__MAIN_TEXT__
feature-image

Page 1

บทความวิจัย

การศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร

ภัทรชนน จันทะ

ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียน หนองแค “สรกิจพิทยา” ศุภณัฐปรัชญา ทานุ การสารวจความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ อจลา ศิริเสรีวรรณ การศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) ศุจีภรณ์ กลั่นสนิท บทความวิชาการ ถอดบทเรียนการศึกษาดูงาน: บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

ดร.พัชราภา ตันติชูเวช

COLLEGE OF EDUCATION SCIENCES, DHURAKIJ PUNDIT UNIVERSITY 110/1-4 ถนนประชาชื่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 E-Mail: CES.dpu@dpu.ac.th หรือ CES.dpu@gmail.com


CES Journal .. 1 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5……. เจ้าของ วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 110/1-4 ถนนประชาชื่น เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210 กรรมการที่ปรึกษา / บรรณาธิการอาวุโส อาจารย์ ดร.เลิศลักษณ์ บุรุษพัฒน์ อาจารย์เฉิดโฉม จันทราทิพย์ ศาสตราจารย์ ดร.บุญเสริม วีสกุล อาจารย์ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองศาสตราจารย์ ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี รองศาสตราจารย์ ดร.กล้า ทองขาว อาจารย์ ดร.พงษ์ภิญโญ แม้นโกศล บรรณาธิการ อาจารย์ ดร.พัชราภา ตันติชูเวช อาคาร 6 ชั้น 16 โทรศัพท์ 02-9547300 ต่อ 649 อีเมล์ patcharapa.tat@dpu.ac.th ผู้ช่วยบรรณาธิการ อาจารย์ ดร.วาสนา วิสฤตาภา

ผู้ประสานงาน นางสาวเยาวลักษณ์ ขวัญชื่น นางสาวนิรดา บรรจงเปลี่ยน อาคาร 6 ชั้น 16 โทรศัพท์ 02-9547300 ต่อ 649 ออกแบบรูปเล่ม-จัดหน้า นายภัทรชนน จันทะ กำหนดออก ราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) 1) เดือนมกราคม – มิถุนายน 2) เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://www.dpu.ac.th/ces/CESJournal.html พิมพ์ที่ โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


CES Journal .. 2 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความ (Peer Review) ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองศาสตราจารย์ ดร. อุทัย บุญประเสริฐ รองศาสตราจารย์ ดร.กล้า ทองขาว รองศาสตราจารย์ ดร.สุมิตร สุวรรณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ทองเอม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมพร โกมารทัต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนารัตน์ ลิ้ม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สินธะวา คามดิษฐ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สินธะวา คามดิษฐ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ อาจารย์ ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ อาจารย์ ดร.โสภณ ชัยวัฒนกุลวานิช อาจารย์ ดร.พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์ อาจารย์ ดร.จันทร์พา ทัดภูธร

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


CES Journal .. 3 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

วัตถุประสงค์ของวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES JOURNAL) 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย ของวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิตย์และนักวิชาการทั่วไป 2. เพื่อเสนอผลการทดลอง การศึกษาค้นคว้า และการวิจัยของวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 3. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการ แลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็นด้านการศึกษาให้แก่วิทยาลัยครุ ศาสตร์ ศิษย์เก่า ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไป ทั้งนี้วารสารครุศาสตร์ประกอบไปด้วยบทความวิจัย บทความวิชาการ และแนะนำหนังสือ โดยการ จัดทำวารสารได้รับงบประมาณจากวิทยาลัยครุศาสตร์ และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของวิทยาลัยครุศาสตร์ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับเดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม)

ทัศนะข้อคิดใดๆ ที่ปรากฏในวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นทัศนะวิจารณ์อสิ ระ ทางคณะผู้จัดทำ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทัศนะข้อคิดเห็นเหล่านั้นแต่ประการใด ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนและวารสารและได้รับการสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


CES Journal .. 4 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ขั้นตอนการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ ขั้นตอน 1. ผู้ส่งบทความทั้งบทความวิชาการและบทความวิจัยต้องเขียนบทความ รวมถึง รูปแบบการอ้างอิงท้ายบทความและอ้างอิงในบทความตามแบบฟอร์มที่วารสาร วิทยาลัยครุศาสตร์กำหนด ทั้งนี้สามารถดาว์นโหลดรูปแบบการตีพิมพ์ได้จ าก เว็บไซต์วิทยาลัยครุศาสตร์ และเลือกที่ “วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์” 2. ผู้ส่งบทความกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มส่งบทความเพื่อเผยแพร่ (CES 1) พร้อมทั้ง ให้อาจารย์ที่ปรึกษา (ถ้ามี) ลงนาม จากนั้นนำส่งบทความโดยมีจำนวนชุดที่ส่ง ตามที่กำหนดในแบบฟอร์มส่งบทความกับผู้ประสานงานวารสาร 3. เมื่อบรรณาธิการได้รับเอกสารตามข้อ 1 และข้อ 2 จากผู้ประสานงานวารสารแล้ว จะส่งอีเมล์กลับไปยังผู้ส่งบทความเพื่อแจ้งให้ทราบว่าได้รับบทความ ดังกล่าว แล้ว 4. บรรณาธิการจัดส่งบทความเพื่อ ให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความโดยใช้แบบ ประเมินคุณภาพของบทความวิจัย (CES 2)

5. บรรณาธิการแจ้งผู้ส่งบทความให้รับผลการประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิทาง อีเมล์ พร้อมทั้งส่งบทความที่ได้รับการประเมินจากผูท้ รงคุณวุฒิให้กบั ผู้ ประสานงานเพื่อนำส่งเอกสารต่อผู้ส่งบทความ 6. กรณีที่บทความได้รับการประเมินให้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้โดยมีการปรับปรุงแก้ไข ผู้ ส่งบทความต้องแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้งกรอก ข้อมูลในแบบรับรองการแก้ไขตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (CES 3) 7. การส่งบทความภายหลังการแก้ไขจากผู้ทรงคุณวุฒิ - ผู้ส่งบทความส่งบทความที่แก้ไขแล้วจำนวน 1 ชุด และแบบรับรองการแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (CES 3) กับผู้ประสานงานวารสาร - ผู้ส่งบทความส่งเฉพาะ “บทความที่แก้ไขแล้วในรูปแบบของไฟล์ word และ PDF” ให้บรรณาธิการทางอีเมล์

ระยะเวลา

ภายใน 3 วั นหลั งจาก บรรณาธิ ก ารได้ รั บ บทความ ผู ้ ท รงคุ ณ วุ ฒ ิ ใ ช้ เ วลา ประเมินบทความและ ส่ ง กลั บ บรรณาธิ ก าร ภา ย ใ น 3 ส ั ป ด า ห์ (ภายหลังจาก ผู ้ ท รงคุ ณ วุ ฒ ิ ไ ด้ รั บ บทความ) ภายใน 3 วั นหลั งจาก บรรณาธิ ก ารได้ รั บ บทความ ภายใน 3 สัปดาห์หลัง บรรณาธิ ก ารแจ้ ง ผล การประเมินทางอีเมล์ ผู้ส่งบทความ


CES Journal .. 5 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

8. บรรณาธิ ก ารตรวจสอบความสมบู ร ณ์ ข องบทความอี ก ครั ้ ง หากไม่ ม ี แ ก้ไข ภายใน 1 สัปดาห์ บรรณาธิการจะออกหนังสือรับรองการตีพิมพ์ให้กบั ผู้สง่ บทความ (หากมีแก้ไข จะ กลับไปที่ขั้นตอนข้อ 6 อีกครั้ง) 9. บรรณาธิการดำเนินการตีพิมพ์ตามรอบของวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ - ตีพิมพ์ฉบับเดือน มกราคม-มิถุนายน ผู้ส่งบทความส่งบทความฉบับสมบูรณ์ ภายในวันที่ 10 มิถุนายนของปีที่ต้องการตีพิมพ์ - ตีพิมพ์ฉบับเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม ผู้ส่งบทความส่งบทความฉบับสมบูรณ์ ภายในวันที่ 10 ธันวาคม ของปีที่ต้องการตีพิมพ์ หากเลยกำหนดจากวันดังกล่าว ขอตีพิมพ์ในฉบับถัดไป หมายเหตุ แบบฟอร์มต่างๆ สามารถดาว์นโหลดได้จากเว็บไซต์วิทยาลัยครุศาสตร์ http://www.dpu.ac.th/ces/ และเลือกที่ “วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์”


CES Journal .. 6 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

สารบัญ บทความวิจัย

หน้า

การศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

10

โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร The study of internet usage behaviour from Sarasas Ektra School Bangkok Year7 ภัทรชนน จันทะ (Phattharachanon Chnatha) ผลของการจัดการเรียนรู้โ ดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณที่ม ีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” EFFECTS OF USING THE EXERCISE BOOKS ON CRITICAL READING THAI LANGUAGE LEARNING ACTIVITIES TOWARDS CRITICAL READING ACHIEVEMENT OF MATHAYOM SUKSA 4 STUDENTS NONGKHAE SORAKITPHITTAYA SCHOOL ศุภณัฐปรัชญา ทำนุ (Supanatprachaya Thumnu)

22

การสำรวจความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ Third Language Learning Needs among Primary School Students at Yingyos Anusorn School อจลา ศิริเสรีวรรณ (Ajala Sirisereewan)

36

การศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) Study student's Class attendance behavior of electronics students Vocational certificate level 1 of Bangkaewfa Industrial and Community Education College ศุจีภรณ์ กลั่นสนิท (SUJEEPORN KLANSANIT)

46


CES Journal .. 7 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

สารบัญ (ต่อ) บทความวิชาการ

หน้า

ถอดบทเรียนการศึกษาดูงาน: บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ดร.พัชราภา ตันติชูเวช (Patcharapa Tantichuwet)

56


CES Journal .. 8 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

บทบรรณาธิการ วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) ฉบับนีม้ ีบทความที่น่าสนใจทั้งบทความวิจัยและบทความ วิชาการ โดยบทความทางวิจัยเป็นบทความของคุณครูในสถานศึกษาทั้งของรัฐบาล เอกชน และอาชีวศึกษา ซึ่งให้ความสนใจนำเสนอบทความกับวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ รวมจำนวน 4 บทความ โดยมีชื่อบทความดังนี้ เรื่องที่ 1) การศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร เรื่องที่ 2) ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” เรื่องที่ 3) การสำรวจความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ และเรื่องที่ 4) การศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของ นักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีท ี่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้ า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) และบทความวิชาการจำนวน 1 เรื่องซึ่งเขียนโดยอาจารย์ในวิทยาลัยครุศาสตร์ บรรณาธิการ ขอขอบพระคุณผู้ผลิตผลงานคุณภาพในวารสารวิ ทยาลั ยครุ ศาสตร์ (CES journal) ฉบับนี้เป็นอย่างสูง และขอถือโอกาสเชิญชวนทุกท่านที่สนใจส่งผลงานเพื่อเผยแพร่ในวารสารวิทยาลัยครุ ศาสตร์ (CES journal) ฉบับต่อๆไป โดยแบบฟอร์มการตีพิมพ์ผู้อ่านสามารถดาว์นโหลดได้จากเว็บไซต์ของ วารสารวิ ท ยาลั ยครุ ศาสตร์ และขอเชิญ ชวนให้นัก อ่านผลงานที ่ติ ดตามอ่านอย่างต่อ เนื ่อ ง หากท่านมี ข้อเสนอแนะต่อการจัดทำวารสารของเราท่านสามารถส่งความเห็นของท่านมาที่บรรณาธิการวารสาร วิทยาลัย ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง

ดร.พัชราภา ตันติชูเวช บรรณาธิการ


CES Journal .. 9 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….


CES Journal .. 10 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

การศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร (The study of internet usage behavior from Sarasas Ektra School Bangkok Year7) ภัทรชนน จันทะ* Phattharachanon Chnatha บทคัดย่อ การศึ ก ษาพฤติ ก รรมการใช้ อ ิ น เทอร์ เ น็ ต ของนั ก เรี ย นชั ้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 1 โรงเรี ย นสารสาสน์ เ อกตรา กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนในระดับ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร ได้แบ่งศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา ด้านการใช้อินเทอร์เน็ตพื่อการติดต่อสื่อสารและด้านการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการบันเทิง จากผลการวิจัยทำให้ทราบว่าการศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน สารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวมนักเรียนมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการติดต่อสื่อสารและการศึ กษา อยู่ในระดับปานกลางและการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการบันเทิงอยู่ในลำดับรองลงมาคือระดับน้อยและเมื่อเทีย บปริ ม าณร้ อยละ ของเกรดเฉลี่ยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีเกรดเฉลี่ยสูงและปานกลางมีเปอร์เซ็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา เป็นส่วนมาก

* เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ศูนย์พัฒนาโรงเรียนวิทยาศาสตร์ สพฐ. อีเมล์ : ch.phattharachanon@yahoo.com


CES Journal .. 11 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5……. Abstract The Internet is very important for student's learning. Therefore, the behavior of using the Internet is very interesting to the study. The purpose of this research is to study students' Internet usage at the level of students Year 7, Sarasas Ektra School, including the use of the Internet for education, the use of the Internet for communication and the use of Internet for entertainment. The research found that the behavior's internet usage of students in Year 7, Sarasas Ektra School, Bangkok. Overalls student had a moderate level of using internet towards communication, education and entertainment purposes. Regarding to the research, by comparing the students GPA. Students with high GPA's are using the internet towards the education.

บทนำ การใช้อ ินเทอร์เ น็ตเพื่อ การศึก ษามีความสำคัญ เพราะทำให้นัก เรียนนัก ศึก ษาสามารถเข้า ถึ ง แหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางด้านวิชาการในสังคมโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ ซึ่งจากงานวิจัย ของ จิรศักดิ์ จั นกั น (2549, น. 13) พบว่าแนวคิดในการจัดการศึกษาโดยใช้อ ินเทอร์เน็ตเป็นเครื่อ งมือใน การศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมนั้นจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและผู้สนใจในความรู้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ ส่ง เสริม ให้ผ ู้เ รียนได้ร ู้จ ัก ศึก ษาค้น คว้า ความรู้ ด้ วยตนเองมากกว่ าการเรีย นในชั ้นเรีย นฝึก ให้ผ ู ้เ รี ย นมี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ รู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และที่สำคัญคือ รู้จักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ ด้านมาประกอบโดยเฉพาะ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์เน็ต ในด้านการศึกษา นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลและในส่วนของเครื่องมือ ที่ใช้ในการเรียนรูเ้ พิ่มเติมนั้นมีทั้งส่วนที่หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและข้อมูลจากห้องสมุด แต่แหล่งข้อมูลทั้งสอง ที่นั้นมีความแตกต่างกันอย่างค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดในด้านเนื้อหา ปริมาณความรู้ ความทันสมัย และความเป็นปัจจุบัน นักเรียนหลายคนมักจะใช้อินเทอร์เน็ตในการสืบค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ณั ฐ ภรณ์ อั ก ษรศั ก ดิ ์ (สั ม ภาษณ์ , 26 พฤษภาคม 2560) นอกจากนั้น จากการสัม ภาษณ์วัล ลภ โยโพธิ์ (สัมภาษณ์, 9 พฤษภาคม 2560) นักเรียนได้ตระหนัก ถึง ความสะดวกสบายของการใช้อ ินเทอร์เน็ตในการ ค้นคว้าความรู้นอกห้องเรียน ทำให้นักเรียนมีข้อมูลมากมายที่ศึกษาได้จาก อินเทอร์เน็ต เพราะเป็นวิธีการที่งา่ ย และรวดเร็วมากกว่าการที่ มานั่งรอรับข้อ มูลจากคุ ณครูภายในห้ องเรียนเพียงอย่างเดียว อี ก ทั ้ง ข้อมูลใน อินเทอร์เน็ตยังมีแหล่งอ้างอิงจำนวนมากในการค้นคว้า


CES Journal .. 12 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ในด้านการติดต่อสื่อสาร นักเรียนนิยมใช้อินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารมากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะ ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามยุคตามสมัยการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นช่องทางในการสื่อสารติดต่อกันที่ สะดวกสบายและรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้นักเรียน ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อผ่านสังคมออนไลน์ การรับส่งอีเมลล์ รวมทั้ง ใช้ เ พื ่ อ การติ ด ต่อ สื ่ อ สารระหว่า งคุณ ครูผ ู้ ส อนและนั ก เรี ย นด้ ว ยเช่ น เดี ย วกั น อั จ ฉราภรณ์ พั น ธุ ์ง าม (สัมภาษณ์, 2 มิถุนายน 2560) ในด้านการบันเทิง ทิพย์วรรณ คำเครือ (สัมภาษณ์, 25 พฤษภาคม 2560) สรุปว่า นักเรียนมีการใช้ อินเทอร์เน็ตในการดูหนัง ฟังเพลง การชอปปิ้งออนไลน์และเพื่อติดตามข่าวสารแฟชั่น นักเรียนสนใจในการเข้า แหล่ง สื่อต่างเหล่านี้ ในเวลาว่างเพื ่อความบันเทิง ส่วน ศฐาปกรณ์ ส่ ง ศรี (สัม ภาษณ์ , 5 มิถุนายน 2560) ได้ก ล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลัง จากเลิก เรียนนัก เรียนนิ ยมใช้ อิ นเทอร์ เน็ ตติ ดตามข่าวสารบั นเทิ ง เนื ่องจาก อินเทอร์เน็ตทำให้ติดตามข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่ตนเองสนใจได้ ในส่วนของโรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร ได้มีการส่งเสริมให้นักเรียนใช้อินเทอร์เน็ตใน การเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ที่มีอยู่มากมายบนโลกออนไลน์ โดยทางโรงเรียน สารสาสน์เ อกตรา ได้ม ีก ารสนับ สนุนให้คุณครูได้ม ีส ่วนออกแบบการเรียนการสอนโดยใช้อ ินเทอร์เ น็ต หลากหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและการใช้ง านของนักเรียนเพื่อเป็นการส่งเสริมความ พึง พอใจในการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้ง นี้ในส่วนของความต้อ งการของนักเรียนนั้นมีค่อ นข้างที่หลากหลาย แนวทางในการรับรู้และเรียนรู้ ทำให้สื่อที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคุณครูเพียงฝ่ายเดียวที่เป็นคนออกแบบสื่อและ รูปแบบการเรียนการสอน ส่งผลทำให้สื่อและรูปแบบการเรียนการไม่ตรงประเด็นตามความสนใจและความ สะดวกสบายของผู้เรียน รวมถึงการชี้แนะแนวทางในการเข้าถึงแหล่งสื่อการเรียนรู้ การติดต่อสื่อสารและการ บันเทิงให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ผ ู้วิจั ยสนใจศึก ษา การศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนัก เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา ซึ่งผลวิจัยนี้จะนำไปสู่การส่งเสริมให้นักเรียนใช้อินเทอร์เน็ตได้ อย่างเหมาะสมและเป็นการศึก ษาเพื่อ เป็นแนวทางในการสร้างและปรับ ปรุง สื่อ การเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพตอบสนองต่อความสนใจและการใช้งานของนักเรียน เพื่อเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ของ นักเรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


CES Journal .. 13 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร กรอบแนวคิดของการวิจัย ตัวแปรต้น

ตัวแปรตาม

นักเรียนระดับชั้น

พฤติกรรมการใช้

มัธยมศึกษาปีที่ 1

อินเทอร์เน็ต

วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร นั ก เรี ย นชั ้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ท ี ่ 1 โรงเรี ย นสารสาสน์ เ อกตรา กรุ ง เทพมหานคร จำนวน 123 คน ภาคเรี ยนที ่ 1 ประจำปี ก ารศึ ก ษา 2560 (ฝ่ ายทะเบี ยน, โรงเรี ยนสารสาสน์ เ อกตรา กรุงเทพมหานคร) กลุ ่ ม ตั ว อย่ า ง นั ก เรี ย นชั ้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ท ี ่ 1 โรงเรี ย นสารสาสน์ เ อกตรา กรุ ง เทพมหานคร จำนวน 94 คน โดยการกำหนดขนาดตัวอย่าง ทาโร่ยามาเน (Taro Yamane) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ ได้แก่ พฤติกรรมที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา เพื่อการติดต่อสื่อสารและเพื่อการบันเทิง โดยแบบสอบถามแบ่ง ออกเป็น 3 ตอน มีรายละเอียดดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศและเกรดเฉลี่ย ผลการเรียน มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ ดังนี้


CES Journal .. 14 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

1. เพศ (...) ชาย (...) หญิง 2. เกรดเฉลี่ยการเรียน (...) 1.00-1.99 = ต่ำ (...) 2.00-2.99 = ปานกลาง (...) 3.00-4.00 = สูง ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุง เทพมหานคร ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้ านการศึ กษา 2) ด้ านการ ติดต่อสื่อสาร 3) ด้านการบันเทิง ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า กำหนดระดับความ คิดเห็นเป็น 5 ระดับ โดยพิจารณาตามเกณฑ์ของลิเคิร์ท (Likert’s Scale) (อ้างถึงใน ชเนตตี สยนนท์, 2555, น. 38) เกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ 5 หมายถึง นักเรียนมีระดับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตระดับมากที่สุด 4 หมายถึง นักเรียนมีระดับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตระดับมาก 3 หมายถึง นักเรียนมีระดับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตระดับปานกลาง 2 หมายถึง นักเรียนมีระดับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตระดับน้อย 1 หมายถึง นักเรียนมีระดับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตระดับน้อยที่สุด ตอนที่ 3 แบบสอบถามปลายเปิด เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียน 2. สร้างแบบสอบถามโดยกำหนดขอบเขตของคำถามให้ครอบคลุมพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เ น็ตของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร 3. นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อประเมินคุณภาพความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหาของแบบสอบถาม จากนั้นนำคะแนนไปคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและ


CES Journal .. 15 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

วัตถุประสงค์ (Item-Objective Congruence : IOC) ค่าดัชนีความสอดคล้องไม่น้อยก่วา 0.5 คือได้ว่าใช้ได้ โดยไม่ต้องปรับปรุง ถ้าน้อยกว่า 0.5 จะต้องปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4. นำแบบสอบถามที่ ผ ่ า นการตรวจสอบค่ า ดั ช นี ค วามสอดคล้ อ งแล้ ว ไปจั ด พิ ม พ์ เ พื ่ อ ใช้เ ป็น แบบสอบถามที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจริงต่อไป 3. วิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. ส่งแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างและเก็บแบบสอบถามด้วยตนเอง 2. ส่ ง แบบสอบถามเพื ่ อ เก็ บ ข้ อ มู ล จำนวน 94 ฉบั บ และได้ ร ะบแบบสอบถามคื น จำนวน 94 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 3. นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาจัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกระทำข้อมูลจากแบบสอบถามที่สง่ กลับคืนมาโดยการพิจารณา คัดเลือกแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์มาดำเนินกาประมวลผลข้อมูลโดยใช้โรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ข้อมูลที่ ได้จากแบบสอบถามนำมาวิเคราะห์ดังนี้ 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามวิเคราะห์ โดยใช้การแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ตอนที่ 2 การวิเคราะห์แบบสอบถามลักษณะพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึก ษา ปีท ี่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เ อกตรา กรุง เทพมหานคร ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1) พฤติก รรมการใช้ อินเทอร์เน็ตด้านการศึก ษา 2) พฤติก รรมการใช้อินเทอร์เน็ตด้านการติดต่อ สื่อสาร 3) พฤติก รรมการใช้ อินเทอร์เน็ตด้านการบันเทิง โดยวิเ คราะห์ห าค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใช้เกณฑ์การแปล ความหมายจากระดั บ ค่ า เฉลี ่ ย ช่ ว งระดั บ คะแนน 5 ระดั บ ตามรู ป แบบของลิ เ คิ ร ์ ท (Likert’s Scale) (อ้างถึงใน ชเนตตี สยนนท์, 2555, น. 38)


CES Journal .. 16 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

4.3 การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ตอนที่ 3 เป็นข้อเสนอแนะแบบคำถามปลายเปิด เพื่อให้ ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ในการ ส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ต วิเคราะห์โดยการสังเคราะห์เนื้อหา 5. สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเ คราะห์ข้อ มูล การศึก ษาพฤติก รรมการใช้อ ินเทอร์เน็ตของนัก เรียนชั้นมัธยมศึก ษาปีท ี่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม ตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผุ้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตาม เพศโดยแสดงเป็นจำนวนค่าร้อยละ ตอนที่ 2 ระดับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ใช้เกณฑ์การประเมิน ระดั บ พฤติ ก รรมพึ ง พอใจของลิ เ คิ ร ์ ท (Likert’s Scale) (อ้างถึง ใน ชเนตตี สยนนท์, 2555, น. 38) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พฤติ ก รรมการใช้ อ ิ นเทอร์ เ น็ ต ของนัก เรีย นชั้ นมัธ ยมศึก ษาปีท ี ่ 1 โรงเรี ยนสารสาสน์เ อกตรา กรุงเทพมหานคร พบว่ามีการใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับปานกลางทั้ง 3 ด้าน เมื่อพิจรณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ ยสูงสุดคือ ด้านการติดต่อสื่อสาร อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาคือด้านการศึกษาซึ ่ง อยู่ ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการบันเทิง อยู่ในระดับปานกลาง


CES Journal .. 17 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ภาพที่ 1 ค่ าเฉลี่ ยของพฤติ กรรมการใช้ อินเทอร์ เน็ ตของนั กเรี ยนชั้ น มั ธยมศึ กษาปี ที่ 1 โรงเรี ยนสารสาสน์ เอกตรา กรุ งเทพมหานคร ด้านการติดต่อสื่อสาร

ด้านการศึกษา

31%

ด้านการบันเทิง

37% 32%

อภิปรายผล จากการศึ ก ษาพฤติ ก รรมการใช้ อ ิ น เทอร์ เ น็ ต ของนั ก เรี ย นชั ้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ท ี ่ 1 โรงเรี ย น สารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 94 คน โดยตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรม การใช้อินเทอร์เน็ตทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านการติดต่อสื่อสารและด้านการบันเทิง ผลการวิจัย พบว่า 1. ด้านการศึกษา พบว่าพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน สารสาน์เ อกตรา กรุง เทพมหานคร ด้านการศึก ษาภาพรวมทั้ง 5 ข้อ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ ปานกลาง ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนมีการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงแหล่งสื่อต่างๆ ทางด้านการศึกษาซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ของ สมนึก คีรีโต (อ้างถึงใน ชเนตตี สยานนท์, 2555, น. 72) ที่กล่าวว่า รูปแบบการใช้อินเทอร์เน็ตนับว่า มีประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า เนื่องจากเป็นการนำเอาอินเทอร์เน็ตมาใช้ทางการศึกษา 2. ด้ านการติ ดต่ อสื ่อ สาร พบว่ าพฤติ กรรมการใช้ อิ นเทอร์ เน็ ตของนัก เรียนชั้ นมัธยมศึก ษาปี ที ่ 1 โรงเรียนสารสาน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร ด้านการศึกษาภาพรวมทั้ง 5 ข้อ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้เพราะว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทำให้การติดต่อสื่อสาร เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว ทำให้นักเรียนมีความสนใจในการเลือกใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการติดต่อสื่อในการ รับข่าวสารข้อมูลทางด้านการศึกษาและข่าวสารด้านอื่นๆ การติดต่อสื่อสารเป็นกิจกรรมที่นิยมในการใช้งาน อินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อดีของการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีอยู่อย่างมากมาย (ศศลักษณ์ ทองขาว และคณะ, 2558, น. 32)


CES Journal .. 18 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

3. ด้านการบันเทิง พบว่าพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน สารสาน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร ด้านการศึกษาภาพรวมทั้ง 5 ข้อ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับน้อย ทั้งนี้เพราะ เนื่องมาจากการใช้อินเทอร์เน็ตสามรถค้นหาข้อมูลทางด้านบันเทิง อาทิ ภาพยนตร์ เพลง สื่อแฟชั่นออนไลน์ 4. จำแนกตามเกรดเฉลี ่ ยของนั ก เรี ยน พบว่ านั ก เรี ยนที ่ ม ี เ กรดเฉลี ่ ยการเรี ยนปานกลางและสูง มีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยการเรียนต่ำมีพฤติกรรม การใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า นักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยการเรียนสูง และปานกลางอยู่ในระดับมากในการใช้อินเทอร์เน็ตทัง้ 3 ด้าน ส่วนนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยการเรียนต่ำ พบว่า พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง 5. จำแนกตามเพศ พบว่านักเรียนเพศชายและเพศหญิง มีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตโดยรวมไม่ แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่านักเรียนเพศชายมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตด้านการศึกษาและ ด้านการติดต่อสื่อสารอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการบันเทิงอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนนักเรียนหญิงมีพฤติกรรม การใช้อินเทอร์เน็ตทั้ง 3 ด้าน อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เพราะนักเรียนทั้งเพศชายและเพศหญิงต่างมีความสนใจใน การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาความรู้ให้ทันต่อเหตุการณ์เทคโนโลยีสารสนเทศในสังคมปัจจุบันเพื่อใช้ใน การเรียนรู้ จากการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยสูดสุดอยู่ที่ การนำอินเทอร์เน็ตไปใช้ในด้านการติดต่อสื่อสาร รองลงมาคือการใช้อินเทอร์เน็ตเพือ่ การศึกษาและสุดท้ายคือ การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการบันเทิง ทั้งนี้ทางโรงเรียนสารสาสน์เอกตราควรมีแนวทางในการผลิตสื่อการเรียน การสอนเพื่อสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดกระตุ้นในการอยากทีจ่ ะ เรียนรู้ในสื่อรูปแบบที่ครูได้ตระเตรียมไว้ในระบบออนไลน์ การออกแบบสื่อการเรียนรู้นั้นควรที่จะมีแนวทางใน การออกแบบที่แตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย ทำให้ครอบคลุมการค้นคว้าของนักเรียน มีการส่งเสริม สนับสนุนให้นักเรียนใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ ตลอดชีวิตและสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม


CES Journal .. 19 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ข้อเสนอแนะ 1. ระดับนโยบาย ผู้บริหารควรกำหนดหรือส่งเสริมให้ครูพัฒนาการเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ พฤติ ก รรมการใช้ อ ิ น เทอร์ เ น็ ต ของนั ก เรี ย นระดั บ ชั ้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ท ี ่ 1 โรงเรี ย นสารสาสน์ เ อกตรา กรุงเทพมหานคร 2. ระดับปฏิบัติการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาควรนำนโยบายในด้านการพัฒนาการเรียนการสอนรวมถึงสื่อ การเรียนรู้ให้อยู่ในรูปแบบที่นักเรียนให้ความสนใจในการเรียนรู้ เช่น สร้างกระบวนการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ให้ อยู่ในรูปแบบออนไลน์ควบคู่ไปกับความบันเทิงตามความสนใจของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและ ประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ 3. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป จากการวิจัยในครั้งนี้เป็นการดำเนินการวิจัยเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้อิ นเทอร์เน็ตของ นัก เรียนชั้นมัธยมศึก ษาปีท ี่ 1 โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุง เทพมหานคร เพียงระดับชั้นเดียวเท่านั้น เพื่อให้ครอบคลุมและศึกษาพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนที่หลากหลายควรมีการเพิ่มระดับชั้นของ นักเรียนให้ครบทุกชั้นปี รายการอ้างอิง จีรศักดิ์ จันกัน. (2549). พฤติกรรมปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนและนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคแพร่. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา). อุตรดิตถ์: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุตรดิตถ์. ชเนตตีสยานานนท์. (2555). พฤติกรรมและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี มหาวิท ยาลัยราชภัฏสมเด็จ เจ้าพระยา (วิท ยานิพ นธ์ป ริญ ญามหาบัณฑิต). กรุง เทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ณัฐภรณ์ อักษรศักดิ์. ครูวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร (26 พฤษภาคม 2560). สัมภาษณ์ ทิพย์วรรณ คำเครือ. ครูภาษาไทย โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร (25 พฤษภาคม 2560). สัมภาษณ์


CES Journal .. 20 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

วัลลภ โยโพธิ.์ ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร (9 พฤษภาคม 2560). สัมภาษณ์ ศศลักษณ์ ทองขาวและคณะ.(2558). คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่. กรุ ง เทพมหานคร: แมคกรอ-ฮิล อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ แอลแอลซี. ศฐาปกรณ์ ส่งศรี. ครูศิลปศึกษา โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร (6 มิถนายน 2560). สัมภาษณ์ อัจฉราภรณ์ พันธ์งาม. ครูวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพมหานคร (4 มิถนายน 2560). สัมภาษณ์


CES Journal .. 21 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….


CES Journal .. 22 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” EFFECTS OF USING THE EXERCISE BOOKS ON CRITICAL READING THAI LANGUAGE LEARNING ACTIVITIES TOWARDS CRITICAL READING ACHIEVEMENT OF MATHAYOM SUKSA 4 STUDENTS NONGKHAE SORAKITPHITTAYA SCHOOL ศุภณัฐปรัชญา ทำนุ * Supanatprachaya Thumnu บทคัดย่อ การวิ จั ย ครั ้ ง นี ้ ม ี ว ั ต ถุ ป ระสงค์ เ พื ่ อ 1) พั ฒ นาแบบฝึ กทั ก ษะการอ่ า นอย่ างมี วิ จ ารณญาณ สำหรั บ นั กเรี ย น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” อำเภอหนองแค จังหวัด สระบุรี และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” จำนวน 42 คน ซึ่งได้มา โดยสุ ่ ม แบบกลุ ่ ม (Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้ อ งเรี ย น ใช้ แ บบแผนการวิ จ ั ย เชิ ง ทดลอง แบบ The Randomized One Group Pretest – Posttest Design ระยะเวลาในการทดลอง จำนวน 18 คาบ เครื่องมือในการวิ จัย ครั้งนี้ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแบบทดสอบวัด ผล สัมฤทธิ์ทางการเรีย นรู้ การอ่านอย่ างมี วิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่ ามัช ฌิมเลขคณิต (!̅ ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบอัตราส่วนวิกฤต t - test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 89.69/86.55 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ การอ่ านอย่างมี วิจารณญาณของนักเรีย นที่เรีย นด้วยแบบฝึกทักษะการอ่ านอย่ างมี วิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ การสอนภาษาไทย * ครู

ปฏิบัติหน้าที่ ประธานคณะอนุกรรมการวัดและประเมินผลทางการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 * Instructor Acting Position to Chair of the Subcommittee for Measurement and Evaluation of Learning, Department of Thai language, Nongkhae Sorakitphittaya school Nongkhae District Saraburi Province. The Secondary Education Service Area Office 4 * อีเมล์ : krupasathai@hotmail.com


CES Journal .. 23 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5……. Abstract The purposes of this research were to 1) develop of exercise books on critical reading for Mathayom suksa 4 students Nongkhae Sorakitphittaya School, Nongkhae, Saraburi; to attain the efficiency index of 80/80 and 2) to compare learning achievement on critical reading of Mathayom suksa 4 students before and after the experiment. The samples were 42 Mathayom suksa 4 students in the first semester of the 2017 academic year, Nongkhae Sorakitphittaya School, Nongkhae, Saraburi. They were selected by Cluster Random Sampling for 1 classroom. The Randomized One Group Pretest – Posttest Design was used for this research. They were taught through the exercise books on critical reading for Mathayom suksa 4 students Nongkhae Sorakitphittaya School, Nongkhae, Saraburi for 18 periods. The instruments used in this research were; the exercise books on critical reading and the achievement test. The statistics used for data analysis included mean, standard deviation and t-test for Dependent Sample. The research findings were summarized as follows: 1. The efficiency of exercise books on critical reading for Mathayom suksa 4 students was 89.69/86.55 2. The students learning achievement through the exercise books on critical reading was significantly increased after the experiment at .05 level.

Keywords: Using the Exercise Books on Thai Language Learning / Critical Reading / Teaching Thai บทนำ สังคมปัจจุบันเป็นยุคแห่งข่าวสารข้อมูลและเทคโนโลยี การอ่านจะช่วยให้ผู้อ่านเกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ข้อมูลใหม่ ซึ่ง ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยา และคณะ (2547, น. 47) กล่าวถึง ความจำเป็นของการอ่านว่า การอ่านมีความจำเป็นต่อชีวิตคนไทยในยุคปัจจุบันยิ่งกว่ายุคที่ผ่านมามาก เพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้าน วัตถุ วิทยาการและความนึกคิดซึ่งเปลีย่ นไปอย่างรวดเร็ว จึงมีคำเปรียบเทียบว่าผู้ทไี่ ม่อ่านหนังสือ คือ ผู้ที่ปิดขัง ตัวเองในบ้าน ส่วนผู้ที่อ่านหนังสือ คือ ผู้ที่เปิดประตูหน้าต่างทางออกไปสู่โลกข้างนอก ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้ และความคิดอันหาที่สุดมิได้ การอ่านจึงมีความจำเป็นต่อชีวิตของคนในสังคม เพราะเป็นการสนับสนุนให้ สามารถปรับปรุงตัวให้ทันต่อความเคลื่อนไหวของสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยวิธีให้เขาอ่านเอาเอง คิดเอง กรองเอง และวินิจฉัยเองอย่างอิสระเสรี หลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยในปัจจุบนั จึงให้ความสำคัญของการอ่านอย่างมีวิจารณญาณเพือ่ นำไปพัฒนาตนเองให้เกิดประโยชน์ โดยผู้อ่านรู้จักใช้การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความและประเมินค่า จากสารหรือสื่อที่ได้อ่านและไม่ตกเป็นเครื่องมือของสื่อที่อ่าน ดังที่ วีณา วีสเพ็ญ (2551, น. 145) กล่าวถึง การสอนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณว่า นอกจากจะมุ่งให้เด็กได้อ่านหนังสืออย่างแตกฉานและรู้จักจับใจความ ในเรื่องที่อ่านแล้ว ควรพยายามสอนให้เด็กเกิดวิจารณญาณในการอ่าน คือ ให้เด็กเข้าใจความหมายลึกซึ้งและ


CES Journal .. 24 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ให้ตรวจดูว่า สิ่งใดดี ไม่ดี สิ่งใดถูก ไม่ถูก เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม เราฝึกให้เด็กมีวิจารณญาณได้โดยการที่ ครูตั้งคำถาม แนะนำให้คิด นอกจากนี้ฝึกหัดให้เด็กได้สำรวจดูด้วยว่า เรื่องที่อ่านเป็นความจริงหรือความ คิดเห็นความจริงนั้นเชื่อได้เพียงไร ส่วนความคิดเห็นมีหลักฐาน มีเหตุผลเชื่อถืออย่างไรดังนั้น การใช้แบบฝึก เสริมทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียน เป็ น สำคัญ เพื ่ อ ให้น ัก เรีย นมีก ระบวนการคิ ดวิ เ คราะห์ แ ละสามารถนำไปใช้ใ นสถานการณ์ ต่ า ง ๆ ใน ชีวิตประจำวันได้ซึ่งสอดคล้องกับ ประเวศ วะสี (2550, น. 11) ที่กล่าวว่า การเรียนโดยการท่องหนังสือหรือใช้ วิชาเป็นตัวตั้งไม่สามารถทำให้มนุษย์เผชิญและแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เพราะ โลกแห่งวิชาการกับโลกแห่งความจริง นั้นต่างกัน ในการเรียนจะใช้วิชาการเป็นตัวตั้ง ทำให้แก้ตัวปัญหาออกจากความเป็นจริงของชีวิตของสังคม ที่ซับซ้อนและความเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระยะที่ผ่านมา พบว่า สภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยไม่บรรลุตามเป้ าหมาย เนื่องจาก นัก เรียนขาดทัก ษะความสามารถในการอ่านอย่ างมี วิ จ ารณญาณในด้ านการอ่ านจั บ ใจความ วิ เ คราะห์ สัง เคราะห์ ตีความและการนำไปใช้จากข้อความที่ได้อ ่าน ถึง แม้ว่าจะเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายแล้วก็ตาม ข้ อ มูล จากการสอบวัดความถนัดทางการเรียนคะแนนด้านความสามารถทางภาษา ด้านการอ่านอย่างมีวิจ ารณญาณของนัก เรียนชั้นมัธยมศึก ษาปีท ี่ 4 โรงเรียนหนองแค “สรกิจ พิท ยา” ได้คะแนนเฉลี่ยคิดเป็น ร้อยละ 34.02 (งานวัดและประเมินผล โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา”, 2559, น. 12) ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเกณฑ์ โดยอาจเป็นผลมาจากการที่ครูขาดสื่อ การสอนที่ช่วยพัฒนาด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ส่งผลทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียนและ เป็นปัญหาต่อการเรียนของนักเรียน ซึ่งจากพื้นฐานปัญหาเหล่านี้มีผลกระทบต่อการพัฒนาเยาวชนของชาติ ให้มีคุณภาพในอนาคตอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูสอนภาษาไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จึงมี แนวคิดในการพัฒนาแบบฝึกการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนระดั บ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ให้ผู้เรียนได้ เรียนรูแ้ ละปฏิบัติด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสนุกสนาน และเป็นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจ พิท ยา” อำเภอหนองแค จัง หวัดสระบุร ี ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี


CES Journal .. 25 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความหมายของแบบฝึกทักษะ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550, น. 53) อธิบายว่าแบบฝึกทักษะมีความสำคัญต่อ ผู้เรียนไม่น้อย ในการที่จะช่วยส่งเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้น ซึ่งทำให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียนประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ อกนิษฐ์ กรไกร (2549, น. 18) ให้ความหมายไว้ว่า แบบฝึกทักษะหมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ ครูผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่ผเู้ รียน โดยมีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดให้นักเรียนปฏิบัติเป็นกิจกรรม ซึ่งเป็นการทบทวนสิ่งที่เรียนผ่านมาแล้วจากบทเรียน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเป็นการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ และแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนยิ่งขึ้น สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง เอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอนทีค่ รูผลิตขึ้นเพื่อใช้ในการ พัฒนาความสามารถและทักษะต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้นักเรียนได้ ทบทวนความรู้ที่เรียนไปพร้อม ๆ กับการฝึกฝนทักษะเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและความคงทน ซึ่งผู้เรียนจะได้ทราบผลการพัฒนาของตนเองเป็นระยะจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูใช้แบบฝึกทักษะประกอบ หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ อกนิษฐ์ กรไกร (2549, น. 17) ได้ดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะ โดยยึดหลักให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วย ตนเองตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยมีพฤติกรรมที่คาดหวังดังต่อไปนี้ 1) Active Responding นักเรียนมี ส่วนร่วมในการเรียนอย่างกระฉับ กระเฉง ไม่ว่าจะเป็นคิดในใจหรือ แสดงออกมาด้วยการพูดหรือ เขียน 2) Minimal Error ในการเรียนแต่ละครั้ง เราหวัง ว่า นัก เรียนจะตอบคำถามได้ถูกต้อ งเสมอ แต่ในกรณีที่ นักเรียนตอบคำถามผิด นักเรียนควรมีโอกาสฝึกฝนและเรียนรู้ในสิ่งที่เขาทำผิดเพื่อไปสู่คำตอบที่ถูกต้องต่อ ไป 3) Knowledge of Results เมื่อนักเรียนสามารถตอบถูกต้องเขาควรได้รับเสริมแรง ถ้านักเรียนตอบผิดเขา ควรได้รับการชี้แจง และให้โอกาสที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง และ 4) Small Step การเรียนจะต้องเปิดโอกาสให้ นักเรียนได้เรียนรู้ไปทีละน้อยด้วยตนเอง โดยให้ความรู้ตามลำดับขั้นและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใคร่ครวญตามซึ่ง จะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างมากแม้ที่เรียนอ่อนก็จะสามารถเรียนได้ ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ วรรณภา ไชยวรรณ (2549, น. 41) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ว่า เป็นสื่อการเรียนรูท้ ชี่ ่วย ในการฝึกฝนทักษะหรือเสริมทักษะทางภาษา การใช้ภาษาของนักเรียนสามารถนำมาฝึกซ้ำเพื่อการทบทวน บทเรียนซึ่งนักเรียนสามารถนำไปทบทวนได้ด้วยตัวเอง จดจำความรู้และเนื้อหาสาระบทเรียนได้คงทน อีกทั้งมี เจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย แบบฝึกทักษะจึงถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สามารถใช้ทดสอบความรู้ วัดผล การเรียนหรือประเมินผลการเรียนก่อนและหลังเรียนได้เป็นอย่างดี ทำให้ครูทราบปัญหาข้อบกพร่องของผูเ้ รียน เฉพาะจุดได้ นักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง ครูประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก


CES Journal .. 26 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เกศรินทร์ หาญดำรงค์รักษ์ (2555, ไม่มีเลขหน้า) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่าน อย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดการสอน ซึ่งผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ศุภรณ์ ภูวัด (2553, ไม่มีเลขหน้า) ที่ทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านอย่าง มีวิจารณญาณ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะการ อ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 83.95/85.14 สูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐานที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึก ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สมมติฐานและกรอบแนวคิดในการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องข้างต้น สามารถกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังแสดงในภาพที่ 1 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การจัดการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

ภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการออกแบบแผนการทดลองเป็นแบบ The Randomized One Group Pretest – Posttest Design (Leedy PD Ormrod JE, 2005, p. 179) มีการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่าง มีวิจารณญาณ โดยการทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้และทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ มีรูปแบบการทดลอง ดังแสดงในภาพที่ 2


CES Journal .. 27 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

E

R

X1

T

X2

ภาพที ่ 2 แสดงแบบแผนการทดลองแบบ The Randomized One Group Pretest – Posttest Design (Leedy PD Ormrod JE, 2005, p. 179) จากภาพที่ 2 อธิบายความหมายของสัญลักษณ์ได้ดังนี้ E หมายถึง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง R หมายถึง การสุม่ กลุ่มตัวอย่างก่อนการทดลอง X1 หมายถึง การสอบวัดก่อนการทดลอง ในที่นี้คือการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ท างการ เรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณก่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ T หมายถึง การทดลอง ในที่นี้คือการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมี วิจารณญาณ X2 หมายถึง การสอบวัดหลังการทดลอง ในที่นี้คือการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยประชากรที่ ใช้ ในการวิจ ั ยในครั้ ง นี้ เป็ น นั ก เรี ยนชั ้น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ท ี ่ 4 โรงเรียนหนองแค “สรกิจ พิท ยา” อำเภอหนองแค จัง หวัดสระบุรี ภาคเรียนที ่ 1 ปีก ารศึก ษา 2560 จำนวน 8 ห้อ งเรียน จำนวน 313 คน และกลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนัก เรียนชั้นมัธยมศึก ษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน นักเรียน 42 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ผู้วิจ ัยได้ดำเนินการทดลอง โดยใช้เ วลาทดลอง 18 คาบ คาบละ 50 นาที สัป ดาห์ล ะ 2 คาบ รวม 9 สัปดาห์ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 เนื้อหาในการจัดการเรียนรู้นำมาจากงานเขียนร้อยแก้ว และร้อ ยกรองซึ่ง สอดคล้อ งกับ มาตรฐานการเรี ยนรู้ และตัวชี้ วัดหลัก สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อพัฒนาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งมีทั้งหมด 8 ชุด คือ ชุดที่ 1 สุภาษิตสำนวนไทย ชุดที่ 2 นิทานให้คติแง่คิด ชุดที่ 3 พินิจความตามสื่อสารพัน ชุดที่ 4 บทเพลงสร้างสรรค์บันเทิงใจ ชุดที่ 5 โฆษณากับข้อเท็จจริง ชุดที่ 6 อ้างอิงข่าวสารบ้านเมือง ชุดที่ 7 วรรณกรรมเรื่องสั้นนวนิยาย และชุดที่ 8 พระบรมราโชบาย พระบรมราโชวาทปราชญ์ของแผ่นดิน เครื่องมือและการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะการอ่านอย่ างมี วิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึก ษาปีที ่ 4 แบ่งออกเป็น 8 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 สุภาษิตสำนวนไทย ชุดที่ 2 นิทานให้คติแง่คิด ชุดที่ 3 พินิจความตามสื่อสารพัน ชุดที่ 4 บทเพลงสร้างสรรค์บ ันเทิงใจ ชุดที่ 5 โฆษณากับ ข้อ เท็จ จริง ชุดที่ 6 อ้างอิง ข่าวสารบ้านเมือ ง ชุดที่ 7 วรรณกรรมเรื่องสั้นนวนิยาย และชุดที่ 8 พระบรมราโชบาย พระบรมราโชวาทปราชญ์ของแผ่นดิน


CES Journal .. 28 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

2. แบบทดสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ ์ ท างการเรี ย นรู้ ก ารอ่ า นอย่ า งมีว ิ จ ารณญาณ ระดั บ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 1) ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง พุทธศักราช 2556) และหลักสูตรระดับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2) ศึกษารูปแบบของแบบฝึกทักษะ ลักษณะ ประเภท กระบวนการสร้างแบบฝึก ทักษะจากตำรา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 3) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หรือหลักการทางจิตวิทยาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง แบบฝึก ทักษะ เพื่ อ นำมาประกอบเป็ นแนวทางในการออกแบบ และสร้างแบบฝึก ทักษะการอ่านอย่างมี วิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 4) ดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งกำหนดกิจกรรม การเรียนรูแ้ ละสื่อที่ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละแบบฝึก โดยพิจารณาถึงประสิทธิภาพที่จะนำไปสู่ ความสำเร็จตามผลการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพื้นฐานความรู้และประสบการณ์และความสนใจของนักเรียน 5) สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึ กษาปีท ี่ 4 โดยมี เนื้อหาความรู้ และแบบฝึกหัดพัฒนาทักษะในรูปแบบต่าง ๆ โดยเริ่มจากเนื้อหาและกิจกรรมที่ง่ายไปหายาก จากนั้นนำแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณทั้ง 8 ชุดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปหาคุณภาพต่อไป วิธีหาคุณภาพแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 1) ดำเนินการสร้างแบบประเมินแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณฯ โดย ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างแบบประเมินแบบฝึกทักษะที่ใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งปรับจากเกณฑ์ ของ บุญชม ศรีสะอาด (2547, น. 61 - 62) สำหรับให้ผู้เชี่ยวชาญใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมิน 2) พิจารณาหัวข้อ ปัญหา และจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบฝึกทักษะฯ แล้วสร้าง แบบประเมินสำหรับผู้เชี่ยวชาญประเมินเป็นข้อความที่มมี าตรประมาณค่า 3 ระดับ ซึ่งต้องนำค่าการพิจารณา ดังกล่าวมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Consistency: IOC) โดยมีเกณฑ์ ดังนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบฝึกเสริมทักษะมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบฝึกเสริมทักษะมีความสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ -1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบฝึกเสริมทักษะไม่มีความสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้


CES Journal .. 29 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

3) นำแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจ ารณญาณ ชั้นมัธยมศึก ษาปีท ี่ 4 ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น เสนอผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ทำการตรวจประเมิน ให้ความเห็น และข้อเสนอแนะ 4) นำผลจากการประเมินมาหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบค่ากับเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการยอมรับคุณภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยต้องมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ผลปรากฏว่าแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณฯ ทั้ง 8 ชุด ผ่านเกณฑ์การประเมิน 5) นำแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณทั้ง 8 ชุด มาปรับปรุงแก้ไขเรื่อง รูปแบบการพิมพ์ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่าง และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 จากสูตร E1/E2 โดยดำเนินการ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ทดลองแบบเดี่ยว (One to One Testing) คือ นำแบบฝึกทักษะ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณที่ได้รับการปรับปรุงคำแนะนำของผู้เ ชี่ยวชาญแล้ว ไปทดลองกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างและมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ระดับเก่ง ปานกลาง และระดับอ่อน ระดับละ 1 คน รวมจำนวน 3 คน เพื่อตรวจพิจารณาความ ยากง่ายของภาษา ความชั ดเจนของคำชี ้แจงในแบบฝึก เสริมทักษะ ความเหมาะสมของเวลาที่ใช้บันทึก ข้อบกพร่องที่พบนำไปขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญแล้วกลับมาแก้ไขตามคำแนะนำก่อนนำไปทดลองแบบ กลุ่มเล็ก ผลปรากฏว่าได้ค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 69.90/72.38 ขั้นที่ 2 ขั้นทดลองกับกลุ่มเล็ก (Small Group Testing) คือ นำแบบฝึก ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ที่ได้รับการปรับปรุงคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญแล้ว ไปทดลองกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างและมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ระดับเก่ง ปานกลาง และระดับอ่อน ระดับละ 3 คน รวมจำนวน 9 คน พบว่ามีข้อบกพร่อง ต่าง ๆ อยู่เล็กน้อย จึงนำมาปรับปรุงแก้ไขให้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมี วิจ ารณญาณ มีความถูก ต้อ ง สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แก้ไขก่อนนำไปทดลองแบบกลุ่มใหญ่หรือภาคสนาม ผลปรากฏได้ค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 73.27/75.07 ขั ้ น ที ่ 3 ขั ้ น ทดลองภาคสนาม คื อ นำแบบฝึ ก ทั ก ษะการอ่ า นอย่างมี วิจารณญาณที่ได้รับการปรับปรุงโดยสมบูรณ์แล้ว ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” จำนวน 40 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับเก่ง ปานกลาง ระดับอ่อน เพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ซึ่งสมนึก ภัททิยธนี (2547, น. 152 - 153) ให้คำอธิบายว่า เลขตัวแรก (80) คือ ร้อยละของผู้ทำแบบทดสอบถูกต้องถือเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ เลขตัวหลัง (80) คือ ร้อยละของผู้ทำแบบทดสอบถูกต้องถือเป็นประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ผลปรากฏว่าได้ค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.12/84.76 ซึ่งผู้วิจัยได้นำแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณฯ ที่ผ่านการทดลองนำมา ปรับ ปรุงและตรวจสอบแก้ ไขข้อ บกพร่ องต่าง ๆ ให้ ส มบู รณ์แล้ วดำเนิ นการจั ดทำรู ปเล่มเพื่ อนำไปใช้เป็น เครื่องมือในการวิจัยต่อไป


CES Journal .. 30 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัม ฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ กับจุดประสงค์การเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ 2) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านอย่ างมี วิจารณญาณ และศึกษาการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัม ฤทธิ์ แบบอิงเกณฑ์ของ บุญชม ศรีสะอาด (2547, น. 87 - 98) เพื่อเป็นแนวทางการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรูก้ ารอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) วิเคราะห์จุดประสงค์และเนื้อหาของเรื่องที่สอนเพื่อให้สามารถออกข้อสอบให้ ครอบคลุมเนื้อหาและตรงกับระดับพฤติกรรมที่ต้องการวัด 4) สร้ า งแบบทดสอบแบบปรนั ย เลื อ กตอบชนิ ด 4 ตั ว เลื อ ก จำนวน 60 ข้ อ โดยมีเ นื้อ หาที่เ หมาะสมตามวัยและความสนใจของผู้เรียนตามหลัก จิตวิทยาและครอบคลุมเนื้อ หาและ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 1) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ระดับ ชั้นมัธยมศึก ษาปีท ี่ 4 ที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ในด้านความตรงเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาภาษาที่ใช้ ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ พฤติกรรมที่ต้องการวัด และความเหมาะสมของตัวเลือก 2) นำแบบทดสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ ์ ท างการเรีย นรู้ ก ารอ่ า นอย่ างมี ว ิจ ารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับจุดประสงค์ การเรียนรู้โดยมีเกณฑ์ ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่วัดตรงตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 3) หาผลรวมของคะแนนในแต่ละข้อหรือแต่ละจุดประสงค์ของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดแล้วนำผลรวมมาหา ค่าเฉลี่ยเพื่อ หาค่าดัชนีความสอดคล้อ งระหว่างข้อ สอบหรือ เนื้อหากับ จุดประสงค์ เชิง พฤติกรรมโดยใช้สูตร IOC (สมนึก ภัททิยธนี, 2547, น. 167) โดยวิธีเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC มีค่า มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ผลปรากฏว่า ข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวที่กำหนดไว้ มีจำนวน 51 ข้อ


CES Journal .. 31 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

4) นำข้อสอบที่ได้จากข้อ 3) จัดทำเป็นแบบทดสอบไปทดลองใช้ก ับนักเรีย นชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” ที่มิใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อนำมาตรวจให้คะแนน และทำการ หาค่าคุณภาพแบบทดสอบ โดยการวิเคราะห์ข้อสอบรายข้อ เพื่อหาค่าความยากง่าย ( p ) โดยมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .20 – .70 โดยแบ่งกลุ่มผู้ตอบถูกเป็นกลุม่ ผูไ้ ด้คะแนนสูง 27% และกลุ่มผู้ที่ได้คะแนนต่ำ 27% และหาค่าจำแนก ( r ) โดยมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .28 – .90 5) นำข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์การหาค่าอำนาจจำแนก และค่าความยาก-ง่าย จำนวน 47 ข้อ มาคัดเลือกให้เหลือ 40 ข้อ แล้วจัดพิมพ์เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ฯ มาทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง และไม่เคยใช้แบบทดสอบฉบับ นี้ มาก่อน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ ตามวิธีของ (Kuder – Richardson: KR - 20) ได้ค่าความเชื่อ มั่นทั้ง ฉบับ เท่ากับ .83 จากนั้นนำไปจัดพิม พ์ข้อ สอบที่ผ ่านการ ตรวจสอบคุณภาพแล้วไปจัดพิมพ์ให้เป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นเตรียมการ ก่อนที่ผู้วิจัยจะดำเนินการวิจ ัย ผู้วิจัยได้ทำความเข้าใจกับกลุ ่มตัวอย่างเกี่ยวกับขั้ นตอน การจัดการเรียนรู้โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเกิด ความเข้าใจการปฏิบัติตน ขั้นดำเนินการ การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นเวลา 9 สัปดาห์ รวมเวลาที่ใช้ใน การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ ทั้งหมด 18 คาบ ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนรู้และทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้วยตนเอง ดังนี้ 1) ผู้วิจัยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณที่ได้สร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 ควบคู่ กับการจัดการเรียนรู้ในคาบเรียน จำนวน 8 ชุด ๆ ละ 2 คาบ รวมเป็น 16 คาบ 2) ทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้โดยนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่าน อย่างมีวิจารณญาณ ไปทดสอบกับนักเรียน โดยใช้เวลาสอบ 1 คาบ รวบรวมไว้เป็นคะแนนก่อนเรียน 3) ผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณโดยเน้นให้ ผู้เรียนได้ศึกษาปฏิบัติกิจกรรมจากแบบฝึกทักษะตามลำดับและบันทึกผลคะแนนระหว่างเรียนตามที่วางแผนไว้ 4) เมื่อนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกทักษะแต่ละชุดจบแล้ว จึงทำแบบทดสอบย่อยหลัง การเรียนรู้ของแบบฝึกเป็นการทบทวนเนื้อหา 5) หลังการจัดการเรียนรู้ครบถ้วนตามที่กำหนดแล้ว ผู้วิจัยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้เวลาสอบ 1 คาบ บันทึกผลเป็นคะแนนหลังเรียน


CES Journal .. 32 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ผลการวิจัย การวิจัย เรื่อ ง ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา” ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผลการวิจัย ตามลำดับดังต่อไปนี้ 1. การสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 เมื่อการวิจัยสิ้นสุดลง ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากการเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์จัดกระทำด้วยค่าสถิติ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (E1/E2) ได้ผลดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 แบบฝึกปฏิบัติระหว่างเรียน คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย E1 80 71.75 89.69

การทดสอบหลังเรียน คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย E2 40 34.62 86.55

ประสิทธิภาพ E1/E2 89.69/86.55

จากตารางที่ 1 ผลการวิเ คราะห์ ข้อมูล พบว่า ประสิท ธิภาพของแบบฝึก ทักษะการอ่านอย่างมี วิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เท่ากับ 89.69/86.55 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปรากฏผลดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ท างการเรียนรู้ก ารอ่านอย่างมีวิจ ารณญาณก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลสัมฤทธิ์ฯ ก่อนเรียน หลังเรียน

N 42 42

x$ 14.98 27.93

SD 4.16 3.99

df

Sig.

t

41

.000

16.78**

**p < .05 จากตาราง 3 พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการเปรียบเทียบผลสัม ฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมี วิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทัก ษะการอ่านอย่างมี วิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


CES Journal .. 33 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

อภิปรายผล จากผลการวิจัย เรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณที่มีตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนหนองแค “สรกิจ พิท ยา” ผู้วิจ ัยขออภิป รายผลการวิจัยจากข้ อ ค้ นพบต่าง ๆ ตามประเด็นของ สมมติฐานการวิจัยที่ได้กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้ 1. ผลของการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เท่ากับ 89.69/86.55 และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อ 1 การที่แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้นั้น อาจเนื่องมาจากการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมี วิจารณญาณที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนั้นได้ยึดถึงหลักการของ อกนิษฐ์ กรไกร (2549, น. 17) ที่ยึดหลักให้นกั เรียนได้ เรียนรู้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยแต่ละกิจกรรมหรือคำถามในแบบฝึกผู้ วิจ ัยจะให้ ความสำคัญกั บ 1) Active Responding คือนักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน มีโอกาสได้แสดงออกด้วยเขียนและ การพูดนำเสนอผลงาน 2) Minimal Error ให้โอกาสนักเรียนได้ฝึกฝนตนเองในการตอบคำถาม หากตอบถูก ก็ไปศึกษาเนื้อหาถัดไป หากผิดนักเรียนก็สามารถกลับมาทบทวนใหม่เพื่อแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดอันจะนำไปสู่ คำตอบที่ถูกต้อง 3) Knowledge of Results ให้การเสริมแรงในส่วนท้ายของเฉลยแต่ละกิจกรรมหรือคำถาม ถ้านักเรียนตอบผิดก็สามารถอ่านเฉลยโดยละเอียดและคำอธิบายเป็นการทบทวนได้ และ 4) Small Step ออกแบบกิจกรรมให้เรียนรู้จากสิ่งที่ง่ายไปสู่สิ่งที่ยากขึ้น ตามลำดับขั้น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่เรียน อ่อนก็จะสามารถเรียนได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ศุภรณ์ ภูวัด (2553, ไม่มีเลขหน้า) ทำการศึกษา การสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมนาค นาวาอุปถัมภ์ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร โดยได้ยึดหลักการให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามศักยภาพของแต่ละ บุคคลทั้ง 4 ข้อ ข้างต้นนั้น ซึ่งผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวจิ ารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 83.95/85.14 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ ดังนั้นจึงเป็นข้อสนับสนุนได้ว่า ในการสร้างแบบฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพนั้น ต้องมีการศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นแนวทางการในการสร้างแบบฝึกทักษะที่เหมาสมกับนักเรียนให้โอกาสนักเรียนได้เรียนรู้อย่าง เต็มที่ตามศักยภาพก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัม ฤทธิ์ท างการเรียนรู้ก ารอ่านอย่างมีวิจ ารณญาณ ของนัก เรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะ การอ่านอย่างมีวิจ ารณญาณที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สามารถทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากนักเรียนสามารถฝึกฝนการอ่านได้เป็นรายบุคคล ขณะการจัดการเรียนรู้ผู้สอนได้ฝึกกระทำซ้ำ ๆ หลายครั้ง พร้อมทั้งสามารถอ่านใบความรู้เพื่อช่วยย้ำเตือนความเข้าใจก่อนทำแบบฝึกอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับ


CES Journal .. 34 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

งานวิจัยของ เกศรินทร์ หาญดำรงค์รักษ์ (2555, ไม่มีเลขหน้า) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การ อ่านอย่างมีวิจ ารณญาณของนักเรียนระดับ ชั้นมั ธยมศึก ษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดการสอน ซึ่งผลการวิจัยพบว่ า ผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับงานวิจัยของ ของ ศุภรณ์ ภูวัด (2553, ไม่มี เลขหน้า) ที่ทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก ทัก ษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่ง ผลการวิจัยพบว่า ผลสัม ฤทธิ์ท างการเรียนเรื่อง การอ่านอย่างมี วิจารณญาณของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดังนั้นจึงเป็นข้อสนับสนุนได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ อ่านอย่างมีวิจารณญาณสามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ท างการเรียนรู้ก ารอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาให้สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำชุดการสอนไปใช้ ครู ภ าษาไทย ควรนำแบบฝึก ทั ก ษะการอ่ านอย่ า งมี ว ิ จ ารณญาณ สำหรั บ นั ก เรี ยนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนให้แพร่หลาย ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษาวิจัยการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยแบบฝึกทักษะในด้านอื่น ๆ อาทิ ด้านการคิด ด้านการอ่านการเขียน เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้แก้ปัญหาการสอนภาษาไทยได้แท้จริง รายการอ้างอิง เกศรินทร์ หาญดำรงรักษ์. (2555). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดการสอน. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยา และคณะ. (2547). ภาษาไทย 3. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. งานวัดและประเมินผล โรงเรียนหนองแค “สรกิจพิทยา”. (2559). รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาของ สถานศึกษา ประจำปีการศึกษา 2559. สระบุร:ี งานผลิตเอกสารและอัดสำเนา กลุม่ บริหารทั่วไป. บุญชม ศรีสะอาด (2547). การวิจัยสำหรับครู. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ประเวศ วะสี. (2550). การจัดการความรู้ : กระบวนการปลดปล่อยมนุษย์สู่ศักยภาพ เสรีภาพและ ความสุข. กรุงเทพฯ: กรีน – ปัญญาญาณ.


