Page 1


ผมเพิ่งวิ่งเสร็จเมื่อตอนเที่ยงคืน หรือไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ พวกเราชาว a team เสียเหงือ่ กับการทำ� a day ฉบับนีม้ ากมายเหลือเกิน ครับ ตอนทำ�ฉบับ HUMAN RIDE ก็มีแค่แก๊งผู้ชายที่ขยันออกไปซิ่งจักรยาน แต่กบั ฉบับวิง่ พวกเราทัง้ หญิงชายพร้อมใจกันออกมาวิง่ เกือบทุกคน น้องฝึกงาน ก็ไม่เว้น เราจะทำ�เรื่องวิ่งได้ยังไง ถ้าเราไม่ได้วิ่ง 5 เดือนก่อน พวกเราเริ่มต้นวิ่งกันแบบนักวิ่งเท้าใหม่ หลายคนเดิน มากกว่าวิ่ง วันไหนวิ่งได้ 3 กิโลเมตรก็ถือว่าเก่งมากแล้ว แน่นอนว่าการวิ่ง ในสภาพแบบนั้นมันไม่สนุกหรอก การวิ่งก็คงเหมือนทุกเกมในโลก เราจะ สนุกกับมันมากขึ้น ถ้าเราเล่นมันได้ดีขึ้น พวกเราก็เลยพยายามหาความรู้ เกี่ยวกับการวิ่งมาแบ่งปันกัน พอวิ่งได้ดี เราก็สนุกกับการวิ่ง พอสนุกกับการวิ่ง เราก็วิ่งได้ดีขึ้นไปอีก ในหนังสือเรือ่ ง Running for Beginners รวบรวมเรือ่ งราวทีน่ กั วิง่ หน้าใหม่ ควรรู้ไว้แบบครบครันทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นหมวดท่าวิ่ง หมวดการฟิตร่างกาย หมวดการเลือกอุปกรณ์ หมวดอาการบาดเจ็บ และอีกมากมาย แต่หมวดทีผ่ ม ชื่นชอบที่สุดคือ หมวดแรงบันดาลใจในการออกไปวิ่ง บางที ‘แรงบันดาลใจ’ ในการออกไปวิง่ อาจจะสำ�คัญกว่าอุปกรณ์ทง้ั หมด ก็เป็นได้ หนึ่งในแรงบันดาลใจของพวกเราชาว a team ที่ทำ�ให้ทุกคนวิ่งกันแบบ เสพติดก็คอื แอพพลิเคชันในสมาร์ทโฟนทีช่ อ่ื Nike+ Running เราตัง้ เป้าหมาย การวิ่งกันไว้ว่า ใครจะวิ่งถึง 50 กิโลเมตรเป็นคนแรกในเวลา 30 วัน ก่อนที่ เดือนหลังๆ จะลดลงเหลือ 20 วัน มันก็เหมือนกับการวิ่งทั่วไปที่การเข้าที่หนึ่งถือเป็นผลพลอยได้ การเข้า เส้นชัยต่างหากคือสิ่งที่เราต้องไปให้ถึง พวกเราต่างคนต่างวิ่ง ใครสะดวกที่ไหนก็วิ่งที่นั่น บางคนถนัดวิ่งเช้า บางคนชอบวิ่งเย็น บางคนวิ่งน้อยๆ แต่วิ่งทุกวัน บางคนวิ่งครั้งละมากๆ แต่นานๆ วิ่งที สิ่งที่ยึดโยงพวกเราเข้าด้วยกันก็คือ ตารางบอกระยะทางใน แอพพลิเคชันที่แสดงให้เห็นว่า เพื่อนเราแต่ละคนวิ่งไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว การโดนเพื่อนแซงถือเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการออกไปวิ่งเพื่อทวงอันดับคืน ยิ่งโดนคนที่อ่อนกว่าเรามากๆ แซง แทบจะใส่รองเท้าออกไปวิ่งกันเดี๋ยวนั้น เหลืออีก 3 วันก็จะหมดเวลาแข่งขัน คนส่วนใหญ่จ่ออยู่ที่เส้นชัยแล้ว ผมยังไปไม่ถึงไหนเลย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พาผมออกจากบ้านไปวิ่งใน สวนสาธารณะถึงเที่ยงคืน ในระหว่างวิ่ง ผมก็พบเสน่ห์ 2 อย่างของการวิ่ง อย่างแรก คือความง่าย แค่เรามีรองเท้าคู่เดียวก็วิ่งได้แล้ว วิ่งที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อการวิ่งมันเรียบง่ายอย่างนั้น ความพิเศษของการวิ่งจึงอยู่ที่ เรื่องราวระหว่างวิ่ง อันเป็นเสน่ห์ข้อถัดไป อย่างที่สอง ผมว่าการวิ่งเป็นแบบจำ�ลองชีวิตที่ดีมาก เมื่อสักครู่ผมตั้งเป้าหมายในแอพพลิเคชันว่า วันนี้จะวิ่งสัก 15 กิโลเมตร น่าจะใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ทุกกิโลเมตรและทุกก้าวที่ใกล้เข้าสู่เป้าหมาย ล้วนแลกมาด้วยความ เหนื่อยล้า รวมถึงความเจ็บปวดในช่วงท้าย เมือ่ ความเหนือ่ ยมาเยือน สมองก็คดิ หาเหตุผลสารพัดมารองรับว่าทำ�ไม ถึงไม่จ�ำ เป็นต้องวิง่ ให้ครบตามเป้าหมายก็ได้ ไม่วา่ จะเป็น ไม่ได้วง่ิ มานานแล้ว เลยไม่ฟติ ถ้าวิง่ เยอะไปเดีย๋ วบาดเจ็บ เดีย๋ วกลับบ้านดึก หรือสัก 10 กิโลเมตร ก็ถือว่าโอเคมากแล้วนะ

ในขณะทีส่ มองปรุงแต่งเหตุผลมากมายมากล่อมว่าทำ�ไมผมถึงไม่ควรสูต้ อ่ ก็มีคำ�ถามใหญ่โผล่ขึ้นมา ผมจะทนแน่วแน่ในการไปให้ถึงเป้าหมายได้อีกนาน แค่ไหน ไม่ต่างอะไรกับชีวิตคน สิ่งที่ช่วยพาผมวิ่งจนครบตามเป้า มี 3 อย่าง หนึง่ ระบบการวัดผล ในระหว่างวิง่ แอพพลิเคชันจะรายงานผลให้เราทราบ ทุกกิโลเมตรว่า เราไม่ได้เหนื่อยเปล่า แต่กำ�ลังใกล้เป้าหมายเข้าไปเรื่อยๆ นั่นเป็นกำ�ลังใจชั้นดี เหมือนที่คนเล่นกล้ามบอกเคล็ดลับให้ฟังว่า ต้องหมั่น วัดขนาดกล้ามของตัวเองบ่อยๆ ถ้าพบว่ามันใหญ่ขึ้นตลอด ก็จะมีกำ�ลังใจ เล่นกล้ามต่อ สอง กำ�ลังใจระหว่างวิ่ง การฟังเพลงระหว่างวิ่งช่วยให้ผมมีความสุข ผ่อนคลาย และมีพลังใจไว้สู้กับความเหนื่อยล้าทางกาย สาม การหยุดพักดื่มน้ำ� ถ้าเหนื่อยจนก้าวขาไม่ค่อยจะออก ความเร็ว ในการวิ่งลดต่ำ�ลง เหมือนร่างกายส่งสัญญาณบอกว่าพลังงานใกล้จะหมด ก็อย่าไปฝืน หยุดพักเติมน้ำ�เติมพลังสักนิด พอความสดชื่นกลับคืนมาค่อย ออกวิ่งต่อ ชีวิตก็คงเป็นแบบนั้น ถ้าเห็นว่าเรากำ�ลังเคลื่อนที่เข้าใกล้เป้าหมาย และ มีแหล่งพลังใจไว้ต่อสู้กับความยากลำ�บาก และรู้จักพักเมื่อไม่ไหว เราก็คงสู้ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายได้ยาวนานขึ้น ในการวิ่งแต่ละครั้ง ผมแบ่งระยะทางออกเป็น 4 ช่วง ช่วงแรก เป็นช่วงที่ยังมีเรี่ยวแรง ในหัวไม่คิดอะไรมาก นอกจากลุยไป ข้างหน้า ช่วงที่สอง เริ่มเหนื่อย แต่ยังห่างไกลเส้นชัย เป็นช่วงที่ท้อและอยาก ผ่านไปให้เร็วที่สุด ช่วงที่สาม เหนื่อยมาก พยายามนับระยะทางถอยหลังสร้างกำ�ลังใจ แต่ถึงอย่างนั้นด้วยแรงที่ถดถอย ก็ชวนให้ถอดใจเลิกวิ่งเป็นระยะ ช่วงทีส่ ่ี เป็นช่วงทีม่ คี วามสุขทีส่ ดุ เพราะรูว้ า่ เส้นชัยอยูอ่ กี ไม่ไกล น่าแปลก ทีพ่ อรูอ้ ย่างนัน้ แรงใจมันส่งพลังต่อให้แรงขาแบบไม่ยง้ั ความเหนือ่ ยเริม่ จางหาย และสมองส่งสัญญาณว่า เรายังไปได้ไกลกว่าเป้าหมายอีก ผมชอบความรู้สึกนั้นมาก เมื่อใกล้จะถึงเป้าหมายแล้วพบว่า เราไปได้ ไกลกว่าเป้าหมาย คืนนี้ผมเลยวิ่งแถมอีก เป็น 16 กิโลเมตร เมื่อวิ่งจบ ความเหนื่อยเมื่อยล้าก็กรูกันมาเยือน พร้อมๆ กับความสุข และความภูมใิ จว่า เราทำ�ได้ ทีว่ า่ ทำ�ได้นน้ั หมายถึง เรามาถึงจุดหมายปลายทาง จนได้ โดยไม่แพ้พ่ายเลิกล้มความตั้งใจไปก่อน เราไม่ได้ต่อสู้กับอะไรเลยนอกจากใจตัวเอง อย่างที่ใครหลายคนบอก ชนะอะไรก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าชนะใจตัวเอง เพราะถ้าชนะใจตัวเองได้ เราจะทำ�อะไรก็ได้ ใครกำ�ลังเผชิญศึกหนักของชีวิตแล้วอ่อนล้าจนอยากจะเลิก ลองมาวิ่งดู ครับ เพราะการวิ่งไม่ได้เป็นแค่การออกกำ�ลังกาย แต่ยังช่วยออกกำ�ลังใจด้วย ถ้าเรามีรา่ งกายและจิตใจทีเ่ ข้มแข็งเพียงพอจนพาตัวเองวิง่ ถึงปลายทางได้ ปัญหาอะไรเราก็สู้ได้

ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร zcongklod@yahoo.co.uk facebook.com/ZcongklodPage


a team

ที่ปรึกษา สุ ร พงษ์ เตรี ย มชาญชั ย บรรณาธิการอำ�นวยการ วงศ์ ท นง ชั ย ณรงค์ สิ ง ห์ บรรณาธิการผู้พิมพ์ โฆษณา, บรรณาธิการภาพ นิ ติ พั ฒ น์ สุ ข สวย บรรณาธิการบริหาร ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบทความ ศิวะภาค เจียรวนาลี บรรณาธิการสารคดี สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ กองบรรณาธิการ ธารริน อดุลยานนท์, ปีติชา คงฤทธิ์, กันตพร สวนศิลป์พงศ์ เลขากองบรรณาธิการ อาทิตยา บุญยรัตน์ หัวหน้าช่างภาพ คเชนทร์ วงศ์แหลมทอง ช่างภาพ นวลตา วงศ์เจริญ, ณัฐพล วุฒเิ พ็ชร์, สลัก แก้วเชือ้ , ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ, ดวงสุดา กิตติวฒ ั นานนท์ ทีป่ รึกษาบรรณาธิการศิลปกรรม ทรงพล จัน่ ลา บรรณาธิการศิลปกรรม จิรณรงค์ วงษ์สนุ ทร กราฟิกดี ไซเนอร์ วัชรพงศ์ แหล่งหล้า, สมพฤกษ์ ผูกพานิช, สุวชิ า พุทซาคำ� พิสจู น์อกั ษร วาริณี วรวิทยานนท์, ศกุนตลา แย้มปิ๋ว ผู้จัดการผลิต สุกัญญา ทศวงศ์ชาย ผู้อำ�นวยการกลุ่มโฆษณา อุบลวรรณ จรเจริญสุข ผู้อำ�นวยการฝ่ายโฆษณา ฐิติพร เฉิดธนางกูร ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา สิริวรรณ กะสินธุ์รัมย์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายโฆษณา ธัญญ์นรี นิธิพัชรโรจน์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายโฆษณา เมตไตร ปัญญาไว ฝ่ายโฆ ษณา อภิญญา บุสสา, วรินทร ผาเวช, ณัฏฐ์รมณ ประสิทธิโชค ผูอ้ �ำ นวยการฝ่ายการตลาด ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา ครีเอทีฟ ณฐกร กรดจำ�รูญ, กรวุฒิ กาญจนาบุญมาเลิศ ออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง ธัญญรัตน์ ฟุ้งเฟื่อง ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาอีเวนต์ นีรนาท ไตรเพิ่ม ฝ่ายโฆษณาอีเวนต์ ภิตินันท์ ดายงค์, ศุภมณฑา กัญโส เอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ ปภาพินท์ อภิชาตสุภาพขจร อีเวนต์ โปรดิวเซอร์ วีระนุช ส่งแจ้ง, ฐิติพร พันธุ์เสือ โปรดักชัน ดี ไซเนอร์ เชาวลิต ประสงค์สิน ผู้ช่วยโปรดักชัน ดี ไซเนอร์ เกรียงไกร เตียวนุกูล ประสานงานอีเวนต์ ไกรวุฒิ เปลืองเข็ญ, กมลวรรณ กรุณานนท์ ผู้จัดการ จัณฑรัศมิ์ เกียรติยศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ณัฐธยาน์ อึ้งตระกูลนิธิศ ฝ่ายธุรการ ณัฐรดา ตระกูลสม ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สาวิตรี เหล่ารอด ฝ่ายสมาชิก นริศรา เปยะกัง เว็บมาสเตอร์ จุฬชาติ รักษ์ใหญ่ a team junior 10 กองบรรณาธิการ กนกพรรณ อรรัตนสกุล, คาลิล พิศสุวรรณ, ณิชนันทน์ สุสมั พันธ์ไพบูลย์, บุญญานันท์ กาญจนกิจ, ปริชมน จันทร์ศริ ,ิ ภคณัฐ ทาริยะวงศ์, ภัทรมน สุขประเสริฐ, มนสิชา รุง่ ชวาลนนท์, สุวชิ า พิทกั ษ์กาญจนกุล อาร์ตไดเรกเตอร์ วริทธิธ์ ร สุขสบาย, อาจกวิน พูลสวัสดิ์ ช่างภาพ ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร, สถิพงษ์ อ้อภูมิ พิสจู น์อกั ษร ชลธร จารุสวุ รรณวงค์, สุภัทริณี ศรประดิษฐ์

ผู้ก่อตั้ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ภาสกร ประมูลวงศ์ นิติพัฒน์ สุขสวย

a day

10

a day magazine adaymagazine adaymagazine

เจ้าของ บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำ�กัด เลขที่ 33 ซอยศูนย์วิจัย 4 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ 0-2716-6900-4 ต่อ 501 ฝ่ายสมาชิก 0-2716-6900-4 ต่อ 412 แฟกซ์ 0-2718-0690 เว็บไซต์: www.daypoets.com/aday อีเมล: aday@daypoets.com แยกสี อินเตอร์ ดิจิตอล โทร. 0-2622-0044 พิมพ์ คอมฟอร์ม โทร. 0-2368-2942-7 จัดจำ�หน่าย เพ็ญบุญ โทร. 0-2615-8625

owner day poets co., ltd. 33 Soi Soonvijai 4 Bangkapi Huay Kwang Bangkok 10310 tel. 0-2716-6900-4 ext. 501 website: www.daypoets.com/aday e-mail: aday@daypoets.com colors separating inter digital tel. 0-2622-0044 printing comform tel. 0-2368-2942-7 distributor penboon tel. 0-2615-8625


W.C. a day ปีที่ 14 ฉบับ 166 ประจำ�เดือนมิถุนายน 2557 แบบปก: อาทิวราห์ คงมาลัย ภาพปก: นวลตา วงศ์เจริญ

084 055 034

036

055

023 think positive

054 เมื่อคุณลุงคุณป้ายังเด็ก

060 follow me

จิราภรณ์ วิหวา

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

055 a little big thing

061 ย้ำ�คิด ย้ำ�ธรรม

น้ำ�บุญเดลิเวอรี่กับนามบัตรที่เคี้ยวได้

032 talking head

เนย-ณิศศา เกตุระหงษ์ มิสทิฟฟานี่ 2014

034 add to playlist

ฟังดนตรีจากมุมกว้างของ Cloud Behind

036 ที่ชอบ

เคาะประตูบ้านตีลังกาที่ภูเก็ต

038 today’s special

มีอะไรในเดือนมิถุนายน

048 #adayinthailand

สวยข้ามคืน

แผ่นเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี

056 a spiritual day ไตรรงค์ ประสิทธิผล

Copycat

057 เมดอินไทยแลนด์ นวพล ธำ�รงรัตนฤทธิ์

ไทยเมทัลคลาสสิก

ภาพถ่ายบันทึกเส้นทาง

058 made in Japan

050 retweet

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

ข้อความน่า RT

รถไฟสายโอตะคุ

052 vintage album

059 มุมมองเห็น

จุดเริ่มต้นชีวิตคู่

กมลเนตร เรืองศรี

ป่าไม้เดียวกัน

คืนฟินๆ ของคนข่าว ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธื์

Stamp B-Side

071 global review วิ่งตามโลก

080 find art มาคิสะ

นักวิ่งในพิพิธภัณฑ์

082 draft till done

รำ�ลึกเรื่องราวในพิพิธบางลำ�พู

084 portfolio นิทานสัจจะ

088 the outsiders

สะพานเชื่อมโลกศิลปะของ บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล / ตุลย์ ปิ่นแก้ว ผู้ช่วยเหลือฮีโร่ ที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคม


194 088 236

234 092 q & a day

เพลงเพื่อชีวิตของ ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง

096 main course Human Run

170 a day with a view

058 214 pedal power

ความคิดสร้างสรรค์ในสองล้อ

216 cyclist

ผู้มาก่อนในวงการจักรยาน ศ. กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์

232 230 โลกประจำ�ตัว คุณากร วรวรรณธนะชัย

เรื่องของอากง

232 team pladib เรียวตะ ซูซูกิ

เราจะส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างไร

ชีวิตที่เป็นดัม-มะ-ชา-ติของ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย

218 bike lane

ไกลกว่าทางจักรยานที่บางกระเจ้า

234 โลกแนวราบ

185 hesheit

219 tour de world

ทัศนศึกษา

วิศุทธิ์ พรนิมิตร

ฮีโร่ ภาค 2

194 see new land กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์

ตกสำ�รวจ

198 สนามเด็กเล่น

บรรจุภัณฑ์น้ำ�ตาลสด / แอพช่วยชาวต่างชาติ แก้ปัญหาความไม่เข้าใจในภาษา

200 a pen interview

เทรนด์ที่น่าจับตาของ Cargo Bike

220 trip

Australia Tour ปั่นกลับบ้านจากออสเตรเลีย

222 it’s my ride

ปั่นไปในเส้นทางธรรมชาติ

226 london scence โอ๊ต มณเฑียร

Tales of Cocktails มาร์ตินีที่เพลย์บอยคลับ

ปากกาฝีเท้าจัดของ คามิน คมนีย์

228 world while web

202 a[WAY]

พิกลจริต

ข้างหลังปก Human Run

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

จุลพร นันทพานิช

236 เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งที่ดีย่อมไม่สูญหาย

238 นิทานล้านบรรทัด ประภาส ชลศรานนท์

รูปจากดาวเคราะห์ชื่อโลก


day poets society

Explosions in the sky live in Bangkok

ASIAN INVASION by Very Kind Invention

29-04-2014 / 20:00:00 Moonstar Studio (Studio 1)

02-05-2014 / 18:00:00 Soy Sauce Factory

ภาพยนตร์รอบสื่อมวลชน เรื่อง By the River: สายน้ำ�ติดเชื้อ

Noise Market 2

06-05-2014 / 18:00:00 ชั้น 7 โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์

10-05-2014 / 15:00:00 Museum Siam


invitations

YELLOW SUN: เด็กเสื้อแดด โดย ชัยพร พานิชรุทติ 15-05-2014 / 18:00:00 NUMBER 1 gallery

Come on every BUN! 21-05-2014 / 15:00:00 ร้านหนังสือ Kinokuniya ชัน้ 3 สยามพารากอน

งานเปิดตัวโรงเรียนต้นไม้แห่งแรกของ ประเทศไทย: Urban Tree Care 06-05-2014 / 08:30:00 สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา

#foodporn Exhibition 15-05-2014 / 18:00:00 Adler Subhashok Gallery Bangkok

* พืน้ ทีส่ �ำ หรับบัตรเชิญสวยเก๋ ส่งมาชวนกันได้ท่ี นิตยสาร a day บริษทั เดย์ โพเอทส์ จำ�กัด ชัน้ 5 เลขที่ 33 ซอยศูนย์วจิ ยั 4 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310


seminars

"เราแน่ใจแล้วหรือว่าสังคมไทย เป็นสังคมสมัยใหม่ เพราะลักษณะของสังคม สมัยใหม่นั้นต้องมีความพร้อม ทั้งในเรื่องเหตุผล เสรีภาพ และการอดทนต่อความคิด ที่แตกต่างด้วย"

“ตอนนั่งอยู่บนหลังอูฐ เรารู้สึกว่าอูฐ เหมือนจิตใจของเราที่วอกแวกโดนหลอกล่อ ด้วยความอยากอยู่เสมอ วิธีจัดการคือ ใช้ปัญญาเข้ามาช่วย เหมือนที่อูฐของเรา มีคนคอยจูง” สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียน และพิธีกรรายการ พื้นที่ชีวิต พื้นที่ชีวิตพบแฟน ครั้งที่ 2

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติประจำ�ปี พ.ศ. 2554 สาขาวรรณศิลป์ รัฐศาสตร์ภาคประชาชน ตอนสัจจนิยมมหัศจรรย์

10-05-2014 สวนพุทธธรรม สวนโมกข์กรุงเทพ

06-05-2014 ห้องเกษมอุทยานิน ตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากคนรอบข้าง ได้โดยการพูดคุย เขาอาจไม่เห็นด้วย กับเรา แต่มุมมองของเขาอาจทำ�ให้ เราเห็นความเป็นไปได้ ใหม่ๆ ในการ ออกแบบ และทำ�งานได้ดียิ่งขึ้น” Toyo Ito สถาปนิกชาวญี่ปุ่น เจ้าของรางวัล Pritzker Prize ปี 2013 เสวนา 'ASA Forum 2014' 03-05-2014 ห้องฟินิกซ์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

"การทำ�ลายพื้นที่สีเขียวไม่ได้เกิด แค่ในบางกระเจ้า แต่เกิดกับประเทศไทย ทั้งประเทศ ถ้าเราไม่เริ่มจากการ แก้ปัญหาใหญ่ๆ ยังไงก็แก้ปัญหาเล็กๆ ไม่ ได้ ผมหวังแค่ว่าจะไม่มีการตัดต้นไม้ ไปมากกว่านี้แล้ว" อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี งานเสวนาเรื่อง ‘การอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวในเกาะบางกระเจ้า’ 11-05-2014 ชุมชนบางกระเจ้า

* ใครจัดงานเสวนาน่าสนใจ ส่งข่าวมาบอกกันได้ที่ aday@daypoets.com


TH

INK

PO SI TI

VE june 2014

23


ในบ้านเรา การโบกรถเป็นการเดินทางแบบพึ่งพาอาศัยที่น่ารัก แต่กับคนในอเมริกา การโบกรถไม่ใช่ เรื่องที่ทำ�ได้อย่างสบายใจนัก คดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับคนโบกรถก็มีไม่น้อย ยิ่งกับคนที่อยู่ในเขต ห่างไกลเมืองหลวงและไม่มีรถส่วนตัวยิ่งลำ�บากไปกันใหญ่ Jenny O’Brien เป็นหนึง่ ในคนทีเ่ จอปัญหานีเ้ มือ่ เธอย้ายมาใช้ชวี ติ เรียบง่ายทีเ่ มืองเล็กๆ ในรัฐแคนซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา แทนที่จะซื้อรถเพื่อแก้ปัญหาให้ตัวเองอย่างเดียว เธอคิดเผื่อคนอื่นว่า ถ้าเรา เปลี่ยนการโบกรถซึ่งเคยเป็นเรื่องเสี่ยงให้ปลอดภัยขึ้น ก็น่าจะเหมาะกับคนที่นี่ เพราะคนในชนบทที่ขับรถ ส่วนมากมักไม่มีผู้โดยสารมาด้วย เจนนี่จึงชวนคนในชุมชนมาร่วมกันทำ�โครงการโบกรถที่ชื่อว่า Lawrence Onboard เริ่มจากการให้คนที่มีรถและไร้รถมาลงทะเบียน คนที่มีรถจะได้รหัสประจำ�ตัวและสติกเกอร์ แปะหน้ารถ ส่วนคนทีไ่ ม่มรี ถจะได้แผ่นกระดานพับสีเขียว หากอยากเดินทางไปทีไ่ หนก็เขียนจุดหมายใส่ปา้ ย และชูให้คนขับรถที่มีสติกเกอร์โครงการเห็น ในแต่ละครั้งที่โดยสารจะมีการเก็บสถิติและร่วมแบ่งปัน ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเดินทางผ่านโซเชียลมีเดีย บางวันก็มีการแจกรางวัลเพื่อเชิญชวนให้คนที่ร่วม โครงการมีกำ�ลังใจ แม้โปรเจกต์นี้จะเกิดขึ้นในเมืองเล็ก แต่ก็ได้รับความสนใจจากสื่อ จนนักพัฒนา เมืองใหญ่ๆ ขอนำ�ไปประยุกต์ใช้กบั เมืองอืน่ ๆ งานนีน้ อกจากจะจุดประกายให้การโบกรถดูเป็นมิตรแล้ว ยังทำ�ให้เราเห็นว่า การร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนช่วยแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ง่ายขึ้นเพียงใด

สำ�หรับนักท่องเทีย่ วแบ็กแพ็กเกอร์ การได้สมั ผัสธรรมชาติและความเป็นอยูข่ องคนท้องถิน่ มีเสน่หเ์ สมอ โฮสเทล ‘Kokopelli’ ทีเ่ มืองคุซโก ประเทศเปรู เข้าใจถึงความต้องการของนักท่องเทีย่ วกลุม่ นีด้ ี จึงออกแบบ นามบัตรทีน่ อกจากจะให้ขอ้ มูลเกีย่ วกับโรงแรมแล้ว ยังมีกมิ มิกให้นกั เดินทางสัมผัสความเป็นคนคุซโกด้วย เมืองนี้อยู่สูงจากระดับน้ำ�ทะเล 11,152 ฟุต อากาศเบาบาง หากอยู่นานๆ จะมีอาการวิงเวียนศีรษะ เหนื่อยหอบ หรือคลื่นไส้ คนคุซโกมีภูมิปัญญาแก้อาการนี้ด้วยการเคี้ยวใบโคคาเป็นประจำ� นามบัตรของ โฮสเทล Kokopelli จึงออกแบบให้มีใบโคคาติดอยู่ด้านบน แบ็กแพ็กเกอร์คนไหนเริ่มรู้สึกไม่ดีก็สามารถ บรรเทาอาการแบบคุซโกสไตล์ด้วยการเด็ดใบไม้บนนามบัตรมาเคี้ยวได้เลย นอกจากจะเป็นเครื่องมือ ในการประชาสัมพันธ์ นามบัตรใบเล็กๆ ยังพานักท่องเที่ยวไปรู้จักภูมิปัญญาชาวบ้าน เพิ่มอรรถรส ในการเดินทางขึ้นอีกโข แถมยังเหลือแรงไปสัมผัสความเป็นเมืองบนเขาสูงอย่างคุซโกในส่วนอื่นๆ ด้วย www.hostelkokopelli.com 24


เมือ่ เดือนทีผ่ า่ นมาชาว a team ได้เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากร้านค้าสถานทีน่ า่ สนใจ เรายังไปสะดุดตารถขนน้ำ�ที่หน้าตาไม่ต่างจากรถของบริษัทส่งน้ำ�ธรรมดา แต่ความเจ๋งคือธุรกิจ ส่งน้ำ�นี้ไม่ได้มุ่งทำ�เงิน แต่มุ่งทำ�บุญในวัดตามพื้นที่ห่างไกลในภาคเหนือ สมภาพ ศรีวนิชย์ เจ้าของกิจการน้ำ�บุญ (เจ้าของสโลแกน น้�ำ บุญ น้�ำ ดืม่ สะอาด ฟรีทกุ วัด) เล่าให้เราฟังว่า เดิมทีเขาทำ�ธุรกิจขนส่งน้ำ�ดื่มในชือ่ บริษทั เพียวเมาน์เทน จำ�กัด และด้วยความ เป็นคนชอบเข้าวัดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร สนิทกับพระหลายรูป ทำ�ให้รู้ว่าหลวงพี่ในวัดที่ห่างไกล ล้วนเจอปัญหาไม่มปี จั จัยเพียงพอ โดยเฉพาะน้�ำ ดืม่ สะอาด จะรอญาติโยมอย่างเดียวก็คงไม่ไหว บวกกับวันหนึง่ หลวงพ่อทีส่ นิทกันมอบรูปปัน้ พญานาคองค์เล็กให้ (พญานาคเปรียบเสมือน เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ�) เขาเลยได้แรงบันดาลใจที่จะทำ�บุญเพิ่มขึ้น เจ้าของกิจการส่งน้ำ� จึงเริ่มทำ�กิจการน้ำ�บุญ นำ�น้ำ�เปล่าบรรจุถังไปบริจาคให้กับวัดต่างๆ ทั่วจังหวัด เชียงใหม่ เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจ็ดยอด วัดลอยเคราะห์ เป็นต้น สมภาพ เล่าอย่างภูมิใจว่า ปัจจุบันบริษัทส่งน้ำ�บุญได้ถึงวันละ 90 ถังให้แก่วัด ทั่วจังหวัดเชียงใหม่ ในอนาคตเขายังอยากจะส่งให้ถึงจังหวัดข้างๆ อย่างลำ�พูนอีกด้วย ส่วนเรือ่ งของความคิดเรือ่ งการบริจาคน้�ำ บุญ สมภาพ บอกกับเราว่าไม่สงวนลิขสิทธิ์ และอยากสนับสนุนให้ ทุกคนทำ�บุญกันด้วยนะจ๊ะ

Happiness

is all around

คนชอบโฆษณาน่าจะจำ � แคมเปญ Small World Machine ของ Coca-Cola ที่จับปัญหาหนักๆ อย่างความสัมพันธ์ระหว่างคนอินเดียและ คนปากีสถานกันได้ ปีนโ้ี ค้กกลับมาอีกครัง้ พร้อมกับ 2 งานใหม่ทย่ี งั เล่นกิมมิก กับตู้เหมือนเดิม งานแรกไปทำ�เรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ บังกลาเทศ ทีมงานพบว่าในหลายๆ ประเทศยังคงละเลยปัญหาขยะ และ ไม่ให้ความสำ�คัญกับการกำ�จัดขยะอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในเมืองธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศที่มีประชากรหนาแน่นถึง 15 ล้านคน โค้ก อยากรณรงค์ให้คนใส่ใจการรีไซเคิลมากขึ้น จึงร่วมมือกับบริษัทโฆษณา GREY Dhaka สร้างตู้เกม Happiness Machine ขึ้น วิธีเล่นเกมก็ง่ายๆ แค่ เอาขวดโค้กเปล่าๆ ที่ไม่ใช้แล้วมาหยอดใส่ตู้แทนเหรียญ ความเจ๋งของตู้ ไม่ใช่เรื่องเกม แต่เป็นการคิดวิธีทำ�ให้คนเห็นว่าการรีไซเคิลขยะทำ�ได้ง่ายๆ แถมยังสนุกด้วย 26

จากความสำ�เร็จในบังกลาเทศ โค้กจึงขยายไอเดียทำ�นองนี้ไปใช้ กับงานอีกตัวชื่อว่า ‘Hello Happiness Phone Booth.’ ที่ประเทศดูไบ โจทย์คือ ที่นั่นมีคนงานอพยพจำ�นวนมาก การโทรศัพท์ติดต่อกับคนที่บ้าน เป็ นเรื่ อ งลำ � บากไม่ น้ อ ย โค้ ก จึ ง ทำ � ตู้ โทรศั พ ท์ ที่ ส ามารถโทรทางไกลได้ แทบทุกที่ แต่แทนทีจ่ ะให้หยอดเหรียญ ตูน้ กี้ ลับให้คนหยอดฝาขวดโค้กแทน 1 ฝาสามารถโทรได้ 3 นาที ผลตอบรับทัง้ สองงานนับว่าไม่ธรรมดา ในบังกลาเทศโค้กได้ขวดเปล่า กลับไปรีไซเคิลเป็นขวดใหม่วันละหลายพันขวด (จากการวางตู้เกมแค่ 6 วัน ย้ายตำ�แหน่งไปเรื่อยๆ 6 ที่) งานนีน้ อกจากจะลดปัญหาขยะ ยังโชว์ให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ๆ ก็แก้ได้ ด้วยวิธีการที่สนุก แถมยังทำ�ให้คนรู้สึกดีกับการแก้ปัญหาอีกด้วย


แม้โลกเราจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน แต่ใช่วา่ ปัญหาเกีย่ วกับโรคภัยจะหมดไปง่ายๆ โดยเฉพาะ โรคทีเ่ กิดจากพยาธิและเชือ้ โรคปนเปือ้ นในอาหาร ส่วนหนึง่ เป็นเพราะคนในหลายประเทศไม่ชอบ ทำ�อาหารให้สกุ ก่อนกิน Manu Prakash วิศวกรชีวการแพทย์ชาวอินเดียในมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด จึงคิดขึ้นมาว่า ถ้าเราพัฒนากล้องจุลทรรศน์ให้คนธรรมดาใช้งานได้ง่าย คนจะได้เห็นกับตาว่า ในอาหารที่ไม่สุกมีเชื้อโรคหน้าตาน่ากลัวปะปน และกระตุ้นให้ทุกคนเห็นความสำ�คัญของการ ทำ�อาหารให้สุกมากขึ้น ด้วยโจทย์นี้เขาจึงฟอร์มทีมมาพัฒนางานนี้จนได้เป็น Foldscope กล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กกะทัดรัดต้นทุนต่ำ� มานูออกแบบกล้องโดยได้แรงบันดาลใจจาก การพับกระดาษโอริกามิของญี่ปุ่น ตัวกล้องทำ�จากกระดาษพอลีเมอร์ขนาด A4 เวลาใช้เราก็แค่ แกะชิ้นส่วนออกมาแล้วประกอบเข้าด้วยกันเหมือนต่อของเล่น ก็จะได้กล้องจุลทรรศน์ที่สนุก ตั้งแต่ตอนทำ� แถมยังปรับฟังก์ชันกล้องจนคนธรรมดาสามารถใช้งานได้ง่าย นอกจากนี้เรายัง สามารถฉายภาพจากกล้องเหมือนเครื่องฉายสไลด์ให้เพื่อนๆ ดูร่วมกันได้ ตอนนี้มานูแจกกล้องตัวอย่าง 10,000 ตัวให้กับผู้ลงทะเบียนขอกล้องในเว็บไซต์จาก 130 ประเทศทั่วโลกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาระหว่างนี้ทีมงานก็ระดมทุนเพื่อนำ�มา ผลิตจริง เหตุที่เราชื่นชมงานนี้เพราะมันไม่ใช่แค่การเอาเทคโนโลยีล่าสุดมาช่วย แก้ปญ ั หา แต่ยงั ชอบทีค่ นทำ�เลือกวิธกี ารทีส่ นุก ช่วยให้คนหันมาสนใจปัญหานี้ มากขึ้น หาทางออกให้กับปัญหาเครียดๆ ได้สนุกและสร้างสรรค์แบบนี้ พยาธิและเชื้อโรคคงได้เวลา หาที่อยู่ใหม่แน่นอน www.foldscope.com

28

ก่อนจะลงเงินบริจาคให้องค์กรใดสักแห่ง เรามักจะลังเลว่าเงินที่เราให้ไปจะส่งผลและ สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงมั้ย นั่นเป็นเหตุผลให้ Kolle Rebbe เอเจนซี่จากเยอรมนี และ Misereor องค์กรรณรงค์ความยากไร้และสิทธิมนุษยชนในต่างแดน คิดค้นแคมเปญบริจาค เพื่อการกุศลแบบใหม่ที่ชื่อว่า The Social Swipe เพื่อจูงใจให้คนอยากบริจาคมากขึ้น Kolle Rebbe ตีโจทย์วา่ การบริจาคทีด่ คี วรจะง่ายและมีแรงจูงใจ โดยใช้บตั รเครดิตเป็นเครือ่ งมือสำ�คัญ (ทุกวันนี้ชาวยุโรปกว่า 90% ล้วนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากกว่าเงินสด) วิธีการคือ จัดป้าย บิลบอร์ดดิจิทัล ตรงกลางจะมีช่องให้รูดบัตรเครดิต ความพิเศษคือ ภาพบนป้ายจะเป็นภาพ โซ่ตรวนกุญแจมือที่จะถูกตัดออกจากกันเมื่อบัตรเครดิตของเรารูดผ่าน หรือขนมปังที่ถูกหั่น แบ่งปันให้ผู้ยากไร้ประหนึ่งบัตรในมือเป็นมีดขนาดกะทัดรัด รูดบัตร 1 ครั้งจะบริจาคได้ครั้งละ 2 ยูโร กราฟิกที่โต้ตอบเราตอนรูดบัตรเป็นกิมมิกที่ทำ�ให้คนรู้สึกว่าการบริจาคช่วยคนเหล่านั้น ได้จริงๆ หลังจากรูดเสร็จเราจะได้รับสลิปบริจาคเป็นหลักฐานว่าเงินบริจาคได้ไปถึงองค์กร การกุศลจริงๆ รูดครั้งนี้อาจไม่มีแต้มให้สะสม แต่ก็ได้สะสมความรู้สึกดีนะ misereor.org


เราอาจคิ ด ว่ า แสตมป์ ใช้ แค่ เพื่ อ ส่ ง ไปรษณี ย์ และเป็นของสะสม แต่องค์กรตามหาเด็กหายอย่าง Missing Children’s Network จากแคนาดามองว่า แสตมป์ทำ�ได้มากกว่านั้น องค์กรนี้มองว่ายิ่งทำ�ให้ คนทั่วไปเห็นหน้าตาเด็กมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาส ในการตามหาเด็กได้มากขึน้ ทีมงานจึงร่วมกับบริษทั โฆษณา Lowe Roche ออกแบบเว็ บ ไซต์ ชื่ อ ว่ า Missing Kids Stamps เว็บนี้จะให้เราเข้าไปเลือก ภาพเด็ ก ที่ ห ายตั ว ไปแล้ ว นำ � มาพิ ม พ์ เป็ น แสตมป์ ติดซองจดหมายที่ใช้งานได้จริง ยิ่งส่งผ่านหลายตา ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการหาเบาะแสของเด็กเหล่านี้ได้ มากขึน้ ล่าสุดทีมงานยังติดโปสเตอร์ภาพเด็กทีห่ ายไป

ขนาดใหญ่ใจกลางเมือง พร้อมกับติดแสตมป์ทบั ภาพ บนโปสเตอร์แจกให้คนดึงไปใช้ได้ฟรีถึง 1,000 ดวง เมือ่ มีคนดึงแสตมป์ออกก็จะค่อยๆ เผยให้เห็นภาพเด็ก ขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ แม้จะเป็นวิธีที่ใช้ทุนต่ำ� แต่ก็ ได้ผลจริง เพราะมีการพบตัวเด็ก 2 คนจากแคมเปญนี้ แม้จะเป็นพืน้ ทีส่ เ่ี หลีย่ มเล็กๆ บนซองจดหมาย แต่ก็ มีส่วนช่วยให้เด็กๆ อีกหลายคนได้กลับคืนสู่พื้นที่ สี่เหลี่ยมที่เรียกว่าบ้านได้เร็วขึ้น missingkidsstamps.ca

งานศิลปะที่เล่นกับเรื่องขนาดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ไอเดียงานล่าสุดของ จัง หรือ สุพิชชา เสนารักษ์ นักวาดภาพประกอบดีกรีรางวัล LET’S Award นัน้ ไม่ธรรมดา เธอกำ�ลังจะมีงานนิทรรศการเดีย่ วชือ่ ‘นิดทรรศการ’ คอนเซปต์ ของงานสามสิบกว่าชิ้นคือ ขนาดงานที่เล็กเท่าเหรียญบาทจนถึงฝ่ามือ จังเล่าว่า นอกจากเอกลักษณ์ 4 อย่างที่เธอชอบใช้ในผลงานเกือบทุกชิ้น นั่นคือภาพวาดสัตว์ประหลาด, เมือง, สุนัขจิ้งจอก และการวาดภาพที่ เต็มไปด้วยรายละเอียดจนแทบไม่เหลือพืน้ ทีส่ ขี าว เธอยังสนใจการวาดภาพ ขนาดเล็กเพราะมันสื่อถึงการให้ความสำ�คัญของคนที่แตกต่างกัน ภาพวาด ทั้งสามสิบกว่าชิ้นนี้มีลายเส้นที่ละเอียด และเต็มไปด้วยรายละเอียดสนุกๆ ชนิดที่ต้องเพ่งมองถึงจะเก็ต “งานชิ้นเล็กจะทำ�ให้คนสนใจที่จะเพ่งมอง 30

รายละเอียดที่เราวาดมากกว่า เพราะงานของเราไม่ได้เล็กอย่างเดียว แต่ มีเรื่องราวอยู่ในนั้น เราอยากพาทุกคนกลับไปในวันที่เรายังเด็กและสนุก กับการมองอะไรเล็กๆ อีกครัง้ ” จังเล่าทีม่ าของการวาดภาพสเกลเล็กขนาดนี้ ให้เราฟัง นิดทรรศการจัดที่ Art Gorillas Art Gallery ชัน้ 2 โรงภาพยนตร์ลโิ ด้ ระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม - 13 มิถุนายน ใครอยากสนุกกับการเพ่งมอง ต้องลองมาชม facebook.com/jungheartmade


talking head

ภาพประกอบ > anmom

เนย - ณิศศา เกตุระหงษ์ สิ่งที่มิสทิฟฟานี่ปี 2014 อย่างคุณคิดในใจตอนมงกุฎถูกสวมที่หัวคือ ทำ�ความฝันของตัวเองได้สำ�เร็จ และทำ�ให้ครอบครัวภาคภูมิใจ สังคม ให้การยอมรับในตัวเรามากขึ้น ถ้าให้ตั้งคำ�ถามรอบสุดท้ายให้ผู้เข้าประกวดมิสทิฟฟานี่ในปีหน้าตอบ คุณจะ ตั้งคำ�ถามว่าอะไร คุณคิดว่าอะไรในตัวของคุณที่ทำ�ให้คุณเหมาะสมกับตำ�แหน่งมิสทิฟฟานี่ ในอดีตคุณมีชีวิตที่ยากลำ�บาก ถ้ามีโอกาสนั่งคุยกับตัวเองในอดีต คุณอยาก บอกอะไรกับตัวเองในตอนนั้น อย่าท้อแท้และสิ้นหวัง ตั้งใจทำ�วันนี้ให้ดีที่สุด ความสำ�เร็จรออยู่ข้างหน้า ลำ�บากวันนี้สบายวันหน้า ภาพเหตุการณ์ที่สวยงามที่สุดในวัยเด็กของคุณคือ การได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้ากัน ทำ�กับข้าวทานกัน คุยกันสนุกสาน มีความเป็นชายอะไรที่ยังหลงเหลือติดตัวคุณบ้าง การเดินค่ะ ยังติดนิสัยเดินแบบผู้ชายอยู่บ้าง ถ้าให้เปลีย่ นแปลงสิง่ ทีเ่ กีย่ วกับตัวคุณได้ 1 อย่าง คุณจะเลือกเปลีย่ นอะไร เพราะอะไร เลือกเปลีย่ นคำ�นำ�หน้าค่ะ เพราะการจะไปต่างประเทศ หรือการได้รบั สิทธิ ต่างๆ ยังไม่เท่าเทียมกัน มีอะไรในประเทศไทยที่คุณอยากพกติดตัวไปนำ�เสนอเพื่อนนางงามในวันที่ ได้ ไป ประกวดบนเวทีโลก การไหว้และรอยยิ้มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยค่ะ คุณเรียนจบการออกแบบเสื้อผ้ามา ถ้าให้ออกแบบชุดให้อาชีพหนึ่งสักชุด คุณอยากออกแบบให้อาชีพไหน และชุดจะออกมาเป็นยังไง นางงามค่ะ เพราะอยากเห็นคนใส่ชุดดูสง่างามเวลาสวมใส่ และดูสวย เมื่ออยู่บนเวที มีความมั่นใจเวลาสวมใส่ ชุดจะออกมาเป็นแนวเรียบเก๋ มีดีไซน์ โดดเด่น ดูแปลกตาไม่ซ้ำ�ใคร ถ้าไม่มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม คุณคิดว่าโลกนี้จะเกิดอะไรขึ้น คงไม่เกิดอะไรค่ะ เพราะทุกคนไม่มีเสื้อผ้าใส่เหมือนกัน อาจจะเห็นว่า เป็นเรือ่ งธรรมดา แต่เสือ้ ผ้าเครือ่ งนุง่ ห่มก็ท�ำ ให้คนทีส่ วมใส่ดสู วยขึน้ ไม่ใช่เหรอคะ สถานที่ที่ถ้าหายไปแล้วคุณจะเสียน้ำ�ตาคือที่ ไหน บ้านค่ะ เพราะความทรงจำ�วัยเด็กเราก็จะหายไปด้วย คุณมีอะไรอยากบอกคนที่พูดว่า “กะเทยสวยจนผู้หญิงไม่มีที่ยืน” คนเราสวยกันคนละแบบ แต่ก็ขอบคุณคนที่บอกว่าอย่างนั้น เพราะเรา เกิดมาเป็นแบบนี้โดยที่ร่างกายเป็นผู้ชายมาก่อน กว่าจะเป็นแบบนี้เราต้องดูแล ตัวเองอย่างมาก ฟุตบอลโลกที่กำ�ลังจะมาถึง คุณคิดว่าทีมใดจะเป็นรองแชมป์ สเปน

32 a day

ถ้าให้คณ ุ เป็นผูจ้ ดั การแข่งวิง่ มาราธอนทีโ่ ฆษณาว่ามีเส้นทางสวยทีส่ ดุ ในโลก คุณจะจัดการแข่งขันวิ่งผ่านเส้นทางไหน เส้นทางที่ผ่านดอกซากุระ ผ่านภูเขาฟูจิ ประเทศญี่ปุ่นค่ะ เวลาวิ่งแล้วเหนื่อยจนทนไม่ ไหวคุณบอกตัวเองว่าอะไร ถ้าเราเหนื่อยเราพักได้ แต่อย่านาน เพราะเส้นชัยรอเราอยู่ข้างหน้า

march2014 june 2014


add to playlist

ABOUT

เรื่อง > ปริชมน จันทร์ศิริ ภาพ > ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

เมื่อได้ยินชื่อ Cloud Behind ครั้งแรก เราอาจนึกถึงภาพ เบื้องหลังของกลุ่มก้อนเมฆสีขาว แต่ความจริงแล้ว นี่คือชื่อของ วงดนตรีหน้าใหม่ที่น่าจับตาวงล่าสุด สมาชิกวงเลือกชื่อนี้เพราะ อยากสื่อถึงการที่พวกเขาชอบมองโลกจากมุมกว้าง เหมือนยืนยล บนก้อนเมฆแล้วมองเห็นโลกเบื้องล่างชัดเจนกว่าใคร Cloud Behind คือวงดนตรีน้องใหม่ที่โด่งดังจาก YouTube ประกอบด้วยสมาชิก 5 คน คือ ตวน-ตวัน ศิริโท ดัคฟาม (ร้องนำ� และกีตาร์), เมย์-ชูชีวา กาญจนถาวรวิบูล (ร้องนำ�และกีตาร์), เอก-ภาณุพงศ์ กุลสมบูรณ์ (กลอง), ตอง-ศรันธ์ ชื่นมนุษย์ (เบส) และฟ้าใส-ปิยกร ปิยะสุทธิ์ (คีย์บอร์ด) ซิงเกิลแรกสุดของวงชื่อ ลาฝัน เนื้อหาพูดถึงเรื่องความฝันว่า ในวันนี้เราอาจมีฝันบางอย่าง ที่ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้มันเป็นจริง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่า ฝันครั้งนั้นจะสำ�เร็จหรือไม่ เราก็ต้องก้าวสู่ฝันครั้งใหม่ต่อไปอยู่ดี เพลงของ Cloud Behind มักมีจังหวะและทำ�นองดนตรี ที่ดูพลิ้วไหวล่องลอย ทำ�ให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นวงดนตรีแนว dream pop แต่ความจริงแล้ว Cloud Behind นิยามตัวเองว่าเป็น psychedelic pop ซึง่ เกิดจากการนำ�เพลงร็อกแนวไซคีเดลิกทีฟ่ งั ยาก มาดัดแปลงให้ฟังง่ายขึ้น ด้วยการคงไว้แต่เสียงร้องแบบไซคีเดลิก ที่ฟังไม่ค่อยชัดเจน แล้วใส่ดนตรีแนวดรีมป๊อปที่เรียบง่ายฟังสบาย คล้ายล่องลอยอยู่ในความฝันเข้าไป เพิ่มลูกเล่นอีกนิดด้วยการ ใช้เสียงคีย์บอร์ดแบบยุค 60 - 70 เพื่อทำ�ให้ทำ�นองเพลงดูเก่า แบบทีพ่ วกเขาชอบ ส่วนผสมทัง้ หมดนีท้ �ำ ให้เพลงของ Cloud Behind มีเอกลักษณ์จนได้รับเสียงตอบรับเกินคาด พวกเขาถูกชวนไปเล่น ตามร้านอาหารตั้งแต่ปล่อยซิงเกิลแรกได้ไม่ถึงเดือน จากนั้นก็ ได้ขึ้นเวทีในคอนเสิร์ตใหญ่อย่าง Stone Free Music Festival 3 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เทา เป็นซิงเกิลที่ 2 บรรยายความรูส้ กึ ของคนทีผ่ า่ นการเลิกรา อย่างไม่มีเหตุผล ทำ�ให้เกิดอารมณ์เทาๆ อย่างที่เนื้อเพลงย้ำ�กับเรา ว่า “เราจากกันแล้ว เราจากกันแล้ว เราจากกันแล้ว” ถึงแม้จะเป็น เพลงลาจากทีด่ เู ศร้า แต่เพลงนีก้ บ็ อกให้เรารับรูว้ า่ “และจะเป็นอย่างนี้ ไปอีกไม่นาน” ด้วยทำ�นองของเพลงที่มีช่วงถูกปล่อยทิ้งไว้ให้กีตาร์ เบส และคีย์บอร์ด โซโล่กันหนักขึ้น เหมือนเป็นช่วงเวลาที่ทำ�ให้เรา ได้อยู่กับตัวเอง และกำ�จัดอารมณ์เทาๆ ทิ้งไป ก่อนจะยอมรับ ความจริงที่เกิดขึ้นว่า เราจากกันแล้ว...

LIKE “เมื่อเราอกหักก็ไม่ควรทำ�ตัวเศร้าเป็นพระเอกว่าเราจะ รอเธอตลอดไป ต้องให้กำ�ลังใจตัวเอง และคิดว่ามันจะเป็น อย่างนี้ไปอีกไม่นาน”

SHARE

เทา / Cloud Behind 34 a day

facebook.com/CloudBehind YouTube Channel | Cloud Behind

june 2014


ที่ชอบ

เรื่อง > ปริชมน จันทร์ศิริ ภาพ > ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

บ้านตีลังกา เลียบถนนบายพาส จังหวัดภูเก็ต อยู่ระหว่างพรีเมี่ยม เอาท์เล็ทและสยามนิรมิต เปิดทุกวัน 10.00 - 18.00 น. Website | www.upsidedownhouse-phuket.com Facebook | Baan Teelanka บ้านตีลังกา Tel | 084-456-5279

36 a day

นอกจากห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บางครัง้ เรามองหาสถานทีท่ อ่ งเทีย่ ว ที่อนุญาตให้ทุกคนสนุกได้แบบลืมอายุ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่หลายคนเดินทางมายัง บ้านหน้าตาประหลาดที่ภูเก็ต บ้านตีลังกาหลังแรกและหลังเดียวในประเทศไทยตอนนี้ บ้านที่จั่วหลังคาทิ่มลงเป็นฐานบ้านหลังนี้ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจของคู่สามีภรรยา Alex Riva และ รุ่งทิวา ยอดยิ่ง อดีตคนทำ�งานโรงแรมมากว่า 20 ปีที่ประจำ�สาขาต่างๆ มาแล้ว ทั่วเอเชีย เมื่อทั้งคู่กลับมาสร้างหลักฐานมั่นคงที่ภูเก็ต บ้านเกิดของรุ่งทิวา ภาพบ้านตีลังกาที่ ทั้งคู่เคยเห็นที่มาเลเซียเป็นไอเดียในการสร้างความแปลกใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย ใครก็ตาม ที่เข้ามาจะรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกพิศวงอีกใบ ได้สนุกกับการสำ�รวจบ้านและสร้างสรรค์ ท่าทางถ่ายรูปให้แปลกที่สุด บ้านตีลังกาไม่ได้เด่นที่ความแปลก แต่ยังออกแบบลงลึกถึงรายละเอียดให้เหมือนบ้านที่มีคน อยูอ่ าศัยจริงๆ โดยมีเอกลักษณ์ทก่ี ารตกแต่งภายในทัง้ หมดจะกลับหัวกลับหางและมีความเป็นไทย ซ่อนอยู่ เช่น หมอนอิงสามเหลี่ยม รถตุ๊กตุ๊ก ทีเด็ดคือของบางชิ้นที่กลับหัวกลับหางอยู่อย่างพัดลม โทรทัศน์ ตู้เย็น ยังใช้งานได้จริงด้วย! (ในตู้ปลายังเลี้ยงปลา upside-down cat fifish ที่ว่ายน้ำ�ตีลังกา ตรงตามคอนเซปต์) ในขณะทีส่ วนนอกบ้านก็ออกแบบให้เป็นเขาวงกตและเปลีย่ นทางเข้าออกทุกวัน เป็นที่ถกู อกถูกใจเด็กๆ ทั้งคู่อธิบายว่าบ้านหลังนี้เป็นกิจการครอบครัวสุดสนุกที่ทำ�ให้ครอบครัวอื่นๆ ได้มาทำ�กิจกรรมร่วมกัน ซึง่ กว่าจะออกมาอย่างทีเ่ ห็นก็ตอ้ งผ่านกระบวนการระหว่างก่อสร้างมากมาย เพื่อให้เป็นบ้านตีลังกาที่สมบูรณ์แบบและปลอดภัย “ปกติเราจะมีแต่สวนผีเสือ้ สวนนก เลยอยากสร้างอะไรทีส่ ร้างความแปลกใหม่ให้การท่องเทีย่ ว ไทยบ้าง ยิง่ ทำ�ไปก็ยง่ิ รูส้ กึ สนุก เราสามารถซือ้ อะไรมาเพิม่ เติมก็ได้ นำ�อันเก่าออกก็ได้ เหมือนกำ�ลัง ตกแต่งบ้านที่เราอยู่อาศัยจริง ก็หวังว่าคนที่ผ่านมาเยี่ยมชมบ้านตีลังกาจะได้รับความสนุกและ แปลกใหม่กลับไป แต่เราคงไม่สนุกกับการย้ายของหนักเท่าไหร่นะ เพราะมันต้องตีลังกาขึ้นไปติด” คุณรุ่งทิวาพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะจบด้วยเสียงหัวเราะชุดใหญ่ บ้านตีลงั กาเป็นบ้านเดีย่ ว 3 ชัน้ ตัง้ อยูบ่ นพืน้ ทีป่ ระมาณ 2 ไร่ ชัน้ 1 เป็นห้องเก็บของใต้หลังคา ชั้น 2 เป็นพื้นที่อยู่อาศัย มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ� ห้องเด็กอ่อน และห้องนอน ส่วนชั้นบนสุด เป็นลานกว้างไว้ส�ำ หรับจอดรถ และมีมมุ เล็กๆ ให้สตั ว์เลีย้ งและครอบครัวได้ออกมาทำ�กิจกรรมร่วมกัน ถ้าอยากสัมผัสความสนุกในบ้านพิศวงทีส่ ร้างขึน้ ด้วยความเอาใจใส่หลังนี้ เราก็อยากชวนให้เดินทาง มาพิสูจน์ด้วยตัวเอง

june 2014


Blind Taste / Status Story / โหด มัน ฮา • TV Program •

อยู่ดีๆ เราก็มีรายการทีวีให้ดูเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยรายการ นี่คือรายการเจ๋งๆ ที่เราอยากแนะนำ� เดือนนี้ เริ่มจาก Blind Taste อร่อยกว่าที่ตาเห็น รายการที่จะพาคุณไปพิสูจน์สิ่งนั้นด้วยการให้พิธีกร ตาบอดพาแขกรับเชิญซึง่ เป็นคนตาดีปดิ ตาสัมผัสความมืด ตัง้ แต่เริม่ เดินทางจนไปถึงร้านอาหาร ไม่ใช่ แค่พาไปชิมอาหารอร่อย แต่พาไปเห็นอีกด้านหนึ่งของคนตาบอดด้วย มาร่วมเดินทางไปด้วยกัน ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ทุกวันเสาร์เวลา 11.30 น. / Status Story 3 พิธีกรหน้าคุ้นอย่าง แชมป์ ทีปกร, หนุ่ม โตมร และ เอ๋ นิ้วกลม จะนำ�เอาทุก story ที่น่าสนใจในโลกออนไลน์มาล้วงลึกกันใน 3 ช่วงเด็ด ของรายการ ได้แก่ News Feed ส่องสเตตัสเด็ด, Comments คอมเมนต์สเตตัสโดน และ Top Stories วิเคราะห์เจาะลึกปรากฏการณ์ออนไลน์ ติดตามกันได้ทางช่อง 1 workpoint TV / โหด มัน ฮา (Takeshi’s Castle Thailand) รายการเกมโชว์สุดฮิตจากประเทศญี่ปุ่นจะมาเยือนประเทศไทยในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ กว่าเดิม เราจะได้เห็นปราสาททาเคชิเวอร์ชันไทย พร้อมเกมและตัวละครใหม่ๆ ที่ปรับให้ร่วมสมัย เข้ากับสังคมไทย ออกอากาศเร็วๆ นี้ทางช่อง 7 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.45 น.

FICTITIOUS DISHES • Book •

แฟนวรรณกรรมคลาสสิกน่าจะตื่นเต้นกับหนังสือเล่มนี้ FICTITIOUS DISHES โดย Dinah Fried กราฟิกดีไซเนอร์สาวชาวอเมริกนั คือหนังสือแนะนำ� เมนูอาหารจานดังจากวรรณกรรมคลาสสิกทัว่ โลก เช่น โจ๊กน้�ำ ในเรือ่ ง Oliver Twist ไตแกะย่างจากเรื่อง Ulysses ฯลฯ เนื้อหาประกอบไปด้วยภาพถ่าย 50 ภาพ พร้อมบทบรรยายจากวรรณกรรมชั้นนำ� 50 เรื่อง นอกจากได้ดู ภาพอาหารสวยๆ เรายังได้เห็นว่าอาหารแต่ละจานโดยปลายปากกานักเขียน เหมือนที่นักอ่านจินตนาการไว้แค่ไหน ราคาประมาณ 16 เหรียญ หรือ ห้าร้อยกว่าบาท จะอ่านอย่างเดียวหรือลองทำ�อาหารตามด้วยก็เพลินไม่แพ้กนั dinahfried.com/Fictitious-Dishes 38 a day

Pocket

• Application •

Pocket คือแอพพลิเคชันสำ�หรับเก็บเนือ้ หาเว็บไซต์ไว้ดทู หี ลัง (คล้ายกับ ฟังก์ชนั Reading List ของระบบ iOS) สิง่ ทีพ่ เิ ศษกว่าคือ มันสามารถเก็บข้อมูล เว็บไซต์ได้จากทุกโปรแกรม browser เช่น Google Chrome, Firefox ฯลฯ เมื่อโหลดมาใช้เราจะสามารถเลือกเปิดดูในรูปแบบ Web view ซึ่งเหมือน การอ่านออนไลน์บนหน้าเว็บไซต์ ถึงปิดเน็ตก็ยังสามารถอ่านได้ อีกรูปแบบ คือการเปิดดูแบบ Article view ซึ่งลดทอนภาพบางอย่างเพื่อรองรับการอ่าน บนมือถือโดยเฉพาะ ในโหมดนี้ผู้ใช้จะสามารถปรับขนาดตัวอักษรและธีม ได้ตามใจชอบ ดาวน์โหลดมาลองใช้กันได้แล้ววันนี้ที่ iTune Store หรือ getpocket.com


• Website •

Cyndi Seui: Tom Boy • Music •

ห่างหายจากการออกอัลบั้มไปถึง 6 ปี ในที่สุด เราก็จะได้ฟงั อัลบัม้ ที่ 3 ของ ตาร์-Cyndi Seui ใช้ชอ่ื ว่า Tom Boy ตาร์บอกว่าคอนเซปต์ของอีพีอัลบั้มนี้คือ การเล่าเรื่องราวแห่งความสุขผ่านบทเพลงที่คนฟัง จะเชื่ อ มโยงโมเมนต์ ต่ า งๆ ให้ เ ข้ า กั บ ชี วิ ต ตั ว เอง เพลงส่ ว นใหญ่ เป็ นดนตรี แนวโซลบนพื้ นฐานของ ดนตรีเต้นรำ�ที่ฟังแล้วต้องโยกตามเบาๆ อัลบั้มนี้ ยั ง ได้ นั ก ร้ อ งที่ เขาชอบอย่ า ง ไมเคิ ล สวั ส ดิ์ เ สวี , Gramaphone Children มาร่วม featuring อย่างครึกครืน้ ใครที่ทนรอไม่ไหวก็ลองฟังซิงเกิลเปิดตัว Hey You ไปพลางๆ ก่อนจะเจอทั้งอัลบั้มจริงเดือนมิถุนายนนี้ facebook.com/CyndiSeui

Afterword

ยกให้เป็นโปรเจกต์น่าจับตาในวงการหนังสือ โดยเฉพาะสำ�หรับเหล่านักเขียนที่กำ�ลัง ขาดแคลนพืน้ ทีป่ ลดปล่อยผลงานใหม่ๆ โปรเจกต์ทว่ี า่ คือเว็บไซต์ afterword.co โครงการระดมทุน สำ�หรับนักเขียนทีต่ อ้ งการเผยแพร่ผลงานของตัวเองแต่ยงั ขาดเงินทุนสนับสนุน (อารมณ์เหมือน เว็บ Kickstarter เวอร์ชันวรรณกรรม) เว็บนี้จะเปิดให้นักเขียนลองเสนอผลงานตัวเองลงเว็บไซต์ ตั้งจำ�นวนเงินที่ต้องการ หลังจากนั้นก็รอ หากผลงานเข้าตา ผู้อ่านก็สามารถลงขันสนับสนุน ให้ผลงานชิ้นนั้นได้ตีพิมพ์จริง ถ้าการระดมทุนสำ�เร็จ ผู้ร่วมระดมทุนจะได้รับผลตอบแทน ตามที่ตกลงไว้แต่ต้น (จะเป็นหนังสือหรือของขวัญพิเศษแล้วแต่เจ้าของโปรเจกต์จะกำ�หนด) ถ้าการระดมทุนไม่สำ�เร็จตามเป้าหมาย ทางเว็บไซต์ก็วางแผนเซฟๆ ด้วยการคืนเงินจำ�นวนนั้น ให้เราทันที ล่าสุดหนังสือที่เข้าร่วมโปรเจกต์คือ หลับตาดูหนัง โดยวิภว์ บูรพาเดชะ, Creativity Hunter โดย ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และ เด็กชายกะปิ โดยทีมนักเขียนหน้าใหม่ ตามติด หนังสือดีในอนาคตเหล่านี้ได้ที่ afterword.co 40 a day

Dawn of the Planet of the Apes • Movie •

ภาคที่แล้วจบไปแบบค้างๆ คาๆ คราวนี้หนัง ภาคต่อของ Rise of the Planet of the Apes เลย ต่อยอดเนือ้ เรือ่ งให้เคลียร์และยิง่ ใหญ่ขนึ้ เยอะ เนือ้ หา ยังโฟกัสที่ซีซาร์ วานรที่มีวิวัฒนาการมาจากการ ตั ด ต่ อ ทางพั น ธุ ก รรมจนฉลาดใกล้ เ คี ย งมนุ ษ ย์ หลังตัดสินใจแยกเหล่าวานรไปรวมอยู่ในป่า ซีซาร์ ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มมนุษย์ที่รอดจากไวรัสเมื่อ ภาคที่แล้ว และยังต้องเจรจากับ Malcolm มนุษย์ ผูพ้ ยายามหาทางให้ทงั้ สองเผ่าพันธุอ์ ยูร่ ว่ มกัน ดูจาก ตัวอย่างมัน่ ใจว่าเนือ้ หาเข้มข้นเหมือนเดิม หนังเข้าโรง วันที่ 10 กรกฎาคมนี้ www.dawnofapes.com


Greeni.us • Website •

เว็บที่รวมกลุ่มคนรักต้นไม้มีเยอะแยะ แต่เหตุที่เราอยากแนะนำ�เว็บไซต์ www.greeni.us เพราะนี่คือเว็บที่พยายามสร้างเครือข่ายรวมกลุ่มคนรักต้นไม้ จากทัว่ โลก ตัวเว็บเป็นเหมือน Facebook + Instagram สำ�หรับคนรักต้นไม้ วิธเี ล่น คือเราต้องสมัคร account ของตัวเองก่อน เสร็จแล้วเว็บจะให้เราลงข้อมูลเกีย่ วกับ แปลงต้นไม้ที่เราปลูกอยู่ เราสามารถลงรูปและเขียนถึงสวนของเราในหน้า profifile หรือจะไปกด follow ตามดูสวนของคนอื่นๆ ก็ได้ เป้าหมายของเว็บนี้คือ เปิดพื้นที่ให้คนรักต้นไม้มาเล่าประสบการณ์นักปลูกมือใหม่ แบ่งปันเคล็ดลับ การดูแลต้นไม้และผักสวนครัว ในอนาคตหวังไกลถึงขัน้ อยากให้เกิดการแลกเปลีย่ น ผลผลิตระหว่างชุมชนโดยไม่ตอ้ งผ่านคนกลาง ไม่วา่ คนมือร้อนหรือมือเย็นก็แวะ ไปอ่านเล่นได้นะ

MANIC STREET PREACHERS • Music •

เมื่อกลางปี 2013 วงอัลเทอร์เนทีฟรุ่นใหญ่ MANIC STREET PREACHERS เคยประกาศไว้ว่ากำ�ลังทำ�อัลบั้มใหม่ 2 ชุดในแนวทางที่แตกต่างกัน ปลายปีนั้น พวกเขาก็ปล่อยอัลบั้ม Rewind The Film มาในแนวเพลงอะคูสติก ปีนี้พวกเขา กลับมาตามสัญญาด้วยการปล่อยอัลบั้มใหม่ Futurology ถ้าวัดจากซิงเกิลแรก Walk Me To The Bridge โทนอัลบั้มนี้จะมีดนตรีหนักแน่น ดุดัน และทรงพลัง แบบทีแ่ ฟนเพลงยุคแรกน่าจะชอบ ฟังแค่ครัง้ แรกก็อดโยกตัวตามไม่ได้ ฟังเต็มๆ วันที่ 7 กรกฎาคมนี้ futurology.manicstreetpreachers.com

JASON MRAZ: YES! • Music •

คนรักเสียงนุ่มๆ ของ Mraz คงต้องร้อง YES! กันเป็นแถว เพราะ Jason Mraz กำ�ลังจะเปิดตัวอัลบั้มที่ 5 ที่มีชื่อว่า YES! โดยได้ Raining Jane วงอินดี้ จาก L.A. มาร่วมผลิตเพลงทั้ง 14 เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก มิตรภาพ ความหวัง การเยียวยา ดนตรีจะเน้นการเล่นแบบอะคูสติกทีเ่ ป็นเหมือนลายเซ็น ของเขา เพิ่มรายละเอียดทางดนตรีเล็กๆ น้อยๆ ที่ฟังแล้วกินใจขึ้นอีกโข ช่วงนี้ นักร้องหนุ่มยังใจดีปล่อยซิงเกิลใหม่ให้ดาวน์โหลด และอัพโหลดวิดีโอเล่นสด ในสตูดิโอให้ฟังฟรีๆ ทุกวันจันทร์ที่เว็บ summerofyes.jasonmraz.com จนกว่า อัลบั้มเต็มจะวางแผง แฟนพี่เจสันเตรียมตัวเสียตังค์วันที่ 15 กรกฎาคมนี้

42 a day


มหกรรมอาหารและสุขภาพวิถี ไท ครั้งที่ 1 • Event •

อีกหนึ่งงานอาหารที่ไม่น่าพลาด มหกรรมอาหารและสุขภาพวิถีไท ครั้งที่ 1 จัดโดยเครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร เครือข่ายการคุ้มครอง ผู้บริโภค และภาคีต่างๆ คอนเซปต์ของงานคือ ‘กินเปลี่ยนโลก(โรค) กิน เปลีย่ นรส กินเปลีย่ นร่าง’ ไฮไลต์คอื ตลาดนัดอาหารท้องถิน่ บูทโชว์ภมู ปิ ญ ั ญา การดูแลสุขภาพวิถีไท เสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับอาหาร เวิร์กช็อปสอน ทำ�อาหาร หมักผักดอง สอนนวดแผนไทย ไปจนถึงสอนทำ�เครื่องสำ�อางจาก สมุนไพร งานจัดวันที่ 24 - 27 กรกฎาคม ที่ฮอลล์ 6 อิมแพคเมืองทองธานี facebook.com/thaifoodforhealth

Animation

Jaiyen Café

คอการ์ตูนกีฬาไม่ควรพลาด ‘Ping Pong The Animation’ การ์ตูนดัง ที่จะพาผู้ชมเข้าไปมองโลกกีฬาปิงปองผ่านสายตา 2 เพื่อนซี้อย่าง ‘สไมล์’ เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยยิ้มแต่มีพรสวรรค์ด้านปิงปองเป็นเลิศ กับ ‘เปโกะ’ เพื่อน ผู้เป็นเหมือนฮีโร่ที่พาสไมล์เข้าสู่วงการปิงปอง ถึงจะมีฉากดวลที่เมามัน แต่ความสนุกของการ์ตนู เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ท่าไม้ตายเจ๋งๆ เหมือนการ์ตนู กีฬา ทั่วไป แต่ยังบอกเล่าความคิดของตัวละคร มิตรภาพ และการเอาชนะตัวตน ของตัวเอง แฟนการ์ตูนคลิกไปดูแบบออนไลน์พร้อมประเทศญี่ปุ่นได้แล้วที่ www.dexchannel.com

ทำ�ไอศครีมส่งออกให้ทอี่ นื่ มานานหลายปี ถึงฤกษ์ทที่ าง ‘ใจเย็น’ แบรนด์ไอศครีมขวัญใจ a team จะมีรา้ นเป็นของตัวเอง ตัวร้านตกแต่ง แบบคาเฟ่ญี่ปุ่น เน้นความน่ารักแบบหวานๆ ส่วนตัวเมนูก็หายห่วง เพราะมีทั้งไอศครีมสูตรเฉพาะของทางร้าน และเครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่คิดขึ้นใหม่โดยเฉพาะ ใครสนใจแวะไปชิมได้แถวๆ ซอยสุขุมวิท 33 เปิดเวลา 10.30 - 20.30 น. facebook.com/jaiyencafe

• Ping Pong The Animation •

44 a day

• Caféé •


2-day communication > ทรงกลด บางยี่ขัน

FACEBOOK MESSAGE Siramath Jirapotisit สวัสดีครับพี่ทรงกลด ผมเป็นแฟนรายการและแฟนหนังสือ ของพี่ทรงกลดครับ ผมเพิ่งปั่นจักรยานกับเพื่อนๆ อีก 3 คน จากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เมื่อวานนี้น้องๆ ที่ ม.แม่โจ้ ก็ชวนไปดู พี่ทรงกลดถ่ายรายการวันนี้ เสียดาย เหนื่อยเลยพลาดโอกาสครับ ผมเห็นว่ารายการพี่เสนอบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับจักรยานจาก หลายอาชีพ หลายแง่มุม ผมเลยอยากแนะนำ�เพื่อนคนนึงที่ม ี ใจรักจักรยาน และคิดว่าคงเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนมา ออกกำ�ลังกายอย่างจริงจัง รวมถึงทริปปั่นจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ครั้งนี้ของผมด้วย เขาเป็นคนที่เพื่อนๆ ในเว็บ ThaiMTB.com รู้จัก ในฐานะซูเปอร์แมน ปั่นเสือภูเขาเดี่ยว ไม่มีรถเซอร์วิส กรุงเทพฯเชียงใหม่ 2 วัน วันแรกกรุงเทพฯ-ตาก 400 กิโลเมตร และอีก หลายทริปทีน่ า่ ทึง่ มาก เป็นนักปัน่ touring ทีไ่ ปมาเกือบทัว่ เมืองไทย เขามีรา้ นจักรยานอยูท่ เ่ี มืองเอก รังสิต ครับ ชือ่ ‘พาย enbike’ ผมว่า น่าจะเป็นที่สนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่ปั่นจักรยาน และเพิ่งเริ่มปั่นได้อีกมากเลยครับผม ขอบคุณครับ สถิติการปั่นวันละ 400 กิโลเมตรนี่โหดมากครับ แต่โชคไม่ดีที่รายการ HUMAN RIDE จักรยานบันดาลใจ ซีซั่นนี้เราถ่ายทำ�เสร็จหมดแล้วครับ ถ้ามีซีซั่นหน้าเมื่อไหร่นึกถึงคุณพายแน่ๆ เสียดายนะครับที่วันนั้นไม่ได้ไปที่ ม.แม่โจ้ ด้วยกัน เพราะอาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิง่ แวดล้อม ผูช้ วนลูกศิษย์ออกไปปัน่ จักรยาน ทำ�หน้าที่คุณหมอรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมืองนี่แรงบันดาลใจล้นปรี่มาก แถมท้ายว่า รายการ HUMAN RIDE จักรยานบันดาลใจ จะออกอากาศ ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 13 ก.ค. - 5 ต.ค. 57 เวลา 22.05 น. ทางไทยพีบีเอส ที่เดิมครับ Nitchakan Khongsawad พี่ก้องคะ ทำ�ไมคนไทยเราชอบมองเด็กที่ทำ�งานพาร์ตไทม์ ด้วยสายตาดูถูกด้วยคะ ไม่เข้าใจจริงๆ บางทีเกิดเป็นหมีแพนด้า อาจง่ายกว่า

