดอะไรขึ้นบาง เปนเหตุใหเรา ตองมาสืบคนขอเท็จจริงกัน

ประเด็นการสืบขอเท็จจริงของนักสังคมสงเคราะห R ในการสืบคนขอเท็จจริงตองมีความระมัดระวังในรายละเอียดของขอเท็จจริงและผลกระทบที่อาจ เกิดขึ้นซ้ำแลวซ้ำอีกกับผูถูกทารุณกรรม ยิ่งเมื่อผูถูกกระทำทารุณกรรมเปนเด็กยิ่งตองระมัดระวังเปน อยางยิ่ง ประเด็นที่นักสังคมสงเคราะหหมั่นพิจารณาคือ ความสัมพันธทางกฎหมายหรือทางสายโลหิต หรือทางสังคมของเด็กผูเสียหาย กับบุคคลในครอบครัว หรือเครือญาติ ดังนั้นจึงตองมีการคนหาพงศารี (Family tree) โดยจำเปนตองมีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะความสัมพันธของเด็กกับบุคคลแวดลอมซึ่ง เปนเครือญาติ เด็กกับบุคคลอื่นในครอบครัววามีการติดตอสื่อสารซึ่งกันและกันหรือไม ลักษณะของการ สื่อสารเปนแบบเดียวหรือสองทาง มีการรับฟงเหตุผล ซึ่งกันและกัน รับฟงขอมูล มีปฏิกิริยาเชิงบวกหรือ เชิงลบ หรือมีการใหความชวยเหลือค้ำจุน (Suppotive) ซึ่งกันและกันหรือไม มีทั้งการทำรายกัน ไมวาจะ ทางกาย หรือจิตใจระหวางสมาชิกครอบครัวหรือญาติพี่นองหรือไมอยางไร มีการละเลยทอดทิ้ง ซึ่งกัน และกันหรือไมอยางไร R การแสดงบทบาทและความรับผิดชอบของสมาชิกในครอบครัวเปนอยางไร การเปนแบบอยางที่ ดีของสมาชิกในครอบครัวดีหรือไมอยางไร ที่สำคัญคือ ความผูกพัน ระหวางเด็กผูเสียหายและบุคคลอื่น ในครอบครัว มีลักษณะความผูกพันประเภทใด มีความมั่นคง(Secure attachment) หรือไมมั่นคง (Insecure attachment) R นอกจากนั้นยังตองพิจารณาวาความสัมพันธระหวางเด็กผูเสียหาย กับบุคคลที่อยูในสภาพ แวดลอมทางชุมชนเปนอยางไร ในดานการติดตอสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธและความผูพันระหวางกันทั้งนี้ ขอมูลทั้งกลุมนี้จะสามารถชี้ใหเห็นถึงปจจัยเสี่ยง (Risk factor๗ ที่สามารถกอปญหาการกระทำทารุณ กรรมและการละเลยทอดทิ้งเด็กไดเพียงไรอยางไร และอาจจะตองสืบคนขอเท็จจริงที่เกี่ยวของกับสังคม แวดลอมในวิงกวางออกไป ซึ่งรวมถึงองคกรปกครองสวนทองถิ่น บริการของรัฐในระดับทองถิ่น ไมวาจะ เปนดานการแพทย สังคมสงเคราะห หรือดานอื่นๆ เชน การมีสถานพักผอนหยอนใจ คลายเครียด หรือมี สถานที่ที่จะทำกิจกรรมรวมกันของคนในสังคมละแวกนั้น ซึ่งจะทำใหเกิดการสนับสนุนเหื้อกูลกันหรือไม อยางไร ทั้งหมดนี้จะชวยในการวินิจฉัย หรือวิเคราะหแนวทางในการบริการทางสังคมสงเคราะหที่ สอดคลองกับความตองการจำเปนของเด็กไดอยางดี รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R ถาเราไมจำเปนตองพรากเด็กออกจากสภาพแวดลอมทางสังคม การคนหาผูสามารถปกปองดูแล เด็กในสภาพแวดลอมเดิม รวมทั้งการสรางหลักประกันตางๆ วาเด็กจะไดรับความปลอดภัย เด็กก็จะไม ไดรับความกระทบกระเทือนจากการใหบริการของเรา เหมือนการดูแลตนไม ถาเราไปขุดไปปลูกที่อื่นมัน ก็จะกระทบกระเทือนอาจเฉาตาย แตถาเราปรับเปลี่ยนดินตรงนั้นจัดสภาพแวดลอมตรงนั้นตนไมก็จะไม กระทบกระเทือนมาก วิธีการสืบคนขอเท็จจริง มี 4 วิธี วิธีที่ 1 คือการซักถาม R การสืบคนขอเท็จจริงโดยการซักถาม ตองสามารถเขาถึงตัวผูจะเปนแหลงขอมูลใหไดกอนไดแก บุคคลที่จะชวยใหผูซักถามสามารถเขาถึงตัวเด็กผูเสียหายและบุคคลแวดลอม กอนเริ่มการซักถามเด็กผู เสียหาย ควรจะรวบรวมขอเท็จจริงในขั้นตนเพื่อใหเห็นแนวทางของขอเท็จจริงที่จะนำไปซักถามกอน เพราะเด็กมักจะไมสามารถถายทอดขอเท็จจริงไดครบถวนสมบูรณ เนื่องมาจากวุฒิภาวะ ความวิตก กังวล ความกลัว อาการผิดปกติทางจิตใจ หรือความผูกพันที่เด็กมีตอผูกระทำ เปนตน นอกจากนั้นยัง ตองพิจารณาวาเด็กมีความพรอมเพียงไรที่จะตอบคำถาม R ประการที่สำคัญก็คือ การสืบคนขอเท็จจริงดวยการซักถามพยานบุคคล มีขอจำกัด กลาวคือ 1. การแปลความหมาย รวมทั้งวุฒิภาวะของพยานบุคคล ใหรายละเอียดขอเท็จจริงไดถูกตอง เพียงไร ขึ้นอยูกับความรูสึกความเขาใจสถานการณนั้น และขึ้นอยูกับกระบวนการการคิด ของพยานวามีความสามารถกลั่นกรงอขอเท็จจริงมากเพียงไร การแปลความหมายถูกตอง เพียงไร ตองมีการตรวจสอบ เชนการเห็นงูเปนเชือก เห็นเชือกเปนงู ความสามารถในการ มองเห็นในที่มือ 2. ปญหาที่ตัวบุคคลซึ่งอาจใหการเท็จ หรือใหขอเท็จจริงที่มีความเท็จปะปนอยูแมวาจะมี เครื่องมือชวยคือหลักฐานที่สามารถยืนยันหรืออธิบายตามวิธีการพิสูจนทราบดังไดกลาวมา ขางตน วิธีที่ 2 คือการสังเกต R การสังเกตถาเปนทางการแพทยจะใชหลักทางการแพทยในการสังเกตพฤติกรรมหรือสังเกต อาการ กลุมอาการหรือพฤติกรรมที่แสดงใหเห็นพยาธิสภาพทางกาย ทางจิต เชน การลักทรัพยเฉพาะ คนใกลชิดผูกพัน ชี้ใหเห็นวาเด็กนาจะมีอาการทรยศหักหลัง (betrayal) ไมใชการลักทรัพยเพราะ ขาดแคลนหรืออยากไดของของผูอื่น หรืออาจจะเกิดจากหลายสาเหตุผสมปนเปกัน ดังนั้นจึงตองมีการ กำหนดประเด็นในการสังเกตเด็กและบุคคลแวดลอม วามีประเด็นใดบางที่จะตองเฝาติดตาม R การสังเกตเพียงธรรมชาติที่เด็กแสดงออกเทานั้นยังไมเพียงพอ อาจตองกำหนดกิจกรรมบาง อยางใหเด็กเขารวม เชน กิจกรรมกลุม การแสดงละคร ดูวาเด็กมีปญหาในการรวมกลุมหรือไม อาจมี กิจกรรมสังสรรคกันเพื่อใหเห็นวาเด็กคนไหนมีภาวะการณถดถอย มีความผิดปกติดานอารมณจิตใจ หรือ พัฒนาการทางสังคมผิดปกติ เด็กจะแสดงออกถึงจุดที่เปนปญหาใหปรากฎ บางครั้งตองออกแบบ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

กิจกรรมใหเกิดเงื่อนไขเอื้อใหเด็กแสดงพฤติกรรมที่ตองการเฝาสังเกต หลักการสังเกตจะตองกระทำ อยางตอเนื่องเปนระยะๆ พฤติกรรมหรืออาการบางอยางไมไดเกิดอยางตอเนื่อง เชนการลักทรัพย การ พูดปด ตองมีการกำหนดชวงเวลาในการบันทึกการเฝาสังเกตทุกครั้งที่มีพฤติกรรมเชนนั้น เพราะการ เกิดพฤติกรรมแตละครั้งอาจไมเห็นภาพที่ชัดเจนของปญหา แตสามารถเอาบันทึกทุกครั้งมาพิจารณา รวมกันอยางตอเนื่อง ก็จะทำใหเห็นภาพที่ชัดเจนได R การสืบขอเท็จจริงมีเครื่องมือที่จะเขามาชวยก็คือการเยี่ยมบาน การเยี่ยมบานเปนเครื่องมือใน การใหบริการเพื่อสืบคนขอเท็จจริงดวยการสังเกต เพื่อจัดกิจกรรม เชน ใหคำปรึกษา บำบัดฟนฟูเด็ก และครอบครัว หรือติดตามสภาวะเพื่อประเมินผลการใหบริการที่ทำไปแลว เปนอยางไร จึงควรมีการ กำหนดกรอบประเด็นของการเยี่ยมบานแตละครั้ง วาเพื่อการสืบขอเท็จจริง เพื่อจัดกิจกรรมหรือให บริการตางๆ หรือเพื่อวัดผลความสำเร็จของการใหบริการ วิธีที่ 3 คือการคนหาดวยเครื่องมือ R การสืบคนขอเท็จจริงทางการแพทย หลายกรณีตองอาศัยเครื่องมือในการคนหา เชนเครื่องแส กนตางๆของรางกาย เครื่องเอ็กซเรย กลองสองสำหรับตรวจภายใน การตรวจเลือดหรือของเหลวใน รางกายที่หองทดลองปฏิบัติการ เปนตน นอกจากนี้ยังรวมถึงแบบทดสอบทางจิตวิทยา กิจกรรมทดสอบ พัฒนาการหรืออื่นๆ วิธีที่ 4 คือการคนหาจากการบันทึกของผูประกอบวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวของ R การบันทึกขอเท็จจริงของผูประกอบวิชาชีพอื่นๆที่เกี่ยวของ ตองพิจารณารายละเอียดดวย เชน หากผลการตรวจรางกายโดยแพทยแลวมีคำวินิจฉัยวาไมพบหลักฐานวาถูกกระทำชำเรากรณีหนึ่ง กับคำ วินิจฉัยวาไมมีการกรำทำชำเราอีกกรณีหนึ่ง มีขอเท็จจริงไมเหมือนกัน การวินิจฉัยแรกแพทยไมสามารถ คนพบหลักฐานที่สามารถยืนยันวาเด็กถูกกระทำชำเรา อาจะจะถูกกระทำหรือไมถูกกระทำก็ไดสวนกรณี หลังแพทยสามารถคนพบหลักฐานยืนยันวาเด็กไมไดถูกกระทำชำเรา R ในสวนของโรงพยาบาลสามารถศึกษาไดจากประวัติผูปวยหรือเวชระเบียน R หลักการทำงานสังคมสงเคราะหกับเด็กที่ถูกกระทำทารุณกรรมและครอบครัว R ในการทำงานคุมครองเด็กเมื่อพิสูจนทราบวาเกิดทารุณกรรมหรือการทอดทิ้งเด็ก สิ่งที่ตองยึดไว เปนหลักคือ “ปลอดภัย” ความปลอดภัยของเด็กจากการถูกกระทำซ้ำ เปนสิ่งที่สำคัญที่สุด R หลักการสำคัญ 10 ประการ 1. นักสังคมสงเคราะหตองไดเห็นเด็กและไดพูดคุยกับเด็ก (ถาเด็กสมารถพูดคุยได) เสมอ เพราะในบางครั้งบิดามารดาเปนผูสังเกตพบความผิดปกติของพฤติกรรมของเด็กแลวเกิด ความกังวลจนทำใหมาพบนักสังคมสงเคราะหกอนเพื่อขอคำปรึกษา นักสังคมสงเคราะหจึง ควรพูดใหคลายความกังวลและใหบิดามารดาพาเด็กมาพบในคราวหลังเพื่อรวมกันหาทาง แกไขและไดพูดคุยกับเด็กโดยตรง เพราะการไดเห็นเด็กนั้นเทากับนักสังคมสงเคราะหจะได สังเกตดวยตัวเอง รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

2. คำนึงถึงความตองการของเด็กเปนสำคัญ และคำนึงถึงเด็กกอนเงื่อนไขอื่นๆ ซึ่งมาจาก ผูใหญ ในที่นี้นักสังคมสงเคราะหตองคำนึงถึงสวัสดิภาพของเด็กเปนสำคัญเพราะเด็กถือ เปนผูใชบริการตรง และเปนสิทธิที่เด็กจะตองไดรับการบริการดวยความเคารพสิทธิ 3. ไมควรสัมภาษณเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศในรายละเอียดซ้ำๆ เพราะในการที่เด็กที่ถูก ทารุณกรรมทางเพศเลาเหตุการณซ้ำแลวซ้ำอีกเทากับเปนการกระทำซ้ำโดยออม ยิ่งสงผล ถึงสภาพจิตใจของเด็กโดยตรง 4. อยาทำงานตามลำพัง หาความชวยเหลือตามความตองการของเด็ก 5. บันทึกทุกสิ่งและบันทึกอยูเสมอ การบันทึกจะชวยใหนักสังคมสงเคราะหมีขอมูลเพียงพอ ในการประกอบการคิดและวางแผนการใหความชวยเหลือ 6. ใหความชวยเหลือเด็ก ไมต่ำกวามาตรฐานความปลอดภัยและการเจริญเติบโตของเด็ก 7. มีที่ปรึกษาใกลชิด ในบางเรื่องนักสังคมสงเคราะหไมอาจใชทัศนะของตัวเองในการตัดสินใจ สิ ่ ง ใด ต อ งขอข อ มู ล ความรู  เ พิ ่ ม เติ ม จากผู  เ ชี ่ ย วชาญด า นอื ่ น หรื อ แม ก ระทั ่ ง นั ก สังคมสงเคราะหดวยกันเองดวยเชนกัน 8. พัฒนาขีดความสามารถการใหบริการเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากทุกปญหามีพลวัตของ ปญหาเองดังนั้นองคความรูจึงมิอาจหยุดนิ่งนักสังคมสงเคราะหพึงพัฒนาองคความรูอยู ตลอดเวลา 9. มีแหลงสงตอ เพื่อความปลอดภัย 10. สรางและพัฒนากระบวนการคุมครองเด็กที่ยึดเด็กเปนศูนยกลางและครอบครัวมีสวนรวม ขั้นตอนการทำงาน R สัมพันธภาพของผูทำงานกับเด็กและครอบครัวเปนหัวใจแรกของเรื่องความปลอดภัยสำหรับเด็ก ภายใตสัมพันธภาพที่ดี ควรทำความเขาใจลักษณะวัฒนธรรมของครอบครัว ตองเชื่อวาแตละครอบครัวมี ลักษณะของครอบครัวที่แตกตางกัน R ประการที ่ ส องต อ งเห็ น ภาพของความสั ม พั น ธ ข องเด็ ก กั บ บุ ค คลทั ้ ง ในครอบครั ว และนอก ครอบครัวที่มีสวนเกี่ยวของกับความเปนอยูของเด็ก R สาม ตองชัดเจนในประเด็นวาเด็กมีอันตรายและความเสี่ยงอยางไร R สี่ ตองประเมินไดทั้งความเสี่ยงและความปลอดภัยของเด็ก รูจักจุดแข็งจุดออนของครอบครัว ใครสามารถปกปองเด็กได R หา อยาทำงานตามลำพัง โดยเฉพาะเมื่อไมแนใจ ควรมีที่ปรึกษา พี่เลี้ยง แหลงสงตอ หรือแมแต เพื่อนรวมงาน R หก บันทึกสิ่งตางๆ ตามขอเท็จจริง ระวังอคติทำใหมองขามขอมูลบางอยาง R เจ็ด มีเครือขายการทำงานในพื้นที่

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

การทำงานในลักษณะสหวิชาชีพในกระบวนการชวยเหลือเด็ก R กระบวนการชวยเหลือเด็กที่ถูกละเมิดสิทธิใอดีตนั้น ผูเชี่ยวชาญสาขาตางๆ จะทำงานเฉพาะ วิชาชีพของตนเอง เชน แพทยจะตรวจรักษาอยางดีจนหายจากอาการเจ็บปวย โดยไมไดมองถึงปญหา สาเหตุ และผลกระทบตอเด็กถูกกระทำ ขณะที่ตำรวจจะพยายามสอบปากคำเด็กผูเสียหาย ใหไดความ ชัดเจนถูกตองครบถวนตามขอกฎหมาย สวนกระบวนการพิจารณาของศาลก็ซักถามเด็กใหตรงกับหลัก ฐานซึ่งกวาเด็กจะขึ้นศาลก็ใชเวลานาน จนเด็กไมสมารถจดจำรายละเอียดไดและการพูดถึงเหตุการณที่ กระทบกระเทือนจิตใจเด็กหลายๆครั้งนี้ก็มีสวนทำรายจิตใจเด็กอยางหลีกเลี่ยงไมได R เปนหนาที่ของทุกคนที่ตองคำนึงถึงปญหาเด็กถูกละเมิดสิทธิ เพราะเปนปญหาสังคมที่รุนแรง และมีความละเอียดออนอยางมาก ซึ่งสงผลตอการเติบฌตและพัฒนาอยางมีคุณภาพของเด็ก การชวย เหลือจึงจำเปนตองมีวิชาชีพตางๆเขามาเกี่ยวของ เพื่อใหการประเมินปญหาเปนลักษณะแบบองครวม (Holistic Evaluation) ที่ตั้งอยูบนพื้นฐานทักษะความรูที่แตกตางกันของแตละวิชาชีพ โดยตองรวบรวม และนำวิธีการที่แตกตางกันมาปรับใชใหเหมาะสม ฝายการแพทยตองสนับสนุนฝายกฎหมาย ขณะที่ฝาย กฎหมายก็จำเปนตองเจาใจจิตวิทยา พฤติกรรมอารมณ ปฏิกิริยาที่เด็กแสดงออก เพื่อชวยในการ พิจารณาชวยเหลือ ขณะที่ฝายสังคมสงเคราะหจะตองคนหาขอเท็จจริง ครอบครัว สภาพแวดลอมของ เด็ก เพื่อประเมินวาจะมีความเสี่ยงมากนอยแคไหน ซึ่งการทำงานดังกลาวจะใชรูปแบบทีมสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ปญหาที่เด็กไดรับจากการถูกละเมิดสิทธิ R บาดแผลสังคมตีตราเด็ก และ/หรือ ครอบครัวคิดวาเปนฝายผิด สังเกตไดจากปฏิกิริยาเพื่อนบาน ครู โรงเรียน ที่มักจะใหเด็กออกจากโรงเรียน บางรายเด็กถูกกระทำจากคนในครอบครัว มีผลใหเกิด ครอบครัวแตกแยก เด็กจึงตองเปนเหบื่อของความลมเหลวนั้นอีก R บาดแผลที่เด็กไดรับจากกระบวนการของวิชาชีพตางๆโดยการนำเด็กเขาไปสูโครงสรางของ ความชวยเหลือที่มีความขัดแยงกันระหวางวิชาชีพ มีความซับซอนและยังคงยึดถือความตองการ ความ สะดวกของผูใหญเปนหลัก R บาดแผลที่เกิดจากกระบวนการเขาไปแทรกแซงครอบครัว เพื่อพิทักษเด็ก เพื่อการบำบัดรักษา หรือลงโทษผูกระทำผิด R บาดแผลที่เกิดภายในครอบครัว การที่ผูใหญไมเชื่อวาเด็ก ถูกกระทำจริง หรือการที่ผูกระทำ หรือสมาชิกคนอื่นๆ ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น ทำใหเด็กรูสึกเหมือนตัวเองเปนแพะรับบาป และถูกลงโทษ ถูก ตำหนิ R บาดแผลที่เกิดจากกระบวนการทำงานวิชาชีพดานเดียว ทำใหการทำงานไมรอบดาน หรือซ้ำ ซอน เด็กอาจถูกปฏิกิริยา ลงโทษ กระทำซ้ำ ซึ่งเด็กจะรูสึกไมมีใครคุมครองได และไมสามารถปกปองตัว เองได R รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

การใหความชวยเหลือสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง สถานการณความรุนแรงตอสตรีในสังคมไทย R ในประเทศไทยจากการสำรวจความรุนแรงในชีวิตคูโดยสถาบันประชากรและสังคม มหาวิทยาลัย มหิดล โดยการสัมภาษณผูหญิงอายุ 15-49 ป จำนวน 2,818 คน ในกรุงเทพและนครสวรรค พบวารอย ละ 44 ของผูหญิงที่มีคูหรือเคยมีคู เคยถูกสามีหรือคนรักทำรายรางกายหรือทางเพศ ในจำนวนนี้ 1 ใน 5 ของผูถูกทำรายในปที่ผานมา รอยละ 12 ถูกทำรายขณะตั้งครรภ การทำรายสวนมากเปนเพียงตบหนา ปาสิ่งของใสใหบาดเจ็บ ผลัก ตอย ตี แตพบวากวารอยละ 5 ถูกทำรายดวยการรัดคอหรือเอาไฟลนอยาง จงใจ และรอยละ 5 ขมขูวาจะใชอาวุธหรือลงมือใชอาวุธ11 R ในการศึกษานี้ยังพบอีกวา ผูหญิงที่มีคูหรือเคยมีคูรอยละ 29 เคยถูกทำรายทางเพศ รอยละ 8 ถูกบังคับใหมีเพศสัมพันธโดยไมสมัครใจ เมื่อสอบถามประวัติในอดีตพบวาผูหญิงรอยละ 6 ในวัยเด็กอายุ กอน 15 ป เคยถูกลวนลามทำอนาจารทางเพศ หรือรวมกิจกรรมทางเพศที่ไมตองการโดยคนใน ครอบครัว ปจจัยที่นำไปสูการทำราย 3 อันดับแรก คือ เมาสุรา หึงหวง และปญหาเศรษฐกิจ R ผูหญิงและวัยรุนที่ถูกทำรายรางกายอยางรุนแรง จะไดรับบาดเจ็บ บางรายอาจบาดเจ็บรุนแรงถึง ขั้นหมดสติ พิการหรือเสียชีวิต ผูหญิงเกือบครึ่งถูกทำรายขณะตั้งครรภซึ่งมีผลกระทบตอเด็กในครรภ ทำใหเด็กเกิดมามีน้ำหนักตัวนอย(Low birth weight) กวาเด็กทั่วไปใน 4 เทา สวนผลกระทบทางจิตใจ พบวา หลายคนไมมีสมาธิในการทำงาน ขาดความมั่นใจในตนเอง บางรายซึมเศรา มีความคิดอยากฆา ตัวตาย หรือพยายามฆาตัวตาย ในขณะที่บางคนอาจติดสุราหรือสารเสพติดอื่น วัยรุนบางคนมีภาวะซึม เศราจะทำอะไรที่เสี่ยงๆ เชน ขับรถเร็ว เที่ยวกลางคืน ดื่มสุรา ใชสารเสพติด และมั่วสุมทางเพศ R สวนผูหญิงที่ถูกขมขืนหรือทำรายทางเพศ นอกจากผลกระทบทางรางกาย เชน มีบาดแผลฉีก ขาดที่อวัยวะเพศ ติดเชื้อโรคทางเพศ รวมทั้งโรคเอดสและการตั้งครรภแลว ยังมีผลกระทบตอจิตใจดวย เชนเดียวกันกับการถูกทำรายรางกาย บางรายถูกทำรายรางกายขมขืนและรุมโทรม เหตุการณที่เกิดขึ้น สงผลใหเกิดการกระทบกระเทือนจิตใจอยางรุนแรงถึงขั้นเห็นภาพความรุนแรงนั้นซ้ำๆ ฝนราย หวาด ผวา พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบบุคคลหรือไปยังสถานที่ที่ทำใหหวนคิดถึงเหตุการณนั้นอีก กลุมอาการนี้ เรียนกวา Posttraumatic Stress Disorder (PTSD) ผูหญิงบางรายที่ถูกทำรายทางเพศ อาจไมมีความ สุขทางเพศเลยหรือบางรายกลายเปนโสเภณี R หลังถูกทำรายผูหญิงบางรายอาจโตตอบกลับ บางคนเลือกที่จะหนีไป แตเมื่อหนีจากไปไมนานก็ อาจหวนกลับมาคืนดีกันอีก เนื่องจากไมตองการทิ้งลูกไป(กรณีที่มีลูก) ยังรักสามีและใหอภัยสามี คิดวา สามีหรือคูรักจะดีขึ้น แตบางรายก็ไมมีที่จะไป ซึ่งสามารถอธิบายโดยวงจรของความรุนแรง

11

กฤติยา อาชวนิจกุล 2544 อางใน คูมือการปรึกษาวัยรุนและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง 2546 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

‣ วงจรของความรุนแรง (Cycle of Violence) Walker’s (1979) ไดศึกษาผูหญิง 400 คนที่ถูกทำรายและอธิบาย 3 ขั้นตอนของวงจรการถูกทำราย รุนแรง 1. Tension Building Stage ในการครองชีวิตคูเมื่อเกิดความตึงเครียดหรือแรงกดดันขึ้นในครอบครัว ก็จะมีการดาทอ ทะเลาะเบาะแวง ทุบตี หรือทำรายรางกายเล็กๆนอยๆ เชน ผลัก หยิก ตี เปนตน 2. Acute Battering Stage ระยะนี้เมื่อเกิดความตึงเครียดมากขึ้นผูกระทำจะทำรายทุบตีรุนแรงขึ้นและไมสามารถยับยั้ง หรือควบคุมการกระทำของตนเองได ทำใหผูถูกกระทำเกิดอาการบาดเจ็บรุนแรง ระหวางนั้นผู กระทำอาจหลงลืมจำเหตุการณที่เกิดขึ้นระหวางกระทำไมได เหยื่อผูเคราะหรายจะเปลี่ยน บุคลิกไป(depersonalize) แตสามารถจดจำรายละเอียดของเหตุการณไดหลังเหตุการณทั้งคูอยู ในอาการชะงักงัน(shock) 3. Honeymoon Stage ระยะนี้อาจสังเกตเห็นพฤติกรรมที่ทั้งคูแสดงความรักความออนโยนตอกัน ผูกระทำแสดงความ รูสึกเสียใจ สำนึกผิด บางคนเขามาขอโทษ เอาของขวัญมาปลอบใจ พรอมทั้งใหคำมั่นสัญญา วาจะไมเกิดเหตุการณเชนนี้อีก เพียรพยายามบอกเหยื่อวา “เขารักและตองการเธอมากเพียงใด เขาขาดเธอไมได” สวนเหยื่อเองก็เชื่อใจในคำมั่นสัญญา เพราะยังรักและตองการสามี/คนรักอยู บางคนก็ยอมถอนแจงความหรือถอนฟองไมดำเนินคดีตอ หรือลมเลิกการตีจากซึ่งเปนแผนการ ที่ตั้งใจไวในชวงที่ถูกทำราย R ถาเหยื่อผูเคราะหรายไมไดรับการชวยเหลือ วงจรนี้จะดำเนินตอไปดวยตัวของมันเอง เมื่อชวง ฮันนีมูนผานไป ความตึงเครียดในครอบครัวก็เริ่มกอตัวขึ้นอีก วงจรของความรุนแรงก็เริ่มตนใหมอีกครั้ง การทำรายรางกายก็จะเพิ่มความถี่ความรุนแรงมากขึ้น ทายที่สุดเหยื่อก็จะยิ่งขาดความเชื่อมั่นในตนเอง บางคนเชื่อวาเธอสมควรที่จะถูกตีและถูกทำรายเพราะเธอเปนคนไมดีสมควรไดรับการตำหนิและลงโทษ ทำใหซึมเศรา สิ้นหวังและเมื่อคิดหนีก็หนีไมรอด (immobilization) ในที่สุด ผูที่ถูกทำรายในวัยเด็กแนว โนมที่จะทำรายลูกหรือผูอื่นเมื่อเติบโตเปนผูใหญ R ผูหญิงบางรายที่กลับไปอยูกับสามีหรือคูรักก็จะถูกทำรายซ้ำดูเหมือนเธอไมเข็ดหลาบ อาจเปน เพราะเธอไมเขมแข็งพอที่จะตัดขาดจากสามีหรือคูรักและไมสามารถพึ่งพาตนเองได จึงไมหลุดพนจาก วงจรของความรุนแรงนี้ R ผูหญิงที่ถูกทำรายมีเพียงนอยนิดเทานั้นที่มาขอรับความชวยเหลือจากเจาหนาที่ อาจเปนเพราะ อับอาย กลัวเสียชื่อเสียงวงศตระกูล หรือกลัวเดือดรอนเพราะถูกสามีขมขูไมใหบอกเรื่องนี้กับใคร บางคิด วาไมมีใครสามารถชวยเหลือเธอได อยางไรก็ดีการชวยเหลือผูหญิงและวัยรุนกลุมนี้ มีเปาหมายเพื่อใหผู หญิงเหลานี้ปลอดภัยและปองกันไมใหถูกทำรายซ้ำ สวนเปาหมายระยะยาวเพื่อใหเธอสามารถยืนหยัด พึ่งพาตนเองในการดำเนินชีวิตตอไปได รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R ในการรักษาพยาบาลหรือการรักษาอาการบาดเจ็บเบื้องตนเปนสวนงานของบุคลากรทางการ แพทย ท ี ่ จ ะร ว มมื อ กั น อย า งเต็ ม สรรพกำลั ง แต ใ นส ว นของการประเมิ น ด า นสั ง คม จิ ต ใจนั ้ น นั ก สังคมสงเคราะหเขาไปมีบทบาทอยางมาก นับตั้งแตวินาทีแรกที่นักสังคมสงเคราะหจะไดพบกับผูปวย การประเมินสภาพตองเกิดขึ้น ในภาวะวิกฤตินั้นผูปวยจะมีความกังวลอยูมากมาย ดังนั้นสิ่งที่จะทำใหผู ปวยคลายความกังวลไดคือการใหคำปรึกษาโดยระยะเวลาในการใหคำปรึกษาจะแบงออกตามสภาพของ ผูปวย การชวยเหลือแบงออกเปน 2 ระยะ ดังนี้ 1. ระยะที่ 1 การใหการปรึกษาระยะเบื้องตน แบงเปน 2 ชวง คือ 1.1. การใหการปรึกษาระยะวิกฤติ R ระยะนี้เปนการประเมินปญหาเรงดวน เชน อาการบาดเจ็บและใหการชวยเหลือเบื้องตน ใหการ ปรึกษาเรื่องโรคเอดสและการตั้งครรภ รวมทั้งใหยาปองกัน โดยเฉพาะผูที่มาโรงพยาบาลภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ ประเมินภาวะเสี่ยง (risk assessment) ของอาการโรคจิต ความคิดฆาตัวตาย และการพยายามฆาตัวตาย 1.2. การใหการปรึกษาระยะเรงดวน R ระยะนี้จะประเมินปญหาดวน ประเมินปญหาสุขภาพจิต เชน ภาวะซึมเศรา การฆาตัวตายและ อาการของโรคทางจิตเวช รวมทั้งประเมินการตั้งครรภ พิจารณาเรื่องการตั้งครรภตอหรือการยุติการตั้ง ครรภ ประเมินความเสี่ยงในการถูกกระทำซ้ำ และปองกันการถูกทำรายซ้ำ 2. ระยะที่ 2 การใหการปรึกษาระยะยาว R ระยะนี้ใหการปรึกษาปญหาทั่วไปที่ไมเรงดวน วิเคราะหและหาแนวทางแกไขปญหาในประเด็น ตางๆ เชนการ ปรับตัว การคนหาศักยภาพและขอดีในตัวเอง การคนหาแหลงชวยเหลืออื่น การเลี้ยงดู ลูก อาชีพการงาน การตัดสินใจเรื่องอื่นๆ ในการดำเนินชีวิต บางรายอาจตองคำนึงถึงประเด็นการแยก ทางหรือการหยารายถาอยูดวยกันแลวไมปลอดภัย ฯลฯ การปรึกษาในระยะนี้ ใชวิธีการใหผูเคราะหราย พูดระบายความรูสึกและใหผูใหการปรึกษาวิเคราะหสำรวจเงื่อนไขที่กอใหเกิดความเครียดเพื่อหา แนวทางแกไขตอไป R ถานักสังคมสงเคราะหพูดคุยแลวพบประเด็นปญหาเหลานี้รุนแรงควรสงพบจิตแพทย เพื่อตรวจ สภาพจิตและบำบัดรักษาตอไป ดังเชนกรณี 1. ซึมเศรา มีความคิดอยากตาย 2. พยายามฆาตัวตาย 3. นอนไมหลับ ฝนราย หวาดผวา เห็นภาพเหตุการณที่เกิดขึ้น ซ้ำแลวซ้ำอีก ที่เรียกวา Posttraumatic Stress Disorder (PTSD) 4. อาการโรคจิต เชน พูดเพอเจอ หูแวว ประสาทหลอน เปนตน