CES Journal .. 35 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

วรรณภา ไชยวรรณ. (2549). การพัฒนาแผนการอ่านภาษาไทย เรื่อง อักษรควบและอักษรนำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. การศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วีณา วีสเพ็ญ. (2551). รายงานผลโครงการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม "โครงการทะนุบำรุงศิลปะการแสดง ภาคอีสาน". มหาสารคาม: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ศุภรณ์ ภูวัด. (2553). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมนาคนาวาอุปถัมภ์ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร. สารนิพนธ์ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการมัธยมศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สมนึก ภัททิยธนี. (2547). การวัดผลการศึกษา. มหาสารคาม: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม. สุวิทย์ มูลคำ และ สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2550). ผลงานทางวิชาการสู.่ ..การเลื่อนวิทยฐานะ. กรุงเทพฯ: อี เค บุคส์. อกนิษฐ์ กรไกร. (2549). การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ กาพย์ยานี 11 ด้วยแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ Co-op Co – op และแบบเดี่ยว. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. Leedy PD, Ormrod JE. (2005). Practical Research: Planning and Design. (8th Ed.). Upper Saddle River, NJ: Merrill Prentice-Hall.


CES Journal .. 36 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

การสำรวจความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ Third Language Learning Needs among Primary School Students at Yingyos Anusorn School อจลา ศิริเสรีวรรณ * Ajala Sirisereewan บทคัดย่อ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอน ปลาย โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 144 คน เครื่องมือในการวิ จัยที่ ใช้ คือแบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลส่ วนบุคคล ความต้องการในการเรีย นภาษาที่ สาม และข้อมูลจากความคิดเห็ นและ ข้อเสนอแนะ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.791 และใช้เวลาดำเนินการ วิจัยตั้งแต่เดือน เมษายน - มิถุนายน 2560 ผลการสำรวจความต้ องการในการเรี ยนภาษาที่ ส าม พบว่านักเรี ยนชั้ นประถมศึ กษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่ง ยศ อนุสรณ์ มีความต้องการที่จะเรียนภาษาที่สาม คิดเป็นร้อยละ 97.92 และต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 43.75 ซึ่งเหตุผลความต้องการของการเรียนภาษาที่สาม คือ อยากเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอัง กฤษ อยากเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ชอบภาษาและวัฒนธรรม อยากเรียนรู้ภาษา สนใจและเข้าใจในภาษาญี่ปุ่น และเพื่อใช้ในการ สื่อสารกับคนญี่ปุ่น

คำสำคัญ: ความต้องการ ภาษาที่สาม ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย

* คุณครูประจำโรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ จังหวัดปทุมธานี อีเมล์ : sirisereewan.a@gmail.com


CES Journal .. 37 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5……. Abstract The purpose of this research was to survey the needs of learning third language for elementary pupils at Yingyos Anusorn School. The samples were 144 elementary. The questionnaires were designed and developed by the researcher. The research instrument was the questionnaire including personal information, need to learn a third language and comments and suggestions. The quality of research tools has been verified. The reliability is greater than 0.791 and the research time was from April to June 2017. The findings revealed that 97.92 percent of the samples at Yingyos Anusorn School want to learn third language and 43.75 percent selected Japanese which was the highest in demand. The reasons of the needs of learning third languages which are their desire to learn other foreign languages apart from English, travelling to Japan, favor in language and culture, interested in Japanese, and to communicate with Japanese.

Keywords: Needs / third languages / elementary pupils บทนำ ภาษาเป็นสิ่งที่กำเนิดขึ้นมาพร้อมกับมนุษยชาติ โดยมีวิวัฒนาการให้สอดคล้องกับสภาพของสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไปที่เห็นเด่นชัด คือ ภาษาเขียน และภาษาเขียนนี้เองได้กลายเป็นรหัสของ บรรดาสรรพความรู้ และภูมิปัญญาที่ ถูก ถ่ ายทอดจากรุ ่นสู่ร ุ่ น เมื่อสังคมมีความซับ ซ้อ นและเชื่ อมโยงกั นมากขึ้ นภาษาก็ย ิ่ง ทวี ความสำคัญ ภาษาบางภาษาจึงถูกกำหนดให้เป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อสารอย่างแพร่หลาย จากสภาพของสังคมที่ ถูก เชื่อ มเป็นหนึ่งเดียวโดยเทคโนโลยีการสื่อ สารทำให้บรรดาสรรพวิ ชาและศาสตร์ ตลอดจนข้ อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกได้เปิดกว้างให้ผู้คนเข้าไปสืบค้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตการประกอบอาชีพ และ พัฒนาหน้าที่การงาน (ทิดานันท์ มลิทอง, 2543) ดังนั้นเชื่อกันว่าคนในสังคมปัจจุบันมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ ภาษาอย่างน้อย 3 ภาษา คือ ภาษาที่หนึ่งเป็นภาษาแม่ หรือภาษาของตนเอง ภาษาที่สองเป็นภาษาในภูมิภาค ที่ส อดคล้อ งกับวิถีชีวิตตนเอง เช่น คนเอเชีย อาจเรียนรู้ภาษาจีน ภาษาเกาหลีหรือภาษามลายู เป็นต้น และภาษาที่สามคื อภาษาสากล ซึ่ ง เป็นภาษา ที่ใช้กันในระดับนานาชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาอังกฤษ (ทิดานันท์ มลิทอง, 2543)


CES Journal .. 38 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของประชากรเชื้อชาติต่าง ๆ ปัจจุบันมีมากถึง 6,900 ภาษา ซึ่งภาษาที่มีผู้ใช้ใน การสื่อสารด้วยการพูดมากที่สุด 10 อันดับแรกได้แก่ ภาษาจีน ฮินดี สเปน อังกฤษ อารบิก โปรตุเกส เบงกาลี รัสเซีย ญี่ปุ่น และปัญจาบี ตามลำดับ โดยภาษาจีนซึ่งนับเป็นอับดับที่ 1 ที่มีผู้ใช้ในการสื่อสารด้วยการพูด ทั่วโลกทั้งหมด จำนวน 1,300 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของภาษา 873 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 67.15) และที่เหลือ 427 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 32.85) และอีก 1 ภาษาที่มีความนิยมใช้ในการสื่อสารด้วยการพูด ทั่วโลกนั่นคือ ภาษาอัง กฤษซึ่ง มีจ ำนวนทั่วโลกทั้ง หมด 1,800 ล้านคน แบ่ง เป็นผู้ท ี่เ ป็นเจ้าของภาษา 328 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ18.22) และที่เหลือ 1,472 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 81.78) (เขียน ธีระวิทย์และ คณะ, 2551) ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ได้ให้ความสำคัญกับ ภาษาอังกฤษด้ วย โดยกำหนดไว้ใน กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ข้อ 34 ให้ภาษาอัง กฤษเป็นภาษาทำงานของประชาชนในประชาคม อาเซียน ดังนั้น จึงถือว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีบทบาทอย่างยิ่งในยุคนี้ แต่ในปัจจุบันการเรียน ภาษาอัง กฤษเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ดัง นั้นการเรียนรู้ภาษาที่สาม จึง มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะไม่ใช่มีไว้เพื่อ ไปศึก ษาต่อเท่ านั้ น แต่ยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ในยุคที่ประเทศไทยเป็น ประเทศเปิดและมีเสรีในเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออก ทำให้มีความจำเป็นในการใช้ภาษาที่สาม ในการ ติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ เช่น ชาวจีน ที่เริ่มมีประชากรชาวจีนเข้ามาเที่ยวและติดต่อ การค้าทางธุรกิจกับ ประเทศ ไทยเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยเรียนภาษาที่สาม เพิ่มขึ้นจาก ภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศหรือภาษาที่สาม และสามารถใช้ ภาษาต่างประเทศสื่อสารได้ อย่างไรก็ตามผู้เรียนยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการใช้ภาษาที่สาม เพื่อ การสื่อ สาร ขาดประสบการณ์ก ารใช้ภาษา ขาดความรู้ ความเข้าใจในวัฒ นธรรมของเจ้าของภาษา และขาดแรงจูงใจในการเรียนภาษาที่สาม ความต้องการเรียนภาษาที่สาม เป็นสิ่งจำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารกับนานาชาติ ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ดังนั้นการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้านให้มีความเจริญก้าวหน้าและเท่าเทียมกับนานา ประเทศในโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาศักยภาพของประชากรให้มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร เพราะภาษาถือ ว่าเป็นบันไดสำคัญที่ทำให้ก้าวสู่ความสำเร็จ และเป็นประตูเ ชื่อ มออกสู่ต่างประเทศได้ ซึ่ง นอกจากภาษาอังกฤษแล้วยังต้องได้ภาษาที่สาม เพื่อก้าวทันยุคสมัยและประชาคมโลกอีกด้วย


CES Journal .. 39 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าการเรียนรู้ภาษาที่สาม มีความสำคัญอย่างมาก ทำให้ผู้วิจัยสนใจ ที่จะ สำรวจความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศ อนุสรณ์เพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการจัดระบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครอง และนักเรียน และเพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน วัตถุประสงค์ เพื่อ สำรวจความต้อ งการในการเรียนภาษาที่ส าม สำหรับ นัก เรียนชั้นประถมศึก ษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ วิธีการดำเนินการวิจัย ในการทำวิจัยเรื่อง การสำรวจความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ ซึ่งการดำเนินการวิจั ยครั้ง นี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ สำรวจความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศ อนุสรณ์ และเพื่อนำผลวิจัยนี้ไปพัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน การทำวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ ดำเนินการ ตามลำดับดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยนี้ คือ นัก เรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ จำนวน 225 คน ตามข้อมูลของฝ่ายทะเบียนการศึกษาปี พ.ศ. 2560 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 144 คน ซึ่งขนาดของกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคำนวณหาตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ จากนั้นจึงทำการเก็บ ข้อมูลโดยใช้การสุ่มแบบบังเอิญ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองโดยลักษณะ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ตอน ดังนี้


CES Journal .. 40 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม คือ เพศ และ ระดับชั้นของนักเรียน มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกีย่ วกับความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม คือ ต้องการ / ไม่ต้อ งการ และภาษาที่ต้อ งการเรียน ได้แก่ ภาษาจีน , ภาษาญี่ป ุ่น, ภาษาฝรั่ง เศส, ภาษาเยอรมัน และภาษาสเปน ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามปลายเปิด (Open-ended questionnaire) เพื่อให้ผู้ตอบ ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับความต้องการในการเรียนภาษา ที่สาม 3. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบโดยการนำเสนอให้้ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ตรวจสอบความถูก ต้องและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามและจุดประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence: IOC) โดยหาค่ า IOC คั ด เลื อ กข้ อ ที ่ม ี ค ่า ระหว่ า ง 0.70 –1.00 (ชูศรี วงศ์รัตนะ, 2541) แล้วนำแบบสอบถามไปทดลองใช้จัดเก็บข้อมูล (Try–Out) จำนวน 30 คน เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้ง ฉบับได้ค่าสัมประสิท ธิ์แอลฟา (Coefficient Alpha) = 0.791 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 144 คน โดยผู้วิจัยนำแบบสอบถามไปแจกให้แก่กลุ่มตัวอย่าง และให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามและเก็บ แบบสอบถามคืน หลังจากนั้นจะ ทำการตรวจสอบแบบสอบถามที่ได้รับคืนมา 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกระทำข้อมูลจากแบบสอบถาม และตรวจสอบความ ถูกต้องของแบบสอบถาม จากนั้นนำมาดำเนินการประมวลผลข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์ ดังนี้ 1. การวิ เ คราะห์ ข ้ อ มู ล จากแบบสอบถาม ตอนที ่ 1 แบบสอบถามข้ อ มู ล ทั ่ว ไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้การหาค่าร้อยละ 2. การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถามความต้องการในการเรียนภาษา ที่ 3 วิเคราะห์โดยใช้การหาค่าร้อยละ


CES Journal .. 41 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ผลการวิจัย ส่วนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้แจกแบบสอบถามแก่กลุ่มตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 144 ชุด และได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา 144 ชุด และแบบสอบถามมีคำตอบที่สมบูรณ์ทั้งหมด ผลการวิ เ คราะห์ข ้ อ มู ล ส่ว นบุค คลของกลุ ่ม ตั ว อย่า ง ประกอบด้ว ย เพศ และระดั บ ชั ้ นเรี ยน ดังกราฟที่ 1-2 เพศ 44%

56%

ระดับชั้นเรียน ชาย

19%

หญิง

38%

กราฟที่ 1

ประถม 4 43%

ประถม 5 ประถม 6

กราฟที่ 2

จากกราฟ 1-2 พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง จำนวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 55.56 เพศชาย จำนวน 64 คน คิดเป็นร้อยละ 44.44 สำหรับระดับชั้นเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 จำนวน 62 คน คิดเป็นร้อยละ 43.05 รองลงมาคือเรียนอยู่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 55 คน คิด เป็นร้อยละ 38.20 และเรียนอยู่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 18.75 ส่วนที่ 2

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการในการเรียนภาษาทีส่ าม ของนักเรียน

ความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม 2% 98%

ต้องการ ไม่ต้องการ

ภาษาที่ต้องการเรียน 43.75% 27.08%

15.97%

5.56%

7.64%

ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศษ ภาษาเยอรมัน ภาษาสเปน ภาษาญี่ปุ่น

กราฟที่ 3

กราฟที่ 4


CES Journal .. 42 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

จากกราฟที่ 3-4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของกลุ่มตัวอย่างในการเรียนภาษาที่สาม พบว่า นักเรียน ส่วนใหญ่ต้องการเรียนภาษาที่ 3 จำนวน 141 คน คิดเป็นร้อยละ 97.92 นักเรียนที่ไม่ต้องการเรียน ภาษาที ่ 3 จำนวน 3 คน คิ ด เป็ น ร้ อ ยละ 2.08 นอกจากนี ้ ย ั ง พบว่ า ภาษาที ่ น ั ก เรี ย นเลื อ กมากที ่ สุ ด คือ ภาษาญี่ปุ่น จำนวน 63 คน คิดเป็นร้อยละ 43.75 ส่วนที่ 3

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่แสดงให้เห็นต่อความต้องการในการเรียนภาษาที่สาม ส่วนใหญ่ นักเรียนต้องการเรียนภาษาที่สาม เพราะต้องการเรียนรู้ภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอังกฤษเพื่อไปเที่ยว ประเทศนั้นๆ ชอบภาษาและวัฒนธรรมมีความต้องการจะรู้ภาษามากขึ้น มีความสนใจที่จะเรียนรู้ภาษา เพิ่มเติมเพื่อจะได้เข้าใจในภาษานั้นมากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารและมีบางคนต้องการเรียนภาษาที่สาม เพราะชอบกีฬาฟุตบอลและเชียร์ทีมชาตินั้น ๆ สรุปและอภิปรายผล จากผลการสำรวจครั้งนี้ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 144 คน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอน ปลายโรงเรียนยิ่งยศอนุสรณ์ มีเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนมากอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการ สำรวจพบว่านักเรียนส่วนมากมีความต้องการที่จะเรียนภาษาที่สามและต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด ด้วยเหตุผลดังนี้ เหตุผลแรก คือ ต้องการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ซึ่งความต้องการนี้ สอดคล้องกับงานวิจัยของวรากร แซ่พุ่น และคณะ (2560) กล่าวว่าจุดมุ่งหมายของการเลือกเรียนภาษาจีน ซึ่งเหตุผลของนักเรียนที่เลือกเรียนภาษาจีน เมื่อพิจารณาการตอบและเปรียบเทียบกันแล้วคือประเทศจีนมี ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสูง นักเรียนได้ให้เหตุผลที่เลือกเรียนภาษาจีนว่า นอกจากตนเองจะมีความชอบใน ภาษาจีนและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสูง ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจอยากเรียนรู้ และเมื่อพิจารณาจาก เหตุผลที่ต้องการทั้งๆ ที่ผู้ตอบแบบสอบถามไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นมาก่อนแต่อ ยากเรียนรู้ ดังนั้น นักเรียนจึงน่าจะมีความรู้สึกอยากทดลองเรียนรู้ในสิ่งใหม่และไม่ได้คำนึงถึงว่าภาษาญี่ปุ่นจะมีลักษณะเป็น อย่างไรเหมือนหรือแตกต่างจากภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศที่เคยเรียนรู้มาแล้ว นักเรียนจะเรียนรู้ ภาษาญี่ปุ่นได้ยากหรือง่ายเพียงใด กล่าวได้ว่าเป็นความต้องการที่ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยใดๆ ในการเรียนรู้


CES Journal .. 43 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

เหตุผลต่อมา คือ นักเรียนสนใจภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นซึ่งสะท้อ นถึงอิทธิพลการหลั่งไหลของ วัฒนธรรมต่างประเทศที่มีต่อเยาวชนสอดคล้องกับ ศุภชัย ใจแจ้ง (2552) ได้ให้ข้อสนับสนุนเพิ่มเติมในเรื่อง การศึกษาในต่างประเทศว่า การศึกษาในต่างประเทศไม่เพียงแต่จะมีผลกระทบต่อการตระหนักรับรู้ ในตนเอง เท่านั้นแต่หากยังช่วยให้ผู้เรียนสัมผัสรับรูไ้ ด้ถึงภาษา วัฒนธรรม และความเป็นสากลโลก นอกเหนือจากเหตุผลข้างต้นแล้วนักเรียนบางคนต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อนำไปใช้ในการสื่อสาร เมื่อมีโอกาสได้ไปต่างประเทศซึ่งสอดคล้องกับอัมพร วิจิตรพันธ์และอัญชลี ค้อคงคา (2525) กล่าวถึง อุปสงค์ ทางการศึกษา คือ ความต้องการในสิ่งที่ตนสนใจใคร่รหู้ รือยังหาคำตอบไม่ได้ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ ไหนจะพบเห็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นต้น อีกทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมาประเทศไทยก็เพิ่มมากขึ้นจาก 1,439,510 คน ในปี 2559 เป็น 1,544,328 คนในปี 2560 (กรมการท่องเที่ยว, 2560) กล่าวโดยสรุป นักเรียนต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะความรู้สึกที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่และต้องการ เรียนเพราะสนใจภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น อีกทั้งยังต้องการเรียนเพื่อการสือ่ สารกับชาวญี่ปุ่นทีม่ าท่องเที่ยวใน ประเทศไทยหรือเมื่อนักเรียนไปต่างประเทศอีกด้วย ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ผลจากการวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้ทราบถึงภาษาที่นักเรียนต้องการที่จะเรียน ทำให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทาง ในการปรับปรุงหลักสูตรในกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ และเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนเพื่อ ตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียน ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป การวิจัยครั้งนีจ้ ัดทำขึ้นเพื่อสำรวจความต้องการของนักเรียนเท่านั้น แต่มีผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ต้อง คำนึงถึงอีกส่วนหนึ่งได้แก่ ผู้ปกครองและครู ดังนั้นผู้วิจัยคิดว่าควรมีการสำรวจความต้องการในอีกมุมมองหนึ่ง จากผู้ปกครองและครูเพิ่มเติมด้วย เพื่อให้มีข้อมูลที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ควรสำรวจปัญหาและความ ต้องการของสถานประกอบการภาษาต่างประเทศ เพื่อหารากฐานในการทำงานในอนาคต เพราะการเรียน ภาษาต่างประเทศต้องใช้เวลาในการเรียน จึงจะทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการสื่อสารเพื่อประกอบอาชีพได้


CES Journal .. 44 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

รายการอ้างอิง กรมการท่องเที่ยว. (2560). สถิตินักท่องเที่ยว ปี 2561. สืบค้นเมื่อ 5 มิ.ย. 2561 จาก http://infocraftic.com/international-tourist-thailand-2017/ กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. เขียน ธีระวิทย์และคณะ. (2551). รายงานวิจัย (ฉบับที่ 3) การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศ ไทย ระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์เอเชียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ชู ศรี วงศ์ รั ตนะ. (2541). เทคนิคการใช้ส ถิติเ พื่อการวิจัย. พิม พ์ครั้งที่ )8(. กรุงเทพมหานคร: เทพเนรมิตการพิมพ์. เฉลิมลาภ ทองอาจ. (2554). การได้มาซึ่งภาษา (Language Acquisition). สืบค้นเมื่อ 15 มิ.ย. 2560 จาก https://www.gotoknow.org/posts/443263 ทิดานันท์ มลิทอง. (2543). เทคโนโลยีทางการศึกษาและนวัตกรรม. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ.์ ทัศนีย์ เมธาพิสิฐ, น้าทิพย์ เมธเศรษฐ, สมเกียรติ เชวงกิจวณิช และสุณีย์รัตน์ เนียรเจริญสุข. (2547). การสำรวจความต้องการของนักเรียนท่เี รียนภาษาญี่ปุ่นในมัธยมศึกษาตอนปลาย ระยะที่ 2. วารสารเจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพ, (1), 223-233 ธัญทิพ บุญเยี่ยม, และทิวาพร ทาวะรมย์. (2556). ทัศนคติต่อความสําคัญของภาษาในอาเซียน (รายงานการวิจัย). มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ. บวรศรี มณีพงษ์. (2556). การศึกษาความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และครูที่มีต่อการจัดการสอน ภาษาญี่ปุ่นในสถานศึกษาตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (รายงานการวิจัย). มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. ประภาพันธ์ นิลอรุณ. (2530). ความพร้อมทางการเรียนภาษาไทยของเด็กปฐมวัยในท้องถิ่นที่มีปญ ั หาทาง ภาษาโดยใช้วิธีสอนแบบมุง่ ประสบการณ์ทางภาษา (ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฑ ประสานมิตร. ปราณี กุลละวณิชย์ และคณะ. (2549). โครงการการศึกษาการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศและ ความต้องการภาษาต่างประเทศในภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคตะวันออก. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.


