Issuu on Google+

บทที่ 1

เทคโนโลยีสารสนเทศ


เทคโนโลยีสารสนเทศ หรื อ ไอที เทคโนโลยีสารสนเทศ หรื อ ไอที (IT ย่อจาก Information Technology) หมายถึง เทคโนโลยีสาำ หรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ ง การแปลง การจัด เก็บ การประมวลผล และการค้นคืนสารสนเทศ ในการประยุกต์ การบริ การ และพื้นฐานทาง เทคโนโลยี สามารถแบ่งกลุ่มย่อยเป็ น 3 กลุ่ม ได้แก่ คอมพิวเตอร์ , การสื่ อสาร และข้อมูล แบบมัลติมีเดีย ซึ่งในแต่ละกลุ่มนี้ยงั แบ่งเป็ นกลุ่มย่อยๆ ได้อีกมากมาย องค์ประกอบทั้ง 3 ส่ วนนี้ ยังต้องอาศัยการทำางานร่ วมกัน ยกตัวอย่างเช่น เครื่ องเซิ ร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ (คอมพิวเตอร์ ) เป็ นองค์ประกอบสำาคัญของระบบเครื อข่าย (การสื่ อสาร) โดยมีการส่ งข้อมูล ต่างๆ ไปยังเครื่ องลูก (ข้อมูลแบบมัลติมีเดีย) ในบางครั้งจะมีการใช้ชื่อว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร (Information and Communications Technology ย่อว่า ICT)


การประมวลผลสารสนเทศ การประมวลผลสารสนเทศ (Information Processing) โดยทัว่ ไปแล้ว หมายถึง การกระทำาใด ๆ ก็ตามที่ทาำ ให้สารสนเทศเปลี่ยนไป และสามารถ สังเกตการเปลี่ยนแปลงได้โดยผูส้ งั เกต (Observer) กล่าวคือ เป็ นกระบวนการ และหรื อวิธีการ ที่ทาำ ให้ขอ้ มูลข่าวสารความรู้ใดก็ตาม แปลรู ปไปเป็ นข้อมูลชนิด ใหม่ที่ให้ความหมายหรื อคงรู ปแบบเดิมเอาไว้ เช่น การเจริ ญเติบโตของต้นไม้ ได้ถกู สังเกตการณ์และบันทึกไว้ เป็ นไฟล์คอมพิวเตอร์แบบตารางเพื่อจัดเก็บ ข้อมูลทางสถิติของการเจริ ญเติบโตของต้นไม้ และนำาข้อมูลนั้นเปลี่ยนไปเป็ น กราฟแสดงให้เห็นถึงอัตราการเจริ ญเติบโต


การประมวลผลสารสนเทศ การประมวลผลสารสนเทศ ยังหมายถึงการประมวลผลข้อมูล สารสนเทศที่ถกู จัดเก็บไว้ในรู ปของไฟล์ในคอมพิวเตอร์ ได้ถกู อ่านขึ้นมาจากที่ จัดเก็บ (Storage) เพื่อเอาไปประมวลผ่านหน่วยประมวลผล (Processor) เพื่อให้ ได้ผลลัพธ์ออกมาและแสดงผลออกมาในหน่วยแสดงผลทางหน้าจอหรื อทาง พริ นเตอร์ เพื่อให้ผใู้ ช้ได้รับข้อมูลที่ตอ้ งการได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้น การประมวลผลสารสนเทศ ยังมีความหมายในเชิงจิตวิทยา ว่าด้วยเรื่ องกระบวนการรับรู้ ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อให้เข้าใจวิธีการคิดของ มนุษย์


ชนิดของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ (Computer นิยมอ่านในภาษาไทยว่า คอม-พิ้ว-เต้อ) คือ เครื่ องมือหรื ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความสามารถในการคำานวณ อัตโนมัติตามคำาสัง่ ส่ วนที่ใช้ประมวลผลเรี ยกว่าหน่วยประมวลผล ชุด ของคำาสัง่ ที่ระบุข้นั ตอนการคำานวณเรี ยกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็ นได้ท้ งั ตัวเลข ข้อความ รู ปภาพ เสี ยง หรื อ อยูใ่ นรู ปอื่น ๆ อีกมากมาย คอมพิวเตอร์ แบ่งได้เป็ น 4 ชนิด คือ 1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ 3. มินิคอมพิวเตอร์ และ 4. ไมโครคอมพิวเตอร์


