Page 1

แหลงเกิดความทุกข หลวงพอปญญานันทภิกขุ วันอาทิตยที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๕ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟงปาฐกถาธรรมะ อันเปนหลักคําสอนในทางพระพุทธศาสนาแลว ขอใหทุกทานอยู ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟงใหดี เพื่อใหไดประโยชนอนั เกิดขึน้ จากการฟงตามสมควรแกเวลา วันนีใ้ นตอนเชาฝนตกลงมาหาใหญทวี่ ัดชลประทานฯ น้าํ ที่ขางบันใดศาลามากหนอย ญาติโยมที่เดินขึ้น ศาลาก็ตองลุยน้ํานิดหนอยอันเปนเรื่องที่ชว ยไมได เพราะมันเปนเรื่องของธรรมชาติ ฝนฟาอากาศมันก็ตอง ตกไปตามเรื่องตามราว เราอยูในโลกก็ตองการทั้งแดดทัง้ ฝน แตวาความตองการของมนุษยนี่บางทีมันก็ ขัดกัน บางที่ฝนตกไมชอบ บางทีแดดออกไมชอบ ลมพัดจัดก็ไมชอบ อยางโนนอยางนี้ ก็ไมใครเปนที่ชอบ ใจ อะไรๆ ในโลกนี้ ก็ไมใครเปนที่ชอบใจ อะไรๆ ในโลกนี่จะเหมือนใจทุกอยางไมได สิ่งทั้งหลายก็เปนไป ตามอํานาจของธรรมชาติ เราก็ตองปลูกความรูสึกในใจใหเกิดความพอดีๆ กับสิ่งเหลานั้น คือใหรูสึกในใจ ใหเกิดความพอดีๆ กับสิ่งเหลานั้น คือใหรสู ึกพอใจแลวก็สบาย แตถาไมรูสึกพอใจในเรื่องอะไรๆ ก็เกิด ความทุกขความเดือดรอนในชีวิตประจําวัน ในทางธรรมะจึงสอนเราใหรูจักสันโดษ หมายความวา พอใจในสิ่งที่เราประสพอยูเฉพาะหนา คืออะไร เกิดขึ้นเฉพาะหนา เราก็นึกพอใจในสิ่งนัน้ ความพอใจในสิ่งที่เกิดขึน้ เฉพาะหนา คือสันโดษ เปนศิลปะของ ความสุขความสบายในทางจิตใจ ในขณะใดที่เรามีความพอใจในเรื่องอะไรๆ ที่เกิดขึ้น เราก็รูสึกสบายใจ ยิ้ม ได แตวาในขณะใดที่เรารูสกึ ขัดใจ ไมชอบใจ ในสิ่งที่เกิดมีอยูเฉพาะหนา ในขณะนัน้ เราก็มีความทุกข มี ความไมสบายใจ อันความทุกขความเดือดรอนใจนี่ ใครๆ ก็ไมคอยชอบ ไมคอยตองการ แตวาพอเผลอ ความทุกขก็เกิดขึ้นในตัวเราได ที่ความทุกขเกิดขึ้นได ก็เพราะความประมาท เผลอไป ไมได ใชปญญาคิดนึกตรึกตรองในเรื่องนั้น มองอะไรก็มองแตเพียงแงเดียว ไมมองไปในแงทวี่ า มันเปนความจริงอยางไร คุณ โทษ ประโยชน มิใช ประโยชน ของสิ่งนั้นเปนอยางไร เรามองไมชัดเจนตามทีเ่ ปนจริง เมืองมองเห็นอะไรๆไมชัดเจนตามที่มัน เปนจริง ก็เปนเหตุใหเกิดความทุกข ความเดือดรอนในใจได เพราะฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนา จึงมีหลักคําสอนวา จงมองทุกสิ่งทุกอยางตามที่มันเปนจริง ทานใช ศัพทเทคนิคในทางธรรมะวา ยถาภูตญาณทัสสนะ คําวา "ยถาภูตญาณทัสสนะ" ถาแปลก็หมายความวา"เห็น


อะไรๆ ทุกอยางตามที่มนั เปนจริงๆ ความจริงของสิ่งนั้นมันเปนอยางไร เราก็มองใหเห็นชัดในสิ่งนัน้ ในขณะใดที่เรามองเห็นสิ่งนัน้ ชัดแจงตามที่มันเปนจริง ความหลงไมมี ความยึดถือในสิ่งนั้นก็ไมมี ใจเราก็ วางจากความยึดถือ เมื่อใจวางจากความยึดถือ เราก็มีความสงบใจ เพราะฉะนั้นพระผูมีพระภาคเจาทานจึงสอนเราใหหัดมองอะไรทุกอยาง ที่ผานเขามาในวิถีชวี ิตของเรา ใหรู ชัดเห็นชัดตามที่เปนจริงอยูตลอดเวลา อันการที่เราจะมองอะไรใหเห็นชัดนั้น ก็ตองศึกษาใหรูธรรมะ เพื่อ เอามาใชเปนแวนประกอบการมอง ประกอบการพิจารณาในสิ่งนัน้ ๆ จะไดรูเขาใจชัดเจนขึ้น เราจึงตองมาวัด ฟงธรรมบาง อานหนังสือทางศาสนาบาง สนทนาแลกเปลี่ยน ความคิดความเห็นในดานธรรมะกับผูที่มี ความรูความเขาใจบาง แตวาในเรื่องการสนทนากันนั้น อยากจะแนะนําไวอันหนึ่ง คืออยาสนทนากันดวยความยึดติดในทิฏฐิ ความคิดความเห็นของตน คนเราเวลาที่สนทนาอะไรกันมักจะโตเถียงกันหนาดําหนาแดง การเถียงกันในรูป อยางนั้นเปนการพูดธรรมะที่ไมเปนธรรมะ แตวาเอาตัวของตัวเขาไปพูด ตัวของตัวก็เปนตัวแหงความยึด ความติดในทิฏฐิอะไรบางสิ่งบางประการ สําคัญวาเรื่องของตัวนั้นเปนเรื่องถูก เรื่องของผูอื่นเปนความผิด ที นี้เมื่อไปคุยกับใคร ถาเขาพูดอะไรไมตรงกับความคิดความเห็นของตัว ก็คัดคานสิ่งนัน้ ไปหมด อยางนี้ก็ไม เกิดปญญา พระพุทธเจาของเราทานแนะนําในเรื่องอยางไร ทานบอกวา "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอไดฟงใครก็ ตาม พูดอะไรๆ ที่เกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับขอปฏิบัติเธออยาคัดคาน อยายอมรับในเรื่องนั้น" ทานใหหลักไว ๒ ประการ คือ อยาคัดคาน แลวก็อยายอมรับทันที ใหเธอฟงไวแลวเอาไปพิจารณาดวย ปญญาของเธอ เปรียบเทียบกับสิ่งที่เราเคยรูเคยเขาใจ ถาสิ่งนั้นมันเขากันได กับเรื่องที่เคยเรียนเคยศึกษา ก็ ยอมรับสิ่งนั้นได แตถาหากวาเอาไปคิดไปตรอง ดวยอุบายที่แยบคายแลว แตมนั เขากันไมไดกับอะไรๆ หลายๆ อยางหลายประการ เราก็ไมไปยึดในความคิดความเห็นนัน้ การสนทนากันในแงอยางนี้ ไมมเี รื่อง ทะเลาะกับใครไมมีการที่จะเถียงอะไรๆ กัน ใหเปนความวุนวาย เพราะเรารับฟง ใครพูดอะไรๆ เราก็ฟงดวย ใจเย็น ถาจะพูดคัดคานหรือทวงติง ก็พูดดวยใจเย็นๆ ไมพูดดวยอารมณรอน อันการพูดเรื่องอะไรก็ตาม ถาเราพูดดวยอารมณรอน มักจะเสียเปรียบ แตถาพูดดวยอารมณเย็นๆ มักจะ ไดเปรียบ เพราะปญญามันไมเกิด เมื่อไปกําลังลุกอยูในใจ แตปญญาจะเกิดเมื่อในสงบ เพราะฉะนัน้ บุคคล ใดที่ทําอะไรดวยใจที่รอน มักจะเสียหาย แตถาทําอะไรๆ ดวยใจที่ เย็น ความทุกขความเดือดรอนจะไม เกิดขึ้น อันนี้มนั ก็ตองฝกฝนเหมือนกัน เมื่อจะไปพูดอะไรกับใคร หรือจะตองสนทนาพาทีในเรื่องใด ก็ตอง เตือนตัวเองไวกอนวา เย็นๆ อยารอน อยาพูดดวยอารมณ แตพดู ดวยเหตุผล สิ่งใดไมควรพูดก็อยาไปพูด สิ่งใดที่ควรพูดจึงพูด แลวเรือ่ งที่ควรพูดก็เหมือนกัน ตองดูเวลา ตองดูบุคคล ตองดูสถานที่ ตองดูเหตุการณ วาถาเราพูดออกไปแลว มันจะขัดกับอะไรบาง เปนประโยชนแกผูฟง หรือไม เปนประโยชนแกเราผูพูดหรือไม ถาหากวาเราพูดออกไปแลวไมไดเรื่อง คือไมใหประโยชนแกผูฟง เราเองผู