CES Journal .. 45 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

วรากร แซ่พุ่น, ภากร นพฤทธิ์, วราลี รุ่งบานจิต, วรทา รุง่ บานจิต, วรนาถ แซ่เซ่น และชุติมา คำแก้ว. (2560). การศึกษาสภาพและปัญหาการเรียนการสอนภาษาจีนของโรงเรียนมัธยมศึกษาใน จังหวัดยะลา. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 12 (ฉบับพิเศษ เดือนกุมภาพันธ์ 2560). ภาวิณี มุ้ยคำ และคณะ. (2557). การสำรวจความต้องการในการเรียนภาษาฝรัง่ เศสของนักเรียนชั้น มัธยมต้น กรณีศึกษา โรงเรียนบางกะปิ กรุงเทพมหานคร. สถาบันวิจัยและพัฒนา, มหาวิทยาลัย ราชภัฏจันทรเกษม. เยาวลักษณ์ รอดงาม. (2542). สภาพปัญหาและความต้องการการนิเทศด้านการแปลงหลักสูตรภาษา อังกฤษไปสูก่ ารสอนระดับประถมศึกษาของโรงเรียนคาทอลิก สังกัดอัครสังฆมณฑล กรุงเทพมหานคร. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รัชดา คงคาหลวง. (2550). การศึกษาความต้องการและแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรูท้ างการศึกษา นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยของบ้านหนังสือ กรุงเทพมหานคร (วิทยานิพนธ์ปริญญา ครุศาสตร์มหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศรีเรือน แก้วกังวาล. (2530). จิตวิทยาพัฒนาการ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สุภัทรา โยธินศิริกลุ . (2558). การศึกษาเหตุผลในการเลือกเรียนและทัศนคติที่มีต่อการเรียนภาษาจีน กลางของนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ (รายงานผลการวิจัย). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้. หรรษา นิลวิเชียร. (2535). ปฐมวัยศึกษา:หลักสูตรและแนวปฏิบัต.ิ กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ศุภชัย ใจแจ้ง (2552). ปัจจัยทีส่ ่งผลต่อการเรียนภาษาจีนของผูเ้ รียนสาขาวิเทศธุรกิจจีนและสาขาจีน ศึกษา คณะวิเทศศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ต. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต. อดิเรก นวลศรี, และปิยนันต์ คล้ายจันทร์. (2558). ความต้องการในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีน ระดับประถมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครปากเกร็ด. วารสารปัญญาภิวัฒน์, 7(2), 196. อนิชวัง แก้วจำนง. (2552). ความผูกพันต่อองค์การของพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานี. มหาวิทยาลัย ราชภัฎอุดรธานี. อัมพร วิจติ รพันธ์และอัญชลี ค้อคงคา. (2525). เศรษฐศาสตร์การศึกษาและการวางแผนกำลังคน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.


CES Journal .. 46 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

การศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชัน้ ปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) Study student's Class attendance behavior of electronics students Vocational certificate level 1 of Bangkaewfa Industrial and Community Education Colleg นางสาวศุจีภรณ์ กลั่นสนิท* SUJEEPORN KLANSANIT บทคัดย่อ จากการวิจัย ในครั้ง นี ้มี วัต ถุประสงค์เ พื่ อศึ กษาพฤติ กรรมการเข้าเรีย นสายของนั กเรีย น ศึกษาปัจจัยที่ มี อิท ธิ พ ลต่ อ พฤติ กรรมการเข้ าเรี ย นสายของนั กเรี ย น และเพื ่ อหาแนวทางการแก้ ป ั ญ หาการมาเข้ าเรี ย นสายของนั กเรี ย น ระดั บ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ โดยจากประชากรทั้งหมด 25 คน ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง นักเรียนที่มีพฤติกรรมเข้าเรียนสายเป็นประจำเท่านั้น โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คื อ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิเคราะห์โดยรวมการ ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับสาเหตุการเข้าเรียนสายเมื่อเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่านักเรียนมีความคิดเห็นเกี่ย วกับ การเข้ า เรียนสายเกิดจากสาเหตุด้านเนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียนมากที่สุด โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 2.80 และค่าความเบี่ย งเบน มาตรฐาน 0.55 และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสาเหตุการเข้าเรียนสายเกิดจาก ด้านครอบครัวน้อยที่สุด จึงสะท้อนให้เห็นว่า สาเหตุการเข้าเรียนสายของนักเรียน เกิดจากด้านเนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียน ซึ่งเกิดจากนักเรียนไม่ชอบเนื้อหาใน รายวิชาที่เรียน เนื้อหาไม่สอดคล้องกับวิชา และกิจกรรมการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนผู้ส อน ควรปรับด้านเนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียนการสอนให้น่าสนใจมากขึ้น ควรสร้างกติกาการเข้าเรียนให้นักเรียนทุกคนเข้ าใจ ตรงกันและปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน การช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผูเ้ รียนในการเข้าเรียน ตรงเวลาเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

คำสำคัญ: นักเรียน การเข้าเรียนสาย วิชาการเขียนแบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แบบสอบถาม แบบบันทึก เวลาเข้าเรียน

*ครู แผนกอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า(หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) อีเมล์ : R_gahaha@hotmail.com


CES Journal .. 47 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5……. Abstract This research were to study student's Class attendance behavior, to solve the problem behaviors of students enrolled on time of electronics students vocational certificate level 1. of a total population of 25 person.The sample group of this research was based on 5 person by sampling specific from students who attend regularly. The instrument of this study were analyzed by percentage, mean and standard deviation. The results of these analyses showed that the cause of admission to the contents of the course and the activities of learning. Overall average mean was 2.80 and the standard deviation of 0.55 was moderate, and the opinions about the cause of family lineage were the smallest, with an average of 1.40 and a standard deviation of 0.13. Considering it was found that overall student opinion by an average of 1.77 and standard deviation 0.47 which shows that most students are enrolled on the behavior of lines at least level. It reflects the cause of the lass attendance behavior the content and teaching activities are not interested. Therefore, in the teaching and learning management should improve the content and teaching activities to be interesting. It should be created for everyone to attend.

Keywords: The student/ Into the classroom / Electrical and Electronic Drawing / Questionnaire / Record time บทนำ การศึกษานับเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและการแก้ไขปัญหา ในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ เพราะการศึกษาช่วยให้บุคคลมีความรู้ ความสามารถและมีคุณภาพเพื่อเป็น กำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า การจัดการศึกษาจึงต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้ เป็นมนุษย์ท ี่สมบูรณ์ทั้งร่ างกาย จิตใจ สติป ัญญา ความรู้และคุณธรรม มี จ ริยธรรมและวัฒนธรรมในการ ดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ ื่นได้อ ย่างมี ความสุ ข ตามความมุ ่ งหมายของการศึก ษาไทยในยุ คปฏิรูป ที่กำหนดไว้ในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ เป็นการเปลี่ยนทิศทางใหม่ของการศึกษาจาก การมุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาเป็นการศึกษาเพื่อความเป็นมนุ ษย์ท ี่สมบูร ณ์ (สำนักงานเลขาธิการสภา การศึกษา อ้างถึงใน ทิพย์วรรณ สุขใจรุ่งวัฒนา, 2552, น.1) การวิจ ัยเพื่อศึกษาสาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ท างการเรียนตกต่ำจะเห็นได้ว่าปัญหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งจากปัญหาส่วนตัวของผู้เรียนและปัญหาจาก ครอบครัวในส่วนของสถานศึกษาก็มีบทบาทต่อพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนเช่นกันดังเช่นการศึกษาของ สำนักตรวจราชการประจำเขตราชการที่ 3 จังหวัดลพบุรี (ทิพย์วรรณ สุขใจรุ่งวัฒนา, 2552, น.2) สำรวจ ปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางเรียนพบว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการเรียนทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน ปัญหาในการจัดการศึกษาที่ครูผู้สอนประสบอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่ประสบ


CES Journal .. 48 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ความสำเร็จเท่าที่ควร คือ พฤติกรรมการเรียนที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน เกิดจากการไม่ตั้งใจเรียน พูดคุยกัน ในห้องเรียน ขาดการวางแผนในการเรียน ไม่ส่งงานตามกำหนด มีพฤติกรรมการเข้าเรียนสาย ซึ่งพฤติกรรม การเข้าเรียนสายเป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่านักเรียนไม่ตรงต่อเวลา ขาดความรับผิดชอบและมักเกิดขึ้น บ่อยครั้ง ซึ่งการเข้าเรียนสายเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ปัจจุบันสถานศึกษาทั่วไปประสบปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียนเป็นอย่าง มาก โดยมีสาเหตุจากหลายสาเหตุด้วยกัน ดังเช่น ผลงานวิจัยของ พิศุทธิ์ บัวเปรม และสุชิรา นวลกำแหง (2555) ศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนของนักศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อแก้ปัญหา พฤติกรรมการเข้าเรียนให้ตรงเวลาของนักศึกษา โดยการสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษาจากผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของการมาเรียนสายของนักศึกษา ส่วนใหญ่สาเหตุของการมาเรียน สายของ นักศึกษาที่สำคัญ คือ ตื่นนอนสายกับรอรับเพื่อน คิดเป็นร้อยละ 23.33 เท่ากัน รองลงมา ช่วยผู้ปกครอง ทำงานกับไม่อยากมาเรียนคิดเป็นร้อยละ 16.67 เท่ากัน ส่วนทำงานกลางคืนและรถเสีย มีเพียงร้อยละ 13.33 และ 6.67 ตามลำดับ และจากการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อพฤติกรรมการเข้า เรียนของนักศึกษา โดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมนักศึกษา ได้แก่ การวัดพฤติกรรมตรงต่อเวลาของนักศึกษา ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านเนื้อ หาวิชา ด้านผู้ส อน ด้านกิจ กรรมการเรียน ด้านปัจ จัยส่งเสริมการเรียน ด้านการ ประเมินผลพฤติกรรมการเรียน นักศึกษามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยด้านเนื้อหาวิชามีค่าเฉลี่ยสูงคือ 4.60 รองลงมาด้านการประเมินผลพฤติกรรมการเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.37 ด้านผู้สอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.18 ด้านปัจจัยส่งเสริมการเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.09 และด้านกิจกรรมการเรียนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ 3.51 จากผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าพฤติกรรมการเข้าเรียนสายส่งผลกระทบในด้านต่างๆตามมา เช่น ต่อตนเอง คือ ทำให้มีปัญหาทางด้านการเรียน ทำให้นักเรียนเป็นผู้ขาดความเป็นระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา ถูกครูตำหนิและลงโทษ ส่งผลต่อครอบครัวเมื่อนักเรียนเข้าเรียนสายบ่อยๆครั้ง ผู้ปกครองอาจถูกเรียกมา รั บ ทราบพฤติ กรรมเป็ นการสร้างความกั งวลใจให้ กั บผู้ ปกครอง นอกจากนี้ ยัง ส่งผลกระทบต่อ สังคมและ สิ่งแวดล้อมโดยทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการสอน เนื่องจากครูผู้สอนต้องเริ่มทำการสอนใหม่ ทำให้นักเรียน ที่ตั้งใจเรียนอยู่ก่อนเกิดความเบื่อหน่าย พฤติกรรมการเข้าเรียนสายยังสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนขาดความ รับผิดชอบ และขาดระเบียบวินัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวนักเรียนเองและต่อสังคม ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้จึงเป็น ประโยชน์ต่อครู และนักเรียนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเข้าเรียนสายให้ลดลง จากการจัดการเรียนการสอนของผู้วิจัยในรายวิชาเขียนแบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้อ งต้น ผู้วิจัยได้พบปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเข้าเรียนสาย ซึ่งมีนักเรียนบางคนมีพฤติกรรมเข้าเรียนสายเป็น ประจำ ส่งผลทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ กิจกรรมการเรียนการสอนไม่สามารถ ดำเนินไปในทิศทางที่กำหนดไว้ ทำให้เกิดการหยุดการสอนในช่วงหนึ่งเมื่อนักเรียนที่มาสายเดินเข้าในชั้นเรียน สร้างความไม่ต่อเนื่องในการสอน เนื่องจากครูผู้สอนต้องเริ่มทำการสอนใหม่ ทำให้นักเรียนที่ตั้งใจเรียนอยู่ก่อน เกิดความเบื่อหน่าย และเสียเวลาในการเรียนการสอน จากปัญหาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายข้างต้นจะเห็นได้


CES Journal .. 49 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ว่าเป็นปัญหาที่สถานศึกษา ครู และผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ เนื่องจากส่งผลทำให้การ จัดการเรียนการสอนไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อนักเรียน ครอบครัว สังคมและ สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการเข้าเรียนสายเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข และพัฒนาให้นักเรียนปฏิบัติตามกฎระเบียบของ สถานศึก ษา เพื่อ ผลประโยชน์ต่อ สถานศึก ษาครูผ ู้ส อนและต่อ นัก เรียนเอง ดั ง นั้นผู้ วิจ ัยจึ ง ทำการวิ จั ย เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียนระดับประกาศนียบั ตรวิ ชาชีพ ชั้ นปีที่ 1 สาขางาน อิเล็กทรอนิกส์ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางาน อิเล็กทรอนิกส์ 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ 3. เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการมาเข้าเรียนสายของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตประชากร เป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางาน อิเ ล็ก ทรอนิก ส์ วิท ยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัม ภ์) และกำหนดกลุ่มตั วอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้ วฟ้า (หลวงพ่อ เปิ่นอุป ถัมภ์) จำนวน 5 คน ที่ม ีพ ฤติก รรมการเข้าเรียนสายซึ่ง ได้ม าจากการสุ่ม แบบเจาะจง โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการมาเข้าเรียนสายของ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลสถานภาพทั่วไปของนักเรียน ตอนที่ 2 แบบสอบถามปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียน ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 1). ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียน 2). สร้างแบบสอบถามโดยกำหนดขอบเขตคำถามให้ครอบคลุมพฤติกรรมการเข้าเรียนสาย ของนักเรียน


CES Journal .. 50 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

3). นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ได้แก่ 1) ด้านวิชาการ คือ นายวรดร จ้อ ยจินดา ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ 2) ด้านการสอน คือ นายสมชาย คารมย์ท ตำแหน่งครู หัวหน้างานหลักสูตรและการสอน 3) ด้านการวัดและประเมินผล คือ นางสุรินทร์ พรหมชนะ ตำแหน่งหัวหน้างานวัดผลประเมินผล เพื่อขอคำแนะนำมาปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่บกพร่อง 4). ดำเนินการสร้างและปรับปรุงแบบสอบถามตามที่ปรึกษา แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน หลักสูตร เนื้อหา กระบวนการ ภาษาและการวัดผลประเมินผลตรวจสอบ เพื่อตรวจสอบคุณภาพและความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC: Index of Item Objective Congruence) โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา คือ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1 5). นำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้องแล้วไปจัดพิมพ์เพื่อใช้เป็น แบบสอบถามที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจริงต่อไป ผู้วิจัยขอความร่วมมือจากนักเรียนดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการสังเกตพฤติกรรมนักเรียน กลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมการมาเข้าเรียนสายเป็นประจำ จากใบเช็คเวลาเรียน ประเมินพฤติกรรมผู้เรียนโดย ให้นักเรียนทำแบบสอบถามพฤติกรรมการเข้าเรียนของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 แผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลสถานภาพทั่วไป ส่วนที่ 2 ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าเรียนของนักเรียน และส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะ เก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถาม เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย ซึ่ง ข้อมูล ที่ได้จากตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของแบบสอบถาม จำแนกตาม เพศ อายุ โดยแสดงเป็นจำนวนค่าร้อย ละ ข้อมูลที่ได้จากตอนที่ 2 ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อพฤติกรรมการเข้าเรียนสาย วิเคราะห์โดย การหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าส่วนเบี่ ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนข้อมูลที่ได้จากตอนที่ 3 เป็นคำถามแบบ ปลายเปิดเก็บรวบรวมเป็นความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ผลการวิจัย นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพ บางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเข้าเรียนสายจากการตอบแบบสอบถาม 5 ด้าน คือ ด้านส่วนตัว ด้านครอบครัว ด้านครูผู้สอน ด้านเนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียน ด้านสังคมและ สภาพแวดล้อ มการเรียน โดยภาพรวมนัก เรียนมีความคิดเห็นคิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.77 และค่ าความ เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.47 แสดงว่านักเรียนส่วนใหญ่ มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการเข้าเรียนสายทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับน้อย โดยพบว่า


CES Journal .. 51 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ด้า นส่วนตัว พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าเรียนสายเกิดจากสาเหตุ การรอรับเพื่อนมีค่ามากที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.40 รองลงมาคือ ไม่อยากมาเรียนมีโรค ประจำตัว และทำงานกลางคืนจึงตื่นสาย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.80, 1.00, 1.00 ตามลำดับ และโดยภาพรวมมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.05 และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.95 ซึ่งอยู่ในระดับน้อย ด้านครอบครัว พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าเรียนสายเกิดจากสาเหตุ ผู้ป กครองมีป ัญหาด้านการเงิน มีค่ามากที่ส ุด ซึ่ง อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.60 รองลงมาคือ ช่วยผู้ปกครองทำงานก่อนมาเรียน ผู้ปกครองมีทัศนคติไม่ดีต่อสถานศึกษา และผู้ปกครองขาดการดูแลเอาใจใส่ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.00, 1.00, 1.00 ตามลำดับและมีค่าเท่ากัน และโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.40 และค่า ความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.13 ซึ่งอยู่ในระดับน้อยที่สุด ด้านครูผู้สอน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าเรียนสายเกิดจากสาเหตุ ครูไม่เอาใจใส่หรือจูงใจนักเรียนมีค่ามากที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับ น้อย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.400 รองลงมาคือ ครูผู้สอนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อนักเรียน ครูไม่ยุติธรรมในการประเมินผล และครูใช้อำนาจในการบังคับมากเกินไป มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.00, 1.00, 1.00 ตามลำดับและมีค่าเท่ากัน และโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.10 และ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.13 ซึ่งอยู่ในระดับน้อยที่สุด ด้านเนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้า เรียนสายเกิดจากสาเหตุ ไม่ชอบเนื้อหารายวิชามีค่ามากที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80 รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ และเรื่องเนื้อหาวิชาไม่สอดคล้องกับวิชา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.40, 2.20 ตามลำดับ และโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.80 และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.55 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ด้านสังคมและสภาพแวดล้อมการเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้า เรียนสายเกิดจากสาเหตุ ความขัดแย้งกับเพื่อนและขาดมนุษย์สัมพันธ์กับเพื่อนมีค่ามากที่สุดเท่ากัน ซึ่งอยู่ใน ระดับน้อย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80 และโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.80 และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.09 ซึ่งอยู่ในระดับน้อย อภิปรายผล จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า การศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียน ระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) ที่มีพฤติกรรม การเข้าเรียนสายซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 5 คน โดยทำการตอบแบบสอบถามเกี่ยวพฤติกรรม การเข้าเรียน 5 ด้าน คือ ด้านส่วนตัว ด้านครอบครัว ด้านครูผู้สอน ด้านเนื้อหาวิชาและกิจกรรมการ เรียน ด้านสังคมและสภาพแวดล้อมการเรียน จากการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับสาเหตุการเข้าเรียนสายเมื่อ เรียงจากมากไปหาน้อย พบว่านักเรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเข้าเรียนสายเกิดจากสาเหตุด้านเนื้อหาวิชา