ถ้าว่ากันตามทฤษฎีจิตวิทยา ว่ากันว่ามนุษย์เราต้องการการยอมรับ แบบใดแบบหนึ่งใน 4 แบบนี้ คือ เก่ง, สวย (หล่อ), รวย, ดี ดูเหมือน คนจำ�นวนหนึ่งในสังคมไทยจะให้การยอมรับหรือเกรงอกเกรงใจ ‘คนฐานะดี’ กับ ‘คนหน้าตาดี’ มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ง่าย และรู้สึกว่าคน 2 ประเภทนี้จัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงที่น่าให้เกียรติ ‘คนฐานะไม่ดี’ และ ‘คนหน้าตาไม่ดี’ ก็เลยกลายเป็นกลุ่มที่อยู่ตรงกันข้าม กับชนชั้นสูง และไม่น่าให้เกียรติ นั่นคงเป็นเหตุผลว่าทำ�ไมคนบางกลุ่ม ถึงมองเด็กที่ต้องทำ�งานพาร์ตไทม์หาเงินใช้เองต่ำ�ต้อยกว่าเด็กที่แบมือ ขอเงินพ่อแม่ ทั้งที่เด็กทำ�งานพาร์ตไทม์ควรจะได้รับการยกย่องมากกว่า ถ้าจะพูดเรื่องทางแก้ปัญหานี้ คงต้องโยงกันไปถึงเรื่องโครงสร้าง ทางสังคม ชนชัน้ ความเท่าเทียม ซึง่ ซับซ้อนเกินกว่าผมจะคิดหาทางออกได้ สิ่งเดียวที่พอจะบอกน้องได้ก็คือ ถ้าเราไม่ชอบการมองพนักงานพาร์ตไทม์ ด้วยสายตาดูถูก เราก็อย่าไปส่งสายตาอย่างนั้นกับคนที่ต่ำ�ต้อยกว่าเรา เราอยากให้คนอื่นมองเราอย่างไร เราก็มองคนอื่นอย่างนั้น เราอยากให้ คนอืน่ ปฏิบตั กิ บั เราอย่างไร เราก็ปฏิบตั กิ บั คนอืน่ อย่างนัน้ ถึงเราเปลีย่ นโลก ทั้งใบไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้ ถ้าทุกคนที่เห็นปัญหาออกมาร่วมกัน แก้ปัญหา แค่นี้โลกก็ดีขึ้นแล้วครับ Sittipon Duanmanee a day น่าจะมี LINE Offif icial นะ แล้วก็มีสติกเกอร์เป็นรูป พี่โหน่งไรเงี้ยได้มะ 555 สติกเกอร์ a day เป็นเรื่องที่เราเคยคุยกับ LINE แล้วครับ ช่วงที่ผม ไปไต้หวันเพือ่ ทำ�รายการ Human Ride จักรยานบันดาลใจ มีโอกาสได้แวะไป คุยกับ LINE ไต้หวัน แล้วก็เห็น LINE จับมือกับหลายแบรนด์ทำ�การตลาด ร่วมกัน ก็เลยเก็บไอเดียนัน้ มาคุยกับทาง LINE ประเทศไทยว่าเราจะต่อยอด จากเนื้อหาในเล่มไปเป็นสติกเกอร์ได้ไหม คำ�ตอบก็คือ การทำ�สติกเกอร์นั้น มีมูลค่าสูงมาก เลยไม่สามารถทำ�ได้ เราก็คิดต่อว่าจะสร้างความพิเศษให้ a day เล่มนี้อย่างไรดี ในที่สุดก็จบลงด้วยการทำ�ปกเป็นสติกเกอร์ ซึ่งทาง LINE ญี่ปุ่นอนุญาตให้นำ�คาแรกเตอร์มาใช้เป็นปกได้เป็นกรณีพิเศษ งานนี้ ผู้อ่านก็เลยได้สติกเกอร์ของจริงไปทำ�ปกเล่นแทนสติกเกอร์ใน LINE ครับ

ส่งอีเมล จดหมาย หรือไปรษณียบัตร มาคุยกันได้ท่ี aday@daypoets.com หรือ นิตยสาร a day บริษทั เดย์ โพเอทส์ จำ�กัด เลขที่ 33 ซอยศูนย์วิจัย 4 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 จดหมายทุกฉบับบรรณาธิการขออนุญาตตัดทอนตามสมควร ทุกข้อความที่ได้ลงตีพิมพ์ในฉบับนี้จะได้รับหนังสือ instaDham ญาณสังวร ๑๐๑ ธรรมคำ�สอน จำ�นวน 1 เล่ม ขอขอบคุณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ)

46 a day


#adayinthailand

ecommirst

ถนนพิษณุโลก

flurryfairy

BITEC Bangna

bariee

รพ.สมิติเวช สุขุมวิท

api_bom

loveoftime

squasi

ดอนหอยหลอด

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา

สถานีรถไฟญาณสังวราราม

คอลัมน์นเ้ี ป็นพืน้ ทีส่ �ำ หรับภาพถ่าย Instagram ทีม่ องเห็นความงามเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว ใครอยากร่วมแชร์ภาพดังว่า แค่พิมพ์แท็ก #adayinthailand พร้อมระบุสถานที่ด้วยการติด location หรือพิมพ์ ในช่อง comment แล้วเราจะคัดสุดยอดภาพแห่งเดือนมาแบ่งกันชม 48 a day

anight

ถนนคู่ขนานฯ บรมราชชนนี

hansyung

แม็คโคร-สาทร

portoporto

ถนนปิ่นเกล้าฯ


retweet

เรื่อง > @adaymagazine

ู้ว่า ร ง ึ จ า เร ป ไ น า ่ ผ า ล เว พอ

ย า ่ ง ย า ห จ ใ ย ี เส

ย า ด ย ี ส เ า ่ ว ก เยอะเลย RT: @awwods

คอื รหู้ มดวา่ าญ น ำ � ช าญ น ำ � งช ้ อ ต ื อ จะเกง่ ค

ังไง ทำ�งี้ดียังไง ทำ�งี้ ไม่ดีย ี

ี ด ร ไ ะ อ า ่ ว ่ ค แ ้ ู ร ่ ช ใ ่ ไม จะชำ�นาญ มันเลยต้อง น เพราะงั้นก่อ นจ

ไปท�ำ ผดิ มากอ่ น

RT: @Spoonsung

น์ E ไล IN ใน L ุ ๊ ก ใน บ ซ ุ ๊ ก บ เฟ ซ ใน เฟ ่ า ใน ว ก อ ่ บ แม มด ห ั น ก น ื อ ม เห ื อ ม ย า ล น ทกุ ค

ย ล เ บ อ ช ็ น ห ่ เ ม ไ ่ แม ่อจีบแม่ก็ ไม่ ได้ สู้จดหมายที่พ ่อจ

อ ื ม ย า ล น า ่ อ บ อ ช ่ ม แ ้ ห ใ น ย ี ข เ ง จ ร ร บ ที่พ่อ

:3

50 a day

RT: @dentbear

นยฯู ชวี ติ คนเรากเ็ หมอื นแม บา้ ง อยจู่ ดุ สงู สดุ บา้ ง ต�ำ่ สดุ คน ล้มบ้าง ลุกบ้าง เปลี่ยน

ำน ทางชีวิตบ้าง � ความครีเอต

RT: @Meawzilaz

ของค่กนารไตทั้งชยื่อ แต เริ่มตั้งแต

เราสามารถมีชื่อภาษา บาลี นามสกุลจีน และ ชื่อเล่นอังกฤษ ครบใน

้ ด ไ ว ย ี ด เ น ค

RT: @nuthijum

ๆ ง ิ ร จ ี ด า ร เ น า ้ บ � ำ ้ น ห้อง ไปอาบจะได้ความสะอาดแล้ว นอกจากเข้า

ย ว ้ ด า ม ก อ อ ย ี ด เ อ ไ ยังได้ RT: @everysundays


vintage album

ภาพใบนีถ้ กู ถ่ายเมือ่ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2526 ณ บ้านหลังแรกทีเ่ ป็นจุดเริม่ ต้นชีวติ คูข่ องพ่อกับแม่ ภาพเจ้าสาวคนหนึ่งที่กำ�ลังนั่งยิ้มอยู่ท่ามกลางกองของขวัญที่เพื่อนๆ นำ�มาแสดงความยินดีในวันแต่งงาน ดูจะเป็นความทรงจำ�ที่ประทับในใจพ่อมานานกว่า 31 ปี พ่อเล่าว่า ถึงจะเหนื่อยและวุ่นวายกับพิธีการ ในวันแต่งงานขนาดไหน วันนั้นก็เป็นวันที่เสือยิ้มยากอย่างพ่อยิ้มมากที่สุดในชีวิต แต่เมื่อฉันถามพ่อว่า วันแต่งงานคือวันที่พิเศษที่สุดในชีวิตพ่อหรือเปล่า พ่อกลับตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า “วันแต่งงานมันก็ พิเศษนะ แต่วันที่พิเศษที่สุดในชีวิตพ่อคือวันที่เห็นแม่แกครั้งแรกในห้องเรียนตอนอายุ 16 นู่น” ต้องขอบคุณความรักและความผูกพันของทัง้ คูท่ ท่ี �ำ ให้คนขีส้ งสัยอย่างฉันไม่เคยตัง้ คำ�ถามว่าความรัก มีอยู่จริงไหม แค่ทุกๆ วันที่ฉันเห็นพ่อและแม่ดูแลใส่ใจซึ่งกันและกัน นั่นก็เป็นคำ�ตอบที่ดีที่สุดแล้ว

* vintage album เป็นพืน้ ทีว่ า่ งให้ทกุ คนลองไปค้นภาพถ่ายเก่าๆ ในบ้าน ส่งมาพร้อมเรือ่ งเล่าเกีย่ วกับภาพนัน้ เพือ่ แบ่งปันเรือ่ งราว สุดประทับใจให้กันและกัน ส่งรูปถ่ายพร้อมระบุปีที่ถ่ายและ เรื่องราวไม่เกินค่อนหน้า A4 มาได้ที่ aday@daypoets.com

52 a day

กนกพรรณ อรรัตนสกุล


เมื่อคุณลุงคุณป้ายังเด็ก เรื่อง > จิราภรณ์ วิหวา facebook.com/wiwajira ภาพประกอบ > สมฤดี ดอยแก้วขาว

เที่ยวนอกบ้าน พี่ๆ มักนิยมใส่ กระโปรงบานแฉ่งกับเสือ้ ผ้าลินนิ โดยไม่ลืมคาดเข็มขัดเส้นโตๆ เน้นให้เห็นเอวที่คอดกิ่วซึ่งวัด ได้เพียง 18 นิ้วเท่านั้น! “สาวๆ สมัยนั้นเอวแค่ 18 นิ้วกันทั้งนั้น 20 นี่ก็ถือว่าเอวใหญ่ แล้วนะ” คุณป้าย้ำ�กับหญิงสาวเอว 25 นิ้วด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “แต่จะ ใส่กระโปรงตัวเดียวไม่ได้ มันไม่บาน ต้องมีกระโปรงสุ่มอยู่ข้างใน เป็น โครงลวดเหมือนสุ่มไก่คลุมด้วยผ้าสีขาว บางที ทำ�ตาสองชั้น เสริมจมูก เหลาคาง ดึงหน้า ก็เป็นผ้าตาข่ายจับจีบถี่ๆ ให้พองแล้วฉีดน้ำ�ยา ให้มันแข็งตัว พอใส่แล้วกระโปรงก็จะเป็นทรง ทำ� V-Line เพิ่มลักยิ้ม ฉีดโบท็อกซ์... สวยเชียวล่ะ” ใน พ.ศ. นี้ เราสวยข้ามคืนกันได้ง่ายๆ ด้วยศัลยกรรม แต่ถ้าย้อนกลับไปในยุคที่ยีนเด่น และความสวยที่ว่าก็ไม่ได้มา ยีนด้อยยังทำ�หน้าที่และแสดงออกอย่างซื่อสัตย์ โดยง่าย ต้องเตรียมการกันข้ามวัน ความสวยที่มนุษย์เราพอจะเนรมิตกันเองได้ ข้ามคืน นอกจากจะต้องซักผ้า ไม่พ้นไปจากสำ�นวน ‘ไก่งามเพราะขน คนงาม ลงครามผ้าขาวตามขนบแล้ว หากสุ่มตาข่ายตัวในเริ่มลีบ เพราะแต่ง’ เท่าไหร่นัก ใครอยากสวยเหมือน ดาราหนัง ก็ต้องไปซื้อผ้าตัดเสื้อตามแฟชั่น ไม่พองสวยเหมือนใหม่ก็จะ ต้องมีการลงแป้ง ด้วยการ แต่งหน้าทำ�ผม และยิ้มหวานกว้างๆ เพิ่มเสน่ห์ คุณป้าวรมัย ตุงคะสมิต เล่าให้เราฟังว่า กวนแป้งมันกับน้�ำ จนเข้ากันดี แล้วนำ�กระโปรงสุ่มหรือ คุณป้าเติบโตมาในครอบครัวใหญ่แบบกงสี เสื้อผ้าที่ต้องการให้แข็ง กลางสวนยางพาราที่อำ�เภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นกลีบโง้งแช่ลงไป และตอนเป็นเด็กประถมเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว คุณป้ายังเป็นเด็กหญิงวิ่งซนกับพี่ๆ น้องๆ เป็นน้ำ�สุดท้ายแล้วค่อยนำ�ไปตาก รุ่นเดียวกันในสวนยาง แต่ในขณะเดียวกันก็ เมื่อถึงขั้นตอนรีด ซึ่งถือเป็น ‘งานใหญ่’ สนิทสนมกับพี่สาวๆ ที่โตกว่า และคุณน้าคุณป้า ของวัน ก็มักจะต้องรีดทีละตะกร้าใหญ่ๆ เพื่อให้ ที่มักจะแต่งตัวสวยให้ได้มองอยู่บ่อยครั้ง คุณป้า คุม้ ค่าการลงแรง เพราะพีๆ่ จะต้องยกเตารีดหัวไก่ เล่าว่า เครื่องแบบที่ใส่กันทุกวันของสาวปักษ์ใต้ หรือเตารีดเตาถ่านที่เราอาจจะเคยเห็นกันในบ้าน ไม่วา่ จะเป็นสาวไทย สาวมุสลิม หรือสาวเชือ้ สาย คุณยายหรือในพิพิธภัณฑ์ นำ�ไปใส่ถ่านร้อนๆ แล้วเอามารีดผ้า ซึ่งเตารีดนี่ก็ทั้งร้อนทั้งหนัก จีน ก็คือผ้าปาเต๊ะเนื้อนุ่มลื่นที่นำ�เข้ามาจาก มาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่เมื่อไหร่ที่จะออกไป หากร้อนเกินไปก็จะฝืดจนรีดผ้าไม่ได้ ต้องเอาไป 54 a day

รีดบนใบตองก่อนเพือ่ ให้เตารีดลืน่ ขึน้ และเมือ่ ไหร่ ทีถ่ า่ นเริม่ มอด ก็ตอ้ งรีบยกออกไปพัดเอาขีเ้ ถ้าออก ให้หมด ไม่อย่างนัน้ จะปลิวมาติดเสือ้ จนต้องนำ�ไป ซักใหม่ แล้วก็ต้องเติมถ่านร้อนๆ แดงๆ ใส่ลงไป ใหม่อีกรอบ และเริ่มต้นกระบวนการทั้งหมด อีกครัง้ และอีกครัง้ เรียกว่าหมดไป 1 วันภารกิจ รีดผ้าถึงจะสำ�เร็จ ส่วนหน้าผม แม้ว่าเราจะเห็นทองกวาว ยีผมพอง ม้วนจอนโค้งสวย ไปทำ�นาทุกวันใน ละครทีวี แต่คุณป้าบอกว่า สาวๆ ยุคนั้นไม่ได้ แต่งหน้าทำ�ผมแบบนั้นเป็นกิจวัตร ต้องออกงาน หรือวาระพิเศษเท่านั้นถึงจะสวยครบสักที และที่ กันตังก็มรี า้ นเสริมสวยอยูเ่ พียงร้านเดียวคือพีส่ าย สมัยนั้นคนที่ไปเรียนตัดเสื้อหรือเรียนเสริมสวย ที่กรุงเทพฯ ถือว่าโก้มาก แต่พอกลับมาเปิดร้าน ก็ใช่ว่าจะมีลูกค้ากันทุกวัน คุณป้า เคยเห็นคุณน้าไปดัดผม เขาจะ เอาคีมคีบร้อนๆ เผาไฟม้วนผม ให้เป็นลอน “น่ากลัวจะตาย ต้องเอา ผ้าพันหูให้รอบเลยนะ ไม่งั้น ถ้าถูกที่คีบจะพองเอา” และเพราะมีอยู่ ร้านเดียว เวลามีงานของ โรงเรียน พี่สายจึงต้อง อดนอนทัง้ คืนเพือ่ แต่งหน้า ทำ�ผมให้พวกครูและผูใ้ หญ่ ตัง้ แต่ตอนเทีย่ งคืน ส่วนเด็กๆ อย่างคุณป้าค่อยมา เข้าคิวต่อตอนเช้าตรู่ เพื่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะได้ สวยพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งงาน จะสวยทัง้ ที ต้องเตรียมตัวกันข้ามวันข้ามคืน หรือนี่จะเป็นการสวยข้ามคืนของสาว พ.ศ. 2500


a little big thing เรื่อง > กนกพรรณ อรรัตนสกุล ภาพ > ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ส่วนผสมสำ�คัญที่ทำ�ให้ภาพยนตร์มีรสชาติกลมกล่อมขึ้นคือ ดนตรี ผูก้ �ำ กับภาพยนตร์อสิ ระอย่าง คงเดช จาตุรนั ต์รศั มี เจ้าของผลงาน โดดเด่นและเป็นที่รู้จักหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เฉิ่ม, แต่เพียงผู้เดียว รวมถึง ตั้งวง ภาพยนตร์ที่นำ�เสนอความเป็นไทยได้อย่างแตกต่าง จนกวาดรางวัลมาหลายเวที เขาให้ความสำ�คัญกับส่วนผสมดังกล่าว ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำ�คัญที่หล่อหลอมแนวทางการทำ�หนังของเขา เริม่ ต้นจากความหลงใหลในเสน่หห์ นังต่างประเทศยุคเก่ากับเพลง ยุคแอนะล็อก หนังรักสัญชาติฝรั่งเศสเรื่อง A MAN AND A WOMAN คือเรือ่ งทีจ่ ดุ ประกายมุมมองว่าภาพยนตร์ทด่ี อี าจไม่จ�ำ เป็นต้องเล่าเรือ่ ง ผ่านบทหรือคำ�พูด ภาพและดนตรีทถ่ี กู คิดมาอย่างประณีตก็สง่ พลังของ ภาพยนตร์ไปสู่ผู้ชมได้เช่นกัน ชายหนุม่ เปิดบทสนทนาด้วยการหยิบแผ่นเสียงประกอบภาพยนตร์ เรือ่ งโปรดทีเ่ ก็บรักษามากว่า 17 ปีออกมาโชว์ ก่อนจะเล่าถึงความพิเศษ ของมันด้วยรอยยิ้ม “เราชอบและร้องเพลงนีไ้ ด้ตง้ั แต่เด็กจากโฆษณานาฬิกาสมัยก่อน จนวันที่นั่งรถจากมหาวิทยาลัยไปดูหนังเรื่องนี้ที่สมาคมฝรั่งเศสฯ จึงพบว่าเพลงที่อยู่ในใจมาตลอดเป็นเพลงประกอบหนังรักที่ล้ำ�มาก มันเปลี่ยนโลกภาพยนตร์แบบปกติที่คนเข้าใจ พล็อตเรื่องแทบไม่มี มันทำ�ให้เรารูว้ า่ หนังรักไม่จ�ำ เป็นต้องมีค�ำ พูดเลีย่ นๆ แค่ให้รายละเอียดกับ ภาพบางภาพก็เพียงพอแล้ว เรารักรายละเอียดในหนังเรือ่ งนีจ้ นอยากหา ซาวนด์แทร็กมาฟัง ซึง่ ตอนอายุ 25 ทีเ่ ริม่ สะสมแผ่นเสียงใหม่ๆ ก็ไปรือ้ เจอ แผ่นเสียงนีท้ ี่คลองถม มันจมอยู่ในกองที่ไม่มีใครสนใจ จังหวะนั้น ดีใจมาก เหมือนขุดดินแล้วเจอหีบสมบัติ มันเป็นแผ่นเสียงแผ่นที่ 2 june 2014

ที่เราซื้อในชีวิต ยิ่งเจอแผ่นรุ่นออริจินัลปีเดียวกับที่หนังฉาย เราก็รู้สึก เหมือนมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว” เขาเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ ทุกครั้งที่หัวเข็มของเครื่องเล่นวิ่งไปตามเส้นความถี่บนแผ่นเสียง ท่วงทำ�นองคุ้นหูมักทำ�ให้เขานึกถึงฉากประทับใจ รวมถึงช่วยพา ความทรงจำ�สำ�คัญกลับมาอีกครั้ง “ทุกครั้งที่ได้ยินเพลง 124 Miles An Hour เราจะคิดถึงภาพจบที่พระเอกขับรถข้ามเมืองไปหานางเอก เสมอ ตอนที่ เฉิ่ม ได้ไปเทศกาลหนังที่เมือง Deauville ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำ�ของฉากนี้ เราก็รู้สึกเหมือนได้ไปยืนอยู่ในหนัง เป็นช่วงเวลาทีม่ คี วามสุขสุดๆ เลย” ในแง่การใช้ชวี ติ การตกหลุมรักกับสิง่ ทีล่ ะเอียดอ่อนอย่างแผ่นเสียง ยังทำ�ให้คงเดชใช้ชีวิตช้าลงและใส่ใจกับรายละเอียดมากขึ้น “ชีวติ ทุกวันนีม้ นั เร็วมาก แต่เมือ่ ถึงเวลาเล่นแผ่นเสียง ทุกอย่างจะ ช้าลงโดยอัตโนมัติ เพราะมันมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจ ทั้งการวางเข็ม และการเปลี่ยนหน้าแผ่นเสียง โลกแอนะล็อกและความเป็น handcraft ของมันทำ�ให้เรารูส้ กึ ว่าการทำ�สิง่ ต่างๆ ด้วยตัวเองให้ผลลัพธ์ทด่ี กี ว่าเสมอ บางครัง้ การใช้เทคโนโลยีท�ำ ให้เราข้ามขัน้ ตอนไปสูผ่ ลสำ�เร็จอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำ�ให้ช่วงเวลาและความทรงจำ�ที่เราได้ทำ�สิ่งนั้นหายไป” แม้บทสนทนาจะจบลงไปนานแล้ว แต่ถ้อยคำ�บางคำ�และเมโลดี้ แสนหวานจากเสียงฮัมเพลงอย่างมีความสุขของคงเดชยังตกค้างอยูใ่ น ความทรงจำ�

55


a spiritual day

เรื่องและภาพ > ไตรรงค์ ประสิทธิผล twitter.com/horjorgor


เมดอินไทยแลนด์

เรื่อง > นวพล ธำ�รงรัตนฤทธิ์ twitter.com/ter_nawapol

การทำ�งานให้ดังและฟันแทงไม่เข้าแบบข้ามศตวรรษนั้น เป็นสิ่งที่ทำ�ได้ ยากราวกับปลุกเสกพระเครื่องรุ่นโดนยิงแล้วไม่ตาย มันต้องขลังและคลาสสิก มากจริงๆ ถึงจะคงกระพันได้ขนาดนั้น แต่ความเป็นจริงคือไม่มีใครสามารถ พยากรณ์และกะเกณฑ์ถงึ สิง่ นีไ้ ด้ คนแต่งเพลงตอนแต่งๆ อาจจะแต่งเพือ่ เอาตังค์ ไปผ่อนบ้านดาวน์รถเฉยๆ ตัดภาพไปอีกทีพนักงานขายรถร้องเพลงเราได้ เฉยเลย อันนี้ถือว่าไอแอมบีโธเฟ่นแล้ว ความคลาสสิกนี่เหมือนเชื้อโรคที่ ติดต่อกันตามทางเดินหายใจนะครับ เคยไหมที่รู้สึกว่า ก็นั่งอยู่เฉยๆ ปิดวิทยุ ปิดทีวี หนีไปเกาะตะรุเตาแล้ว พอเพลงขึ้นว่า “กินอะไร กินอะไร กินอะไร” แล้วตอบได้เฉยเลยว่า “ไปกินเอ็มเค” ...นะนะนี่มันคะคะคลาสสิก

หลายต่อหลายเพลงแม้ว่าแคมเปญสินค้านั้นจะหมดไปแล้ว แต่ความ หลอนมันก็ยังคงแพร่กระจายอยู่ในชั้นบรรยากาศ ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทำ�ให้ หลานของเราก็อยากกินเอ็มเค จนเกิดการรีเมกและรีมิ กิ ซ์ชน้ิ งานทีอ่ อกมาน่าสนใจ และควรถูกบันทึกไว้ในแผ่นดินอย่าง 2 เพลงทีเราจะยกมาให้ดูกัน

แลคตาซอย 5 บาท, เมทัลเวอร์ชัน

ใจจริงอยากเจอคนแต่งเพลงนี้เวอร์ชันออริจินัลมาก มันคือตัวอย่างแห่งความ หลอนแดก ตืน่ มาวันนึงเจอเพือ่ น เพือ่ นแค่ขน้ึ ต้นมาว่า “แลคตาซอย 5 บาท” ร้องต่อกัน ทันทีว่า “125 มิลลิลิตรรรร” เพื่อนเสริมว่า “ปริมาณคับกล่องเต็มที่” ผมเสริมว่า “ดืม่ ได้ดม่ื ดี” เพือ่ นต่อด้วย “ดืม่ แลคตาซอย ดืม่ แลคตาซอย” ก่อนทีอ่ ะไรๆ จะเลยเถิด ไปกว่านี้และกลายเป็นหนังมิวสิคัล ผมจึงต้องหนีออกมาจากห้องนั้น จากนั้นผมก็ สงสัยว่าตัวเองร้องได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เนื้อก็ยาวด้วย จำ�เข้าไปได้ยังไง รู้ตั้งแต่ราคา จนปริมาณบรรจุ วันเกิดเพื่อนยังจำ�ไม่ได้เลย ทีแบบนี้จำ�ได้ ดังนั้นเมื่อวงลูกทุ่งเดธ (ซึ่งเราเคยแนะนำ�ลงคอลัมน์ไปแล้วทีนึง) ได้ทำ�เพลงแลคตาซอย 5 บาทออกมา เป็นเวอร์ชันเมทัลตามที่พวกเขาถนัด ผมจึงรู้สึกว่าเพลงแลคตาซอยได้มาถึงจุดสูงสุด ของการเป็นเพลงนมถั่วเหลืองแล้ว เพราะถ้าไม่คลาสสิกจริงก็คงไม่มีคนเอามารีมิกซ์ เป็นเพลงเมทัลสำ�รอกแบบนี้ ฟังแล้วได้ความรู้สึกเหมือนมีคนจะวิ่งไปเผาโรงงาน แลคตาซอยมากๆ ทำ�ให้รู้สึกว่าอยากกินแลคตาซอยมากขึ้นยามเจอเรื่องเครียดๆ ในชีวิตประจำ�วัน ฟังดูแล้วเหมือนดื่มเป็นยาระบายถ่ายท้องได้ด้วย

กระจกหกด้าน, เมทัลเวอร์ชัน

มาอีกแล้วเมทัล แต่อันนี้คนละเจ้ากับเพลงที่แล้ว และคราวนี้เป็นเพลงที่ซูเปอร์คลาสสิก ของเด็กยุค 90 น้องๆ อาจจะงงเล็กน้อยว่ารายการ กระจกหกด้าน คืออะไร แต่สำ�หรับมนุษย์ คนไหนเคยเป็นเด็กน้อยในยุค 90 จะต้องโดนบังคับดูรายการนี้ทุกวัน เพราะถือเป็นรายการ สาระความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยต่างๆ ที่พ่อและแม่จะชอบให้ดู และจะต้องจำ�เพลงประกอบ หัวรายการเพลงนี้ได้แน่นอน แค่อินโทรขึ้น 3 วินาทีแรก ภาพของกรุงศรีอยุธยาเมืองเก่า ก็โผล่ขึ้นมาทันที และรู้สึกเป็นนักปราชญ์ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ชีวิตจริงยังไม่แน่ใจเลย ว่าอยุธยาต่างกับรัตนโกสินทร์ยังไงบ้าง พอเพลงแนวกรุงศรีฯ กลายเป็นเพลงเมทัลก็รู้สึกว่า อยากไปเที่ยวอยุธยาทันที ดูเร้าใจขึ้นเยอะมาก คล้ายเพลง บางระจันวันเพ็ญ ฟังแล้วอยาก ออกไปรบ แถมในเวอร์ชนั เมทัลนัน้ ทำ�เก๋ดว้ ยการให้มเี สียงบรรยายของคุณป้าขาประจำ�รายการ เสริมแทรกระหว่างเพลงด้วย ทำ�ให้ฮาและขลังกว่าเดิม กำ�ลังลีดกีตาร์ไฟฟ้าแรงๆ อยู่ก็มีเสียง คุณป้าปรากฏขึ้นมาว่า “ภาคเหนืออากาศหนาวเย็น ภูมิประเทศเป็นป่าเขา” ให้ความรู้สึก คล้ายท่อนแร็ปเหมือนกับฟัง Linkin Park ก็ถือว่าเป็นส่วนผสมการรีมิกซ์ที่ร่วมสมัยมากๆ เรายังรอคอยเพลงคลาสสิกแบบใหม่ๆ ให้ได้ยืนยงคงกระพันไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน เพลงไหนจะทำ�ได้ ขอใจแลกเบอร์โทร จะรอดมั้ย อย่ามโน จะยาวนานไปกี่ทศวรรษ อันนี้เรา ต้องติดตามกันต่อไป ไว้มาอ่านใหม่ในคอลัมน์เมดอินไทยแลนด์ฉบับ พ.ศ. 2567 * เสิรช์ ฟังกันได้ดว้ ยชือ่ คลิป ‘ลูกทุง่ เดธ project - แล็คตาซอย 5 บาท’ และ ‘กระจกหกด้าน Metal’ ใน YouTube june 2014

57


made in japan เรื่อง > ณิชมน หิรัญพฤกษ์ ภาพประกอบ > หิรัญ หิรัญพฤกษ์

ตัวแทนวัฒนธรรมสายคาวาอี้อย่างคุณป้าคิตตี้เพิ่งฉลองวันเกิดปีที่ 40 ไปหมาดๆ พอย่างเข้าเดือนตุลาคมปีนี้ก็จะถึงคิว ‘ชินคันเซ็น’ คุณลุงที่ยิ่งแก่ยิ่งเร็ว ฉลองครบรอบ 50 ปีบ้าง กระทรวงการคลังเลยถือโอกาสนี้จัดทำ�เหรียญมูลค่า 1,000 เยนลายรถไฟหัวกระสุน ซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิและซากุระออกมา วางจำ�หน่ายให้ผู้สนใจซื้อเป็นที่ระลึก แต่สำ�หรับเหล่าโอตะคุรถไฟ พวกเขา จ้องจะจองกันด้วยใจระทึก ตัวฉันในอดีตอาจจะยังห่างไกลจากความเป็นโอตะคุรถไฟมากนัก จะชื่นชม เป็นพิเศษก็เรือ่ งความตรงเวลา (เฉลีย่ แล้วประเทศนีร้ ถไฟเขาเลตไม่เกิน 36 วินาที!!!) และรถไฟตู้หญิงล้วน ให้สาวๆ เบียดกันเองในชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัย ทางกายภาพ แต่พอโดน 8 ขบวนท่ารถไฟทีอ่ าจารย์เอจิ มิโตะโอะกะ ดีไซเนอร์ระดับ เกจินักออกแบบ (ผู้อยู่เบื้องหลังรถไฟสายท่องเที่ยวสวยๆ ของบริษัท เจอาร์ คิวชู) จากผู้โดยสารก็กลายเป็นติ่งโดยสาร ศึกษาเรื่องการออกแบบและประวัติรถไฟ มาพอประมาณ จนมีความมั่นใจเล็กๆ ว่าโอตะคุรุ่นพี่จะรับเข้าสำ�นัก เอาเข้าจริง วงการโอตะคุรถไฟช่างล้ำ�ลึก ความหลงใหลที่มีต่อรถไฟของ คนญีป่ นุ่ นัน้ หลากหลายจนสามารถแบ่งได้ถงึ 36 ประเภท! ขออนุญาตจัดหมวดหมู่ ตามความพอใจ ยกตัวอย่างระดับเบสิกอย่างโอตะคุรถไฟสายต่างๆ เช่น สายข้อมูล Reikishi-tetsu พวกแม่นประวัติศาสตร์รถไฟ Gunji-tetsu ผู้เชี่ยวชาญด้านรถไฟทางทหาร รู้หมดเรื่องรถไฟหุ้มเกราะ รถไฟ ติดอาวุธ Houki-tetsu ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับรถไฟทั้งหมด Sharyou-tetsu ตัวจริงเรื่องตู้รถไฟ ทั้งในแง่ดีไซน์และวิศวกรรม Haisen-tetsu สนใจเรื่องการเดินสายไฟและไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถไฟ สายปฏิบัติ Nori-tetsu ชอบขึ้นรถไฟ ความฝันสูงสุดคือได้นั่งรถไฟทุกสายทั่วญี่ปุ่น Ori-tetsu ชอบลงจากรถไฟแล้วสำ�รวจรอบๆ สถานี Oshi-tetsu นักปั๊มตรายางตามสถานีรถไฟ ส่วนมากเป็นเด็กๆ หรือเหยื่อ การตลาด (ฉันเอง) สายคนไทยถนัด Ekiben-tetsu ตามกินเอะกิเบ็น (ข้าวกล่องรถไฟ) ของรถไฟทุกขบวน Tori-tetsu กลุ่มผู้ชอบถ่ายรูปรถไฟ สายสุนทรีย์ Kaki-tetsu ศิลปินรถไฟ เห็นเป็นไม่ได้ ต้องหยิบอุปกรณ์ออกมาวาดภาพ Tetsugaku-tetsu นักปราชญ์รถไฟ พวกนีช้ อบดูรถไฟเก่า แล้วตีความเชิงปรัชญา เกี่ยวกับดีไซน์ว่าสะท้อนอะไรในสังคมของยุคนั้นๆ บ้าง Onkyou-tetsu ชอบฟังเสียงรถไฟ บางทีถึงขั้นอัดเสียงไว้ฟังยามเหงา ไม่ต้อง 58 a day

ใช้ตามอง แค่ได้ยินก็รู้แล้วว่าเป็นรถไฟแบบไหน ส่วนคนที่เลเวลสูงหน่อยจะรู้ลึก ถึงขั้นเพลงที่เปิดในชานชาลา สายนอน Ne-tetsu พวกชอบนอนหลับในรถไฟ Ekine-tetsu พวกชอบนอนหลับที่สถานีรถไฟ สายมีอันจะกิน Kaisha-tetsu ผู้เชี่ยวชาญด้านบริษัทรถไฟ ซื้อหุ้นบริษัทเหล่านี้เป็นงานอดิเรก สายมโน Kakuu-tetsu พวกชอบสร้างทางรถไฟในฝัน คิดเอง วิ่งเองอยู่ในหัว และชอบ เอาบ้านตัวเองเป็นหนึ่งในสถานีด้วย Unten-tetsu กลุ่มคนที่แอบอยากเป็นคนขับรถไฟ สายสาวโสดสูงวัย Soushiki-tetsu พวกชอบขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้าย ก่อนยกเลิกเส้นทางหรือเลิกใช้ รถไฟขบวนนั้นๆ สายเสี่ยงคุก Jushin-tetsu พวกดักฟังสัญญาณวิทยุของ train operator Tori-tetsu อ่านออกเสียงเหมือนกลุ่มตากล้อง แต่หมายถึงพวกหัวขโมย แผ่นป้ายตัวเลขหรือของที่มีตรารถไฟ Kuzu-tetsu พวกชอบสร้างปัญหา กล่าวคือชอบขึ้นรถไฟเพื่อไปกวนประสาท คนอื่นๆ ในตู้โดยสาร นอกจากนี้ยังมี ‘ตัวแม่รถไฟ’ หรือ ‘Mama-tetsu’ ซึ่งก็คือแม่ของเด็กที่ชอบ รถไฟ ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วแม่ชอบเองหรือเปล่า หรือแค่อยากตามใจลูก และยังมีพวกบ้ารางรถไฟ ถ้ำ�รถไฟ และนักสะสมโมเดลต่างๆ อีกด้วย สำ�หรับคนที่วิทยายุทธ์ยังไม่เข้าขั้นสักข้อ อย่าเพิ่งท้อ ว่างๆ ไปหาความรู้ เพิ่มเติมได้ที่ Maid Café สำ�หรับคนรักรถไฟย่านอะกิฮะบะระ เมืองโตเกียว ที่นี่ ตกแต่งภายในเหมือนตูโ้ ดยสารรถไฟทุกอย่าง แถมมีสาวน้อยในชุดเจ้าหน้าทีม่ าคอย เชื้อเชิญให้ขึ้นรถไฟและชวนคุยเรื่องบนราง แต่ถ้ากลัวธาตุไฟเข้าแทรก ก็ยังมี ร้านนั่งจิบสาเกชิลล์ๆ ซึ่งเป็นจุดแฮงเอาต์ของโอตะคุรถไฟตัวจริงให้ไปขอวิชาได้ เพราะนอกจากจะจำ�ลองตูโ้ ดยสารมาไว้ในร้านเหมือนเป๊ะ ยังมีตารางรถไฟ หนังสือ ตั๋วหายาก เตรียมไว้ให้เสพกันอย่างจุใจ หรือจะใช้ที่นี่ระบายความอัดอั้นที่โดน ห้ามกิน + ดื่มบนรถไฟฟ้าบ้านเราก็ได้ แถมยังถ่ายรูปมาลงโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ อีกหลายวัน แต่ถึงจะเป็นโอตะคุรถไฟขั้นสูงความรู้ปึ๊กครอบคลุมหลายแขนงแล้วก็ตาม ถ้ามาเมืองไทยละก็ อาจได้เจอเพื่อนใหม่กลับไปเพิ่มเป็นประเภทที่ 37 ‘พวกชอบ เอาหลังพิงเสารถไฟ (ฟ้า)’


มุมมองเห็น

เรื่องและภาพ > กมลเนตร เรืองศรี twitter.com/kamolnedeyeye

“บางครัง้ ชีวติ เราอาจเหมือนกำ�ลังหลงป่าอยู่ แค่ตอ้ งหาทางออกมาจากป่า ให้ได้ แล้วถ้าอยากจะเดินกลับเข้าไปในป่าใหม่ ก็ต้องเดินไปอย่างรู้ทาง จะได้ ไม่หลงอีก” เสียงปลายสายจากรุ่นพี่คนหนึ่งยังก้องอยู่ในหัว ก่อนหน้านีเ้ ราคิดว่า คงจะดีไม่นอ้ ยถ้าเราได้ท�ำ งานทีร่ กั รักในงานทีท่ � ำ และ งานที่รักนั้นทำ�ให้เราสามารถดูแลครอบครัวและคนที่เรารักได้อย่างมีความสุข เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับคำ�ถามที่ว่า เราจะเลือกอะไร ระหว่างทำ�งาน ที่เรารักแต่ได้เงินน้อย หรือต้องทนทำ�งานที่ไม่ได้รัก แต่พอหาเลี้ยงตัวเองและ ครอบครัวได้ ถ้ามีคนถามคำ�ถามนีต้ อนเรียน หลายคนอาจจะตอบอย่างมีอดุ มการณ์วา่ อยากทำ�งานที่เรารัก เราจะได้มีความสุขกับงานที่ทำ� แต่พอถึงเวลาที่เรียนจบแล้วต้องทำ�งานจริงๆ เราเห็นเพื่อนและคนรู้จักหลายคนบ่นถึงงาน ทีท่ �ำ อยู่ ว่าทำ�ไปแต่กไ็ ม่มคี วามสุข ทีท่ นทำ�ไป ก็เพื่อเงินเดือนที่เพียงพอกับรายจ่าย หรือมีบางคนที่โชคร้ายกว่านั้น คือ ไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำ�อยู่ แถมเงินเดือนก็ยังไม่ได้มากมาย อะไร มิหนำ�ซ้ำ�ยังไม่พอใช้ ในแต่ละเดือนด้วย เพื่อนๆ ต่างมีทางเป็นของ ตัวเอง บางคนโชคดีได้ทำ�งาน ที่รัก บางคนโชคไม่ดีต้องทำ�งาน ที่ไม่รัก แต่ที่น่าจะโชคร้ายที่สุด ก็น่าจะเป็นคนที่ทำ�งานไปแล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองรักหรือไม่รักงาน ทีท่ �ำ อยู่ ทำ�ๆ ไปอย่างนัน้ ให้ผา่ นไป แต่ละเดือน เราถือเป็นคนโชคดีที่ได้ทำ�งานที่รัก แต่ถ้าจะให้จัดหมวดหมู่ลงในกลุ่มใด กลุม่ หนึง่ ใน 3 กลุม่ นี้ เราคงอยูก่ ลุม่ ที่ 1.1 นัน่ คือ ‘กลุ่มของคนที่ทำ�งานไปโดยที่ตอนแรกก็ไม่ได้รัก แต่พอรักเท่านั้นแหละ รักเลย’ ส่วนคนทีร่ ตู้ วั ว่าไม่ได้รกั งานทีท่ �ำ อยู่ มันมีขอ้ ดี เพราะอย่างน้อย เราก็รู้ว่าเราไม่ได้รักไม่ได้ชอบ ยังมีโอกาสที่จะมองหางานใหม่ หาทางที่จะ เดินใหม่ หรืออาจจะลองปรับความคิด ทัศนคติ หรือหาวิธีการใดๆ ก็ตามที่จะ ทำ�ให้เปลี่ยนความรู้สึกจากไม่รักมาเป็นรัก และย้ายตัวเองออกจากกลุ่มที่ 2 มาเข้ากลุ่มที่ 1.1 เหมือนเรา (ฮา) แต่คนกลุม่ ที่ 3 นีส่ นิ า่ เป็นห่วง เพราะการทีเ่ ราทุม่ เทเวลาไปกับงานทีต่ วั เรา ไม่แม้แต่จะรู้สึกว่ารักหรือไม่นั้น มันเหมือนเป็นการใช้ชีวิตไปอย่างสูญเปล่า ไม่ได้อะไรกลับมาเลยนอกจากเงินค่าตอบแทน แล้วมันจะต่างอะไรจากหุ่นยนต์ ที่ทำ�งานตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ สมองได้ทำ�งาน แต่หัวใจไม่ตอบสนอง june 2014

เรามีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเรารักในงานที่ทำ� งานนั้นจะรักเราและ ตอบแทนเราอย่างดี ส่วนงานที่เราไม่ได้รัก อาจจะตอบแทนเราได้ในแง่ของเงิน แต่อาจจะไม่สามารถตอบแทนเราได้ในแง่ของความรู้สึก ถ้าความเชื่อของเราทำ�ให้หลายๆ คนค้านว่ามันคือ ‘อุดมคติ’ ที่ใช้ไม่ได้ ในชีวิตจริง เราไม่ปฏิเสธและขอยอมรับแต่โดยดี ในโลกของความเป็นจริง จะมีกี่คนกันที่สามารถจัดตัวเองให้อยู่ในกลุ่มที่ 1 จะมีกี่คนกันที่ได้ทำ�งานที่รัก และงานที่รักนั้นให้ผลตอบแทนที่ดีทั้งในเรื่องของเงินและความรู้สึก ขณะที่เขียนต้นฉบับเล่มนี้อยู่ เราเพิ่งวางสายจากพี่คนหนึ่งที่เคยทำ�หนัง ด้วยกัน การสนทนานั้นเป็นเรื่องงานที่รักกับงานที่พอเลี้ยงชีพได้ พีเ่ ขาว่า “เด็กสมัยนีอ้ ยากทำ�งานทีร่ กั ทำ�ตามความฝัน แต่ค่าตอบแทนมันน้อย ให้ลองมองถึงความ เป็นจริง ก็ต้องหางานที่ทำ�แล้วสามารถ เลี้ยงชีพได้ด้วย บางทีเราก็เลือกงาน ไม่ได้ อาจจะเป็นงานที่ไม่ได้รัก แต่มันทำ�ให้เรามีเงิน เพื่อที่ว่า วันหนึง่ เราจะได้เอาไปทำ�ตาม ความฝันหรือทำ�งานที่รัก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน แล้ว เมื่อนั้นชีวิตถึงจะ มีความสุข แต่พโ่ี ชคดีวะ่ ที่ได้ทำ�งานที่พี่รัก และ มันก็ได้เงินเยอะกว่า งานที่พี่ไม่ได้รักด้วย โคตรโชคดี” อืม นี่เราได้คุยกับอีก 1 สมาชิกในกลุ่มที่ 1 สินะ และพี่เขาก็พูดทิ้งท้าย ไว้อีกว่า “บางครั้งชีวิตเราอาจ เหมือนกำ�ลังหลงป่าอยู่ แค่ต้อง หาทางออกมาจากป่าให้ได้ แล้วถ้า อยากจะเดินกลับเข้าไปในป่าใหม่ ก็ต้อง เดินไปอย่างรู้ทาง จะได้ไม่หลงอีก” แล้วพี่ก็วางสายไป เหลือไว้เพียงคำ�ถามที่เราถามกับ ตัวเองว่า ‘นี่เราหลงป่ารึเปล่าวะ?’ เราว่ามันดีนะ ถ้าเราหลงป่าแล้วรูต้ วั จะได้รบี หาทางออกจากป่าให้เร็วทีส่ ดุ แต่ก็อย่างว่า เราไม่สามารถบอกวิธีออกจากป่าให้ทุกคนได้ เพราะต่างคน ต่างมีป่าเป็นของตัวเอง เอ๊ะ หรือถ้าเราจะมีป่าไม้เดียวกันก็...

59


follow me

เรื่อง > นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ twitter.com/noppatjak ภาพประกอบ > สมฤดี ดอยแก้วขาว

ผมเคยสังเกตอาการประหลาดของมนุษย์ นักข่าวอยู่อย่าง นั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุข ของนักข่าวอย่างผมมันไม่ค่อยเหมือนของ คนอื่นๆ ผมเคยเดินทางไปญี่ปุ่น บินฟรีๆ นอน โรงแรมห้าดาว เช้ากินปลาดิบแบบไม่อน้ั กลางวัน ออกไปทัศนศึกษาเบาๆ ตกดึกแช่ออนเซ็น ธรรมชาติ นอนหลับคืนนัน้ ผมสบายกาย แต่ในใจ กลับไม่รสู้ กึ ฟิน ในทางกลับกัน คืนสุขของนักข่าว อย่างผม กลับเป็นคืนที่ผมนอนอย่างยากลำ�บาก ในโรงแรมสามดาวของประเทศด้อยพัฒนา บางคืนได้นอนแค่ 2 - 3 ชั่วโมง บางคืนแทบ หาโรงแรมไม่ได้ด้วยซ้ำ� คืนสุขของผมมักจะมาหลังจากวันที่ทำ�งาน อย่างหนัก ออกไปรายงานข่าวตั้งแต่เช้ามืด เข้าข่าว 5 - 6 เบรก เหงื่อไหลท่วม เนื้อตัว มอมแมม น้ำ�ที่ไหลผ่านเรือนร่างเวลาอาบ เปลีย่ นจากใสกลายเป็นคล้�ำ เหลือง ในวันแบบนัน้ พอตัวถึงเตียงเราก็ไม่ต้องการทีวี 46 นิ้ว พร้อม เครือ่ งเสียงอย่างดี ขอแค่มหี มอน 1 ใบกับผ้าห่ม อุ่นๆ สักผืนก็เพียงพอต่อคืนฝันดีของนักข่าว คนหนึ่ง

60 a day

คืนแห่งความสุขเหล่านั้น มักจะตามมา หลังจากวันแห่งการทำ�งานที่หนักและมี ประสิทธิภาพ ความฟินของนักข่าวภาคสนามอย่างผม คือการได้รายงานข่าวในประเด็นที่คนสนใจ ครั้งหนึ่งตอนที่ผมไปรายงานข่าวเครื่องบิน MH370 สูญหายที่ประเทศมาเลเซีย ความฟิน เกิดในช่วงระหว่างที่ผมรอเข้ารายงานข่าวด่วน พอหันไปทางซ้ายผมก็เห็น Jonathan Head จาก BBC หันไปทางขวาผมเห็น Saima Mohsin จาก CNN สองคนนี้กำ�ลังยืนรายงานข่าว เหมือนผม พร้อมๆ กับนักข่าวภาคสนามจาก สำ�นักข่าวอันดับต้นๆ ของโลกหลายสำ�นัก บุคคลเหล่านี้คือคนที่เราชื่นชอบเวลา ดูข่าวอยู่ที่บ้าน ในนาทีนั้นผมกำ�ลังรายงานข่าว ที่มีเนื้อหาเหมือนเขาทั้งสอง ในเวลาไล่เลี่ยกัน ข่าวบางชิ้นเรารายงานก่อนเขาเสียอีก จะต่าง ก็ตรงภาษา ซึ่งแน่นอนว่าการที่เรารายงานข่าว ชิ้นเดียวกับเขามันไม่ได้แปลว่าเราเก่งกาจ สามารถอะไรเท่าเขาหรอก แต่อารมณ์มันเหมือน เด็กบ้าบอลคนหนึ่งที่ได้ลงไปในสนามพร้อมกับ โรนัลโด้และเมสซี่ ถึงเราไม่มีวันเก่งเท่าเขา

แต่แค่นี้เราก็รู้สึกว่า ฝันเป็นจริงแล้วโว้ย นั่นคือความฟินของคนข่าวในยามที่ได้ รายงานข่าวใหญ่ข่าวร้อน ส่วนในสถานการณ์ ปกติ ความสุขของนักข่าวก็มีหลายช่วงเวลา นาทีทเ่ี ราสามารถต่อ 3G ส่งไฟล์รายงานข่าว เข้าสถานีได้สำ�เร็จ นั่นเจ๋ง นาทีที่เราได้เห็นการรายงานข่าวของเรา ถูกนำ�เสนอบนหน้าจอโทรทัศน์ นั่นเจ๋งมาก นาทีที่แอบได้ยินคนเม้าท์มอยถึงข้อมูล จากข่าวที่เรานำ�เสนอ นาทีที่รู้ว่าสิ่งที่เราทำ� ได้ให้ความรู้กับคน นั่นฟิน นาทีที่ตำ�รวจตามหาเด็กที่หายตัวไป หลังจากได้เบาะแสจากชาวบ้านที่ตามข่าวจาก รายงานของเรา นั่นยิ่งฟินเข้าไปใหญ่ หาความฟินในการทำ�งานของตัวเองให้ได้ มากๆ ครับ เพราะความฟินในการทำ�งานก็เหมือนฟืน ให้เราเดินหน้าทำ�งานต่อไปได้อย่างไม่เหน็ดเหนือ่ ย จริงๆ


ย้ำ�คิด ย้ำ�ธรรม

เรื่อง > ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ meng@choojaiandfriends.com ภาพประกอบ > คมสัน วัฒนวาณิชกร gift@choojaiandfriends.com

...ต่อจากฉบับแสตมป์ ที่ได้รวมฮิตเพลงที่ (ธรรม) ดีทส่ี ดุ ของแสตมป์ไปแล้ว 4 เพลง ก็ถอื ว่าฟังจบ หน้า A แล้ว ...มาฟังหน้า B กันต่อ แต่เป็นหน้า B-Buddha (บุด-ดา) หรือที่เราออกเสียงว่า ‘พุทธะ’ ที่แปลว่า ตื่นรู้ หรือเบิกบาน...นี่จึงเป็นเพลงของ แสตมป์หน้า B ที่จะทำ�ให้คุณตื่นรู้และเบิกบานใจ เป็นที่สุดครับ Track 5: โอมจงเงย “สวัสดีครับ เราเคยรูจ้ กั กันหรือเปล่า ท่าทางคุน้ ๆ แค่ผมมองคุณยังไม่ค่อยชัด...” ตั้งแต่พวกเราพากัน อพยพเข้าสูโ่ ลกสมาร์ทโฟนนัน้ เหมือนว่าเราจะรูจ้ กั กัน มากขึน้ เป็นเพือ่ นกันง่ายขึน้ เร็วขึน้ โลกของเราเล็กลง แต่มันกลับทำ�ให้เราเพียงแค่ ‘คุ้น’ แต่ไม่ ‘คุ้นเคย’   เราชอบบอกรักกันผ่าน Facebook ทั้งที่คนรัก อยู่ข้างๆ / เราแสดงความเห็นผ่าน Status แต่ใน ที่สาธารณะเรานิ่งเงียบ / เราได้คุยกับเพื่อนทุกวันใน Group แต่เรากลับเจอกันน้อยลง และเวลาเราเจอกับ คนที่รู้จักในเฟซบุ๊กจริงๆ เราเหมือนไม่มีอะไรจะคุย การแสดงความรู้สึกต่อหน้าชักยากลำ�บากเวลาไม่มี Sticker ...เหมือนโลกจริงจะอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ เราจึง ยิ่งชอบที่จะซ่อนตัวอยู่ในโลกสมมติมากขึ้นไปอีก... โลกที่เราสร้างตัวเราขึ้นมาเอง แม้โลกใบนี้ที่พระพุทธองค์ยังทรงบอกกับเราว่า มันเป็น ‘โลกสมมติ’ ลำ�พังการจะ ‘ตื่นรู้’ ในโลกใบนี้ ก็ยากอยูแ่ ล้ว ตอนนีเ้ รายังมีโลกสมมติซอ้ นอีกไม่รกู้ ใ่ี บ ที่ทำ�ให้เรายิ่งก้มหน้าก้มตาเหมือนคนหลับทั้งๆ ที่ ลืมตาอยู่ เป็นการลืม...ตาที่เคยใช้มองเห็นชีวิตที่ อยู่รอบตัวไป “โอมจงเงยขึ้นมา เงยขึ้นมา เงยขึ้นมา เออเออเอิง เงยขึ้นมามองตาฉันสักหน่อย...” คาถานี้ ชวนให้เรา ‘ตื่น’ ตอนลืมตา ให้เรา ‘รู้’ ว่ายังมีโลก ใบเดิม หันกลับไปมองบ้าง ไม่ถงึ ขัน้ มีดวงตาเห็นธรรม แต่ก็เห็นธรรมชาติที่อยู่รอบตัวบ้าง เห็นคนข้างห้อง เห็นคนข้างบ้าน เห็นคนข้างกาย เพราะต่อให้ พระพุทธเจ้าอยู่ตรงหน้าเราก็ไม่เห็นถ้ายังก้มหน้า เหมือนแสงพระอาทิตย์รออยู่ที่เดิม รอแค่ดอกบัว เบิก+บานเงยขึ้นมารับแสง แม้ตวั เรานีอ้ าจจะไม่มอี ยูจ่ ริง เราอาจจะเกิดขึน้ ในฝันของใครสักคน แต่เรารู้แค่ว่าความรักทำ�ให้ชีวิต เกิดขึน้ เกิดขึน้ มาเพือ่ เห็นความรักของใครสักคน สิง่ ที่ จริงทีส่ ดุ อาจคือการได้ ‘ตืน่ ’ ขึน้ มาเพือ่ รับ ‘รู’้ การมีอยู่ ของคนทีอ่ ยูข่ า้ งๆ แล้วได้นง่ั มองตาใครสักคน “...รักจะ เกิดขึ้นมันต้องมองตา ไม่ใช่มองจอ”

Track 6: คนปัจจุบัน ปัจจุบนั นีเ้ พลงส่วนใหญ่ในท้องตลาดคือเพลงรัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรักสามเส้า ที่คนที่อยู่ตรงกลางเลือก ทีจ่ ะไปอยูก่ บั คนใหม่หรือคนรักเก่า โดยทิง้ คนปัจจุบนั ไว้ให้เศร้าเสมอ เพลงนี้จึงน่าจะเป็นหนึ่งในเพลงรัก จำ�นวนน้อยที่บอกให้เรามั่นคงในความรัก ผมว่า เป็นเพลงรักที่แก้ปัญหาสังคม ลดการหย่าร้างที่ สร้างปัญหาเป็นทอดๆ และยังสามารถพูดถึงจิตใจ ในระดับนิพพานได้อีก เพลงนี้จึงงามในแง่ศีลธรรม ถึงชั้นปรมัตถ์ เพลงนีท้ �ำ ให้ผมเข้าใจว่าปัญหาความรักไม่ได้เกิด เพราะเราไม่ร้จู ักหัวใจตัวเองดีพอ แต่เพราะเราไม่ร้จู ัก ‘เวลา’ ดีพอต่างหาก “ถูกต้องทุกอย่างแล้วที่เธอ กลับมา มันผิดอยู่นิดเดียว นิดเดียว แค่ผิดเวลา...” ทีเ่ ราไม่แน่ใจ เปลีย่ นใจ หรือปล่อยไปตามหัวใจ ทุกที เพราะเราผิดเวลา เราเองที่มัวเป็นคนในอดีต คิดถึงเรื่องดีๆ ในวันเก่า ไปอยู่ในอนาคต วาดฝันแต่ สิง่ ทีเ่ ราไม่มี เพราะสิง่ ทีไ่ ม่มนี น้ั ดีกว่าเสมอ ...เราเองนัน้ ไม่เป็นคนในปัจจุบัน จึงไม่เคยพอ...ใจ ดังนั้นเมื่อรู้จัก เวลาดีพอ ก็รู้จักเวลา ‘พอดี’ การจะรักกับคนปัจจุบันได้ เราเองก็ต้องเป็น คนในปัจจุบันให้ได้เสียก่อน แม้ความจริงเราจะไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน แต่เราก็จะจากไปด้วยหัวใจที่เป็นกลาง ไม่เอา ความ ‘อยาก’ มาตัดสิน เป็นหัวใจที่เห็นตามจริง แล้วความจริงก็จะเป็นหลักฐานในอนาคตว่าเราจะ เปลี่ยนใจอีกหรือไม่ การอยู่กับปัจจุบันคือหัวใจสำ�คัญของพุทธศาสนา ‘ตืน่ รู’้ ทีจ่ ะอยูท่ น่ี เ่ี ดีย๋ วนี้ นีค่ อื ช่วงเวลาทีห่ วั ใจ เบิกบานเป็นที่สุด เวลาที่เราอยู่ในปัจจุบันเราก็จะเห็น ความงามในปัจจุบัน ไม่ต้องวิ่งไปหาความรักที่ไหน... แล้วได้เจอคนปัจจุบันเสียที ก่อนจะตามหาหัวใจใคร เราอาจจะต้องหาหัวใจ ตัวเองในวันนีใ้ ห้เจอเสียก่อน “คิดถึงเธอแค่ไหน หยุดไว้ เพียงแค่นน้ั และต้องยืนยันกับหัวใจว่า ฉันมีความสุข ดีอยู่แล้วกับคนปัจจุบัน”

march2014 june 2014

Track 7: ครั้งสุดท้าย “ในดินแดนแห่งความจริงทุกอย่างเปลี่ยนผัน โชคชะตากับคนเราไม่เคยได้คุยกัน มันไม่ยอมบอก ให้ใครรู้ก่อนว่าต้องเสียอะไรไปเมื่อไร...” เพลงนี้ก็ เหมือนกับปัจฉิมพุทโธวาท โอวาทครั้งสุดท้ายของ พระพุทธเจ้าที่เรายังคงใช้ในการทำ�วัตรสวดมนต์ เป็นบทสุดท้ายทุกวัน เพื่อเตือนว่าวันนี้เราพร้อม หรือยัง... “ถ้าหากเพียงได้รู้ว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย ฉันก็คงทำ�ได้ดีกว่าแค่พูดทักทาย แต่เพราะฉันไม่รู้... ความรู้สึกที่ควรจะอยู่ในประโยคสุดท้าย เธอไม่เคย ได้ยิน” ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน ทรงเปิดโอกาสให้ภิกษุทั้งปวงทูลถามข้อเคลือบแคลง สงสัยในพระรัตนตรัย ในมรรค หรือในข้อปฏิบัติ แต่ภกิ ษุสงฆ์พากันนิง่ เงียบ พระองค์ตรัสย้�ำ ถึง 3 ครัง้ ก็ไม่มีภิกษุรูปใดทูลถามข้อเคลือบแคลงสงสัยอีก เพราะบรรดาภิกษุสงฆ์ที่มาประชุมกัน 500 รูป ต่ำ�สุดก็เป็นพระโสดาบัน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส โอวาทครั้งสุดท้ายว่า  ‘หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว, วะยะ ธัมมา สังขารา, อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ, ดูก่อน ภิกษุทง้ั หลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทัง้ หลายว่า สังขาร ทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย จงทำ�ความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด’  หลังจากนัน้ ก็ไม่ตรัสอะไรอีกจนเสด็จปรินพิ พาน ในช่วงเวลาสุดท้ายแห่งราตรี (ปัจฉิมยาม ตี 2- 6 โมงเช้า) วันขึ้น 15 ค่ำ� เดือน 6 หรือวันเพ็ญวิสาขะ ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่ซึ่งออกดอกบานสะพรั่งเป็น พุทธบูชา

61


Happy Viral

เมื่อความสุขแพร่ระบาด เรื่อง > วีรชน วีรวรวิทย์ facebook.com/welldonebangkok

วั นก่ อ นระหว่ า งที่ ผ มซอกแซกอั พ เดตงาน โฆษณาโลก ก็มาสะดุดใจโปรเจกต์ Sound Sessions ของ Sprint ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของ อเมริกา ที่นำ�เอา Pharrell Williams มาร้องเพลง Happy ใน Webster Hall ที่นิวยอร์ก แล้วเปลี่ยน โทรศั พ ท์ มื อ ถื อ ในมื อ คนดู ใ ห้ ก ลายเป็ น ลำ � โพง สำ � หรั บ เพลงที่ ฟ าร์ เรลล์ ร้ อ ง เพื่ อ โชว์ ศั ก ยภาพ ความเร็วระบบเชื่อมต่อไร้สายของ Sprint ทีส่ ะดุดใจเพราะจำ�ได้วา่ เพลง Happy ออกมา นานแล้ว ทำ�ไมยังเป็นเพลงพระเอกที่ Sprint เลือกใช้ โปรโมตเทศกาลดนตรีที่เพิ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เอ๊ะ! หรือว่าเพลงนี้ยังฮิตไม่เลิก ผมลองคลิกเข้าไปดูใน YouTube ตั้งใจจะ เช็กยอดไลก์มิวสิกวิดีโอเพลงนี้ แต่กลับอึ้งกับคลิป จำ�นวนมากทีแ่ ฟนเพลงทัว่ โลกทำ�ออกมาภายใต้ชอื่ ‘Pharrell Williams - Happy (We are from ชื่อเมือง)’ คลิปที่ว่าจะมีแฟนเพลงแต่ละเมืองถ่ายคลิปผู้คน เดินเต้นรำ�เข้าหากล้อง แสดงออกถึงความสุขของ ผู้คนในเมืองนั้นประกอบเพลง Happy ตามแบบ 72 a day

มิ ว สิ ก วิ ดี โอตั ว แม่ ที่ ฟ าร์ เรลล์ ป ล่ อ ยออกมาเมื่ อ ปลายปี ที่ แล้ ว แถมไม่ ได้ ถ่ า ยกั นเล่ นๆ นะครั บ เรียกว่าถ่ายกันเอาตายโดยโปรดักชันเฮาส์ชั้นนำ� ด้วยซ้ำ� มันฮิตถึงขั้นมีผู้รวบรวมคลิปเพลงนี้ (ที่ทำ� โดยคนดูทางบ้าน) ไว้ใน wearehappyfrom.com กันเลยทีเดียว นับถึงตอนนี้มีจำ�นวน 1,682 คลิป จาก 143 ประเทศทั่วโลก (ยกเว้นประเทศไทยครับ คาดว่าช่วงนี้เราคงไม่ค่อยแฮปปี้กันสักเท่าไหร่) ความดีความชอบของการเป็นกระแสไวรัล (นอกจากตัวเพลงเอง) คงต้องยกให้มิวสิกวิดีโอ ตั ว แม่ ที่ ก ล่ า วถึ ง ข้ า งต้ น แหละครั บ เพราะมี วิ ธี นำ�เสนอทีแ่ หวกแนว ด้วยการเป็นมิวสิกวิดโี อตัวแรก ที่มีความยาว 24 ชั่วโมง ทำ�ให้ตัวมันเองกลายร่าง เป็นสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ชั้นดี ส่งผลให้ ผู้ ค นแชร์ ตั ว งานบนโลกออนไลน์ แ ละมี ป ระเด็ น สดใหม่ให้นักข่าวอยากนำ�ไปเขียนถึง ทั้งยังเป็น Template ชั้นดีที่คนดูทางบ้านลอกเลียนได้ง่าย จนกลายเป็นกระแสคลิปเลียนแบบทีฮ่ ติ ทีส่ ดุ ประจำ� ปีนี้ ไม่แพ้กระแส Harlem Shake เมื่อต้นปี 2013

ลองคลิ ก เข้ า ไปดู มิ ว สิ ก วิ ดี โอฉบั บ เต็ ม ได้ ที่ 24hoursofhappy.com นะครับ (เอ่อ ไม่ต้องดูทั้งวัน ทั้ ง คื น ให้ ค รบ 24 ชั่ ว โมงก็ ไ ด้ ) ในเว็ บ ไซต์ จ ะ มีฟังก์ชันนาฬิกาให้หมุนเลือกช่วงเวลาที่อยากดู โดยฟาร์เรลล์ยอมรับว่า ตอนแรกเขาแค่อยากทำ� มิ ว สิ ก วิ ดี โ อนี้ ให้ เหมื อ นช่ ว งเวลาที่ ตั ว ร้ า ย Gru ในหนังเรื่อง Despicable Me 2 กำ�ลังตกหลุมรัก ซึ่งเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบหนังเรื่องนี้ แต่เมื่อได้คุยกับทีมผู้กำ�กับดูโอ WE ARE FROM L.A ที่ มี ไ อเดี ย อยากทำ � มิ ว สิ ก วิ ดี โ อความยาว 24 ชั่วโมงมานานแล้ว และพบว่าเนื้อหาเพลงนี้ เข้ากับไอเดียที่มีอยู่อย่างเหมาะเหม็ง ฟาร์เรลล์ก็ เห็นดีเห็นงามด้วย (ส่วนหนึง่ เพราะเชือ่ มือ WE ARE FROM L.A จากผลงานการกำ�กับหนังโฆษณาน้�ำ แร่ Evian ชุด Baby & Me ในปี 2013) พวกเขาจึง คัดเลือกนักเต้นราวๆ 400 คน ให้มารับบทเดินเต้นรำ� และลิปซิงก์เพลงนี้คนละ 4 นาทีไปรอบๆ แอลเอ เพื่อให้ได้มิวสิกวิดีโอความยาว 24 ชั่วโมง ในมิวสิกวิดีโอตัวนั้นยังมีแขกรับเชิญชื่อดัง อย่าง Steve Carell, Jamie Foxx, Magic Johnson, Kelly Osbourne, Jimmy Kimmel และ Tyler, the Creator โดยได้ผ้กู ำ�กับภาพ Jon Beattie มา แบกกล้อง Steadicam เดินถอยหลังถ่ายทำ�ไป รอบเมืองลอสแองเจลิสเป็นเวลา 12 วัน แล้วจึง นำ�ฟุตเทจทีต่ ดั ต่อแล้วไปให้ Iconoclast ทีเ่ ชีย่ วชาญ การทำ�หนัง Interactive อยู่ที่ปารีส เขียนโปรแกรม นำ�มิวสิกวิดโี อนีข้ น้ึ เว็บไซต์ ด้วยไอเดียทีแ่ สนเรียบง่าย ว่าด้วยความสุขใน 1 วัน แต่เบื้องหลังการถ่ายทำ� ระดับมหากาพย์บวกกับการเขียนโปรแกรมขั้นเทพ ทำ�ให้ Interactive MV ชิ้นนี้ได้รับรางวัล FWA Site Of The Year 2013 และเป็นตัวเก็งทีจ่ ะคว้ารางวัลใหญ่ ที่คานส์ในปีนี้ ไม่นานมานี้ ฟาร์เรลล์ไปออกรายการทอล์กโชว์ ของ Oprah Winfrey ในรายการเธอได้เปิดคลิปเพลง Happy ทีท่ �ำ ขึน้ โดยแฟนเพลงทัว่ โลกให้เขาดู จังหวะนี้ ทำ�เอาฟาร์เรลล์ถึงกับกลั้นน้ำ�ตาไม่อยู่ สำ�หรับคนทำ�เพลง รางวัลที่ยิ่งใหญ่คือการ ทำ � ให้ ค นฟั ง มี ค วามสุ ข แต่ มิ ว สิ ก วิ ดี โ อเพลงนี้ พาฟาร์เรลล์ไปไกลกว่านั้น มันได้ทำ�ในสิ่งที่เขาเอง ก็คาดไม่ถึงในวันที่จรดปากกาเขียนเพลงนี้ คือ การทำ�ให้ความสุขแพร่กระจายและติดต่อกันไป ทั่วโลก


Facing Pages

เรื่อง > สิโรตม์ จิระประยูร facebook.com/thebooksmithbookshop

“Human emotion. Millions of souls, together they make the mood of a certain time. It doesn’t matter that they disagree, that they hate, that they fifight. All together they create it, this thing. This epoch. Times of war. Times of famine. Times of wealth and happiness. The mood of an era. What is stronger than that?” - Bee Ridgway, The River of No Return อารมณ์ ความรูส้ กึ และจิตวิญญาณ หล่อหลอม สภาวะในอารมณ์แก่มนุษย์ ท่ามกลางความรวดเร็ว และทันสมัยของเทคโนโลยีทนี่ �ำ พามนุษย์ให้เดินทาง ไปตามสายโทรศัพท์ การเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดน ล้วนแล้วแต่เป็นเรือ่ งของสปีด แต่จติ วิญญาณยังคง เป็นเรือ่ งน่าค้นหา จึงไม่แปลกทีท่ กุ วันนีน้ ติ ยสารใหม่ ภายใต้แนวคิดที่แสนจะธรรมดาแต่แฝงด้วยความ ซับซ้อนชิ้นนี้จะทำ�ให้เราทุกคนตื่นเต้นได้ เป็นเวลากว่า 2 ปีที่ Nathan William แห่ง KINFOLK บอกว่าแรงบันดาลใจของเขาเริม่ จากการได้ ทำ�อาหาร ได้ใช้เวลาสังสรรค์กบั เพือ่ นและคนทีเ่ ขารัก คล้ายคลึงกับความคิดของ Rosa Park ทีม่ องเห็น ความงามของสิ่งรอบตัว จนเป็นที่มาของนิตยสาร CEREAL หรือกระทั่ง Rachel Taylor บรรณาธิการ นิตยสาร ANOTHER ESCAPE ก็บอกไว้ว่า “We all get those moments in life when we experience, if only for a second, something that utterly inspires us; we want to be a musician, a dancer, a bee keeper, a circus performer. It may be the overwhelming desire to collect new experiences, travel, or learn a new skill or language. But what if we actually played on these inspirations-turned-aspirations?”