พูดก็ไมไดประโยชนอะไร เปนการพูดออกไปเพื่อจะแสดงวา เรารูในเรื่องนั้น เปนการพูดเพื่ออวดตัว อวด กิเลส อันมีอยูใ นใจของตัวใหคนอื่นรูวาตัวมีกิเลสเทานัน้ การพูดในรูปเชนนั้นไมไดสาระอะไร แตถาหากวา เราพูดดวยปญญา เราก็พิจารณาเสียกอนวา เรื่องที่เราจะพูดออกไปนัน้ เปนเรื่องจริงเรื่องดีมีประโยชน เหมาะ แกเวลา แกบุคคล แกเหตุการณ สถานที่เราจะพูดหรือไม ถาไดคิดทบทวนไตรตรองอยางนี้แลวผูนนั้ จะเปนผู พูดแตเรื่องดีมปี ระโยชน ปากของคนนั้นจะไมเสีย แลวใครๆ ก็ไมติไมวาบุคคลนั้น ในเรื่องเกี่ยวกับการพูด เปนอันขาด อันนี้เปนเรื่องสําคัญอยู เพราะวาคนเราอยูในสังคมนีม่ ันตองพบปะกัน มีการสนทนากัน ในเรื่องอะไรตางๆ อยูต ลอดเวลา จึงตองใช หลักธรรมะเขาไปเปนเครื่องประกอบ ใหการพูดจาวิสาสะไดเปนไปในทางที่ถูกที่ชอบตามกฎเกณฑ ตาม หลักพระพุทธศาสนา อันนี้เปนเรื่องที่อยากจะขอฝากญาติโยมทั้งหลาย ไดนําไปใชในการปฏิบัติในกิจใน ชีวิตประจําวัน ประการหนึ่ง ในวันอาทิตยกอนไดพูดถึงเรื่องหลักในทางพระพุทธศาสนา คือเรื่องสําคัญที่พระผูมีพระภาคเจา ทานนํามา สอนแกชาวโลกทั้งหลาย เรื่องสําคัญที่พระองคนํามาสอนนั้น คือเรื่องอะไร ไดบอกใหญาติโยมทัง้ หลายได ทราบแลววา คือ เรื่องอริยสัจสี่ อันเปนเรื่องหลักเรื่องสําคัญเปนคําสอนในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเราควรจะ ไดศึกษาแลวนําไปใชในชีวติ ประจําวัน พระผูมีพระภาคตรัสเรื่องนี้ขึ้นไว ก็เพราะวาพระองคทรงทราบดีวา ชีวิตของมนุษยนมี่ ีความทุกข มีความ เดือดรอน ดวยปญหาตางๆ หลายอยางปลายประการ ทรงตองการจะใหมนุษยรูจกั วิธแี กไขปญหาชีวิตของ ตน จึงไดวางหลักอริยสัจสี่ประการเหลานี้ไว ถาจะพูดกันไปแลว ก็หมายความวา อริยสัจสี่ประการเปน ธรรมนูญสําหรับชีวิตที่เราควรจะนํามาใชในชีวิตประจําวัน ถาเรานําหลักนี้มาใช ในชีวิตประจําวันอยาง จริงจังเราก็จะอยูดวยความสุขความสงบในโลกนี้ ไมมีความทุกขความเดือดรอน ในชีวิตจิตใจของเรา จึงเปน เรื่องที่ควรจะไดทําความเขาใจกัน ในเรื่องตอไปนี้ เรื่องที่ควรจะทําความเขาใจกันก็คือขอธรรมะ ที่เราจะพึงเรียน ในเรื่องอริยสัจสี่นี้ มันมีอะไรบาง ทานแบงไว เปน ๔ เรื่อง คือ เรื่องของความทุกข เรื่องเหตุใหเกิดความทุกข เหตุใหเกิดทุกข เรียกตามภาษาธรรมะวา สมุทัย แปลวาเหตุใหเกิดทุกข การดับทุกขได เรียกวา "นิโรธ" ทางที่จะปฏิบัติใหถึงความดับทุกข เรียกวา "มรรค" เรียกยอๆ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค


คนโบราณเขาตองการใหคนจําอะไรงายๆ จึงเอาแตตวั นําของชื่อนั้นๆ มา เขาเรียกวา หัวใจ หัวใจของอริยสัจสี่ก็คือ "ทุ" หมายถึงความทุกข "สะ" หมายถึงสมุทัย "นิ" หมายถึง นิโรธ "มะ" หมายถึง มรรค เขาจึงจํางายๆ วา ทุ สะ นิ มะ แตวาคนโบราณเขาสอนเพื่อใหจํา คนที่ไดหัวใจอริยสัจไปแลวไมไดเอาไปใชในทางแกทุกข แตเอาไปใช เปนคาถาอาคมไป เอาไปใชเปนคาถานั่นคาถานี่ ฝอยกันรอยแปด เปนเรื่องไสยศาสตร ไมใชเรื่องของ พระพุทธศาสนา เรื่องของพระพุทธศาสนาเขาใหจําหัวใจ ก็เพื่อจะใหระลึกกันงายๆ เชน เราทองไดวา ทุ สะ นิ มะ เวลาเราจะ นึกถึงตัวจริงของอริยสัจ เราก็รูวา ทุ คือทุกข สะ คือสมุทัย นิ คือนิโรธ หมายถึงความดับทุกข มะ คือมรรค อันประกอบดวยองคแปด ในเรื่องอื่นๆ ทานก็มักผูกหัวใจสั้นๆ ใหคนเราไปทองจํา เพราะสมัยกอนนี้ไมมี หนังสือตํารับตํารา ไมมีการบันทึกเปนลายลักษณอักษร คนที่ไปเรียนอะไรนี่ตองทองใหจํา ทีนี้การทองจํา ถาจะทองใหหมดก็ตองใชเวลานาน จึงตองยอสิ่งที่จะเรียนนั้น เอาแตหวั ใจ เพื่อใหจํางาย แลวจะไดเอาไป เปนหลักในการศึกษาตอไป เพราะฉะนั้น จึงขอใหญาติโยมจําเอาหัวใจนี้ไวดวย วา ทุ สะ นิ มะ ทุ คือทุกข สะ คือสมุทัย เหตุใหเกิดทุกข นิ ก็คือนิโรธ หมายถึงความดับทุกขได มะ คือ มรรค ประกอบดวยองคแปด อันเปนขอปฏิบัติเพื่อใหถึงความ ดับทุกข คําวาทุกข นัน้ หมายถึงอะไร หมายถึงความไมสบายที่เกิดขึ้นทางกายทางใจ ทุกขทางกายก็มี ทุกขทางใจก็มี แตวาความจริงตัวทุกขแทๆ มันอยูที่ใจ เพราะวาใจของเรานี่เปนหัวหนาของเรื่องการเปนอยู ความคิดความ นึกอยูทใี่ จนัน้ มันมี ๒ เรื่อง เรียกวา เหตุทางกาย แลวก็เหตุที่เกิดกับใจเอง เหตุทางรางกายนัน้ ก็คือสภาพ รางกายที่ไมปกติ เชนวา ปวดแขงปวดขา มีความเจ็บไขไดปวย อันเปนเรื่องของธรรมดาสังขารรางกาย คนเราเกิดมาแลว มันก็ตองมีการเจ็บการไขเปนเรื่องธรรมดา ถารักษาอนามัยดีก็เจ็บไขไดปวยนอย แตถา รักษาอนามัยไมดีเราก็เจ็บไขไดปวยมาก เวลาใดรางกายมันผิดปกติกเ็ ปนเหตุใหเกิดความทุกขทางใจ ความ ทุกขนั้นเขาเรียกวาเปนความทุกขเนื่องจากรางกาย ทีนี้ ความทุกขเรื่องใจลวนๆ มันเปนเรื่องเนื่องเกี่ยวกับ ความอยากทีเ่ กิดขึ้นในใจ อยากในเรื่องอะไรตางๆ รอยแปดพันประการ ขณะใดใจอยากในอะไร ก็เกิดความ ทุกขเพราะเรื่องนั้น ถายังไมไดสมใจก็เปนทุกข ไดมาสมใจแลวก็ยังเปนทุกขตอไป มันมีปญหาที่จะใหเกิด ความทุกขทั้งมี และไมมี ทั้งได และไมไดเรียกวาเปนเหตุใหเกิดความทุกขทั้งนั้น สําหรับบุคคลผูไมมีปญญา แตถาบุคคลใดมีปญญารูเทารูทัน เวลาไดก็ไมเปนทุกข เวลาไมไดเขาก็ไมเปนทุกข เพราะเรื่องนั้นๆ ทีไ่ ม ทุกขนั่นก็เพราะวา รูวาอะไรมันเปนอะไร สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งอยู ดับไป นั้น มันมีสภาพตามที่เปนจริง


อยางไร ก็ไมมคี วามทุกขจากเรื่องนั้น อันนี้เปนเรื่องความทุกขที่เราควรรูไวกอนเปนเบื้องตน ในธรรมะหรือ วาในพระสูตร ทานแยกความทุกขเกี่ยวกับอริยสัจนี้ไว ดังที่เราสวดมนต ถาหากวาคนทีส่ วดมนตเชาไดเราได เราก็สวดวา ชาติปทุกขา ความเกิดเปนทุกข ชราป ทุกขา ความแก ก็เปน ทุกข มรณัมป ทุกขัง ความตายเปนทุกข ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเปนทุกข อยูรวมกับคนที่เรา ไมชอบ กับสิง่ ที่เราไมชอบเปนความทุกข ความโศกความเหี่ยวแหงใจ ความร่ําไรรําพัน ในเรื่องปญหาตางๆ ก็เปนความทุกข รวบรัดใหยอ ๆ สั้นๆ การเขาไปยึดถือในขันธ ๕ วาเปนตัวเปนตน เปนเราเปนเขานัน่ แหละ เปนกอนทุกขใหญ ทานแจกความทุกขใหญาติโยมฟง นี้มีอันหนึ่งซึ่งสําคัญ คือ เรื่อง ชาติทุกข เรียกวาความเกิดเปนทุกข มัน หมายถึงอะไร ที่เรียกวาความเกิดเปนทุกข กอนๆ นี้เราไดฟงคําอธิบายวาการเกิดในครรภมารดา การคลอด ออกมาจากครรภเรียกวาเปนการเกิดที่เปนทุกข อันนี้ถาหากวาเรามาศึกษาในแงนนั้ จะไมชว ยใหการ แกปญหาอะไรได แตถาหากเราเขาใจอีกแงหนึ่ง ไมไดเขาใจตามแงนนั้ แตเขาใจวาชาติคือความเกิดนั้น หมายถึงความรูสึกที่เกิดขึ้นในใจเขาไปยึดถืออะไรวา เปนตัวเรา เปนของเราขึ้นมา ในขณะใดทีใ่ จของเรา เกิดความรูสึกยึดถือในเรื่องอะไรขึ้นมาแลว ในขณะนั้นแหละ เรียกวาชาติเกิดขึ้นในใจของเรา ความเกิดแหง ความยึดถือ หลงใหล มัวเมาในเรื่องอะไรตางๆ คือ ชาติปทุกขา เรียกวา ความเกิดมันเปนทุกข อายที่เกิดมาจากทองแมนนั่ มันเกิดมาแลว แลวก็พนมาแลว อันนั้นจะเปนเหตุใหเกิดความทุกขตอมาอีก มันก็ ไมสมควร เพราะมันผานพนมาไกลแลว แตวาความเกิดแหงความยึดถือที่เกิดขึ้นในใจของเรา จะเปนชาติ ทุกขตลอดเวลา เรานั่งอยู ณ ที่ใด ยืนอยู ณ ที่ใด นอนอยูในที่ใด พอใจของเราไปยึดในอะไรเขามา เรารูสึก อยางไร เชนเรานึกไปถึงเงินที่อยูในตู นึกถึงเพชรนิลจินดา นึกถึงรายได นึกถึงเงินที่เขากูยืมไป ดอกเบี้ยยัง ไมสงตามเวลา แลวก็นกึ อะไรๆ หลายเรื่องหลายประการขึ้นในใจ ใจขณะนั้นรูสึกอยางไร ญาติโยมลอง สํารวจตัวเอง ถาสํารวจตัวก็จะพบวา มันเปนทุกข พอนึกถึงเรื่องเหลานั้นขึ้นมา ก็เกิดความทุกข ความทุกขเกิดเพราะเรื่องอะไร เพราะเรานึกวาสิ่งนั้นเปนของเรา เงินทองของเรา เพชรนิลจินดาของเรา งาน การนั้นของเรา ลูกของเรา หลานของเรา สามีภรรยาของเรา กิจการอยางนั้นเปนของเรา ชาติของเรา บานเมืองของเรา คิดไปหลายแงหลายมุม ในขณะใดที่เราคิดในเรื่องอะไร ดวยอํานาจความยึดความติดในสิ่ง นั้น ขณะนั้นก็เปนความทุกขเกิดขึ้น ใหจําหลักอันนี้ไวเปนเบื้องตน คือใหรูวา ในขณะใดใจเกิดความยึดติดในเรื่องอะไรขึ้นมา ในขณะนัน้ เราจะเปนทุกข เมื่อจําคํานีไ้ วไดแลวก็ ตองเอาไปพิจารณาเอาไปคนควา การคนควานั้น อยาไปคนจากตํารับตําราหนังสืออะไรเลย แตคนควาจาก ชีวิตของเราเอง จากกิจกรรมที่เราทําอยูทุกวันทุกเวลา จากความรูสึกในชีวิตประจําของเรานี่แหละ วาเมื่อมี ความคิดอะไรเกิดขึ้น แลวมันเปนอยางไรตอไป ใหลองสังเกต วางๆ แลวลองสังเกตความเปนอยูของเราเอง


เชนเราเกิดความคิดอยางนั้นขึ้นในใจ มันเปนความคิดทีร่ อนหรือเย็น เปนสุขหรือวาเปนทุกข มีความกังวล หวงใย หรือวามีความสงบสบายใจ ใหญาติโยมลองนําไปพิจารณาคอยสังเกตตัวเรา คอยสังเกตจิตใจของเรา แลวเราจะพบความจริงวา ตัวความทุกขที่เกิดขึ้นในใจ มันทุกขเพราะวา เรายึดถือนั่นเองแหละ ไมใชทุกข เพราะเรื่องอะไร พอเกิดความยึดถือในใจ ในเรื่องอะไรก็ตาม เราก็มีความทุกขเพราะสิ่งนั้น อันนีแ้ หละคือ ความหมายของคําวา ชาติป ทุกขา ที่ญาติโยมสวดมนตวา ชาติปทุกขา ความเกิดเปนทุกข หมายถึงวา ความรูสึกยึดถือในเรื่องอะไรๆ เกิดขึ้นในใจของเราในขณะใด ความทุกขหยั่งลงสูชีวติ ของเราเมื่อนั้น อันนี้ คือหลักแทจริงของอริยสัจ ในเรื่องชาติ ความเกิดที่เปนทุกข ถาเราเขาใจชาติความเกิดในรูปนี้ การที่จะสลัดความทุกขออกไปตัวเรานั้นมันงาย แตถาเราไปเขาใจในแงวา เกิดจากทองมารดา แลวตาย เขาโลงเปนชาติหนึ่ง มันก็แกอะไรไมได เพราะวาความเกิดนั้นมันผานพนมาแลว เปนมานานแลว สมบูรณ ทุกสิ่งทุกประการ ไมใชวิถีทางแกไขความทุกขตามหลักของพระพุทธศาสนา ในหลักธรรมะทาง พระพุทธศาสนา ตองการชี้ใหเราเขาใจวา ความทุกขเกิดจากความยึดถือในเรื่องอะไร ตางๆ ในขณะใดที่ ความยึดถือในเรื่องอะไรเกิดขึ้นในใจก็เรียกวา ชาติ เกิดขึน้ แลวชาติหนึง่ และเมื่อเกิดความรูสึกอยางนัน้ ขึ้น มันก็สรางตอไป ที่เรียกวา มีภพ คําวา "ภพ" ก็หมายถึงวา "ความคิดที่เรา สงไปในเรื่องนั้นๆ" สงไปในเรื่องกามารมณ เรียกวา เกิดในกามภพ ถาเราสงไปในเรือ่ งเกี่ยวกับรูปก็เรียกวา รูปภพ ถาสงไปในเรื่องที่ไมมีรูปมีรางเปนความคิดฝนของเราเอง ก็เรียกวา ไปเกิดอยูใ นอรูปภพ จิตของเรา มันเปนไปเกิดในกามภพก็ได ในรูปภพก็ได ในอรูปภพก็ได สุดแลวแตความคิดที่มันเกิดขึ้นในใจเรา สราง อารมณขึ้นในใจของเรา แลวในขณะทีเ่ รานั่งคิดนั่งฝน นัง่ สรางอารมณประเภทตางๆ ขึ้นในใจนั้น ขอให เขาใจวา นั่นแหละรากฐานของความทุกข ความเดือดรอน เปนทุกขเพราะอะไร เปนทุกขเพราะเราไปยึดวา สิ่งนั้นเปนของเรา แลวเราก็คิดตอไปวาใหสิ่งนั้นอยูกับเราตลอดไป แตวาสิ่งนัน้ คงจะไมอยูตลอดไปเราก็มีความวิตกกังวล กลัววาสิ่งนั้นจะแตกสลายไป กลัวขโมยมันจะมาลัก เอาไป กลัววาเราจะเจ็บไขไดปวย เราจะจากสิ่งนั้นไป ความคิดอันอื่นทีต่ ามมาจากความยึดถือประการตน นั้นอีกมากมายหลายเรื่อง อันลวนแตเปนเรื่องที่สรางความทุกขเพิ่มขึน้ ในใจของเราทั้งนั้น อันนีแ้ หละคือ ชาติปทุกขา เปนเรื่องที่ควรจะเขาใจใหตรง ถูกตองไวกอ นเปนเบื้องตน ถาเราเขาใจคําวา ชาติป ทุกขา ถูกตรงแลวมันเปนการงาย ที่จะศึกษาในเรื่องอื่นตอ ไป แตถาเขาใจคําวา ชา ติป ทุกขา ความเกิดเปนทุกขไมถูกแลว การแกไขปญหาชีวิตยอมจะเปนการไมสะดวก เพราะจะไปแกที่ไกล ไมไดแกที่ตวั เรา ไมไดแกทตี่ รงจุด แตไปแกอยูรอบๆ จุด เหมือนกับคนที่คันสันหลัง แลวก็ใหคนอืน่ เกาให คนที่เกานั้นเขาไมรูวาคันตรงไหน ก็เที่ยวเกาตรงนั้นเกา ตรงนี้ เราก็บอกวามันยังไมถกู เกาใหม คนนั้นก็เกาอีก ก็ยังไมถูก เกาใหมเพราะคนเกาไมรู วาจุดมันอยู


ตรงไหน แลวจะเกาใหถกู จุดไดอยางไร แตถาเขารูวาจุดคันมันอยูตรงไหน ไมตองไปเกาใหเสียเวลา เอาไป จุดเขาที่ตรงจุดนั้นเลย เรียกวาจุดถูกที่คนั เราก็รองวา ดี ขึ้นมาทันที ฉันใด ในการแกไขปญหาตางๆ ในเรื่องเกี่ยวกับความทุกขนนั้ เกิดจากความยึดถือในเรื่องอะไรตางๆ ดวยความ หลงใหล ดวยความงมงาย ความมัวเมาในสิ่งนั้นจนเปนเหตุใหเกิดความทุกขขึ้น เราก็แกทจี่ ุดนัน้ แหละ แกที่ จุดความยึดถือ เราก็แกงายขึน้ เพราะเรารูจกั จุดมัน เหมือนกับรูวาคันตรงไหน แลวเกาไดถูกจุดทันที อันนี้ ประการหนึ่งซึ่งอยากใหโยมเขาใจถูกตรงไว ในเรื่อง ชาติป ทุกขา สวน ชราป ทุกขา ความแกเปนทุกข ทุกข อยางไรอันนี้ไมยาก อันเรื่องความแกเปนทุกข โยมๆ ที่ฟง เทศนเปนคนแกสวนมาก เมื่อเปนคนแกรูวาความแกเปนทุกขอยางไร นั่งอยูจะลุกขึน้ มันเปนอยางไร นอนแลวจะลุกขึ้นมันเปน อยางไร จะเดินมันเปนอยางไร จะเคลื่อนไหวอิริยาบถสักยางสักกาวมันเปนอยางไร จะกินอาหาร จะนุงจะ หม จะพูดจา จะนึกถึงอะไรสักเรื่องหนึ่งที่ผา นมามันเปนอยางไร ญาติโยมลองทบทวนดู พอทบทวนดูก็จะรู ไดทันทีวา เออ ไมได ความเคลื่อนไหวอิรยิ าบถก็ไมสะดวก ขัดไปหมด ปวดเอวปวดหลังเปนอยางนั้นเปน อยางนี้ ซึ่งเปนเรื่องของความชรา ชํารุดทรุดโทรมในรางกาย มันเปนทุกขเรื่องอยางนีป้ ระการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ความทุกขที่เกิดจากชรานั่น มันหมายถึงวาเราไมพอใจ ในการที่รางกายเปลี่ยนแปลงไป เรา ไมอยากใหผมหงอก อยากจะใหดําขลับอยูต ลอดเวลา แลววาหงอกแลวก็อุตสาหหายายอมผมมา ยอมไว หลอกตัวเองไปวันหนึ่งๆ พอดูกระจกก็รวู า มันยังดําอยู ความจริงไมจําเปนอะไร ที่จะตองหลอกตัวเองอยาง นั้น ใหเรานึกพอใจวา ผมขาวมันก็เขาทีเหมือนกัน แสดงลักษณะของความเปนผูใหญ เปนผูมีอายุ แลวก็จะ ไดเปนเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ ใหเราไมประมาทมัวเมาในชีวิต ในความเปนอยู แตถาเราไมยอมใหมันดํา เมือมันขาวแลว ก็เทากับวาเราหลอกตัวเอง เรามันยังเปนคนชอบหลอกตัวเองอยู แลวก็หลอกมันเรื่อยๆ ไป วาเราผมมันยังไมหงอก ไมชรา อันนี้เขาเรียกวาฝนกฎธรรมดา พออยูหนอยรางกายของเรามันเปลี่ยนไปตามสภาพ แตวาเราไมอยากใหเปลี่ยน คนทุกคนไมชอบแกทั้งนัน้ ไมชอบใหผมหงอก ไมชอบใหฟนหลุด ไมชอบใหตามืด หูตึง ไมชอบใหผิวหนังเหี่ยว ไมชอบใหเปนคน หลังคอมหลังโกง ไมชอบความชํารุดทรุดโทรมทุกสวนของรางกาย เราอยากใหมันคงเดิม ความทุกขก็ เกิดขึ้นตรงนี้ ทุกขเกิดขึน้ ก็เพราะวา เราไมยอมรับความแกของสังขารรางกาย เราอยากจะไมใหมันแก เมื่อไม ชอบความแกเราก็เปนทุกข แตถาเรารูวา ความแกนี้มันเปนเรื่องธรรมดาที่จะตองเกิดตองมีแกคนทุกคน หนีไมพน ในชีวิตของเราทุก วินาทีนเี่ ราแกอยูตลอดเวลา เมื่อเปนเด็กก็เรียกวาแกขึ้น เปนหนุมก็แกขนึ้ พอเปนผูใหญเต็มตัวก็เริ่มแกลง เพราะวาความแกนี้มนั ขึ้นอยูก ับเวลาปรุงแตงของรางกาย บางคนก็แกลงชา แตบางคนก็แกลงเร็ว


คนที่แกลงเร็ว ก็คือคนที่ชอบเอายาพิษใสเขาไปในตัว เชน คนชอบดื่มเหลา ชอบเที่ยวกลางคืน อดหลับอด นอน คนประเภทนี้แกเร็ว รางกายชํารุดทรุดโทรมเร็ว แตถาเปนคนรูจักรักษาอนามัย พักผอนเปนเวลา รับประทานอาหารถูกตอง ความแกก็ชา แตวารวมแลวมันก็แกนั่นแหละ หนีไปจากความแกไมพน เราตอง แกเปนธรรมดา แตวาจิตใจเรานี่มันไมยอมแก ถาใครมาทักเราวา "หือ ปนี้ดูแกไป" ไมมีใครชอบสักคนเดียว แตถาเขาทักเราวา "เออ ดูยังหนุมแข็งแรงดีนี่" เรายิ้มชอบอกชอบใจ คนเรามันชอบหลอกไมชอบจริง เพราะไมชอบของจริงนี่และจึงเปนทุกขเรื่อยไป แตถาเรายอมรับความจริง เสีย เชนเรื่องความแกนี่ ยอมรับมันเสีย รับวาแกแลว รางกายเปลี่ยนแปลงไปมากแลว ไมรูเมื่อไหรจะตอง แตกตองดับละยอมรับอยางนั้น พอเรายอมรับวาเรายอมแก ปญหาเรื่องความแกจะไมเปนทุกขแกเรา ชราป ทุกขา จะไมเกิดในใจ เพราะเรายอมรับความแกยอมใหมนั แกไปตามเรือ่ ง การรักษาการบริหารรางกายก็ทํา ไปตามเรื่อง แตไมใชทําดวยความอยากมากเกินไป เราทําตามหนาที่ หนาที่จะตองรักษารางกายเพือ่ ใช ใชทําอะไร ใชสําหรับประพฤติความงามความดี ลางบอยๆ อัดฉีดบอยๆ ขับคอยๆ อยาใหมันเร็วเกินไป จนกระทั่งวาเสียรูปเสียโฉมไป รถคันนั้นก็ใชไดนาน รางกายของเรานี้ก็ เหมือนกัน พระพุทธเจาทานสอนวา เรามันแกเปนธรรมดา เรารับรูวาเราจะตองแก แตวาเราก็ตองรักษาตามหนาที่ อยาง นี้เรียกวา เปนคนรูจักใชรางกายใหเปนประโยชน ไมใชใหเกิดความทุกขความเดือดรอน เพราะความเขาไป ยึดถือวา เราไมแก อันนี้เรื่องหนึ่งเกีย่ วกับความแก เปนทุกขหรือไมเปนทุกขก็อยูที่ ความคิดถูกตองหรือไม ถูกตอง ถาคิดถูกความทุกขมันก็นอย ถาคิดไมถูก ก็เกิดความทุกขขึ้น เพราะความแกเปนธรรมดา อันตอไปทานเรียกวา พยาธิ คือ ความเจ็บไข ก็เปนความทุกขของจิตใจ คนเราตามปกตินั้น ไมมใี ครชอบ ความไข แตวาความเจ็บไขกต็ องเกิดขึ้น อันการเกิดขึ้นของโรคภัยไขเจ็บนั้น โรคบางอยางเกิดเพราะความ ประมาท แตโรคบางอยางนัน้ มันเกิดของมันตามธรรมชาติ เราไมรูสาเหตุของมัน เชน โรคมะเร็ง เปนตน เราไมรูสาเหตุวามันเกิดเพราะอะไร ทําอยางไรจึงไดเกิดโรคนั้นขึ้น ไมมีใครรู แมวิชาการแพทยสมัยใหมจะ เจริญกาวหนา ก็ยังคนหาสมุฏฐานของโรคนี้ยังไมไดวามันเกิดมาจากเรือ่ งอะไร ก็พูดไดเพียงวาธรรมชาติ ของรางกาย บางคนมันอาจจะเปนโรคนี้ขึ้นได เปนโรคที่ตรงนั้นตรงนี้ หรือเปนมะเร็งในเสนโลหิต แลวก็ รักษาไมได รางกายก็ตองเจ็บปวย จนกระทัง่ หมดลมหายใจ แตวาถาปกติโรคอันใดที่เกิดเพราะความประมาท เพราะไมรักษาตัว อันนี้เราตองปองกันได การปองกันก็คือ วาเรียนใหมนั รู วาพาหะของโรคคืออะไร สมุฏฐานของโรคอยูที่ไหน มันจะเกิดไดโดยวิธใี ด แลวเมื่อเกิด แลวเราควรจะรักษาอยางไร เรื่องนี้มันตองไปถามหมอ เขาก็จะแนะนําให


คนเราบางทีกป็ ระมาท เปนอะไรนิดหนอย รางกายผิดปกติ ไมไปหาหมอที่โรงพยาบาล แตไปหาหมอตี๋ตาม รานขายยา "ฉันเปนหวัด กินยาอะไรดี" เจาตี๋ก็จัดยาให เอาไปเคี้ยวไปกินกันตามเรื่อง กินจนกระทั่งวาหนัก พอหนักแลวจึงไปหาหมอ อันนี้มันไมถูกเรื่อง เรียกวาอยูในวิสัยของความประมาท เมื่อเรารูสึกวารางกาย ผิดปกติ ควรรีบไปรักษาทันที ใหหมอตรวจเสียโดยเร็ว การรีบไปทันทวงทีนั้น ประหยัดเวลา ประหยัดเงิน แลวก็ไมตองเสียเวลาทํามาหากิน เพราะเริ่มเปนหมอตรวจรูสมุฏฐาน ใหยาสกัดโรคนั้นมันก็หายไว เราก็จะไดทํางานทําการตอไป เงินทองที่ จะใชจายในการเยียวยาก็นอย เพราะเรารีบรักษา พระพุทธเจาทานสอน อยาใหประมาท แตถาเราประมาทไม ไปรัษา โรคมันแรงแลว ตองกินยามาก ตองฉีด ตองนอนโรงพยาบาล บางทีตองนอนตั้งเดือนสองเดือน เสียเวลาทํามาหากิน เสียเงินเสียทองเขาไปมากมาย อันนี้เปนเรื่องที่เรียกวา ผิดอยูในชีวิดมนุษยเราไมใชนอย ในหลักธรรมะทานจึงสอนไมใหประมาท ถารูสึกวารางกายผิดปกติรีบไปหาหมอเสีย ไมตองเกรงใจหมอ ดอก หมอเขามีหนาที่รักษาคนปวย แตถาปวยหนักแลวไปหาหมอ นีห่ มอรําคาญ รําคาญวาทําไมไมใหตาย เสียกอนแลวเอาศพมาใหรักษา หมอนึกอยางนั้น ถาหมอพูดไดแกคงพูดวา "เอามาใหรักษาทําไม เอาศพมา ดีกวา" แตหมอก็รักษามารยาทไมพูดอยางนั้น แตวาเรานีไ้ มรูจักรักษาตัวก็ลําบาก ความเจ็บไขไดปวย ทําใหคนเปนทุกขก็เพราะวา เราไมสบายใจในขณะที่มีความเจ็บเกิดขึ้น นอนเปนทุกข นั่งเปนทุกข กินก็เปนทุกขอยูตลอดเวลา เพราะเรื่องโรคภัยไขเจ็บอันนีค้ ือทุกขประการหนึ่ง ที่อาจจะเกิดขึ้น แกใครก็ได ทีนี้การแกไขปญหาในเรื่องความทุกข อันเกิดจากโรคภัยไขเจ็บ ถาเรามีความเจ็บปวยเกิดขึ้น เรา ก็ตองพิจารณาดวยปญญา พิจารณาวาความเจ็บปวยนี้ เปนเรื่องของรางกาย เปนเรื่องที่เราจะตองรักษา เวลานี้เราไมกินยาอยูแ ลว แตวา ยานี่ไมใชยาพิษ เหมือนเรื่องนิทานที่เขาเลาไว พอกินยาปุบ โรคหายปบ มันไมมีอยางนั้น มันตองชาๆ กินยา แลวตองคอยเวลา ใหยามันออกฤทธิ์ไปแกไขในบางสวนของรางกายกอน เราอยาใจรอน อยาอยากใหหาย เร็วเกินไป แตบอกตัวเองวาเวลานี้เราปวย เราไดรัยประทานยาแลว เราก็ตองนอนทําใจเย็นๆ อยาใจรอน อยา คิดมาก อยาวุน วาย ใหพิจารณารางกายนี้วา เปนสิ่งเปราะ หักงาย แตกงาย อาจจะเจ็บจะไขลงไปเมือ่ ใดก็ได ถาวารางกายปวย ใจเราเปนทุกขเพราะรางกาย ก็เรียกวาปวยทั้งกาย ทัง้ ใจ แตถาเราถือวารางกายปวย ใจเราจะไมปวยตามรางกาย แตวาเราจะใชใจสําหรับคิดคนใหเกิดปญญา ใหรูจัก ประสบการณของชีวิต ใหถือวาความเจ็บไขไดปวยนั้นเปนบทเรียน เปนบทสอบไลกําลังใจของเรา วาเรา เปนผูศึกษาธรรมะไดอานหนังสือธรรมะไวบาง ไดฟงธรรมะไวบาง เวลาปกติก็ไมรวู า ใจมันเปนอยางไร กําลังใจจะรูไดก็เมื่อตกอยูในอันตราย ถาไมมีอันตรายเกิดขึ้น เราก็ไมรูกําลังใจของเรา เมื่อใดเราเจ็บไขได ปวย เราก็จะไดทดสอบกําลังใจ วาเรามีความพอใจในการที่เราปวย การรักษาเปนหนาที่ของหมอ ในเรื่อง รางกาย


แตวาเรื่องใจเปนหนาที่ของเราเอง เราจะทําใจใหเย็น ทําใจใหดี จะไมเกิดความวิตกทุกขรอนในเรือ่ งไขเจ็บ ใหพอใจที่จะนอนพักผอนอยูบนเตียงคนไข อยาไปคิดถึงเรื่องที่ยังไมมาถึง อยาไปคิดถึงเรื่องที่มันผานพน ไปแลว แตวาเราคิดถึงเรื่องเฉพาะหนา ที่เรากําลังเปนอยูใ นขณะนี้ วาเราควรจะคิดอยางไร ใจจะสบาย จะไม วุนวายจะไมเดือดรอน ควรจะทําตนใหเปนคนกินยางาย เลี้ยงงาย ไมตองใหคนอื่นพลอยเปนทุกขกับเรา เรา จะรับความทุกขเสียคนเดียว แลวก็ทําใจใหสบาย ใหพอใจในสภาพที่กําลังไดรับ หรือนึกเสียวาไขนี้ก็ดเี หมือนกันจะไดนอนเสียบาง ไมเจ็บไมปว ยไมคอยได พักผอน เวลาเจ็บปวยนี่ถือวามานอนพักผอน ถามานอนที่โรงพยาบาล ก็ถือวามาพักผอนที่โรงพยาบาล แลว ขณะที่พกั ผอนที่โรงพยาบาลก็ดูเพื่อนใกลเคียง วาเขาเปนอยางไร คนเหลานั้นก็ปว ยเหมือนกับเราเหมือนกัน ไมใชปวยแตเราคนเดียว คนบางคนพอมีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเปนโรคภัยไขเจ็บก็นกึ เอาวา แหม! เรานี่มันอาภัพอับโชคเสียเหลือเกิน ปวย อยางนี้หนักทีส่ ุด เจ็บที่สุดในโลก นึกใหมนั หนักเกินไป ความจริงไมไดหนักอะไรดอก เรามานึกเอาเอง เมื่อ หลายปมาแลวไปที่โรงพยาบาลศิริราช ไปเยี่ยมคนๆ หนึ่งแกเปนเจาหนาที่รถไฟ ซึ่งปกติก็เรียกวาเดินไปเดิน มาเรื่อย เพราะอยูแผนกเดินรถ ทีนี้เกิดอุบัตเิ หตุ ขาขาดตองตัด แลวก็ไปนอนที่โรงพยาบาล ไปนอนอยูในตึก นั้น คนไขเกี่ยวกับเรื่องกระดูกเรื่องตัดอะไรทั้งนั้น อาตมาไปถึงก็ชวนคุย คุยแลวก็ลองถามวาเปนอยางไร มา ปวยอยูโรงพยาบาลนี่จิตใจเปนอยางไร แกก็บอกวา แหม! วันแรกๆ นี่เอาการ มีความทุกข มีความไมสบายใจ เพราะวานึกถึงขาที่มันหายไป นึกวา หายไปก็เดินไมสะดวก จะทํางานทําการก็ไมสะดวก มันตองมีขาไมใสเขามา เวลาเดินเหินมันไมคลอง เที่ยว นึกไปถึงกาลขางหนา ในเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของชีวิต เลยก็นอนระทมตรมตรอมใจ แตวาวันตอๆ มาเห็น คนปวยทีเ่ ขานอนปวยบางคนปวยมา ๖ เดือนแลว บางคนปวยมาปหนึง่ แลว บางคนนอนคว่ําอยูทาเดียว ๓ เดือนนอนหงายไมได แลวก็มีตางๆ แกดูคนเหลานั้น จากเตียงนี้กับเตียงโนนเขาคุยกัน หัวเราะกัน หยอกลอ กันไป คุยกันไปสนุกสนาน แกมองๆ เขาก็ไดบทเรียน ไดบทเรียนวากูนี่มันโง มานอนเปนทุกขอยูคนเดียว คนอื่นที่หนักกวาเราเขาไมทุกข เขายิ้มหัวสบายใจ เลยก็ เปลี่ยนจิตใจได พอใจในการที่ตนไมมีขาขางหนึ่ง แลวก็นึกวาขางหนาอยางไรก็ชางมันเถอะ เราทําใจให สบายดีกวา เลยคุยกับคนไขใกลเคียง หัวเราะหัวไหราเริงกันไปตามเรื่อง นี้เขาเรียกวา รูจ ักหมุนจิตใจใหเขา กับเหตุการณ คนเราที่เปนทุกขนี่เพราะวาไมรูจักเปลี่ยนใจ ใหเหมาะแกเหตุการณ แดดออกจาอยูเราพอใจในแสงแดด พอ ฝนตกลงมากลับไมพอใจฝน นี่หมุนจิตใจ ถาเราหมุนจิตใจ พอฝนตกก็เออ! ดีเหมือนกันมันรอนมาหลายวัน แลว เย็นเสียหนอยก็ดีแลว เราก็ไมเปนทุกขเพราะเรื่องฝน เจ็บไขไดปว ยก็เหมือนกัน ถาเราไมเจ็บไมปวย เรา


ก็ไปไหนมาไหนได พอไปนอนที่โรงพยาบาลก็นึกวา เออ ดีเหมือนกัน ไมไดมาเห็นคนเจ็บคนปวย ไมไดมี โอกาสเอาธรรมะมาพิจารณา อันนี้ไมตองไปทํางาน อารมณเยอะแยะ ที่จะเปนบทเรียนสอนจิตสะกิดใจ ดูสิ่งเหลานั้นมองสิ่งเหลานั้น ในแงของธรรมะ แลวก็สอนตัว จิตใจก็สบายขึ้น ไมมีความทุกขความ เดือดรอน คนปวยทีใ่ จสบายนั้นมันหายไวแตคนปวยที่ใจเปนทุกขนี่หายชา เพราะฉะนั้น เราอยากจะหายชา หรือวาหายไว ใครๆ ก็อยากจะหายไวๆ เมื่ออยากจะหายไวๆ ก็อยาทําใจใหเปนทุกข แตจงทําใจใหสบายมอง ในแงดีเสีย ความทุกขอันเกิดขึ้นจากความเจ็บปวยนั้นก็จะหายไป นี้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ทานบอกวา การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเปนทุกข อันนีม้ าก การพลัดพรากจากสิ่งทีร่ ักเปน ทุกขนี่มาก คนเมื่อกอนนี้ไมมี แตตอมามันมีอะไรขึ้นมา พอมีอะไรขึ้นมาเทานั้นแหละ ใจมันเปนอยางไร ความยึดถือในสิ่งนั้นก็เกิดขึน้ ยึดถือวาสิ่งนี้ของขา ของฉัน ของเราขึ้นมาทีเดียว ความยึดถือในใจนั้นแหละ ที่ มันเปนมูลฐานที่จะทําใหเกิดทุกข เพราะความพลัดพราก เชนวาเราอยูในครอบครัวสามีภรรยาอยูด ว ยกันมา อยูกันมาตั้งแตหนมสาว แลวก็จนแกเฒา ก็ตายไปคนหนึง่ ภรรยาตายกอนบาง สามีตายกอนบาง ใครคนหนึ่ง ตายไป คนที่อยูขางหลังก็เปนทุกขทุกขเพราะอะไร เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักเราชอบใจ เราเคยอยูก ันมา บางทีก็บนพิรี้พิไร แลวคิดในเรื่องที่ไมเปนเรื่อง แลวเวลานั่งก็เปนทุกข นอนก็เปนทุกข ยืน เดิน กิน อยูเปนทุกขทั้งนั้น ความทุกขอยางนี้เกิดจากพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มารดาที่มีลูกนอยที่ นารัก นาเอ็นดู เลี้ยงดูมา เกิดมาใหมๆ ยังไมไดเลี้ยง ตายก็ไมคอยเปนทุกขเทาไร แตถาเลี้ยงมาพอนัง่ ไดนอน ได ยิ้มหัวเราะไดพูดจาไดคําสองคํา พอเห็นแมรองวา มะ มะ ขึ้นมาแลวก็แหม! นารักนาเอ็นดู พอเด็กนั้นมา ตายลงไป แมนี้ไมเปนตัวเอง รองไหรองหมเปนทุกขเสียเหลือเกิน เพราะลูกชายจากไป อยางนี้เปนทุกขมาก มีมารดาคนหนึ่งเมื่อ ๒ ปกอ น ลูก ๒ คนไปโรงเรียนไปรับเองกลัวลูกจะเปนอันตราย ถนนเพชรบุรีตัดใหม นั่นแหละ ไปรับลูก ลูกเดินไปขางหนาแม รถยนตคันหนึง่ มันเปนรถชนิดที่เรียกวารถมฤตยู ขับมาเฉี่ยวเอา ลูก ๒ คนตายไปตอหนาตอตา แมไมตายเฉี่ยวเอาลูก ๒ คนตาย บอกวามันติดตามาตลอดเวลา เปนทุกข ตลอดเวลา พูดอะไรใหฟงแกก็บอกวา มันเสียใจ ถามวาเสียใจเรื่องอะไรเสียใจวามันตายไปตอหนาตอตา เรา อยูกับเขาแทๆ ยังปองกันเขาไมได แลวใครมันจะปองกันใครได พระพุทธเจาทานบอกวา สัตวโลกนี้ไมมีผปู องกัน ไมมีผตู านทาน ใครจะมาปองกันใครไมใหแกก็ไมได ปองกันใครไมใหเจ็บก็ไมได ปองกันไม ใหตายก็ไมได แตไมคิดในความจริงขอนั้น นึกถึงภาพวาลูกตายไป ตอหนา เสียใจวาอยูเฉพาะหนายังชวยไมได แลวความจริงนั้นใครจะชวยใครได คนที่ตายๆ ตายเฉพาะหนา ทั้งนั้น คนเจ็บลูกหลานมานัง่ ดูอยู บอกวาดูใจ จะไดเห็นใจ ความจริงก็ไดเห็นอะไร คนที่นั่งอยูนนั้ เห็นอะไร มั่ง เปลานั่งดูเฉยๆ เทานั้นเอง คนตายปกติไมทุรนทุราย นอนหลับตาหายใจเบาลงๆ ก็ดับวูบไป จะเห็นใจได อยางไร ไมไดเห็นใจแตวาเห็นรางกายของผูตายเทานั้น แตเราพูดกันอยางนั้นอยู เพื่อไดเห็นใจกัน ความจริง ไมเห็น