CES Journal .. 52 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

และกิจกรรมการเรียนมาก และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสาเหตุการเข้าเรียนสายเกิดจากด้านครอบครัวน้อยที่สดุ และเมื่อพิจารณาสาเหตุการเข้าเรียนสายทั้ง 5 ด้าน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการ เข้าเรียนสายทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับน้อย จากผลของการศึกษาวิจัยครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสาเหตุการเข้าเรียนสายของนักเรียน เกิดจากด้าน เนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียน ซึ่งเกิดจากนักเรียนไม่ชอบเนื้อหาในรายวิชาที่เรียน เนื้อหาไม่สอดคล้องกับ วิชา และกิจกรรมการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของพิศุทธิ์ บัวเปรม และสุชิรา นวลกำ แหง (2555) ศึก ษาพฤติก รรมการเข้าเรียนของนัก ศึก ษา สาขาวิชาเทคโนโลยีอ ุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อ แก้ปัญหาพฤติกรรมการเข้าเรียนให้ตรงเวลาของนักศึกษา โดยการการสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษา จากผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของการมาเรียนสายของนักศึกษา ส่วนใหญ่สาเหตุของการมา เรียน สายของนัก ศึกษาที่สำคัญ คือ ตื่นนอนสายกับรอรับเพื่อน คิดเป็นร้อยละ 23.33 เท่ากัน รองลงมา ช่วยผู้ปกครองทำงานกับไม่อยากมาเรียนคิดเป็นร้อยละ 16.67 เท่ากัน ส่วนทำงานกลางคืนและรถเสีย มีเพียง ร้ อ ยละ 13.33 และ 6.67 ตามลำดับ และจากการตอบแบบสอบถามความพึง พอใจของนักศึก ษาที่มีต่อ พฤติกรรมการเข้าเรียนของนักศึกษา โดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมนักศึกษา ได้แก่ การวัดพฤติกรรมตรงต่อ เวลาของนักศึกษา ทั้ง 5 ด้าน คือด้านเนื้อหาวิชา ด้านผู้สอน ด้านกิจกรรมการเรียน ด้านปัจจัยส่งเสริมการ เรียน ด้านการประเมินผลพฤติกรรมการเรียน นักศึกษามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยด้านเนื้อหาวิชามี ค่าเฉลี่ยสูงคือ 4.60 รองลงมาด้านการประเมินผลพฤติกรรมการเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.37 ด้านผู้สอนมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.18 ด้านปัจจัยส่งเสริมการเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.09 และด้านกิจกรรมการเรียนมีค่าเฉลี่ย ต่ำสุดคือ 3.51 นอกจากนี้ผลงานวิจัยของ มณเทียร ชาลี (2556) ได้ศึกษาสาเหตุการมาเรียนสายของนักศึกษา และศึกษาตัวประกอบที่สัมพันธ์กับแนวโน้มในการมาเรียนสายของนักศึกษาในระดับชั้น ปวช. 2 แผนกวิชา แผนกวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาศรีสะเกษบริหารธุรกิจ ปีการศึกษา 2556 พบว่าปัญหาที่เป็นสาเหตุ ของการมาเรียนสายของนักศึกษามี 4 ด้าน คือ ปัญหาด้านส่วนตัว ด้านครอบครัว ด้านครู – อาจารย์ เกี่ยวกับ การเรียนการสอน และปัญหาด้านสังคม และสภาวะแวดล้อม ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นนักศึกษา ประจำแผนก วิชาช่างยนต์ พบว่าสาเหตุที่นักศึกษามาเรียนสาย คือ มีปัญหาในการเดินทางมาเรียน มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ และครูใช้อำนาจบังคับมากเกินไปอยู่ในระดับปานกลาง รองลงมา คือ กิจกรรมการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ การคบเพื่อนไม่ดี ครูไม่ยุติธรรมต่อการประเมินผล ครูไม่เอาใจใส่และจูงใจนักศึกษาและผู้ปกครองขาดความ เอาใจใส่ต่อการเรียนของนักศึกษาอยู่ในระดับน้อยตามลำดับ จากเหตุผลข้างต้นจึงเห็นได้ว่าการศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนสายของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 1 สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) พบว่านักเรียน ส่วนใหญ่ม ีความคิดเห็นเกี่ยวกับ การเข้าเรียนสายเกิดจากสาเหตุด้านเนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียน ซึ่งนักเรียนไม่ชอบเนื้อหารายวิชาที่เรียนมีค่ามากที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80 รองลงมาคือ


CES Journal .. 53 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

กิจกรรมการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ และเรื่องเนื้อหาวิชาไม่สอดคล้องกับวิชา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.40, 2.20 ตามลำดับ และโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.80 และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.55 ซึ่งอยู่ใน ระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาสาเหตุการเข้าเรียนสายทั้ง 5 ด้าน พบว่าโดยภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็น คิดเป็นค่าเฉลี่ย 1.77 และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.47 แสดงว่านักเรียนส่วนใหญ่ มีความคิดเห็นต่อ พฤติกรรมการเข้าเรียนสายทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับน้อย ข้อเสนอแนะ 1. ผู้สอนควรปรับด้านเนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียนการสอนให้น่าสนใจมากขึ้น 2. ผู้สอนควรสร้างกติกาการเข้าเรียนให้นักเรียนทุกคนเข้าใจและปฏิบัติตาม ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรเลือกใช้เครื่องมือในการศึกษาทีห่ ลายหลายมากยิ่งขึน้ 2. ควรศึกษาความต้องการด้านพฤติกรรมของนักเรียนที่มีตอ่ ผู้สอนและรายวิชาที่เรียน 3. ควรศึกษาสาเหตุการเข้าเรียนสายของนักเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้ได้แนวทางแก้ปัญหาพฤติกรรมการ เข้าเรียนสายที่หลากหลายยิ่งขึ้น 4. ควรศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยต่อไป รายการอ้างอิง กรวิกา สุวรรณกูล(2546). การศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีผลสำฤทธิ์ทางการเรียนต่ำโรงเรียอัสสัมชัน กรุงเทพมหานคร. (สารนิพนธ์มหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์, กรุงเทพฯ) สืบค้น 20 เมษายน 2559. จากhttp://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Gui_Cou_Psy/ Kornwika_S.pdf กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ(2542). การสังเคราะห์รปู แบบการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยด้านการ ควบคุมตนเองได้และความรับผิดชอบ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว. จารุทัศน์ สันติสิรสิ มบูรณ (2555). การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาปัจจัยที่สง่ ผลต่อการเข้าชั้นเรียนของ นักศึกษาในกระบวนวิชา ENV 3301 มลภาวะอากาศ เสียง และการควบคุม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. จารุโส สุดคีรี (2552). หากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเด็กไทยต่ำลงไปเรื่อยๆ. การวิเคราะห์สาเหตุและ แนวทางในการแก้ไขปัญหา ตอนที่ 1. สืบค้น: 15 เมษายน 2559. จาก ttps://www.gotoknow. org/posts/314162.


CES Journal .. 54 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ชวาล แพรัตกุล (2514). หลักสูตรอบรมพิเศษวิชาผล การศึกษาระยะสั้น. กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทาง การศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ไชยรัตน์ ปราณี (2531). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพฤติกรรมการทำงานกลุ่มและความรับผิดชอบต่อ สังคมของนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่เรียนสังคมศึกษาโดยการสอนแบบซินดิเคทกับการสอนตามคู่มือ ครู. (ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.) กรุงเทพฯ:บัณฑวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ทิพย์วรรณ สุขใจรุ่งวัฒนา (2552). การศึกษาปัจจัยที่สง่ ผลต่อพฤติกรรมการเรียนที่ดีของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนครปฐม. (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร ผดุง อารยะวิญญู (2542). เด็กที่มปี ัญหาพฤติกรรม. กรุงเทพฯ: แว่นแก้ว พิศุทธิ์ บัวเปรม, สุชิรา นวลกำแหง (2555). การศึกษาพฤติกรรมการเข้าเรียนของนักศึกษา สาขา เทคโนโลยีอุตสาหกรรม ก่อสร้าง. เพชรบูรณ์: มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ภาณุวัฒน์ ศิวะสกุลราช. ม.ป.ป. แนวคิดพื้นฐานพฤติกรรมมนุษย์. สืบค้น พฤษภาคม 2559. จาก http://www.ge.ssru.ac.th มุฑิตา แซ่ซ้ง และคณะ(2554). รูปแบบการจัดการและการส่งเสริมความสามัคคีเพื่อความปรองดอง กรณีศึกษา สาขาเศรษฐกิจพอเพียง คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ปริญญานิพนธ์ ดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, อุบลราชธานี)สืบค้น10 30 เมษายน 2559 จาก https://sites.google.com/site/reconflict/rup-baeb-kar-cadkar-laea-kar-sng-serimkhwam-samakhkhi. มณเทียร ชาลี (2556). การศึกษาสาเหตุการมาเรียนสายของนักเรียนในระดับชั้น ปวช.2 แผนกวิชา ช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาศรีสะเกษบริหารธุรกิจ. (วิจัยในชั้น). ศรีสะเกษ:วิทยาลัยอาชีวศึกษาศรี สะเกษบริหารธุรกิจ. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). ปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์. วารสารการศึกษาปฐมวัย. 3 (2) : 21 – 26. สืบค้น 27 เมษายน 2559, จากhttp://taamkru.com ศิริรัตน์ ธรรครูปัทม์ (2555). การศึกษาความมีวินัยในตนเองด้านความรับผิดชอบในห้องเรียนของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอัสสัมธัญธนบุร.ี (วิจัยในชั้นเรียน). กรุงเทพฯ: โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี สำนักผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการที่ 3 ลพบุร.ี ม.ป.ป.. จริยธรรมและการพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรม ด้านความรับผิดชอบของนักเรียนนักศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 3. (รายงานการวิจัย). ลพบุร:ี สำนักผู้ตรวจ ราชการ กระทรวงศึกษาธิการ3 สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต(2537). ทฤษฎีและเทคนิคการปรับพฤติกรรม (พิมพ์ครัง้ ที่ 2). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


CES Journal .. 55 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

หม่อมหม่อมดุษฎี บริพัตรและ สายฤดี วรกิจโภคาทร(2547). การททำสิง่ ที่ถูกที่ควร-ความรับผิดชอบ. ห้องสมุดE-LIB. สืบค้น 15 เมษายน 2559. จาก http://www.elib-online.com/doctors 48/child_respons001.html Chayapa Wanachayanont, (2558). สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและเด็ก. Eduzones Expo 2015. สืบค้น 27 เมษายน 2559. จาก https://blog.eduzones.com/Chayapa/141292. Nattarin khamaong. การสร้างเสริมสัมพันธภาพกับเพือ่ น. โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม 532 (2011). สืบค้น 27 เมษายน 2559. จากhttps://sites.google.com/site/karsrangserimsamphanthphaph/2-4kar-srang-serim- samphan -thphaphkab-pheuxn.


CES Journal .. 56 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ถอดบทเรียนการศึกษาดูงาน: บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย พัชราภา ตันติชูเวช1 บทคัดย่อ บทความวิชาการนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์จากการศึกษาดูงาน ณ โรงเรียนอาชีวศึกษา SMK Negeri 2 และ โรงเรียน SMP State 3 Denpasar ที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ผู้เขียนนำเสนอข้อมูลใน 4 ประการ คือ ประการแรก ด้านบริบทของประเทศอินโดนีเซีย ประการที่สองคือ ด้านการศึกษาของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วยข้อมู ลด้ านระบบ การศึกษา รูปแบบการศึกษา และการบริหารจัดการสถานศึกษา ประการที่สามคือ ด้านข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนที่ศึกษา ดูงาน และประการที่สุดท้าย คือ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน

คำสำคัญ ถอดบทเรียน การศึกษา บาหลี อินโดนีเซีย Abstract Academic research is about experience of study visit at Vocational school SMK Negeri 2 and Vocational school SMP State 3 Denpasar in Bali, Indonesia. The researcher present four issues: First, the context of Indonesia. Second, is Education of Indonesia includes educational system information. Educational theme and the management of the school. Third, is basic information about school and finally, the experience gained from the study visit.

Keywords : Lesson Learned, Study visit, Bali, Indonesia ผู้เขียนนำเสนอผลการศึกษาดูงานออกเป็น 4 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 บริบทของประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร เป็นประเทศหมู่เกาะ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมี 17,508 เกาะ มีความกว้าง 3,977 ไมล์ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ 5.2 ล้านตาราง กิโลเมตรหรือ 1.9 ล้านตารางไมล์มีเกาะขนาดใหญ่ที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ 1.กาลิมันตัน เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ เป็นลำดับที่ 3 ของโลก 2. สุมาตรา 3. อิเรียนจายา 4. สุลาเวสี หรือเซลีเบส 5. ชวา มีประชากรประมาณ 222 ล้านคน จัดเป็นอันดับ 5 ของโลกประกอบด้วยชนพื้นเมืองกว่า 500 กลุ่มประกอบด้วย หลายเชื้อชาติและ เผ่าพันธุ์แต่ละเผ่าพันธุ์ ต่างก็มีมรดกทางวัฒนธรรม และลักษณะทางสังคมของตนสืบทอดกันมา ชนเหล่านี้เมื่อ

1 อาจารย์ผ้ รู ับผิดชอบหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


CES Journal .. 57 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ถูก รวมกันเข้าภายใต้ร ะบบการเมือ งเศรษฐกิจ และการป้องกันประเทศร่วมกัน จากการที่สภาพที่ตั้งทาง ภูมิศาสตร์ของประเทศอินโดนีเซียมีลักษณะแยกกันเป็นหมู่เกาะมากมาย และมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ประชากรติดต่อกันได้ยาก ทำให้แต่ละภูมิภาคมีรูปแบบวัฒนธรรมของตนเอง จึงปรากฏลักษณะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และภาษาที่ใช้ผิดแผกแตกต่างกันไป การนับถือศาสนาชาวอินโดนีเซียร้อยละ 87 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 6 นับถือศาสนาคริสต์นิกาย โปรแตสแตนท์ร้อยละ 3.5 นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคทอลิก ร้อยละ 1.8 นับถือศาสนาฮินดูและร้อยละ 1.3 นับถือศาสนาพุทธ อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก คือ220 ล้านคน ชาว มุสลิมในอินโดนีเซียเป็นศาสนิกชนผู้เคร่งศาสนา จากการสำรวจของพิวโกลบอลแอตติจูดส์ (Pew Global Attitudes) เมื่อเร็วๆนี้พบว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศเคร่งศาสนาที่สุดในโลกประเทศหนึ่งและมี ปัญหาความ ขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนที่นับถือศาสนาอิสลามกับศาสนาอื่นๆ มีภาษาถิ่นถึง 583 ภาษา ภาษาพื้นเมืองที่ใช้ มากที่สุดคือ ภาษาชวา ส่วนภาษาประจำชาติคือภาษาบาฮาซาอินโดนีเซีย มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 33 เขต ประกอบด้วย 28 จังหวัดและเขตปกครองสถานะพิเศษ 5 แห่ง การปกครองประเทศใช้ระบอบประชาธิปไตย ในระบบสาธารณรัฐแบบ Unitary Republic ซึ่งมีการ ปกครองตนเองในบางพื้นที่ (Provincial Autonomy) โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็น ประมุข และหัวหน้าฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญปี 2488 ซึ่ง ได้กำหนดให้ใช้หลัก ปัญ จศีลในการปกครอง ประเทศ ประกอบด้วย 1) นับ ถือ พระเจ้าองค์เ ดียว 2) เป็นมนุษย์ท ี่เ จริญ และคงไว้ซ ึ่ง ความเที่ยงธรรม 3) ความเป็นเอกภาพของอินโดนีเซีย 4) เป็นประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน และ 5) ความยุติธรรมในสังคมชาว อินโดนีเซีย โครงสร้างการเมืองการปกครอง ประกอบด้วย 1 ) ส ภา ท ี ่ ป ร ึ ก ษา ป ร ะ ชา ชน ( People’s Consultative Assembly: PCA) ป ร ะ ก อ บ ด ้ วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 550 คน และสภาผู้แทนระดับภูมิภาคจำนวน 128 คน ทั้งหมดมาจากการ เลือกตั้ง สภาที่ปรึกษาประชาชนมีหน้าที่สำคัญ คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่งตั้งประธานาธิบดี/รองประธานาธิบดี และถอดถอนประธานาธิบดี 2) สภาผู ้ แทนราษฎร (House People’s Representatives : HPR) ประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 550 คน มาจากการเลือกตั้ง มีหน้าที่หลักในการออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และกำกับดูแลการทำงาน ของรัฐบาล มีวาระการทำงาน 5 ปี การพิจารณาร่างกฎหมายแต่ละฉบับ ต้องมีการหารือและได้รับความ เห็ น ชอบร่ ว มกั น ระหว่ า ง HPR กั บ ประธานาธิ บ ดี ร่ า งกฎหมายใดที ่ ไ ม่ ไ ด้ ร ั บ ความเห็ น ชอบร่ ว มจาก ประธานาธิบดี จะไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาใหม่ได้อีก ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบ ร่วมจากประธานาธิบดี และผ่านการลงคะแนนเสียงจาก HPR แล้ว แต่ประธานาธิบดีไม่ลงนามด้วยเหตุใดก็ ตาม ภายใน 30 วัน ให้ถือว่ามีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้โดยสมบูรณ์ HPR ไม่มีอำนาจในการขอเปิดอภิปราย


CES Journal .. 58 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดี การถอดถอนประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดี ต้องทำ ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ คือ HPR ต้องใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ของผู้ร่วมประชุม (มีจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก HPR ทั้ง หมด) เสนอเรื่อ งการถอดถอนให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจ ารณา และหาก ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเห็นชอบตามที่เสนอ DPR จึงสามารถเสนอให้ PCA พิจารณาต่อไป (อำนาจสุดท้ายใน การถอดถอนประธานาธิบดี/รองประธานาธิบดีอยู่ที่ PCA) 3) สภาผู้แทนระดับภูมิภาค (Regional Representatives Council: DPD) เป็นสถาบันใหม่ ที่มีการ เลือกตั้งครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 เพื่อทดแทนจากภูมิภาคและองค์กรสังคม/กลุ่มอาชีพที่เคยมีอยู่ เดิม (ที่มาจากการแต่งตั้ง) ทั้งนี้ สมาชิก DPD มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 4 คน รวมทั้งสิ้น 128 คน มีหน้าที่ เสนอแนะร่างกฎหมาย รวมถึงตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ 4) สภาประชาชนระดั บท้อ งถิ ่น (Regional People’s House of Representatives: DPRD) ตาม บทบัญ ญัติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2543 กำหนดให้แบ่ง ระดับ การปกครองภูม ิภาคออกเป็นจัง หวัด (Regency) และตำบล/เทศบาล (Kota) โดยจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก DPRD ในทุกระดับ (พร้อมกับการ เลือกตั้ง DPR และ DPD) 5) ประธานาธิบดี มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ตามรัฐธรรมนูญระบุให้ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นผู้บัญชาการกองทัพ โดยประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 สมัย(สมัยละ5 ปี) 6) ศาลยุตธิ รรม รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจตุลาการอยู่ภายใต้การดูแลของศาลฎีกา และศาลระดับ รอง ๆ ลงมา รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกา คณะกรรมาธิการตุลาการ (Judicial Commission) เป็นผู้เสนอชื่อให้ DPR รั บ รอง จากนั ้น จึง เสนอต่อ ให้ป ระธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิก คณะกรรมาธิการแต่งตั้งและถอดถอนโดยประธานาธิบดีด้วยความเห็นชอบของ DPR 7) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิ นสูงสุ ด (Supreme Audit Board: BPK) มีหน้าที่รายงานการใช้ งบประมาณต่อ DPR, DPD และ DPRD สมาชิก BPK คัดเลือ กโดย DPR โดยรับ ฟัง ความคิดเห็นของDRD และแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ตอนที่ 2 การศึกษาของประเทศอินโดนีเซีย การศึกษาภายในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นการจัดโดยกระทรวงการศึกษาและวัฒนธรรม แห่งชาติ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2532 และพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2546 รัฐบาลอินโดนีเซียได้คำนึงถึงความสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ทุกลักษณะ ที่ครอบคลุมการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยจำแนกเป็นการศึกษาในโรงเรียน (school education) กับการศึกษานอกโรงเรียน (out-of-school education)


