Page 1

วิทยานิพนธ โดย ศรนนต ศิรินันต สุสวรรณโมลี วรรณโมล 50401820 โปรแกรมทักษะการจัดการทรัพยากรฐานชุมชน

คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี

การศกษาแนวทางพฒนาการจดการ การศึ กษาแนวทางพัฒนาการจัดการ ความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยชุมชนเปนฐานจากภาคประชาสังคม : กรณีศึกษาชุมชนบานน้ําเค็ม ต.บางมวง อ.ตะกั่วปา จ.พังงา


วัตถุประสงคของการวิจัย 1 เพอศกษาปญหาพรอมทงแนวทางในการแกไขในการจดการความเสยงจาก 1. เพื่อศึกษาปญหาพรอมทั้งแนวทางในการแกไขในการจัดการความเสีย่ งจาก ภัยพิบตั โิ ดยมีชุมชนเปนฐานของชุมชนบานน้ําเค็ม จากภาครัฐ องคกรพัฒนา เอกชนและชุ มชน เอกชนและชมชน 2. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการความเสีย่ งจากภัยพิบตั โิ ดยมีชุมชน เปปนฐานจากภาคประชาสั ป งั คม โดยการร โ ว มมือื กันั ระหวา งภาครัฐั องคก รพัฒ ั นา เอกชนและชุมชน จากการขยายผลบทเรียนของชุมชนบานน้ําเค็ม


ขอบเขตการศึกษา ขอบเขตการศกษา 1. ขอบเขตดานเนือ้ หา : การวิจัยในครั้งนี้ศึกษาในประเด็นการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยมีชมุ ชนเปนฐาน 2. ขอบเขตดานพืน้ ที่ : ชุมชนบานน้าํ้ เค็ม ต.บางมวง อ.ตะกัว่ ปา จ.พังงา 3. กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัย : ผูเชีีย่ วชาญทีใี่ หการสนัับสนุนการจััดการความเสีย่ี งจากภัยั พิบิ ัตโิ ดยมีีชุมชนเปปนฐานรว มกับั ภาคประชา ป สังคมโดยแตละกลุมนัน้ มีคุณสมบัตดิ ังนี้ • ภาครัฐ: อบต. บางมวง, กลุมงานสนับสนุนการมีสวนรวม สํานักสงเสริมการปองกันสาธารณภัย กรม ปองกันและบรรเทาสาธารณภัย • องคกรพัฒนาเอกชน: มูลนิธิชุมชนไทย มูลนิธิรักษไทย, เครือขาย Save Andaman, ADPC • ชุุมชน: ผููประสานงานศููนยประสานงานชุมุ ชนบานน้าํ เค็ม อปพร.บานน้าํ เค็ม 4. วิธีวิจัย : การวิจัยโดยใชเทคนิคเดลฟาย เพื่อแนวทางรวมกันจากผูเชีย่ วชาญ โดยรวบรวมขอมูลขัน้ ที่ 1 ดวยการ สัมภาษณ และเก็บขอมูลขัน้ ที่ 2 และ 3 ดวยแบบสอบถามที่ไดจากการวิเคราะหขอ มูลจากขัน้ ที่ 1


ป โ ช  ี่ ประโยชนทคาดวาจะไดรบ  ไ ั 1. 1 ทราบถงปญหาในการจดการความเสยงจากภยพบตโดยมชุ ทราบถึงปญหาในการจัดการความเสีย่ งจากภัยพิบตั โิ ดยมีชมมชนเป ชนเปนฐาน นฐาน ที่พบในชุมชนบานน้ําเค็ม จากภาครัฐ องคกรพัฒนาเอกชน และชุมชน 2. แนวทางการพัฒนาการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบตั ิโดยมีชุมชนเปนฐาน (disaster based community Management) จากการรวมมือกันของ ภาครัฐ องคกรพัฒนาเอกชนและชุมชน


วธดาเนนการวจย ิี ํ ิ ิั • ใชเทคนิคเดลฟาย (Delphi) ในการรวบรวมขอคิดเห็นเกี่ยวกับ แนวทางการพัฒนาและสนับสนุนการจัดการความเสี่ยงจากภัย พิบัติโดยมีชุมชนเปนฐฐาน • เลือกผูเชี่ยวชาญแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และใชวิธี บอกตอ (Snowball Sampling) จากผู บอกตอ จากผปฏบตงาน ฏิบัติงาน ผูผเชีชยวชาญจาก ่ยวชาญจาก ชุมชน องคกรพัฒนาเอกชนและภาครัฐ จํานวน10 คน


กรอบแนวคิดในการศึกษา ปญหา/อุุปสรรคทีพ่ บในการดําเนินงาน

แนวทางการขยายผลจากบทเรียนที่ไดรับ

แนวคิดการจัดการตนเอง

แนวคิดการจัดการภัยพิบตั ิโดยมีชุมชนเปนฐาน

การดาเนนงานจากภาคประชาสงคม การดําเนินงานจากภาคประชาสังคม

แนวคดกรอบการทางานการดารงชวตอยางยงยน แนวคิดกรอบการทํางานการดํารงชีวติ อยางยั่งยืน

ใ ความคิดเห็น็ ของผูดําเนินงานในภาคประชาสั งคม ชุมชน/ ภาครัฐ/ องคกรพัฒนาเอกชน


ทบทวนวรรณกรรม แนวคิดประชาสังคม แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการตนเองของชุมชน แนวคิดการดํารงชีวิตที่ยั่งยืน บริิบทของชุมชนบานนํา้ํ เค็็ม เทคนิคเดลฟาย เทคนคเดลฟาย


ป แนวคิดิ ประชาสั งั คม

อาสสมัคร

ภาครัฐ

NGOs

ชุุมชน

ประชาสังคม

ประชาสังคม (Civil Society) เปนเรื่องของ กระบวนการแกไขปญหาผานความสัมพันธในแนวราบ หรือจัดการปญหารวมกันของสังคมหรือชุมชน โดยผูมี สวนเกี่ยวของ (stakeholder) ทั้งภาคสังคม ภาคเอกชน (ที่ไมมุงหวังกําไไร) และภาครัฐ (ที่สนับสนุนกลไกเรื ไ ่อง การบริการทางสังคม) รวมมือกันและใหความสําคัญกับ การแกป ญหามวลรวมของสงคมเป  ั ปนหลกั


ภาครัฐ

นโยบาย งบประมาณ ความรู

องคกร พัฒนา เอกชน

องคกร ชุมชน การจัดการตนเอง

สรางการรวมกลุ สร างการรวมกลม ประสานเครือขาย ความรู


จุดเปลี่ยน กระบวนการ เปลี่ยนแปลง

ปปจจยใน จจัยใน การเริ่มตน การจัดการตนเอง การจดการตนเอง

โอกาสมาถึง

ระบบเศรษฐกิจ-สังคม

ผูนําที่เขมแข็ง

ปจจัยกระตุนทางเศรษฐกิจ

่ยนมุมมองด ทักการตนเองของชุ ษะ และ ความรูจนเกิด แนวคิดเกี่ยการแลกเปลี วกัขอบตกลงร การจั มชน วมกันของสมาชิกในชุมชน Self Organization Self-Organization การสนับสนุนของเครือขาย สภาวะทางการเมือง

