Page 1

1

เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ครอบคลุมและเกี่ยวข้องกับการผลิต บันทึก จัดเก็บ ประมวลผล รับ และส่ งข้อมูลในทุกรู ปแบบ ไม่วา่ จะเป็ นข้อความ ตัวเลข เสี ยง ภาพ โดยใช้เครื่ องมือและอุปกรณ์ ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ที่อยูใ่ นระบบเครื อข่าย อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคม เป็ นต้น รวมทั้ง ระบบที่ควบคุมการทำางานของเครื่ องมือและอุปกรณ์เหล่านั้น เพื่อจะนาสารสนเทศที่ได้ไปใช้ ประโยชน์ต่อไป

ความเป็ นมาของเทคโนโลยีสารสนเทศ ประเทศไทยได้เริ่ มใช้ระบบคอมพิวเตอร์มาเป็ นเวลานานกว่า 30 ปี แล้ว เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2506 เครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องแรกเป็ นเครื่ อง IBM 1401 ติดตั้งที่สาำ นักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อจัดทำาสถิติและสำามะโนประชากร ต่อมา พ.ศ.2527 รัฐบาลได้แต่งตั้ง "คณะกรรมการ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ" เพื่อทำาหน้าที่ในการพิจารณาอนุมตั ิการจัดหาคอมพิวเตอร์ของส่ วน ราชการ พ.ศ.2534 รัฐบาลได้ยบุ คณะกรรมการคอมพิวเตอร์แห่งชาติเพื่อให้หน่วยราชการต่างๆ มีความคล่องตัวในการจัดหาคอมพิวเตอร์ เพราะคอมพิวเตอร์มีราคาถูกลงและนิยมใช้แพร่ หลาย ขึ้น พ.ศ. 2535 มีการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ซึ่งเป็ นหน่วย งานในสังกัดสำานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาตกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่ งแวดล้อม มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่ งเสริ มการพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศแห่งชาติ จากนั้นคณะกรรมการส่งเสริ มการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ได้ แต่งตั้งอนุกรรมการด้านต่างๆ 7 ด้าน ได้แก่การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ การค้า ระหว่างประเทศ การวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ การวางแผนพัฒนาบุคลากรด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ การส่ งเสริ มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในหน่วยงานของรัฐ การ พัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ งเสริ มการค้นคว้าวิจยั ด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ


2

พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำาให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ ่ งอำานวยความ สะดวกสบายต่อการดำารงชีวิตเป็ นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริ มปัจจัยพื้นฐานการดำารงชีวิต ได้เป็ นอย่างดี เทคโนโลยีทาำ ให้การสร้างที่พกั อาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสิ นค้าและ ให้บริ การต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้ น เทคโนโลยีทาำ ให้ระบบการ ผลิตสามารถผลิตสิ นค้าได้เป็ นจำานวนมากมีราคาถูกลง สิ นค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทาำ ให้มีการ ติดต่อ สื่ อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำาให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟัง ข่าวสารกันได้บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็ วขึ้ นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้าน คอมพิวเตอร์และส่ วนประกอบ จะเห็นได้วา่ ในช่วงสี่ หา้ ปี ที่ผา่ นมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมี คอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยูต่ ลอดเวลา

ลักษณะสำ าคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยพื้นฐานของเทคโนโลยียอ่ มมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เจริ ญก้าวหน้าได้ แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเรื่ องที่เกี่ยวข้องกับวิถีความเป็ นอยูข่ องสังคมสมัยใหม่อยูม่ าก ลักษณะเด่นที่สาำ คัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยภาพรวมแล้ว เราสามารถจำาแนกคุณลักษณะ การนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการศึกษาในมิติที่สาำ คัญ ๆ ดังนี้ ำ - เทคโนโลยีสารสนเทศลดความเหลื่ อมล้าของโอกาสทางการศึ กษา ซึ่ งเป็ นเงื่ อนไข สำาคัญในการตอบสนองนโยบายการศึกษาที่เป็ น “การศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน” (Education for All) อันจะเป็ นการสร้างความเท่าเทียมทางสังคม(Social Equity) โดยเฉพาะอย่างยิง่ ความเท่า เทียมทางด้านการศึกษา ตัวอย่างที่สาำ คัญ คือ ผลของการติดตั้งจานดาวเทียมที่มีต่อโรงเรี ยน ห่ างไกลในชนบทที่ดอ้ ยโอกาสให้มี “โอกาส” เท่าเทียมกับโรงเรี ยนในท้องถิ่นที่เจริ ญกว่าอย่าง น้อยในรู ปแบบที่เป็ นไปได้ในเชิงกายภาพ รวมทั้งผลของการที่นกั เรี ยนในชนบทมีโอกาสเข้าถึง แหล่งข้อมูลของโลก หรื ออีกนัยหนึ่ ง “ห้องสมุดโลก” ผ่านทางเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตหรื อการที่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเครื่ องมื อที่ ช่วยให้ค นพิ การสามารถมี โอกาสรั บการศึ กษาในสิ ่ ง


3

แวดล้อมของคนปกติ และยังเปิ ดโอกาสให้คนพิการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการเรี ยนรู้ และเพื่อการประกอบอาชีพอีกด้วย เป็ นต้น - เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็ นเครื่ องมือในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาได้ในรู ปแบบ ต่าง ๆ เช่น การที่นกั เรี ยนได้ชา้ สามารถใช้เวลาเพิ่มเติมกับบทเรี ยนด้วยสื่ อซีดี-รอม เพื่อตามให้ ทันเพื่อนนักเรี ยน ในขณะที่นกั เรี ยนที่รับข้อมูลได้ปกติสามารถเพิ่มศักยภาพในการ “เรี ยนรู้ดว้ ย ตนเอง” (independent learning) ได้มากขึ้นจากความหลากหลายของเนื้ อหาในสื่ อ อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ผลจากเทคโนโลยีสานสนเทศยังก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษา ใหม่ ๆ เช่น วิธีการ“Constructionism” ของศาสตราจารย์ Seymour Papert ที่ใช้หลักการที่ ว่าการเรี ยนรู้เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิง่ เมื่อเด็กๆ มีความใส่ ใจ (engagement) กับการสร้างสิ่ งที่ มีความหมาย อันเป็ นที่มาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ LEGO Logo ซึ่งผสมผสานความน่าสนใจ ในของเด็กเล่นกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่งเสริ มให้เด็กสร้าง (build) และควบคุม (control) สิ่ ง ก่อสร้างนั้นซึ่งเป็ นผลให้เกิด “ความรู้” ในตัวของเด็กได้ท้ งั นี้โดยการจัดสิ่ งแวดล้อมที่ดีที่คาำ นึง ถึงโอกาสของเด็กในการเลือก (choice) ความหลากหลาย (diversity) และความเป็ นมิตร (congen iality) นอกจากนี้ ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ท้ งั ในระดับท้องถิ่นหรื อระดับโลกอย่างระบบ World Wide Web ในอินเทอร์เน็ตยังเปิ ดโอกาสในนักเรี ยน นักศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพของการ เรี ยนรู้จากฐานข้อมูลที่หลากหลายและกว้างขวางที่ระบบฐานข้อมูลหรื อห้องสมุดเดิมไม่สามารถ รองรับได้ อีกประการหนึ่ งวิวฒั นาการของเทคโนโลยีสารสนเทศยังทำาให้สื่อทางเสี ยง (audio) สื่ อข้ อ ความ(text) สื่ อทางภาพ (graphic and video) สามารถผนวกเข้ า หากั น และนำา มา เสนอ (presentation) ได้อย่างมีความน่าสนใจและไม่น่าเบื่อ ไม่วา่ จะดึงข้อมูลจากสื่ อที่เก็บข้อมูล เช่นฮาร์ ดดิสก์ ซี ดี-รอม หรื อจากเครื อข่ายซึ่ งปั จจุบนั มีเทคโนโลยีดิจิทลั และการบีบอัดสัญญาณ ที่กา้ วหน้าจนทำาให้กระทำาได้อย่างรวดเร็ วและสมบูรณ์ข้ึ นตลอดเวลา ในขณะเดียวกันข้อมูลที่มี ประโยชน์ยงั สามารถเก็บบันทึกและเรี ยกใช้ร่วมกันได้จาก “คลังดิจิทลั ” (Digital Archive) ใน รู ป แบบต่ า งๆนอกจากนี้ เทคโนโลยี ค อมพิ ว เตอร์ ป ระเภท “ความจริ งเสมื อ น” (Virtual Reality) ยังสามารถประยุกต์ใช้เป็ นประโยชน์ทางการศึกษาและฝึ กอบรมได้เป็ นอย่างดี อาทิเช่น การฝึ กสอนภาคปฏิ บ ัติ ท างการแพทย์แ ก่ นั ก ศึ ก ษาแพทย์ หรื อการฝึ กนั ก บิ น ในสภาพ จำาลอง (Flight Simulation) เป็ นต้น