1. ซู เปอร์ คอมพิวเตอร์

ซู เปอร์ คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่มีความสามารถสูงที่สุดใน กลุ่มมีขนาดใหญ่ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถประมวลผลข้อมูลในปริ มาณมากรวมถึงการ ประมวลผลงานที่มีรูปแบบอันซับซ้อน มีความรวดเร็ วในการคำานวณได้มากกว่าหนึ่งล้านล้าน ต่อวินาที (1 Trillion calculations per second) ภายในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถรองรับ โปรเซสเซอร์ ได้มากกว่า 100 ตัว หน่ายวัดความเร็ วของคอมพิวเตอร์น้ ี คือ หน่วยกิกะฟลอบ (Gigaflop) ซู เปอร์ คอมพิวเตอร์ เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่เหมาะกับงานคำานวณที่ตอ้ งมีการ คำานวณตัวเลขจำานวนหลายล้านตัวภายในเวลาอันรวดเร็ ว เช่น งานพยากรณ์อากาศ ที่ตอ้ งนำา ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับอากาศทั้งระดับภาคพื้นดิน และระดับชื้นบรรยากาศเพื่อดูการเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงของอากาศ งานนี้ จาำ เป็ นต้องใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสู งมาก


1. ซู เปอร์ คอมพิวเตอร์

นอกจากนี้มีงานอีกเป็ นจำานวนมากที่ตอ้ งใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) ซึ่งมีความเร็ วสูง เช่น งานการวิจยั นิวเคลียร์ งานควบคุมทางอวกาศ งานประมวลผลภาพ ทางการแพทย์ ด้านการทหาร วิศวกรรมเคมีภณั ฑ์ปิโตรเลียม เช่น การสร้างโมเดลที่สามารถ ประมวลผลด้านความซับซ้อนสูงในการจำาลองการประมวลผลต่างๆ รวมทัว่ ใช้วจิ ยั พันธุกรรม ในมนุษย์หรื อโครงสร้างดีเอ็นเอ ซึ่ งมีมากกว่า 80,000 ถึง 100,000 ยีนในร่ างกายของมนุษย์ งานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้านเคมี เภสัชวิทยา และงานด้านวิศวกรรมการออกแบบ และเนื่องจากราคาของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) สู งมาก จึงมักมีการใช้งาน เฉพาะด้านเท่านั้น หน่วยงานที่มีกาำ ลังความสามารถในการนำาไปใช้เพื่องานวิจยั ก็คือหน่วย งานขององค์การรัฐบาล ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่มากและมหาวิทยาลัย


ไอบีเอ็ม โรดรันเนอร์ ไอบีเอ็ม โรดรันเนอร์ - ซูเปอร์ คอมพิวเตอร์ ทีเ่ ร็วทีส่ ุ ดในโลกผลิตโดย ไอบีเอ็ม และสถาบันวิจยั แห่ งชาติลอสอะลาโมส (2551)


2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) คือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ในองค์กรเพื่อ ประมวลผลข้อมูลจำานวนมาก เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริ การผูใ้ ช้จาำ นวนหลายร้อยคนพร้อม ๆ กัน ฉะนั้น จึงสามารถใช้โปรแกรมจำานวนนับร้อยแบบในเวลาเดียวกันได้ โดยเฉพาะถ้าต่อเครื่ องเข้าเครื อ ข่ายคอมพิวเตอร์ ผูใ้ ช้สามารถใช้ได้จากทัว่ โลก ปัจจุบนั องค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ ประเภทนี้ในการทำาบัญชีลูกค้า หรื อการให้บริ การจากเครื่ องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) , สำ ามะโนประชากร , สถิติผบู ้ ริ โภค , การบริ หารทรัพยากรขององค์กร


3. มินิคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) คือ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ซึ่ ง สามารถบริ การผูใ้ ช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริ การผู ้ ใช้ในจำานวนที่เทียบเท่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ จึงทำาให้มินิคอมพิวเตอร์เหมาะสำาหรับ องค์กรขนาดกลาง หรื อสำาหรับแผนกหนึ่งหรื อสาขาหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น