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

5. ภาวะที่เปนอันตรายตอตัวเองและผูอื่น เชน การทำรายตนเองดวยวิธีรุนแรง มีปญหาในการ ควบคุมอารมณตนเองอยางมาก 6. กรณีอื่นๆ เชน ตองการใหจิตแพทยประเมินเพื่อวางแผนการรักษารวมกันหรือเพื่อประกอบ การพิจารณาคดี เชน เด็กปญญาออน เด็กอายุนอยกวา 3 ขวบ ฯลฯ ปจจัยเสี่ยงที่ทำใหผูหญิงตกเปนเหยื่อความรุนแรง P ความเชื่อ และสภาพสังคมทำใหผูหญิงกลายเปนเพศที่ออนแอกวาเพศชายดังนั้นจึงเปนเรื่อง บอยครั้งที่ผูหญิงตกเปนเหยื่อของการกระทำรุนแรง ขอเท็จจริงคือผูหญิงเสี่ยงที่จะไดรับอันตรายจาก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากชายที่รูจักมากที่สุด จากการทำงานพบวาความสัมพันธของเหยื่อหรือผูปวยกับ ผูกระทำจะมีความใกลชิดกันและยอมมีสถานการณที่ทำใหอยูกันโดยลำพัง เชน เพื่อน แฟน หรือคนรูจัก และเปนความจริงวาความรุนแรงตอเด็กและสตรีเกิดขึ้นไดในคนทุกกลุมฐานะทางเศรษฐกิจสังคม ผูชาย ที่กระทำรุนแรงตอผูหญิงก็มีอยูทุกสถานะทางเศรษฐกิจเชนกัน ดังนั้นจะเห็นไดวาความรุนแรงเกิดขึ้นได ทุกเมื่อกับผูหญิงแมกระทั่งภายในครอบครัว ปจจุบันความรุนแรงในครอบครัวเปนเรื่องสาธารณะมากขึ้น แตกตางจากความเชื่อเดิมๆของสังคมวาเปนเรื่องของครอบครัวคนนอกไมควรยุง แตกระนั้นก็ไมได หมายความวาความรุนแรงในครอบครัวจะไมกอใหเกิดแผลเจ็บลึกกับเหยื่อถูกกระทำ สวนมากพบวาแม ผูหญิงจะทำใหเกิดความรุนแรงไดแตความรุนแรงสวนใหญที่ทำใหเกิดการบาดเจ็บ เปนการกระทำของ ผูชายตอผูหญิง ความจริงอีกประการคือความรุนแรงในชีวิตสมรสคอยๆเพิ่มขึ้นตามชวงเวลาที่ผานไป หากเริ่มตนดวยความรุนแรงแลวไมไดรับการแกไข ความรุนแรงก็ยิ่งสั่งสมและทวีความรุนแรงขึ้นจนยาก จะหนีออกจากสถานการณเหลานั้นหรือในบางครั้งก็สายเกินไปที่จะออกจากสถานการณนั้น และที่สำคัญ ที่สุดที่จะทำใหเกิดความรุนแรงในทุกรูปแบบและทุกโอกาสไดคือสารเสพติดหรือสุรา จากการศึกษาพบ วาสารเสพติดเปนสาเหตุหลักที่ทำใหเกิดการใชความรุนแรงตอเด็กและสตรี สิ่งที่ผูใหบริการควรระมัดระวัง R ในระหวางการใหบริการนักสังคมสงเคราะหตองระมัดระวังความรูสึกตอเหตุการณที่เกิดขึ้นและ ระมัดระวังการตอบสนองตอพฤติกรรมและคำพูดของผูรับบริการทำใหเกิดผลเสียตอการปฏิบัติหนาที่ได R อารมณโกรธ (Angry) ความรูสึกโกรธเกิดขึ้นไดจากการโกรธบุคคลหรือสังคมที่ปลอยให เหตุการณเกิดขึ้น และไมใหการชวยเหลือ อาจผานทัศนคติจากจารีตประเพณีและกฎหมาย R อารมณกระอักกระอวนใจ (Embarassment) เหยื่อเปนเสมือนสัญลักษณของเหตุการณที่ใกลตัว จึงเกิดความเครียดหรือแรงกดดันตอผูใหการปรึกษา รวมทั้งความโกรธที่ควบคุมหรือปลดปลอยไมได ทำใหเกิดความรูสึกกระอักกระอวนใจ R อารมณสับสน (Confusion) เมื่อพบกับสภาพของเหยื่อที่ถูกกระทำโดยบุคคลในครอบครัวทำให เกิดความสับสนระหวางความรูสึกวาบานเปนสวรรคที่ใหความอบอุน ความคุมครองปลอดภัย และความ เปนสวนตัว กับสิ่งที่พบเห็นที่โหดราย รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R อารมณกลัว (Fear) หลายครั้งที่ผูกระทำไดคุกคากการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่ รวมทั้ง บุคลากรทางการแพทยนอกเหนื่อจากเหยื่อเพียงผูเดียว R อารมณโกรธ (Anguish) ผูใหบริการอาจเคยมีประสบการณที่ตกเปนเหยื่อของความรุนแรงมา กอนหรือเปยญาติของเหยื่อผูเคราะหราย R อารมณสิ้นหวัง (Helplessness) ผูใหบริการอาจมีความคาดหวังความปรารถนาที่จะชวยเหลือ มากกวาที่เปนอยูเพื่อขจัดปญหาหรือใหผูรับบริการหายเปนปกติแตทำเชนนั้นไมได R อารมณหมดไฟหมดกำลังใจ (Discouragement) ผูใหบริการอาจรูสึกหมดไฟ หมดกำลังใจในการ ทำงานตอไป เนื่องจากไมสามารถทำใหเปาหมายสำเร็จลุลวงไปได การปฏิบัติงานรูปแบบสหวิชาชีพ 1. การประสานงานภายในและภายนอกองคกร R ภายในองคกร ในแตละองคกรจะมีวิชาชีพที่เกี่ยวของหลายวิชาชีพ เชน ฝายการแพทยประกอบ ดวย แพทย พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห แพทยเฉพาะทาง เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย เปนตน เมื่อเด็กมารับการตรวจรักษาก็ตองมีทีมงานดังกลาวเขามาเกี่ยวของและรวมกันประเมินเปนการ ประสานงานภายใน ที่ทุกวิชาชีพตองมีขอมูลของตนเอง R ภายนอกองคกร เปนการประสานงานระหวางองคกรตั้งแต 2 องคกรขึ้นไป การทำงานกับเด็กที่ ถูกละเมิดสิทธินั้น จะมองเฉพาะการแพทยอยางเดียวไมได เมื่อตรวจพบวาเด็กอยูในภาวะที่มีความเสี่ยง จะตองมีองคกรทางกฎหมายมาชวย หรือ หากนักสังคมสงเคราะหที่มีหนาที่คุมครองเด็ก ตองการทราบ วาเด็กที่อยูในความรับผิดชอบถูกละเมิดหรือเปลา ผลกระทบทางสภาพจิตใจเปนอยางไร ฯลฯ ก็ตอง ประสานงานกับฝายการแพทยเชนกัน 2. การรวมปรึกษาหารือ R องคกรตางๆที่รวมรับผิดชอบตองคนหาขอมูล เก็บรวบรวมขอมูลและนำขอมูลตางๆนั้นมา ประชุมรวมปรึกษาหารือกันจากแงมุมของแตละวิชาชีพ เพื่อเพิ่มพูนมุมมองของทีมสหวิชาชีพ ทำใหการ กำหนดวิธีการชวยเหลือมีความชัดเจน รอบดานและลุมลึกเกิดความแมนยำในกระบวนการประเมิน วางแผน ดำเนินการคุมครองปองกัน และลดความเสี่ยงกับเด็กไดมากที่สุด 3. การรวมปฏิบัติงาน เพื่อเกิดการคุมครองเด็ก R เพื่อดำเนินการตามขอ 1 และ 2 การปฏิบัติงานจึงตองเปนการทำงานรวมกัน เชน การประชุม ทีมสหวิชาชีพในชั้นตอนการประเมิน การวางแผนชวยเหลือ และ การดำเนินการชวยเหลือ โดยทุก วิชาชีพจะตองรวมประชุมพรอมกัน เพื่อทราบขอมูลและจะไดปฏิบัติตอเด็กและครอบครัวไปในทาง เดียวกัน R การประสานงานเพื่อคุมครองสิทธิเด็ก และการบำบัด ตองการการทำงานรวมกันของแตละ วิชาชีพ ซึ่งมีความแตกตางกันโดยหลักการและหนาที่ การมองภาพ ความสัมพันธในครอบครัว ที่ตางกัน รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ของแตละวิชาชีพ จะสะทอนใหเห็นความแตกตางกันของสถานการณในชีวิตของสมาชิกแตละคน เชน นักสังคมสงเคราะหที่ทำงานกับพอแม ครอบครัว ครูที่ทำงานใกลชิดเด็ก แพทยที่ดูแลเด็กและไดมีโอกาส พบพอแม ฯลฯ แตละคนตองนำการรับรูที่แตกตางกันนั้นมาปรึกษาหารือกัน R สิ่งที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติตาม คือ การมุงเนนใหเด็กไดรับการคุมครอง ปลอดภัย และ สามารถพัฒนาเปนผูใหญไดตอไป ขั้นตอนการทำงานแบบทีมสหวิชาชีพ 1. ทำความตกลงรวมกันในประเด็นตางๆ คือ 1.1. กำหนดเปาหมายที่ชัดเจน รับทราบวัตถุประสงค ของการประชุมวาเปนการทำงานแบบสห วิชาชีพรวมกับสวนงานตางๆที่เกี่ยวของ 1.2. ทุกคนตองมีความเต็มใจที่จะทำงานรวมกัน บนพื้นฐานและเปาหมายเพื่อประโยชนสูงสุดของ เด็ก 1.3. ขอมูลที่นำมาเปดเผยในที่ประชุมตองรักษาไวเปนความลับโดยถือวา เปนจรรยาบรรณของ ทุกวิชาชีพ 1.4. เปนการประชมุ เพื่อรวมกันวิเคราะหปญหา และประเมินแนวทางการดำเนินการ 2. กำหนดบทบาทหนาที่ และขอบเขตของแตละวิชาชีพ เพื่อทำงานไมกาวกายกันแตตองอยูบนพื้นฐาน การทำงานเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดกับเด็ก 3. ทุกคนในทีมจะตองทราบถึงขั้นตอนตอไปของกระบวนการและสิ่งที่ทีมตองการทั้งในดานขอมูลและ การแกปญหา 4. การประเมินสภาพปญหาจะตองมีขอสรุป และกำหนดกระบวนการชวยเหลือทั้งระยะสั้น และระยะ ยาว ทุกคนในทีมจะตองปฏิบัติตามหนาที่ของตนไปในทิศทางเดียวกัน 5. การประเมินสภาพปจจัยที่เกี่ยวของทั้งบิดา มารดา ครอบครัว เด็กและสิ่งแวดลอม มีการติดตาม ตรวจสอบขอเท็จจริงจากหลายหนวยงานรวมกัน เพื่อใหมีความรูรอบดาน ชวยใหสามารถประเมินได อยางถูกตอง 6. ถาหากในทีมสหวิชาชีพมีความเห็นที่ขัดแยงกัน ใหพิจารณาประเด็นนั้นวา อยูในขอบเขตวิชาชีพใด เปนหลัก 7. ผูปฏิบัติงานจะตองวิเคราะหขอมูลอยางละเอียด และมองตามความเปนจริงอยาเอาความรูสึกเขาไป รวมกับปญหา จะทำใหขอมูลเกิดอคติ 8. ผูปฏิบัติงานจะตองมีการเอาเขาที่ประชุมทุกครั้ง เพื่อหาขอสรุปรวมกัน(Consensus) ไมใชการตัดสิน ใจเพียงคนเดียว

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ปญหาที่พบในการทำงานสหวิชาชีพ 1. ผูทำงานเฉพาะดานไหนก็จะมีความโนนเอียงอยางมากที่จะมองปญหาเพียงมุมมองวิชาชีพของตน การชวยเหลือเด็กที่ถูกละเมิดสิทธิตองการมุมมองจากหลายวิชาชีพ และหลากหลายองคกร เพราะ มุมมองเพียงดานเดียวอาจทำใหเกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดได ซึ่งแตละวิชาชีะจะตองยอมรับนับถือ วิชาชีพอื่นดวย 2. มักจะมีการโตเถียงกันในขอมูลที่ไดรับ มีความขัดแยงกันวาใครพบเห็นหรือไมพบเห็น ทำใหรูสึกไม เชื่อมั่นในวิชาชีพอื่น ซึ่งแตละวิชาชีพอาจจะเห็นหรือรับรูขอมูลไมตรงกัน ควรจะนำขอมูลนั้นมา วิเคราะห ความเสียหายของเด็ก และวางแผนการดำเนินการ เพื่อบรรลุจุดประสงค เปาหมายของ การใหความชวยเหลือคุมครองเด็ก และครอบครัวมากกวา 3. การจัดลำดับความสำคัญของปญหาก็เปนอุปสรรคอยางหนึ่งในการทำงานเพราะแตละวิชาชีพ ก็จะมี กรอบอางอิงที่แตกตางกัน บทบาทในการสัมผัสกับปญหาก็ตางกัน จึงควรรับฟงจากวิชาชีพอื่นๆ และนำมาตัดสินรวมกันวาจัดการกับปญหาอะไรกอนหลัง ซึ่งขึ้นกับความตองการ และความ ปลอดภัยของเด็กเปนหลัก 4. เวลาในการเขารวมประชุมสหวิชาชีพพรอมกันคอนขางยากลำบากเพราะทุกคนมีภาระงานอื่นๆอยู มากแลว ทำใหตองใชระยะเวลานานในการนัดหมายการประชุมใหพรอมกัน 5. มีนักวิชาชีพไมปฏิบัติตามแนวมติที่ประชุม เนื่องจากไมมีความรู ความเขาใจในสาเหตุ และปญหาที่ เกิดขึ้นกับเด็ก ยึดมั่นกับความคิดเห็นของตัวเอง ขาดระบบตรวจสอบในแตละวิชาชีพวาผูปฏิบัติได ดำเนินการไปแบบไหน อยางไรซึ่งผูปฏิบัติวิชาชีพไมไดนำวิธีการปฏิบัติเสนอในทีมสหวิชาชีพ การประเมินปญหา R การประเมินปญหา ควรมีการประเมินปญหาหลายๆดาน โดยพิจารณาในมุมมองของแตละฝาย เพื่อพิจารณาหาทางชวยเหลือ การที่จำเปนตองมีการประเมินปญหาในหลายมุมมอง เนื่องจากส่ิงที่ผู ประเมินคิดวาเปนปญหา อาจไมตรงกับปญหาของผูดูแลเด็ก ตองมีการประเมินสาเหตุของปญหาและ อุปสรรคที่ทำใหผูดูแลไมสามารถใหการดูแลเด็กไดดี โดยพิจารณาในทุกระดับตั้งแตตัวผูดูแล ครอบครัว โรงเรียน/ชุมชน ควรพิจารณาหาจุดแข็งของบุคคลหรือครอบครัว ประเมินแหลงทรัพยากรที่จะนำมาชวย เหลือ ไมวาปจจัยดานวัตถุ หรือบุคคล การประเมินปญหาตองพิจารณารายละเอียดตางๆ เหลานี้ • การประเมินครอบครัว - หาจุดแข็งของครอบครัว - รายไดของครอบครัว - ขนาดของบาน จำนวนผูอยูอาศัย - ปฏิสัมพันธของคนในบานสภาพชีวิตสมรส รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ความตองการของเด็ก มีความตองการพิเศษหรือไม เชน พิการ ปวยเรื้อรัง ที่ตองการ ดูแลพิเศษ - ระเบียบวินัยในครอบครัว การฝกระเบียบวินัยของบุตร การลงโทษ กฎเกณฑตางๆ - การสนับสนุนจากภายนอกที่ครอบครัวไดรับ เชน ญาติ พี่นองชุมชน องคกร -

• การประเมินสภาพแวดลอมและชุมชน - สภาพปญหา ความผลอดภัยของเด็ก มีบริเวณที่เด็กเลนไดอยางปลอดภัย เพื่อนบาน ใกลเคียงเปนอยางไร มีการชวยเหลือเกื้อกูลกันหรือไม สภาพความปลอดภัยของชุมชน - มีเครือขายทางสังคมหรือชุมชนที่สามารถใหการชวยเหลือไดหรือไม - มีองคกรของรัฐหรือเอกชน ที่สามารถดึงความชวยเหลือมาไดหรือไม • การประเมินทางดานขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรม - ความเหนียวแนนความผูกพันในครอบครัว - ความเชื่อทางศาสนา - เชื้อชาติ • การจัดลำดับความสำคัญของปญหาตางๆ เพื่อพิจารณาความเรงดวนในการจัดการปญหา โดย บุคลากรที่ใหความชวยเหลทอพูดคุยกับผูเลี้ยงเด็กและครอบครัว และชวยกันจัดลำดับความสำคัญ ของปญหาและวางแผนแกปญหารวมกัน การใหความชวยเหลือ R การใหการดูแลชวยเหลือครอบครัวที่มีการละเลยทอดทิ้งเด็ก ผูใหความชวยเหลือควรตั้ง สมมติฐานไวกอนวา บิดามารดาหรือผูดูแลสวนใหญ มีความตั้งใจที่จะใหการดูแลที่ดีแกเด็ก แตอาจขาด ความรู ความชำนาญ และขาดปจจัยตางๆ R การทำงานกับครอบครัว บิดามารดาที่ละเลยทอดทิ้งเด็กมักเปนผูมีปญหาดานอารมณ พฤติกรรม จึงควรมีการปรับพฤติกรรม สอนทักษะทางสังคม เพิ่มศักยภาพในการเลี้ยงดูบุตรแกบิดา มารดา ใหกำลังใจ กำหนดบทบาทพรอมกันวาใครมีหนาที่ทำอะไร วิธีการแกปญหากรณีมีความขัดแยง เกิดขึ้น R ประสานความชวยเหลือ โดยประสานเครือขายตางๆ เพื่อใหความชวยเหลือ แกเด็ก และ ครอบครัว เชนปจจัยทางวัตถุที่จำเปน การดูแลสุขภาพ หรือรักษาโรค ความชวยเหลือจากโรคเรียน ชุมชน และองคกรตางๆ

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R การแยกเด็กออกจากครอบครัว กรณีที่การชวยเหลือไมประสบความสำเร็จ หรือกรณีที่เด็กอยู ในภาวะเสี่ยง ซึ่งอาจเปนอันตรายรายแรงตอเด็ก จำเปนตองแยกเด็กออกจากครอบครัว จัดหาที่อยูที่ ปลอดภัยแกเด็ก หรือจัดหาครอบครัวอุปถัมภ ซึ่งจำเปนตองมีการดำเนินการทางกฎหมายตอไป ปญหาในการทำงานระบบการดูแลเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร R การประสานงานการทำงานในศูนยพึ่งไดมีฝายสวัสดิการสังคมเปนหลักทำงานรวมกับทีมแพทย พยาบาล และแผนกตางๆ ทั้ง OPD IPD และ ER เปนผูคัดกรองผูปวยเมื่อพบวาเปนผูปวยถูกกระทำ รุนแรงจึงสงตอมาที่ศูนยพึ่งได ดังนั้นหากจะกลาววาเปนงานทำงานในรูปแบบทีมสหวิชาชีพก็ไมเชิง เหตุ ใดจึงกลาวเชนนั้น เพราะจากที่กลาวมาในหัวขอกอนหนาการทำงานสหวิชาชีพคือการรวมคนหลายๆ วิชาชีพมารวมกันเปนหนึ่ง ทำงานประสานความรวมมือกันเพื่อลดขั้นตอนและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ตอเหยื่อ แตการทำงานของทีมสหวิชาชีพของที่นี่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ยังคงการทำงานในรูปแบบเดิม คือนักวิชาชีพสงตองานเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการของวิชาชีพนั้น เทากับวาทีมสหวิชาชีพไมประสบความ สำเร็จตามความคาดหมาย เพราะทุกครั้งที่แตละวิชาชีพรับเหยื่อไปรักษาก็จะมีการทบทวนเหตุการณที่ เกิดขึ้นซ้ำแลวซ้ำอีก เปนการตอกย้ำบาดแผลของเหยื่อใหราวลึกลงไปอีก R อุปสรรคอีกประการหนึ่งคือ เพศของผูปฏิบัติงาน เหยื่อเกือบทั้งสิ้นจะถูกกระทำโดยเพศชายดัง นั้นความไววางใจตอผูปฏิบัติงานเพศชาย เพื่อสรางความไววางใจเรื่องเพศของผูปฏิบัติงานจึงถือวาเปน อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่จะทำงานกับผูถูกกระทำรุนแรง

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

งานบริการคนพิการ R ในการสวนของงานบริการผูพิการนั้น ฝายสวัสดิการสังคม เขามามีสวนรวมในขั้นตอนเตรียมการ ประเมินความพิการและสงตอผูพิการไปขึ้นทะเบียนผูพิการกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย R โดยขั้นตอนการเตรียมการประเมินผูพิการนั้น นักสังคมสงเคราะหจะประเมินดวยสายตาและ สัมภาษณผูพิการโดยตรง ถึงสาเหตุและความผิดปกติที่เกิดขึ้นและใหขอแนะนำสำหรับผูที่พิการเทียม กลาวคือมีความผิดปกติเล็กนอยแตไมถือวาเปนความพิการบางราย สองปรึกษากับนักกายภาพบำบัด เพื่อทำกายภาพฟนฟูสมรรถภาพรางกาย หากพบวาผูที่มาขอประเมินความพิการนั้นเขาเกณฑความ พิการหรือสามารถรับการประเมินความพิการได ก็จะสงผูปวยนั้นพรอมกับเอกสารประเมินความพิการให กับแพทยเปนผูประเมิน หลังจากแพทยประเมินความพิการเสร็จสิ้น นักสังคมสงเคราะหจะสงตอผูพิการ นั้นพรอมกับตรวจสอบเอกสารที่ประเมินแลวอยางถูกตอง ใหกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง ขอมนุษย รวมทั้งใหขอมูลถึงสิทธิประโยชนที่ผูพิการจะไดรับ และใหคำแนะนำในเรื่องการขอสนับสนุน กายอุปกรณ

งานเยี่ยมบาน ∙ี่มากกวาแคดูสภาพบาน R จากสำนวนไทยที่วา สิบปากวา ไมเทาตาเห็น ทำใหการคนหาความจริงไมหยุดอยูเพียงแคการ สัมภาษณ หรือการดูจากแฟมประวัติเทานั้น จึงทำใหเกิดการเยี่ยมบาน หรือการเยี่ยมบานในงาน สังคมสงเคราะห R การเยี่ยมบานเปนทักษะหนึ่งในงานสังคมสงเคราะห หมายถึง การออกไปเยี่ยมเยือนถิ่นที่พัก อาศัยเพื่อรับทราบปญหาความตองการศึกษาขอเท็จจริงเพิ่มเติมจากคำบอกเลา ศึกษาสภาพความเปน จริงเพิ่มเติมจากคำบอกเลา ศึกษาสภาพความเปนจริงความเปนอยูของสิ่งแวดลอมและความเปนไปของ ครอบครัว ความสัมพันธกับเพื่อนบาน โดยใชการสนทนาและการสัมภาษณจาก ผูใชบริการโดยตรงและ ครอบครัว สังเกตพฤติกรรมตางๆของผูใชบริการเมื่ออยูกับครอบครัวและสังเกตครอบครัวที่มีตอผูใช บริการดวย R นอกเหนื่อจากการคนหาความจริงเพิ่มเติมแลวการเยี่ยมบานในงานสังคมสงเคราะหคือการ สนับสนุนทางอารมณ ตอความเดือดรอนที่ผูใชบริการกำลังเผชิญอยู วัตถุประสงคของการเยี่ยมบาน ในงานสังคมสงเคราะห • เพื่อเขาใจสถานการณของปญหาที่มีอยู ในสวนที่เกี่ยวของกับสิ่งแวดลอม • สรางสัมพันธภาพที่ดีระหวางนักสังคมสงเคราะหผูปฏิบัติงานและผูใชบริการ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

• • • • •

เสริมสรางแนวทางการปรับตัวของผูใชบริการใหสามารถดำเนินชีวิตอยูในสังคมไดอยางปกติ ติดตาม-ประเมินผล การปฏิบัติงานในครั้งกอนหนา เพื่อหาแนวทางชวยเหลือตอไป ประเมินศักยภาพ/แหลงทรัพยากร รวมวางแผน ใหคำปรึกษา

ขั้นตอนการเยี่ยมบาน R ในการออกเยี่ยมบานแตละครั้งสามารถแบบขั้นตอนออกเปน 3 ชวง ไดแก 1. กอนการเยี่ยมบาน 1.1. เตรียมการ โดยศึกษาจากแฟมประวัติหรือเวชระเบียน เพื่อประเมินความตองการ สถานการณ และศึกษาจากผูใชบริการเพื่อประเมินความตองการ ความสมัครใจในการเยี่ยม บาน ความพรอมใหเยี่ยมบาน 1.2. ผูใชบริการ และผูเยี่ยม ตองมีการรับรูขอมูล ความเขาใจรวมกัน และทัศนคติที่ตรงกันในการ เยี่มมบาน ความพรอมในการออกเยี่ยมของทีมงานและเตรียมอุปกรณ(ถามี) 1.3. การนัดหมาย(จำเปน) การเลือกเวลาซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือเวลาที่ทั้งสองฝายสะดวก สถานที่ การแตงกายของผูใหบริการตองสุภาพและพรอมสำหรับเหตุการณที่อาจเกิดขึ้นได ทุกเมื่อ 2. ขณะเยี่ยมบาน 2.1. การสรางสัมพันธภาพ สนทนาสารทุกข-สุขดิบ ระหวางการสนทนาตองมาสายตาและสัมผัส แหงการสังเกตเกิดขึ้นอยูเสมอโดยละเลยไมได 2.2. ใหคำปรึกษา ชวยเหลือตามสภาพ 2.3. บันทึก การบันทึกตองระมัดระวังเพราะระหวางการสนทนานั้นไมอาจจะบันทึกไดโดยละเอียด เพราะหากนักสังคมสงเคราะหบันทึกอยางละเอียดจะทำใหละเลยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหนาบาง อยางไปได และสิ่งที่ละเลยนั้นอาจเปนสารัตถะแหงเหตุการณที่เกิดขึ้นนั่นดวย 3. หลังการเยี่ยมบาน 3.1. ประมวลสิ่งที่ได บันทึกอยางละเอียด 3.2. เขียนแผนที่และแผนผัง แผนที่การเดินทางไปยังบาน และแผนผังภายในบาน 3.3. กำหนดแผนงานครั้งตอไป

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

หลักการเยี่ยมบาน R การเยี่ยมบานเปนศิลปะอยางหนึ่งในการปฏิบัติงาน กลาวคือการปฏิบัติงานในฐานะนักวิชาชีพ ไมสามารถเขาถึงบานหรือไดรับความไววางใจในการเขาถึงผูรับบริการได แตการเปนเพื่อนหรือเปน ประดุจญาติยอมทำใหเราสามารถเขาถึงผูใชบริการได ดังนั้นศิลปะตางๆคือการแสดงออกถึงความเปน มิตร วิชาชีพที่เปนมิตรนั่นเอง โดยยึดตามธรรมชาติของปญหา ปญหาแตละปญหาจะมีพลวัตที่แตกตาง กันดังนั้นไมสามรถเลยที่นักสังคมสงเคราะหจะยึดหลักการใดหลักการหนึ่งในการแกปญหาที่แตกตางกัน ได ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการเขาใจธรรมชาติของปญหานั้นนั้น โดยตองคำนึงถึงการใหบริการในหนวยงาน ที่เราสังกัดขอบเขตของหนวยงานอยูที่ไหน รวมทั้งเงื่อนไขของผูใชบริการ เชนอนุญาตใหผูปฏิบัติงาน เยี่ยมบานไดโดยไมประสงคจะใหมาดวยรถที่แสดงออกอยางชัดเจนวาเปนรถโรงพยาบาล เพื่อรักษา ความลับของโรคที่เปนหรือสถานการณที่กำลังเผชิญ เหลานี้เปนสิ่งที่นักสังคมสงเคราะหจะตองคำนึงถึง ทั้งสิ้น วิธีการเยี่ยมบาน 1. นัดหมาย วัน เวลา และสถานที่ 2. อธิบายความจำเปน เหตุผล รวมทั้งขออนุญาตผูใชบริการ โดยเนนการใหเกียรติผูใชบริการ 3. แตงกายอยางสุภาพ เพื่อใหเกียรติผูใชบริการและครอบครัว 4. ไมแสดงกริยาดูหมิ่น เหยียดหยาม สภาพความเปนอยูที่พบเห็น สังเกตและจดจำสภาพที่เห็นโดยไม ตองบันทึก 5. เมื่อไมไดรับการตอนรับ ควรพยายามทำความเขาใจ เมื่อไมไดผลกลับควรกลับออกมากอน เพื่อหลีก เลี่ยงสถานการณที่ตึงเครียด ที่อาจเกิดขึ้นได 6. การไดรับเชิญ เขาไปในบานควรเลือกเวลา และสถานที่ที่เหมาะสมในการนั่งคุย 7. การสนทนาเลือกหัวขอทั่วไป 8. เมื่อมีผูที่เกี่ยวของ/ไมเกี่ยวของเขามา จะทำอยางไร 9. แกปญหาเฉพาะหนาที่เกิดขึ้นไดอยางทันทวงที 10. สถานที่ที่มีความเสี่ยงตออันตรายควรมีเพื่อนรวมงานไปดวย ยกตัวอยางสถานการณการเยี่ยมบานในงานสาธารณสุข R ผูปวยมักประสบปญหาทางสังคมประเภทขาดผูเลี้ยงดู ทำใหมีปญหาการรักษาพยาบาล การ ดูแล การฟนฟูสุขภาพ ความสัมพันธในครอบครัว สภาพอารมณ อาชีพ รวมทั้งกลุมผูดอยโอกาส ผูพิการ บุคคลปญญาออน ผูปวยจิตเวช ผูปวย ครอบครัวที่ประสบความเดือดรอนอื่นๆ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

การบันทึกในงานเยี่ยมบาน • ขอมูลสวนตัว • ขอมูลครอบครัว • ขอมูลสภาพแวดลอม • ขอมูลการรักษา • ปญหาที่พบ/ความตองการชวยเหลือ • แนวทางการดำเนินงาน/แผนงานครั้งตอไป • ขอสังเกตจากการเยี่ยมบาน • สัมพันธภาพกับสิ่งแวดลอม • การยอมรับ • ความคาดหวัง • ปจจัยเสี่ยง R จากงานสังคมสงเคราะห ที่โรงพยาบาลสมุทรสาครใหบริการขางตน เปนเพียงสวนหนึ่งของรูป แบบการให บ ริ ก ารที ่ เ ป น ไปตามกระบวนการและค า นิ ย มทางวิ ช าชี พ สั ง คมสงเคราะห กล า วคื อ กระบวนการสังคมสงเคราะห 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การหาขอเท็จจริง (Fact-Finding) 2. วิเคราะหและวินิจฉัยปญหา (Analysis & Diagnosis) 3. การวางแผนการชวยเหลือ (Treatment Planning) 4. การดำเนินการแกไขปญหา (Treatment) 5. การติดตามและประเมินผล (Evaluation & Follow-up) ถาสังเกตจากงานที่กลาวมาขางตนจะพบวาเราไดยึดหลักการเหลานี้เปนแบบแผน โดยมีทฤษฎีและ แนวคิดทางสังคมตางๆมารวมสนับสนุนขอคิดเห็นและแนวทางในการใหความชวยเหลือ เพื่อใหผูใช บริการสามารถกลับไปดำรงชีวิตของตัวเองไดอยางดี และพรอมทุกเมื่อที่จะสนับสนุนการดำรงชีวิตใน สังคม อีกทั้งยังมีการใหการสงเคราะหเฉพาะหนา เชน การใหเงินสงเคราะห หรือการอนุเคราะหคายาใน บางกรณี รวมทั้งการติดตามหาญาติสำหรับผูปวยที่ถูกทอดทิ้งดวย

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สวนที่ 3 การวิเคราะหการปฏิบัติงาน และการเสนอแนวคิด