โครงสรางการปกครอง

การปรัรับตัว

การสรางขีดความสามารถ

การจัดกาารตนเอง

ปจจัยใน การสานตอ ส  การจัดการตนเอง

ตอบสนองง และเรียนรูรู

ทุนและทรัพยากร

ดําํ เนิินงาน

ปจจัยในการริเริม่ และสานตอการจัดการตนเองของชุมชน


หมายถึง การแสดงออกถึงศักยภาพในการตอสููหรือรับมือกับ ความตึ ง เครี ย ดหรื อ ผลกระทบที่ เ กิ ด ขึ้ น โดยดํ า รง ประสิสทธภาพทางเศรษฐกจ ปร ทธิภาพทางเศรษฐกิจ หรอ หรือ ความมนคงของร ความมั่นคงของระบบนิ บบนเวศน เวศน ทรั พ ยากร ธรรมชาติ และความเสมอภาคในสั ง คม โดยการ ดํา รงชี วิ ต นั้ น ไม ร กกรานคนอี ดารงชวตนนไมรุ รานคนอกกลุ ก กล ม หนง หนึ่ง หรอความสามารถ หรื อ ความสามารถ ของมนุษยที่จะมีชีวิตอยูและปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยไม สรางความเดือดรอนแกผอ นื่ ทงในปจจุ สรางความเดอดรอนแกผู ทั้งในปจจบับนและอนาคต นและอนาคต ที่มา : (DFID, 2000)


ความเสี่ยงและ ความเปราะบาง

H S

N

• ทางกายภาพ • ทางสังคม P H = ทุนมนุษย (human capital) N = ทุทนธรรมชาติ นธรรมชาต (natural capital) F = ทุนทางการเงิน (financial capital) P = ทุนกายภาพ (physical capital) S = ทุนทางสังคม (social capital)

F

ผลที่ชมชนได ผลทชุ มชนไดรบ รับ

องคกรและกระบวนการ ที่กอใหเกิดการเปลี่ยนแปลง

โครงสราง -ภาครัฐ -ภาคเอกชน กระบวนการ -กฎหมาย -นโยบาย -วัฒนธรรม - สถาบัน

วิิธีการดําเนินชีวิต

ตน ทุนในการดํ ใ ารงชีวี ิต

- รายไดที่เพิม่ ขึ้น - ความเปนอยทู ี่ดีขึ้น - ความเปราะบางลดลง - มีความยั่งยืนในการใช ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น

ที่มา : (DFID, 2000)


ความเปราะบางทางกายภาพ หลังสึนามิมีผูเสียชีวิตและสูญหาย กอนเกิดเหตุบา นน้าํ เค็ม มีประชากรคนไทย 4,197 มประชากรคนไทย 4 197 คน หลังสึนามิมีผูเสียชีวติ 824 คน ประชากรที มําีสเค็ ัญชาติ ในยุ ในยคขดแร คขุดแรนน น่ไั้นมน้นาเคมเตมไปดวย มเต็ไมทย ไปด1,452 วย คน หลัดงแบบ สึนามิมทัีผ้ ง ูเผูสี ดยี ชีผูว รติ  า ย641โจรคน ผู ค นหลากหลายอาชี พ จากกว า คนสารพั 50 จังหวัดในประเทศไทยตางหอบ ขโมย นั ก ฆ า โสเภณี ขอทาน ทุ ก ชีวิตเเขามมาแสวงโชคกั แสว โ บการทํ ร าอาชีพ ชี วิ ต ปะปนเป น ส ว นหนึ่ ง ของชมชน ชวตปะปนเปนสวนหนงของชุ ม ชน ขุ ด แร มาตั้ ง ถิ่ น ฐานกั น ตั้ ง แต ป การปลนแรกลางทะเลเกิดขึ้นไมเวน 2519 เพื่ออยูรวมกันเปนกลุม แตละวัน กลิ่นเงินทองหอมเยายวน และตอมาไดพากันตั้งชื่อซอยตางๆ และตอมาไดพากนตงชอซอยตางๆ ป ิ ศ รมหาดยามเชาตรู ิ  ตองมี เปนพเศษ ในหมูบานตามชื่อจังหวัดที่เปนบาน ศพลอยมาเกยหาดทุกวันอยางนอย เกิ ด ของตนเอง เช น ซอยนครศรี ‐ ไมต่ํากวาวันละศพ ธรรมราช ซอยเชยงใหม ี ใ  ซอยอยุธยา ซอยสุพรรณ

ชุมชนบานนาเคมเปนชุ ชมชนบ านน้ําเค็มเปนชมชนขนาดใหญ มชนขนาดใหญ • มีพื้นที่ประมาณ 4,060 ไร • ปจจุบันประชากร(ไทย) ประมาณ 3,500 คน • สภาพพนทเปนพนทราบรมชายฝงทะเล สภาพพื้นที่เปนพื้นที่ราบริมชายฝงทะเล • มีความเสี่ยงตอการเกิดภัยทางทะเลในชวง มรสุมตามฤดูกาลและมีความเสี่ยงตอสึนามิ • มี ถ นนหลั ก เข า ออกชุุ ม ชนเส น เดี ย ว ซึ่ ง มี แนวโนมที่จะเปนอุปสรรคตอการอพยพ

บรบทของชุ มชนบานนาเคม บริบทของชมชนบ านน้ําเค็ม

ความเปราะบางทางสังคม

กอนหนาเหตุ ก ารณสนาม ก อ นหน า เหตการณ สึ น ามิ นาเคม น้ํ า เค็ ม เป น ชุ ม ชนที่ ที่ ต า งคนต า งอยู ตั้ ง องคกรอะไรก็ลมเรื่อยมา เรียกได วาแทบไมมีศักยภาพความเขมแข็ง วาแทบไมมศกยภาพความเขมแขง เชิงองคกรแตอยางใด


ฟ เทคนิคิ เดลฟาย เดลฟาย มีจดุ มุงหมายเพื่อรวบรวมความคิดเห็นของกลุมผูเชี่ยวชาญใหลงมติ เปน เอกฉันท เทคนิคนีจี้ ะให ใ ผ ตู อบ ตอบแบบสอบถามหลายรอบ แตละรอบได ไ ม ีการ พิจารณาคําตอบเพื่อเปนขอมูลยอนกลับ

เทคนคเดลฟายเปนการเสาะแสวงหาความคดเหนของผู เทคนิ คเดลฟายเปนการเสาะแสวงหาความคิดเห็นของผเชยวชาญในเรองหนง ชี่ยวชาญในเรื่องหนึ่ง เรื่องใด โดยไมตองการใหความคิดเห็นของผูอื่นมีอิทธิพล หรือมีผลกระทบตอการ พิจารณาตัดสินใจของตนเอง การที่ผูเชี่ยวชาญไมตองพบหนากัน และไมทราบวา ใครบางที่เปนผูเชี่ยวชาญ ชวยใหแสดงความคิดเห็นของตนเองไดอยางเปนอิสระ


กระบวนการวิจัยของเทคนิคเดลฟาย เลือกกลุมตัวอยาง เก็บรวมรวมขอมูล ครั้งที่ 1 สัมภาษณแบบมีโครงสราง เก็บรวบรวมขอมูล ครั้งที่ 2 แบบสอบถามฉบับที่ 1 คําถามปลายปด เก็บรวบรวมขอมูล ครั้งที่ 3 แบบสอบถามฉบับที่ 1 คําถามปลายปด

การวิเคราะหขอมููล

• เลือกผูเชี่ยวชาญแบบเฉพาะเจาะจงมา 1 คน สร ่ 2 โดยนา โดยนํา กอน แลว ขอรอสรางแบบสอบถามรอบท งให ใ าผ งแบบสอบถามรอบที เู ชีย่ี วชาญ ทา นนนั้ ระบุ ครั้งที่ 1คําเปตอบที นการสัดมจางนภาษณ แบบมี รายชื่อผูเชี่ยวชาญท านอื่นอีก่ไอย อย 3 ทาน ากแบบสอบถามฉบั บ จากนั ้นขอรองใหาผงเกี ูเชี่ยวชาญ ทปาญ นนัหา ้น ระบุแนว โครงสร ่ยวกัาบ3นวณหาค ที ่ 1 มาคํ รายชื่อผููเชี่ยวชาญต ญ อไปอีกทานละ 3 ชื่อ ทําาเชมันนีธ้ ยฐานและ ทางแกไข วชาญมากพอ ทางแกไข และแนวทางการ เรื่อยไปจนไดผคูเชีา่ยพิ นํารายชื่อ ของ สัยระหวจึางงควอไทล ผูเชีพั ่ยวชาญเหล านั้นมานั บความถี่ที่ซ้ํา ๆ กัย เรียง ฒนาการจั ดการความเสี ่ นลงไปใน งจาก คํ า ถามแต ล ะข อ เพิ ม ่ ดเห็อนย ทีจะได ไ่ ดรจายชืากการ ตามลํานํ ดับาทีความคิ ่ซา้ํ กันมากไปน ่อ ภั ย พิ บ ต ั โ ิ ดยมี ช ม ุ ชนเป น ฐ ฐาน ตาม ี่ สัม  ผูเ ชยวชาญตามตองการ แบบสอบถาม ซึ ซงมขอความและ ่ ี  ั ภาษณม าสรา งเปปน