4. ไมโครคอมพิวเตอร์

ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC ) ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กแบบขนาดตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรื อ ขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น ขนาดสมุดบันทึก (notebook computer) และขนาดฝ่ ามือ (palmtop computer) ไมโครคอมพิวเตอร์ได้เริ่ มมีข้ ึนในปี พ.ศ. 2518 ถึงแม้วา่ ในระยะหลัง เครื่ องชนิดนี้จะมีประสิ ทธิ ภาพที่สูง แต่เนื่องจากมีราคาไม่แพงและมีขนาดกะทัดรัด ไมโคร คอมพิวเตอร์จึงยังเหมาะสำาหรับใช้ส่วนตัว


4. ไมโครคอมพิวเตอร์

ไมโครคอมพิวเตอร์ได้ถูกออกแบบสำาหรับใช้ที่บา้ น โรงเรี ยน และสำานักงาน สำาหรับที่บา้ น เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการทำางบประมาณรายรับรายจ่ายของ ครอบครัวช่วยทำาการบ้านของลูกๆ การค้นคว้าข้อมูลและข่าวสาร การสื่ อสารแบบ อิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail หรื อ E - mail) หรื อโทรศัพท์ทางอินเทอร์เน็ต (internet phone) ในการติดต่อทั้งในและนอกประเทศ หรื อแม้กระทัง่ ทางบันเทิง เช่น การเล่นเกมบน เครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ สำาหรับที่โรงเรี ยน เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการช่วย สอนนักเรี ยนในการค้นคว้าข้อมูลจากทัว่ โลกสำาหรับที่สาำ นักงาน เราสามารถใช้ไมโคร คอมพิวเตอร์ในการช่วยพิมพ์จดหมายและข้อมูลอื่นๆ เก็บและค้นข้อมูล วิเคราะห์และ ทำานายยอดซื้ อขายล่วงหน้า


4. ไมโครคอมพิวเตอร์

ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) สามารถแบ่���ออกได้ 4 ชนิด

4.1 เดสก์ ทอ็ ปคอมพิวเตอร์ (desktop computer) เป็ นคอมพิวเตอร์ แบบ ตังโต๊ ้ ะที่ใช้ ในสำำนักงำนหรื อตำมบ้ ำนทัว่ ไป นิยมใช้ สำำหรับกำรประมวล ผล ตัวเครื่ องและจอภำพสำมำรถจัดวำงเพื่อทำำงำนบนโต๊ ะได้ อย่ำง สบำย ปั จจุบนั มีกำรผลิตที่เน้ นควำมสวยงำมและรำคำถูก 4.2 โน้ ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ (notebook computer) หรื อ แล็ปท็อป คอมพิวเตอร์ (laptop computer) คอมพิวเตอร์ โน๊ ตบุ๊คมีคณ ุ สมบัติที่ใกล้ เคียงกับพีซี แต่จะมีขนำดเล็กและบำงลง มีน้ำำหนักเบำสำมำรถพกพำ ได้ สะดวกมำกยิ่งขึ ้น และข้ อแตกต่ำงอีกประกำรหนึง่ คือ โน้ ตบุ๊กจะมี แบตเตอรี่ ไว้ สำำหรับกำรทำำงำนด้ วย ที่สำำคัญรำคำถูกลงกว่ำเมื่อก่อน มำก แต่ยงั ถือว่ำมีรำคำแพงกว่ำพีซีธรรมดำ


4. ไมโครคอมพิวเตอร์ 4.3 แท็บเล็ตพีซี (taplet PC) เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ผ้ ใู ช้ สำมำรถป้อน ข้ อมูลเข้ ำไปได้ โดยกำรเขียนบนจอภำพเหมือนกับกำรเขียนข้ อควำมลง ไปในสมุดโน้ ต และเครื่ องสำมำรถที่จะแปลงข้ อมูลต่ำงๆ เหล่ำนันเก็ ้ บไว้ ได้ และบำงเครื่ องยังสำมำรถพลิกหน้ ำจอได้ 2 แบบ คือ เหมือนกับกำรใช้ งำนแบบโน้ ตบุ๊ก หรื อเหมือนกับกระดำนรองเขียนก็ได้ 4.4 ปาล์ มคอมพิวเตอร์ (palm computer) เป็ นคอมพิวเตอร์มือถือ (handheld computer) ในระบบประกอบด้วยปากกา การรู ้จาำ ลายมือ แต่ เดิมนันเน้ ้ นเพื่อกำรใช้ งำนสำำหรับเป็ นเครื่ องบันทึกช่วยจำำ ต่ำงๆ(organizer) เช่น กำรนัดหมำย ปฏิทิน สมุดโทรศัพท์ แต่ปัจจุบนั ได้ พัฒนำให้ มีขีดควำมสำมำรถต่ำงๆ เพิ่มมำกขึ ้น โดยจะใช้ ระบบปฏิบตั ิ กำรที่เป็ นของตัวเองเรี ยกว่ำ Palm OS คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ ที่นิยมใช้ กันอย่างแพร่ หลายคือ พีดีเอ (Personal Digital Assistant : PDA)


องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ (Information System หรื อ IS) เป็ นระบบพื้นฐานของการทำางาน ต่างๆ ในรู ปแบบของการเก็บ (input) การจัดการ (processing) เผยแพร่ (output) และมีส่วน เก็บข้อมูล (storage) องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ ประกอบด้วย บุคลากร, กระบวนการ, ซอฟต์แวร์ , ฮาร์ดแวร์, ข้อมูล , เครื อข่าย


องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ 1.1.บุบุคคลากร ลากร (People) (People) เป็ นองค์ประกอบที่สาำ คัญที่สุดของระบบ สารสนเทศ เพราะการใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ทาำ งานต่างๆ นั้นจะต้องมีการจัด เตรี ยมเปลี่ยนระบบ จัดเตรี ยมโปรแกรมดำาเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่ สามารถทำาด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผทู้ ี่รู้เรื่ องคอมพิวเตอร์มากนัก ดังนั้นเรา จึงถือว่าบุคลากร เป็ นส่ วนประกอบที่สาำ คัญของระบบสารสนเทศด้วย


1. บุคลากร (People)

ตัวอย่างอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ 1. ผู้บริหารเครือข่ าย (Network Administrator) พัฒนาและบำารุ งรักษาเครื อข่าย คอมพิวเตอร์ 2. ผู้บริหารฐานข้ อมูล (Database Administrator) ใช้โปรแกรมจัดการฐานข้อมูลในการ ตัดสิ นใจว่าจะจัดการกับข้อมูลอย่างไรจึงจะมีประสิ ทธิภาพมากที่สุด 3. ผู้จัดการระบบ (System Manager) ผูว้ างนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็ นไปตามเป้ า หมายของหน่วยงาน 4. นักวิเคราะห์ ระบบ (System Analyst) วางแผน ออกแบบ และบำารุ งรักษาระบบ สารสนเทศ 5. เว็บมาสเตอร์ (Webmaster) พัฒนาและบำารุ งรักษาเว็บไซต์ให้ทนั สมัยอยูเ่ สมอ


1. บุคลากร (People)

ตัวอย่างอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ 6. ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ (Computer Support Specialist) สนับสนุนและให้ความช่วย เหลือผูใ้ ช้เกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ 7. นักเขียนเทคนิค (Technical Writer) เตรี ยมคู่มือปฏิบตั ิงานของชุดคำาสัง่ และรายงานด้าน เทคนิค รวมถึงจัดทำาเอกสารต่าง ๆ 8. วิศวกรซอฟต์ แวร์ (Software Engineer) วิเคราะห์ความต้องการของผูใ้ ช้ และพัฒนา ซอฟต์แวร์ตามที่ผใู ้ ช้ตอ้ งการ 9. โปรแกรมเมอร์ (Programmer) พัฒนา ทดสอบ และแก้ไขโปรแกรม 10. ผู้ใช้ (End User) ผูใ้ ช้งานคอมพิวเตอร์ทวั่ ไป ผลิตงานชนิดต่าง ๆ ซึ่ งต้องเรี ยนรู ้วธิ ี การใช้ เครื่ อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรมที่มีอยูส่ ามารถทำางานได้ตามที่ตอ้ งการ


องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ 2.2.กระบวนการ กระบวนการ (Procedure) (Procedure) กระบวนการ (Procedure) คือระเบียบวิธีการปฏิบตั ิงาน กรณี ที่มีผู ้ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ร่วมกันหลายคน การมีขอ้ ตกลงร่ วมกันเกี่ยวกับ วิธีปฏิบตั ิงาน จะทำาให้เกิดการประสานงานที่ดีข้ ึน เช่น วิธีต้ งั ชื่อแฟ้ ม ข้อมูล ในกรณี ที่มีความจำาเป็ นต้องใช้แฟ้ มข้อมูลจำานวนมากที่มีการ อ้างอิงถึงกัน หากไม่มีขอ้ ตกลงล่วงหน้า การประสานงานจะยุง่ ยาก และทำาให้ระบบงานไม่มีประสิ ทธิ ภาพ ระเบียบวิธีการปฏิบตั ิงาน หลายอย่าง ได้มีมาตรฐานสากลกำาหนดไว้แล้ว การทำาตามมาตรฐาน สากลถือว่าเป็ นแนวทางปฏิบตั ิที่ดี (Best Practice) เพราะจะทำาให้การ แลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศทำาได้ง่ายและสะดวกขึ้น