เหล่า Independent Magazine เหล่านี้ล้วน มีทม่ี าจากจุดเล็กๆ ในเรื่องของการมองเห็นคุณค่า ความงามและแรงบันดาลใจจากสิ่งที่อยู่รอบตัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ท่ามกลางชีวิตอันแสนวุ่นวาย นักอ่านทั้งหลายเริ่มที่จะหันมาสู่ทางเลือกมากขึ้น ยุคของ Generalist ถูกเคาะประตูด้วยการมาของ Expertise ทีเ่ นือ้ หาของนิตยสารเหล่านัน้ ถูกสร้างขึน้ การอ่านนิตยสารไม่ได้เป็นการรูท้ กุ อย่าง เพือ่ ฆ่าเวลา หรือเพือ่ เพลิดเพลินเพียงเท่านัน้ หากแต่เป็นการอ่าน ที่จะพาเราดิง่ ลงสู่ห้วงเวลาที่อุดมด้วยความงดงาม ของเนื้อหา ภาพ และความประณีตที่สัมผัสได้ ถ้าจะให้รา่ ยจำ�นวนหัว Independent Magazine ใหม่ท่เี กิดขึ้น ตั้งอยู่ และรวมถึงดับไป ก็มีจำ�นวน มากมายเหลื อ เกิ น มี ห ลายเล่ ม ที่ ผ มชอบ เช่ น นิ ต ยสารอาหารที่ ไ ด้ ชื่ อ ว่ า สวยที่ สุ ด อย่ า ง The Gourmand หรือ SIDETRACKED นิตยสารทีพ่ าเราไปสู่ การผจญภัยทั้งบนบก อากาศ และใต้น้ำ� ผ่าน ภาพถ่ายที่ถ่ายทอดออกมาอย่างยอดเยี่ยม ฯลฯ งานเหล่านีเ้ ป็นคำ�ตอบว่าทำ�ไมนิตยสารแบบทีเ่ รียกว่า Mainstream จึงค่อยๆ มียอดจำ�หน่ายทีล่ ดลง เรือ่ งราว ทีห่ าอ่านได้หรือภาพสวยๆ ทีม่ ใี ห้ดตู ามอินเทอร์เน็ต ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรเช่นกัน เมื่ อ ยอดจำ � หน่ า ยของสื่ อ สิ่ ง พิ ม พ์ ห ดตั ว ลง การมองว่า eMagazine เป็นผู้ร้ายอาจไม่ใช่สูตร สำ�เร็จอีกต่อไป นวัตกรรมทางเนือ้ หาต่างหากทีเ่ ป็น ดัชนีกำ�หนดทิศทางของนิตยสารนั้นๆ ในขณะที่ เหล่านิตยสาร Mainstream ค่อยๆ มียอดลดลง ในอัตรา 10% ต่อเนื่องทุกปี แต่เหล่า Independent กลับเติบโตที่ 20 - 50% ทุกปี นวัตกรรมด้านเนื้อหา จึงเป็นคำ�ตอบว่า ทำ�ไมตัวเลขรายได้ของนิตยสาร ทั้งสองกลุ่มถึงเดินไปคนละทางขนาดนี้ june 2014

ในการประชุม Facing Pages / Independent Magazines Biennale ที่เมือง Arnhem ประเทศ เนเธอร์ แ ลนด์ ปลายเดื อ นมี น าคมที่ ผ่ า นมา 2 หัวข้อสำ�คัญทีน่ �ำ มาเป็นไกด์ไลน์ในการประชุมคือ Make Magazines Not War และ Activism vs Escapism เนื้อหาสำ�คัญของทั้งสองประเด็นคือ การหา แนวทางในการร่วมสร้างสรรค์นติ ยสารดีๆ แม้กระทัง่ การร่วมกันแสวงหา ‘คำ�’ ทีจ่ ะใช้จ�ำ กัดความทางด้าน การออกแบบ การเล่าเรื่อง การพิมพ์ และเรื่องราว ต่างๆ เล็กน้อยถูกนำ�มาวิเคราะห์รว่ มกันโดยตัวแทน จากนิตยสารต่างๆ อาทิ COLORS, ANORAK, NOBROW, OUTPOST, ANOTHER ESCAPE งาน Facing Pages จึงไม่ได้เป็นแค่งาน ผู้ซื้อพบผู้ขาย แต่เป็นการร่วมต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลกของ สื่อสิ่งพิมพ์ 2 ปีทผ่ี า่ นมาเป็นเหมือนช่วงของการเปลีย่ นถ่าย ความคิด จากการทำ�นิตยสารแบบเดิมไปสู่การทำ� นิตยสารอิสระ ภายใต้กรอบใหม่ที่มีความยืดหยุ่น ลงตั ว กั บ อารมณ์ ความรู้ สึ ก และจิ ต วิ ญ ญาณ ที่อ่อนไหวของนักอ่าน งานนิตยสารเป็นประหนึ่งผลงานทางวิทยาศาสตร์ ที่ ต้ อ งขึ้ น อยู่ กั บ ฐานความจริ ง ในขณะ เดียวกันคนทำ�นิตยสารก็เป็นดั่งศิลปินที่บรรเลง เพลงศิลป์นำ�ผู้อ่านเข้าสู่ศาสตร์ของเนื้อหา การ เปลี่ยนแปลงของวงการนิตยสารโลกยังไม่ถึงหน้า สุดท้าย แต่เชื่อว่าเมื่อวันที่นิตยสาร Independent เหล่านี้เดินทางมาถึงจุดที่จะข้ามผ่านเหล่า Mainstream วันนัน้ เราคงได้เห็นนวัตกรรมและการปรับตัว ครั้งใหม่ ข้อดีคือ ไม่ว่าอย่างไรประโยชน์ล้วนแต่จะ เกิดขึ้นกับคนอ่านอย่างเรา

73


Drinkable Book

The Perfect Marriage of Science & Typography เรื่อง > วิสาข์ สอตระกูล v_sortrakul@yahoo.co.uk

เมือ่ เร็วๆ นีอ้ งค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เผย ตัวเลขอันน่าตกใจออกมาว่า ปัจจุบนั มีประชากรโลก ราว 3,400,000 คนต่ อ ปี ที่ เ สี ย ชี วิ ต จากโรคภั ย อั น เกิ ด จากน้ำ � ดื่ ม สกปรก (ถ้ า จะเปรี ย บเที ย บ ให้เห็นภาพชัด ตัวเลขนี้ก็คือราวๆ ครึ่งหนึ่งของ ประชากรในกรุงเทพฯ ทั้งหมด) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะค่ะว่า ในประเทศกำ�ลัง พัฒนาหลายๆ ประเทศนั้น น้ำ�สะอาดยังไม่ใช่สิ่งที่ หากันได้ง่ายๆ ทั่วไป เรื่องเช่นนี้อาจฟังดูเข้าใจยากสำ�หรับบางคน หลายคนอาจจะถามว่า ก็ท�ำ ไมไม่ใช้เครือ่ งกรองน้�ำ ล่ะ? หรือน้ำ�ขวดมันแพงขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่ จากการสำ�รวจของ WHO พบว่า ในชนบทห่างไกล ของหลายๆ ทวีป การเข้าถึงน้ำ�สะอาดนั้นหมายถึง การเข้ า คิ ว รอรถบรรทุ ก มาส่ ง น้ำ � ตามหมู่ บ้ า น อย่างดีหน่อยก็เอาส่วนแบ่งน้ำ�ที่ได้มาต้ม (ซึ่งก็ เปลืองพลังงานที่มีอยู่อย่างจำ�กัดจำ�เขี่ยอยู่แล้ว) การหาซื้ อ เครื่ อ งกรองน้ำ � จึ ง ยิ่ ง แทบเป็ น ไปไม่ ได้ สำ�หรับพวกเขา 74 a day

แต่ลา่ สุดเอเจนซีโ่ ฆษณาสุดมัน DDB New York ได้รว่ มมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำ�ไร WATERisLIFE นำ�งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon และมหาวิทยาลัย Virginia มา ต่อยอดพัฒนาเป็น ‘โปรดักต์ดีไซน์’ ที่ตั้งใจจะ ต่อกรกับปัญหาเรื่องน้ำ�ดื่มนี้โดยเฉพาะ ผลงานการออกแบบทีเ่ รากำ�ลังจะพูดถึงนีม้ ชี อื่ น่ารักๆ ว่า ‘The Drinkable Book’ ซึ่งดูเผินๆ แล้ว มั นก็ อ าจจะเหมื อ นกั บ หนั ง สื อ ปกแข็ ง ทั่ ว ไป มี ความหนาประมาณ 2 นิ้ว และประกอบไปด้วย หน้ากระดาษรวม 20 หน้า อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำ�ให้ หนังสื อเล่มนี้ก ลายเป็นของพิ เศษสุ ดขึ้นมาก็คือ การที่ ห น้ า กระดาษแต่ ล ะหน้ า ไม่ ไ ด้ ทำ � หน้ า ที่ แค่เพียง ‘ส่งสาร’ หรือ ‘ให้ความรู’้ กับผูอ้ า่ นเท่านัน้ แต่ในอีกภาคหนึ่งมันยังเป็น ‘กระดาษกรอง’ ที่มี คุณสมบัตสิ ามารถฆ่าเชือ้ โรคในน้�ำ ได้ถงึ 99.9% ด้วย จากฝีมือการ Co-Create ของนักเคมี Theresa Dankovich และนักออกแบบกราฟิกตัวอักษร Brian Gartside หน้ากระดาษสีสม้ ๆ น้�ำ ตาลๆ ทีม่ คี วามหนา

ราว 1 มิลลิเมตรนี้ มีส่วนผสมสำ�คัญเป็น silver nanoparticles ที่ เป็ น ฟิ ล เตอร์ ฆ่ า เชื้ อ ชั้ นดี ให้ กั บ ทุกครัวเรือนในชนบทยากไร้ได้ เมื่อเชื้อโรคขนาดเล็ก เช่น เชื้อไทฟอยด์ หรือ เชือ้ อีโคไลในน้�ำ ได้ท�ำ ปฏิกริ ยิ ากับสารซิลเวอร์นาโน ในเนื้อกระดาษของ The Drinkable Book ผลลัพธ์ ก็คือเชื้อเหล่านี้จะค่อยๆ ตาย และทำ�ให้น้ำ�ที่กรอง ผ่านกระดาษลงมามีความบริสทุ ธิเ์ พียงพอทีม่ นุษย์ จะบริโภคได้ ในส่วนของการใช้งานนั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่ คุ ณฉี ก หน้ า กระดาษในหนั ง สื อ ออกตามรอยปรุ (1 หน้ามี 2 ชิน้ ) นำ�ชิน้ กระดาษนัน้ ไปวางใส่ในกล่อง กรอง (ซึ่งก็คือตัวปกของหนังสือนั่นเอง) เสร็จแล้ว ก็รินน้ำ�ที่อาจจะปนเปื้อนให้ไหลผ่านลงไป รอเวลา เพียงไม่กี่นาที เชื้อแบคทีเรียต่างๆ ก็จะถูกทำ�ลาย ไปหมด ทำ�ให้น้ำ�ที่ผ่านออกมานั้นมีคุณสมบัติที่ ‘ดื่มได้ทันที’ Dankovich เผยว่า โปรเจกต์กระดาษซิลเวอร์ นาโนนี้ เป็ น สิ่ ง ที่ เ ธอเริ่ ม พั ฒ นามาตั้ ง แต่ ปี 2008 แล้ว แต่เธอต้องขอบคุณทาง DDB New York มาก ที่มาจีบให้เธอเข้าร่วมพัฒนา The Drinkable Book เล่มนี้ เพราะมันเป็นแนวคิดที่ ‘ครีเอทีฟ’ มากจริงๆ ที่ จ ะส่ ง ผ่ า นทั้ ง ความรู้ แ ละเทคโนโลยี อ อกไปใน รูปแบบของ ‘หนังสือ’ “ปัจจุบัน The Drinkable Book มีต้นทุน การผลิตต่อเล่มทีถ่ กู มาก เราใช้หมึกแบบไร้สารพิษ เพื่อตีพิมพ์ Water Safety Tips ต่างๆ ในหนังสือ ซึง่ ต่อไปก็จะมีทง้ั ภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิน่ ด้วย ส่วนกระดาษฟิลเตอร์นั้นแผ่นหนึ่งราคาประมาณ 10 เซนต์ แต่สามารถกรองน้�ำ สะอาดได้ถงึ 100 ลิตร ซึ่งนั่นก็เท่ากับปริมาณการบริโภคน้ำ�ดื่มของคน คนหนึ่งใน 30 วัน ...ดังนั้นถ้าคุณมี The Drinkable Book 1 เล่ม คุณก็จะสามารถมีน้ำ�สะอาดดื่มได้ เป็นปีๆ เลยทีเดียว” เทเรซ่าสรุป เมือ่ ปีกลาย Dankovich ได้น�ำ ผลงานหนังสือนี้ ไปทดลองใช้จริงแล้วในทวีปแอฟริกา และมีแผน ทีจ่ ะนำ�เวอร์ชนั ปรับปรุงใหม่ไปทดลองอีกครัง้ ในช่วง ปลายปี ส่ ว นหนั ง สื อ เวอร์ ชั นขายจริ ง นั้ น DDB New York คาดว่าน่าจะออกสูต่ ลาดได้ในอีกไม่นาน เกินรอ ประมาณปี 2015 คงได้เห็นกัน สำ � หรั บ คนที่ เ คยคิ ด ว่ า เราตั ด สิ น หนั ง สื อ จากปกไม่ได้ เจองานนีเ้ ข้าไปคงต้องกลับไปคิดใหม่ ซะแล้วล่ะมั้ง


ไทย-อิน

เรื่อง > นวพล ธำ�รงรัตนฤทธิ์ twitter.com/ter_nawapol

นี่อาจจะเป็นยุคที่คนรู้สึกตื่นตัวกับการ tie-in สินค้าในภาพยนตร์ไทยเยอะที่สุดยุคหนึ่ง เพราะ อาการไทอินนั้นเกิดหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ และชัดขึ้น เรื่อยๆ หนึ่งในคำ�ถามที่ถูกถามมากที่สุดติด top 5 ในงานสั ม มนาด้ า นการเขี ย นบทภาพยนตร์ คื อ ‘สินค้าที่ปรากฏในหนังนั้น เจ้าของสินค้าเขามาให้ ใส่กอ่ นเขียน หรือเราตามไปใส่เองหลังจากบทเสร็จ’ ซึ่ ง คำ � ตอบนั้ นก็ มี ห ลากหลายกั น ไป ขึ้ น อยู่ กั บ แต่ละโปรเจกต์ การไทอินมีทั้งขอใส่สินค้าลงไป ในหนังและต้องโชว์ให้เห็นจะจะ เพราะเจ้าของสินค้า คือผู้ลงทุนหลักในหนัง (หรือกระทั่งจ้างให้ทำ�หนัง) หรือไม่ต้องเห็นสินค้าในหนังขอแค่ให้มีโลโก้สินค้า ตอนเครดิตขึ้น และก็มีหลายครั้งที่เราเขียนบท เสร็จก่อน แล้วพบว่ายังไงพระเอกก็ต้องใช้มือถือ ก็ค่อยไปหาสปอนเซอร์เป็นค่ายมือถือ เรือ่ งทีม่ าของไทอินนัน้ เป็นเรือ่ งทีน่ า่ สนใจและ น่าศึกษา แต่ตอนนี้สิ่งที่ผมสนใจมากกว่ากลับเป็น เรื่องการรับรู้เรื่องการไทอินสินค้าในหนังไทยและ หนังต่างประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันสูงมาก วันหนึ่งผมไปดูหนังเรื่อง Captain America: The Winter Soldier แล้วมีฉากหนึ่งที่ Samuel L. Jackson ต้องเจอตำ�รวจระดมยิงรถยี่ห้อ Chevrolet ของเขาแบบยาวนานหลายนาที ตอนทีเ่ ขาโดนรุมยิง

เราเห็นหน้าเขานานและชัดเท่าๆ กับโลโก้เชฟโรเลต บนหน้ารถของเขา ณ ตอนนั้นผมรู้สึกว่า นี่คือ มหกรรมการไทอิ นครั้ ง ยิ่ ง ใหญ่ ไม่ ใช่ ก ารไทอิ น แบบเนียนๆ แต่คอื การโชว์ประสิทธิภาพรถแบบจะจะ บนหน้าจอภาพยนตร์ว่า ‘เป็นไงครับ รถของเรา โดนรุมยิงทัง้ กรมตำ�รวจหมดหน่วย S.W.A.T ขนาดนี ้ ยั ง แค่ พ รุ น ๆ ข้ า งในรถก็ แทบจะไม่ เป็ น ไร แถม ก่อนหน้านีย้ งั ปาดซ้ายปาดขวา เกาะถนนได้ดมี าก จริงๆ’ แต่แน่นอนว่าไม่มชี าวไทยออกมาพูดถึงเรือ่ งนี้ ว่า ‘โห หนังกัปตัน’เมกานี่เชฟโรเลตคงให้เงินเยอะ นะครับ ฉากยิงนี่แบบโลโก้ชัดสัดๆ’ หรือกระทั่ง หนังตระกูลเจมส์ บอนด์ ภาคต่างๆ ที่ทั้งรถยนต์ แว่นตาดำ� สูทต่างๆ ได้รับการสนับสนุนโดยสินค้า อย่างโจ่งแจ้ง จนมีการพูดถึงกันก่อนด้วยซ้ำ�ว่า ภาคนี้มีสินค้าไหนอยู่ในหนังเรื่องนี้บ้าง ทั้งหมดนี้ ก็ต่างไม่มีคนไทยคนไหนออกมาหงุดหงิดว่าทำ�ไม หนังเจมส์ บอนด์ ถึงมีไทอินเยอะจังเลย คำ�ถามที่น่าสนใจข้อถัดมาคือ เราไม่แน่ใจว่า คนอเมริ กั นนั้ น เวลาเขาดู ห นั ง ทั้ ง 2 เรื่ อ งแล้ ว เขารู้สึกติดใจอะไรไหม เราคนไทยอาจจะไม่รู้สึก อะไรมาก เพราะหน้าตานักแสดงในหนังล้วนเป็น ฝรั่ง และสินค้ายี่ห้อต่างๆ ก็ล้วนเป็นยี่ห้อฝรั่ง หรือ หลายๆ ครั้งมันก็เป็นยี่ห้อขนมท้องถิ่นที่ไม่มีขาย

june 2014

ในไทย แต่ถ้าให้เดาก็คือ เขาคงรู้สึกเหมือนกันว่า ฉากนีแ้ ม่งโฆษณา Doritos เต็มๆ เลย ฉากนีเ้ ห็นป้าย Sony ชัดสุดๆ ในขณะที่ชาวไทยเรารู้สึกว่ามันเป็น พร็อพ เอาแบบนี้ ลองคิดใหม่ ถ้าหากแบรด พิตต์ กินมาม่า หรือเราเห็นป้ายไทยประกันชีวิตในหนัง เรือ่ ง BATMAN เราคงรูส้ กึ ว่าฉากนีม้ นั ไทอินแน่นอน ถึงจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวว่าไทอินสินค้าชัด หรือไม่ชัดแค่ไหน แต่มันเป็นเรื่องการรับรู้เกี่ยวกับ สิ นค้ า ตั ว นั้ น ๆ มากกว่ า ในกรณี ที่ ผู้ ส ร้ า งหนั ง ได้ใส่ไทอินแบบเนียนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว เราจะมีปัญหากับสินค้าที่จำ�ได้และสังเกตเห็นง่าย เป็นพิเศษ แต่เราจะไม่มปี ญ ั หากับสินค้าทีเ่ ราไม่รจู้ กั ตัวอย่างที่มักใช้ยกกันคือ หนังปี 2000 เรื่อง Cast Away ที่นำ�แสดงโดย Tom Hanks ในหนังนั้นเราจะ เห็น FedEx แทบทัง้ เรือ่ ง และโลโก้กใ็ หญ่โตมโหฬาร ซึ่งตอนที่ฉายในไทยก็ไม่มีใครติดใจว่านี่คือหนังที่ เฟดเอ็กซ์จ่ายเงินสร้างหรือเปล่า อาจเป็นเพราะ ตอนนั้นบริการเฟดเอ็กซ์ยังไม่ฮิตมากในเมืองไทย เท่าสมัยนี้ (แม้จะพูดกันว่าความจริงคือเฟดเอ็กซ์ ไม่ได้จ่ายเงินอะไรเลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่) ดังนั้นโดยสรุปแล้ว ไม่ใช่แค่หนังไทยเท่านั้น ที่มีการไทอินมากมาย หนังต่างประเทศก็เยอะ ไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่าเราคุ้นกับสินค้าไหนมากน้อย เท่าไหร่ และสินค้านั้นอยู่ในบริบทใดของเรื่อง ถามต่อไปว่า ทำ�ไมเราต้องมีสนิ ค้าไทอินในหนัง อันนีก้ ต็ อบยาก แต่ถา้ จะให้พดู แบบง่ายๆ ตรงๆ ทีส่ ดุ มันก็คอื เรือ่ งเงิน ถ้าหากเรามีสปอนเซอร์ส�ำ หรับหนัง ที่เราทำ� มันก็ลดความเสี่ยงในการขาดทุนยาม ออกฉาย ซึง่ ผูส้ ร้างต้องบาลานซ์ให้ดี เพราะถ้าหาก เราเอาสินค้ามาใส่ในหนังมากเกินไป คนดูก็จะ ถูกกระตุกออกจากตัวหนังได้ง่ายมาก (เหมือน ทุกครัง้ ทีเ่ รา aware ว่านีค่ อื โฆษณา เราจะหลุดออก จากเนื้อเรื่องไปสักพัก ลองคิดว่าถ้านางเอกกำ�ลัง จะจูบพระเอกแล้วมีรถบรรทุกมาม่าวิ่งผ่าน เราก็ คงหมดอารมณ์สูญสิ้นในความโรแมนติก) อาจจะ ทำ�ให้คนดูไม่ชอบหนังเรื่องนั้น และมันก็เจ๊งอยู่ดี ผูส้ ร้างก็ควรรับมาในปริมาณทีพ่ อเหมาะ และใส่ให้ เนียนที่สุด ตัวอย่างเช่นบทความนี้ ก็มีการกล่าวถึงทั้ง Chevrolet, Doritos, Sony, ไทยประกันชีวิต, FedEx และมาม่า... ผมรวยแล้วสินะ

75


ออกแบบการ ศึกษาแห่งอนาคต สไตล์สแตนฟอร์ด เรื่อง > วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง

ใครที่ ส นใจติ ด ตามด้ า นการศึ ก ษาในช่ ว ง ที่ ผ่ า นมาคงได้ ยิ น ข่ า วคราวที่ ส ะท้ อ นถึ ง ความ ล้มเหลวของการศึกษาไทยให้ระคายหูอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอบ O-NET จนมาถึง U-NET ซึง่ ถูกวิจารณ์วา่ ไม่สามารถใช้วดั ความรูค้ วามสามารถ ของเด็กไทยได้อย่างแท้จริง หรือผลการจัดคุณภาพ การศึกษาของ World Economic Forum ซึ่งไทย ถูกจัดอันดับรั้งท้ายเป็นที่ 8 ในอาเซียน แพ้กระทั่ง กั ม พู ช าและเวี ย ดนาม ประเทศที่ เรามั ก มองว่ า ด้อยพัฒนากว่าพี่ไทยหลายขุม ผมเคยพูดถึงแนวคิดเรือ่ ง ‘ทักษะศตวรรษที่ 21’ ซึ่งเป็นทั้งกรอบคิดด้านการศึกษาและวาระทาง การเมืองที่ได้รับการพูดถึงทั่วโลก ใจความสำ�คัญ คือการพัฒนาทักษะที่สำ�คัญในการดำ�รงชีวิตและ การทำ�งานในศตวรรษใหม่ควบคูไ่ ปกับเนือ้ หาความรู้ แบบเดิม เช่น ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะด้าน สารสนเทศ ฯลฯ ซึ่งการจะทำ�ได้สำ�เร็จนั้น ต้องมี การปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาทั้งองคาพยพ เช่น หลักสูตรและวิธีการเรียนการสอน ระบบวัดผล ระบบการพัฒนาครู รวมถึงสิง่ แวดล้อมในการเรียนรู้ ล่ า สุ ด ในช่ ว งเดื อ นพฤษภาคม สถาบั น d.school ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้นำ�เสนอ แนวคิดการศึกษาล้ำ�สมัยผ่านนิทรรศการ Stanford 2025 ซึ่งจินตนาการถึงโมเดลการจัดการศึกษา ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในอีก 10 ปี ข้างหน้า ภายใต้ 4 แนวคิดหลัก คือ 1.) Open Loop University หรื อ มหาวิ ท ยาลั ย ที่มีช่ว งการศึ ก ษา แบบเปิด 2.) Paced Education หรือการศึกษา ทีป่ รับเปลี่ยนจังหวะการเรียน 3.) Axis Flip หรือการ 76 a day

พลิกแกนจากความรู้เป็นทักษะ และ 4.) Purpose Learning หรือการเรียนที่มุ่งเป้าหมาย แนวคิดหลักของ Open Loop University คือ การแหกกรอบคิ ด เดิ ม ๆ ว่ า การเรี ย นในระดั บ ปริญญาตรีต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนในช่วง 4 ปี ระหว่างอายุ 18 - 22 ปี โดยเปิดกรอบให้การเรียน มีช่วงการศึกษาแบบเปิดให้เรียนได้ 6 ปีตลอด ช่วงชีวิต ไม่จำ�เป็นต้องเริ่มเมื่ออายุ 18 ปีตามขนบ อาจเริ่ ม ก่ อ นหรื อ หลั ง ก็ ได้ เมื่ อ พร้ อ ม นั ก ศึ ก ษา สามารถพั ก การเรี ย นไว้ ไ ด้ ห ากต้ อ งการไปหา ประสบการณ์ในโลกจริง และกลับมาเรียนเมื่อ ต้องการ ข้อดีของแนวคิด Open Loop University คือ การเปิดกว้างให้การศึกษาเป็นโอกาสสำ�หรับ คนทุ ก วั ย เมื่ อ พร้ อ ม ช่ ว ยให้ ห้ อ งเรี ย นมี ค วาม หลากหลายของทั้ ง ช่ ว งอายุ แ ละประสบการณ์ และช่ ว ยให้ นั ก เรี ย นมี โ อกาสเชื่ อ มโยงประสบ- การณ์จริงกับความรู้ในห้องเรียนเพื่อให้การเรียนรู้ มีความหมายและลึกซึ้งยิ่งขึ้น Paced Education คือการเปลี่ยนโครงสร้าง การเรียนจากปี 1 - 4 ที่จัดสรรเวลาแต่ละวิชา เป็นเทอมๆ เป็ นการจั ด โครงสร้ า งการเรี ย นเป็ น 3 ช่วง คือ 1.) ช่วงปรับพื้นฐานเพื่อให้รู้จักตัวเอง (calibration) โดยผู้ เรี ย นจะได้ เจอกั บ คอร์ ส สั้ นๆ ที่ ห ลากหลายทั้ ง ในแง่ ข องหั ว ข้ อ วิ ธีก ารเรี ย นรู้ และเส้นทางอาชีพ ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ตั้งแต่ 6 - 18 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนได้เจอสิ่งที่ตัวเอง ต้ อ งการเมื่ อ ไหร่ 2.) ช่ ว งยกระดั บ การเรี ย นรู้ (elevation) ซึง่ ผูเ้ รียนจะได้ลงลึกในเนือ้ หาทีต่ นเลือก จนเกิดความชำ�นาญ (12 - 24 เดือน) และ 3.) ช่วง

แห่งการลงมือปฏิบัติ (activation) ซึ่งนักศึกษาจะได้ ประยุกต์ใช้ความรูแ้ ละทักษะในโลกแห่งความเป็นจริง ผ่านการฝึกงาน การทำ�โครงงาน และการทำ�วิจัย (12 - 18 เดือน) ข้อดีของแนวคิดนี้คือ นักเรียน สามารถปรั บ เปลี่ ย นการเรี ย นรู้ ต ามความถนั ด มีชว่ งเวลาในการสำ�รวจความต้องการอย่างแท้จริง มี ค วามรู้ ลึ ก รู้ จ ริ ง ในสิ่ ง ที่ ต นสนใจ และมี ค วาม เชี่ยวชาญแบบผู้มีประสบการณ์จริง ส่วน Axis Flip คือการพลิกจากเดิมทีใ่ ช้ความรู้ ตามสาขาวิ ช าเป็ น แกนในการวั ด ความสำ � เร็ จ มาเป็นการใช้ทักษะแทน การปรับแกนดังกล่าว ทำ � ให้ ต้ อ งรื้ อ โครงสร้ า งของวิ ท ยาลั ย จากเดิ ม ที่แบ่งเป็นคณะมาเป็ นกลุ่ ม สมรรถนะแทน เช่ น การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ การสื่อสารอย่าง มีประสิทธิภาพ การตั้งคำ�ถามทางสังคม การให้ เหตุ ผ ลเชิ ง ปริ ม าณ ความคิ ด สร้ า งสรรค์ โดย อาจารย์ ค ณะต่ า งๆ จะร่ ว มกั น ออกแบบวิ ช า เพื่อพัฒนาทักษะเหล่านี้ร่วมกันในเชิงบูรณาการ นอกจากนั้น การวัดผลยังเปลี่ยนจากใบรับรองผล ที่ บ อกเกรดตามวิ ช าเรี ย นเป็ น ใบ skill-print ที่ วัดทักษะและสมรรถภาพ ข้อดีของแนวคิดนี้คือ นั ก เรี ย นจะได้ รั บ การพั ฒ นาชุ ด ทั ก ษะซึ่ ง จำ � เป็ น มากกว่าในโลกทีค่ วามรูใ้ นการใช้ชวี ติ และการทำ�งาน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สุ ด ท้ า ย Purpose Learning คื อ การปรั บ จากการให้นักเรียนเลือกวิชาหลัก (majors) มาเป็น เลือกพันธกิจ (missions) และประยุกต์ใช้ความรู้ ในการผลักดันเป้าหมายนั้น เช่น นักเรียนจะไม่พูด แค่ว่า ‘ผมเรียนเอกชีววิทยา’ แต่เป็น ‘ผมเรียนวิชา ชี ว วิ ท ยามนุ ษ ย์ เพราะอยากกำ � จั ด ความหิ ว โหย ในโลก’ หรือ ‘ผมเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และรัฐศาสตร์เพราะต้องการสร้างหนทางทีพ่ ลเมือง จะมีสว่ นร่วมกับรัฐบาลได้ดขี น้ึ ’ ซึง่ การเรียนรูแ้ บบนี้ จะเกิดขึน้ ผ่านการทำ�โครงงานทีส่ มั พันธ์กบั ประเด็น ทางสังคมเป็นหลัก ข้อดีของแนวคิดนี้คือ ทำ�ให้ การเรียนรู้มีความหมายมากขึ้น เพิ่มการจดจำ� ความรู้และการมีส่วนร่วมในการเรียน รวมถึงทำ�ให้ นักเรียนเห็นแนวทางวิชาชีพตนเองได้ชัดเจนขึ้น รูปแบบการศึกษาสไตล์สแตนฟอร์ดที่พูดมา อาจไม่เวิร์กทั้งในแง่แนวคิดหรือทำ�ไม่ได้จริงในทาง ปฏิบัติก็ได้ แต่การศึกษาไทยต้องการแนวคิดใหม่ๆ ที่สัมพันธ์กับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนัน้ เราคงจมอยูใ่ นหล่มวิกฤตการศึกษา กันไปอีกนาน


Michael Jackson ฟื้นคืนชีพ

เรื่อง > นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ kenshiro843@gmail.com

ผ่านไป 5 ปีหลังการจากไปของไมเคิล แจ็คสัน ในที่สุดราชาเพลงป๊อปก็ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ผมเรียก XSCAPE อัลบั้มล่าสุดของเขาว่า เป็นการฟื้นคืนชีพ เพราะการกลับมาของไมเคิล แจ็คสัน ในครั้งนี้ไม่เหมือนกับการออกอัลบั้มของ ศิลปินทีเ่ สียชีวติ คนอืน่ ๆ ทีเ่ คยทำ� เช่น The Beatles, Frank Sinatra, Bob Marley หรือ Jimi Hendrix และไม่เหมือนกับอัลบั้มก่อนหน้านี้ของเขาในรอบ 5 ปี เช่น อัลบั้มประกอบภาพยนตร์ THIS IS IT อั ล บั้ ม ประกอบการแสดง Michael Jackson THE IMMORTAL World Tour อัลบั้มเพลงใหม่ MICHAEL หรืออัลบั้มฉลอง 25 ปี BAD25 XSCAPE มี ร ายละเอี ย ดที่ น่ า สนใจทั้ ง ใน แง่กระบวนการทำ�เพลงและการปรากฏตัวเป็นๆ บนเวทีประกาศรางวัล Billboard Music Awards เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา “อัลบั้มนี้ไม่ใช่ความโลภของค่ายเพลง แต่เรา ทำ�ด้วยความคิดที่ว่า มันคือศิลปะ” L.A. Reid โปรดิวเซอร์ชื่อดังและเจ้าของค่าย Epic Records ผู้ปลูกปั้นโปรเจกต์นี้กล่าว แน่นอนว่าหลายคนฟั ง คำ � สั ม ภาษณ์ นี้ แล้ ว คงแอบอุทานในใจเบาๆ ว่า ‘จริงหรือ?’ เพราะชือ่ ของ ไมเคิล แจ็คสัน นั้นรู้อยู่แล้วว่าขายได้ ไม่ว่าคุณจะ ทำ�เพลง ทำ�คอนเสิร์ต ทำ�หนังสือ หรือแม้กระทั่ง ทิชชู ก็มีคนต่อแถวรอซื้อ แถมก่อนหน้านี้โทรศัพท์ มือถือยี่ห้อดัง Xperia Z2 จากค่ายโซนี่ ยังใช้เพลง Slave to the Rhythm ในโฆษณาโทรทัศน์อีกด้วย

มองกันหยาบๆ นี่คือธุรกิจที่หากินกับคนตาย ชัดๆ แต่ความตั้งใจที่จะทำ�ให้ XSCAPE เป็นศิลปะ พิสูจน์ให้เห็นตั้งแต่ความรับผิดชอบในการตัดเพลง Slave to the Rhythm เวอร์ชันที่เป็น Justin Bieber ร้องออกไปแล้วเริ่มทำ�เพลงกันใหม่ทั้งหมด เหตุผล เพี ยงเพราะว่ า ไฟล์ เพลงนี้ ‘หลุ ด’ ออกมาก่ อ น กำ�หนดวางแผง ส่วนกระบวนการทำ�เพลงในอัลบั้มนี้ พวกเขา หยิบทุกเพลงจากต่างวาระต่างโอกาสของไมเคิล ในช่วง ค.ศ. 1983 - 1999 ที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน มาก่อนมาคัดเลือกให้เหลือ 8 เพลงเน้นๆ เนื้อๆ ที่เหมาะกับอุณหภูมิเพลงในปัจจุบัน เสร็จแล้วจึง คั ด สรรโปรดิ ว เซอร์ ฝี มื อ ดี ม ากอย่ า ง Timbaland มาเป็นหัวหน้าในการโปรดิวซ์ ซึ่งเขาก็เลือกลูกทีม ฝีมอื ระดับพระกาฬมาช่วยอีกหลายคน โดยแจกจ่าย ให้แต่ละคนเลือกเพลงที่ชอบมาทำ�ในแบบตัวเอง แต่มีข้อแม้ว่าต้องเคารพต้นฉบับ และทำ�ให้ไมเคิล แจ็คสัน เป็นพระเอก ทางผูจ้ ดั ทำ�ยินดีจะเรียกการทำ�เพลงแบบนีว้ า่ ‘contemporization’ มากกว่าการ ‘remix’ 8 เพลงในอัลบัม้ XSCAPE ยืนพืน้ ด้วยแนวเพลง ป๊ อ ปแดนซ์ ผ สมอาร์ แ อนด์ บี แ บบที่ ไ มเคิ ล ถนั ด เสียงลมหายใจกระเส่า เสียงตะโกน ‘วู้ว!’ หรือ เสี ย งร้ อ งหวานซึ้ ง แบบที่ คุ้ น เคย เราก็ ยั ง ได้ ยิ น ชัดถ้อยชัดคำ� สิง่ ทีเ่ พิม่ เติมเข้ามาคือความร่วมสมัย ไม่วา่ จะเป็นเสียงกลองหรือเสียงคียบ์ อร์ดสังเคราะห์ june 2014

เอฟเฟกต์ฉูดฉาด ที่ล้วนแต่ทำ�ให้เพลงน่าฟังและ มีความทันสมัยมากขึ้น ผมซื้ออัลบั้มนี้ในแบบ deluxe ซึ่งทำ�ให้ได้ฟัง 8 เพลงนีใ้ นแบบ original ด้วย การได้ฟงั เพลงในแบบ โปรดั ก ชั น เมื่ อ 20 ปี ที่ แ ล้ ว เที ย บกั บ โปรดั ก ชั น อลังการในปัจจุบันก็ได้อารมณ์หลากหลาย ทั้งทึ่ง ในความสามารถของที ม นั ก แต่ ง เพลงรุ่ น ก่ อ น ชื่นชอบไอเดียการโปรดิวซ์ของโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ และคิดถึงไมเคิลไปพร้อมๆ กัน ทุ ก เพลงในอั ล บั้ ม นี้ เพราะมากๆ นะครั บ สามารถฟังซ้ำ�ไปซ้ำ�มาไม่มีเบื่อ เพลง Love Never Felt So Good ช้าๆ หวานๆ ก็ได้นักร้องรุ่นน้อง อย่าง Justin Timberlake มา featuring ซึ่งส่วนตัว ผมชอบท่ อ นที่ จั ส ติ น พู ด กลางเพลงว่ า “Hey, Michael” เป็นพิเศษ (แปลเป็นไทยก็ประมาณว่า ‘ไมเคิ ล ถึ ง ตาคุ ณ ร้ อ งแล้ ว ’) มั น ให้ ค วามรู้ สึ ก เหมือนกับไมเคิลยังมีชีวิตอยู่ยังไงไม่รู้ อย่างที่บอกครับว่า การกลับมาของไมเคิล ครั้งนี้เหมือนกับเขากำ�ลังฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ทั้งการ ทำ�เพลงทีไ่ ม่ตา่ งจากศิลปินทีม่ เี พลงใหม่ หรือการที่ อัลบั้ม XSCAPE ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ของประเทศ อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรปเหมือนตอนที่ เขายังมีชีวิตอยู่ และความคิ ด ที่ จ ะปลุ ก ราชาเพลงป๊ อ ปให้ ตืน่ ขึน้ มาอีกครัง้ ก็ตอกย้�ำ ให้เราเห็นในงาน Billboard Music Awards เพราะเขาใช้เทคนิคคล้ายๆ กับ ‘Hologram’ รังสรรค์ไมเคิลในรูปแบบสี่มิติเพื่อโชว์ ในเพลง Slave to the Rhythm ที่ทั้งร้อง ทั้งเต้น หมุนตัว มูนวอล์ก และลูบเป้ากันสดๆ เหมือนตอน มีชีวิต จนหลายคนที่อยู่ในงานถึงกับน้ำ�ตาซึม ถามว่าทั้งหมดนี้ พวกเขาทำ�ไปเพื่ออะไร? ผมคิ ด ว่ า L.A. Reid น่ า จะเป็ นคนที่ ต อบ คำ�ถามนี้ได้ดีที่สุด “เพลงของไมเคิ ล มั ก จะพู ด เรื่ อ งความรั ก เขามุง่ หวังจะมอบความรักให้กบั คนฟัง แต่ตลอดเวลา ทีม่ ชี วี ติ อยู่ เขาอาจรูส้ กึ ว่าไม่ได้รบั ความรักกลับคืนมา เท่าไหร่ ความรับผิดชอบของผมในการทำ�อัลบั้มนี้ คื อ ปกป้ อ งจุ ด ยื น ของเขา ปกป้ อ งสิ่ ง ที่ ไ มเคิ ล พยายามยืนหยัดมาตลอดชีวิต นั่นคือ ‘ความรัก’ “ไมเคิลมีความหมายกับชีวติ ผมยังไงน่ะหรือ? เขาเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดในชีวิตของผม โมเมนต์ที่ดี ที่สุดในวงการเพลงป๊อป เขาเป็นทั้งแรงบันดาลใจ เป็นคนที่เยี่ยมยอดที่สุดในปัจจุบัน และจะเป็น ตลอดไป”

77


Ask.fm

ถามกันให้สนั่นออนไลน์ เรื่อง > ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง twitter.com/nuttaputch

ถ้านับจากวันทีค่ ณ ุ ๆ กำ�ลังอ่าน a day ฉบับนีอ้ ยู่ ย้อนหลังกลับไปราวๆ 2 เดือนเราจะเห็นคนออนไลน์ กลุ่มใหญ่ๆ กำ�ลังสนุกกับการ ‘ถาม-ตอบ’ กันอย่าง เมามั น ตั้ ง แต่ คำ � ถามที่ เป็ น เรื่ อ งเป็ น ราวจนไปถึ ง คำ�ถามไร้สาระมากมาย และนั่นคงเป็นสิ่งที่ทำ�ให้หลายๆ คนได้รู้จักกับ Ask.fm เป็นครั้งแรก ตัว Ask.fm นั้นเป็นหนึ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทีม่ คี นรูจ้ กั มากทีส่ ดุ เปิดให้บริการมา 4 ปี โดยปัจจุบนั มีบัญชีผู้ใช้งานอยู่ 112 ล้านคนทั่วโลก คอนเซปต์ ของ Ask.fm ก็ถือว่าเรียบง่ายแต่เก๋ไก๋อยู่พอสมควร นั่ นคื อ การให้ ค นสามารถถามคำ � ถามกั บ ผู้ ใช้ ง าน คนอื่นๆ ได้โดยที่คนถูกถามจะไม่รู้ว่าคนที่ถามมา คือใคร ซึ่งการตอบแต่ละครั้งก็สามารถแชร์ไปยัง เครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ อย่าง Facebook หรือ Twitter ได้ จะว่าไปแล้ว ด้วยคอนเซปต์ของ Ask.fm นั้น ถือว่าเป็นการทำ� Q&A ที่น่าจะเวิร์กทีเดียว เพราะ หลายๆ คนเองก็ มี ค วามกั ง วลเวลาจะถามเรื่ อ ง บางเรื่องกับใครบางคน นอกจากนี้ ยังทำ�ให้การ ถาม-ตอบกลายเป็นเรื่องสาธารณะที่คนอื่นสามารถ มาเห็นคำ�ตอบนั้นๆ ได้ด้วย 78 a day

ถ้าเราคิดกันแบบเร็วๆ มันน่าจะใช้เป็นช่องทาง ถาม-ตอบกั บ บรรดากู รู ห รื อ ผู้ เชี่ ย วชาญต่ า งๆ ที่ หลายครัง้ เราอาจจะไม่กล้าถามซึ่งๆ หน้าเพราะกลัว หน้าแตก หรือกลัวคนอื่นรู้ว่าเราถามคำ�ถามแบบนั้น ซึ่งเอาจริงๆ ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็มีโมเมนต์แบบนี้ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพราะสถานะทางสังคม หรือการเป็นที่รู้จักแม้แต่กับเพื่อนๆ เองก็ทำ�ให้เกิด ความกลัวที่จะเสียชื่อเสียงหรือเสียภาพลักษณ์ไป (ถ้าจะให้นึกกันง่ายๆ ก็เช่นการถามคำ�ถามเรื่องเพศ ที่คนถามมักจะใช้นามปากกาหรือชื่อปลอม) อั น ที่ จ ริ ง เราเองก็ เ จอพฤติ ก รรมแบบนี้ กั น พอสมควรอยู่แล้ว อย่างในบรรดาเว็บบอร์ดต่างๆ ที่มักมีคนถามคำ�ถามประหลาดๆ หรือบางคำ�ถาม ที่ เ ราอาจจะอึ้ ง ๆ กั น ไปได้ ไม่ ว่ า จะเป็ น ปั ญ หา ครอบครัว ปรึกษาชีวิตรัก ฯลฯ โดยดูได้จากบรรดา กระทูเ้ ด็ดๆ ใน Pantip.com (ทีน่ บั วันดูจะมากขึน้ เรือ่ ยๆ ด้วยเหมือนกัน) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายๆ คนกลัว คือ ต่อให้เป็นการใช้ชื่อ Login หรือการใช้ Avatar ก็ยังมีโอกาสที่จะสาวถึงตัวคนถามได้ รูปแบบบริการ ของ Ask.fm จึงเป็นอะไรทีต่ อบโจทย์ความต้องการนัน้ ได้ อ ย่ า งดี เพราะคนถามก็ ถื อ ว่ า ไร้ ตั ว ตนแทบจะ สมบูรณ์

ฟังดูแล้วก็เหมือนว่า Ask.fm น่าจะเป็นบริการดีๆ ที่เราคงได้สาระและประโยชน์กันมากทีเดียว ผมเอง ยั ง บอกเลยว่ า ถ้ า ใช้ ง านกั นดี ๆ แล้ ว เนี่ ย Ask.fm จะกลายเป็น Call Center ชั้นดีบนโลกออนไลน์เลย ก็ว่าได้ แต่ดูเหมือนว่าคนออนไลน์ชาวไทยจะมีไอเดีย การเล่น Ask.fm ที่สร้างสรรค์มากไปกว่านั้น เพราะ ปัจจัยสำ�คัญที่ทำ�ให้ Ask.fm ฮิตระเบิดในช่วงระยะ เวลาหนึ่ง (ตัวแอพติดอันดับถูกดาวน์โหลดสูงสุดบน App Store) คือการที่มันกลายเป็นช่องทางให้เพื่อน ได้ ถ ามคำ � ถามแบบกวนๆ หรื อ ยี ย วนกั บ เพื่ อ นๆ อย่ า งสนุ ก สนาน แถมคนตอบก็ ส นุ ก กั บ การตอบ แบบกวนๆ กลับมาประหนึ่งเป็นการล้อเลียนกลับ ในอีกทางหนึ่ง ด้วยเหตุนเ้ี ราจึงมักเจอการถามคำ�ถามประหลาดๆ เรียกเสียงฮา ประเภทคำ�ถามกวนๆ และคำ�ถามทะลึง่ มากมาย (ขออภั ย ที่ ผ มไม่ ส ามารถพิ ม พ์ คำ � ถาม ในบทความได้เนื่องจากเกรงว่าหนังสือจะติดเรต) ซึ่ ง ยิ่ ง พอคนเล่ น และแชร์ บ นเฟซบุ๊ ก หรื อ ทวิ ต เตอร์ มากขึน้ เท่าไร คนก็จะยิง่ เกิดไอเดียเจ๋งๆ ในการไปถาม กวนๆ กับเพื่อนตัวเองต่อเรื่อยๆ ปฏิกริ ยิ าความอารมณ์ดแี บบสร้างสรรค์นแี้ หละ ทีท่ �ำ ให้ Ask.fm แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วจนในช่วงหนึง่ บนไทม์ ไ ลน์ ข องทวิ ต เตอร์ แ ละเฟซบุ๊ ก มี คำ � ถาม- คำ�ตอบจาก Ask.fm แทรกอยู่เต็มไปหมด จะว่าไปแล้ว ปรากฏการณ์ Ask.fm ก็อาจจะ คล้ า ยกั บ ช่ ว งที่ ค นไทยเราเห่ อ เล่ น Simsimi กั น มากมาย แล้ ว พยายามสร้ า งมุ ข ตลกจากตั ว แอพ มาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ได้ฮากัน Ask.fm ก็อาจจะ คล้ายๆ อย่างนั้นที่พอคนเห็นว่านี่คือช่องทางให้เรา ได้ปลดปล่อยไอเดียกวนๆ ของเรากับเพื่อนได้ เราก็ ไปเล่นมันอย่างสนุกสนานแล้วโชว์กันว่าใครมีไอเดีย เก๋ๆ ในการถามเช่นเดียวกับไหวพริบเจ๋งๆ ในการตอบ อย่างไรก็ตาม นอกจากความฮิตจะคล้ายๆ กับ Simsimi แล้ว Ask.fm ยังมีชะตากรรมคล้ายๆ กัน คือ พอถึงจุดหนึ่งแล้ว คนใช้งานที่มาใช้เพราะต้องการ ความสนุกทีจ่ ะแกล้งเพือ่ นก็เริม่ หมดมุขหรือไม่ได้สนุก อีกต่อไป และนั่นทำ�ให้ Ask.fm เสื่อมความนิยมและ หายไปจากไทม์ไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันบ่อยๆ ของคนไทย ทีม่ กั จะเห่อไปเล่นอะไรสักอย่างในช่วงระยะเวลาหนึง่ แล้วก็เลิกใช้งานในเวลาต่อมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่ก็ใช่ว่า Ask.fm จะเลิกให้บริการอะไรหรอก นะครับ อันทีจ่ ริงแล้ว ผมว่า Ask.fm ยังคงเป็นช่องทาง ที่มีประโยชน์ และถ้าคนไหนฉลาดใช้มันดีๆ มันก็จะ ช่วยให้เราได้มีโอกาสถามคนเก่งๆ และได้คำ�ตอบ กลับมาเหมือนกันแหละฮะ


คลื่นจากห้วงกำ�เนิดจักรวาล เรื่อง > อาจวรงค์ จันทมาศ twitter.com/mrtompkin

จริ ง ๆ แล้ ว ตอนนี้ ผ มควรจะเขี ย นถึ ง ข่ า ว วิ ท ยาศาสตร์ ที่ เ กิ ด ขึ้ น ในเดื อ นเมษายน 2557 แต่เนื่องจากวันที่ 17 มีนาคม 2557 มีข่าวใหญ่ ในวงการฟิ สิ ก ส์ ที่ เ รี ย กได้ ว่ า เป็ น ข่ า วร้ อ นแรง อย่างยิ่งจนต้องหยิบยกมาเล่าในตอนนี้ เนื้อหาข่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบผลของ คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational Waves) ที่มีต่อ รั ง สี ไ มโครเวฟพื้ น หลั ง ของจั ก รวาล (Cosmic Microwave Background หรือ CMB) ซึ่งการค้นพบ ดังกล่าวเป็นการยืนยันทฤษฎี Inflflflation คำ � ถามคื อ คลื่ นความโน้ ม ถ่ ว งคื อ อะไร? แล้วทฤษฎีอินเฟลชันล่ะคืออะไร? แล้วการค้นพบ หลักฐานยืนยันทฤษฎีนมี้ นั ยิง่ ใหญ่แค่ไหน? ทัง้ หมด ที่ ก ล่ า วมาล้ ว นเป็ น ฟิ สิ ก ส์ ชั้ น สู ง ที่ เข้ า ใจได้ ย าก ผมจะพยายามหยิบยกเฉพาะประเด็นสำ�คัญๆ มาเล่า และหาการเปรียบเทียบให้เข้าใจได้โดยง่ายนะครับ หนึ่ง เมื่อ 350 ปีก่อน ไอแซค นิวตัน สุดยอด นักฟิสกิ ส์ได้สร้างทฤษฎีแรงโน้มถ่วงทีส่ ามารถอธิบาย การเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า เช่น ดาวเคราะห์ ดาวหาง ดวงจันทร์ รวมทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วง เช่น น้ำ�ขึ้น-น้ำ�ลง ได้เป็นอย่างดี นิวตันมองว่าแรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งที่ แผ่ออกมาจากมวลสารไปในทีว่ า่ ง (Space) ซึง่ ส่งผล ต่อมวลสารที่อยู่โดยรอบๆ แบบฉับพลันทันที แต่ในเวลาต่อมา อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้สร้าง ทฤษฎีสมั พัทธภาพทัว่ ไป ซึง่ มองภาพแรงโน้มถ่วงใหม่! ไอน์ ส ไตน์ ม องว่ า แรงโน้ ม ถ่ ว งส่ ง ผลต่ อ ‘ที่ ว่ า ง’

รอบๆ เหมือนการเอาลูกโบว์ลงิ่ ไปวางไว้บนแผ่นยาง ขนาดใหญ่ แผ่นยางย่อมถูกลูกโบว์ลิ่งกดจนบุ๋ม ลงไปเป็นแอ่งโค้งๆ ซึง่ ความโค้งนีเ้ องคือแรงโน้มถ่วง ที่ส่งผลต่อมวลสารที่อยู่รอบๆ เรื่ อ งที่ น่ า สนใจคื อ ถ้ า จู่ ๆ มวลสารเช่ น ดวงอาทิตย์หายไปจากจักรวาลตามทฤษฎีของนิวตัน โลกเราจะหลุดกระเด็นออกจากวงโคจรทันทีทันใด แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปบอกเราว่าโลกจะปลิว หายไป เนื่องจากไม่มีแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ คอยดึ ง ไว้ ห ลั ง จากดวงอาทิ ต ย์ ห ายไปแล้ ว ราวๆ 8 นาที เนื่องจากแรงโน้มถ่วงใช้เวลาเดินทางเร็ว เท่าความเร็วแสง นอกจากนี้ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทั่วไปยังบอกอีกว่า ถ้ามวลสารเกิดการเคลื่อนไหว มั นจะปล่ อ ยคลื่ น แรงโน้ ม ถ่ ว งออกมารอบๆ ซึ่ ง คลื่ น ดั ง กล่ า วสามารถส่ ง ผลให้ ม วลสารรอบๆ เกิดการบิดเบี้ยวได้ คำ�ถามคือ คลื่นความโน้มถ่วงมีจริงหรือไม่? เนื่ อ งจากหลั ก ฐานและการทดลองคื อ สิ่ ง ที่ นักวิทยาศาสตร์ใช้ยืนยันความถูกต้องของทฤษฎี ดั ง นั้ น นั ก วิ ท ยาศาสตร์ จึ ง พยายามออกแบบ การทดลองและสั ง เกตปรากฏการณ์ ที่ บ อกถึ ง การมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง แต่เนื่องจากคลื่น ความโน้มถ่วงที่ปล่อยออกมานั้นมีกำ�ลังอ่อนมาก ทำ � ให้ มั นถู ก ตรวจจั บ ได้ ย ากยิ่ ง และถู ก ตรวจพบ แบบอ้อมๆ มาโดยตลอด สอง นักฟิสกิ ส์เชือ่ มัน่ ว่าจักรวาลเรามีจดุ กำ�เนิด มาจากการระเบิดที่เรียกว่า Big Bang กล่าวคือ june 2014

จักรวาลของเราในสมัยก่อนอัดแน่นไปด้วยพลังงาน และมีอุณหภูมิสูงมาก เมื่อเวลาผ่านไปจักรวาล เกิ ด การขยายตั ว ออกจนมี อุ ณ หภู มิ ล ดลงและมี มวลสารเกิดขึ้นจนกระทั่งมีลักษณะอย่างที่เป็นอยู่ ในทุกวันนี้ หลั ก ฐานที่ ทำ � ให้ นั ก ฟิ สิ ก ส์ เ ชื่ อ ว่ า บิ๊ ก แบง เกิดขึ้นจริงคือ การค้นพบว่าปัจจุบันกาแล็กซี่ต่างๆ ล้วนวิ่งหนีออกห่างจากกันไปเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ว่า จักรวาลกำ�ลังขยายตัวออกเหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่า ให้พองขึ้นๆ ดังนั้นหากย้อนเวลากลับไปได้เราย่อม เห็นกาแล็กซีต่ า่ งๆ อยูใ่ กล้ชดิ กันมากกว่าในปัจจุบนั หลั ก ฐานอี ก อย่ า งที่ ค่ อ นข้ า งชั ด เจนคื อ การตรวจพบรังสีไมโครเวฟที่ตกค้างมาจากการ ระเบิดบิก๊ แบงในเวลาทีจ่ กั รวาลเพิง่ เกิดขึน้ มาใหม่ๆ! เรียกว่า รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล รังสีนี้ เปรียบเหมือนไอร้อนระอุที่ตกค้างอยู่ในที่เกิดเหตุ หลั ง จากมี ก ารวางระเบิ ด เกิ ด ขึ้ น ซึ่ ง นั ก ฟิ สิ ก ส์ สามารถคำ � นวณหาอุ ณ หภู มิ ข องรั ง สี ไมโครเวฟ ทีก่ ระจายอยูท่ วั่ จักรวาลนีไ้ ด้คอ่ นข้างแม่นยำ�ทีเดียว ลั ก ษณะของรั ง สี นี้ช้ีว่า ในขณะที่จัก รวาล เกิดขึน้ ใหม่ๆ นัน้ มีการขยายตัวทีเ่ รียกว่า อินเฟลชัน ซึ่ ง เป็ น การขยายตั ว ที่ รุ น แรงในช่ ว งเวลาสั้ น ๆ หลังจากนัน้ จักรวาลจึงขยายตัวด้วยอัตราทีน่ อ้ ยลง กว่าในตอนนั้น แต่ ท ฤษฎี อิ น เฟลชั น ก็ ยั ง ไม่ มี ห ลั ก ฐานที่ แน่นหนามายืนยันแบบชัดๆ สาม วันที่ 17 มีนาคม 2557 ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ทำ�การวิจัยด้วยกล้องไบเซปทู (BICEP2) ที่ ขั้ ว โลกใต้ ได้ อ อกมาแถลงว่ า ค้ น พบการมี อ ยู่ ของคลื่นแรงโน้มถ่วง และการพองตัวของจักรวาล แบบอินเฟลชันได้จากรูปแบบของ CMB พูดง่ายๆ ว่ารังสีที่ตกค้างจากอดีตกาลนั้น มี รู ป แบบบางอย่ า งที่ นั ก วิ ท ยาศาสตร์ ส ามารถ คลำ�ไปหาสภาพของจักรวาลที่เพิ่งเกิดได้ การค้นพบนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันหนักแน่น ว่า อินเฟลชันเกิดขึ้นจริงและเป็นอีกหลักฐานที่ สนับสนุนว่าคลื่นความโน้มถ่วงมีจริง ถ้าในเวลา ต่อมามีการยืนยันจากหลายๆ ฝ่ายว่าการค้นพบ ดังกล่าวถูกต้องและไม่มขี อ้ ผิดพลาดอะไร กล่าวได้ ว่ า การค้ น พบครั้ ง นี้ จ ะทำ � ให้ นั ก ฟิ สิ ก ส์ เ ข้ า ใกล้ จุดกำ�เนิดของจักรวาลที่สุดเท่าที่เคยศึกษากันมา เลยทีเดียว!

79


find art

เรื่อง > มาคิสะ marisamailbox@gmail.com

หลายคนอาจคาดไม่ถงึ ว่า กิจกรรมธรรมดา อย่างการวิ่งจะกลายมาเป็นหัวข้อที่ศิลปินใช้ทำ� งานศิลปะได้ โดยเลือกใช้สอ่ื (medium) เทคนิคเพือ่ ถ่ายทอดอารมณ์ความรูส้ กึ แสดงออก (expression) ผ่านมุมมองบริบทและความงามทางสุนทรียศาสตร์ ทีต่ า่ งกัน ศิลปินแต่ละคนมีวธิ คี ดิ ในการสร้างสรรค์ งานศิลปะต่างกัน ผ่านการตีความด้วยการสร้าง สัญญะ / สือ่ แทน (form / representation) ตัวงาน ยังมีความหมายที่ต้องการนำ�เสนอ และจัดแสดง ในบริบทพืน้ ทีศ่ ลิ ปะหลากหลาย อย่างทีส่ าธารณะ พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ วิธีการทั้งหมดนี้ส่งผลต่อ สำ�นึกรับรู้และอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมแน่นอน หนึ่งในงานศิลปะที่สะท้อน ‘การวิ่ง’ คือ ผลงานชื่อ Work no. 850 ของ Martin Creed ศิลปินร่วมสมัยเจ้าของรางวัล Turner Prize ปี 2001 งานชิ้นนี้เป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่กอปรขึ้นจาก แนวคิดเชิงมโนทัศน์ (conceptual based) จัดแสดง ใน Duveen Gallery ณ พิพิธภัณฑ์ Tate Britain เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม - 16 พฤศจิกายน 2008 รูปแบบงานคือ ศิลปินจะชวนนักวิ่งทั้ง มืออาชีพและมือสมัครเล่นมาวิง่ เร็วระยะสัน้ (sprint) ในแกลเลอรีย่ คุ นีโอคลาสสิกทีว่ า่ งเปล่าและยาวถึง 86 เมตร นักวิง่ จะวิง่ สปรินต์ทกุ ๆ 30 วินาที ทัง้ วัน ทุกวันตลอดระยะเวลา 4 เดือนครึ่ง งานนี้มาร์ติน ได้แรงบันดาลใจจากการเทีย่ วชมสุสานฝังศพใต้ดนิ ของวิหาร Capuchin ในเมือง Palermo ประเทศ อิตาลี เขาและเพือ่ นไปถึงสุสานก่อนเวลาปิดไม่นาน

80 a day

เลยมีเวลาเพียงน้อยนิดสำ�หรับชมพิพิธภัณฑ์ จึงต้องวิ่งหน้าตั้งดูมัมมี่และโครงกระดูกมนุษย์ กวาดตาซ้ายขวาอย่างรวดเร็วเพื่อทำ�เวลาให้ทัน และคุม้ ค่าทีส่ ดุ มาร์ตนิ จึงจับไอเดียนีม้ าตีประเด็น เรือ่ งมนุษย์ ความงาม การมีชวี ติ อยู่ และความตาย งานแสดงชิน้ นีเ้ ป็นการเล่นกับพืน้ ทีว่ า่ งเปล่า และกำ�หนดระยะทางไว้สน้ั ๆ มีจดุ เริม่ ต้นและจุดจบ ของการวิง่ ในห้องแกลเลอรี่ ปกติพน้ื ทีใ่ นพิพธิ ภัณฑ์ มักถูกจำ�กัดด้วยกรอบความคิดว่า ใช้เป็นที่แสดง งานศิลปวัตถุโบราณหรือร่วมสมัย ผู้ชมจึงต้อง เคารพและระวังงานศิลปะทีแ่ สดงอยู่ การเห็นนักวิง่ วิ่งจริงๆ ในพิพิธภัณฑ์จึงเป็นการท้าทาย เล่นแง่ และเปิดประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน คนดู และพืน้ ทีแ่ สดงงาน อีกทัง้ ตัวงานยังตัง้ คำ�ถาม กับคนดูว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นศิลปะในงานชิ้นนี้ มาร์ตินเล่าความคิดที่เขามีต่อการวิ่งว่า “ผมชอบการวิ่งและชอบดูผู้คนวิ่ง การวิ่งคือ สิ่งตรงกันข้ามกับสภาวะหยุดนิ่ง ถ้าคุณคิดว่า ความตายคือสภาพนิง่ อย่างแท้จริง และการสร้าง ความเคลือ่ นไหวเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการ มีชีวิต ดังนั้น การเคลื่อนไหวที่เร็วที่สุดเท่าที่ มนุษย์ท�ำ ได้ จึงเป็นเหมือนสัญญะทีย่ ง่ิ ใหญ่ล�ำ้ ค่า ทีส่ ดุ ของชีวติ เลยทีเดียว การวิง่ เร็วคือสภาวการณ์ กลับกันของความตาย การวิง่ จึงเป็นตัวอย่างหนึง่ ทีแ่ สดงความกระปรีก้ ระเปร่ามีชวี ติ ชีวา” งานศิลปะ ชิ้นนี้มีเนื้อหาที่ต้องการแสดงออกถึงความงาม และจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ผ่านการ

เคลื่อนไหวร่างกายด้วยความเร็วที่สุดที่มนุษย์ สามารถกระทำ�ได้ ความงามที่เกิดจากท่า เคลื่อนไหวจากการวิ่งแสดงถึงพลังของกล้ามเนื้อ มนุษย์ เป็นงานศิลปะที่มีสถานะแตกต่างกับงาน อื่นๆ เพราะใช้นักวิ่งจริงมาวิ่งในพื้นที่แสดงศิลปะ ผู้อำ�นวยการพิพิธภัณฑ์ Tate Britain Dr. Stephen Deuchar สรุปทิง้ ท้ายว่างานศิลปะชิน้ นี้ ตั้งใจเชื้อเชิญเราให้คิดทบทวนใหม่ว่ากิจกรรม สุดแสนธรรมดาอย่างการวิง่ ได้กลายเป็นเหตุการณ์ จำ�ลองรูปแบบละครทีเ่ ราในฐานะคนดูมคี วามสุขใจ ที่ได้ดูหรือเข้าร่วมฉากกับมัน การเล่นแร่แปรธาตุของศิลปะร่วมสมัย หยอกล้อกับคนดู โดยตั้งคำ�ถามการสร้างนิยาม ของงานศิลปะที่กว้างมากกว่า ‘ศิลปะเพื่อศิลปะ’ แต่นอกจากนั้นศิลปะยังสะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในชีวติ ประจำ�วันอันแสนธรรมดา และแสดงออกมา โดยใช้สอ่ื วัสดุเทคนิคเป็นตัวแทน เพือ่ สือ่ สารกับคน และสะท้อนกิจกรรมทางสังคมได้


Work No. 850 / 2008 Runners / Dimensions variable

ชมคลิปงาน work no. 850 // http://bcove.me/cunrjzas ทีม่ าข้อมูล: Tate Britain Duveens Commission 2008: Martin Creed Work No. 850 // www.tate.org.uk/ ลิขสิทธิภ์ าพ Martin Creed : www.martincreed.com ทีม่ าภาพ: http://minimalissimo.com/2010/09/work-no-850/

may 2014 june

81 81


draft till done เรื่อง > มนสิชา รุ่งชวาลนนท์ ภาพ > ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

ูกบอกเล่า ถ ะ จ ง ั ล � ำ ู ก ลำ�พ าย งชุมชนบาง ชนมาเล่าใหม่ จนกล า ่ ย อ ่ ก แ า ่ ่าในชุม ะเป็น งชุมชนเก ัติล้ำ�ค่าขอ กรมธนารักษ์นำ�ตึกเก สมุดชุมชนที่กำ�ลังจ บ ม ส ง กได้ฟัง เมื่อ ย์การเรียนรู้และห้อ อ น ย า ภ น ให้ค รศิ ชยั สตู ร น ลำ�พู’ ศูน นคร ง ง า ้ า บ ้ บ ธ ิ ไว พ ิ ไร มาเป็น ‘พ รู้ ใหม่ใจกลางพระ รอ่ื งราวทย่ี ง่ิ ใหญอ่ ะ ร์จากบริษัท ียน เตอ รจเุ แหล่งการเร าคารทง้ั สองหลงั บร โชติ โปรเจกต์ ไดเรก ๋งๆ หลายแห่ง อ นะ ฑ์เจ ภายใน ารักษ์ และ เอกชัย ช ฝีมือไว้กับพิพิธภัณ ชมอย่างเป็น ้า าก ธน อธิบดีกรม ริษัทออกแบบที่เคยฝ นการเปิดให้พวกเราเข nบ ก่อ Right Ma วคิดที่อยู่เบื้องหลัง ึงแน จะมาพูดถ นมิถุนายนนี้ เดือ ทางการใน

55 กกลาลงาปงปี 2ี 52555

“โรงพิมพ์แห่งนีน้ อกจากจะเป็นโรงเรียนช่างพิมพ์แห่งแรกของไทย สำ�หรับชาวบางลำ�พู ที่นี่ยังเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ�ที่บอกเล่า เรื่องราวของชุมชนเมื่อครั้งยังรุ่งเรือง แต่ต่อมาอาคารทั้งสองหลัง ทรุดโทรมมาก คณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์จึงลงมติให้ทุบทิ้ง ดีที่ชาวบางลำ�พูร่วมกันต่อสู้จนเก็บรักษาอาคารทั้งสองหลังนี้ไว้ได้ ต่อมากรมธนารักษ์เจ้าของสถานที่จึงพัฒนาอาคารให้เป็นศูนย์การ เรียนรูช้ มุ ชน ความพิเศษของทีน่ ค่ี อื การเปิดโอกาสให้ชมุ ชนมีสว่ นร่วม ในทุกขั้นตอนการสร้าง เพื่อจะได้มุมมองที่ลึกซึ้งและทำ�ให้ชุมชนรู้สึก เป็นเจ้าของมากขึ้น” 82

a day

“สิ่งแรกที่ทีมออกแบบ ทำ�คือ การเข้าไปสำ�รวจอาคาร โรงพิมพ์ทง้ั สองหลัง ทัง้ อาคาร ปูนซึง่ เป็นอาคารแบบ Bauhaus (อาคารทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา ไม่เน้นลวดลาย) ฝีมือคนไทย หลังแรกๆ และอาคารไม้สมัย รัชกาลที่ 6 เราพบว่าอาคาร ทรุดโทรมมาก จึงพยายาม หาวิธีซ่อมแซมให้เหมือน ของเดิมที่สุด และเลือก ปรับปรุงโครงสร้างบางจุด ให้แข็งแรงขึ้น” ภาพ > กรมธนารักษ์


“เรามีห้องสำ�หรับจัดนิทรรศการชั่วคราว ข้างๆ ห้องนี้คือห้องที่กรมธนารักษ์ตั้งใจจะแสดง เรื่องเกี่ยวกับกำ�แพงเมือง เพราะตอนแรกคาดว่า จะพบแนวกำ�แพงเมืองเก่าที่ทอดตัวมาจาก ป้อมพระสุเมรุที่ตั้งอยู่ในชุมชน แต่น่าเสียดายที่ พอขุดค้นแล้วเราไม่พบแนวกำ�แพงอย่างที่หวัง เราจึงนำ�แนวคิดเรื่องกำ�แพงเมืองมาขยาย เป็นเรื่องการสร้างบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งเหมาะกับชุมชนบางลำ�พูที่เป็นชุมชนเก่าแก่ ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์แทน”

“ด้านบนของอาคารปูนจะเล่าเรื่องภารกิจ ของกรมธนารักษ์ แต่ปัญหาคือเนื้อหาที่ยาก และเป็นทางการ เราเลยเลือกวิธีเล่าภารกิจต่างๆ ให้ไม่เหมือนกัน ส่วนไหนทีท่ �ำ ให้สนุกได้ เช่น การ ผลิตเหรียญกษาปณ์ เราก็ใช้ตู้เกมและตัวการ์ตูน มาประกอบ ส่วนไหนที่จริงจังอย่างการดูแล ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ก็จัดให้ดูขรึมหน่อย เน้นข้อมูลเชิงลึก ใช้แสงและสีโทนมืดมาประกอบ”

“เราแบ่งพื้นที่ด้านล่าง ของอาคารไม้ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเราตั้งใจจะให้ชุมชน มาออกร้านขายของที่ระลึก แต่มาลงตัวที่การสร้างเป็น ห้องสมุดชุมชนเพราะอยากให้ เป็นพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน ส่วน สุดท้ายเราเก็บพื้นที่ไว้นำ�เสนอ ประวัติโรงพิมพ์วัดสังเวช แต่ ข้อมูลมีน้อย จึงเปลี่ยนมาเป็น เรื่องประวัติการพิมพ์ของ ประเทศไทยแทน”

“เราจัดอาคารไม้ชน้ั บนให้เป็นทีเ่ ล่าเรือ่ งราว และของดีในชุมชนบางลำ�พู เพราะอาคารไม้ให้ บรรยากาศความเป็นชุมชนมากกว่าอาคารปูน เราจึงแบ่งพืน้ ทีใ่ นห้องให้เป็นตรอกเล็กๆ มากมาย ผู้เข้าชมจะได้ค่อยๆ เดินเข้าไปในตรอกเพื่อค้นหา ขุมทรัพย์บางลำ�พูร่วมกัน ความพิเศษของห้องนี้ คือ เราจะแจกลายแทงที่ใช้ประกอบการเดินชม ซึ่งมันสามารถนำ�ไปใช้ในชุมชนบางลำ�พูได้จริง”

พันธ์ 2556 า ภ ม ุ ก น 5 ื อ 5 ตก้นลเดางปี 25

“แทนที่จะใช้คำ�ว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ ซึ่งหมายถึงสถานที่เก็บรักษาสิ่งของ เรากลับตั้งชื่อที่นี่ว่า ‘พิพิธบางลำ�พู’ เพราะเราไม่ได้เน้นเรื่องการนำ�สิ่งของ มาจัดแสดงและคำ�ว่า ‘พิพธิ ’ ทีแ่ ปลว่า มากมาย ดูเหมาะกับชุมชนบางลำ�พู ที่มีความหลากหลาย จากนั้นเราก็เริ่มออกแบบโลโก้ของพิพิธบางลำ�พู โดยถอดแบบมาจากดอกลำ�พูที่ตกกระทบน้ำ�เกิดเป็นวงกระเพื่อมขึ้น 4 วง สื่อถึงหน่วยงานทั้งสี่ของกรมธนารักษ์”

“พิพิธบางลำ�พูถือเป็นต้นแบบของความสำ�เร็จที่เกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เราหวังว่าที่นี่จะกลายเป็นที่ท่องเที่ยว ระดับโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนอื่นหันมารวมตัวกันค้นหาและ พลิกฟื้นจิตวิญญาณของชุมชนแบบนี้บ้าง บางคนอาจคิดว่าสิ่งของเก่าแก่ ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธบางลำ�พูคือสมบัติล้ำ�ค่า แต่สุดท้าย สมบัติของ บางลำ�พูคืออะไร ผมว่าเราคงต้องออกไปค้นหาด้วยตาของตัวเอง”

นริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ 83


portfolio

เรื่อง > ธารริน อดุลยานนท์ และ ณิชนันทน์ สุสัมพันธ์ไพบูลย์

ะ จ จ ั ส นิ ท า น 84

a day


‘นิทานสัจจะ’ คือนิทรรศการเดีย่ วครัง้ ที่ 2 ของ ฤดี ตันเจริญ ศิลปิน เครื่องประดับศิลป์ร่วมสมัยชาวไทยที่มีสิ่งการันตีฝีมือเป็น 2 รางวัล จากงานประกวดเครื่องประดับเงิน Legnica International Jewellery Competition ของประเทศโปแลนด์ นิทรรศการชุดนี้เกิดจากการที่ฤดี สังเกตและวิเคราะห์สง่ิ ทีพ ่ บเจอในชีวติ จนตกผลึกเป็นความจริงหรือสัจจะ ทีว่ า่ ทุกเหตุการณ์ทเ่ี กิดขึน้ มีตน้ ตอจากความคิดของเราเอง เมือ่ ตระหนัก ถึงความสำ�คัญของความคิด ฤดีจึงเลือกสร้างสรรค์เหล่าเครื่องประดับ ชิน้ สวยทีช่ วนให้ผชู้ มคิดอย่างมีสติ เช่น ‘อึ’ เข็มกลัดรูปดอกไม้ทง่ี อกขึน้ จากก้อนอึซง่ึ บอกเราว่า แม้จะเจอเหตุการณ์เลวร้าย แต่หากเปิดใจคิดว่า มันคือบทเรียน เหตุการณ์นน้ั จะทำ�ให้เราเติบโตขึน้ และ ‘สหาย’ เข็มกลัด รูปเสือกำ�ลังกระโจนโดยมีกระต่ายหูยาวและนกตาโตขี่หลังอยู่ ที่แทน ความหมายว่า ความคิดเราควรถูกควบคุมด้วยการฟังอย่างตั้งใจและ มองให้รอบด้าน ฤดีหวังว่า ผูท้ ไ่ี ด้เห็นผลงานของเธอจะได้รบั สารสำ�คัญนี้ แล้วดำ�เนินชีวิตต่อโดยคิดทุกเรื่องอย่างรอบคอบ

june 2014

85


“เครื่องประดับศิลป์ต่างจากงานศิลปะร่วมสมัยประเภทอื่น ตรงที่ผู้ชมสวมใส่ติดตัวไปที่ต่างๆ ได้ เราจึงสร้างนิทานสัจจะ ด้วยเจตนาอยากให้มนั ช่วยเตือนใจคนใส่และผูท้ พ่ี บเห็นให้ระลึกถึง สิง่ สำ�คัญอย่างการระมัดระวังความคิด เหมือนสร้อยพระทีเ่ ตือนใจ คนไทยในการดำ�เนินชีวติ ถ้าผูช้ มหยิบงานของเรามาใส่เพือ่ เตือนใจ ตัวเองบ่อยๆ ต่อไปการเตือนใจนั้นคงเกิดขึ้นได้เองอย่างเป็น ธรรมชาติ” ฤดีขยายความให้เราฟัง จากวันที่ตัดสินใจเลิกทำ�งานด้านออกแบบอุตสาหกรรมที่ ร่ำ�เรียนมา แล้วบินไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านเครื่องประดับศิลป์ ร่วมสมัยเพราะหลงใหลงานทำ�มือ ในวันนี้ ฤดีมชี อ่ื เป็นศิลปินเต็มตัว นอกจากมีนิทรรศการเดี่ยวที่บ้านเกิด เธอยังมีผลงานชุด Armonia จัดแสดงอยู่ที่แคนาดา ส่วนผลงานชุด Mutate กำ�ลังจะถูกนำ�ไป จัดแสดงทีป่ ระเทศกรีซ อีกผลงานทีฤ่ ดีภาคภูมใิ จคือ Atelier Rudee สถาบันสอนการทำ�เครือ่ งประดับศิลป์แห่งแรกของประเทศไทยทีเ่ ธอ ทุ่มเทสร้างมากับมือ ทุกวันนี้ชีวิตแต่ละวันของฤดีโคจรอยู่รอบ การสร้างสรรค์ผลงานและการทำ�โรงเรียน ซึ่งไม่ใช่แค่ที่สอนทำ� เครื่องประดับ แต่คือช่องทางให้คนไทยได้รู้จักเครื่องประดับในมิติ ที่แปลกใหม่กว่าเดิม

ฤดี ตันเจริญ ศิลปินเครื่องประดับศิลป์ร่วมสมัย และผู้ก่อตั้ง Atelier Rudee www.rudeetancharoen.com contact@rudeetancharoen.com facebook.com/AtelierRudee * นิทรรศการนิทานสัจจะจัดขึ้นระหว่าง 22 พ.ค. - 5 ก.ค. 2557 ที่ ATTA Gallery

june 2014

87


88 a day


the outsiders

เรื่อง > บุญญานันท์ กาญจนกิจ ภาพ > ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

PASS THE ART FORWARD

บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล หญิงสาวผู้ทอดสะพานเชื่อมโลกศิลปะและธุรกิจในโปรเจกต์ กองทุนศิลปะ AFFA มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากเราจะเห็นวลีคุ้นหู ‘ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น’ หรือ ‘Ars longa vita brevis.’ ของ อ.ศิลป์ พีระศรี ในพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ หรือสถานที่แสดงงานศิลปะอยู่บ่อยๆ หลังจากใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย หรือ MOCA ร่วมชั่วโมง เราก็พบว่าวลีนี้ช่างสอดคล้องกับงานชิ้นล่าสุดของที่นี่ งานที่ว่าคือ AFFA หรือ Art Forward Fund Awards โครงการประกวด งานศิลปกรรมของนักศึกษาคณะศิลปกรรม ผลงานของ เพชร-บุญญาภาณิ์ เบญจรงคกุล ลูกสาวคนสวยของเจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล ผูก้ อ่ ตัง้ MOCA และ โน้ต-พงษ์สรวง คุณประสพ หรือ โน้ต DUDESWEET ทั้งสองคนร่วมเป็นป๋าดันผลักให้ศิลปินรุ่นใหม่มีที่ยืนอย่างมั่นคง และ พัฒนาวงการศิลปะในระยะยาว งานประกวดศิลปะมีเป็นร้อย เหตุที่โปรเจกต์นี้น่าจับตา เพราะ กัปตันทีมอย่างบุญญาภาณิ์คือคนทำ�งานศิลปะไม่กี่คนที่เชี่ยวชาญเรื่อง ธุรกิจสุดๆ เธอเคยเรียนทั้งด้านศิลปะและธุรกิจจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เคยฝึกงานที่อาร์ตแกลเลอรี่ในนิวยอร์ก ผ่านการดีลงานที่ต้องอาศัย หัวสมองทั้งฟากศิลปะและธุรกิจ แล้วจึงมาทำ�งานที่ MOCA ด้วยบทบาท ที่หลากหลาย AFFA จึงเป็นงานประกวดที่เข้าใจศิลปิน ทั้งในมุมของ การทำ�งานและการใช้ชีวิต “MOCA เป็นองค์กรใหญ่ที่มี identity ของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนมาก เราจะดีลกับศิลปินรุ่นใหญ่ แต่ MOCA ก็มีข้อจำ�กัดในแง่ของการ express ไอเดียของศิลปิน และมุมมองทางศิลปะเรายังทำ�ได้ไม่หลากหลาย เพชรอยากทำ�อะไรที่มันแหวกแนวออกไป เลยคุยกับพี่โน้ต พงษ์สรวง ว่าเรามาทำ�โปรเจกต์อะไรกันดีไหม ทำ�อะไรให้กับเด็กรุ่นใหม่ เพื่อศิลปิน หน้าใหม่” บุญญาภาณิ์เล่าที่มา จากการคุยครั้งนั้น บุญญาภาณิ์และพงษ์สรวงเห็นตรงกันว่า จะจัดการประกวดงานศิลปกรรมของศิลปินรุ่นใหม่ แม้ว่าการจัดประกวด จะทั้งยาก ท้าทาย และมีความเสี่ยงสูง แต่ทั้งคู่ก็พร้อมลุยเต็มที่ เพราะ นอกจากจะช่วยผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ให้ได้รับการยอมรับแล้ว การจัด การประกวดยังเป็นการเฟ้นหาและสรรค์สร้างเครือข่ายศิลปินให้กบั โปรเจกต์ AFFA โดยตรงด้วย โครงการ AFFA พิเศษและแตกต่างไปจากงานประกวดศิลปะที่อื่นๆ คือจำ�กัดการรับสมัครเฉพาะผลงานที่เป็นโปรเจกต์จบ ศิลปนิพนธ์ หรือ วิทยานิพนธ์ ของนักศึกษาสาขาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะชั้นปีที่ 4 เท่านั้น “เพชรอยากสนับสนุนให้เด็กที่อยากเป็นศิลปินเรียนศิลปะให้จบ อยากมอบอภิสิทธิ์ให้คนกลุ่มนี้ ในปัจจุบันศิลปินฝีมือดีมีเยอะ แต่ว่าการ จะพัฒนาแวดวงศิลปะในประเทศนี้ต้องมีอะไรมากกว่านั้น ต้องมีเครือข่าย มีสังคม มีการผลักดันการศึกษา ศิลปินเหล่านี้จะได้กลับไปสอนศิลปิน รุ่นใหม่ แวดวงศิลปะก็จะอยู่ได้และพัฒนาไปเรื่อยๆ ซึ่งในเมืองไทย june 2014