แนวคิดรูการจั ดการตนเอง ป แบบเหมื แบบสอบถาม อนกับฉบับแรกพรอม กับระบตํ กบร บุตาแหนงของคาตอบท าเิ แหน งของคํ ่ การวิ คราะห ข อมูาลตอบที นําํ ผลการ ผูเชี่ยวชาญแตละทานไดตอบไป ถามครั้งสุดทายเปนผลของ แลวในรอบแรก เพื่อใหแตละทาน ขอมลที ขอมู ลทรวบรวมได ่รวบรวมได นํนาไป าไป ไดทบทวนคําถามและคําตอบของ วิเคราะห หาคาทางสถิติตอไป ตนเองลงในรอบที่ 2 แลวตอบ ซึ่งมักจะวิเคราะหดวยมัธยฐาน กลับมาอีกครั้ง กลบมาอกครง และพิสยั ควอไทล


ผลการศึกษา ผลการศกษา 1. การฟนฟูชุมชนหลังประสบภัยพิบัติของชุมชน 2. การเตรียมพรอมรับมือภัยพิบัติของชุมชน 3. บทเรียี นทีพี่ บในการเตรี ใ ยี มพรอ มรับั มืือภัยั พิบิ ัติของชุมชน 4 ปญหาและแนวทางแกไขในการจดการภยพบตโดยมชุ 4. ป ไ ใ ั ั ิ ั ิโ ีชมชนเปนฐาน ช ป 5 แนวทางการพฒนาและขยายผลการดาเนนงาน 5. แนวทางการพัฒนาและขยายผลการดําเนินงาน 6. ผลการศกษาความคดเหนจากแบบสอบถาม ผลการศึกษาความคิดเห็นจากแบบสอบถาม


การฟนฟูชุมชนหลังประสบภัยพิบัติของชุมชน


การฟนฟููชุมชนหลังประสบภัยพิบัติของชุมุ ชนบานน้ําเค็ม แบงไดเปน 3 ชวง คือ ชวงที่ 1 ศูนยพักชวงคราวบางมวง องคกรพัฒนาเอกชนและหลายองคกรชวย สนับสนุน มีการบริหารโดยวางระบบใหชาวบานจัดการตนเอง จนเมื่อที่พัก อาศัยในชมชนบ อาศยในชุ มชนบานนาเคมไดรบการฟนฟู านน้ําเค็มไดรับการฟนฟจนชาวบ จนชาวบานกลบมาอยู านกลับมาอยไดดในเวลาตอมา ในเวลาตอมา ศูนยแหงนี้ก็ไดยายตามมาและเปลี่ยนชื่อเปน "ศูนยประสานงานชุมชนบาน น้ําเค็ม" บริหารจัดการโดยกรรมการจากชาวบานที่อาสาทํางานเพื่อชุมชน ชวงที่ 2 หลังจากจัดระบบศูนยชั่วคราวเรียบรอยในระดับหนึ่ง ก็มีการฟนฟู อาชีพ เริ่มจากจัดตั้งกลุมออมทรัพยและจัดตั้งกองทุนอาชีพ โดยประสาน แหลงทุน สนับสนุนสมาชิกในกลุมตางๆ ชวงที่ 3 กอตั้งเปนธนาคารชุมชน การออมทรัพยกับกองทุนนี้เปนอีก ประการ ที่ทําใหชาวบานมีรากฐานที่ทําใหสานตอการพัฒนาชุมชนไดในเวลา ตอมา


ปญหาและแนวทางแกไขใน การจัดการภัยพิบัติโดยมีชมชนเป การจดการภยพบตโดยมชุ มชนเปนฐาน นฐาน


ADPC อบรม CBDRM ใหกับ แกนนําชุมชน ต.ค.2547 แตก็ ยังไมเกิดทีมทํางาน

สึนามิ

อบต.และองคกรพฒนาเอกชน  ั ช รวมกันสนับสนุนงบประมาณ อบรมอปพร.บานน้ําเค็ม

ศูนยพ  ักชััว่ คราวบางมว ง เริ่มรวมกลุม เกิดศูนยประสานงาน ชุมชนบานน้ําเค็ม

พอช. มูลนิธิชุมชนและเครือขาย

แผนชีวิตชมชนภาคใต แผนชวตชุ มชนภาคใตชวยกน ชว ยกัน จัดตั้งการรวมกลุมใหชาวบาน

ชาวบานตั้งสภากาแฟ ซึ่งเปนที่ พูดคุยกันถึงปญหา เรื่องอาชีพและ นําไปสูการรวมกลุมกัน และเกิดเงินออมเปนตนทุุนทํางาน

ชุมชนพัฒนาศักยภาพของตนเอง

ดวยการอบรมและศึกษาเรียนรู การจัดการจากชุมุ ชนอื่นๆ

อบต.สมทบงบประมาณในการอบรม พัฒนาขีดความสามารถใหกับทีม เตรียมพรอมปองกันภัย

ปภ.ทําโครงการชุมชนเขมแข็งเตรียม พรอมปองกันภัย ใหเปนชุมชนตนแบบ องคกรพัฒนาเอกชนสนับสนุนดาน คําปรึกษาและการหาความรูเพิ่มเติม

ยายกลับมา ชชมชนบ วุ งเริ่มนตนาการจั การม นน นน้ําดเค็

ชาวบานไมมั่นใจในระบบเตือน ภัยทีภ่ าครัฐมาตั้งให

จึงสรางความมั่นใจใน การดํารงชีวิต โดย เตรียมพรอมรับมือภัย พิบัติของชุมชนเอง

พัฒนาชมชน พฒนาชุ มชน

ชวงสาานตอการจัดกการ

ปภ.จังหวัดและอบต. รวมกัน แตงตัง้ อปพร.บานน้ําเค็ม

ชววงเริ่มตนการรจัดการ

บทบาทของแตละภาคสวน ในการฟนฟูชุมชนหลัง ประสบภัยพิบต ั ิของ ชุมชน จากสภากาแฟมาเปนศูนย ประสานงานชุมชนบานน้าํ เค็ม ทําหนาที่ประสาน ภาครฐ ทาหนาทประสาน ภาครัฐ องคกรพัฒนาเอกชน อาสาสมัคร และคนทั่วไปที่เขามาชวยชุมชน

*หมายเหต หมายเหตุ เสนสีเขียว คือ ชุมชน เสนสีฟา คือ องคกรพัฒนาเอกชน เสนสีสม คือ ภาครัฐ


สรางอาสาสมัครที่ เป ปนทางการ “ความไมมั่นใจในระบบเตือนภัยของภาครัฐ ทําใหชาวบาน น้ําเค็ม ลกขึ นาเคม ลุกขนมาเตรยมพรอมรบมอกบภยดวยตนเอง” ้นมาเตรียมพรอมรับมือกับภัยดวยตนเอง” ชาวบานแกปญหาโดย ชาวบ านแกปญหาโดย สรางทีมอาสาสมัคร เพื่อฝายตางๆรับมือกับ เหตการณ เหตุ การณฉุฉกกเฉิ เฉนน ได ไดแก แก