2. กระบวนการ (Procedure) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิชาการด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ ว จึงมักมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นโดยยังไม่มี มาตรฐานรองรับ หากสิ่ งนั้นได้รับความนิยมมากพอก็จะกลายเป็ น มาตรฐานโดยปริ ยาย (De Facto Standard) และในที่สุดจะมีการกำาหนด มาตรฐานขึ้นอย่างเป็ นทางการสำาหรับสิ่ งนั้น ในหน่วยงานที่มีการบริ หาร งานคอมพิวเตอร์และสารสานเทศอย่างเป็ นระบบ จะมีการจัดทำาคู่มือ ต่างๆ เกี่ยวกับระบบวิธีการปฏิบตั ิงาน รวมทั้งมีการรวบรวมหนังสื อคู่มือ เครื่ อง คู่มือซอฟต์แวร์ คู่มือการใช้เครื อข่าย ฯลฯ ให้พร้อมใช้งานได้ ตลอดเวลา


องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ 3.3.ซอฟต์ ซอฟต์แแวร์วร์ (Software) (Software) ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึงชุดคำาสัง่ หรื อโปรแกรมที่ใช้สัง่ งานให้ คอมพิวเตอร์ทาำ งาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำาดับขั้นตอนการทำางานที่เขียนขึ้นด้วยคำาสัง่ ของคอมพิวเตอร์ คำาสัง่ เหล่านี้เรี ยงกันเป็ นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่า คอมพิวเตอร์ ทาำ งานตามคำาสัง่ การทำางานพื้นฐานเป็ นเพียงการกระทำากับข้อมูลที่เป็ น ตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็ นตัวเลข ตัวอักษร รู ปภาพ หรื อแม้แต่เป็ นเสี ยงพูด ก็ได้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สัง่ งานคอมพิวเตอร์จึงเป็ นซอฟต์แวร์ เพราะเป็ น ลำาดับขั้นตอนการทำางานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ เครื่ องหนึ่งทำางานแตกต่างกันได้ มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์ จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทุกประเภทที่ทาำ ให้คอมพิวเตอร์ ทาำ งานได้


3. ซอฟต์ แวร์ (Software)

ซอฟต์แวร์ (Software) แบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (เครื่ อง คอมพิวเตอร์ใช้) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (มนุษย์ใช้)  ซอฟต์ แวร์ ระบบ (System Software) คือ ซอฟต์แวร์ที่บริ ษทั ผูผ้ ลิตสร้างขึ้นมาเพื่อ ใช้จดั การกับระบบ หน้าที่การทำางานของซอฟต์แวร์ระบบคือดำาเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ของระบบ คอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผงแป้ นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำา ข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรื อนำาออกไปยังเครื่ องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้ มข้อมูลบน หน่วยความจำารอง เมื่อเราเปิ ดเครื่ องคอมพิวเตอร์ ทันทีที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้ าให้กบั คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะทำางานตามโปรแกรมทันที โปรแกรมแรกที่สัง่ คอมพิวเตอร์ทาำ งานนี้ เป็ นซอฟต์แวร์ ระบบ ซอฟต์แวร์ระบบอาจเก็บไว้ในรอม หรื อในแผ่นจานแม่เหล็ก หากไม่มีซอฟต์แวร์ระบบ คอมพิวเตอร์จะทำางานไม่ได้ ซอฟต์แวร์ระบบยังใช้เป็ นเครื่ องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ๆ และยังรวมไปถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาต่าง ๆ


3. ซอฟต์ แวร์ (Software)

ซอฟต์���วร์ระบบเป็ นซอฟต์แวร์ที่รวมโปรแกรมหลาย ๆ โปรแกรมไว้ดว้ ยกัน ดังนี้ 1. ระบบปฏิบตั ิการ (Operating System) เป็ นโปรแกรมระบบที่สาำ คัญที่สุด ทำาหน้าที่ ประสานกับทรัพยากรต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ จัดเตรี ยมส่ วนติดต่อระหว่างผูใ้ ช้กบั คอมพิวเตอร์ รวมถึงการทำางานร่ วมกับซอฟต์แวร์ประยุกต์ ระบบปฏิบตั ิการที่รู้จกั กันแพร่ หลายมากที่สุด คือ Windows XP และ Mac OS X