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

การวิเคราะหการปฏิบัติงานและการเสนอแนวคิด ประเด็นการนำเสนอ : ทัศนคติตองานสังคมสงเคราะห ลักษณะงาน กระบวนการทำงาน องคความรูที่ ใช ทัศนคติตอผูใชบริการ ปญหาการทำงาน ทัศนะคติตองานสังคมสงเคราะห R ในฐานะที่ขาพเจาเปนนักศึกษาสังคมสงเคราะหที่ผานการเรียนในหองเรียนมาอยางเต็มรูปแบบ เขาใจเปนอยางดีวาวิชาชีพนี้ทำงานอยางไร และเปนสวนหนึ่งที่มีคุณคากับสังคมอยางไร รวมทั้ง พยายามอยางเต็มความสามารถในการที่จพถายทอดองคความรูเหลานั้นออกมาอยางเปนธรรมชาติ ขาพเจาใหน้ำหนักกับความเปนธรรมชาติในการทำงานมาก เทียบเทากับน้ำหนักของความรูทางวิชาชีพ หรือทางสังคม R ธรรมชาติในที่นี้หมายถึงการผสมกลมกลืนและตกผลึกทางความคิดของวิชาชีพ องคความรู หลอมรวมเอาไวอยูภายใน และแสดงออกผานการปฏิบัติงานอยางกลมกลืนกัน ในการทำงานกับมนุษย ไมสามารถเลยที่เราเสแสรงหรือใชความรูที่กระทอนกระแทนในการปฏิบัติงาน จากการปฏิบัติงาน ขาพเจายามใดที่เราแกลงฟงหรือแกลงสนใจผูใชบริการ เมื่อนั้นไมใชมีเพียงเราที่รูอยูแกใจ แตผูใชบริการ ยอมรับรูไดวาบุคคลที่อยูตรงหนาไมไดจริงใจที่จะใชองคความรูในการแกไขปญหารวมกันกับเขาอยาง จริงจัง ดังนั้นความเปนธรรมชาติจึงถือเปนเรื่องสำคัญ ถาเปรียบการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะหเปนโรง ละคร นักสังคมสงเคราะหคือนักแสดงละครที่อยูบนเวที ตรงหนาคือผูใชบริการที่เปรียบเสมือนเปนผูชมที่ ซื้อบัตรเขามาชม เขาเหลานั้นเขามาดวยความคาดหวังที่จะไดชมการแสดงที่ดี นั่นเอง R เมื่อขาพเจาพูดถึงความเปนธรรมชาติ อาจมีหลายคนตั้งคำถามวาแลวความเปนธรรมชาตินั้น แตกตางอยางไรกับการใช ”สามัญสำนึก” (Common sense) ที่คนสวนใหญเขาใจวางานสังคมสงเคราะห เปนเชนนั้นเสียทั้งหมด ใชไมผิดเลยที่ธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสามัญสำนึก แตการแสดงออกอยางเปน ธรรมชาตินั้นมีองคความรูตางๆที่นักสังคมสงเคราะหไดหลอหลอมไวภายใน ตกผลึกทางความคิดของตัว เอง เปนตัวกำหนดมาตรฐานของธรรมชาตินั้นอยูแลวดังนั้นสามัญสำนึกหรือธรรมชาติที่กำลังพูดถึงนี้จึง ไมใชเพียงแคความเมตตา กรุณา เทานั้น R ในการใชองคความรูที่มีนำมาปฏิบัติหนาที่ใหออกมาอยางเปนธรรมชาตินั้น หลายคนคงยอมรับ วาเปนเรื่องไมงายเลยทีเดียว ขาพเจาก็เชนกัน ขาพเจาทำงานหนักในชวงแรกของการเขาถึงหนวยฝก ภาคปฏิบัติ เพื่อทบทวนส่ิ่งที่ไดร่ำเรียนมาใหไดมากที่สุดและหวังใหสิ่งเหลานั้นกอประโยชนไดสูงสุด วันที่ ขาพเจากลับมาเปดหนังสือและเอกสารตางๆในวันนั้น มีความรูมากมายที่ถูกเขียนอยูในหนังสือความรูที่ ระหวางเรียนขาพเจาไดละเลยและมองวาสิ่งเหลานี้ไมเปนเรื่องที่จำเปน การสรุปความรูทักษะเหลานั้นลง ไปในบันทึกเริ่มตนขึ้นอยางเร็ว เพื่อใหสามารถจดรวบรวมองคความรูนั้นออกมาไดมากที่สุด แตสุดทาย ขาพเจากลับพบวาสิ่งที่จดลงไปในบันทึกนั้นลวนไมมีประโยชน ไมมีประโยชนเลย เพราะระหวางการ ปฏิบัติหนาที่เราไมสามารถจะหยิบหนังสือหรือตำราใดใดขึ้นมาอานและใหความชวยเหลือกับผูใชบริการ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ไดเลย หรือหากใครทำเชนนั้นก็คงเปนเรื่องตลกนาดู ดังนั้นบันทึกนั้นจึงไดเพียงแควางไวบนโตะเฉยๆ ความรูที่จะใชในการปฏิบัติหนาที่จึงเปนความรูที่ไมใชอยูในสมุดบันทึก แตเปนความรูที่เราไดบันทึกไว แลวภายในตัว แตกระนั้นหากเราไมมีเครื่องมือที่จะชวยใหการถายทอดความรูนั้นออกมาไดอยางดี และ เปนธรรมชาติ รวมทั้งสามารถเขาถึงผูใชบริการในทุกระดับก็คงยากที่จะปฏิบัติงานสังคมสงเคราะหให สำเร็จได เครื่องมือที่ขาพเจาพูดถึงคือ “หัวใจ” R ในการปฏิบัติงานสงคมสงเคราะห เปนศาสตร และศิลป ที่ใชหัวใจในการถายทอดบทบาทของนัก สังคมสงเคราะหออกมาดวยหัวใจของเพื่อนมนุษยที่กระทำตอเพื่อนมนุษยที่มีปญหาดวยความโอบออม อารีย หัวใจนี่เองที่จะทำใหสามารถถายทอดความรูในตำราออกมาไดอยางเปนธรรมชาติ หัวใจของนัก สังคมสงเคราะห หัวใจของเพื่อนมนุษย นั่นเอง R สุดทายในประเด็นของทัศนะคติตองานสังคมสงเคราะห นักสังคมสงเคราะหตองทำงานอยู ทามกลางปญหามากมาย ปญหาที่ซับซอนและยากแสนสาหัส สำหรับหลายชีวิต ปญหาที่นัก สังคมสงเคราะหจะตองใชวิชาชีพชวยเหลือเขาใหกลับออกไปอยางดีที่สุด วันนี้มีหลายสิ่งที่ขาพเจาได เรียนรู แตหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำใหขาพเจาเขาวาวาเหตุใดนักสังคมสงเคราะหถึงสามารถทำงาน ทามกลางปญหาตางๆมากมายไดอยางดีที่สุด ขาพเจาไดเห็นหัวใจของนักสังคมสงเคราะห หัวใจที่ถูก หลอเลี้ยงไดดวยรอยยิ้มของผูใชบริการที่กลับออกไป หัวใจที่ไดชวยเหลือใครก็ตามที่เขามาอยางดีที่สุด “หัวใจของนักสังคมสงเคราะห” ลักษณะงาน R งานสังคมสงเคราะหโรงพยาบาลสมุทรสาคร ยอมไมแตกตางจากงานสังคมสงเคราะหในโรง พยาบาลอื่นๆ หรืองานนัปสังคมสงเคราะหทางกายแพทย ดวยเหตุที่การทำงานในโรงพยาบาลมีจุดประ สงเพื่อสรางสุขภาวะใหกับผูใชบริการ งานสังคมสงเคราะหจึงเปนงานที่สนับสนุนการบริการทางการ แพทยเพื่อใหบุคคลที่เขามาใชบริการไดมีสุขอนามัยที่ดี การทำงานทางสังคมคือการทำอยางไรใหเขา สามารถอยูในสังคมของเขาไดอยางมีสุขภาวะที่ดี นั่นเอง การเยี่ยมบานที่มากกวาแคการดูสภาพบาน เปนอยางไร คือการศึกษาความสัมพันธของสังคมกับผูใชบริการเพื่อสนับสนุนการอยูในสังคมไดอยาง ภาคภูมิ ยกตัวอยาง ผูปวยติดเชื้อเอชไอวี สภาพปญหาทั้งทางกายและจิตใจของผูใชบริการนั้นยอมตก อยูในภาวะที่ไมปกติ ในขณะที่สภาพสังคมยังคงไมเขาใจถึงความเปนธรรมชาติของโรคนี้จึงทำใหแมโรง พยาบาลจะบำบัดรักษาทางกายและทางใจอยางเต็มที่ แตเมื่อกลับไปอยูในสังคมที่ไมเปดโอกาสใหคน เหลานี้มีฐานะเทาเทียมกับผูคนทั่วไปแลวนั้น ยอมสงผลเสียถึงสภาพวะของโรคที่บังเกิดขึ้นอยูนั้นดวย เชนกัน ดังนั้นงานของนักสังคมสงเคราะหจึงตองเขารวมทำงานกับสังคมอยางหลีกเลี่ยงไมไดดวยเชนกัน R ในการทำงานสังคมสงเคราะห นักสังคมสงเคราะหไมใชผูแกไขปญหาใหกับผูใชบริการ แตทำ หนาที่ชี้แนะไปกับผูใชบริการเพื่อบำบัดปญหาที่เกิดขึ้นนั้นรวมกัน ดังนั้นหากมีใครกลาววานัก สังคมสงเคราะหคือนักแกไขปญหา ก็คงผิดไปบาง เพราะแทจริงแลวนักสังคมสงเคราะหคือการเปนนัก จัดการปญหานั่นเอง คือการทำอยางไรใหปญหาคลี่คลายดวยธรรมชาติของปญหา รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

กระบวนการทำงาน R ในการทำงานในองคกรที่มีสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน ระเบียบการทำงานยอมตองเปนไปตาม นโยบายขององคกร การใหการชวยเหลืออยางเต็มกำลังตองเปนไปไดเทาที่องคกรจะอยูรอด การทำงาน สังคมสงเคราะหก็เชนกัน ขั้นตอนการทำงานไมแตกตางจากหนวยงานอื่นในโรงพยาบาลมีลักษณะการ บริหารงานที่ชัดเจน แตกระนั้นสิ่งที่ตองคำนึงถึงคือเพื่อความอยูรอดของโรงพยาบาลดวย เหลานี้จึง ทำใหเกิดการสงตอประสานงานไปยังหนวยงานที่มีความสามารถชวยเหลือไดอยางเต็มที่ หรือพรอม มากกวา เชนการทำงานกับผูปวยที่ถูกญาติทอดทิ้ง นักสังคมสงเคราะหจะตองติดตามประสานงานหา ญาติใหไดหรือหากมีเหตุสุดวิสัยในการติดตามหาญาตินั้นทำใหไมพบญาติใดใด โรงพยาบาลไมสามารถ ใหผูปวยอยูในเตียงโรงพยาบาลอีกตอไปได จึงตองสงตอประสานงานไปยังสถานสงเคราะหหรือบานพัก เอกชนที่ใหการชวยเหลือตอไป เปนตน R ในการทำงานในองคกรเชนนี้ขอดีคือการมีหนาที่ที่ชัดเจน ไดรูวากลไกที่ตัวเองทำงานอยูนั้นอยู สวนไหนของฟนเฟองทางสังคม รูหนาที่ที่ชัดเจนทำใหไมมีการทำงานที่ขัดกันของหนาที่ตางๆ ฟนเฟอง ทางสังคมก็จะสามารถหมุนไปไดอยางดีตามกลไกของมัน12 องคความรูที่ใชในการปฏิบัติงาน R อยางที่ไดกลาวไปบางแลวในหัวขอกอนหนา การใชทฤษฎีความรูตางๆในการประยุกตเขามา ปฏิบัติงานนั้น ไมสามารถจะใชเพียงทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งมาอธิบายหรือกำหนดคุณคาการทำงาน เพราะ ธรรมชาติของทุกทฤษฎีคือ มีทั้งขอดี และขอดอย ดังนั้น การใชทฤษฎีในการปฏิบัติงานจึงจำเปนตอง หลอมรวมหลายทฤษฎีเขาดวยกัน ขาพเจาใหคุณคากับทุกทฤษฎีเทากันและนำสิ่งเหลานั้นมาหลอมรวม กันเปนผลผลิตของทุกทฤษฎี เปนกอนผลึกทางความคิดที่สามารถนำไปใชอธิบายสิ่งตางๆไดทุกมิติ R กระบวนการตกผลึกทางความคิดเริ่มตนขึ้นจากการเผชิญหนากับการทำงาน ในวินาทีแรกที่พบ กับเคสขาพเจาไมเคยดูถูกความรูที่มีอยูภายในตัวมากอนหนานั้นเลย แตวินาทีที่ไดพบกับผูใชบริการ ขาพเจารูเลยวาการรูเพียงแคทฤษฎีทำงานอยางไรนั้นไมเพียงพอ กระบวนการตกผลึกทางความคิดจึง เริ่มตนดวยการทบทวนทุกทฤษฎี จัดหมวดหมูของทฤษฎีตางๆใหเปนระบบ และสรุปสวนคลายของ ทฤษฎีที่เปนสากล กลาวคือที่เปนธรรมดาของทุกทฤษฎีเปนพื้นฐานแนวคิด รวมกับการอธิบายกลไก ตางๆของปญหา สิ่งเหลานี้จึงทำใหไดพบวาทุกทฤษฎีมีความคลายกันอยางไมนาเชื่อนี้ ความคลายคือ ความเปนธรรมดาของชีวิตมนุษยนั่นเอง ทุกทฤษฎีกลาวถึงกระบวนการทำงานของชีวิตมนุษย จนใน บางครั้งขาพเจายอนกลับมามองวาแทจริงสิ่งเหลานี้คือสิ่งที่เราพบอยูในทุกชั่วขญะชีวิตนี่เอง ความงาย จึงเกิดขึ้นเมื่อขาพเจาเขาใจทฤษฎีในฐานะธรรมดาของชีวิตมนุษยแลว เพราะเมื่อมันเปนสิ่งของธรรมดา การหยิบใชจึงงายดายและมีคุณคา ขาพเจารูไดอยางไรเมื่อไดใชทฤษฎีนั้นไปแลววาถูกตองเหมาะสม ขาพเจาคงตอบไมไดดวยแบบประเมินผลใดใด แตสิ่งที่ไดกลับมาคือน้ำใจที่ไดมอบใหกับผูใชบริการยอน 12

ทฤษฎีโครงสรางหนาที่ ศาสตรดานสังคมวิทยา แตกตางจากทฤษฎีการหนาที่ ศาสตรดานสังคมสงเคราะห รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

กลับมามากมายจนทำใหหัวใจนักสังคมสงเคราะหพองโต น้ำใจที่ปาวัยอายุมากกวาแมของขาพเจากลาว ขอบคุณดวยดวงตาที่ปริ่มดวยน้ำตา ลุงบางคนยกมือไหวเมื่อไดรับการชวยเหลือ สิ่งเหลานี้เองเปนอีก หนึ่งการประเมินผลที่ทำใหหัวใจของขาพเจาและนักสังคมสงเคราะหที่นี่หัวใจพองโต รูสึกถึงความคุม คาที่ไดร่ำเรียนและนำความรูตางๆมาใชไดอยางเกิดประโยชน องคความรูที่ใชในการปฏิบัติ งานสังคมสงเคราะห สำหรับนักศึกษาฝกภาคปฏิบัติ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8.

จรรยาบรรณวิชาชีพ ความเชื่อ คานิยม หลักการ คุณคา คำประกาศสิทธิผูปวย กฎหมาย วิธีการทางสังคมสงเคราะห เฉพาะราย 9. วิธีการทางสังคมสงเคราะห กลุมชน 10. วิธีการทางสังคมสงเคราะห ชุมชน 11. วิจัยทางสังคมสงเคราะห 12. บริหารงานสังคมสงเคราะห 13. การจัดสวัสดิการสังคม 14. ทฤษฎีระบบ 15. ทฤษฎีโครงสรางหนาที่ 16. ทฤษฎีบทบาท 17. ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงอยาง มีแผน 18. ทฤษฎีการหนาที่ 19. ทฤษฎีจิตสังคม 20. ทฤษฎีการแกไขปญหา 21. ทฤษฎีการปรับพฤติกรรม 22. ทฤษฎีภาวะวิกฤติ 23. ทฤษฎีการพัฒนา

24. ทฤษฎีการปองกันและฟนฟู สภาพ 25. ทฤษฎีการปะทะสังสรรค 26. ทฤษฎีพลวัตกลุม 27. ทฤษฎีปฏิสัมพันธ 28. ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทาง สังคม 29. ทฤษฎีเครือขายทางสังคม 30. ทฤษฎีการสนับสนุนทาง สังคม 31. ทฤษฎีองคการ 32. ทฤษฎีการบริหารตาม สถานการณ 33. ทฤษฎีการบริหารความเสี่ยง 34. หลักธรรมาภิบาลทุนทาง สังคม 35. ทักษะการประเมิน 36. ทักษะสรางสัมพันธภาพ 37. ทักษะการประเมินปญหา 38. ทักษะการบันทึกขอมูล 39. ทักษะการสัมภาษณ 40. ทักษะการเยี่ยมบาน 41. ทักษะการวิเคราะห 42. ทักษะการสังเคราะห 43. ทักษะการสรุป 44. ทักษะการจับประเด็น 45. ทักษะการดำเนินงาน 46. ทักษะการวางแผน 47. ทักษะประชาสัมพันธ 48. ทักษะประสานงาน 49. ทักษะการระดมทรัพยากร 50. ทักษะการเสริมพลัง

51. ทักษะการคุมครองสิทธิ 52. ทักษะการสงเสริมศักยภาพ 53. ทักษะการสนับสนุนบริการ 54. ทักษะการผลักดัน 55. ทักษะการบริหารจัดการ 56. ทักษะรณรงค 57. ทักษะตอรอง 58. ทักษะแลกเปลี่ยน 59. ทักษะไกลเกลี่ย 60. ทักษะสงตอ 61. ทักษะการรายงาน 62. ทักษะการนำเสนอ 63. ทักษะการยุติการใหบริการ 64. ทักษะการถาม 65. ทักษะการทวนความ 66. ทักษะสะทอนความรูสึก 67. ทักษะการเงียบ 68. ทักษะการสรุปผล 69. ทักษะการแกะรอย Tracking 70. ทักษะการใหคำปรึกษา 71. ความรูดานพัฒนาการมนุษย 72. ความรู จิตวิทยาพัฒนาการ 73. ความสัมพันธของชุมชน 74. ความสัมพันธเชิงอำนาจของ สังคม 75. วัฒนธรรม 76. สังคม 77. เศรษฐกิจ 78. ความรูรอบตัว 79. ประสาทสัมผัส 80. วิจารณญาณ 81. ฯลฯ

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

มายาคติตอผูใชบริการ R มายาคติตอผูใชบริการเปนเรื่องที่สำคัญและมีคุณคาที่จะศึกษา จึงถูกนำมาเปนประเด็นหนึ่งใน การเขียนรายงานฉบับนี้ เหตุใดจึงสำคัญคงเปนคำถามที่ ณ วินาทีนี้ผูที่กำลังอานคงตั้งคำถาม ในการ ทำงานสังคมสงเคราะหที่ทำงานรวมกับคนมากมายที่ตางก็มาจากตางที่ตางทางในสังคม มีปญหาที่แตก ตางและซับซอนมากมาย บางปญหาเปนปญหาที่สังคนกระแสหลักไมยอมรับ คำถามตอจากนี้คือนัก สังคมสงเคราะหทำอยางไรถึงปฏิเสธปญหาเหลานั้นที่จะทำใหเปนปญหาในการใหบริการ สิ่งเหลานี้คือ อคติ ที่อาจทำใหเกิดการใหบริการที่ไมดี หรือการปฏิเสธการใหบริการ R ไมวาจะเปนโรครายที่รังเกียจแคไหน หรือถูกทารุณกรรมอยางรุนแรง ทุกคนตรงหนาที่เดินเขา มาหานักสังคมฯคือผูที่เผชิญปญหามากมายอยูแลว หากทัศนะคติที่มีตอบุคคลเหลานั้นของนัก สังคมสงเคราะหไมตรงกับที่เขากำลังเผชิญอยูก็คงยากที่จะตัดอคติเหลานั้นออกไปไดและการทำงานก็จะ มีอุปสรรคมากมากมาย หรือไมสามารถที่จะทำงานไดเลย แตสิ่งที่นักสังคมสงเคราะหตองทำคือการเปด ใจ ยอมรับ และเขาใจสิ่งหรือบุคคลที่อยูตรงหนา การนี้เองที่จะทำใหทัศนะคติตอผูใชบริการนั้นสนับสนุน การทำงานของนักสังคมสงเคราะหไดอยางดี ปญหาในการทำงาน R ในการทำงานไมอาจปฏิเสธไดวาไมมีปญหา ทุกงานที่ทำยอมมีปญหา แตสิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะ จัดการกับปญหานั้นไดอยางไร R การทำงานสังคมสงเคราะหในโรงพยาบาลสมุทรสาครก็เชนเดียวกันที่มีปญหาเกิดขึ้นในทุก วินาที แตเมื่อเกิดปญหาขึ้นนักสังคมสงเคราะหตองมีกระบวนการจัดการปญหาเหลานั้นใหไดเพื่อจะไดไม เปนอุปสรรคในการทำงาน ปญหาที่พบสวนใหญคือทัศนะแบบเดิมๆตอนักสังคมสงเคราะหของบุคลากร วิชาชีพอื่นบางคน งานสังคมสงเคราะหถูกมองเปนงานที่จัดการกับกองขยะของสังคม กลาวคืองานที่ ใหการจัดการกับบุคคลที่ไมพึงประสงคหรือไมกอประโยชนกับสังคม หองสังคมสงเคราะหจึงเปนโรคขยะ ดีๆนี่เอง การจัดการกับปญหานี้คือการพิสูจนมาตรฐานการทำงาน การทำงานที่ทำใหเขาที่เคยไมเปน ประโยชนที่ถูกมองเปนขยะแลวจับโยนมาพบนักสังคมฯกลับมาเปนประดยชนตอสังคมนั้นไดอยางไร สิ่ง ที่บุคลากรวิชาชีพอื่นไมสามารถจะฟนฟูสภาพและศักยภาพของเขาเหลานั้นได เขียนมาถึงตอนนี้ ขาพเจาเริ่มตั้งคำถามและวาสิ่งนี้หรือที่เปนปญหา มันดูใกลเคียงกับแรงผลักดันที่ทำใหเราพัฒนา มาตรฐานการทำงานใหดี และดียิ่งขึ้น R ปญหามีอยูทุกที่ในมุมตางๆของสังคมและการทำงาน แตทำไมนักสังคมสงเคราะหยังคงยิ้มไดกับ ปญหาเหลานั้น การทำงานไมกี่วันทำใหขาพเจาพบวา เพราะมุมมองตอปญหาหานี่เองทำใหไมมีปญหา ใดที่นักสังคมฯมองมันดวยความทุกขใจ ดังนั้นแคเปลี่ยนวิธีคิดเปลี่ยนมุมมองปญหาที่อยูตรงหนาอาจ ไมใชปญหาอีกตอไปก็ได “สีอะไรก็สวยไดแลวแตคนจะมอง” ............................. รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สวนที่ 4 สรุป ขอคิดเห็นและ ขอเสนอแนะเชิงวิพากษ

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สรุปขอคิดเห็น และขอเสนอแนะเชิงวิพากษ R บริบทของ “คน” มีหลากหลายมิติที่ประกอบเปนคนหนึ่งคน ดังนั้นในการทำงานรวมกับคนการ ศึกษาบริบทของเขาเหลานั้นยอมเปนสิ่งที่จำเปน โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติของจิตใจจที่สงผลใหมีความ คิด ทัศนคติ ความเชื่อ และพฤติกรรมตางๆ และนำไปใชในการเขาใจภาวะจิตใจของผูใชบริการ และ สำคัญที่สุด การเขาใจภาวะจิตใจของตนเองดวย เรียกวา รูเขา รูเรา กระบวนการเขาใจตัวเองที่ดีที่สุกคือ การรูจักสำรวจตัวเอง R ระหวางการปฏิบัติงานมีบทเรียนมากมายเกินขึ้นแลวซ้ำแลวซ้ำอีก ไมมีทฤษฎีใดสามารถมา อธิบายบทเรียนเหลานั้ไดอยางครบถวน เปนสิ่งที่ทุกคนลวนทราบกันดี ขาพเจากำลังจะสื่อวาแมทฤษฎีที่ ดีที่สุดดีอยางไร ก็ยอมมีขอดอยของมันอยูดี ดังนั้นไมมีการทำงานใดที่ไมมีขอเสีย R ขอเสียของการทำงานสังคมสงเคราะหเกิดขึ้นจากความไมเขาใจของบุคลากรทางการแพทยอื่นๆ ที่ไมเขาใจกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห ความไมชัดเจนหรือความไมเขาใจนี้เองทำใหงาน สั ง คมสงเคราะหกลายเปนงานเก็บกวาดป ญ หา และความไม พ ยายามสื ่ อ สารประชาสั มพั น ธ ง าน สังคมสงเคราะหออกไปสูกระบวนการทำงานวิชาชีพอื่นๆ และผูใชบริการ ทำใหไมรูวาแทจริงแลวงาน สังคมสงเคราะหมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซอนและทาทาย นี่เปฯอุปสรรคในการพัฒนาความรูดานวิชาชีพ อีกอยางหนึ่ง คือการไมสื่อสารกับภายนอกใหเขาใจนั่นเอง R เมื่อไมมีความเขาใจวางานสังคมสงเคราะหที่ทำอยูนั่นตองทำอะไรบางทรัพยากรที่จำเปนมี อยางไรบางทำให โครงสรางการบังคับบัญชาและการจัดสรรทรัพยากรใหกับฝายโดยผูบริหารนั้น ไม พรอมและสนับสนุนการทำงาน เชนหองสังคมสงเคราะหมีขนาดที่เล็กและไมเปนสัดสวน อีกทั้งไมกอให เกิดความไววางใจกับผูใชบริการ ยกตัวอยาง การรักษาความลับ เมื่อหองที่เล็กและเปดรับทุกคนเขามา ไมมีสัดสวนที่จัดไวเพื่อการทำงานสัมภาษณหรือใหคำปรึกษาโดยเฉพาะทำให ผูใชบริการไมกลาเปดเผย ความลับโดยงาย เปนอุปสรรคอยางหนึ่งที่ทำใหงานสังคมสงเคราะหเปนไปอยางลาชา R ความลาชาในอุปสรรคนอกจากเกิดจากความไมพรอมของทรัพยากรที่สนับสนุนแลวยังเกิดจาก ทัศนคติที่คับแคบและคร่ำครึของบุคลากรขาราชการ ที่ยึดติดกับภาพความเปนระบบราชการแบบดั้งเดิม กลาวคือ ขั้นตอนที่มากทำใหการเสนอเรื่องขึ้นไปยังผูบังคับบัญชาตองผานขั้นตอนที่มากมาย สงผลใหผู ใชบริการเสียโอกาสที่เกิดจากความลาชา ในทางเศรษฐศาสตรสิ่งนี้ เรียกวา คาเสียโอกาส นั่นเอง และยก ตัวเองระบบราชการที่จะตองใชเอกสารจำนวนมากและซ้ำซอนทำใหเปลืองทรัพยากรเปนจำนวนมาก และเอกสารบางชนิดก็ไมจำเปนที่จะตองพิมพใสกระดาษ อาจเกิดจากการไมรูถึงระบบเครือขายออนไลน ภายในโรงพยาบาลที่มีอยูทำใหบันทึกขอความ หรือจดหมายตองพิมพใสกระดาษไปยังหนวยงานทุก หนวยงานภายใน ทำใหสิ้นเปลืองทรัพยากรและงบประมารณโดยไมจำเปน ถาเปรียบเทียบกับการ ทำงานในภาคธุรกิจเอกชน การใชทรัพยากรที่สิ้นเปลืองเชนนี้ทำใหตนทุนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเทากับรายได ของบริษัทลดลงดวย อีกทั้งการใชทรัพยากรอยางสิ้นเปลืองโดยใชเหตุยังแสดงใหเห็นวาองคกรนั้นขาด ความรับผิดชอบตอสังคมอีกดวย... รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สวนที่ 5 ภาคผนวก รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

รายงานประจำสัปดาห ระหวางการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

หนวยฝก โรงพยาบาลสมุทรสาครป ผูบันทึก นายอัฐกร ศิริชัยเอกวัฒน เลขทะเบียนนักศึกษา 5105610306 ระหวางวันที่ 22 มีนาคม - 14 พฤษภาคม 2553 ขาดงาน - ลาปวย - ลากิจ - สาย รวมเวลาฝกภาคปฏิบัติ 32 วัน (ไมนับวันหยุดราชการ)

สัปดาห∙ี่ 1

22

23

24

25

26

มี.ค.

สัปดาหแรกของการทำงาน ขั้นเรียนรูงาน (การปฏิบัติงานของนักศึกษาฝกภาคปฏิบัติในตำแหนงงานนักสังคมสงเคราะห) • ทบทวนความรูตางๆกอนเริ่มการปฏิบัติหนาที่จริง แหลงขอมูล หนังสือ ตำรา เอกสารประกอบการ เรียน Internet (กอนเขาถึงหนวยฝก) • ศึกษาขอมูลโรงพยาบาล สายการบังคับบัญชาของหนวยงาน และการทำงานของหนวยงานภายใน ตางๆและงานสังคมสงเคราะห (สรางสัมพันธภาพกับเพื่อนรวมงานและอาจารยภาคสนาม) (วันแรก) • ผูใชบริการที่พบทั่วไปเปนผูใชบริการที่ตองการขออนุเคราะหคารักษาพยาบาล ที่นอกเหนือสิทธิการ รักษาตามระบบประกันสุขภาพของรัฐ เชน ผูปวยลางไต ผูปวยตางชาติ เปนตน • เกณฑการพิจารณาอนุเคราะหคารักษาพยาบาล • กรณีต่ำกวา 1,000 บาท นักสังคมสงเคราะห(รวมนักศึกษาฝกงานอยางเชนขาพเจาดวย)มี อำนาจในการพิจารณาอนุเคราะหไดเปนรายกรณี โดยเริ่มตนพูดคุยกับผูใชบริการวาสามารถ ชำระไดหรือไม ศึกษาสภาพเศรษฐานะของผูใชบริการ การประกอบอาชีพ และญาติพี่นอง เพื่อหาชองทางในการชำระคารักษาพยาบาล ‣ หากพบวาผูใชบริการสามารถจายไดบางบางสวนและพรอมทำคางชำระคารักษาพยาบาล ได สามารถนำมาจายในครั้งหนาได ก็แนะนำใหติดตอทำเรื่องของคางชำระ กับ ศูนย ประกันสุขภาพของโรงพยาบาล (อาคารอำนวยการชั้น 1) (มากกวา 1,000 บาท ดวย) รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

• •

‣ หรือหากไมสามารถชำระไดดวยเหตุประการใดก็ตาม และเห็นวาจำเปนที่ตองอนุเคราะหคายาและคารักษา พยาบาลได ก็สามารถอนุเคราะหคารักษาพยาบาล ได โดยดูจากใบยา ที่จะระบุคารักษาพยาบาลที่นอก เหนือจากสิทธิการรักษาพยาบาล (ยานอกบัญชียา ลงชื่อนักสังคมสงเคราะห หลักแหงชาติ) หากผูปวยใชสิทธิสปสช. หรือดูคา รักษาทั้งหมด สำหรับผูปวยที่ไมมีสิทธิการรักษา หลังจากนั้นก็เขียนอนุเคราะหคารักษานั้นไปในใบรับ ยา โดยลงบันทึกเปนหลักไวที่เอกสารการปฏิบัติงาน ตัวอยาง ตราประทับ ใหเขียนราย ของฝายดวย ละเอียดการอนุเคราะห ในใบยา • กรณีตึก/หอผูปวยสงปรึกษาเรื่องคารักษาพยาบาล มากกวา 10,000 บาท ใหนักสังคมสงเคราะหทำเรื่องเอกสารเสนอ รองผูอำนวยการดานปฐมภูมิและทุติยภูมิ สังเกตการณทำกลุมใหความรูเรื่องยาตานไวรัส กับกลุมผูปวยที่ตองรับยาตานไวรัสเอชไอวี(ชาวตาง ชาติ) รวมกับนักสังคมสงเคราะห เภสัชกร ลาม และอาสาสมัคร (เรียกวา กลุมยา 13 สำหรับกลุมยาคน ไทยจะมีเดือนละ 2 ครั้ง ตางชาติจะมีสองเดือนครั้ง โดยนักสังคมสงเคราะหเปนคนนัดผูติดเชื้อเขากลุม ยาและตรวจเลือดหาระดับ CD414 เพื่อรับยากรณีต่ำกวาCD4 200 cell) สัมภาษณผูใชบริการกลุมผูปวยเด็กติดเชื้อ(2ขวบ 6เดือน)จากแมสูลูก เพื่อขอสงเคราะหนมผง สัมภาษณความเปนอยูและกรอกแบบบันทึกขอมูลเด็กรับนมผง รพ.สมุทรสาคร15 สัมภาษณผูใชบริการ เด็ก ถูกลวงละเมิดทางเพศตามเกณฑของศูนยพึ่งได ตามแบบบันทึกของผูปวย เด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง16 ดวยความระมัดระวัง “สิทธิและสวัสดิภาพของผูใชบริการ” ใชทักษะ การสัมภาษณ การสังเกต การใหคำปรึกษา เปนตน บันทึกเลขที่ศุนยพึ่งไดลงในเวชระเบียนและเขียน รายละเอียดการใหบริการในเวชระเบียนดวยเชนกัน เมื่อClพบแพทยแลวเก็บแบบฯใสแฟมรอฟงผลใน 3 วัน ระหวางนี้นักสค.ติดตามผล ในการเขียนเอกสารใชปากกาสีน้ำเงิน เทานั้น ปากการหมึกดำและแดง ใชในกรณีผูปวยเสียชีวิตแลว

13

กลุมยา เปนการทำงานรวมสหวิชาชีพอยางหนึ่งโดยมีทีม แพทย เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย พยาบาล นัก สังคมสงเคราะห อาสาสมัคร และลาม ทำงานรวมกัน 14

เปนเซลเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เกี่ยวของกับภูมิตานทานของรางกาย ซึ่งมีหนาที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เขาสูรางกาย เชน เชื้อโรคตางๆ สารเคมี สารพิษ ฝุนละอองที่ไมกอใหเกิดประโยชนตอรางกาย เปรียบเหมือนเปนทหารที่คอยปกปอง ไมใหศัตรูเขามารุกราน ซีดีสี่ (CD4) ในคนปกติทั่วไปในเลือด 1 ซีซีจะมีประมาณ 500-1,000 เม็ด สำหรับผูติดเชื้อเอดส สวนใหญมักจะมีซีดีสี่ (CD4) ในระดับไมเกิน 700 เม็ด 15

ดูหนา 74

16

ดูหนา 75-77 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ตัวอยาง แบบบันทึกขอมูลเด็กรับนมผง โรงพยาบาลสมุทรสาคร

ดูในเวชระเบียนR

ประวัติการคลอด

R

ขอมูลรับยาตานไวรัส ขณะคลอด

สปสช./ ปกส/ วาง

ขอมูลรับยาตานไวรัส เด็กหลังคลอด

ไดจากเวช ระเบียน และ สัมภาษณ

ปกติจะสงเคราะหเด็กจนถึง 1 ชวบ 6 เดือน ชองนี้จะเขียนวา เดือนละเทาไหร จนถึงอายุเทาไหร

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ตัวอยาง แบบบันทึกขอมูลเด็กรับนมผง โรงพยาบาลสมุทรสาคร

หนวยงานที่รับ, นักสค.

เลขที่ศูนยพึ่งได เด็ก ตัวอยาง ด.00/53 สตรี ตัวอยาง ญ.00/53

หนวยงานที่รับCl สปสช./ปกส/ชำระเอง

ดูจากใบแจงความและใบสงตรวจรางกาย

หนา∙ี่ 1 แพทย นักสังคมสงเคราะหเปนผูติดตามผลตรวจ ทางพยาธิสภาพ ติดตอนักเทคนิคการ แพทย หองแลปชั้น 1 และ ชั้น 2 • VDRL ตรวจการติดเชื้อกามโรค • Urine PT ตรวจภาวะการตั้งครรภ • Sperm Organism ตรวจหาเชื้ออสุจิ • HIV ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี

• CBC, Anti HB, HBs Ag, SGOT/ SGPT ตรวจภาวะการทำงานของตับ • Acid phosphatase หา DNA ผูกระทำ ผิด(สงตรวจ รพ.ศิริราช) • Bone Survey ถายภาพX-Ray กระดูก • Stool Exam ตรวจหารองรอยการถูก ละเมิดฯทางทวารหนัก จากอุจจาระ

การตรวจทาง พยาธิสภาพ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ตัวอยาง แบบบันทึกขอมูลเด็กรับนมผง โรงพยาบาลสมุทรสาคร (ตอ)

แพทย

หนา∙ี่ 2 จิตเวช

นักสค.