ฝายบริหาร คือ คณะกรรมการจัดการภัยพิบัตบิ า นน้าํ เค็มและศูนย ประสานงานชมชน ทําหนาที่เชื่อมกลมคนต างๆในชมชนเข าดวยกัน ประสานงานชุ มชน ทาหนาทเชอมกลุ คนตางๆในชุ มชนเขาดวยกน

ฝายปฏิบัติ คือ ทีมอาสาสมัครปองกันภัยฝายพลเรือนบานน้าํ เค็ม ซึ่งแบงฝายเปน ฝายเฝาระวังภัย ฝายรักษาความสงบ ฝายอํานวยความสะดวกในการจราจร ฝายกููภัย ฝายพยาบาล

ดานการพัฒนาขีดความสามารถหลังจากตั้งทีมแลว - โครงการหนึ่งตําบลหนึ่งทีมกููภัย ((OTOS)) ไดพัฒนาขีดความสามารถดานการกููชพี กูภู ัยเปนทีมใหกับอปพร. - โครงการชุมชนเขมแข็งเตรียมพรอมปองกันภัย พัฒนาตอยอด การจัดการความรู การจัดการความเสี่ยง การพัฒนา ทักษะดานการจัดบริหารทีมและการจัดการภัยตางๆ ที่ครอบคลุมดานสังคมและสิ่งแวดลอมใหกับทั้งอาสาสมัคร แกนนําชุมชน และชาวบานทั่วไป


ส า สร  งแผนเตรีย ี มพรอ  ม รับมือกับภัยพิบัติ หลักการของ คือ กอนเกิดภัยพิบัติ ทุกภาคสวนจะตอง รวมมือกันเตรียมความพรอม สรางความตระหนก สรางความตระหนัก รวมมอกนเตรยมความพรอม ปรับปรุงสิ่งกอสรางตางๆ รวมไปถึงสิ่งแวดลอมรอบชุมชน ใหสามารถลดผลกระทบจาก คลื่นสึนามิมากที่สดุ แผนนี้มีกิจกรรมหลัก 4 สวน คือ 1. การจัดทําแผนและอบรมเตรียมความพรอม ประกอบดวย การประชุมแผนอพยพ 2. การศึ ก ษาดู ง าน เรี ย นรู รณรงค การศึ ก ษาดู ง านสร า งความพร อ ม จั ด ทํ า สื่ อ ประชาสัมพันธส ิง่ พิมพ 3. การซักซอมเพื่อความพรอม การซอมแผนอพยพ จัดตั้งคณะทํางานภายในซอย 4 การพฒนาปรบปรุ 4. การพัฒนาปรับปรงอปกรณ งอุปกรณ อาคารและบรเวณพนท อาคารและบริเวณพื้นที่ จดทาปายบอกทางหนภย จัดทําปายบอกทางหนีภัย พัฒนาระบบหอกระจายขาว จัดชุดวิทยุสื่อสารสําหรับอาสาสมัคร ทําแนวปองกันภัย ธรรมชาติ (ปลููกปาชายหาดและปาชายเลน และขยายเสนทางจราจร


ปจจัยที่มีผลตอการจัดการตนเอง ของการเตรียมพรอมรับมือภัยพิบัติ ของชุมชนบานน้ําเค็ม

สึนามิ

ศูนยประสานงานชุมชน บาน้ําเค็ม

มีศูนยประสานงานชุมชนที่เชื่อมโยง สมาชิกผานกิจกรรมกลุมอาชีพและกลุม ออมทรัพยที่ชักนําดานเศรษฐกิจ การ ออมทรพยทชกนาดานเศรษฐกจ รวมกลุม ของชาวบานไปควบคูกนั

เรยนรู เรี ยนรและสะทอน ละสะทอน บทเรีมียสรานงศักยภาพ มีผนู ําและทีม ที่มีศักยภาพ

ดวยการเรียนรู

การตั้งทีม เตรียมพรอม รับมือภัยพิบัติ ของชุมชน

พัฒนาการเตรียม ความพรอมรับมือ ความพรอมรบมอ ภัยพิบัตติ อไป

คนในชุมชน ภาครัฐและองคกรตางๆ ตระหนัก ถึงความสําคัญของการดําเนินงานจึงขับเคลือ่ น การดําเนินงานดวยกันได การดาเนนงานดวยกนได

ปรั ั บ ตั ั ว มีทุนและทรัพยากร มีการสนับสนุนการ

พัฒนาศักยภาพ ตอยอดจากภายนอก

ที่มาจากภายนอก ชุมชนมาสนับสนุน


บทเรียนที่พบในการเตรียมพรอมรับมือภัยพิบัติของชุมชน


การจัดการความ สี่ยงจากภัยพิบัติโดยมีชมชน การจดการความเสยงจากภยพบตโดยมชุ มชนเปนฐาน ปนฐาน กระบวนการมสวนรวมเปนสงทสาคญทสุ กระบวนการมี สวนรวมเปนสิ่งที่สําคัญที่สดในการดํ ดในการดาเนนงาน าเนินงาน ชุชมชนจะต มชนจะตองเปนเจาภาพในการ องเปนเจาภาพในการ ดําเนินงานทุกขั้นตอน นับตั้งแตการเลือกวิธีหรือกระบวนการที่จะนํามาใชในการสรางความปลอดภัย ใหกับชุมชนไปจนถึงการสะทอนบทเรียนที่ชุมชนไดทําลงไป

แนวคิดการดํารงชีวิตที่ยั่งยืน ทุนทางสังคมและทุนมนุษยเปนปจจัยหลักในการพัฒนาการดําเนินงาน จากกระบวนการที่จะ กอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะพัฒนาชมชนตามแนวคิ กอใหเกดการเปลยนแปลงทจะพฒนาชุ มชนตามแนวคดน ดนี้ พบวา พบวา ชมชนบ ชุมชนบานนาเคมมการดาเนนงาน านน้ําเค็มมีการดําเนินงาน ที่คูขนานไปดวยกัน คือ การสรางการจัดการองคกรชุมชน (Building Organization) จากการ วาง รากฐานไว ฐ ตั้งแตอยููที่ศูนยพักชั่วคราวบางมวง ซึ่งมีการสานตอเขากับการจัดการความเสี่ยงจาก ภั ย พิ บั ติ ทั้ ง เทคนิ ค ในการจั ด การภั ย พิ บั ติ แ ละความรู ท างวิ ช าการด า นอื่ น ๆ เป น การสร า งขี ด ความสามารถ (Building Capacity) ที่ตอยอดจากการจัดการที่เขมแข็ง ทําใหการดําเนินงานตางๆ ขับเคลือ่ นตอไปได ไ ไ อยางเปนระบบ


ตนทุนใน การดํารงชีวิต

ความเปราะบาง

ทางกายภาพ • ความเสียหาย • แนวโนม • ฤดูกาล ความเปราะบาง ทางสังคม

ความรู ทักษะ ทุนทางสังคม งบประมาณ

แนวกันภัยตาม ธรรมชาติ

ปญหาที่พบในการดําเนินงาน

เสนทางอพยพ

โครงสรางและกระบวนการ ที่กอ ใหเกิดการเปลี่ยนแปลง

• การรวมกลุ การรวมกลม • การจัดการความ เสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยมีชมชนเป โดยมชุ มชนเปนฐาน นฐาน • การพัฒนาขีด ความสามารถ

วิธีการ ดําเนินชีวิต

กระบวนการรมีสวนรวม

บริบทของความเสี่ยงและ ความเปราะบางของชุมชน

ผลที่ชุมชนไดรับ

ความเปราะบาง ในการดําเนิน ชีวิตลดลง


ตนทุนในการดํารงชีวิตสําหรับเตรียมพรอมรับมือกับภัยพิบัติของชุมชนบานเค็ม ทุุนมนุษ ุ ย ความรู ความ เขาใจ ทักษะ ใน การจัดการภัย ของอาสาสมัคร ของอาสาสมคร ความเปนผูนํา ของแกนนํา ชุมชน การพัฒนาขีด ความสามารถ ของชาวบาน