3. ซอฟต์ แวร์ (Software)

ซอฟต์แวร์ระบบเป็ นซอฟต์แวร์ที่รวมโปรแกรมหลาย ๆ โปรแกรมไว้ดว้ ยกัน ดังนี้ 2. ยูทิลิตี (Utility) หรื อ โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Service Program) เป็ นโปรแกรมที่ ใช้สาำ หรับจัดการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ส่ วนมากใช้เพื่อบำารุ งรักษาและเพิ่มประสิ ทธิภาพการ ทำางานของคอมพิวเตอร์ คุณสมบัติการใช้งานนั้นค่อนข้างหลากหลาย ยูทิลิต้ ีแบ่งออกเป็ นสองชนิด คือ (1) ยูทิลิต้ ีสาำ หรับระบบปฏิบตั ิการ (OS Utility Program) เช่น ประเภทการจัดการไฟล์ (File Manager) ประเภทการถอนโปรแกรม (Uninstaller) ประเภทการสแกนดิสก์ (Disk Scanner) ประเภทการจัดพื้นที่เก็บข้อมูล (Disk Defragmenter) ประเภทรักษาหน้าจอ (Screen Saver) และ (2) ยูทิลิต้ ีอื่นๆ (Stand-alone Utility Program) เช่น โปรแกรมป้ องกันไวรัส (Anti Virus Program) โปรแกรมไฟร์วอลล์ (Firewall) โปรแกรมบีบอัดไฟล์ (File Compression Utility) 3. ดีไวซ์ไดรเวอร์ (Device Driver) เป็ นโปรแกรมเฉพาะที่ช่วยให้อุปกรณ์รับ - ส่ งข้อมูล สามารถสื่ อสารกับระบบคอมพิวเตอร์ได้


3. ซอฟต์ แวร์ (Software)

ซอฟต์แวร์ (Software) แบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (เครื่ อง คอมพิวเตอร์ใช้) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (มนุษย์ใช้)  ซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ (Application Software) เป็ นซอฟต์แวร์ที่ใช้กบั งานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผูใ้ ช้ ที่สามารถนำามาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบนั มีผพู้ ฒั นาซอฟต์แวร์ใช้ งานทางด้านต่าง ๆ ออกจำาหน่ายมาก การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวางและแพร่ หลาย เรา อาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็ นสองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์สาำ เร็ จ และซอฟต์แวร์ที่พฒั นาขึ้ นใช้ งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สาำ เร็ จในปั จจุบนั มีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำา ซอฟต์แวร์ตาราง ทำางาน ฯลฯ


องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ 4.4.ฮาร์ ฮาร์ดดแวร์ แวร์ (Hardware) (Hardware)

หมายถึง ตัวเครื่ องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบ ข้างที่เกี่ยวข้องต่างๆ ประกอบด้วย หน่วยระบบ อุปกรณ์รับเข้า/ส่ งออก หน่วยความจำาสำารอง และอุปกรณ์สื่อสาร


4. ฮาร์ ดแวร์ (Hardware)

หน่ วยระบบ (System Unit) ตู้ระบบ (System Cabinet) หรือ แชสซี (Chassis) บรรจุชิ้นส่ วนอิเล็กทรอนิกส์จาำ นวนมาก หน่วยระบบมีส่วนประกอบที่สาำ คัญ คือ ไมโครโพรเซสเซอร์ และหน่วยความจำาหลัก


4. ฮาร์ ดแวร์ (Hardware)

ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ทำาหน้าที่ควบคุมและประมวล ผลข้อมูลเพือ่ ให้ได้สารสนเทศ ในคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะอยูใ่ นตลับบรรจุไมโคร โพรเซสเซอร์ หน่วยความจำาหลัก (Primary Storage) หรื อ หน่วยความจำาเข้าถึงโดยสุ่ ม (Random Access Memory) เรี ยกสั้น ๆ ว่า RAM ทำาหน้าที่เก็บข้อมูลและคำาสัง่ ต่าง ๆ ในโปรแกรมเพือ่ รอการประมวลผล และเก็บสารสนเทศที่ผา่ นการประมวลผลแล้วก่อน ที่จะส่ งไปยังอุปกรณ์ส่งออก บางครั้งอาจเรี ยกหน่วยความจำาหลักว่า หน่วยความจำา ชัว่ คราว (Temporary Storage) เพราะเมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้ าหรื อเครื่ องคอมพิวเตอร์ หยุด ทำางานกระทันหันข้อมูลในหน่วยความจำาก็จะสูญหาย