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ตัวอยาง แบบบันทึกขอมูลเด็กรับนมผง โรงพยาบาลสมุทรสาคร (ตอ) สวนของการติดตามผลตอเนื่อง ตรวจเลือดและปสสาวะ 3 เดือน 6 เดือน

หนา∙ี่ 3 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

• เขียนจดหมาย/หนังสือ ขอทุนสงเคราะหครอบครัวใหกับผูปวย และสงไปยัง สำนักงานสงเสริมและ สนับสนุนวิชาการ 4 จ.นครปฐม กรณีที่ผูปวยเปนผูติดเชื้อHIV ใหประทับตราวา “ลับ” ที่ดานบนของ เอกสารทุกแผน ตัวอยาง ใบสงตอผูปวยทางสังคมสงเคราะห

ตัวอยาง

• ไดออกไปเยี่ยมบานเพื่อเชิญชวนใหเด็กๆกลุมที่ติดเชื้อHIVมาเขารวมกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในอาทิตยถัด ไป การเดินทางเดินทางดวยรถโรงพยาบาลและมีการนัดกับเด็ก(ผูใชบริการ)แลวตามกระบวนการ ใน กระบวนการออกไปเยี่ยมบานนักสังคมสงเคราะหฺตองตอบคำถามใหชัดเจนวาครั้งนี้นั้นไปเพื่ออะไร และเตรียมขอมูลเอกสารจำเปนและเตรียมความพรอมกอนการออกไปเยี่ยมบาน ในมือของนัก รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สังคมสงเคราะหจะมีขอมูลประวัติ ผูปวยที่อยูที่ชัดเจนพอที่จะเดิน ทางไปบ า นได ใ กล ท ี ่ ส ุ ด และ หมายเลขโทรศั พ ท ท ี ่ ส ามารถ ติดตอได(ถามี) รวมทั้งกอนการ ออกไปเยี่ยมบานแตละครั้งตอง ติดตอกับหนวยงานโรงรถ รถที่ได ออกไปเยี่ยมบานในวันนั้นคือรถ โรงพยาบาล รถที่เปนรถฉุกเฉิน สำหรับผูปวยนั่นเอง การเยี่ยม บานไดพูดคุยกับClและครอบครัว ถึงสภาพความเปนอยูสุขภาพและ เรื่องทั่วๆไป • งานส ว นใหญ ใ นสั ป ดาห แ รก ขาพเจาตั้งชื่อวา “สัปดาหแหงการ เริ่มตน” เริ่มตนที่จะตองเรียนรู และปรับตัวใหเขากับองคกร และ เรี ย นรู  ง านไปพร อ มกั น การ ทำงานในโรงพยาบาลในครั ้ ง นี ้ ของขาพเจาไดลงมือปฏิบัติจริงใน ทุ ก อย า ง เช น เดี ย วกั บ นั ก สั ง คมสงเคราะห ค นอื ่ น ไม ใ ช สนามของการทดสอบ หรือแบบ ภาพบน : ภายในรถฉุกเฉินโรงพยาบาลสมุ∙รสาคร ฝกหัดในหองเรียน แตมันคือการ ภาพลาง : แผน∙ี่พอสังเขปของCL ปฏิ บ ั ต ิ ง านจริ ง ที ่ ไ ม ส ามารถผิ ด พลาดอะไรไดมากนัก หรือ หามผิดพลาดเลย เพื่อเมื่อเกิดขอผิดพลาดขึ้นเทากับผูใชบริการไดสูญเสีย โอกาสในการที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือไดรับการชวยเหลือชาลงไปนั่นเอง ดังนั้นบทเรียนในสัปดาหนี้จึง สอนใหรูวา ไมมีเวลาใหลังเล และไมมีเวลาใหผิดพลาด เพราะทุกนาทีที่นักสังคมสงเคราะหทำงานคือ การแกไขปญหาหรือขอผิดพลาดอยูแลว ปวยการที่จะเปนนักสังคมสงเคราะหหากสุดทายแลวปญหา มากมายเกิดขึ้นจากความผิดพลาดที่นักสังคมสงเคราะหเปนคนทำนั่นเอง... • จบสัปดาหแรก.....

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สัปดาห∙ี่ 2

29

30

31

01

02

มี.ค.-เม.ย.

สัปดาหที่สองของการทำงาน “สนุกอยูที่มุมมอง” (สัปดาหแหงความกดดัน ที่แสนสนุก) • สัปดาหนี้มีขาวรายที่ตองเผชิญความจริงรูมาสักพักแลวกับขาวรายนี้คือ “สัปดาหนี้ตองอยูคนเดียว 2 วัน” อยูคนเดียวหมายถึงไมมีพี่นักสังคมฯคอยดูหรือชวยเลย ทุกอยางตองทำเอง เพราะวันที่ 31 มีนาคม และ 1 เมษายน พี่ๆนักสังคมรวมกับวิชาชีพอื่น ทีมอาสาสมัคร และNGO จะออกคายจัด กิจกรรม “ฉายรุง” ใหกับนองๆเด็กที่ติดเชื้อHIV • “ฉายรุง” คืออะไร? ฉายรุงคือกิจกรรมที่จัดขึ้นระหวางวันที่ 29 มีนาคม -1 เมษายน 2553 มีนักสังคมฯเปนผูรับผิดชอบโครงการ โดยมีที่มาจาก เด็กที่รพ.ใหการรักษาดวยยาตายไวรัส จำนวน 43 คน เปนเพศชาย 22 คน และเพศหญิง 21 คน อายุ 6-13 ป ซึ่งกวาครึ่งอยูในชวงวัยรุน ที่เปน วัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางรางกาย จิตใจ อารมณ และสังคม และโดย เฉพาะเปนวัยที่ตองการแสวงหาความเปนตัวของตัวเอง ความเปนอิสระ และความเปนสวนตัว อีกทั้งยังเปนเด็กที่สูญเสียบิดามารดาเสียสวนใหญ ผูดูแลเด็กพบวาสวนมากเปนผูสูงอายุ • เมื่อมีผูสูงอายุเปนผูดูแลจึงทำใหบางครั้งละเลยความเปนเด็กและวัยรุน ของตัวผูปวย จนเด็กมีปญหาในเรื่องการปรับตัวในชีวิตประจำวัน การคบเพื่อนตางเพศ และตองการที่ ปรึกษา • กิจกรรมนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเด็กไดมีกิจกรรมที่ทำในเวลาวาง เปนการสรางความตะหนักรูในตน(selfawareness) ความภูมิใจในตน(self-esteem) อีกทั้งยังเปนการเสริมสรางพัฒนาการ และเปนการ เยียวยาจิตใจเด็ก • ทำไมถึงเปน “ฉายรุง” ฉายรุงคือชื่อกิจกรรมที่สื่อใหเห็นภาพหลักของสีสันที่มีอยูทั่วไปรอบตัว ขึ้นอยู กับใครจะมองเห็น หรือใครจะสนใจ เปนการเปรียบถึงกิจกรรมที่เด็กๆจะไดถายทอดเรื่องราวที่เขาเห็น และสนใจผานทางการถายภาพ ใหผูใหญหลายๆคนไดเห็นและไดรูจักตัวเด็กมากขึ้น อีกทั้งยังทำให เด็กๆไดรูจักตัวเองมากขึ้นจากภาพที่ถายออกมา • เมื่อผูใหญที่ใหการดูแลเด็กๆไดเขาใจวาแทจริงแลว เรื่องราวที่เด็กถายทอดออกมาเปนอยางไร มีมุม มองอยางไร ทำใหผูใหญที่ใหการดูแลรักษาไดเขาใจเด็กและสรางความคุนเคยกับเด็กมากขึ้น เพื่อเตรี ยมเด็กๆเขาสูระบบการรักษาของผูใหญตอไป • เด็กๆจะไดอะไรจาก “ฉายรุง” ความรูในการถายภาพ การทองเที่ยวและไดพักผอน ใชเวลาวางรวมกัน เรียนรูในการทำกิจกรรมรวมกัน การเขาสังคม ความตระหนักและเห็นคุณคาในตัวเอง

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

• ผูใหญจะไดอะไรจาก “ฉายรุง” เขาใจวาเด็กคือรากฐานของความเปนผูใหญในวันขางหนา เสริมสราง ชีวิตวัยเด็กใหเปนรากฐานที่มั่นคงของผูใหญในวันขางหนา ไดเขาใจความสนุกและมุมมองของเด็กที่ ผูใหญไดลืมไปวาครั้งหนึ่ง เขาก็เคยเปนเด็ก ที่รักสนุกเหมือนกัน • ผูใหญใจดี มีทั้งที่เปนบุคลากรของโรงพยาบาลและผูใหญจากภายนอก แพทย พยาบาล นักสังคมฯ นัก วิชาการสาธารณสุข จนท.มูลนิธิรักษไทย วิทยากรภายนอก ทีมอาสาสมัคร • จัดที่ไหน? เพราะทุกที่มีเรื่องราว เด็กๆจะไดอบรมการใชกลองเบื้องตนในโรงพยาบาล และออกไปถาย ภาพยังสถานที่ตางๆในจังหวัด ในสถานที่เปนวิถีชีวิตของเด็กๆในสมุทรสาคร และสองวันสุดทาย นองๆจะไดไปไกลถึงเพชรบุรี หาดเจาสำราญเพื่อถายรูปและทำกิจกรรมรวมกัน • กลองมาจากไหน? เพราะมีผูใหญใจดีใหนองๆไดพกกลองประจำตัวกันในระหวางทำกิจกรรม อยาก ถายอะไรไดตามใจเด็กๆ ผูใหญจากโครงการ INSIDE OUT กลองจาก SONY CYBER SHOT • ระหวางการจัดกิจกรรมที่โรงพยาบาล ขาพเจาไดเขารวมเปนสวนหนึ่งในฐานะผูสังเกตการณอยางใกล ชิด สามารถแสดงความคิดเห็นในสวนการจัดงานตางๆและรวมแกไขปญหาเฉพาะหนาเล็กนอยที่เกิด ขึ้นและสามารถชวยไดอยางเต็มใจ รวมทั้งไดพูดคุยกับเด็กๆที่เขารวมกิจกรรม • ปญหาที่พบคือเด็กที่เปนกลุมเปาหมายมาเขารวมไดประมาณ 10 คน ทำใหการจัดกิจกรรมไมสามารถ ดำเนินไปไดเพราะมีเด็กเขารวมกิจกรรมนอยเกินไป นักสังคมฯตองประสานงานเจาหนาที่มูลนิธิรักษ ไทยเพื่อใหนำเด็กชาวพมาในความดูแลมารวมกิจกรรมดวย หลังจากมีเด็กมารวมกิจกรรมเพิ่มการ ดำเนินกิจกรรมก็เปนไปดวยดี เด็กๆไดเรียนรูการถายภาพและสนุกสนานตื่นเตนกับการไดจับกลอง ดิจิตอล บางคนครั้งนี้เปนการไดถือกลองครั้งแรกในชีวิตของเขาอีกดวย ความตื่นเตนและสนุกจึงเกิด ขึ้นไดไมยาก • ระหวางที่จัด”ฉายรุง”กิจกรรมที่โรงพยาบาล งานสังคมสงเคราะหก็ยังคงตองดำเนินตอไป มีผูใชบริการ เขามาขออนุเคราะหคายาและคารักษาพยาบาลเปนธรรมดา ซึ่งการอนุเคราะหคายานี้ปกติจะมีผูใช บริการเขามาขอนุเคราะหวันละเฉลี่ยประมาณ 10 รายซึ่งพิจารณาไปตามเกณฑแตละกรณีไป • เมื่อถึงเวลาที่”ฉายรุง”ยายไปจัดกิจกรรมที่เพชรบุรี ไมมีคำสั่งเสียใดใดจากพี่นักสังคมฯและอาจารยภาค สนาม นับแตวันนี้(31 มี.ค.)อีกสองวันจะตองปฏิบัติงานภายใตภาวะกดดันที่มากขึ้น แตคราวนี้เปน ความกดดันจากภายใน กดดันที่จะตอง”ฉายเดี่ยว”ในการทำงานในฐานะนักสังคมสงเคราะห • ผูใชบริการเหมือนรูวาวันนี้มีนักสังคมฯทำงานอยูเพียงคนเดียว ทยอยกันเขามาอยางไมขาดสายในชวง สองวันที่ใหบริการลำพัง • เมื่อวันหนึ่งตองใหคำปรึกษาผูปวยที่เพิ่งทราบผลเลือดวาตนติดเชื้อHIV เธอเปนหญิงที่ติดเชื้อHIVจาก สามี และอยูในสภาพหมดหวัง ทอแท ไมมีกำลังใจ รวมทั้งโทษตัวเอง(internalisation) วินาทีนั้นทุกคำ พูดที่ขาพเจาจะใหคำปรึกษาไปนั้นขาพเจาตระหนักรูดีวาลวนมีความสำคัญที่สุดสำหรับผูใชบริการ ซึ่ง หลีกเลี่ยงไมไดเลย ทุกคำพูดที่ออกไปและกิริยาที่จะแสดงออกยอมตองผานการกลั่นกรองดวยระยะ เวลาอันสั้นแตตองมีความรอบคอบอยางมากที่สุด เธอรองไหในระหวางการใหคำปรึกษา เธอรองไห ออกมา ทุกทักษะถูกนำออกมาใชการสะทอนความรูสึก การใหกำลังใจ เสริมพลัง ฯลฯ สุดทายลูกคือ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

กำลังใจที่สำคัญที่สุด เธอกลาววา “เธออยากอยูกับลูกใหนานที่สุด” ทำใหเรารูวาเธอพรอมที่จะเขาสู กระบวนการตรวจรักษาตอไป เมื่อการสนทนาผานไปจนกระทั่งเธอเริ่มสงบลงและพรอมที่จะรับฟง ขอมูลเกี่ยวกับโรค จึงถึงเวลาที่จะใหขอมูลและสรางความเขาใจเกี่ยวกับโรค พรอมทั้งไดนัดใหผูปวยมา รวมกิจกรรมเขา”กลุมยา”17 สุดทายเมื่อเขียนใบนัดใหเรียบรอยแลวเธอกลาว ”ขอบคุณ” ภายในใจของ ขาพเจานึกถึงวินาทีที่เธอขอบคุณวาขาพเจาก็อยากจะขอบคุณเธอเชนกัน เธอไดใหชวงเวลาอันเลว รายของชีวิตเธอเปนอาจารยและเปนบทเรียนที่มีคุณคาที่สุด กับนักศึกษาฝกภาคปฏิบัติที่นั่งอยูตรง หนา เมื่อเรื่องไมคาดคิดเกิดขึ้น เมื่อผูปวยจิตเวชพกมีดดาบเขามาขอเงิน!! อาจจะดวยหองนี้รูจักกันดีกวา ใครอยากไดอะไรเขามาถึงมักจะไมผิดหวัง เขาคนนี้เขามาดวยอาการปกติและไมทราบไดเลยวาเคยมี ประวัติการรักษาดานจิตเวช เขาเขามาขอเงินสงเคราะหคาอาหาร ระหวางการพูดคุยเรื่องเงินที่จะ สงเคราะหนั้นเรื่องไมคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีตำรวจเขามาจับชายคนนั้นและตรวจยึดเอามีดดาบที่กอน หนานี้ขาพเจาไมไดเห็นมากอนเลย และตำรวจก็ไมไดใหขอมูลอะไรเพิ่งเติมเมื่อชายคนนั้นจากไป จน ภายหลังขาพเจาจึงตองตระหนักวา แทจริงแลว “มีดดาบไมนากลัวเทากับ การไมรู” ทราบภายหลังวา นักสังคมสงเคราะหที่นี่มีคาความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน...ซึ่งถาเกิดเหตุอะไรคาความเสี่ยงคงไมคุม... อยางที่เขียนไปในบันทึกเมื่อสัปดาหที่แลวในการทำงานดูแลผูถูกทารุณกรรมทางเพศหลังจากตรวจ เลือดและปสสาวะแลวนักสังคมฯมีหนาที่ตอในการติดตามผลตรวจวิเคราะหนั้น โดยประสานงานกับนัก เทคนิคการแพทยเพื่อตรวจสอบผลนั้นและนำผลนั้นแนบกับประวัติศูนยพึ่งไดเพื่อรอผูปวยมาฟงผล ตรวจวิเคราะหตามนัด นอกจากนี้ยังใหสัมภาษณผูปวยที่เขามาขอคำปรึกษาทั่วไป ทั้งเกี่ยวกับการดำรงชีวิต การเลี้ยงดูบุตร การดูแลรักษาโรค หรือเรื่องของญาติที่ปวย รวมทั้งสัมภาษณผูปวยแมติดเชื้อHIV(ตึกสงปรึกษานัก สังคมฯ)เพื่อสงเคราะหนมผงแกลูกดวยเชนกัน สัปดาหนี้นอกจากจะไดใหบริการในรูปแบบตางๆแลวยังใหคำแนะนำกับผูปวยที่มาขอประเมนิความ พิการดวย ขั้นตอนการประเมินความพิการคือการพิจารณาโดยนักสังคมฯเบื้องตน ถามความเปนมา เปนไปของมูลเหตุแหงความพิการ และใหเอกสารประเมินความพิการกับผูปวยเพื่อนำไปใหแพทยเปน ผูประเมินความพิการ หลังจากกระบวนการประเมินความพิการโดยแพทยเสร็จสิ้น ผูปวยจะถูกสงกลับ มาพบนักสังคมฯอีกครั้ง เพื่อรับฟงคำแนะนำในการจดทะเบียนคนพิการสิทธิของผูพิการและผูมีบัตร ประจำตัวคนพิการ โดยแนะนำใหผูปวยไปขึ้นทะเบียนคนพิการเพื่อรับบัตรประจำตัวผูพิการที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย จังหวัดสมุทรสาคร หรือจังหวัดอื่นๆ ซึ่งจะตั้งอยูใน สวนราชการของแตละจังหวัดนั่นเอง รวมทั้งเมื่อไดบัตรประจำตัวผูพิการและแนะนำใหผูปวยไปเปลี่ยน สิทธิบัตรทอง(สปสช.)เปนสิทธิคนพิการ เพื่อใหตรงกับสถานะจริงดวย คนพิการคือบุคคลที่มีความผิด ปกติ หรือบกพรอง ทางรางกาย สติปญญา หรือจิตใจ โดยแบงประเภทความพิการออกเปน 5 ประเภท

17

อางซ้ำ กลุมยา เปนการทำงานรวมสหวิชาชีพอยางหนึ่งโดยมีทีม แพทย เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย พยาบาล นัก สังคมสงเคราะห อาสาสมัคร และลาม ทำงานรวมกัน รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ไดแก 1.พิการทางการมองเห็น 2.พิการทางการไดยินหรือสื่อความหมาย 3.พิการทางกายหรือการ เคลื่อนไหว 4.พิการทางจิตหรือพฤติกรรม 5.พิการทางสติปญญาและการเรียนรู แบงยอยเปน 5.1 ปญญาออนและเรียนรูชา L.D. 5.2ออทิสติก ตัวอยาง ใบสงตอผูปวยทางสังคมสงเคราะห

ตัวอยาง

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สัปดาห∙ี่ 3

05

06

07

08

09

เม.ย.

(วันจักรี)

สัปดาหที่ 3 งานที่เคยทำ “แตไมเหมือนเคย” • สัปดาหนี้งานที่เคยทำเกือบทั้งหมดในสองสัปดาหกอนหนาถูกวนกลับมาทำใหมหมด ในขณะที่ความ รอนรนที่จะใชวิชาความรูเริ่มลดลงตามระยะเวลาที่ผานไป • สัปดาหนี้แมลักษณะงานจะเหมือนเดิม แตรายละเอียดของปญหานั้นแตกตางกันมาทีเดียว เหมือนที่ เคยมี ค นบอกว า ป ญ หาของผู  ใ ช บ ริ ก ารที ่ เ ขาเห็ น และถู ก นำส ง มาพบนั ก สั ง คมฯเป น เพี ย งยอด ภู เ ขาน้ ำ แข็ ง ยอดที ่ ส ู ง เสี ย ดฟ า และนำพาให พ วกเขาเข า มาที ่ น ี ่ แต ด  ว ยกระบวนการทำงาน สังคมสงเคราะห เราคนหาฐานของภูเขาน้ำแข็งแตละกอน ทำใหแทจริงแลวใตมหาสมุทรแหงความ ทุกขนั้นยังมีปญหาที่ใหญโตและซับซอนอีกมาก ปญหาที่เปนรากฐานและผลักดันใหยอดภูเขาน้ำแข็ง ยิงสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นสัปดาหนี้ขาพเจาไดเรียนรูวา “อยาละเลยปญหา เพราะคิดวางานที่ทำคือเรื่อง เดิมๆ” • เรื่องผัวเมีย ตำรวจไมยุง ขาพเจาไดมีโอกาสพบกับผูหญิงคนหนึ่งเธอถูกทำรายมารักษาตัวที่โรง พยาบาลราวสัปดาห และเธอถูกสงมาพบนักสังคมฯดวยยอดภูเขาน้ำแข็งวาเธอไมมีเสื้อผาใสกลับ บาน..แตเมื่อเธอมาถึง..เราพบวาเธอไมไดตองการแคเสื้อผา เธอไมมีบานใหกลับเสียดวยซ้ำ จากการ พูดคุยพบวาเธอถูกทำรายโดยสามีมาเปนระยะเวลาไมต่ำกวา 5 เดือน จนสุดทายเธอหนีออกมาดวย ความกลัวจะถูกซอม “จนตาย” เธอไปสถานีตำรวจดวยสภาพที่บาดเจ็บจากการถูกทำรายและแจง ความวาถูกทำรายรางกายโดยสามีกับตำรวจผูพิทักษสันติราษฎร ที่พึ่งเดียวที่เธอพอจะนึกออกในขณะ นั้น แผลลึกที่บาดลึกมายาวนานกำลังจะไดรับการชวยเหลือ แตฝนไมเปนดังที่เธอคิด ตำรวจไมรับแจง ความ โดยใหเหตุผลวา “เรื่องผัวเมีย..ตำรวจไมยุง” ... ในขณะที่สื่อทุกสื่อ มูลนิธิมากมายหลายมูลนิธิ กำลังปลุกกระแสการยุติความรุนแรงในครอบครัว คนทั้งประเทศลุกขึ้นมาเห็นถึงผลรายที่อยูใกลตัวคือ คนในครอบครัว แตตำรวจผูมีหนาที่ใหความมั่นคงกับประชาชนกลับใหเหตุผลกับเรื่องที่เกิดขึ้นวา “เรื่องผัวเมีย..ตำรวจไมยุง” • สุดทายแลวเธอไดรับการสงตอไปยังบานพักเด็กและครอบครัว จ.สมุทรสาคร เพื่อฟนฟูสภาพจิตใจและ รางกาย เธอขอบคุณทุกๆคนที่ไมสงเธอใหกลับไปที่นรกที่เธอจากมาอีกครั้ง (หลังจากฝกฯเสร็จทราบ มาวาเธอไดเขมแข็งพอที่จะออกจากบานพักเด็กและครอบครัวเพื่อไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองอีก ครั้ง) • วันนี้คำวา “ความสุขไมรูจบจากการให” ดูมีความหมายมากขึ้นกวาเดิมเปนกอง • จบสัปดาหที่สาม สัปดาหที่แสนจะธรรมดา แตมีคาใหจดจำ • วันที่ 6 เมษายน เปนวันหยุดราชการ เนื่องในโอกาสวันครบรอบการสถาปนาราชวงศจักรี

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สัปดาห∙ี่ 4

12

13

14

15

16

เม.ย.

(สงกรานต)

สัปดาหที่สี่ “มีวันหยุดยาว” • สัปดาหนี้ตามกำหนดคือวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลสงกรานต 13 - 18 เมษายน แตเนื่องจากวันที่ 10 เมษายน เกิดสถานการณวุนวายทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำใหนักศึกษาฝกงานที่ นี่(ขาพเจาเพียงคนเดียว)คาดหวังเล็กๆวาวันที่ 12 จะไดหยุด...แต...ไมหยุดตามคาด • วันนี้(12 เมษายน)ไมคอยมีผูใชบริการเทาไหร ซึ่งถือวาบางตามาก มีเพียงสองสามคนเทานั้นที่เขามา เพื่อขออนุเคราะหคารักษาพยาบาล นอกจากนั้นทั้งวันก็ไมมีใครเขามาใชบริการ ยกเวนเปดประตูเขา มาถามทาง • เหตุผลที่ใชเวลาวางที่มีมานั่งคิดวาทำไมถึงไมมีผูใชบริการก็อาจเปนเพราะวา ประชาชนที่นี่ไดกลับ ภูมิลำเนาที่ตางจังหวัดเสียสวนมาก ซึ่งเหตุผลนี้ก็ไมไดรับการยืนยันจากหนวยงานไหนแตอยางใด สัปดาห∙ี่ 5

19

20

21

22

23

เม.ย.

สัปดาหที่5 “กลับมาทำงาน” • หลังจากหยุดยาวไปนาน การกลับมาทำงานยอมมีความรูสึกอืดอาดไปบางนิดหนอยแตก็ไมไดมากจน เปนอุปสรรคในการทำหนาที่ • ทำงานทุกกระบวนการกับทุกกลุมเปาหมายเชนเดิม ตามกระบวนการไดอยางคลองแคลวมากขึ้น อาจ เปนเพราะไดลดความประหมาที่เปนอุปสรรคในชวงแรกลงไปบางแลว • ในสัปดาหนี้มีกลุมยาคนไทย ที่เลื่อนมาจากสัปดาหกอน มีผูเขารวมกลุมยาประมาณ 20 คน ซึ่งในกลุม ยาไดใหความรูเรื่องการรับยาตานไวรัส และการปฏิบัติตัวใหมีสุขภาพดีสำหรับผูปวย รวมทั้งมีการสอน ใสถุงยางอนามัยเพื่อเสริมสรางสุขภาวะทางเพศใหกับผูปวย และเพื่อปองกันการรับเชื้อเพิ่มอีกดวย • สัปดาหนี้ไดออกไปเยี่ยมบานผูปวยรวมกับพยาบาลดูแลตอเนื่อง หรือ Home Health Care ไดประสาน งานรวมกับหนวยงานอื่นในโรงพยาบาล การเยี่ยมบานในครั้งนี้ทำใหไดเขาใจถึงความแตกตางของการ เยี่ยมบานของพยาบาลกับนักสังคมสงเคราะห พยาบาลจะดูแลในเรื่องการดูแลผูปวยเพื่อใหมีสุขภาพที่ ดีดูแลอุปกรณชวยเหลือผูปวยและเรื่องการกินยา แตนักสังคมสงเคราะหเราเยี่ยมบานเพื่อศึกษา ครอบครัว ความสัมพันธของคนในครอบครัวและสังคม รวมทั้งผูปวยเมื่ออยูที่บานเปนอยางไร • เตรียมขอมูลเพื่อนำเสนอเรื่องราวและถายทอดการทำงานใหกับเพื่อนในงานมัชฉิมนิเทศที่จะมาถึงใน สัปดาหถัดไป

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สัปดาห∙ี่ 6

26

27

28

29

30

เม.ย.

(มัชฌิมนิเ∙ศ)

สัปดาหที่6 “ครึ่งทาง” • การเดินทางของการฝกไดเดินทางมาถึงครึ่งทางแลว เวลาไมไดเดินขาหรือเดินเร็วขึ้นแตอยางใดใน ความรูสึกแตเพื่อนหลายคนพูดตรงกันวา เวลานั้นเดินทางไปอยางรวดเร็ว เผลอหนอยก็ครึ่งทางเสีย แลว • ในการติดตามหาญาติผูปวย ถาเปนคนไทย จะเริ่มตนจากการเขาระบบเพื่อคนหาขอมูลจากประวัติผู ปวยที่เรามีทำใหเราไดพบวาภูมิลำเนาอยูไหน และติดตอญาติไดสำเร็จ • แตก็ผูปวยที่เปนแรงงานตางชาติ ไมมีเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนไมมีเอกสารใดใดที่สามารถระบุตัว เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต และกระทบกระเทือนทางสมอง ไมสามารถจำอะไรไดมาก และไม สามารถพูดภาษาไทยได ทราบภายหลังวาเปนคนกระเหรี่ยง18 พมา ความยากคือเราไมสามารถ ติดตามญาติไดจากขอมูลเอกสารเพราะไมมีเอกสารใดใดใหติดตาม ขอมูลเดียวที่เรามีคือจากตัวผูปวย ที่ประทบกระเทือนทางสมองเอง ซึ่งภายหลังขอมูลเหลานั้นผิดหมด สุดทายเหมือนโชคชวยเราพบวามี หมายเลขโทรศัพทของคูกรณีที่นำสงโรงพยาบาล เขียนอยูในสวนหนึ่งที่ไมไดเห็นไดอยางชัดเจนในเวช ระเบียนผูปวยใน เราไดติดตอไปยังหมายเลขนั้น จนพบวาเขายินดีใหการชวยเหลือและพยายาม ติดตามญาติผูปวยจากหมายเลขโทรศัพทของผูปวยที่เขานำซิมการดมาใสในโทรศัพทของตัวเอง มี หมายเลขที่โทรเขามา 2 หมายเลขแตไมสามารถติดตอกลับได สุดทายแลวเราไดติดตอไปยังสอง หมายเลขนั้นอีกครั้งและเปนไปตามขอมูลคือไมสามารถติดตอได ปลายสายปฏิเสะการรูจักกับผูปวย แตจากนำเสียงและการสนทนาทำใหทราบไดวาการปฏิเสธความรูจักนั้นนาจะไมเปนความจริง และ หลังจากนั้นไดมีเจาหนาที่มูลนิธิที่ทำงานดานการชวยเหลือแรงงานขามชาติติดตอกลับมา และพูดคุย จนพบวาเพราะปลายสายที่คุยกอนหนาคือเพื่อนที่รูจักกัน แตที่ตองปฏิเสธการรูจักเพราะกลัวถูก ตำรวจจับนั่นเอง สุดทายแลวเจาหนาที่มูลนิธิไดรับตัวผูปวยกลับไปและไดพบกับเพื่อนของเขาอีกครั้ง • สัปดาหนี้ขาพเจาเขาใจอีกเรื่องนึงวาในบางครั้งนักสังคมสงเคราะหก็ตองมีโชคบาง อยางนอยก็นัก สังคมสงเคราะหที่ติดตามหาญาติของผูปวยชาวตางชาติ สัปดาห∙ี่ 7

03

04

05

06

07

พ.ค.

(วันฉัตรมงคล)

สัปดาหที่7 “.....” • สัปดาหนี้ก็มีวันหยุด วันที่ 5 พฤษภาคม เปนวันหยุดราชการเนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล • สัปดาหกอนสุดทาย มุมมองยังคงเปนเรื่องสำคัญ เมื่อเวลาผานไปจนระยะเวลาหนึ่ง มุมมองแบบเดิม ตองานยอมตกอยูในภาวะเคยชิน มีหลายครั้งในชวงสัปดาหนี้ที่เวลาเดินไปอยางชาๆ สุดทายแลว 18

กลุมชาติพันธุ ที่อาศัยอยูในเขตพื้นที่รอยตอประเทศพมากับประเทศไทย บางสวนมีปญหาดานการถือครองสัญชาติ หรือเปนบุคคลไรสัญชาติ ไมไดรับสิทธิใดใดจากประเทศทั้งสอง รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

• • •

ขาพเจาเองตองเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง และตั้งคำถามใหกับหลายๆปญหาที่เกิดขึ้น รวมกันวิพากษ การทำงานของตัวเองกับนักสังคมสงเคราะหคนอื่น พูดคุยกันในประเด็นเรื่องเอดส และเรื่องความเปน วิชาชีพ โดยงานที่เกิดขึ้นในชวงสัปดาหนี้ก็เปนงานเชนเดิม บางคนเขามาขออนุเคราะหคายา บางคนเขามารับ การปรึกษาในเร่ีองตางๆ และเด็กที่ถูกกระทำรุนแรง ที่มีมาตลอดในหลายสัปดาหที่ผานมา และยังคง มาเรื่อยๆอยางไมมีแนวโนมจะหยุด ทุกคนที่เขามาที่นี่คือมีปญหามากมายและเกินที่เขาจะแกไข ความคิดชั่วขณะเกิดขึ้นวา “คงจะดีถาประตูนี้ไมถูกเปด” ประตูของหองสังคมสงเคราะหจะไมถูกเปด ไมใชเพราะไมมีประตูนี้ แตหมายถึงเพราะไมมีใครที่มีปญหาเกินกวาจะแกไขปญหาของตัวเองไดอีก สุดทายก็เปนไดแคความหวังที่เพรียกหาโอกาสใหกับคนที่ขาดโอกาสทางสังคมทั้งหลาย เขาก็คือ มนุษยที่เหมือนกันกับทุกคน เขาเพียงแคเขาไมถึงโอกาสที่เขาควรจะมีและไดรับ ก็เทานั้น

สัปดาห∙ี่ 8

10

11

12

13

14

พ.ค.