เพชรว่ามันยังไม่คอ่ ยมีคนมองเห็นความสำ�คัญตรงนีเ้ ท่าทีค่ วร” บุญญาภาณิ์ อธิบายให้เราฟังถึงเหตุผลที่เธอตั้งกติกาข้อนี้ขึ้น หัวเรือสาวของ MOCA บอกเราว่า เธอตั้งใจจะลดช่องว่างระหว่าง ศิลปินรุน่ ใหม่และศิลปินรุน่ ใหญ่ เธออยากเป็นแม่สอ่ื ให้ทง้ั สองฝ่ายได้พดู คุย แลกเปลีย่ นความเห็นซึง่ กันและกัน หนึง่ ในวิธกี ารทีเ่ ธอเลือกใช้คอื การจัดงาน กาล่าดินเนอร์หรูหราใน MOCA เพือ่ ให้เกียรติกบั ผูช้ นะและศิลปินรุน่ ใหม่ ที่เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย โดยเชิญศิลปินรุ่นใหญ่ นักสะสมผลงาน และ ผู้มีเกียรติต่างๆ ในสังคมมาร่วมงาน ฟังดูอาจเหมือนงานปาร์ตี้ธรรมดา แต่ข้อดีอีกอย่างของงานกาล่าคือ ช่วยสร้างความเข้าใจให้กับนักลงทุน หรือบุคคลนอกวงการศิลปะว่า มูลค่าของงานศิลปะเป็นสิ่งที่น่าลงทุน เมื่อมีผู้เห็นความสำ�คัญ ศิลปินรุ่นใหม่ก็จะได้รับการยอมรับและสนับสนุน มากขึ้น โครงการ AFFA ไม่ใช่ไอเดียแรกที่บุญญาภาณิ์ตั้งใจทำ�เพื่อพัฒนา วงการศิลปะ ในฐานะคนทำ� เธอรู้ว่าคนมอง MOCA ว่าเป็นสถานที่แสดง งานศิลปะที่สูงส่ง จับต้องยาก แต่เธอกลับมองว่า ด้วยศักยภาพของ MOCA มันสามารถเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ เริ่มต้นจากการทำ�ให้ MOCA มีบรรยากาศที่เป็นมิตร เข้าถึงผู้คนมากขึ้น “หลายคนมองว่า MOCA เหมือนอยู่บนที่สูง เพชรอยากให้นักศึกษา หรือคนทั่วไปมานั่งกินกาแฟทำ�งานที่นี่ได้ อยากให้เป็นที่ที่ผ่อนคลาย ก็เลยพยายามเสนอแนวทางพัฒนาหลายอย่าง เช่น เสนอว่าจะเปิดเพลง ที่คาเฟ่ เสนอให้มี free Wi-Fi เราว่าศิลปะควรจะเข้าหาผู้คนมากขึ้นนะ” ระหว่างทีเ่ ราอัดเทปสัมภาษณ์ บุญญาภาณิย์ งั เสนออีกหลายโปรเจกต์ เพื่อให้งานศิลปะเข้าถึงผู้คน แม้จะยังไม่ได้รับการอนุมัติ แต่อย่างน้อยก็ ทำ�ให้เราเห็นว่าวงการศิลปะกำ�ลังมีการเปลีย่ นแปลง เธอเชือ่ ว่า การเชือ่ มโยง ศิลปะเข้ากับธุรกิจจะช่วยให้งานศิลปะและศิลปินมีชีวิตยืนยาว เหมือนวลี คุ้นหูของ อ.ศิลป์ ที่เราเห็นจนคุ้นตาในพิพิธภัณฑ์ เธอยิม้ บางๆ และยอมรับกับเราว่าการเปลีย่ นแปลงสิง่ ทีเ่ ป็นอยูแ่ ต่เดิมนัน้ ไม่ใช่เรือ่ งง่าย “การจะเอาไอเดียเก๋ๆ เข้ามาเชือ่ มโยงกับวงการศิลปะอาจจะ ทำ�ได้ยาก แต่เราจะค่อยๆ ปรับทีละหน่อย ให้เวลาเป็นตัวช่วย โดย AFFA จะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง” www.artforwardfund.org

“ในปัจจุบนั ศิลปินฝีมอื ดีมเี ยอะ แต่วา่ การจะ พัฒนาแวดวงศิลปะในประเทศนีต้ อ้ งมีอะไร มากกว่านัน้ ” 89


90 a day


เรื่อง > ภัทรมน สุขประเสริฐ ภาพ > ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

WHAT HEROES WANT

ตุลย์ ปิ่นแก้ว ชายผู้สร้างคู่หูสำ�หรับฮีโร่ที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านโครงการ SideKick ความสำ�เร็จคงเกิดขึ้นได้ไม่ง่าย หากใครคนหนึ่งต้องต่อสู้เพียงลำ�พัง นี่คือสิ่งที่เราตกตะกอนมาจากการพูดคุยกับ ตุลย์ ปิ่นแก้ว ชายผู้คลุกคลีกับกิจการเพื่อสังคม ในฐานะอดีตผู้อำ�นวยการเว็บไซต์ change.org ประเทศไทย เว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้คน ‘ลงชื่อ’ เพื่อกระตุ้น ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมที่ดีขึ้น ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ ตอนนี้ เขากำ�ลังเริม่ โปรเจกต์ใหม่ ซึง่ จะมาเติมเต็มช่องว่างของกิจการเพื่อสังคม ให้มีพลังยิ่งขึ้น “เราเห็นว่าฮีโร่ทุกคนจะทำ�งานสำ�เร็จได้ต้องมีตัวช่วย เหมือนกับที่ แบทแมนมีโรบิน เลยตัง้ ชือ่ บริษทั ว่า SideKick ทีแ่ ปลว่า ‘คูห่ ’ู เราตัง้ ใจจะเป็น ‘โรบิน’ คอยช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างผู้ที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคม” ตุลย์อธิบายที่มาของ SideKick ทีเ่ ขาก่อตัง้ ร่วมกับ จารุณี จรัสเรืองชัย และ ดาว พันธุพ์ พิ ฒ ั น์ หน้าที่ของคู่หูที่ว่ามี 2 อย่าง หนึ่งคือช่วยวางแผนให้ องค์กรหรือคนทีต่ อ้ งการจะทำ�กิจการเพือ่ สังคม ทำ�ให้เรือ่ งเข้าถึงคนกลุม่ ใหญ่ มากขึ้น สองคือช่วยจัดคอร์สเทรนคนที่สนใจ สนับสนุนให้คนหันมาทำ� กิจกรรมรณรงค์เพื่อสังคมมากขึ้น SideKick เป็นโปรเจกต์ที่ดูเหมือนจะตกผลึกและตอกย้ำ�ความสนใจ ด้านสังคมของตุลย์ ต้นตอความสนใจนี้ต้องย้อนไปไกลถึงช่วงที่เขายัง เป็นเด็กชาย ตุลย์เติบโตในชนบทของเวลส์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ แต่เมื่อ กลับมาอยูท่ ก่ี รุงเทพฯ ช่วงมัธยมปลาย สิง่ แวดล้อมทีเ่ ป็นธรรมชาติอนั คุน้ เคย ก็แทบไม่มีให้เห็น ตุลย์ในวันนั้นเริ่มถามตัวเองว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง ตุลย์ไปถึงฝันเร็วกว่าที่คิด เมื่อเขาได้เป็นนักข่าวของ Bangkok Post ตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบกว่าปี อาชีพนักข่าวทำ�ให้ตุลย์ได้เห็นปัญหาสังคม ในระดับรากหญ้า แต่มนั ก็ไม่ตอบโจทย์ในการสร้างความเปลีย่ นแปลงอย่าง เป็นรูปธรรม ตุลย์จึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพนักข่าวมาเป็น NGO ทีไ่ ด้ ร่วมรณรงค์กับประชาชนทุกระดับทั้งในและนอกประเทศ โครงการเด็ดๆ ที่เขาเข้าร่วมคือ MTV EXIT โครงการรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ที่ตุลย์ ได้เรียนรู้วิธีใช้สื่อและจัดกิจกรรมเพื่อให้วัยรุ่นทั่วๆ ไปเข้ามามีส่วนร่วม จนมาถึงการทำ� change.org งานที่ตอกย้ำ�ความเชื่อของตุลย์ว่าคนธรรมดา สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่แล้วตุลย์ก็ตัดสินใจสละตำ�แหน่งนี้ เพราะ เห็นช่องทางใหม่ที่เขาจะเข้าไปเติมเต็มให้กับองค์กรที่ทำ�งานเพื่อสังคม เขาเล่าว่า กิจการเพื่อสังคมได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีสื่อใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำ�คัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ แต่มัน ยังไม่พอ “change ทำ�ให้เราเห็นปรากฏการณ์ดๆี ว่ามีคนและองค์กรหลายแห่ง หันมาสนใจการทำ�เพือ่ สังคมมากขึน้ แต่เราก็เห็นช่องว่างว่าองค์กรส่วนใหญ่ ไม่สามารถผลักดันแคมเปญของตัวเองให้สื่อสารเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ เราเลยอยากเข้าไปช่วยทำ�เรือ่ งรณรงค์ตา่ งๆ ให้เข้าใจได้งา่ ยขึน้ และทีส่ �ำ คัญ การรณรงค์นน้ั ควรสร้างการเปลีย่ นแปลงได้อย่างยัง่ ยืนในระยะยาว” ตุลย์เล่า งานหลักของตุลย์คือการให้คำ�ปรึกษา เหมือนจะง่ายแต่ยากยิ่งกว่า เพราะเขาไม่ได้ลงมือทำ�เอง การจะเป็นผูส้ อนทีด่ ไี ด้นน้ั ต้องอาศัยความสามารถ หลายด้าน โชคดีทต่ี ลุ ย์มที กั ษะจากการเรียนรัฐศาสตร์ ทำ�ให้เขาพอจะเข้าใจ ภาพรวมของสังคม แถมยังได้ทกั ษะในการสือ่ สารจากการเรียนมนุษยศาสตร์ june 2014

ยังไม่รวมถึงส่วนสำ�คัญทีส่ ดุ อย่างประสบการณ์การทำ�งานทีผ่ า่ นมาทัง้ หมด ทำ�ให้เรามั่นใจว่าตุลย์จะเป็นคู่หูได้อย่างไม่บกพร่อง “โปรเจกต์ที่ทำ�อยู่ตอนนี้คือการวางแผนให้ Save the Children International (SCI) กับ Asia Injury Prevention Foundation (AIP Foundation) ในการรณรงค์ให้นักเรียนใส่หมวกกันน็อก ซึ่งทั้งสององค์กรไม่เคยทำ� การสื่อสารกับคนธรรมดา เราเลยมาช่วยหาวิธีว่าจะทำ�ยังไงให้เรื่องที่ถูก พูดถึงบ่อยดูสนุกขึ้นและมีคนสนใจ” ผู้ก่อตั้ง SideKick จึงเข้าไปมีส่วนร่วม ตัง้ แต่การวางยุทธศาสตร์ ช่วยวางแผนเลือกกลุม่ เป้าหมาย กำ�หนดเมสเสจ ที่จะสื่อสาร เลือกสื่อที่จะใช้ รวมไปถึงคิดอีเวนต์และกิจกรรมก่อนปล่อย ออกมาให้คนธรรมดามีส่วนร่วม หน้าทีน่ อ้ี าจจะดูหนัก แต่ตลุ ย์กลับไม่ได้จ�ำ กัดเป้าหมายไว้ทก่ี ารช่วยเหลือ ฮีโร่สัญชาติไทยเท่านั้น “เราเคยทำ�งานกับบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วพบว่าหลายๆ ประเทศมีลักษณะใกล้เคียงกัน เราเลยตั้งใจ สนับสนุนเรื่องการรณรงค์ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค ถ้า SideKick มีโอกาสเข้าไปเป็นคูห่ ทู ว่ั ภูมภิ าค การรณรงค์ในกลุม่ ประเทศนีก้ จ็ ะแข็งแกร่ง และเป็นตัวอย่างให้กับนักเปลี่ยนแปลงทั่วโลก” ตุลย์พูดกับเราด้วยสายตา ที่มีหวัง แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ด้วยทิศทางและปัจจัย เราเชื่อว่า SideKick เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าจับตาที่สุด แต่เมื่อถามตุลย์ เขากลับไม่ได้คิดถึง การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่ชายคนนี้ต้องการจากการทำ� SideKick ช่างเรียบง่าย “จริงๆ เราไม่หวังอะไรมากไปกว่าการที่ SideKick ทำ�ให้คนหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีเรื่องนี้อยู่ในความคิดหันมาสนใจประเด็น ทางสังคมมากขึ้น แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว” “กิจการเพื่อสังคมในอนาคตที่เราอยากเห็นคือ การที่คนธรรมดากับ องค์กรใหญ่ๆ หันมาจับมือกันสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะทั้งสองฝ่าย ต่างมีจุดเด่นที่ต่างกัน การร่วมมือกันทำ�ให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เร็ว ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และที่สำ�คัญ จะแก้ปัญหาได้ตรงจุด ตอบโจทย์ ความต้องการของคนในสังคมได้จริง” ตุลย์สรุปทิ้งท้าย แม้ส่วนใหญ่ เราจะไม่ค่อยเห็นคู่หูในแสงไฟ เป็นแค่ผู้ช่วยเหลือ เบือ้ งหลัง แต่กค็ งไม่มใี ครปฏิเสธว่า ฮีโร่ไม่อาจทรงพลังขึน้ ได้ ถ้าไม่มคี หู่ ทู ด่ี ี อยู่เคียงข้าง www.sidekick.asia

“เราสนุกกับการทำ�อะไรที่คนบอกว่ามันทำ� ไม่ได้ คำ�พูดเหล่านี้ผลักดันให้เรารู้สึกว่าต้อง ทำ�ให้ ได้ เราต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากคนเหล่านั้น” 91


q & a day

เรื่อง > กันตพร สวนศิลป์พงศ์ และ ภัทรมน สุขประเสริฐ ภาพ > ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ีของ ร ต น ด อ ่ ี ต ที่ม ก ั ร ง ม า อ ว ท ค ง า ่ ส แ ล เ ร ก าพ บทเพลงบอ ตุ๊กตา-จม


ผลผลิตคนดนตรีจากเวทีประกวดร้องเพลงมีมากขึ้นทุกวัน หลังจบการแข่งขัน บ้างเติบโตเป็นศิลปินมีชื่อเสียง บ้างกลับไปใช้ชีวิต ของตัวเอง บ้างก้าวเดินไปบนทางเส้นใหม่ที่ไม่ใช่ดนตรี ในบรรดาผู้คนที่ ผลัดเปลีย่ นหน้ามาอยู่ในจอโทรทัศน์ ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง หญิงสาวเสียงใส เจ้าของใบหน้าเปื้อนยิ้มที่เลือกร้องเพลงญี่ปุ่นบนเวที The Voice Thailand Season 2 เมื่อปีก่อนอาจยังอยู่ในความทรงจำ�ของใครหลายคน ในเวลานัน้ เธอไม่ได้คว้ารางวัลใดลงจากเวที จึงไม่แปลกหากใครจะเริม่ หลงลืม ชื่อนี้ไป หรือแม้กระทั่งคิดว่าอาจไม่ได้เห็นเธอในสื่ออีก 1 ปีผ่านไป เราได้ข่าวว่า เธอกำ�ลังจะมีอลั บัม้ เดีย่ วอัลบัม้ แรกกับ Tigger Twins ค่ายเพลงของเชาว์-เชาวเลข สร่างทุกข์ นักแต่งเพลงมือหนึ่งแห่ง Smallroom จนเป็นเหตุให้เราอยากพูดคุย เกี่ยวกับชีวิตการทำ�งาน เมื่อได้ลองสนทนา เราก็พบว่าเบื้องหลังภาพสวยงาม ที่คนภายนอกเห็นนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีเสน่ห์ยิ่งกว่า แม้ไม่ใช่ความฝันตัง้ ต้น แต่ดว้ ยความสนใจและโชคชะตาพาให้ตกุ๊ ตากลายเป็น ส่วนหนึ่งของ CU BAND วงดนตรีนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอเข้าสู่เส้นทางนักดนตรีอาชีพด้วยการเป็นนักร้องร้านอาหาร เก็บเกี่ยว ประสบการณ์หลายปีโดยไม่เกีย่ งว่าจะเป็นเบือ้ งหน้าหรือเบือ้ งหลัง แรงดึงดูดทีท่ �ำ ให้ นักร้องสาวเลือกเส้นทางนี้ไม่ใช่แสงสีหรือชื่อเสียง แต่คือดนตรีซึ่งเป็นความสุข และคำ�ตอบของชีวิต บนหน้าจอโทรทัศน์ เราเห็นเธอส่องประกายสวยงาม แต่เมื่ออยู่ตรงหน้า เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าใช้ชีวิตบนทางที่เลือกเอง และยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินไป บนทางเส้นเดิมโดยปราศจากความลังเล หากเปรียบบทสัมภาษณ์นี้เป็นบทเพลงหนึ่ง เราก็อยากให้คุณรับฟังร่วมกัน ลืมภาพนางฟ้าคนนั้นไปก่อน แล้วจดจำ�เธอในฐานะหญิงสาวธรรมดา ที่รักดนตรีสุดหัวใจ

อะไรทำ�ให้นิสิตคณะอักษรศาสตร์ เอกปรัชญา อย่างคุณตัดสินใจทำ�งานร้องเพลง ในร้านอาหารตั้งแต่ยังเรียนปี 2 ด้วยความทีเ่ ราไม่เคยเรียนร้องเพลง สมัยเรียน ประกวดได้รางวัลก็คดิ ว่า ตัวเองเก่งในระดับหนึง่ พอเข้า CU BAND ซึง่ ติดยาก เข้าไปครัง้ แรกก็โดนด่า เรือ่ งร้องเพลงเลย ทีเ่ คยคิดว่าเราเก่งมันไม่ใช่แล้ว เลยเป็นจุดทีอ่ ยากลองหา ประสบการณ์เอง อีกอย่างคืออยากหาเงิน สมัยนั้นร้องคอแทบแตก 2 ชั่วโมง ได้ 500 บาทเอง คำ�ตำ�หนิกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ดี? มันท้าทาย การร้องเพลงไม่เคยเป็นความฝัน เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำ�ได้ อยู่แล้ว มันทำ�ให้การมองของเราเปลี่ยนไปว่าจริงๆ แล้วการร้องเพลงสูงเป็น ภูเขา และเราก็ยังอยู่แค่ตีนเขาเท่านั้นเอง ทำ�ให้อยากเข้าไปดูและเดินขึ้นไป ซึ่งพอขึ้นไปแล้วมันโคตรเป็นที่ของเราเลย มันทำ�ให้เราได้เจอคนมากมายและ เป็นอะไรที่เจ๋งมาก เราเลยมองว่าการร้องเพลงคือภูเขาแห่งชีวิตที่เราอยาก ซื่อสัตย์กับมันและเดินขึ้นไปได้เรื่อยๆ ตอนนี้ยังไม่ถึงยอดนะ แต่ระหว่างทาง ที่เดินมีความสุขมาก วันเวลายาวนานกว่า 9 ปีในร้านอาหารสอนบทเรียนอะไรคุณบ้าง สอนการใช้ชีวิต ทำ�ให้เราเจอโลกใหม่ เราชอบความรู้สึกที่ว่าสิ่งที่เรา คิดมาตลอดมันไม่ใช่ ทำ�ให้เราเกิดการเรียนรู้ การร้องเพลงในร้านอาหารทีด่ คี อื ต้องดึงลูกค้าให้ได้เยอะๆ เราทำ�ได้ไม่ถึงยอด เขาก็เลือกวงอื่นแทน พอโดน ไล่ออกเราก็หาทีใ่ หม่เรือ่ ยๆ ตอนไปสมัครร้องเพลงที่ Route 66 เขาออดิชนั โดยให้ ขึ้นเวทีร้องจริงเลย เราเหมือนโดนถีบลงสระน้ำ� ต้องหลับหูหลับตาถีบตัวเอง ให้รอดถึงฝั่งก่อน มันทำ�ให้เรารู้ว่าทุกครั้งที่จะทำ�อะไร ก้าวแรกมันยากเสมอ แต่พอก้าวไปแล้วจะรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรที่ทำ�ไม่ได้หรอก อุปสรรคไม่เคยทำ�ให้คุณสะดุดบ้างเลยเหรอ เคยมีลูกค้าขอเพลงแล้วเล่นไม่ได้ พอบอกว่าอาทิตย์หน้าจะเล่นให้ฟัง เขาก็ตะโกนกลางร้านว่า ‘พูดอย่างนี้ทุกครั้งแหละ’ แต่เรามาทำ�งานตรงนี้ เพราะอยากพัฒนาตัวเอง การจะเสียเซลฟ์แล้วลืมเป้าหมายที่วางไว้มันก็ 94 a day

ไม่ใช่ ระหว่างทางที่เดินมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี เราต้องเลือกที่จะรับบางอย่าง การพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์มาก่อนเป็นบทเรียนสอนการใช้ชีวิต ในวงการดนตรี ทำ�ให้เรารู้ว่าเลือกอยู่ตรงไหนแล้วแฮปปี้ ของแบบนี้ไม่มี ในตำ�ราการร้องเพลง ในร้านอาหารต้องร้องเพลงเดิมทุกวัน ก่อนขึ้นก็เบื่อ แต่ตอนร้องไม่เคยเบื่อเลย เพราะเห็นสายตาของคนดู รู้ว่าเขามีความสุข ในขณะที่คนวัยคุณหลายคนยังเที่ยวเล่น คุณทำ�งานหนักจนล้มป่วยหลายครั้ง ทำ�ไมต้องรีบเติบโตขนาดนั้น เราเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ บ้างาน เรามีเป้าหมายสำ�คัญในชีวิตคือแม่ อยากทำ�ทุกอย่างให้เขาสบายและมั่นคงเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อก่อนก็เป็น เด็กธรรมดานี่แหละ แต่พอครอบครัวมีปัญหาเราก็พลิกเป็นอีกคนเลย ด้วยความที่รูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ คนเลยคิดว่าน่าจะโลกสวย แต่ข้างใน เรามีอะไรมากกว่านั้น เราไม่ได้คิดว่าชีวิตแย่ เราเลือกชีวิตตัวเองได้โดยการ หาที่ที่เราสบายใจ นั่นคือการทำ�งาน เราไม่ได้ขอเงินพ่อแม่ตั้งแต่ปี 2 ตอนปี 4 ก็จ่ายค่าเทอมเองแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ชีวิตตุ๊กตาทำ�งานตลอด แต่ไม่เคยรู้สึกว่าอะไรหายไปนะ คิดว่าถ้าไม่ทำ�น่ะหาย เยอะเลย เราอยากมีธรุ กิจสักอย่างทีม่ ดี นตรีในร้าน ไม่ได้ตง้ั ใจว่าต้องเป็นร้านเหล้า แต่ด้วยความที่เพื่อนชวนทำ�โซฟาแดง ก็เลยตกลง เราอยากให้ร้านเป็นพื้นที่ ให้คนที่เล่นดนตรีจริงๆ ได้มาเล่น ไม่ต้องเอนเตอร์เทนลูกค้า จริงๆ แล้วอยาก เก็บเงินอีกก้อนเพื่อเปิดร้านที่มีดนตรีตอนกลางวันให้เด็กมาดูได้ด้วย เพราะ ตุก๊ ตาชอบไปดูดนตรี เวลากลับบ้านมันจะตกตะกอนอะไรบางอย่าง เหมือนไปดู ความฝันของนักดนตรีเหล่านั้น โรงเรียนชื่อ The Voice Thailand ให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง The Voice Thailand เป็นโรงเรียนสอนบุคลิก ทำ�ให้เราเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ ต่อหน้าคนหลายคน รู้ว่าเขาต้องการดูอะไรจากเรา การร้องเพลงคือการดึง ความรู้สึกมาจากข้างใน พี่แสตมป์บอกว่าสิ่งที่เราร้องมันออกมาทางสายตา ชัดมาก สุขหรือเศร้าก็ดอู อก ทำ�ให้เรารูว้ า่ เราหลอกคนดูไม่ได้ อีกอย่างทีไ่ ด้กค็ อื เพื่อน มันเจ๋งมากที่ได้เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน คุยกันรู้เรื่อง การแข่งขัน ทำ�ให้เราได้เห็นนิสัยกันจริงๆ ถ้าเจอคนเข้ากันได้ก็เหมือนได้เพื่อนใหม่ ชื่อเสียงจาก The Voice Thailand เปลี่ยนชีวิตคุณมากแค่ไหน ทุกคนคาดหวังว่าจะเปลี่ยน แต่จริงๆ แล้วไม่ค่อยเปลี่ยนนะ ที่เปลี่ยนคือ คนรู้จักมากขึ้น คนมาร้านเราเยอะขึ้น เราเคยตอบสัมภาษณ์ว่าสิ่งที่หวังจาก การประกวดคือมีคนสักกลุ่มหนึ่งชอบเสียงเรา เราไม่ได้ร้องเก่ง แค่เป็นคน สื่อสารข้อความออกมาเป็นเสียงเพลง ยังร้องเพลงในร้านอาหารเหมือนเดิม ไม่ได้ลืมว่าที่ผ่านมาเดินทางมายังไง ตอนนี้มันเหมือนมีคนมาช่วยถีบเราให้ ไปได้ไกลขึน้ จากทีไ่ ม่เคยอยากมีอลั บัม้ ก็อยากมีเพราะอยากร้องให้คนทีร่ อได้ฟงั ไม่ได้อยากมีเพราะอยากดัง โค้ชแสตมป์บอกว่าคุณเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่เปิดสวิตช์ ได้ทันทีที่ก้าวขึ้นเวที แท้จริงแล้วการเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์คืออะไร โรงเรียนชื่อ Route 66 ทำ�ให้เป็นแบบนี้ เขาให้ทำ�งานก็ต้องเปิดสวิตช์ อัตโนมัติ พอเปิดบ่อยๆ ทุกวันตลอด 5 ปีเลยชิน มันไม่ใช่การเปิดสวิตช์ว่า เราต้องเก่ง มันคือการเปิดสวิตช์ว่าเราต้องสุด ต้องทำ�ให้คนแฮปปี้ให้ได้ ร้องในร้านแรกๆ ก็อาย แต่เหมือนฉากในหนังที่ทุกคนมารอดู จะยืนเก้ๆ กังๆ ไม่ได้ ก็ถามไป ‘ใครโสดบ้างคะ’ ‘เพลงต่อไปที่หนูจะร้องคือ...’ พูดอะไร ไม่รู้เรื่องเลย ตอนหลังถึงเรียนรู้ว่าการเอนเตอร์เทนมันไม่มีวิธีตายตัว นักร้องที่ดีคือเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ดีหรือเปล่า สำ�หรับคนทัว่ ไป ใช่ การเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์คอื ทำ�ยังไงก็ได้ให้ลกู ค้าสนุก แต่จริงๆ การทำ�ให้เขาเศร้าก็เป็นการเอนเตอร์เทนอย่างหนึ่ง ในความคิดเรา นักดนตรีและนักร้องที่เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ดีคือคนที่จริงใจกับสิ่งที่เขาสื่อ ออกมา ทำ�อะไรก็ได้ที่เป็นตัวเอง อย่าฝืน อย่าหวังให้เขาได้อะไรจากเรา ทำ�ให้สุด เดี๋ยวเขาก็ได้เอง เราเคยคิดว่านักร้องที่ดีคือร้องไม่เพี้ยน เสียงเพราะ เทคนิคดี เหมือนอ่านหนังสือชื่อ ‘เทคนิค’ มาตลอด แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาอ่าน หนังสือชื่อ ‘จริงใจ’ แทน มันเหมือนมีแฟน ถ้าเราจริงใจกับเขา ความจริงใจ ก็จะนำ�พาสิ่งอื่นมาเอง


“ความเศร้าความเจ็บไม่ใช่เรือ่ งเลวร้าย ความสุขอันตรายกว่าอีก เพราะไม่รู้ ว่าสุขแล้วยังไงต่อ แต่ถ้าวันนี้เศร้า แล้ววันนึงสุข ความสุขนั้นจะยิ่งกว่าสุข” ไม้ตายจริงใจของคุณที่เอาคนดูอยู่หมัดคือ เราเป็นคนตลกทะเล้น ชอบกวนตีนคนอืน่ ช่วงแรกๆ ก็จะชอบให้คนฟังร้อง เขาจะอายแล้วก็ข� ำ เหมือนเราได้ละลายพฤติกรรมไปในตัว ไปแซวเขา ชวนเขา คุยเล่น คนฟังก็จะรู้สึกเป็นกันเอง เอาสารที่เราให้เข้าไปในชีวิตมากขึ้น มันคือ การสนุกกับเพลง มีความสุขกับมันทุกก้าว เข้าเรื่องอัลบั้มใหม่บ้าง เป็นไงมาไงถึงมาทำ�อัลบั้มนี้ได้ 9 ปีที่แล้ว ตุ๊กตาเคยทำ�อัลบั้ม Leisure Song ที่เป็น side project ของ Smallroom อัลบั้มนั้นไม่ได้ประสบความสำ�เร็จอะไรมาก แต่ทำ�ให้เรารู้จักกับ เจ้าของค่าย 3 คน คือพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์) พี่เจ (เจตมนต์ มละโยธา) และพี่เชาว์ (เชาวเลข สร่างทุกข์) ซึ่งไว้ใจให้เราทำ�งานหลายอย่าง อาจเพราะเวลาเราทำ�งาน เราไม่ค่อยพูดเรื่องเงิน ให้ทำ�อะไรก็ทำ� ไม่คิดว่า ต้องได้อะไรบ้าง มันทำ�ให้เราได้โอกาสทำ�งานกับศิลปินเยอะมาก พอประกวด The Voice Thailand ก็มีคนชวนไปทำ�เพลงบ้างเรื่อยๆ แต่ ไม่ได้จริงจังอะไร เราเลยกลับมาคุยกับตัวเองว่าถ้าจะทำ�เพลง เราควรอยู่กับ คนที่รู้จักเราจริงๆ ประจวบเหมาะกับที่พี่เชาว์ออกมาทำ�ค่ายเพลงของตัวเอง พี่เชาว์ทำ�งานกับพี่บิว (รังสรรค์ ปัญญาใจ นักร้องนำ�วง Lemon Soup) ซึ่ง สนิทกับเราอยู่แล้ว พอพี่บิวมาชวนก็ตกลงเลย ทีนี้พี่เชาว์ได้ทำ�โปรเจกต์ที่ ไต้หวัน เพลงของเราเลยวางให้เป็นเอเชี่ยนป๊อป มีหลายภาษาในเพลงเดียว คือ ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เมื่อมวลความคาดหวังมีมากขึ้น คุณทำ�งานด้วยความรู้สึกแบบไหน มันมีการแบ่งรับแบ่งสูว้ า่ คนอยากฟังอะไร คิดว่าทำ�ไงให้ขายได้ แต่คดิ ไป มันก็หลอกเขา บั่นทอนตัวเองด้วย มันไม่รวยอยู่แล้วจากอัลบั้มนี้ เพราะงั้น อยากทำ�อะไรก็ทำ�เถอะ ทุกวันนี้คนชอบหาลูกเล่นให้ตัวเองจนลืมไปว่าสิ่งที่มี มันดีอยูแ่ ล้ว เราไม่รหู้ รอกว่าเขาอยากฟังอะไร แต่เรารูว้ า่ เราชอบอะไร เลยคิดใหม่ ว่าการทำ�อัลบั้มคือการบอกความเป็นตัวเองมากๆ ซึ่งมันก็ยาก เราเคยร้องแต่ เพลงคนอื่นมาตลอด 9 ปี ต้องร้องได้ทุกแนว เลยต้องอาศัยคนที่รู้จักเราด้วย ในระดับหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็เจอแล้วประมาณ 70% เรารู้ว่าเราร้องเพลงช้าดี ร้องเพลงภาษาอืน่ ดี เราโตมากับเพลงเก่าๆ สไตล์ country, oldies ไม่ชอบซาวนด์ อิเล็กทรอนิกส์ ไม่รอ้ งเพลง groove อัลบัมนีค้ อื ความมินมิ อล คือมนุษย์คนหนึง่ ไม่ใช่ศิลปินดารา มันคือการเป็นเพื่อนกัน แต่การมีอัลบั้มก็ทำ�ให้คุณเป็นนักร้องในความหมายใกล้เคียงดารา รับมือกับ สายตาที่จ้องมองมากขึ้นยังไง พยายามพูดเตือนตัวเองกับคนรอบข้างทุกวัน ว่าเป้าหมายในการเดิน ขึ้นเขาของเราคือไม่ใช่ขึ้นไปแล้วตัวใหญ่ อย่าคิดว่าทำ�ยังไงให้คนอื่นมาชอบ เป็นแบบที่เราเป็นนี่แหละ เราไม่ได้ทำ�ร้ายใคร เราโชคดีที่มีคนรอบข้างคอยดึง คอยช่วยเหลือตลอด เราอยู่กับนักดนตรี คนที่ทำ�งานหนักเท่านักร้องแต่ได้ การยอมรับน้อยกว่า เวลาเราทำ�อะไรก็จะหันไปมองคนข้างหลังตลอด เพือ่ ทีจ่ ะ เดินไปข้างหน้าได้พร้อมๆ กัน เวลาล้มก็มีคนรับ ถ้าเราพุ่งไปข้างหน้าคนเดียว แล้วหันมาไม่เจอใครเลยจะทำ�ไง ชื่อเสียงไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต พูดเหมือน หนังสือธรรมะเลยเนอะ (หัวเราะ) june 2014

ความท้าทายใหม่ที่คุณค้นพบระหว่างทำ�อัลบั้มคืออะไร ความยากอยู่ที่อารมณ์ล้วนๆ พี่ไก่ สุธี มาคุมตอนร้องเพลง บอกเราว่า เราต้องรู้สึกกับคำ�นั้นทุกคำ� จะร้องแบบหลอกคนฟังไม่ได้ เพลงเพลงหนึ่ง คุยกันนานมาก อยู่ในระบบมากขึ้น ต้องใส่ใจรายละเอียด ไม่ใช่แค่เพลง แต่รวมไปถึงเสื้อผ้าหน้าผมรองเท้า แต่สนุกนะ ไม่เครียดเลย ไม่รู้จะเครียดไป ทำ�ไม เราได้ร่วมงานกับคนเจ๋งๆ เก่งๆ เยอะมาก และเป็นคนที่รู้จักกันมานาน ทุกคนตั้งใจและมีความสุขกับมัน ประชุมกันทุกวัน ความตั้งใจของ Tigger Twins คือทำ�งานอาร์ต ไม่ใช่งานขาย เหมือนช่วยกันวาดรูปให้ออกมาเป็น ภาพที่ดี ถ้าต้องเข้าถึงอารมณ์ให้ ได้มากๆ การร้องเพลงภาษาอื่นไม่ใช่อุปสรรคเหรอ ไม่ใช่ เพราะดนตรีเป็นภาษาสากล แต่ไม่ว่าจะร้องภาษาอะไร แม้แต่ ภาษาไทย เราก็ต้องรู้ว่ามันหมายความว่ายังไง ตุ๊กตาพูดภาษาพวกนั้น ไม่ได้เลย วิธีคือต้องเข้าใจธรรมชาติและระบบการพูดของภาษานั้นๆ ก่อน เช่น คนเกาหลีจะพูดลงเสียงตัวสะกดเป็น ‘ล’ คนญี่ปุ่นจะพูดขึ้นจมูก พูดชัด สั้น ไม่มีตัวควบ ถ้าฝึกออกเสียงให้เป็นธรรมชาติได้แล้ว พอศึกษา ความหมายของเพลง อารมณ์ก็จะมาเอง เจ้าของภาษาต้องมาอยู่ด้วย ตอนอัดทุกเพลง ผลลัพธ์ของความพยายามเป็นยังไงบ้าง ตอนไปร้องเพลงที่ไต้หวันคนไม่รู้จักเราเลย แต่เขาชอบมาก ยิ่งตอนเรา ไปอังกฤษ เพื่อนเราชวนไปเล่นดนตรีเฉยๆ เราก็ลองร้องซิงเกิลใหม่ให้เขาฟัง คนอังกฤษเดินเข้ามาถามเลยว่า นี่ sign label ที่นี่รึเปล่า ถ้าไม่ก็ทำ�ที่นี่ด้วย ได้ไหม เฮ้ย กลายเป็นว่าที่อื่นเขาก็ฟังเราว่ะ ตอนร้องเพลงญี่ปุ่นใน The Voice Thailand หนังสือพิมพ์ญป่ี นุ่ ก็เอาไปลง เขาคงดีใจทีม่ คี นประเทศอืน่ มาร้องเพลง ภาษาเขา ที่ทำ�แบบนี้ไม่ได้อยากเท่ แต่อยากให้คนประเทศอื่นได้ฟังด้วย วงการเพลงบ้านเรากำ�ลังเรียกร้องความแปลกใหม่ เราจะได้เห็นความสร้างสรรค์ อะไรจากอัลบั้มนี้ มีแต่ความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่คิดว่ามันจะขายได้ คอนเซปต์อัลบั้มนี้ คือไดอารี่ชีวิตเรา เราเลยได้ช่วยคิดว่าอยากให้เป็นแบบไหน ออกความเห็นว่า ชีวิตหนูมีแบบนี้นะ แล้วให้พี่ๆ ทีมงานช่วยตบอีกที เนื้อเพลงจะไม่ใช่อารมณ์ แบบฉันรักเธอ เธอรักฉัน แต่มีมุมอื่นที่สะท้อนการมองลึกลงไป ด้วยความที่ ช่วงนี้เราเดินทางเยอะมาก เราเลยทำ�เพลงและเอ็มวีของแต่ละเพลงในแต่ละ ประเทศ เพลงแรกคือไต้หวัน เพลงที่สองญี่ปุ่น เพลงที่สามอังกฤษ เราอยาก จำ�ลองฉากขึน้ มาให้คนฟังหลุดเข้าไปในนัน้ เหมือนเราได้ออกเดินทางแล้วหยิบ ของที่ระลึกกลับมาเป็นเพลง สำ�หรับตุ๊กตา นักร้องมีหน้าที่อะไร นักร้องเหมือนผู้กำ�กับหนัง เวลาเราดูหนังหรือฟังเพลง ตอนเริ่มกับ ตอนจบจะมีบรรยากาศบางอย่างเปลี่ยนไป มีสารบางอย่างที่ได้จากการดู หรือฟัง ซึ่งอาจมีบางประโยคที่เขาฟังแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย มันใช่ รับรู้ได้ว่าเรา ต้องการสื่ออะไรและนำ�ไปตีความในชีวิตเขาเอง เราจึงอยากสร้างอัลบั้ม ให้เกิดบรรยากาศเหมือนดูหนัง ให้แต่ละเพลงเป็นแต่ละฉาก แต่ละอารมณ์ เหมือนชีวิตเราที่มีหลายมุม บางฉากเมา บางฉากเศร้ามาก บางฉากเป็น ที่ปรึกษา เราไม่จำ�เป็นต้องหลอกเขาว่าเราสดใส เพราะชีวิตจริงก็เป็นแบบนี้ ฉากไหนที่อยากให้คนเห็นมากที่สุด เราชอบร้องเพลงเศร้า ชอบหนังดราม่า ชอบความ deep ของชีวิต ถ้าเราเศร้า วิธีทำ�ให้หายเศร้าไม่ใช่เลิกเศร้าเหอะ เศร้ามากขึ้นดิ แล้วมันจะสุด และหาทางออกของมันเอง บางทีเราร้องเพลงเศร้าก็มีคนร้องไห้ เดินมากอด เหมือนเราได้ปลอบเขาเพราะพูดตรงกับสิ่งที่เขาอยากได้ยิน ความเศร้าเป็น เหมือนเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากให้ใครเห็น แต่ลึกๆ ก็อยากให้คนเห็นมากที่สุด เหมือนกัน เขาจะได้เข้าใจว่าความเศร้าความเจ็บไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ความสุข อันตรายกว่าอีก เพราะไม่รู้ว่าสุขแล้วยังไงต่อ แต่ถ้าวันนี้เศร้าแล้ววันนึงสุข ความสุขนั้นจะยิ่งกว่าสุข ขอบคุณสถานที่ ร้าน Big Burger 95


main course

เรื่อง > สลิลา มหันต์เชิดชูวงศ์, ปีติชา คงฤทธิ์, คาลิล พิศสุวรรณ, บุญญานันท์ กาญจนกิจ และ สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล ภาพ > ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์, ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ และ นวลตา วงศ์เจริญ

ไม่มีช่วงชีวิตไหนที่มนุษย์ไม่ออกวิ่ง หมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปวัยแบเบาะ ขวบปีแรกของชีวิต โลกของเรายังกว้างแค่ที่ตาเห็น ไกลแค่มือเอื้อมถึง แต่เมื่อสองขา พร้อมลุกขึ้นยืน ก้าวเตาะแตะพ้นจากอ้อมแขนของพ่อแม่ แม้จะยังไม่มั่นคงดี เราก็เริ่มต้นออกวิ่ง สัญชาตญาณนักสำ�รวจพาให้มนุษย์ก้าวออกไปดูโลกด้วยตัวเอง มีสิ่งต่างๆ มากมายที่หัวใจอยากรู้ ดวงตาอยากเห็น แค่ก้าวเดิน อาจไม่เพียงพอ เราออกวิ่งเพื่อลิ้มรสอิสรภาพครั้งแรกในชีวิต วันเวลาผันผ่าน ท่ามกลางสิ่งที่เปลี่ยนแปลง มนุษย์เติบโต สร้างตัวตน และเรียนรูว้ า่ ยิง่ ก้าวได้เร็วและออกไปไกลเท่าไหร่ โลกก็ยง่ิ กว้างใหญ่ไพศาลมากขึ้นเท่านั้น เรามุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่แตกต่าง ด้วยเหตุผลนานาร้อยพัน ที่อยู่ข้างในจิตใจ เราอาจลืมไปว่าเรากำ�ลังวิ่งอยู่ อาจหยุดบ้าง เดินบ้าง ล้มบ้าง แต่ร้ตู ัวอีกทีก็มักจะพบว่า เราวิ่งออกมาจากที่เดิมไกลแสนไกลเสียแล้ว ไม่ว่ามนุษย์จะออกวิ่งด้วยเหตุผลไหน บริบทแตกต่างกันอย่างไร เราเชือ่ ว่าการวิง่ ทุกรูปแบบทีเ่ กิดกับมนุษย์ทกุ เพศทุกวัย ให้อะไรบางอย่าง กลับคืนมาทั้งในแง่ร่างกาย จิตใจ แม้กระทั่งปรัชญา เราจึงสวมรองเท้า ออกวิง่ และสัมภาษณ์ เพือ่ ตามหาความหมาย ของก้าววิ่งจากบุคคลเหล่านั้น แท้จริงแล้ว จิตวิญญาณของนักวิ่งอยู่ในตัวเราทุกคน


ก้าวที่เรียนรู้ เด็กกับการวิ่งเล่นเป็นของคู่กัน ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก พวกเขาก็ยังวิ่งได้ไม่รู้เบื่อ สำ�หรับเด็ก การวิ่งคือการเล่น แต่เหล่าคุณครูพละจากโรงเรียน ทอสี โรงเรียนทางเลือกที่สอนวิชาการควบคู่ไปกับวิชาชีพและวิชาชีวิต บอกพวกเราว่า เบื้องหลังเสียงหัวเราะและรอยฟกช้ำ�ดำ�เขียว การวิ่ง คือบทเรียนสำ�คัญที่ช่วยปูพื้นฐานการใช้ชีวิตให้กับมนุษย์ สนามเด็กเล่นคือเวทีแรกที่เปิดโอกาสให้เด็กได้โชว์ความสามารถ ผ่านการวิ่งเล่น ยิ่งเท้าคู่เล็กๆ ของพวกเขาก้าวไปข้างหน้าได้รวดเร็ว และมั่นคงมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งภูมิใจและศรัทธาในตัวเองมากขึ้น เท่านั้น เมื่อเด็กรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองก็จะทำ�ให้เพื่อนๆ รอบตัวเชื่อมั่น ในตัวเขาตามไปด้วย การวิง่ จึงเป็นอีกหนึง่ เครือ่ งมือชัน้ ดีทเ่ี ด็กใช้เรียนรู้ สังคม ครูเปิ้ล-ลักษณาวดี จงวัฒนา บอกเราว่า “การหกล้มใน สนามเด็กเล่นสอนให้เขาเรียนรู้ที่จะรับมือกับความผิดพลาด ความ พ่ายแพ้ ความเจ็บปวด บางครั้งเราเห็นเขาล้ม ร้องไห้เสียงดัง แต่เขา ก็ลุกขึ้นได้ด้วยตัวเองแล้วไปวิ่งเล่นต่อ ยิ่งวิ่งมากเท่าไหร่ร่างกายและ จิตใจของพวกเขาจะแข็งแกร่งขึน้ ได้เรียนรูท้ จ่ี ะมีใจสูแ้ ละอดทนมากขึน้ จิตใจทีพ่ ร้อมรับมือกับปัญหานีเ้ องทีจ่ ะกลายเป็นทักษะสำ�คัญทีพ่ วกเขา ต้องดึงมาใช้อีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่” แค่เด็กๆ ออกแรงวิง่ ไปข้างหน้า พวกเขาได้อะไรหลายอย่างกลับมา โดยไม่รู้ตัว


ก้าวผ่านบททดสอบ

ความทรงจำ�เกีย่ วกับการวิง่ ทีแ่ ทบทุกคนต้องเคยผ่านคือการสอบวิง่ ในวิชาพละ บางคนแอบเดินระหว่างที่ครูไม่เห็น บางคนวิ่งไปบ่นไปว่า ทำ�ไมครูต้องให้เราวิ่งไกลๆ ด้วย การทดสอบสมรรถภาพทางกาย คือแบบทดสอบสำ�คัญที่ กรมพลศึกษาสั่งให้ทุกโรงเรียนบรรจุไว้ในวิชาพลศึกษา นักเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมจะต้องทำ�กิจกรรมต่างๆ ทั้งการยืดเหยียด ลุกนั่ง กระโดดไกล และวิ่ง เพื่อวัดผลว่าพวกเขามีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรงมากแค่ไหน โดยนักเรียนแต่ละชั้นปีจะมีแบบทดสอบแตกต่าง กันไปปีละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามพัฒนาการทางร่างกายของเด็กๆ ทุกปี ยิ่งเด็กโตขึ้นมากเท่าไหร่ การทดสอบก็ยิ่งเยอะและยากขึ้นเท่านั้น หนึ่งในบททดสอบที่เด็กๆ ทุกคนต้องผ่านไปให้ได้คือการวิ่ง เพราะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายแทบทุกส่วนได้ทำ�งานอย่างเต็มที่ การวิ่งเก็บของในระยะ 10 เมตร ใช้ทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว การวิ่งเร็วในระยะ 50 เมตร ใช้ทดสอบกล้ามเนื้อที่ต้องทำ�งานซ้ำ�ๆ อย่างรวดเร็ว และการวิ่งทางไกลตั้งแต่ 600 - 1,000 เมตร ใช้ทดสอบ ความอดทนของระบบหายใจและการไหลเวียนเลือด โดยใช้เวลาเป็น เกณฑ์ในการวัดความสามารถ วิบลู ย์ ไอยราพัฒนา ครูสอนวิชาพละจากโรงเรียนดรุณานุเคราะห์ โรงเรียนที่สนับสนุนให้นักเรียนวิ่งอย่างจริงจังเล่าให้ฟังว่า แม้สุดท้าย นักเรียนบางคนทำ�เวลาได้ต่ำ�กว่าเกณฑ์ การสอบตกในกิจกรรมนี้ กลับไม่ได้มีผลร้ายแรงถึงขั้นซ้ำ�ชั้น นักเรียนเพียงต้องกลับมาทำ� แบบทดสอบใหม่จนกว่าจะผ่าน แต่มันเป็นสัญญาณเตือนสำ�หรับเด็ก และผูป้ กครองว่า ลำ�พังการเรียนวิชาพละเพียง 1 - 2 ชัว่ โมงต่ออาทิตย์ คงไม่เพียงพอ เด็กๆ ต้องทำ�ให้การออกกำ�ลังกายเป็นส่วนหนึ่งของ ชีวิตประจำ�วัน เพื่อที่จะได้สอบผ่านตามเกณฑ์พื้นฐานให้ได้ เพราะร่างกายที่แข็งแรง เป็นรากฐานให้มนุษย์วิ่งไปบนเส้นทางที่ ขรุขระสูงชันได้ในอนาคต


ก้าวข้ามขีดจำ�กัด เสียงปืนดัง 1 นัด เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น มนุษย์ไม่กี่ชีวิตที่เตรียมพร้อมอยู่หลังเส้น ตอบสนองด้วยการ ออกวิ่งแทบจะทันทีที่เสียงปืนสิ้นสุดลง ในฐานะนักวิ่งระยะสั้น หน้าที่ เพียงอย่างเดียวของพวกเขาคือพาตัวเองเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกอย่าง ถูกต้องตามกติกา ด้วยกำ�ลังขาทั้งสองข้างที่มีอยู่ การวิ่งระยะสั้นคือเกมกีฬาที่ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ใดๆ ใช้เพียง ความเร็วของสองขาเป็นตัววัดความเป็นเลิศของมนุษย์ กติกาของมัน ตัดสินศักยภาพของคนได้อย่างเข้าใจง่ายทีส่ ดุ และบริสทุ ธิท์ ส่ี ดุ เจ้าของ สถิติโลกวิ่ง 100 เมตรในเวลา 9.58 วินาที อย่าง Usain Bolt จึงถูก ยกย่องให้เป็นสุดยอดมนุษย์ โดยทฤษฎี นักวิง่ ทีม่ ชี ว่ งก้าวยาวทีส่ ดุ ถีท่ ส่ี ดุ และมีพลังมากทีส่ ดุ ย่อมมีโอกาสจะเป็นที่หนึ่งมากที่สุด ไม่แปลกหากมนุษย์ที่มีร่างกาย และเส้นใยกล้ามเนือ้ ทีแ่ ข็งแกร่งมาแต่ก�ำ เนิดจะมีแต้มต่อในการคว้าชัย แต่พรสวรรค์ไม่ใช่ทั้งหมดของการแข่งขัน นักวิ่งยังต้องการโค้ชที่ เปรียบเสมือนคนในครอบครัวและกระจกที่สะท้อนให้เห็นจุดอ่อน ต้องการวินัยในการซ้อมที่เพิ่มดีกรีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึง วันแข่งขัน สิ่งที่นักวิ่งต้องการมากที่สุดคือ หัวใจ “การวิ่งให้เร็วที่สุดคือการวิ่งด้วยความรู้สึก ไม่ใช่ความเร็ว” จีระพงศ์ มีนาพระ หรือเจ้ามิว้ ลมกรดดาวรุง่ ทีมชาติไทยวัย 21 ปี เจ้าของสถิติ 100 เมตรในเวลา 10.35 วินาทีจากรายการมาเลเซียโอเพ่น และล่าสุด 10.48 วินาทีจากกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 27 ที่ประเทศพม่า ตอบข้อสงสัยเราว่า นักวิง่ เอาชนะคูแ่ ข่งอย่างไรในกีฬาทีเ่ ชือดเฉือนกัน ด้วยจุดทศนิยมตำ�แหน่งที่ 2 ของวินาที “ความมัน่ ใจจะทำ�ให้เราสูจ้ นถึงทีส่ ดุ สิง่ ทีส่ �ำ คัญทีส่ ดุ ไม่ใช่ชยั ชนะ แต่เป็นความพยายามที่จะชนะ” มนุษย์มจี ติ ใต้ส�ำ นึกทีต่ อ้ งการเหนือกว่า และเชือ่ ว่าตัวเองมีโอกาส ทีจ่ ะทำ�สิง่ ทีเ่ หนือกว่าสิง่ มีชวี ติ อืน่ ใดในโลก คูแ่ ข่งคนสำ�คัญของพวกเขา จึงไม่ใช่คนที่ยืนอยู่รอบข้าง แต่กลับเป็นจิตใจของตัวเอง ย้อนกลับไปในอดีต ไม่มใี ครเชือ่ ว่ามนุษย์จะวิง่ 100 เมตรได้ในเวลา ต่�ำ กว่า 10 วินาที เราไม่เคยเชือ่ ว่ามนุษย์จะส่งยานอวกาศไปดาวอังคาร อันไกลโพ้นได้ แต่แล้วเราก็ทำ�สำ�เร็จ หลายอย่างที่มนุษย์ทำ�คือสิ่งที่ เกินความคาดหมายทั้งสิ้น ตราบใดที่ส่วนลึกของจิตใจยังมีความรู้สึก อยากเอาชนะ มนุษย์จึงยังวิ่งต่อไป จนกว่าจะมีมนุษย์คนใหม่ที่วิ่งเร็วกว่าและ ทำ�ลายสถิติเดิม ไม่สิ้นสุด


ก้าวสู่ความแข็งแกร่ง ทำ�ไมนักมวยต้องวิง่ บนสังเวียนทีแ่ ลกกันด้วยหมัด นักชกทัง้ สองระดมกำ�ปัน้ ใส่รา่ งกาย ของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละตลอดการแข่งขัน แน่นอนว่าสิง่ ทีต่ ดั สินชัยชนะ ของนักมวยคือความหนักหน่วงของกำ�ปั้น กับทักษะการชกที่ได้ฝึกฝน แต่หากนักชกคนนั้นไม่แกร่งและอึดพอที่จะยืนอยู่บนสังเวียนได้โดย ไม่หมดแรงก็อาจไปไม่ถึงชัยชนะได้เช่นกัน ความกดดันที่ตัวเองอาจ หมดแรงก่อนอีกฝ่ายจึงเป็นความกลัวที่นักมวยต้องเผชิญ “เมื่อไหร่ที่หมดแรง เมื่อนั้นก็จบ” สุนา พวงสีเคน ครูมวยค่าย ส.วรพิน เน้นย้�ำ ให้เราเห็นความสำ�คัญ ของความอึด สิ่งที่ช่วยเพิ่มความแกร่งของนักมวยไม่ได้มาจากการฝึกฝนทักษะ การชก แต่มาจากการฝึกฝนกำ�ลังขาด้วยการวิ่งอย่างไม่หยุดหย่อน นี่เป็นเหตุผลหลักที่นักมวยจำ�เป็นต้องวิ่งทุกวัน ไม่ว่าวันนั้นจะมีการฝึก หรือไม่ก็ตาม อีกเหตุผลที่การวิ่งมีบทบาทกับนักมวยอย่างมากคือ การวิ่งเพื่อลดน้ำ�หนัก พวกเขาจะสวมชุดรีดน้ำ�หนักที่เก็บความร้อน ระหว่างวิ่งเพื่อเรียกเหงื่อให้ได้มากที่สุด ที่น่าตกใจคือ นักมวยบางคน สามารถลดน้ำ�หนักได้ถึง 7 กิโลกรัมภายในการวิ่งแค่วันเดียวเท่านั้น จิตใจที่มุ่งมั่นต่อชัยชนะคือสิ่งที่นักมวยทุกคนต้องมี การจดจ่อ ในทุกฝีก้าวที่ออกวิ่งไม่เพียงสร้างความแกร่งทางกาย แต่ยังเกิดความ แข็งแกร่งทางจิตใจทีพ่ ฒ ั นาไปพร้อมกันด้วย ไม่วา่ นักมวยจะคว้าแชมป์ มาแล้วกี่ครั้ง จำ�นวนชัยชนะและความมั่นใจก็ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างให้ พวกเขาหยุดวิ่งได้ “การวิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่านักมวยคนนั้นจะสามารถจดจ่ออยู่กับ คู่ต่อสู้ได้โดยไม่หมดแรง” ดังที่ครูมวยกล่าวไว้ ถ้าหมดแรงเมื่อไหร่ก็จบ


ก้าวพิสูจน์คำ�สัญญา ภาพนักเรียนชายวิ่งผ่านตึกยาวรอบแล้วรอบเล่า เป็นภาพทีท่ ง้ั ครูและนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เห็นจนชินตา ทุกคนรู้ดีว่า พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้วิ่งเพื่อ ออกกำ�ลังกาย แม้ว่าการบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะยังไม่มีหลัก วิทยาศาสตร์ใดมาพิสูจน์ แต่ในวันที่กำ�ลังใจเป็นสิ่ง ขาดแคลน มนุษย์ยังคงมองหาที่พึ่งที่มอบความหวังให้ พวกเขาเดินต่อไปได้โดยไม่ถอดใจกลางทาง นี่คือเหตุผล ที่ทำ�ให้พวกเขาหันไปขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสัญญาว่า หากคำ�ขอเป็นจริง พวกเขาจะตอบแทนด้วยบางสิ่งที่มีค่า เท่าเทียมกัน จากคำ�บอกเล่าของศิษย์เก่า ที่มาของการวิ่งแก้บน ในโรงเรียนสวนกุหลาบน่าจะเริ่มขึ้นประมาณรุ่นที่ 100 หรือในปี 2525 ความเชื่อนี้สืบทอดจากรุ่นสุ่รุ่นจนมาถึง รุ่นปัจจุบัน ไม่มีเด็กสวนฯ คนไหนกังขาในความศักดิ์สิทธิ์ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ประจำ�โรงเรียน พระบรมราชานุสาวรียร์ ชั กาลที่ 5 หลวงพ่อสวนกุหลาบ ศาลตาศาลยาย และโดยเฉพาะศาลพ่อปู่หน้าโรงเรียน ที่พวกเขามักมา บนบานเป็นประจำ� เรื่องยอดฮิตที่นักเรียนมักจะบนบานกับพ่อปู่คือ การสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 การสอบเข้าโรงเรียน เตรียมทหาร และการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ ใฝ่ฝัน วิธีแก้บนแบบมาตรฐานคือการวิ่งเท่าจำ�นวนรุ่น ของตัวเองบวกกับอีก 1 รอบ แต่ก็มีการพลิกแพลง จำ�นวนรอบให้อลังการกว่าเดิม เช่น ถ้าอยากสอบเข้า คณะแพทยศาสตร์ที่ต้องใช้คะแนน 800 คะแนนขึ้นไป บางคนก็บนด้วยการวิ่งรอบโรงเรียนให้ครบ 800 รอบ

เพื่อแสดงถึงความจริงจังและตั้งใจของผู้บนบาน โชคยังดี ทีไ่ ม่มกี ฎบังคับให้ตอ้ งวิง่ ครบจำ�นวนในครัง้ เดียว สามารถ ทยอยมาวิ่งจนกว่าจะครบจำ�นวนรอบเมื่อใดก็ได้ที่มี เวลา บางคนใช้เวลานานหลายปีกว่าจะแก้บนสำ�เร็จ ชาวสวนกุหลาบจึงได้เห็นภาพเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษา กลับมาวิ่งแก้บนที่โรงเรียนเป็นประจำ� จากจุดเริ่มต้นในรั้วโรงเรียนสวนกุหลาบ วัฒนธรรม การวิ่งแก้บนก็แพร่หลายออกไปในวงการต่างๆ ตามการ เติบโตของศิษย์เก่า ตัวอย่างเช่น ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ศิษย์เก่าสวนกุหลาบก็ยงั ใช้วธิ กี ารบนบานให้งานคอนเสิรต์ สำ�เร็จลุล่วงและแก้บนด้วยการวิ่ง ล่าสุด คอนเสิร์ต ‘Genie Fest... 16 ปีแห่งความร็อก’ คอนเสิร์ตใหญ่ กลางแจ้งของ Genie Records ที่มีแววจะล่มเพราะพายุ ฤดูร้อน กลับผ่านไปด้วยดีได้เพราะป๋าเต็ดและทีมงาน บริษทั เกเร จำ�กัด ไปบนบานไว้กบั เจ้าพ่อจตุคามรามเทพ จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า หลังเสร็จงาน ทีมงานทุกคน จะไปวิง่ แก้บนรอบศาลกันคนละ 100 รอบ ผลปรากฏว่า บรรยากาศในวันคอนเสิรต์ นัน้ มีทอ้ งฟ้าอึมครึม ฝนปรอย เล็กน้อย ไม่น่าเชื่อว่าหลังคอนเสิร์ตเล่นจบตอน 4 ทุ่ม ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมาทันที ไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีจริงหรือไม่ แต่หัวใจของ การแก้บนคือ การแสดงความตั้งใจและศรัทธาต่อสิ่งที่ มนุษย์ยึดถือ แม้การซื้อเครื่องเซ่นไหว้หรือจ้างนางรำ� มาแก้บนจะเป็นวิธีที่สะดวกกว่า แต่คงจะไม่มีวิธีไหนที่ แสดงความตั้งใจต่อการรักษาคำ�มั่นสัญญาได้อย่าง ตรงไปตรงมาและเรียบง่ายเท่าการวิ่งอีกแล้ว


ก้าวด้วยใจหนึ่งเดียว ท่ามกลางเปลวแดดทีร่ อ้ นระอุ เสียงปืนหลายนัดดังขึน้ ไม่หยุด เหล่าทหารหลายนายพร้อมอาวุธครบมือกำ�ลัง วิ่งต่อสู้ในดงระเบิดของศัตรู ถึงจะต้องเสี่ยงอันตราย แต่ พวกเขายังต้องวิ่งต่อไปเพื่อต่อลมหายใจของประเทศชาติ และประชาชน กว่าใครสักคนจะได้ออกไปทำ�หน้าที่ปกป้องประเทศ คนคนนั้นต้องผ่านการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นทหารบก ทหารเรือ หรือ ทหารอากาศ ทุกกองทัพทั่วโลกต้องฝึกวิ่ง เพราะการวิ่ง คือการฝึกขั้นพื้นฐานที่ทำ�ให้พวกเขาออกไปปฏิบัติภารกิจ รับใช้ชาติและประชาชนได้อย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะทหารบกทีต่ อ้ งสูร้ บในบริเวณทีย่ านยนต์เข้าไม่ถงึ “ถ้าไม่ฝึกวิ่ง ก็ออกรบไม่ได้ เพราะการวิ่งเป็นหัวใจ การทำ�งานของกองทัพ” พันเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผูบ้ งั คับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ บอกกับเรา เพื่อเตรียมพร้อมสำ�หรับการรบ ทหารเกณฑ์เริ่มฝึก ด้วยการเดินเร็ว ภายใน 1 ปี ทหารทุกนายต้องผ่าน การทดสอบที่เรียกว่า การเดินเร่งรีบ ซึ่งหมายถึงการเดิน และวิ่งไกลถึง 15 กิโลเมตร พร้อมแบกอาวุธหนักกว่า 10 กิโลกรัม และไปให้ถงึ จุดหมายภายใน 2 ชัว่ โมง เพราะ ในสนามรบจริงบางครั้งพวกเขาต้องเดินทางด้วยเท้า ไกลกว่า 50 กิโลเมตรโดยไม่หยุดพัก มากไปกว่าการสร้างร่างกายและจิตใจให้แข็งแรง พลังที่แท้จริงของทหารคือทีมเวิร์ก

“การวิ่งเป็นหนึ่งในการฝึกเพื่อช่วยละลายช่องว่าง ระหว่างยศและชั้นวรรณะ การที่ทุกคนวิ่งไปด้วยกัน แสดงให้เห็นว่าไม่วา่ จะอยูต่ �ำ แหน่งอะไร ทุกคนพร้อมทีจ่ ะ ร่วมมือกันทำ�งานเพื่อกองทัพ” พันเอกทรงวิทย์เล่าว่า ไม่วา่ จะอายุเท่าไหร่ จะมียศแค่พลทหารหรือผูบ้ งั คับบัญชา ทหารทุกนายต้องออกมาวิ่งพร้อมกันอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ การวิ่งอย่างพร้อมเพรียงกันและร้องเพลงปลุกใจ หรือที่เรียกว่า ‘การวิ่งแถว’ จึงเป็นการฝึกที่ง่ายที่สุดที่จะ หล่อหลอมให้ทหารรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพราะกฎของ การวิ่งแถวคือทุกคนต้องถึงจุดหมายพร้อมกัน ทหารใน หน่วยเดียวกันจึงต้องคอยดูแลคนที่อ่อนแอ ส่วนคนที่ อ่อนแอก็ต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้เทียบเท่าคนอื่น การได้ยินเสียงเพื่อนร้องเพลงปลุกใจยังทำ�ให้พวกเขารับรู้ ว่าเพื่อนยังวิ่งไหว เหตุผลที่พวกเขาก้าวไปข้างหน้าได้ เพราะกำ�ลังใจและแรงกดดันจากเพื่อนในทีม ท่ามกลางเปลวแดดทีร่ อ้ นระอุ เหล่าทหารหลายนาย พร้อมอาวุธครบมือกำ�ลังวิ่งต่อสู้ในดงระเบิดของศัตรู เหตุผลที่พวกเขามีพลังและความกล้าหาญมากขนาดนั้น อาจเป็นเพราะพวกเขาก็รู้ดีว่าไม่ได้ต่อสู้เพียงลำ�พัง แต่คนทัง้ กองทัพกำ�ลังช่วยสนับสนุนตามหน้าทีข่ องตัวเอง อย่างเต็มความสามารถ


ก้าวย่างของคนเมือง บานกระจกใสของฟิตเนสเผยให้เห็นภาพการออกกำ�ลังกายที่เกิดขึ้น ด้านใน แม้จะมีกิจกรรมหลายรูปแบบเกิดขึ้น แต่ภาพของนักวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า คือสิ่งที่กลายเป็นภาพจำ�แรกเสมอ ความเหนื่อยล้าเป็นสิ่งเคียงคู่กับวิถีชีวิตอันรีบเร่งของคนเมืองที่นั่งทำ�งาน หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา เมื่อร่างกายที่อ่อนแอนำ�มาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ โรคออฟฟิศซินโดรมทำ�ให้คนเมืองหันมาให้ความสำ�คัญกับการดูแลสุขภาพ มากขึ้น ฟิตเนสก็ได้กลายเป็นกระแสนิยมที่เติบโตขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภายใต้วิธีคิดเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองมากที่สุด เครื่องออกกำ�ลังกายหลายประเภทถูกจัดวางไว้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับ ผู้ใช้บริการอย่างครบครัน ฟิตเนสได้เปลี่ยนความเข้าใจต่อการออกกำ�ลังกาย ที่จำ�เจให้เป็นกิจกรรมที่ทำ�เพื่อความสนุก มีเทรนเนอร์คอยให้ความรู้และ จัดโปรแกรมการออกกำ�ลังกายเพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายอย่างเสร็จสรรพ เน้นผลลัพธ์ที่ชัดเจนของการออกกำ�ลังกาย ทั้งการเลือกเปิดให้บริการในพื้นที่ เศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง ด้วยเวลาของชีวิตที่จำ�กัด ทำ�ให้คนเมืองตัดสินใจเลือกฟิตเนสให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต พาขวัญ สุพานิชรัตนา National Health and Fitness Manager แห่ง Fitness First สถานทีอ่ อกกำ�ลังกายใจกลางเมือง ยืนยันว่าแม้จะมีอปุ กรณ์ใหม่ๆ เข้ามามากมาย แต่ลู่วิ่งไฟฟ้าก็ยังเป็นเครื่องออกกำ�ลังกายยอดนิยมในฟิตเนส “ลู่วิ่งไฟฟ้าเป็นเครื่องออกกำ�ลังกายที่คนเคยชิน คนเราจะทำ�อะไรก็ต่อเมือ่ รู้สึกว่ามันปลอดภัย ซึ่งการวิ่งเป็นการออกกำ�ลังกายที่ง่ายและคุ้นเคยที่สุด” แน่นอนว่าประสบการณ์บนลู่วิ่งไฟฟ้าแตกต่างจากการวิ่งข้างนอก ไม่มี อากาศบริสทุ ธิห์ รือทิวทัศน์รอบข้างทีช่ ว่ ยให้การวิง่ ไม่นา่ เบือ่ ผูอ้ อกแบบลูว่ ง่ิ ไฟฟ้า จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อทดแทนในสิ่งที่การวิ่งข้างนอกทำ�ได้และเพิ่มเติมจาก สิ่งที่ทำ�ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกำ�หนดอัตราความเร็วและระยะเวลาของการวิ่ง ที่แน่นอน ตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจ กำ�หนดความชันในการวิ่ง หรือ กระทั่งการติดตั้งโทรทัศน์และเกมให้เล่นระหว่างวิ่ง เป้าหมายของนักวิ่งบน ลู่วิ่งไฟฟ้ากับนักวิ่งบนลู่สนามอาจใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่แตกต่างคือรูปแบบของ ไลฟ์สไตล์ที่พวกเขาเลือก ถ้าเสน่หข์ องการวิง่ ข้างนอกคือการได้พบเจอสิง่ ใหม่ๆ สองข้างทางอยูเ่ สมอ เสน่ห์ของการออกวิ่งไปข้างหน้าบนลู่วิ่งไฟฟ้าที่ควบคุมได้เอง อาจหมายถึง การจัดสรรส่วนผสมของชีวิตที่ลงตัวที่สุดสำ�หรับคนเมืองก็เป็นได้


ก้าวแห่งความเชือ่ มั่น วิ่งแล้วจะผิวดำ� ขาใหญ่ เหตุผลเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้หญิงส่วนใหญ่หวาดกลัวเมื่อพูดถึง การวิ่ง แต่ตอนนี้ทั้งฟิตเนส สวนสาธารณะ หรือแม้แต่การแข่งขันวิ่ง รายการต่างๆ กลับมีผู้หญิงวัยทำ�งานออกมาวิ่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บ้างวิ่งเพื่อสุขภาพ บ้างวิ่งตามเทรนด์ ขณะที่บางคนจริงจังกับการวิ่ง ขนาดซุ่มฟิตซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัยให้ทันเวลาที่กำ�หนด คว้าถ้วยรางวัล มาหลายสนามก็มี อะไรทำ�ให้ความคิดของพวกเธอเปลีย่ นไป นีค่ อื เหตุผลทีเ่ รานัดคุย กับ อุบ๊ อิบ๊ -ภคณีย์ บุรษุ ภักดี นักวิง่ สาวทีเ่ ริม่ วิง่ เพือ่ ลดน้�ำ หนัก จากนัน้ ก็หันมาลงแข่งขันในรายการต่างๆ เริ่มจากมินิมาราธอน เธอเคยถูก คนรอบข้างมองว่าอ่อนแอเมื่อครั้งที่เป็นลมในการวิ่งฮาล์ฟมาราธอน เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ตอนนี้เธอสามารถวิ่งมาราธอนได้ถึง 3 รายการ ภายในเวลาเพียง 2 เดือน และสถิติสูงสุดที่ทำ�ได้คือการวิ่งอัลตร้า มาราธอน 77 กิโลเมตรจบในเวลา 10 ชั่วโมง “การวิ่งเปลี่ยนทัศนคติของเราต่อคำ�ว่า ‘สวย’ สังคมบอกว่า ผู้หญิงสวยคือผู้หญิงผิวขาว ตาโต ผมเป็นลอน ทั้งหมดนี้ใช้เงินซื้อได้ แต่เงินซือ้ หัวใจทีแ่ ข็งแรง กล้ามเนือ้ ทีก่ ระชับสมสัดส่วนไม่ได้ กว่าจะได้ รูปร่างแบบนี้ เราต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจมากกว่านั้น หลายเท่า การวิง่ ทำ�ให้เรารูว้ า่ ตัวเองมีศกั ยภาพและมีคณ ุ ค่ามากแค่ไหน เมื่อเราภูมิใจในตัวเอง เราจะเลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ความมั่นใจนี้จะสะท้อนออกมาผ่านแววตาและรอยยิ้มที่สดใส” รูปร่างผอมเพรียวของเธอเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการวิ่งที่ไม่หักโหม แต่วิ่งเป็นประจำ� ครั้งละนานๆ นอกจากจะไม่ได้ทำ�ให้ขาใหญ่ขึ้น ยังทำ�ให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้ทนและนานขึ้น ส่วนเรื่องสีผิวที่เข้มขึ้น อุ๊บอิ๊บบอกเราด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมั่นใจว่า สำ�หรับเธอ ผิวสีแทนเป็น สีที่เท่มาก เพราะเป็นสีผิวที่บ่งบอกประสบการณ์ของนักกีฬา หลังจบบทสนทนา เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเลยผ่านหน้าไป ผิวของเธอมีรอยคล้ำ�แดด ดูเหมือนว่าเธอและผู้หญิงอีกหลายคนที่ ออกมาวิ่งในสวนแห่งนี้จะมีรอยยิ้มเหมือนหญิงสาวตรงหน้าเราไม่มีผิด


ก้าวด้วยแรงจูงใจ แค่ใส่รองเท้า เราก็วิ่งได้ เหตุผลที่ทำ�ให้คนเริ่มต้นออกวิ่งควรจะเรียบง่ายเช่นนี้ แต่เมื่อก้าวขาทั้งสองข้างเข้าสู่โลกของการวิ่งอย่างเต็มตัว เราอาจพบเหตุผลอีกร้อยแปดทีจ่ ะสนับสนุนให้เราอยากเป็น เจ้าของอุปกรณ์และแก็ดเจ็ตสำ�หรับการวิ่งอีกมากมาย รู้ตัวอีกทีก็นับชิ้นไม่ถ้วนเสียแล้ว นักวิง่ ทีส่ วมใส่อปุ กรณ์ครบครันเต็มตัวกำ�ลังตกเป็นเหยือ่ ของการตลาดหรือเปล่า ถ้าทำ�ความเข้าใจจากมุมมองฝั่ง ผู้ผลิตสินค้ากีฬา ตัวแทนจากบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำ�กัด ตอบคำ�ถามนี้กับเราว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการ ผลิตสินค้ากีฬาแทบทุกชนิดคือการสร้างนวัตกรรมด้วย เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมขึ้นไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย เพื่อที่จะ พัฒนาศักยภาพของผู้ใช้ให้ ‘ดี’ ขึ้น ไม่ได้จำ�กัดแค่การทำ� สถิติได้ดีขึ้น แต่ยังหมายถึงนานขึ้น สบายตัวขึ้น และทำ�ให้ รู้สึกอยากเล่นกีฬาชนิดนั้นมากขึ้น เสื้อ กางเกง และหมวก ผลิตจากผ้าที่ระบายเหงื่อ และความร้อนได้ดี นาฬิกาข้อมือสำ�หรับจับเวลา ระยะทาง ความเร็วในการวิ่ง และคำ�นวณการเผาผลาญแคลอรี เป้ใส่อุปกรณ์ปฐมพยาบาลขนาดเล็กและน้ำ�ดื่ม เข็มขัด สำ�หรับใส่โทรศัพท์มือถือ ของใช้ส่วนตัว และอาหารเสริม แบบเจล ผ้ากระชับกล้ามเนื้อต้นขาและน่องที่ทำ�ให้ระบบ หมุนเวียนของเลือดทำ�งานได้ดแี ละช่วยให้กล้ามเนือ้ ล้าช้าลง รองเท้าวิ่งที่ผลิตขึ้นเพื่อกระชับและรองรับการกระแทก น้�ำ หนักขณะวิง่ ทัง้ หมดนีค้ อื อุปกรณ์การวิง่ ตัง้ แต่หวั จรดเท้า ของ วิทย์-ชาญวิทย์ ตรียานุวัฒน์ นักวิ่งมือใหม่ผู้ออกมา ซ้อมวิ่งแทบทุกวัน หลังผ่านสนามแข่งขันมาราธอนได้ สำ�เร็จ เขาวางแผนจะลงอัลตร้ามาราธอนในปีหน้า

“การวิง่ คือการต่อสูใ้ นหัวตัวเองว่าต้องไปให้ถงึ ก่อนลง มาราธอนครั้งแรก ผมมีเวลาซ้อมแค่ไม่กี่เดือน มีอุปกรณ์ อะไรก็จัดหมดเพราะคิดว่าใส่เพื่อพัฒนาศักยภาพ อยากวิ่ง เร็วขึ้น ไกลขึ้น แต่สุดท้ายมันอาจไม่ได้เห็นผลชัดเจนหรอก ว่าอุปกรณ์ทำ�ให้เราวิ่งเพิ่มขึ้นได้กี่กิโลเมตร แต่อย่างน้อย มันทำ�ให้ใจเราสูข้ น้ึ มัน่ ใจขึน้ แฟชัน่ และสีสนั ของมันก็จงู ใจ ให้เราอยากออกมาซ้อมวิ่งมากขึ้น” วิทย์ตอบเหตุผลในการ ใช้อุปกรณ์ของเขา ไม่เพียงอุปกรณ์และแก็ดเจ็ตทีจ่ บั ต้องได้ แอพพลิเคชัน บนโทรศัพท์มอื ถือยังเป็นอีกเครือ่ งมือหนึง่ ทีท่ �ำ ให้การวิง่ เป็น เรื่องสนุกและท้าทายมากขึ้น แอพชื่อดังอย่าง Endomondo และ Nike+ Running มีฟังก์ชันพิเศษที่แตกต่างจากแอพอื่น คือการท้าทาย (Challenge) กับหมู่เพื่อนว่าใครวิ่งได้ มากกว่ากัน กำ�หนดเป้าหมายเป็นระยะทางภายใต้เวลา ที่จำ�กัด ใครวิ่งสำ�เร็จเป็นคนแรกถือเป็นผู้ชนะ หรือมี แม้กระทั่งฟังก์ชันโค้ชส่วนตัวมาจัดตารางฝึกให้เราออกวิ่ง ให้ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ เมื่อเราทำ�ได้ก็สามารถแชร์ ความภูมิใจนั้นผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ยากเลยที่แอพ เหล่านี้จะสร้างอิทธิพลต่อนักวิ่งมือใหม่จำ�นวนมาก “การวิ่งเคยเป็นเรื่องของตัวเราคนเดียว แต่พอมี แอพพลิเคชันมันก็เปลีย่ นไป เราไม่ได้วง่ิ อยูค่ นเดียว เรารูเ้ ลย ว่าเพือ่ นเราไปที่ 1 แล้วนะ เราตกมาที่ 4 แล้ว นีค่ อื สิง่ ทีแ่ อพ ส่งผลกระทบต่อนักวิ่งรุ่นใหม่ มันสร้างแรงกระตุ้นให้คน อยากออกไปวิ่งมากขึ้น” พลังทีอ่ ปุ กรณ์และแก็ดเจ็ตสร้างให้กบั มนุษย์ อาจไม่ใช่ ศักยภาพ แต่คือแรงบันดาลใจ