4. ฮาร์ ดแวร์ (Hardware)

อุปกรณ์ รับเข้ า/ส่ งออก อุปกรณ์รับเข้า (Input Devices) ทำาหน้าที่แปลข้อมูลและโปรแกรมที่มนุษย์ เข้าใจให้อยูใ่ นรู ปแบบที่เครื่ องคอมพิวเตอร์ สามารถประมวลผลได้ อุปกรณ์รับเข้าที่นิยม ใช้กนั โดยทัว่ ไป ได้แก่ คียบ์ อร์ ด และ เมาส์ อุปกรณ์ส่งออก (Output Devices) ทำาหน้าที่แปลสารสนเทศที่ผา่ นการ ประมวลผลแล้วจากเครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้อยูใ่ นรู ปแบบที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ อุปกรณ์ส่งออกที่นิยมใช้ในปั จจุบนั ได้แก่ จอภาพ และ เครื่ องพิมพ์


4. ฮาร์ ดแวร์ (Hardware)

หน่ วยความจำาสำ ารอง (Secondary Storage Devices) เป็ นอุปกรณ์ที่สามารถ เก็บข้อมูลและโปรแกรมไว้ได้ แม้วา่ จะปิ ดเครื่ องคอมพิวเตอร์ ไปแล้วก็ตาม หน่วยความ จำาสำารองที่นิยมใช้ในปั จจุบนั คือ ฮาร์ ดดิสก์ ออปติคลั ดิสก์ และแฟลชไดรฟ์ ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) มีลกั ษณะเป็ นแผ่นโลหะหนาและแข็ง เรี ยกว่า แพลต เตอร์ (Platter) ใช้สาำ หรับเก็บไฟล์โปรแกรม และไฟล์ขอ้ มูลขนาดใหญ่ ออปติคลั ดิสก์ (Optical Disk) เป็ นหน่วยความจำาสำารองที่ใช้เทคโนโลยีแสง เลเซอร์ ออปติคลั ดิสก์แบ่งได้เป็ น 3 ประเภท คือ ซีดี (Compact Disk : CD) ดีวีดี (Digital Versatile Disc : DVD) และ ไฮเดฟ (High Definition Disk : Hi Def) แฟลชไดรฟ์ (Flash Drive) มีขนาดเล็กกะทัดรัด สามารถต่อเข้ากับ คอมพิวเตอร์ ผา่ นพอร์ ตยูเอสบี มีความจุหลายขนาดด้วยกัน


4. ฮาร์ ดแวร์ (Hardware)


4. ฮาร์ ดแวร์ (Hardware)

อุปกรณ์ สื่อสาร (Communication Devices) ในอดีตไมโครคอมพิวเตอร์ ไม่ สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ แต่ในปัจจุบนั มีอุปกรณ์สื่อสารช่วยให้ไมโครคอมพิวเตอร์ สามารถสื่ อสารกันได้ท้ งั ในระยะใกล้และระยะไกลโดยใช้อินเทอร์ เน็ต อุปกรณ์ สื่ อสารที่นิยมใช้มากที่สุด คือ โมเด็ม (Modem) ซึ่งทำาหน้าที่แปลงสัญญาณ Analog ที่ ผ่านมาทางสายโทรศัพท์ให้เป็ นสัญญาณ Digital เพื่อให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ซ่ ึ งอยูใ่ น รู ปของสัญญาณ Digital แปลงให้เป็ นสัญญาณ Analog เพื่อให้สามารถผ่านทางสาย โทรศัพท์ได้


องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ 5.5.ข้ข้ออมูมูลล(Data) (Data)

คือ ข้อเท็จจริ งที่ยงั ไม่ผา่ นการประมวลผล ข้อมูลที่ ผ่านการประมวลผลแล้วเรี ยกว่า สารสนเทศ ข้อมูลจะเก็บไว้เป็ นไฟล์ ซึ่ งไฟล์ขอ้ มูล พื้นฐานมี 4 ประเภท คือ ไฟล์เอกสาร ไฟล์แผ่นตารางทำาการ ไฟล์ฐานข้อมูล และ ไฟล์การนำาเสนอ ข้ อมูล อาจจะเป็ นข้อความ ตัวเลข รู ปภาพ หรื อเสี ยงก็ได้ ข้อมูลที่เก็บอยูใ่ น รู ปของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถใช้เป็ นข้อมูลเข้าโดยตรงของระบบสารสนเทศได้