(วันพืชมงคล) (ปจฉิมฯ อ.กิตติยา)

สัปดาหสุดทาย “เมื่อความจริงมาเยือน” • สัปดาหนี้มีเวลามากมายใหไดทบทวนตัวเองและทบทวนเรื่องราวที่ผานมา • วันที่ 10 ทำงานดวยความกระตือรือรน พยายามจัดการกับงานทุกอยางใหสำเร็จและเก็บขอมูลเขา แฟมตามระเบียบของการทำงาน มีเอกสารจำนวนหนึ่งถูกเก็บเขาแฟมงานสวนตางๆ • วันที่ 11 ลางานหนึ่งวันเพื่อไปพบและปจฉิมนิเทศกับอาจารยที่ปรึกษา มธ.ทาพระจันทร ไดพูดคุยใน ประเด็นตางๆและแลกเปลี่ยนกันระหวางเพื่อนในกลุมที่มาและอาจารย • วันที่ 12 กลับมาทำงานมีการสัมภาษณและติดตามผลตรวจของผูปวยที่ถูกกระทำรุนแรง โดยที่ยังคง ตองเรียบเรียงผลงานและเก็บเอกสารใหเขาที่เรียบรอย • วันที่ 13 เปนวันหยุดราชการเนื่องในวันพืชมงคล • และวันที่ 14 เปนวันสุดทายของการทำงาน เวลาผานไปอยางรวดเร็ว และดวยธรรมชาติของวันศุกรผู ใชบริการมีจำนวนนอยเปนปกติอยูแลว ทำใหไดมีเวลาทบทวนเหตุการณที่ผานมา ทุกเหตุการณมี คุณคาและเปนบทเรียนที่หาในหองเรียนไมได มีครูมากมายที่เปนครูครั้งแรกที่นี่ใหกับขาพเจา • ความรูที่ครูเหลานั้นไมวาเรื่องของเขาจะโหดรายแคไหน เมื่อเขาไดเปนครูและถายทอดเรื่องราวเหลา นั้นบทแลวบทเลาเปนบทเรียนใหกับนักศึกษาอยางขาพเจาทำใหขาพเจาเขาใจเพิ่มมาอีกอยางวาความ สุขไมไดเกิดขึ้นจากการไดใหเพียงอยางเดียวแตความสุขเกิดขึ้นไดจากการที่เราไดเปนคนรับดวย ขาพเจาเรียกสิ่งนี้วา “มหัศจรรยแหงการให” ประสบการณที่เกิดขึ้นที่ผานมาจะถูกจารึกไวใน ประวัติศาสตรชีวิตของขาพเจา สุดทายนี้ขอขอบคุณทุกคนที่ทำใหเกิดประสบการณดีดีเหลานี้ขึ้น “ขอบคุณครับ” รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

รายงานกรณีศึกษา: กลุมผูติดเชื้อHIVโรงพยาบาลสมุ∙รสาคร โดยวิธีการทางสังคมสงเคราะหกลุมชน แบบบันทึกการดำเนินการสังคมสงเคราะหกลุมชน (Group work recording) ชืื่อกลุม กลุมผูติดเชื้อที่เพิ่งทราบผลเลือด ชื่อนักสังคมสงเคราะหผูปฏิบัติงาน นายอัฐกร ศิริชัยเอกวัฒน สถานที่พบปะกลุม หองประชุมสวาสด-ไรวา ชั้น 7 อาคารอุบัติเหตุ โรงพยาบาลสมุทรสาคร ลักษณะของกลุมเปนแบบ พบกันครั้งเดียว สมาชิกภาพของกลุมเปนแบบ ปด (close-ended) 19 สมาชิกกลุมประกอบดวย 1. นาย A (สงวนชื่อจริง) 2. นาย B (สงวนชื่อจริง) 3. นาง C (สงวนชื่อจริง) รวม 3 คน บุคคลอื่นนอกจากสมาชิกกลุม นางสาวอรชร ออนโอภาส นักสังคมสงเคราะหผูสังเกตการณ ประเภทของกิจกรรม สงเสริมความรู และบำบัดรักษาฟนฟูสภาพอารมณ จิตใจ โดยที่กิจกรรมของ กลุมดำเนินไปดวยการพูดคุยเพื่อปลอบปละโลมสภาพจิตใจ ในลักษณะเสริมพลังซึ่งกันและกัน หรืออีก นัยหนึ่งคือกลุมที่ใหกำลังใจกัน ของผูปวยดวยกันและนักสังคมสงเคราะหเปนเพียงผูดำเนินการกลุมให เปนไปตามจุดประสงค แผนผังที่นั่งสมาชิก

นางC

นายA WK OBV นายB หมายเหตุ​ : OBV = Observer ผูสังเกตการณ 19

สมาชิกกลุมเขาและออกจากกลุมในเวลาที่พรอมๆกัน รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

วันที่จัดกลุม 20 เมษายน 2553 ระหวางเวลาประมาณ 13.00-13.30 น. ความเปนมาของกลุม R งานสั ง คมสงเคราะห โ รงพยาบาลสมุ ท รสาครเดิ ม ไมไ ด  จ ั ด กระบวนการทำกลุ  ม ทาง สังคมสงเคราะหขึ้น แตดวยโอกาสและเวลาเหมาะสมที่จะสามารถทำกลุมได จึงไดจัดทำกลุมขึ้นเปนครั้ง แรกโดย นักศึกษาฝกภาคปฏิบัติเปนผูรับผิดชอบในการทำกลุมตั้งแตการจัดหาสมาชิก การดำเนินการก ลุม และยุติการทำกลุม โดยมีจุดประสงคเพื่อบรรเทาบำบัดและสงเสริมความรูเรื่องโรคเอดสใหกับผูปวยที่ อยูในสถานการณวิกฤต R สมาชิกถูกเลือกจากกลุมผูติดเชื้อรายใหมที่เพิ่งไดรับการยืนยันผลเลือดอยางชัดเจน และยังไมมี อาการของโรคแสดงออกการรวมมากนัก สมาชิกถูกเลือกจากผูปวยรายใหมที่นัดมาเขาอบรมโครงการ เตรียมความพรอมกอนการรับยาตานไวรัส หรือกลุมยาที่จัดโดยเจาหนาที่สหวิชาชีพและอาสาสมัครของ โรงพยาบาล R เหตุที่สนใจกลุมผูติดเชื้อเปนพิเศษเกิดจากสภาพปญหาที่เขาขั้นวิกฤติสำหรับผูปวยรายใหม กลาวคือ ไมวาจะเปนสภาพรางกาย จิตใจ และสังคมของผูปวยที่ไมอาจยอมรับสภาพความเปนจริงได งาย ผูปวยจะมีความคิดวิตกกังวลและรูสึกตองเผชิญปญหาอยูเพียงลำพัง กลัววาคนอื่นจะรูเรื่องโรคที่ เปน หรือกลัววาจะตาย ทำใหผูปฏิบัติงานมองวาเปนภาวะวิกฤติที่จะตองเขาไปดูแลผูปวยกลุมนี้อยาเต็ม ที่ เพื่อใหเขาสามารถตอสูกับโรคที่เปนอยูในปจจุบันได สรุปสถานการณที่เกิดขึ้นในกลุมตั้งแตเริ่มตนจนกระทั่งสิ้นสุด P หลังจากสมาชิกทุกคนทยอยกันเขาพรอมในที่นั่งของตัวเองแลว ผูดำเนินการกลุมไดกลาวเปด กลุม และไดกลาวแนะนำตัวผูดำเนินการกลุมและผูสังเกตการณ โดยหลังจากนั้นไดใหสมาชิกไดแนะนำ ตัวเองทีละคน หลังจากผานการแนะนำตัวเสร็จแลว ผูดำเนินการกลุมไดบอกกติการของการทำกลุมใน ครั้งนี้กับสมาชิกวาสมาชิกจะตองเปดใจยอมรับในความแตกตางของกันและกัน รวมทั้งจะตองรักษาความ ลับของเพื่อนสมาชิกเชนเดียวกับความลับของตัวเอง ชวงแรกของการดำเนินการกลุมเปนไปอยางชาๆ ทุกคนยังไมพรอมจะเลาเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเอง ผูดำเนินการกลุมไดเริ่มตนสอบถามถึงความเปน อยูทั่วไปของสมาชิก เพื่อสรางสัมพันธภาพและคลายความวิตกในชวงแรก รวมทั้งเปดโอกาสใหสมาชิก ไดทำความรูจักกัน หลังจากนั้นผูดำเนินการกลุมไดสอบถามสมาชิกในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพที่เปนอยู ณ ปจจุบัน นางC เธอเลาใหฟงวาเธออยูกับสามี(ไมไดแตงงานกัน)มาไดหลายปแลว แตเมื่อปที่ผานมาแฟน ของเธอประสบอุบัติเหตุ ตองเขารับการรักษาและตองทำการผาตัด โดยกอนการผาตัดแฟนของนางCได ปฏิเสธการตรวจเลือด แตเพื่อการรักษาจะไดดำเนินไปได โรงพยาบาลนั้นจึงไดขออนุญาติจากญาติเพื่อ ใหสามารถตรวจเลือดและทำการผาตัดไปได นางCยินยอมใหตรวจเลือดและทำการรักษา เมื่อผลเลือด ออกมาโรงพยาบาลแจงใหทราบวา สามีของเธอติดเชื้อHIV ถึงตอนนี้เธอกมหนาและเริ่มเลาตอไปวา เธอ สังหรณใจมาโดยตลอดวาเธอก็คงจะไมพนจากโรคนี้เชนกัน ตลอดเวลาจากตอนนั้นมาถึงตอนนี้(ที่เขา กลุม)เธอคิดมาโดยตลอด คิดแลวคิดอีก และกลัวความจริงวาแทจริงแลวเธอก็ติด เธอไมกลามาตรวจที่ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

โรงพยาบาล กลัวแมแตจะไดยินใครพูดลอยๆถึงโรคนี้ เธออับอาย หลายความรูสึกมากเธอรองไหบาง ระหวางที่เลา ผูดำเนินการกลุมถามตอไปวาแลวเหตุใดเธอถึงกลามาตรวจและเขารับการรักษา เธอเริ่ม เลาตอวาเพราะเธอเริ่มมีกำลังจากมากขึ้นหลังจากเห็นสามีของตัวเองรับการรักษาดวยยาตานไวรัส แลว สุขภาพดีขึ้นจากที่ทำงานไมไดก็กลับมาทำงานได จนเธอเริ่มรูสึกวาโรคนี้มันรักษาได เธอจึงตัดสินใจมา ตรวจและมาเขารับการรักษา ผูดำเนินการไดเปลี่ยนไปใหสมาชิกคนอื่นไดเลาบาง นายA เริ่มเลาเรื่องของ ตัวเอง กอนหนานี้เขาทำงานโรงงานอยูที่นนทบุรี แตตองกลับมาอยูที่บานเพราะครอบครัวบอกใหกลับ มาเพราะตองการจะชวยดูแลกัน ครอบครัวมีแม นา อา และญาติๆ เขาเลาตอไปวากอนหนานั้นเขาก็ไมรู ตัววาตัวเองติดเชื้อ จนกระทั่งปวยดวยโรควัณโรค20แลวเขารับการรักษาที่โรงพยาบาล(ที่นนทบุรี) แพทย ไดตรวจวินิจฉัยและไดบอกวาตัวเขานั้นติดเชื้อ เขาเลาดวยอาการปกติ ผูดำเนินการถามตอไปวาแลว เวลานั้นรูสึกเชนไร เขาตอบวาตัวเขาเองตอนนั้นเฉยๆมาก เพราะเขารูตัวมาโดยตลอดวาตัวเองมีความ เสี่ยง จากการดื่มเหลาสูบบุหรี่และเพศสัมพันธที่ไมปลอดภัย เขารูวารางกายเขาทรุดโทรมจากการพัก ผอนไมเพียงพอดวย ในการทำงานที่โรงงาน แตเมื่อเขาบอกครอบครัววาตนเปนโรคเอดส เปนเรื่องเหลือ เชื่อวาครอบครัวที่บานเขาไมมีใครวาอะไร หรือตำหนิ หรือแสดงการรังเกียจเลย แมเขาขอรองใหเขาออก จากงานและกลับมารักษาที่บาน(สมุทรสาคร) แมของนายAและครอบครัวยืนยันและพรอมที่จะดูแล นายAเลาตอไปวาที่บานเขาใหการดูแลเขามากกวาปกติเสียดวยซ้ำ อยูบานเขาชวยที่บานทำงานบาน และรับหนาที่ทำอาหารใหกับทุกคนในบาน ซึ่งครอบครัวก็ไมมีใครรังเกียจเลย ลวนแลวแตเขาใจเขาดี ทำใหเขามีกำลังใจมาก จนบางครั้งเขารูสึกวาอึดอัดมากจากการแสดงออกที่ดูแลเขามากเกินไป แตเขาก็ เขาใจ เขากลาวในตอนทายวา หลังจากที่เขารูวาเขาติดเชื้อเขาก็เลิกสูบบุหรี่และดื่มสุรา เพราะเขารูวาสิ่ง เหลานั้นทำใหรางกายของเขายิ่งทรุดโทรมลงเรื่อยๆ เขาเลาเรื่องราวทั้งหมดดวยน้ำเสียงของคนปกติ ผู ดำเนินการกลุมไดถามเขาตอไปวา แลวเขามีครอบครัวหรือไม เพราะระหวางที่พูดมาเขาไมไดกลาวถึง ครอบครัวเลย นายAตอบวา เขาเคยแตงงานเมื่อนานมาแลว(ราว10ป)และมีลูกกับภรรยา โดนตอนนี้เลิก กันแลวโดยลูกอยูกับภรรยาเกา ปจจุบันภรรยาเกาและรูไมทราบเรื่องโรคของนายA โดยเขาก็ไมคิดวาจะ บอกดวยเชนกัน ถึงคนสุดทาย นายB เริ่มเลาเรื่องของตัวเองดวย เขาเลาวาเขาอาศัยอยูกับแฟนในหอง เชา โดยตัวเองทำงานโรงงานแฟนก็เชนกันมีลูกอายุ 1 ขวบ อาศัยอยูดวยกัน แฟนรูวาเขาติดเชื้อ แต แฟนไมกลามาตรวจแตคงจะทราบวาตัวเองมาีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้ออยู แตสิ่งที่เขากังวลที่สุดคือกลัว ลูกจะติดเชื้อ ถึงแมจะทราบผลตรวจลาสุดแลววาเด็กไมไดติดเชื้อ เขาก็ยังกังวลอยูดี ผูดำเนินการกลุมจึง ไดใหขอมูลเพิ่มเติมวาเด็กที่ตรวจไมพบในขณะอายุ 1 ปแสดงวาเด็กปลอดภัยจากเชื้อแลวแตถาเกิดยัง กังวลใจอยูก็แนะนำวาใหนำเด็กมาตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลใดก็ได เพื่อจะไดยืนยันและสบายใจได นายBยัง วัณโรค คือ โรคติดตอที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เล็กมากคือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ติดตอโดย การสูดอากาศที่มีตัวเชื้อนี้เขาไป ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความคงทนตออากาศแหง ความเย็น ความ รอน สารเคมี และอยูในอากาศไดนาน ยกเวนไมทนทานตอแสงแดด คนสวนใหญมักคิดวาวัณโรคเปนโรคเกี่ยวกับปอด แตความจริงแลว เปนไดกับอวัยวะทุกสวนของรางกายเชน ทีต่ อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุมสมอง ปอด แตที่พบและเปน ปญหามากที่สุดในปจจุบันคือ "วัณโรคปอด" มักพบในคนแกคนที่รางกายออนแอจากการเปนโรคอื่น ๆ มากอน เชน หวัด หัด ไอกรน พวกติดยาและโรคเอดสและในคนที่ตรากตรำทำงานหนัก (วิกิพีเดีย) 20

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

เลาตอไปวา เขากับแฟนรูสึกอึดอัดที่ตองอาศัยอยูในหองเชาที่เพื่อนบานนั้นชอบพูดจานินทา รวมทั้ง นินทากันวาเขาเปนเอดสหรือเปลา เขาเลาวาเพราะชวงหลังๆมานี้เขามีอาการปวยและออนเพลียบอยๆ และอีกทั้งปวยเปนวัณโรค ทำใหเขาตัดสินใจมารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลจนนำไปสูการเขา โครงการรักษาดวยยาตานไวรัสนี้ ผูดำเนินการกลุมไดใหคำแนะนำวาสำหรับเรื่องลูกนั้นไมตองกังวลวา จะติดเชื้อเอชไอวี แตควรจะตองระมัดระวังเรื่องวัณโรค เพราะสามารถติดเชื้อไดงายและเด็กยังมี ภูมิคุมกันนอย หลังจากนั้นผูดำเนินการกลุมไดสอบถามความเขาใจเกี่ยวกับโรคนี้วาสมาชิกกลุมคิดเห็น อยางไร นายBเลาวาเขาเขาใจมากขึ้นเมื่อไดมารวมโครงการรักษาดวยยาตานและหวังวาเขาจะสามารถ ใชชีวิตไดอยางปกติ ที่เขาหวงที่สุดคือหวงเรื่องลูก นายAกลาวเสริมวาเขาและครอบครัวเขาใจดีวา โรคนี้ ไมไดติดตอกันงายๆ และสามารถอยูรวมกันได สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสุขภาพ การพักผอน ในขณะ ที่นางC กลาววาเธอรูสึกดีขึ้นหลังจากที่เธอเห็นสามีของเธอที่รับการรักษาดวยยาตานไวรัสแลวอาการดี ขึ้น แตเธอก็ยังกังวลใจในเรื่องวาคนรอบขางคนอื่นวาจะไมเขาใจวาเธอเปนโรคนี้และรังเกียจ รวมทั้งคนที่ ทำงาน เธอเลาตอไปวาวันนี้ที่มาเขารวมกิจกรรมโครงการเตรียมความพรอมกอนรับยาตานไวรัสที่โรง พยาบาลจัดขึ้น ก็มีคนที่ทำงานดวยกัน บังเอิญมาพบกันที่นี่ ผูดำเนินการถามตอไปวาแลวเธอรูสึก อยางไร เธอตอบวาเธอก็กลัววาสักวันเขาก็อาจจะไดพูดกับใครเหมือนกันวาเธอ(นางC)ติดเชื้อ แตอีกใจ หนึ่งเธอก็บอกวา เขาคงไมพูดอะไรหรอก เพราะวานางCเองก็รูความลับของเพื่อนที่ทำงานคนนั้นวาติด เชื้อเชนกัน เธอเลาใหฟงวาเธอกลัววาถามีคนรู คนที่ทำงานรูแลวไมเขาใจจะทำอยางไร นายAไดกลาวให กำลังใจนางC วา อยาทอแท เพราะวาเดี๋ยวนี้โรคนี้สามารถรักษาไดดวยยาตานไวรัส ดูอยางตัวเขาแค คนในครอบครัวเขาใจแลวก็พอแลว เพราะยังไงคนในครอบครัวก็สำคัญกวาใคร ผูดำเนินการหันมาเปด โอกาสใหนายBไดแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกลาวดวย เขากลาวไปวาเขาก็กลัวเชนกันวาจะมีคนรู เพราะทำใหเขาหมดกำลังใจไดบาง ผูดำเนินการกลุมไดพูดใหกำลังใจและนายAไดพูดเสริมและใหกำลัง ใจเพื่อนสมาชิกเชนกันวา อยาทอแท ผูดำเนินการถามตอไปและถาสมาชิกปวยจะมีใครดูแล นายAตอบ ครอบครัวทุกวันนี้ก็พรอมดูแลอยูแลว นางC กลาววายังไมคิดถึงตอนนั้นเพราะทุกวันนี้รางกายเธอยังคง ปกติ ผูดำเนินการเลยถามตอไปวา เมื่อรักษาอาการดวยยาตายไวรัสไปแลวสักระยะหนึ่งรางกายจะทรุก โทรมลงจากการที่เชื้อดื้อยา เปนปกติและจะตองเปลี่ยนยาใหม แลวหากวาสมาชิกตองปวยจริงๆไม สามารถทำงานไดใครจะเปนคนดูแล นางCและนายB ตอบไปในทางเดียวกันวาก็คนตองดูแลกันไปกับ สามีและภรรยา แลวผูดำนินการกลุมไปถามตอไปวาแลวถาทั้งคูเกิดปวยพรอมกัน และตางคนตางแยจะ ทำเชนไร นายBตอบวา ก็คงตองบอกพอแมของตนเองเพื่อใหชวยดูแล และคงตองกลับไปอยูบานที่ นครสวรรคและบอกความจริงวาตัวเองเปนอะไร ซึ่งตนนั้นไดเตรียมสถานการณเหลานั้นไวแลวเพราะคิด วาสักวันความจริงก็คงตองบอกพอและแม นางCยังคงไมมีคำตอบและนิ่งเงียบ และน้ำตาไหล เธอคอยๆ พูดชาๆวาเธอก็ยังไมรูเหมือนกันวาจะทำอยางไรตอไป เพราะเธอก็ยังคงไมบอกใครเธอยังไมพรอมจะ บอกใคร เธอไดแตหวังใหวันที่อาการแยลงมาถึงใหชาๆ เธอหวังวาการดูแลสุขภาพของเธอใหแข็งจะ ทำใหเธอยังไมตองรับยาตานไวรัส ผูดำเนินการใหกำลังใจและแนะนำใหนางCและสมาชิกไดคิดเผื่อเอาไว และมองไปในอนาคตขางหนา ผูดำเนินการกลุมเปดประเด็นตอจากคำถามกอนหนาวา แลวถาปวย รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

หลายๆวันหรือตองมาโรงพยาบาลหลายๆวันและตองลางานจะทำเชนไร เพราะสมาชิกสองคนในที่นี้คือ นายBและนางCยังคงตองทำงานอยู นางCตอบวา ถาจำเปนเธอคงตองออกจากงาน แตเธอคิดวาโรงงาน คงไมใหเธอออกเพราะเธอเปนโรคนี้ เพราะเธอพูดวาโรงงานมีการรณรงคใหเปดโอกาสใหผูปวยโรคนี้เขา ทำงานและมีการรณรงคใหความรูและความเขาใจเกี่ยวกับโรคนี้กับพนักงานอยูแลว เธอหวังวาเธอจะมี รางกายที่แข็งแรงและยังทำอะไรไดเหมือนคนปกติ ดานนายB กลาววาเขายังไมไดคิด เพราะถาถึงตอน นั้นจริงๆเขาก็คงตองออกจากงานและกลับไปใหพอแมเลี้ยงดู เขากลาววาเขาคิดไมออกเหมือนกันวาตอ ไปจะเปนอยางไร แตเขาก็เชื่อวามันคงไมแยไปกวาตอนนี้ เมื่อยาตานไวรัสสามารถรักษาอาการและเพิ่ม ระดับเม็ดเลือดขาวหรือภูมิคุมกันใหเขาได นายA กลาววาสวนตัวเขาก็อยากทำงานแตตอนนี้ไมไดทำ เพราะครอบครัวตองการใหอยูบานเฉยๆ ผูดำเนินการถามสมาชิกวาแลวการมาในวันนี้ทำใหรูและเขาใจ โรคและความรูสึกของตัวเองดีขึ้นไหม ทั้งสามคนตอบวาเขารูวาเขาตองอยูเพื่ออนาคต และยาตานไวรัส จะเชื่อเขาได สิ่งที่พวกเขาทำคือการดูแลสุขภาพใหดู ผูดำเนินการกลุมไดเสริมพลังใหสมาชิกมีกำลังใจใน การดูแลสุขภาพและมีชีวิตที่ดี R กอนที่กลุมจะยุติลงผูดำเนินการกลุมไดถามสมาชิกวา การจัดกลุมในวันนี้ไดรับประโยชนหรือไม เพียงใด ก็ไดรับการตอบรับจากสมาชิกวามีความรูเพิ่มมากขึ้น และไดมาพบปะกันกับสมาชิกที่มีปญหา เหมือนกัน R สรุปการดำเนินการกลุมในครั้งนี้ การที่ไดเขารวมกลุมในครั้งนี้ที่สมาชิกไดสะทอนออกมาทำใหรู วาทุกคนมีความหวังและเตรียมพรอมรับมือกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นอยูแลว และพรอมที่จะเผชิญหนากับ ทุกปญหา โดยไดเตรียมทางออกของปญหาที่อาจเกิดขึ้นไวบางแลว สิ่งหนึ่งที่ผูดำเนินการกลุมพบคือ วัน นี้ทำใหสมาชิกและผูรวมการทำกลุมไดสำรวจและทบทวนตัวเอง การรูจักทบทวนตัวเองทำใหเราเขาใจ สิ่งที่เปนเปนปญหาที่เผชิญอยูมากขึ้น สุดทายผูดำเนินการกลุมไดขอบคุณสมาชิกที่ไดถายทอดบทเรียน อันมีคาใหกับการศึกษาและการฝกภาคปฏิบัตินี้ และขอขอบคุณสมาชิกกลุมทุกทานที่ใหความรวมมือ ดวยดี การวิเคราะหกลุมและการดำเนินการกลุม 1. องคประกอบของกลุมมีลักษณะอยางไร 1.1. คุณสมบัติสวนตัวของสมาชิก สมาชิกกลุมทั้งสามทานประกอบดวย นายA นายB และ นางC เปนผูติดเชื้อHIV ที่อยูอายุประมาณ 35 - 45 นายAมีรูปรางสูงและรางกายกำยำ ผิว ขาว ผมสั้น แข็งแรงดี นายBมีรูปรางสันทัด ผิวดำแดง รูปรางผอม สวนนางC เปนหญิง รูป รางสันทัดและผอม ผิวคล้ำ นายAเปนคนจังหวัดสมุทรสาครโดยกำเนิด สวนนางCและ นายBมาทำงานที่จังหวัดสมุทรสาครเทานั้น ภูมิลำเนาอยูตางจังหวัด การแตงกายสมาชิก กลุมแตงกายดวยชุดปกติแบบชาวบานทั่วไป ไมสกปรก 1.2. คุณสมบัติที่เปนพฤติกรรม สมาชิกทั้งสามเปนประชากรในวัยทำงาน หาเชากินค่ำ ประกอบอาชีพลูกจางโรงงาน มีเพียงนายAเทานั้นที่ไมไดประกอบอาชีพ แตเคยประกอบ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

อาชีพเปนลูกจางโรงงานเชนกัน จากคำพูดและการแสดงออกของสมาชิกทำใหเห็นวาสมาชิก เปนประชาชนคนธรรมดาที่ไมมีความรูเทาที่ควรในการรักษาและดูแลตัวเองจากภาวะเอดส จึงมาเขากลุมเพื่อเรียนรูสภาพของโรค และสามารถดูแลตัวเองทั้งดานจิตใจและรางกายตอไป ได 1.3. วัฒนธรรมกลุม เอดสเปนโรคที่สังคมสวนใหญไมยอมรับ แมมิติใหมในการรักษาเอดสจะ สามารถยืดอายุของผูปวยไดดวยาตานไวรัสแตก็ไมเพียงพอที่จะเปดโอกาสใหกับผูติดเชื้อ สามารถอยูในสังคมไดอยางเปดเผย ซึ่งสมาชิกทั้งสามลวนเขาใจเปนอยางดี ทั้งสามถกเถียง ในประเด็นนี้บอยครั้ง แตการเขารวมกลุมกันในครั้งแรกทำใหไมมีประสบการณ และไม สามารถแสดงตัวตนของสมาชิกออกมาไดอยางชัดเจน มีเพียงนายAที่มีบทบาทมากในการ เปดใจยอมรับเรื่องตางๆของภาวะของโรคและจิตวทิยาสังคมที่เกิดขึ้น 2. ขนาดของกลุม R กลุมประกอบดวยสมาชิกจำนวน 3 คน เมื่อรวมนักสังคมสงเคราะหผูปฏิบัติงานกับผู สังเกตการณแลวก็ยังมีเพียง 5 คน ซึ่งเปนกลุมที่เล็กเกินไป สมาชิกทั้งสามคนไมมีความคุนเคยกันมา กอนทำใหปฏิสัมพันธที่เกิดขึ้นภายในกลุมไมไหลเวียนเทาใดนัก อีกทั้งการที่สมาชิกนอยเกินไปทำให โครงสรางและกระบวนการกลุมตลอดจนพัฒนาการของกลุมก็ไมอาจเห็นชัดเจน ดังตอไปนี้ 3. วัตถุประสงคของกลุม/องคกร/นักสังคมสงเคราะห/ผูปฏิบัติงานกลุม P วัตถุประสงคของกลุมเกิดขึ้นจากนักสังคมสงเคราะหผูปฏิบัติงานและนักสังคมสงเคราะห โรง พยาบาลสมุทรสาคร ซึ่งเปนผูสังเกตการณนั้น พิจารณาและตระหนักถึงประโยชนจากการทำกลุม สังคมสงเคราะหที่จะชวยทำใหสามารถฟนฟูสภาพจิตใจของผูปวยที่ติดเชื้อได การเสริมสรางความรูเรื่อง โรคจะเปนหนทางอีกหนทางหนึ่งที่จะชวยเหลือใหผูปวยมีขอมูลเพียงพอที่จะสามารถฟนฟูตนเองได อีก ทั้งเปนการตอยอดจากโครงการเตรียมความพรอมกอนการรับยาตายไวรัสที่เจาหนาที่สหวิชาชีพของโรง พยาบาลไดจัดขึ้น เพื่อใหเกิดประโยชนกับผูปวยใหไดมากที่สุด โดยสิ่งที่กลุมนี้เนนที่สุดคือการฟนฟูผู ปวยทางดานจิตใจ และสังคม เพื่อใหผูปวยสามารถมีชีวิตไดอยางมีคุณภาพ 4. พัฒนาการของกลุม R ขณะมีการจัดกลุม กลุมมีการพัฒนาตั้งแตระยะแรกเริ่มจนถึงสิ้นสุด ดังนี้ 4.1. ระยะก อ นจั ด ตั ้ ง กลุ  ม เป น ระยะแรกของการวางแผนเพื ่ อ ปฏิ บ ั ต ิ ง านกลุ  ม โดยนั ก สังคมสงเคราะห โรงพยาบาลสมุทรสาคร รวมกับนักสังคมสงเคราะหฝกภาคปฏิบัติ ไดเตรียม การจัดกลุมเมื่อเห็นถึงคุณคาของผูปวยที่มีศักยภาพ แตตองสูญเสียศักยภาพนั้นใหกับการ ติดเชื้อ การฟนฟูศักยภาพสามารถทำไดหลายวิธีแตเพื่อใหสมาชิกมีความตระหนักรูในตนเอง และมีรูสึกมีคุณคาจากคนรอบขางจะชวยสงเสริมใหมีการฟนฟูที่ดีกวา จึงไดเริ่มตนคัดเลือก สมาชิกจากสมาชิกที่เขารวมโครงการเตรียมความพรอมกอนการับยาตานไวรัสที่จัดขึ้นโดย

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ทีมสหวิชาชีพโรงพยาบาลสมุทรสาคร และขออนุญาติสมาชิกเพื่อใหรวมเขากลุมซึ่งก็ไดการ ตอบรับเปนอยางดี 4.2. ระยะเริ่มกลุม ระยะนี้สมาชิกเริ่มกอตัวขึ้นโดยการเขาสูสถานที่ที่ถูกจัดเตรียมไว โดยเริ่มเขา สูที่นั่งของตัวเองตามความสะดวก และผูดำเนินการกลุมและสมาชิกเปดโอกาสใหไดแนะนำ ตัวกัน และผูดำเนินการกลุมไดสรางพันธสัญญาระหวางกันกับสมาชิก โดยตั้งกติกาในการคุย กันและประเด็นที่จะพูดคุยกัน ลักษณะของการปฏิสัมพันธเพื่อการบำบัดรักษา โดยผูดำเนิน การกลุมไดขอใหสมาชิกไดเลาเรื่องของตัวเองเกี่ยวกับโรคที่เปน สุขภาพในปจจุบันวาเปน อยางไร ในระยะนี้สมาชิกกลุมยังไมมีความคุนเคยกันมากนักจึงทำใหสมาชิกมีอาการสงวน ทาที และระมัดระวังคำพูดของตัวเอง บทบาทสำคัญจึงตกอยูที่ผูดำเนินการกลุมที่จะคอย กระตุนใหสมาชิกถายทอดเรื่องราวของตัวเอง 4.3. ระยะกลาง เปนระยะที่สถานการณตางๆ ในกลุมดำเนินไปถึงจุดสูงสุด เขมขนดวยเนื้อหาที่ สนทนากัน ซึ่งอาจจะทำใหเกิดวิกฤตขึ้นได ในระยะนี้ของกลุมสมาชิกพูดถึงความรูสึกอันโหด รายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แสดงอารมณหดหูและเสียใจออกมาก สลับกับการมีประเด็นที่สมาชิก เห็นไมตรงกัน ผูดำเนินการกลุมตองขอรองใหมีการพูดจากกันโดยเปดโอกาสใหสมาชิกไดพูด ใหจบกอนแลวคอยพูดออกมา สถานการณที่แตกแยกจึงเกิดขึ้น กอนระยะนี้จะจบผูดำเนิน การกลุมไดกลาวย้ำถึงขอตกลงรวมกันคือการยอมรับในความแตกตางของเพื่อนสมาชิกอีก ครั้ง 4.4. ระยะสุดทาย ในระยะที่กลุมเกือบจะสิ้นสุดสมาชิกและผูดำเนินการกลุม ไดสอบถามถึง ประโยชนที่สมาชิกไดรับจากการเขากลุม และแจงวาการดำเนินการกลุมในครั้งนี้นอกจากจุด ประสงคเพื่อเปนการบำบัดฟนฟูจิตใจแลว ยังเปนกรณีศึกษาใหผูดำเนินการกลุมซึ่งเปน นักศึกษาฝกภาคปฏิบัติอีกดวย ซึ่งสมาชิกลวนเขาใจดีและยินดีที่ไดใหขอมูลของตนเอง 5. โครงสรางและกระบวนการกลุม 5.1. กระบวนการระหวางกลุมและสิ่งแวดลอม บรรยากาศภายในหองเปนหองประชุมขนาด ใหญ การทำกลุมจัดอยูในสวนหนาของหองประชุม โดยในหองประชุมนั้นมีอาสาสมัครอยูรวม ในหองดวย แตก็ไมเปนอุปสรรคในการดำเนินการกลุม มีแสงสวางเพียงพอ ไมมีเสียงรบกวน จากรอบขางที่กอใหเกิดอุปสรรคตอการดำเนินการกลุม ในสภาพแวดลอที่เปนสถานบันหรือ องคกรที่เกี่ขยวของคือ โรงพยาบาลสมุทรสาคร ซึ่งเปนโรงพยาบาลประจำจังหวัดสมุทรสาคร จึงจำเปนที่จะตองใหขอมูลกับผูปวยเพื่อบำบัดรักษา และใหขอมูลกับชุมชนเพื่อปองกันการ ระบาดของโรคดวย 5.2. โครงสรางของกลุมและกระบวนการภายในกลุม 5.2.1. การแสดงบทบาทและการทำหนาที่ของสมาชิก สมาชิกทั้งสามมีบทบาทในการทำ กลุมอยางทัดเทียมกัน แตนายAจะมีบทบาทในการนำกลุมมากกวาสมาชิกอีกสองคน เพราะ มีอาการรับสภาพโรคที่เกิดขึ้นไดแลว นอกจากนี้บทบาทของกลุมระหวางระยะ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

5.2.2.

5.2.3.

5.2.4.

5.2.5.

5.2.6.

5.2.7.