ก้าวไปด้วยกัน การวิง่ เป็นกีฬาทีต่ อ้ งอยูก่ บั ตัวเอง แต่ไม่ใช่ทกุ คนทีร่ สู้ กึ โดดเดีย่ ว เช่นเดียวกับทุกสังคมทีม่ คี นรักในสิง่ เดียวกัน ว่ากันว่าจุดเริม่ ต้น ของชมรมวิง่ ในประเทศไทยเกิดขึน้ ราวปี 2530 การจัดงานวิง่ มาราธอน ครั้งใหญ่เพื่อเปิดสะพานพระราม 9 ในปีนั้นมีคนเข้าร่วมวิ่งมหาศาล คนรักการวิง่ เพิม่ จำ�นวนขึน้ มากจนเกิดเป็นยุคทีเ่ รียกกันว่า ‘รันนิง่ บูม’ ชมรมวิ่งในยุคแรกมีชื่อเรียกตามสถานที่หรือสวนที่นักวิ่งไป เจอกัน เช่น กลุ่มเพื่อนสวนลุม กลุ่มสวนพฤกษ์ กลุ่มพระราม 2 กลุม่ บางขุนเทียน จากกลุม่ ก็พฒ ั นาไปเป็นชมรมทีจ่ ริงจังขึน้ มีประธาน และกรรมการชมรม มีการลงชื่อสมัครสมาชิก เก็บค่าธรรมเนียม สมาชิกรายปี และออกวิ่งตามงานแข่งขันร่วมกัน บางชมรมจริงจัง กับการสร้างชื่อเสียงให้ชมรมมากถึงขั้นซื้อตัวนักวิ่งเก่งๆ มาอยู่ใน ชมรมเลยก็มี


พ้นยุครันนิ่งบูมไป การวิ่งกลับไปซบเซาอีกครั้งตามกาลเวลา จนกระทั่งเกิดกระแสการวิ่งในหมู่คนรุ่นใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจเพราะแรงบันดาลใจจากการวิ่งถูกถ่ายทอดลงในหนังสือและ ภาพยนตร์ ทำ�ให้เกิดชมรมนักวิ่งยุคใหม่ เหตุผลในการรวมตัวเกิดขึ้น ตามลักษณะเฉพาะตัว ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มรองเท้าหาย คือการ รวมตัวของนักวิ่งเท้าเปล่า กลุ่มสถาวรรันนิ่งคลับ คือการรวมตัวของ นักวิง่ หน้าใหม่ทอ่ี ยากได้ความรูจ้ ากโค้ช กลุม่ คนวิง่ ยาว คือการรวมตัว ของนักวิ่งระยะทางไกล เป็นต้น ความผูกพันของชมรมกับสถานที่ หายไป แต่หันมาเชื่อมความสัมพันธ์ผ่านการส่งต่อความรู้ ภาพถ่าย และแรงบันดาลใจกันทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก รูปแบบของการเจอกัน เปลี่ยนจากสถานที่วิ่งมาเป็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือแทน “การวิ่งระยะไกลไม่ได้ใช้แค่พละกำ�ลัง ร่างกายเป็นแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ใช้ใจ การมีเพื่อนวิ่งไปด้วยกัน ช่วยสร้างพลังใจได้มาก” คำ�บอกเล่าของ โอ-อดิศ ชองกูเลีย และ กุ๊ก-นิษฐา แลม ผู้ก่อตั้งและตัวแทนแอดมินกลุ่ม Crazy Running ที่ ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มทางเฟซบุ๊กมากถึงสามพันกว่าคนนับจาก วันก่อตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน

กลุ่มเครซี่รันนิ่งนัดวิ่งด้วยกันตามสวนสาธารณะช่วงเย็น วันธรรมดาและเช้าวันเสาร์-อาทิตย์เป็นครัง้ คราว จุดเด่นของกลุม่ คือ ความสนุกสนานและเป็นกันเองทีถ่ า่ ยทอดออกมาผ่านการพูดคุย การถ่ายภาพร่วมกัน ทำ�ให้มีนักวิ่งหน้าใหม่มาเข้าร่วมกลุ่มอยู่เสมอ แน่นอนว่าไม่จำ�เป็นต้องมีพิธีรีตอง เพียงแค่คลิกขอเข้าร่วมกลุ่ม ในเฟซบุ๊กก็เป็นเพื่อนกับพวกเขาได้แล้ว “เรามีคำ�ขวัญของกลุ่มคือ วิ่งด้วยใจ ไปด้วยกัน เรามีเพื่อนที่ ยอมรับในสิง่ ทีก่ �ำ ลังทำ� เข้าใจว่าเราวิง่ ไปเพือ่ อะไร ถ้าทำ�คนเดียวต้อง ใช้พลังใจค่อนข้างมาก สมมติเราเหนือ่ ยกับการแข่งขัน อยากเดินแล้ว แต่เราเห็นพีค่ นหนึง่ ข้างหน้าเขาไม่หยุดเลย หันมาชวนให้วง่ิ ไปด้วยกัน จนจบ การทีม่ คี นมาให้ก�ำ ลังใจตอนทีเ่ ราท้อเป็นพลังทีจ่ ะทำ�ให้วง่ิ ต่อไป ได้อีกเยอะ” นี่คือเหตุผลที่การวิ่งไม่เคยทำ�ให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยว


ก้าวที่ถูกต้อง ถ้าเดินได้ เราก็วิ่งได้ คือความคิดพื้นฐานที่บ่งบอก ว่าการวิ่งเป็นเรื่องแสนง่ายดาย แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของการวิ่ง เริ่มค้นหาข้อมูล เรา กลับพบทฤษฎีเกี่ยวกับท่าวิ่งที่ถูกต้องร้อยแปด เกิดเป็น คำ�ถามขึ้นมากมายในหมู่นักวิ่งว่าท่าวิ่งที่ถูกต้องคืออะไร และจำ�เป็นกับเราแค่ไหน สถาวร จันทร์ผ่องศรี หรือที่นักวิ่งเรียกกันว่า ‘ครูดิน’ อดีตนักวิ่งทีมชาติไทย ผู้ผันตัวเองมาเป็นโค้ชฝึกสอนวิ่ง ผู้ก่อตั้งสถาวรรันนิ่งคลับ บอกเราว่า ท่าวิ่งตามธรรมชาติ ของแต่ละคนคือท่าวิ่งที่ดีที่สุด ร่างกายมนุษย์แต่ละคนจะ เคลื่อนไหวให้เหมาะกับโครงสร้างของตัวเองโดยอัตโนมัติ แต่เหตุผลที่มนุษย์ต้องสร้างทฤษฎีท่าทางการวิ่งใหม่ๆ ขึ้น อยู่ตลอด เพราะท่าวิ่งเหล่านั้นจะสนับสนุนให้วิ่งได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากขึน้ เร็วขึน้ นานขึน้ แต่ใช้พลังงานน้อยลง ทีมแพทย์ นักฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และ นักสรีระวิทยา คือผูค้ ดิ ค้นทฤษฎีการวิง่ เหล่านัน้ พวกเขาจะ เอาหลักกลศาสตร์และพลศาสตร์ มาผสมผสานกับท่าวิ่ง ของนักวิ่งแชมป์โลกในแต่ละยุคสมัย นั่นทำ�ให้ในวงการ มีทฤษฎีการวิ่งต่างๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ต่างจากเทรนด์ แฟชั่น “มันไม่มสี ตู รการวิง่ แบบสำ�เร็จรูปทีใ่ ช้ได้กบั ทุกคนหรอก ไม่อย่างนัน้ เราก็เอาตารางซ้อมของแชมป์โอลิมปิกมาซ้อมกัน หมดแล้ว แต่โครงสร้างร่างกายของแต่ละคนต่างกัน ข้อจำ�กัด และเป้าหมายของแต่ละคนก็ต่างกัน นักวิ่งแต่ละคนจึงต้อง เลือกท่าวิ่งและวิธีการที่เหมาะสมด้วยตัวเอง” ครูดินกล่าว

นักวิ่งจำ�นวนมากมองหาครูสอนวิ่งหรือโค้ชประจำ�ตัว โดยเฉพาะนักวิ่งหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีความรู้เรื่องการวิ่ง มาก่อน นั่นทำ�ให้ชื่อของครูดินถูกบอกต่อและเป็นที่นับถือ ในวงการ เพราะแม้ว่างานของครูดินในด้านหนึ่งคือการเป็น โค้ชให้นักวิ่งทั้งมือสมัครเล่นและนักกีฬา แต่อีกด้านหนึ่ง ครูดินยังมีใจเมตตาที่จะมอบความรู้ให้กับนักวิ่งรุ่นใหม่ โดยไม่คิดค่าสอนเลยสักบาทเดียว ที่สำ�คัญ ครูยังทำ�ให้ ลูกศิษย์มีความสุขกับการวิ่ง และเห็นว่าเป้าหมายที่พวกเขา ตั้งไว้ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่แค่มีครูที่ดีอย่างเดียวอาจไม่พอ การจะวิง่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูดนิ บอกว่าไม่ใช่แค่ การสละเวลามาวิ่งไม่กี่ชั่วโมง ต้องรู้จักพักผ่อน กินอาหาร ครบ 5 หมู่ ปรับสมดุลระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัว เพื่อที่จะมีแรงมากพอสำ�หรับการออกกำ�ลังกาย นักวิ่งต้อง ทำ�ให้การวิ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต “ทุกอย่างเริ่มต้นที่ทัศนคติและวินัยในการใชัชีวิต ครูผู้สอนมีส่วนแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือเราต้อง ตัดสินใจเองว่าจะยอมเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อสิ่งที่ต้องการ หรือเปล่า” มนุษย์ยังคงค้นหาท่าวิ่งที่สมบูรณ์แบบต่อไปไม่มีวัน สิ้นสุด มันอาจไม่สำ�คัญว่าเราจะมีทฤษฎีที่ดีที่สุดอยู่ในมือ หรือมีครูที่ดีหรือไม่ เพราะโค้ชที่ดีที่สุดอาจอยู่ในตัวนักวิ่ง ทุกคนอยู่แล้ว


ครูดิน


ก้าวที่ระลึก เราเก็บความทรงจำ�ไว้ทไ่ี หนได้บา้ ง ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง เก็บสะสมความทรงจำ�กว่า 30 ปีบนเส้นทางวิ่ง ไว้ในแฟ้มหนาหนักหลายเล่ม เขาค่อยๆ พลิกแฟ้มพลางเล่าเรือ่ งราวหลัง bib หรือ ป้ายหมายเลขวิ่งแต่ละใบให้เราฟังไม่ต่างกับการอวดรูปถ่ายในอัลบั้มเวลาเพือ่ น มาเที่ยวบ้าน ป้ายหมายเลขวิ่งทั้งหมดไม่เพียงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีตั้งแต่การ ลงแข่งวิ่งครั้งแรกในปี 2527 ป๊อกยังจดบันทึกสถิติการวิ่งครั้งนั้น หรือแม้กระทั่ง เขียนบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงบนด้านหลังของป้ายไว้อย่างละเอียด ตามธรรมเนียมของงานแข่งขันวิ่งแทบทุกงาน นักวิ่งทุกคนที่ลงสมัครจะ ได้รับของที่ระลึกที่มีสัญลักษณ์ของงานนั้น พื้นฐานที่สุดจะต้องได้รับเสื้อ หาก วิ่งเข้าเส้นชัยก็จะได้เหรียญ และถ้าเข้าได้เป็นลำ�ดับต้นๆ ก็จะมีลุ้นถ้วยและ เงินรางวัล ปัจจุบันผู้จัดงานบางส่วนปรับเปลี่ยนของที่ระลึกให้นักวิ่งนำ�ไปใช้จริง ได้มากขึ้น เช่น แก้วน้ำ� แต่ป้ายหมายเลขวิ่งยังคงเป็นเอกลักษณ์สำ�คัญที่นักวิ่ง ทุกงานจะต้องติดไว้บนเสื้อไม่ว่าจะงานใหญ่หรือเล็ก คนในวงการวิง่ เรียกป้ายหมายเลขทีต่ ดิ เสือ้ ว่า bib (บิบ๊ ) มาจากความหมาย ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าผ้ากันเปื้อนของเด็ก เนื่องจากลักษณะของป้ายที่ต้อง ติดไว้กบั เสือ้ เหมือนผ้ากันเปือ้ น ป้ายนีท้ �ำ หน้าทีเ่ ป็นตัว๋ สำ�หรับเข้าร่วมงาน ตัวเลข บนป้าย 2 หลักแรกบ่งบอกว่านักวิง่ แต่ละคนอยูใ่ นกลุม่ อายุเท่าใด ส่วนหลักทีเ่ หลือ คือลำ�ดับในการสมัคร ส่วนใหญ่จะบ่งบอกเพศและระยะทางที่วิ่งด้วยการใช้สี ที่ต่างกันไป โดยการออกแบบขึ้นอยู่กับผู้จัดงานแต่ละงาน เมื่อนักวิ่งเข้าเส้นชัย ป้ายนีจ้ ะมีหน้าทีอ่ �ำ นวยความสะดวกให้แก่ทมี งานในการไล่ล�ำ ดับเพือ่ จัดประเภท ของรางวัล แม้จะมีสิ่งของให้เก็บเป็นที่ระลึกมากมายจากการไปร่วมงานวิ่งแต่ละครัง้ แต่นกั วิง่ หลายคนยังคงเลือกให้ความสำ�คัญกับการเก็บรักษาป้าย bib เช่นเคย “ครัง้ หนึง่ ไปวิง่ ทีฟ่ ลิ ปิ ปินส์ ผมเข้าไม่ถงึ เส้นชัย แต่นน่ั ไม่เป็นไรเลย สิ่งที่ได้รับ กลับมาคือความทรงจำ�ตอนได้วง่ิ บนทุง่ หญ้า มองลงมาจากภูเขาเห็นหมูบ่ า้ นเล็กๆ อยู่ข้างล่าง ครั้งหนึ่งเราเคยได้อยู่ที่นั่น ท่ามกลางนักวิ่งหลายร้อยคนที่มุ่งตรงไป ข้างหน้าด้วยกัน พอได้เห็น bib ใบนี้ก็จำ�ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จำ�ความรู้สึก ขณะที่วิ่งได้ว่าเรามีความสุขมาก” ป๊อกหยุดพูดไปครู่หนึ่ง หลับตาลงราวกับ พยายามจะซึมซับภาพที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ� “สิง่ เหล่านีไ้ ม่ใช่ของสะสม แต่เปรียบเหมือนสมุดบันทึกช่วงชีวติ หนึง่ ของเรา” ป้ายหมายเลขวิ่งที่เต็มไปด้วยรอยยับ รอยด่างจากน้ำ�และเหงื่อ เป็นพื้นที่ สี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยภาพความทรงจำ�ซึ่งนักวิ่งผู้เป็นเจ้าของเท่านั้น ที่มองเห็น


ก้าวแห่งความทรงจำ� ก่อนถึงกิโลเมตรสุดท้าย นักวิ่งทุกคนต่างเหนื่อยล้า หายใจหอบ แต่ใบหน้าชุ่มเหงื่อพลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นทันที เมื่อเห็นชายคนหนึ่งนั่งซุ่มรออยู่ที่หัวมุมถนน คอยเก็บภาพ นักวิ่งคนแล้วคนเล่า โดยมีป้อมพระสุเมรุสูงตระหง่าน อาบแสงแดดเช้าเป็นฉากหลัง “สวัสดีครับโปรตุ้ม” เสียงทักทายจากนักวิ่งดังขึ้น เป็นระยะ นักวิ่งถนนส่วนใหญ่จะรู้จักนายตุ้ม-อนุทิน น้อยศิริ ผูค้ ร่�ำ หวอดในวงการวิง่ ในฐานะช่างภาพ โปรตุม้ แห่ง Shutter Running เล่าว่า ก่อนหน้านี้การถ่ายภาพในงานวิ่งไม่ได้ทำ� เป็นอาชีพ แต่จะทำ�ในลักษณะจิตอาสา ถ่ายเสร็จจะโพสต์รปู ตามเว็บไซต์นกั วิง่ ต่อมาจึงพัฒนาเข้าสูย่ คุ ทีน่ กั วิง่ นิยมพูดคุย และโพสต์ภาพถ่ายกันผ่านเว็บบอร์ด ภาพถ่ายนักวิ่งที่สวย โดดเด่นของโปรตุม้ แตกต่างจากภาพของมือสมัครเล่นคนอืน่ ๆ ทำ�ให้มีนักวิ่งมาติดต่อขอภาพเป็นจำ�นวนมาก เขาจึงลอง ตัง้ ราคาขาย และเริม่ ทำ�เป็นอาชีพ กลายเป็นทีม่ าของเว็บไซต์ shutterrunning.com ธุรกิจเล็กๆ นี้ได้รับความนิยมจาก นักวิง่ มาก จนเกิดเป็นธรรมเนียมว่า หลังงานวิง่ นักวิง่ จะต้อง รีบเข้าไปหาภาพถ่ายของตัวเองบนเว็บไซต์ ถ้าเจอรูปทีช่ อบ และอยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก สามารถสั่งซื้อได้ทั้งแบบ ภาพล้างอัดและแบบไฟล์ดิจิทัล ราคาภาพเริ่มต้นตั้งแต่ 80 บาทถึงราวๆ 200 บาท ฟังดูเหมือนจะเป็นงานง่ายแค่เพียงกดชัตเตอร์ แต่ โจทย์ที่ยากที่สุดสำ�หรับช่างภาพงานวิ่งคือการแบกรับ ความคาดหวังของนักวิง่ หลายพันคนทีต่ อ้ งการเห็นภาพถ่าย

สวยๆ ของตัวเอง ช่างภาพต้องเริ่มงานตั้งแต่เช้ามืด เพื่อเตรียมพร้อมสำ�หรับการถ่ายภาพ เดินไปดักรอยังจุดที่ นักวิ่งจะผ่าน ศึกษาพื้นที่และเลือกฉากหลังที่สื่อสารที่สุด แสงสวยที่สุด และคอยเก็บภาพจนถึงนักวิ่งคนสุดท้าย บางงานต้องเริ่มเก็บภาพตั้งแต่ตี 2 จนถึง 11 โมง “ช่างภาพต้องแก้ปญ ั หาเฉพาะหน้าให้ได้ การตัดสินใจ ต้องฉับไว เพราะโอกาสที่จะถ่ายภาพนักวิ่งแต่ละคนนั้น นับกันเป็นหน่วยวินาที ไม่มีโอกาสถ่ายแก้ตัวแล้ว” โปรตุ้ม เสริม ด้วยความที่โปรตุ้มเริ่มต้นจากการเป็นนักวิ่งที่ชอบ วิ่งตามงานแข่งมาก่อน ทำ�ให้รู้จักกับนักวิ่งเป็นอย่างดี ความคุ้นเคยระหว่างช่างภาพกับนักวิ่งทำ�ให้การถ่ายภาพ ง่ายขึ้น เมื่อนักวิ่งอยู่ต่อหน้ากล้องก็จะยิ้มแย้มผ่อนคลาย นักวิ่งหลายคนที่มางานวิ่งบ่อยจนรู้วิธีโพสท่า เมื่อเห็นว่า กล้องถ่ายภาพจับจ้องอยู่ก็จะชูไม้ชูมือ ทำ�ท่าประจำ�ตัว พยายามทิ้งระยะห่างจากคนรอบตัวให้พอเหมาะ เพื่อให้ได้ ภาพเดี่ยวที่สวยอย่างที่ต้องการ บางทีไม่มั่นใจก็ถึงกับวิ่ง ย้อนกลับมาให้ช่างภาพถ่ายใหม่อีกครั้ง ภาพถ่ายเป็นหลักฐานของความทรงจำ�ที่ชัดเจน เม็ดเหงื่อที่ผุดพราวเต็มตัวนักวิ่ง ฉากหลังสวยๆ อารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น บางคนนำ�ภาพไปแชร์ลงใน โซเชียลเน็ตเวิรก์ เพือ่ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจในการวิง่ ให้กบั คนอื่น แต่บางคนก็เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกส่วนตัว เพราะทุกครัง้ ทีเ่ ขาได้สบตากับคนในภาพ ก็รสู้ กึ เหมือน ได้รับคำ�ชวนให้ออกไปวิ่งอีกครั้ง


ก้าวเปี่ยมรอยยิ้ม สำ�หรับนักวิง่ หน้าใหม่ การวิง่ อยูอ่ ย่างแข็งขันแล้วหันไป เจอไอรอนแมน ซูเปอร์แมน นักรบ หรือยีราฟวิ่งอยู่ข้างๆ คงเป็นเรื่องงงหรือน่าตกใจ แต่สำ�หรับนักวิ่งที่คุ้นเคยกับ งานมาราธอนใหญ่ๆ ก็มักจะหัวเราะชอบใจ เพราะต่าง เคยเห็นหน้าค่าตาและเข้าไปขอถ่ายรูปกับ ‘นักวิ่งแฟนซี’ เหล่านี้มาแล้ว กลุ่มนักวิ่งที่แต่งชุดแฟนซีเต็มยศพร้อมใบหน้า ยิม้ แย้มสนุกสนาน มักจะลงไปสร้างสีสันในการแข่งขัน วิ่งระยะ Fun Run 5 กิโลเมตร หรือมากที่สุดคือระยะ ฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร พวกเขาจะค่อยๆ วิ่งไป ข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน และไม่รังเกียจที่จะหยุดวิ่ง มาแบ่งปันรอยยิ้มให้กล้องเวลาเราขอถ่ายรูป แม้พวกเขา ส่วนใหญ่จะวิ่งตกไปอยู่ท้ายขบวน แต่ทุกคนก็มุ่งมั่น ที่จะวิ่งเข้าเส้นชัยไม่ต่างจากนักวิ่งที่ลงแข่งทุกคน ชุดสุดสนุกของนักวิง่ แฟนซีแต่ละคนมีแนวทางต่างกัน แต่มีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือความทุ่มเทใส่ใจ เนเน่-นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี นักวิ่งรุ่นใหญ่ที่ใครๆ ต่างเรียกว่า ‘เจ้าหญิง ของวงการวิ่งแฟนซี’ จะเลือกใส่ชุดให้ตรงกับคอนเซปต์ ของงานเสมอ ไม่เคยใส่ชุดซ้ำ�กันเลย ทุกชุดจะผ่าน การออกแบบตัดเย็บด้วยมืออย่างพิถีพิถัน เช่น งานวิ่ง อยุธยาฮาล์ฟมาราธอน เธอแต่งตัวเป็นนักรบสมัยอยุธยา ที่มาพร้อมดาบคู่ งานวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ เธอแต่งตัวเป็นปลา เป็นต้น บางครั้งเธอจะชวน ย่องแย่ง-สมปอง แสงศักดิศ์ รี สามีของเธอมาร่วมวิง่ แฟนซี ในชุดที่เข้าคู่กัน

ส่วน บุญเลิศ ปึงพิพัฒน์ตระกูล นักวิ่งในชุด ไอรอนแมนเต็มยศ แม้จะไม่ได้ตัดเย็บชุดด้วยตัวเอง แต่ทุกชุดของเขาจะถูกคัดสรรมาแล้วว่าเป็นชุดที่ ไม่เหมือนใคร อย่างชุดไอรอนแมนทีเ่ ราเห็นนีต้ อ้ งสัง่ นำ�เข้า จากต่างประเทศในราคาถึงหลักพันเลยทีเดียว เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความทุ่มเท ทั้งเสียเงินทอง เสียเวลาเพื่อตัดชุด และยังต้องทนร้อน อึดอัด ในขณะวิ่ง คืออะไรกันแน่ “ผมชอบเวลาที่คนอื่นวิ่งแล้วยิ้มให้ผม เขาสนุกกับ การวิ่ง ผมก็สนุก เขาเห็นชุดผมแล้วยิ้ม วิ่งเสร็จปุ๊บ เขาเดินมาทักขอถ่ายรูป มันคือความสุขของผมเลยนะ” ปัด-ประภาส ไชยเลิศ นักวิ่งหนุ่มในชุดยีราฟตอบเหตุผล อันแสนเรียบง่ายของการแต่งแฟนซีมาวิ่ง ปัดเป็นหนึ่งใน นักวิ่งรุ่นใหม่ที่เพิ่งหันมาสนใจการวิ่งแฟนซีได้ไม่นาน เสน่ห์ของรอยยิ้มดึงดูดให้เกิดนักวิ่งแฟนซีรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้น สำ�หรับหลายๆ คน ช่วงเวลามีความสุขทีส่ ดุ ในการวิง่ อาจเป็นจังหวะทีก่ า้ วเท้าเข้าถึงเส้นชัยได้ส�ำ เร็จ แต่ส�ำ หรับ เหล่านักวิง่ แฟนซี เสียงหัวเราะและรอยยิม้ ของนักวิง่ รอบข้าง ทำ�ให้เขาหุบยิ้มไม่ได้ ชุดแฟนซีสุดทะเล้นเหล่านี้ทำ�ให้ พวกเขาได้เพื่อนใหม่ๆ จากงานวิ่งแทบทุกครั้ง ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ เส้นชัย แต่อยูท่ ร่ี ะหว่างทางต่างหาก


ก้าวแห่งมิตรภาพ ท่ามกลางนักวิ่งที่ใช้สองเท้าก้าวไปในงานแข่งขัน ยังมีนักวิ่ง สี่เท้าที่วิ่งเคียงข้างไปกับสองเท้าของเจ้าของ ทุกชีวิตมุ่งสู่จุดหมาย เดียวกัน แต่ด้วยจุดประสงค์แตกต่าง นอร่า คาราอัน นักวิ่งจากชมรมสนามศุภชลาศัยที่พาเจ้าคิตตี้ สุนัขพันธุ์ดัลเมเชียนคู่ใจมาวิ่งเป็นประจำ�เล่าให้เราฟังว่า ทีแรกเธอ หวังจะให้คิตตี้มาช่วยดึงเธอวิ่งไปข้างหน้า แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็น อย่างที่คิด เพราะการควบอย่างสุดฝีเท้าของสุนัขนั้นกินแรงมาก แม้ธรรมชาติของสุนัขจะวิ่งได้เร็วกว่าคน แต่มันไม่สามารถรักษาระดับ ความเร็วเอาไว้ได้นาน สิ่งที่นอร่าได้รับคือการเริ่มเรียนรู้ที่จะวิ่งไป พร้อมๆ กับเจ้าคิตตี้ ไม่ใช่ถ้วยรางวัลอย่างที่เคยหวัง การพาสุนัขไปวิ่งแข่งขันมีเรื่องที่ต้องคอยระวังอยู่หลายเรื่อง เจ้าของต้องคอยดูท่าทีของสุนัขอยู่ตลอด โดยเฉพาะเวลาอากาศร้อน สุนัขอาจเกิดอาการ heat stroke ได้ง่ายๆ ต้องแวะดื่มน้ำ�ตามจุดพัก และเอาน้ำ�ลูบตัวสุนัขอยู่บ่อยๆ และไม่ควรวิ่งอย่างหักโหม ระยะทาง ที่เหมาะสมกับกับการลงวิ่งของสุนัขจึงไม่ใช่ระยะหนักหนาอย่าง มาราธอน แต่เป็นระยะ 5 กิโลเมตรหรือมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร ทีส่ นุ ขั สามารถวิง่ ได้ส�ำ เร็จโดยไม่ตอ้ งหอบจนลิน้ ห้อยมากนัก สุนขั บาง สายพันธุ์ยังมีข้อจำ�กัดที่ทำ�ให้วิ่งได้น้อยกว่านั้น ยิ่งสายพันธุ์ที่จมูกสั้น อย่างปั๊กหรือบูลด็อก การเดินเป็นการออกกำ�ลังกายที่เหมาะกว่า การวิ่งด้วยซ้ำ� มีเรื่องให้กังวลเยอะจนเกิดคำ�ถามว่าวิ่งคนเดียวจะง่ายกว่าไหม “วิง่ ไปด้วยกันดีกว่า สุนขั จะมีความสุขทีไ่ ด้กา้ วไปข้างหน้าด้วยกัน ให้ถึงเส้นชัย ทุกนาทีขณะวิ่งเป็นช่วงเวลาที่เราเรียนรู้กัน ยิ่งวิ่งด้วยกัน ยิ่งผูกพัน” นอร่าตอบโดยมีคิตตี้นั่งเบียดซุกอยู่ข้างๆ ช่วยยืนยัน ความผูกพันของทั้งคู่ ผ่านมา 9 ปีแล้วนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ทั้งคู่ลงวิ่ง ด้วยกัน แม้ไม่มีรางวัลสำ�หรับสุนัข แต่นอร่าก็ยังพาคิตตี้ไปวิ่งใน งานวิ่งเสมอ สำ�หรับคนรักสัตว์ สุนัขไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง แต่เปรียบเสมือนคนใน ครอบครัว การพาสุนัขออกมาวิ่งคือการได้ใช้เวลาทำ�กิจกรรมร่วมกัน ได้เรียนรู้ที่จะเข้าอกเข้าใจกัน และพร้อมจะหยุดเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อ่อนล้า เพื่อรอเข้าเส้นชัยไปพร้อมๆ กัน ส่วนเหรียญ ถ้วย สถิตินั้น เป็นเรื่องไม่สำ�คัญเลย “ใกล้เส้นชัยเราจะปล่อยสายจูง เขาจะวิ่งนำ�ไปรอแล้วหันมายิ้ม ให้เรา เราก็มีความสุขไปด้วย” “โฮ่ง” คิตตี้เห่าราวกับจะบอกว่าเห็นด้วย


ก้าวแห่งชัยชนะ

มาราธอน

“งานไหนไม่มเี งินรางวัล เราจะไม่ลงแข่ง” เป้าหมายของนักวิ่งมาราธอนแนวหน้า ฟังผิวเผินอาจดูเห็นแก่ได้ ในสายตาคนทั่วไป แต่สำ�หรับนักวิ่งฝีเท้าดีที่ต้องอุทิศร่างกายและจิตใจทั้งหมดไปกับ การฝึกซ้อมวิ่งอย่างหนักเป็นเวลาหลายเดือน ระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตร ต่อสัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ควรค่าและสมเหตุสมผลต่อการทุ่มเทพลังงานลงไป มากที่สุดคือการมีโอกาสเข้าเส้นชัยเป็น 1 ใน 3 “นักวิง่ มาราธอนทัว่ ไปมีแรงเต็มร้อยอาจจะใช้ 60 แต่พวกผมวิง่ เต็มที่ บางทีวิ่งไป 110 ด้วยซ้ำ� ร่างกายสึกหรอแตกต่างกัน มาราธอนเป็นการวิ่ง ทีเ่ หนือ่ ย ใช้พลังงานเยอะ ร่างกายจะล้า โหย ทุกส่วนของร่างกายถูกดึงมา ใช้หมด ส่วนไหนของร่างกายที่ไม่แข็งแรงก็จะบาดเจ็บ ต้องใช้เวลากว่า 2 เดือนเพื่อฟื้นให้กลับมาดีเหมือนเดิม ทุกครั้งที่ลงแข่งจึงต้องคาดหวังว่า จะได้รางวัล” เป้า-อุ้มยศ กิจอุดม และ เดี่ยว-ปฏิการ เพชรศรีชา คือ 2 นักวิ่ง มาราธอนแนวหน้าที่มุ่งมั่นคว้าถ้วยและเงินรางวัลในแทบทุกการแข่งขัน เดีย่ วเติบโตมาในเส้นทางของนักกีฬาและเป็นตัวแทนนักวิง่ วิบากทีมชาติไทย มานานหลายปี ส่วนเป้าเริม่ ต้นจากการเป็นคนธรรมดาทีร่ กั การวิง่ จึงฝึกฝน ฝีเท้าด้วยตัวเองจนสามารถติดทีมชาติครั้งหนึ่ง และก้าวขึ้นมาเป็นนักวิ่ง แนวหน้าในการแข่งขันมาราธอนได้ เส้นทางชีวติ ของนักวิง่ แนวหน้าส่วนใหญ่แตกต่างจากนักวิง่ มาราธอน ทีม่ เี ป้าหมายเพือ่ สุขภาพ ในเมือ่ ศักยภาพของฝีเท้ามีมากพอและเงินรางวัล สามารถนำ�พาให้ชีวิตพวกเขาก้าวต่อไปได้ จึงต้องเลือกและคิดให้ถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจลงสมัครแข่งมาราธอนแต่ละครั้ง เกณฑ์หลักๆ คือต้องเป็น งานระดับนานาชาติที่มีเงินรางวัลคุ้มค่ากับความเหน็ดเหนื่อย อาทิ กรุงเทพมาราธอน พัทยามาราธอน สมุยมาราธอน ซึ่งมีเงินรางวัลตั้งแต่ หลักหลายหมื่นจนถึงหลักแสน ที่สำ�คัญ ต้องประเมินสถิติของตัวเองกับ คู่แข่งทุกครั้งว่าจะมีโอกาสเข้าเส้นชัยในอันดับที่มีลุ้นเงินรางวัลหรือไม่ และหลีกเลี่ยงงานที่มีนักวิ่งผิวสีชาวเคนยาหรือเอธิโอเปีย เพราะรู้ตัวว่า หมดสิทธิ์ลุ้นแน่นอน เมื่อเลือกโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว งานที่หินกว่าคือการรักษาโอกาสนั้นไว้ ตลอด 42.195 กิโลเมตร “ระหว่างทางไม่มอี ะไรแน่นอน กิโลเมตรที่ 35 เป็นต้นไปนีเ่ หมือนนรก เลย เราอาจจะเจ็บขา เล็บหลุด ห้อเลือด จุกท้อง ฝ่าเท้าพอง เท้าแตก ขาไม่ก้าวแล้ว เหนื่อยทรมานจนคิดว่าเป็นลมไปยังจะดีกว่า แต่ด้วยใจที่สู้ รู้ว่าเรายังอยู่ในอันดับที่ติดเงินรางวัล ผมก็ฝืนวิ่งต่อไปทั้งอย่างนั้น” ทั้ง เป้าและเดี่ยวต่างบรรยายความเจ็บปวดที่เขาเคยเผชิญ “ถ้าอาการเริ่มออก ผมจะมองข้างหลังเลยว่ามีใครตามมาไหม อย่าให้คนข้างหลังมาทันเราก็พอ ถ้าเขามาติดหลังได้ก็ทำ�ใจเลยว่าเรา หมดสภาพแล้ว เขาวิ่งเท่าเดิม แต่เราช้าลง เขาแซงเราแน่นอน” แม้เป้าหมายของนักวิ่งเหล่านี้จะถูกตั้งเอาไว้สูงมาก แต่เงินรางวัล ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ความเจ็บปวด และจิตใจที่ทุ่มเทนั้น ก็ควรค่า แก่การยกย่องไม่ใช่หรือ


ก้าวแห่งความภาคภูมิใจ “หน้าที่ของเราคือมองพื้นถนน 7 ฟุตข้างหน้า แล้วก็วิ่ง ผ่านมันไปเท่านั้น” ขณะวิง่ ไปข้างหน้า นักวิง่ มาราธอนหลายคนอาจคิดไม่ตา่ ง จากประโยคในภาพยนตร์เรือ่ ง รัก 7 ปี ดี 7 หน เพราะเหล่านักวิง่ ต่างรู้ดีว่าระยะทาง 42.195 กิโลเมตรเปรียบเสมือนภูเขาลูกใหญ่ ที่ต้องใช้ทั้งกำ�ลังกายและใจในการปีนไปให้ถึง แต่แทนที่ ระยะทางอันยาวไกลจะทำ�ให้พวกเขาท้อถอย การแข่งวิง่ มาราธอน กลับกลายเป็นเรือ่ งท้าทาย คล้ายหมุดหมายสำ�คัญทีเ่ หล่านักวิง่ มือสมัครเล่นตั้งเป้าหมายว่าต้องลงแข่งขันให้ได้สักครั้งในชีวิต หากไม่หวังเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ถ้าอย่างนั้น พวกเขามา ลงแข่งขันเพื่ออะไร “เราอยากวิ่งให้ไกลกว่าเดิมทุกวัน อยากท้าทายตัวเองว่า จะไปได้ไกลที่สุดแค่ไหน” ฮั้ว-กาญจนา เดชยูวะเวส นักวิ่งสาว ที่ผ่านมาราธอนมาแล้วถึง 4 ครั้งทั้งในและต่างประเทศบอก กับเรา จุดเริ่มต้นในการออกวิ่งของเธอเกิดจากเป้าหมายเพื่อ ลดน้ำ�หนัก คล้ายคลึงกับหญิงสาวในเมืองทั่วไป แต่หลังจากที่ ได้ลองลงแข่งวิ่งมินิมาราธอน 10 กิโลเมตรจากคำ�ชวนของ น้องชาย ความสุขที่ได้จากการเข้าเส้นชัยก็กลายเป็นแรงส่งให้ เธออยากออกไปท้าทายตัวเองในระยะที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ ความท้าทายส่งผลให้นักวิ่งหน้าใหม่อย่างเธอตัดสินใจ ลงแข่งขันแบบก้าวกระโดด ฮั้วสมัครลงแข่งขันระยะ 42.195 กิโลเมตรในงานภูเก็ตมาราธอนทั้งที่มีเวลาเตรียมตัว เพียง 3 เดือน เปลี่ยนตัวเองจากนักวิ่งในฟิตเนสมาลองวิ่ง ในสนามมากขึ้น เธอต้องฝึกวิ่ง 5 - 6 วันต่อสัปดาห์ โดยตั้งเป้า ว่าจะต้องวิ่งอย่างต่อเนื่องให้ได้มากถึง 32 กิโลเมตรก่อนการ แข่งจริง ทดลองวิ่งเพื่อเรียนรู้ว่าจะเจอกับอะไรในวันแข่งขัน ในเวลานัน้ การลดน้�ำ หนักไม่ส�ำ คัญเท่าความรูส้ กึ ทีอ่ ยากทดสอบ ความสามารถของตัวเองอีกแล้ว

หลังมาราธอนครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี เธอก็ตัดสินใจลง วิ่งมาราธอนอีกหลายรายการทั้งในและต่างประเทศ เพราะ อยากตามเก็บประสบการณ์ที่หลากหลายจากแต่ละสนามแข่ง แต่ไม่ได้แปลว่าจิตใจที่ฮึกเหิมจะนำ�ไปสู่ความสำ�เร็จทุกครั้ง ที่งานแข่งขันโตเกียวมาราธอน สนามที่เป็นความฝันของ นักวิ่งหลายคน เธอต้องก้าวออกจากสนามทั้งที่ยังวิ่งไม่จบ อาการบาดเจ็บที่เท้าทำ�ให้เธอต้องหยุดวิ่งตั้งแต่กิโลเมตร ที่ 15 และต้องออกจากการแข่งขันไปทัง้ น้�ำ ตา ท่ามกลางแรงเชียร์ ของชาวโตเกียวตลอดเส้นทาง การเจ็บหนักในวันนั้นทำ�ให้เธอ ต้องหยุดวิง่ เพือ่ พักรักษาตัวอีกหลายเดือน แต่แทนทีจ่ ะเข็ดหลาบ และยอมแพ้ ฮั้วบอกเราว่า ตอนนี้เธอกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ อีกครั้ง ค่อยๆ เอาชนะตัวเองจากระยะทางสั้นๆ แม้จะเคย ผ่านมาราธอน แม้จะต้องปล่อยให้นักวิ่งคนอื่นแซงหน้าเธอไป คนแล้วคนเล่า แต่เธอก็ยังคงวิ่งต่อไปด้วยความเร็วเท่าที่ตัวเอง ทำ�ได้ สิ่งที่เธอสนใจไม่ใช่เวลา หรือการสะสมระยะทาง แต่เป็น การก้าวให้ไกลกว่าตัวเองในวันก่อน เพื่อที่จะได้กลับคืนสู่สนาม แข่งขันวิ่งมาราธอนอีกครั้ง เรื่องราวการวิ่งเพื่อเอาชนะตัวเอง ของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมาถูกบันทึกลงในเว็บไซต์และเพจ ที่ชื่อ Runner Blogger และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิ่ง หน้าใหม่ลุกขึ้นมาเอาชนะตัวเองบ้าง “การไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งอาจจะไม่มีใครจดจำ� แต่ ที่จริงเส้นชัยของเราอยู่ที่ฝีเท้าของเราเอง แม้จะเป็นระยะทาง สั้นๆ แค่ 5 กิโล 10 กิโล แค่เรารู้ว่าเราเอาชนะตัวเองได้ก็พอ” สำ�หรับบางคน สิ่งสำ�คัญที่การวิ่งมาราธอนมอบให้ ไม่ใช่เหรียญหรือรางวัล แต่เป็นความภูมิใจที่พวกเขาสามารถ วิ่งผ่านพื้นถนน 7 ฟุตข้างหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ ก็เท่านั้น


ก้าวออกไปผจญภัย ถ้าเต็มที่ของชีวิตคือ 100 สูงสุดที่คุณเคยใช้คือเท่าไหร่ บางคนไม่ตอบ แต่เลือกที่จะออกไปทำ�สิ่งที่คนทั่วไปมอง ว่ายาก เสี่ยง และเป็นไปไม่ได้ “เห็นอะไรยากๆ แล้วอยากทำ�ให้ได้” รอน-ปิตินนท์ พูนแสงสถิตย์ ครูสอนดำ�น้�ำ วัย 46 ปีผตู้ อบคำ�ถามข้างบนด้วย การออกไปใช้ชีวิต การวิ่งเทรลคือหนึ่งในคำ�ตอบของเขา รูปแบบของการวิง่ ทีก่ �ำ ลังเริม่ เป็นทีน่ ยิ มในหมูน่ กั วิง่ มากขึน้ คือการวิง่ ในเส้นทางธรรมชาติ หรือการวิง่ เทรล ระยะทางมีตง้ั แต่ สั้นแค่ 3 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร ไปจนถึงอัลตร้ามาราธอนที่ 50 และ 100 กิโลเมตร ในไทยมีการจัดแข่งขันวิ่งเทรลในเส้นทาง ธรรมชาติหรืออุทยานแห่งชาติอยู่เป็นประจำ�ทุกปี แต่ยัง ไม่แพร่หลายนัก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ก้าวเข้าไปแล้วจะหลงใหล การวิ่งเทรลไม่ใช่แค่การสะพายเป้เข้าไปวิ่งในป่า แม้จะเช็กลิสต์ ไปอย่างดีแล้วว่าเตรียมอุปกรณ์ไปครบครันทัง้ น้�ำ เสือ้ ผ้า อาหาร ยา นาฬิกา ไฟฉาย และแผนที่ แต่กย็ งั ต้องรับมือกับทัง้ สิง่ ทีค่ ดิ ว่าอาจจะเจอ และไม่คาดคิด ว่าจะเจอ “ผมชอบวิ่งเทรลเพราะมันบอกไม่ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น วิ่งถนนเรารับมือแค่ระยะทาง อันนี้ต้องดูความชัน ดูว่าพื้นเป็น ดิน หิน หญ้า โคลน หรือทุกอย่างปนกัน เวลาเข้าป่าบางครั้ง ทางแคบจนวิ่งแทบไม่ได้ ต้องใช้มือช่วยเพราะกลัวตกเหว มีครั้งหนึ่งผมไปวิ่งที่เนปาล คิดว่าเตรียมตัวไปดีแล้ว แต่ดันเจอ พายุตอนกลางวัน อุณหภูมิลดเหลือ 4 องศา ทุกคนต้องวิ่งไปที่ หมู่บ้านบนเขา นักวิ่งผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อผู้หญิงเพราะหาซื้อ อะไรได้กต็ อ้ งใส่ ส่วนผมต้องเข้าไปนัง่ ผิงไฟกับเขาเพือ่ เอาตัวรอด “ลืมไปเลยว่าคือการแข่งขัน มันไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่เป็น การผจญภัย” แทบไม่ได้สนใจว่าเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่เท่าไหร่ สิ่งเดียว ที่นักวิ่งเทรลให้ความสนใจคือการโฟกัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ณ เวลานัน้ มองพืน้ ระวังสิง่ กีดขวาง มองเส้นทางว่าจะไปข้างหน้า ได้อย่างไร คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ฟังร่างกายตัวเองว่าต้องผ่อนแรงหรือเติมพลังแล้วหรือไม่ แค่นี้

ก็ท�ำ ให้พวกเขาต้องตืน่ ตัวอยูต่ ลอดเวลา จะใจลอยหรือพักสายตา ระหว่างวิ่งไม่ได้เลย “มันสนุก บางทีก็จินตนาการเองด้วยนะครับว่ามีคนมา ปล่อยเราในป่าแล้วต้องวิ่งหนีออกไปร้อยกิโล เหมือนเอาตัวเอง เข้าไปอยู่ในรายการทีวีหรือหนัง ต้องเอาตัวรอดหนีออกมาจาก ตรงนั้นให้ได้ ต้องทำ�เวลาให้ทัน เราจะทำ�ได้ไหม” รอนเล่าเรื่อง การวิ่งของเขาราวกับหนังแอ็กชั่นระทึกขวัญ การใช้ชีวิตของรอนก็ราวกับหนังเช่นกัน เขาพลิกชีวิตจาก ที่เคยทำ�งานด้านไอทีซึ่งค่อนข้างเครียดและจำ�เจ ผันตัวเอง มาเป็นครูสอนดำ�น้ำ�และสนใจการวิ่งอย่างจริงจัง แม้จะเป็น นักวิ่งที่ผ่านอัลตร้ามาราธอนมาหลายสนาม ผ่านการแข่งขัน ไตรกีฬามาแล้วหลายครั้ง ผ่านการแข่งวิ่งเทรลในไทยมาแทบ ทุกที่ เขายังเดินทางไปวิ่งเทรลไกลถึงเนปาล และล่าสุดยังเป็น 1 ใน 3 นักวิ่งไทยที่เดินทางไปแข่งที่ฟิลิปปินส์ สนามวิ่งเทรล ที่ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุด แต่อาการบาดเจ็บทำ�ให้วิ่งไม่จบ “บางคนคิดว่าจะไปเสี่ยงทำ�ไม แต่ผมคิดตรงข้าม คนเรา มีความสามารถ 100 แต่เราใช้ไปแค่ 5 ผมไม่ได้อยากเสี่ยงตาย ไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไร แต่อยากใช้ชีวิตให้คุ้มเต็มร้อย อยากทำ� นู่นนี่ที่ไม่คิดว่าจะทำ�ได้ สมัยนี้เราสบาย มีแอร์ มีรถ เราลืมว่า เราสามารถทำ�อะไรได้ แล้วเมื่อสมัยพันปีที่แล้วล่ะ เขาอยู่กัน ได้ยังไง เดี๋ยวนี้คนเราชอบมีข้ออ้างให้ตัวเอง คิดไปก่อนเลยว่า ทำ�ไม่ได้ เมื่อก่อนผมก็เป็น ใครพูดอะไรก็จะเฮ้ย ทำ�ได้เหรอ แต่เดี๋ยวนี้เงียบ คิดก่อนว่าจะทำ�ยังไงให้สำ�เร็จ” ประสบการณ์ทำ�ให้นักวิ่งเทรลเรียนรู้ที่จะแบกของติดตัว ให้เบาลงไปเรื่อยๆ แต่สำ�หรับรอน มีอุปกรณ์อีกหนึ่งอย่างที่เขา ต้องพกไปทุกครั้งที่วิ่งเทรล นั่นคือกล้องถ่ายรูปพร้อมก้านเสียบ แบบพกพา เขาเก็บภาพตัวเองท่ามกลางบรรยากาศสวยๆ กลับมาให้เพือ่ นได้รบั รูว้ า่ สิง่ ทีท่ �ำ อยูไ่ ม่ใช่การทรมานตัวเองเล่นๆ “เขาเสียโอกาสนะ” นักผจญภัยพูดถึงคนทีเ่ ลือกเก็บตัวเอง อยู่ในที่ปลอดภัยเสมอ You only live once. จริงอย่างที่มีคนกล่าวไว้อย่างนั้น


ก้าวไปสู่ฝัน ความฝันเป็นสิ่งสากลที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ มันไม่เคย มีข้อจำ�กัด บางความฝันจึงมีขนาดเล็ก บางความฝันก็ยิ่งใหญ่ บางความฝันอาจถูกใครต่อใครมองว่าบ้า นักวิ่งผู้เป็นเจ้าของความฝันกรณีหลังสุดคือ Atsuyuki Katsuyama หรือเคซัง ชาวญี่ปุ่นผู้มาอาศัยอยู่เมืองไทย เขาเป็น เจ้าของคาเฟ่มังสวิรัติแสนอร่อย และเป็นนักวิ่งเท้าเปล่าที่ ออกวิง่ ระยะไกลทุกวัน ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร หากนักวิ่งบางคนจะใช้สองขาเป็นหนทางสู่ความฝัน หากฝันนั้นไม่ใช่การวิ่งข้ามทวีปอเมริกา ระยะทาง 5,000 กิโลเมตร ภายในเวลา 80 วัน K’s Running Across USA 2015 คือโปรเจกต์ที่ใช้สองเท้า เป็นตัวขับเคลื่อนความฝันอันยากและยิ่งใหญ่ในฐานะมนุษย์ เคซังเล่าว่า เขาไม่ใช่คนแรกที่วิ่งข้ามทวีปอเมริกา แต่ก็มีนักวิ่ง จำ�นวนไม่มากนักที่เคยทำ�ได้ และเขาต้องการเป็นหนึ่งในนั้น “ผมชอบวิ่ง เหมือนเวลาเรารักใครสักคน เราตอบไม่ได้ หรอกว่าเพราะอะไร แต่ผมเชื่อว่าการจะทำ�สิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ เราไม่สามารถทำ�ด้วยสิ่งที่เราไม่ชอบได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่เรา สามารถทุ่มเทพลังงาน เงิน และทุกอย่างลงไปกับมันได้” นักวิ่ง ที่ตกหลุมรักการวิ่งมากว่า 30 ปีให้เหตุผล เพื่อบรรลุความฝันในปีหน้า นอกจากการวางแผนและ รวบรวมทีมทีจ่ ะคอยช่วยเหลือเขาตลอดการวิง่ เคซังต้องออกวิง่ ทุกวัน วันละ 42 กิโลเมตร ทุกวันเขาใช้เวลาไปกับการวิง่ 6 ชัว่ โมง โดยไม่พัก ไม่ฟังเพลงระหว่างวิ่ง แต่เขาเลือกที่จะสนทนากับ ร่างกายของตัวเอง พยายามวิง่ ด้วยท่าทางทีถ่ กู ต้องเพือ่ ให้ไม่เกิด อาการบาดเจ็บ

เคซังเล่าด้วยตาเป็นประกายว่า ไม่กเ่ี ดือนมานีเ้ ขาเพิง่ เรียนรู้ ว่าการปรับท่าวิ่งช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้ และยังค้นพบ การทำ�สมาธิขณะวิ่งผ่านการกำ�หนดลมหายใจ การได้เรียนรู้ สิง่ ใหม่อยูเ่ สมอระหว่างทีอ่ อกวิง่ ไปในทุกวัน ทำ�ให้การวิง่ ไม่เคย เป็นเรื่องน่าเบื่อ “ผมได้คน้ พบตัวเองตลอดเวลา มันสนุกมาก นัน่ คือเหตุผล ที่ผมไม่หยุดวิ่ง” เคซังเชื่อในแนวคิดของการวิ่งแบบธรรมชาติ ไม่ใช่แค่การ ไม่ใส่รองเท้า แต่คือการใช้ร่างกายในการวิ่งแทนที่จะยึดติดกับ วัตถุ เขาเชื่อว่าการไม่ทานเนื้อสัตว์ให้พลังในการวิ่งที่ดีที่สุด สำ�หรับตัวเขา และเชื่อว่ามิตรภาพจะเป็นตัวแปรสำ�คัญที่สุด ในการทำ�ความฝันให้เป็นจริงได้ แม้ไม่เคยเอ่ยปากชวนให้คนอื่น คิดแบบเดียวกัน แต่ความฝันนี้ หากทำ�สำ�เร็จ มันจะเป็นเครื่อง พิสูจน์ความเชื่อของเขาให้คนทั่วไปได้เห็น เหนือสิ่งอื่นใด หัวใจของความฝันคือการเปิดโอกาสให้ มนุษย์กล้าออกไปทำ�สิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เคซังเลือกการวิ่ง “มี 3 รูปแบบทีเ่ ราจะรับมือกับความฝัน หนึง่ คือไม่ท�ำ เลย อาจเพราะกลัวหรือมีเงินไม่พอ สองคือเริม่ ทำ� แต่ท�ำ ไม่ได้ สามคือ ทำ�ให้สำ�เร็จ บางทีก็คิดว่าผมควรจะเลิกฝันไหม มันง่ายที่จะ บอกว่าเพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ผมจึงวิ่งไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่ามันอยู่ที่สิ่งที่ อยูข่ า้ งในตัวเรา ผมอยากพิสจู น์วา่ ผมทำ�ได้เพราะผมเชือ่ ตัวเอง” ไม่มีใครรู้ว่าอีก 1 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับความฝัน ของเขา คนรอบข้างคงทำ�ได้แค่สนับสนุนและเอาใจช่วย แต่สองขาของนักวิ่งเจ้าของความฝันเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสิน


ก้าวอย่างยั่งยืน ไม่มีเวลา คือข้ออ้างสุดคลาสสิกของคนที่ไม่ออกกำ�ลังกาย แต่ภาพชายคนหนึง่ กำ�ลังวิง่ ไปตามข้างทางถนน ท่ามกลางรถยนต์มากมาย ที่เคลื่อนที่ไปทำ�งานในตอนเช้า กลับทำ�ให้ข้ออ้างนี้ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ดร.จุ๋ง-ชุมพล ครุฑแก้ว หรือที่วงการวิ่งรู้จักกันในนาม ‘กล้วยปั่น’ แอดมิน เพจเฟซบุ๊ก ‘เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย’ และเจ้าของเพจ ‘บันทึกสองเท้า’ ก็ไม่ต่างจาก คนทั่วไปที่มีภาระการงานมากมายต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อเห็นว่าเวลาที่จำ�กัด คืออุปสรรคต่อกิจกรรมที่ชอบ จึงเปลี่ยนวิธีมองการวิ่งจากที่เคยเป็นกีฬาให้ กลายเป็นการเดินทาง ดร.จุง๋ เริม่ ติดใจการวิง่ ตัง้ แต่ตอนเป็นตัวตัง้ ตัวตีจดั การแข่งขันวิง่ ภายในบริษทั เมื่อ 5 ปีก่อน ความสนุกของการวิ่งเปลี่ยนคนที่วิ่งเพื่อสุขภาพให้กลายเป็นนักวิ่ง มาราธอนภายในเวลา 1 ปี หลังจากนั้น เขาเริ่มคิดการใหญ่ตั้งเป้าหมายว่าจะ ลงแข่งวิ่ง 100 กิโลเมตรและไตรกีฬา เมื่อระยะทางมากขึ้น พลังงานที่ต้องอุทิศ ให้การแข่งก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ดร.จุ๋ง จึงต้องฟิตซ้อมร่างกายด้วยการวิ่งไปทำ�งาน เพราะเป็นการใช้เวลาที่มีน้อยนิดให้คุ้มค่ามากที่สุด แม้จะเป็นถึงนักวิ่งอัลตร้ามาราธอน แต่การวิ่งจากบ้านที่เมืองทองธานี ไปทำ�งานทีม่ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ด้วยระยะทาง 26 กิโลเมตรกลับไม่ใช่ เรือ่ งง่ายอย่างทีค่ ดิ จากเดิมทีใ่ ช้เวลาเพียง 2 ชัว่ โมงในการวิง่ แบบปกติ สิง่ กีดขวาง บนถนนกลับทำ�ให้เขาต้องการเวลาเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั่วโมง นอกจากต้องปรับตัวกับ ความเหนื่อยล้า นักวิ่งอย่างเขายังต้องผจญกับอันตรายจากรถยนต์ ควันรถ และหมาข้างถนน ภายใต้ปัญหาและข้อจำ�กัด ดร.จุ๋ง เริ่มคิดแก้ปัญหาไปทีละข้อ เขาเปลี่ยน เส้นทางบางช่วงจากถนนเป็นทางลัดเลียบคลอง เลือกตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกมา วิ่งเวลาที่รถน้อยเป็นหลัก สิ่งสำ�คัญคือการค่อยๆ วิ่งอย่างไม่รีบร้อนและคอยฟัง เสียงเตือนจากร่างกายให้มากขึ้น จากตอนแรกที่ตั้งใจวิ่งเพื่อซ้อมสำ�หรับการแข่งขัน ทุกวันนี้การวิ่งไปทำ�งาน คือกิจวัตรที่ ดร.จุ๋ง ทำ�เป็นประจำ�สัปดาห์ละ 3 วัน ถึงจะเป็นเส้นทางเดิมๆ แต่ บรรยากาศและผู้คนที่เปลี่ยนไปทำ�ให้เขารู้สึกผ่อนคลายและสงบ เหมือนได้ ทำ�สมาธิก่อนทำ�งาน เวลา 3 ชั่วโมงของการวิ่งจึงผ่านไปเร็วจนเขาแทบไม่รู้ตัว “ไม่จำ�เป็นต้องเป็นนักวิ่งมาราธอนเหมือนผมหรอก ใครๆ ก็วิ่งไปทำ�งานได้ ผมพยายามวิ่งอย่างยั่งยืน เพราะผมอยากดูแลร่างกายให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้วิ่ง ไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต” เมือ่ วิถชี วี ติ และการวิง่ ผสานเป็นหนึง่ เดียวกัน จึงไม่นา่ แปลกใจถ้าเราจะเห็น นักวิ่งคนนี้วิ่งแซงหน้ารถยนต์บนถนนไปได้อีกหลายสิบปี


ก้าวที่ทรงพลัง มนุษย์เป็นนักแสวงหาพลังงาน เพือ่ ให้ชวี ติ เคลือ่ นไปข้างหน้า หลายคนเลือกทีจ่ ะหยิบเรือ่ งราวของบุคคลหรือสิง่ รอบตัวมาเป็น เชือ้ เพลิง ขณะทีบ่ างคนสนใจพลังงานจากสองขาของตัวเองเท่านัน้ “เจ็บแต่ก็ยังมีความสุขนะ” ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อาทิวราห์ คงมาลัย ลงแข่งวิ่ง นับจาก ครั้งยังเยาว์ที่เคยติดตามคุณพ่อไปแข่งมินิมาราธอนที่จังหวัด สุพรรณบุรีบ้านเกิด สิบกว่าปีถัดมา ตูน บอดี้สแลม ถอดชุด ร็อกเกอร์มาใส่ชุดวิ่งเต็มยศ ติดหมายเลขที่หน้าอก ออกตัววิ่ง ไปในสนามแข่งท่ามกลางนักวิ่งจากทุกสารทิศ โดยมีเพื่อน กลุ่มเล็กๆ ที่ออกวิ่งด้วยกันในนาม ‘แก๊งเต่าน้อย’ ไฟทุกดวงอาจสาดส่องมาที่ร็อกสตาร์บนเวทีคอนเสิร์ต แต่ในสนามแข่งขันวิ่งตูนไม่ใช่อันดับหนึ่ง ในการลงแข่งระยะ มาราธอน 42.195 กิโลเมตรที่จอมบึงมาราธอนเมื่อต้นปี ที่ผ่านมา สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดไม่ใช่อาการทางร่างกาย แต่เป็นความเจ็บใจที่ไม่อาจวิ่งเข้าเส้นชัยได้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่การวิ่งทำ�ให้เขาเจ็บปวด “กิโลเมตรที่ 10 ผมเริ่มปวดเข่า กิโลเมตรที่ 15 ยังไหวอยู่ กิโลเมตรที่ 17 ไม่ไหวแล้ว หลายคนบอกว่าอย่าฝืน ถ้าฝืนต่อไป อาจจะเจ็บหนักกว่านี้ ไม่คุ้มกัน แต่การออกจากสนามกลางคัน ทำ�ให้ผมรู้สึกแย่มาก รู้สึกว่าไม่สำ�เร็จอะไรบางอย่าง มันแพ้นะ แพ้โดยที่ใจเราได้ แต่ร่างกายเราไม่ได้” การก้าวขึน้ ไปร้องเพลงบนเวทีคอนเสิรต์ เป็นเวลาหลายชัว่ โมง คนทั่วไปอาจคิดไม่ถึงว่าเป็นงานที่ต้องใช้พลังงานสูงมาก ศิลปิน ต้องมีร่างกายที่ฟิตและพร้อมอยู่เสมอ เพื่อนำ�พลังเหล่านั้น ไปปล่อยบนเวทีโดยที่แรงไม่ตก โดยปกติสองเท้าของตูนต้อง

ออกวิ่งอย่างหนักบนลู่วิ่งเป็นเวลา 45 นาทีแทบทุกวัน เพื่อ เป็นการฟิตร่างกายสำ�หรับแสดงคอนเสิรต์ แต่การลงแข่งขันวิง่ นัน้ มอบพลังในรูปแบบที่ต่างออกไป “การทำ�งานกับการวิ่งใช้ตรรกะเดียวกัน ทุกคนมีเส้นชัย ต่างกัน แรงขับเคลื่อนต่างกัน เราท้อแท้ได้ หยุดบ้าง เดินบ้าง พักชมวิวข้างทางบ้าง แล้ววิ่งต่อไปอย่างมีความสุข ทำ�งาน อย่างมีความสุขในแต่ละวัน สุดท้ายเส้นชัยก็มาถึงเอง ไม่ชา้ ก็เร็ว แล้วแต่แรงของแต่ละคน บางคนยังหนุ่มทำ�ได้ 2 ชั่วโมงครึ่ง บางคนอายุมากแล้วทำ�ได้เกินเวลาที่กำ�หนด แต่ถ้าไม่ล้มเลิก ยังไงก็ไปถึงเส้นชัย “เส้นชัยของผมคืองาน ผมทุ่มเทให้อัลบั้มนี้อย่าง เต็มที่เหมือนลงแข่งวิ่งฟูลมาราธอน แค่คิดก็หนักแล้ว ต้อง วางแผน เตรียมตัวและหัวใจให้ดี ผ่อนหนักผ่อนเบา มีหยุดบ้าง ระหว่างทางมีเรื่องมาสะกิดใจเราให้เลิก ให้ยอมแพ้ เหมือนการ วิง่ ทีม่ คี วามสุขแต่ทรมานทุกภาคส่วนเลย ทัง้ ขา หัวใจ หัวสมอง แต่พอเสร็จอัลบั้ม เหมือนเข้าเส้นชัย ดีใจมากที่อัลบั้มนี้เสร็จ ลงได้” ขณะทีต่ นู เล่า แววตาคูน่ น้ั สะท้อนความมุง่ มัน่ หยาดเหงือ่ และรอยยิ้ม ประสบการณ์จากการวิ่งและการทำ�งานถ่ายทอด พลังงานซึ่งกันและกัน หากเจอชายหนุ่มผมยาว ใส่เสื้อกล้ามนักกีฬาและกางเกง ขายาวสีดำ� สปีดตัวออกวิ่งอย่างแรงในงานแข่งวิ่งมาราธอน ไม่ต้องสงสัยว่าเขาเอาพลังงานเหล่านั้นมาจากที่ไหน เพราะมันเป็นพลังงานชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในตัวทุกคน นั่นแหละ


ก้าวธรรมดา ตืน่ กิน ทำ�งาน ขับถ่าย นอน กิจวัตรของมนุษย์มอี ยูเ่ ท่านี้ “ปัญหาของผมคือต้องวิ่งทุกวัน” ยืนยง โอภากุล พูดเสียง หนักแน่น ศิลปินผู้เป็นตำ�นานเพลงเพื่อชีวิตอย่างแอ๊ด คาราบาว ตัดสินใจเลิกบุหรี่และเริ่มหันมาวิ่งตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เขาค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองจากคนหนุ่มที่ใช้ชีวิตโชกโชนกลายเป็น คนที่หลงใหลการวิ่งอย่างหนัก เคยบาดเจ็บจากการวิ่งที่ ไม่ประมาณตัวเอง แต่ทุกวันนี้ การวิ่งยังคงเป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้อง ทำ�เป็นประจำ�ทุกวัน เขาให้เวลากับการวิง่ วันละ 50 นาที ขาดไม่ได้ “มีคนบอกว่าพอถึงจุดหนึ่งจะมีสารที่หลั่งออกมาทำ�ให้ คนติด ไม่รู้ว่าผมเป็นอย่างนั้นรึเปล่า แต่รู้สึกว่าจำ�เป็นต้องวิ่ง วันไหนไม่วง่ิ ไม่เสียเหงือ่ แล้วรูส้ กึ ไม่สบายตัว เหมือนเป็นกิจวัตร ประจำ�วัน ตืน่ มากินกาแฟ กินข้าว เย็นก็วง่ิ กินข้าว นอนพักผ่อน ออกไปเล่นคอนเสิร์ต มีความเชื่อว่าวิ่งแล้วกินข้าวอร่อย นอนก็ หลับเต็มอิ่ม” ราวกับอาการเสพติด สารเสพติดที่ชื่อการวิ่งออกฤทธิ์แรง ถึงขนาดทีไ่ ม่มอี ะไรเป็นอุปสรรคได้ แม้กระทัง่ สถานที่ หลายครัง้ ที่เดินทางไปเล่นคอนเสิร์ตต่างจังหวัด แอ๊ดจะขอเลือกโรงแรม ใกล้สวนสาธารณะเพื่อที่จะได้ออกวิ่งจากโรงแรมไปที่สวน หรือกระทัง่ วิง่ บนทางเดินหน้าห้องพักโรงแรมในวันฝนตกหนักก็เคย มาแล้ว

หากมนุษย์มีดนตรีเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจ มีศาสนาเป็น สิ่งยึดเหนี่ยว ทำ�ไมการวิ่งถึงจำ�เป็นต่อชีวิต “ผมเพิง่ เรียนรูว้ า ่ ทีส่ ดุ แล้วพระพุทธศาสนาคือความพยายาม ของตัวเราที่จะเข้าใจความจริง ความจริงของมนุษย์คือเราต้อง กินอาหาร พักผ่อน ออกกำ�ลังกาย การวิง่ สอนเราว่าชีวติ ทีธ่ รรมดา เป็นชีวิตที่ประเสริฐที่สุดในโลกแล้ว สมมติวันหนึ่งไปหาหมอ หมอบอกว่าเป็นมะเร็ง ชีวิตเปลี่ยนเลย ทีนี้เราจะโหยหาชีวิต ที่ธรรมดาใจแทบขาด” เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น และรองเท้าวิ่ง คือชุดที่แอ๊ด คาราบาวสวมใส่เป็นปกติ คุยกับเราเสร็จเขาก็จะออกวิ่งในถนน ละแวกบ้าน ไม่ต้องเปลี่ยนชุดให้เสียเวลาและยุ่งยาก “ความธรรมดานีแ่ หละคือสิง่ ทีว่ เิ ศษทีส่ ดุ ” น้�ำ เสียงทีต่ อบนิง่ ทว่าหนักแน่น เราเพิ่งตระหนักว่าเหตุผลที่บางคนติดการวิ่ง ไม่ใช่เพราะ การวิ่งเป็นสารเสพติด แต่มันคือหนึ่งในหนทางปฏิบัติเพื่อรักษาชีวิตที่ธรรมดาให้ คงอยู่ไปนานๆ


ก้าวที่เรียบง่าย คนเรามักหลงลืมความสุขง่ายๆ ในวัยเด็กตอนวิ่งเท้าเปล่า บนพื้นหญ้า พอออกวิ่งอีกครั้งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ รองเท้ากลายเป็น อุปกรณ์ชิ้นสำ�คัญที่นักวิ่งขาดไม่ได้ หน้าที่ของมันไม่ได้มีเพียง การปกป้องฝ่าเท้าจากของมีคมอีกต่อไป เทคโนโลยียังพัฒนา ให้พื้นรองเท้าช่วยลดการบาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพในการ วิ่งได้หลายเท่าตัว แต่แล้วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นักวิ่งเริ่มหันมาสนใจการวิ่ง เท้าเปล่ามากขึ้น ในไทยก็เริ่มมีกลุ่มก้อนของนักวิ่งเท้าเปล่า ที่คอยแลกเปลี่ยนให้ความรู้กัน ทฤษฎีการวิ่งเท้าเปล่า หรือ barefoot running กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ฮือฮาในวงการวิ่งปัจจุบัน เป็นอย่างมาก Tsuyoshi Yoshino โค้ชผูเ้ ชีย่ วชาญการวิง่ เท้าเปล่าชาวญีป่ นุ่ ประธาน Japan Barefoot Running Association บอกเราว่า การวิ่งเท้าเปล่าไม่ใช่ทฤษฏีที่คิดค้นใหม่ เพราะร่างกายของ มนุษย์ถูกสร้างมาให้เหมาะกับการวิ่งระยะไกลตั้งแต่ในอดีตเพื่อ การล่าสัตว์ และตอนนีใ้ นชนบทบางแห่งคนก็ยงั วิง่ เท้าเปล่ากันอยู่ แต่ความคิดเรื่องการวิ่งเท้าเปล่ายุคใหม่ที่วิ่งโดยใส่รองเท้าแบบ มินมิ อลหรือรองเท้าวิง่ พืน้ บาง ทีใ่ ห้ความรูส้ กึ เหมือนการวิง่ เท้าเปล่า เริม่ ได้รบั ความนิยมเมือ่ ต้นปี 2009 เมือ่ Christopher McDougall เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า Born to Run หนังสือเล่มนีต้ ง้ั คำ�ถามง่ายๆ ว่า ทัง้ ทีเ่ รามีรองเท้าผลิตด้วย เทคโนโลยีขั้นสูง มีพื้นหนารองรับ แต่ทำ�ไมเราถึงยังบาดเจ็บ จากการวิ่ง คริสโตเฟอร์ค้นพบว่า การวิ่งเท้าเปล่าคือทางออก ของปัญหานี้ สิง่ ทีเ่ ขาพบสอดคล้องกับงานวิจยั ของ Dr. Daniel E. Lieberman จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่บอกว่า ท่าวิ่งของ นักวิง่ เท้าเปล่าทำ�ให้หวั เข่าและสะโพกได้รบั แรงกระแทกน้อยกว่า การวิง่ แบบมีรองเท้าหลายเท่า ยิง่ ได้เห็นตัวอย่างนักวิง่ มาราธอน สัญชาติเคนย่าและเอธิโอเปียหลายคนที่วิ่งเท้าเปล่าจนได้แชมป์

มาราธอนในการแข่งขันโอลิมปิก นักวิ่งทั่วโลกก็เริ่มหันมาสนใจ การวิ่งเท้าเปล่ามากขึ้น การวิ่งเท้าเปล่าไม่ใช่แค่การถอดรองเท้าแล้วออกวิ่ง แต่คือ การเปลีย่ นวิธกี ารลงน้�ำ หนักจากส้นเท้าเป็นหน้าเท้าหรือกลางเท้า แล้วพยายามให้การลงเท้าแต่ละครั้งแตะพื้นอย่างแม่นยำ� และนุม่ นวลทีส่ ดุ ถึงจะฟังดูไม่ยาก แต่กไ็ ม่งา่ ยเลยสำ�หรับนักวิง่ ที่ติดท่าวิ่งแบบเดิม บางคนบาดเจ็บเพราะวิ่งเท้าเปล่าอย่าง ไม่ถูกต้อง จนเลิกวิ่งเท้าเปล่าไปเลยด้วยซ้ำ� “จริงๆ แล้วเราทุกคนมีครูอยู่ที่เท้า ครูที่คอยบอกว่าเราวิ่ง ถูกต้องหรือไม่ เราจึงต้องฟังเสียงร่างกายตัวเอง ถ้าเราเคลือ่ นไหว ถูกต้อง ถึงจะใส่รองเท้า เราก็วิ่งอย่างมีคุณภาพได้” โยชิโนะ อธิบาย แม้ทกุ วันนีจ้ ะยังมีการถกเถียงกันมากมายว่าการวิง่ เท้าเปล่า สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายในทางที่ดีจริงหรือไม่ แต่ นักวิ่งหลายคนที่ชื่นชอบก็ค้นพบความสุขจากการวิ่งเท้าเปล่า ไม่น้อย เพราะการที่ฝ่าเท้าได้สัมผัสพื้นโดยไม่มีอะไรห่อหุ้มนั้น ให้ความรู้สึกอิสระ และยังทำ�ให้เราตั้งคำ�ถามว่าการที่มนุษย์ หวังพึ่งพาเทคโนโลยี เราหลงลืมสัญชาตญาณการอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติเมื่อครั้งอดีตไปหรือเปล่า “การวิ่งเท้าเปล่าทำ�ให้ความคิดเรื่องการดำ�รงชีวิตของผม เปลี่ยนไป ชีวิตคือความเรียบง่าย เหมือนความงามของวิถีเซน ตอนเริ่มวิ่งผมคิดว่าเราควรวิ่งอย่างไรให้บาดเจ็บน้อยที่สุด แล้วการวิ่งก็สอนผมว่า เราควรใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขมาก ที่สุด” ความสุขที่แท้จริงของชีวิต อาจจะเรียบง่ายเหมือนการ ถอดรองเท้าแล้วออกไปวิ่งก็เป็นได้


ก้าวที่สมบูรณ์แบบ ไม่มอี ะไรเป็นอุปสรรคในการออกวิง่ แม้รา่ งกายทีไ่ ม่สม ประกอบ การแข่งขันวิ่งพาราลิมปิกแบ่งนักวิ่งขาพิการออกเป็น 4 ประเภทคือ ขาขาดเหนือเข่าสองข้าง ขาขาดเหนือเข่าข้างเดียว ขาขาดใต้เข่าสองข้าง และขาขาดใต้เข่าข้างเดียว เรียงตามลำ�ดับ ความรุนแรงมากไปน้อย ข้อจำ�กัดที่ฟังดูหดหู่และน่าสงสาร เป็นสิง่ ทีพ่ วกเขาไม่อาจเลือกเอง ทว่าพวกเขายังเลือกทีจ่ ะวิง่ ต่อไป ข้างหน้าด้วยตัวเองได้ ขาเทียมที่เป็นแผ่นเหล็กแบนยาวคล้ายใบมีด หรือ ‘เบลด’ คืออุปกรณ์ทส่ี ร้างขึน้ ให้คนพิการนำ�มาใส่เพือ่ วิง่ แข่งขัน แต่ดว้ ย ราคาที่แพงในระดับหลักแสนถึงหลักล้านเพราะทำ�จากไฟเบอร์ ที่เบา ยืดหยุ่น และทนทาน จึงมีเพียงนักกีฬาทีมชาติเท่านั้น ที่มีโอกาสครอบครอง กว่าจะได้เบลดแต่ละข้าง นักกีฬาพิการ ต้องวิ่งด้วยขาไม้ธรรมดาอยู่เป็นปี เพื่อพิสูจน์ให้คณะกรรมการ พาราลิมปิกแห่งประเทศไทยเห็นถึงความมุ่งมั่น และศักยภาพ ของพวกเขาที่จะเป็นนักกีฬาสร้างชื่อให้ประเทศ เมือ่ ได้รบั อนุมตั ใิ ห้ท�ำ เบลดเป็นของตัวเอง ทีมวิศวกรจะต้อง มาดูวิธีการวิ่ง วิธีลงน้ำ�หนักเท้า เพื่อคำ�นวณความยืดหยุ่นให้ เหมาะสมกับนักกีฬาแต่ละคน ขาใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเฉพาะ จึงจะทำ�ให้นักกีฬาคนนั้นวิ่งได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด การมีกายอุปกรณ์ทด่ี ไี ม่ได้การันตีชยั ชนะเสมอไป สิง่ ทีน่ กั วิง่ พาราลิมปิกทุกคนต้องทำ�เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป คือ ความ พยายามในการฝึกซ้อมทีม่ ากกว่านักวิง่ ทัว่ ไปหลายเท่า ถ้าร่างกาย

ไม่แข็งแรงพอ เบลดก็ไร้ความหมาย เหล่านักกีฬาต้องฟิต กล้ามเนือ้ ขาข้างทีข่ าดไปอย่างหนักเพือ่ ให้มคี วามแข็งแรงเท่ากับ ขาข้างที่สมบูรณ์ และต้องทนความเจ็บปวดจากการกระแทก และเสียดสีกบั เบ้าขาเทียม กว่าจะชินและวิง่ ได้อย่างมัน่ คงก็ตอ้ ง ใช้เวลามุง่ มัน่ กับการฝึกซ้อมอีกเป็นปี “ผมเห็นคนปกติวิ่งได้ ก็คิดว่าเรากับเขาไม่มีอะไรต่างกัน ถ้าเราคิดว่าเราทำ�ได้ เราก็ทำ�ได้” ธวัชชัย โมระพัฒน์ นักวิ่ง ระยะสั้นประเภท T42 หรือขาขาดเหนือเข่าข้างเดียว เจ้าของ เหรียญทองเอเซียนพาราเกมส์หลายสมัยบอกกับเรา วัดกันทีค่ วามเร็ว นักวิง่ พาราลิมปิกทีท่ �ำ สถิตริ อ้ ยเมตรได้เร็ว ทีส่ ดุ ในตอนนีค้ อื Alan Oliveira นักวิง่ ขาขาดเหนือเข่าทัง้ สองข้าง ที่ใช้เวลาเพียง 10.57 วินาที ช้ากว่าสถิติของ ยูเซน โบลต์ ชายที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกเพียง 1 วินาทีเท่านั้น สำ�หรับนักวิ่งที่พิการ การออกวิ่งได้รวดเร็วไม่ได้เติมเต็ม เพียงแค่ร่างกายที่ขาดหาย “การวิง่ ทำ�ให้ชวี ติ ผมดีขน้ึ ผมกลายเป็นคนทีม่ น่ั ใจในตัวเอง มากขึ้น มีรถขับ มีเงินใช้ ตอนที่ติดทีมชาติครั้งแรก ผมกลับไป เยีย่ มบ้าน ทุกคนไม่มใี ครพูดเรือ่ งความพิการเลย มีแต่คนถามว่า จะไปแข่งที่ไหนต่อ เขาจะคอยเชียร์ในทีวี” การได้ออกวิ่ง เติมเต็มชีวิตของพวกเขาให้มีความหมาย อย่างสมบูรณ์