CES Journal .. 59 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

วิสัยทัศน์ทางการศึกษาของอิ นโดนีเซีย มีดังนี้ “สังคมอินโดนีเซียดำรงอยู่อย่างสงบสุขเป็นประชาธิป ไตย มีความยุติธรรม มีความสามารถในการแข่ง ขันกับนานาชาติ มีความเจริญรุ่งเรืองบนพื้นฐานเอกภาพของ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความสมบูรณ์ความสามารถพึ่งตนเอง ศรัทธาและ ยำเกรงต่อพระเจ้า คุณธรรม จริยธรรม ความรักในประเทศชาติจงรักภักดีต่อกฎหมายและแผ่นดิน มีความรู้ และวิทยาการ มีความพากเพียรและระเบียบวินัย” หลังจากที่มีการปฏิรูปการศึกษาของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ก้าวสำคัญก็คือการประกาศ แผนปฏิบัติการแห่งชาติ ว่าด้วยนโยบายการศึกษาเพื่อมวลชน “Education for All” ใน พ.ศ. 2545 โดยมี จุดมุ่งหมาย เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและเพื่อสร้างความมั่นใจว่า คนอินโดนีเซียทุกคน ไม่ว่าจะ เป็นเพศใด จะมีฐานะยากจน อยู่ห่างไกลความเจริญ หรือเป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ต้องได้รับการศึกษาขั้น พื้นฐานภาคบังคับ 9 ปี เหมือนกัน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย “Education for All”รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติไว้ดังนี้ 1) เพิ่ม โอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะกับนักเรียนที่ยากจน 2) ปรับปรุงคุณภาพการให้บริการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน 3) เสริมสร้างขีดความสามารถในระดับชุมชน โรงเรียน และท้องถิ่น ผ่านการจัดการ ในโรงเรียน และ การมีส่วนร่วมของชุมชน กลยุทธ์ คือ 1) นำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชนทางการศึกษา และเพิ่ม งบประมาณสำหรับ สนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) ให้ความสำคัญกับโครงการเร่งด่วนคือ การจัดหาที่เรียน อย่างทั่วถึงและปรับปรุงคุณภาพ การเรียนการสอน 3) ประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับผู้มีส่วนได้ส่วน เสียทางการศึกษาทุกกลุ่ม รวมถึงเรื่องงบประมาณ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับสมาชิกชุมชน ต้องเข้ามา จัดการร่วมกัน นอกจาก “Education for All” แล้ว กระทรวงศึกษาฯยังได้เน้นเรื่องการฝึกอบรม โดยมี “โปรแกรม การฝึกอบรมผู้ฝึกงานระบบทวิภาคี” ซึ่งมีลักษณะเป็นการศึกษาที่หมายถึง การจัดมวลประสบการณ์ตาม หลักสูตรรวมกันระหว่างส่วนฝึกอบรมหรือสถานศึกษากับสถานประกอบการ เพื่อฝึกฝนให้ผู้เรียนหรือผู้ฝึกงาน มีความรู้ในเชิงทฤษฎีและมีทักษะที่จะปฏิบัติงานได้จริง อันเป็นปรัชญาของการจัดการศึกษาอาชีวศึก ษาอย่าง แท้จริง อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ในระบบนี้ ต้องอาศัย ความร่วมมือและความ เข้าใจในปรัชญาทวิภาคีของทั้งสองฝ่าย คือสถานประกอบการ และสถาบันการศึกษา เพื่อจัดการศึกษาให้ บรรลุเป้าหมายสมตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้


CES Journal .. 60 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ระบบการศึกษา

ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างระบบการศึกษาของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ที่มา http://smkalfurqanjember.blogspot.com/2013/12/indonesian-education-systemislamic.html ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย ด้วยเป้าหมายหลักของการศึกษา ปฐมวัย คือ การพัฒนาด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียน เมื่อเด็กต้องออกมาจากบ้านจากครอบครัวมาเข้า สังคมที่โรงเรียน การจัดการศึกษาระดับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียนก่อนเข้าเรียนระดับ ประถมศึกษา เป็นการเตรียมการพัฒนาการขั้นพื้นฐาน พัฒนาทัศนคติ ความรู้ ทักษะ และความคิดริเริ่ม รูปแบบของการศึกษาปฐมวัยที่ได้ผลดีได้แก่ การจัดการศึกษาในโรงเรียนอนุบาลหรือสถานอบรมเด็กเล็ก และ การเล่นเป็นกลุ่ม การเรียนในโรงเรียนอนุบาลถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระบบ ขณะที่การเรียนรู้จากการ เล่นเป็นกลุ่มนั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานอกระบบ การจัดการศึกษาปฐมวัยนี้ เป็นการจัดการศึกษา ให้กับเด็กอายุระหว่าง 4–6 ปี ระยะเวลาเรียน 1 –2 ปี ขณะที่การเรียนรู้โดย“การเล่นเป็นกลุม่ ” จัดให้เด็กอายุ 3 ปี และต่ำกว่า 3 ปี ตามพระราชบัญญัติการศึกษาปี 2003 จะแบ่งระดับการศึกษาในโรงเรียนออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษา และการศึกษาระดับอุดมศึกษา


CES Journal .. 61 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

1. การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการศึกษาภาคบังคับมี 3 ระดับได้แก่ 1) โรงเรียนประถมศึกษา (Sekolah Dasar) ให้ ก ารศึ ก ษาขั ้ น พื ้ น ฐาน 6 ปี สำหรั บ นัก เรี ย นอายุ 7-12 ปี 2) โรงเรีย นมั ธ ยมศึ ก ษาตอนต้น จัดการศึกษา 3 ปี สำหรับนักเรียนอายุ 13–15 ปี และ3) โรงเรียนพิเศษ จัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มี ปัญหาความผิดปกติทางด้านร่างกายและจิตใจ การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนานักเรียนให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ การเป็นสมาชิกของ สังคม พลเมือง และมนุษยชาติ รวมทั้งสามารถศึกษาต่อได้ในระดับสูงต่อไป 2. การศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษา เป็นการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี สำหรับสาย สามัญ และ 3-4 ปี สำหรับสายอาชีวศึกษา ประกอบด้วยการศึกษาในโรงเรียนสามัญ โรงเรียนอาชีวศึกษา โรงเรียนศาสนา โรงเรียนการศึกษาเพื่อ บริก ารเฉพาะ และโรงเรียนการศึกษาพิเศษโรงเรียนอาชีวศึกษา มีห ลัก สูตร 3 ปี และ 4 ปี แบ่ง เป็น 6 กลุ่ม วิชาคือ 1) การเกษตรกรรมและการป่าไม้ 2) เทคโนโลยีและ อุตสาหกรรม 3) ธุรกิจและการจัดการ 4) สวัสดิการสังคม 5) การท่องเที่ยว 6)ศิลปะและหัตถกรรม การศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษา เน้นการขยายความรู้ การพัฒนาทักษะ และการเตรียมนักเรียน สำหรับศึกษาขั้นสูง หรือมีความสามารถในการประกอบอาชีพ และมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ 3. การศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นการศึกษาขั้นสูงต่อจากการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษา เป็นระดับ ประกาศนียบัตร 3 ปี ระดับปริญญาตรี 4 ปี ระดับปริญญาโท 2 ปี ระดับปริญญาเอก 3 ปี สถาบันอุดมศึกษา มีหลายแบบ เช่น สถาบันโพลีเทคนิค โรงเรียนการศึกษาขั้นสูง สถาบัน และมหาวิทยาลัยการศึกษาขั้นสูง ในสายวิชาการมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาการ เทคโนโลยี และการวิจัยการศึกษา ทางสายอาชีพมุ่งพัฒนาความสามารถในเชิงปฏิบัติการ ทั้งนี้การศึกษาในโรงเรียนดำเนินไปโดยสถาบันการศึกษาจัดการเรียนการสอนตามระดับชั้นที่เชื่อมโยง กัน และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนการศึกษานอกโรงเรียน เป็นกิจกรรมการสอนและการเรียนรู้ซึ่งยืดหยุ่น อาจจะมีหรือไม่มีระดับชั้นและความต่อเนื่อง มีทั้งการศึกษาวิชาทั่วไป ศาสนศึกษา การศึกษาเพื่อการบริการ เฉพาะอาชีวศึกษา รวมทั้งกลุ่มการศึกษาทั้งชุด A และชุด B (Packet A,B) หลักสูตรเสริมรายได้หรืออื่นๆ ที่สามารถศึกษาได้ เช่น การฝึกงานสำหรับการศึก ษาเรียนรู้ในครอบครัว ถือว่าเป็นการศึกษานอกระบบ โรงเรียน ซึ่งได้ปลูกฝังค่านิยมทางศาสนา วัฒนธรรม ศีลธรรม และทักษะการศึกษาเช่นนี้ เกิดขึ้นนอกระบบ โรงเรียน แต่อยู่ในระบบการศึกษาของชาติโดยรวม ซึง่ รัฐมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญมากขึ้น การจัดการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนศาสนาอิสลาม จัดการศึกษาโดยกระทรวงการ ศาสนา โดยใช้ชื่อเรียกว่า Madrasah Ibtidaiyah หรือ MI วุฒิที่ได้รับจะเทียบเท่ากับวุฒิที่ได้จากโรงเรียน ประถมศึ ก ษาทั่ ว ไปและมี โ รงเรีย นศาสนาอิ ส ลามระดั บ มั ธ ยมศึ ก ษาตอนต้ นด้ ว ย เรี ย กว่ า Madrasah Tsanawlyah หรือ MTs วุฒิที่ได้ก็เทียบเท่ากับวุฒิที่ได้จากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วไป เช่นเดียวกัน


CES Journal .. 62 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

รูปแบบการศึกษา รูปแบบของการจัดการศึกษาการศึกษาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีทั้งการศึกษาในโรงเรียน และนอกโรงเรี ยนหมายถึ ง การศึ ก ษาในระบบและนอกระบบ ประกอบด้วยรู ป แบบการจั ดการศึก ษา 7 ประเภทได้แก่ 1.การศึกษาทั่วไป หลักในการจัดการศึกษาทั่วไปคือ การจัดการศึกษาเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ ทั่วๆไปและพัฒนาทักษะในด้านต่างๆของผู้เรียนไปจนจบตลอดหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ 2.อาชี วศึ ก ษาการอาชีวศึ กษาเป็ นการจัดการศึ กษา เพื ่ อ เตรี ยมผู ้เ รียนให้มี ความรู ้ความสามารถ มีทักษะในการประกอบอาชีพ มวลประสบการณ์ต่างๆในหลักสูตรจัดขึ้นอย่างสอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน เมื่อผู้เรียนศึกษาจบหลักสูตรอาชีวศึกษาแล้วสามารถทำงานได้จริง 3.การศึกษาพิเศษ เป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ โดยมีหลักการจัดการศึกษาคือ ให้ผู้เรียนมี ทักษะความสามารถทางด้านร่างกายและจิตใจที่ช่วยเหลือตัวเองได้และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างมี ความสุข 4.การบริการศึกษาเฉพาะทางเป็นการจัดการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่ม ความสามารถเฉพาะงาน หรืองานเฉพาะอย่างเพื่อให้บุคคลสามารถทำงานในสำนักงานหรือการเตรียมเป็นเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนงานภาครัฐ และภาคเอกชน 5.ศาสนศึ ก ษาเป็ นการจั ดการศึ ก ษาที ่เ ตรียมผู ้เ รี ยนให้ ม ีความรู ้ ลึ กเกี ่ยวกั บศาสนาและวิ ชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และสามารถแสดงบทบาทของผู้มีความรู้ด้านศาสนาเป็นอย่างดี 6.วิชาการศึกษาเป็นการจัดการศึกษาที่มีเป้าหมายมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ 7.การศึกษาระดับวิชาชีพ เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถระดับมือ อาชีพ ที่มีความสามารถเชื่อมโยงความรู้และทักษะเข้าด้วยกัน และปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพในวิชาชีพชั้นสูง นอกจากรูปแบบการจัดการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาทั่วไปสำหรับเด็กปกติ และการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการแล้ว ก็ยังมีการจัดการศึกษาระดับชั้นประถมศึก ษา ซึ่งเป็นโรงเรียน ศาสนาอิสลาม จัดการศึกษาโดยกระทรวงศาสนาโดยใช้ชื่อเรียกวา Madrasah Ibtidaiyah หรือ MI วุฒิที่ได้รับ จะเทียบเท่ากับวุฒิที่ได้จากโรงเรียนประถมศึกษาทั่วไปและมีโรงเรียนศาสนาอิสลามระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ด้ ว ยซึ ่ ง ใช้ ช ื่ อ เรี ย กว่ า Madrasah Tsanawlyah หรื อ MTs วุ ฒ ิ ท ี ่ ไ ด้ ก ็ เ ที ยบเท่ ากั บ วุ ฒ ิ ท ี ่ ไ ด้ จ ากโรงเรี ยน มัธยมศึกษาตอนต้นทั่วไปเช่นเดียวกัน การบริหารจัดการสถานศึกษา 1. การบริหารงานวิชาการ เนื้อ หาวิชาแกนของการศึกษาขั้นพื้นฐานทุก หลักสูตรทุกสถานศึกษา จะประกอบด้วยเนื้อหาที่ เกี่ยวข้องกับวิชาปัญจศีล (การศึกษาระบบความคิดหรือมโนคติวิทยา) วิชาศาสนา วิชาพลเมือง วิชาภาษา


CES Journal .. 63 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

อิ น โดนี เ ซี ย วิ ช าการอ่ า นและการเขี ย นวิ ช าคณิ ต ศาสตร์ วิ ช าวิ ท ยาศาสตร์ แ ละเทคโนโลยี เ บื ้ อ งต้ น วิชาภูมิศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์ชาติ และประวั ติศาสตร์โลก วิชาหัตถกรรมและศิลปะ วิชาวิทยาศาสตร์ กายภาพและสุขศึกษา วิชาวาดเขียน วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาท้องถิ่นศึกษา เนื้อหาเหล่านี้ ไม่ได้บ่งบอกเพียง ตามชื่อ วิชาเท่านั้น สิ่ง ที่ม ากกว่านั้นก็คือ บ่ง ชี้ว่าเป็นการศึก ษาเนื้อ หาสาระที่ต้อ งการมุ่งเน้นการสร้าง บุคลิกภาพ และองค์ประกอบของความสามารถในด้านต่างๆของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งผู้เรียนจะได้รับการสอนใน โรงเรียน ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานทัง้ นี้ การจัดการศึกษาจัดแนวบูรณาการหลากหลายวิชา เชื่อมโยงเนื้อหาซึ่ง กันและกัน ไม่เน้นการสอนเนื้อหารายวิชาใดวิชาหนึ่งอย่างเดี่ยว โดยไม่มีการเชื่อมโยงกับวิชาใด 2. การบริหารงบประมาณ รัฐธรรมนูญประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย บัญญัติว่า พลเมืองอินโดนีเซียทุกคนต้องได้รับโอกาส เข้ า ถึ ง การศึก ษาที ่ ม ี ค ุ ณ ภาพอย่า งเท่ า เทีย มและทั ่ว ถึ ง กั น และให้ ร ั ฐบาลจั ด สรรงบประมาณสำหรับ กระทรวงศึกษาธิการเท่ากับ 20% ของงบประมาณประจำปีทุกปี (สมเกียรติ อ่อนวิมล,2556) รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาเงินทุนการศึกษา แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาที่ดำเนินการโดย ชุมชน สถานศึกษาที่ชุมชนนั้นจัดการศึกษาจะต้องรับผิดชอบเอง เพราะการระดมทุนของรัฐ จะถูกจำกัดเฉพาะ การศึกษาภาคบังคับ โปรแกรมการศึกษาจะได้รับทุนจากรัฐบาล โดยรอจากงบประมาณประจำปีของการ บริหารงานของงบประมาณแผ่นดิน ที่จะมีการจัดสรรแบ่งกันตามกระทรวง แหล่งเงินทุนอื่น ๆ ที่เข้ามา ช่วยเหลือจะมาจากนานาชาติ เช่น มาจากการกู้ยืมหรือให้ทุน และเงินช่วยเหลือจากภาคเอกชนตามภูมิภาค ในโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น รัฐจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมเพราะเป็นการศึกษาภาค บังคับ 9 ปี ที่รัฐให้เรียนฟรี แต่ถ้าเป็นการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือที่เรียกว่าโรงเรียนเตรียม อุดมศึกษาและระดับอุดมศึกษาครอบครัวต้องรับผิดชอบค่าเล่าเรียนเองถ้าสถาบันการศึกษาใดเป็นของรัฐ รัฐจะตอบสนองคืนให้กับนักเรียนในรูปแบบกองทุนการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยที่รัฐอุดหนุนเป็นมหาวิทยาลัย ตามภูม ิภาคต่ างๆแต่ ถ้า ชุ ม ชนในท้อ งถิ ่นเข้ามามีส ่ ว นร่ วมกับ ภาครัฐ และธุร กิจ ด้ านการเงินการศึ ก ษา ซึ่งสถาบันการศึกษาก็ต้องการบริหารจัดการเงินด้วยตนเอง เมื่อปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลชี้แจงงบประมาณกับ รัฐสภาว่า รัฐจะเพิ่มงบประมาณเพื่อการศึกษาถึงร้อยละ 20 เพื่อเพิ่มคุณภาพทางการศึกษา 3. การบริหารงานบุคคล การจัดการครูของประเทศประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Mohamad Faiz, 2005) ในกฎหมายฉบับ ที่ 22 ของการกำกับดูแลท้องถิ่นปี พ.ศ.2542 กฎหมายนี้ ในกฎกระทรวง รัฐบาลฉบับที่ 25 ปี พ.ศ.2543 ซึ่ง กำหนดหน่วยงานที่ใช้ร่วมกันระหว่างส่วนกลางและองค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่ น รัฐบาลกลางจะไม่เข้าไป จัดการการบริหารครู องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย โดยรัฐเพียงกำกับดูแล มาตรฐานและความสามารถของครู แต่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดสิทธิหน้าที่และ ประโยชน์ของอาชีพครูดังนี้


CES Journal .. 64 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

- เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ได้รับเงินเดือนและสวัสดิการสังคมที่เพียงพอ - ได้รับการยอมรับขึ้นอยู่กับหน้าที่และประสิทธิภาพการทำงาน - โอกาสที่มีการพัฒนาอาชีพของตนให้สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาคุณภาพ - มีการคุ้มครองทางกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา - มีอ ุป กรณ์ส ิ่ง อำนวยความสะดวกด้า นการศึก ษาและทรัพ ยากรเพื่อ เพิ ่ม ประสิท ธิ ภาพและ ประสิทธิผลของการทำงานของพวกเขา 4. การบริหารงานทั่วไป ตามแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติพระราชบัญญัติ (2546) กำหนดให้โรงเรียนมีส่วนร่วมกับ ชุม ชนใน การจัดการศึกษา โดยการบริหารจัดการโรงเรียนก่อนประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา จะต้องอยู่บนพื้นฐาน ตามขั้นมาตรฐานของการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งได้แก่ บุคคล กลุ่มครอบครัว สมาคมวิชาชีพ บริษัท เอกชน และองค์ก รชุม ชน ที่ จ ะช่วยดำเนินงานและควบคุมคุณภาพของการให้บริการทางการศึกษา การกำหนด งบประมาณซึ่งเป็นกองทุนของโรงเรียน การออกแบบและใช้หลักสูตร การประเมินผลและบริหารจัดการ โปรแกรมการศึกษา ให้สอดคล้องกับชุมชน และมีการอ้างอิงถึงมาตรฐานการศึกษาของชาติ - บุคลากรทางการศึกษามีหน้าที่รับผิดชอบการศึกษา - ยอมรับกับผลของการศึกษาอย่างมีความสุข - มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับมืออาชีพ - ดำรงตนเป็นแบบอย่างและรักษาชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาของตน ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 20 มาตรา 42 ข้อ (2) การศึกษาของ บุคลากรทางการศึกษาจบการศึกษาอย่างเป็นทางการสำหรับการศึกษาปฐมวัยการศึกษาขัน้ พื้นฐาน การศึกษา ระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษาการศึกษาระดับสูงควรได้รับการรับรองสอดคล้องกับกฎหมายนี้ รัฐบาล กลางควบคุมคุณสมบัติขั้นต่ำสำหรับครูมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ ดังนี้ ครูประถมศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่สอง (สองปี post-secondary/DII) ครูมัธยมตอนต้นและ มัธยมศึก ษาตอนปลาย ต้อ งจบการศึก ษาจากโครงการ S1 ภายใต้ ก ารควบคุ ม มาตรฐานการรั บรองของ โปรแกรมการศึกษาของครูคือกำหนดให้บัณฑิตครูของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ต้องพัฒนาตนเองให้มี สมรรถนะของครูด้านการเรียนการสอนการจัดหลักสูตรและการประเมินผล ในการนี้คณะกรรมการว่าด้วยบุคลากรทางการศึกษาสำหรับการประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มีการ จัดทำมาตรฐานประสิทธิภาพการทำงานของครู มาใช้ ในการประเมินครู และระบุความคาดหวังในความ ต้องการการพัฒนาอาชีพของครูสิ่งที่คาดหวังเหล่านี้จะนำใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษาโดยคณะทำงาน ของกระทรวงฯระดับจังหวัด จะทำหน้าที่พัฒนาและสนับสนุนการทำงานของครูภายใต้กฎหมายฉบับที่ 22 ปี