ทุน ธรรมชาติิ

ทุนทาง การเงินิ

ทุน กายภาพ

ทุุนทางสังคม

ทะเล

งบประมาณ จาก องคการ บริหารสวน ตําบล ตาบล

ถนนและ เสนทาง อพยพ

ทุนทางสังคม ภายในชุมชน

ปปาชายเลน าชายเลน และ ปาชายหาด (แนวกันภัย ตาม ธรรมชาติ)ิ

ทุนทางสังคมจากชุมชน รอบขางและองคกร อุปกรณ งบสนับสนุน กููชีพ กููภัย พัฒนาเอกชนในพื้นที่ จากองคกร จากองคกร ของ พัฒนาเอกชน ทุนทางสังคมระหวาง อปพร. ชุชมชนกบภาครฐ ช ั ั


ความสัมพันธ ระหวางคนภายในชุมชน

ความสัมพันธ ระหวางองคกรและชุมชนอื่นๆ

ความสมพนธระหวางชุ ความสั มพันธระหวางชมชนกั มชนกบหนวยงานภายนอก บหนวยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ องคกรพัฒนาเอกชน

ปภ. NGOs

ภาค ธุรกิจ

อาสา สมัคร

NGOs ภาค ธุรกิจ

ทุทนทางสั นทางสงคมยดเหนยว งคมยึดเหนี่ยว

อปท.

อบต อบต. ทุนทางสังคมเชือ่ มโยง ทุนทางสังคมยึดโยง

แสดงความสัมพันธของทุนทางสังคมในการจัดการภัยพิบตั ิของชุมชนบานน้ํ้าเค็ม


การดําเนินงาน

โดยองคกรพัฒนาเอกชน การสรางการจัดการชุมชน (Organization Building )

จัดการ ศูนยอพยพ ฯ

ฟนฟูอาชีพ ยกระดับความคิด ออมทรัพย ดานเศรษฐกิจสังคม การเมือง

การจดการความเสยงจากภยพบต การจั ดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยมีชุมชนเปนฐาน (CBDRM)

โดยองคกรชุุมชน,, ภาครัฐ, ฐ, องคกรพัฒนาเอกชน การสรางความสามารถ (Capacity building) ดานการจัดการภัยพิบัติ

การตั้งทีม อปพร.

ความรูดาน ภัยพิบัติ และการรับมือ

เทคนิค การกูภยั

ชวงเวลา


ปญหาและแนวทางแกไขในการจัดการภัยพิบัติโดยมีชมุ ชนเปนฐาน


ปปญหาในชวงแรก ญหาในชวงแรก • ชุมชนยังขาดประสบการณในการรับมือและฟนฟูตนเองหลังภัย • ชาวบานยังขาดความตระหนักในการจัดการภัย เนื่องจากใหความสําคัญกับการเลี้ยงชีพมากกวา • ชาวบานขาดความเชื่อถือในการดําเนินงานกันเอง วิธีแกไข • ปญหาความไมมั่นใจในการดําเนินงาน สรางความรูความเข าใจในการดําเนินงานและสราง ความรว มมืือกนในการแก ั ใ ปญหาและลดความขดแย  ั งที่ี • ปญหาอคติ ป แิ ละความขดแย ั ง ภายในชุ ใ มชน เกิดขึ้น

ปญหาในชวงสานตอการจัดการ •พบปญหาดานการสรางการมีสวนรวมในระยะยาว •ปปญหาการขาดงบประมาณในระยะยาว ป ใ

วิธีแกไข การผสานกลุม ต า งๆในชุ มชน ใหเ กิด การสื่อ สารกั น อยางตอเนื่อง ซึซงนาไปสู อยางตอเนอง ่งนําไปสการพงพาตนเองในการสราง ารพึ่งพาตนเองในการสราง รายไดมาสํารองหรือหมุนเวียนการดําเนินงานตอไป


ภาครััฐ

1. ภาครัฐมีการดําเนินงานไมตอเนือ่ ง เพราะ ความแปรผันทางการเมือง 2. การดําเนินงานในภาคปฏิ บัติถูกมองวา เปน แบบ Top-Down อยู ใ ประสบการณในกระบวนการมีสวนรวมของภาครัฐยังมีนอย การแปลแผนการ ดําเนินงานสูกระบวนการมีสว นรวมจึงเปนไปไดจํากัด 3. มีระเบียบในการดําเนินงานที่ซับซอน ภาคสวนซึ่งตองอาศัยความยืดหยุน สูง จึงยังเปนไปไดไมเต็มที่ 4. งบประมาณ ป ป ประเทศไทยสนใจงบเรื ไ ใ อื่ งเตรียี มพรอ มปปองกัันภััยพิิบัตินอยมาก 5. กําลังคนไมเพียงพอ ทําใหการอบรมทําไดลาชา กรมปองกันและบรรเทา สาธารณภัยเพิ่งกอตั้ง จึงยังมีกําลังคนทีจ่ ะกระจายการอบรมไดนอย


ปญหาในชวงแรก •ปญหาดานความใสใจในการปฏิบัติงานของเจาหนาที่จากภาครัฐ •ผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถิ่นบางแหงก็ยังไมสามารถดําเนินงานเชิงรุก •ปปญหาการมสวนรวมในการวางแผนระหวางภาครฐกบชุ ญหาการมีสวนรวมในการวางแผนระหวางภาครัฐกับชมชน มชน • ปญหาการประสานงานระหวางองคกร

ปญหาในชวงสานตอ • ระเบยบราชการทาใหการนางบประมาณมาสู ระเบียบราชการทําใหการนํางบประมาณมาสชมชนไม ุมชนไมคลองตว คลองตัว • การพัฒนา CBDRM ใหเกิดขึน้ ในระยะยาว วิธีแกไข • ขาดเจาภาพหลักในการจัดการ

วิธิ ีแกไ ข ผูปฏิบัติงานจากทุกภาคสวนปรับเปลี่ยน ทัศนคติใหเปนการทํางาน ทุกองคกรตอง ทําํ งานเปปนทีมี เดียี วกนั ตอ งให ใ ค วามสําํ คญ ั กั บ การดํ า เนิ น งานโดยชุ ม ชนเป น ฐาน กล า วคื อ ต อ งทํ า งานโดยให ชุ ม ชนเป น ศูศนย นยกลาง กลาง ทุทกส กสวนตองเหนประโยชนของ วนตองเห็นประโยชนของ ชุมชนเปนหลัก ใหอํานาจการตัดสินใจอยู ที่ชุมชน

การทํา CCBDRM ในระยะยาวของชมชนต ง ุ องงมาจากการเชื่อมโยงการดํ ง าเนินดาน อื่ น ๆของชุ ม ชนและองคก รเครื อ ข า ยมาร ว มดว ย โดยมีก ารสื่ อ สารเรื่ อ งความ รับผิดชอบ หนาที่ และเจาภาพที่ชัดเจน


แนวทางการพัฒนาและขยายผลการดําเนินงาน


แนวทางแกปญหาทีพ่ บในกระบวนการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเปนฐาน ทุนทาง สังคม

ชวงสานนตอการจัดดการ

ชชวงเริ่มตนกการจัดการ

ทุนมนุษย

ทุนทาง การเงิน

รวมกลุม ทุน สิ่งแวดลอม

ทรัพยากร

ทุนทาง กายภาพ

วางรากฐานการจัดการตนเอง

ตองมีพี่เลี้ยงที่ให คําปรึกษาใน แลกเปลี ป ย่ี นความคิดิ เห็น็ การดําเนินงาน สื่อสารเรื่อง บผิดชอบและ สรางความตระหนักความรั สรางความตระหนก เจาภาพที่ชัดเจน

สรางทีมปฏิฏบัติงานน

หาแกนนํ าตัวจริงทีา่จและสร ะรับผิดชอบการดํ หาแกนนํ างทีม าเนินงาน พัฒนาทักษะการจัดการภัยพิบัติ(สรางทุนมนุษย)