ก้าวแห่งเสียสละ มีการวิ่งอยู่ไม่กี่รูปแบบ ที่สองขาของมนุษย์ไม่ได้ทำ� เพื่อตัวเอง ขณะที่นักวิ่งผู้พิการทางสายตาต้องออกวิ่งท่ามกลาง ความมืดมิดเพือ่ คว้าเส้นชัยในสนามแข่งขัน พวกเขาจำ�เป็น ต้องมีอีกคนคอยวิ่งไปเคียงข้าง นักวิ่งตาดีผู้เป็นดวงตาให้ กับนักวิ่งตาบอดไปตลอดการแข่งขัน คือ ‘ไกด์รันเนอร์’ ถึงดวงตาจะพิการ แต่นักวิ่งตาบอดก็วิ่งเร็วไม่แพ้ นักวิ่งสายตาปกติ ไกด์รันเนอร์ส่วนมากจึงมักจะเป็น อดีตนักกีฬาทีมชาติที่มากประสบการณ์และมีฝีเท้า ไม่เป็นรองใคร เพราะหากไกด์วง่ิ ตามไม่ทนั นักกีฬาตาบอด อาจวิ่งหลุดเส้นทางไปชนสิ่งกีดขวางเกิดอันตรายถึงขั้น หัวแตกหรือฟันหักได้ เพื่อความปลอดภัย นักวิ่งและ ไกด์รันเนอร์จึงต้องถือปลายเชือกหรือยางยืดไว้คนละด้าน เพือ่ ทีท่ ง้ั คูจ่ ะได้อยูไ่ ม่หา่ งกันเกิน 50 เซนติเมตร ตามกติกา สากล กว่านักกีฬาและไกด์รันเนอร์จะวิ่งเข้าคู่กันแบบ เต็มสปีดได้ ทั้งสองต้องฝึกวิ่งลงเท้าสลับข้างด้วยจังหวะ เดียวกัน ถ้านักวิง่ ลงขาขวา ไกด์ตอ้ งลงขาซ้าย เพือ่ ทีก่ ารวิง่ ของทัง้ คูจ่ ะได้ประสานกัน ในช่วงแรกของการฝึก ไกด์รนั เนอร์ จะต้องคอยบอกนักกีฬาเมือ่ ถึงทางโค้ง แต่ถา้ ฝึกซ้อมด้วยกัน จนรูใ้ จไกด์กจ็ ะใช้ไหล่เข้ามาเบียดเป็นสัญญาณแทนคำ�พูด แล้วค่อยห่างออกมาเมื่อถึงทางตรง “ไกด์รันเนอร์ไม่เพียงเป็นตา แต่ยังเป็นสมองให้นักวิ่ง ด้วย ไกด์กับนักวิ่งต้องทำ�ยังไงก็ได้ให้เป็นคนเดียวกัน ต้องรวมใจเป็นหนึ่ง” โค้ชเอ็ม หรือ ด.ต.พรเทพประสิทธิ์ ไกรนรา โค้ชสมาคมพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยอธิบาย ไกด์รันเนอร์ที่เก่งคือคนที่ดึงความสามารถของ นักกีฬาออกมาได้สูงสุด เรียนรู้ศักยภาพและจุดอ่อนของ

นักวิ่ง แล้วใช้จิตวิทยาในการพูดกระตุ้นแรงบันดาลใจ ปลอบใจ หรืออาจถึงขัน้ ดุดา่ ดังนัน้ ทัง้ นักวิง่ ตาบอดและไกด์ ไม่เพียงต้องฝึกซ้อมด้วยกันอย่างหนัก แต่ยังต้องใช้ชีวิต ร่วมกันทั้งในและนอกสนาม เพื่อที่จะได้รู้จักนิสัยของ กันและกันให้มากที่สุด ทัง้ หมดนีเ้ พือ่ เป้าหมายเดียว คือการส่งให้นกั วิง่ ตาบอด เข้าเส้นชัยเป็นคนแรกอย่างถูกต้องตามกติกา โดยที่ ไกด์รันเนอร์ห้ามเข้าเส้นชัยพร้อมกันหรือเข้าก่อนโดย เด็ดขาด “ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครสู้เราได้หรอก” นัท-ณัฏฐพล อรัณยกานนท์ ไกด์รันเนอร์ประจำ�ตัวของ โบว์-เกวลิน วรรณฤมล นักวิ่งผู้พิการทางสายตาดาวรุ่งของเมืองไทย กระซิบบอกเธอก่อนเสียงสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ในเสี้ยววินาทีแห่งความตึงเครียด ในฐานะคู่หูและผู้นำ� การสร้างความมั่นใจเป็นสิ่งที่เขาต้องสร้างให้โบว์ทุกครั้ง ก่อนการแข่งขันอันดุเดือด ตลอด 2 ปีที่ทั้งคู่วิ่งด้วยกัน นัทต้องนั่งดูวิดีโอบันทึก การแข่งขันของโบว์ซ้ำ�แล้วซ้ำ�เล่าเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อน ของเธอ ใช้ชวี ติ ประจำ�วันด้วยกันจนสนิทใจกันถึงขัน้ พูดคุย ปรึกษาปัญหาได้ทุกเรื่องไม่ต่างจากญาติสนิทคนหนึ่ง “ตั้งแต่ตอนที่ผมเลือกจะเป็นไกด์ให้เขา ผมก็ตั้งใจ ทำ�เต็มที่เพื่อช่วยให้เขาประสบความสำ�เร็จในชีวิต เพราะ ความสุขของเขาก็คือความสุขของผม” ถ้าเห็นเพียงความมืดมิด เราอาจจะกล้าวิง่ ไปข้างหน้า อย่างสุดกำ�ลัง ถ้าหากใจรู้ดีว่ายังมีนักวิ่งอีกคนพร้อมจะวิ่ง เคียงข้างเราไปโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน


ก้าวอย่างยั่งยืน ทุกๆ เช้า จะมีคนออกมาวิ่งใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวน ถ้าสังเกตให้ดี เราจะพบว่าส่วนใหญ่เป็นคนหน้าเดิมที่ออกมาวิ่งแทบทุกวัน สังเกตให้ละเอียดขึ้น จะพบว่าร่องรอยแห่งความชราเริ่มปรากฏบนใบหน้าของ พวกเขา แต่สีหน้าและแววตาขณะที่กำ�ลังวิ่งกลับแสดงออกตรงกันข้าม “ถ้าหยุดวิ่งเมื่อไหร่ก็จบ” ทนงศักดิ์ ปริญญานุสรณ์ หรือลุงหลี เล่าให้เราฟังว่าเหตุผลที่ยังวิ่งได้อย่าง แข็งขันแม้อายุจะปาเข้าไป 74 ปี คือการออกมาวิ่งอย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 2 รอบ ไม่ปล่อยให้ความขี้เกียจเป็นใหญ่ ลุงหลีเริ่มวิ่งมานานตั้งแต่สามสิบกว่าปีก่อนเนื่องจากป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ เมือ่ ร่างกายกลับไปแข็งแรงเหมือนเดิมก็กลายมาเป็นนักวิง่ ขาประจำ�ทีส่ วนลุมพินี เคยเข้าร่วมชมรมนกพิราบ ชมรม 14K จนอายุมากขึ้น ภรรยาเสียชีวิตไป ลุงหลี ก็หันมาวิ่งคนเดียว เจอคนรู้จักก็ทักทายตามประสา “อยู่คนเดียวอันตราย แต่ธรรมะช่วยให้เรามีสติ ถ้าเราตีโจทย์แตก รู้จัก พูดคุยกับคน ความเหงาจะไม่มีความหมายเลย การวิ่งก็ต้องใช้สติเหมือนกัน เราต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา รู้ว่าเราควรวิ่งเร็วขนาดไหน ไปได้หรือไปไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ” กวาดตามองบรรดาคนวัยใกล้เคียงกันภายในสวน บางคนทำ�ได้แค่เดิน บางคนต้องถือไม้เท้า บางคนต้องนัง่ รถเข็น ลุงหลีเป็นหนึง่ ในไม่กค่ี นทีย่ งั คงวิง่ ได้ ในอายุเท่านี้ และเป็นที่เคารพนับถือของนักวิ่งที่อายุน้อยกว่า ขณะที่เพื่อนนักวิ่ง หลายคนที่เคยวิ่งด้วยกัน บ้างก็ป่วย วิ่งไม่ไหว ล้มหายตายจากกันไปก็เยอะ “เราไม่อยากให้ลูกหลานลำ�บาก ช่วยตัวเองได้เราก็ช่วยไป สิ่งไหนที่ชอบ เราก็ทำ� พยายามรักษาขาของเราให้ดี อย่ากลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ที่วันนี้เรายัง เดินได้ กินได้ วิ่งได้ ถึงเราจะทำ�ได้ช้า ไม่เหมือนคนหนุ่มๆ แต่เราก็ภูมิใจที่เรายัง พึ่งพาตัวเองได้” เราสังเกตต้นไม้ใหญ่ในสวน ถึงจะอายุมาก แต่ยังไม่หยุดผลิใบแผ่กิ่งก้าน สวยงาม เช่นเดียวกับอีกหลายชีวติ ทีย่ งั มีแรงออกวิง่ ต่อไปภายใต้รม่ เงาต้นไม้เหล่านัน้


ขอบคุณ สถาวร จันทร์ผ่องศรี / พล.ต.ต.ศุภณัฐ อริยะมงคล สมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย / ด.ต.พรเทพประสิทธิ์ ไกรนรา สมาคมพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย / พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี กรมทหารราบที ่ 11 รักษาพระองค์ / พ.ญ.พรชนก วันทนากร โรงพยาบาลรามาธิบดี / ปรานอม สาริยาชีวะ, จตุพล ต้นหิรัญมาศ, เวธัส เก็งทอง, สิทธิเดช โตเลี้ยง และ วิรัลพัชร บุญศิริ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย / อดุลย์ สืบดี, ลักษณาวดี จงวัฒนา, วัฒนา อ่อนคำ� และ ทิวา เชื้อช่าง โรงเรียนทอสี / โรงเรียนดรุณานุเคราะห์ / โรงเรียนวัดบางนางลี่ใหญ่ / พาขวัญ สุพานิชรัตนา Fitness First (Thailand) .,Ltd. / วีรชาติ ศฤงคารินทร์ บริษทั ไนกี้ (ประเทศไทย) จำ�กัด / ค่ายมวย ส.วรพิน / มานพ แย้มอุทัย / อิทธิพล สมุทรทอง / พนิดา จันทรกรานต์ / ภิญญุดา ตันเจริญ / ณรัตน์ รัตนาโภ / ชินวัฒน์ กีรติธรรมกุล / มนมัย รอดเพชร / กลุ่ม Crazy Running


1 ตั้งเป้าหมาย

การออกวิง่ อย่างมีเป้าหมายจะทำ�ให้เรามีพลังและแรงจูงใจมากกว่าเดิม เริม่ ต้นจากการตัง้ เป้าหมายให้ใหญ่ ไว้กอ่ น แล้วค่อยแตกเป้าหมายย่อยๆ ระหว่างทางและลงมือทำ�ไปทีละขัน้ เช่น ถ้าอยากลดน้�ำ หนัก ให้เริม่ จาก ตัง้ เป้าหมายย่อยว่าจะหันมากินดีและออกวิง่ ให้ได้สปั ดาห์ละ 2 ครัง้ ถ้าทำ�ได้ ค่อยตัง้ เป้าหมายย่อยต่อไปว่าจะ วิ่งต่อเนื่องให้ได้ 20 นาทีและจะใส่กางเกงตัวโปรดให้ได้

t

2 อย่าใจร้อน

3 วิ่งจนชิน

อย่ามองว่าการวิ่งเป็นกิจกรรมยามว่าง แต่ต้องทำ�ให้การวิ่งเป็น ส่วนหนึง่ ของชีวติ ประจำ�วัน ถ้ามีเวลาน้อย ลองเปลีย่ นการเดินทางให้เป็น การวิ่ง ศึกษาโอกาสในการวิ่งที่เป็นไปได้จริง เช่น ลองวิ่งจากบ้านมา ที่ทำ�งาน วิ่งจูงสุนัขแทนการเดิน ถ้าว่างแค่หลังเลิกงานลองออกมาวิ่ง ยามเย็นหรือกลางคืน ส่วนในวันหยุดก็ทำ�ให้การวิ่งเป็นกิจกรรมสังสรรค์ กับครอบครัวและเพื่อน ตัดสินใจว่าวิ่งได้เวลาไหนและบ่อยแค่ไหน แล้ววางแผน ให้อยู่ในตารางชีวิตประจำ�วัน สิ่งสำ�คัญคือต้องมีวินัย ในการวิ่ง อย่าลืมบอกเพื่อน ครอบครัว และคนรัก เสียก่อนว่าการวิ่งสำ�คัญกับเราแค่ไหน

เป็นเรือ่ งยากทีน่ กั วิง่ มือใหม่จะควบคุมความกระตือรือร้น แต่การเริม่ ต้น อย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นสิ่งคุ้มค่า เพราะการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้แรงและ กล้ามเนือ้ ค่อนข้างหนัก ถ้าไม่ให้เวลากับการเตรียมร่างกาย หาอุปกรณ์ และ วางแผน อาจจะทำ�ให้เกิดการบาดเจ็บหรือหมดใจวิ่งไปซะก่อน

20TIPSTO

4 วิ่งในที่ชอบ

อย่าวิ่งแต่เส้นทางเดิม ลองเลือกวิ่งเส้นทางใหม่ๆ บ้างจะได้ไม่เบื่อ แถมพืน้ ผิวทีต่ า่ งกันก็ให้ขอ้ ดีทต่ี า่ งกันไป ลูว่ ง่ิ ไฟฟ้าสามารถควบคุมการวิง่ ได้ดี ถนนคอนกรีตวิ่งง่ายและมีแสงไฟตอนกลางคืน ในป่าจะเจอพื้น หลายแบบทำ�ให้เผาผลาญพลังงานได้เยอะ วิง่ บนหญ้าหรือทรายให้ความ นุม่ นวลและรูส้ กึ อิสระ หรือลองออกไปวิง่ สวนสาธารณะอืน่ ทีไ่ ม่เคยไปดูบา้ ง อาจจะเจอสถานที่วิ่งโปรดที่ใหม่เอาไว้เปลี่ยนบรรยากาศ

ระยะทางต่อรอบของ 5 สวนยอดฮิต สำ�หรับนักวิ่ง

Start

สวนลุมพินี: 2.54 กิโลเมตร สวนเบญจกิติ: 1.8 กิโลเมตร สวนเบญจสิริ: 0.73 กิโลเมตร สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ): 2.76 กิโลเมตร สวนหลวง ร.9: 6 กิโลเมตร Finish

5 รองเท้าที่ใช่

ไม่จำ�เป็นต้องใส่รองเท้าที่ทันสมัยที่สุด แต่ที่ต้อง ให้ความสำ�คัญคือการเลือกรองเท้าที่เหมาะกับเท้าตัวเอง รองเท้าวิ่งทั่วไปถูกออกแบบให้รับแรงกระแทกและลดอาการ บาดเจ็บ แต่เท้าแต่ละคนแตกต่างกัน รองเท้าทีด่ สี �ำ หรับคนหนึง่ อาจจะไม่ดีสำ�หรับอีกคนหนึ่ง ก่อนซื้อควรไปเดินเข้าร้านด้วย ตัวเอง ปรึกษาคนขายว่าเท้าของเราเหมาะกับรองเท้าแบบไหน ลองใส่วิ่งด้วยตัวเอง แล้วเลือกคู่ที่เหมาะสมกับเท้าและเงิน ในกระเป๋าของเรามากที่สุด


6 ชุดวิ่งสบาย

หลีกเลีย่ งเสือ้ ผ้าทีท่ �ำ จากผ้าฝ้าย เพราะเวลาเหงือ่ ออกจะทำ�ให้ผา้ เปียกและหนัก ควรเลือก วัสดุที่แห้งเร็วและระบายอากาศได้ดี ส่วนภาคบังคับที่นักวิ่งผู้หญิงควรซื้อมาใส่คือสปอร์ตบรา ดีๆ สักตัว เพราะโดยธรรมชาติเนื้อเยื่อและไขมันที่หน้าอกจะเคลื่อนไหวอย่างมากขณะวิ่ง

ชุดวิ่งสำ�หรับฤดูร้อน หมวก - ตอนวิ่งเราเสียเหงื่อและความร้อนทางศีรษะเยอะมาก วัสดุควรจะเบา ระบาย ไม่อับชื้น บรา - เลือกรุ่นที่กระชับและรองรับสูงสุด เพื่อป้องกันอันตรายจากการเคลื่อนไหวและยืดร่างกาย เสื้อ - ผลิตจากวัสดุที่ไม่เปียกชื้น ถ้าวิ่งช่วงกลางคืนควรมองหาเสื้อที่มีแถบสะท้อนแสง กางเกง - กางเกงกระชับกล้ามเนื้อช่วยลดอาการปวดเมื่อย แต่ขาสัStart ้นเหมาะกับอากาศบ้านเราที่สุด ถุงเท้า - ช่วยให้วิ่งสบายขึ้น รองรับส่วนที่รับน้ำ�หนัก ลดการเสียดสี และระบายเหงื่อได้ดี อาร์มแบนด์ - สำ�หรับใส่โทรศัพท์มือถือ เปิดแอพพลิเคชันจับเวลาและระยะทางได้

RUNBETTER Finish

7 ดูเวลา ไม่ใช่ระยะทาง

นักวิง่ ทีเ่ ตรียมตัวลงแข่งมักให้ความสำ�คัญกับการวัดระยะทาง แต่ส�ำ หรับ นักวิ่งมือใหม่ มาตรวัดที่จูงใจกว่าระยะทางคือการจับเวลา ลองเริ่มต้นจาก วิง่ ต่อเนือ่ ง 10 นาที แล้วค่อยๆ เพิม่ เวลาขึน้ อีก 5 นาทีในสัปดาห์ถดั ไป วัดดูว่า ในเวลาที่จำ�กัดเราวิ่งไปได้เท่าไหร่ แล้วลองเอาชนะระยะทางเดิมที่เคยทำ�ได้ ไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่วิ่งต่อเนื่องได้ 30 นาทีติดต่อกันค่อยหันมาสนใจเรื่อง ระยะทาง และคิดเรื่องการเตรียมตัวไปแข่ง

9 เดินบ้างก็ได้

นักวิ่งหน้าใหม่บางคนไม่กล้าเดินเพราะกลัวจะดูไม่โปร ไม่เก่ง แต่ที่จริงแล้วการวิ่งสลับเดินถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนของการฝึกวิ่งของนักวิ่ง มือใหม่ สำ�หรับค่อยๆ เพิม่ เวลาในการวิง่ ให้นานขึน้ ไปเรือ่ ยๆ แต่ทน่ี า่ สนใจกว่า คือเทคนิคนี้ถูกนำ�ไปพัฒนากลายเป็นการออกกำ�ลังกายแบบใหม่ที่เรียกว่า HIIT หรือ High-Intensivity Interval Training สำ�หรับนักวิ่งที่ค่อนข้างแข็งแรง และต้องการเบิรน์ ให้ได้ครัง้ ละมากๆ โดยใช้เวลาน้อยๆ วิธกี ารคือให้วง่ิ หนักมาก สลับกับเดินเร็ว ทำ�เป็นเซ็ตเพือ่ บังคับการเต้นของหัวใจ วิธนี ไ้ี ม่แนะนำ�สำ�หรับ นักวิ่งที่ยังไม่แกร่งพอเพราะต้องใช้พลังงานมาก โปรดศึกษาอย่างละเอียด ก่อนลงมือทำ�

8 วอร์มก่อน

ไม่ว่าจะวิ่ง 30 นาทีหรือ 30 กิโลเมตร จำ�เป็นต้องให้เวลา กับการวอร์มอัพและคูลดาวน์ด้วยการเดินเร็วๆ หรือจ็อกกิ้งช้าๆ ทั้งก่อนและหลังวิ่ง จุดประสงค์ของการวอร์มไม่ใช่แค่คลาย กล้ามเนื้อ แต่ยังกระตุ้นการทำ�งานของหัวใจ ทำ�ให้เลือดสูบฉีด ตามด้วยการอบอุ่นและยืดกล้ามเนื้อ จุดสำ�คัญคือส่วนน่อง ด้านหน้า น่องด้านหลัง ต้นขาด้านหน้า และสะโพก โดยใน แต่ละท่าควรให้เวลา 15 - 30 วินาที การลืมวอร์มอัพเพียงครัง้ เดียว ก็ส่งผลต่ออาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อในวันรุ่งขึ้นได้

10 ฟังร่างกายตัวเอง

ความเจ็บปวดเป็นสัญญาณง่ายๆ ที่บอกว่าเราวิ่งหนักเกินไปและ ต้องการพัก แต่อาการเจ็บปวดทุกรูปแบบไม่จ�ำ เป็นต้องถึงกับหยุดวิง่ เสมอไป ถามตัวเองว่าอาการนัน้ ยังทำ�ให้วง่ิ ต่อไปได้ไหม อาการเจ็บปวดทีพ่ บได้งา่ ย คือที่เข่า ข้อเท้า และฝ่าเท้า ลองหาสาเหตุว่าเป็นเพราะความเหนื่อย นอนน้อยเกินไป กินน้อยเกินไป หาทางแก้ให้ตรงจุด อาจเป็นได้ทั้งการ ปรับเปลี่ยนท่าวิ่งให้เหมาะสมหรือหยุดพัก หากพร้อมวิ่งอีกครั้งเมื่อไหร่ ร่างกายจะบอกเราเอง


11 อย่าขาดน้ำ�

น้ำ�เป็นสิ่งสำ�คัญที่ควรพกติดตัวเวลาออกวิ่งเพราะเราเสียเหงื่อไปมาก ถ้าวิ่งระยะไกล ควรดืม่ น้�ำ ก่อนวิง่ สัก 2 ชัว่ โมง ระหว่างวิง่ อย่าทำ�ลายระบบของร่างกายด้วยการดืม่ น้�ำ แก้วใหญ่ ให้หมดในครัง้ เดียว แต่ให้คอ่ ยๆ จิบไปทีละนิดระหว่างทาง สิง่ สำ�คัญสำ�หรับการวิง่ ทุกระยะ คือหลังวิ่งเสร็จ ห้ามลืมดื่มน้ำ�ชดเชยให้เพียงพอ

12 กินดีวิ่งดี

อาหารทีก่ นิ เข้าไปส่งผลต่อสมรรถภาพในการวิง่ อาหารทีด่ ขี องนักวิง่ ควรเป็น อาหารเพื่อสุขภาพที่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ แป้ง ผลไม้และผัก จำ�กัดน้ำ�ตาล และอาหารทีม่ ไี ขมันมาก ต้องกินให้ครบ 3 มือ้ ต่อวันหรือจะแบ่งย่อยเป็นมือ้ เล็กๆ 5 มื้อเพื่อให้ระบบเผาผลาญทำ�งานดีขึ้น พยายามอย่าลดหรืออดอาหาร โดยเฉพาะโปรตีน เพราะจะช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ถูกทำ�ลายจากการฝึกซ้อม และป้องกันอาการเจ็บปวด ควรกินอาหารก่อนวิ่ง 2 ชั่วโมง และหลังวิ่งอย่างน้อย 30 นาที

แนะนำ� - โฮลเกรน ไข่ ถั่ว ปลา มันหวาน โยเกิร์ต กล้วย มะเขือเทศเชอร์รี่ หลีกเลี่ยง - อาหารไขมันสูง ของทอด คาเฟอีน และนม ก่อนวิ่ง 12 ชั่วโมง

13 ให้เวลาพัก

Start

การพักฟืน้ ตัวเป็นเรือ่ งสำ�คัญของนักวิง่ หน้าใหม่ แม้กระทัง่ นักวิง่ มาราธอนก็ให้ความสำ�คัญกับเรื่องนี้มาก เพราะกล้ามเนื้อต้องการ พลังงานมาฟื้นฟูและซ่อมแซม แต่ไม่ใช่การปล่อยให้อ่อนแอ สูตรที่ ง่ายที่สุดของการพักคือ วิ่ง 1 วัน พัก 1 วัน สลับกันไป Finish

14 ฟิตช่วงตัว

อย่าละเลยความฟิตช่วงลำ�ตัว ไม่จำ�เป็นต้องถึงขั้นซิกซ์แพ็ก แต่ชว่ งตัวทีแ่ ข็งแรงจะทำ�ให้เราวิง่ ได้ดขี น้ึ และแกร่งขึน้ สร้างกล้ามเนือ้ ที่ท้องแบบง่ายๆ ด้วยการซิตอัพ หรือถ้าเป็นไปได้ควรโยคะเพื่อช่วย ยืดกล้ามเนื้อ

15 ปลอดภัยไว้ก่อน

ถ้าออกไปวิ่งคนเดียว อย่าฟังเพลงเสียงดังเกินไปจนไม่ได้ยิน เสียงรอบข้าง ยิ่งถ้าวิ่งกลางคืน ต้องใส่เสื้อผ้าที่ช่วยให้มองเห็นได้ใน ความมืด ถ้าจำ�เป็นต้องพกของมีคา่ ติดตัวควรเก็บใส่กระเป๋าคาดเอว ใบเล็กๆ หลีกเลี่ยงที่เปลี่ยวยามวิกาล และหากเป็นไปได้ควรจะพก โทรศัพท์มือถือไปด้วย ที่สำ�คัญ อย่าลืมบอกใครสักคนเอาไว้ว่าคุณ ออกไปวิ่ง


16 อย่าวิ่งคนเดียว

แม้ธรรมชาติของการวิง่ จะเป็นกีฬาทีโ่ ดดเดีย่ ว แต่การมีเพือ่ นวิง่ จะช่วยจูงใจให้อยากออกไปวิ่งได้มากขึ้น ไกลขึ้น และเร็วขึ้น ชวนครอบครัวออกมาวิ่ง เช่น ให้ลูกปั่นจักรยานไปข้างๆ จูงสุนัข ออกไปวิ่ง หรือลองเข้าร่วมกลุ่มหรือชมรมวิ่ง คุณจะได้เพื่อนที่ชอบ ในสิ่งเดียวกันและช่วยให้ไปได้ไกลที่สุด

2

1

3

17 ทำ�ให้เป็นเกม

ทำ�ให้การวิ่งเป็นเรื่องท้าทายที่อยากเอาชนะ ดาวน์โหลด แอพพลิเคชันเกี่ยวกับการวิ่งมาใช้จะช่วยได้มาก เช่น Endomondo Sports Tracker, Strava Run GPS Tracker, Runkeeper ส่วนใหญ่จะมี โปรแกรมซ้อมให้ มีแผนที่ จับระยะทาง เวลา และแคลอรี เก็บประวัติ การวิ่งให้เราได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง แต่บางแอพอย่าง Nike+ Running สามารถท้าทายเพื่อนให้มาแข่งกันวิ่งในเวลาและระยะทาง ที่เรากำ�หนดเองได้ เหมือนเป็นเกมแข่งวิ่งขนาดย่อม

18 ลงสนามวัดใจ

พอเริ่มวิ่งต่อเนื่องได้นานและไกลพอ ถึงเวลาที่ควรจะพาตัวเอง มาลงสนามแข่ง การได้เอาชนะตัวเองด้วยการวิง่ เป็นประสบการณ์ทส่ี ร้าง แรงกระตุ้นและบันดาลใจให้อยากวิ่งได้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ อาจจะเริ่มซ้อม และตัง้ เป้าลงแข่งทีร่ ะยะเบาๆ จากไมโครมาราธอน 5 กิโลเมตร ขยับไป มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร ขยับไปฮาล์ฟ 21 กิโลเมตร รอจนร่างกาย พร้อมแล้วค่อยลงฟูลมาราธอน 42.195 กิโลเมตร บางงานวิง่ มีระยะทาง แปลกๆ ให้ทดลองฝีเท้ากันด้วย เช่น 10 ไมล์ หรือ 14 กิโลเมตร เว็บไซต์ที่รวบรวมงานวิ่ง www.patrunning.com, www.forrunnersmag.com, www.jogandjoy.com

19 หัดโพสท่าวิ่ง

นักวิ่งที่ลงสนามแข่งบ่อยๆ จะรู้กันดีว่ามีช่างภาพคอยเก็บ ภาพเดี่ยวของทุกคนที่ลงแข่งในงานวิ่ง แล้วนำ�มาโพสต์ในเว็บไซต์ ให้เซฟมาแชร์หรือสั่งซื้อ การโพสท่าวิ่งที่ดีเริ่มตั้งแต่คอยสังเกตว่า ตากล้องอยู่ตรงไหน พยายามวิ่งให้ทิ้งระยะห่างกับคนด้านหน้าและ ด้านข้างเพือ่ จะได้ไม่บงั กัน ถ้าไม่ชอบมองกล้องให้มองไปทีพ่ น้ื ข้างหน้า จะได้ภาพที่สวย แต่ถ้าชอบมองกล้องแนะนำ�ให้คิดท่าทางประจำ�ตัว ไปเลย ทีส่ �ำ คัญอย่าลืมยิม้ รับรองว่าภาพถ่ายทีอ่ อกมาจะเป็นทีจ่ ดจำ� และชวนให้คนอื่นอยากออกมาวิ่งแบบเราบ้าง

20 อย่าหยุดวิ่ง

อย่าให้อะไรมาเป็นอุปสรรคขวางกั้นการวิ่ง เพราะหากขาดความ ต่อเนื่องก็เท่ากับว่าร่างกายกลับไปเริ่มนับศูนย์ ต้องฟิตซ้อมร่างกาย และสร้างกล้ามเนื้อใหม่ ลองสังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ เกิดขึ้นกับตัวเรา แล้วคิดดูว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้เราต้องพยายามอะไร มาบ้าง ท่องไว้ว่าอย่าหยุดวิ่ง!


a day with a view เรื่อง > จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ และ คาลิล พิศสุวรรณ ภาพ > นวลตา วงศ์เจริญ


ธรรมชาติชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของ ตูน Bodyslam

อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน Bodyslam มักเอ่ยประโยคนีป้ ดิ ท้าย เมือ่ อธิบาย เรือ่ งใดเรือ่ งหนึง่ ไม่วา่ จะเป็นเรือ่ งความสุข ความทุกข์ ความผิดหวัง สมหวัง สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือจะกล่าวว่า เขาใช้ประโยคนี้อธิบายทุกเรื่องในชีวิตก็ไม่ผิดนัก จากนักเรียนชั้นมัธยมที่ชื่นชอบในการร้องเพลง ทะเลดนตรีได้นำ�พาเรือเล็ก อย่างเขาล่องลอยมาไกลเกินกว่าจะจินตนาการถึง จากวงดนตรีในค่ายเล็กที่จับใจ คนเฉพาะกลุ่ม เติบโตกลายเป็นหนึ่งในศิลปินวงร็อกที่มีคนรู้จักมากที่สุดในประเทศ ซึ่งชื่อเสียงและการยอมรับที่ได้มาหาได้เกิดจากโชคชะตาหรือจับพลัดจับผลู ผลงานเพลงทีบ่ รรจุความตัง้ ใจไว้ในทุกๆ คำ�ร้อง ทำ�นอง ไล่เรียงตัง้ แต่อลั บัม้ Bodyslam, Drive, Believe, Save My Life และคราม รวมถึงทัศนคติส่วนตัวต่างหากที่ทำ�ให้ เขาก้าวมายังจุดจุดนี้-จุดที่ใช่ว่าศิลปินทุกวงจะมาถึง รางวัลศิลปินกลุม่ ร็อกยอดเยีย่ ม, เพลงร็อกยอดเยีย่ ม และอัลบัม้ ร็อกยอดเยีย่ ม จากหลากเวที โดยเฉพาะเวทีสีสันอวอร์ด ซึ่งตัดสินโดยคณะกรรมการที่เป็นกลุ่มคน ฟังเพลงชนิดเข้มข้น ยืนยันถึงคุณภาพผลงานของเขาได้เป็นอย่างดี และตอนนี้ ดัม-มะ-ชา-ติ อัลบั้มใหม่ที่ตกผลึกจากช่วงชีวิตที่ผ่านมาได้เสร็จสิ้น เรียบร้อย เหลือเพียงรอเวลาเผยแพร่สู่ผู้คนที่เฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ บทสนทนาหลายครัง้ รวมเวลาหลายชัว่ โมงระหว่างเราบอกว่าความคิดและทัศนคติ ของเขาในวันนีม้ ีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ก็มีบางอย่างที่ยืนหยัด ไม่สั่นคลอน แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน เขาก็อธิบายเหตุผลด้วยประโยคทำ�นอง เดียวกัน


1. “ขึ้นมาเลยครับ เดี๋ยวพาเข้าไป” เจ้าของมอเตอร์ไซค์เอ่ยเมื่อผมบอกชื่อบุคคลที่นัดหมายไว้ ผมวาดขาขึ้นยานพาหนะสองล้อตามคำ�ชวน ช่างเป็นระบบการรักษาความปลอดภัยที่น่ารัก เป็นมิตร เพียงถามสั้นๆ ว่ามาหาใครก็ยอมเปิดทาง แถมอาสาขี่รถพาไปส่ง ระหว่างทีย่ านพาหนะเคลือ่ นทีไ่ ปข้างหน้าผมคิดถึงวันทีพ่ บเจอ เขาครั้งแรกเมื่อกว่า 12 ปีก่อน ที่สถานศึกษาแห่งหนึ่ง เขายืนอยู่ บนเวทีในฐานะศิลปินอินดีห้ น้าใหม่ ส่วนผมยืนอยูด่ า้ นล่างในฐานะ ผู้ชื่นชม เฝ้ามอง วันนั้นหากเอ่ยชื่อเดียวกันนี้ออกไปให้ใครได้ยิน อาจต้องเสียเวลามานัง่ อธิบายกันหลายนาทีวา่ เขาเป็นใคร มาจากไหน ตรงกันข้ามกับวันนี้ นาทีนี้ มีใครบ้างไม่รู้จัก ตูน บอดี้สแลม วันนีเ้ ป็นวันซ้อมใหญ่กอ่ นที่ ‘genie Fest... 16 ปีแห่งความร็อก’ คอนเสิรต์ ฉลองครบรอบ 16 ปีคา่ ย genie records จะระเบิดความมัน ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเขา-ในฐานะศิลปินเบอร์หลักของค่าย ย่อมเป็น หนึ่งในไฮไลต์อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อถึงที่หมาย สองล้อหยุดนิ่ง ผมกล่าวขอบคุณผู้มาส่ง ด้วยรอยยิ้มและก้าวเท้าไปยังจุดหมาย ท่ามกลางเหล่าศิลปิน ร่วมค่าย ผมมองเห็นเขาในอิริยาบถผ่อนคลายรอเวลาขึ้นเวที “ตามสบายเลยนะครับ ไม่ตอ้ งเกรงใจ” ตูนเอ่ยอย่างเป็นกันเอง ด้วยน้ำ�เสียงสุภาพเมื่อพบเจอ นี่เป็นนิสัยส่วนตัวของเขาที่ใครหลายคน ไล่ตั้งแต่รุ่นพี่ที่เขา เคารพ พีอาร์ค่ายที่สังกัด คนขับรถ หรือแฟนเพลง ต่างระบุตรงกัน นัน่ คือเขาเป็นคนนอบน้อม ถ่อมตัว ทัง้ ทีโ่ ดยโปรไฟล์แล้วเขาสามารถ วางตัวมีเกราะมีกรอบโดยที่ทุกคนเข้าใจได้ ไม่มีใครตำ�หนิ ระหว่างที่นั่งคุยกันหลังเวที เขายกมือไหว้ผู้อาวุโสที่เดินผ่าน ไปมาอย่างเป็นปกติ สลับกับการลุกไปถ่ายรูปกับกลุ่มแฟนเพลงที่ บังเอิญผ่านมาพบ ไม่ใช่เพียงครัง้ นี้ ทุกครัง้ เมือ่ มีใครเข้ามาขอถ่ายรูป เขาไม่ลงั เลทีจ่ ะโผเข้าหาด้วยสีหน้ายิม้ แย้ม ไม่มที ที า่ รำ�คาญ ไร้อตั ตา ในแบบที่ร็อกสตาร์บางคนมีติดตัว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถกู อบรมมาจากโรงเรียนสอนศิลปินที่ไหน และ เหนืออื่นใด ผมไม่เชื่อว่าเราจะบอกสอนกันได้หากคนคนนั้นไม่ได้มี พื้นฐานความเชื่อเช่นนั้น “ผมคิดอย่างนี้ เราชอบที่ได้ทำ�เพลง ทำ�ดนตรี และเมื่อ ทำ�เสร็จแล้วเราให้คนฟังเพื่อให้เขาชอบ ให้เขารัก สมมติเขารัก เพลงเรา รวมถึงเขารักตัวเรา สุดท้ายเรากลับเลือกที่จะปลอมตัว เดินหนีเขา หรือไม่ยินดีที่เขาเข้ามาหาเรา ผมว่ามันเป็นตรรกะ ที่ผิดนะ “ผมพยายามไม่ใช้ชีวิตเหมือนที่คนเขาคิดว่าเราต้องเป็น อย่างนั้น ผมก็ยังใช้ชีวิตปกติ ทุกวันนี้แถวบ้านทุกคนจะเห็นผมใส่ กางเกงบอลไปซือ้ ของในเซเว่นฯ ไปอุน่ เกีย๊ วน้�ำ ซือ้ สตาร์ซอคเก้อร์” ในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักเป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น หลังบทสนทนาสั้นๆ เรานัดหมายพบเจอกันอีกครั้งใน สัปดาห์หน้าที่บ้านของเขา เมื่อถึงเวลา ตูนก้าวขึ้นเวทีพร้อมกับ

june 2014

ศิลปินร่วมค่าย โดยที่ผมเฝ้ามองเขาผ่านจอมอนิเตอร์ด้านล่าง เพลงแรกที่ศิลปินทุกคนร่วมร้องเป็นเพลงของเขา เครื่องสี ทำ�ให้เพลงเพลงเดิมดูเข้มขลังขึ้น เพลงนั้นมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า ‘ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง’ 2. “คนไม่รู้ไม่เห็นนึกว่าผมไม่เคยล้ม ไม่เคยพลาด แต่ความจริง มันสะบักสะบอมนะ” เขาเอ่ยประโยคนี้ระหว่างที่เราพูดคุยถึงชีวิตที่ผ่านมาในบ้าน ของเขา ตูนอยู่บ้านหลังนี้มากว่า 5 ปี โดยพื้นเพเขาเป็นคนสุพรรณบุรี เกิดที่นั่น โตที่นั่น ก่อนชีวิตจะหักเห ต้องย้ายมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่ กรุงเทพฯ และปักหลักลากยาวจนถึงตอนนี้ “ตอนนั้นร้องไห้ตลอดเพราะคิดถึงบ้าน เราไม่เคยต้อง ออกจากบ้านมาใช้ชีวิตคนเดียวแบบนี้ ขึ้นรถเมล์กลับบ้านคนเดียว ก็มีเหงาบ้าง” แทบจะเป็นบทบัญญัติของลูกผู้ชายในช่วงวัยมัธยม ที่หาก หลงรักดนตรีต้องจับกลุ่มฟอร์มวง เขาเองก็เช่นกัน ด้วยความที่ ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กจากการปลูกฝังอ้อมๆ ของพ่อซึ่งชอบ ฟังเพลงและอ่านหนังสือดนตรี เขาจึงยึดตำ�แหน่งร้องนำ�ประจำ�วง พอมีวงดนตรีโลกการฟังของเขาก็กว้างและลึกขึ้น จากที่ฟังเพียง เพลงป๊อปง่ายๆ เขาเริ่มฟังเพลงมากขึ้นและยากขึ้นโดยการแนะนำ� ของเพื่อนร่วมวง “มันทำ�ให้เราก้าวเข้าไปอีกขั้นหนึ่งในความหลงใหล รักมัน โดยค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่รู้ตัว” เมือ่ ได้ยนื ร้องเพลงทีช่ อบโดยมีเพือ่ นและเครือ่ งดนตรีหอ้ มล้อม ช่วงชีวิตที่โดดเดี่ยวในเมืองกรุงสำ�หรับเขาจึงกินเวลาไม่นานนัก แม้จะจับสามล้อกับเพือ่ นไปห้องซ้อมดนตรีสม่�ำ เสมอ อัดกันอยู่ ในห้องแคบๆ 7 - 8 คน อย่างไม่รู้วันคืน แต่เมื่อถามถึงความฝัน ในเส้นทางสายดนตรี เขากลับปฏิเสธรวดเร็วคล้ายมันเป็นเรื่อง เหลวไหล-เพ้อฝัน “มันเป็นไปไม่ได้เลย ความฝันที่จะออกอัลบั้มในตอนนั้น มันไกลมาก ตอนนั้นเราไม่เก่งด้วย ในจังหวะแรกที่พวกผมเริ่ม เล่นดนตรีกันมันไม่มีความคิดว่าจะต้องไปออกเทป จะต้องดัง จะต้องเป็นนักดนตรีมืออาชีพต่อไปในอนาคต ไม่มีเลย เราแค่สนุก กับดนตรีของเราเท่านั้น “เหมือนพักเที่ยงลงไปเตะบอล ก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะเป็น นักบอลทีมชาติ” เขาเปรียบเปรยเห็นภาพ ในบ่ายวันหนึ่งขณะที่สวมเครื่องแบบนักเรียน โรงเรียนได้จัด คอนเสิร์ตขนาดย่อมขึ้นโดยมีศิลปินที่เป็นศิษย์เก่ามาเล่นบนเวที ศิลปินวงนั้นมีนามว่า โมเดิร์นด็อก ไม่ตอ้ งถามว่าเขานัง่ อยูใ่ นห้องเรียนหรือยืนอยูห่ น้าเวที-เป็นอัน รู้กัน

173


“ตอนนั้นพี่ป๊อดก็สุดของเขา ลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายร้องเพลง บนพืน้ อยูด่ ๆี ก็ปนี เสาเวที ซึง่ ผมรูส้ กึ ว่ามันเปิดโลกการแสดงบนเวที ของเรา ที่เคยดูในทีวีแต่ก่อนนักร้องต้องยืนร้องด้วยแอ็กชั่นน้อยๆ โยกได้นิดหน่อย แต่พอได้เห็นพี่ป๊อดเล่นวันนั้นแล้วมันพาเราไปไกล เลยนะ ตัง้ แต่วนั นัน้ มาเรารูส้ กึ ว่าได้รบั แรงบันดาลใจจากการแสดงสด ของโมเดิร์นด็อก” การแสดงสดทีท่ �ำ ให้คนในวงกว้างได้ยนิ ชือ่ อาทิวราห์ คงมาลัย เป็นครั้งแรก คือเวทีฮอตเวฟ มิวสิค อวอร์ด ครั้งที่ 1 ในฐานะ นักร้องนำ�วงละอ่อน จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย “ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเยอะ แค่หวังประสบการณ์จากการ ประกวด อยากทำ�อะไรสนุกๆ ก็ทำ� ผมว่ามันเป็นธรรมชาติของ วัยรุ่นที่จะใช้พลังงานล้นเหลือในตัวเองก่อนที่จะคิดอะไรเสมอ ไม่ได้วางแผนอะไรยาวๆ รู้แค่เดี๋ยวก็ต้องเอนทรานซ์ เรียบจบแล้ว สมัครงาน” สิ้นคำ�ประกาศผลของพิธีกรบนเวที ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไป เมื่อ ละอ่อนคว้ารางวัลชนะเลิศในปีนั้นไปครอง “การประกวดชนะครั้งนั้นทำ�ให้เราได้ก้าวขาเข้ามาในดินแดน ของคนที่ทำ�งานดนตรีจริงๆ เปิดประตูให้เราได้เข้ามาอยู่ค่าย Music Bugs ได้เจอพีเ่ อก (ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ได้เข้ามาเจอรุน่ พีว่ งดนตรี ที่เก่งๆ ในมิวสิคบั๊กส์ตอนนั้นอย่างเช่น Friday, Big Ass เป็นประตู ให้เราได้เข้ามาเจอคนเหล่านี้ และทำ�ให้เรามีวันนี้” ละอ่อน คืออัลบั้มที่ต่อยอดมาจากการประกวด อัลบั้มนี้ ทำ�ให้เขาได้รู้จักการทำ�เพลงแบบมืออาชีพ ได้เข้าห้องอัด ได้ไป แคมปัสทัวร์ ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเล็กๆ-ได้ทำ�อะไรที่ไม่เคยทำ� “ตอนนัน้ เหมือนเข้าห้องเรียนไปเรียนรู้ ทำ�ด้วยความไม่รู้ เราต้อง ขอบคุณช่วงเวลาที่ได้ทำ�ละอ่อน ถึงมันไม่ได้ประสบความสำ�เร็จ ในตัวมันเอง แต่กเ็ ป็นงานทีส่ อนเราในการทำ�งานชิน้ ใหญ่ขน้ึ ในวันหน้า เรารูแ้ ล้วว่าถ้าเราได้มโี อกาสทำ�อัลบัม้ อีกครัง้ หนึง่ เราจะต้องเตรียมตัว ยังไงบ้าง เราจะล้อเล่นกับมันไม่ได้แล้ว เราจะไม่มีทางเปลี่ยนชื่อวง ได้เป็นครั้งที่ 2” “ทุกวันนีพ้ อกลับไปฟังอัลบัม้ ละอ่อน แล้วรูส้ กึ ยังไง” ผมถาม “ผมจะไม่เปิดฟังเอง ผมเขิน” เขาตอบแล้วนั่งอมยิ้ม “เขิน เหมือนเราเปิดอัลบั้มรูปเก่าๆ แล้วเห็นตัวเองแต่งชุดโดราเอมอน นั่นแหละ นึกออกไหม ตอนนั้นเราเป็นเด็กอายุ 18 - 19 ปี พูดเรื่อง อะไรประมาณนั้น เสียงเราประมาณนั้น ดนตรีประมาณนั้น คงคล้ายๆ กับการใส่เสื้อผ้า ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเราคิดว่ามันเท่ที่สุด เราแต่งตัวได้ดีที่สุดแล้ว แต่กลับไปดูอัลบั้มรูปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราก็หัวเราะกับตัวเองอยู่เสมอ เหมือนเป็นธรรมชาติของคนที่โตขึ้น นั่นแหละ “เขินอายแต่ไม่ได้ละอายนะ มันภูมิใจด้วยซ้ำ�” 3. แม้จะเรียนคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แต่เขากลับรู้สึกมีความสุข ยามยืนร้องเพลงมากกว่ายืนว่าความบนบัลลังก์ หลังตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะแยกย้ายจากวงละอ่อนซึง่ รวมตัว

june 2014

เฉพาะกิจเพือ่ ประกวด ตอนเรียนปี 2 เขาจึงคิดโปรเจกต์วงดนตรีใหม่ เพื่อรองรับความฝันบนเส้นทางดนตรีที่เริ่มก่อตัวอย่างหนาแน่น โดยได้ เภา-รัฐพล พรรณเชษฐ์ มือกีตาร์จากวงละอ่อน มาร่วมกัน ตั้งต้นปลูกปั้น ก่อนที่ ปิ๊ด-ธนดล ช้างเสวก มือเบสวงเดียวกันจะมา สมทบภายหลัง เขาแบ่งเวลาในชีวิตช่วงที่ยังศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยทำ�เพลง สะสมไว้ หวังผลักดันให้โปรเจกต์นี้เสร็จสิ้นเป็นอัลบั้ม เมื่อเรียนจบ เขาปฏิเสธที่จะหางานเพื่อมุ่งมั่นกับงานนี้เต็มตัว เป็นเวลา 2 ปีเต็มหลังเรียนจบทีเ่ ขาไม่มรี ายได้จากงานประจำ� “ปีแรกที่จบจากมหาวิทยาลัยเราไม่มีงานประจำ�ทำ� ต้องทำ� ทุกอย่างเพือ่ หล่อเลีย้ งให้กอ้ นความฝันในการทำ�อัลบัม้ แรกไปสุดทาง ให้ได้ แล้วมีรุ่นพี่ที่ทำ�งานเป็นสจ๊วตอยู่เขาต้องการคนด่วน ก็เลย มาถามเราว่าอยากทำ�มัย้ เราก็โอเค เป็นสัญญาระยะสัน้ 3 - 6 เดือน” พนักงานต้อนรับบนเครือ่ งบินคนอืน่ อาจมีเพียงกระเป๋าสัมภาระ แต่เขาต้องแบกกีตาร์ไปที่ต่างๆ ด้วย เพื่อไม่ให้การทำ�เพลงต้อง สะดุด หลังจากหมดสัญญาระยะสั้นกับสายการบิน เขากลับมา ทำ�เพลงเต็มตัวอีกครั้ง โดยอาศัยเล่นดนตรีกลางคืนเพื่อหารายได้ หล่อเลีย้ ง จนแล้วจนรอดอัลบัม้ ก็ไม่คลอดสักที เนือ่ งจากค่ายต้นสังกัด ยังไม่เคาะอนุมัติให้เดินหน้าเข้าห้องอัด ทำ�ให้เขาต้องรอต่อไป “ตอนนั้นเรากดดันมาก คือเราจบนิติฯ จุฬาฯ ถ้าเลือกทำ�งาน ออฟฟิศคงได้เงินเดือน คงเลีย้ งพ่อแม่ได้ ยิง่ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความกดดันยิ่งเยอะขึ้น ในบางทีเราก็รู้สึกไร้สาระกับตัวเองจริงๆ ว่าทำ�ไมวะ เขาส่งให้เราเรียนเพื่อที่เรียนจบแล้วจะได้ทำ�งานส่งเงิน กลับไป ไปช่วยดูแล ซัพพอร์ตบ้าง แล้วในช่วงนั้นเศรษฐกิจที่บ้าน แย่มากอยู่แล้วด้วย ไม่ใช่จะมาใช้ชีวิตลอยลมอย่างนี้ได้ สิ่งที่เราทำ� มันเลยยิ่งเห็นแก่ตัวเข้าไปใหญ่ “ช่วงทีเ่ รียนแล้วทำ�เพลงไปด้วยยังไม่เป็นไร เพราะเรารูส้ กึ ว่า ยังมีหลักคือการเรียนให้เรายึด แต่พอช่วง 2 ปีที่เราออกจากรั้ว มหาวิทยาลัย เรียนจบแล้วไม่ได้ทำ�งานประจำ� ดนตรีคือหลักยึด ของเรา เราทุ่มเทไปกับมันมาก แล้วเรารู้สึกว่าเดโม่ที่เรามีในมือ น่าจะเพียงพอให้เราได้ต่อยอด เข้าห้องอัด ออกอัลบั้มได้แล้ว แต่ก็ ไม่ได้ออกสักที” เดโม่ที่เขามีอยู่ตอนนั้นไล่เรียงรายชื่อได้ประมาณนี้ ทางของฉันฝันของเธอ, อากาศ, ย้ำ� และ งมงาย “ตอนนั้นคิดไหมว่าจะทนถึงเมื่อไหร่” เขานิ่งคิดหลังได้ยิน คำ�ถาม “มีอยู่วันหนึ่งเราตัดสินใจว่าจะยอมแล้ว ถ้าหลังจากวันนี้ เขาไม่ให้เราออกอัลบั้มเราจะยอมแพ้แล้วไปหางานทำ� มันหมดไฟ ท้อแท้ ผมว่าผมทำ�ทุกอย่างแล้วจริงๆ เท่าที่ทำ�ได้ในตอนนั้น” เขาเล่าทิ้งจังหวะ คล้ายกำ�ลังเรียบเรียงความทรงจำ�เป็นประโยค “วันนัน้ เรานัดประชุมทีม่ วิ สิคบัก๊ ส์ ก่อนเข้าประชุมเราจะไปนัง่ ร้านกาแฟทีอ่ ยูใ่ กล้ออฟฟิศกัน มีผม มีพอ่ี อ๊ ฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้บอดี้สแลม มีทีมเขียนเนื้อเพลงที่คอยช่วยกัน ก็คุยหาทางออกว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ� สุดท้ายมันไม่มีทางออกใน โต๊ะประชุมนั้น ผมเลยเดินจากร้านกาแฟกลับมาที่ออฟฟิศแล้ว เคาะประตูห้องเพื่อขอคุยกับพี่เอก ธเนศ ซึ่งเป็นผู้บริหารค่าย

175


“จำ�ได้ตอนนั้นประมาณ 5 โมงเย็น ไม่ได้เข้าไปด้วยอารมณ์ เดือดดาลนะ เพราะว่าพี่เอกก็เป็นพี่ชายที่แสนดี ให้โอกาสกับเรา ซึ่งในมุมของการดูแลค่ายเราก็ต้องเข้าใจว่าเขาต้องคิดถึงในแง่ของ ตัวเลขต่างๆ แต่วันนั้นคือเราไม่ไหวแล้ว เราแค่ตั้งใจจะเข้าไปเล่า ว่ามันเกิดอะไรกับชีวิตเราบ้าง อยากไปพูดให้พี่เขาฟังว่าชีวิตเรา เป็นยังไง เราเล่าทุกเรือ่ ง ประมาณ 3 ชัว่ โมง ทีบ่ า้ นผมเป็นอย่างนัน้ อย่างนี้ ผมไม่ไหวแล้วครับ แค่อยากให้ท�ำ เป็นอัลบัม้ แค่นน้ั เอง เล่าจน ตัวเองร้องไห้ จากที่พี่เอกนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ สุดท้ายพี่เขาก็ มานั่งข้างๆ มาปลอบเรา “พี่ขอโทษ พี่ให้ตูนทำ�อัลบั้ม” ประโยคนี้ในวันนั้นของธเนศ วรากุลนุเคราะห์ คือจุดเริ่มต้น ที่ทำ�ให้ทุกคนรู้จัก Bodyslam “ความสำ�เร็จของอัลบั้มแรกที่คิดไว้คือให้ออกมาเป็นแผ่นซีดี มีหน้าปกที่สวยงาม ข้างในมีชื่อเรา มีเครดิต มีรูปเราอยู่ มีเพลง เพราะๆ ที่เราตั้งใจนำ�เสนอ กลับไปบ้านให้พ่อแม่เห็นว่า 2 ปีที่เรา ไม่ได้ทำ�งานประจำ� นี่แหละ มันอยู่ในนี้ ไม่ใช่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีอะไรให้เขาจับต้องได้ มีสตางค์ซอ้ื ข้าว มีสตางค์ให้พอ่ ให้แม่ นีแ่ หละ คือความสำ�เร็จของผมในการทำ�บอดี้สแลมชุดแรก แค่นี้จริงๆ เพราะเราเหนือ่ ยมามากแล้วกับการผลักดันทำ�จนเสร็จได้” ภายใต้สังกัดมิวสิคบั๊กส์ เขามีผลงานทั้งหมด 2 อัลบั้ม คือ Bodyslam และ Drive มีเพลงฮิตทีแ่ ฟนเพลงยังคงจดจำ�และร้องตามได้ เมื่อเขาเล่นบนเวทีแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน “ย้อนกลับไปมองตัวเองในวันนั้น วันที่ไม่ได้ออกอัลบั้มสักที คุณชอบอะไรที่สุด” ผมถามชายตรงหน้าในวัย 35 “ชอบเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ใส่กางเกงบอล เสื้อยืดซ้ำ�ๆ สวม รองเท้าผ้าใบ แบกเป้ นั่งรถเมล์ มองลงมาที่ถนน มีความฝันว่า ถ้าเรามีรถมือสองสักคันไปไหนมาไหนคงดีนะ เดินขึน้ เรือด่วน ใส่หฟู งั เดินฮัมเพลง อยู่กับเพลงได้ทั้งวันทั้งคืน หน้าสิวๆ มันๆ หน่อย ไปนอนบ้านพี่ๆ วงบิ๊กแอสบ้าง กลับไปนอนบ้านป้าบ้าง นอนบน พื้นห้องประชุมที่มิวสิคบั๊กส์บ้าง มีสตางค์กินข้าวบ้าง ไม่มีบ้าง แต่มีความสุขกับมัน นี่พูดแล้วขนลุกเลย ถ้าเป็นตอนนี้อาจจะทน อะไรไม่ได้นานขนาดนั้นก็เป็นได้ มันอยู่ในวัยที่กล้าได้กล้าเสีย มุทะลุมาก อยากกลับไปตอนนั้นมาก อยากกลับไปเป็นคนนั้น คิดแล้วไฟลุกท่วมเลย “ผมชอบชีวิตในช่วงนั้นมาก บางวันผมชอบมากกว่าตอนที่ หลายๆ คนบอกว่าผมประสบความสำ�เร็จอย่างทุกวันนี้อีก” 4. วันที่เราคุยกัน ช่วงค่ำ�เขามีคิวจะต้องเข้าไปซ้อมดนตรีกับ เพื่อนร่วมวงที่ตึกแกรมมี่ ย่านอโศก เปรียบเทียบวันนี้กับวันแรกที่เดินเข้าตึกเขาเปลี่ยนแปลงไป มากเหลือเกิน จากที่ใฝ่ฝันอยากมีรถมือสอง วันนี้เขามีรถคันโต เป็นของตัวเองพร้อมคนขับคอยรับส่ง จากนักร้องที่เป็นที่ชื่นชอบ

176 a day

ของคนเฉพาะกลุ่ม วันนี้เขากลายเป็นนักร้องที่เดินไปไหนก็มีแต่คน ตะโกนเรียกชื่อ ผลงานของเขาจับใจกลุ่มคนได้อย่างกว้างขวาง ทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มคน ที่เห็นกับตาในช่วงไม่กี่วันที่เราพบกันนั้น มีตั้งแต่เด็กนักเรียน ไปจนถึงผู้สูงวัยที่ดูภายนอกคงเดาไม่ออกว่าติดตามผลงานของเขา เช่นเดียวกัน หลังหมดสัญญากับมิวสิคบัก๊ ส์ วงมีการเปลีย่ นแปลงครัง้ ใหญ่ 2 ประการ หนึ่ง-มีการปรับเปลี่ยนสมาชิกภายในวงโดยได้มือกีตาร์อย่าง ยอด-ธนชัย ตันตระกูล และมือกลองอย่าง ชัช-สุชฒ ั ติ จัน่ อีด๊ เข้ามา เสริมหลังจากทีเ่ ภา มือกีตาร์คนเดิมเดินจากวงไป สอง-เขาตัดสินใจ พาวงเดินตามรอยเท้ารุ่นพี่อย่างบิ๊กแอสเข้ามาอยู่ใต้ชายคาจีน่ี เร็คคอร์ดส ในเครือแกรมมี่ และอยู่ยาวมาจนถึงตอนนี้ มีผลงาน ด้วยกัน 3 อัลบั้ม คือ Believe, Save My Life และ คราม จากค่ายเล็กมาสูค่ า่ ยยักษ์ใหญ่ ใครหลายคนคงคิดว่าเขาต้อง แบกรับแรงกดดันมหาศาล ไม่ว่าจะทั้งจากค่ายหรือแม้กระทั่งจาก ความคาดหวังส่วนตัว แต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่มคี วามเครียดเลย ไม่ได้เก๋าอะไรด้วยนะ แค่เราไม่คดิ กดดัน แค่นั้นเอง แล้ววิธีการทำ�งานหรือแม้กระทั่งทัศนคติก็ยังเหมือนตอน อยูค่ า่ ยเดิม คือเราทำ�ด้วยตัวเอง ตัดสินใจหลายๆ อย่างด้วยทีมเล็กๆ ของเรา แต่งเพลงจากความสนุก เลือกที่จะร้องแต่เรื่องที่เรารู้สึก เรื่องข้างในเราในขวบปีนั้นๆ ที่เราเชื่อ ที่เปลี่ยนไปคงเป็นวิธีการ โปรโมต เพลงของเราได้ไปอยู่ในช่องทางที่หลากหลายขึ้น จากเรา ไม่เคยออกทีวีเลยก็ได้ไปออกทีวี จากที่มีแต่คนฟังเพลงเราไม่เคย เห็นหน้า ในอัลบั้ม Believe ก็มีคนเห็นหน้าเรา “เป็นจังหวะที่ดีที่เราได้มาอยู่ในค่ายใหญ่ในช่วงเวลานั้น วงได้ทำ�งานหนักใน 2 อัลบั้มแรก ได้เข้ามาในแบบที่พอมีเครดิต ติดตัวมาบ้าง ถ้าอัลบั้มแรกเราได้มาอยู่ค่ายใหญ่เลยผมว่าอาจไม่ดี เท่าเราได้ท�ำ จากค่ายเล็กๆ มาทีละเล็กทีละน้อย สัง่ สมประสบการณ์ ในตัวเองมาก่อน จาก 1 มา 2 เราได้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถ มากขึ้นเรื่อยๆ จนมาอัลบั้มที่ 3 เหมือนเราสุกงอมพอดี” แม้อัลบั้มแรกภายใต้สังกัดใหม่จะประสบความสำ�เร็จ เป็นอย่างดี แต่ใช่ว่าจะมีเพียงเสียงชื่นชม ระหว่างทางเขาต้อง พบเจอกับคำ�สบประมาทไม่น้อย ซึ่งเขาชาชินเสียแล้วกับถ้อยคำ� เหล่านี้-ถ้อยคำ�ที่เขาได้ยินมาตั้งแต่ก่อนจะมีอัลบั้มด้วยซ้ำ� “ผมชอบนะ แรงลบ แรงดูถกู ถากถาง คำ�ติฉนิ นินทา คำ�ว่าร้าย ที่มากระทบกับใจเรา จงใจทำ�ให้เราเจ็บปวด ผมไม่ได้โต้ตอบกลับ คำ�เหล่านัน้ ทันที ผมเก็บ แล้วกดไว้ ทีผ่ า่ นมามีคนดูถกู ว่าผมทำ�ไม่ได้


หรอก มาร้องเพลง มาอยู่แกรมมี่ ไม่มีทางสำ�เร็จหรอก เอาเลย ผมไม่เถียงอยู่แล้ว แต่ผมจำ� “ได้ครับ เจอกู (หัวเราะ) คือเราไม่ได้มคี วามคิดก้าวร้าว เราเพียง ใช้มันเป็นพลัง เหมือนน้ำ�มันกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากซากพืช ซากสัตว์ เน่าเปื่อย ที่ทับถม ผ่านกาลเวลา ในตอนแรกเอามา ใช้ประโยชน์ไม่ได้หรอก มันเน่า เหม็น อีกล้านปีถึงจะเอามาใช้เป็น พลังงานขับเคลื่อนโลกใบนี้ คงคล้ายๆ กัน เรื่องเน่าเสียที่เข้ามา กระทบตัวเรา คำ�ดูถูกถากถาง ความเศร้าหมอง ความพ่ายแพ้ ความหดหู่ พอเราเก็บไว้จนเวลาทำ�หน้าที่ของมัน บ่มเพาะ สุดท้าย สิ่งนั้นมันกลายเป็นพลังงานให้เรา จนเป็นเราทุกวันนี้” แล้วชื่อเสียงที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตไปไหม-ผมสงสัย “ก็เห็นโลกเยอะ ได้ไปเล่นในที่ที่เราไม่คิดว่าจะได้ไป ได้เล่น ในเวทีที่ใหญ่ขึ้น ได้มีคอนเสิร์ตที่ชื่อ Bodyslam Believe Concert ที่ ขายบัตรเป็นของตัวเอง บัตรขายหมดเกลีย้ ง ทำ�ให้รวู้ า่ เราก็ท�ำ แบบนี้ ได้ด้วยนะ มีแฟนเพลงเราเยอะขนาดนี้เลยเหรอ “มีโมเมนต์หนึ่งที่ผมรู้สึกมีความสุขคือ ตอนลงจากเวที แม่เข้ามากอด แล้วบอกว่า แม่เชื่อแล้วว่าลูกทำ�ได้” 5. หนวดเคราบนใบหน้าในวันนี้ขับให้เขาดูต่างจากศิลปิน ป๊อปร็อกวัยใสเมื่อครั้งวันวานคล้ายกับเป็นคนละคน หากนำ�ปก อัลบั้มแรกของบอดี้สแลมมาวางเทียบกับปกซิงเกิลล่าสุด เราอาจ สงสัยว่า ใช่นักร้องนำ�คนเดียวกันจริงหรือเปล่า นอกเหนือจากเรื่องของกายภาพ เขาว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจน คือเรี่ยวแรงที่เริ่มถดถอยสวนทางกับวันและวัยที่เพิ่มขึ้น ที่เคย กระโดดโลดเต้นบนเวทีได้เป็นชั่วโมงโดยที่ยังรู้สึกสนุกอยู่ ตอนนี้ ผ่านไปเพียงครึ่งโชว์ก็มีเหนื่อยหอบ “ผมเคยกระโดดข้ามกลองชุด จากข้างหลังกระโดดข้ามหัว พี่ชัชลงมาข้างล่างได้นะ แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าผมจะทำ�ได้หรือเปล่า” ไม่ใช่เตรียมตัวมาไม่ดหี รืออ่อนซ้อม จากสิง่ ทีเ่ พียรทำ�ยืนยันว่า เขาคือหนึ่งในศิลปินที่ดูแลตัวเองได้ดีที่สุดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น การวิ่งทุกวันเป็นกิจวัตร ขับรถไปตีปิงปองที่ยิมใกล้บ้านในวันที่ ช่วงเช้าพอมีเวลา เตะฟุตบอลในอาทิตย์ที่ไม่มีคิวงาน หากแต่ เรี่ยวแรงที่หดหายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครหลบเลี่ยงได้ มันเป็นธรรมชาติ-เขาว่าอย่างนั้น “เรารู้สึกว่าเวลานั้นมาถึงเราแล้วนะ ที่เราเคยเห็นนักกีฬาหรือ นักดนตรีที่พออายุเยอะขึ้นเขาจะบาลานซ์ชีวิตอีกแบบ ด้วยพลัง ที่น้อยลง แต่ในพลังที่น้อยลงของคนเหล่านั้นที่ผมเฝ้ามอง มันก็ มีอะไรมาแทนที่ ด้วยเรื่องของมันสมองก็ตาม นิ่งขึ้น ไม่ได้มุทะลุ เหมือนเดิม ได้ใช้แรงสมองมากขึ้น แทนที่เราจะไปข้างหน้าด้วย พลังกายอย่างเดียว เป็นเรือ่ งทีเ่ ราจะออกแบบชีวติ เราต่อไปยังไงกับ สิ่งที่ธรรมชาติให้กับเรามากกว่า”

june 2014

“แล้วทีเ่ คยบอกว่า ยอมตายบนเวทีได้ ยังคิดยังเชือ่ อย่างนัน้ อยู่ไหม” ผมถามทบทวนความเชื่อเมื่อครั้งก่อน “ใช่ ผมเชื่อแบบนั้นอยู่ ผมเป็นคนชอบพูดคำ�ว่าตายบ่อยมาก ซึ่งไม่ดีเลย คนรอบข้างก็รู้สึกกับมันว่าทำ�ไมผมเป็นแบบนี้ แต่ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่ามันเป็นความสุขนะ ที่เราได้เต็มที่กับอะไรสักอย่างหนึ่ง ในชีวิตจนเรายอมที่จะให้ชีวิตกับมันได้” เหตุการณ์ทย่ี นื ยันคำ�พูดนัน้ เกิดขึน้ ทีผ่ บั แห่งหนึง่ ในขณะทีก่ �ำ ลัง ยืนโยกหัวร้องเพลง อกหัก อยูบ่ นเวที อยูๆ่ เขารูส้ กึ เจ็บทีส่ ะบักหลัง จนต้องล้มลงไปนอนร้องกับพื้นเวทีด้วยความทรมาน แฟนเพลง ข้างล่างเวทียังคงตะโกนโห่ร้อง คิดว่านั่นเป็นท่วงท่าในการแสดง ของเขา คงไม่เป็นปัญหาถ้านั่นเป็นเพลงสุดท้ายในการโชว์คืนนั้น หากแต่เขาต้องฝืนยืนขึน้ ร้องต่ออีกเกือบชัว่ โมง เขารูถ้ งึ อาการผิดปกติ ของร่างกายเมือ่ โยกคอแล้วรูส้ กึ ชาทีป่ ลายเท้า แต่กท็ นร้องจนจบโชว์ คืนนั้นเขาถูกหามส่งโรงพยาบาลและพบว่าตัวเองป่วยด้วย โรคกระดูกคอทับเส้นประสาท “พอรู้ตัวว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้ มันเป็นช่วงที่ ดาวน์สดุ ของชีวติ เลย ในช่วงนัน้ ของชีวติ มันหนักมากนะ เราไม่มที าง อยู่กับรถเข็น กับเตียงนอนได้แน่ๆ แล้วเป็นช่วงที่ผมกำ�ลังจะมี คอนเสิร์ต BODYSLAM LIVE IN คราม พอดี ต้องตัดสินใจว่า จะเล่นไหม หรือจะแคนเซิล หรือจะเลื่อนไปก่อน คือค่ายเขาลงทุน ไปหลายล้านแล้ว เราต้องตัดสินใจ ในช่วงเวลานัน้ มีคนให้ก�ำ ลังใจผม เยอะมาก แล้วมีคนคนหนึ่งที่ผมจำ�สิ่งที่เขาสอนผมในวันนั้นได้ “ในช่วงที่ผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเดินหน้าคอนเสิร์ตต่อไป หรือแคนเซิลดี ก็มีสายจากคุณไพบูลย์ ดำ�รงชัยธรรม โทรมาหาผม บอกว่า ตูนไม่ต้องสนใจเลยนะว่าแกรมมี่จะเสียหายเท่าไหร่หรือจะ ขาดทุน ดูแลตัวเองให้ดีที่สุดก่อน เอาสุขภาพตัวเองเป็นตัวตั้ง เขา สอนผมว่าชีวติ คนเราก็เหมือนเลขหนึง่ มีแรง มีพลัง มีความสามารถ จะต่อท้ายเลขศูนย์ไปอีกกี่ตัวก็ได้ แต่ตราบใดก็ตามถ้าเลขหนึ่งตัวนี้ ไม่แข็งแรง วันใดเลขหนึง่ มันล้มลง เลขศูนย์ทเ่ี ราตัง้ ใจทำ�มามันก็จะ ไม่มีค่า ไม่มีความหมายเลย ผมรู้สึกว่าเราโชคดีจังที่เราได้อยู่ใน สายตาของผู้ใหญ่ที่ดีๆ อย่างเขา จากวันนั้นก็สอนอะไรผมเยอะ เหมือนกัน แต่สดุ ท้ายด้วยความเป็นผม อย่างทีบ่ อกว่าผมตายบนเวที ได้น่ะ ผมไม่มายด์ ผมตัดสินใจขึ้นเวที “เรามีห้าหกสิบเราก็ใส่หมด ตอนนั้นไม่คิดอะไร คิดแค่ คอนเสิรต์ วันนัน้ มันใหญ่ทส่ี ดุ ในชีวติ เราแล้ว เป็นอีกหลักไมล์ของเรา เราอยากเต็มที่กับมัน เรามีแค่นี้ในตอนนั้น เราก็ให้หมด” วันที่ 27 พฤศจิกายน 2553 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน BODYSLAM LIVE IN คราม คอนเสิร์ตใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ดำ�เนินไป ท่ามกลางผู้ชมเต็มความจุสนามกว่า 65,000 คน นอกจากทีมงานหลังเวทีแล้วไม่มีใครรู้ว่ามีรถพยาบาลสแตนบายด์ พร้อมปฏิบัติการทุกนาที จนเพลงสุดท้ายจบลง

179


เรานั่งคุยกันที่โต๊ะไม้นอกตัวบ้าน ซึ่งเป็นโต๊ะตัวเดียวกับที่เขาใช้ นัง่ ประชุมตัง้ ต้นอัลบัม้ ใหม่ อัลบั้มที่มีชื่อว่า ดัม-มะ-ชา-ติ “ผมเป็นคนชอบจดบันทึก เขียนไดอารี่ หรือว่ามีไอเดียก็จะจดใส่สมุด กระดาษโน้ต แล้วพอย้อนกลับมาอ่าน จะสังเกตว่าในช่วงขวบปีหลังๆ ไม่วา่ ผมจะเขียนเรือ่ งอะไรก็แล้วแต่ จะบ่น จะชม จะเล่า แต่บรรทัดสุดท้าย ผมชอบลงท้ายด้วยประโยคว่า ‘เรื่องราวเหล่านี้คงเป็นเรื่องธรรมดา’ หรือ ‘เป็นเรื่องธรรมชาติ’ อยู่เสมอเลย แล้วเรารู้สึกว่าเราชอบคำ�นี้ คำ�ว่า ธรรมดา กับคำ�ว่าธรรมชาติ พอไปต่อยอดกับทีมแล้วมีน้องคนหนึ่งเขา มีความรูเ้ รือ่ งภาษาสันสกฤต เขาเลยถามว่าทำ�ไมไม่ใช้ค�ำ ว่า ดัม-มะ-ชา-ติ เรารู้สึกว่า ฟังดูดี ฟังดูแล้วให้ความหมายที่ไม่ใช่คำ�ว่าธรรมชาติที่ทุกคน นึกถึงอย่างป่าเขาลำ�เนาไพร เราเลยเลือกคำ�นี้เพื่อแทนสิ่งที่ผมรู้สึกใน ช่วงเวลานี้ของชีวิต ทุกอย่างมันเป็นเรื่องธรรมชาติ “เนื้อหาในอัลบั้มจะวนเวียนอยู่กับชีวิตของคนอายุ 35 คนหนึ่ง พูดเรื่องความรักบ้าง ชีวิตบ้าง เรื่องนามธรรมบ้าง เรื่องบ้านเมืองบ้าง นิดหน่อยแต่ไม่ได้ลงลึกไปด้านใดด้านหนึง่ คล้ายๆ เวลาเราอ่านนิตยสาร รายสัปดาห์สักเล่มที่สนุก มีหลายๆ คอลัมน์ มีการเมือง มีเศรษฐกิจ มีฟีลกู๊ด มีทำ�อาหาร แต่รวมๆ มันก็เป็นหนังสือที่บอกความเป็นวงดนตรี วงนี้ ในแง่ของดนตรี ในแง่ของความรู้สึกนึกคิด” ตอนนี้อัลบั้มได้เคลื่อนที่จากโต๊ะประชุมไปสู่ห้องอัดและผ่าน กระบวนการมิกซ์เสียงจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย รอเพียงวันที่เสียงเพลงจะ เดินทางไปให้ผู้คนที่สนับสนุนพวกเขามาตลอดได้ยิน ได้ฟัง “ผมมีความสุขมากทีอ่ ลั บัม้ นีส้ �ำ เร็จ ทุกคนทีอ่ ยูใ่ นกระบวนการภูมใิ จ กับมันมาก จะเป็นอัลบัม้ ทีด่ ที ส่ี ดุ ทีพ่ วกเราจะทำ�ได้ในชีวติ การเป็นนักดนตรี ของพวกเรา 5 คน” ในแง่คณ ุ ภาพ อัลบัม้ นีถ้ อื เป็นอัลบัม้ แรกทีพ่ วกเขาเลือกทีจ่ ะมิกซ์เพลง ในต่างแดน โดยได้ Mix Engineer ระดับโลกอย่าง Mike Fraser ที่ผ่าน การมิกซ์ให้วงดนตรีชื่อดังอย่าง Metallica หรือ Aerosmith มาร่วมงาน “เราอยากทำ�ให้ดีที่สุด การมิกซ์เสียงเป็นกระบวนการที่สำ�คัญมาก ของการทำ�เพลงแต่ละอัลบั้ม เราคิดว่าอยากทำ�ให้เต็มที่ทุกกระบวนการ เลยเลือกคนมิกซ์ทม่ี ฝี มี อื จริงๆ ถึงจะใช้ทนุ สูงหน่อย แต่เราอธิบายกับค่าย ได้ว่าเราทำ�ไปด้วยเหตุผลอะไร ซึ่งมันก็ออกมาดีกว่าที่คิดจริงๆ” เป็นที่รู้กันในวงการว่ามือมิกซ์คิวทองอย่าง Mike Fraser นั้นไม่ได้ ตอบรับร่วมงานกับทุกศิลปิน ก่อนที่จะตกลงกันได้วงจึงต้องส่งโปรไฟล์ ผลงานที่ผ่านมา โชว์ที่ผ่านมา ไปทางอีเมลเพื่อประกอบการพิจารณา ใช่ว่ามีเงินอย่างเดียวแล้วเขาจะทำ�ให้-ตูนว่าอย่างนั้น หลังจากพิจารณาจากผลงาน มิกซ์ เอนจิเนียร์ชาวแคนาเดียน คอมเมนต์กลับมาสั้นๆ-ได้ใจความ ‘Good band’

180 a day

7. หากมองเพียงภายนอก, ตอนนี้เขามีแทบทุกอย่างครบถ้วน ไม่ว่า จะเป็นชื่อเสียง รางวัล เงินทอง บ้าน รถ คนที่เขารัก คนที่รักเขา “แล้วทุกวันนี้ยังหลงเหลือความฝันอะไรอีกไหม” ผมถามถึง ความต้องการภายใน “ผมมีความฝันอย่างหนึ่ง คือผมฝันอยากเป็นวัยรุ่นตลอดเวลา อยากอายุ 60 - 70 แล้วยังมีวงบอดีส้ แลมอย่างนีอ้ ยู่ ยังใช้ชวี ติ อยูด่ ว้ ยกัน ยังมีแรงหัวเราะ นั่งยิ้ม คุยกัน นั่งกินข้าว ถึงวันเกิดใครก็มากินเค้ก เป่าเทียนกัน สุขบ้าง เศร้าบ้าง มีปัญหาก็ช่วยกันแก้ไข เดินทาง ทัวร์คอนเสิร์ตแล้วยังมีแรงกระโดดโลดเต้น และไม่ใช่แค่ออกทัวร์แล้ว เล่นเพลงเก่า แต่อยากให้ 60 - 70 แล้วยังทำ�งานใหม่ที่มีคนอายุ 18 - 19 อินอยู่ ยังได้พลังงานจากลุงๆ พวกนี้ น่าจะดีที่เรายังสื่อสารกันได้ ไม่ใช่ กลายเป็นคนแก่ขี้บ่นในสายตาเขา ผมไม่ชอบเลย เคยเห็นคนแก่ขี้บ่น ในทีวี ที่พออายุประมาณหนึ่งแล้วจะมีทัศนคติอีกแบบ สำ�เร็จมาเยอะ ไงครับ เขาก็มีสิทธิ์แหละ แต่บางทีมันไม่สื่อสารกับวัยรุ่นแล้ว ไม่ได้พูด เรื่องเดียวกันแล้ว ไม่ได้ส่งพลังงานให้กันแล้ว” “แต่อายุ 60 - 70 ยังอยู่บนเวทีมันฝืนธรรมชาตินะ” ผมแย้ง “มันเป็นธรรมชาติ เพราะการฝืนธรรมชาตินั้นเป็นธรรมชาติของ คนส่วนน้อย คนแก่ที่อายุ 100 มาวิ่งมาราธอนเราก็เห็นอยู่เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ Rolling Stones อายุ 60 - 70 แก่ๆ เหี่ยวๆ เขายังดูมีพลัง อยู่เลย นั่นก็เป็นธรรมชาติ ตอนเช้าๆ ไปวิ่งกับผมสิ คนแก่วิ่งแซงผมนะ นี่เป็นธรรมดาเลย เราต่างหากที่มองเรื่องของคนหมู่มากแล้วเรียกว่า ธรรมชาติ เราผลักตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มนั้น เรามีกรอบความคิดว่า 60 ต้องนั่งนิ่งๆ อยู่บ้าน แต่ผมมองเห็นธรรมชาติของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ถูก มองว่าไม่เป็นธรรมชาติ ทำ�ไมเราไม่ไปอยู่ตรงนั้น” ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ�บอกผมว่าใกล้เวลาที่เขาต้องออกไปซ้อม กับเพื่อนร่วมวง ผมถามคำ�ถามสุดท้ายก่อนเราแยกย้าย-จากกัน “คิดว่าทุกวันนี้ดนตรีตอบแทนคุณอย่างสมน้ำ�สมเนื้อหรือยังกับที่ ทุ่มเทชีวิตไป” หลังคำ�ถามเขาเหม่อมองไปยังนอกบ้าน นั่งนิ่ง ครุ่นคิด “ทุกวันนีถ้ า้ คิดเป็นตัวเงิน ผมไม่ได้รวยอะไร แต่มนั มากกว่าทีผ่ มคิด หรือแม้แต่กระทั่งจะจินตนาการถึง ในวันที่เราเริ่มต้นตอน ม.3 ม.4 ไม่มี วันไหนหรอกทีค่ ดิ ว่าดนตรีจะตอบแทนเราขนาดซือ้ บ้านได้ ใช้หนีท้ บ่ี า้ นได้ อาจเนื่องด้วยเราไม่เคยตั้งโจทย์เป็นเงินมาก่อน เราเลยคิดว่ามันมากเกิน เราคิดแค่ว่าอยากใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีไปได้ตลอดรอดฝั่ง มีเงินพอที่จะมา เจือจุนซื้อปัจจัย 4 ให้เราก็พอ “ในแง่ของตัวเลขมันเกินจริงไปเยอะ แต่ในแง่ของชีวติ ดนตรีพาสิง่ ที่ มีคา่ กว่าตัวชือ่ เสียง เงินทอง มาให้เรา คือการได้รจู้ กั ใครหลายคนในชีวติ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดเท่าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะพาเข้ามาในชีวิตเราได้ คนดีๆ สักคนสองคนที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกัน พร้อมที่จะอยู่ด้วยกันในวันที่ ลำ�บาก นี่มันดีกว่าชื่อเสียงเงินทองอีกนะ เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วย ใครจะพาเราไปหาหมอ สมมติเรามีเงินมากมายแต่ไม่มีตรงนี้ ผมก็ไม่เอา มีเงินพอใช้ อยากกินอะไรก็ได้กิน ได้เดินทาง มีพี่ๆ อยู่ใกล้ๆ รูใ้ จ เจอกัน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เตะฟุตบอล กินข้าวกัน “มีความสุขจะตาย ไม่ต้องโดดเดี่ยว”


see new land

เรื่องและภาพ > กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์ facebook.com/KoiSketches

ตกสำ�รวจ 194


เมื่อมาถึงดินแดนใหม่ (ไม่ว่าที่ใดก็ตาม) สิ่งแรกๆ ที่ต้องทำ� คือการหาที่อยู่ การมานิวซีแลนด์ดินแดนแกะก็ไม่ต่างกัน 2 เดือนแรกที่นี่ หมดไปกับการหาห้องพักที่ถูกใจและอยู่สบาย แต่การหาห้อง อันยากลำ�บากบนเกาะน้อยกลางทะเลแห่งนี้กลับแฝงเรื่องราว ของชาวกีวี่มากมายไปในขณะเดียวกัน ในโลกยุคดิจิทัลเช่นนี้ การหาบ้านใหม่ทุกที่ในโลกแทบจะ เหมือนกันหมด คือต้องเข้าอินเทอร์เน็ต และในประเทศเล็ก บนเกาะน้อยแห่งนี้ เว็บหาบ้านมีทั้งหมด... 1 เว็บถ้วน trademe.co.nz คือเว็บทีว่ า่ ขัน้ ตอนการหาบ้านนัน้ ไม่ตา่ งอะไร จากที่อื่น แต่ที่มาที่ไปของเว็บนี้น่าสนใจ และเป็นนิวซีแล้นด์ นิวซีแลนด์มากทีเดียว ลักษณะพิเศษของที่นี่คือ เป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ซ้ำ�ยังอยู่ โดดเดี่ยว และลอยคว้างอยู่กลางทะเลอีกด้วย (อะไรจะขนาดน้าน) แต่ 2 สิ่งนี้เองที่ทำ�ให้เกิดเอกลักษณ์และเรื่องราวมากมายของ นิวซีแลนด์ มาเริ่มกันเลย ย้อนไปราว 10 ปี ในช่วงที่การค้าออนไลน์กำ�ลังเริ่มเติบโต ว่ากันว่าตอนที่ eBay กำ�ลังก่อร่างสร้างเว็บและทำ�ลิสต์รายชื่อ ประเทศต่างๆ นั้นมีประเทศหนึ่ง ‘ตกสำ�รวจ’ เข้าอย่างจัง เป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจากเกาะน้อยคอยรักของเรานี่เอง ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีหนุ่มไอทีชาวกีวี่คนหนึ่งพยายาม หาซื้อฮีตเตอร์ในอินเทอร์เน็ต เขาพบกับความยากลำ�บากเนื่องจาก ไม่มเี ว็บไซต์ซอ้ื ขายของ (ถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ คงไปห้าง แล้วก็ซอ้ื มาใช้ จนนอนอุ่นสบายใจเฉิบภายใน 2 ชั่วโมง) แต่ Sam Morgan หรือ หนุ่มไอทีคนดังกล่าวขัดข้องหมองใจขั้นสุด ถึงกับตัดสินใจสร้าง เว็บประมูลของออนไลน์เองเสียเลย เขาเริ่มจากสิ่งเล็กๆ แต่เว็บนี้ กลับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และได้ขยายจากแค่การประมูล สินค้า ไปถึงการหาบ้าน หารถ หาเพือ่ น หาคู่ เรียกว่าคนกีวห่ี าอะไร ที่นี่มีหมด และเรื่องราวต่อจากนี้เป็นเรื่องราวที่คุณผู้อ่านคงเดาได้ มันคือเรือ่ งราวของหนุม่ ไอทีทก่ี ลายเป็นมหาเศรษฐีอย่างรวดเร็ว ซึง่ อาจได้ยินซ้ำ�แล้วซ้ำ�เล่าในยุครุ่งอรุณของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่งผ่านมา ฉันมาถึงประเทศเล็กบนเกาะน้อยแห่งนี้ในช่วงครึ่งหลังของ หน้าร้อน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเวลาแห่งการโยกย้ายหาบ้านใหม่ (ก่อนเข้าหน้าหนาว และยังเป็นช่วงเปิดเทอมที่นักศึกษากำ�ลัง หาที่พัก) หลายคนบอกว่าปกติการหาบ้านใช้เวลาไม่นานเท่านี้ แต่ละอพาร์ตเมนต์ที่ไปดู เจ้าของต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขา ได้รับอีเมลและข้อความถล่มทลายจากคนจำ�นวนมาก แต่สามารถ ให้ห้องแก่คนได้เพียงคนเดียว ในทางหนึง่ ทุกคนทีห่ าหอก็ตกอยูใ่ นสถานะเดียวกับนิวซีแลนด์ คือ ‘ตกสำ�รวจ’ (หาหอไม่ได้เสียที) แต่ในระหว่างนี้เราก็ใช้เวลาที่ ห่างไกล (จากความเป็นจริง-ที่จะได้หอ) นี้ให้เป็นประโยชน์อย่าง คุณ Sam Morgan (ในการเดินเข้าออกบ้านและศึกษาชีวิตคนกีวี่) ไม่รดู้ ว้ ยเหตุผลกลใด นิวซีแลนด์ (โดยเฉพาะ Auckland) ทุกวันนี้ มีค่าครองชีพสูงมาก (เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนรายรับและรายจ่าย) ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

june 2014

อย่างออสเตรเลียอยู่หลายขุม เมื่อฉันมาที่นี่ใหม่ๆ หนังสือพิมพ์ ตีพิมพ์บทความซึ่งเล่าว่า เงินเดือนแต่ละเดือนของชาวกีวี่นั้น หากแบ่งเป็นก้อนๆ แล้ว ก้อนทีเ่ ป็นค่าบ้านนัน้ มีขนาดใหญ่บก๊ิ เบิม้ และหนักมากทีเดียว การหาหอทำ�ให้ได้พบชาวนิวซีแลนด์ยุคใหม่ที่ต้องจัดการกับ ปัญหาบ้านแพงนีก้ นั ถ้วนหน้า ฉันได้พบนักศึกษาจีนทีแ่ บ่งห้องนอน กันอยู่เพื่อจะได้ประหยัด ได้พบวัยรุ่นกีวี่ที่เช่าบ้าน 1 หลังและ หารกันหลายๆ คนเพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่าย ได้พบกับนักเขียนหนุ่ม ที่ใจอยากเขียนอย่างเดียว แต่ก็ต้องยอมทำ�งานเป็นบรรณารักษ์ 4 วันต่ออาทิตย์เพือ่ ให้มเี งินพอจ่ายค่าบ้านและอาหาร แล้วเอาเวลา ที่เหลือมาทำ�สิ่งที่รัก สุดท้ายแล้ว ฉันมาได้ห้องในบ้านที่คนกีวี่แบ่งให้เช่า บ้านนี้ อยู่ในเขตเมืองเก่า เจ้าของอยู่เอง 1 ห้อง และแบ่งให้เช่า 2 ห้อง เขตที่บ้านนี้ตั้งอยู่มีชื่อว่า Freemans Bay เป็นหนึ่งในบริเวณแรกๆ ของ Auckland ที่ผู้อพยพชาวอังกฤษเข้ามาตั้งรกราก ในตอนแรก เขตนี้เป็นที่พักของคนงานที่ทำ�งานท่าเรือ แต่ภายหลังกลายมาเป็น พื้นที่อยู่อาศัยเนื่องจากอยู่ใกล้ใจกลางเมือง ฉันทึกทักเอาเองว่าชื่อ Freemans Bay นี้คงหมายถึงผู้อพยพ รุ่นแรกๆ ซึ่งเป็นคนที่มี ‘อิสระ’ เต็มเปี่ยมและเพิ่งล่องเรือมาถึง ดินแดนใหม่ แต่เมือ่ ลองหาข้อมูลดูจริงๆ กลับพบว่าชือ่ นีเ้ ป็นชือ่ คน คุณ Freeman คนนี้เป็นเลขาฯ ของผู้ว่าการรัฐตั้งแต่สมัยชาวยุโรป มาก่อร่างสร้างเมือง และเขาอยูแ่ ถบนี้ เวลาคนเรียกบริเวณดังกล่าว จึงเรียกตามชื่อเขา ประมาณว่า ‘แถวบ้านของตาคนนี้’ แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อ Freemans Bay เป็นชื่อที่โรแมนติก เหลือหลาย มันชวนให้นึกถึงการเดินทางข้ามน้ำ�ข้ามทะเลของคน สมัยก่อน ที่เป็นอิสระจากเมืองหรือบ้านเก่า และดั้นด้นฝ่าคลื่นลม มาเริ่มต้นใหม่ในดินแดนปริศนา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดินแดน ที่ห่างไกลจากทุกสิ่ง คนนิวซีแลนด์มักชอบพูดถึงความห่าง ประวัติศาสตร์ก็มัก เล่าถึงความ ‘ไกล’ และความ ‘ไม่มี’ ในรูปแบบต่างๆ นานา แต่ ในสายตาชาวต่างชาติผู้เพิ่งมาจากดินแดนอันห่างใกล้ (ใกล้ทุกสิ่ง ติดทุกอย่าง) อย่างฉัน คนนิวซีแลนด์ได้ฝึกและมีทักษะในการใช้ ‘ระยะทาง’ จากการต้องถูก ‘ตกสำ�รวจ’ กันอย่างเชี่ยวชาญ และ มีเสน่ห์ไม่เหมือนชาติใดในโลก การไม่มีก็ทำ�ให้คนที่นี่ต้องสร้างอะไรต่างๆ ขึ้นมาเองมากมาย (เห็นได้ชัดจากกรณีเว็บ trademe.co.nz นี้) ในชีวติ คนเรามักต้องอยูห่ า่ งไกลจากสิง่ ทีอ่ ยากหรือสิง่ ทีต่ อ้ งการ เสมอ แต่นิวซีแลนด์ดินแดนขอบโลกแห่งนี้สอนให้พลิกวิกฤตเป็น โอกาสและลองดูดๆี อีกทีวา่ ‘มีอะไรซ่อนอยูใ่ นความห่างไกลนีบ้ า้ ง’ (เอ้า เริ่ม)

195


สนามเด็กเล่น

BUS GUIDE TO TRAVEL IN BANGKOK โครงการออกแบบสือ่ ผสม(iOSApplication) คู่มือการเดินทางโดยรถเมล์ไทย เพื่อแก้ปัญหาการสื่อสารสำ�หรับ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ “งานชิน้ นีค้ อื การพัฒนา iOS Application เพือ่ ขจัดอุปสรรค ทางภาษาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางในกรุงเทพฯ โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกในการคมนาคมใน กรุงเทพฯ มากขึ้น แอพพลิเคชันนี้บอกทั้งสายรถเมล์ วิธีการ ใช้รถเมล์ มีการใช้ระบบสัญลักษณ์และภาพประกอบที่เป็น ภาษาสากล เพือ่ ให้งา่ ยแก่ทง้ั นักท่องเทีย่ วและคนกรุงเทพฯ ทีจ่ ะ ทำ�ความเข้าใจแอพพลิเคชันนี้ได้พร้อมกัน” สุจิตตรา ติยะโสภณจิต  ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการออกแบบสื่อสาร  คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ prde.sujittratiyaa@gmail.com www.morestudio.co.th/PRDE/

196

a day


โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภณ ั ฑ์ ของหมูบ่ า้ นน้�ำ ตาลสดจังหวัดฉะเชิงเทรา “เราอยากชุบชีวติ น้�ำ ตาลปึกขึน้ มาใหม่อกี ครัง้ จากการใช้งานเดิมๆ ที่ทำ�ให้น้ำ�ตาลปึกกำ�ลังจะหายไปจากครัวไทย ด้วยการออกแบบ รูปลักษณ์ใหม่ที่เอื้อต่อการใช้งานของผู้บริโภคปัจจุบัน โดยสามารถ หักแบ่งและกะตวงปริมาณตามมาตรฐานสากลได้ สร้างอัตลักษณ์ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์กับสินค้าชุมชน ด้วยบรรจุภัณฑ์ 3 ระดับ ตามการพัฒนาของธุรกิจ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้และปรับทัศนคติ ของเกษตรกรผู้ผลิตในหมู่บ้านด้วยสื่อเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาชุมชน อย่างยั่งยืน” * ผลิตภัณท์ได้รับการคุ้มครองและอยู่ในระหว่างการจดสิทธิบัตร

ปีย์วรา จิตสุขุมมงคล ชั้นปีที่ 4 (หลักสูตร 4 ปี) สาขาการออกแบบอุตสาหกรรม เพื่อชุมชน ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย peewara.jit@gmail.com


เรื่อง > ธารริน อดุลยานนท์ และ สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล คุณพอจำ�เหตุการณ์ครั้งแรกที่พบ คามิน คมนีย์ ได้ ไหม ความหลังมันมัวๆ ไม่แจ่มชัดเท่าไหร่ แต่นา่ จะเป็นตอนเขาก้มหน้าก้มตา อ่านหนังสือวรรณกรรมสารพัดชนิดเพลินๆ ในห้องสมุดประชาชนทีม่ กั เงียบเหงา บางทีก็ร้างไร้ผู้คน เว้นแต่บรรณารักษ์สาวสูงวัย ผู้จับได้ว่าเขาปลอมลายเซ็น ผู้ปกครองเพื่อสมัครทำ�บัตรห้องสมุด แต่ก็ใจดียอมอนุโลมให้ และตักเตือนว่า อ่านหนังสือเรียนบ้างนะ อย่าอ่านแต่หนังสือพวกนี้ คามินบอกว่าเขาเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักเขียนด้วยการวิ่ง บอกหน่อยว่า 2 สิ่งนี้สัมพันธ์กันอย่างไร ด้วยตรรกะแล้วทั้งสองอย่างไม่เกี่ยวกันเลย แต่ชีวิตเองก็ไม่ใช่ตรรกะ จริงไหม... ตอนนั้นเขาลาออกจากงานประจำ�เพราะอยากอุทิศเวลา ให้กับการขีดเขียน บังเอิญว่ากลับไปพบรักกับการวิ่ง ระยะไกล และหลงใหลจนกระทั่งไม่มีเวลาและ เรี่ยวแรงเหลือจะเขียนอ่าน จวบจนปลายปี จึงตระหนักว่า ตูข้ายังไม่ได้ทำ�สิ่งที่ตั้งใจเลย เงินในบัญชีก็รอ่ ยหรอเกือบหมดแล้ว สุดท้ายก็เขียน... แน่ล่ะ เขาจะเขียนเรื่องอะไรได้ นอกจากเรื่องที่เขาคลั่งไคล้มาก่อนนี้ 1 ปีเต็ม-วิง่

คุณว่าตอนนี้คามินมองตัวเองเป็นนักวิ่งหรือนักเขียนมากกว่ากัน ขอโทษที ผมว่าเขาไม่ได้แบ่งตัวเองเป็น 2 ซีก 2 ส่วนให้เปรียบเทียบได้ แบบนั้น ดูเหมือนเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย ใครจะเรียกเขาว่านักวิ่ง-นักเขียน หรือนักเขียน-นักวิ่ง ไม่ได้ทำ�ให้เขาเดือดร้อนเลย เพราะเขาสุขบ้างทุกข์บ้าง จากการเขียนการวิ่งโดยตรงอยู่แล้ว คามินบอกว่า เขาเขียนถึงเรื่องวิ่งเพราะอยากแบ่งปันความสุขจากการวิ่ง ให้คนอ่าน ความสุขที่เขาพูดถึงคืออะไร เขาเชื่อว่า คนเราทุกคนสามารถให้กันได้ด้วยสิ่งที่ตัวเองมี เขาไม่มี เงินทองมากพอจะให้ใคร แต่การวิ่งทำ�ให้เขามีสุขภาพดี ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้พบมิตรภาพตามเส้นทางมากมาย ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตดีๆ เยอะแยะ เมื่อเต็มที่มันก็ล้นปรี่ออกมาตามธรรมชาติ กรณีของเขา ความสุขมันล้น ออกมาเป็นเรื่องเล่าเท่านั้นเอง

์ ย ี น ม ค น ิ คาม

นอกจากการวิ่ง เพื่อนคุณยังเป็นนักเล่นชินลง (ตะกร้อลีลาของพม่า) คนแรกของไทย และนำ�ประสบการณ์พิเศษนี้มาเขียนเป็นหนังสือด้วย เพื่อนคุณเคยเลิกวิ่งไปเกือบ 10 ปี ก่อนกลับมาวิ่งและรวบรวมความคิด สิ่งที่เขาค้นพบจากกีฬาชนิดนี้เหมือนหรือต่างจากการวิ่งอย่างไร ระหว่างทางมาเขียนเป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่ชื่อ หัว*ใจ*เท้า ทำ�ไมเขาถึงเชื่อ การวิ่งระยะไกลทำ�ให้เขาค้นพบความน่าทึ่งของตัวเองในฐานะมนุษย์ ว่าความคิดเหล่านี้น่าสนใจจนมารวมเล่มได้ คนหนึ่งว่าสามารถทำ�อะไรได้บ้าง ขณะที่ตะกร้อวงหรือชินลงทำ�ให้เขาพบ การกลับมาวิง่ ของเขาเป็นการปฏิรปู -เปลีย่ นรูปตัวเองอย่างแท้จริง ไม่เพียง ความน่าพิศวงในการทำ�อะไรด้วยกัน ซึง่ มันมหัศจรรย์มากๆ เพราะเกมลูกหวาย แต่ภายนอกที่ผอมบาง น้ำ�หนักลดลงกว่า 10 กิโล แต่ภายในเขาก็ได้ฟื้นฟู กลมๆ เล่นกันเป็นวงนี้เป็นการละเล่นที่ช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันกัน และ เรียนรู้ และมองเห็นหนทางในการมีชีวิตที่ดีขึ้น 10 ปีก่อนเขาเพียงแต่วิ่งไป นำ�พาให้ผเู้ ล่นทัง้ วงก้าวไปสูค่ วามรุง่ โรจน์ได้ แย้งกับแนวคิดฝรัง่ มังค่าทีฝ่ งั หัวเรา ข้างหน้า แต่ปนี เ้ี ขาเริม่ วิง่ ย้อนมาด้วยบทเรียนหลากหลายมิติ เติมเต็มเส้นทาง มานานว่า การแข่งขันเท่านั้นที่จะนำ�มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดในสังคม ให้สมบูรณ์ขึ้น หลังช่วยคามินเขียนหนังสือเกี่ยวกับการวิ่งมาหลายเล่ม อยากให้คุณลอง ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนชาวญีป่ นุ่ ชือ่ ดังทีห่ ลงใหลการวิง่ จนเขียนเป็นหนังสือ ชวนผู้อ่านออกไปวิ่งด้วยสำ�นวนตัวเองบ้าง ชือ่ เกร็ดความคิดบนก้าววิง่ เคยบอกว่า แก่นแท้ของการวิง่ คือการเคีย่ วกรำ� ถึงผมจะเป็นแค่ปากกา ไม่เคยวิ่ง แต่ผมก็รู้ว่า แม้เวลาแค่ 10 หรือ ตนเองจนไปถึงสุดขีดความสามารถ คุณเห็นด้วยกับคำ�พูดของเขาไหม 20 นาทีในแต่ละวัน หากสะสมกันทัง้ ปีแล้วมันก็มากโขอยู่ หากคุณคิดว่าสิง่ ใด เห็นด้วยอย่างยิ่ง เราไม่รู้ศักยภาพตัวเองจนกว่าจะได้ทำ�สิ่งที่สุดโต่ง มีค่าควรทำ� ขอให้ทำ�ทุกๆ วัน อาจฟังดูยากที่จะเริ่มต้นวิ่ง คงเหนื่อยหอบ ดูบ้าง หายใจไม่ออก ไม่ไหวเป็นแน่ แต่เรื่องดีๆ อย่างนี้จงอย่าลังเล ลองสัญญากับ ตัวเอง แค่วันละ 10 - 20 นาทีทุกวัน คุณอยากวิ่งเพราะมันสำ�คัญต่อสุขภาพ คามินชื่นชอบการวิ่งมาราธอนที่คนอื่นอาจมองว่ายากและเหน็ดเหนื่อย ของคุณจริงๆ เมื่อคุณได้เริ่มต้นแล้ว ไม่นานหรอก คุณจะลืมเวลาและประสบ เสน่ห์ของการวิ่งประเภทนี้คืออะไร ความสำ�เร็จมากกว่าที่คุณเคยคิดเสียอีก อาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวเองก็ได้ แต่มนุษย์เราโหยหาความยากลำ�เค็ญ ในบางครั้ง และการวิ่งมาราธอนให้ความยากลำ�เค็ญเช่นนั้นได้โดยไม่ยาก (อิอิ... ขออนุญาตหัวเราะสักหน่อยครับ) คามินมักเลือกเขียนถึงเรื่องวิ่งและเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วยวิธีนำ�เสนอแบบ นวนิยาย มากกว่าสารคดีทเ่ี ป็นการเรียงร้อยข้อเท็จจริง ทำ�ไมเขาถึงเลือก ใช้วิธีนี้ เขาว่า ชีวิตไม่ใช่การเรียงร้อยข้อเท็จจริง เพราะข้อเท็จจริงคือความรู้ คือสิ่งตายแล้ว ขณะที่ชีวิตคือความเป็นไป ความเคลื่อนไหว อารมณ์ และ ความรู้สึก ไม่ว่างานประเภทไหน เขาก็ชอบนำ�เสนอแบบมีตัวละคร มีฉาก มีตอน เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีใกล้เคียงชีวิตจริง มีชีวิตชีวา และผู้อ่านเรียนรู้ได้ ลึกซึ้งกว่า 200 a day

คามิน คมนีย์ คือนามปากกาของ นิกร เภรีกุล นักเขียนยอดเยี่ยม รางวัลนายอินทร์อะวอร์ด 2 สมัย ที่มีผลงานเขียนมาแล้วหลายสิบเล่ม เขาเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ไปร่วมเล่นชินลงในเทศกาลวาโซชินลงของพม่า และเป็นนักวิ่งตัวฉกาจที่หลงใหลการวิ่งมาราธอน ผลงานเล่มล่าสุดคือ หัว*ใจ*เท้า บันทึกประสบการณ์ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจจากการวิ่ง ทุกวันนี้ คามินยังคงวิ่ง คิด และเขียน อยู่เสมอ ติดตามความเคลื่อนไหวหรือเข้าไป พูดคุยกับเขาได้ที่ facebook.com/kamin.kamani


a [WAY] เรื่อง > a team

ตูนวิง่ ดิ ตูนวิง่ !

คนสั น ปก

a day ฉบับ HUMAN RUN มีคีย์เวิร์ดง่ายๆ แค่ 2 คำ�คือ ‘คน’ และ ‘วิ่ง’ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย อยู่ในลิสต์รายชื่ออันดับแรกๆ ของคนที่เราอยาก สัมภาษณ์ในเมนคอร์ส และเป็นชื่อเดียวที่เราอยากให้มาอยู่บนปก เพราะอย่างที่ รู้กันว่า ร็อกสตาร์อันดับหนึ่งของไทยอย่างตูนเพิ่งหันมาเอาจริงเอาจังกับการวิ่ง ถึงขัน้ ลงแข่งขันวิง่ มาราธอนหลายรายการในช่วง 2 ปีทผ่ี า่ นมานี้ จังหวะเหมาะเหม็ง กับตอนที่เราอยากทำ�เมนคอร์สเรื่องการวิ่งพอดี เราไม่ได้อยากได้นักวิ่งจริงจังขึ้นปก แต่อยากได้ ‘คน’ ที่รักการ ‘วิ่ง’ และมีพลังมากพอจะมาอยู่บนปกของเราได้ ยังไง ก็ต้องเป็นตูนแล้วล่ะ จีบตูนมาสัมภาษณ์และขึน้ ปกได้ส�ำ เร็จ งานยากขัน้ ต่อไปคือการมองหาสถานที่ เงื่อนไขที่อยากได้คือพื้นที่กลางแจ้งที่มีบันได จึงไปลงเอยที่ราชมังคลากีฬาสถาน ติดต่อขอเช่าสถานที่อย่างเดียวยังไม่พอ พอเจ้าหน้าที่รู้ว่าเราจะถ่ายตูน บอดี้สแลม น้�ำ เสียงก็เปลีย่ นทันที “ถ่ายพีต่ นู เหรอครับ งัน้ เดีย๋ วผมกัน้ พืน้ ทีแ่ ละจัดยามไว้ให้ดว้ ย” ตอนแรกก็คดิ ว่าพีเ่ ขาเว่อร์ไป จนกระทัง่ ถึงวันถ่ายปกจริงถึงได้ซง้ึ ใจในความรอบคอบ ของเจ้าหน้าที่ เพราะขนาดเราซุ่มไปกันเงียบๆ ยังมีแฟนคลับมายืนออนอกรั้ว รอถ่ายรูปตูนกันเพียบ ถ้าไม่มรี ว้ั กัน้ พวกเราคงถ่ายงานกันไม่เสร็จในเวลาอันรวดเร็วแน่ๆ ส่วนเรื่องท่าโพสของตูนบนปกเราคิดกันไว้หลายแบบ แบบแรกคือวิ่งขึ้นบันได เพราะน่าจะได้ทา่ ทางการก้าวขาทีส่ วยและดูทรงพลัง แบบที่ 2 คือยืนโพสนิง่ ๆ เท่ๆ และแบบที่ 3 คือวิง่ บนพืน้ ธรรมดา วันนัน้ ร็อกสตาร์ของเราสปิรติ แรงกล้ามาก เพราะ ต้องวิ่งไปวิ่งมา ขึ้นบันไดลงบันได ไปข้างหน้าไปข้างหลังให้เราอยู่หลายรอบกว่าจะ ได้รูปที่ดีที่สุด เลือกไปเลือกมาสรุปกันว่าเราชอบภาพที่ตูนกำ�ลังวิ่งเข้าหากล้อง มากที่สุด เพราะความธรรมดา เรียบง่าย แต่ทรงพลัง หมดเวลาถ่ายงานค่อยอนุญาตให้แฟนคลับถ่ายรูปกับตูนได้ แน่นอนว่า พวกเราคือคิวแรก

หนุ่มชุดไทยเจ้าของเสียงพิณก่อนถึงเส้นชัย ชื่อ สิทธิพล มณพรมมา (บองเล) อายุ 50 ปี อาชีพ พนักงานบริษัท น้ำ�มันพืชปทุม จำ�กัด

เป็นพนักงานบริษัทอยู่ดีๆ ทำ�ไมถึงมาดีดพิณเชียร์นักวิ่งในงานวิ่งมาราธอน ทั้งที่ไม่ได้เงิน ทีแรกผมไปเป่าแคนเชียร์ฟตุ บอล แล้วอาจารย์ทม่ี าตีกลองเชียร์ดว้ ยกันเขาชอบใจ เลยชวนมาเล่นทีง่ านวิง่ มาราธอน ทีนเ้ี วลาเป่าแคนคนจะมองไม่เห็นหน้า ผมเลยเปลีย่ น ไปดีดพิณแทน ผมชอบที่ได้เห็นนักวิ่งยิ้มได้เวลาวิ่งผ่าน เพราะผมยืนอยู่ใกล้เส้นชัย เสียงพิณของผมทำ�ให้เขามีแรงฮึดขึ้นมา งานไหนผมไม่ไปคนก็จะมาถามด้วยนะ ว่าทำ�ไมงานนี้บองเลไม่มา คิดถึง เคยมีคนหยุดวิ่งเพื่อมาฟังเพลงไหม มีครับ เพราะเขารูแ้ ล้วว่าไม่ตดิ อันดับทีไ่ ด้รางวัล เลยไม่รบี ร้อน บางคนมารำ�เลยนะ รำ�อยู่สองสามเพลงแล้วก็ไปต่อ มันสุดต้อง โบว์รักสีดำ� กลุ่มนักวิ่งแฟนซีเขาก็ชอบมา ช่วยเชียร์ บางคนวิ่งไปถึงเส้นชัยแล้วก็เอาน้ำ�กลับมาให้กินด้วย ดีดพิณมานาน เคยลองวิ่งบ้างไหม ให้วิ่งผมก็วิ่งได้ แต่ผมอยากให้กำ�ลังใจนักกีฬา มันมีความสุขมากกว่า รู้สึกยังไงที่ได้เป็นคนสันปกของนิตยสาร a day ไม่คิดเลยว่าจะเป็นไปได้ ยังงงๆ อยู่เลย แต่ก็ดีใจนะครับ


notice board

SNAILWHITE SYN-AKE MIST เอสเซนส์ บำ�รุงผิวเข้มข้น WRANGLER X STAMP: STAMP YOUR VICTORY COLLECTION

เปิดตัว Palladium Shop แห่งแรกใน เมืองไทย

หลังจาก YEAH! เปิดตัวรองเท้าบูทสัญชาติ ฝรั่ ง เศสในตำ � นานที่ ไ ด้ รั บ ความนิ ย มสู ง อย่ า ง Palladium ร้าน Palladium Shop แห่งแรกของไทย ก็ได้เปิดอย่างเป็นทางการทีช่ นั้ 3 ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery ผู้สนใจสามารถแวะเวียนมา เยี่ยมชมรองเท้า Palladium ทั้งแบบคลาสสิก และแบบพิ เ ศษที่ ร่ ว มออกแบบกั บ ดี ไ ซเนอร์ ระดับโลกมากมาย สอบถามรายละเอียดเพิม่ เติม ที่ 02-658-0314 และติดตามข่าวสารสินค้าแฟชัน่ อืน่ ๆ จาก YEAH! ที่ Facebook | by YEAH และ www.byyeah.com 

Wrangler แบรนด์กางเกงยีนส์สญ ั ชาติอเมริกนั ร่วมกับ COTTON USA เปิดตัว WRANGLER X STAMP: STAMP YOUR VICTORY COLLECTION ผลงานการร่วมมือกับนักร้องหนุม่ แสตมป์-อภิวชั ร์ เอือ้ ถาวรสุข ถ่ายทอดความสำ�เร็จอันยิง่ ใหญ่ของ นั ก เดิ นทางผ่ า นลายปั ก สั ญ ลั ก ษณ์ ‘STAMP YOUR VICTORY’ บนผ้ า ยี นส์ ที่ ผ ลิ ตจากฝ้ า ย ธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา ไม่วา่ จะเป็นแจ็กเก็ต เสื้อเชิ้ต และกางเกงยีนส์สุดเท่ พร้อมเพิ่มสีสัน ด้วยมินแิ ฟชัน่ โชว์จากนักแสดงชือ่ ดัง ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์

SNAILWHITE SYN-AKE MIST เอสเซนส์ บำ�รุงผิวหน้าเข้มข้นในรูปแบบหัวฉีดสเปรย์นาโน ทำ�ให้เอสเซนส์ซึมลงสู่ผิวหน้าได้เต็มที่และฟื้นฟู ให้ผิวสุขภาพดี เพิ่มความตึงกระชับของผิวหน้า และรูขมุ ขน ลดริว้ รอย ช่วยปรับสีผวิ ให้กระจ่างใส ดู สุ ข ภาพดี แ บบสาวเกาหลี ช่ ว ยให้ แ ต่ ง หน้ า ติดทนนานตลอดวัน ด้วยส่วนผสม 3 ประการ ประกอบด้วยเมือกหอยทาก ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว เสื่อมสภาพ, ซิน-เอค ช่วยกระชับและลดริ้วรอย, อั ล ฟ่ า -อั ล บู ติ น ช่ ว ยปรั บ ผิ ว ขาวและลดเลื อ น จุดด่างดำ�

ไปรษณีย์ ไทย จัดอบรมต้นแบบนักสื่อสาร ที่ดีและต้นแบบการควบคุมมาตรฐานการ ให้บริการที่เป็นเลิศ กระทรวงพลังงานจัดประกวดวาดภาพ เฉลิมพระเกียรติฯ ประจำ�ปี 2014 TOMS: ONE DAY WITHOUT SHOES แบรนด์รองเท้า TOMS จั ด กิ จกรรมเดิ น เท้าเปล่า One Day Without Shoes เพื่อสร้าง การรั บ รู้ ถึ ง ปั ญ หาขาดแคลนรองเท้ า ของเด็ ก ด้อยโอกาสหลายล้านคนทัว่ โลก โดยมีนกั ศึกษาจาก 4 มหาวิทยาลัย อาสาสมัคร และผูล้ งทะเบียนผ่าน เพจ TOMSThailand เข้าร่วมกิจกรรม ภายในงาน ยังมีกจิ กรรมเพนต์เสือ้ ยืด พับกระดาษ ปัม๊ รอยเท้า และมินิคอนเสิร์ตจาก Moderndog, Nap a Lean, Lipta เพือ่ ให้ทกุ คนได้แบ่งปันความรูส้ กึ กับแบรนด์ TOMS ซึ่งได้บริจาครองเท้าไปแล้วกว่าล้านคู่ใน 25 ประเทศทั่วโลก 204 a day

บริษทั ไปรษณียไ์ ทย จำ�กัด (ปณท.) จัดอบรม หัวหน้าที่ทำ�การไปรษณีย์ทั่วประเทศในหลักสูตร กระทรวงพลั ง งานจั ด กิ จ กรรมประกวด ต้นแบบนักสื่อสารที่ดีและต้นแบบการดำ�เนินการ วาดภาพเฉลิมพระเกียรติ แสงสะท้อนชีวิตกับ ควบคุมมาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศหรือ พลังงาน ในหัวข้อ ‘พลังงานไทยใต้ร่มพระบารมี’ Service Tracking ประจำ � ปี 2557 เพื่ อ สร้ า ง ชิงเงินรางวัลกว่า 1 ล้านบาทพร้อมโล่รางวัลและ มาตรฐานที่ดีในการทำ�งาน มุ่งสร้างเครือข่าย เกียรติบัตร เปิดรับผลงานถึงวันที่ 29 สิงหาคม คนไปรษณีย์ไทยผ่านการเป็นนักสื่อสารที่ดีและ โดยส่งทางไปรษณีย์ที่ ตู้ ปณ.47 ปณฝ.สายไหม การเป็นผู้ให้บริการที่ดี ซึ่งจะต่อยอดเป็นพลัง กทม. 10224 หรื อ ส่ ง ด้ ว ยตนเองที่ พิ พิ ธ ภั ณฑ์ เครื อ ข่ า ยที่ เข้ ม แข็ ง เพื่ อ ให้ ไปรษณี ย์ ไทยเป็ น ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA) สอบถามรายละเอียด เครือข่ายชีวติ และเศรษฐกิจไทยอย่างยัง่ ยืนต่อไป และดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.enerygy.go.th และ Facebook | Energypaintingcontest


โค้กมอบโชค ‘ชุดแต่งห้องเชียร์บอลโลก กับโค้ก’ LEVI’S® 501® MAY DAY 2014 WORK WITH YOU ททท. จัดโครงการ TAT Newsroom Contest 2014 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวน นักถ่ายภาพ นักเขียน และนักสร้างสรรค์วีดิทัศน์ ร่วมส่งผลงานภาพถ่าย บทความสารคดีทอ่ งเทีย่ ว และวีดทิ ศั น์ภาษาอังกฤษ เข้าประกวดเพือ่ นำ�เสนอ ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวไทยในโครงการ TAT Newsroom Contest 2014 ในหั ว ข้ อ ‘I Like. I Share. Amazing Thailand: It Begins with the People…’ ชิ ง รางวั ล เงิ น สดรวมมู ล ค่ า 225,000 บาท ส่งผลงานทางไปรษณียท์ ่ี ตู้ ปณ.45 ปณฝ.สันติสขุ กรุงเทพฯ 10113 ได้ถงึ 31 กรกฎาคม ดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.tatnews.org

ลีวายส์® ร่วมกับนิตยสาร LOOKER จัดงาน LEVI’S® 501® MAY DAY 2014 WORK WITH YOU งานแฟชั่ น โชว์ มิ ก ซ์ แ อนด์ แ มตช์ ก างเกงยี น ส์ ลีวายส์® 501® ให้กับเข้ากับการทำ�งานทุกอาชีพ โดยได้ไมค์ พิรชั ต์ และคชา AF8 ร่วมเดินแฟชัน่ โชว์ ทั้งยังเปิดตัวกางเกงยีนส์ตัวใหม่ LEVI’S® 501® SUNSTITCHED SPECIAL EDITION และ LEVI’S® 501® BLUE STEEL SPECIAL EDITION โดย กลุ่มผู้บริหารจากลีวายส์® และเหล่าแฟชั่นนิสต้า ที่ชื่นชอบยีนส์เข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก

กรอบแก้ว ปันยารชุน ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ส่ือสารการตลาด บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำ�กัด มอบรางวัล ‘ชุดแต่งห้องเชียร์ บอลโลกกับโค้ก’ ให้สิบโทภูเมธ ช่างวาดวรโชติ ผู้โชคดีคนแรกจากแชมเปญ ‘โคลา-โคลา FIFA World CupTM 2014’ เพื่อส่งความสุขให้ผู้บริโภค ได้ชม เชียร์ ลุ้นการแข่งขันอย่างเต็มอรรถรส ที่บ้าน โดยมี ไอซ์-อภิษฎา เครือคงคา แบรนด์ แอมบาสเดอร์โคคา-โคลา FIFA World Cup 2014TM ร่วมแสดงความยินดี

ลอฟท์ สเตชั่นเนอรี่ พาเหรด คาราวาน อุปกรณ์เครื่องเขียนสุดชิก ลอฟท์ อาณาจักรสินค้าเหนือจินตนาการ ยกขบวนพาเหรดอุ ป กรณ์ เ ครื่ อ งเขี ย นดี ไ ซน์ สวยงามมานำ�เสนอ เพื่อสร้างสีสันให้การทำ�งาน สนุกมากขึ้น สินค้าดีไซน์แปลกตานี้มาพร้อมกับ POLICE ต้อนรับลมร้อนด้วยคอลเลกชันใหม่ ฟังก์ชนั การใช้งานทีม่ ปี ระโยชน์ ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ VOLTAGE 2 (SPL8847) แว่นกรอบโลหะ รูปทรงรี เช่น ที่วางปากกาคู่กับแก้วกาแฟ ที่แขวนแว่น คล้ายหยดน้ำ� ลงตัวด้วยขาแว่นเก๋ไก๋กับโลโก้ ดีไซน์รูปแว่น ฯลฯ พบกับ ลอฟท์ สเตชั่นเนอรี่ P WING แว่น VOLTAGE 2 มาพร้อมกับเลนส์ พาเหรด ได้ที่ลอฟท์ทั้ง 3 สาขา คือ ชั้น 4 - 5 น้ำ�เงิน เลนส์เทา เลนส์เขียว และเลนส์โพลาไรซ์ สยามดิสคัฟเวอรี,่ ชัน้ 3 จามจุรสี แควร์ และชัน้ 1 น้ำ�หนักเบา ใส่สบาย ไม่กดทับจนหน้าเป็นรอย พาราไดซ์ พาร์ค ทั้ ง ยั ง ให้ ค วามสำ � คั ญ กั บ โครงหน้ า คนเอเชี ย หาซื้อแว่น POLICE VOLTAGE 2 ได้แล้ววันนี้ ที่ ห้ า งสรรพสิ น ค้ า พารากอน, เดอะมอลล์ , เซ็นทรัล, ร้านหอแว่น และร้านแว่นตาชัน้ นำ�ทัว่ ไป Facebook | Police Thailand Eyewear

เท่มีสไตล์กับ POLICE คอลเลกชันใหม่ VOLTAGE 2 มาสด้าฉลองความสำ�เร็จส่งท้ายสงกรานต์ สืบสานวัฒนธรรมไทย บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำ�กัด ฉลองความสำ�เร็จหลังส่งสกายแอคทีฟ เทคโนโลยี เข้าตลาดเมืองไทยพร้อมเสียงตอบรับล้นหลาม โดยจัดงาน มาสด้า ซูม-ซูม ปาร์ตี้ ตอน ‘สุขสันต์ สงกรานต์ สืบสานสัมพันธ์ สดใสลัล้ ล้า’ เพือ่ ส่งเสริม ประเพณีอันดีงามของไทยเป็นครั้งแรก พร้อมพิธี รดน้�ำ ดำ�หัวให้ความเคารพต่อผูใ้ หญ่วงการรถยนต์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปราจิน เอี่ยมลำ�เนา, ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์, จรวย ขันมณี และ พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ มาให้พรแก่นักข่าวสายรถยนต์

june 2014

206


pedal power

มองผ่านๆ เหมือนจะเป็นของแต่งบ้านจากแฮนด์จกั รยาน แต่เมือ่ ซูมอิน เข้าไปก็สะดุง้ ไม่นอ้ ย นีค่ อื print ad ชิน้ ใหม่ของเอเจนซี่ Heads Propaganda ประเทศบราซิล งานนี้เขาต้องการรณรงค์ให้คนใช้รถระวังจักรยานบนถนน เนื่องจากอัตราอุบัติเหตุที่เกิดกับนักปั่นในบราซิลพุ่งสูงมาก ตัวงานจึงเล่า เรือ่ งนีโ้ ดยนำ�แฮนด์จกั รยานมาเป็นสัญลักษณ์เหมือนเขาของสัตว์ทถ่ี กู สตัฟฟ์ โดยนายพราน ตัวงานมี 4 ชิ้นจากแฮนด์จักรยานต่างแบบ เพิ่มความจริง และสยองด้วยการทำ�ให้แฮนด์ดูพังเหมือนชนจริง (มีจักรยานเด็กด้วย) เป็นการบอกว่าหากเราขับรถไม่ระวัง เราอาจเป็นผู้ล่านักปั่นบนถนน โดยไม่รู้ตัว

ต่อให้ไม่ได้เล่น แต่ถ้าคุณปั่นจักรยานจริงจังก็น่าจะเคยได้ยินชื่อ Strava มาบ้าง มันคือแอพพลิเคชันบันทึกข้อมูลการปั่นและการวิ่งบน มือถือ ล่าสุด Strava ก็ใจบุญนำ�ข้อมูลในมือมาทำ�โปรเจกต์ Strava Metro มันคือการเอาข้อมูลที่นักปั่นทั่วโลกบันทึกด้วยแอพมาเปิดเผยให้คนทั่วไปรู้ เป้าหมายหลักคืออยากให้องค์กรที่เกี่ยวกับการขนส่งและจราจรในหลาย ประเทศเอาข้อมูลนี้ไปใช้ เพื่อพัฒนาเป็นแคมเปญรณรงค์สำ�หรับนักปั่น และนักวิ่งในอนาคต ข้อมูลที่ว่ามี 2 แบบ แบบแรกคือ Strava Global Heatmap เป็นแผนทีโ่ ชว์เส้นทางทีม่ นี กั ปัน่ และนักวิง่ ใช้มากทีส่ ดุ แบบที่ 2 คือ Strava Metro เป็นการเอาข้อมูลแบบแรกมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เช่น จำ�นวนนักปั่นที่ใช้ถนนเส้นนี้ (อัพเดตแบบนาทีต่อนาที) ตอนปั่น คนส่วนใหญ่เลีย้ วไปทางไหน ออกปัน่ กีโ่ มง ฯลฯ Heatmap เปิดให้ใช้งานฟรี ส่วน Metro ต้องเขียนแบบฟอร์มไปขอใช้ ทีมงานจะพิจารณาเป็นองค์กรไป โดยมีคา่ ใช้จา่ ย 0.8 เหรียญต่อจำ�นวนสมาชิก Strava ของเขตนัน้ ในรอบ 1 ปี เราลองคลิกเข้าไปดูแล้ว ข้อมูลที่ว่ามีเส้นทางในไทยด้วย หวังว่า ผู้ใหญ่บ้านเราจะสนใจกันนะ metro.strava.com 214 a day


บทเด็กจะซนขึ้นมานี่พ่อแม่บางคนยังเอาไม่อยู่ เพราะอย่างนี้เขา ถึงต้องมีอุปกรณ์กันเด็กซน ตัวอย่างล่าสุดที่อยากแนะนำ�คือ MiniBrake เป็นอุปกรณ์เบรกสำ�หรับจักรยานเด็ก คอนเซปต์คือเป็นอุปกรณ์ที่พ่อแม่ สามารถสั่งเบรกให้หยุดจักรยานได้จากระยะไกล เจ้าเครื่องนี้จะติดตรง หลักอานแถวๆ ล้อหลังของจักรยานสำ�หรับเด็กเล็กจำ�พวกจักรยาน ติดล้อหรือ Balance Bike (จักรยานที่ไม่มีบันไดถีบ ใช้ขาไถไปข้างหน้า) ตัวเครื่องจะแถมรีโมตที่เมื่อกดแล้วจะทำ�ให้เบรกทำ�งานอัตโนมัติ เอาไว้ ให้พ่อแม่ shutdown ความซนของลูกเมื่อขี่จักรยาน เซ็นเซอร์รีโมตอยู่ใน ระยะ 50 เมตร ไกลพอที่เด็กจะไม่ห่างสายตาพ่อแม่ แถมคนทำ�ก็คิดเผื่อ ด้วยการให้เบรกทำ�งานทันทีเมื่อเด็กขี่ไปไกลเกินระยะนี้ เราได้เห็น การทำ�งานจริงแล้วก็พบว่ามันเบรกได้มั่นคงดีสมคำ�โฆษณา ต่อให้เด็ก ขี่มาเร็วจักรยานก็ไม่คว่ำ�เพราะเบรกติดที่ล้อหลัง สินค้ายังไม่วางขาย แต่อยู่ในขั้นตอนระดมทุนเพื่อผลิตจริง เห็นแล้วอยากเชียร์ให้พ่อแม่ไป คลิกช่วยกันเยอะๆ minibrake.com

คลิปถ่ายการปั่นจักรยานด้วยกล้อง GoPro มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ แต่กับงานนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะ Jonas Ginter นักข่าวและช่างภาพ ชาวเยอรมันเจ๋งกว่านัน้ เขาเปิดตำ�ราการถ่ายภาพและพบว่า เราสามารถ ถ่ายภาพให้เป็นแบบ 360 องศา (ศัพท์เทคนิคเรียกว่า Spherical panorama) ได้ดว้ ยการใช้กล้อง 6 ตัวพร้อมกัน โจนาสก็ลองสร้างตัวติดกล้องจักรยาน จากเครื่องพิมพ์สามมิติ ติดกล้อง GoPro Hero3 ครึ่งโหลลงไป กดถ่าย พร้อมกันแล้วเอามาตัดต่อ ผลก็คือได้คลิปวิดีโอถ่ายการปั่นที่เหมือน ปั่นอยู่บน ‘ลูกโลก’ อารมณ์เหมือนกำ�ลังเล่นเกม Super Mario Galaxy พอเป็นคลิปปัน่ จักรยานเลยทำ�ให้วธิ ถี า่ ยแบบนีเ้ ป็นมากกว่าคลิปโชว์พาว แต่เปิดโอกาสให้ช่างภาพคนอื่นเห็นช่องทางการสร้างสรรค์งานแบบใหม่ อีกด้วย ถ้ายังนึกไม่ออกลองค้นกูเกิลด้วยคำ�ว่า Trippy GoPro Bike Trip แล้วจะรู้ว่ามันเจ๋งแค่ไหน มีข่าวลือว่ากูเกิลติดต่อโจนาสเกี่ยวกับงานชิ้นนี้แล้ว ตัวคลิป ความยาวแค่ 67 วินาที แต่เรามัน่ ใจว่าจะได้เห็นคลิปทีย่ าวและเจ๋งกว่านี้ แน่ในอนาคต www.jonasginter.de

june 2014

215


216 a day


เรื่อง > ศิวะภาค เจียรวนาลี ภาพ > ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

cyclist

จักรยานคันที่อาจารย์ขี่อยู่เป็นจักรยานแม่บ้านหน้าตาธรรมดา ไม่มีสเปก หรือดีไซน์ที่น่าสนใจ แต่ชายสูงวัยบนหลังอานกลับไม่คิดอย่างนั้น ศ. กิตติคณ ุ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ชายบนหลังอานเล่าว่า จักรยานหน้าตา บ้านๆ คันนี้คือแบบที่คนไทยใช้เยอะที่สุด ไม่ใช่เสือหมอบ เสือภูเขา ไฮบริด หรือ รถพับ แบบทีเ่ ราเห็นตามร้านขายจักรยาน คนส่วนใหญ่กไ็ ม่ได้ปน่ั เป็นร้อยกิโลเมตร แต่ปน่ั จากบ้านไปซือ้ ของปากซอย นีค่ อื ลักษณะการใช้จกั รยานของคนไทยส่วนใหญ่ (คิดรวมๆ ประมาณ 40 - 50 ล้านคน) และงานของอาจารย์กว่าครึง่ ชีวติ ก็มงุ่ เข้าหา คนกลุ่มนี้ ก่อนจะมีทางสีเขียวในสนามบิน ก่อนกระแสฟิกซ์เกียร์จะบูม ก่อนคนจะ หันมาขี่เสือภูเขา อาจารย์ธงชัยเป็นเหมือนผู้มาก่อนในวงการ เขาร่วมก่อตั้ง ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย จุดกระแสรณรงค์การใช้จักรยาน เป็นคนแรกๆ ปัจจุบันงานของอาจารย์ก็ยังเกี่ยวข้องกับจักรยาน แต่แผ่ขยาย ในวงกว้างและเข้าหาคนใช้จักรยานที่อาจารย์คิดว่า หากพูดถึงคนกลุ่มนี้มากขึ้น เป้าหมายการเป็นเมืองจักรยานคงอยู่ไม่ไกล ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ยุคที่คนไทยยังไม่ขี่จักรยานเยอะ (อาจารย์ บอกว่า ยุคนี้เวลาขับรถเราต้องเห็นคนขี่จักรยานอย่างน้อย 1 คัน ผิดกับยุคนั้น ที่แทบไม่มีให้เห็น) ประธานชมรมจักรยานทำ�งานเป็นอาจารย์ประจำ�ภาควิชา วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บ้านเมืองตอนนั้นเริ่มมีปัญหา รถติด สิ่งแวดล้อมเริ่มเสื่อมโทรม อาจารย์คิดว่าพาหนะสองล้อน่าจะเป็นทางแก้ ที่ดี แต่เรื่องก็ไม่ง่ายขนาดนั้น “ตอนนั้นคิดว่าจักรยานเป็นคำ�ตอบของทุกอย่าง ทั้งแก้ปัญหาเรื่องมลพิษ สุขภาพ พลังงาน ค่าใช้จา่ ย ถ้ามวลชนขีจ่ กั รยานสัก 10 - 20 เปอร์เซ็นต์ของเทีย่ ว การเดินทาง จะช่วยลดจำ�นวนรถยนต์บนผิวจราจร รถก็จะไม่ติด เราก็ต้องทำ�ให้ การขีป่ ลอดภัยด้วยการรณรงค์ขอทางจักรยาน มันก็ตรงไปตรงมา สิบกว่าปีตอ่ มา ถึงรู้ว่าที่ทำ�มาน่ะผิด” อาจารย์เผยความผิดพลาดให้ฟัง ประธานชมรมจักรยานขยายความว่า คนใช้จักรยานบ้านเรามี 2 แบบคือ Cyclist ซึ่งรวมนักปั่นในเมือง นักปั่นสายแข่งจริงจังและออกกำ�ลังกาย จำ�นวน คิดเป็น 0.01 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทัง้ หมด แบบที่ 2 คือ Bicycle User ซึง่ ก็คอื คนใช้จักรยานแบบที่อาจารย์ขี่อยู่ มีจำ�นวนมากถึง 40 - 50 ล้านคน การจะ เรียกร้องให้มที างจักรยาน หรือสิง่ อืน่ ๆ เพือ่ นักปัน่ จำ�นวนน้อยนิดคงไม่ใช่ความคิด ที่ดีนัก

june 2014

งานรณรงค์ของอาจารย์ในช่วงหลังจึงเน้นที่ชาวบ้านที่ใช้จักรยาน เป็นพิเศษ โดยมีโครงการทีเ่ ป็นพระเอกชือ่ ว่า ‘ชุมชนจักรยาน’ โครงการชวนคน ในชุมชนมาใช้จักรยานมากขึ้น โดยร่วมกับวัดและนายก อบต. ช่วยกระตุ้น ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โครงการเริ่มที่ตำ�บลดงกลาง จังหวัดพิจิตร และ เขตภาษีเจริญ ในกรุงเทพฯ “ผมเคยไปประชุมงาน Velo-City ของ E.C.F. (European Cyclist’s Fedration) เขาบอกว่า เวลาจะรณรงค์เรื่องจักรยาน คุณต้องทำ�ในสิ่งที่เป็นไปได้ก่อน คุณต้องทำ�กับมวลชนหรือคนในละแวกบ้าน ก่อนหน้านีผ้ มคิดโครงการในบริบท ของผม bike to work สำ�หรับผมคือการขี่จักรยานข้ามเมือง แต่ bike to work ของหลายคนคือการปั่นไปปากซอยเพื่อจะขึ้นรถเมล์” อาจารย์เล่า อาจารย์ธงชัยยกตัวอย่างหัวข้อสุดฮอตในที่ประชุม นั่นคือการใส่ หมวกกันน็อก “ในทีป่ ระชุมทุกครัง้ เขาห้ามบังคับคนใส่หมวกกันน็อก ออสเตรเลีย บังคับแล้วคนขี่จักรยานน้อยลง มันเป็นการสร้างภาพว่าจักรยานอันตราย สมมติว่าผมจะไปชวนคุณไปขี่จักรยาน แต่เตือนว่าใส่หมวกกันน็อกก่อน แสดงว่ามันอันตราย แล้วผมจะไปชวนเขาได้ยงั ไง ความคิดมันแย้งกัน อีกอย่าง มันให้ขา่ วสารไปผิดๆ ว่าเมือ่ คุณใส่หมวกกันน็อกแล้วคุณขีจ่ กั รยานได้ไม่อนั ตราย แต่ถา้ คุณล้มซีโ่ ครงหักทิม่ ปอดก็ตายเหมือนกัน” นักรณรงค์เรือ่ งจักรยานอธิบาย “ผมถูกด่าเยอะเวลาพูดว่าหมวกกันน็อกไม่ใช่เรื่องจำ�เป็นสำ�หรับการ ขี่จักรยาน คนก็ว่าอาจารย์ธงชัยพูดอย่างนี้ไม่รับผิดชอบ ถ้าคนตายจะว่ายังไง ถ้าคุณขี่จักรยานไปซื้อของปากซอยก็ไม่ต้องใส่ แต่ถ้าคุณแข่ง ขี่ขึ้นเขาลงเขา ขีจ่ กั รยานจากพระโขนงไปบางกระเจ้าก็ตอ้ งใส่” อาจารย์แนะ “เวลาชวนให้คน มาขี่จักรยาน เราต้องลดเงื่อนไขในการขี่ให้มากที่สุด ไม่ต้องแต่งตัวแบบนั้น ไม่ตอ้ งซือ้ จักรยานแบบนี้ ไม่ตอ้ งมีทางจักรยานก็ขไ่ี ด้ ลองนึกถึงภาพตำ�บลไกลๆ เขาไม่มีทางจักรยานหรอก เราไม่ควรไปครอบงำ�ความคิดเขา” วันที่เราคุยกัน ถนนยังคงเต็มไปด้วยรถยนต์เต็มพื้นที่ ออกจะหนักกว่า ครัง้ เมือ่ อาจารย์ยงั หนุม่ แต่ประธานชมรมจักรยานก็ยงั ทำ�งานเช่นเดิม งานล่าสุด ของเขาคือการผลักดันเชิงนโยบาย อาจารย์ร่างนโยบายเกี่ยวกับจักรยานเข้าสู่ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เรือ่ งจะไปถึงแต่ละกระทรวงซึง่ จะส่งผลกับเหล่านักปัน่ ในที่สุด งานต่อไปที่รออาจารย์อยู่ คือการคุยกับสมาพันธ์แท็กซี่ สมาพันธ์คนขับ รถบรรทุก และผูใ้ ช้รถคนอืน่ ๆ ปลายทางคือเพือ่ ให้ทง้ั นักปัน่ และไม่ปน่ั เข้าใจกัน มากขึ้น “ความปลอดภัยในการใช้จักรยานโดยรวมไม่ได้ขึ้นอยู่กับทางจักรยาน หรือคนขี่จักรยานเท่าไหร่ แต่ขึ้นอยู่กับคนอื่นที่ไม่ได้ขี่จักรยาน ไม่ว่าจะเป็น รถเมล์ รถบรรทุก ตุก๊ ตุก๊ โจทย์ใหญ่ของผมคือต้องไปเปลีย่ นวิธคี ดิ ของคนกลุม่ นี้ ซึ่งโคตรยาก” อาจารย์หัวเราะ “ถ้าทำ�งานนี้สำ�เร็จ ผมคงเลิก ไปทำ�อย่างอื่นบ้าง” อาจารย์เปรยพร้อม กล่าวคำ�อำ�ลา พอได้ฟังความคิดและความมุ่งมั่น ทบทวนผลงานของอาจารย์ ทัง้ ในอดีต ปัจจุบนั และอนาคต เราหวังว่าเมือ่ ถึงเวลานัน้ อาจารย์จะเปลีย่ นใจ www.thaicyclingclub.org

217


mail.com เรื่อง > ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ s.leevit@g ์ ภาพประกอบ > อาจกวิน พูลสวัสดิ

bike lane

‘เดิมทีปี 2544 พืน้ ทีข่ าวทแยงเขียวไม่อนุญาตให้กอ่ สร้างอาคาร ปี 2548 ปรับให้สร้างบ้านเดีย่ วขนาดไม่เกิน 200 ตร.ม. ได้ แต่ตอ้ งไม่กนิ พืน้ ทีเ่ กิน 5% ในแต่ละบริเวณที่กำ�หนดไว้ในผังเมือง และฉบับ 2556 นี้ปรับให้สร้างได้ ไม่เกิน 15% ในแต่ละบริเวณ ส่วนพืน้ ทีเ่ ขียวทึบ ในปี 2548 ให้กอ่ สร้างได้ 10% ในแต่ละบริเวณ แต่ไม่ให้นำ�ที่ดินไปจัดสรร ปี 2556 ปรับใหม่ให้นำ�ไปจัดสรร บ้านเดีย่ วได้’ (คัดลอกจากบทความ บางกระเจ้า…ผังเมืองใหม่เอือ้ ตัวกินปอด? โดย ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์) จากข้อความด้านบน นั่นหมายความว่า ด้วยอำ�นาจแห่งผังเมือง ฉบับใหม่น้ี พืน้ ทีส่ เี ขียวของต้นไม้ใหญ่จะลดลง และถูกแทนทีด่ ว้ ยบ้านจัดสรร โรงแรม และอื่นๆ บางคนเปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมง่ายๆ ด้วยการ เทียบเคียงกับตัวอย่างพื้นที่สีขาวทแยงเขียวอื่นๆ อย่างย่านรามอินทรา หรือแนวโซนฟลัดเวย์ของกรุงเทพฯ ความเจริญแบบนั้นอาจเป็นอนาคตของ บางกระเจ้า พื้นที่สีเขียวกว่า 10,000 ไร่ที่สมบูรณ์ที่สุดที่ครั้งหนึ่งนิตยสาร TIME ได้ยกย่องให้เป็น The Best Urban Oasis of Asia ............................. แม้วา่ ผังเมืองใหม่นไ้ี ม่ได้กระทบโดยตรงต่อการขีจ่ กั รยาน แต่การรวมตัว เคลือ่ นไหวครัง้ นี้ นอกจากเครือข่ายองค์กรด้านสิง่ แวดล้อม ผูน้ �ำ และชาวชุมชน ในพื้นที่ แขกส่วนใหญ่ในงานเต็มไปด้วยชาวจักรยาน มันสะท้อนว่าทุกวันนี้ ชาวจักรยานมองภาพไปไกลกว่าเรื่องของจักรยานแล้ว ชาวจักรยานกำ�ลัง ก้าวมาสูแ่ ถวหน้าของการเป็น active citizen ทีส่ นใจปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง บ่าย 2 วันอาทิตย์ที่ร้อนที่สุดวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม แทนที่จะ โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อครั้ง อ.ศศิน เฉลิมลาภ พาฝูงชนไปชุมนุม เดินห้างตากแอร์หรืออยู่บ้านพักผ่อน ชาวจักรยานหลายร้อยคนกลับมา ค้านเขื่อนแม่วงก์ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ก็เช่นกัน แม้วันนั้นเป็นวันคาร์ฟรีเดย์ ร่วมทริปปั่นที่เกาะบางกระเจ้า ที่จริงก็ดูคล้ายทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ ทีร่ อคอย แต่ชาวจักรยานก็ยงั หมุนเวียนกันไปแสดงจุดยืนร่วมกันอย่างคึกคัก ในช่วง 3 - 4 ปีที่กระแสจักรยานมาแรง ทำ�ให้ถนนหนทางที่นี่เต็มไปด้วย นานมาแล้วผมเคยเขียนเรื่อง ‘จักรยานสัมผัสธรรมชาติ’ สะท้อนว่า นักปั่นจักรยานทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า การรับรู้และใส่ใจต่อธรรมชาติรอบข้างของคนขี่จักรยานจะสูงกว่าคนใช้ สิ่งที่ต่างคือ ทริปวันนี้ไม่ใช่ทริปปั่นสูดอากาศฟอกปอดหรือแวะชิลล์ พาหนะอื่นๆ บางทีการปั่นจักรยานอาจเป็นการบ่มเพาะความรักธรรมชาติ ชิมของอร่อยในตลาดน้ำ�อย่างที่เคย วันนี้ชาวจักรยานมารวมตัวกันด้วย สไตล์คนเมืองก็ได้ ภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ทุกวันนี้มีนักปั่นหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างนี้ พวกเขามาที่นี่เพื่อมาร่วมงานเสวนาเล็กๆ ที่มีชื่อเรียบๆ ว่า ‘การ อนุรักษ์พื้นที่สีเขียวในเกาะบางกระเจ้า’ เพราะที่นี่เป็นที่ที่เขาหวงแหนและ ความหวังที่จะได้เห็นสิ่งแวดล้อมดีๆ ก็คงไม่ไกลเกินไปนัก ............................. ต้องการรักษาผืนแผ่นดินนี้ให้มีสภาพเป็นพื้นที่สีเขียวอย่างที่มันเคยเป็นมา ใช่ครับ มันกำ�ลังถูกทำ�ให้เปลี่ยนไป เกาะบางกระเจ้า หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ‘กระเพาะหมู’ เหล่านักปั่นล้วน เรื่องผังเมืองเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ต้องศึกษาข้อมูลระดับหนึ่ง ก่อนจึงจะคุยกันรู้เรื่อง ดังนั้นการเสวนาครั้งนี้จึงเน้นหนักไปที่การอธิบาย คุ้นเคยกับที่นี่ดีในฐานะพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง จนได้ฉายาว่าเป็นปอด ของคนกรุงเทพฯ บางกระเจ้ากำ�ลังเผชิญกับกระแสการพัฒนาที่อาจทำ�ให้ ทีม่ าทีไ่ ปและข้อมูลของผังเมืองใหม่มากกว่าการมุง่ หาทางออก แต่อย่างน้อย ที่สุด ผลของการเสวนาในเย็นวันนี้ ทำ�ให้ความแปลกประหลาดของผังเมือง คนรุ่นหลังรู้จักบางกระเจ้าในความหมายที่ต่างไปจากเดิม เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีการประกาศ ใหม่จะถูกตีแผ่ในสื่อและสังคมวงกว้างมากขึ้น อันจะนำ�มาซึ่งการติดตาม กฎหมายผังเมืองฉบับใหม่ของจังหวัดสมุทรปราการลงราชกิจจานุเบกษา ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อหาทางออกให้แก่บางกระเจ้าต่อไป ซึ่งอาจจะมีผลทำ�ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในเขตพื้นที่กระเพาะหมู นี่เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่อบอุ่นไปด้วยพลังของคนเมืองที่ใส่ใจ แต่จะด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่กลับไม่ได้รับรู้หรือ สิ่งแวดล้อม มีส่วนร่วมในการแก้ไขผังเมืองครั้งนี้เลย ใช่เพียงชาวบ้านตาสีตาสาที่ตกข่าว คนระดับสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ที่อยู่ในท้องที่ก็เพิ่งรู้ข่าวหลังกฎหมาย - อ่านเพิม่ เติมเรือ่ งผังเมืองได้ทบ่ี ทความ ‘บางกระเจ้า…ผังเมืองใหม่เอือ้ ตัวกินปอด?’ โดย ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ www.greenworld.or.th/columnist/ecological/2382 มีผลบังคับใช้แล้ว งานนี้จึงต้องสงสัยว่ามีเงื่อนงำ� เมื่อมาดูที่รายละเอียด เราจะพบว่าแผนที่ผังเมืองในเขตบางกระเจ้า - ติดตามความเคลือ่ นไหว ‘Save Bang Kachao’ ได้ทเ่ี พจเฟซบุก๊ ของกลุม่ ต้นไม้มหานคร (กลุ่ม Big Trees) facebook.com/BIGTreesProject ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 สีด้วยกันคือ เขียวทึบ เขียวอ่อน และขาวทแยงเขียว เขียวอ่อนนั้นหมายถึงพื้นที่ที่เป็นสวนสาธารณะ ส่วนเขียวทึบเป็นพื้นที่ ชนบทและเกษตรกรรม และขาวทแยงเขียวเป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและ เกษตรกรรม june 2014

218


tour de world

เรื่อง > ศิวะภาค เจียรวนาลี ์ ภาพประกอบ > อาจกวิน พูลสวัสดิ

มีคนไม่น้อยที่เวลาพูดถึงจักรยาน มักจะนึกถึงข้อจำ�กัดของมันเป็น อันดับต้นๆ ถ้าซื้อจักรยานเพื่อปั่นออกกำ�ลังกายคงไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อขึ้นต้นว่าฉันจะ ปั่นจักรยานไปทำ�งาน หรือเดินทางไกลๆ เราจะต้องปะทะกับคำ�เตือนนานา เริม่ ตัง้ แต่เบสิกอย่างร้อนไปมัย้ รถเยอะจะตาย ทางแย่หรือเปล่า ฝนตกทำ�ยังไง นานาสารพัดที่จะฉุดเราไม่ให้ออกปั่น หนึ่งในข้อจำ�กัดของจักรยาน คือความสามารถในการบรรทุกสิ่งของ นักปั่นอาจจะเถียงว่าถ้าติดกระเป๋าบนตะแกรงหลังจักรยานก็ขนของได้ หรือ จะใช้กระเป๋าเป้หรือ Messenger bag ก็ไม่เลว ปัญหาคือกระเป๋าพวกนีห้ น้าตา ไม่ค่อยน่าใช้เท่าไหร่ รูปทรงมันเหมาะกับนักปั่นจริงจังมากกว่าคนธรรมดาที่ อยากเดินทางด้วยจักรยาน การขนของฟังดูเหมือนไม่สำ�คัญ แต่มันเป็นหนึ่งในข้อจำ�กัดที่ใหญ่ที่สุด ของจักรยาน มนุษย์เราเดินทางตลอดเวลา ทุกคนไม่ได้มาตัวเปล่า แต่ยัง ขนกระเป๋า เอกสาร โน้ตบุ๊ก ถุงกับข้าว และสิ่งของสารพัดที่จำ�เป็นต่อการ ใช้ชีวิตประจำ�วัน สมมติวา่ คุณทำ�งานเป็นเซลส์ทต่ี อ้ งขับรถไปหาลูกค้าทุกวัน ต้องพกเอกสาร โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ไว้พรีเซนต์งานกับลูกค้า (ยังไม่นับของชำ�ร่วยที่ซื้อตุนไว้เป็น สินน้ำ�ใจ) สิ่งที่เราทำ�จนชินคือ โยนของทุกอย่างนั้นไว้ในรถ พอถึงตอนใช้งาน ก็ค่อยหยิบออกมา ซึ่งเราจะทำ�อย่างนี้ไม่ได้เลยถ้าปั่นจักรยานไปหาลูกค้า Cargo Bike คือตัวเลือกที่มาช่วยอุดข้อจำ�กัดนี้ จักรยานขนของมีมา เนิ่นนานตั้งแต่ช่วงปี 1900 เป็นต้นมา Cargo Bike ยุคแรกคือการดัดแปลง จักรยานธรรมดาให้สามารถขนจดหมาย นม และขนมปังจำ�นวนมากๆ เมื่อ เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมที่มีรถยนต์เป็นพระเอกในการขับเคลื่อนสังคม จักรยาน ขนของก็ถูกลืมอย่างรวดเร็ว เทรนด์ Cargo Bike กลับมาคืนชีพอีกครั้ง จากกระแสการใช้จักรยานบูม ที่เมืองอัมสเตอร์ดัมและโคเปนเฮเกน เมืองที่มีประชากรนักปั่นหนาแน่นที่สุด ทั้งสองเมืองมีระบบผังเมืองที่เอื้อต่อการใช้จักรยาน เมื่อขี่จักรยานสะดวกกว่า ก็มีคนใช้จักรยานทุกวัน เมื่อขี่กันบ่อยๆ คนก็เริ่มมองหาจักรยานที่สามารถ ตอบโจทย์ชวี ติ ได้หลากหลายกว่าเดิม จักรยานขนของจึงเป็นคำ�ตอบทีเ่ หมาะเจาะ ตอบโจทย์ชีวิตได้ดีที่สุด ถ้าเปรียบเทียบกับรถ Cargo Bike เป็นจักรยานทีม่ คี ณ ุ สมบัตใิ กล้เคียงกับ รถยนต์ ถึงจะไม่เร็วเท่า แต่ความคล่องตัวนับว่ากินขาด Cargo Bike ถูกออกแบบโครงสร้างให้รบั การบรรทุกของหนักๆ โดยเฉพาะ หนักทีว่ า่ คือประมาณ 100 กิโลกรัมขึน้ ไป ขนได้ตง้ั แต่ถงุ ช้อปปิง้ ต้นไม้หลายต้น จักรยาน 1 คันไปจนถึงแฟนซ้อนท้าย 1 คน เหล่านักปั่นทัวริ่งที่ต้องขน june 2014