เริ่มตน และชวงหลังจะตกอยูที่นักสังคมสงเคราะหผูปฏิบัติงาน ที่คอยซักถามและให ขอมูลความรูกับสมาชิกกลุม การติดตอสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ และสภาพอารมณจิตใจของสมาชิก สมาชิก ทั้งสามคนสื่อสารกันดวยคำพูด รวมกับภาษากาย เชนการสงสายตา น้ำเสียง แววตา ทาทางที่นิ่งสงบ และรอนรน ประกอบกันไป ปฏิสัมพันธที่เกิดขึ้นเปนแบบสองทาง คือ มีการโตตอบกันในประเด็นหลายๆประเด็น สวนในการเลาเรื่องอารมณความรูสึกจะ เปนการสื่อสารทางเดียวเพื่อใหสมาชิกไดระบายความรูสึก สวนสภาพจิตใจของสมาชิก นั้นมีตั้งแตปกติจนถึงดีใจมีความหวัง รวมทั้งเศราและหดหู โดนสวยใหญจะขมอารมณ ไวภายในใหแสดงออกดวยอาการนิ่งเฉยเสียสวนมาก สังคมมิติ ในสวนของสังคมมิติเกิดจากปฏิสัมพันธของบุคคลในกลุมทั้งสมาชิกและผู ดำเนินการ โดยในระยะที่ใหขอมูลที่ผูดำเนินการกลุมกลาวเปดกลุม โดยแนะนำตัวเอง กอนและใหสมาชิกแนะนำตัวนั้น จุดสนใจของกลุมจึงอยูที่ผูดำเนินการกลุม แตระยะที่ สมาชิกกำลังพูดหรือใครกำลังพูดกลุมก็จะใหความสนใจกับคนผูนั้น นอกจากมีประเด็น ที่เปนขอขัดแยงระหวางสมาชิก กลุมจึงจะกลับมาสนใจผูดำเนินการกลุมเพื่อใหตัดสิน ขอถกเถียงนั้น แตการตัดสินจะไมสามารถแกปญหาที่เกิดขึ้นได ผูดำเนินการกลุมจึง เสนอประเด็นที่กำลังคุยกันใหชัดเจนยิ่งขึ้นและนำพากลุมกลับไปที่ประเด็นที่ตองการ พูดถึงนั่นเอง การนำกลุม การตัดสินใจกลุม อำนาจในกลุม ความขัดแยงและการยุติความขัด แยง การนำกลุมสวนใหญจะตกอยูที่ผูดำเนินการกลุมโดยจะตั้งประเด็นใหสมาชิกได แสดงความคิดเห็น มีบางที่ความคิดเห็นไมตรงกัน ผูดำเนินการกลุมจึงใหแตละผาน แสดงเหตุผลของตัวเองและเนนย้ำถึงกติกาที่จะตองเปดใจและยอมรับสมาชิกคนอื่นๆ พฤติกรรมโดยรวมของกลุม กลุมที่จัดนี้เปนกลุมขนาดเล็กมาก พฤติกรรมรวม เปนการสนทนา แลกเปลี่ยน หารือและรับความรูรวมกันในประเด็นเกี่ยวกับเชื้อHIV อาการของโรค และการแกไขปญหาที่อาจเกิดขึ้นได คานิยม บรรทัดฐานของกลุม คานิยมที่ถูกกำหนดโดยผูดำเนินการกลุมคือการ ยอมรับกัน เพื่อปองกันขอพิพาทที่อาจเกิดขึ้นหรืออคติที่มีตอกันได อันจะเปนอุปสรรค ในการเปดเผยขอมูล การดำเนินงานรวมกันของกลุม และการทำกิจกรรมของสมาชิกเพื่อใหกลุม บรรลุวัตถุประสงค ทามกลางขอจำกัดของกลุม สมาชิกพยายามที่จะสนทนาใน ประเด็นของตัวเอง และใหคาน้ำหนักกับสิ่งที่ตัวเองคิด และความกดดันภายใน ความ รูสึกและโรคที่ตัวเองเผชิญ ผูดำเนินการกลุมสังเกตพบวาสมาชิกทั้งสามไดเปดใจ ยอมรับขอดีของกันและกันมากขึ้นเมื่อผานระยะตนของการทำกลุมไปแลว

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

6. แนวคิดเชิงนิเวศ P แมวาแนวคิดเชิงนิเวศจะมีความคลายคลึงกับทฤษฎีระบบทั่วไป ทั้งสองทฤษฎีมองวา กลุมมี ความเชื่อมโยงกับโครงสรางที่แวดลอมกลุมอยู แตแนวคิดเชิงนิเวศมองวากลุมไมสามารถแยกออกจาก สิ่งแวดลอมที่มีหลายระดับได อันเปนจุดแข็งของแนวคิดนี้ โดยทำใหนักสังคมสงเคราะหผูปฏิบัติงานจะ ตองวิเคราะหกลุมโดยเชื่อมโยงความสัมพันธกับโครงสรางที่แวดลอมกลุมในหลายระดับ เชน ระดับกลุม ระดับครอบครัวของสมาชิกกลุม ระดับชุมชนหรือทองถิ่น ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ฯลฯ ไดเลย รวมทั้งยังดำเนินงานกับกลุมโดยใหความสำคัญกับสิ่งแวดลอมนอกกลุมหรือบริบทแวดลอม วา ลวนแลวแตมีอิทธิพลตอกลุมไมยิ่งหยอนไปกวาปจจัยภายในกลุม ทั้งยังศึกษาปฏิสัมพันธระหวางสมาชิก กลุมกับสิ่งแวดลอม วาทำใหเกิดสถานการณ/ปญหาใดๆขึ้นมาบาง นอกจากนี้ก็ยังใหความสำคัญกับการ เปลี่ยนแปลงความสัมพันธเชิงอำนาจที่ไมเปนธรรมระหวางสมาชิกกลุมกับบริบทหรือสภาพแวดลอมของ กลุม เพื่อทำใหเกิดความเปนธรรมมากยิ่งขึ้น เชน การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ โครงสรางวัฒนธรรมที่ แวดลอมกลุม กลุมเปนแหลงที่ทำใหสมาชิกตางก็เปนกลัยาณมิตรที่ใหการสนับสนุน เกื้อกูล ชวยเหลือ กันและกันดวยวิถีทางตางๆตามแนวคิดการชวยเหลือกันและกัน และสงเสริมกลุมใหทำกิจกรรมเพื่อชวย เหลือกันและกัน ซึ่งในที่สุดแลวก็จะทำใหทั้งวัตถุประสงคของกลุมและของสมาชิกกลุมบรรลุผลสำเร็จ นอกจากนี้สมาชิกกลุมก็ควรจะมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธเชิงอำนาจที่ไมเปนธรรมที่เกิด ขึ้น ระหวางตัวเองกับบริบท/สภาพแวดลอมหรือพื้นที่ชีวิตของกลุม รวมทั้งกลุมก็ยังเปนแหลงที่สมาชิก ชวยเหลือกันในการแกไขปญหาตางๆดวย ในกรณีนี้กลุมผูปวยติดเชื้อเอชไอวี นักสังคมสงเคราะหที่ ปฏิบัติงาน พิจารณาถึงระดับของความสัมพันธของสมาชิกกันระบบนิเวศที่แวดลอมตัวเองที่จะมีความ รูสึกตอสถานการณของโรคที่สมาชิกเปน มีความสัมพันธเชิงอำนาจควบกำกับอยู อนึ่งกลุมนี้จัดขึ้นเพื่อ เปนพื้นที่ที่สมาชิกจะสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ และสนับสนุนกันและกันใหมีพลังที่ จะตอสู ฟนฝาอุปสรรคไปใหได แตการจะเสริมพลังที่สำคัญไมหยอนไปกวาการเสริมพลังภายในตัว สมาชิกแลว ยังตองไดรับการเสริมพลังจากสังคมดวย สังคมควรตองสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอตอผู ปวยดวย 7. การใชรูปแบบสังคมสงเคราะหกลุมชน R การจัดกลุมนี้ขึ้นใชรูปแบบหลักเปนการบำบัดฟนฟู ซึ่งกำหนดวัตถุประสงคเพื่อฟนฟูสภาพ สังคมจิตใจของสมาชิก และใชกลุมเองเปนเครื่องมือในการบำบัดรักษาสมาชิกและนอกจากนี้ยังเปนกลุม ที่จัดขึ้นเพื่อแกปญหา โดยเฉพาะปญหาที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อของสมาชิกเอง 8. ความเปนเพศ/เพศสภาวะกับกลุม P โดยลักษณะทางกายภาพของมนุษยถูกกำหนดใหมีเพศชายและเพศหญิง วัฒนธรรมของสังคมก็ เชนกันไดคาดหวังกำหนดใหเพศชายและเพศหญิงมีความแตกตางกัน และไดหลอหลอมใหเพศชายและ หญิงเปนไปตามความคาดหวังของสังคมนั้น ที่สงเสริมใหเพศชายเปนชางเทาหนาหรือเปนใหญ ในกลุมนี้ เพศไมใชปญหาที่จะเปนอุปสรรคไมใหกลุมดำเนินไปได แตเพศเปนเครื่องกำหนดบทบาทและการ แสดงออก อยางเชน นางC จะแสดงออกดวยความรูสึกผิดที่ตนเองผิดไปจาความคาดหวังของสังคมที่ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

หญิงจะตองเรียบรอยและสะอาดบริสุทธิ์ และเธอจะไมกลาแสดงความคิดเห็นมาก รวมทั้งมีความรูสึก กดดันอยูภายในมากกวา สมาชิกอีกสองคนที่เปนเพศชาย โดยเฉพาะนายAที่มีบทบาทตอการนำกลุม มากกวาสมาชิกที่สอง 9. บทบาทของนักสังคมสงเคราะห ในกลุมนี้นักสังคมสงเคราะหเปนผูดำเนินการกลุม โดยใหกลุม เปนไปโดยธรรมชาติของกลุม ผูดำเนินการกลุมเปนทั้งผูบำบัดรักษา ฟนฟูเยียวยา และเสริมสราง ความรู รวมทั้งประเมินผลกลุมดวย 9.1. ทักษะที่นักสังคมสงเคราะหใช ในการเริ่มตนสรางสัมพันธภาพการใชทักษะที่สำคัญคือ ทักษาะการสรางสัมพันธภาพ เพื่อใหเกิดความผอนคลายและเปดเผยตัวตนของแตละคนออก มา ใชน้ำเสียง ทาทาง และสีหนาในการสื่อความหมายเพื่อใหเกิดความเขาใจมากขึ้น ทักษะ ในการประเมินสภาพ ประเมินปญหา และความตองการของสมาชิก รวมถึงความสนใจของ สมาชิกและใหการตอบสนองได สมาชิกกลุมไดรับการประเมินวาสภาพรางกายทั้งสามยังคง ปกติแตสภาพจิตใจแลวยังคงรูสึกวาสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยูเปนแผลที่บาดลึกลงในรางกาย จิตใจของตัวเอง มีการใชทักษะการนำกลุม เพื่อดำเนินการกลุมไดนำกลุมไปในทิศทางที่ กำหนด ตรงประเด็น และควบคุมสถานการณืที่เกิดขึ้นของกลุม เสนอแนะวิธีการจัดการกับ อารมณ และให ข  อ มู ล เกี ่ ย วกั บ โรค ทั ก ษะในการวิ เ คราะห แ ละดำเนิ น งานกั บ ป ญ หา สถานการณของกลุม โดยสัมพันธกับบริบทและโครงสราง ไดแก การที่ผูดำเนินการกลุมได เสนอแนวทางในการพูดคุยกับสังคมครอบครัว เพื่อใหสมาชิกสามารถวางแผนการเปดเผยผล เลือดกับครอบครัวไดทราบและเขาใจ 10. ปญหาอุปสรรคสำคัญที่พบ 10.1. สภาพปญหาที่พบคือสมาชิกที่มีจำนวนนอยเกินไปในการทำกลุมทำใหโครงสรางของกลุมไม ชัดเจน อีกทั้งยังไมยอมรับสมาชิกคนอื่นเทาที่ควร เห็นไดการโตเถียงโดยใหน้ำหนักกับความ เชื่อของตัวเองมีกวาเหตุผล 10.2. การที่ผูดำเนินการกลุมขาดประสบการณในการทำงาน โดยการทำกลุมครั้งนี้เปนครั้งแรกที่ผู ดำเนินการกลุมไดปฏิบัติงาน และตองปฏิบัติงเพียงลำพังและมีขั้นตอนการเตรียมตัวที่สั้น อีก ทั้งทัศนคติของผูดำเนินการกลุมคือละเลยตอปญหาบางปญหาที่เกิดขึ้น ณ สถานการณนั้น โดยใชทัศนคติของตัวเองในการตัดสินสมาชิก ซึ่งผิดวัถตุประสงคและทำใหหลงในประเด นบางประเด็นได 10.3. สถานที่ที่จัดกลุมนั้นใหญแมจะเปนสัดสวนแตก็ไมสมสวนกับกลุมทำใหความรูสึกของกลุม กระจายออกไปและมีสิ่งแวดลอมอื่นดึงความสนใจของสมาชิกกลุม ลงชื่อผูบันทึกR .......................................... R R (นายอัฐกร ศิริชัยเอกวัฒน) R R วันที่ 11 มิถุนายน 2553 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

แหลง∙รัพยากรภายนอก เพื่อชวยเหลือเด็กและสตรี∙ี่ถูกกระ∙ำรุนแรง หนวยงาน

∙ี่อยู / โ∙รศัพ∙

ศูนยพึ่งไดโรงพยาบาลสมุ∙รสาคร

034 – 837521 – 4 ตอ 8911/8215 034 – 411605 , 034 – 412655 , 034 – 411505 034 – 412533

สำนักงานอัยการจังหวัดสมุ∙รสาคร สถานีตำรวจภูธร อ.เมือง จ.สมุ∙รสาคร สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย จังหวัดสมุ∙รสาคร ศูนยพิ∙ักษสิ∙ธิเด็กและสตรี สำนักงานตำรวจ แหงชาติ สำนักสวัสดิการสังคมกรุงเ∙พมหานคร ศูนยพิ∙ักษคุมครองสิ∙ธิเด็กและครอบครัว กระ∙รวงศึกษาธิการ ก∙ม. กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน ก∙ม.

034 – 425142 , 034 – 411041 0-2205-2595-9 ถ.พระราม1 แขวงวังใหม เขตป∙ุมวัน กรุงเ∙พฯ 0-2247-8184, 0-2247-817, 0-2246-0284, 0-2644-3344 ถ.มิตรไมตรี แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเ∙พฯ 0-2628-6344, 0-2628-5651, 0-2281-6013, 0-2282-6396 0-2282-3893, 0-2282-1815, 0-2282-3892 ถ.ราชดำเนินนอก แขวงโสมนัส เขตปอมปราบ กรุงเ∙พฯ

สมาคมสงเสริมสถานภาพสตรี ก∙ม. บานพักฉุกเฉิน 1 บานพักฉุกเฉิน 2 บานพักฉุกเฉิน 3

0-2241-5116 0-2556-2707 0-2247-4170

สมาคมบัณฑิตสตรี∙างกฎหมาย

0-2241-0737

สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุนราชนคริน∙ร

0-2245-7833

สำนักงานคณะกรรมการสงเสริมและประสานงาน สตรีแหงชาติ

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ∙ำเนียบรัฐบาล กรุงเ∙พฯ 10300 โ∙ร. 0-2282-2690, 0-2282-5296

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ศูนยบำบัดฟนฟูจิตใจเด็กถูก∙ารุณกรรม โรงพยาบาลศรีธัญญา บานอุปถัมภ

สห∙ัยมูลนิธิ มูลนิธิศูนยพิ∙ักษสิ∙ธิเด็ก

บานพักฉุกเฉิน (เปดบริการ 24 ชม.)

มูลนิธิผูหญิง Mercy Center (บริการ 24 ชม.) มูลนิธิเพื่อนหญิง บาน∙านตะวัน กลุมเพื่อนหญิง สมาคมสมาริตัน ศูนยตอตานการขมขืน

47 ม.4 ถ.ติวานน∙ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นน∙บุรี 11000 โ∙ร. 0-2525-0981-5 ตอ 2243 มูลนิธิสรางสรรคเด็ก 100/475 ซ.แจงวัฒนะ 10 ∙ุงสองหอง ดอนเมือง กรุงเ∙พฯ 10210 โ∙ร. 0-2574-3753, 0-2574-1381 850/33 สุขุมวิ∙ 71 พระโขนง กรุงเ∙พฯ 10110 โ∙ร. 0-2381-8834-7 180/10 ซ.วัดดีดวด ถ.จรัญสนิ∙วงศ 12 ∙าพระ บางกอกใหญ ก∙ม. 10600 โ∙ร. 0-2412-1196, 0-2412-0739 6 ถ.สุโข∙ัย ดุสิต กรุงเ∙พฯ 10300 โ∙ร. 0-2241-5116, 0-2241-4170 หรือ 501/1 ม.3 ถ.เดชะตุงคะ สีกัน บางเขน กรุงเ∙พฯ 10210 โ∙ร. 0-2566-1774, 0-2566-2288 หรือหนวยบริการ∙ี่สถานนีรถไฟหัวลำโพงและ สถานีขนสงหมอชิตใกล∙ี่จำหนายตั๋วดวน 99 สายอีสาน 35/267 ถ.จรัญสนิ∙วงศ 62 บางพลัด บางกอกนอย กรุงเ∙พฯ 10700 โ∙ร. 0-2433-5149, 0-2435-1246 578 ซ.ศรีกาญจนา ถ.สุขุมวิ∙ 71 พระโขนง คลองตัน ก∙ม. 10110 โ∙ร. 0-2391-4918 1379-30 ซ.ประดิษฐชัย สามเสนใน พญาไ∙ ก∙ม. 10400 โ∙ร. 0-2270-092-9 มูลนิธิเด็ก 1492/3 ถ.เจริญนคร คลองสาน กรุงเ∙พฯ 10600 โ∙ร. 0-2438-9331-2 98/4 ถ.พระอา∙ิตย กรุงเ∙พฯ 10200 โ∙ร. 0-2281-9516 โ∙ร. 0-2235-4000-1 ถ.สุขุมวิ∙ ซ.12 กรุงเ∙พฯ 10110 โ∙ร. 0-2252-2963, 0-2252-8235

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

เอ็มพาวเวอร แอคเซส

มูลนิธิมิตรมวลเด็ก

มูลนิธิคุมครองเด็ก

รานอาหารนน∙ หัวมุมซอยคาวบอย สุขุมวิ∙ 23 ตู ปณ. 1065 ป∙ฝ.สีลม กรุงเ∙พฯ 10504 โ∙ร. 0-2236-9272 ตู ปณ. 45 ป∙.ราชเ∙วี กรุงเ∙พฯ 10400 โ∙ร. 0-2245-0004-5 33/2 ซ.รวมฤดี ถ.เพลินจิต อ.ป∙ุมวัน กรุงเ∙พฯ 10330 โ∙ร. 0-2253-8141 1152 ซ.จิตตะปญญา ถ.ประจักษ อ.เมือง จ.หนองคาย โ∙ร. 0-4241-2747 139/304 ซ.ลาดพราว 106 ถ.ลาดพราว บางกะป ก∙ม. 10310 โ∙ร. 0-2538-6227

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

แหลง∙รัพยากรภายนอก เพื่อชวยเหลือผูติดเชื้อ HIV 64/14 ม.1 อพาร∙เมน∙รุงนภา(หอง307) กลุมปญญาภิวัฒน ซ.โรงพยาบาลบำราศนราดูร ถนนติวานน∙ 0-29510450-2 อ.เมือง ตอ 307 จ.นน∙บุรี 11000 เครือขายผูติดเชื้อเอชไอวี/ 494 ซ.นครไ∙ย 11 (ลาดพราว 101) 0-2377-5065 เอดส ประเ∙ศไ∙ย ถ.ลาดพราว คลองจั่น บางกะป กรุงเ∙พ 10240 0-2377-5021 มูลนิธิเขาถึงเอดส 48/282 โครงการเซ็นเตอรเพลส 0-2372-2113-4 กลุมเราเขาใจ ถ.รามคำแหง สะพานสูง กรุงเ∙พฯ 10240 100/771-5 คลองเตย ล็อค 6 ถ.อาจณรงค มูลนิธิเด็กออนในสลัม 0-2249-0953-4 คลองเตย ก∙ม. 10110 มูลนิธิดวงประ∙ีป 34 คลองเตย ล็อค 6 ถนนอาจณรงค 0-2249-3553 คลองเตย กรุงเ∙พฯ 10110 ชั้นลางแฟลตการเคหะ อาคาร14 ถนนอาจณรงค มูลนิธิไ∙ยอา∙ร 0-22495205 คลองเตย กรุงเ∙พฯ 10110 21/75 ม.4 ถนนรามคำแหง ซ.รามคำแหง 142 ศูนยคุมครองสิ∙ธิดานเอดส แขวงสะพานสูง กรุงเ∙พฯ 10240 0-23722328 850/33 สุขุมวิ∙71 ซอยปรีดีพนมยงค36 แขวง สห∙ัยมูลนิธิ 0-23818834-6 คลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเ∙พฯ 10110 องคการหมอไรพรมแดน 522 หมูบานนครไ∙ย 14 ซอยลาดพราว 101/1 -เบลเยี่ยม ถ.ลาดพราว คลองจั่น บางกะป กรุงเ∙พ 10240 0-2370-3087-90 องคการยูนิเซฟ 19 ถ.พระอา∙ิตย บางลำพู กรุงเ∙พ 10200 0-2280-5931 ประเ∙ศไ∙ย เมอรซี่ 101/11 เคหะคลองเตย ถ.ดำรงรัฐ พิพัฒน ก∙ม.02-6715313 191 ซ.เจริญพร ถ.ประดิพั∙ธ แขวงสามเสนใน มูลนิธิเอดสชาติ 02-6184748 เขตพญาไ∙ ก∙ม. 10400 อาคารอินเตอรไลฟจอหนแฮนดคอค องคการเพิรล เอส บัค 364/30 ชั้น 6 ถ.ศรีอยุธยา เขตราชเ∙วี ก∙ม. 02-6426357-8 ประเ∙ศไ∙ย 10400 66/33 หมูบาน∙ิพยนคร ซ. เครือคลาย 1 02-6306902 องคการสยาม-แคร ถ. ลาดพราว 80 แยก 11 เขตวัง∙องหลาง 02-5395299 ก∙ม. 10310 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

องคการกอง∙ุนชวยเหลือ 99/5 ถ. สุขุมวิ∙ซอย 4 ซอยสมาหาร คลองเตย เด็ก 02-2517851 ก∙ม. SEAPRO 02-2871900 มูลนิธิไว.เอ็ม.ซี.เอ กรุงเ∙พฯ 27 ถ. สา∙รใต ก∙ม. 10120 02-2872727 มูลนิธิชวยเหลือเด็กกำพรา 1978 ถ. เจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร ของสตรีไ∙ยมุสลิมแหง 02-2893023-5 เขตบางคอแหลม ก∙ม. 10120 ประเ∙ศไ∙ย 113/152 ถ. กำนันแมน แขวงบางหวา เขต 02-4555211 ชมรมเพื่อนแสงตะวัน ภาษีเจริญ 01-2538539 ก∙ม. 10160 582/18-22 ซ.เอกมัย ถ.สุขุมวิ∙ 63 คลองตัน มูลนิธิศุภนิมิตร เหนือ วัฒนา ก∙ม. 10110 มูลนิธิเด็ก 666 ถ.เจริญนคร เขตคลองสาน ก∙ม. 10600 02-4374318 59/118-120 5ถ.เอกชัย แขวงบางบอน เขต มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบ∙ บางขุนเ∙ียน ก∙ม. 10150 02-4168073 มูลนิธิรักษไ∙ย 185-187 ถ.พหลโยธิน ซ. 11 สามเสนใน ก∙ม. 02-2795306 3/60-61 ถ. รักศักดิ์ชมูล ต. ∙าชาง อ.เมือง จ. 039-301749 มูลนิธิรักษไ∙ย จัน∙บุรี จัน∙บุรี 039-301637 22000 998 หมู 1 ถ. ชลประ∙าน ต. วังกระแจะ 039-521080 มูลนิธิรักษไ∙ย ตราด อ.เมือง จ. ตราด 23000 039-525293 ศูนยคามิลเลี่ยนโซเชี่ยล 1/1 ซ.คีรี ต.หวยโปง อ.เมือง จ.ระยอง 21150 038-685480 เซ็นเตอร 95 ถ.สุขุมวิ∙ ต.∙าประดู อ.เมือง จ.ระยอง บานสะมาเรีย 038- 611473 21000 บานลอเรนโซ พนัสนิคม 98 ม.6 ต.กุฏโงง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี 20140 038-463256 ศูนยการศึกษาโรคเอดส ศูนยการศึกษานอกโรงเรียน ถ.พหลโยธิน ต.ปาก 036-313584 สระบุรี เพรียว อ.เมือง จ. สระบุรี กลุมกัลยาณมิตร 119/7 ถ.ประชาธิปไตย อ.∙าพี่ กลุมกัลยาณมิตร เลี้ยง 035-546439 จ.สุพรรณบุรี 1526/13-14 ถ. เ∙พารักษ ต.สำโรงเหนือ 02-7583182 กลุมพันธกิจเพื่อสังคม อ.เมือง จ.สมุ∙รปราการ 10270 02-7584783

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

บานมิตรา∙ร

167 หมู 8 บานแมกา ถ.เชียงใหม-ฝาง053-455654-5 ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม 184 หมู 15 บานเกษตรสุข ต.แมกา อ.เมือง บานเมตตาธรรม 053-883207 จ.พะเยา 56000 214 ม.5 บานตนตอง ต.พิชัย อ.เมือง ลำปาง บานสวนพระหฤ∙ัย ลำปาง 52000 01-7225070 1/100 ถ.รัตนโกสิน∙ร ต.วัดเกต อ.เมือง แผนกพันธกิจเอดส 053-306310 จ.เชียงใหม 50000 293 หมู 2 ถ.หนาคาย ต.รอบเวียง อ.เมือง มูลนิธิเขาถึงเอดส 053-716212 จ.เชียงราย 57000 225/112 หมูบานสินธนา หมู 2 ต.สัน มูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชน พระเนตร อ.สัน∙ราย จ.เชียงใหม 50210 053-380566 225/164 หมู 2 ต.หนองผึ้ง อ.สารภี มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแกว จ.เชียงใหม 50140 053-438017 วัดหัวริน ต.∙ุงสะโตก อ.สันปาตอง จ.เชียงใหม 50120 053-830430 2 หมู 10 บานแมแกว ต.แมออ อ.พาน ศูนยเพื่อนนองหญิง 053-671145 จ.เชียงราย 57120 ศูนยประสานงานเอดสตำบล138 หมู 20 ต.แมขาวตม อ.เมือง จ.เชียงราย 053-607026 แมขาวตม จ.เชียงราย 57100 ศูนยพัฒนาศักยภาพชุมชนคริ สตจักรรุ ง เรื องธรรม หมู 4 ต.แชชาง 053-880144 โครงการชุมชนรักษา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม 50130 310 ถ.แมตำสายใน ต.แมตำ อ.เมือง สถาบันพัฒนาชุมชนเขมแข็ง จ.พะเยา 56000 054-412-462 องคการชวยเหลือผูสูงอายุคณะพยาบาลศาสตร มหาวิ∙ยาลัยเชียงใหม 053-894805 ระหวางประเ∙ศ จ.เชียงใหม 50200 12/6 ถ.โสตศึกษา ซอย 1 ต.ชางเผือก อ.เมือง เอื้องผึ้งคลินิค 053-410077 จ.เชียงใหม 50300 101/22 ม. 3 ถ. เชียงใหม-ลำพูน ต. หนองหอย บานอากาเป (Agape Home) อ. เมือง จ. เชียงใหม 50000 053-800946 12 ถ. สันปายาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ลำพูน บานระพีพรรณ 053-532359 51000 181/208 ม.3 หมูบานโชตนานิเวศน 2 ซอย 6 มูลนิธิเกื้อดรุณ 053-408424 ต.ชางเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม 50300 ศูนยพัฒนาการศึกษาเพื่อ 186 ม.4 บานผาแตก ต.เวียงพางคำ 053-733186 ลูกหญิงและชุมชน อ.แมสาย จ.เชียงราย 57130 053-642599 รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

โครงการสนับสนุนการ พัฒนา องคกรชุมชน ∙องถิ่น บานพักเด็กและครอบครัว อุบลราชธานี มูลนิธิพัฒนาเครือขายเอดส สำนักงานภาคอีสาน มูลนิธิสุธาสินี นอยอิน∙ร เพื่อเด็กและเยาวชน

419 ม.8 ต.เมืองเดช อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี 34160

10/2 ถ.พนม ซอย 7 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 625/8 หมูบานพิมานชล 1 ถ.รอบบึง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแกน 40000 3 หมู 12 ถ.แจงสนิ∙ ต.ตาด∙อง อ.เมือง จ.ยโสธร 35000 18/1 ม.1 บานเวียงคุก ต.เวียงคุก บานซารนาลีเฮาส อ. เมือง จ. หนองคาย 43000 801/3 ซ.ชัยภูมิ 1 ถ.ประจักษ ต.ในเมือง บานพักใจ อ.เมือง จ. หนองคาย 43000 ศูนยมารีสงเคราะหหนองบัว ตู ปณ.1 บานหนองบัวโคก อ.จัตุรัส โคก จ.ชัยภูมิ 36220 168/8 ม.2 ต.หนองบัว อ. เมือง บานนิจจานุเคราะห จ. หนองบัวลำภู 39000 บานนาบุญ รักกางเขนแหง ต. ∙าแร อ. เมือง จ. สกลนคร 47230 ∙าแร โครงการชวยเหลือผูติดเชื้อ 99 ม.5 ต. หนองหาง อ. กุฉินารายณ เอชไอวี จ. กาฬสินธุ 46110 และผูปวยเอดส โครงการอภิบาลผูติดเชื้อเอช 121 ม.3 บานโนนสวาง ต.ศรีสงคราม ไอวี อ.วังสะพุง จ.เลย 42130 และครอบครัว สห∙ัยมูลนิธิ 193 ถนนศรีธรรมราช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 80000 มูลนิธิรักษไ∙ย 14-16 ถ.อภัยบริรักษ ซอย 1 ถ.คูหาสวรรค อ.เมือง จ.พั∙ลุง 93000

045-289084 045-486273 043-227847-8 045-722241 042-438482 042-438095 042-412204 044-802173 042-360322 042-751132 043-851681 042-850923 075-356524 0-9811-3900

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


Q R R

R

&

หนา จาก 141

A R

ถามตอบ

R

พระราชบัญญัติ คุมครองเด็ก พ.ศ. 2546

Q

พระราชบัญญัติคุมครองเด็ก บัญญัติขึ้นเมื่อใด

A

วัน∙ี่ 24 กันยายน พ.ศ. 2546

Q

ในพระราชบัญญัตินี้“เด็ก” หมายถึง

A

บุคคลซึ่งมีอายุตำกวาสิบแปดปบริบูรณ แตไมรวมถึงผู∙ี่บรรลุนิติภาวะดวยการสมรส

Q

ในพระราชบัญญัตินี้ “เด็ก∙ี่อยูในสภาพยากลำบาก” หมายถึง

A

เด็ก∙ี่อยูในครอบครัวยากจนหรือบิดามารดาหยาราง ∙ิ้งราง ถูกคุมขัง หรือแยกกันอยูและ ไดรับความลำบาก หรือเด็ก∙ี่ตองรับภาระหนา∙ี่ในครอบครัวเกินวัยหรือกำลังความสามารถ และสติปญญา หรือเด็ก∙ี่ไมสามารถชวยเหลือตัวเองได

Q

ในพระราชบัญญัตินี้ “ผูปกครอง” หมายถึง

A

บิดามารดา ผูอนุบาล ผูรับบุตรบุญธรรม และผูปกครองตามประมวลกฎหมายแพงและ พาณิชย และใหหมายความรวมถึงพอเลี้ยงแมเลี้ยง ผูปกครองสวัสดิภาพ นายจาง ตลอดจน บุคคลอื่นซึ่งรับเด็กไวในความอุปการะเลี้ยงดูหรือซึ่งเด็กอาศัยอยูดวย

Q

ในพระราชบัญญัตินี้ “การเลี้ยงดูโดยมิชอบ” หมายถึง

A

การไมใหการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน หรือพัฒนาเด็กตามมาตรฐานขั้นตำ∙ี่กำหนดใน กฎกระ∙รวง จนนาจะเกิดอันตรายแกรางกายหรือจิตใจของเด็ก

Q

ในพระราชบัญญัตินี้ “คณะกรรมการ” หมายถึง

A

คณะกรรมการคุมครองเด็กแหงชาติ

Q

ในพระราชบัญญัตินี้ “ปลัดกระ∙รวง” หมายถึง

A

ปลัดกระ∙รวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยและหมายความรวมถึงผูซึ่งไดรับ มอบหมายจากปลัดกระ∙รวง

Q

ศาลพิจารณาพิพากษาคดีเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายวาดวยอะไร

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

A

วาดวยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

Q

รัฐมนตรีกระ∙รวงใดบาง รักษาการพระราชบัญญัตินี้

A

รัฐมนตรีวาการกระ∙รวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย รัฐมนตรีวาการ กระ∙รวงมหาดไ∙ย รัฐมนตรีวาการกระ∙รวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีวาการกระ∙รวง ยุติธรรม

Q

คณะกรรมการคุมครองเด็กแหงชาติ ประกอบดวยใครบาง และดำรงตำแหนงอะไรในคณะกร รมการฯ

A

รัฐมนตรีวาการกระ∙รวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เปนประธาน กรรมการ ปลัดกระ∙รวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เปนรองประธาน กรรมการ ปลัดกระ∙รวงมหาดไ∙ย ปลัดกระ∙รวงยุติธรรม ปลัดกระ∙รวงศึกษาธิการ อัยการสูงสุด ผูบัญชาการตำรวจแหงชาติ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมพัฒนาสังคม และสวัสดิการ อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบดีผูพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ผู อำนวยการสำนักงานสงเสริมสวัสดิภาพและพิ∙ักษเด็ก เยาวชน ผูดอยโอกาส คนพิการ และ ผูสูงอายุ เปนกรรมการ และกรรมการผู∙รงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีวาการกระ∙รวงพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษยแตงตั้งจากผูเชี่ยวชาญซึ่งมีประสบการณในการงาน∙ี่∙ำใน วิชาชีพสังคมสงเคราะห ครู จิตวิ∙ยา กฎหมาย แพ∙ย ไมนอยกวาเจ็ดปวิชาชีพละสองคน โดยจะตองมีผูแ∙นจากภาคเอกชนอยางนอยวิชาชีพละหนึ่งคน และแตงตั้งจากผูมี ประสบการณซึ่งมีผลงานเปน∙ี่ประจักษในดานสวัสดิการเด็กมาไมนอยกวาเจ็ดปอีกสองคน โดยมีรองปลัดกระ∙รวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยซึ่งปลัดกระ∙รวงมอบ หมายเปนกรรมการและเลขานุการ

Q

กรรมการผู∙รงคุณวุฒิ ตองมีสตรีเ∙าไร

A

ไมนอยกวาหนึ่งในสาม

Q

สำนักงานปลัดกระ∙รวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย∙ำหนา∙ี่เปนสำนักงาน เลขานุการของคณะกรรมการ โดยใหมีอำนาจหนา∙ี่อะไรบาง

A

1.ปฏิบัติงานธุรการ∙ั่วไปของคณะกรรมการ 2.ประสานงานและรวมมือกับสวนราชการ หนวยงานของรัฐ และเอกชน∙ี่เกี่ยวของในการ ดำเนินงานเกี่ยวกับการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็ก 3.พัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการ ตลอดจนใหบริการดานสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็ก 4.รวบรวมผลการวิเคราะห วิจัย ดำเนินการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย รวม∙ั้งแผนงานในการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็กของ หนวยงานของรัฐและเอกชน∙ี่เกี่ยวของ แลวรายงานใหคณะกรรมการ∙ราบ 5.ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการหรือตาม∙ี่คณะกรรมการมอบหมาย

Q

กรรมการผู∙รงคุณวุฒิมีวาระอยูในตำแหนงคราวละกี่ป

A

สามป

Q

นอกจากการพนจากตำแหนงตามวาระกรรมการผู∙รงคุณวุฒิพนจากตำแหนง เมื่อใด

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

A

1. ตาย 2. ลาออก 3. รัฐมนตรีใหออกเพราะบกพรองหรือไมสุจริตตอหนา∙ี่ มีความ ประพฤติเสื่อมเสียหรือหยอนความสามารถ 4. ไดรับโ∙ษจำคุกโดยคำพิพากษาถึง∙ี่สุดใหจำ คุก 5. เปนบุคคลลมละลาย 6. เปนคนไรความสามารถหรือคนเสมือนไรความสามารถ 7. ขาดการประชุมติดตอกันสามครั้งโดยไมมีเหตุอันสมควร

Q

คณะกรรมการมีอำนาจและหนา∙ี่ อยางไร

A

1.เสนอความเห็นตอรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย แผนงาน งบประมาณและมาตรการในการ สงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็กตามพระราชบัญญัตินี้ 2.เสนอความเห็นตอรัฐมนตรีในการออกกฎกระ∙รวงและระเบียบเพื่อปฏิบัติตามพระราช บัญญัตินี้ 3.วางระเบียบโดยความเห็นชอบของกระ∙รวงการคลังเกี่ยวกับการรับเงิน การจายเงิน การ เก็บรักษาเงิน และการจัดหาผลประโยชนของกอง∙ุน 4.วางระเบียบเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการคุมครองสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา 47 5.วางหลักเกณฑในการแตงตั้งพนักงานเจาหนา∙ี่ 6.ใหคำปรึกษา แนะนำ และประสานงานแกหนวยงานของรัฐและเอกชน∙ี่ปฏิบัติงานดานการ ศึกษา การสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็ก รวม∙ั้งมีอำนาจ เขาไปตรวจสอบในสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถานคุมครอง สวัสดิภาพ สถานพัฒนาและฟนฟู สถานพินิจ หรือสถาน∙ี่∙ี่เกี่ยวของกับการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็ก∙ั้งของรัฐและเอกชน 7.ติ ด ตาม ประเมิ น ผลและตรวจสอบการดำเนิ น งานของคณะกรรมการคุ  ม ครองเด็ ก กรุงเ∙พมหานครและคณะกรรมการคุมครองเด็กจังหวัด รวม∙ั้งใหคำแนะนำและเสนอแนะใน การปองกันและแกไขปญหาการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติ เด็กในกรุงเ∙พมหานครและระดับจังหวัด 8.ดำเนินการอื่นใด∙ี่เกี่ยวกับการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติ เด็ก