สรางแผนเตรียมพรอมรับมือภัยพิบัติ

ภาครัฐเอื้ออํานาจดวยการรับรองการดําเนินงาน ประเมิ ย่ งรวมกับชาวบาน ระดมความคิ แบงดหน าทีน่รความเสี ับผิดชอบ ดําเนินงานลดความเสี่ยงทางกายภาพแกชมุ ชน

พัฒนาขีดความสามารถเพิ่มเติม

ตอยอดทักษะในการจัดการภัยที่จําเปนเพิ่มเติม จัดหาเครื่องมือและอปกรณ จดหาเครองมอและอุ ปกรณทจาเปนในการจดการ ที่จําเปนในการจัดการ

ผสานเขากับกลุมตางๆในชุมชน สรางเครือขายกับชุมชนขางเคียง และองคกรที่เกี่ยวของ

โยงการดําเนินงานและการรวมกลุม สรางการดําเนินงานในระยะยาว เตรียมพรอมชวยเหลือกันและกันในอนาคต แลกเปลี่ยนเรียนรู สะทอนบทเรียนระหวางชุมชน


ชวงเริ่มตนการจัดการ

ขั้นตอนที่

1 2 3 4

เลือื กชุมชนทีมี่ ีความพรอ มและความตัง้ั ใจในการจั ใ ใ ดั การตนเองกอ น

• การเลือกชุมชนและพืน้ ที่ดําเนินงาน •

ประสานองคกรชุมชนหรือองคพัฒนาเอกชนที่มีทนุ ทางสังคมมารวมมือกันสื่อสาร เรื่องสิทธิและ การทํามวลชนสัหน การทามวลชนสมพนธ มพัา ทีนีใ่ ธหชและการสร และการสรางความเขาใจกบชุ าใจกั บชมชน มา ชน ัดเจน ควบคูไาปกั ปงความเข ับใใหความรู พืน้ ฐานด นภัยั พิบิ ตั ิ เพือื่ สรางความตระหนักั ในการจั ใ ัดการ

แรกตองคนหาแกนนําที่เปนตัวจริงมาเปนอาสาสมัครรวมกันทํางาน • การจัดองคกรชุมขั้นชนในการจั ดการภัยพิบตั ิ จากนัน้ กระตนให จากนนกระตุ ใหภายในชุ ภายในชมชนได มชนไดเชอมโยงการเรยนรู เชื่อมโยงการเรียนรเขขาดวยกน าดวยกัน

องคก่ยรปกครองส องถิ่นตอสงมี สววนร วมในการประเมิ • การประเมินความเสี งจากภัยพิบวนท ัติโดยการมี วนร มของชุ มชน นความเสี่ยง

ทําแผนลดความเสี่ยงของชุมชน และเผยแพรแผนที่เกิดขึ้นสูชาวบานทั่วไปดวย ทําแผนโดยใหอํานาจในการตัดสินใจ (Empower) โดยการมีสวนรวมจากภายในชุมชนเปนหลัก ตามความรูค วามเขาใจและการยอมรับรวมกัน

5

• การจัดทําแผนการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยการมีสวนรวมของชุมชน

6

• การเสริมสรางขีอํดาความสามารถให แกชุมาเนิชนนงานภาคปฏิบัตใิ นเชิงรุก แกผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถิ่นดวย นาจหนาที่และแนวทางดํ

หลังจากจัดตั้งคณะกรรมการชมชนแล หลงจากจดตงคณะกรรมการชุ มชนแลวว ควรสนบสนุ ควรสนับสนนทํ นทางานภาคชุ างานภาคชมชนให มชนใหเขมแขง เขมแข็ง ควบคู ควบคกบสอนวธใช ับสอนวิธีใช

ควรตรวจสอบการรวมกลุมของคณะทํางานเปนประจําทุกป วาฝอหรือสลายตัวไปหรือ • การตดตามการทางาน การติ ดตามการทํ การรายงานผลและการปรั การรายงานผลและการปรบปรุ บปรงแก งแกไข ไเนิข นิ งานแทนผูทีห่ ายไป ชวงสานต ชวงสานตอการจดการ อการจั ดการยัังางาน เพื ่ ื อ ที ่ ี จ ะได ไ ส  นั ั บ สนุ น ให ใ ม  ก ี ารสรรหาผู  ท ี ่ ม าดํ ํ า ไป 7

ชวงสานตอการจัดการ


ผลการศึกษาความคิดเห็นจากแบบสอบถาม


เหตุผลในการทํ ใ าเดลฟาย เพอเกบขอมู เพื ่อเก็บขอมลเชิ ลเชงสถต งสถิติ สาหรบใชยนยนความคดเหนตามจุ สําหรับใชยืนยันความคิดเห็นตามจดประสงค ดประสงคของการวจย ของการวิจัย คือ ศึกษาปญหา แนวทางในการแกไขและแนวทางพัฒนาการจัดการความเสี่ยง จากภัยพิบัติโดยมีชมมชนเป จากภยพบตโดยมชุ ชนเปนฐานของชุ นฐานของชมชนบ มชนบานนาเคม านน้ําเค็ม

ผลการวิเคราะหขอมููล ผลการวิเคราะหในรอบที่สองนี้สามารถแสดงผลเปนตารางได 3 สวน คือ สวนที  ี่ 1 ขอท  ี่ 1-7 1 7 คําํ ถามเกยวกบ ี่ ั บทบาทของผูท มสวนรวมดํ ี่ ี   าํ เนนงานในกระบวนการ ิ ใ จัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเปนฐานจากภาคประชาสังคมตามขั้นตอนตางๆ สวนที่ 2 ขอท สวนท ขอที่ 88-20 20 คาถามเกยวกบ คําถามเกี่ยวกับ ปปญหาและแนวทางในการแกไขทพบในการจดการ ญหาและแนวทางในการแกไขที่พบในการจัดการ ความเสีย่ งจากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเปนฐานของชุมชนบานน้ําเค็ม สวนที่ 3 ขอที่ 21-25 แนวทางการพัฒนาการจัดการความเสีย่ งจากภัยพิบัติของชุมชนบาน น้ําเค็ม


ความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผูที่มีสวนรวม ในกระบวนการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเปนฐานจากภาคประชาสังคมตามขั้นตอนตางๆ

ขอ คามัธยฐาน คาเฉลี่ย

ระดับความ คิดเห็น

1

5

5

2

5

4.56

เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวยอยางยิ่ง เหนดวยอยางยง

3

5

4.44

4

5

5

คา พิสิ ัย ระหวางควอ ไทล ไทล 0

ความสอดคลอง ของความคิดเห็น สอดคลอง

1

ส สอดคลอง 

เห็นดวยอยางยิ่ง

1

สอดคลอง

4.89

เห็น็ ดวยอยา งยิิง่

0

สอดคลอง

5

4.67

เห็นดวยอยางยิ่ง

0.5

สอดคลอง

6

5

4.78

เห็นดวยอยางยิ่ง

0.5

สอดคลอง

7

5

4 56 4.56

เห็นดวยอยางยิ่ง

1

สอดคลอง สอดคลอง

กลุมผูเชี่ยวชาญมีความคิดเห็นที่สอดคลองกันดานบทบาทของผูที่สวนรวมในการดําเนินงาน


ความคดเหนเกยวกบบทบาทของผู ความคิ ดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของผที่มมสวนรวมดาเนนงานในกระบวนการจดการความเสยง ีสวนรวมดําเนินงานในกระบวนการจัดการความเสี่ยง จากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเปนฐานจากภาคประชาสังคมตามขั้นตอนตางๆ