4

- เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการจัดการและบริ หารการศึกษาได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ หากใช้อย่างถูกต้องเป็ นระบบและมี ความต่ อเนื่ อง ไม่ ว่าจะเป็ นการจัดทำา ระบบ MIS , EIS , Decision Support System (DSS) เข้ามาช่วยจัดระบบฐานข้อมูลการศึกษา หรื อการจัดให้มีเครื อ ข่ายบริ หาร on-line ที่ทาำ ให้ระบบการปรับปรุ ง (update) ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิ กส์ที่นอกจากจะ ช่ วยลดงานกระดาษแล้ว ยังทำา ให้สามารถวิเคราะห์ขอ้ มูลเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและ จัดการทางการศึกษาอีกด้วย นอกจากนี้ ยงั สามารถใช้เทคโนโลยีประเภทอื่นๆ เช่น อินเทอร์ เน็ต เพื่อประโยชน์ในงานด้านประชาสัมพันธ์ของสถาบันการศึกษาการสื่ อสารระหว่างผูบ้ ริ หารและ บุคลากรในส่ วนต่างๆ ขององค์กรและภายนอกองค์กร อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากการฝึ กอบรมโดยใช้ Audio tapes , คอมพิวเตอร์ เป็ นหลัก (Computer-based training : CBT) , วีดิทศั น์ปฏิสมั พันธ์ , Teleconference , Multimedia , CD-ROM มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็ นที่น่าสังเกตว่าการฝึ กอบรมครู และให้มีทกั ษะในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศนั้น อาจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศรวมทั้งการฝึ กอบรมทาง ไกล (Tele-training) ประกอบกับการฝึ กอบรมในรู ปแบบปกติได้

แนวคิดการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ พัฒนาการศึกษา ถ้าย้อนกลับมาดูพฒั นาการทางการศึกษาของประเทศไทยจะเห็นได้วา่ อาศัยความ ก้าวหน้า ทางด้านการสื่ อสารเป็ นส่ วนประกอบสำาคัญในการพัฒนาการศึกษาทั้งในระบบและ นอกระบบ โรงเรี ยนมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทางไกล ตัวอย่าง ที่ มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราชได้ใช้ระบบนี้ ในการจัดการศึกษา ซึ่งพบว่าการจัดการศึกษา เกี่ยว ข้องกับการพัฒนาทางด้านการสื่ อสารทั้งสิ้ น กล่าวคือ สมัยแรกที่กิจการไปรษณี ยเ์ ป็ นที่ นิยมใช้กนั อย่างกว้างขวาง การสอนทางไกลก็จะไปเกี่ยวกับการบริ การทางไปรษณี ยค์ ือการเอา สิ่ งพิมพ์ในรู ปของตารา ส่ งไปทางไปรษณี ยเ์ พื่อให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนที่บา้ น ต่อมาเมื่อวิทยุเข้ามามีบทบาทในการ สื่ อสาร มหาวิทยาลัยทางวิทยุกเ็ กิดขึ้น และใช้สื่อวิทยุซ่ ึงเป็ นสื่ อเสี ยงในการสอน และก็อาจมีสื่อสิ่ งพิมพ์ ประกอบด้วย และเมื่อโทรทัศน์เข้ามามีบทบาทในการสื่ อสารมวลชน ก็เกิดมีมหาวิทยาลัยที่สอน โดยใช้โทรทัศน์ร่วมกับเอกสาร สิ่ งพิมพ์ มาถึงยุคปัจจุบนั มีการพัฒนา การด้านการสื่ อสาร


5

หลายๆ อย่างโดยมีความคิดว่าจะไม่ข้ึนอยูก่ บั สื่ อสารใด สื่ อสารหนึ่งเท่านั้น เพราะจะทำาให้ใช้ ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ ต้องใช้การสื่ อสารหลายๆ รู ปแบบที่เรี ยกว่า "การใช้สื่อสารแบบประสม"

บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่ อการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศมี แหล่งกำาเนิดมาจากเทคโนโลยีที่ทาำ หน้าที่ผลิต ประมวล และ แพร่ กระจายสารสนเทศ ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเป็ นเครื่ องมือในการดำาเนินงาน สารสนเทศให้เป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิภาพในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การประมวล ผล การค้นคิด และการส่ งสารสนเทศ ซึ่งจะทำาให้สารสนเทศถึงมือผูใ้ ช้ตามที่ตอ้ งการ

การประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบนั ได้มีการนำามาใช้ในหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งในด้านการศึกษา ด้านธุรกิจอุตสาหกรรม ด้านการแพทย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่ออำานวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การทำางาน การศึกษาหาความรู้ ทำาให้คุณภาพ ชีวิตของคนในสังคมปัจจุบนั ดีข้ึน นอกจากนี้ หน่วยงานราชการต่างๆ ก็นาำ เทคโนโลยีสารสนเทศ และ ระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาอำานวยความสะดวกให้กบั ประชาชน ในการติดต่อประสานงาน กับทางราชการ และในธุรกิจเอกชนทางด้านการโรงแรม และการท่องเที่ยว ก็ให้บริ การข้อมูล ข่าวสาร และบริ การลูกค้าผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ทำาได้อย่างสะดวกรวดเร็ วทันเหตุการณ์

การประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การศึกษา ปัจจุบนั ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ได้มีการนำาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ ในวงการศึกษาเพิ่มมากขึ้น อันเนื่ องมาจากการแพร่ กระจายอย่างรวดเร็ วของอุปกรณ์และระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศประเภทต่างๆ อาทิเช่น ดาวเทียมสื่ อสาร ใยแก้วนำาแสง คอมพิวเตอร์ ซี ดี รอม มัลติมีเดีย อินเทอร์ เน็ต ทั้งนี้ ก่อให้เกิดระบบเช่ น Computer-Aided-Instruction (CAI)และ Computer-Aided-Learning (CAL) ทั้งในระดับท้องถิ่นและทางไกล โดยภาพรวมแล้วเราสามารถจำาแนกคุณลักษณะการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการศึกษา ในมิติที่สาำ คัญ ๆ ดังนี้


6

ำ - เทคโนโลยีสารสนเทศลดความเหลื่อมล้าของโอกาสทางการศึ กษา ซึ่ งเป็ นเงื่ อนไขสำา คัญใน การตอบสนองนโยบายการศึกษาที่เป็ น “การศึกษาเพื่อประชาชนทุกคน” (Education for All) อันจะเป็ นการสร้างความเท่าเทียมทางสังคม (Social Equity) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเท่าเทียม ทางด้านการศึกษา ตัวอย่างที่สาำ คัญ คือ ผลของการติดตั้งจานดาวเทียมที่มีต่อโรงเรี ยนห่ างไกล ในชนบทที่ดอ้ ยโอกาสให้มี “โอกาส” เท่าเทียมกับโรงเรี ยนในท้องถิ ่นที่เจริ ญกว่าอย่างน้อยใน รู ปแบบที่เป็ นไปได้ในเชิงกายภาพ รวมทั้งผลของการที่นกั เรี ยนในชนบทมีโอกาสเข้าถึงแหล่ง ข้อมู ล ของโลก หรื อ อี ก นัย หนึ่ ง “ห้องสมุ ด โลก” ผ่า นทางเครื อ ข่ า ยอิ น เทอร์ เ น็ ต หรื อ การที่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเครื่ องมื อที่ ช่วยให้ค นพิ การสามารถมี โอกาสรั บการศึ กษาในสิ ่ ง แวดล้อมของคนปกติ และยังเปิ ดโอกาสให้คนพิการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการเรี ยนรู้ และเพื่อการประกอบอาชีพอีกด้วย เป็ นต้น - เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็ นเครื่ องมือในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาได้ในรู ปแบบต่าง ๆ เช่น การที่นกั เรี ยนได้ชา้ สามารถใช้เวลาเพิ่มเติมกับบทเรี ยนด้วยสื่ อซีดี-รอม เพื่อตามให้ทนั เพื่อน นักเรี ยน ในขณะที่นกั เรี ยนที่รับข้อมูลได้ปกติสามารถเพิ ่มศักยภาพในการ “เรี ยนรู้ดว้ ยตนเอง” (independent learning) ได้ม ากขึ้ นจากความหลากหลายของเนื้ อ หาในสื่ อ อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ นอกจากนี้ ผลจากเทคโนโลยีสานสนเทศยังก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ ๆ เช่น วิธีการ “Constructionism” ของศาสตราจารย์ Seymour Papert ที่ ใช้หลักการที่ ว่าการเรี ยนรู้ เกิ ดขึ้ นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กๆ มีความใส่ ใจ (engagement) กับการสร้างสิ่ งที่มีความหมาย อันเป็ น ที่มาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ LEGO Logo ซึ่ งผสมผสานความน่ าสนใจ ในของเด็กเล่นกับ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่ งเสริ มให้เด็กสร้าง (build) และควบคุม (control) สิ่ งก่อสร้างนั้นซึ่งเป็ น ผลให้เกิด “ความรู้” ในตัวของเด็กได้ท้ งั นี้โดยการจัดสิ่ งแวดล้อมที่ดีที่คาำ นึงถึงโอกาสของเด็กใน การเลื อก (choice) ความหลากหลาย (diversity) และความเป็ นมิ ตร (congeniality) นอกจากนี้ ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิ กส์ท้ งั ในระดับท้องถิ่นหรื อระดับโลกอย่างระบบ World Wide Web ใน อินเทอร์เน็ตยังเปิ ดโอกาสในนักเรี ยน นักศึกษาสามารถพัฒนาคุ ณภาพของการเรี ยนรู้ จากฐานข้อมูลที่ หลากหลายและกว้างขวางที่ ระบบฐานข้อมูลหรื อห้องสมุดเดิมไม่สามารถรองรับได้ อี ก ประการหนึ่ ง วิ ว ัฒ นาการของเทคโนโลยี ส ารสนเทศยัง ทำา ให้สื่ อ ทางเสี ย ง (audio) สื่ อ ข้อ ความ(text) สื่ อ ทางภาพ (graphic and video) สามารถผนวกเข้า หากัน และนำา มาเสนอ (presentation) ได้อย่างมีความน่าสนใจและไม่น่าเบื่อ ไม่ว่าจะดึงข้อมูลจากสื่ อที่เก็บข้อมูล เช่น


7

ฮาร์ ดดิ สก์ ซี ดี-รอม หรื อจากเครื อข่ายซึ่ งปั จจุบนั มีเทคโนโลยีดิจิทลั และการบีบอัดสัญญาณที่ ก้าวหน้าจนทำาให้กระทำาได้อย่างรวดเร็ วและสมบูรณ์ข้ึ นตลอดเวลา ในขณะเดียวกันข้อมูลที่มี ประโยชน์ยงั สามารถเก็บบันทึกและเรี ยกใช้ร่วมกันได้จาก “คลังดิจิทลั ” (Digital Archive) ในรู ป แบบต่างๆ นอกจากนี้ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ประเภท “ความจริ งเสมือน” (Virtual Reality) ยัง สามารถประยุกต์ใช้เ ป็ นประโยชน์ ทางการศึ ก ษาและฝึ กอบรมได้เ ป็ นอย่า งดี อาทิ เ ช่ น การ ฝึ กสอนภาคปฏิบตั ิทางการแพทย์แก่นกั ศึกษาแพทย์ หรื อการฝึ กนักบินในสภาพจำาลอง (Flight Simulation) เป็ นต้น - เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการจัดการและบริ หารการศึกษาได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ หากใช้ อย่างถูกต้องเป็ นระบบและมีความต่อเนื่ อง ไม่ว่าจะเป็ นการจัดทำา ระบบ MIS , EIS , Decision Support System (DSS) เข้ามาช่วยจัดระบบฐานข้อมูลการศึกษา หรื อการจัดให้มีเครื อข่ายบริ หาร on-line ที่ทาำ ให้ระบบการปรับปรุ ง (update) ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิ กส์ที่นอกจากจะช่ วยลดงาน กระดาษแล้ว ยังทำาให้สามารถวิเคราะห์ขอ้ มูลเพื่อประโยชน์ในการวางแผนและจัดการทางการ ศึกษาอีกด้วย นอกจากนี้ ยงั สามารถใช้เทคโนโลยีประเภทอื่นๆ เช่น อินเทอร์ เน็ต เพื่อประโยชน์ ในงานด้านประชาสัมพันธ์ของสถาบันการศึกษาการสื่ อสารระหว่างผูบ้ ริ หารและบุคลากรใน ส่ วนต่างๆ ขององค์กรและภายนอกองค์กร - นอกจากการใช้เพื่อการศึกษาแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศ ยังมี บทบาทสำา คัญในกิ จกรรมฝึ ก อบรมอี ก ด้ว ย ทั้ง ในและนอกระบบ ในปี ค.ศ.1994 บริ ษ ทั ที่ มี ค นงานมากกว่ า 100 คน ใน สหรัฐอเมริ กาลงทุนกว่า 50 ล้านเหรี ยญในการฝึ กอบรม (industrial training) ในจำานวนนี้ เป็ นค่า ใช้จ่ายอุปกรณ์ วิทยากร และการซื้ อจากผูใ้ ห้บริ การฝึ กอบรม บริ ษทั ส่ วนใหญ่ใช้เทปวีดิทศั น์ การบรรยายโดยวิทยากร และการฝึ กอบรมในสถานที่ทาำ งาน (on-the-job training) อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากการฝึ กอบรมโดยใช้ Audio tapes , คอมพิวเตอร์ เป็ นหลัก (Computer-based training : CBT) , วี ดิ ท ัศ น์ ป ฏิ สั ม พัน ธ์ , Teleconference , Multimedia , CDROM มี แ นวโน้ม ที่ จ ะเพิ่ ม ขึ้ น เป็ นที่ น่ า สั ง เกตว่ า การฝึ กอบรมครู แ ละให้ มี ท ัก ษะในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศนั้น อาจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศรวมทั้งการฝึ กอบรมทาง ไกล (Tele-training) ประกอบกับการฝึ กอบรมในรู ปแบบปกติได้

เป้ าหมายของเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 1. การขยายพิสัยของทรัพยากรของการเรียนรู้ กล่าวคือ แหล่งทรัพยากรการเรี ยนรู้ มิได้หมายถึง


8

แต่เพียงตำารา ครู และอุปกรณ์การสอน ที่โรงเรี ยนมีอยูเ่ ท่านั้น แนวคิดทางเทคโนโลยีทางการ ศึกษา ต้องการให้ผเู ้ รี ยนมีโอกาสเรี ยนจากแหล่งความรู้ที่กว้างขวางออกไปอีก แหล่งทรัพยากร การเรี ยนรู้ครอบคลุมถึงเรื่ องต่างๆ เช่น 1.1 คน ได้แก่ ครู และวิทยากรอื่น ซึ่งอยูน่ อกโรงเรี ยน เช่น เกษตรกร ตำารวจ บุรุษไปรษณี ย ์ เป็ นต้น 1.2 วัสดุและเครื่ องมือ ได้แก่ โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ เครื่ อง วิดีโอเทป ของจริ งของจำาลองสิ่ งพิมพ์ รวมไปถึงการใช้สื่อมวลชนต่างๆ 1.3 เทคนิค-วิธีการ แต่เดิมนั้นการเรี ยนการสอนส่ วนมาก ใช้วิธีให้ครู เป็ นคนบอกเนื้ อหา แก่ผู ้ เรี ยนปัจจุบนั นั้น เปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้มากที่สุด ครู เป็ นเพียง ผู ้ วางแผนแนะแนวทางเท่านั้น 1.4 สถานที่ อันได้แก่ โรงเรี ยน ห้องปฏิบตั ิการทดลอง โรงฝึ กงาน ไร่ นา ฟาร์ม ที่ทาำ การรัฐบาล ภูเขา แม่นา้ ำ ทะเล หรื อสถานที่ใด ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีแก่ผเู ้ รี ยนได้ 2. การเน้นการเรี ยนรู้แบบเอกัตบุคคล ถึงแม้นกั เรี ยนจะล้นชั้น และกระจัดกระจาย ยากแก่การ จัดการศึกษาตามความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ นักการศึกษาและนักจิตวิทยาได้พยายามคิด หา วิธีนาำ เอาระบบการเรี ยนแบบตัวต่อตัวมาใช้ แต่แทนที่จะใช้ครู สอนนักเรี ยนทีละคน เขาก็คิด ‘แบ บเรี ยนโปรแกรม’ ซึ่งทำาหน้าที่สอน ซึ่งเหมือนกับครู มาสอน นักเรี ยนจะเรี ยนด้วยตนเอง จาก แบบเรี ยนด้วยตนเองในรู ปแบบเรี ยนเป็ นเล่ม หรื อเครื่ องสอนหรื อสื่ อประสมหลายๆ อย่าง จะ เรี ยนช้าหรื อเร็ วก็ทาำ ได้ตามความสามารถของผูเ้ รี ยนแต่ละคน 3. การใช้วิธีวิเคราะห์ระบบในการศึกษา การใช้วิธีระบบ ในการปฏิบตั ิหรื อแก้ปัญหา เป็ นวิธีการ ที่เป็ นวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อถือได้วา่ จะสามารถแก้ปัญหา หรื อช่วยให้งานบรรลุเป้ าหมายได้ เนื่องจากกระบวนการของวิธีระบบ เป็ นการวิเคราะห์องค์ประกอบของงานหรื อของระบบ อย่าง มีเหตุผล หาทางให้ส่วนต่าง ๆ ของระบบทำางาน ประสานสัมพันธ์กนั อย่างมีประสิ ทธิภาพ 4. พัฒนาเครื่ องมือ-วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา วัสดุและเครื่ องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการศึกษา หรื อ การเรี ยนการสอนปัจจุบนั จะต้องมีการพัฒนา ให้มีศกั ยภาพ หรื อขีดความสามารถในการทำางาน


9

ให้สูงยิง่ ขึ้นไปอีก

การประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเรียนการสอน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเรี ยนการสอน มีอยู่ 6 แนวทาง 1. การใช้ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เป็ นการนำาเอาคำาอธิบายบทเรี ยนมาบรรจุไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้ว นำาบทเรี ยนนั้นมาแสดงแก่ผเู ้ รี ยน เมื่อผูเ้ รี ยนอ่านคำาอธิบายนั้นแล้ว คอมพิวเตอร์กจ็ ะทดสอบ ความเข้าใจว่าถูกต้องหรื อไม่ หากไม่ถูกต้องก็ตอ้ งมีวิธีการอธิบายเนื้ อหาเพิ่มเติมให้เข้าใจมากขึ้น ำ ก ซึ่งปัจจุบนั มีการพัฒนาถึงระดับใช้สื่อประสม และใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้การ แล้วถามซ้าอี เรี ยนการสอนบรรลุผลสัมฤทธิ์มากขึ้น คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เป็ น รู ปแบบที่พฒั นาการเรี ยนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่อนสอน ในการเรี ยนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็ นการสอนที่เน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสำาคัญ ผลที่ได้ รับจากการนำาเทคโนโลยีมาใช้ในการเรี ยนการสอนในรู ปแบบการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วย สอน ลักษณะของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนมี ดังนี้ 1. เริ่ มจากสิ่ งที่รู้ไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ จัดเนื้ อหาเรี ยงไปตามลำาดับจากง่ายไปสู่ยาก 2. การเพิ่มเนื้อหาให้กบั ผูเ้ รี ยนต้องค่อยๆ เพิ่มทีละน้อยและมีสาระใหม่ไม่มากนักนักเรี ยน สามารถเรี ยนรู้ได้ดว้ ยตนเองอย่างเข้าใจ 3. แต่ละเนื้อหาต้องมีการแนะนำาความรู้ใหม่เพียงอย่างเดียวไม่ให้ที่ละมากๆ จนทำาให้ผเู ้ รี ยน สับสน 4. ในระหว่างเรี ยนต้องให้ผเู ้ รี ยนมีส่วนร่ วมกับบทเรี ยน เช่น มีคาำ ถามมีการตอบ มีทาำ แบบฝึ กหัด แบบทดสอบ ซึ่งทำาให้ผเู ้ รี ยนสนใจอยูก่ บั การเรี ยนไม่น่าเบื่อหน่าย 5. การตอบคำาถามที่ผดิ ต้องมีคาำ แนะนำาหรื อทบทวนบทเรี ยนเก่าอีกครั้งหรื อมีการเฉลย ซึ่ง เป็ นการเพิ่ม เนื้อหาไปด้วย ถ้าเป็ นคำาตอบที่ถูกผูเ้ รี ยนได้รับคำาชมเชยและได้เรี ยนบทเรี ยนต่อไป


10

ที่กา้ วหน้าขึ้น 6. ในการเสนอบทเรี ยนต้องมีการสรุ ปท้ายบทเรี ยนแต่ละบทเรี ยนช่วยให้เกิดการวัดผลได้ดว้ ย ตนเอง 7. ทุกบทเรี ยนต้องมีการกำาหนดวัตถุประสงค์ไว้ให้ชดั เจนซึ่งช่วยให้แบ่งเนื้ อหาตามลำาดับ

ประเภทของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่นาำ มาใช้ในปัจจุบนั มีอยูม่ ากมายหลายรู ปแบบ นักวิชาการและนักการ ศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้จดั แบ่งประเภทตามลักษณะการใช้ดงั นี้ 1. คอมพิวเตอร์ ใช้ เพือ่ การสอน (Tutoring) เป็ นโปรแกรมที่สร้างขึ้นในลักษณะของบทเรี ยนที่ ลอกเลียนแบบการสอนของครู กล่าวคือ มีบทนำา มีคาำ บรรยาย ซึ่งประกอบด้วยทฤษฎี กฎเกณฑ์ แนวคิดที่สอนหลังจากที่นกั เรี ยนได้ศึกษาแล้วก็มีคาำ ถามเพื่อใช้ในการตรวจสอบความเข้าใจของ นักเรี ยน มีการป้ อนกลับตลอดจนมีการเสริ มแรงและสามารถให้นกั เรี ยนย้อนกลับไปเรี ยนบท เรี ยนเดิมได้ หรื อข้ามบทเรี ยนที่ได้เรี ยนรู้แล้วได้ นอกจากนี้ ยงั สามารถบันทึกการเรี ยนของ นักเรี ยนไว้ได้ เพื่อให้ครู นาำ ข้อมูลการเรี ยนของแต่ละคนกลับไปแก้ไขนักเรี ยนบางคนได้ 2. คอมพิวเตอร์ ใช้ เพือ่ การฝึ ก (Drill and Practice) แบบฝึ กส่ วนใหญ่ใช้เพื่อเสริ มทักษะเมื่อครู


11

ได้สอนบทเรี ยนบางอย่างไปแล้ว จุดมุ่งหมายเพื่อฝึ กหัดกับคอมพิวเตอร์เพื่อวัดระดับหรื อ ให้ฝึก จนถึงระดับที่ยอมรับได้บทเรี ยนประเภทนี้ จึงประกอบด้วยคำาถามและคำาตอบ การเตรี ยมคำาถาม ต้องเตรี ยมไว้มากๆ ซึ่งผูเ้ รี ยนควรได้สุ่มขึ้ นมาฝึ กเองได้ สิ่ งสำาคัญของการฝึ กคือต้องกระตุน้ ให้ นักเรี ยนอยากทำาและตื่นเต้นกับการท าแบบฝึ กหัดนั้น ซึ่งอาจมีภาพเคลื่อนไหวคำาพูดโต้ตอบ มี การแข่งขัน เช่น จับเวลาหรื อสร้างรู ปแบบที่ทา้ ทายความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหา 3. คอมพิวเตอร์ ใช้ เพือ่ สร้ างสถานการณ์ จาำ ลอง (Simulation) โปรแกรมประเภทนี้ เป็ น โปรแกรมที่ใช้จาำ ลองสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ในชีวิตจริ งของนักเรี ยนโดยมี เหตุการณ์สมมติต่างๆ อยูใ่ นโปรแกรมและผูเ้ รี ยนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรื อจัดกระทำาได้ สามารถมีการโต้ตอบและมีวตั แปรหรื อทางเลือกหลายๆ ทาง การสร้างสถานการณ์จาำ ลองขึ้ น เพื่อให้เกิดการเรี ยนรู้เมื่อสถานการณ์จริ งไม่สามารถทำาได้ เช่น การเคลื่อนที่ของลูกปื น การเดิน ทางของแสงการหักเหของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ าหรื อการทำาปฏิกิริยาทางเคมีที่อาจเกิดการระเบิด ขึ้นหรื อการเจริ ญเติบโตนี้ ใช้เวลานานหลายวัน การใช้คอมพิวเตอร์สร้างสถานการณ์จาำ ลองจึงมี ความจำาเป็ นอย่างมาก 4. คอมพิวเตอร์ ใช้ เพือ่ เป็ นเกมในการเรียนการสอน โปรแกรมประเภทนี้ นบั เป็ นแบบพิเศษของ แบบจำาลองสถานการณ์โดยมีการแข่งขันเป็ นหลัก สามารถเล่นได้คนเดียวหรื อหลายคน ก่อให้ เกิดการแข่งขันและร่ วมมือกันก่อให้เกิดการเรี ยนรู้ได้มากโดยการเพิ่มคุณค่าทางการศึกษา จุดมุ่ง หมาย เนื้ อหาและกระบวนการที่เหมาะสม 5. คอมพิวเตอร์ ใช้ เพือ่ การทดสอบ (Testing) เป็ นโปรแกรมที่ใช้รวมแบบทดสอบไว้และสุ่ ม ข้อสอบตามจำานวนที่ตอ้ งการโดยที่ขอ้ สอบเหล่านั้น ผ่านการสร้างมาอย่างดีมีความเชื่อถือได้ใน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยนโปรแกรมมีการตรวจข้อสอบให้คะแนน วิเคราะห์และประเมิน ผลให้ผสู ้ อบได้ทราบทันที 6. คอมพิวเตอร์ ใช้ เพือ่ การไต่ ถามข้ อมูล (Inquiry) เป็ นโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาข้อเท็จ จริ งหรื อข่าวสารที่เป็ นประโยชน์ในตัว คอมพิวเตอร์แบบนี้ จะมีแหล่งเก็บข้อมูลที่เป็ นประโยชน์


12

ซึ่งสามารถแสดงได้ทนั ทีเมื่อผูเ้ รี ยนต้องการด้วยระบบง่ายๆ ที่ผเู ้ รี ยนสามารถทำาได้เพียงแต่กด หมายเลขหรื อใส่รหัส ซึ่งทำาให้คอมพิวเตอร์แสดงข้อมูลที่ตอ้ งการไต่ถามได้ตามต้องการ นอกจากนั้นยังนำาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในลักษณะอื่นๆ เช่น การนำาเสนอประกอบการ สอน การใช้เพื่อฝึ กแก้ปัญหาการสาธิต เป็ นต้น

ประโยชน์ ของการนำาเอาคอมพิวเตอร์ มาช่ วยในการสอนมีดงั นี้ 1. ทำาให้นกั เรี ยนได้มีส่วนร่ วมในกระบวนการเรี ยนการสอนมากขึ้ น 2. ทำาให้นกั เรี ยนสามารถเลือกเรี ยนได้หลายแบบตามความถนัดของแต่ละบุคคล 3. ทำาให้ไม่เปลืองสมองในการท่องจำาสิ่ งที่ไม่ควรจะต้องจำา ใช้สมองในการคิดวิเคราะห์และ ตัดสิ นใจแทน 4. ทำาให้สามารถปรับปรุ งเปลี่ยนแปลงการเรี ยนการสอนได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล 5. ทำาให้ผเู ้ รี ยนมีอิสรภาพในการเรี ยน ไม่ตอ้ งคอยครู อาจารย์ ผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยนรู้ได้ทุกเวลา ที่ตอ้ งการ 6. ทำาให้ผเู ้ รี ยนสามารถสรุ ปหลักการ เนื้ อหา สาระของบทเรี ยนแต่ละบทเรี ยนได้ ข้ อดีของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน 1. คอมพิวเตอร์จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรี ยนรู้ให้แก่ผเู ้ รี ยน เนื่องจากการเรี ยนด้วย คอมพิวเตอร์น้ นั เป็ นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และมีผลย้อนกลับมาได้เร็ วทันที โดยไม่ตอ้ งรอ ครู ผสู ้ อน 2. การใช้สี ภาพกราฟิ กที่มีการเคลื่อนไหว เสี ยงดนตรี ซึ่งเป็ นการเพิ ่มความเหมือนจริ ง และดึงดูดใจผูเ้ รี ยนให้อยากเรี ยนรู้ ทำาแบบฝึ กหัดหรื อทำากิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เป็ นต้น 3. ความสามารถของหน่วยความจำาของเครื่ องคอมพิวเตอร์ จะช่วยในการบันทึก พฤติกรรมต่าง ๆ ของผูเ้ รี ยนไว้เพื่อใช้ในการวางแผนบทเรี ยนในขั้นต่อไปได้


13

4. การเก็บข้อมูลของเครื่ องทำาให้สามารถนำาไปใช้ในลักษณะของการศึกษารายบุคคลได้ เป็ น อย่างดี โดยสามารถกำาหนดบทเรี ยนให้แก่ผเู ้ รี ยนแต่ละคน และแสดงผลความก้าวหน้าให้ เห็นได้ทนั ที 5. ลักษณะโปรแกรมบทเรี ยนที่ให้ความเป็ นส่ วนตัวแก่ผเู ้ รี ยน เป็ นการช่วยให้ผเู ้ รี ยนที่ เรี ยนช้าสามารถเรี ยนไปได้ตามความสามารถของตน โดยสะดวกอย่างช้า ๆ โดยไม่ตอ้ งอายผูอ้ ื่น และไม่ตอ้ งอายเครื่ องเมื่อตอบผิด และผูเ้ รี ยนเรี ยนที่ไหน เมื่อไหร่ กไ็ ด้ เนื่องจากปัจจุบนั เราได้ใช้ ระบบการสื่ อสารทางด้านคอมพิวเตอร์ติดต่อหรื อค้นคว้าด้วยตนเองอยูต่ ลอดเวลา 6. เป็ นการช่วยขยายขีดความสามารถของครู ในการควบคุมผูเ้ รี ยนได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสามารถบรรจุขอ้ มูลได้ง่ายและสะดวกในการนำาออกมาใช้ ข้ อจำากัดของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน 1. ใช้วิธีการเร้าความสนุกมากเกินไป ซึ่งบทเรี ยนบางบทเรี ยนที่เน้นความสนุก โดยนำา เข้าไปแทรกในบทเรี ยน บางทีอาจจะไม่มีสาระต่อการเรี ยนรู้กไ็ ด้ 2. การออกแบบโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ใช้ในการเรี ยนการสอนนั้น ยังพัฒนาไปได้ ไม่มากนัก เมื่อเทียนกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่น ๆ และยังไม่มีการนำามา ใช้อย่างแพร่ หลาย 3. เนื้อหาไม่ตรงกับสาระวิชาหรื อหลักสูตร ซึ่งอาจจะยังไม่เป็ นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่แท้จริ ง ที่จะสามารถนำามาสอนได้ 4. การที่จะให้ครู ผสู ้ อนเป็ นผูอ้ อกแบบโปรแกรมบทเรี ยนเองนั้น นับว่าเป็ นงานที่ตอ้ ง อาศัยเวลา สติปัญญา ความชำานาญและความสามารถเป็ นพิเศษ ทำาให้เป็ นการเพิ ่มภาระของครู ผู ้ สอนให้มีมากยิง่ ขึ้น 5. ผูเ้ รี ยนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิง่ ผูเ้ รี ยนที่เป็ นผูใ้ หญ่ อาจจะไม่ชอบโปรแกรมที่เรี ยน ตามขั้นตอน ทำาให้เป็ นอุปสรรคในการเรี ยนรู้ได้ 6. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจำานวนมาก ไม่มีความเป็ นธรรมชาติเหมือนอยูใ่ น ห้องเรี ยน


14

2. การศึกษาทางไกล เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการศึกษาทางไกลมีหลายแบบ ตั้งแต่ แบบง่าย ๆ เช่น การใช้วิทยุ โทรทัศน์ ออกอากาศให้ผเู ้ รี ยนศึกษาเอง ตามเวลาที่ออกอากาศ ไป จนถึงการใช้ระบบแพร่ ภาพผ่านดาวเทียม หรื อการประยุกต์ใช้ระบบประชุมทางไกล โดยให้ผู ้ สอน และผูเ้ รี ยนสามารถสื่ อสารกันได้ทนั ทีเพื่อสอบถามข้อสงสัยหรื ออธิบายคำาสอนเพิ ่มเติม 3. เครือข่ ายการศึกษา เป็ นการจัดทำาเครื อข่ายการศึกษา เพื่อให้ครู อาจารย์ และนักเรี ยน นักศึกษา มีโอกาสใช้เครื อข่ายเพื่อเสาะแสวงหาความรู้ที่มีอยูอ่ ย่างมากมายในโลก และใช้บริ การต่าง ๆ ที่ เป็ นประโยชน์ทางการศึกษา เช่น บริ การส่ งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การเผยแพร่ และค้นหา ข้อมูลในระบบเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งในปัจจุบนั มีเครื อข่ายสคูลเน็ต ที่เนคเทคได้ส่งเสริ มให้เกิดขึ้ น และมีโรงเรี ยนเข้าร่ วมโครงการนี้ ประมาณ 4.393 โรงเรี ยน และยังมีเครื อข่ายกาญจนาภิเษกที่จดั ทำาขึ้น เพื่อเป็ นการกระจายความรู้ให้กบั ประชาชนโดยไม่ตอ้ งเสี ยค่าใช้จ่ายในการเข้าใช้ สารสนเทศแต่อย่างใด 4. การใช้ งานในห้ องสมุด ในปัจจุบนั ห้องสมุดมหาวิทยาลัยของรัฐ และเอกชนเกือบทุกแห่ง ได้ นำาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดำาเนินงาน นอกจากนี้ ยงั ส่ งเสริ มให้มีการร่ วมมือใน การให้บริ การในลักษณะเครื อข่าย การนำาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในห้องสมุด ทำาให้ผู ้ ใช้ได้รับความสะดวก มากขึ้น เช่น บริ การยืมคืน การค้นหาหนังสื อ วารสารสิ่ งพิมพ์ต่าง ๆ ที่ตอ้ งการได้อย่างสะดวก และรวดเร็ ว 5. การใช้ งานในห้ องปฏิบัตกิ าร มีการนำาเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำางานในห้อง ปฏิบตั ิการ ร่ วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น การจำาลองแบบ การออกแบบวงจรไฟฟ้ า การควบคุม การ ทดลอง ซึ่งอุปกรณ์ที่ทนั สมัยในปัจจุบนั ต่างผนวกความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศ


15

เข้าไปด้วยแทบทั้งสิ้ น 6. การใช้ ในงานประจำาและงานบริการ เช่น การจัดทำาทะเบียนประวัติของนักเรี ยนนักศึกษา การ เลือกเรี ยน การลงทะเบียนเรี ยน การแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรี ยน การแนะแนวอาชีพ และศึกษา ต่อ ข้อมูลผูป้ กครองหรื อข้อมูลครู ซึ่งการมีขอ้ มูลดังกล่าว ทำาให้ครู อาจารย์สามารถติดตาม และ ดูแลนักเรี ยนได้อย่างดี รวมทั้งครู อาจารย์สามารถพัฒนาตนเองได้สูงขึ้น

การใช้ไอซีทีในการเรี ยนการสอน ในศตวรรษแห่งภูมิปัญญามีการนำาเอา ICT มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรี ยนการสอนหลายรู ป แบบ เช่นการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer Assisted Instruction) การเรี ยนในรู ปแบ บอิเลคทรอนิกส์ (e-Leaning) การเรี ยนโดยใช้การสื่ อสารทางไกล (Distance Learning) ภายใต้ ความเชื่อเกี่ยวกับศักยภาพของเทคโนโลยีในปัจจุบนั ที่จะให้ผเู ้ รี ยนเข้าถึงแหล่งการเรี ยนรู้ที่มีอยู่ มากมาย หรื อในโลกแห่งความรู้ (World Knowledge) ซึ่งผูเ้ รี ยนมีความสามารถที่จะเรี ยนเวลาใด สถานที่ใด หรื อแม้กระทัง่ จะเรี ยนรู้กบั ใครก็ได้ตามความสนใจของแต่ละคน จึงเกิดความยืดหยุน่ ในการเรี ยนรู้มากขึ้นกิดานันท์ มะลิทอง ได้กล่าวถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการเรี ยนการสอนไว้ 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. การเรี ยนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี เป็ นการเรี ยนรู้ในเรื่ องของเทคโนโลยี เช่น เรี ยนรู้ เกี่ยวกับ ระบบการทำางานของคอมพิวเตอร์ เรี ยนรู้วา่ คอมพิวเตอร์ใช้เพื่อการประมวลผล เก็บบันทึก ค้น คืนสารสนเทศได้อย่างไร เครื่ องพิมพ์เลเซอร์และเครื่ องพิมพ์แบบพ่นหมึก มีการทำางานอย่างไร เทคโนโลยีการสื่ อสารมีรูปแบบใดบ้าง ช่องทางสื่ อสารมีลกั ษณะเป็ นอย่างไรและประกอบด้วย อุปกรณ์ใดบ้าง ฯลฯ วิชาเพื่อการเรี ยนการสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีมีหลายวิชา เช่น วิชา คอมพิวเตอร์เบื้องต้น วิชาเครื อข่ายดิจิทลั หรื ออาจเรี ยนรู้จากเว็บไซต์ ที่นาำ เสนอเรื่ องต่างๆ เพื่อ การเรี ยนรู้ดว้ ยตนเองในลักษณะมัลติมีเดีย 2. การเรี ยนรู้โดยใช้เทคโนโลยี เป็ นการใช้เทคโนโลยีเป็ นเครื่ องมือเพื่อการเรี ยนรู้ เช่น การใช้ คอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผล การใช้ซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์ในการสร้างบทเรี ยนการใช้ อินเทอร์เน็ตเพื่อการค้นคว้า การใช้ WWW เป็ นสื่ อในลักษณะการสอนบนเว็บ การเรี ยนการ สอนในลักษณะอีเลิร์นนิง และการทัศนศึกษาเสมือนด้วยแหล่งเรี ยนรู้เสมือนจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็ นต้น 3. การเรี ยนรู้ไปใช้กบั เทคโนโลยี เป็ นการเรี ยนรู้เกี่ยวกับความเจริ ญก้าวหน้าของเทคโนโลยี ได้แก่ การเรี ยนรู้วา่ ขณะนี้ เทคโนโลยีมีความก้าวไกลไปในลักษณะและรู ปแบบใดบ้างทั้งทาง


16

ด้านวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการ เช่นซอฟต์แวร์โปรแกรมใหม่ ๆ เครื่ อง tablet pc ซึ่งเป็ น คอมพิวเตอร์ไร้สายที่ผใู ้ ช้สามารถเขียนลงบนจอภาพได้ กล้องดิจิทลั เพื่อถ่ายภาพและเว็บแค็ม (Webcam) เพื่อใช้ส่งภาพขณะสนทนาทางอินเตอร์เน็ต ฯลฯ เมื่อเรี ยนรู้ถึงความใหม่ทนั สมัยของ เทคโนโลยีแล้วจำานำามาประยุกต์ใช้ในวงการต่าง ๆ ได้อย่างไรบ้าง เช่น การใช้กล้องวีดิทศั น์ถ่าพ ภาพการสอนส่งไปบนอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผเู ้ รี ยนในสถาบันการศึกษาอื่นเห็นภาพและได้ยนิ เสี ยง การสอน การใช้เครื อข่ายไร้สายด้วยเทคโนโลยี WI FI ทั้งในและนอกห้องเรี ยน ตามแผนแม่บทของการศึกษาแห่งชาติ และการกำาหนดนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้ สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา โดยการใช้ไอซีทีในสถาบันการศึกษาทั้งหมดและมีให้ผเู ้ รี ยน ทุกคนมีโอกาสใช้ไอซีทีเพื่อการเรี ยนตามประสิ ทธิภาพที่พอเพียงอย่างทัว่ ถึง โดยมีวิสยั ทัศน์และ จุดมุ่งหมายสำาคัญ สรุ ปได้ดงั นี้ ผูเ้ รี ยน ผูเ้ รี ยนสามารถใช้ไอซีทีเป็ นเครื่ องมือในการเรี ยนรู้ตลอดชีวิตโดยมีจุดมุ่งหมายคือ 1. การรู้เทคโนโลยีและการรู้สารสนเทศ ในระดับพื้นฐานเพื่อสามารถเข้าถึงและสามารถใช้ไอซี ทีเพื่อการค้นคว้า รวบรวม และประมวลผลจากแหล่งต่าง ๆ และเพื่อเการสร้างองค์ความรู้ใหม่ 2. บูรณาการความรู้ดา้ นเทคโนโลยีและทักษะการจัดการสารสนเทศเพื่อพัฒนาความสามารถใน การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำางานเป็ นทีม 3. กระตุน้ ให้ผเู ้ รี ยนพัฒนาคุณค่า ทัศนคติ และจริ ยธรรมในเชิงบวกในการใช้ไอซีทีซ่ ึงจะเป็ น ประโยชน์ในการเรี ยนรู้ตลอดชีวิตและกระบวนการคิดอย่างวิเคราะห์ 4. ผูเ้ รี ยนทุกคนมีโอกาสเข้าถึง ใช้ และเรี ยนรู้ทกั ษะไอซีทีในการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยหลักสูตรพื้นฐาน 5. ต้องจัดให้ผเู ้ รี ยนทุกคนมีโอกาสในการใช้และพัฒนาความรู้ไอซีทีในทุกสาขาวิชา และเพิ ่ม โอกาสให้ผเู ้ รี ยนมีการใช้ไอซีทีให้มากขึ้น 6. กระบวนการเรี ยนการสอนต้องไม่จดั เฉพาะในชั้นเรี ยนเท่านั้น ผูเ้ รี ยนควรมีโอกาสสัมผัสโลก ภายนอกผ่านเครื อข่ายไอซีที การรู้ไอซีที และมีการพัฒนาการของทัศนคติที่ดีต่อไอซีทีตามความ ต้องการของแต่ละคน 7. นักเรี ยนทุกคนที่เรี ยนจบชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 และปี ที่ 6 สามารถใช้โปรแกรมประมวลคำาและ ตารางการคำานวณได้ นักเรี ยนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 5 สามารถเขียนโปรแกรมได้ 8. นักเรี ยนทุกคนในโรงเรี ยนที่มีนกั เรี ยนตั้งแต่ 1-100 คนขึ้นไป ใช้อินเทอร์เน็ตในการสื บค้น ข้อมูลได้