Q

คณะกรรมการคุมครองเด็กกรุงเ∙พมหานครและคณะกรรมการคุมครองเด็กจังหวัดมี อำนาจและหนา∙ี่อยางไรบาง

QA &

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

A

1.เสนอความเห็นตอคณะกรรมการเกี่ยวกับนโยบาย แผนงาน งบประมาณ และมาตรการใน การสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็กตามพระราชบัญญัตินี้ 2.ใหคำปรึกษา แนะนำ และประสานงานแกหนวยงานของรัฐและเอกชน∙ี่ปฏิบัติงานดานการ ศึกษา การสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็ก รวม∙ั้งมีอำนาจ เขาไปตรวจสอบในสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถานคุมครอง สวัสดิภาพสถานพัฒนาและฟนฟู สถานพินิจ หรือสถาน∙ี่∙ี่เกี่ยวของกับการสงเคราะห คุ  ม ครองสวั ส ดิ ภ าพ และส ง เสริ ม ความประพฤติ เ ด็ ก ของรั ฐ และเอกชนภายในเขต กรุงเ∙พมหานครหรือเขตจังหวัด แลวแตกรณี 3.กำหนดแนว∙างการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็กในเขต กรุงเ∙พมหานครหรือเขตจังหวัด แลวแตกรณี 4.จัดหา∙ุนเพื่อการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพ และสงเสริมความประพฤติเด็กในเขต กรุงเ∙พมหานครหรือเขตจังหวัด แลวแตกรณี และรายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับการ จัดหา∙ุน และการจัดการ∙ุนตอคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารกอง∙ุน 5.ตรวจสอบหรือเรียกบุคคล∙ี่เกี่ยวของมาชี้แจงกรณีมีการปฏิบัติตอเด็กโดยมิชอบ 6.เรียกเอกสารหรือพยานหลักฐานใดๆ หรือขอคำชี้แจงจากผู∙ี่เกี่ยวของเพื่อประกอบการ วินิจฉัยในการปฏิบัติหนา∙ี่ตามพระราชบัญญัตินี้ 7.ติดตาม ประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานเกี่ยวกับการสงเคราะห และสงเสริมความ ประพฤติเด็กในกรุงเ∙พมหานครและระดับจังหวัด แลวแตกรณี แลวรายงานผลตอคณะ กรรมการ 8.ดำเนินการอื่นใดตาม∙ี่คณะกรรมการมอบหมาย

Q

กรณีผูปกครองตกอยูในสภาพไมอาจใหการอุปการะเลี้ยงดู อบรม สั่งสอน และพัฒนาเด็กได ไมวาดวยเหตุใด หรือผูปกครองกระ∙ำการใดอันนาจะเกิดอันตรายตอสวัสดิภาพหรือขัดขวาง ตอความเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือใหการเลี้ยงดูโดยมิชอบ หรือมีเหตุจำเปนอื่น ใดเพื่อประโยชนในการสงเคราะหหรือคุมครองสวัสดิภาพเด็ก หรือปองกันมิใหเด็กไดรับ อันตรายหรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรม พนักงานเจาหนา∙ี่ตองดำเนินการอยางไร

A

ใหการสงเคราะหหรือคุมครองสวัสดิภาพ

Q

เด็ก∙ี่พึงไดรับการสงเคราะห ไดแก

A

1.เด็กเรรอน หรือเด็กกำพรา 2.เด็ก∙ี่ถูก∙อด∙ิ้งหรือพลัดหลง ณ ∙ี่ใด∙ี่หนึ่ง 3.เด็ก∙ี่ผูปกครองไมสามารถอุปการะเลี้ยงดูไดดวยเหตุใดๆ เชน ถูกจำคุก กักขัง พิการ ∙ุพพลภาพ เจ็บปวยเรื้อรัง ยากจน เปนผูเยาว หยา ถูก∙ิ้งราง เปนโรคจิตหรือโรคประสา∙ 4.เด็ก∙ี่ผูปกครองมีพฤติกรรมหรือประกอบอาชีพไมเหมาะสมอันอาจสงผลกระ∙บตอ พัฒนาการ∙างรางกายหรือจิตใจของเด็ก∙ี่อยูในความปกครองดูแล 5.เด็ก∙ี่ไดรับการเลี้ยงดูโดยมิชอบ ถูกใชเปนเครื่องมือในการกระ∙ำหรือแสวงหาประโยชนโดย มิชอบ ถูก∙ารุณกรรม หรือตกอยูในภาวะอื่นใดอันอาจเปนเหตุใหเด็กมีความประพฤติเสื่อม เสียใน∙างศีลธรรมอันดีหรือเปนเหตุใหเกิดอันตรายแกกายหรือจิตใจ 6.เด็กพิการ 7.เด็ก∙ี่อยูในสภาพยากลำบาก 8.เด็ก∙ี่อยูในสภาพ∙ี่จำตองไดรับการสงเคราะหตาม∙ี่กำหนดในกฎกระ∙รวง

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

Q

การดำเนินการใหการสงเคราะห ในกรณี∙ี่ผูปกครองไมใหความยินยอมโดยไมมีเหตุอันควร หรือไมอาจใหความยินยอมไดนั้น สามารถดำเนินการไดอยางไร

A

ปลัดกระ∙รวงหรือผูวาราชการจังหวัด แลวแตกรณี มีอำนาจสงเด็กเขารับการสงเคราะห ตามวิธีการดังกลาวได ∙ั้งนี้ ปลัดกระ∙รวงหรือผูวาราชการจังหวัดตองฟงรายงานและ ความเห็นของผูเชี่ยวชาญในสาชาวิชาชีพสังคมสงเคราะหและการแพ∙ยกอน

Q

ในกรณี∙ี่บุคคล∙ี่ไดรับการสงเคราะหมีอายุสิบแปดปบริบูรณแตยังอยูในสภาพ∙ี่จำเปนจะตอง ไดรับการสงเคราะหตอไป ปลัดกระ∙รวงหรือผูวาราชการจังหวัด ได แตถามีเหตุจำเปนตอง ใหการสงเคราะหตอไปอีกและบุคคลนั้นมิไดคัดคานปลัดกระ∙รวงหรือผูวาราชการจังหวัด แลวแตกรณี อาจสั่งใหสงเคราะหบุคคลนั้นตอไปตามความจำเปนและสมควรจนถึงอายุเ∙าใด

A

ไมเกินเวลา∙ี่บุคคลนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปบริบูรณ

Q

เด็ก∙ี่พึงไดรับการคุมครองสวัสดิภาพ ไดแก

A

1.เด็ก∙ี่ถูก∙ารุณกรรม 2.เด็ก∙ี่เสี่ยงตอการกระ∙ำผิด 3.เด็ก∙ี่อยูในสภาพ∙ี่จำตองไดรับการคุมครองสวัสดิภาพตาม∙ี่กำหนดในกฎกระ∙รวง

Q

เมื่อพนักงานเจาหนา∙ี่หรือผูมีหนา∙ี่คุมครองสวัสดิภาพเด็ก ไดรับแจงจากผูพบเห็นเด็ก∙ี่เสี่ยง ตอการกระ∙ำผิดใหสอบถามเด็กและดำเนินการหาขอเ∙็จจริงเกี่ยวกับตัวเด็ก รวม∙ั้งสภาพ ความสัมพันธภายในครอบครัว ความเปนอยู การเลี้ยงดู อุปนิสัย และความประพฤติของ เด็กเพื่อ∙ราบขอมูลเกี่ยวกับเด็ก และถาเห็นวาจำเปนตองคุมครองสวัสดิภาพแกเด็ก จะตอง ดำเนินการอยางไร

A

โดยวิธีสงเขาสถานคุมครองสวัสดิภาพหรือสถานพัฒนาและฟนฟู

Q

ในกรณีพนักงานเจาหนา∙ี่หรือผูมีหนา∙ี่คุมครองสวัสดิภาพเด็ก เห็นวาเด็กจำเปนตองไดรับ การสงเคราะหก็ใหพิจารณาใหการสงเคราะห แตถาเห็นวายังไมสมควรสงตัวเด็กไปยังสถาน แรกรับ สถานสงเคราะห สถานคุมครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟนฟู

A

ใหมอบตัวเด็กแกผูปกครองหรือบุคคล∙ี่ยินยอมรับเด็กไปปกครองดูแล

Q

ผูปกครองหรือบุคคล∙ี่รับเด็กไปปกครองดูแลตองปฏิบัติอยางไร

A

1.ระมัดระวังมิใหเด็กเขาไปในสถาน∙ี่หรือ∙อง∙ี่ใดอันจะจูงใจใหเด็กประพฤติตนไมสมควร 2.ระมัดระวังมิใหเด็กออกนอกสถาน∙ี่อยูอาศัยในเวลากลางคืน เวนแตมีเหตุจำเปนหรือไปกับ ผูปกครอง 3.ระมัดระวังมิใหเด็กคบหาสมาคมกับบุคคลหรือคณะบุคคล∙ี่จะชักนำไปใน∙างเสื่อมเสีย 4.ระมัดระวังมิใหเด็กกระ∙ำการใดอันเปนเหตุใหเด็กประพฤติเสียหาย 5.จัดใหเด็กไดรับการศึกษาอบรมตามสมควรแกอายุ สติปญญา และความสนใจของเด็ก 6.จัดใหเด็กไดประกอบอาชีพ∙ี่เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของเด็ก 7.จัดใหเด็กกระ∙ำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง∙างดานคุณธรรม จริยธรรม และบำเพ็ญ ประโยชนตอสังคม

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

Q

หากปรากฏชัดวาผูปกครองหรือผู∙ี่รับเด็กไวปกครองดูแลละเลยไมปฏิบัติตามขอกำหนด ให พนักงานเจาหนา∙ี่หรือผูมีหนา∙ี่คุมครองสวัสดิภาพเด็ก จะตองดำเนินการอยางไร

A

รับเด็กกลับไปดูแล

Q

หามมิใหเด็กซื้อหรือเสพสุราหรือบุหรี่ หรือเขาไปในสถาน∙ี่เฉพาะเพื่อการจำหนายหรือเสพ สุราหรือบุหรี่ หากฝาฝนตองดำเนินการอยางไร

A

ใหพนักงานเจาหนา∙ี่สอบถามเด็กเพื่อ∙ราบขอมูลเกี่ยวกับเด็กและมีหนังสือเรียกผูปกครองมา รวมประชุมเพื่อปรึกษาหารือ วากลาวตักเตือน ให∙ำ∙ัณฑบน หรือมีขอตกลงรวมกันเกี่ยว กับวิธีการและระยะเวลาในการจัดใหเด็ก∙ำงานบริการสังคมหรือ∙ำงานสาธารณประโยชน

Q

ในกรณี∙ี่ปลัดกระ∙รวงหรือผูวาราชการจังหวัดสั่งใหสงเด็กเขารับการคุมครอง สวัสดิภาพ หรือในกรณีพนักงานเจาหนา∙ี่ออกขอกำหนดใหเด็ก∙ำงานบริการสังคมหรือ∙ำงาน สาธารณประโยชน ๔๕ หากผูปกครองไมเห็นดวยใหมีสิ∙ธินำคดีไปสูศาลภายในระยะเวลา เ∙าใด

A

ภายในหนึ่งรอยยี่สิบวันนับแตวันรับ∙ราบคำสั่ง

Q

การแตงตั้งผูคุมครองสวัสดิภาพเด็กใหมีระยะเวลาคราวละไมเกินกี่ป

A

สองป

Q

ผูคุมครองสวัสดิภาพเด็กมีอำนาจและหนา∙ี่ อยางไร

A

1.เยี่ยมเยียน ใหคำปรึกษา แนะนำ และตักเตือนเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติ การศึกษา และ การประกอบอาชีพแกเด็ก∙ี่อยูในการกำกับดูแล 2.เยี่ยมเยียน ใหคำปรึกษา และแนะนำแกผูปกครองเกี่ยวกับเรื่องการอบรมสั่งสอนและเลี้ยงดู เด็ก∙ี่อยูในการกำกับดูแล 3.จัด∙ำรายงานและความเห็นเกี่ยวกับสภาพความเปนอยูของเด็กและของผูปกครองเสนอตอ ปลัดกระ∙รวง ผูวาราชการจังหวัด พนักงานเจาหนา∙ี่ ผูปกครองสวัสดิภาพ คณะ กรรมการ คณะกรรมการคุมครองเด็กกรุงเ∙พมหานคร หรือคณะกรรมการคุมครองเด็ก จังหวัด แลวแตกรณี เพื่อดำเนินการตอไป

Q

ปลัดกระ∙รวงมีอำนาจจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถาน คุมครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟนฟูไดในเขตใดบาง

A

ได∙ั่วราชอาณาจักร

Q

ผูวาราชการจังหวัดมีอำนาจจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถาน คุมครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟนฟูในเขตใดบาง

A

ภายในเขตจังหวัดนั้น

Q

หนวยงานอื่นของรัฐนอกจาก∙ี่มีอำนาจหนา∙ี่ตามพระราชบัญญัตินี้อาจจัดตั้งและดำเนิน กิจการไดเฉพาะสถานรับเลี้ยงเด็ก คือ

A

ปลัดกระ∙รวงหรือผูวาราชการจังหวัดแลวแตกรณี

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

Q

ผูใดจะจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถานคุมครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟนฟู ตองขอรับใบอนุญาตตอใคร

A

ปลัดกระ∙รวงหรือผูวาราชการจังหวัด แลวแตกรณี

Q

สถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถานคุมครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟนฟูจะตองไม ดำเนินกิจการในลักษณะใด

A

แสวงหากำไรใน∙างธุรกิจ

Q

ผูใดมีอำนาจแตงตั้งหรือถอดถอนผูปกครองสวัสดิภาพของสถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถานคุมครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟนฟู

A

ปลัดกระ∙รวงและผูวาราชการจังหวัด

Q

ผูปกครองสวัสดิภาพของสถานแรกรับมีอำนาจและหนา∙ี่อยางไรบาง

A

1.รับตัวเด็ก∙ี่จำตองไดรับการสงเคราะหหรือคุมครองสวัสดิภาพ 2.สืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแหงจิต นิสัย อาชีพ และฐานะของเด็ก 3.จัดใหมีการตรวจสุขภาพกายและสุขภาพจิต พรอม∙ั้งดำเนินการรักษาเยียวยาแกเด็ก∙ี่อยูใน ความปกครองดูแล 4.จัด∙ี่พักอาศัย ∙ี่หลับนอน เครื่องนุงหม ใหเหมาะสมและถูกสุขลักษณะ 5.จัดการศึกษา การกีฬา และนัน∙นาการใหแกเด็ก 6.จัดสงเด็ก∙ี่ไดดำเนินการไปยังสถานสงเคราะห สถานพัฒนาและฟนฟู โรงเรียน หรือสถาน ∙ี่อื่นใด∙ี่มีวัตถุประสงคในการสงเคราะห หรือคุมครองสวัสดิภาพเด็กใหเหมาะสมกับวัยและ สภาพของเด็กแตละคน 7.มอบตัวเด็กแกผูปกครอง หรือบุคคล∙ี่เหมาะสมและยินยอมรับเด็กไวอุปการะเลี้ยงดู 8.ใหคำปรึกษา แนะนำ และชวยเหลือแกผูปกครอง ในกรณี∙ี่เด็กจำตองไดรับการสงเคราะห หรือคุมครองสวัสดิภาพ

Q

ผูปกครองสวัสดิภาพของสถานสงเคราะหมีอำนาจและหนา∙ี่อยางไรบาง

A

1.จัดการศึกษา อบรม สั่งสอน และฝกหัดอาชีพแกเด็ก∙ี่อยูในความปกครองดูแลของสถาน สงเคราะหใหเหมาะสมกับเด็กแตละคน 2.จัดบริการแนะแนว ใหคำปรึกษา และชวยเหลือแกผูปกครอง 3.สอดสองและติดตามใหคำปรึกษา แนะนำ และชวยเหลือแกเด็ก∙ี่ออกจากสถานสงเคราะหไป แลว

Q

ผูปกครองสวัสดิภาพของสถานคุมครองสวัสดิภาพมีอำนาจและหนา∙ี่อยางไรบาง

A

1.ปกครองดูแลและอุปการะเลี้ยงดูเด็ก∙ี่อยูในสถานคุมครองสวัสดิภาพ 2.จัดการศึกษา อบรม และฝกอาชีพแกเด็ก∙ี่อยูในสถานคุมครองสวัสดิภาพ 3.แกไขความประพฤติ บำบัดรักษาและฟนฟูสมรรถภาพ∙ั้ง∙างรางกายจิตใจแกเด็ก∙ี่อยูใน สถานคุมครองสวัสดิภาพ 4.สอดสองและติดตามใหคำปรึกษา แนะนำ และชวยเหลือแกเด็ก∙ี่ออกจากสถานคุมครอง สวัสดิภาพไปแลว

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

Q

ผูปกครองสวัสดิภาพของสถานพัฒนาและฟนฟูมีอำนาจและหนา∙ี่อยางไรบาง

A

รับเด็ก∙ี่จำตองไดรับการบำบัดฟนฟูสมรรถภาพดานรางกายหรือจิตใจไวปกครองดูแล ∙ำการสืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวเพื่อกำหนดแนว∙างการพัฒนาและฟนฟูเด็ก แตละคน จัดการศึกษา ฝกอบรม สั่งสอน บำบัดรักษา แนะแนว และฟนฟูสภาพรางกายและจิตใจให เหมาะสมแกเด็กแตละคน∙ี่อยูระหวางการปกครองดูแล

Q

หนวยงานใดตองจัดใหมีระบบงานและกิจกรรมในการแนะแนวใหคำปรึกษาและฝกอบรมแก นักเรียน นักศึกษา และผูปกครอง เพื่อสงเสริมความประพฤติ∙ี่เหมาะสม ความรับผิดชอบ ตอสังคม และความปลอดภัยแกนักเรียนและนักศึกษา

A

โรงเรียนและสถานศึกษา

Q

นักเรียนหรือนักศึกษาผูใดฝาฝน พนักงานเจาหนา∙ี่มีอำนาจนำตัวไปมอบแกผูบริหาร โรงเรียนหรือสถานศึกษาของนักเรียนหรือนักศึกษานั้น เพื่ออะไร

A

เพื่อดำเนินการสอบถามและอบรมสั่งสอนหรือลงโ∙ษตามระเบียบ

Q

ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยวามีการฝาฝนกฎหมายหรือระเบียบเกี่ยวกับ ความประพฤติของนักเรียนหรือนักศึกษา ใหพนักงานเจาหนา∙ี่มีอำนาจเขาไปในเคหสถาน สถาน∙ี่ หรือยานพาหนะใดๆ ในระหวางเวลาใดเพื่อ∙ำการตรวจสอบ การฝาฝนดังกลาวได

A

ในระหวางเวลาพระอา∙ิตยขึ้นถึงพระอา∙ิตยตก

Q

ใหรัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดตั้งกอง∙ุนขึ้นกอง∙ุนหนึ่งในสำนักงานปลัดกระ∙รวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เรียกวา

A

กอง∙ุนคุมครองเด็ก

Q

กอง∙ุนประกอบดวยเงินจาก∙ี่ใดบาง

A

1.เงิน∙ุนประเดิม∙ี่รัฐบาลจัดสรรให 2.เงิน∙ี่ไดรับจากงบประมาณรายจายประจำป 3.เงินหรือ∙รัพยสิน∙ี่มีผูบริจาคหรือมอบให 4.เงินอุดหนุนจากตางประเ∙ศหรือองคการระหวางประเ∙ศ 5.เงินหรือ∙รัพยสิน∙ี่ตกเปนของกอง∙ุนหรือ∙ี่กอง∙ุนไดรับตามกฎหมายหรือโดยนิติกรรม อื่น 6.เงิน∙ี่ริบจากเงินประกันของผูปกครอง∙ี่ผิด∙ัณฑบน 7.ดอกผล∙ี่เกิดจากเงินหรือ∙รัพยสินของกอง∙ุน

Q

เงินและดอกผล∙ี่กอง∙ุนไดรับตองดำเนินการอยางไร

A

ไมตองนำสงกระ∙รวงการคลังเปนรายไดแผนดิน

Q

คณะกรรมการบริหารกอง∙ุนประกอบดวย

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

A

ปลัดกระ∙รวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เปนประธานกรรมการ ปลัด กระ∙รวงมหาดไ∙ย ปลัดกระ∙รวงศึกษาธิการ ผูแ∙นสำนักงบประมาณ ผูแ∙นกรมบัญชี กลาง และผู∙รงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการแตงตั้งไมเกินสามคน ในจำนวนนี้ตองเปนผูแ∙น จากภาคเอกชนซึ่งเกี่ยวของกับงานดานสวัสดิการเด็กอยางนอยหนึ่งคน เปนกรรมการ และ ใหรองปลัดกระ∙รวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยซึ่งปลัดกระ∙รวงมอบหมาย เปนกรรมการและเลขานุการ

Q

คณะกรรมการบริหารกอง∙ุนมีอำนาจหนา∙ี่อยางไรบาง

A

1.บริหารกอง∙ุนใหเปนไปตามระเบียบ∙ี่คณะกรรมการกำหนด 2.พิจารณาอนุมัติการจายเงินเพื่อการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพและสงเสริมความ ประพฤติเด็ก รวม∙ั้งครอบครัวและครอบครัวอุปถัมภของเด็ก 3.รายงานสถานะการเงินและการบริหารกอง∙ุนตอคณะกรรมการ

Q

ผูใดขัดขวางไมใหพนักงานเจาหนา∙ี่ปฏิบัติหรือไมยอมสงเอกสารหรือสงเอกสารโดยรูอยูวา เปนเอกสารเ∙็จแกพนักงานเจาหนา∙ี่เมื่อถูกเรียกใหสง ตองถูกระวางโ∙ษอยางไร

A

ตองระวางโ∙ษจำคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบา∙ หรือ∙ั้งจำ∙ั้งปรับ

Q

ผูใดไมยอมมาใหถอยคำ ไมยอมใหถอยคำโดยไมมีเหตุอันสมควร ตองถูกระวางโ∙ษอยางไร

A

ไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบา∙ หรือ∙ั้งจำ∙ั้งปรับ

Q

ผูใดจัดตั้งหรือดำเนินกิจการสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถาน คุมครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟนฟู โดยมิไดรับใบอนุญาตหรือใบอนุญาตถูกเพิก ถอนหรือหมดอายุ ตองระวางโ∙ษอยางไร

A

จำคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบา∙ หรือ∙ั้งจำ∙ั้งปรับ

Q

เจาของหรือผูปกครองสวัสดิภาพของสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถานคุมครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟนฟูผูใดไมปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระ∙รวง ตองระวางโ∙ษอยางไร

A

ระวางโ∙ษจำคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบา∙ หรือ∙ั้งจำ∙ั้งปรับ

Q

ผูใดกระ∙ำการเปนผูปกครองสวัสดิภาพของสถานแรกรับ สถานสงเคราะห สถานคุมครอง สวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟนฟูโดยมิไดรับแตงตั้ง ตองระวางโ∙ษอยางไร

A

ระวางโ∙ษจำคุกไมเกินหนึ่งเดือน หรือปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบา∙ หรือ∙ั้งจำ∙ั้งปรับ

Q

ผูใดผูรับสนองพระบรมราชโองการราชโองการตามพระราชบัญญัติคุมครองเด็กพ.ศ. ๒๕๔๖ คือ

A

พันตำรวจโ∙ ∙ักษิณ ชินวัตร

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

แบบประเมินผูปวยเด็กที่ถูกกระทำรุนแรงทั้งดานรางกาย จิตใจ และเพศ การประเมินสภาพทางรางกาย (Physical assessment) : หมดสติโดยไมทราบสาเหตุ หรือสาเหตุที่ไมเหมาะสม : มีรอยแผลไฟไหม น้ำรอนลวก ที่ไมสมเหตุสมผล : มีเลือดออกผิดปกติตามรางกาย โดยไมทราบสาเหตุแนนอน : มีรอยแผลเกาและใหมปนกันตามรางกาย ลักษณะไมเหมือนการหกลมหรืออุบัติเหตุ : มีกระดูกหักที่เกิดขึ้นทั้งใหมและเกา โดยสาเหตุไมชัดเจน : เลือดออกในอวัยวะภายใน สาเหตุไมแนนอน : มีรอยบุหรี่จี้ตามรางกาย ฝามือ ฝาเทา : มีรอยขีดขวนของผิวหนังตามรางกายคลายการตอสูดิ้นรน หรือการตอสู : มีการตั้งครรภโดยไมพึงประสงค : มีสภาพรางกายขาดสารอาหาร พัฒนาการไมสมวัย การตรวจภายในบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก (Genital and anal assessment) : การติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก

มี

ไมมี

: ตรวจพบอสุจิ หรือน้ำเชื้อ : มีการติดเชื้อ HIV ในเด็กหญิงที่ไมไดเกิดจากแมที่เปนโรคเอดส : มีการฉีกขาดของอวัยวะเพศ : มีการบาดเจ็บ รอยฟกซ้ำ เลือดออกชองคลอด หรือทวารหนัก การประเมินสภาพจิต อารมณ และพฤติกรรม (Psychological assessment) : กลัว หวาดระแวงมากผิดปกติ โดยเฉพาะกับบิดา – มารดา – หรือผูนำมาพบแพทย : เปลี่ยนแปลงทางอารมณจิตใจอยางเฉียบพลัน : ทำรายตนเอง หรือคิดฆาตัวตาย : นอนไมหลับ ฝนรายเห็นภาพเหตุการณรุนแรงนั้นซ้ำๆ : ซึมเศรา เหมอลอย ขาดความกระตือรือรน : มีพฤติกรรมทางเพศผิดปกติ การประเมินสภาพทางสังคม (Social assessment) : ทาทีผูปกครองรีบรอน อยากรีบกลับบาน ไมตองการใหเด็กนอนรักษาในโรงพยาบาล : การใหประวัติสับสน ไมสมเหตุสมผล ใหประวัติไมเหมือนกันในแตละครั้ง : เด็กไมตองการกลับบานหรือไมอยากไปโรงเรียน หมายเหตุ

1. ใหประเมินในผูปวยเด็กทุกรายที่มีอายุต่ำกวา 14 ป 2. ถามีขอใดขอหนึ่งใหถือวาเขาขายสงสัยถูกกระทำรุนแรง

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

R “นักสังคมสงเคราะหที่ดีตองเปนนักจัดการที่ดีดวย” เปนคำกลาวของ นางสาวอรชร ออนโอภาส นักสังคมสงเคราะหโรงพยาบาลสมุทรสาครที่เกิดขึ้นระหวางการวิพากษกันกับนักศึกษาฝกงานบอยครั้ง เรารวมกันตั้งคำถามวาอะไรคือสิ่งจำเปนสูงสุดสำหรับนักสังคมสงเคราะหในการชวยผูอื่นแกไขปญหา อะไรคือเครื่องมือที่ชวยใหนักสังคมสงเคราะหจะสามารถจัดการกับปญหาตางๆของคนตางๆได ระหวาง การวิพากษไมมีคำตอบใดที่ออกมาจากประเด็นการสนทนานี้ แตก็ไมไดหมายความวาเราจะไมมีคำตอบ การถามทำใหเราไดหยุดคิดและพิจารณาวาแทจริงแลวเรามีเครื่องมืออยูรอบตัว เรามีทรัพยากรตางๆ กระจัดกระจายอยูรอบตัวเรานั่นเอง แตปญหาอยางหนึ่งของนักสังคมสงเคราะหคือการจัดการกับระบบ ความคิด หรือจัดหมวดหมูของเครื่องมือที่เราใชอยูอยางเปนประจำวัน สิ่งนี้จึงเปนอุปสรรคที่ทำใหเรา ข า มไปพ น ข า วิ พ ากษ จ ากสั ง คมว า สั ง คมสงเคราะห ค ื อ งานอาสาสมั ค รใช เ พี ย งความเมตตาในการ สงเคราะห หรือเพียงสามัญสำนึก ในภาคผนวกนี้จึงพยายามที่จะรวบรวมเครื่องมือที่นักศึกษาฝกภาค ปฏิบัติไดหยิบขึ้นมาใช เพื่อจะไดอธิบายไดอยางชัดเจนมากขึ้นวา การฝกภาคปฏิบัตินี้ไมไดใชเพียง สามัญสำนึกหรือการชวยแบบไมมีทิศทาง ถาเปรียบภาคผนวกนี้เปนสิ่งของผูเขียนขอเปรียบเปนกลอง เครื่องมือที่ในนั้นมีการจัดเก็บเครื่องมือไวอยางเปยระเบียบ และพรอมใชงานอยูเสมอ R เปนที่ทราบกันดีและไมอาจปฏิเสธวา งานสังคมสงเคราะหคือการทำงานกับมนุษย คานิยมของ งานคือการเคารพในศักดิ์ศรีความเปนมนุษยของผูใชบริการ เหลานี้ถูกบรรจุอยูในจรรยาบรรณทาง วิชาชีพ แตนอกเหนือจากวิชาชีพแลวเรายังมีกฎหมายที่บัญญัติถึงการเคารพในความเปนมนุษยเพื่อเปน เครื่องรับประกันวามนุษยทุกคนจะไดรับการปฏิบัติตอกันอยางเทาเทียม และเปนธรรม หรือเรียกกันโดย แพรหลายวาสิทธิมนุษยชน R ในระดับนานาชาติ ประเทศไทยมีพันธกรณีรวมกับสนธิสัญญาและอนุสัญญารวมกับองคการ สหประชาชาติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนผานสนธิสัญญาหลัก 5 ฉบับ ไดแก 1. อนุสัญญาวาดวยสิทธิเด็ก 2. อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ 3. กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 4. กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม 5. อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อ ชาติในทุกรูปแบบ R ซึ่งกฎหมายเหลานี้เองเปนคำตอบวาทำไม โรงพยาบาลสมุทรสาครจึงตองใหบริการสาธารณสุข ตอแรงงานขามชาติ แรงงานตางดาว หรือขยะสังคมคมที่เปนชายขอบที่คนกระแสหลักบีบขับใหพวกเขา เปน คำตอบมีเพียงเพราะคิดวา มนุษยธรรม เราไมอาจเลือกปฏิบัติตอมนุษยดวยกันได ไมวาจะเปน มนุษยชาติพันธุใดก็ตาม

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

คัดยอบางสวนจากบทความ “ความสําคัญของการประเมินครอบครัวในการดูแลชวยเหลือเด็กที่ ถูกทารุณกรรมและทอดทิ้ง” โดย พญ.ปริชวัน จันทรศิริ หนวยจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ , วารสารเพื่อการคุมครองเด็ก ฉบับที่ 3 ป 2551 มูลนิธิศูนยพิทักษสิทธิเด็ก เครื่องมือในการประเมินครอบครัว จากการศึกษาวิจัยรวมกันของ Department of Health และ Department of for Education and Skills ในประเทศอังกฤษ ไดพัฒนาเครื่องมือในการประเมินและเก็บรวมรวมขอมูลเกี่ยวกับครอบครัว 4 แบบคือ • In My Shoes • Family Pack of Questionnaires and Scales • Home Inventory • Family Assessment โดยเปาหมายในการใชเครื่องมือที่พัฒนาจากการศึกษาวิจัยนี้เพื่อ 1. พัฒนาความเขาใจของธรรมชาติและระดับความจําเปนของชีวิตเด็กตามวัย 2. เพิ่มพูนความเขาใจในเรื่องปจจัยที่มีผลกระทบตอเด็กและความจําเปนในชีวิตของเด็ก 3. ประเมินวามีอันตรายอยูในระดับที่ทําใหเกิดผลกระทบตอเด็กหรือไม 4. พัฒนาเครือขาย และเปนเสียงใหแกเด็กและพอแม 5. เตรียมสําหรับการปองกัน In My Shoes (Calam, Cox, Glasgow, Jimmieson and Groth Larsen (2000)) R เปาหมาย In My Shoes เปน computer package ที่งายตอการใชเพื่อชวยใหเด็กและผูใหญที่ เปราะบางสื่อสารประสบการณของตนเอง เชน เหตุการณหรือความสัมพันธที่ทําใหทุกขใจเครื่องมือนี้ ไดรับการทดสอบแลววาสามารถใชไดในหลายสถานการณ เชน สัมภาษณเด็กที่สงสัยวาถูกทําราย หรือมี ความยากลําบากในการแสดงอารมณ ใชกับคนที่เขาถึงไดยาก หรือมีพัฒนาการลาชาหรือมีความยากลํา บากอื่นๆ สามารถใชสัมภาษณผูใหญที่มีปญหาความบกพรองทางสติปญญาไดเชนเดียวกัน วิธีการ In My Shoes เปนเครื่องมือที่ใชทั้งภาพ เสียง คําพูดและ VDO โดยแตละขั้นตอนนั้นเด็กๆจะไดรับการสนับ สนุนใหบอกเลาขอมูลจากประสบการณ และเลาถึงอารมณที่มีตอบุคคลตางๆ ในบาน ในโรงเรียนหรือที่ อื่นๆ การสัมภาษณจะมีลักษณะที่มีโครงสรางชัดเจนและเปนระบบ โดยเอื้อใหสื่อสารในประเด็นที่ต องการ โดยหลีกเลี่ยงคําถามนํา โปรแกรมนี้ออกแบบมาเพื่อใหผูใหญที่ไดรับการฝกใชโปรแกรมนี้นั่งคูกับ เด็ก ชวยเหลือแนะนําและปฏิสัมพันธกับเด็กผานทางการสัมภาษณแบบ structure ขอมูลที่ไดจึงเปนผล จากการสัมภาษณ 3 ทาง ไมใชเพียงแคการตอบคําถามกับคอมพิวเตอร สิ่งสําคัญคือโปรแกรมนี้