ƒ ƒ ƒ ƒ ƒ ƒ ƒ

ชุมชนจะตอ งเปน หลักั ทีจี่ ะจัดั การความเสียี่ งจากภัยั พิบัติทีต่ นเองเผชิญอยู องคกรพัฒนาเอกชนสามารถรวมกับภาครัฐทํามวลชนสัมพันธสรางความไววางใจในการ สื่อสารกับชมชน สอสารกบชุ มชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น ตองมีสวนรวมกับองคกรชุมชน ในการทําแผนจัดการความ เสี่ยงจากภัยพิบัติ ดําเนินงานสอดคลองไปในทางเดียวกัน ภาครัฐหรือองคกรควรใหความสําคัญกับการใหความรู สรางความตระหนัก และเผยแพร แผนจัดการภัยของชุมชนแกชาวบานทั่วไปเพิ่มขึ้น ควรมีีการพััฒนาขีีดความสามารถของทัั้งกลุมอปพร. คณะกรรมการชุมชน และชาวบาน ทั่วไปควบคูกัน ภาครั ฐ หรื อ องค ก รที่ ส นั บ สนนควรอบรมการบริ ภาครฐหรอองคกรทสนบสนุ น ควรอบรมการบรหารจดการแกคณะกรรมการชุ ห ารจั ด การแก ค ณะกรรมการชมชนจน ม ชนจน ดําเนินงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ในระยะยาว หนวยงานเจาภาพผููใหการอบรมควรตรวจสอบการรวมกลุุมของคณะทํางาน เปนประจําทุกป วาฝอหรือสลายตัวไปหรือยัง เพื่อที่จะไดสรรหาผูที่มาดําเนินงานแทน


ความคิดเห็นเกี่ยวกับปญหาและแนวทางการในแกไข ที่พบในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเปนฐานของชุมชนบานน้ําเค็ม ขอ

คามัธยฐาน

คาเฉลีย่

ระดับความคิดเห็น

8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20

4 4 4 5 4 4 4 3 5 4 5 5 4

4 4.22 4.22 4.56 3.89 4.22 4 3.44 4.78 4 4.67 4.78 4 11 4.11

เห็นดวย เห็น็ ดว ย เห็นดวย เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวย เห็นดวย เห็นดวย ไมแนใจ เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวย เหนดวย เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวย เหนดวย

คคาพสย าพิสัย ความสอดคลองของ ความสอดคลองของ ระหวางควอไทล ความคิดเห็น 1.5 สอดคลอง 1 สอดคลอ ง 1.5 สอดคลอง 1 สอดคลอง 1.5 สอดคลอง 1 สอดคลอง 1 สอดคลอง 1.5 สอดคลอง 0.5 สอดคลอง 15 1.5 สอดคลอง สอดคลอง สอดคลอง 1 สอดคลอง 0.5 สอดคลอง สอดคลอง 1

กลุมผูเชี่ยวชาญมีความคิดเห็นที่สอดคลองกันเกี่ยวกับปญหาและแนวทางการในแกไขดังนี้


ปญหาจาก ปญหาความตระหนักในการจัดการตนเอง ปญหา ชาวบานไม ไ ใหความสําคััญกัับการจััดการภััยพิิบัติเปน ลํ า ดั บ ต น ๆของวิ ถี ชี วิ ต สามารถแก ไ ขได โ ดย ผูปฏิบัติงานตองสื่อสารใหชาวบานรูหนาที่ของตนเอง ในเตรี ย มพร อ มรั บ มื อ ภั ย พิ บั ติ จากนั้ น จึ ง กระตุ น ให ชาวบานรวมกลุมเพื่อดําเนินงานตอดวยตนเอง

ภายในชุุมชน

ปญหาความเชื่อถือในการดําเนินงานกันเองของ คนในชุมชน สามารถแกไขไดโดย จัดตั้งอาสาสมัคร ปองกันภัยฝายพลเรือน (อปพร.) ใหเปนผูปฏิบัติงาน หลักในการเตรียมพรอมรับมือกับภัยพิบัติ สรางความ หลกในการเตรยมพรอมรบมอกบภยพบต สรางความ มั่นใจในการดํารงชีวิตแกคนในชุมชน

ชวงเริ่มตนการจัดการ ปปญหาความไมมนใจในการดาเนนงาน ไ  ั่ ใ ใ ํ ิ การ สื่อสารเกี่ยวกั บสิทธิ หน าที่ รวมถึ งโครงสร างการ ดํ า เนิ น งานของทั้ ง ภาครั ฐ และภาคชุ ม ชนในการ จัดการภัยพิบัติต้ังแตข้ันมวลชนสัมพันธ จะชวยให ใ ชาวบานที่รับผิดชอบจัดการ มีความกังวลเรื่องการ ทํ า งานข า มขั้ น หรื อ ทั บ ซ อ นกั บ ระเบี ย บของทาง ราชการนอยลง

อคตและความขดแยงภายในชุ ิ ั  ใ ชมชชน ปญหาอคต ป ิ และความคิ ดเห็น ที่ ต า งกัน ระหว างภาครัฐ องคก ร พั ฒ นาเอกชนและองค ก รชุ ม ชน เป น อุ ป สรรคใน กระบวนการมีสวนรวม ตองแกดวยการหาคนกลาง มาช ว ยปรั บ ความเข า ใจและหาวิ ธี ก ารดํ า เนิ น งาน รวมกัน


ปญหาจาก ป ญ หาด า นการมี ส ว นร ว ม การแก ป ญ หาที่ ชุ มชน มักจะไมสามารถสานตอการจัดการภัย พิบัติในระยะ ยาวนั้น สามารถแกไขไดโดย คณะทํางานของชุมชน ตองผสานกิิจกรรมอื่ืน ซึึ่งเปปนกิิจกรรมตอเนืื่องทีี่มีอยู ในชุมชน เชน กลุมออมทรัพย กลุมอนุรักษสิ่งแวดลอม ดึงใหชาวบานไดรวมตัวเพิ่มโอกาสใหผูปฏฏิบัติงานได พบ ไดพูดคุย ควบคูกันไป

ภายในชุุมชน

ชวงสานตอการจัดการ ชวงสานตอการจดการ

ป ญ หาการขาดงบประมาณ ในระยะยาว องค ก ร ปกครองสวนทองถิ่นควรมีแผนการใชงบประมาณ เพื่อ เตรี ย มพร อ มรั บ มื อ ภั ย พิ บั ติ แ ก ชุ ม ชน ในขณะเดี ย วกั น ชุชมชนเองก็ มชนเองกควรมกองทุ ควรมีกองทนหรื นหรอกลุ อกลมอาชพทจะสารองเงนไว อาชีพที่จะสํารองเงินไว ใชในภาวะฉุกเฉินและสานตอการจัดการตนเองดวยความ คลองตัวตอไป


ปญหาจาก ป ญ หาด า นความใส ใ จในการปฏิ บั ติ ง านของ เจาหนาที่ีจากภาครััฐ การพััฒนาความรูความเขาใจ ใ และอุดมคติของเจาหนาที่ใหตื่นตัวกับการปฏิบัติงาน ด ว ยกระบวนการมี ส ว นร ว มกั บ ชุ ม ชน จะช ว ยลด ป ญ หาด า นการขาดกระบวนการมี ส ว นร ว มระหว า ง เจาหนาที่ของภาครัฐกับชุมชน

ภายนอกชุุมชน

ป ญ หาความเข า ใจเรื่ อ งความรั บ ผิ ด ชอบ หน า ที่ ของภาครั ฐ ควรสอนวิ ธี ใ ช อํ า นาจหน า ที่ แ ละแนว ทางการดําเนินงานในภาคปฏิบัติแกผูบริหารองคกร ปกครองสวนทองถิ่น เพื ปกครองสวนทองถน เพอสรางการดาเนนงานเชงรุ ่อสรางการดําเนินงานเชิงรกก ในการแปลงนโยบายและความรูตางๆมาเปนวิธีปฏิบัติ