17

ผูส้ อน ผูส้ อนควรมีความรู้และทักษะไอซีทีในระดับสูง รวมถึงความเข้าใจในการพัฒนาการของการใช้ สื่ อเทคโนโลยีในการเรี ยนการสอน โดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1. สมรรถนะด้านไอซีทีจะช่วยให้ผสู ้ อนมีความรู้อย่างกว้างขวาง มีวิสยั ทัศน์กา้ วไกลเพื่อ สามารถเป็ นผูแ้ นะนำาแกผูเ้ รี ยนได้ 2. คอมพิวเตอร์จะเป็ นเครื่ องมือหลักสำาคัญสำาหรับผูส้ อนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรการเรี ยนการเตรี ยม แผนการสอน ให้การบ้าน และติดต่อสื่ อสารกับผูป้ กครองนักเรี ยน ผูส้ อนคนอื่นๆและผูบ้ ริ หาร 3. ผูส้ อนควรได้รับการอบรมในการใช้ไอซีทีและสามารถบูรณาการไอซีทีในกิจกรรมการเรี ยน การสอนได้เพื่อส่ งเสริ มทักษะการคิดอย่างวิเคราะห์และสร้างสรรค์ 4. ผูส้ อนควรติดตามพัฒนาการและความก้าวหน้าของไอซีทีเพื่อนำามาใช้ให้เป็ นประโยชน์ใน การเรี ยนการสอนได้ 5. ครู ไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 80 ใช้คอมพิวเตอร์เป็ น และไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 50 สามารถใช้ อินเทอร์เน็ตได้ และต้องมีวิชาสอนด้วยการบูรณาการไอซีที


18

รู ปแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรี ยนการสอน 1. การเรี ยนการสอนบนอินเทอร์เน็ตและเวิลด์ไวด์เว็บ 2. การส่ งการสอนทางไกลด้วยการส่ งสัญญาณผ่านดาวเทียม 3. การเรี ยนการสอนโดยการประชุมทางไกลด้วยวีดิทศั น์ 4. บทเรี ยนลักษณะข้อความหลายมิติและสื่ อหลายมิติ 5. บันทึกข้อมูลและสารสนเทศด้วยซีดีและดีวีดี 6. การเรี ยนการสอนด้วยเทคโนโลยีไร้สาย 7. การศึกษาเชิงลึกด้วยเทคโนโลยีความเป็ นจริ งเสมือน

สรุปการประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเกีย่ วกับการเรียนการสอน


19

เทคโนโลยีสารสนเทศที่นาำ มาใช้สาำ หรับการเรี ยนการสอน เป็ นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หลายอย่าง สอนด้วยสื่ ออุปกรณ์ที่ทนั สมัย ห้องเรี ยนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector)มีเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบต่าง ๆ รู ปแบบ ของสื่ อที่นาำ มาใช้ในด้านการเรี ยนการสอน ก็มีหลากหลาย ขึ้ นอยูก่ บั ความเหมาะสมในการนำามา ใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อิเล็กทรอนิกส์บุค วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอ ออนดีมานด์ การสื บค้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และระบบอินเทอร์เน็ต เป็ นต้น กล่าวโดยสรุ ป จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ปรัชญา ด้านเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งเป็ นปัจจัยที่ส่ง ผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวของมันเองร่ วมกับปัจจัยด้านต่าง ๆ ในด้านขอบข่ายสาระของแนวคิด และกระบวนทัศน์ของเทคโนโลยีการศึกษา จากโสตทัศนศึกษา มาเป็ นเทคโนโลยีการศึกษา ครอบคลุม การจัดระบบ ทฤษฎีต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อศาสตร์ และสื่ อต่างๆ เกิดเป็ น สหวิทยาการที่มี ขอบข่ายกว้างขวาง ครอบคลุมการศึกษาทุกแบบ การศึกษาด้วยตนเอง การศึกษาทางไกล การ เรี ยนรู้ตลอดชีวิต การศึกษากับชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีการสื่ อสารและสารสนเทศ การเรี ยนรู้ผา่ นเครื อข่ายและสื่ อสมัยใหม่ มุ่งสร้างองค์ความรู้แก่ผเู ้ รี ยน โดยเปลี่ยนจาก Teacher Center เป็ น Child Center และมีแนวโน้มจะเป็ น Media Center ให้ความเห็น

แบบทดสอบ 1. เทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง


20

ก. การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรี ยนการสอนหลายรู ปแบบ ข. เทคโนโลยีที่ครอบคลุมและเกี่ยวข้องกับการผลิต บันทึก จัดเก็บ ประมวลผล รับและเก็บ ข้อมูล ค. ความก้าวหน้าทางด้านการสื่ อสารเป็ นส่ วนประกอบสำาคัญในการพัฒนาการศึกษา ง. สิ่ งอำานวยความสะดวกสบายต่อการดำารงชีวิต 2. เครื่ องคอมพิวเตอร์แรกคือเครื่ องใด ก.ILM 1401 ข.DIS 1410 ค.IBM 1401 ง.IBM 1410 3. ข้อดีของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือข้อใด ก. ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรี ยนรู้ให้แก่ผเู ้ รี ยน ข. สะดวก สบาย ค. สามารถค้นหาข้อมูลที่เราต้องการได้ ง. เล่น facebook แชทหาเพื่อนออนไลน์ได้ 4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเรี ยนการสอนมีกี่แนวทาง ก.3 แนวทาง ข.4 แนวทาง ค.5 แนวทาง ง.6 แนวทาง 5. วัสดุและเครื่ องมือที่ใช้ในการขยายพิสยั ของทรัพยากรการเรี ยนรู้คือข้อใด ก.ดาวเทียมสื่ อสาร ใยแก้วนำาแสง ซีดีรอม มัลติมีเดีย ข.ระบบ MIS , EIS , Decision Support System (DSS) ค.โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ง.บทเรี ยนด้วยสื่ อซีดี-รอม 6.เป้ าหมายของเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามีกี่ประเภท ก.3 ประเภท ข.4 ประเภท ค.5 ประเภท ง.6 ประเภท 7. การเรี ยนโดยใช้การสื่ อสารทางไกลคือข้อใด ก. Distance Learning ข. E-leaning ค. Computer Assisted Instruction ง. ICT


21

8. การเน้นการเรี ยนรู้รูปแบบเอกัตบุคลคือคืออะไร ก.แบบเรี ยนโปรแกรม ข.แบบการสอนที่ใช้ตาำ รา ค.แบบเรี ยนเป็ นเล่ม ง.แบบการสอนของครู 9. เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทนั สมัยที่นาำ มาใช้สาำ หรับการเรี ยนการสอนคือข้อใด ก.Teacher Center ข.Computer Assisted Instruction ค.Decision Support System ง.โปรเจคเตอร์ (Video Projector) 10. e-Leaning คืออะไร ก.การเรี ยนการสอนหลากหลายรู ปแบบ ข.การเรี ยนในรู ปแบบอิเลคทรอนิกส์ ค.การเรี ยนโดยใช้การสื่ อสารทางไกล ง.การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย

เฉลยแบบทดสอบ 1. ตอบ ข


22

2. ตอบ ค 3. ตอบ ก 4. ตอบ ง 5. ตอบ ค 6. ตอบ ข 7. ตอบ ข 8. ตอบ ก 9. ตอบ ง 10. ตอบ ค


23

แหล่ งอ้ างอิง -http://vclass.mgt.psu.ac.th/~465-521/Trang/Group-03/it2.htm -https://sites.google.com/site/krunoptechno/kar-prayukt/kar-prayukt-dan-kar-suksa -http://forum.datatan.net/index.php/topic,126.msg126.html -http://vclass.mgt.psu.ac.th/~465-521/Trang/Group-03/it2.htm

รายงาน  

Word