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ได ช  ว ยให เ ด็ ก ที ่ ไ ม ส ามารถใช ภ าษาพู ด สามารถใช เ ครื ่ อ งมื อ ในโปรแกรมคอมพิ ว เตอร ใ ห ข  อ มู ล ประสบการณและอารมณของตนไดเมื่อไดรับการชวยเหลือที่เหมาะสม ประโยชน In My Shoes เปนประโยชนในหลากหลายบริบทการใชงาน เชน • ชวยใหเด็กเลาถึงประสบการณ ความคิด ความรูสึก และความปรารถนา • ชวยใหเด็กเลาถึงประสบการณใชชีวิตในครอบครัวปจจุบัน ในครอบครัวอดีต หรือในการดูแลแบบอื่นๆ • ชวยในการประเมินความเปนไปไดที่เด็กจะถูกทารุณกรรมและทอดทิ้ง • ชวยในการประเมินและวางแผนในการบําบัดฟนฟูครอบครัวผูใหกําเนิดเด็ก • เก็บขอมูลความปรารถนาและความรูสึกของเด็กตอการถูกอุปถัมภหรือยายไปอยูกับครอบครัวบุญธรรม • สื่อสารกับเด็กเกี่ยวกับความเจ็บปวดและไมสบายทั้งในอดีตและปจจุบัน เชน เด็กที่อยูในโรงพยาบาล • ประเมินความตองการของเด็กที่เปนพี่นอง • พูดเรื่องโรงเรียนกับเด็ก ทั้งในดานการเรียน ความสัมพันธกับเพื่อน กับครู หรือกับคนอื่นๆ • ชวยเด็กที่มีปญหา Learning disabilities หรือปญหาความบกพรองทางการไดยิน ใหสื่อสารได • ชวยเด็กที่มีปญหาสมาธิใหจดจอได • ชวยเหลือเด็กวัยรุนที่มีปญหาตอการเผชิญหนากันในการสัมภาษณ • พูดคุยกับเด็กเล็กเรื่องการเปลี่ยนการดูแล • สื่อสารกับผูใหญที่มีความเปราะบาง The Family Pack of Questionaires and Scales (Department of Health, Cox and Bentovim, 2000) P ใชในการเก็บขอมูลเกี่ยวกับคนสําคัญในชีวิตเด็ก และการเลี้ยงดูเด็ก การประเมินถึงปญหาทาง อารมณและพฤติกรรมของทั้งเด็กและผูใหญ ปญหาของพอแมและคนอื่นๆ ในครอบครัวและปจจัยทางสิ่ง แวดลอม เชน เหตุการณรายที่เพิ่งผานมา ปญหาสุขภาพจิตและปญหาการติดสุรารวมทั้งคุณภาพของ ชีวิตครอบครัว Home Inventory (Cox and Walker) เปาหมาย ใชประเมินคุณภาพของการดูแลเด็กและสิ่งแวดลอมในบานที่จัดไวสําหรับเด็กเพื่อจะเขาใจ ประสบการณของเด็กเมื่อใชชีวิตกับครอบครัว วิธีการ R โดยการใชแบบประเมิน HOME (The Home Observation and Measurement of the Environment) ซึ่งเปนแบบสัมภาษณแบบ semi-structured สัมภาษณผูดูแลหลักและเด็ก เพื่อเก็บขอมูล เกี่ยวกับประสบการณของเด็กที่หลากหลายในแตละวัน และศักยภาพของผูดูแลในการเลี้ยงดูเด็ก รวมทั้ง รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

สํารวจประเด็นตางๆ เกี่ยวกับโลกของเด็กและชีวิตในครอบครัว โดยใชการ สํารวจยอนไปใน 24 ชั่วโมงที่ ผานมา ประโยชน R สามารถใชประโยชนไดในหลายสถานการณ เชน การประเมินเบื้องตน การประเมินระยะสําคัญ ของปญหา การประเมินระดับของการเปลี่ยนแปลงหลังจากใหการชวยเหลือเด็กและครอบครัว เก็บภาพ รายละเอียดของการดูแลที่เด็กจําเปนตองไดรับในครอบครัวอุปถัมภหรือครอบครัวบุญธรรม และเพื่อ ประเมินคุณภาพของการดูแลและสิ่งแวดลอมในบานของเด็กเมื่อวางแผนระยะยาว เปนตน เครื่องมือ ประกอบดวย 3 เครื่องมือ คือ เครื่องมือ Home Inventory สําหรับเด็กอายุ 0-3, 3 - 6 และ 6-10 ป Family Assessment (Bentovim and Bingley Miller) R การประเมินครอบครัวอยางเปนระบบโดยมีหลักฐานจากการศึกษาวิจัยรองรับในการ ประเมินชีวิตครอบครัวและความสัมพันธ เชน การปรับตัวของครอบครัว การเลี้ยงดูเด็ก การสื่อสาร ในครอบครัว การจัดการกับอารมณ การเชื่อมโยงตอกันในครอบครัว รวมทั้งการจัดการกับ สถานการณวิกฤติ และประวัติอดีตของครอบครัว เปาหมาย R เพื่อเขาใจธรรมชาติของชีวิตครอบครัวและความสัมพันธ ในครอบครัว วิธีการ R เปนการพบกับสมาชิกในครอบครัวที่บานหรือหองตรวจ ใชรูปแบบหลากหลายในการสัมภาษณ ทั้งรูปแบบการถามและการกําหนดภาระงานใหครอบครัวมีปฏิสัมพันธตอกันในแบบที่เปนธรรมชาติที่สุด เทาที่เปนไปได ประโยชน R เพื่อบงชี้ถึงจุดแข็งและจุดออนของครอบครัวจากวิธีที่สมาชิกในครอบครัวสื่อสารสรางสัมพันธ แสดงปฏิกิริยาทางอารมณตอกันและกันเพื่อชวยสรางเสริมศักยภาพในการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม ใชใน การประเมินกับครอบครัวที่ซับซอน เพื่อวางแผนการชวยเหลือและให intervention

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

The Family Assessment model of family functioning: Elements of family organisation and family character แผนภาพ แสดงถึงมิติและองคประกอบของรูปแบบประเมินการทําหนาที่ของครอบครัว R เครื่องมือในการประเมินครอบครัวรูปแบบนี้สรางขึ้นจากขอสรุปที่วาครอบครัวในสังคมมีหนาที่และ บทบาทหลักในการเลี้ยงดูเด็ก ดังนั้นเครื่องมือนี้จึงเนนในเรื่องการทําหนาที่และลักษณะของชีวิต ครอบครัวและความสัมพันธ ที่สามารถตอบสนองความจําเปนพื้นฐานของเด็กได ในเครื่องมือประเมิน ครอบครัวนั้นมองภาพครอบครัวในเชิงระบบ ระบบครอบครัวประกอบดวยสวนตางๆ หรือระบบยอย เชน ความเปนหุนสวนกันของพอกับแม และระบบยอยของพอแมกับลูก ซึ่งทุกๆ สวนมีผลตอการทํางาน ของระบบครอบครัวโดยรวม คุณสมบัติของระบบครอบครัว เชน การสื่อสารอยางไรของสมาชิกใน ครอบครัว หรือการสรางความสัมพันธอยางไรของสมาชิก ตางมีผลตอการทํางานของระบบครอบครัว นอกจากนี้ระบบครอบครัวก็อยูในระบบสังคมของครอบครัวขยาย ชุมชนทองถิ่น และสังคมใหญ การทำ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

หนาที่ของระบบครอบครัวก็ถูกคาดหวังจากบริบททางสังคมที่อาศัยอยู เชน บรรทัดฐานทางวัฒนธรรม ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา มิติของการประเมินการทําหนาที่ของครอบครัว ประกอบดวย • การรวมตัวกันของครอบครัว (Family organization) ประกอบดวยหนาที่ คือ o การปรับตัว ( Family adaptation) R R บทบาท หนาที่ และการปรับตัวตอวงจรชีวิตครอบครัว (Role andresponsibility and adapting to family life cycle) R R การตัดสินใจและการแกปญหา (Making decisions and problem-solving) การจัดการกับความขัดแยง (Conflict management) ครอบครัวขยายและชุมชน (Wider family and community) o การเลี้ยงดูลูก (Parenting) การสงเสริมพัฒนาการ (Promoting development) ธรรมชาติของความผูกพัน (Nature of attachment) การใหคําแนะนํา การดูแล และการจัดการ (Guidance, care and management) • ลักษณะของครอบครัว (Family character) บงชี้ถึงลักษณะของชีวิตครอบครัว ดังนี้ o การสื่อสารของครอบครัว (Family communication) การรับและการสื่อขอความ (Expression and reception of messages) ความเกี่ยวพัน (Involvement) ความตอเนื่อง (Continuity) o ความผูกพันในครอบครัว (Family alliances) ระหวางคูสมรส (Couple) ระหวางพอแม (Parents) ระหวางพอแมกับลูก (Parent-child) ระหวางพี่นอง (Siblings) o ภาวะอารมณ (Emotional life) การรับและการสื่ออารมณ (Expression and reception of feelings) ธรรมชาติของความสัมพันธ (Nature of relationship) ความเกี่ยวพัน (Involvement) บรรยากาศ (Atmosphere) o อัตลักษณ ของครอบครัว (Family identity) รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ความเปนตัวของตัวเองในแตละคน (Individual autonomy) ความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของครอบครัว (Family togetherness) ขอบเขตระหวางรุน (Intergenerational boundaries) • ประวัติของครอบครัว (Family history) o ประวัติวัยเด็กของพอแม ไดรับการปกปองแคไหน ตองเผชิญกับความยากลําบากหรือไม มีการ สูญเสีย หรือความเจ็บปวยอะไรบาง o ผลกระทบของประวัติในอดีต การรับรูและปลอยวางในเหตุการณสําคัญในชีวิตและผลกระทบที่ มีตอครอบครัวปจจุบัน o การทําหนาที่ในฐานะพอแมของแตละคน ภาวะทางสุขภาพกาย สุขภาพจิตและบุคลิกภาพ o ความสัมพันธ ของคูสมรส ในอดีตและปจจุบัน บทบาทการใชความรุนแรงในบาน o บทบาท ความรับผิดชอบ ในครอบครัวปจจุบันและครอบครัวขยาย • ปจจัยทางสิ่งแวดลอม (Environmental factors) o ความเพียงพอของที่อยูอาศัย o ลักษณะและรูปแบบการทํางานของพอแม o การทํางานของเด็ก o ความสมดุลระหวางการทํางานและการเลี้ยงดูเด็ก o ความพอเพียงของรายไดและการใชจาย o การอยูรวมกันของครอบครัวและชุมชน o การเขาถึงทรัพยากรในชุมชน

การประเมินเด็กที่ตองการความชวยเหลือและครอบครัว R หลักการในการประเมินเด็กและครอบครัวนั้น ตองการความรูความเขาใจในดานตอไปนี้ 1. ความตองการตามวัยพัฒนาการของเด็ก 2. ศักยภาพของพอแมหรือผูดูแลที่จะตอบสนองอยางเหมาะสมตอความตองการของเด็ก 3. ผลกระทบของครอบครัวขยายและสิ่งแวดลอมที่มีตอเด็กและศักยภาพของพอแม

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

แผนภาพ กรอบแนวคิดในการประเมินเด็กและครอบครัว (The Assessment Framework, UK Framework for the Assessment of Children in Need and their Families 2007, Department of Health and Department for Education and Employment Home Office, UK) R หลักการทั้ง 3 ดานมีความเชื่อมโยงเกี่ยวของกันเหมือนดานของสามเหลี่ยม โดยแตละดานประกอ บดวยมิติสําคัญในการประเมิน มิติตางๆมีอิทธิพลและกระทบตอกันและกัน ในการประเมินจึงตองมีกา รสํ า รวจอย า งรอบคอบ โดยมี เ ป า หมายหลั ก เพื ่ อ ให เ ข า ใจถึ ง ผลกระทบต อ เด็ ก ในครอบครั ว การ วิเคราะหสถานการณอยางถูกตองจะนําไปสูการวางแผนและการปฏิบัติในการชวยเหลือ เพื่อใหมั่นใจ ไดถึงผลลัพธที่ดีที่สุดสําหรับเด็ก การประเมินความตองการของเด็กตามวัยพัฒนาการ (Child’s Developmental Needs) R การประเมินความตองการของเด็กตามวัยพัฒนาการในมิติตางๆมีคําอธิบายใหพอเขาใจโดยสังเขป เพื่อเปนตัวอยาง ดังนี้ Health : สุขภาพ R ครอบคลุมถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ทั้งดานสุขภาพกายและสุขภาพจิต คํานึงถึงผลกระ ทบของปจจัยทางพันธุกรรมที่มีผลตอโรคและความพิการ อีกทั้ง ไดรับการดูแลอยางเหมาะสมขณะเจ็บ รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

ปวย มีอาหารที่เพียงพอทั้งคุณภาพและปริมาณ ออกกําลัง ไดรับวัคซีนปองกันโรคและการตรวจรางกาย ดูแลสุขภาพฟนและสายตา เปนตน ในเด็กโตมิติดานนี้ครอบคลุมถึงคําแนะนําและขอมูลในดานตางๆที่มี ผลต อสุขภาพ เชน sex, education และการติดสารเสพติด Education : การเรียนรู R ครอบคลุมทุกๆดานที่เกี่ยวของกับพัฒนาการดานการเรียนรู ซึ่งเริ่มตั้งแตแรกเกิด เชน โอกาสใน การเลน มีปฏิสัมพันธกับเด็กอื่น สามารถเขาถึงหนังสือ ไดเรียนรูทักษะและความสนใจที่หลากหลายมี ประสบการณทําไดสําเร็จ ปฏิสัมพันธ กับผูใหญที่สนใจกิจกรรมทางการศึกษา ความกาวหนาและความ สําเร็จ ซึ่งจะเปนจุดเริ่มตนใหเด็กในดานการใฝรู เปนตน Emotional and Behavioral Development : พัฒนาการทางอารมณและพฤติกรรม R คํานึงถึงความเหมาะสมการในการตอบสนองตอเด็ก ซึ่งแสดงออกใหเห็นทางความรูสึกและการก ระทําของเด็กที่มีตอพอแมและผูดูแลในชวงวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นก็จะแสดงออกตอบุคคลนอกครอบครัว เชน ลักษณะและคุณภาพของความผูกพันในชวงตนของชีวิต ลักษณะของพื้นอารมณ การปรับตัวตอการ เปลี่ยนแปลง การตอบสนองตอความเครียด และการควบคุมตนเองที่เหมาะสม เปนตน Identity : อัตลักษณ R คํานึงถึงการพัฒนาความเปนตัวของตัวเองที่จะเปนคนๆหนึ่งที่มีคุณคา เชน มุมมองของเด็กตอ ตนเองและความสามารถของตน ภาพลักษณและความมั่นใจในตนเอง มีความรูสึกเชิงบวกตอความเปน ตนเอง เชื้อชาติ ศาสนา อายุ เพศ และความพิการก็อาจมีผลเกี่ยวของ รวมทั้งความรูสึกถึงการเปนสวน หนึ่งและไดรับการยอมรับจากครอบครัว กลุมเพื่อนและสังคม และชาติพันธุ เปนตน Family and Social Relationships : ความสัมพันธในครอบครัวและสังคม R การพัฒนาการความเห็นใจตอผูอื่น และความสามารถรับรูความรูสึก “เอาใจเขามาใสใจเรา” ได เชน ความสัมพันธที่ลึกซึ้งคงเสนคงวากับพอแมหรือผูดูแล ความสัมพันธที่ดีกับพี่นอง เพิ่มความสําคัญ ในมิตรภาพที่เหมาะสมตามวัยกับเพื่อนและคนสําคัญในชีวิตของเด็ก และการตอบสนองของครอบครัว ตอความสัมพันธ ของเด็ก เปนตน Social Presentation : การแสดงออกสังคม R คํานึงถึงความเขาใจที่เพิ่มมากขึ้นของเด็กเกี่ยวกับการรับรูและการใหความหมายของสังคม ภายนอกที่มีตอรูปลักษณ พฤติกรรม และขอจํากัดตางๆ ของตนเอง เชน การแตงตัวที่เหมาะสมตามวัย เพศ ศาสนาและวัฒนธรรม ความสะอาดและสุขอนามัยสวนตัว และความพรอมของพอแมหรือผูดูแลที่ จะใหคําแนะนําในการเขาสังคมที่แตกตางกัน เปนตน รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

Self Care Skills : การดูแลตนเอง R คํานึงถึงเด็กที่ไดรับการตอบสนองตามความสามารถทางอารมณ การสื่อสาร และความเปนไปได ตามวัย เพื่อพัฒนาใหพึ่งพาตนเองได เชน ทักษะเบื้องตนในการแตงตัวและรับประทานอาหาร โอกาสที่ จะมีความเชื่อมั่นและมีทักษะที่จําเปนเพื่อทํากิจกรรมตางๆ ไดโดยไมตองพึ่งพาครอบครัว และมีทักษะที่ จะใชชีวิตไดดวยตนเองในเด็กโต เปนตน มิติดานนี้ยังหมายรวมถึงการใหกําลังใจเพื่อใหเด็กมีวิธีในการ แกปญหาในสังคม อยางไรก็ตามเด็กที่มีขอจํากัดทางความสามารถหรือมีความเปราะบางในดานอื่นๆ ควรไดรับการใสใจเปนพิเศษในสิ่งแวดลอมทางสังคมที่สงผลกระทบตอการพัฒนาทักษะในการดูแล ตนเอง มิติดานศักยภาพของพอแม Basic care: การเลี้ยงดูพื้นฐาน R การใหความจําเปนพื้นฐานทางกาย การดูแลทางการแพทยและสุขอนามัยที่เหมาะสม เชน จัดใหมี อาหาร น้ําดื่ม ความอบอุน ที่อยูอาศัย ความสะอาดและเสื้อผาเครื่องนุงหม รวมทั้งการมีสุขอนามัย สวน ตัวที่เหมาะสม เปนตน Ensuring safety: ความมั่นใจวาปลอดภัย R ดูแลใหเด็กมั่นใจไดวาจะไดรับการปกปองจากอันตรายหรือการถูกทําราย เชน ปกปองเด็กจาก อันตรายหรือการถูกทํารายที่รุนแรง และปองกันเด็กจากการติดตอกับผูใหญหรือเด็กที่ไมปลอดภัยปอง กันไมใหเด็กทํารายตนเอง รวมทั้งการรับรูถึงสารพิษหรืออันตรายทั้งที่อยูภายในบานหรือที่อื่นๆ เปนตน Emotional warmth : ความอบอุนทางอารมณ R ดูแลใหเด็กมั่นใจวาไดรับการตอบสนองตอความจําเปนพื้นฐานทางอารมณ ใหเด็กไดรับความรูสึก ถึงคุณคาพิเศษและความรูสึกเชิงบวกตออัตลักษณทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของตนเอง เชน ดูแล ใหเด็กมั่นใจ มั่นคง และมีความผูกพันทางใจกับผูใหญที่เปนคนสําคัญในชีวิต โดยผูใหญนั้นมีความไวทาง อารมณและการตอบสนองที่เหมาะสมตอความจําเปนพื้นฐานของเด็ก มีการสัมผัสทางกายการ ปลอบโยนและการกอด อยางเหมาะสมและพอเพียงที่จะทําใหเด็กรับรูถึงความอบอุน การชื่นชมและกํา ลังใจ เปนตน Stimulation : การกระตุน R สงเสริมการเรียนรูและพัฒนาการทางความคิดของเด็กดวยการกระตุนการคิด ใหกําลังใจและให โอกาสทางสังคม เชน เอื้อใหเด็กมีศักยภาพและพัฒนาการทางความคิดผานทางปฏิสัมพันธ การสื่อสาร รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

พูดคุยและตอบสนองตอภาษาและคําถามของเด็ก สนับสนุนการเลนและเลนกับเด็ก สงเสริมโอกาส ทางการศึกษา ทําใหเด็กไดมีประสบการณของความสําเร็จ และติดตามใหไดเขาโรงเรียน หรือไดรับการ เรียนรูในระดับที่คลายคลึงกัน เอื้อใหเด็กไดพบกับความทาทายของชีวิต เปนตน

Guidance and boundaries : การใหคําแนะนําและขอบเขต R พอแมสามารถชวยใหเด็กสามารถปรับอารมณและพฤติ กรรมของตนเองได ซึ่งหนาที่ที่สําคัญของ พอ แมคือ การทําใหดู และการเปนแบบอยาง ในการแสดงพฤติกรรม ควบคุมอารมณ และปฏิสัมพันธ กับผูอื่นอยางเหมาะสม รวมทั้งการใหคําแนะนําในเรื่องการกําหนดขอบเขต เพื่อใหเด็กสามารถพัฒนารูป แบบในใจทั้งในเรื่องของคุณธรรม คุณคาและการรูผิดชอบชั่วดี และพฤติกรรมการแสดงออกที่เหมาะสม กับสังคมที่เด็กเติบโตอยูดวย โดยมีเปาหมายเพื่อใหเด็กเติบโตเปนผูใหญที่มี คุณคาที่ยึดถือในตนเอง และสามารถแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมกับผูอื่นไดอยางอัตโนมัติโดยไมตองพึ่งพากฎภายนอกเพื่อ ควบคุมตนเอง รวมทั้งการไมปกปองทะนุถนอมเด็กมากเกินไป จนเด็กขาดการสํารวจและ ประสบการณการเรียนรูดวยตนเอง เชน เรื่องของการแกปญหาในการอยูรวมกับผูอื่น การจัดการกับ ความโกรธ การคํานึงถึงผูอื่น และฝกวินัยที่ไดผล และการปรับพฤติกรรม เปนตน Stability : ความมั่นคง R ชวยใหสิ่งแวดลอมในครอบครัวมั่นคงเพียงพอที่เด็กจะสามารถพัฒนาและดํารงไวซึ่งความผูกพันที่ มั่นคงตอผูดูแลหลักเพื่อพัฒนาการที่เหมาะสม เชน ทําใหมั่นใจวาความผูกพันที่มั่นคงจะดํารงอยู มีการ ตอบสนองทางอารมณที่อบอุนสม่ําเสมอ และตอบสนองดวยวิธีที่คลายคลึงกันตอพฤติกรรมแบบ เดียวกัน การตอบสนองของพอแมตองเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามการพัฒนาของเด็ก รวมทั้งจัด ใหเด็กไดติดตอกับสมาชิกในครอบครัวที่มีความหมายตอตนเองหรือเปนคนสําคัญในชีวิ ต เปนตน ครอบครัวและปจจัยทางสิ่งแวดลอม Family History and Functioning : ประวัติและการทําหนาที่ของครอบครัว R ประวัติครอบครัวหมายรวมถึงทั้งพันธุกรรมและปจจัยทางจิตสังคมการทําหนาที่ของครอบครัวนั้น มี อ ิ ท ธิ พ ลจากใครที ่ อ ยู  ใ นครอบครั ว และมี ป ฏิ ส ั ม พั น ธ อ ย า งไรกั บ เด็ ก ประวั ต ิ ใ นวั ย เด็ ก ของ พอแมเหตุการณสําคัญที่ผานมาในชีวิตและความหมายที่มีตอสมาชิกในครอบครัว ธรรมชาติการทําหนา ที่ของครอบครัว เชน ความสัมพันธระหวางพี่นองและผลกระทบตอเด็ก จุดแข็งและจุดออนของพอแม และความสัมพันธระหวางพอแมที่แยกทางกัน เปนตน

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

Wider Family : ครอบครัวขยาย R ใครจะไดรับพิจารณาวาเปนสมาชิกครอบครัวขยายจากเด็กและพอแม เชน บุคคลที่เกี่ยวของและ ไม เกี่ยวของและมีครอบครัวขยายหรือไม มีบทบาทและความสําคัญตอเด็กและพอแมที่เฉพาะเจาะจง อยางไร เปนตน Housing : สภาพที่อยูอาศัย R ที่อยูอาศัยมีสภาพที่เอื้ออํานวยเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัยของเด็ก และสมาชิกใน ครอบครัว รวมทั้งมีความเหมาะสมที่เอื้อตอสมาชิกที่พิการหรือตองการความชวยเหลือพิเศษ เชน สภาพภายในและภายนอกของที่อยูอาศัย และสิ่งแวดลอม สาธารณูปโภคพื้นฐาน เชน น้ํา ไฟฟา สถาน ที่ขับถาย สถานที่ประกอบอาหาร สถานที่หลับนอนและและความสะอาด สุขอนามัยและความ ปลอดภัย และผลกระทบตอการเลี้ยงดูเด็ก เปนตน Employment : การจางงาน R ในบานใครทํางานบาง รูปแบบการทํางานและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สงผลกระทบกับเด็ก อยางไรบาง สมาชิกในบานมองการทํางานและการวางงานอยางไร และมีผลกับความสัมพันธตอเด็ก อยางไร รวมทั้งประสบการณของเด็กในเรื่องการทํางานและผลกระทบตอเด็กเอง Income : รายได R มีรายไดที่อยางเพียงพอที่ตอเนื่องและตอบสนองตอความจําเปนพื้นฐานของครอบครัวได ครอบครัวใชทรัพยากรที่มีอยูอยางไร ปญหาการเงินรบกวนเด็กหรือไม Family’s Social Integration : การเปนสวนหนึ่งในสังคมของครอบครัว R สํารวจบริบทที่กวางขึ้นในชุมชนและเพื่อนบาน และผลกระทบที่มีตอเด็กและครอบครัว เชน ครอบ ครัวมีสวนรวมกับชุมชนหรือแยกตัวในระดับใด กลุมเพื่อนของครอบครัว เครือขายสังคมและ มิตรภาพ และความสําคัญที่ครอบครัวใหกับสิ่งเหลานี้ เปนตน Community Resources : ทรัพยากรในชุมชน R สาธารณูปโภคและการใหบริการที่จัดใหมีในชุมชน รวมทั้งการดูแลขั้นพื้นฐานทางสุขภาพ โรงเรียน และศูนยเด็กเล็ก สถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ ระบบขนสงมวลชน รานคาและสถานที่พักผอนหยอน ใจ เชน พิจารณาวามีจัดใหหรือไม เขาถึงบริการไดหรือไม ทรัพยากรไดมาตรฐานหรือไม ครอบครัว ไดรับผลกระทบอยางไร รวมทั้งผลกระทบกับสมาชิกที่พิการหรือตองการความชวยเหลือพิเศษ

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


$%&'()!%(('%,3#+

)+07A (&4>A@!)@!!</29(#! )+07A (&BA %H!A !!7%5#,-+ )+07A (&BA %H!A '658>'!!7%5#,-"3"'(0! )+07A (&B23-1%&!!B'>(',4+!

$%&'()! 3/&&2,'3%-'/,!

'()@G3 %@()$%& 4)%54)6 7!!

47(!#A %,-G3%&!!!</,-',2'-)!

47(!,'23<7B6-!!!!;,8/(8#&#,-!

=A95#++'/,!@!5#3#9-'/,!/1!&#++%4#+!

'())6 5H8+'()@G3%$1 %47(!!!

?2'0%,3#!3%5#!@!&%,%4#&#,-!

'()L01 4(/ H-+-/(!'()=>H8!H8+'()N6='()!

:%-25#!/1!%--%3"&#,-+!

D))!E(#"$%&47(!F>'B6-!

75/&/-',4!0#8#(/9&#,-!

'()@A &,@)"!B6C-('()!

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

0!(<,0#MF!H*8,*? -Q.<!R=<!BO"*)"E76-!N6-.)J K)" "!R)&B<(5(8NMS(8&'):J ! !N('!7()@(),BG3%'()4M1!4)%&,=?'!*2 .23!G!T565.23!G!B"K"!HIIH!

'())6 5H8+'()@G3%%()!:J ! =A95#++'/,!@!5#3#9-'/,!/1!1##(',4+! D))!E(#"$%&47(!@6!B6-DJ !!:%-25#!/1!5#(%-'/,+"'9+! :%-25#!/1!5#(%-'/,+"'9! 47(!,'23<7B6-!!;,8/(8#&#,-! 5))<('(K!!!*-&/+9"#5#! !

=&/-'/,%(!('1#

I(7+%()!:J

$%&'()!3"%5%3-#5!

86'9:+$%&4)%54)6 7!!

$%&'()!"'+-/5)! !"#$%&!'$()*+&!

*)+76#$" %&4)%54)6 7!

$%&'()!/54%,'6%-'/,! !!!!!!!!!!!

47(!F>'B6-L-4)%54)6 7!

$%&'()!'0#,-'-)

7%5#,-',4

'(),82<; &=>,=?'!

!!!!!'())7!#67'6-$%&4)%54)6 7!!

'()*)6 5#67$%& 4)%54)6 7

$%&'()! %0%9-%>'('-)

%6#86'9:J $%& 4)%54)6 7!

;,-#54#,#5%-'/,%(!>/2,0%5'#+!

$%5,$#)+07A (&)MA -!

$%&'()!-/4#-"#5,#++!

47(!,*? -%6-0-P3&%6-,=2<7'6-$%&4)%54)6 7!

;,0'8'02%(!%2-/,/&)!

47(!,*? -#67$%&#67,%&L-H#A 8+4-!

E'0#5!1%&'()!@!3/&&2,'-)!

4)%54)6 7$<(<H8+EM!E-!

</,1('3-!&%,%4#&#,-!

'()N6='()'6547(!$6=H<1 &!

.%D',4!0#3'+'/,+!%,0!95/>(#&"+/(8',4!

'()#6=@"-LNH8+'()H'1 *6O0(!

C/(#+!%,0!5#+9/,+'>'('-'#+!@!%0%9-',4!-/!1%&'()!('1#!3'53(#!

5.5(.!0-1 (.23!H8+'()*)6 5#67#A %7&N)E27#" 4)%54)6 7!

!"#!$%&'()!*++#++&#,-!./0#(!/1!$%&'()!$2,3-'/,',4!

!"#$" %&'()*)+,!"-'()./(0-1 (.23$%&4)%54)6 7!

หนา จาก 141


หนา จาก 141

บรรณานุกรม bibliography กรมสุขภาพจิต. กระทรวงสาธารณสุข. 2339. คูมือการฝกอบรมการใหการปรึกษาเรื่องโรคเอดส. พิมพ ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ___________. กระทรวงสาธารณสุข. 2544. การใหการเด็กที่ถูกทารุณกรรม. (อัดสำเนา). ___________. กระทรวงสาธารณสุข. 2546ก. คูมือการใหการปรึกษาเรื่องเอดส. กรุงเทพมหานคร. สำนักงานกิจการโรงพิมพ องคการทหารผานศึก. ___________. กระทรวงสาธารณสุข. 2546ข. คูมือการใหการปรึกษาเพื่อการดูแลผูติดเชื้อเอชไอวีและผู ปวยเอดสที่ไดรับยาตานไวรัส. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ องคการ ทหารผานศึก. ___________. กระทรวงสาธารณสุข. 2546ค. คูมือการใหการปรึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ องคการทหารผานศึก. ___________. กระทรวงสาธารณสุข. 2547. การปรึกษาวัยรุนและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง. กรุงเทพมหานคร: พิมพที่ บียอนด พับลิสซิ่ง. กิตติพัฒน นนทปทมะดุลย. 2536. พื้นฐานทฤษฎีทางสังคมสงเคราะห. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. จิราลักษณ จงสถิตยมั่น. 2549. สังคมสงเคราะหกลุมชน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร. ปริชวัน จันทรศิริ. แพทยหญิง. 2551. “ความสำคัญของการประเมินครอบครัวในการชวยเหลือเด็กที่ถูก ทารุณกรรมและทอดทิ้ง”. วารสารเพื่อการคุมครองเด็ก ฉบับที่ 3 มูลนิธิศูนยพิทักษสิทธิเด็ก. จิราภา ชมชื่นจิตต(บรรณาธิการ). มูลนิธิศูนยพิทักษสิทธิเด็ก. 2547. คูมือปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพ ในกระบวนการคุมครองเด็ก. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพเลขที่ 185/16 บางกอกใหญ. มาดี ลิ่มสกุล. 2552. เอกสารประกอบการบรรยาวิชา SW212 พลวัตพฤติกรรมนุษยในสังคมที่ เปลี่ยนแปลง คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ยศ สันติสมบัติ. 2532. ฟรอยดและพัฒนาการของจิตวิเคราะห จากความฝนสูทฤษฎีสังคม. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ระพีพรรณ คำหอม. รองศาสตราจารย. 2552. เอกสารประกอบการบรรยาวิชา SW222 หลักการและ ทฤษฎีการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. (อัดสำเนา). โรงพยาบาลชุมพร. กระทรวงสาธารณสุข. 2542. ศูนยพิทักษสิทธิเด็กและสตรี. (อัดสำเนา).

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

โรงพยาบาลสมุทรสาคร. กระทรวงสาธารณสุข. 2553. “รายงานสรุปผลการดำเนินงานเสนอการตรวจ ราชการและนิเทศงาน ระดับกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข กรณีปกติ รอบที่ 1 ปงบประมาณ 2553”. วาสนา เกานพรัตน. มูลนิธิศูนยพิทักษสิทธิเด็ก. มปป. ความรู หลักการและกระบวนการสำคัญในการ ทำงานสหวิชาชีพ. (อัดสำเนา). ______________. มูลนิธิศูนยพิทักษสิทธิเด็ก. มปป. บทบาทสหวิชาชีพ ในการชวยเหลือคุมครองเด็ก ตามกฎหมายที่เกี่ยวของ. (อัดสำเนา). วันทนีย วาสิกะสิน และคณะ. 2550. ความรูทั่วไปเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห. พิมพ ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร สารี อองสมหวัง และคณะ. 2549. คูมือหลักประกันสุขภาพสำหรับประชาชน สำนักงานหลักประกัน สุขภาพแหงชาติ. กรุงเทพมหานคร: พิมพที่บริษัทศรีเมืองการพิมพ จำกัด. สุชา จันทรเอม. 2540. จิตวิทยาพัฒนาการ. พิมพคครั่้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: บริษัทสำนักพิมพไทย วัฒนาพานิช จำกัด. สุรางครัตน วศินารมณ. 2552. เอกสารประกอบการบรรยาย วิชา SW223 หลักและวิธีการปฏิบัติงาน สังคมสงเคราะห คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. (อัดสำเนา). สมเพลิน เกษมรัตนสันติ. 2552. เอกสารประกอบการบรรยา วิชา SO201 สังคมวิทยาเบื้องตน คณะ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. กระทรวงสาธารณสุข. 2546. แนวทางปฏิบัติเพื่อชวยเหลือเด็กและ สตรีที่ถูกกระรุนแรง. (อัดสำเนา) Hansan, Heather. 2009. Powerful People Skills. Singapore: Times Priters Pte Ltd. แหลงขอมูลออนไลน http://th.wikipedia.org/ http://www.google.co.th/ http://images.google.co.th/ http://maps.google.co.th/

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

“ จงมุงมั่นทำความดีทุกอยาง ดวยทุกวิถีทาง ในทุกหนทาง ทุกที่ ทุกเวลา กับคนทุกคน นานเทาที่คุณจะทำได ” “จอหน เสลีย” บาทหลวงลัทธิแองกลิคัน ผูกอตั้งนิกายเมโธดิสต ในศาสนาคริสต

รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร


หนา จาก 141

อัฐกร ศิริชัยเอกวัฒน รายงานการฝกภาคปฏิบัติ 1 ภาคฤดูรอน/2552 หนวยฝกโรงพยาบาลสมุทรสาคร นักศึกษาชั้นปที่ 2 คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

internship  

internship1

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you