สัมภาระบนจักรยานจะรู้ดีว่า ถ้าเราขนของหนักไปหรือจักรยานไม่สมดุลพอ ก็มีสิทธิ์ล้มคว่ำ�ได้ง่ายๆ ทีแรกผมก็คิดว่าเจ้า Cargo Bike นั้นช่างดูอุ้ยอ้ายเทอะทะ จนกระทั่ง เมื่อตอนต้นปีได้ลองจักรยาน Xtracycle โดยบังเอิญ นำ�เข้าโดย อรัญ วะสี เจ้าของร้าน Granny Bike และหนึง่ ในกูรู Cargo Bike ในเมืองไทย ความรูส้ กึ แรก คือ ปัน่ สนุกกว่าทีค่ ดิ ตัวรถนิง่ และไม่เทอะทะ ทัง้ หมดนีผ้ มขีโ่ ดยมีรนุ่ พีค่ นหนึง่ น้ำ�หนัก 70 กว่ากิโลนั่งอยู่ด้านหลัง บนเส้นทางเนินน้อยๆ ในเขต Hengchun ล่างสุดของเกาะไต้หวัน ลำ�พังแค่คนทั่วไปใช้คงไม่เท่าไหร่ ที่น่าสนใจคือเทรนด์นี้ยังลุกลามไปถึง บริษทั เอกชนและร้านค้าในเมืองจักรยานทีต่ อ้ งพึง่ พาการส่งของ พวกเขาหันมา ใช้จักรยานขนของมากขึ้น แม้แต่บริการที่ต้องรักษาเวลาอย่างร้านพิซซ่า ก็หันมาขี่ Cargo ซึ่งน่าสนใจมากเพราะมันพิสูจน์ว่าจักรยานแบบนี้ไม่ได้ อุ้ยอ้ายเทอะทะแต่ยังปั่นได้เร็วและดีไม่แพ้บริการส่งทั่วไป เมื่อจักรยานขนของจำ�นวนมากๆ ได้ แต่ยังคงความคล่องตัวอยู่ ทำ�ให้ บริษัทส่งของสามารถเอาสินค้าไปกระจายในเมืองได้เร็วกว่าการเอาใส่รถพ่วง คันใหญ่เข้ามาในเมือง หลายบริษัทในเมืองพอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา หันมา ขนสินค้าเข้าเมืองด้วย Cargo Bike ซึง่ เร็วกว่าการใช้รถพ่วง เมือ่ รถใหญ่นอ้ ยลง เลเวลความน่าอยู่ของเมืองก็พุ่งขึ้นทันที อีกข้อดีที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ Cargo Bike ช่วยกระชับความสัมพันธ์ คนในครอบครัวได้ด้วย เพราะปกติจักรยานทั่วไปมักจะถูกออกแบบเพื่อคนใช้ เพียงคนเดียว จักรยานขนของทำ�ให้เราขนคนที่เรารักเดินทางไปด้วยกันได้ เราจึงไม่ได้เห็นคนใช้ Cargo Bike แค่ขนของ แต่ยงั ขนลูกๆ หลานๆ ออกเดินทาง ไปทำ�กิจกรรมร่วมกันในวันหยุดด้วย ในเมืองไทยเราอาจยังไม่เห็น Cargo Bike มาก แต่กเ็ ริม่ มีรา้ นทดลองนำ�เข้า มีเพจที่เป็นคอมมูนิตี้ของคนใช้จักรยานแบบนี้ในเมืองไทย (facebook.com/ cargobikethailand) แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่กน็ บั ว่าน่ายินดี สิง่ เหล่านีค้ อื สัญญาณ ทีด่ วี า่ จักรยานขนของกำ�ลังจะเปลีย่ นเมืองและโลกให้นา่ อยูข่ น้ึ ทีละน้อยในไม่ชา้

219


เรื่องและภาพ > เหนือ ตก ออก ใต้

trip

Australia Tour ปั่นกลับบ้านจากออสเตรเลีย ต้องออกตัวตั้งแต่ต้นว่า ผมไม่ใช่นักปั่น แต่ที่ออกเดินทางด้วยจักรยานก็เพราะมีเหตุ โอกาส ความใฝ่ฝัน ความชอบ ปัจจัยเกื้อหนุน แบบกึ่งตั้งใจเป็นทุนเดิม ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน หลังจากใช้ชีวิตในประเทศออสเตรเลียได้ สักระยะ ด้วยเวลาที่มีเหลือ 4 - 5 เดือนของ Working Holiday visa จึงขอลองปั่นจักรยาน ออกทัวร์สักครั้ง ด้วยความคิดที่ว่า ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลา working เก็บเงิน ตอนนี้ก็ได้เวลา holiday ในการ เก็บฝัน แม้นี่ไม่ใช่ประสบการณ์การออกทัวร์ ระยะยาวครั้งแรก ปีก่อนหน้าผมก็เคยปั่นแบบ ‘เหนือ ตก ออก ใต้’ ในบ้านเมืองไทย แต่นี่เป็น ครั้งแรกที่ได้ปั่นในต่างประเทศ การเดินทางต้อง เตรียมตัวและปรับตัวแตกต่างกันไป ทัง้ วัฒนธรรม และพื้นที่ ออสเตรเลียมีลักษณะเป็นเกาะใหญ่ เทียบโดยพื้นที่เกือบจะเรียกได้ว่าทั้งทวีป มีภูมิประเทศที่แตกต่างและหลากหลาย มีทั้งชายฝั่ง ทะเล ภูเขาหิมะ เกาะตอนใต้ ทะเลทราย เมือง ใต้ดนิ เขตร้อน ฯลฯ ผมตัง้ ใจว่าจะเดินทางเนิบๆ รอนแรมไปเรื่อยๆ มีเวลาเท่าไรก็ใช้เท่านั้น เวลา 5 เดือนดูเหมือนนาน แต่ก็ไม่นานพอที่จะปั่นใน

ออสเตรเลียได้ทุกที่ (แบบเรื่อย เนิบ และแวะ ไปเรื่อย) จู่ๆ ผมก็นึกแผนขึ้นมาในใจว่า ไหนๆ ก็ได้ จักรยานที่ออสเตรเลียมาแล้ว งั้นก็ปั่นกลับบ้าน เลยละกัน จะว่ามีแผนก็ไม่เชิง ไม่มีแผนก็ไม่ใช่ เพราะ เส้นทางการปั่นถูกกำ�หนดไว้หลวมๆ พร้อมที่จะ ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ข้อดีคือเราเคยมี

ประสบการณ์ครัง้ รอนแรมในบ้าน รูส้ กึ คุน้ เคยกับ การได้เจอสหายต่างฝันบนหลังอาน ชอบช่วงเวลา ผูกมิตรแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ การเดินทางครั้งนั้นยังช่วยให้เราได้ฉุกคิดถึง การเตรียมตัวในบางเรื่องที่ไม่เคยต้องคิดคำ�นึง มาก่อน เช่น เสบียง การหาที่ค้างอ้างแรม ฯลฯ การเดินทางเริ่มจากเมือง Sydney ผมตั้งใจ ปั่นเลาะเลียบชายฝั่งมหาสมุทรไปให้ถึงเมือง Melbourne ก่อน จากนั้นค่อยว่ากัน พอเริ่มออก นอกเมืองจะมีทางจักรยานลัดเลาะไปตามชายฝัง่ เกาะ เชื่อมระหว่างเมืองเล็กเมืองน้อยไปเรื่อยๆ คนทีข่ จ่ี กั รยานชิลล์ๆ แบบผมยิง่ สบาย มีเส้นทาง บางช่วงติดทะเล บางช่วงก็ตัดเข้าชุมชนบ้าง จากซิดนีย์ผมเดินทางไปถึงเมือง Kiama, Wollongong, Nowra และ Jervis Bay เปลีย่ นแผน ปั่นขึ้นที่ราบสูงเข้าเมืองหลวง Canberra วกไป เขต Snowy Mountains ก่อนจะวนกลับมาเลาะ


ไปด้วยกันจนถึงเมืองอาเดอเลด ได้ทั้งเวลาและ มิตรภาพที่ดี บ่อยครั้งความผิดพลาดก็พาไปสู่ สิ่งที่ดีแบบไม่คาดฝัน จากเมืองอาเดอเลด ผมปั่นผ่าน Coober Pedy และ Alice Springs ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ ใจกลางประเทศ เชื่อมระหว่างแดนเหนือและ แดนใต้เข้าด้วยกัน การเดินทางช่วงนี้จึงเป็น เหมือนการปั่นผ่ากลางประเทศ พอเวลาเริ่ม เหลือน้อยจึงตัดสินใจใช้บริการรถทัวร์ Greyhound Coach (ซึ่งไม่ดีมาก การบริการด้านนี้บ้านเรา กินขาด) จากนัน้ ก็เดินทางไปต่อที่ Uluru, Takatuka, Mereenie Loop ผ่าเข้าเขตทะเลทรายออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริปนี้ การปั่นช่วงนี้ ขอบสมุทรอีกรอบ ปั่นเข้าเขต Lakes Entrance บางวันผมรู้สึกถึงนรกและสวรรค์ในวันเดียวกัน และมีหลายวันที่ผมได้พบแอ่งน้ำ� (มัน) ใจกลาง ของ Gippsland ระหว่างเดินทาง ผมพบว่า ทะเลทราย การเดินทางคนเดียวมีข้อเสีย เรื่องการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและ หลายอย่าง แต่กม็ ขี อ้ ดีมากพอทีจ่ ะทำ�ให้ระลึกถึง การเดินทางต้องยกนิ้วให้ออสเตรเลีย ที่นี่มี ผูอ้ น่ื และย้อนกลับมามองสิง่ ทีอ่ ยูภ่ ายในใจตัวเอง Visitor Centre อยู่ตลอดทาง แม้เมืองจะเล็ก แค่ไหนก็ตาม เจ้าหน้าทีส่ ว่ นใหญ่เป็นอาสาสมัคร ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น ผมเดินทางจากอลิซสปริงส์ ผู้สูงอายุจึงมีความรู้และความภูมิใจในท้องที่ อยู่มาก กว่าจะเข้าเมลเบิร์นใช้เวลาไปเดือนกว่า ไปเมือง Katherine ช่วงนี้ผมเปลี่ยนรูปแบบการ เดินทางเป็นการขึน้ รถไฟสายทีเ่ รียกว่า The Ghan ผิดจากที่คาดไปเกือบเท่าตัว พอรู้ว่ามีเวลา หนึ่งในรถไฟที่ขึ้นชื่อที่สุดของโลก รถไฟขบวนนี้ (เหมือนจะ) นาน ก็อยากหยุดพักเบี่ยงซ้าย บ่ายขวาอยู่เรื่อย ยิ่งเส้นทางมีเรื่องราว ข้างทาง วิง่ ผ่ากลางทะเลทราย ผมตัดสินใจลงทีแ่ คทเธอรีน มีเรื่องเล่า ยิ่งทำ�ให้โอ้เอ้ แต่ก็เป็นหนึ่งในเสน่ห์ แล้วปั่นส่งท้ายเข้าเมือง Darwin เมืองสุดท้ายใน ออสเตรเลีย เมืองนีอ้ ยูใ่ นเขตภาคเหนือ ภูมอิ ากาศ ของการเดินทาง เป็นแบบทรอปิคอลซึ่งใกล้เคียงกับไทย ที่นี่จึง จากเมลเบิร์น ผมเอาจักรยานลงเรือ ข้ามสมุทรไปปัน่ วนใน Tasmania เกาะทีน่ กึ ว่าเล็ก มีคนไทยอยู่เยอะ มีร้านอาหารที่คุ้นลิ้นและ ตลาดที่คุ้นตาเหมือนบ้านเราเป๊ะ เมื่อดูในแผนที่ แต่ในมิติของนักปั่นจักรยาน แรกเริ่มผมตั้งใจออกจากออสเตรเลียด้วย มันไม่เล็กเลย แถมยังต้องปั่นขึ้นเขาลงภู เรือ แต่ปัจจัยและเวลาไม่สัมพันธ์กัน สุดท้ายก็ หลายคนบอกผมว่าปั่นที่นี่เผื่อไว้ 2 อาทิตย์ น่าจะพอ แต่ในความเป็นจริง ระยะเวลาเท่านี้ ลงเอยด้วยการขึ้นเครื่องบิน ดูจากไฟลต์แล้ว หากเป็นการขับรถน่าจะใกล้เคียงกว่า หลายช่วง ผมยังเหลือเวลาส่งท้ายอีก 2 สัปดาห์ เลยออกไป ปั่นวน Kakadu National Park ซึ่งเป็นหนึ่งใน ผมจึงต้องอาศัยรถประจำ�ทางช่วย อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุด (ใหญ่กว่าเขาใหญ่ เกาะทัสมาเนียยังมีธรรมชาติที่ดีมาก จะว่าไปคนประเทศนีม้ สี �ำ นึกส่วนรวมต่อธรรมชาติ ถึง 3 เท่า) และได้รับรองเป็นมรดกโลกทั้งทาง ธรรมชาติและวัฒนธรรม ก่อนจะวนกลับมา และสัตว์ป่าค่อนข้างดีมาก ช่วงเวลาที่ไปถึง ทัสมาเนียเป็นช่วงเริม่ เข้าฤดูหนาว หลายคนทีผ่ ม เจอล้วนแปลกใจทีย่ งั เห็นคนขีจ่ กั รยานช่วงนี้ เพราะ แม้แต่คนที่นี่ยังเลือกที่จะเดินทางหนีหนาวขึ้น แดนเหนือกัน แต่ดว้ ยเวลาทีม่ กี ท็ �ำ ให้ผมปัน่ ต่อไป จากเมลเบิรน์ ผมปัน่ ต่อไปทีเ่ มือง Adelaide โดยใช้เส้นทางทีเ่ รียกว่า Great Ocean Road (GOR) ช่วงนี้เดิมทีผมตั้งใจจะเที่ยวแบบ shared carroad trip ขอติดรถคนเป็นบางช่วง แต่ก็มีปัญหา ตั้งแต่วันเริ่ม เพราะคนขับที่นัดไว้ไม่มาตามนัด จุดนีผ้ มเลยต้องปัน่ ต่อ สักพักผมก็พบนักศึกษาจีน 2 คนที่เคยบังเอิญเจอที่ทัสมาเนีย ทั้งคู่ใช้เวลา ช่วงปิดเทอมเช่ารถมาเที่ยวในออสเตรเลีย พวกเขาจำ�ผมได้เลยเชิญขึน้ รถบนเส้นทาง GOR june 2014

ดาร์วินแล้วบินต่อไปที่ Bali ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของการปั่นครั้งต่อไป หลังปั่นมาหลายเดือน ผมพบว่านิสัยของ คนออสซี่ที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวแบบ outdoor และรถบ้านแบบ campervan ส่งผลให้สาธารณูปโภคที่นี่ดีกับคนที่เดินทางนอกเมือง และส่งผลดี มาถึงผู้ใช้จักรยานด้วย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการ นักท่องเทีย่ วจนกระทัง่ จุดตัง้ แคมป์ แต่ถา้ เทียบกัน ก็ยังถือว่าแพงสำ�หรับการเดินทางแบบประหยัด สำ�หรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยคงต้อง camping ข้างทางบ่อยกว่าปกติ (มีทั้งแบบแอบและ ได้รับเชิญ) สำ�หรับคนที่ชอบวางแผนล่วงหน้า แนะนำ� ให้เข้าเว็บ www.warmshowers.org ทีน่ เ่ี ป็นเหมือน ชุมชนของคนชอบปั่นจักรยานแบบทัวริ่งทั่วโลก ในเว็บจะมีทั้งการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูล ทีม่ ปี ระโยชน์ เห็นแล้วก็อยากให้คนไทยมีสว่ นร่วม ในเว็บนี้มากๆ เพราะบ้านเราก็อยู่ในอันดับต้นๆ ของการเป็นเมืองท่องเทีย่ วอยูแ่ ล้ว บางทีการเป็น เจ้าบ้านที่ดีก็ไม่จำ�เป็นต้องก่อสร้างอะไรใหญ่โต แต่สามารถทำ�ได้ง่ายๆ บนหน้าจอด้วยตัวเอง ความจริงทริปนี้ถ้ามองย้อนกลับไปดู ก็หนักหนา แม้จุดเริ่มต้นของทริปจะเกิดจาก แรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่ทำ�ให้ปั่นมาได้จนจบทริป คือใจบันดาลแรงต่างหาก ป.ล. หากมีโอกาสอีกจะขยายเป็นตอนๆ ในแต่ละ พื้นที่มาเล่าสู่กันฟังนะครับ Facebook.com | เหนือ ตก ออก ใต้

-----------------------------------------------------------------------------

เหนือ ตก ออก ใต้ คือนามปากกาของ สิริวัฒน์ กุศลเลิศจริยา อดีตพนักงานบริษัทและนักออกแบบ ที่ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเรียนรู้โลกและตัวเอง เขา ออกตัวว่าไม่ใช่นักปั่น แต่ชอบเดินทางด้วยจักรยาน ครั้งหนึ่งสิริวัฒน์เคยปั่นเดินทางในประเทศไทยแบบ เหนือ ตก ออก ใต้ บนเส้นทางแม่สาย-แม่สอดผาชนะได-เบตง ปัจจุบันเขายังปั่นจักรยานและฝันถึง การปั่นรอบโลกสักครั้ง

221


it’s my ride iaminut

Morning ride

popiangoei

“สวน” เสน่หอ์ กี อย่างนึงของการปัน่ จักรยาน ก็คือ ทักคนที่ปั่นสวนได้ ช่วยให้เราได้ใช้ทักษะ การสื่อสารเหมือนกันนะ เริ่มด้วยการสั่นกระดิ่ง จากนั้นผงกหัวแล้วพูดว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ”

222 a day

havalanaba

ตั้งแต่ถ่ายรูปมาผมชอบรูปนี้ที่สุด ไม่ต้อง เซ็ตฉาก ไม่ต้องวัดค่าแสง ไม่ต้องรีทัชภาพ ที่ชอบรูปนี้มากๆ เพราะมีสองสิ่งที่ผมรักที่สุดอยู่ ในภาพเดียวกัน คือ พ่อ และ ป๊อกเด้ง (หมา) แต่ที่ทำ�ให้ชอบที่สุดคือ พ่อปั่นจักรยานมารับ ป๊อกเด้งกลับไปกินข้าว และตะโกนบอกเราว่า “ถ้าจะกินก็รีบๆ กลับบ้าน”


jibmhaba

nuanzhen

pangsalmon

เราปั่นกันตั้งแต่ตะวันตื่นยันแสงสุดท้าย ของตะวันบอกลา

fxminamix

taemoship

จักรยานกับการพักผ่อน

zwingzet

HUG

runintime

yungbinchuk

. . . ใต้ ต้น . . .

bkkstrider

พอจะปั่นยางแบน คงต้องปั่นมันทุกวัน..

พืน้ ทีส่ �ำ หรับแบ่งปันมุมมองที่ได้พบเจอจากการใช้จกั รยาน ด้วยการลงรูปผ่าน Instagram แล้วติดแท็ก #humanride june 2014

223


the london scene เรื่องและภาพประกอบ > โอ๊ต มณเฑียร www.oatmontien.com

226

a day


ls i a t k c o C f o Tales ลย์บอยคลับ พ เ ่ ี ท ี น ิ ต ์ มาร หนุ่มๆ หลายคนคงเคยนึกฝันเหมือนผมว่า เกิดมาชาตินี้เราต้อง ไปนั่งดื่มกับสาวๆ ชุดกระต่ายที่ Playboy Club ให้ได้ซักครั้ง หลังจาก อยู่ลอนดอนมาหลายปี ในที่สุดฝันนี้ของผมก็กลายเป็นจริง เนื่องในโอกาสที่เพื่อนคนสนิทของผมได้รับเชิญไปเป็นดีเจในงาน วันเกิดของนักร้องหนุ่มแนวหน้าวงการอินดี้อังกฤษอย่าง James Blake ซึ่งดันไปจัดในคลับนั้นพอดี งานนี้ผมเลยขอติดตามเข้าไปดูให้เป็นบุญตา สักครั้งว่าข้างในคลับสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้มันเจ๋งเหมือนกิตติศัพท์ที่เราเคย ได้ยินมาหรือไม่ อย่างไร เพลย์บอย คลับ สาขาแรกนั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1960 หลังจาก Hugh Hefner ตีพิมพ์นิตยสาร Playboy เล่มแรกเป็นเวลา 7 ปี โดยสาขาแรก เปิดตัวที่ Chicago ในอเมริกา และได้รบั ความนิยมอย่างมากจนได้มาเปิดที่ ลอนดอนในปี 1966 เป็นคลับสาขาแรกที่มีคาสิโนอยู่ด้านในด้วย แต่ดว้ ย พิษเศรษฐกิจและปัญหาภายในทำ�ให้คลับแต่ละสาขาทยอยปิดตัวลงใน ช่วงปลายยุค 80 เวลาผ่านไปกว่า 30 ปี เพลย์บอย คลับ ลอนดอน เปิดประตูรบั แขก อีกครัง้ ในแมนชัน่ ใหม่เอีย่ ม ออกแบบโดยบริษทั รับออกแบบในลอนดอนชือ่ Jestico + Whiles คลับตั้งอยู่เลขที่ 14 ถนน Old Park Lane ไม่ไกลจาก พิกดั ของคลับเดิมมากนัก ถ้าพูดกันตรงๆ ทัง้ การตกแต่งและตัวอาคารของ เพลย์บอย คลับ แห่งใหม่นไ้ี ม่ได้หรูหราอะไรมาก (อาจเป็นเพราะตัง้ อยู่ ใกล้ๆ โรงแรม Hilton, Four Seasons และ Hard Rock Cafe ทำ�ให้โดน รัศมีความอลังการของโรงแรมใหญ่กลบไปเสียหมด) แต่ทีเด็ดอยู่ที่สาวๆ บันนี่เกิร์ลที่ทั้งสวย เซ็กซี่ และเป็นกันเองอย่างเหลือเชื่อ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปในคลับ สาวผมทองในชุดกระต่ายแน่นเปรี๊ยะ ก็รเ่ี ข้ามาต้อนรับผมพร้อมช่วยเอาโค้ตไปแขวนให้ “เพิง่ มาครัง้ แรกหรอคะ?” ผมพยักหน้าและยิ้มให้เธอแบบอายๆ เธอหัวเราะคิกคักแล้วบอกว่า “Don’t worry, you will have a great night!” พูดจบปุ๊บเธอก็ฝากให้ เพือ่ นบันนีเ่ กิรล์ อีกคนพาพวกเราไปส่วนด้านในของคลับทีเ่ รียกว่า Baroque “คลับของเราแบ่งเป็นหลายส่วนค่ะ มีทั้งคาสิโน, ร้านอาหารโดยเชฟ Judy Joo, เลานจ์สำ�หรับสมาชิก, ค็อกเทลบาร์ และส่วนคลับบาโร้ก ซึ่งเป็นห้องจัดงานเลี้ยงและมีการแสดงดนตรีสดด้วย” พอเธออธิบายจบ สาวบันนี่อีกคนก็ออกมารับพวกเราเข้าไปด้านใน ผมเดาว่าเธอน่าจะเป็นระดับหัวหน้าบันนี่ ดูจากบุคลิกที่คมเข้มสง่างาม และเครื่องแบบบราเซียฝังเพชรแวววาวกว่าสาวๆ คนอื่น “Welcome darling!” เธอจูบทักทายผมที่แก้ม 2 ข้างเหมือนคนคุ้นเคย ทำ�เอาผม หน้าแดงระเรื่อตั้งแต่หัวค่ำ� เราเต้นบนฟลอร์จนถึงเวลาเทีย่ งคืน ไฟสปอตไลต์สว่างจ้าก็ฉายมาที่ บันนี่เกิร์ล 3 คน ซึ่งช่วยกันเข็นแก้วทรงสูงกว่า 30 ใบที่ถูกวางซ้อนกัน เป็นทรงพีระมิดออกมาตรงหน้าโต๊ะของเรา ไม่ทนั ไรขวดแชมเปญราคาแพง

may 2014 june

3 ขวดก็ถูกเปิดดัง โป๊ะๆๆ! ส่งสัญญาณเริ่มประเพณีการเท champagne fountain ให้กับเจ้าของวันเกิด (ที่นี่เขาไม่เสิร์ฟเค้ก แต่เสิร์ฟเครื่องดื่ม ราคาแพงอย่างแชมเปญให้เป็นของขวัญแทน) จุดนัน้ คงไม่มคี �ำ พรรณนาอืน่ นอกจากคำ�ว่า ‘ฟิน’ แชมเปญสีทองถูกรินออกจากขวดในมือของเหล่า สาวๆ บันนี่ ไหลล้นผ่านแก้วทีละใบๆ ลงเป็นน้ำ�ตกสีทองต่อหน้าต่อตา มันเป็นความฟุ้งเฟ้ออย่างเหลือเชื่อจนผมต้องแอบหยิกตัวเองให้แน่ใจว่า ไม่ได้ฝันไป มาถึงเพลย์บอย คลับ ทั้งที จะไม่ลองค็อกเทลด้วยก็กระไรอยู่ ที่นี่ มี Salvatore’s Bar ที่ก่อตั้งโดยเจ้าพ่อค็อกเทลชื่อดังของลอนดอนอย่าง Salvatore Calabrese ผู้คิดค้นเครื่องดื่มคลาสสิกหลายแก้ว อย่าง Spicy Fifty, Melon Fizz และ Breakfast Martini เป็นต้น โดยเฉพาะเจ้าเบรกฟาสต์ มาร์ตนิ ี นีม้ ที ม่ี าน่าสนใจ มันถูกคิดค้นขึน้ ในช่วงปี 90 ตอนทีเ่ ขาทำ�งาน อยูท่ ่ี Library Bar ในโรงแรมหรู The Lanesborough Hotel ใกล้ๆ กับ Hyde Park Corner ตัว Salvatore เองปกติจะดื่มแค่กาแฟเอสเปรสโซเป็นอาหารเช้า วันดีคืนดีภรรยาของเขาทำ�ขนมปังปิ้งทาแยมส้ม (marmalade) และ บังคับให้ Salvatore กินเป็นอาหารเช้าแทน ทำ�ให้วนั นัน้ เขาหยิบขวดแยมส้ม ติดมือไปทีบ่ าร์ดว้ ย และในทีส่ ดุ ก็ตกั แยมส้ม 1 ช้อนโต๊ะไปผสมกับ Gin 50 มิลลิลติ ร, เหล้า Triple Sec และน้�ำ ส้มคัน้ สด อย่างละ 12 มิลลิลติ ร ออกมาเป็นเบรกฟาสต์ มาร์ตนิ ี รสเปรีย้ วหวานอย่างทีเ่ รารูจ้ กั กันใน ปัจจุบนั แต่ค็อกเทลที่ดังที่สุดของลอนดอนก็คงหนีไม่พ้น Vesper Martini ซึง่ แม้จะมีนอ้ ยคนทีร่ จู้ กั Gilberto Preti บาร์เทนเดอร์ตวั จริงผูค้ ดิ ค้นสูตร ของมันในลอนดอนช่วงปี 1950 แต่หลายๆ คนกลับจำ�เครื่องดื่มนี้ ได้จากนิยาย James Bond เล่มแรก Casino Royale นั่นเอง เพราะ Ian Fleming ผู้เขียนประทับใจค็อกเทลสูตรนี้มากจนเอาไปใส่ในเนื้อเรื่อง ของหนังสือนั้น นักสืบ 007 สุดหล่อได้เข้าไปในบาร์และโชว์เหนือสั่ง บาร์เทนเดอร์ให้ผสมค็อกเทลตามใจตน “เอา Gordon’s Gin 3 ส่วน, Vodka 1 ช็อต, Kina Lillet ครึ่งช็อต เขย่ากับน้ำ�แข็งให้ดีจนเย็นเฉียบ แล้วเสิร์ฟกับเปลือกเลมอนบางๆ เข้าใจไหม?” พอบาร์เทนเดอร์เสิร์ฟให้ บอนด์ก็พอใจมาก และสุดท้ายตั้งชื่อให้ค็อกเทลนี้ตามนักสืบสาว Vesper Lynn ที่เขาตกหลุมรักในเรื่องนั่นเอง เมื่อนิยายนี้ถูกตีพิมพ์ สูตรค็อกเทลดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ อย่างมากด้วยเหตุผล 3 ข้อคือ 1. ปกติแล้วคนชงจะไม่ผสมจินและวอดก้า เข้าด้วยกัน 2. ถ้าค็อกเทลมีจินคนชงมักไม่เขย่า เพราะจะทำ�ให้รสชาติ ของจินเสีย และ 3. Kina Lillet (เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Lillet Blanc) เป็นส่วนผสมที่แปลก เพราะคนส่วนมากจะเลือกใช้ Dry Vermouth แทน ตัวผมเองถึงจะไม่เคยอ่านนิยายชุด เจมส์ บอนด์ แต่พอได้จิบค็อกเทล รสเข้ม แถมถูกล้อมรอบไปด้วยสาวสวยในชุดกระต่าย ก็รู้สึกเท่เหมือน สายลับนักสืบในหนังสือ 007 ได้ไม่ยาก คืนนั้นเลยจัดเต็มไปหลายแก้ว จนเช้า โชคดีทีสามารถลงบิลในชื่อคุณเพื่อนไว้ได้ทำ�ให้ไม่ต้องจ่ายเงิน สักบาท ไม่งั้นมีหวังกระเป๋าฉีกแบบไม่ต้องสืบแน่ๆ

227


โลกประจำ�ตัว เรื่อง > คุณากร วรวรรณธนะชัย kunakuki@yahoo.com ภาพประกอบ > niranchaa

ง ก า อ 230

เดือนสุดท้ายของชีวิต อากงของผมใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเตียงนอน 6 เดือนก่อนหน้านั้น อากงเริ่มมีอาการบวมตึงที่ท้องและขาทั้งสองข้าง การตรวจวินิจฉัยหลายอย่างหลังจากนั้นให้ผลตรงกัน-อากงเป็นมะเร็ง ที่ตับ หลังอาการบวมดีขึ้น ญาติๆ ตัดสินใจพาอากงกลับมาดูแลที่บ้าน กระบวนการรักษาในโรงพยาบาลอาจช่วยยืดเวลาของอากงออกไปได้ แต่กระบวนการเหล่านั้นดูจะทรมานเกินไปสำ�หรับชายชราอายุ 97 ปี อย่างอากง อากงซึ่งมักจะเดินไปมาในบ้านทั้งวันค่อยๆ อ่อนแรงลงหลังจากนั้น เพียงไม่นานเก้าอี้หวายตัวโปรดที่ตั้งหน้าบ้านก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสก้น ของอากงอีกเลย ห้องนอนของอากงค่อยๆ ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับ อาการของอากงที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป กระโถนถูกนำ�มาตั้งวางไว้ข้างเตียง เก้าอีส้ �ำ หรับนัง่ ถ่ายก็ถกู วางไว้ไม่ไกลกัน ถังออกซิเจนขนาดกลางถูกติดตัง้ ไว้ ที่เสาใกล้หัวเตียง หมอนหลายใบถูกจัดเรียง จนเตียงนอนธรรมดา กลายเป็นเตียงทีอ่ ากงสามารถนอนยกศีรษะสูงพร้อมทัง้ ชันขาได้ไม่ตา่ งจาก เตียงคนไข้ในโรงพยาบาล ...............................................


“ทำ�ไงดี อากงไม่ยอมกินอะไรเลย” วันหนึ่งแม่ตรงเข้ามาถามผม ทันทีที่ผมเลิกงานกลับมาจากโรงพยาบาล ก่อนหน้านั้นอากงพอจะกิน อาหารอ่อนๆ จำ�พวกข้าวต้มได้บ้าง ต่อมาไม่นาน อาหารอ่อนเหล่านั้น ก็ดูจะแข็งเกินไปสำ�หรับอากง ช่วงหลังๆ อาหารหลักของอากงจึง กลายเป็นอาหารเหลว แต่ละมื้อแม่ผมจะชงอาหารเหลวหลายชนิด ตามแต่ใครแนะนำ�ว่าดี แม่จะเทมันใส่แก้วใบย่อม ปักหลอดกาแฟ และ ยกไปให้อากงที่จะค่อยๆ ดูดมันทีละนิด ภาพที่เห็นจนชินตาคือภาพที่ แม่นง่ั ถือแก้วอยูข่ า้ งๆ อากง ทัง้ ปลอบ ทัง้ ขู่ จนกระทัง่ เสียงดูดซูด้ สุดท้าย ที่บ่งบอกว่าไม่มีอะไรเหลือในแก้วอีกต่อไป แต่วันนั้น ไม่มีแม้เสียงซู้ดสั้นๆ จากอากง เย็นนั้นผมอาสาป้อนอาหารให้อากงแทนแม่ แม้สิ่งที่อยู่ในแก้วจะ เป็นเพียงน้ำ�ตาลเกลือแร่ แต่อากงก็แทบไม่มีแรงดูดมันขึ้นมาเลย ไม่กี่อึก อากงก็เหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด ไม่ทันไรอากงก็ส่ายหน้า พูดสั้นๆ แค่ว่า “พอ...พอ” ผมเดินกลับไปพบแม่พร้อมน้ำ�ตาลเกลือแร่ที่แทบไม่พร่อง ไปจากเดิม “อากงอ่อนแรงเกินกว่าจะกินอาหารพวกนี้แล้ว” ผมบอกแม่ “ถ้าพรุ่งนี้ยังกินอะไรไม่ได้ อีกทางเลือกคือพาอากงไปให้น้ำ�เกลือที่ โรงพยาบาล” แม่ฟังผมด้วยสีหน้ากังวล แต่ไหนแต่ไรอากงไม่เคยชอบ โรงพยาบาล ก่อนหน้านี้ตอนอยู่โรงพยาบาลอากงร้องกลับบ้านแทบจะ ตลอดเวลา ............................................... “กินได้แล้ว อากงกินได้แล้ว!” บ่ายถัดมาแม่ยิ้มร่าเข้ามาหาทันที ที่ผมกลับถึงบ้าน ผมดีใจตามแม่แต่ก็อดประหลาดใจไม่ได้ จากที่เห็น เมื่อวาน อากงไม่น่าจะอาการดีขึ้นเร็วขนาดนี้ ซึ่งก็จริงดังคาด อากง ไม่ได้ดีขึ้น แต่กระนั้นแม่ผมก็ค้นพบวิธีที่ทำ�ให้อากงสามารถกินอาหาร ได้มากขึ้นกว่าเมื่อวาน ประจักษ์พยานคือหลอด ‘สั้นๆ’ ที่เสียบอยู่ใน แก้วอาหารเหลวที่ถูกอากงดูดจนเกลี้ยง หลังจากวันนัน้ แม่ผมตัดหลอดกาแฟเตรียมไว้หลายสิบอัน ความยาว ของหลอดทีส่ น้ั ลงทำ�ให้อากงใช้แรงดูดน้อยลงอย่างไม่นา่ เชือ่ อาหารเหลว เคลือ่ นตัวมาถึงปากได้งา่ ยขึน้ ในระยะทางทีส่ น้ั ลง มันเป็นเทคโนโลยีงา่ ยๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาของอากงได้เป็นอย่างดี เป็นวิธีง่ายๆ ที่ผมเฝ้าสงสัยว่า แม่คิดมันออกได้อย่างไร ที่สำ�คัญ ทำ�ไมผมซึ่งเป็นแพทย์-ผู้เชี่ยวชาญ ในการดูแลรักษาผู้ป่วย-กลับคิดวิธีการง่ายๆ อย่างนี้ไม่ออก ............................................... สังคมทุกวันนี้เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ เรามีครูบาอาจารย์ทเ่ี ชีย่ วชาญในการให้การศึกษา เรามีออร์แกไนเซอร์ ที่เชี่ยวชาญในการจัดงานแต่งงาน เรามีสถาปนิกและวิศวกรที่เชี่ยวชาญ ในการออกแบบและสร้างบ้าน ผู้เชี่ยวชาญคือคนแรกๆ ที่เรานึกถึง เมื่อประสบปัญหาด้านต่างๆ เราชอบที่จะให้พวกเขาแก้ปัญหาให้กับเรา เพราะพวกเขารู้มากกว่าเราในเรื่องที่พวกเขาเชี่ยวชาญ แพทย์ คืออีกหนึ่งอาชีพที่สังคมยกตำ�แหน่งผู้เชี่ยวชาญให้ “ฝากด้วยนะครับคุณหมอ” ในโรงพยาบาล คนไข้และญาติมักจะ พูดกับผมแบบนี้ ครึ่งหนึ่ง ผมรู้สึกภูมิใจ, แต่อีกครึ่งใจ ผมกลับรู้สึก สงสัย-เราควรฝากทุกอย่างไว้กับผู้เชี่ยวชาญจริงๆ หรือ? ............................................... แทนทีจ่ ะแบ่งปันความรู,้ ทุกวันนี้ ผูเ้ ชีย่ วชาญกลับกลายเป็นผูผ้ กู ขาด ความรู้-ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ว่าในสายอาชีพไหน ผู้เชี่ยวชาญคือ

may 2014 june

ผู้ที่อธิบายสิ่งที่เราเคยเข้าใจด้วยภาษาที่เราไม่อาจเข้าใจได้ คือผู้ที่จัดการ เรื่องที่เราเคยจัดการได้ด้วยเทคโนโลยีที่เราไม่สามารถจัดการได้อีกต่อไป สิ่งใดผ่านมือผู้เชี่ยวชาญ สิ่งนั้นจะถูกยกระดับให้สูงขึ้นจนเราเอื้อมไม่ถึง และนั่นทำ�ให้เราต้องพึ่งพาพวกเขาตลอดไป เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่สร้างบ้านเองไม่ได้ กฎหมายกลายเป็นสิ่งที่ ซับซ้อนเกินกว่าคนธรรมดาๆ จะเข้าใจ การแต่งงานกลายเป็นงานที่ วุ่นวายเกินกว่าคน 2 คนจะจัดการได้ ความเจ็บป่วย-แม้เพียงเล็กน้อยกลายเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร, เราต้องพึ่งพาผู้รับเหมา ทนายความ ออร์แกไนเซอร์งานแต่ง รวมไปถึงแพทย์ พยาบาล เพือ่ จัดการ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ “ฝากด้วยนะครับ” เราก้มหน้าบอกพวกเขา พร้อมทั้งยื่นสิ่งที่มีค่า ที่สุดในชีวิตของเราใส่ในมือพวกเขาไว้ เราฝากการเรียนรู้ของลูกไว้กับ โรงเรียน ฝากสุขภาพของคนที่เรารักไว้กับโรงพยาบาล ฝากการเริ่มต้น ชีวิตคู่ของเราไว้กับคนที่เราไม่เคยรู้จักหน้าค่าตา ‘ความไม่รู้’ ทำ�ให้เราไม่มั่นใจในการจัดการสิ่งเหล่านี้ ความไม่รู้ ทำ�ให้เรากลัวว่าเราจะทำ�ได้ไม่ดีเท่ากับผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ โลกที่ เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทำ�ให้เรามองข้ามหนึ่งศักยภาพสำ�คัญที่เรามีเหนือ ผู้เชี่ยวชาญทุกคน นั่นคือ ความรักที่เรามีต่อคนที่เรารัก ............................................... ไม่ต้องสงสัย หลอดกาแฟสั้นๆ หลอดนั้นคือผลิตผลของความรัก มันเป็นเทคโนโลยีง่ายๆ ที่แทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลยในโรงพยาบาล ในโรงพยาบาลซึ่งเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ เราอาจแก้ปัญหาเดียวกันนี้ ด้วยยา ด้วยน้�ำ เกลือ ด้วยออกซิเจน ด้วยการใส่สายให้อาหารทางหน้าท้อง หรือด้วยวิธีการอันสลับซับซ้อนอีกมากมายที่คนธรรมดาไม่มีวันเข้าใจ ในยุคสมัยที่ใบปริญญาสำ�คัญกว่าใบหน้าคนใกล้ชิด ความรักค่อยๆ ถูกลดบทบาทและความสามารถของมันลงไป เราทุกคนมี ‘ความรัก’ อยู่มากมายแต่กลับไม่มีใครกล้าใช้มัน ขณะเดียวกัน เราก็พากันหันหน้า ไปพึ่งพา ‘ความรู้’ จากผู้เชี่ยวชาญซึ่งนับวันมีแต่จะเข้าถึงยาก แถมยัง มีราคาแพงมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ได้ตอ่ ต้านผูเ้ ชีย่ วชาญ สิง่ ทีผ่ มต่อต้านคือการใช้ผเู้ ชีย่ วชาญผิดวิธี ผูเ้ ชีย่ วชาญคือผูร้ ู้ และหน้าทีส่ �ำ คัญของผูร้ กู้ ค็ อื การให้ความรูแ้ ก่ผรู้ กั จงเสาะหาคำ�แนะนำ� ขอความช่วยเหลือ และขวนขวายหาความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญ แต่ขณะเดียวกัน อย่าฝากทุกสิ่งไว้ในมือของพวกเขา อย่ามองข้ามความสามารถของตัวเรา จงใช้ความรูข้ องพวกเขาด้วยความรัก ที่เรามีต่อคนที่เรารัก ความรู้จะมีคุณค่า เมื่อมันจูงมือคู่กันมากับความรัก ............................................... เดือนสุดท้ายของชีวิต อากงของผมใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเตียงนอน อากงใช้เวลา 1 เดือนนั้นในบ้านที่อากงเคยอยู่ ในห้องที่อากงเคยนอน ท่ามกลาง ‘ทีมผู้เชี่ยวชาญ’ มากมายที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแล อากง แม้หลายคนในทีมจะไม่มีใบปริญญาการันตี แต่จากที่เห็น ทุกคน ดูแลอากงได้ดีเกินมาตรฐานของทุกโรงพยาบาลที่ผมเคยรู้จักมา มาตรฐานโลกที่ถูกกำ�หนดโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีวันเทียบได้กับ มาตรฐานลูกที่ถูกกำ�หนดด้วยรักและความผูกพัน

231


team pladib เรื่อง > เรียวตะ ซูซูกิ ภาพประกอบ > มณิ มณิ

ม ิ ร ส เ ่ ง เราจะส ี่ยว ท เ ง อ ่ ท การ อย่างไร ผูอ้ า่ นทุกท่านชอบไปท่องเทีย่ วกันไหมครับ เมือ่ มีวนั หยุดแล้วก็อยากไปเทีย่ ว ทีไ่ หนสักทีห่ นึง่ ถ้าไม่ได้ไปเทีย่ วจะรูส้ กึ ผิด มันเพราะอะไรครับ ถ้าผมชอบกรุงเทพฯ แล้วอยู่กรุงเทพฯ ตลอดจะเป็นเรื่องผิดหรือเปล่าครับ? คงไม่ผิดหรอกเนอะ ไม่มี ใครว่า วันหยุดยาวก็ถือว่าเป็นโอกาสที่มีไม่มาก มีแค่ปีละไม่กี่ครั้ง ถ้ามีอาการ อยากไปเที่ยวขึ้นมาก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะกรณีของคนที่ทำ�งานใน กรุงเทพฯ ในวันธรรมดา เมือ่ ถึงวันหยุดก็ยอ่ มอยากไปเทีย่ วภูเขา ทะเล หรือสถานที่ ธรรมชาติ อยากชาร์จความเป็นธรรมชาติเติมเข้าไปในตัวเรา ผมเชื่อว่ามนุษย์เรา ก็ถือเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ต้องการธรรมชาติในระดับเซลล์โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ก็ตาม แม้จะอยู่เมืองไทย แต่ผมว่าเราไม่จำ�เป็นต้องหาที่เที่ยวภายในประเทศไทย เท่านั้น สมัยนี้ตั๋วเครื่องบินก็ถูกลง บางสายการบินเขียนในโฆษณาว่า ‘Now Everyone Can Fly’ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เดี๋ยวนี้ไปเที่ยวเมืองนอกได้โดยที่ค่าใช้จ่าย พอๆ กับการเที่ยวภายในประเทศด้วยซ้ำ� ตั้งแต่รัฐบาลญี่ปุ่นยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นให้กับคนไทย เมื่อเดือน กรกฎาคม ปี 2013 จำ�นวนคนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็เพิ่มมากขึ้น ในเดือนมีนาคม ปี 2014 มีคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นประมาณ 80,000 คน ส่วนเดือนเมษายนน่าจะ มากกว่านี้อีก เพราะมีวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ ตอนนี้กระแสเที่ยวญี่ปุ่น มาแรงจริงๆ ผมรู้สึกดีที่คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นและรู้จักญี่ปุ่นมากขึ้น เพื่อทำ�ความเข้าใจ เราก็ต้องไปมาหาสู่กัน เป็นเรื่องที่ดีต่อมิตรภาพระหว่าง 2 ประเทศ ว่าแต่วา่ เวลาคนไทยไปเทีย่ วทีญ ่ ป่ี นุ่ นัน้ คนญีป่ นุ่ มีปญ ั หาอะไรลำ�บากใจรึเปล่า วีซา่ ก็เพิง่ ได้รบั การยกเว้น คนญีป่ นุ่ โดยทัว่ ไปก็ยงั ไม่คอ่ ยรูว้ า่ จะคุยกับคนไทยอย่างไร เพราะคนญี่ปุ่นเป็นคนขี้อาย ยังไม่ค่อยคุ้นกับชาวต่างชาติ ส่วนคนญี่ปุ่นที่พูด ภาษาไทยได้ก็มีน้อย ตามสถิติ ประเทศทีค่ นไทยอยากไปมากทีส่ ดุ คือ ญีป่ นุ่ แต่เมือ่ มองจากทาง ญี่ปุ่น ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวที่ญี่ปุ่นจำ�นวนมากที่สุดตามสถิติของเดือนมกราคม ปี 2014 อันดับ 1 คือ ชาวเกาหลีใต้ จำ�นวน 210,000 คน อันดับ 2 ชาวไต้หวัน จำ�นวน 180,000 คน อันดับ 3 ชาวจีน จำ�นวน 100,000 คน อันดับ 4 ชาวฮ่องกง จำ�นวน 60,000 คน อันดับ 5 ชาวอเมริกัน จำ�นวน 30,000 คน ส่วนชาวไทย อยู่อันดับ 6 ด้วยจำ�นวน 20,000 คน

232


ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 1 ของคนไทย แต่ตอนนี้ยอดคนไทยกลายมาเป็นอันดับ 6 ของจำ�นวนคนต่างชาติที่มาเที่ยว ญี่ปุ่น เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ผมว่าเคล็ดลับอยู่ตรงนี้ เมื่อคนญี่ปุ่นดูแล คนไทยดีขึ้น คนไทยก็จะรู้สึกดีกับญี่ปุ่นมากขึ้นและอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นอีก ที่ญี่ปุ่นตอนนี้ผมเห็นป้ายหลายภาษาในที่สาธารณะ เพื่ออำ�นวย ความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากภาษาญี่ปุ่น ยังมีทั้งภาษา อังกฤษ เกาหลี จีน ซึ่งภาษาต่อไปที่จะอยู่ในป้ายนี้ผมว่าน่าจะเป็นภาษาไทย นี่ไม่ใช่ฝันนะครับ เป็นเรื่องจริง เมื่อทำ�ป้ายหรือแผ่นพับภาษาไทย คนญี่ปุ่นก็คงลำ�บากใจที่ต้องแปล ทุกข้อมูลเป็นภาษาไทย แต่ความจริงแล้วไม่ตอ้ งทำ�ถึงขนาดนัน้ ก็ได้ เริม่ ต้นด้วย คำ�ง่ายๆ เช่น ทำ�ป้ายที่เขียนว่า ‘ยินดีต้อนรับ’ ที่สนามบิน หรือป้าย ‘ห้องน้ำ�’ การเล่าเรือ่ งประวัตศิ าสตร์หรือวัฒนธรรมด้วยภาษาไทยก็ส�ำ คัญ แต่นกั ท่องเทีย่ ว เมือ่ ไปถึงญีป่ นุ่ แล้วยังไงก็ตอ้ งเข้าห้องน้�ำ ก่อน เพราะฉะนัน้ ป้ายห้องน้�ำ เป็นเรือ่ ง สำ�คัญกว่า นอกจากนี้ ผมอยากให้คนญี่ปุ่นเรียนภาษาไทยมากกว่านี้ เมื่อดู สถานีโทรทัศน์ช่อง NHK แล้วมีรายการสอนภาษาหลายภาษา เช่น ภาษา อังกฤษ จีน เกาหลี ฝรั่งเศส สเปน อิตาเลียน และเยอรมัน แต่ยังไม่มีรายการ สอนภาษาไทยแบบประจำ� ถ้าคนญี่ปุ่นพูดภาษาไทยได้ มากขึ้น การสื่อสารระหว่าง คนญี่ปุ่นกับคนไทยก็จะราบรื่น ตอนนีค้ นไทยทีไ่ ปเรียนต่อทีญ ่ ป่ี นุ่ หรือพูดภาษาญี่ปุ่นได้ก็เพิ่มขึ้น ต่อไปนี้ผมหวังว่าคนญี่ปุ่นที่พูด ภาษาไทยได้กจ็ ะเพิม่ มากขึน้ ด้วย ภาษาเป็นเครือ่ งมือทีส่ ะดวก ในการสื่อสาร แต่มันก็เป็นแค่ เครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่สำ�คัญ ยิง่ กว่านัน้ ก็คอื เนือ้ หา เรามีเนือ้ หา ที่อยากจะสื่อสารไหม ความ พยายามที่จะสื่อสารมีมากพอ หรือเปล่า การส่งเสริมการ ท่องเทีย่ วคือการชวนนักท่องเทีย่ ว ให้มาเที่ยวยังสถานที่นั้น สิ่งแรก ที่เราต้องทำ�ก็คือ บอกเสน่ห์หรือ เอกลักษณ์เฉพาะของสถานที่ นั้นๆ ให้นักท่องเที่ยวสนใจ

march 2014 june 2014

คนเราแต่ละคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน สถานที่ท่องเที่ยวก็เช่นกัน แต่ละที่ มีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน ที่สำ�คัญก็คือ เรารู้ถึงเสน่ห์ของตัวเองหรือเปล่า เราต้อง ตื่นตัว รู้ถึงเสน่ห์ของตัวเอง และมีความพยายามที่จะสื่อ เมื่อทำ�อย่างนั้นแล้ว ก็จะมีคนมาเทีย่ วเพิม่ มากขึน้ การท่องเทีย่ วก็ถอื เป็นการโหวตอย่างหนึง่ และมีผล ต่อรายได้ของแต่ละสถานที่ด้วย ถ้านักท่องเที่ยวไปเที่ยวแต่เมืองใหญ่ๆ และ ไม่ยอมไปเที่ยวต่างจังหวัด เศรษฐกิจและรายได้ของต่างจังหวัดก็ยังเหมือนเดิม ทัง้ ญีป่ นุ่ ไทย และทัว่ เอเชีย มีวฒ ั นธรรมเกรงใจหรือถ่อมตัว บางทีกช็ อบถ่อมตัว เกินเหตุอย่างเช่น ‘ผมไม่หล่อ’ ‘ฉันไม่สวย’ ถ้าพูดคนเดียวยังโอเค แต่ถา้ พูดให้คนอืน่ ฟังแล้วเขาจะสนใจเราไหม ถึงจะ ไม่หล่อไม่สวยแต่เราก็มีเสน่ห์อย่างนี้ มีความสามารถในด้านนี้ เราต้องภูมิใจ นำ�เสนอตัวเอง ไม่อย่างนั้นคนอื่นก็ไม่รับรู้ถึงเสน่ห์ของตัวคุณ ไม่หล่อไม่สวย ไม่เป็นไร คนอื่นก็ไม่ได้มองแค่รูปร่างหน้าตาอย่างเดียว อย่างน้อยต้องบอกว่า ผม หรือว่า ฉัน อยู่ตรงนี้นะ คิดจะเขียนถึงเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่กลายเป็นเรื่องนำ�เสนอเสน่ห์ ของตัวเอง ความจริงผมว่าไม่ต่างกันมากหรอกครับ เพราะคนฟังก็เป็นคน เหมือนกัน คนก็มีนิสัยของแต่ละคน เมืองก็มีนิสัยของแต่ละเมือง เราอยากคบ กับคนที่อยู่ด้วยกันแล้วรู้สึกดี การท่องเที่ยวก็เหมือนกัน ไม่วา่ ทีเ่ มืองไทยหรือว่าญีป่ นุ่ ต่างจังหวัดก็เสนอความเป็นต่างจังหวัดให้กบั นักท่องเทีย่ วได้ดกี ว่า นักท่องเทีย่ วบางคนก็ชอบความเป็นต่างจังหวัด วันธรรมดา ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ แต่วันหยุดก็อยากไปเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งต่างจังหวัด ที่ว่านี้ไม่จำ�เป็นต้องเป็นประเทศเดียวกัน ต่างจังหวัดที่เมืองนอกก็ได้ ในสมัยนี้ เมืองใหญ่กับเมืองใหญ่เชื่อมต่อถึงกันแล้ว แต่น่าเสียดายที่ว่า เมืองใหญ่ทุกที่หน้าตาใกล้เคียงกันมากขึ้นทุกวัน เพราะบทบาทที่เมืองใหญ่ ได้รับก็คือศูนย์กลางของทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ บทบาทนี้ทุกที่ทั่วโลก เหมือนกันหมด เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ ผมว่าเมืองในต่างจังหวัดยังรักษา เสน่หด์ ง้ั เดิมได้มากกว่า ความเป็นตัวเองมีเสน่หเ์ สมอ ทัง้ ในเรือ่ งประวัตศิ าสตร์ วัฒนธรรม ภูมิประเทศ และอาหารท้องถิ่น เมื่อนำ�เสนอกับคนอื่นแล้วเสน่ห์ ของตัวเองก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้น เป็นแรงดึงดูดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำ�อย่างไรเราถึงจะส่งเสริมการท่องเที่ยวต่างจังหวัดให้ได้ผล นี่คือเรื่อง ทีค่ นทัว่ โลกต้องคิดเหมือนกัน ไม่ใช่แค่เฉพาะทีเ่ มืองไทยหรือญีป่ นุ่ เท่านัน้ สิง่ แรก ที่เราต้องทำ�ก็คือ อย่าถ่อมตัวเกินไป และต้องรู้ถึงเสน่ห์ของตัวเอง มั่นใจที่จะ นำ�เสนอ จะขอกำ�ลังใจจากเพื่อนๆ ก็ได้ เหมือนเวลาที่ผู้หญิงทักเพื่อนที่เพิ่ง ตัดผมใหม่ว่า ตัดผมมาแล้วเหรอ น่ารักจัง ในกรณีที่หาเสน่ห์ของตัวเองไม่เจอ จะสร้างขึ้นมาทีหลังก็ได้นะ ที่พม่า มีวัดแห่งหนึ่ง ที่นั่นฝึกแมวให้กระโดดลอดห่วงได้ ความเป็นมาก็คือ เจ้าอาวาส พยายามค้นหาเสน่หข์ องวัดแห่งนี้ แต่กไ็ ม่เจอ เลยพยายามสร้างเสน่หข์ องแมว ที่วัดของตัวเองแทน ไม่จำ�เป็นต้องมีมรดกทางวัฒนธรรมยิ่งใหญ่อลังการ เสน่ห์สร้างทีหลังก็ได้ด้วยความพยายามของเรา

233233


โลกแนวราบ

เรื่องและภาพ > จุลพร นันทพานิช

า ษ ก ึ ศ น ศ ั ท

หน้าที่ของความเป็นอาจารย์อย่างหนึ่งคือ ต้องพานักศึกษาออกไปดูงานภาคสนาม ตามแต่ละ มุมมองทีอ่ าจารย์แต่ละท่านให้ความสนใจ ผมมักจะ พานักศึกษากลุ่มของผมประมาณ 12 คน เดินทาง ไปดูสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่เขตปกครองตนเอง สิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน (สปช.จีน) โดยให้นง่ั รถเมล์จากจังหวัดเชียงใหม่ไปข้ามแม่น�ำ้ โขง ทีอ่ �ำ เภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากนัน้ ก็นง่ั รถเมล์ จากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ไปหลวงน้ำ�ทา แล้วข้ามชายแดน สปป.ลาว เข้า สปช.จีน ที่ด่าน บ่อเต็น เข้าด่านบ่อหาญ เข้าเขตสิบสองปันนาก็ นัง่ รถเมล์ทอ้ งถิน่ ผ่านตามหมูบ่ า้ นชาวไทลือ้ ตามเมือง ต่างๆ จนเลยเมืองเชียงรุง่ ไปสักวันค่อยย้อนกลับมา ตามทางเดิมจนถึงเชียงใหม่ ระหว่างทางก็อาศัย นอนตามบ้านชาวไทลื้อบ้าง นอนโรงแรมเล็กๆ ตามรายทางบ้าง แล้วแต่สถานการณ์ 234 a day

ก่อนออกเดินทางก็ต้องอบรมอย่างเข้มข้น กันก่อน ตั้งแต่การเอาตัวรอดถ้าเรือล่มกลาง แม่น้ำ�โขง ไปจนถึงเรื่องการกิน การนอน การแต่งตัว การเตรียมเป้ เตรียมเครื่องแต่งกาย เตรียมเอกสารที่จะใช้ในการเดินทาง การวางแผน เรื่องงบประมาณ การเดินทาง การนั่งรถให้ ปลอดภัย ท่าทีกับชาวบ้านตามรายทางที่เรา ผ่านไป การบันทึกข้อมูล การสังเกตบ้านเรือน และภูมิทัศน์ที่เราได้พบเห็น เป็นต้น การเดินทางก็นั่งรถเมล์กันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ จังหวัดเชียงใหม่ไปจนถึงชายแดนทีอ่ �ำ เภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ทำ�หนังสือข้ามแดน แล้วนั่ง เรือหางยาวข้ามแม่น้ำ�โขงไปเมืองห้วยทราย จากนั้นก็นั่งรถไปชายแดนลาว-จีน ที่ด่านบ่อเต็น ระหว่างทางในประเทศลาวก็แวะดูหมู่บ้านชนเผ่า ที่ยังรักษาเอกลักษณ์ชุมชนไว้ เช่น หมู่บ้าน ชาวแลนแตน ชาวละเม็ต และชาวข่ามุ เป็นต้น

ในเขตประเทศลาวมีชนเผ่ามากมาย หลากหลาย และยังมีเอกลักษณ์อยู่ชัดเจน พอข้ามพ้นชายแดนลาว-จีน ภูมิทัศน์ สองข้างทางก็เปลี่ยนจากป่าเขาลำ�เนาไพรที่มี หมูบ่ า้ นแซมตามรายทางสลับกับนาข้าวกลายเป็น สวนยางพาราและสวนกล้วยหอมที่นายทุนจีน จากทางเหนือมาลงทุนปลูกแทบจะทุกหัวระแหง ในเขตสิบสองปันนา เป็นพืน้ ทีท่ ม่ี หี มูบ่ า้ นชาวไทลือ้ ซึ่งลักษณะเรือนเป็นเอกลักษณ์ไม่เปลีย่ นแปลง กลางชุมชนมีวดั ทีเ่ ห็นยอดหลังคาโผล่พ้นเรือน ยอดไม้สวยงาม ชาวไทลื้อคือกลุ่มชนทีพ่ ดู ภาษา ไท-กะได (Tai-Kadai) เดิมมีถน่ิ ฐานอยูใ่ นประเทศจีน ปัจจุบัน ตั้งแต่ใต้แม่น้ำ�แยงซีเกียงลงมา ต่อมา ค่อยๆ ขยับศูนย์กลางชุมชนลงมาทางใต้ จนปัจจุบันก็ยังดำ�รงอัตลักษณ์ไว้ได้ อัตลักษณ์ สำ�คัญที่ชาวไทลื้อในย่านนี้ดำ�รงไว้ได้อย่างดี ก็คือ รูปแบบสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมชุมชน


เรือนของชาวไทลื้อเป็นเรือนไม้ ยกใต้ถุน สูง เสาตัง้ อยูบ่ นหิน หลังคาเป็นทรงปั้นหยา ปนจั่ว มุงด้วยกระเบื้องดินขอ ชายคามีทั้ง บนเรือนและชัน้ ใต้ถนุ บันไดอยูใ่ นเรือน ทอดไป ที่ชานในเรือน ภายในเป็นโถง ทางซ้ายมือ ของประตูทางเข้าเป็นครัวไฟ ด้านขวามือ เป็นส่วนนอน แบ่งส่วนนอนระหว่างโถงภายใน ด้วยผ้าม่าน รวมทั้งแบ่งส่วนนอนของพ่อแม่ กับลูกด้วย ผ้าม่านก็เช่นกัน พื้นที่บริเวณ ส่วนนอนมักจะเป็นไม้ไผ่สับฟาก เรือนของ ชาวไทลื้อถือเป็นเรือนเครื่องสับที่สวยงาม แม้จะใช้เครื่องมือไม่กช่ี นิดในการสร้างก็ตาม แบบแผนของผังชุมชนก็ชดั เจน คือมีซุ้มประตู ทางเข้าหมู่บ้าน ใกล้ๆ กันมีศาลาพัก ระหว่าง เดินทางกับบ่อน้ำ� กลางชุมชนจะมีเสาใจบ้าน มีลานล้อม รอบๆ ลานจะเป็นเรือนผู้อาวุโส จุดที่สูงที่สุดของหมู่บ้านคือวัด ไว้ประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา ใกล้ๆ วัด มักจะเป็น เสื้อบ้าน ซึ่งก็คือป่าที่สถิตวิญญาณบรรพชน

ด้วยแบบแผนดังกล่าวที่สืบเนื่องกันมา อย่างยาวนาน จึงเป็นเหตุให้ผมต้องพานักศึกษา มาทัศนศึกษาในย่านนี้ เพราะสถาปัตยกรรม ในท้องถิ่นภาคเหนือในประเทศไทยมีราก เชื่อมโยงกันกับสถาปัตยกรรมของชาวไทลื้อ เป็นอย่างมาก การได้มาทัศนศึกษาที่นี่จะ ทำ�ให้เกิดความเข้าใจพัฒนาการและความ เชื่อมโยงกันทางรูปแบบสถาปัตยกรรมได้ เป็นอย่างดี ผมเรียกการมาทัศนศึกษาว่าเป็นการ เดินทางร่วมกัน ผมวางโครงเส้นทางไว้ แล้วที่เหลือให้นักศึกษาช่วยกันบริหารการ เดินทางด้วยตัวเอง และที่สำ�คัญ คณะของเรา จะไม่ค่อยพักตามโรงแรมถ้าไม่จำ�เป็นจริงๆ แต่จะอาศัยนอนกับชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่ ชาวไทลื้อมีวัฒนธรรมที่เป็นต้นแบบของ คนทางภาคเหนือของไทย ภาษาพูดก็เป็น ภาษาถิ่นภาคเหนือ แต่มีโทนเสียงแบบภาษา ถิ่นใต้ของไทย อาหารการกินก็คล้ายกับ june 2014

อาหารเหนือ เลยทำ�ให้เราทำ�ตัวกลมกลืนได้ อย่างรวดเร็ว อารมณ์เหมือนการมาเยี่ยม ญาติพี่น้องนี่เอง ทำ�ให้การออกปากขออาศัย นอนค้างแรมตามหมู่บ้านเป็นเรื่องง่าย และมี ข้อดีคือได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต จริงๆ อย่างใกล้ชิด ความจริงทางการจีนได้จัดหมู่บ้านไทลื้อ ให้นักท่องเที่ยวไปพักแบบโฮมสเตย์เหมือนกัน แต่ผมไม่เคยพานักศึกษาไปพักหมูบ่ า้ นแบบนัน้ เพราะอารมณ์และบรรยากาศชีวติ ไม่เหมือนกัน การได้พักอาศัยตามหมู่บ้านแบบสังคม เกษตรกรรมในฐานะลูกหลานย่อมซึมซับ ภาวะทางจิตวิญญาณได้ดีกว่า เราเดินทางด้วยรถเมล์ท้องถิ่น ไปเรื่อยๆ ค่ำ�ไหนนอนนั่น จากเมืองล่าไปโรงนิม จาก โรงนิมไปเมืองแวน เมืองฮำ� เมืองเชียงรุ่ง เมืองลวง เมืองฮาย เมืองลูน ในเขตสิบสองปันนาจะปลอดภัยทั้งเรื่องการเดินทางและ ความเป็นอยู่ เพราะทางการจีนจะเข้มงวด เรื่องกฎหมายมาก และระบบรถเมล์ท้องถิ่น ก็มีประสิทธิภาพดี อาหารการกินก็กินตาม ตลาดท้องถิ่นรายทางหรือตามหมู่บ้านชนบท ตามแต่สถานการณ์เหมาะสม เราต้องหยุด สเกตช์รูปกันบ่อยๆ เพื่อซึมซับอารมณ์และ บรรยากาศของสถานที่ ประมาณ 5 วัน แล้วก็ค่อยนั่งรถกลับมาตามเส้นทางเดิม ข้ามชายแดนจีน-ลาว มาพักทีเ่ มืองหลวงนำ�ทา ก่อน แล้วนั่งรถกลับประเทศไทย พอข้าม แม่น้ำ�โขงถึงอำ�เภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นักศึกษาจะรู้สึกโล่งโปร่งผ่อนคลายที่กลับถึง บ้าน แต่กค็ ดิ ถึงประสบการณ์หลายวันก่อนที่ ได้ตะลอนตามรายทาง ผมสรุปกับนักศึกษา ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านไปซักล้างฝุน่ แผ่นดิน สิบสองปันนาออกจากเสื้อผ้าและกระเป๋า เดินทาง เขียนบันทึกประสบการณ์ด้วย ความคิดถึงผู้คนตามรายทาง แล้วอาบน้ำ� นอนหลับฝันดี

235


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เรื่อง > กนกพรรณ อรรัตนสกุล ภาพ > สถิพงษ์ อ้อภูมิ

236

a day


ย า ห ญ ู ส ่ ม ไ ม อ ่ ย ี ิส่งที่ด งศ์ ว ข ุ ส ม โด

การทุ่มเทชีวิตทำ�ในสิ่งที่ไม่มีใครเห็นค่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังใจ มหาศาล ก่อนจะทุ่มชีวิตไปกับสิ่งใด เรามักตั้งคำ�ถามว่าสิ่งนั้นคุ้มค่าพอกับ แรงที่ทุ่มไปหรือเปล่า บางครั้งเรารู้สึกว่าคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นต้อง เกิดจากการที่มีคนมองเห็นหรือยอมรับ แต่ชีวิตของ โดม สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้ง หอภาพยนตร์ (องค์กรมหาชน) กลับไม่ใช่แบบนั้น สิ่งที่เขายินดีพลีกายให้ คือฟิล์มภาพยนตร์ในอดีตที่กำ�ลังจะตกยุค ในไม่ช้า แต่เขาพบว่าฟิล์มเหล่านี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การทำ�งาน อนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์เก่าคืองานของโดม งานที่เขาคิดว่ามีคุณค่าที่สุด แม้จะมีคนมองเห็นความสำ�คัญน้อยมากก็ตาม โดมต้อนรับเราด้วยน้ำ�เสียงอบอุ่นเคล้าหัวเราะทันทีเมื่อเราไปถึง ภายในที่ทำ�งานของเขาเต็มไปด้วยสิ่งของที่เขารัก ไม่ว่าจะเป็นพร็อพ ย้อนยุคจากหนัง หรืองานศิลปะทีเ่ กีย่ วกับหนังแฝงอยูเ่ ต็มอาคาร แต่สง่ิ ที่ ดึงดูดสายตาของเราในทันทีนน้ั ดูจะเป็นกล่องเก็บฟิลม์ หลากหลายขนาด ที่ตั้งเป็นกำ�แพงสูงหนาตา บนกล่องฟิล์มแต่ละกล่องมีชื่อของภาพยนตร์ ที่เขียนด้วยลายมือบรรจง ความฝันในทุกช่วงอายุของโดมเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์อยู่เสมอ เขาเริ่มจากอยากเป็นคนทำ�หนัง พัฒนามาสู่ความฝันอยากเขียนหนังสือ เกีย่ วกับภาพยนตร์ในเชิงวิชาการ แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่เอือ้ ให้ความฝัน ของเขาอยูร่ อด แต่ในช่วงวัยรุน่ เมือ่ ได้คน้ คว้าเกีย่ วกับภาพยนตร์ทม่ี คี ณ ุ ค่า ในอดีต มันก็ทำ�ให้เขาเกิดแรงบันดาลใจรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยบนแผ่นฟิล์ม แรกเริ่มโดมดูหนังเพราะสนุก แต่เมื่อเติบโตเขาถึงพบว่า สื่อที่คน คิดว่าให้ได้แค่ความบันเทิงมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่านั้น “หนังเป็นสื่อที่ให้ความบันเทิง และเป็นสื่อเดียวที่บันทึกเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์สมัยก่อน โลกาภิวัตน์ไม่ได้เกิดเมื่อมีอินเทอร์เน็ตหรอก แผ่นฟิล์มต่างหากที่ทำ�ให้โลกเล็กลง คนพูดคุยกันผ่านหนัง มีจินตนาการ ร่วมกัน มีความฝันร่วมกัน เตาฉายหนังมันไม่เคยดับ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ หนังฉายบนโลก ในวินาทีใดวินาทีหนึง่ จะมีคนดูหนังตลอดเวลา ถึงเดีย๋ วนี้ ฟิล์มจะเปลี่ยนเป็นแสงเงาที่อยู่ในจอก็เถอะ” โดมเล่าพลางชี้ไปที่แสงเงา บนหน้าจอมือถือ เกือบครึ่งของชีวิตโดมผูกพันกับการต่อสู้เพื่อหอภาพยนตร์ สถานที่ รวบรวมฟิล์มภาพยนตร์ที่มีความสำ�คัญทางประวัติศาสตร์ โดมเริ่มสนใจ สิ่งนี้จากความอยากเขียนบันทึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย เมือ่ ค้นไปไม่นานเขาก็เห็นว่าในเมืองไทยยังไม่มใี ครเก็บรักษาฟิลม์ ภาพยนตร์ ทีม่ คี ณ ุ ค่าเหล่านี้ หากปล่อยให้หายไปเราจะไม่ได้เสียแค่ฟลิ ม์ ภาพยนตร์เก่า แต่ยังเสียข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีโปรแกรมแบ็กอัพตัวไหนกู้คืน กลับมาได้ june 2014

“เมือ่ ก่อนเวลามีอะไรเกิดขึน้ โรงหนังจะมีการถ่ายหนังข่าว คล้ายกับ ถ่ายทอดสด เพื่อฉายตามโรงให้คนติดตามข่าวสารทั่วโลกได้ เหตุการณ์ สำ�คัญที่ผ่านมาในรอบร้อยปีของโลกจึงถูกบันทึกเอาไว้ด้วยฟิล์ม มันจึง มีคณ ุ ค่ามหาศาลในแง่จดหมายเหตุ แต่ส�ำ หรับดิจทิ ลั ทัง้ หมดมันคือมายา อ้วนแค่ไหนก็ท�ำ ให้ผอมได้ ในแง่ประวัตศิ าสตร์แล้วมันอ้างอิงอะไรไม่ได้เลย” โดมพูดถึงความหลัง การผลักดันในสิ่งที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้แรงใจมาก ท่ามกลางความยากลำ�บากนั้น อย่างน้อยที่สุดโดมก็ได้พบว่า ชีวิตเรา จะมีความหมายมากขึ้นหากเราค้นพบสิ่งที่เรารักและยินดีจะต่อสู้เพื่อ รักษามัน “การรู้อยู่คนเดียว ทำ�อยู่คนเดียว รู้สึกท้อก็เป็นเรื่องปกติ บางครั้ง รูส้ กึ ว่ากำ�ลังทำ�บ้าอะไรอยูเ่ นีย่ แต่พอเข้าใจในสิง่ ทีก่ �ำ ลังทำ�ว่ามันมีคณ ุ ค่า มหาศาลแล้ว บอกกับตัวเองเลยว่าถึงตายก็ยอม ต้องทำ�สิ่งนี้ให้ได้ พอตอนนั้นเราพร้อมตาย ชนทุกอย่างได้ เรื่องที่เหลือก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว อีกอย่างที่สำ�คัญคือ กำ�ลังใจที่ได้จากคนที่เขาเห็นความพยายามของเรา ต่อให้มันเล็กน้อยแค่ไหน แต่ก็ทำ�ให้รู้สึกว่ายังมีคนเห็นสิ่งที่เราทำ�อยู่” นักต่อสู้เพื่อแผ่นฟิล์มเน้นย้ำ�ความเชื่อตัวเอง ด้วยความผูกพันกับหนังทั้งชีวิต เมื่อคนรุ่นหลังถามถึงสิ่งที่เขา ได้เรียนรู้ตลอดการใช้ชีวิตที่ผ่านมา โดมก็ยังยกหนังมาเป็นตัวอย่าง เปรียบเทียบ ด้วยความเชื่อว่าหนังสอนเรื่องการใช้ชีวิตไม่แพ้หนังสือ เล่มโต หรือประสบการณ์โชกโชนชั้นดี “ถึงตอนแรกหนังจะเกิดมาเพื่อเป็นความบันเทิง แต่ประโยชน์สูงสุด ของมันคือ ‘เครื่องมือสร้างปัญญา’ ทำ�ให้คนฉลาด รู้จักใช้ชีวิตตัวเอง สอนเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง ไม่ต่างกับธรรมะ ดังนั้นภาพยนตร์ก็เหมือน ศาสนา คนเขียนบทและผูก้ �ำ กับก็เหมือนพระ การทำ�ภาพยนตร์แต่ละครัง้ จึงต้องคิดให้มาก เพราะหนังสามารถโน้มน้าวและเปลีย่ นแปลงชีวติ คนได้ ถ้าเราสร้างอำ�นาจแบบหนังได้ แสดงว่าเราอาจมีส่วนในการเปลี่ยนแปลง ชีวิตคนอื่นได้เช่นเดียวกัน” โดมสรุป ท่ามกลางโลกที่หมุนไปข้างหน้าตลอดเวลา ‘พี่โดม’ ของน้องนุ่ง ในวงการหนังเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำ�ไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการเก็บรักษา อดีตที่มีคุณค่าไว้ แม้จะไม่ถูกแสงไฟสาดส่อง หากเราค้นพบคุณค่าของ สิ่งที่ทำ� แสงไฟในใจจะทำ�ให้เราเข้มแข็งมุ่งมั่นเดินไปข้างหน้าต่อไป “มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำ�ว่ามันดีจริง น่าจดจำ�จริงหรือเปล่า อย่าง คำ�พระท่านว่า สิ่งที่ดีแล้ว ย่อมไม่สูญหาย ถ้ามันดีจริง มันก็จะคงอยู่”

237


นิทานล้านบรรทัด เรื่อง > ประภาส ชลศรานนท์ facebook.com/prapaschol

ก ล โ อ ่ ื ช ์ ห ะ า ร ค เ ว า ด ก า รูปจ าจไม่มีใครเคยนับว่างานแต่งงาน งานหนึง่ เราถ่ายรูปไปกีร่ ปู งานรับปริญญาของคนคนหนึ่งเราถ่ายรูป กันไปกี่รูป เซลฟี่ คนบ้ากล้อง นักถ่ายภาพวิว นักถ่ายภาพนก นักข่าวทีวี ตากล้องอาชีพถ่ายภาพเมืองและภาพฝูงชน เราจะพบคนเหล่านี้อยู่ใกล้ๆ เราเสมอ กล้องถ่ายรูปแทบจะอยู่ในมือมนุษย์ทุกคน บนโลก แม้แต่เด็กอายุ 2 ขวบ ว่ากันว่า ใน 1 วินาทีทุกๆ แห่งบนโลกจะมีการ ถ่ายรูปเกิดขึน้ ไม่นอ้ ยกว่าหมืน่ ครัง้ และรูปแทบทุกรูป ก็ถูกส่งต่อเชื่อมกันโดยอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะบนฟ้า หรือตามสาย กล้องวงจรปิดเป็นของราคาถูกที่ติดกันทุก หัวระแหง นับตั้งแต่ล็อบบี้ของตึกระฟ้ากลางกรุง ไปจนถึงห้องนอนของยามเฝ้าหมู่บ้านเล็กๆ แถว ชานเมือง และแน่นอนมันถูกส่งเชื่อมต่อกันหมด ช่องโทรทัศน์ชนิดดูฟรีรวมกับชนิดจ่ายเงิน นับเป็นหมื่นช่องจากทุกทวีป คลิปนับล้านๆ ที่อยู่ บนเว็บหลายเว็บถูกส่งต่อและเชื่อมกัน รวมไปถึงการเช็กอินตามสถานทีต่ า่ งๆ ของผูค้ น ที่บอกเล่าการเดินทางของกล้องแต่ละตัว โลกเราไม่ได้มีความลับอีกต่อไปแล้ว เมื่อครั้งยุคต้นของการสำ�รวจอวกาศใน ทศวรรษ 60 - 70 มีการพยายามส่งสัญญาณวิทยุ

238 a day

ออกไปในอวกาศ และมีการนำ�แผ่นโลหะที่จารึก ข้อมูลเขียนเป็นรูปกราฟิกว่าโลกของเรามีรูปร่าง อย่างไร มนุษย์มีรูปร่างอย่างไร ทิ้งไว้ที่ดวงจันทร์ ด้วยหวังว่าถ้าหากมีสิ่งชีวิตจากดาวดวงอื่นผ่านมา จะได้รวู้ า่ บนดาวเคราะห์สฟี า้ ดวงนีม้ พี วกเราอาศัยอยู่ และพวกเรามีลักษณะอย่างไร แต่ถึงวันนี้ ข้อมูลของโลกก็ลอยอยู่ใน สัญญาณไฟฟ้าอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเลยสำ�หรับเทคโนโลยีชั้นสูงที่จะ ร้อยรัดภาพจากกล้องทุกตัวบนโลก ไม่วา่ จะกล้องใหญ่ หรือกล้องเล็กขนาดไหนก็กลายเป็นภาพภาพเดียวได้ แล้วสามารถเล่าถึงโลกใบนี้ว่ามีขนาดเท่าไร พื้นผิว เป็นอย่างไร มีสง่ิ ชีวติ อะไรอยูบ่ า้ ง เซลฟีข่ องน้องบอม และภาพถ่ายงานแต่งงานของพี่จุ๊บจะไปช่วยเล่า เรื่องโลกได้อย่างดี เรากำ�ลังถ่ายทอดสดโลกใบนี้อยู่ทุกวินาที คุณมนุษย์ต่างดาวที่รัก เชิญเกี่ยวสัญญาณ อินเทอร์เน็ตไปออกอากาศได้เลยถ้าคุณต้องการ

june 2014

Profile for a day 200

a day 166  

a day 166  

Profile for aday200