แลวคนตายก็พูดไมได พูดไมออก เราพูดพร่ําก็ไมไดยิน เพราะเวลาใกลตายนั้นหูอื้อตาลายมองอะไรไมเห็น ฟงอะไรก็ไมรู แตลูกหลานก็อุตสาหเขาไปเปาขางหูมั่ง อะไรมั่ง อยากจะแนะนําวา อยาไปยุงอยางนั้น คนจะ ตายนี่อยาไปยุง นั่งดูเฉยๆ อยารบกวน บีบตรงนั้น นวดตรงนี้ ทางที่ดีทสี่ ุดเวลาเราไปเฝาคนไขหนัก อยาไป ยุง ใหหมอทําเรื่องของหมอไป หมอเขาใหหยูกใหยาไปตามเรื่อง แตคนถึงขั้นโคมา เจ็บหนักใกลจะหมดลม หายใจ เรานั่งเฉยๆ อยาไปรองไหรองหม แสดงอาการใหมันวุน วาย นัง่ เฉยๆ เงียบๆ ใหนกึ ถึงวา เออ มนุษย เราเกิดมาก็เทานี้แหละ จะตายอยูแลว อะไรๆ ก็เอาไปไมได นึกไปในรูปอยางนั้นดีกวา อยาไปรบกวนคน ปวยใหวุนวาย บางคนไปกอดอกซบหัววุนวายไปหมด อยาไปทําอยางนั้น ใหนั่งเฉยๆ ดูทานไป เวลาทานหมดลมทานก็วูบ ไป ตาหลับ บางทีก็ไมหลับ แตวาลมหายใจไมมี เงียบไปเอง แลวก็รวู าหมดลมหายใจอันนี้จะดีกวา อยาไป เที่ยววุนวายกับทาน คนแกบางคนสั่งเลย บอกวาเวลากูเจ็บหนักใกลจะตาย อยามายุง นัก นัง่ ดูเฉยๆ กูจะทําจิต ทําใจอะไรของกูเอง กูฟงเทศนฟงธรรมมาเยอะแลว ไมตอ งมาสอนกูตอนนั้นดอก เพราะทานเคยเห็นวาลูกหลานนี่มันวุนวายตอนนั้น แลวคนปวยนั้นถึงไมถึงขั้นโคมาก็อยาไปยุง อยาไปถาม รบกวน แลวคนแกก็เหมือนกัน เรื่องอะไรๆ จัดเสียกอนที่มันจะเจ็บจะไข รูวารางกายของเรานี้ มันทรุดโทรม เต็มทีแลว มีอะไรก็จดั เสียใหเรียบรอย เขียนพินยั กรรมเสีย เขียนเองก็ไดพินยั กรรม ไมตองใหใครเขียนให บอกความจํานงไว ตรงนั้นใหคนนั้น ตรงนี้ใหคนนี้ กอนที่จะหมดลมหายใจ จัดการเสียใหเรียบรอย ไมตอง ใหลูกหลานตองทะเลาะเบาะแวงกันในภายหลัง ถาอยางนี้มันก็ไมวุนวาย เราทําถูกตามหนาที่ ความเจ็บไข ไดปวยที่เกิดขึน้ ก็จะไมเปนเหตุใหเราเปนทุกขมากเกินไป เพราะปญหาอยางนี้ อันนี้เปนเรื่องของความทุกข เพราะความพลัดพรากจากของรักของชอบ ถาเราเตรียมตัวไวกอน พิจารณาไวกอน ทานสอนใหพจิ ารณาอยางไร คือใหพิจารณาวา เราตองพลัดพรากจากของรักของชอบใจเปนธรรมดา เรามี อะไรอยูกใ็ ชไปเถอะ แตบอกตัวเองวา ใชไมเทาใดดอกมันจะจากเราไป ไมเทาใดดอก เราจะตองจากมันไป ไมมีอะไรจะอยูกับเราตลอดไป บอกไวอยางนั้นเตรียมเนือ้ เตรียมตัว บอกตัวเองไวลวงหนา พอมีเหตุการณ พลัดพรากเกิดขึ้น เราก็รองออ ! ได เออ? กูวาไวนานแลว วามันจะเปนอยางนั้น เราก็ไมตองเปนทุกขมาก เกินไป คนเราเวลาเกิดไมไดเอาอะไรมา เวลาไปก็ไมไดเอาอะไรไป สิ่งทั้งหลายที่เราไดใชไดกินอยูใ นชีวิตประจําวัน นี้ ถือวาเปนของยืมมาทั้งนัน้ ยืมมาชัว่ คราว ยืมแลวตองสงคืนเอาไปไมได พอเราจะไปก็สงคืนเขา ทรัพย สมบัติก็สงคืนธรรมชาติ รางกายก็สงคืนธรรมชาติ ไมมีอะไรที่เรียกวาเปนเนื้อแท เรานึกอยางนั้น ใจก็ไมยึด มากเกินไป มีทรัพยสมบัติกใ็ ชไปตามหนาที่ บํารุงศาสนา บํารุงสาธารณกุศล อะไรพอจะชวยไดก็ชว ยไป ตามเรื่อง ใชสมบัติใหเปนประโยชนแกตวั แกทานตามสมควรแกฐานะ พอถึงบทที่เราจะจากไป เราก็อยาไป อาลัยอาวรณ วาเออ เสียดายสิ่งนั้น เสียดายสิ่งนี้ ไมเขาเรื่องเปนทุกขเปลาๆ


ความพลัดพรากจากของชอบใจเปนทุกข เพราะวาเราไมไดพิจารณา แตถาเราไดพิจารณาแกไขไว ความทุกข ในเรื่องนั้นก็จะไมเกิดมีขึ้น อันนี้เปนการปฏิบัติชอบอันหนึ่ง พูดมาวันนี้ก็สมควรแกเวลา จึงขอจบไวแตเพียงเทานี้.

แหล่งเกิดความทุกข์  

แหล่งเกิดความทุกข์

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you