5. ข้ อมูล (Data)

ไฟล์ เอกสาร (Document File) สร้างจากโปรแกรมประมวลผลคำา (Word Processor Program) แล้วบันทึกไว้ในรู ปของเอกสาร เช่น บันทึก รายงาน จดหมาย เป็ นต้น ไฟล์ แผ่ นตารางทำาการ (Worksheet File) สร้างจากโปรแกรมตารางทำาการ (Spreadsheet Program) เพื่อบันทึกผลการวิเคราะห์ต่าง ๆ เช่น งบประมาณ และเพื่อพยากรณ์การ ขาย เป็ นต้น ไฟล์ ฐานข้ อมูล (Database File) สร้างจากโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล (Database Management Program) ใช้เก็บข้อมูลที่รวบรวมไว้เป็ นโครงสร้าง เช่น ไฟล์ฐานข้อมูลของ พนักงาน ซึ่งอาจจะประกอบด้วยชื่อของพนักงานทั้งหมด หมายเลขประกันสังคม ตำาแหน่งงาน และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไฟล์ การนำาเสนอ (Presentation File) สร้างจากโปรแกรมนำาเสนอ (Presentation Program) ใช้บนั ทึกเนื้ อหาเพื่อการนำาเสนอ ในไฟล์หนึ่ง ๆ อาจจะประกอบด้วยเอกสารประกอบ การบรรยายสำาหรับผูฟ้ ัง บันทึกสำาหรับผูพ้ ดู และสไลด์อิเล็กทรอนิกส์


องค์ ประกอบของระบบสารสนเทศ 6.6.เครื เครืออข่ข่าายย(Network) (Network)

หรือ ภาวะเชื่อมต่ อ (Connectivity) ภาวะเชื่อมต่อ เป็ นความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการแลกเปลี่ยน สารสนเทศกับคอมพิวเตอร์เครื่ องอื่น ๆ โดยส่ งผ่านทางสายโทรศัพท์ สายเคเบิล และอากาศ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้สามารถเชื่อมต่อกับเครื่ อง อื่น ๆ ได้โดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็ นเครื อข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภาวะเชื่อมต่อและการปฏิวตั ิไร้สาย (Wireless Revolution) เป็ นการ พัฒนาที่สาำ คัญในการที่จะขยายการใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์ออกไป แนวคิดหลักของภาวะเชื่อมต่อ คือ เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) ซึ่ งเป็ นการเชื่อมต่อระบบการสื่ อสารของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่สองเครื่ องขึ้นไป ซึ่���ทำาให้มนุษย์รู้สึกเหมือนได้อยูใ่ กล้กนั และ ทำาให้โลกนี้แคบลง


6. เครือข่ าย (Network)

เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ อินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งเป็ นเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้โดย อาศัยเครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์เป็ นตัวเชื่อมโยง บนอินเทอร์เน็ตมีบริ การ มากมาย เช่น เว็บ (Web) หรื อ เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web : WWW) เว็บ ให้บริ การอินเทอร์เน็ตแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) ช่วยให้สามารถเข้าถึง ทรัพยากรต่าง ๆ ได้มากมาย อินเทอร์เน็ตเปรี ยบเสมือนทางหลวงขนาดใหญ่ที่ เชื่อมโยงเข้ากับคนอื่น ๆ และองค์กรอื่น ๆ เป็ นจำานวนล้าน ๆ คน และล้าน ๆ องค์กร


เอกสารอ้างอิง

1. รศ.ยาใจ โรจนวงศ์ชยั และคณะ. (2550). คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศสมัยใหม่. สำานักพิมพ์แมคกรอ-ฮิล. 2. ธี รวุทธ ปั ทมวิบูลย์ และคณะ. (2545). ความรู้ เบือ้ งต้ นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ . มปท. 3. วิกิพเี ดีย สารานุกรมเสรี . “คอมพิวเตอร์ ” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0% สื บค้น 5 เมษายน 2552


บทที่ 1 เทคโนโลยีสารสนเทศ