ชวงเริ่มตนการจัดการ ปปญหาการมสวนรวมในการวางแผนระหวาง ี ส  ใ  ภาครัฐกับชุมชน องคกรพัฒนาเอกชนควรรวมมือ กั บ ภาครั ฐ ช ว ยกั น ทํ า มวลชนสั ม พั น ธ ส ร า งความ เขาใจด ใ านจัดการภัยพิบัติ คนหาแกนนําชุมชนจัด กระบวนการรวมกลุ ม และช ว ยวางรากฐาน กระบวนการมีสวนรวม

ปปญหาการประสานงานระหวางองคกร ป ส   ควร สรางชองทางในการประสานการดําเนินงานที่ชัดเจน องคก รตา งๆ ที่ลงมาในชุมชน ตอ งไมแสดงความ เป น เจ า ของพื้ น ที่ ต อ งทํ า งานโดยให โ ใ ชุ ม ชนเป น ศูนยกลาง เชิญทุกสวนมาวางแผนที่หมูบานรวมกัน ให อํ า นาจการตั ด สิ น ใจอยู ที่ ชุ ม ชน และทุ ก องค ก ร ตองทํางานเปนทีมเดียวกันโดยเทาเทียมกัน


ปญหาจาก

ภายนอกชุุมชน

ชวงสานตอการจัดการ ป ญ หาด า นงบประมาณ ในช ว งต น ของการ ดํ า เนิ น งาน องคกรพฒนาเอกชนทมความ ดาเนนงาน องค ก รพั ฒ นาเอกชนที่ มี ค วาม คล อ งตั วด า นการเงิ น สามารถให ก ารสนั บ สนุ น ด า นงบประมาณร ว มกั บ ภาครั ฐ ในการแก ไ ข สถานการณภัยพิบัติของชุมชนได


แนวทางพัฒนา แนวทางพฒนา การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบตั ิของชุมชนบานน้ําเค็ม

ขอ คามธยฐาน ขอ คามัธยฐาน คาเฉลย คาเฉลี่ย ระดบความคดเหน ร ดับความคิดเห็น 21 22 23 24 25

5 5 4 5 4

44.56 56 4.67 4 33 4.33 4.78 4.89

เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวยอยางยิ่ง เหนดวย เห็ นดวย เห็นดวยอยางยิ่ง เห็นดวย เหนดวย

คาพิสัย ความสอดคลอง ระหวางควอไทล ของความคิดเห็น 1 1 1 0.5 0

สอดคลอง สอดคล อง สอดคลอง สอดคลอง สอดคลอง สอดคลอง สอดคลอง สอดคลอง

กลุมผูเชี่ยวชาญมีความคิดเห็นที่สอดคลองกันเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาดังนี้


แนวทางพัฒนา แนวทางพฒนา การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบตั ิของชุมชนบานน้ําเค็ม ƒ ƒ ƒ ƒ ƒ

ควรพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบาน โดยผสานการฟนฟูอาชีพและการออมทรัพย ควบคูกับ การใหความรูดานการจัดการภัยพิบัติ การสรางการมีสวนรวมจากภายนอกชุมชน ควรเริ่มตนโดย ผลักดันใหคนในชุมชนสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนเกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน ใหคนในชุมชนเปนประโยชน รว มกนั การพัฒนาการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ตองใหความสําคัญตนทุนในการดํารงชีวิต คือ ™ ทุทนมนษย นมนุษย ดานการรวมกลุ ดานการรวมกลม ความเปนผู ความเปนผนาํ ความร ความรู ทกษะในการจดการภยพบต ทักษะในการจัดการภัยพิบัติ ™ ทุนทางสังคม ดานความสัมพันธที่เชื่อมโยงความชวยเหลือเขามาสูชุมชน ผูปฏิบัติงานควรวางรากฐานใหคนในชุมชนรวมกลุมและพึ่งพาตนเองเปนหลักกอน จากนั้นจึง อบรมสรางทักษะการจัดการภัยพิบัติ ควบคูไปกับการพัฒนาขีดความสามารถของชุมชน ทําให ชุมชนเกิดทีมที่สานตอการจัดการไดดวยชุมชนเอง การจดการตนเองดานภยพบตจะสาเรจไดตองใชกระบวนการมสวนรวมและความรวมมอจาก ั  ั ิ ั ิ ํ ็ ไ   ใช ี    ื ภาคประชาสังคม คือ ทั้งชุมชน ภาครัฐ และองคกรพัฒนาเอกชน


การพัฒนาการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเปนฐาน ตองใหความสําคัญกับการวางรากฐานใหคนในชุมชนพึ่งพาตนเองเปนหลักตั้งแตตนโดยสนับสนุนให ชาวบานรวมกลุมกันระดมความคิดวางแผนจัดการปญหาและใหการตอยอดทางความรูตอมา โดยใช ทุนมนุษยและทุนทางสังคมเปนปจจัยหลักในการขับเคลื่อนชุมชน

ความสําเร็จในการจัดการชุมชนของบานน้ําเค็ม เกิดขึ้นไดเพราะการแกปญหาและการพัฒนาใน ทุทกๆด กๆดานไปควบคู านไปควบคกนั เพราะการแกปญหาชุ เพราะการแกปญหาชมชนที มชนทแทจรง ่แทจริง นนจะทาเพยงประเดนใดประเดนหนง นั้นจะทําเพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่ง อยางเดียวไมได แตละปญหาที่เกี่ยวเนื่องตองไดรับการแกไขไปควบคูกัน ดังตัวอยางของชุมชน บานน้ําเค็มที่ไดรับการฟนฟููที่อยููอาศัย ฟนฟููสาธารณููปโภค ฟน ฟููอาชีพ ฟนฟููสุขภาพและมีการ วางแผนเตรียมพรอมรับมือภัยพิบัติ จากความเสียหายทีค่ ลื่นสึนามิไดสรางไวไปควบคูกัน จะเห็น ไดวาคลื่นนี้แหงความหายนะนี้ไดนํามาซึ่งความเปลี่ยนแปลง จากความชวยเหลือที่กอใหเกิดการ พัฒ ั นาชุมชน จนมีีวันนีด้ี วยเชนกันั


ขอเสนอแนะสูชุมชนอื่ืนใในการนําํ ไปป ไปปฏิิบัติิ การนําบทเรียนของชุมชนบานน้ําเค็มไปใชในการจัดการความเสีย่ งจากภัยพิบัติโดยมีชุมชนเปน ฐานสู ชนอนๆ มชนนนกอนเปนอนดบแรก ฐานสชุมมชนอื ่นๆ ผูผทนาไปใชจาเปนตองคานงถงบรบทและสภาพของชุ ี่นําไปใชจําเปนตองคํานึงถึงบริบทและสภาพของชมชนนั ้นกอนเปนอันดับแรก เพราะแตละชุมชนมีบริบทที่ตางกันออกไป การสรางแผนจัดการความเสี่ยงในพืน้ ที่ที่ตางกัน ออกไปจึงตองใหความสําคัญกับการมีสวนรวมภายในชุมชนจากนั้นจึงสรางขีดความสามารถใน การจัดการภัยพิบัติและสรางสวนทีข่ าดไมไดคือ ภาคีเครือขายของความรวมมือกันจากทุกภาค สวนทีจ่ ะนํามาซึ่งทรัพยากรและการพัฒนาขีดความสามารถในการดําเนินงาน ขอเสนอแนะในการวิจัยครั้งตอไป ในการศึกษาครั้งตอไป ผผูวจยเสนอวาควรมการวจยเชงปรมาณ ในการศกษาครงตอไป ิจยั เสนอวาควรมีการวิจัยเชิงปริมาณ เพอสารวจระดบการมสวนรวมของ เพื่อสํารวจระดับการมีสวนรวมของ ชาวบานและความคิดเห็นตอการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในชุมชนวาสงผลตอการ ุ ดํารงชีวิตในชมชนอย างไรบาง


Ban_Nam_kem_cbdrm_presentation  

Ban_Nam_kem_cbdrm_presentation

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you