Page 1

AIDS 2012 ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ในที่สุด การประชุมเอดส์นานาชาติครั้งที่ 19 หรือ AIDS 2012 ซึ่งจัดขึน้ ที่กรุงวอชิงตันดีซี ก็ ได้ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 โดยมีอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บิลล์ คลินตัน ร่วม ในพิธีปิดด้วย ซึ่งการประชุม 5 วัน เต็มไปด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 22,000 คน ที่มาจากทุกมุมโลก และหลากหลายสาขาอาชีพ รวมทั้งกลุ่มพลังมวลชนที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ เช่น ชายรักชาย หญิงขายบริการทางเพศ แกนนําเยาวชนและผู้ติดเชื้อ เป็นต้น การประชุมนี้จัดขึ้น ทุก 2 ปี สลับสับเปลี่ยนกันไประหว่างประเทศที่กําลังพัฒนา และประเทศที่พัฒนาแล้ว และเคยจัดขึ้น ที่ประเทศไทยเมื่อปี 2547 แต่ถูกห้ามจัดในสหรัฐอเมริกามากว่า 20 ปี เนื่องจากสหรัฐอเมริกามี กฎหมายห้ามผู้ติดเชื้อเข้าประเทศ จนสุดท้ายมีการยกเลิกกฎหมายนี้ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงได้รับ มอบหมายให้จดั เอดส์ 2012 ขึ้น แต่ก็ยังถูกโจมตีจากผู้เข้าร่วมประชุมว่ายังมีกฎหมาย ห้ามผู้ติด ยาเสพติดและหญิงขายบริการทางเพศเข้าประเทศ ทําให้ขาดโอกาสในการรับฟังข้อคิดเห็นจาก 2 กลุ่มสําคัญไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาเอดส์ สถานการณ์ของโรคเอดส์ทั้งจํานวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ และผูท้ ี่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ทั่วโลก ดีข้นึ มากตั้งแต่เริ่มมีการให้ยาต้านไวรัสเอดส์อย่างกว้างขวางกับผู้ติดเชื้อในประเทศกําลังพัฒนาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2546 เป็นต้นมา ในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อจากประเทศกําลังพัฒนาได้รับยาต้านไวรัสเอดส์เพิ่มขึ้น จาก 1 ล้านคนเป็น 8 ล้านคน โดยการสนับสนุนด้านงบประมาณจากกองทุนโลกฯ และโครงการ ช่วยเหลือฉุกเฉินของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (เริ่มต้นจากประธานาธิบดี จอร์จ ดับบลิว บุ๊ช) เรา คนไทยน่าจะภูมิใจว่า 98% ของค่ายาและค่ารักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อในปัจจุบันมาจากงบประมาณของ รัฐบาลไทยเอง อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกปีละ 2 ล้านกว่าคน (คนไทยติดเชื้อใหม่ชั่วโมงละ เกือบ 2 คน) และมีผู้เสียชีวิตจากเอดส์ปีละเกือบ 2 ล้านคน แสดงว่าคนอีกจํานวนมากยังไม่ตระหนัก ยังไม่ป้องกันตัว และ 8 ใน 10 คน ที่ติดเชื้ออยู่แล้วทั่วโลกในขณะนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อเพราะไม่ เคยไปตรวจเลย เป็นต้นตอในการส่งต่อเชื้อให้คนอื่นต่อๆไป ดังนั้น การทําให้คนที่ตดิ เชื้อเอชไอวี อยู่แล้วรู้ตัวจึงเป็นมาตรการสําคัญที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ เพราะถ้ารู้ว่า ติดเชื้อก็จะได้ป้องกันการส่งต่อเชื้อให้คนอื่นอย่างจริงจัง และเข้าสู่ขบวนการรักษาแต่เนิ่นๆ รักษาด้วย ยาต้านไวรัสเอดส์ บุคคลนั้นก็จะไม่สามารถส่งต่อเชื้อให้ใครต่อได้อีก เพราะไวรัสในตัวจะถูกยาต้าน ไวรัสฯกดจนเหลือน้อยมาก ทําให้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ปัญหาที่ท้าทายในปัจจุบัน คือ “จะทําให้คนที่อาจมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในตัวอยู่แล้วในขณะนี้มี ความตระหนักไปตรวจเอดส์โดยสมัครใจแต่เนิ่นๆ ได้อย่างไร” แทนที่จะรอให้ป่วยขึ้นมาก่อนจึงถูก

1


แพทย์สั่งให้ตรวจ คงจะพอเข้าใจได้ไม่ยากว่าคงไม่มีใครที่อยากไปตรวจเอดส์ขณะที่ยังไม่ป่วยเพราะ มักเข้าข้างตัวเองเสมอว่าไม่เสี่ยง หรือไม่น่าจะติดเชื้อทั้งๆที่พลั้งเผลอครัง้ เดียวก็อาจติดเชื้อได้ หรือมี สามีหรือภรรยาคนเดียวก็อาจติดเชื้อได้ เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าสามีหรือภรรยาของเราจะติดเชื้อก่อน มาอยู่กับเราหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่มีคําว่า “กลุ่มเสี่ยง” อีกต่อไป ทั่วโลกจึงมีการคิดหาวิธีต่างๆ ที่จะทําให้ประชาชนทั่วไป มีความตระหนัก และเข้าถึงการ ตรวจเอชไอวีมากขึ้น มีความสะดวกมากขึ้น ได้ผลทีแ่ ม่นยํา และรวดเร็วมากขึ้น และเกิดประโยชน์ จากการไปตรวจมากขึ้นไม่ว่าผลการตรวจจะออกมาเป็นบวกหรือเป็นลบ เช่น การชักชวนให้คนไข้ทุก คนที่เข้ามารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน หรือแผนกต่างๆ ของโรงพยาบาลเข้ารับการตรวจเอดส์ด้วย การ รวมการตรวจเอดส์เข้ากับการตรวจสุขภาพประจําปี หรือการตรวจเลือดอื่นๆ การมีคลินิกเคลื่อนที่ไป ตรวจเอดส์ถึงชุมชน หรือถึงบ้าน นอกจากนี้การมีชุดตรวจเอดส์ซึ่งใช้น้ําลายตรวจ โดยประชาชน สามารถซื้อไปตรวจเอดส์เองได้ที่บ้าน ก็เป็นก้าวสําคัญทีท่ ําให้คนรู้ผลเลือดของตัวเองมากขึ้น ปรากฎ ว่าได้รับการตอบรับอย่างดี และไม่พบผลกระทบจากการตรวจเอดส์เองที่บ้าน จนองค์การอาหารและ ยาสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ชุดตรวจเอดส์เองที่บ้านสามารถวางขายตามร้านสะดวกซื้อได้ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2555 เป็นต้นมา การประชาสัมพันธ์รณรงค์ก็มีความสําคัญมาก ในสหรัฐอเมริกาจะมีป้ายและสปอตโฆษณาที่ ประธานาธิบดีโอบามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ออกมาชักชวนให้ทุกคนตรวจเอดส์ โดยตนเองก็ไปให้แพทย์ตรวจ เอดส์ด้วย รวมทั้งในเดือนกรกฎาคมยังถูกประกาศให้เป็นเดือนแห่งความตระหนักเรื่องเอดส์ (AIDS Awareness Month) ซึ่งคล้องจองกับการที่กระทรวงสาธารณสุขไทยประกาศให้วนั ที่ 1 กรกฎาคม เป็น “วันตรวจเอชไอวีแห่งชาติ” และมีสายด่วน “1663” เป็นสายด่วนเอดส์แห่งชาติ สภากาชาดไทย เองก็ได้ผลิตสื่อออนไลน์อย่าง Adam’s Love Website (www.adamslove.org) และผลิตสปอต โฆษณา “ตรวจ...เพื่อก้าวต่อ” ซึ่งจะออกสูส่ าธารณะเร็วๆนี้ อีกทั้งยังมีคลินิกเคลื่อนที่ของคลีนิคนิรนาม สภากาชาดไทย ที่ออกไปตรวจเอดส์ถึงที่ตามซาวน่า และบาร์เกย์ในกรุงเทพมหานคร อีกด้วย การตรวจเจอเร็วในขณะที่ยงั ไม่ป่วย แล้วรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์แต่เนิ่นๆ มี ความสําคัญมากในการที่จะทําให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพทีด่ ี และมีอายุยนื ยาวเหมือนกับ คนที่ไม่ติดเชื้อทั่วไป จากหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ คาดการณ์ได้ว่าถ้าปัจจุบันตรวจพบว่าติดเชื้อ ขณะที่มีอายุ 25 ปี โดยยังไม่มีอาการ คนๆนัน้ จะสามารถมีอายุยืนยาวไปได้ถึงอายุ 75 ปีถ้าได้รับ การดูแลรักษาอย่างดี ซึ่งการกินยาต้านไวรัสเอดส์ ทําให้เชื้อเอชไอวีในร่างกายลดลงจนถึงระดับที่ ตรวจไม่เจอด้วยชุดทดสอบในปัจจุบันที่สามารถวัดปริมาณไวรัสในเลือดได้จนถึงระดับต่ําสุดคือ 40 ก๊อปปี้ตอ่ ซีซีของพลาสม่า เมื่อเชื้อเอชไอวีลดต่ําลงมาก ภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือ CD4 ก็จะสูงขึ้น เพราะไม่ถูกเชื้อทําลาย ผู้ติดเชื้อก็จะไม่เจ็บป่วยจากโรคแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สําคัญอีกอย่างคือการที่มีเชื้อเอชไอวีมากๆ ในร่างกายไปนานๆ จะทําให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ทั่วร่างกาย ทําให้เส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ ไตและตับวายได้ ดังนั้นการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ แต่เนิ่นๆก็จะช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ได้ด้วย แต่ต้องยอมรับว่าป้องกันได้ไม่หมด เพราะโรคเหล่านี้ 2


เป็นโรคของผู้สูงอายุ ยิ่งผู้ติดเชื้อมีชีวิตยืนยาวขึ้น โรคของผู้สูงอายุก็จะพบมากขึ้นด้วย โดยจะพบ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคที่เกิดจากเส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ กระดูกพรุน และ มะเร็งชนิดต่างๆ ซึ่งสืบเนื่องจากอายุที่มากขึ้น บวกกับเชื้อเอชไอวีที่ยังมีเหลืออยู่ในร่างกาย และยาต้านไวรัสเอดส์ที่รับประทานอยู่ จะเริ่มต้นกินยาต้านไวรัสเอดส์เมื่อไหร่จึงจะคุ้มค่าที่สุดเป็นประเด็นที่พูดคุยกันมากในที่ ประชุม AIDS 2012 แน่นอนที่สุดคือควรกินก่อนที่จะเริ่มมีอาการป่วย ในขณะที่ยังไม่ป่วยก็ต้อง วัดกันว่าระดับภูมิคุ้มกัน หรือ ซีดี 4 (CD4) เหลืออยู่เท่าไหร่ องค์การอนามัยโลกเพิง่ ปรับระดับ ซีดี 4 ที่ควรเริ่มยาต้านฯ จาก 200 เป็น 350 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ตั้งแต่ปี 2553 ในขณะที่ สหรัฐอเมริกาเองปรับเกณฑ์การเริ่มยาต้านฯ จากเดิมต่าํ กว่า 500 เป็นเท่าไหร่ก็ให้เลยตั้งแต่ พฤษภาคมปีนี้ เหตุผลสําคัญจากข้อมูลการวิจัยทีพ่ บว่าการให้ยาต้านฯ จะช่วยลดการส่งต่อ เชื้อเอชไอวีลงจนเกือบเป็นศูนย์ ซึ่งบรรยากาศในที่ประชุม AIDS 2012 จึงเต็มไปด้วยเรื่องการ รักษาเป็นการป้องกัน (Treatment is หรือ as Prevention) นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกก็ กําลังเตรียมที่จะปรับปรุงข้อแนะนําใหม่ในปีหน้า เพื่อแนะนําให้ประเทศต่างๆ เริ่มยาต้านฯ เร็วขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยเอง เพิง่ จะมีการเริ่มต้นยาต้านฯ ทีซ่ ีดี 4 ระดับ 350 เซลล์อย่างเป็นทางการ ในปีงบประมาณ 2556 ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2555 นี้เอง การให้ยาต้านไวรัสเอชไอวี ในการป้องกันการถ่ายทอดเอชไอวีจากแม่สู่ลูกก็ได้รับการพูดถึง กันมากในที่ประชุม AIDS 2012 เช่นกัน ในขณะที่ในกรุงวอชิงตันดีซี ไม่มีลูกที่ติดเชื้อจากแม่มาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่กย็ ังมีลูกในประเทศกําลังพัฒนาที่ติดเชื้อจากแม่ปีละหลายแสนคน สาเหตุเพราะยาต้าน ไวรัสฯ ที่ใช้ป้องกันการถ่ายทอดเอชไอวีจากแม่สลู่ ูกในประเทศกําลังพัฒนาไม่แรงพอ หลายๆ ประเทศ จึงหันไปใช้สูตรยาต้านไวรัสฯที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้กัน ซึ่งแรงกว่า และประเทศมาลาวี เป็นประเทศ เดียวในบรรดาประเทศกําลังพัฒนาในโลกทีใ่ ห้ยาต้านฯ สูตร 3 ตัว แก่หญิงตั้งครรภ์ทุกรายทันทีที่ ตรวจพบว่าติดเชื้อ และให้ต่อไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต โดยไม่มีการหยุดให้หลังคลอดในแม่ทมี่ ีซีดี 4 สูงๆ อย่างในประเทศอื่น หรืออย่างในบ้านเรา เหตุผลเพื่อรักษาแม่ให้มีสุขภาพที่ดี ไม่ให้ลูกต้องกําพร้าแม่ แถมยังป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปให้สามี (ประเทศมาลาวี มีปัญหาคล้ายบ้านเรา คือ ประมาณ 1 ใน 3 ของหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ สามีหรือพ่อของเด็กไม่ได้ติดเชื้อด้วย) อีกทั้งยังทําให้แม่สามารถให้นม ลูกหลังคลอดได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย วิธีการของประเทศมาลาวี คงเป็นตัวอย่างให้อีกหลายประเทศ ได้ปฏิบัติตาม และคงทําให้องค์การอนามัยโลกต้องเปลี่ยนแนวทางการให้ยาต้านฯ เพื่อป้องกันการ ถ่ายทอดเอชไอวีจากแม่สู่ลูก แบบหน้ามือเป็นหลังมือในปีหน้านี้ โดยมีเสียงเรียกร้องทั่วโลกว่า ภายใน ปี 2558 จะต้องไม่มีเด็กในโลกนี้ที่คลอดออกมาแล้วติดเอดส์จากแม่เลย การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยงโดยการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ “ทรูวาดา” กิน ป้องกันไว้ทุกวันๆ ก็เป็นประเด็นสําคัญอันหนึ่งในการประชุม AIDS 2012 ยิ่งเมื่อองค์การอาหารและ ยาสหรัฐอเมริกาเพิ่งอนุมัติการขึ้นทะเบียนยา “ทรูวาดา” เพื่อใช้ในการป้องกันเอดส์ เมื่อต้นเดือน กรกฏาคม ปีนี้ ซึ่งสืบเนื่องจากผลการศึกษาหลายชิ้นที่ให้ผลตรงกันว่ายานี้ป้องกันได้ผลถึง 85% 3


ถ้ากินยาต่อเนื่องทุกวัน ประเด็นที่ถกกันมาก คือ ใครควรจะได้ยานี้ เช่น คนที่มคี ู่นอนซึ่งติดเชื้อ กลุ่ม เกย์ คนที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด หรือในหญิงบริการทางเพศ เป็นต้น ถ้าให้ยานี้ จะทําให้คนเหล่านี้ ละเลยต่อการใช้ถุงยางอนามัย หรือเข็มฉีดยาที่สะอาดหรือไม่ และจะทําให้คนเหล่านีก้ ินยาต่อเนื่อง ได้อย่างไร และกลับมาตรวจเอดส์อย่างสม่ําเสมอได้อย่างไร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมืองไทยเองก็คง จะหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในกลุม่ เสี่ยงไปได้อีกไม่นาน เพราะขณะนี้ก็มีเกย์หลายรายมาถามและขอซื้อยา นี้ไปใช้ ถ้าแพทย์ไม่สั่งให้ คนเหล่านี้ก็จะหันไปหาซื้อในตลาดมืด เพราะเวลานี้ก็มีโฆษณาในเว็บและ เฟสบุ๊คต่างๆ ขายยาป้องกันเอดส์ อาจเป็นยาจริงหรือยาหลอกก็ไม่รู้ วิธีใช้ก็โฆษณาผิดๆ ถูกๆ ทิ้งไว้ แบบนี้น่ากลัวมาก ปัญหากฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็มีการพูดกันมาก เช่น หลายประเทศยังมีกฎหมายที่ เอาผิดกับชายรักชาย เอาผิดกับการขายบริการทางเพศ คนที่ติดยาเสพติดหรือแรงงานผิดกฎหมาย ทําให้กลุม่ เหล่านี้ไม่กล้าเปิดเผยตัว ไม่กล้าไปรับบริการตรวจรักษา หรือรัฐไม่สนับสนุนงบประมาณใน การดูแลคนเหล่านี้ ก็ยิ่งทําให้เอดส์แพร่ระบาดหนักขึ้นในกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งก็จะลามไปสู่คนหมูใ่ หญ่ ของประเทศนั้นในที่สุด นักการเมืองที่จะต้องออกกฎหมายหรือแก้กฎหมายต่างๆ จึงจําเป็นที่จะต้อง รับรู้ผลกระทบต่างๆ เหล่านี้ ประเด็นสําคัญอีกเรื่องหนึ่งที่พูดกันมากในทีป่ ระชุม AIDS 2012 ก็คือเรื่องเงินที่จะนํามาใช้ จ่ายในการป้องกันและดูแลรักษาเอดส์ในประเทศที่กําลังพัฒนาจะมาจากที่ใด ตอนนี้เศรษฐกิจใน หลายๆ ประเทศก็กําลังย่ําแย่ เงินที่จะนํามาสนับสนุนกองทุนโลกฯ ก็คงจะน้อยลง ผู้นาํ สําคัญๆ หลาย คนของสหรัฐอเมริกา เช่น อดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน หรือ นายบิลล์ เกตส์ ก็ออกมาเรียกร้องให้ ประเทศที่พอมีเงิน หรือบริษัทเอกชนที่ร่ํารวยบริจาคเงินมาช่วยเรื่องเอดส์มากขึ้น หรือให้ประเทศ ต่างๆ เก็บภาษีบาป (เหล้า, บุหรี่) มากขึ้น เพื่อนํามาใช้ในการป้องกันและดูแลรักษาเอดส์ ภายใน ประเทศของตนเอง โดยประเทศต่างๆ ต้องจัดสรรงบประมาณของประเทศมาสมทบกับงบประมาณ ภายนอกมากขึ้น การใช้จ่ายต้องฉลาดใช้ ใช้ในกิจกรรมที่ได้ผลชัดเจน ส่วนกิจกรรมที่ไม่ได้ผลก็อย่าไป ลงทุนมากนัก เช่น การให้ความรู้ การอบรม การรณรงค์ให้ลดพฤติกรรมเสี่ยง (ซึ่งจริงๆ ลดไม่ได้ หรือ ลดได้ยาก ในคนบางกลุ่ม) มีการคาดประมาณว่าถ้าทั่วโลกลงทุนเพิ่มอีกปีละ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่ใช้ จ่ายด้านเอดส์อยู่ปีละ 17 พันล้านเหรียญสหรัฐ จะสามารถทําให้อัตราการติดเชื้อใหม่ทั่วโลกลดลง จากขณะนี้ปีละ 2.7 ล้านคน เหลือน้อยกว่าปีละ 1 ล้านคน ภายในปี 2536 หรืออีก 8 ปีจากนี้ ซึ่ง การลงทุนเดี๋ยวนี้ตอนนี้ จะคุ้มค่าในระยะยาวที่ไม่ต้องไปดูแลรักษาผู้ติดเชื้อที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ นางฮิลลารี่ คลินตัน ได้ประกาศนโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อย่างชัดถ้อยชัดคําว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านเอดส์ทั้งภายในประเทศและทั่วโลก จนหลายคนชักจะ สงสัยว่าเป็นการหาเสียงในปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐหรือไม่ บัดนี้ AIDS 2012 ก็ได้ปิดฉากลงแล้ว แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญและ NGO ไทยเกือบ 100 คน ที่ไป ร่วมประชุมก็ได้กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว ก่อนกลับก็ได้มีการนัดหมายกันว่าคนที่ทํางานด้านเอดส์น่าจะ 4


ได้มีการนั่งพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการกับภาครัฐ หรือกระทรวงสาธารณสุข ว่าน่าจะมีการนําความรู้ และวิวัฒนาการใหม่ๆ เหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้อย่างไร มาตรการใดจะใช้ได้กับ ประเทศไทย และคุ้มค่าสําหรับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีศักยภาพที่จะทําอะไรดีๆ และมี ประโยชน์มากกว่าอีกหลายๆ ประเทศที่ล้าหลังกว่าเรา

5


AIDS2012  

บทความโดยศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย จากการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you