CES Journal .. 65 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

พ.ศ. 2542 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล เป็นผู้รับผิดชอบต่อการจ้างงานครูทุกคนในโรงเรียนใน ท้องถิ่นที่ชุมชนดูแล ยกเว้นโรงเรียนในความควบคุมโดยกระทรวงการศาสนา การศึกษากังวลว่า จะเกิดการ ทุจริตในการใช้งบประมาณอันเนื่องมาจากการจัดการงบประมาณการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมาไม่มีการ ชี ้ แ จงให้ ก ั บ ประชาชนได้ ท ราบข้ อ มู ล ที ่ ช ั ด เจน มี ก ารตั ด โครงการที ่ เ กี ่ ย วกั บ ทุ น การศึ ก ษาที ่ ใ ห้ กั บ สถาบันการศึกษาไปหลายโครงการในทุกภูมิภาคของประเทศอินโดนีเซีย ดังนั้นการที่จะก้าวกระโดดในการใช้ งบประมาณดังกล่าว จึงต้องมีความระมัดระวังทั้งรัฐบาลส่วนกลาง และในส่วนสังคม 5. ความพร้อมในการบริหารจัดการสถานศึกษา เนื่องจากประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ และมีประชากรเป็นอันดับ 5 ของ โลก จึงมีความหลากหลายของเชื้อชาติศาสนาและวัฒนธรรม ดังนั้นในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่กำลังพัฒนาการศึกษา ให้ทั่วถึงประชาชน โดยเน้นกระจายไปที่ชุมชนให้มีส่วนร่วมในการดูแลสถานศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาแห่งชาติ และวัฒ นธรรม มีห น้าที ่ควบคุ ม นโยบายทางการศึ ก ษา และรัฐดูแลงบประมาณการศึก ษาขั้ นพื้ น ฐาน ส่วนสถานศึกษามีความพร้อมในการจัดการ ทั้งด้านครู และบุคลากร เงิน ความรู้ และเทคโนโลยี ดังนี้ ครู ให้อำนาจท้องถิ่นดูแลครู ซึ่งส่วนใหญ่ครูก็จะเป็นบุคคลในท้องถิ่นเพราะโดยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็น ปัญหาในการจัดสรรทรัพยากร ดังนั้นครูก็จะมีความเข้าใจในสภาพชุมชนและเข้าถึงผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ก็จะมีการสร้างมาตรฐานของวิชาชีพครูและการกำกับดูแลสิทธิของครู เงินหรือ งบประมาณ จากการที่ร ัฐสนับ สนุนการเรียนฟรีในระดับ การศึก ษาขั้นพื้นฐานแค่ 9 ปี จึงสามารถใช้งบประมาณพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เต็มที่ ความรู้ กำลัง อยู่ในช่วงพัฒนา ส่ง เสริม ความรู้ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเน้นให้สอดคล้องกับ ประเทศที่มีอยู่ พิจารณาจากหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา เทคโนโลยี เนื่องจากสภาพภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวย ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กำลังพัฒนา สายโทรศัพท์ให้ครอบคลุมมากว่าที่เป็นอยู่ ถึงจะตอบสนอง ICT ในระบบการศึกษาได้ 6. จุดเด่นของการบริหารจัดการสถานศึกษา 6.1 กำหนดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 9 ปีในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เป็น การศึกษาแบบให้เปล่า จึงทำให้รัฐใช้งบประมาณร้อยละ 20 จากงบทั้งหมดมาจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เต็มที่ 6.2 มีการจัดหลักสูตรทางวิชาการควบคู่ไปกับศาสนาตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา 7. จุดด้อยในการบริหารจัดการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จะเห็นว่า จุดเด่นของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นั้น อาจจะมีน้อย เมื่อเทียบกับประเทศ เพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ข้อจำกัด มีดังนี้ 7.1 สภาพภู ม ิ ป ระเทศที ่ เป็ นหมู ่ เกาะจำนวนมาก ทำให้ เ กิ ดความห่ างไกลกั นและความ หลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม เป็นอุปสรรคในการติดต่อสื่อสารกัน ถึงแม้รัฐบาลจะกำหนดให้ใช้


CES Journal .. 66 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ภาษาบาฮาซาอินโดนีเซียเป็นภาษาประจำชาติ แต่ประชาชนก็ต้องมาหัดเรียนรู้ใหม่ จึงเป็นอุปสรรคต่อการ เรียนรู้ในวิชาอื่น ๆ ของหลักสูตร 7.2 มีประชากรเป็นอันดับ 5 ของโลก จึงต้องใช้งบประมาณมากในการจัดการศึกษาให้ทั่วถึง ทุกคน 7.3 ขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของชุมชนกับสถานศึกษา เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ย ยังไม่ถึง ร้อยละ 50 7.4 เนื่องจากพื้นที่สวนใหญ่ยังเป็นพื้นที่ยากจน จึงส่งผลต่อการจัดการศึกษาเพราะจุดเน้น ความสนใจ จะอยูท่ ี่ที่การหาเลี้ยงชีพ มากกว่าการศึกษา สรุป การบริห ารจัดการสถานศึก ษา มีโ ครงสร้างการบริหารเป็น 4 ฝ่ายคือ การบริห ารงานวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานทั่วไป เนื้อหาของหลักสูตร เน้นเนื้อหาทาง ศาสนาควบคู่ไปกับสาระอื่นๆ ในการเรียน งบประมาณทางการศึกษาภาครัฐจะอุดหนุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกเหนือการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นเอกชนและชุมชนจะดูแล ส่วนการจ้างครู องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูแลในส่วนการจ้างงานครู รัฐควบคุมมาตรฐานของครู การบริหารงานทั่วไปโรงเรียนจะร่วมมือกับชุมชนในการ จัดการศึกษา โดยบริบทของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีภูมิศาสตร์ที่อยู่ห่างกัน จึงทำให้การจัดการ การศึกษาแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน เหมาะกับบริบทของประเทศมากกว่าการจัดการศึกษาที่รัฐดูแลทุก เรื่อง แต่เนื่องจากจำนวนประชากรของประเทศมีเป็นอันดับ 5 ของโลก และยังมีความยากจนอยู่ในบางพื้นที่ ดังนั้นการศึกษาจึงยังอยู่ในช่วงปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาที่ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ด้านที่ 3 ข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน โรงเรียนอาชีวศึกษา SMK Negeri 2 วิ ส ั ยทั ศน์ ของโรงเรี ยนคื อ เพื ่ อ ผลิ ตผู ้ เ ชี ่ ยวชาญ เคารพ รั ก ษ์ ส ิ ่ ง แวดล้ อ ม และอนุ ร ั ก ษ์ วัฒนธรรม ภารกิจที่สำคัญของโรงเรียนมีหลายประการ ได้แก่ การนำกระบวนการเรียนรู้และคุณภาพการแนะ แนวที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ (NES) เน้นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงานและอุตสาหกรรม สนับสนุนความเป็นผู้ประกอบการอิสระและความสามารถในการแข่งขันในโลก ธุรกิจและอุตสาหกรรม พัฒนาความภูมิใจในศาสนาและนวัตกรรมของชาติ พัฒนาหลักสูตรี่ล้าสมัยและเน้น โรงเรียนสะอาด ปลอดภัย และยั่ง ยืน ผู้เ รียนสามารถรองรับธุรกิจ และอุตสาหกรรม ผู้ท ี่จ บการศึกษามี ความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เป็นต้น


CES Journal .. 67 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

จำนวนนักเรียนในโรงเรียนโดยประมาณ 1,120 คน มีสาขาวิชาที่เปิดสอนจำนวน 5 สาขาวิชา คือการบัญชี การจัดการ การธนาคาร การตลาด การท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยการจัดการเรียนการสอน จะมีการฝึกงานจำนวน 4 เดือนและในระหว่างฝึกงานครูอาจารย์ในโรงเรียนจะตรวจเยี่ยมนักเรียนที่ไป ฝึก งานในสถานประกอบการ ทั้ง นี้ก ารฝึก งานโรงเรียนจัดส่ง นัก เรีย นไปฝึก งานทั้ง สถานประกอบการ ภายในประเทศ และต่างประเทศ เช่น พม่า อินเดีย หลักสูตรที่น่าสนใจ อาทิ การโต้เวทีภาษาอังกฤษ ระบำบารอง ชุมนุมสุขภาพ ศิลปหัตถกรรม Paskibraka ศิล ปะป้อ งกันตัว เช่น คาราเต้ ปัญ จะสีล ัต เทควันโด ลูก เสือ ชุม นุม ผู้ป ระกอบการ ชุม นุม สิ่งแวดล้อม ระบำบารอง ชุมนุมโรงเรียนสีเขียว ชุมนุมช่วยเหลือและต่อต้านยาเสพติด ชุมนุมนักเขียน กีฬา เช่น แบดมินตัน ว่ายน้ำ ฟุตซอล ฟุตบอล เซปัคตะกร้อ วอลเล่ย์บอล เป็นต้น สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียน อาทิ ธนาคารโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนฝึกทำบัญชีและงาน ธนาคาร งานธนาคารโรงเรียนบริการนี้ช่วยให้ผู้เรียนออมทรัพย์ในโรงเรียนได้ โรงอาหาร จำหน่ายอาหารและ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บริษัทการท่องเที่ยว ของนักศึกษาวิชาการท่องเที่ยวฝึกงาน สหกรณ์โรงเรียน จำหน่าย สินค้าสำหรับผู้เรียนและครู และ Padmasana ที่ปฏิบัติบูชาทางศาสนา เป็นต้น โรงเรียน SMP State 3 Denpasar โรงเรียนมีการพัฒนาบุคลากรด้านหลักสูตรทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยมุ่งไปที่การ เรียนดี สร้างสมดุลของหลักสูตรให้สร้างนิสัยด้านความมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ มีทัศนคติเชิงบวก ร่วมกัน นอกจากนี้โรงเรียน SMP State3 Denpasar ยังให้ความสำคัญทั้งด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการ โรงเรียนนี้เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาเกรด 7-9 จำนวน 26 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียน โดยประมาณ 1,032 คน และครูทั้งหมดโดยประมาณ 90 คนแบ่งเป็นครูผู้สอน 60 คน ครูสายบริหาร 30 คน วิสัยทัศน์ของโรงเรียนจะเน้นผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่สำคัญสามประการคือ เป็นผู้มีความสามารถทางวิชาการ ในระดับ สากล อนุร ัก ษ์ส ิ่ง แวดล้อม และความมีคุณธรรม โดยมีตัวชี้วัดที่ส ำคัญ สี่ประการเช่ นกั นคือ 1) ผลสัมฤทธิ์ทั้งด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ 2) พฤติกรรมของผู้เรียนที่ สะท้อนหลักการของ Tri Hita Karana 3) การมีทักษะชีวิต และพัฒนานวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี และ 4) เป็นบุคคลผู้มีมารยาท วัฒนธรรม รักษ์สิ่งแวดล้อมที่สะท้อนคุณลักษณะของความเป็นชาติ อินโดนีเซีย หลักสูตรของโรงเรียนมีลักษณะเป็น competency-based ที่พัฒนาขึ้นโดย Education Unit base Content Standards และ Graduate Competency Standards (SKL) หรื อ ที่ เ รี ยกว่ า Education Unit Level Curriculum (SBC) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่โรงเรียนนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เวลาเรียนเริ่ม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 14.00 น. และทำกิจกรรมนอกชั้นเรียนวันละ 2 ชั่วโมง (คล้ายกับกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ในไทย)


CES Journal .. 68 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ภารกิจของ SMP 3 Denpasar ภารกิจของโรงเรียนมี 4 ประการ ซึ่งภารกิจดังกล่าวมุ่งตอบวิสัยทัศน์ และตัวชี้วัด ของโรงเรียนทั้งสี่ประการเช่นกัน โดยมีรายละเอียดภารกิจในแต่ละประการดังนี้ ประการที่ 1 เพื่อมุ่งวิสัยทัศน์ข้อที่ 1 ภารกิจที่สำคัญคือ a) ตระหนักถึงการแข่งขัน ในสวนของวิชาการและไม่ใช่วิชาการ b) ตระหนักถึงคุณภาพของครูในการเรียนรู้นวัตกรรม c) ตระหนักถึง คุณภาพการศึกษา,การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการโรงเรียนd) ตระหนักถึงประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ควรได้รับ e) ความสำเร็จในระดับชาติและนานาชาติในวิชาการและไม่ใช่วิชาการ f) ตระหนักถึง กระบวนการการเรียนรู้ผ่าน PAIKEM (การลงมือทำ, นวัตกรรม, การสร้างสรรค์, ประสิทธิภาพและสนุก) ประการที่ 2 เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ข้อที่ 2 ภารกิจที่สำคัญคือ a) ก า ร พ ั ฒนา สุขภาพแวดล้อมที่อนามัย b) ทัศนคติและพฤติกรรมในสิ่งแวดล้อม c) เคารพกฎของโรงเรียน d) ลดขยะ e) ตระหนักถึงสภาพโรงเรียนที่สะอาดและมีสุขภาพดี สะอาด และเหมาะสม ประการที่ 3 เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ข้อที่ 3 ภารกิจที่สำคัญคือ a) ตระหนักในการ เพิ่มคุณภาพครูตลอดจนการฝึกปฏิบัติการและโอกาสในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น b)การนำไปปฏิบ ัติของ ทักษะเรียนรู้ทักษะชีวิต c) การใช้ ICT ประการที่ 4 เพื่อ ตอบสนองวิสัยทัศน์ข้อ ที่4 ภารกิจ ที่สำคัญคือ a) การเคารพ ทักทายที่สนิทสนม b) เคารพกฎของโรงเรียน c) การศึกษา,วัฒนธรรมและคุณลักษณะประจำชาติ บูรณาการ เข้ากับชีวิตประจำวัน d) พัฒนาลักษณะนิสัยในตอนเช้าก่อนเริ่มสวดมนต์และทำพิธีทางศาสนา e)เคารพมนุษย์ ด้วยกัน การแนะแนวในโรงเรียน ครูทุกคนในโรงเรียนจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นครูแนะ แนว 4 คน/สัปดาห์/วัน วันละ 2 ชั่วโมง สำหรับหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนจะประกอบไปด้วย 10 กลุ่มวิชา โดยสองกลุ่ม วิชาเป็นวิชาที่เน้นเรื่องการพัฒนาตนเองและหลักสูตรท้องถิ่น โดย 5 กลุ่มวิชาหลักประกอบไปด้วย กลุ่มวิชา ด้านศาสนาและคุณธรรม ความเป็นพลเมือง กลุ่มวิชาด้านความเป็นพลเมืองและบุคลิกภาพกลุ่มวิช าด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มวิชาด้านสุนทรียศาสตร์ กลุ่มวิชาด้านพลศึกษา กีฬา และสุขภาพ ขณะที่ หลักสูตรท้องถิ่นจะประกอบไปด้วย 3 กลุ่มวิชา คือ ภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษาบาหลี อักษร Budi และการวาด ภาพ และเต้นรำ หลักสูตรที่น่าสนใจ อาทิ แบดมินตัน เทนนิส ว่ายน้ำ ศิลปะ เต้นรำ ร้องเพลง ลูกเสือ ปัณจะ สีละ โยคะ ชุมนุมคณิตศาสตร์ ชุมนุมภาษาอังกฤษ เป็นต้น สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องสมุด ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการทาง ภาษา ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องมัลติมิเดีย ห้องพยาบาล ลานอเนกประสงค์ กล่าวโดยสรุปคือ โรงเรียนเน้นความรู้ คู่คุณธรรม วัฒนธรรมประเพณี และสิ่งแวดล้อม


CES Journal .. 69 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

ด้านที่ 4 ประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน 1. การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในบาหลี จะเน้นกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุขและ สนุกกับการเรียนรู้ และการเตรียมคนเข้าสู่โลกในอนาคตให้สามารถประกอบอาชีพได้จริง เช่น โรงเรียนอาชีวะ จะเน้นการลงมือปฏิบัติจริงกับสถานประกอบการ และการฝึกงานในโรงเรียน ส่งผลให้นักเรียนที่จบการศึกษา จากโรงเรียนได้งาน 100% ขณะที่โรงเรียนมัธยมศึกษา SMP State 3 Denpasar จะไม่เน้นแค่เพียงความรู้ วิชาการแต่จะเน้นในเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม และศาสนา โดยการจัดการเรียนรู้จะเป็นไปตามหลัก PAIKEM ซึ่งประกอบไปด้วย P หมายถึง การให้ความสำคัญกับกระบวนการที่จะเรียนรู้ (process) A หมายถึง การ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนผู้ส่วนร่วม (active learning) I หมายถึง นวัตกรรม (Innovation) K หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ (creative) E หมายถึง ประสิทธิผลที่ได้จากการเรียนรู้ (effective) และ M หมายถึง ความสนุกสนานในการเรียนรู้ (manyanang = enjoy) 2. การให้ความสำคัญกับ สิ่งแวดล้อม ดัง จะเห็นได้อย่างชัดเจนในโรงเรียนมัธยม SMP State 3 Denpasar ที่การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมปรากฏทั้งในวิสัยทัศน์ ตัวชี้วัดของโรงเรียน และกิจกรรมการ เรียนการสอนทั้งในชั้นเรียน และภายในโรงเรียน โดยภายในโรงเรียนมีกิจกรรม 3 R คือ reuse reduce และ recycle อย่างชัดเจน เช่น การนำน้ำเสียจากในห้องน้ำมาบำบัดและนำมาใช้เลี้ยงต้นข้าวภายในโรงเรียน การ คัดแยกขยะภายในโรงเรียนทั้งโรงเรียน รวมถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ รักษาความสะอาดให้เกิดขึ้นกับนักเรียน (green and clean) 3. การให้ความสำคัญกับศาสนา และวัฒนธรรม ชาวบาหลีให้ความสำคัญกับศาสนา และวัฒนธรรม เป็นอย่างมากไม่เพียงแต่การบูรณาการในหลักสูตร รายวิชาที่ปรากฏในโรงเรียนจะมีรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับ ศาสนา และวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิตประจำวัน สถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียน และภายนอก โรงเรียนที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมทั้งสิ้น อาทิ การให้ความสำคัญกับ ความสัมพันธ์ 3 ประการ ตามแนวคิดของ Tri Hita Karana ซึ่งประกอบไปด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กบั มนุษย์ มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และมนุษย์กับพระเจ้า การเคารพและบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิตามความเชื่อของศาสนา ฮินดูทั้งในขณะเข้าห้องประชุมเพื่อศึกษาดูงาน เทวรูปต่างๆ ที่ปรากฏในโรงเรียน และความเชื่อในเรื่องของรา มายณะหรือรามเกียรติ์ในไทยที่ปรากฏตามถนน สถานที่ต่างๆ ในบาหลี (หมายเหตุ ศาสนาหลักของบาหลี เรียงตามลำดับสามอันดับแรกคือ ฮินดู อิสลาม และคริสต์) 4. การให้ความสำคัญกับทักษะชี วิ ต (life skills) ดังปรากฏในวิสัยทัศน์และตั วชี้ วั ดของโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนมัธยม SMP State 3 Denpasar ที่เน้นการสร้างทัศนคติเชิงบวก (good attitude) ให้กับนักเรียน การมีระเบียบวินัย การเคารพเพือ่ น ครูอาจารย์ และผู้อื่นทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ทั้งนี้ ทักษะชีวิตที่โรงเรียนให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การเปลี่ยนทัศนคติหรือ mind set ของผู้เรียนให้เป็นทัศนคติ เชิ ง บวกและรั ก ษ์ ส ิ ่ ง แวดล้ อ ม ซึ ่ ง วิ ธ ี ก ารที ่ โ รงเรี ย นใช้ ค ื อ การให้ ร างวั ล (reward) และการลงโทษ (punishment)


CES Journal .. 70 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 3 ฉบับที่ 5…….

5. การมีส ่วนร่วมของชุม ชน และผู้ป กครอง จากการศึก ษาดู ง านพบว่าโรงเรียนทั้ งสองแห่งให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน และผู้ปกครองมาก โดยจะเห็นได้จากหลักสูตรที่เน้นความเป็นท้องถิ่น เช่น การทำผ้าบาติก ศิลปะการเต้นระบำบารอง ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลนักเรียนเมื ่อนักเรี ยนต้ อ งทำ กิจกรรมนอกโรงเรียน เช่น การออกกำลังกาย รวมถึงการให้ผู้ปกครองมีสว่ นร่วมในการเรียนการสอน เช่น การ วางแผนทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียน การจัดประชุมผู้ปกครองปีละ 1 ครั้งเพื่อแจ้งแผนการดำเนินงานของ โรงเรียน การติดต่อผู้ปกครองเพื่อรายงานผลสัมฤทธิท์ างการเรียนอย่างต่อเนื่อง การช่วยเหลือด้านงบประมาณ เพื่อใช้ในกิจกรรมของโรงเรียน เป็นต้น ซึ่งจากการสัมภาษณ์ขณะศึกษาดูงาน ครูในโรงเรียนได้กล่าวว่าสังคมจะ เข้มแข็งได้ด้วยปัจจัยสามประการคือ ครอบครัว โรงเรียน และรัฐบาล 6. การมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา โดยสถานศึกษาส่วนใหญ่ในบาหลีมีการนำระบบ ISO มาใช้ในการรับรองคุณภาพของสถานศึกษา มีการตรวจเยี่ยมสถานศึกษาทั้งภายใน (1 ครั้งต่อภาคการศึก ษา) และภายนอก (1 ครั้งต่อภาคการศึกษา) เช่นเดียวกับระบบการศึกษาในไทย

Ces journal vol 3 no 5  

วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยลัยธุรกิจบัณฑิตย์

Ces journal vol 3 no 5  

วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยลัยธุรกิจบัณฑิตย์

Profile for 745766
Advertisement

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded