__MAIN_TEXT__
feature-image

Page 1

บทความวิจัย

แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษาในสถานศึกษา ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ฐานะรัตน์ จีนรัตน์ และ พิณสุดา สิรธิ รังศรี การบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโตและการเห็นคุณค่าในตนเอง ศิริภพ โสมาภา และ กล้า ทองขาว ผลของโปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จักตัวเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ศักดินาณันพ์ อัครเสนากุล ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร อร ไทรหอมหวล การพัฒนาการออกเสียงคาศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี พิชาภรณ์ ทองบู่ บทความวิชาการ บทบาทและหน้าที่ของครูในศตวรรษที่ 21 กับผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา ศศิอาไพ มัยโภคา วงเดือน ชูแก้ว และ ศิระ ภูมะธน COLLEGE OF EDUCATION SCIENCES, DHURAKIJ PUNDIT UNIVERSITY 110/1-4 ถนนประชาชื่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 E-Mail: CES.dpu@dpu.ac.th หรือCES.dpu@gmail.com


CES Journal .. 1 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6……. วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 110/1-4 ถนนประชาชื่น เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210 กรรมการที่ปรึกษา / บรรณาธิการอาวุโส อาจารย์ ดร.เลิศลักษณ์ บุรุษพัฒน์ อาจารย์เฉิดโฉม จันทราทิพย์ อาจารย์ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองศาสตราจารย์ ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี รองศาสตราจารย์ ดร.กล้า ทองขาว อาจารย์ ดร.พงษ์ภิญโญ แม้นโกศล บรรณาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชราภา ตันติชูเวช อาคาร 6 ชั้น 16 โทรศัพท์ 02-9547300 ต่อ 649 อีเมล์ patcharapa.tat@dpu.ac.th ผู้ช่วยบรรณาธิการ อาจารย์ ดร.วาสนา วิสฤตาภา

ผู้ประสานงาน นางสาวเยาวลักษณ์ ขวัญชื่น นางสาวนิรดา บรรจงเปลี่ยน อาคาร 6 ชั้น 16 โทรศัพท์ 02-9547300 ต่อ 649 ออกแบบรูปเล่ม-จัดหน้า นายภัทรชนน จันทะ กำหนดออก ราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) 1) เดือนมกราคม – มิถุนายน 2) เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://www.dpu.ac.th/ces/CESJournal.html พิมพ์ที่ โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


CES Journal .. 2 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความ (Peer Review) ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองศาสตราจารย์ ดร. อุทัย บุญประเสริฐ รองศาสตราจารย์ ดร.กล้า ทองขาว รองศาสตราจารย์ ดร.สุมิตร สุวรรณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ทองเอม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมพร โกมารทัต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนารัตน์ ลิ้ม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สินธะวา คามดิษฐ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สินธะวา คามดิษฐ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.โสภณ ชัยวัฒนกุลวานิช อาจารย์ ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ อาจารย์ ดร.พงศ์พันธุ์ คำพรรณ์ อาจารย์ ดร.จันทร์พา ทัดภูธร

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


CES Journal .. 3 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

วัตถุประสงค์ของวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES JOURNAL) 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย ของวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจ บัณฑิตย์ และนักวิชาการทั่วไป 2. เพื่อเสนอผลการทดลอง การศึกษาค้นคว้า และการวิจัยของวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 3. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการ แลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็นด้านการศึกษาให้แก่วิทยาลัยครุ ศาสตร์ ศิษย์เก่า ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไป ทั้งนี้วารสารครุศาสตร์ประกอบไปด้วยบทความวิจัย บทความวิชาการ และแนะนำหนังสือ โดยการ จัดทำวารสารได้รับงบประมาณจากวิทยาลัยครุศาสตร์ และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของวิทยาลัยครุศาสตร์ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับเดือนมกราคม – มิถุนายน และฉบับเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม)

ทัศนะข้อคิดใดๆ ที่ปรากฏในวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นทัศนะวิจารณ์อสิ ระ ทางคณะผู้จัดทำ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทัศนะข้อคิดเห็นเหล่านั้นแต่ประการใด ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนและวารสารและได้รับการสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


CES Journal .. 4 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ขั้นตอนการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ ขั้นตอน 1. ผู้ส่งบทความทั้งบทความวิชาการและบทความวิจัยต้องเขียนบทความ รวมถึง รู ป แบบการอ้ างอิ ง ท้ ายบทความและอ้างอิง ในบทความตามแบบฟอร์ม ที่ วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์กำหนด ทั้งนี้สามารถดาว์นโหลดรูปแบบการตีพิมพ์ ได้จากเว็บไซต์วิทยาลัยครุศาสตร์ และเลือกที่ “วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์”

ระยะเวลา

2. ผู้ส่งบทความกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มส่งบทความเพื่อเผยแพร่ (CES 1) พร้อม ทั้งให้อาจารย์ที่ปรึกษา (ถ้ามี) ลงนาม จากนั้นนำส่งบทความโดยมีจำนวนชุดที่ ส่งตามที่กำหนดในแบบฟอร์มส่งบทความกับผู้ประสานงานวารสาร 3. เมื่อบรรณาธิการได้รับเอกสารตามข้อ 1 และข้อ 2 จากผู้ประสานงานวารสาร แล้วจะส่งอี เมล์กลับไปยังผู้ ส่ งบทความเพื่อแจ้ งให้ทราบว่าได้ รับ บทความ ดังกล่าวแล้ว 4. บรรณาธิการจัดส่งบทความเพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความโดยใช้แบบ ประเมินคุณภาพของบทความวิจัย (CES 2)

ภายใน 3 วั นหลั ง จาก บรรณาธิ ก ารได้ รั บ บทความ ผู ้ ท รงคุ ณ วุ ฒ ิ ใ ช้ เ วลา ประเมินบทความและ ส่ ง กลั บ บรรณาธิ ก าร ภา ย ใ น 3 ส ั ป ด า ห์ (ภายหลังจาก ผู ้ ท รงคุ ณ วุ ฒ ิ ไ ด้ รั บ บทความ) 5. บรรณาธิการแจ้งผู้ส่งบทความให้รับผลการประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ ภายใน 3 วั นหลั ง จาก ทางอีเมล์ พร้อมทั้งส่งบทความที่ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิให้กับผู้ บรรณาธิ ก ารได้ รั บ ประสานงานเพื่อนำส่งเอกสารต่อผู้ส่งบทความ บทความ 6. กรณีที่บทความได้รับการประเมินให้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้โดยมีการปรับปรุง แก้ไข ผู้ส่งบทความต้องแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้ง กรอกข้อมูลในแบบรับรองการแก้ไขตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (CES 3)

ภายใน 3 สัปดาห์หลัง บรรณาธิ ก ารแจ้ ง ผล การประเมินทางอีเมล์ผู้ ส่งบทความ


CES Journal .. 5 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

7. การส่งบทความภายหลังการแก้ไขจากผู้ทรงคุณวุฒิ - ผูส้ ่งบทความส่งบทความที่แก้ไขแล้วจำนวน 1 ชุด และแบบรับรองการแก้ไข ตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (CES 3) กับผู้ประสานงานวารสาร - ผู้ส่งบทความส่งเฉพาะ “บทความที่แก้ไขแล้วในรูปแบบของไฟล์ word และ PDF” ให้บรรณาธิการทางอีเมล์ 8. บรรณาธิก ารตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความอีก ครั้ง หากไม่ม ีแก้ไข บรรณาธิการจะออกหนังสือรับรองการตีพิมพ์ให้กับผู้ส่งบทความ (หากมีแก้ไข จะกลับไปที่ขั้นตอนข้อ 6 อีกครั้ง) 9. บรรณาธิการดำเนินการตีพิมพ์ตามรอบของวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ - ตีพิมพ์ฉบับเดือน มกราคม-มิถุนายน ผู้ส่งบทความส่งบทความฉบับสมบูรณ์ ภายในวันที่ 10 มิถุนายนของปีที่ต้องการตีพิมพ์ - ตีพ ิม พ์ฉบับ เดือน กรกฎาคม – ธั นวาคม ผู ้ ส ่ ง บทความส่ งบทความฉบับ สมบูรณ์ภายในวันที่ 10 ธันวาคม ของปีที่ต้องการตีพิมพ์ หากเลยกำหนดจากวันดังกล่าว ขอตีพิมพ์ในฉบับถัดไป หมายเหตุ แบบฟอร์มต่างๆ สามารถดาว์นโหลดได้จากเว็บไซต์วิทยาลัยครุศาสตร์ http://www.dpu.ac.th/ces/ และเลือกที่ “วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์”

ภายใน 1 สัปดาห์


CES Journal .. 6 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

สารบัญ บทความวิจัย แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษาในสถานศึกษา ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 Teachers’ Performance Motivation in Private Schools Which Locate in Phetchabun Primary Education Service Area 3 ฐานะรัตน์ จีนรัตน์ (Thanarat Jeenrat) พิณสุดา สิริธรังศรี (Pinsuda Siridhrungsri)

หน้า 10

การบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโตและการเห็นคุณค่าในตนเอง Youth Development Curriculum Management on Growth Mindset & Self-Esteem ศิริภพ โสมาภา (Siripop Somapa) กล้า ทองขาว (Kla Tongkow)

22

ผลของโปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จักตัวเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี The Results of Future Planning Program To Know Self - Education and Career In Studying of Mathayomsuksa five students at Satriwitthaya 2 School under the royal patronage of HRH the Princess Grandmother ศักดินาณันพ์ อัครเสนากุล (Sakdinanan Akkarasanakul)

40

ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร อร ไทรหอมหวล (Onn Saihomhual)

52

การพัฒนาการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธสี อนโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี The Use of the Phonics Method to Develop English Pronunciation Among Prathom Suksa 1 Students พิชาภรณ์ ทองบู่ (Pichaporn Tongboo)

66


CES Journal .. 7 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

บทความวิชาการ บทบาทและหน้าที่ของครูในศตวรรษที่ 21 กับผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา THE TEACHER’S ROLES AND DUTIES IN THE 21ST CENTURY WITH LEANERS OF GENERATION ALPHA ศศิอำไพ มัยโภคา (Sasiampai Maipoka) วงเดือน ชูแก้ว (Vongdurn Chookeaw) ศิระ ภูมะธน (Sira Bhumadhana)

78


CES Journal .. 8 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

บทบรรณาธิการ วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) ฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจทั้งบทความวิจัยและบทความ วิชาการ โดยบทความทางวิจัยเป็นบทความของนักศึกษาระดับมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการศึกษาบทความ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยครุศาสตร์ และบทความของบุคคลภายนอกซึ่ง ให้ความสนใจตีพิมพ์บทความในวารสารของวิทยาลัยครุศาสตร์ รวมจำนวน 5 บทความ คือ 1) แรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบูรณ์ เขต 3 2) การบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโตและการเห็นคุณค่าในตนเอง 3) ผลของโปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จักตัวเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 4) ความคาดหวังต่อการ จั ด การเรี ย นการสอนภาษาต่ า งประเทศที ่ ส องของนั ก เรี ย นชั ้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 5 โรงเรี ย นหอวั ง กรุง เทพมหานคร 5) การพัฒนาการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ของนัก เรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี และบทความวิชาการจำนวน 1 เรื่องซึ่ง เขียนโดยบุคคลภายนอกคือเรื่อง บทบาทและหน้าที่ของครูในศตวรรษที่ 21 กับผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา บรรณาธิก าร ขอขอบพระคุณผู้ผ ลิตผลงานคุณภาพในวารสารวิ ท ยาลั ยครุ ศาสตร์ (CES journal) ฉบับ นี ้เป็นอย่ างสูง และขอถือ โอกาสเชิ ญชวนทุกท่านที่ส นใจส่งผลงานเพื่อ เผยแพร่ในวารสาร วิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) ฉบับต่อๆไป โดยแบบฟอร์มการตีพิมพ์ผู้อ่านสามารถดาว์นโหลดได้จาก เว็บไซต์ของวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ และขอเชิญชวนให้นักอ่านผลงานที่ติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง หากท่าน มีข้อ เสนอแนะต่อ การจัดทำวารสารของเราท่านสามารถส่ง ความเห็นของท่านมาที่บรรณาธิก ารวารสาร วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชราภา ตันติชูเวช บรรณาธิการ


CES Journal .. 9 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….


CES Journal .. 10 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษาในสถานศึกษา ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 Teachers’ Performance Motivation in Private Schools Which Locate in Phetchabun Primary Education Service Area 3 ฐานะรัตน์ จีนรัตน์* Thanarat Jeenrat พิณสุดา สิริธรังศรี** Ass.Prof. Pinsuda Siridhrungsri, Ph.D. บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา ใน สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 2) เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 และ 3) เพื่อ ศึกษาปัญหาและการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ใ นเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึ กษา ใน สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำนวน 227 คน และใช้วิธีการสุ่ม ตั วอย่ างแบบง่ าย (Simple Random Sampling) เครื ่ องมื อที ่ ใช้ ในการเก็ บรวบรวมข้อมู ล ได้ แ ก่ แบบสอบถาม และแบบสั ม ภาษณ์แบบมี โครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ttest ANOVA ที่ระดับนัยสำคัญ .05 เพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ซึ่งสามารถสรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ 1. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ การศึ กษา ประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีคะแนนเฉลี่ย สูง ที่สุด คือ ด้านการปกครองบังคับบัญชา 2. ครูที่มีเพศ อายุ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และรายได้ที่ต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ปัญหาการปฏิบัติงานของครูโรงเรีย นเอกชนระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้ งอยู่ใ นเขตพื้ นที่ การศึก ษา ประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 มีปัญหาด้านลักษณะงานที่ทำมากที่สุด โดยงานที่ทำไม่ตรงกับสาขาวิชาที่มี หรือวิชาความรู้ ความสามารถที่มีและถนัด รองลงมาคือด้านความรับผิดชอบ คือ การได้รับมอบหมายงานให้รับผิดชอบหลายงานหลายหน้ าที่ และขาดความชั ด เจน แนวทางการส่ ง เสริม แรงจู ง ใจในการปฏิบ ั ติ ง านของครู โรงเรีย นเอกชน ระดั บ ประถมศึ กษา ใน สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ใน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ด้านลักษณะงานที่ทำ พบว่าผู้บริหารควรมีหลักการ ในการพิจารณาเลือกใช้บุคลากรให้เหมาะสม และมอบหมายงานใหม่ๆ ที่ท้าทายความสามารถของบุคลากร และด้านความ *

นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ thanarat_ab@hotmail.com ** ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และปริญญาเอก ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก ppinsuda@gmail.com


CES Journal .. 11 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6……. รับผิดชอบผู้บริหารควรให้คำแนะนำครูในการแก้ปัญหาการปฏิบัติงาน และควรห้ครูทำงานที่ได้รับมอบหมายด้ วยความมุ่ง มั่น จนประสบความสำเร็จ รวมถึงให้ความไว้วางใจในการแต่งตั้งครูให้เป็นคณะกรรมการ ในการปฏิบัติงานต่างๆ ของโรงเรียนและ ให้อำนาจการตัดสินใจแก่ครูที่รับผิดชอบภายในระยะเวลา ที่เหมาะสม โดยกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบให้ ชัด เจนและ ตรงกับความสามารถ

คำสำคัญ : แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู, การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาเอกชน ABSTRACT This research is aimed to 1) study the teachers’ performance motivation in private schools which locate in Phetchabun Primary Education Service Area office 3, 2) compare teachers’ performance motivation in private schools which locate in Phetchabun Primary Education Service Area 3, and 3) study the problems and teachers’ performance motivation in private schools which locate in Phetchabun Primary Education Service Area 3. The samples were 496 teachers in private schools by using Simple Random Sampling. The questionnaires have been used as the data collecting tools and variety of statistical analyses such as percentage, frequency, mean, standard deviation and inferential statistics were t-test ANOVA at the .0 5 level, to test the hypothesis. The research results found that: 1 . The overall teacher’s performance motivation in private schools which locate in Phetchabun Primary Education Service Area 3 was at a high level; and considering each the highest average score was governance. 2. There were statistical differences at .01 level of significance among teachers with the different gender, age, working time, and income. 3 . The teacher job was most likely problems to occur and did not match as the teachers’ field of study as knowledge. Secondly, responsibility is assigned to multiple tasks as well as lack of clarity. Teachers’ performance motivation guidelines for private school teachers in Phetchabun Primary Education Area 3 as the characteristics of the work is the principle of selecting the appropriate personnel for the school manager. It should be made and assigned new and challenge tasks for teacher’s abilities; as well as responsibilities management, the teachers should be advised on problem solving, working with the commitment in order to get successes. In addition, the teachers should be appointed to be the member of the school taskforces. In addition, they should be delegated the school's decision-making for the appropriate period of time in order to clear their responsibilities and abilities.

KEYWORDS: Teachers’ Performance Motivation, Personnel Administration in Private Schools


CES Journal .. 12 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะพัฒนาสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่สังคมและประเทศชาติ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการที่จะพัฒนาศักยภาพของบุคคลไปในด้านต่างๆ ได้ เพื่อใช้ในการดำรงชีพและใช้ในการประกอบอาชีพ ดังนั้น จึงเห็นว่าการศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ของมนุษย์ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการประกอบอาชีพ การศึกษาเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ และเป็นการพัฒนาบุคคล ให้มีความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรม ซึ่งทั้งสองมิติแห่ง ความหมายนี้แยกกันไม่ได้ ตรงกันข้ามจะต้องควบคู่กันไปเพราะเมื่อบุคคลหนึ่งมีความรู้ แต่มีความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยมและคุณธรรม ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ที่จะนำไปสู่การใช้ความรู้ในทางที่ไม่ทำประโยชน์ต่อทั้ง ตนเองและส่วนรวมได้ การศึกษาที่จะช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่ดี มีความสุข การศึกษาขั้นพื้นฐานของสังคมสมัยนี้ ต้องเรียนกันอย่างน้อย 12 ปี จึงจะเพียงพอกับความต้องการและความจำเป็นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดี ขึ้น (อุทัย บุญประเสริฐ, 2545, น. 1) การบริหารโรงเรียนเอกชนต่างกับโรงเรียนของรัฐ แม้ว่าจะเป็นไปเพื่อแบ่งเบาภาระของรัฐก็ตาม แต่ก็ มีลักษณะเป็นธุรกิจทางการศึกษา คือต้องเน้นทั้งด้านวิชาการ และเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ คือต้องได้ กำไร หรือไม่ขาดทุนเพื่อให้กิจการดำเนินการต่อไปได้ ประกอบกับต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ มิให้ แสวงหากำไรเกินควร เพียงแต่นำผลกำไรมาปรับปรุงกิจการของโรงเรียนให้เจริญก้าวหน้า หากโรงเรียนเอกชน สามารถบริหารงานจนเกิดประสิทธิผลก็ย่อมสร้างความเชื่อถือศรัทธาแก่ผู้ปกครองที่จะส่งบุตรหลานเข้าใน โรงเรียนมาก ทำให้มโี อกาสคัดเลือกเด็กทีม่ คี ุณภาพได้ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนนั้นๆ เป็นที่นิยมของผู้ปกครองทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียง และครูก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้โรงเรียนเอกชนมี คุณภาพ (วีระยุทธ์ ชาตะกาญจน์, 2552, น. 4) ในแวดวงการศึกษา ทุกคนต่างยอมรับว่าครู เป็นเฟืองจักรสำคัญที่มีบทบาทยิ่งในการให้การศึกษา และช่วยเสริมสร้างพัฒนาคนในชาติให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ เพื่อไปพัฒนาประเทศให้เจริญรุดหน้าได้ อย่างไร ก็ตาม ในระบบการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนทั้งรัฐบาลและเอกชนที่ผ่านมา ประสบกับปัญหาในเรื่อง ของการรักษาบุคลากรครูท ี่ม ีศักยภาพ มีคุณภาพ และมีความผูกพันต่อองค์การไว้ก ับโรงเรี ยนไม่ได้ จาก รายงานสรุปผลการติดตามและประเมินความก้าวหน้าของการปฏิรูปการศึกษาในวาระครบรอบ 6 ปีของการ ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 พบว่า โรงเรียนเอกชนมีปัญหาเรื่องการลาออกของ ครู โดยเฉพาะระหว่างปีการศึกษา เพื่อไปสอบบรรจุเป็นครูภาครัฐนั้น เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการ จัดการศึกษาของเอกชน ซึ่งทำให้สถานศึกษาเอกชนประสบปัญหาและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก บุคลากรครูเป็นจำนวนมากลาออกไปเป็นครูในสถานศึกษาของรัฐ เมื่อสอบบรรจุได้ในช่วงที่มีการเรียนการสอน (มนสิงห์ ไกรสมมุข, 2552, น.10) ดัง นั้นภาครัฐควรที่จะต้อ งเข้าไปเยียวยาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีขวัญ และกำลังใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันด้วยแล้วจึงถือ ว่ามีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องค่าตอบแทนแก่


CES Journal .. 13 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

บุคลากรประเภทต่าง ๆ รวมไปถึงทั้งเรื่องสวัสดิการ เช่น ค่ารักษาพยาบาลสำหรับตนเองและครอบครัว รวมทัง้ ค่าเล่าเรียนบุตรและอื่น ๆ ก็ควรจะได้รับการดูแล เพื่อจะทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง ที่สำคัญจะ ได้เกิดพลังในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษา และที่ไม่ควรมองข้ามก็คือจะต้องสร้างค่านิยมใหม่ว่า “ครู เอกชน” ไม่ใช่เป็นเสมือน “ครูมือสอง” ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ประกอบวิชาชีพด้วยกันจงหลีกเลี่ยงการขีดเส้น “แบ่งเขาแบ่งเรา” เกินไประหว่างบุคลากรภาคเอกชนกับภาครัฐ จนเสียความรู้สึกทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงพวก เขาเหล่านั้นต่างก็มีจิตวิญญาณและเป็นผู้สร้างพลังคน ให้แก่แผ่นดินเหมือนกัน (ชมรมเพื่อสิทธิและสวัสดิการ ของครูเอกชน, 2557) จากสถิติของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 กลุ่มส่งเสริมการศึกษา เอกชน เกี่ยวกับการลาออกจากงานของครูโรงเรียนเอกชน ตั้งแต่ ปีการศึกษา 2557- 2559 สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 พบว่า มีครูที่ลาออกจากโรงเรียนเป็นจำนวนมาก ปัญหาการลาออกของครู ส่งผล ให้การเรียนการสอนขาดความต่อเนื่อง ทำให้นักเรียนประสบปัญหาการปรับตัว ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา การ แต่งตั้งถอดถอน หากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งมาก จะส่งผลให้การจัดการศึกษาประสบปัญหาการขาด ครูผู้สอน กระบวนการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ดังปรากฏตามสถิติการศึกษาเอกชนประจำปี 2554-2558 การแต่งตั้งถอดถอนครูโรงเรียนเอกชน ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ที่มีการแต่งตั้งและถอดถอนในอัตราที่ส ูง จากเหตุผลและปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยสนใจศึก ษา แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน เพื่อจะนำไปประกอบการหาแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียน เอกชน สำหรับใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารและจัดการโรงเรียนเอกชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 2. เพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในสถานศึกษา ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ก ารศึกษาประถมศึก ษาเพชรบูร ณ์ เขต 3 จำแนกตามเพศ อายุ และระยะเวลาในการ ปฏิบัติงาน 3. เพื ่ อ ศึก ษาปั ญ หาและการส่ ง เสริ ม แรงจู ง ใจในการปฏิบ ั ต ิง านของครูโ รงเรีย นเอกชนระดับ ประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3


CES Journal .. 14 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้ง อยู่ใน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำนวน 20 แห่งรวม 496คนส่วนกลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยกำหนด ขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการของ Taro Yamane โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) กับครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เพชรบูรณ์ เขต 3 จำนวน 227 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของครูโรงเรียนเอกชน ได้แก่ เพศ อายุ ระยะเวลาในการ ปฏิบัติงาน และเงินเดือนซึ่งเป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิดแบบเลือกตอบ (Checklist) ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ประกอบด้วย ด้าน ลักษณะของงานที่ทำ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการยอมรับนับถือ ด้านเงินเดือน ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ร่วมงาน ด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน และด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ ซึ่งเป็นแบบปลายปิดแบบมาตรวัดของลิเคอร์ท (Likert scale) ตอนที่ 3 แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 เป็นแบบปลายเปิด แบ่งเป็นส่วนของครูและส่วนของผู้บริหาร การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ขอหนังสือจากวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชนระดับ ประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 เพื่อขอความร่วมมือ ในการเก็บข้อมูล เพื่อใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการตอบแบบสอบถาม 2. ผู้วิจัยแจกและเก็บแบบสอบถามจากครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำนวน 10 แห่ง ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างด้วยตัวเองจำนวน 227 ฉบับ 3. ผู้วิจัยได้เดินทางไปสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา ระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3จำนวน 10 แห่ง แห่งละ 2 คน รวมทั้งสิ้น 20 คน


CES Journal .. 15 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ส่วนสถิติที่ใช้วิเคราะห์ ดังนี้ 1. สถิ ต ิ เ ชิ ง พรรณนา (descriptive statistics) ได้ แ ก่ การหาความถี่ (frequency) ค่ า ร้ อ ยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (mean) และ ค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (standard deviation) 2. สถิติเชิงอนุมาน (inferential statistics) ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) เพื่อทดสอบค่าเฉลี่ยระหว่างประชากรตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป ผลการวิจัย ผลการวิจัย แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 สามารถสรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ 1. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการปกครองบังคับบัญชา 2. การเปรีย บเที ยบแรงจูง ใจในการปฏิ บ ั ติ ง านของครูโ รงเรี ยนเอกชน ระดั บ ประถมศึ ก ษาใน สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 พบว่า ครูที่มีเพศ อายุ ระยะเวลาใน การปฏิบัติงาน และรายได้ที่ต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ปัญหาและการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษา ใน สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 พบปัญหาด้านลักษณะงานที่ท ำมาก ที่สุด เนื่องจากงานที่ทำไม่ตรงกับสาขาวิชาที่มี หรือวิชาความรู้ความสามารถที่มีและถนัด รองลงมาคือด้าน ความรับผิดชอบ คือ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบหลายงานหลายหน้าที่และขาดความชัดเจน สำหรับแนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึก ษาประถมศึกษาเพชรบูร ณ์ เขต 3 ด้านลักษณะงานที่ท ำ พบว่า ผู้บ ริหารควรมีหลัก การในการพิจารณาเลือ กใช้บุคลากรให้เหมาะสม และมอบหมายงานใหม่ๆ ที่ท ้าทาย ความสามารถของบุคลากร และด้านความรั บ ผิดชอบผู้บ ริหารควรให้คำแนะนำครูในการแก้ปัญ หาการ ปฏิบัติงาน และควรให้ครูทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความมุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จ รวมถึงให้ความ ไว้วางใจในการแต่งตั้งครูให้เป็นคณะกรรมการ ในการปฏิบัติงานต่างๆ ของโรงเรียนและให้อำนาจการตัดสินใจ แก่ครูที่รับผิดชอบภายในระยะเวลา ที่เหมาะสม โดยกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบให้ชัดเจนและตรงกับ ความสามารถ


CES Journal .. 16 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

อภิปรายผล จากการวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึก ษา ใน สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ดังนี้ 1. จากการศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษา ที่ตั้ง อยู่ใ นเขตพื้ นที ่ก ารศึก ษาประถมศึก ษาเพชรบูร ณ์ เขต 3 จากการวิเ คราะห์ ข้ อ มูล พบว่ า ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ ความสำคัญในเรื ่องด้านปกครองบัง คับบัญ ชาเป็นลำดับ แรก ทั้งนี้เป็นเพราะว่ า การปกครองบังคับบัญชาเป็นสิ่งที่ผู้บริหารจะต้องตระหนักถึง เพราะการปกครองบังคับบัญชานั้นมีผลต่อ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก การปกครองบังคับบัญชานั้น ไม่ใช่เป็นการออกแต่ เพียงคำสั่งเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้ทักษะในการบริหารคน การเรียนรู้คน ความประพฤติ การดูแลทุกข์สุข ตลอดจนการให้ความดีความชอบ การลงโทษ การบรรจุ แต่งตั้งให้ผู้ร่วมงานได้รับความชอบ ความเที่ยงธรรม มีความเป็นผู้นำ ให้ความคุ้ม ครองและรับผิดชอบต่อ การปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับ บัญชา สอดคล้องกับ ณัฎฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2551,น.81) ได้กล่าวถึง แรงจูงใจที่เกิดจากหัวหน้างานหรือผู้บริหาร และผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้อง เป็นสาเหตุแห่งพฤติกรรม หรือการกระทำของผู้ปฏิบัติงาน เช่น นโยบายและการบริหาร การกำหนด เป้าหมายที่เหมาะสมเพื่อเป็นแนวทางให้พนักงานยอมรับ ท้าทาย เฉพาะเจาะจง สามารถวัดได้โดยจะต้องเปิด โอกาสให้บุคคลมีส่วนร่วมในการวางแผน ถ้าบุคคลได้มีส่วนร่วมในการวางแผนงานและกำหนดแนวทางการ ทำงานเอง จะทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะทำงานนั้น และยังสอดคล้องกับเฮอร์เบอร์ก มัสเนอร์ และชไมเดอร์แมน (Herzberg, Mausner, & Snyderman, 1959, pp. 113-115) ได้กล่าวถึง การปกครองบังคับบัญชา ว่าเป็น ความสามารถของผู ้บ ั ง คั บ บั ญ ชาในการให้ ค ำแนะนำด้ า นวิ ช าการ หรื อ ทางเทคนิ ค ในการทำงานแก่ ผู้ใต้บังคับบัญชา ตามหน้าที่และความรับผิดชอบได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างผู้ได้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาที่ดีควรเข้าใจบุคลิกภาพส่วนบุคคลของผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชาจะต้องมีความศรัทธาในความดีของมนุษย์คนแต่ละคนจะมีลักษณะและความสามารถที่แตกต่าง กันไปซึ่งสามารถทำประโยชน์ให้กับกลุ่มและเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่ต้องค้นหาจุดแข็งของบุคคลกรแต่ ละคน และใช้ประโยชน์จากความสามารถของเขาก็พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะเมื่อบุคลากรทำอะไรตามความ สนใจและความชอบของตนเอง เขาก็พยายามทำให้ดีที่สุดและผลตอบแทนที่เขาได้รับคือความพอใจซึ่งถือว่า เป็นเป้าหมายของกลุ่ม 2. จากการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรี ยนเอกชนระดับประถมศึก ษา ใน สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 2.1 ครูโรงเรียนเอกชนที่มีเพศต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับ ประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยภาพรวมไม่ แตกต่างกัน ยกเว้นเรื่องด้านความรับผิดชอบ ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นเพราะว่า บุคคลที่ปฏิบัติงานในองค์การต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีความต้องการที่จะมีความรับผิดชอบ เนื่องจากมีความ


CES Journal .. 17 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

คาดหวั ง ว่ าจะได้ ร ั บ สิ ่ ง ตอบแทนในการปฏิ บ ั ติ ง าน ผู ้ บ ั ง คั บ บั ญ ชาจึ ง ควรให้ อ ำนาจและมอบหมายความ รับผิดชอบให้แก่ ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นเครื่องมือในการจูงใจให้ผู้ปฏิบัติง านได้อ ย่ างมี ประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามการปฏิบัติงานแต่ละคนในองค์การ ย่อมมีแรงจูงใจในการทำงานแตกต่างกันไป ตามเพศ เกณฑ์ความแตกต่างในเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า เมื่อถือความแตกต่างเรื่องนี้เป็นเกณฑ์แล้ว ผู้ที่เป็น เพศชายหรือเพศหญิงจะคิดเหมือนบุคคลที่เป็นเพศเดียวกันทั้งหมดและจะต้องคิดต่างไปจากบุคคลที่มีเพศ ตรงกันข้าม ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็อาจคิดเหมือนกันได้ในบางเรือ่ งและในบาง เรื่องที่ผู้ชายบางคนอาจคิดเหมือนผู้หญิงบางคนได้ แต่เมื่อเทียบฐานะโดยส่วนรวมแล้วบุคคลทั้งสองเพศมีฐานะ ทางวัฒนธรรมและสังคมต่างกัน จึงทำให้มีหลักฐานเชื่อได้ว่าความคิดเห็นของแต่ละเพศได้แยกเป็นสองฝ่ายใน เรื่องใหญ่ๆ ได้หลายเรื่อง ไม่เว้นแต่เรื่องความรับผิดชอบ ซึ่งผลการวิจัยได้พบว่า เพศหญิงมีความรับผิดชอบ มากกว่าเพศชาย สอดคล้องกับงานวิจัยของ พีรพรต หุ่นเจริญ ,2525, (อ้างถึงใน บุญเลิศ สัสดี, 2537, น.17) ได้ทำการวิจัยเรื่องแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า แรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของข้าราชการเพศชายและเพศหญิง ด้านความรับผิดชอบ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ ที่ระดับ .05 และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฒนา ไกลนุกูล 2540, (อ้างถึงใน ดำรง ศรีอร่าม, 2543) ได้ทำการวิจัยเรื่องแรงจูง ใจของข้ าราชการสำนักงานศึก ษาธิการจังหวั ดในภาคใต้ของประเทศไทย พบว่า แรงจูง ใจของข้าราชการที ่มี เ พศต่างกัน ในสภาพการปฏิบ ัติง านด้ านความรับผิดชอบ แตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.2 ครูโรงเรียนเอกชนที่มีอายุต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียนเอกชนระดับ ประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยภาพรวมต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านลักษณะงานที่ทำ ด้านความรับผิดชอบ ด้ า นการยอมรั บ นั บ ถื อ ด้ า นเงิ น เดื อ นและสวั ส ดิ ก าร ด้ า นความสั ม พั น ธ์ ก ั บ เพื ่ อ นร่ว มงาน และด้าน สภาพแวดล้อมการทำงานต่างกัน อย่างมีมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยพบว่าครูโรงเรียนเอกชนที่มีอายุที่ มีอายุมากขึ้น จะมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานมากกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า อายุเป็นปัจจัยที่สำคัญประการ หนึ่งต่อพฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์ เนื่องจากอายุจะเป็นตัวกำหนดหรือเป็นสิ่งที่บ่งบอกเกี่ยวกับความมี ประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ ของบุคคล ดังคำกล่าวที่ว่าผู้ใหญ่อาบน้ำร้อน มาก่อน เกิดมาหลายฝน หรือเรียกคน ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าว่าเด็กเมื่อวานซืน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องบ่งชี้หรือแสดงความคิด ความเชื่อ ลัก ษณะการโต้ตอบต่อ เหตุการณ์ต่างๆที่เ กิดขึ้นของบุคคล คนเราโดยทั่วไปเมื่อ อายุเ พิ่มขึ้น ประสบการณ์สูงขึ้น ความฉลาดรอบคอบก็เพิ่มมากขึ้น วิธีคิดและสิ่งที่สนใจก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งไม่ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ภูมรินทร์ ทวิชศรี (2552) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ความคาดหวังและความพึงพอใจใน การปฏิบัติของพนักงาน บริษัทพรเตอร์แอนด์แกมเบิล แมนูแฟคเจคริ่ง ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ด้านอายุที่แตกต่างกัน มีความหวังในการทำงานไม่แตกต่างกัน


CES Journal .. 18 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

2.3 ครูโรงเรียนเอกชนที่มีระยะเวลาในการปฏิบัตงิ านต่างกัน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01โดยพบว่าครูโรงเรียนเอกชนที่มี ระยะเวลาในการปฏิบัติงานตั้งแต่ 6-10 ปี และตั้งแต่ 11-15 ปี มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานมากกว่าครูโรงเรียน เอกชนที่มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานอื่นๆ ในทุกด้าน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการ การสั่งสมประสบการณ์และความชำนาญ ซึ่งยิ่งถ้าพนักงานมีระยะเวลาในการปฏิบัติงานมากเท่าไหร่ ยิ่งมี ประสบการณ์และความชำนาญมากกว่าคนที่มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานน้อยกว่า อันจะส่งผลต่อแรงจูงใจใน การปฏิบัติงานมากกว่าคนที่มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานน้อยกว่า สอดคล้องกับงานวิจัยของบุษบา รัตนมงคล (2551, น.147) ได้ทำการวิจัยเรื่องแรงจูงใจในการปฏิบัตงิ านของข้าราชการครูโรงเรียนกิ่งอำเภอนิคมพัฒนา พบว่า ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานสูงย่อมรู้ถึงผลของความสำเร็จในงานที่ได้รับมอบหมายและรางวัลที่ ได้รับ ณัฐวุฒิ รสชื่น (2544, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูสำนักงาน การประถมศึกษาอำเภอแก่งแมว จังหวัดจันทบุรี ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาการปฏิบัติงานของข้าราชการครู จำแนกตามประสบการณ์ ในการทำงาน ผลการวิจ ั ยพบว่าแรงจูง ใจในการปฏิ บ ัติง านแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ พรรณี วงค์มณีกิจ (2547, อ้างถึงใน ณิชาติกร มะลิรักษ์, 2551) ได้ทำการ วิจัยเรื่องความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูเอกชนประเภทสามัญศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ระยอง เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ครูเอกชนที่มีประสบการณ์ทำงานต่างกันมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.4 ครูโรงเรียนเอกชนทีม่ ีรายได้ต่างกัน ในภาพรวม มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโรงเรียน เอกชนระดับประถมศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดย ภาพรวมต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านลักษณะงานที่ทำ ด้าน ความรับผิดชอบ ด้านการยอมรับนับถือ ด้านเงินเดือนและสวัสดิการ และด้านปกครองบังคับบัญชาต่างกัน อย่างมีมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ อรรถพล สีหนาจ (2550) ได้ศึกษาเรื่อง แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานองค์การบริหารส่ วนตำบลในเขตอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร พบว่ารายได้ต่อเนื่องมีแรงจูงในใจในการปฏิบัติงาน แตกต่างกัน ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ปัจจัยด้านผลตอบแทน เป็น ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของพนักงานในด้านขวัญ และกำลังใจในการทำงานของพนักงานแต่ละ คน เนื่อ งจากพนัก งานที่ได้ร ับเงินเดือ นและผลประโยชน์ตอบแทน ในการทำงานที่เ หมาะสมกับความ รับผิดชอบของงานย่อมทำให้พนักงานนั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สอดคล้องกับ ประเสริฐ ฉัตรชัยศักดิ์ (2556) ที่กล่าวว่า เงินเดือนและสวัสดิการเป็นรายได้จากเงินเดือนที่ได้รับเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถ และปริมาณงาน สวัสดิการเรื่องการเบิกค่ารักษาพยาบาลและบริการต่างๆมีความเหมาะสม ข้าราชการใน หน่วยงานมีการพูดถึงเรื่องอัตราเงินเดือนที่เป็นธรรม เงินเดือนที่ได้รับเพิ่มขึ้นในแต่ละปี และผลตอบแทนอื่นๆ


CES Journal .. 19 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

มีความเหมาะสม สวัสดิการเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ตัดสินใจทำงานในหน่วยงานนี้ และรายได้ที่ ได้รับ จาก หน่วยงานมีความเหมาะสมกับการดำรงชีวิต ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมี ก ารศึ ก ษาอิ ท ธิ พ ลหรื อ ปั จ จั ย ที ่ ม ี ผ ลต่ อ ความพึ ง พอใจของครูโ รงเรี ย นเอกชนระดับ ประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 เพื่อนำไปสร้างสมการ ทำนายความผาสุกในการทำงานของบุคลากร นอกจากนี้ควรมีการจัดสวัสดิการให้มากขึ้น และจัดสรรบุคลากร ให้เพียงพอ และเหมาะสมกับงาน 2. ควรทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความพึงพอใจของผู้บริหารที่มีต่อการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ ของครูโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึก ษาเพชรบูรณ์ เขต 3 เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขปัญหาในด้านการให้บริการให้มีคุณภาพมากขึ้นเพื่อ ให้ผู้รับบริการมี ความพึงพอใจดียิ่งขึ้นและสูงสุด 3. ควรศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพของครู โรงเรียนเอกชน ระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ในแต่ละ กลุ่มสาขาวิชาว่ากลุ่มใด มีความพึงพอใจระดับใด สูง หรือต่ำ มีความแตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ได้ ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงที่ครอบคลุม และควรทำการศึกษาหลังจากได้ดำเนินการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ ข้างต้นแล้วในระยะต่อไป 4. ควรมีการประเมินความพึงพอใจที ่มีผลต่อผลการปฏิบั ติงานให้ม ีประสิทธิภาพของครูโรงเรียน เอกชน ระดับประถมศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 เพื่อนำ ผลที่ได้ไปกำหนดนโยบายในการปรับปรุงและพัฒนาองค์การต่อไป รายการอ้างอิง ชมรมเพื่อสิทธิและสวัสดิการของครูเอกชน. (2557, 20 สิงหาคม). บทบาทครูเอกชนในยุคปฏิรูปการศึกษา. สืบค้นจาก https://web.facebook.com/search/top ดำรงค์ ศรีอร่าม. (2543). ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนกับแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานของครูผสู้ อนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 12 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. ฒนา ไกลนุก ูล. (2540). แรงจู งใจของข้าราชการสำนักงานศึกษาธิก ารจัง หวัดในภาคใต้ ของประเทศไทย (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต).สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ สำนักหอสมุด ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์. (2551). พฤติกรรมองค์การ. กรุงเทพฯ: บริษัท วี.พริ้นท์.


CES Journal .. 20 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ณัฐวุฒิ รสชื่น. (2544). ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ แก่ง แมว จัง หวัดจันทบุรี (วิท ยานิพ นธ์ม หาบัณฑิต).กรุง เทพฯ: มหาวิท ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. บุษบา รัตนมงคล. (2551).แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการครูโรงเรียนกิ่งอำเภอนิคมพัฒนา (งานนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). ชลบุร:ี มหาวิทยาลัยบูรพา. ประเสริฐ ฉัตรชัยศักดิ์. (2556). การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักราชเลขาธิการ: ศึก ษากรณีแรงจูง ใจ. หลัก สูตรนัก บริห ารการทูตสถาบั นการต่ างประเทศเทวะวงศ์ วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ. พรรณี วงค์มณีกิจ. (2547). ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของครูเอกชนประเภทสามัญศึกษา ในสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาระยอง เขต 1 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). ชลบุร:ี มหาวิทยาลัยบูรพา. พีรพรต หุ่นเจริญ. (2525). ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการมหาวิทยาลัย (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. ภูมรินทร์ ทวิชศรี. (2552). ความคาดหวังและความพึงพอใจในการปฏิบัตงิ านของพนักงานบริษัท บริษัทพรอค เตอร์ แอนด์ แกมเบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (การค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุร.ี มนสิงห์ ไกรสมมุข. (2552). แรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของครูในโรงเรียน คาทอลิก สังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ(วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วีระยุทธ์ ชาตะกาญจน์. (2552). เทคนิคการบริหารสาหรับนักบริหารการศึกษา มืออาชีพ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน อรรถพล สีหนาจ. (2550). แรงจูงใจในการปฏิบัตงิ านของพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอ เมืองยโสธร จังหวัดยโสธร (วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต). ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น. อุทัย บุญประเสริฐ. (2545). การบริหารจัดการสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Herzberg, F., Mausner B. and Snyderman B. (1959). The Motivation to Work. (2nd ed.). New York : John Wiley and Sons.


CES Journal .. 21 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….


CES Journal .. 22 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

การบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโตและการเห็นคุณค่าในตนเอง Youth Development Curriculum Management on Growth Mindset & Self-Esteem ศิริภพ โสมาภา* Siripop Somapa กล้า ทองขาว** Kla Tongkow บทคัดย่อ การวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์เพื่ อศึ กษาความเหมาะสม และประสิทธิผลของกระบวนการบริห ารหลักสูตรฝึกอบรม เยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods) โดยการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญ และทีมงานผูฝ้ ึกอบรมเยาวชน เกี่ยวกับกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน สัมภาษณ์แ ละ สอบถามผู้ปกครองและเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกอบรม เกี่ยวกับประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ด้าน แนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และทีมงาน เกี่ยวกับกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกั บ แนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญและทีมงานผู้ฝึกอบรม โดยภาพรวมมีความเหมาะสม โดย ขั้นตอนที่มีความเหมาะสมมากลำดับแรก คือ ด้านการวางแผน ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการบริหารหลักสูตร รองลงมาคือ ด้านดำเนินการบริหารหลักสูตร ด้านการกำกับติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้า และนิเทศการบริหารหลักสูตร และด้านการ ประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ตามลำดับ ส่วนด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงการบริหาร หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ผู้เชี่ยวชาญและทีมงานผู้ฝึกอบรม เห็นว่าควรให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น 2) ผลการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง และเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับประสิทธิผลของการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ด้านแนวคิดเติบโต และด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง โดยภาพรวมมีประสิทธิผลมาก ส่วนการสอบถามผู้ปกครองเกี่ย วกั บ ประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ด้านแนวคิดเติบโตของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (Mean = 3.96) และด้านการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (Mean = 4.06) และจากการสอบเยาวชนเกี่ยวกับ ประสิ ท ธิ ผ ลของกระบวนการบริ ห ารหลั กสู ต รฝึ กอบรมเยาวชน ด้ านแนวคิ ด เติ บ โตของเยาวชน มี ค ่ าเฉลี ่ ย ระดั บ มาก (Mean = 3.91) และด้านการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (Mean = 3.56)

คำสำคัญ : การบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน แนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง * นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ** รองศาสตราจารย์ และปริญญาเอก อาจารย์ที่ปรึกษา


CES Journal .. 23 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6……. Abstract The purpose of this research is to study the suitability and effectivenesses of youth development curriculum management on growth mindset and self-esteem. This is a mixed-method research by interviewing group of experts and group of instructors for suitability of youth development curriculum management and by interviewing & enquiring group of parents and students who attended the curriculum for effectivenesses of the curriculum. Data analysis using content analysis and statistic used are mean and standard deviation. The findings are as follows: 1. The overall opinions of experts and instructors towards the youth development curriculum management on growth mindset and self-esteem are suitable. The suitability processes of curriculum management are ranked into this order : Curriculum Planing, Curriculum implementation, Curriculum supervision, and Curriculum evaluation respectively. The least suitable process from experts and instructors opinion is Curriculum feedback. 2. The overall and each aspects of parents and student opinions towards effectiveness of youth development curriculum management on growth mindset and self-esteem are high. Questionnaire analysis regarding effectiveness of youth development curriculum management on growth mindset from parents are high (Mean = 3.96) and on self-esteem are high (Mean = 4.06). Questionnaire analysis regarding effectiveness of youth development curriculum management on growth mindset from students are high (Mean = 3.91) and on self-esteem are high (Mean = 3.56).

Keywords: youth development curriculum management, growth mindset, self-esteem ที่มาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2545 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2553 (ฉบับที่ 3) มาตรา 22 ระบุไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างสร้างสรรค์ มีวิจ ารณญาณ และคิ ดอย่างเป็ นระบบ เพื่อ นำไปสู่ก ารสร้างองค์ความรู้ ที่ส ำคัญ ผู้เ รียน มีจ ุดมุ่ง หมาย ที่สามารถตัดสินคุณค่าในตนเองตามความรู้สึกเป็นการยอมรับ มีอำนาจในการควบคุมตนเองด้วยความเชื่อมั่น ความหวังและความกล้าหาญเมื่อบุคคลตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของตนเองก็จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพ


CES Journal .. 24 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ในการทำงานสามารถชนะปัญหาและอุปสรรคไปสู่จุดหมายที่ต้องการยอมรับตนเอง (Coopersmith, 1984; วิโรจน์ ประสิทธิ์วรนันท์, 2550; ชัยวัฒน์ วงศ์อาษา, 2556) ซึ่งนักการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับการเห็นคุณค่า ในตนเองโดยกล่าวถึงความสำเร็จของการศึกษาที่ต้องการก่อให้เกิดการเรียนรู้ตามความคาดหวังของสังคม การสร้างประชากรที่สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบสอง พ.ศ. 2560–2564 เพื่อการเตรียมพร้อม ด้าน กำลังคนและการเสริมสร้างศักยภาพของประชากร ในทุกช่วงวัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของ ประเทศ โดยพั ฒ นาคนให้ เ หมาะสมตามช่ ว งวั ย เพื ่ อ ให้ เติ บ โตอย่ า งมีค ุ ณ ภาพ มี ค ุ ณ ธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย และมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม และเตรียมความพร้อมของกำลังคนด้านวิทยาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใน อนาคต ตลอดจนการยกระดับคุณภาพการศึกษา สู่ความเป็นเลิศ เบื้องต้นยังพบปัญหาเยาวชนไทยมีทักษะกระบวนการคิดผ่านระบบการศึกษาอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลกระทบต่อ การพัฒนาประเทศอย่างมาก โดย กลิ่น สระทองเนียม (2556) มองว่าการจัดการศึกษาที่ผ่านมาผลที่เกิดขึ้นยัง อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ชูศักดิ์ ประเสริฐ (2556) ยอมรับว่าการเรียนการสอนแบบที่เรียนแต่ในห้อง ท่องจำหนังสือแบบ นกแก้วนกขุนทอง เพียงเพื่อนำไปสอบแข่งขันเลื่อนขั้นสูงขึ้น นอกจากไม่เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงที่สามารถ นำมาปฏิบัติ นำมาใช้ในชีวิตได้แล้ว ยังสร้างความเห็นแก่ตัว ที่จะต้องเป็นผู้ชนะในลู่แข่งขันทางการศึก ษา จึง เกิดภาวะที่เรียนหนังสือจนไม่รู้จักมนุษย์ ไม่รู้จักโลก ขนาดเรียนหนักจากห้องเรียนแล้วก็ยังต้องไปกวดวิชา เพิ่มเติมอีก เป็นความทุกข์ที่เกิดจากการศึกษากันทั่วบ้านทั่วเมือง จากที่กล่าวมาข้างต้นคือความจริงที่เป็น ปัญ หาของการศึกษาไทยในปัจจุบัน ซึ่ง ทางผู้วิจัยเองก็เห็ นด้วยอย่างยิ่งกับปัญหาดัง กล่าว มีคำกล่าวให้ ความหมายของการศึกษาไว้ว่า “การศึกษาคือการจุดประกายความคิดไม่ใช้แค่การบอกความรู้อะไรลง สมอง” การศึกษาไทยในปัจจุบันเป็นเช่นนั้น คือให้ผู้เรียน เรียนโดยรับความรู้ เนื้อหา สูตรต่างๆ นำไปพักไว้ ในหัวเพียงเพื่อรอวันสอบ แต่หลังจากสอบเสร็จแล้วความรู้ที่ว่านั้นก็ไม่รู้หายไปไหน ไม่มีการตกผลึกทาง ความคิด ไม่มีการสร้างสรรค์และจินตนาการ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างเร่งด่วน ถ้าปล่อยไว้เรื้อรังผลที่ได้นับวันจะตกต่ำลงเรื่อยๆ ผู้วิจัยในฐานะผู้อำนวยการ สถาบัน SMART-I CAMP เชื่อว่าการให้เ ยาวชนได้เห็นคุณค่าในตนเอง เพื่อนำไปสู่การพัฒ นาแนวคิด ของ เยาวชนเอง โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนที่มุ่งพัฒนาการเห็นคุณค่าใน ตนเองและแนวคิดเติบโตไปสู่ความสำเร็จของการศึกษาเรียนรู้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์การจัด การศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาชาติ และสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในชีวติ จริง


CES Journal .. 25 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ปรับตัวเองให้เข้ากับสังคม มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ให้พร้อมสำหรับอนาคตข้างหน้า สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุขในโอกาสต่อไป คำถามของการวิจัย การบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโตและการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน มีกระบวนการที่มีความเหมาะสม หรือไม่ และมีประสิทธิผล มากน้อยเพียงใด วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง 2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ขอบเขตของการวิจัย ผู้วิจัย ได้กำหนดขอบเขตวิจัย ดังนี้ 1. ขอบเขตของเนื้อหา การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มุ่งศึกษากระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน และประสิทธิผลกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิ ดเติบโต และการเห็นคุณค่ า ในตนเอง 2. ขอบเขตพื้นที่ทำการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ได้ดำเนินการวิจัยในพื้นที่สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ซึ่งผู้วิจัยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่า ในตนเองให้สอดคล้องกับบริบทของสังคม และความต้องการของผู้ปกครองเยาวชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย 3. ขอบเขตประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ความเหมาะสมของกระบวนการ บริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง 2) ทีมงานผูฝ้ ึกอบรมเยาวชน จำนวน 3 คน เพื่อให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ความเหมาะสมของ กระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง


CES Journal .. 26 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

3) เยาวชนที่เข้ารับการฝึกอบรมกับสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP จำนวน 475 คน เพื่อให้ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ความเหมาะสมของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิ ด เติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง 4) ผู้ปกครองของเยาวชนที่เข้ารับการฝึกอบรมกับสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP จำนวน 475 คน เพื่อให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ความเหมาะสมของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน เกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง 3.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ความเหมาะสมของกระบวนการ บริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง 2) ทีมงานผูฝ้ ึกอบรมเยาวชน จำนวน 3 คน เพื่อให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ความเหมาะสมของ กระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง 3) เยาวชนที่เข้ารับการฝึกอบรมกับสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP จำนวน 217 คน โดย การคำนวณหาจำนวนกลุ่มตัวอย่าง จากสูตร Yamane (1970 อ้างถึงใน ผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์, 2546) 4) ผู้ปกครองของเยาวชนที่เข้ารับการฝึกอบรมกับสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP จำนวน 217 คน โดยการคำนวณหาจำนวนกลุ่มตัวอย่าง จากสูตร Yamane (1970 อ้างถึงใน ผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์, 2546) 4. ขอบเขตตัวแปร ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ 4.1 กระบวนของการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็น คุณค่าในตนเอง ประกอบด้วย 1) การวางแผน ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการบริหารหลักสูตร 2) การดำเนินการบริหารหลักสูตร 3) การกำกับติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้า 4) การประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน 5) การให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน 4.2 ประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรม ด้านแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่า ในตนเอง ประกอบด้วย


CES Journal .. 27 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

1) การเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน 2) แนวคิดเติบโตของเยาวชน กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรฝึกอบรม ของ Ornstein and Hunkins (1998) และศิ ร ิ ช ั ย กาญจนวาสี (2552) การฝึ ก อบรมเยาวชน ของ Wexley & Latham (1991) การเห็ น คุ ณ ค่ า ในตนเอง ของ Cooper smith (1984) และการพั ฒ นาแนวความคิ ด ของ Carol Dweck (2006) เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ดังนี้ กระบวนการบริหารหลักสูตรฝึ กอบรม เยาวชน การวางแผน ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลการบริหาร การดําเนินการบริหาร ทีมงาน SMART-i-

ตรวจสอบและนิเทศการ ประเมินผลการใช้ หลักสูตร

ผู้เชี>ยวชาญ หลักสูตร

การให้ข้อมูลย้อนกลับ ประสิทธิผลการบริหารหลักสูตร ฝึ กอบรมเยาวชน ที่มา Ornstein and Hunkins (1998) และศิริชัย กาญจนวาสี (2552) การฝึกอบรมเยาวชน ของ Wexley & Latham (1991) การเห็ น คุ ณ ค่ า ในตนเอง ของ Cooper smith (1984) และการพั ฒ นา แนวความคิด ของ Carol Dweck (2006) สรุปผลวิจัย 1. ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและทีมงานผู้ฝึกอบรมเกี่ยวกับกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรม เยาวชนด้านแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญและทีมงานผู้ฝึกอบรม โดย ภาพรวมมีความเหมาะสม โดยขั้นตอนที่มีความเหมาะสมมากลำดับแรก คือ ด้านการวางแผน ศึกษา วิเคราะห์


CES Journal .. 28 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ข้อ มูล สำหรับ การบริ หารหลัก สู ตร รองลงมาคื อ ด้านดำเนินการบริห ารหลัก สูตร ด้านการกำกับติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้า และนิเทศการบริหารหลักสูตร และด้านการประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรม เยาวชน ตามลำดับ ส่วนด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงการบริหารหลักสูตรฝึกอบรม เยาวชน ผู้เชี่ยวชาญและทีมงานผู้ฝึกอบรม เห็นว่าควรให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาความเหมาะสม ของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง แต่ละ ด้านพบว่า ด้านการวางแผน ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลการบริหารหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ และทีมงาน ส่วนใหญ่ให้ ทัศนะเกี่ยวกับกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ว่า “สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ได้ ดำเนินการวางแผนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ตามองค์ประกอบของหลักสูตรการฝึกอบรมไว้ใน เอกสารหลักสูตรมีครบแล้ว ตั้งแต่ความนำ วิสัยทัศน์ สมรรถนะที่สำคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โครงสร้าง หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน หน่วยการเรียนรู้ที่กำหนดในหลักสูตร และสัดส่วนระยะเวลาเข้ารับการอบรม และ รายละเอียดกิจกรรมตามเนื้อหาในหลักสูตร เป็นต้น และเพื่อเสริมให้ด้านการวางแผน ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล การบริห ารหลักสูตรฝึกอบรมสมบูรณ์ยิ่ง ขึ้น สำหรับ วัตถุป ระสงค์จ ำเป็นต้อ งระบุเป้าหมายที่มุ่ง ให้เกิด กระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนที่เน้นแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน อีกทั้งตัวหลักสูตรจำเป็นต้องระบุ Output Outcome จากการสังเกตพฤติกรรมเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกอบรม ไว้อย่างชัดเจน” ด้านการดำเนินการบริหารหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ และทีมงาน ส่วนใหญ่ให้ทัศนะเกี่ยวกับกระบวนการ บริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ว่า “สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ได้กำหนดแนวทางพัฒนาผู้เข้ารับ การฝึกอบรม กิจกรรมในกระบวนการพัฒนาผู้เข้ารับการฝึกอบรม และตารางกิจกรรมฝึกอบรม ตามแผนภูมิ โครงสร้างหลัก สูตรของการดำเนินการบริห ารหลัก สูตรของสถาบันการศึ กษา SMART-i CAMP และทาง สถาบันการศึก ษา SMART-i CAMP ได้ก ำหนดรายละเอียดหน่ วยการเรี ยนรู้ แผนการจัดการ แนวทาง กระบวนการพัฒนา การกำหนดคุณสมบัติวิทยากรผู้ให้การฝึกอบรม วิธีการประเมินแบบกว้าง และหน่วยการ เรียนรู/้ กิจกรรมที่เยาวชนจะเข้าร่วมฝึกอบรม ทั้ง 60 ชั่วโมง ไว้ดีแล้ว และเพื่อเสริมให้ด้านการดำเนินการ บริหารหลักสูตรมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดวิธีการวัดและประเมินจำเป็นต้องเพิ่มความเป็น ปรนัย ระบุตัวชี้วัดที่สะท้อนพฤติกรรมตามแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน ระบุไว้ใน ภาคผนวก เป็นต้น” ด้านการกำกับติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้า และนิเทศการบริหารหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ และ ทีมงาน ส่วนใหญ่ให้ทัศนะเกี่ยวกับกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึก อบรมเยาวชน ว่า “สถาบันการศึก ษา SMART-i CAMP ได้กำหนดแนวทางในการกำกับติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้าการร่วมกิจกรรมต่างๆของ เยาวชน แต่ละหน่วยการเรียนรู้ อีกทั้งยังได้กำหนดเครื่องมือประเมินวิทยากรโดยผู้บริหารสถาบัน เครื่องมือ ประเมินกิจกรรมของค่ายโดยผู้ปกครอง และแนวทางการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เป้าหมายของสถาบัน


CES Journal .. 29 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ฝึกอบรมให้ทีมงานไว้เรียบร้อยแล้ว หากแต่ขั้นตอนการประสานงาน อำนวยการ และควบคุมการใช้หลักสูตร กับทีมงาน และเครื่องมือประเมินกิจกรรมของค่ายโดยผู้ปกครอง และเพื่อเสริมให้ด้านกระบวนการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้า และนิเทศการบริหารหลักสูตรมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากแต่ในหลักสูตร ฝึกอบรมของสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP จำเป็นต้องระบุลกั ษณะแผนงานการบริหารทีมงานผู้ฝกึ อบรม ทั้งการกำหนดการประชุม เครื่องมือประเมินวิทยากรผู้ให้การฝึกอบรม เครื่องมือประเมินกิจกรรมแต่ละหน่วย โดยผู้ปกครอง รวมถึงการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เป้าหมายของสถาบันฝึกอบรมให้ทีมงาน เป็นต้น” ด้านการประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ผู้เชี่ยวชาญ และทีมงาน ส่วนใหญ่ให้ทัศนะ เกี่ยวกับกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ว่า “สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ได้กำหนดการ ประเมินความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรม ดังเช่น แบบ 2.1 หรือใช้รหัส แบบ ปผ. 2.1 ซึ่ง พบว่า การกำหนดแบบฟอร์มการประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ถึงแม่มีการกำหนดไว้ในแต่ละ หน่วยการเรียนรู้ หากแต่ในหลักสูตรฝึกอบรมของสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP จำเป็นต้องระบุเครื่องใน การวัด และประเมินผลเชิงพฤติกรรมที่เกิดกับเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกอบรม เป็นตามจุดประสงค์ของหลักสูตรที่ มุ่งให้เกิด สามารถสะท้อนแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน ที่เป็นมาตรฐานสำหรับ ประเมินเชิงพฤติกรรมของเยาวชน ทั้งก่อน และหลังเข้ารับการฝึกอบรมของเยาวชน” ด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ผู้เชี่ยวชาญ และทีมงาน ส่วนใหญ่ให้ทัศนะเกี่ยวกับกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ว่า “สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ได้กำหนดการประเมินแบบประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมของเยาวชน ในแต่หน่วย การเรีย นรู ้และโดยรวม อี ก ทั ้ ง มีแ บบฟอร์ ม องค์ ป ระกอบกับ การตรวจสององค์ ป ระกอบหลั ก สูตรของ สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP และการประเมิ นความพึงพอใจของผู้ปกครอง และเยาวชนผู้ เข้าร่วม ฝึกอบรม หากแต่การมีส่วนที่ผู้ปกครองให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงเกีย่ วกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ที่จะช่วยให้ข้อมูลการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ที่เป็นเครื่องสะท้อน เจตนาของการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนของสถาบันการศึก ษา SMART-i CAMP อีก ทั้งเมื่อมีการ ประเมินองค์ประกอบของหลักสูตรฝึกอบรม โดยผู้เชี่ยวชาญในเล่มหลักสูตร จำเป็นต้องกำหนดรายละเอียด เนื้อหาที่สอดคล้องกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ตามเจตนาของสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP อีกทั้งการให้ระดับการประเมินจำเป็นต้องมีความชัดเจนของผลที่ต้องประเมิน เช่น ค่าเฉลี่ย หรือร้อย ละ และอาจต้องอธิบายละเอียดของระดับการประเมินแต่ละค่า เพื่อนำไปสู่มาตรฐานตัวชี้วัดการประเมินจากผู้ มีส่วนเกี่ยวข้อง” 2. ผลการสัมภาษณ์ผู้ปกครองและเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับประสิทธิผลของการบริหาร หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนด้านแนวคิดเติบโต และด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง โดยภาพรวมมีประสิทธิผลมาก จากการสอบถามผู้ปกครองเกี่ยวกับประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ด้านแนวคิดเติบโตของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยเป็นรายข้อ พบว่า


CES Journal .. 30 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ลำดับแรก คือ เยาวชนจะหาโอกาสที่จะพัฒนาความสามารถของตนเอง รองลงมา สามารถดำรงชีวิตอยู่ใน สังคมได้อย่างมีความสุข มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ให้พร้อมสำหรับอนาคตข้างหน้า เยาวชนสามารถแสดงออกที่จะ ค้นหาความถนัดของตนเอง เยาวชนมีความกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอย่างสร้างสรรค์ เยาวชนมีความสนใจที่จะ เรียนรู้ และค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมเพื่อนและครอบครัว เยาวชนมีวินัยใน การปฏิบัติด้วยตนเอง และเยาวชนมีความสนุกในความพยายามของตนเอง ระดับมาก ตามลำดับ และด้านการ เห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยเป็นรายข้อ พบว่า ลำดับแรก คือ เยาวชนมีความสนใจที่จะเรียนรู้ และค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ รองลงมา เยาวชนจะหาโอกาสที่ จะพัฒนาความสามารถของตนเอง เยาวชนมีความกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอย่างสร้างสรรค์ เยาวชนมีความ สนุกในความพยายามของตนเอง พยายามหาวิธีแก้ปัญหา เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้น สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับ สังคมเพื่อนและครอบครัว เยาวชนมีวินัยในการปฏิบัติด้วยตนเอง อยู่ในระดับมาก สามารถดำรงชีวิตอยู่ใน สังคมได้อย่างมีความสุข ยอมรับความที่ผิดพลาดของตนเอง และใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการเผชิญปัญหาอย่าง มั่นใจ ระดับมาก ตามลำดับ และจากการสอบถามเยาวชนผู้เข้ารับการฝึกอบรม เกี่ยวกับประสิทธิผลของกระบวนการบริหาร หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ด้านแนวคิดเติบโตของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยจากมาก ไปน้อยเป็นรายข้อ พบว่า ลำดับแรก คือ เยาวชนมีความสนใจที่จะเรียนรู้ และค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ รองลงมา เยาวชนจะหาโอกาสที่จะพัฒนาความสามารถของตนเอง เยาวชนมีความกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์ เยาวชนมีความสนุกในความพยายามของตนเอง พยายามหาวิธีแก้ปัญหา เมื่อมีอุปสรรค เกิดขึ้น สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมเพื่อนและครอบครัว เยาวชนมีวินัยในการปฏิบัติด้วยตนเอง สามารถ ดำรงชีวิตอยูใ่ นสังคมได้อย่างมีความสุข ยอมรับความที่ผิดพลาดของตนเอง และใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการเผชิญ ปัญหาอย่างมั่น ใจ ระดับมาก ตามลำดับ และด้านการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยเป็นรายข้อ พบว่า ลำดับแรก คือ ตนเองชอบเข้าร่วมร่วมกิจกรรมต่างๆที่ ตนเองสนใจ รองลงมา มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก รู้และเข้าใจข้อดี – ข้อเสียของตนเอง ยอมรับ และบอกถึงสามารถของตัวเองได้ เมื่อตนเองกระทำพลาดจะพยายามปรับปรุงแก้ไข ในครั้งต่อไป เห็นว่าตนเอง มีคุณค่าต่อครอบและสังคม และมีความรับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้น ระดับมาก ตามลำดับ


CES Journal .. 31 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

อภิปรายผล ผลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานของสถาบันการศึกษา SMART-I CAMP เกี่ยวกับความ เหมาะสมกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่า ในตนเอง รวมทั้งจากการสัมภาษณ์และการสอบถามผู้ปกครอง และเยาวชน ผู้เข้ารับการฝึกอบรมกับสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP เกี่ยวกับประสิทธิผลกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ผู้วิจัยนำประเด็นสำคัญๆมาอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 เพื่อศึกษาความเหมาะสมกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน เกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ผลจากการสั ม ภาษณ์ ผ ู ้ เ ชี ่ ย วชาญ ที ม งานของสถาบั นการศึ ก ษา SMART-I CAMP พบว่ า กระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ในทัศนะ ของผู้เชี่ยวชาญและทีมงานผู้ฝึกอบรม โดยภาพรวมมีความเหมาะสม โดยขั้นตอนที่มีความเหมาะสมมากลำดับ แรก คือ ด้านการวางแผน ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการบริหารหลักสูตร รองลงมาคือ ด้านดำเนินการ บริหารหลักสูตร ด้านการกำกับติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้า และนิเทศการบริหารหลักสูตร ด้านการ ประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน และด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงการ บริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ตามลำดับ ทั้งนี้ยังพบว่า กระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน เกี่ยวกับแนวคิดเติบ โต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ด้านการวางแผน ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลการบริห าร หลักสูตร ทางสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ได้ดำเนินการวางแผนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ตามองค์ประกอบของหลักสูตรการฝึกอบรมไว้ในเอกสารหลักสูตรมีครบแล้ว ตั้งแต่ ความนำ วิสัยทัศน์ สมรรถนะที่สำคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ โครงสร้างหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน หน่วยการเรียนรู้ที่กำหนด ในหลักสูตร และสัดส่วนระยะเวลาเข้ารับการอบรม และรายละเอียดกิจกรรมตามเนื้อหาในหลักสูตร เป็นต้น หากแต่ผู้วิจัยมองว่า ในส่วนของสมรรถนะสำคัญผู้เข้ารับการอบรมเน้นแนวคิดการเติบโตแบบองค์รวม กับ คุณลักษณะที่พึงประสงค์จำเป็นต้องให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าใน ตนเองของเยาวชน สอดคล้องกับผลการศึกษาของ บุญเกิด กลมทุกสิ่ง (2557) ศึกษาการพัฒนาหลักสูตร ฝึ ก อบรมภาษาอัง กฤษสำหรับ ผู ้ บ ริ ห ารสถานศึก ษาขั้ น พื ้น ฐาน สั ง กั ดสำนัก งาน เขตพื ้ น ที่ ก ารศึก ษา ประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา มีหลักการ เนื้อหา วิธีการฝึกอบรม สื่ออุปกรณ์ เนื้อหาหลักสูตร สำหรับนำเสนอผลงาน และผลการประเมิน มีสอดคล้องความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาขัน้ พื้นฐาน สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 ดังแนวคิดของ บีช และไรน์ฮาร์ทซ์ (Beach and Reinhartz, 2000) ได้เ คยกล่าวไว้ว่า ผู้ฝ ึก อบรมทุก คนไม่จำเป็นต้อ งเริ่มต้นวางแผนการจัด ฝึกอบรมด้วยการกำหนดจุดประสงค์การฝึกอบรมเหมือนกัน บางคนอาจเริ่มต้นจากการคิดหาเทคนิคการ


CES Journal .. 32 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

จัดการฝึกอบรม หรือเริ่มตนจากการประเมินการเรียนรู้ขึ้นกับประสบการณ์และความเชื่อเกี่ยวกับการจัด ฝึกอบรมของผู้ฝึกอบรมแต่ละคน ด้านการดำเนินการบริห ารหลัก สูตร พบว่า สถาบันการศึก ษา SMART-i CAMP ได้ก ำหนด แนวทาง กระบวนการพัฒนาผู้เข้ารับการฝึกอบรม สื่อและแหล่งเรียนรู้ และตารางกิจกรรมฝึกอบรม ไว้อย่าง เหมาะสมระดับมาก หากแต่ผู้วิจัยมองว่า ในส่วนของคุณสมบัติวิทยากรผู้ให้การฝึกอบรมและผู้เชี่ยวชาญตรวจ หลักสูตรในสายงานที่เกีย่ วกับการฝึกอบรมแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองจะเป็นเสริมการพัฒนาที่ สำคัญ จิราภรณ์ เกตุแก้ว (2559) ศึกษาการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ สำหรับ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผลการศึกษาพบว่า หลักสูตรฝึกอบรมเพื่อ เสริมสร้างจิตสาธารณะของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีกระบวนการ ดำเนินการฝึกอบรมที่ความเหมาะสมระดับมาก ดังแนวคิดของ ศิรินิรันดร์ ปัญญาพูนตระกูล (2555) ระบุว่า วิทยากรถือเป็นองค์ประกอบของการจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรม โดยอาจเชิญมาเป็นผู้ถ่ายทอด หรือช่วยให้ เกิดการเรียนรูใ้ นหัวข้อวิชานั้น ๆ ด้ า นการกำกั บ ติ ด ตาม ตรวจสอบความก้ า วหน้ า และนิ เ ทศการบริ ห ารหลั ก สู ต ร พบว่า สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ได้มีการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เป้าหมายของสถาบันฝึกอบรมให้ ทีมงาน ติดตามประเมินกิจกรรมของค่ายโดยผู้ปกครอง และมีประสานงาน อำนวยการ และควบคุมการใช้ หลักสูตร เพื่อ สร้างกำลังใจให้กับทีมงานมาโดยตลอด ซึ่ง ความเหมาะสมระดับมาก หากแต่ผู้วิจัยมองว่า ในส่วนของประเมินวิทยากรโดยผู้บริหารสถาบัน ยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานตัวชี้วัดเพื่อการประเมินวิทยากรเป็น รายบุคคล สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Muller and Dweck (1998) เกี่ยวกับผลจากคำชมเชยที่ก่อให้เกิด แนวความคิดที่แตกต่างกันในนักเรียนเกรด 5 ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มนักเรียนที่ได้รับคำชมเชยในความ พยายาม จะมีทัศนะต่อความยากและจะใช้ความพยายามแก้ปัญหาได้ดีขึ้น ดังแนวคิดของ วัชรี บูรณสิงห์ (2544) ได้กล่าวว่า ติดตามผลการดำเนินการตามโครงการนั้น ผู้บริหารโครงการฝึกอบรม ควรได้ติดตามผลว่า ผลผลิตของหลักสูตรได้นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนหรือฝึกอบรมนี้ไปใช้บ้างหรือไม่ ใช้ แล้วได้ผลมากน้อยเพียงใด เพื่อนำผลไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนากระบวนการบริหารหลักสูตรต่อไป ด้านการประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน พบว่า สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ได้มีการประเมินความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมแต่หน่วยการเรียนรู้โดยครูผู้ให้การ ฝึกอบรม ซึ่งความเหมาะสมระดับมาก หากแต่ผู้วิจัยมองว่า ในส่วนของเครื่องมือที่ใช้ประเมินผลการฝึกอบรม มาตรฐาน และตัวชี้วัดของหลั กสูตร ยั ง ไม่ได้เน้นตัวชี้วัดด้ านแนวคิดเติบโต และการเห็นคุ ณค่าในตนเอง เชิงพฤติกรรมของเยาวชน สอดคล้องกับผลการศึกษาของ จิราภรณ์ เกตุแก้ว (2559) ศึกษาการพัฒนาหลักสูตร ฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ สำหรับนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผล การศึกษาพบว่า การวัดและการประเมินผลหลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมาก ซึ่ง วัชรี บูรณสิงห์ (2544)


CES Journal .. 33 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ได้ก ล่าวว่า การประเมินผลการใช้ห ลักสูตร ควรพิจ ารณาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ก ารประเมินข้อมูลนำเข้า (Input) การประเมินกระบวนการ (Process) และการประเมินผลผลิต (Output) ด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน พบว่า สถาบันการศึก ษา SMART-i CAMP ได้ม ีก ารสำรวจความพึง พอใจของผู้ป กครอง และเยาวชนผู้เ ข้าร่วม ฝึกอบรม ประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมของเยาวชน แต่หน่วยการเรียนรู้ไว้อย่างเหมาะสมระดับมาก และยังต้องเสริมตัวชี้วัดที่สะท้อนแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ และ จัดทำระบบสารสนเทศเพื่อการนำผลการประเมินไปพัฒนา และรายงานผลการดำเนินงาน/พัฒนาอันจะช่วยให้ มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับผูป้ กครองเยาวชนได้มากขึ้น อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญและทีมงานผู้ฝึกอบรม เห็นว่า สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ต้องให้ความสำคัญด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการจัดเก็บข้อมูลการ ติดตาม ประเมินผล การจัดกิจกรรมค่ายฝึกอบรมเยาวชนที่ได้จากทีมงานผู้ฝึกอบรม ผู้ปกครอง และเยาวชนผู้ เข้าฝึกอบรม มาใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาปรับปรุงการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน อย่างต่อเนื่อง มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของ บีช และไรน์ฮาร์ทซ์ (Beach and Reinhartz, 2000) ได้กล่าวว่า การ ออกแบบการเรียนรู้ย้อ นกลับ ควรพิจ ารณาถึง (1) เทคนิคการจัดฝึกอบรมและกิ จกรรม (2) ตัวผู้รับการ ฝึกอบรม (3) การวัดและประเมินผล (4) ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและจุดประสงค์การเรียนรู้ (5) ปัจจัยต่างๆ และ (6) เนื้อหาวิชานั้น ๆ 2. วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน เกี่ยวกับแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ผลการสั ม ภาษณ์ ผ ู ้ป กครอง และเยาวชนผู้ เ ข้ ารั บ การฝึ ก อบรมเกี ่ย วกั บ ประสิท ธิผ ลของ การบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ด้านแนวคิดเติบโต และด้านการเห็นคุณค่าในตนเอง โดยภาพรวม มีประสิทธิผลมาก ส่วนการสอบถามผู้ปกครองเกี่ยวกับประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึก อบรม เยาวชน ด้านแนวคิดเติบโตของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก และด้านการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน มี ค่าเฉลี่ยระดับมาก และจากการสอบเยาวชนเกี่ยวกับประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรม เยาวชน ด้านแนวคิดเติบโตของเยาวชน มีค่าเฉลี่ยระดับมาก และด้านการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน มี ค่าเฉลี่ยระดับมาก ทั้งนี้ยังพบว่า ประสิทธิผลของกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชนเกี่ยวกับแนวคิด เติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ด้านคุณลักษณะการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน พบว่า ประสิทธิผล กระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมของสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP เกี่ยวกับการเห็นคุณค่าในตนเอง ของเยาวชน โดยรวมระดับมาก เมื่อพิจารณาระดับความเห็นแต่ละรายละเอียดของประสิทธิผลกระบวนการ บริหารหลักสูตรฝึกอบรมของสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP เกี่ยวกับการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชน ลำดับแรก คือ เยาวชนยอมรับและบอกถึงสามารถของตัวเองได้ รองลงมา เยาวชนสามารถมองด้านดีของ ตัวเอง และใช้คำพูดที่ดีๆ กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ รู้และเข้าใจ ข้อดี – ข้อเสียของตนเองมากขึ้น มีความ เชื่อมั่นในตนเอง ชอบเข้าร่วมร่วมกิจกรรมต่างๆที่ตนเองสนใจ มักให้เวลาและให้โอกาสกับตนเองในการเริม่ ต้น


CES Journal .. 34 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ใหม่เมื่อตนเองรู้สึกพลาดหวัง เคารพและยอมรับการตัดสินใจของผู้อื่น ตามลำดับ สอดคล้องกับผลการศึกษา ของ Mihaela (2014) ได้ศึกษาเรื่อง การเห็นคุณค่าในตนเองและความฉลาดทางอารมณ์ มีผลกระทบต่อ สภาพแวดล้ อ มในการเจริ ญ เติ บ โตของวั ย รุ ่ น (The Effects of the Growth Environment on The Adolescents’ Self-Esteem, General Intelligence and Emotional Intelligence) ผลการวิ จ ั ย พบว่ า วัยรุ่นที่มาจากครอบครัวปกติ มีการเห็นคุณค่าในตนเองสูงกว่าวัยรุ่นที่มาจากสถาบันอื่นให้การอุปการะเลี้ยงดู แต่ไม่สอดคล้องกับผลการศึก ษาของ กิ่งแก้ว ทรัพย์พระวงศ์; ณภัทร วุฒิวงศา; ภรภัทร ชูแข และปิยวุฒิ ศิริมงคล (2559) ศึกษาอิทธิพลของความพึงพอใจในการทำงานและการเห็นคุณค่าในตนเองที่มีต่อความผูกพัน ต่อองค์การเมื่อควบคุมและไม่ควบคุมปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงานโรงแรม ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจใน การทำงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเอง เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2540) ได้เคยกล่าวว่า การเห็นคุณค่าในตนเองนับว่ามีคุณค่าสูงยิ่งเพราะเป็นพื้นฐานของการมองชีวิต สมรรถนะทางด้านสังคมและ อารมณ์เกิดจากการเห็นคุณค่าในตนเอง บุคคลที่เห็นคุณค่าในตนเองสูงจะสามารถเผชิญกับอุปสรรคที่ผ่านเข้า มาในชีวิตสามารถยอมรับ สถานการณ์ที่ทำให้ตนเองรู้สึกผิดหวังและ ท้อแท้ใจด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ด้วยความหวังและความ กล้าหาญ จึงเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมีความสุขสามารถดำเนินชีวิตตามที่ตน ปรารถนาได้อย่างดี ด้านคุณลักษณะความคิดเติบโตของเยาวชน พบว่า ประสิทธิผลกระบวนการบริหารหลักสูตร ฝึก อบรมของสถาบันการศึก ษา SMART-i CAMP เกี่ยวกับ แนวคิดเติบ โตของเยาวชน โดยรวมระดับมาก เมื่อพิจารณาระดับความเห็นแต่ละรายละเอียดของประสิทธิผลกระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมของ สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP เกี่ยวกับแนวคิดเติบโตของเยาวชน ลำดับแรก คือ เยาวชนจะหาโอกาสที่ จะพัฒนาความสามารถของตนเอง รองลงมา สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สนุกในความ พยายามของตนเอง มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ให้พร้อมสำหรับอนาคตข้างหน้า สามารถแสดงออกที่จะค้นหาความ ถนัดของตนเอง กล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอย่างสร้างสรรค์ ชอบที่จะเรียนรู้ และค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ สามารถปรั บ ตั ว เองให้ เ ข้ า กั บ สั ง คมเพื ่ อ นและครอบครั ว ตามลำดั บ สอดคล้ อ งกั บ ผลการศึ ก ษาของ ชนิตา รุ่งเรือง และเสรี ชัดแช้ม (2559) ศึกษาแนวคิดเติบโต แนวทางใหม่แห่งการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ผลการศึก ษาพบว่า แนวคิดเติบ โต มีความสำคัญ และจำเป็นต่อ การพัฒ นาศัก ยภาพของมนุ ษย์ การมี แนวความคิดแตกต่างกันจะส่งผลให้มีคุณลักษณะแตกต่างกันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความพยายาม ทัศนะ ที่มีต่อความล้มเหลว รวมถึงความสามารถในการปรับตัว เป็นต้น สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Gunderson et al. (2013) ที่ศึกษา ประเภทของคำชมเชยของพ่อแม่ที่มีต่อเด็กเล็กสามารถทำนายถึงแนวความคิดของเด็ก ผลการศึกษาพบว่า สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการมีแนวคิดของบุคคล คือ คำชมเชยและการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการ พัฒนาได้ของสมอง จึงถือเป็นแนวทางที่จะทำให้เด็กสามารถพัฒนาตนเอง ให้ประสบความสำเร็จได้ ทั้งการ เรียนการดำรงชีวิต และการทำงานในอนาคตได้ และ King (2012) อธิบายว่า แนวความคิดเติบโตเป็นสิ่งที่มี ความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคน ไม่ใช่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถใน


CES Journal .. 35 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างราบรื่น อันเนื่องมาจากการมีสุขภาพจิตและการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหลายปีต่อมา Murphy and Dweck (2015) ได้กล่าว่า การศึกษาและให้สำคัญกับพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยวิเ คราะห์ถึง แนวคิ ดของผู้ บริโภคเพื ่อ ให้ได้ แนวทางการผลิตสินค้ าและโฆษณาที่สอดคล้อ งกับความ ต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งผู้วิจัยยังพบว่า ความคงทนของแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองของ เยาวชน ยังไม่คงทน โอกาสการร่วมสังเกตพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของเยาวชน รวมทั้งโอกาสให้เยาวชนได้ มีส่วนแสดงความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ให้เกิดกับเยาวชนเป็นรายบุคคล อาจยังต้องเสริม ไว้ในหลักสูตรให้มากขึ้น ดังแนวคิดของ วัชรี บูรณสิงห์ (2544) อธิบายว่า การจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม ต้อง คำนึงถึงความจำเป็นในการฝึกอบรม โดยการพิจาณาให้แน่ใจว่าการฝึกอบรมสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ และ กำหนดวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม โดยเน้นผลของการฝึกอบรมที่สามารถช่วยการแก้ปัญหาได้จริง ซึ่งต่อมา วิชัย วงษ์ใหญ่ (2549) ได้กล่าวว่า หลักสูตรฝึกอบรมเป็นหลักสูตรที่ไม่เป็นทางการ โดยในแต่ละหน่วยฝึกอบรม จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้รับการฝึกอบรม ข้อเสนอแนะของการวิจัย เพื ่ อ ให้ ก ระบวนการบริ ห ารหลั ก สู ต รฝึ ก อบรมเยาวชนเป็ น ไปตามเป้ า หมายการฝึ ก อบรม สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ควรดำเนินการได้แก่ 1) จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ผู้เชี่ยวชาญได้พ ิจารณาเครื ่องมื อวัดและประเมิ นความรู ้ ทักษะ ประสบการณ์ ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิ ดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองที่ชัดของเกณฑ์ก าร ประเมิน ดังนั้น สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ควรมีการสร้างแบบประเมินผลที่สะท้อนตัวชีวัดแนวคิด เติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเอง เพื่อใช้วัดพฤติกรรมก่อนและหลังการฝึกอบรมของเยาวชน

ได้ตรงตาม

เป้าหมายของหลักสูตร 2) จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ทีมงานให้ทัศนะว่าผู้ปกครองจะเป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยสะท้อน เจตนาของการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ดังนั้นทางสถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ควรนำข้อมูล จากการบันทึกกิจกรรมทั้งข้อดี และส่วนข้อบกพร่องของการจัดกิจกรรม และข้อมูลเชิงพฤติกรรมด้านการเห็น คุณค่าตนเอง และแนวคิ ดเติ บ โตของเยาวชน ทั้ง ช่ วงระยะเวลาฝึก อบรมและภายหลั ง ฝึก อบรม มาใช้ ประมวลผล เพื่อที่จะสามารถนำผลการประเมินไปพัฒนากระบวนการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน 3. จากการศึก ษาครั้ง นี ้พบว่า สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP มีก ารจัดทำสอบถามความ พึงพอใจของผู้ปกครอง และเยาวชนผู้เข้าร่วมฝึกอบรม หากแต่ยังขาดการประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็น เครื่องสะท้อนเจตนาของการบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน ของสถาบันการศึกษา SMART-i-CAMP และ


CES Journal .. 36 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

สามารถระบบสารสนเทศและการให้ข้อมูลย้อนกลับ สถาบันการศึกษา SMART-i CAMP ควรให้ความสำคัญ ด้านการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการจัดเก็บข้อมูลการติดตาม ประเมินผล การจัดกิจกรรมค่ายฝึกอบรมเยาวชน ที่ได้จากทีมงานผู้ฝึกอบรม ผู้ปกครอง และเยาวชนผู้เข้าฝึกอบรม มาใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาปรับปรุง การบริหารหลักสูตรฝึกอบรมเยาวชน อย่างต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปปรับปรุงพัฒนากิจกรรมที่มุ่ง ให้เกิดแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองให้กับเยาวชน 4. จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ทีมงานและผู้ปกครองมีทัศนะต่อการคงทนการเห็นคุ ณค่าในตนเอง และแนวคิดเติบโตของเยาวชน มีเพียงช่วงระเวลาหนึ่งภายหลังจากการเข้ารับฝึกอบรม และเพื่อให้เยาวชน มีความคงทนแนวคิดเติบโต และการเห็นคุณค่าในตนเองของเยาวชนได้มีอย่างถาวร เยาวชนจึงควรได้รับการ ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างการเห็นคุณค่าในตนเองและแนวคิดเติบโต โดยผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อ ง หรืออาจให้เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่เสริมการเห็นคุณค่าในตนเองและแนวคิดเติบโต ในแต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน หรือตลอดระเวลาหนึ่งปีนั้น เป็นต้น รายการอ้างอิง กลิ่น สระทองเนียม. (2556). อ่านเถิดเด็กไทยอ่านถวายเจ้าฟ้านักอ่าน. วันที่ค้นข้อมูล 3 เมษายน 2560, เข้าถึงได้จาก http://www.moe.go.th/moe/th. กิ่งแก้ว ทรัพย์พระวงศ์; ณภัทร วุฒิวงศา; ภรภัทร ชูแข และปิยวุฒิ ศิริมงคล. (2559). อิทธิพลของความ พึงพอใจในการทำงานและการเห็นคุณค่าในตนเองที่มีต่อความผูกพันธ์ต่อองค์การเมือ่ ควบคุมและ ไม่ควบคุมปัจจัยส่วนบุคคลของพนักงานโรงแรม. กรุงเทพฯ: สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์. เกียรติวรรณ อมาตยกุล. (2540). Self Esteem พลังแห่งความเชื่อมั่น. กรุงเทพฯ : ที.พี.พริ้นท์. ชัยวัฒน์ วงศ์อาษา. (2556). การเห็นคุณค่าในตนเอง. คลังความรู้เพื่อสนับสนุนงานสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2560 จาก http://ns2.ph.mahidol.ac.th/phklb/detail/index/909. ชูชัย สมิทธิไกร. (2551). การฝึกอบรมบุคลากรในองค์การ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.


CES Journal .. 37 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

บุญเกิด กลมทุกสิ่ง (2557). การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับ ผู้บริหารสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1. วารสารการบริหาร การศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เดือนเมษายน 2557 - กันยายน 2557. รัตนา ดวงแก้ว (2556). ทฤษฎีและการพัฒนาหลักสูตร ในประมวลสาระชุดวิชา การพัฒนาระบบการ จัดการเรียนรู้ หน่วยที่ 5. นนทบุรี สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วัชรี บูรณสิงห์. 2544. การบริหารหลักสูตร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง. วิจิตร อาวะกุล. (2550). การฝึกอบรม. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศิริชัย กาญจนวาสี. (2552). ทฤษฎีการทดสอบแบบดัง้ เดิม. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์. มหาวิทยาลัย. ศิรินิรันดร์ ปัญญาพูนตระกูล. (2555). องค์ประกอบของหลักสูตรการฝึกอบรม. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2560 จาก https://www.gotoknow.org/posts/397821. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2558). ผลการประเมิน PISA การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ บทสรุปเพื่อการบริหาร. กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์. สุพัตรา ทาวงศ์. (2550). การพัฒนาคุณค่าในตนเอง. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2560 จาก http://dllibrary.spu.ac.th:8080/dspace/. Beach, D. M., & Reinhartz, J. (2000). Supervisory leadership: Focus on instruction. Boston: Allyn & Bacon. Cooper smith, S. (1984). SEI: Self-Esteem Inventories. California: Consulting Psychologist Press,Inc. Dweck, C.S. (2006). Mindset: the new psychology of success. New york: Random House,Inc. Gurney, Peter W. (1988). Self-Esteem in Children with Special Educational Needs. New York : Routledge, Chapman & Hall. Michael Haralambous. (2014). Curriculum: Foundation. Boston: Allyn and Bacon.


CES Journal .. 38 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

Muller and Dweck (1998). Praise for intelligence can undermine children's motivation and performance. Journal of Personality and Social Psychology. Jul;75(1). Murphy, M. C., & Dweck, C. S. (2015). Mindsets shape consumer behavior, Journal of Consumer Psychology, http://dx.doi.org/10.1016/j.jcps.2015.06.005. Ornstein, A. C. & Hunkins, F. (1998). Curriculum: Foundations, principles, and theory. Boston: Allyn and Bacon. Wexley. K. N., & Latham, G. P. (1991). Developing and training human resources in organization (2nd ed.). New York: Harper Collins.


CES Journal .. 39 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….


CES Journal .. 40 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ผลของโปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จักตัวเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี The Results of Future Planning Program To Know Self - Education and Career In Studying of Mathayomsuksa five students at Satriwitthaya 2 School under the royal patronage of HRH the Princess Grandmother ศักดินาณันพ์ อัครเสนากุล 1 Sakdinanan Akkarasanakul บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อและ อาชีพของนักเรียนชั้ นมั ธยมศึ กษาปีที ่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิ จัยครั้ง นี้คื อ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 16 จำนวน 34 คน โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ โปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพ ซึ่งเป็นแบบทดสอบ ออนไลน์ (มหาวิทยาลัยศรีปทุมร่วมกับ www.admissionpremium.com) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า 1. ด้านการรู้จักตนเอง นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแมงมุม คิดเป็นร้อยละ 33.77 เป็นบุคลิกภาพแบบใช้เชาว์ปัญ ญา และความคิด “ช่างเรียนรู้” (Investigative) รองลงมา คือ กลุ่มนกอินทรีย์ คิดเป็นร้อยละ 22.08 เป็นบุคลิกภาพแบบกล้าคิด กล้าทำ “นักคิด นักวางแผน” (Enterprising) และกลุ่มมด คิดเป็นร้อยละ 15.58 เป็นบุคลิกภาพแบบจริงจัง ไม่คิดฝัน นิยมความ เป็นจริง “นักมุมานะ มุ่งมั่น” (Realistic) ตามลำดับ 2. ด้านการรู้จักคณะ/สาขาที่ส นใจพบว่ า นักเรียนส่วนใหญ่สนใจกลุ่มคณะ/สาขาทางวิทยาศาสตร์สุ ขภาพ เช่น แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 37.93 รองลงมา คือ กลุ่มคณะ/สาขา ทางวิศวกรรมศาสตร์ เช่น วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมยานยนต์ วิศวกรรมอุตสาหการ ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 27.59 และสนใจกลุ่มคณะ/สาขาทางบริหารธุรกิจ เช่น บัญชี เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจการบิน โลจิสติกส์ การ ท่องเที่ยว ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 24.14 ตามลำดับ 3. ด้านการรู้จักงาน และอาชีพยอดนิยม 20 อาชีพ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความสนใจประกอบอาชีพแพทย์ คิด เป็นร้อยละ 10.81 รองลงมา คือ ทันตแพทย์ คิดเป็นร้อยละ 9.01 และวิศวกรคอมพิวเตอร์ และจิตแพทย์ คิดเป็นร้อยละ 6.31 ตามลำดับ

คำสำคัญ : โปรแกรมวางแผนอนาคต การรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อ การรู้จักตนเองด้านอาชีพ *

ครูแนะแนว ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมแนะแนว) โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ฯ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2


CES Journal .. 41 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6……. Abstract This research aimed to study The Results of Future Planning Program To Know Self - Education and Career In Studying of Mathayomsuksa five students at Satriwitthaya 2 School. The sample was used in this study. There were 34 students conducted in this study ; this group of samples were from purposive sampling. The tool used to collect data was a future planning program for self - education and career. This tool was an online test cooperated between Sripatum University and www.admissionpremium.com. Basic statistics was applied to use in data analysis , such as average and percentage. The findings are as follows : 1. In terms of self – knowing , most of the students in mangmoom group were considered to be 33.77 percent. Insee group was 22.08 percent. The last group was Mod group which was calculated as 15.58 percent. 2. In terms of knowing faculties or majors , the majority of students interested In the Faculty of Health Sciences, which were 37.93 percent , were 27.59 percent of students was a group of students who were into Faculty of Engineering. The last findings were 24.14 percent which was a group of students who were interested in Faculty of Business Administration and so on. 3. In terms of knowing well – known jobs and occupations , the majority of students wanted to be doctors , which was considered as 10.81 percent. Next , It was dentists which had a percentage of 9.01. The last one was computer engineers and psychiatrists which had a percentage of 6.31.

Keywords : Future Planning Program, Self – Education, Self - Career บทนำ สภาพสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงบริบททางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครองและ เทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และผันผวนตลอดเวลา ส่งผลให้เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ และปรับตัวให้ เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ นอกจากนี้กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน (2559) ได้กล่าวว่า ปัญหาการ ขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย มีสาเหตุจากการผลิตกำลังแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และขาดการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานใน แต่ละช่วงวัยและช่วงการศึกษา ทำให้กำลังแรงงานเลือกศึกษาต่อ และเลือกประกอบอาชีพอย่างไร้ทิศทาง ส่งผลให้เกิดความไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และปัญหาการว่างงาน สอดคล้องกับ ชุติมา สุรเศรษฐ (2557) ที่ได้กล่าวว่า ปัญหาของผู้เรียนในสังคมปัจจุบันที่สะท้อนถึงการขาดข้อมูลเกี่ยวกับการรู้จักตนเอง อาทิ ความ สับสนในตนเอง การขาดข้อมูลเกี่ยวกับตนเองเพื่อใช้ตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ เลือกอาชีพ เลือกทางเดินชีวิตหรือ แก้ปัญหาอย่างมีประสิท ธิ ภาพ การมีภาพพจน์ที่สับสนเกี่ ยวกับ ตนเองหรือ ไม่ส อดคล้องกับ ความเป็นจริ ง เนื่องจากอาจไม่เห็นคุณค่าในตนเองย่อมส่งผลต่อการสร้างเป้าหมาย และการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา บทบาทของงาน


CES Journal .. 42 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

แนะแนวในสถานศึกษาได้เปลี่ยนแปลงมาโดยต่อเนื่อง หากแต่อยู่ในสภาพของการเพิ่มภาระงานที่ ขึ้นกับสถานการณ์ และสภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยที่ยังคงรูปแบบการแนะแนวแบบเดิมไว้ และสนับสนุนการ แนะแนวอาชี พ เพื ่อ การมีงานทำ การให้ก ารปรึก ษาทางจิตวิท ยาด้านบุคลิก ภาพ ตลอดจนการแนะแนว การศึกษาต่อ และอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน, 2559) แต่ที่ผ่านมากลับพบว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 60 เปอร์เซ็นของเด็กนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายทั้งประเทศ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แต่ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า “อยากเรียนอะไร อยากทำงานด้านไหน” ถึงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ถ้าคณะ/สาขา นั้นไม่ใช่คำตอบ ของสิ่งที่ตัวเองชอบ ปลายทางของผลลัพธ์อาจจะเท่ากับศูนย์ สอดคล้องกับธีรัช ไชยยศ (2561, สัมภาษณ์) ได้ให้ความเห็นสำหรับปัญหาของเด็กใน GEN Z ว่าปัญหาหลัก ๆ ของนักเรียนคือ ไม่ชัดเจน เวลาให้ตัดสินใจ จริง ๆ ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร ไม่รู้ความถนัดของตัวเอง ไม่รู้จะเรียนต่ออะไร ตอบตัวเองไม่ได้ ทำให้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานต่าง ๆ ที่จัดให้มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ร่วมมือกันแก้ปัญหาผลิตกำลังคนไม่ ตรงตลาดแรงงาน ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการทำงานต่ำระดับ ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ และคุณภาพ ชีวิตของตัวแรงงาน และขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขัน โดยให้ดำเนินการให้นักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทุกคนต้องได้รับการแนะแนวการศึกษา และอาชีพ ก่อนสำเร็จการศึกษาตามกระบวนการแนะแนวครบถ้วนทุกขั้นตอน (กระทรวงแรงงาน, 2558) การรู้จักตนเองจึงเป็นกระบวนการตามธรรมชาติอย่างหนึ่งในการพัฒนาตนเองของบุคคล ซึ่งก่อให้เกิด ความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่นผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต สามารถดำเนินชีวิต และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เต็มศักยภาพของตน รู้จักพัฒนาข้อดี และแก้ไขข้อบกพร่อง เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของตนเอง และ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีคุณค่า มีความหมาย และมีความสุขสอดคล้องกับธรรมชาติของตน (ชุติมา สุรเศรษฐ, 2557) นอกจากนี้ การแนะแนวอาชีพ และการให้ข้อมูลด้านการศึกษาต่อเพื่อเตรียมความ พร้อมแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ยังช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจเลือก ศึกษาต่อหรือเลือกประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม อันจะส่งผลให้เกิดการมีงานทำอย่างยั่งยืน ลดปัญหาการ ว่ างงาน และการเปลี่ ยนงานได้ในระยะยาว สำหรับ การแนะแนวเพื่อ เตรียมความพร้อ มให้ก ับนัก เรียน จำเป็นต้องใช้เครื่องมือประกอบการให้การปรึกษา โดยเฉพาะเครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อช่วยให้ การแนะแนวในยุคการปฏิรูปการศึกษา และการเป็นประเทศไทย 4.0 เป็นไปด้วยความสะดวก และมีประสิทธิภาพ ต่อกระบวนการแนะแนวมากยิ่งขึ้น ทำให้นักเรียนมีแนวทางในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่ออย่างมีเป้าหมาย รู้เส้นทางการประกอบอาชีพ และตรงความต้องการของตลาดแรงงาน (กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, 2559) โปรแกรมวางแผนอนาคต เพื่อการรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อ และอาชีพ เป็นแบบทดสอบออนไลน์ ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมร่วมกับ www.admissionpremium.com ได้จัดทำขึ้น โดยมีรายละเอียดของโปรแกรม


CES Journal .. 43 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ทั้ง หมด 4 ด้าน คือ ด้านการรู้จักตนเอง รู้ จ ักคณะ/สาขา รู้จ ั กงาน และอาชีพ และรู ้หนทางการสอบติดใน ระดับอุดมศึกษา ซึ่งโปรแกรมวางแผนอนาคต หรือ Admission Planning เป็น Service innovation ที่นำเอา ความต้องการของนักเรียนมาพัฒนาเป็น platform ที่วิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน ออกมาเป็น Solution เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงเป้าหมายการเรียนในสาขาที่ชอบและสาขาที่ตรงกับตลาดงานในอนาคต สอดคล้องกับ นิรนาท แสนสา (2557) ที่ได้กล่าวว่า โปรแกรมวางแผนอนาคตมีความสัมพันธ์กับความสนใจในอาชีพ (Career Interest) ที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องตลอดชีวิต และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกแนวทางการศึกษาต่อ และ ประกอบอาชีพของบุคคล นอกจากนี้ โปรแกรมวางแผนอนาคต ยังเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการทำแบบทดสอบออนไลน์ในการประเมินตนเอง เพื่อทำความรู้จัก และเข้าใจคุณลักษณะ ของตนว่าชอบหรือไม่ชอบอาชีพใด โดยอยู่บนสมมติฐานว่า บุคคลเหล่านั้นมีความรู้ หรือมีประสบการณ์ในโลก ของอาชีพอย่างหลากหลายรอบด้าน รวมทั้งรู้รายละเอียดในแต่ละอาชีพ จนสามารถพิจารณาตัดสินใจเลือก อาชีพที่สอดคล้องกับความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบตรงตามคุณลักษณะของตน โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 4,378 คน โดยแบ่งเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 2,173 คน (งานทะเบียน, 2560) ซึ่งจาก การที่ได้สัมภาษณ์ พูดคุย ให้การปรึกษา และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน รายวิชากิจกรรมแนะแนวของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนบางส่วนยังไม่รู้จักตนเองในด้าน ต่าง ๆ มีแรงจูงใจในการเรียนค่อนข้างน้อย ขาดเข็มทิศนำทางเรื่องการเรียน เป้าหมายในการศึกษาต่อยังไม่ ชัดเจน และไม่สามารถวางแผนอนาคตในเรื่องการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับความถนัด ความสามารถ ความสนใจ และบุคลิกภาพของตนเองได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจ ัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลการใช้โ ปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อ การรู้จักตัวเองด้าน การศึกษาต่อและอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูแนะแนวสามารถให้ การปรึกษา และแนะแนวนักเรียนให้รู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพ รู้แนวทางการพัฒนาตนอย่างมี เป้าหมายต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมวางแผนอนาคตเพือ่ การรูจ้ ักตนเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5


CES Journal .. 44 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ฯ สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 723 คน (งานทะเบียน, 2560) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 16 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ฯ จำนวน 34 คน โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ โปรแกรมวางแผนอนาคต เพื่อ การรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพ เป็นแบบทดสอบ ออนไลน์ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมร่วมกับ www.admissionpremium.com ได้จัดทำขึ้น โดยมีรายละเอียดของ โปรแกรม 3 ด้าน คือ ด้านการรู้จักตนเอง รู้จักคณะ/สาขา และรู้จักงาน/อาชีพ ซึ่งโปรแกรมวางแผนอนาคต หรือ Admission Planning เป็น Service innovation ที่นำเอาความต้องการของนักเรียนมาพัฒนาเป็น platform ที่วิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน ออกมาเป็น Solution เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงเป้าหมายการเรียนในสาขา ที่ชอบ และสาขาที่ตรงกับตลาดงาน การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน 2561 โดยให้นักเรียนสมัครเข้าใช้ โปรแกรมวางแผนอนาคต www.admissionpremium.com เพื่อการรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพ ซึ่งเป็นแบบทดสอบออนไลน์ ในคาบเรียนวิชาแนะแนว จำนวน 3 ครั้ง คือ วันจันทร์ เวลา 07.40 – 08.30 น. ประกอบด้วย วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 และวันที่ 4 มิถุนายน 2561 2. วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน 2561 ผู้วิจัยอภิปรายผลที่ได้จากการทำแบบทดสอบออนไลน์ให้นักเรียนฟัง โดยนักเรียนจัดพิมพ์ใบรายงานผลการทำแบบทดสอบ และประกาศนียบัตรบุคลิกภาพทางอาชีพส่ง และผู้วิจัย นำเสนอแบบรายงานผลการทำแบบทดสอบรายห้องให้นักเรียนดู และร่วมสนทนาเกี่ยวกับบุคลิก ภาพของตน การรู้จักตนเอง การรู้จักอาชีพ และการวางแผนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หากนักเรียนคนใดมีข้อสงสัย เกี่ยวกับแบบรายงานของตนเอง สามารถขอคำปรึกษาเป็นรายบุคคลได้ที่ห้องแนะแนว หรือในชั้นเรียนท้าย ชั่วโมง 3. ผู ้ วิ จ ั ยตรวจสอบความถู ก ต้ อ ง และความสมบู ร ณ์ ของแบบทดสอบโปรแกรมวางแผนอนาคต www.admissionpremium.com ที่นักเรียนทำเป็นรายบุคคล และตรวจเอกสารแบบรายงานผลรายห้อ ง เพื่อศึกษา และสรุปข้อมูลของนักเรียนโดยภาพรวม ก่อนที่จะนำผลมาอภิปราย และวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป


CES Journal .. 45 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และร้อยละ จากการรายงานผลของระบบโปรแกรม วางแผนอนาคต (Online) www.admissionpremium.com จากนั้นอภิปรายผลที่ได้รับจากการทำแบบทดสอบ ออนไลน์ แล้วสรุปข้อมูลรายห้อง ซึ่งระบบจะรายงานผล 3 ด้าน คือ การรู้จักตนเอง รู้จักคณะ/สาขา และรู้จัก งาน/อาชีพ สรุปผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง ผลของโปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ฯ ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิจัยและสรุป ผลการวิจัย ดังนี้ ด้านการรู้จักตนเอง นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแมงมุม คิดเป็นร้อยละ 33.77 เป็นบุคลิกภาพแบบที่ ต้องใช้เชาว์ปัญญาและความคิด “ช่างเรียนรู้” (Investigative) รองลงมา คือ กลุ่มนกอินทรีย์ คิดเป็นร้อยละ 22.08 เป็นบุคลิกภาพแบบกล้าคิด กล้าทำ “นักคิด นักวางแผน” (Enterprising) และกลุ่มมด คิดเป็นร้อยละ 15.58 เป็นบุคลิกภาพแบบจริงจัง ไม่คิดฝัน นิยมความเป็นจริง “นักมุมานะ มุ่งมั่น” (Realistic) ตามลำดับ ดังผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการรู้จักตนเอง ซึ่งแสดงได้ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1 แสดงข้อมูลด้านการรู้จักตนเองรายห้อง


CES Journal .. 46 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ด้านการรู้จัก คณะ/สาขาที่สนใจพบว่า นัก เรียนส่วนใหญ่สนใจกลุ่มคณะ/สาขาทางวิทยาศาสตร์ สุขภาพ เช่น แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 37.93 รองลงมา คื อ กลุ ่ ม คณะ/สาขาทางวิ ศ วกรรมศาสตร์ เช่ น วิ ศ วกรรมไฟฟ้ า วิ ศ วกรรมโยธา วิ ศ วกรรม คอมพิวเตอร์ วิศวกรรมยานยนต์ วิศวกรรมอุตสาหการ ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 27.59 และสนใจกลุ่มคณะ/สาขา ทางบริหารธุรกิจ เช่น บัญชี เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจการบิน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว ฯลฯ คิดเป็นร้อยละ 24.14 ตามลำดับ ดังผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการรู้จักคณะ/สาขาที่สนใจ ซึ่งแสดงได้ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2 แสดงข้อมูลด้านการรู้จักคณะ / สาขาที่นักเรียนสนใจ ด้านการรู้จักงาน และอาชีพยอดนิยม 20 อาชีพ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความสนใจประกอบอาชีพ แพทย์ คิดเป็นร้อยละ 10.81 รองลงมา คือ ทันตแพทย์ คิดเป็นร้อยละ 9.01 และวิศวกรคอมพิวเตอร์ และ จิตแพทย์ คิดเป็นร้อยละ 6.31 ตามลำดับ ดังผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการรู้จักงาน และอาชีพ ซึ่งแสดงได้ ดังภาพที่ 3


CES Journal .. 47 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ภาพที่ 3 แสดงข้อมูลด้านการรู้จักงาน และอาชีพยอดนิยม 20 อาชีพ การอภิปรายผล จากผลการวิจัยเกี่ยวกับผลการใช้โปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อและ อาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ฯ นำมาสู่การอภิปรายผลตาม วัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ ด้านการรู้จักตนเองพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เมือ่ ทำแบบทดสอบในโปรแกรมวางแผนอนาคต เพื่อการ รู ้ จ ั กตนเองด้ านการศึ กษาต่อ และอาชี พ ซึ ่ ง เป็ นแบบทดสอบออนไลน์ มีบ ุคลิกภาพที่สอดคล้องกับอาชีพ และคณะที่สนใจเลือกศึกษาต่อ สามารถรู้จักตนเองว่ามีบุคลิกภาพแบบใด ซึ่งสอดคล้องกับการสัมภาษณ์


CES Journal .. 48 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

นักเรียนเป็นรายบุคคลที่นักเรียนให้ข้อมูลว่า ตรงกับอุปนิสัย และลักษณะการใช้ชีวิตในประจำวันของตนเองเป็น ส่วนใหญ่ แต่มีนักเรียนเพียง 2 คน ที่ทำแบบทดสอบออนไลน์ในโปรแกรมวางแผนอนาคต เพื่อการรู้จักตนเอง ด้านการศึกษาต่อและอาชีพ แล้วได้ผลของบุคลิกภาพที่ไม่สอดคล้องกับกลุม่ อาชีพ และคณะที่สนใจเลือกศึกษา ต่อในระดับอุดมศึกษา เนื่องจากนักเรียนได้ผลจากการทำแบบทดสอบอยู่ในกลุ่มนกแก้ว ซึ่งเป็นบุคลิกภาพ แบบที่ชอบสังคมกับบุคคลอื่น “ช่างเจรจาต่อรอง” (Social) และนักเรียนมีความสนใจประกอบอาชีพกุมาร แพทย์ นักบิน และวิศวกร เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ชุติมา สุรเศรษฐ (2557) ที่ได้กล่าวว่า การรู้จกั ตนเองเป็นกระบวนการตามธรรมชาติอย่างหนึ่งในการพัฒนาตนเองของบุคคล ก่อให้เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่นผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต สามารถดำเนินชีวิต และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เต็มศักยภาพของตน รู้จักพัฒนาข้อดี และแก้ไขข้อบกพร่อง เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของตนเอง และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นในสังคมอย่างมีคุณค่า มีความหมาย และมีความสุขสอดคล้องกับธรรมชาติของตน ด้านการรู้จักคณะ/สาขาที่สนใจพบว่า นักเรียนทุกคนสามารถเลือกคณะ/สาขา เพื่อศึกษาต่อระดับ ปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษาได้ ซึ่งสะท้อนได้จากข้อมูลการรู้จักอาชีพของนักเรียน และการสัมภาษณ์ นักเรียนเป็นรายบุคคล และจากผลการทำแบบทดสอบปรากฏข้อมูลที่มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทาง เดียวกันระหว่างอาชีพที่สนใจ และคณะ/สาขาที่ประสงค์จะสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ วชิรวิทย์ มาลาทอง (2558) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของกิจกรรมแนะแนวตาม ทฤษฎีการเลือกอาชีพเพื่อพัฒนาการเข้าใจตนเองและการเลือกอาชีพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึก ษาปีที่ 5 โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมแนะแนวตามทฤษฎีการเลือกอาชีพเพื่อพัฒนาการ เข้าใจตนเองและการเลือกอาชีพมีผลต่อนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา และ ภายหลังการจัดกิจกรรมแนะแนวตามทฤษฎีการเลือกอาชีพเพื่อพัฒนาการเข้าใจตนเองและการเลือกอาชีพ พบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนจากแบบวัดกิจกรรมแนะแนวตามทฤษฎีการเลือกอาชีพเพื่อพัฒนาการ เข้าใจตนเอง และการเลือกอาชีพสูงกว่าเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมวางแผนอนาคตมีความสัมพันธ์ก ับความสนใจในอาชีพ (Career Interest) และมีอิทธิพลต่อ การ ตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ ตลอดจนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูแนะแนวสามารถให้การปรึกษาและแนะแนวสำหรับ นักเรียนให้รู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อ รู้แนวทางการพัฒนาตนอย่างมีเป้าหมาย สามารถรับรู้เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองด้านการศึกษาต่อได้ รู้ และเข้าใจความสนใจ ความถนัด และความสามารถด้านที่เกี่ยวข้อง กับการเรียน เพื่อวางแผนการเรียน และการสอบในคณะ/สาขานั้น ๆ หรือรู้ว่าตนเองมีแนวโน้มที่จะสามารถ เรียนในสาขาวิชาที่ตนเองชอบได้ดี ด้านการรู้จักงาน และอาชีพ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความสนใจประกอบอาชีพแพทย์มากที่สุด รองลงมา คือ ทันตแพทย์ และวิศวกรคอมพิวเตอร์ และจิตแพทย์ ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีความ สนใจในงานอาชีพที่สอดคล้องกับแผนการเรียนของตนเอง โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/16 เรียนแผน การเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์เข้มข้น (ISM) ซึ่งสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ เทคนิค และทักษะที่ได้


CES Journal .. 49 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ศึกษาเล่าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และยังเป็น พื้นฐานในการประกอบอาชีพในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพหรือวิศวกรรมศาสตร์ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/16 สามารถรับรู้เรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองด้านอาชีพ และเส้นทางการ เตรียมความพร้อมเข้าสู่อาชีพได้ รู้จักลักษณะบุคลิกภาพตามความสนใจอาชีพ และรู้ลักษณะงานอาชีพ ที่ สอดคล้องกับความสนใจ ความสามารถ ความถนัดของตน รู้ว่าเหมาะกับการทำงานอะไรในอนาคต และ มีข้อ มูล ด้านอาชีพ ประกอบการตัดสินใจเลือ กศึก ษาต่อ หรือ เลือกประกอบอาชีพ ที่เ หมาะสมกับความรู้ ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ บุคลิกภาพ และความต้องการของตนเอง รวมทั้งสอดคล้องกับความ ต้องการของตลาดแรงงาน สอดคล้องกับแนวคิดของ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน (2559) ที่ได้กล่าวว่า การแนะแนวอาชีพ และการให้ข้อมูลด้านการศึกษาต่อเพื่อเตรียมความพร้อมแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตอนปลายก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน จะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจเลือกศึกษาต่อหรือเลือกประกอบอาชีพ ได้อ ย่างเหมาะสม สำหรับ การแนะแนวเพื่อ เตรียมความพร้อ มให้ก ับ นัก เรี ยน จำเป็นต้อ งใช้เ ครื่ อ งมื อ ประกอบการให้การปรึกษา โดยเฉพาะเครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อช่วยให้การแนะแนวในยุคการ ปฏิรูปการศึกษา และการเป็นประเทศไทย 4.0 เป็นไปด้วยความสะดวก และมีประสิทธิภาพต่อกระบวนการ แนะแนวมากยิ่งขึ้น ทำให้นักเรียนมีแนวทางในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่ออย่างมีเป้าหมาย รู้เส้นทางการ ประกอบอาชีพ และตรงความต้องการของตลาดแรงงาน ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยเรือ่ ง ผลการใช้โปรแกรมวางแผนอนาคตเพื่อการรู้จกั ตนเองด้านการศึกษาต่อและอาชีพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ฯ ภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2561 มีข้อเสนอแนะเพื่อใช้พัฒนานักเรียนด้านการรู้จักตนเองด้านการศึกษาต่อ และอาชีพ ดังนี้ 1. จากการศึกษาพบว่ า การทำแบบทดสอบออนไลน์ในคาบเรียนวิชากิจ กรรมแนะแนวค่อนข้าง มีเวลาจำกัดในช่วงแรก เนื่องจากอาจจะเป็นเครื่องมือใหม่สำหรับนักเรียน เพื่อประเมินตนเองด้านการรู้จัก ตนเองในด้านการศึก ษาต่อ และอาชีพ ทำให้ผ ู้วิจ ัยต้อ งอธิบ ายการใช้ง านของโปรแกรมวางแผนอนาคต ค่อ นข้างนาน และให้นัก เรียนทดลองทำไปพร้อมกัน และมีนัก เรียนบางส่วนทำแบบทดสอบไม่เสร็จใน ชั่วโมงเรียน ทำให้ต้องกลับไปทำต่อที่บ้าน ซึ่งอาจเกิดความไม่ต่อเนื่อง และนักเรียนอาจไม่มีสมาธิในระหว่าง การทำแบบทดสอบ ในการวิจัยครั้งต่อไปจึงควรมีการแลกชั่วโมงเรียนให้ได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อให้นักเรียน ได้ทำแบบทดสอบทั้ง 3 ด้านให้เสร็จสิ้นภายในคาบเรียน และสามารถพิมพ์รายงานผลการทำแบบทดสอบ ได้ท ันที เพื่อ ความสะดวกในการอภิปรายผลการทำแบบทดสอบร่วมกัน และทำให้ก ารดำเนินการวิจัยมี ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น


CES Journal .. 50 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

2. สำหรับการวิจัยในครั้ง ต่อ ไป ควรใช้กลุ่มตั วอย่าง จำนวน 2 ห้องเรียน ระหว่างแผนการเรียน วิ ท ยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ และแผนการเรียนภาษาอังกฤษ – คณิตศาสตร์ เพื่อ นำผลที่ได้จากการทำ แบบทดสอบมาเปรียบเทียบ และวิเคราะห์ในส่วนของการศึกษาตามแผนการเรียนว่ามีความสอดคล้องสัมพันธ์ กับการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และการประกอบอาชีพในอนาคต รายการอ้างอิง กระทรวงแรงงาน. (2558). ครม.เห็นชอบให้นักเรียน ม.3 และม.ปลาย ทุกคน ต้องผ่านการแนะแนว การศึกษาและอาชีพ ก่อนเรียนจบ. สืบค้น 8 มิถุนายน 2561, จาก http://www.mol.go.th กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน. (2559). กระบวนการช่วยให้ผู้รับบริการแนะแนวรูท้ ิศทาง ตลาดแรงงาน. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงแรงงาน. กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน. (2559). กระบวนการช่วยให้ผู้รับบริการแนะแนวรูจ้ ักอาชีพ. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงแรงงาน. กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน. (2559). กระบวนการช่วยให้ผู้รับบริการแนะแนวรูจ้ ักตนเอง. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงแรงงาน. งานทะเบียน. (2560). แบบรายชื่อนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลาย ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน 2560 โรงเรียน สตรีวิทยา ๒. กรุงเทพมหานคร. ชุติมา สุรเศรษฐ. (2557). เอกสารการสอนชุดวิชากิจกรรมและเครือ่ งมือแนะแนวเพื่อการรูจ้ ักตนเอง หน่วยที่ 3. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธีรัช ไชยยศ. (2561, 26 มกราคม). สัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา ๒ โดยนายศักดินาณันพ์ อัครเสนากุล ทีโ่ รงเรียนสตรีวิทยา ๒ ในพระราชูปถัมภ์ฯ. นิรนาท แสนสา. (2557). เอกสารการสอนชุดวิชากิจกรรมและเครือ่ งมือแนะแนวเพื่อสำรวจความสนใจใน อาชีพ หน่วยที่ 7. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วชิรวิทย์ มาลาทอง. (2558). ผลของกิจกรรมแนะแนวตามทฤษฎีการเลือกอาชีพเพื่อพัฒนาการเข้าใจตนเอง และการเลือกอาชีพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต) กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2559). การแนะแนวแบบมุ่งอนาคต. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.


CES Journal .. 51 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….


CES Journal .. 52 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร The expectation of the elective foreign language instructional system in Mathayomsuksa 5 at Horwang School, Bangkok อร ไทรหอมหวล* Onn Saihomhual บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนีม้ ีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร 2. เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอน ภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศและแผนการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์และคณิตศาสตร์-ภาษาอังกฤษ ที่เลือกเรียนภาษาเกาหลี ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเยอรมัน เป็นวิชาเลือกเสรี จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้น ที่ประกอบด้วย 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สอง ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับมาก 2. ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอ วัง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศและแผนการเรียนแตกต่างกัน พบว่าเพศต่างกัน แต่ความคาดหวังไม่แตกต่างกัน ในขณะ ที่แผนการเรียนแตกต่างกัน มีความคาดหวังแตกต่างกัน

* นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ onnsaihomhual@gmail.com


CES Journal .. 53 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6……. Abstract The purpose of this paper is stated as following: 1. to study on the expectation of the elective foreign language instructional system 2. to compare the expectation of the elective foreign language instructional system. By distinguishing gender and studying program, the sample of this paper is M.5 students in the 1st semester, 2561 who study in Science – Mathematics and Mathematics – English with elective languages: Korean, Chinese, Japanese, French and German for 40 students. A tool used in this research is a survey that the researcher has created including: 1. General information 2. The expectation of the elective foreign language instructional system. Research Result 1. Regarding to analysis, the expectation of the elective foreign language instructional system in M.5 at Horwang School, Bangkok is considered high level of expectation. 2. In terms of distinguishing gender and studying program, it can be seen that gender has no difference in the expectation; on the other hand, studying programs have different expectation of the elective foreign language instructional system.

บทนำ ปั จ จุ บ ั น การศึ ก ษาภาษาต่ า งประเทศเป็ น สิ ่ ง จำเป็ น และเป็ น ข้ อ ได้ เ ปรี ย บของผู ้ ท ี ่ ม ี ค วามรู้ ภาษาต่างประเทศมากกว่าหนึ่งภาษา นอกเหนือจากภาษาอังกฤษแล้ว ภาษาต่างประเทศที่สอง คือภาษา เกาหลี ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเยอรมัน ก็นับเป็นภาษาที่มีผู้นิยมศึกษา เนื่องจากสภาพ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้ภาษาต่างประเทศที่สองมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบในตลาดแรงงานสำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาต่างประเทศที่สอง การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศภาษาใดภาษาหนึ่งในระดับมัธยมศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาแม้ต่อไปภายหน้าอาจประกอบอาชีพที่ไม่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศที่เรียนมา แต่การเรียน ภาษาต่างประเทศระดับนี้ให้ประโยชน์ในการฝึกความคิดรวบยอดแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ ประกอบกิจการต่าง ๆ ได้ สำหรับผู้ที่มีโอกาสเรียนถึงขั้นสูงการเรียนภาษาต่างประเทศในชั้นมัธยมศึกษาก็ นับว่าจำเป็นทีเดียว เพื่อจะได้มีพื้นฐานสำหรับการศึกษาระดับสูงต่อไป (ศรีเรือน แก้วกังวาล, 2519) การจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองจำเป็นต้องครอบคลุมทักษะสื่อสาร เพื่อใช้เป็น เครื่องมือและกระบวนการสำหรับการจัดการสารสนเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกในยุคดิจิตอลไร้พรหม


CES Journal .. 54 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

แดนการจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ต้องบูรณาการหลักสูตรให้เหมาะสมกับรายวิชา และตอบสนองต่อความสนใจของผู ้เรียน รวมทั้งให้ผู้เรียนมีส่วนร่ วมในการเลือกประสบการณ์ก ารเรีย นรู้ ตลอดจนบูรณาการความรู้ ทักษะภาษา กระบวนการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การใช้เทคโนโลยี และการ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และยังเป็นการส่งเสริมทักษะชีวิตด้วย (อัญชลี จันทร์เสม และคณะ, 2555 น. 1-2) ในการจะพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจและมีทัศนคติต่อการเรียนภาษาต่างประเทศที่สอง แล้ว ครูผู้สอนก็ต้องมีลักษณะที่ดีด้านความรู้ ทักษะการสอน และจิตวิทยาการสอน ดังนั้นนอกจากครูจะมี ความสามารถในตัวเนื้อหาแล้ว บุคลิกภาพของครูก็เป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนอีกด้วย ความรู้ความสามารถในวิชาการมีส่วนทำให้สามารถสอนได้ แต่ความสำเร็จของการสอนมิได้อยู่ที่ความรู้เท่านั้น แต่ครูจะต้องทำให้ผู้เรียนมีชีวิตที่ดีขึ้น ดำรงตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมด้วย นอกจากการสอนของครูแล้ว การจัดการเรียนการสอนจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและการร่วมมือ กันระหว่างครูและนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการเรียนการสอน ดังนั้น แนวทางในการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่ 2 เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะต้อง คำนึงถึงการจัดการเรียนการสอนในด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน และด้าน ลักษณะครูผู้สอน ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน เพราะเมื่อนักเรียนมีความพึงพอใจ จากสิ่งที่พวกเขาคาดหวังในการจัดการเรียนการสอนแล้ว ก็จะทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าเรียน และได้รับประโยชน์จากการเรียนการสอนนั้น ๆ อย่างแท้จริง วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร 2. เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศ และแผนการเรียน สมมติฐาน ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศและแผนการเรียนแตกต่างกัน


CES Journal .. 55 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ตัวแปรต้น

ตัวแปรตาม

ปัจจัยส่วนบุคคล

ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอน

- เพศ

ภาษาต่างประเทศทีส่ องของนักเรียนชั้น

- แผนการเรียน

มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง 1. ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร 2. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 3. ด้านลักษณะครูผู้สอน

ภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เพื่อศึกษาความคาดหวังต่อ การ จั ด การเรี ย นการสอนภาษาต่ า งประเทศที ่ ส องของนั ก เรี ย นชั ้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ท ี ่ 5 โรงเรี ย นหอวั ง กรุง เทพมหานครในบทนี้เ ป็นการนำเสนอขั้นตอนในการวิจ ัย โดยผู้วิจ ัยได้ดำเนินการตามลำดับ ดั ง นี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวม ข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนหอวัง แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์และแผนการเรียนคณิตศาสตร์- ภาษาอังกฤษ ที่เลือกเรียนภาษาเกาหลี ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเยอรมัน เป็นวิชาเลือกเสรี จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อให้ได้นักเรียนเพศชายและเพศหญิง รวมทั้งแผนการเรียน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์และแผนการเรียนคณิตศาสตร์- ภาษาอังกฤษ ในที่จำนวนที่เท่ากัน จัดแบ่งตามเพศ และแผนการเรียน ดังนี้ แผนการเรียน

ชาย

หญิง

วิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์

10 คน

10 คน

คณิตศาสตร์ – ภาษาอังกฤษ

10 คน

10 คน


CES Journal .. 56 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยลักษณะของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ดังนี้ แบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการ เรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์และแผนการเรียนคณิตศาสตร์ – ภาษาอังกฤษ มีลักษณะเป็นแบบคำถาม แบบเลือกตอบได้ข้อใดข้อหนึ่งในตัวเลือก 2 ตัวเลือก (Dichotomous) ตอนที ่ 2 เป็ น แบบสอบถามวั ด ระดั บ ความคาดหวั ง ต่ อ การจั ด การเรี ย นการสอน ภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง ประกอบด้วย 1) ด้านเนื้อหาของ หลักสูตร 2) ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 3) ด้านลักษณะครูผู้สอน ซึ่งคำถามครอบคลุมเรื่องของความ คาดหวัง ในการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สอง ลัก ษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) กำหนดความคิดเห็นเป็น 5 ระดับ โดยพิจารณาตามเกณฑ์ของ ลิเคิร์ท (Likert Scale) ผลการวิจัย การวิ จ ั ย ครั ้ ง นี ้ ผ ู ้ ว ิ จ ั ย ได้ ท ำการวิ เ คราะห์ ข ้ อ มู ล ความคาดหวั ง ต่ อ การจั ด การเรี ย นการสอน ภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ใน 3 ด้านคือ 1. ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร 2. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 3. ด้านลักษณะครูผู้สอน เป็นการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและการแปรผลพร้อมนำเสนอตารางประกอบการบรรยายตามลำดับดังนี้ ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร โดยแยกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเนื้อหาวิชาของ หลักสูตร 2. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 3. ด้านลักษณะครูผู้สอน ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นการเสนอผลการรายงานการวิจัยที่ดำเนินการนำแบบสอบถามไปใช้ในการศึกษาความคาดหวังต่อ การจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศทีส่ องของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง โดยเสนอผล


CES Journal .. 57 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ในรูปของข้อความ หรือตาราง แปลผลข้อมูลโดยใช้ค่า ร้อยละ หรือ

C

, S.D. หรือ t – test dependent

หรือ t – test แบบ one sample โดยตอบตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงจำนวนและร้อยละของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานครโดย จำแนกตามเพศและแผนการเรียน สถานภาพ

จำนวน

ร้อยละ

ชาย

20

50.00

หญิง

20

50.00

รวม

40

100.00

วิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์

20

50.00

คณิตศาสตร์ – ภาษาอังกฤษ

20

50.00

รวม

40

100.00

เพศ

แผนการเรียน

จากตารางที่ 1 สรุปได้ว่าเพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ทั้ง เพศชายและเพศหญิงมีค่าเท่ากันคือ 20 คน โดยคิดเป็นร้อยละ 50 และในด้านแผนการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึก ษาปีท ี่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุง เทพมหานคร ทั้ง แผนการเรียนวิท ยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ - ภาษาอังกฤษ พบว่ามีค่าเท่ากันคือ 20 คน โดยคิดเป็นร้อยละ 50 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับ และอันดับความคาดหวังต่อการจัดการ เรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ด้าน เนื้อหาวิชาของหลักสูตร โดยรวมและรายข้อ


CES Journal .. 58 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

n = 40

ความคาดหวัง ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร

ระดับ

อันดับ

C

S.D.

1. เนื้อหาวิชามีความทันสมัย

4.32

.61

มาก

1

2. เนื้อหาวิชามีความน่าสนใจ

4.25

.63

มาก

3

3. เนื้อหาวิชามีความหลากหลาย

4.27

.58

มาก

2

4. เนื้อหาวิชาสามารถนำไปประยุกต์ใช้

4.07

.76

มาก

5

4.22

.74

มาก

4

ได้กับสถานการณ์จริง 5. เนื้อหาในแต่ละบทมีความเหมาะสม กับเวลาเรียน จากตารางที่ 2 สรุปได้ว่าความคาดหวัง ต่อการจั ดการเรี ยนการสอนภาษาต่างประเทศที ่สองของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร โดยรวมอยู่ใน ระดั บ มาก และเมื่ อ พิจารณาเป็ นรายข้อ พบว่า ด้านเนื้อ หาวิชาของหลัก สูตรอยู่ในระดับมากทุก ข้อ โดย เรียงลำดับค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อยตามลำดับ ได้แก่ เนื้อ หาวิชามีความทันสมัย เนื้อ หาวิชามีความ หลากหลาย . เนื้อหาวิชามีความน่าสนใจ เนื้อหาในแต่ละบทมีความเหมาะสมกับเวลาเรียน และเนื้อหาวิชา สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับสถานการณ์จริง ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับ และอันดับความคาดหวังต่อการจัดการ เรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ด้าน กิจกรรมการเรียนการสอน โดยรวมและรายข้อ


CES Journal .. 59 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

n = 40

ความคาดหวัง

ระดับ

อันดับ

.75

มาก

4

4.15

.73

มาก

3

4.10

.74

มาก

5

4.17

.78

มาก

2

4.22

.65

มาก

1

ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

C

S.D.

1. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้อง

4.12

กับหลักสูตร โดยเน้นทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน 2. การจัดกิจ กรรมการเรียนการสอนโดยเน้น นักเรียนเป็นศูนย์กลางและให้นักเรียนมีส่วนร่วม 3. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้ นักเรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าและแสวงหาความรู้ ด้วยตัวเอง 4. การใช้สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายและ เหมาะสม 5. การวัดผลและประเมินผลโดยใช้เครื่องมือ ที่ หลากหลาย เหมาะสมกับเนื้อหาที่เรียน จากตารางที่ 3 สรุปได้ว่าความคาดหวัง ต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า พบว่า ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อ ยตามลำดับ ได้แก่ การวัดผลและประเมินผลโดยใช้เครื่องมือที่ หลากหลาย เหมาะสมกับเนื้อหาที่เรียน การใช้สื่อ การเรียนการสอนที่หลากหลายและเหมาะสม การจัด กิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางและให้นักเรียนมีส่วนร่วม การจัดกิจกรรมการเรียน การสอนสอดคล้องกับหลักสูตร โดยเน้นทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน และการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่กระตุ้นให้นักเรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าและแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง ตารางที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับ และอันดับความคาดหวังต่อการจัดการ เรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ด้าน ลักษณะครูผู้สอน โดยรวมและรายข้อ


CES Journal .. 60 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

n = 40

ความคาดหวัง ด้านลักษณะครูผู้สอน

ระดับ

อันดับ

C

S.D.

1. มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้

4.37

.62

มาก

2

2. มี เ ทคนิ ค ที ่ ห ลากหลายในการนำเข้ า สู่

4.27

.71

มาก

4

3. มีความกระตือรือร้น ใฝ่หาความรู้

4.25

.80

มาก

5

4. มีความพร้อ มที่จ ะช่ วยเหลื อ และเป็ น ที่

4.30

.82

มาก

3

4.40

.77

มาก

1

บทเรียน

ปรึกษาที่ดี 5. มีความตรงต่อเวลา

จากตารางที่ 4 สรุปได้ว่าความคาดหวัง ต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ด้านลักษณะครูผู้สอน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า พบว่า ด้านลักษณะครูผู้สอนอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อยตามลำดับ ได้แก่ มีความตรงต่อเวลา มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ มีความพร้อมที่ จะช่วยเหลือและเป็นที่ปรึกษาที่ดี มีเทคนิคที่หลากหลายในการนำเข้าสู่บทเรียน และมีความกระตือรือร้น ใฝ่หาความรู้ ตารางที่ 5 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับ และอันดับความคาดหวังต่อการจัดการ เรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ราย ด้าน n = 40

ความคาดหวัง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

อันดับ

C

S.D.

1. ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร

21.10

2.46

2

2. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

20.75

2.67

3

3. ด้านลักษณะครูผู้สอน

21.72

2.35

1


CES Journal .. 61 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

จากตารางที่ 5 สรุปได้ว่าความคาดหวัง ต่อการจั ดการเรี ยนการสอนภาษาต่างประเทศที ่สองของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร รายด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ตามลำดับ ได้แก่ ด้านลักษณะครูผู้สอน ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร และด้านกิจกรรมการเรียนการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบระดับความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่ สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามเพศ และแผนการเรียน ดังตารางที่ 6 และ ตารางที่ 7 ตารางที่ 6 แสดงผลการเปรียบเทียบ ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่ สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศของนักเรียน เพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (n = 40) ความคาดหวัง

เพศชาย

เพศหญิง

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

n = 20

n = 20

t

C

SD

C

SD

1. ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร

21.70

2.43

20.50

2.41

1.58

2. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

20.90

2.98

20.60

2.39

0.35

3. ด้านลักษณะครูผู้สอน

21.90

3.21

21.55

2.70

0.38

จากตารางที่ 6 สรุปได้การเปรียบเทียบ ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่ สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 เพศชายและหญิงมีความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สอง ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 7 แสดงผลการเปรียบเทียบ ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่ สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามแผนการเรียนของนักเรียน


CES Journal .. 62 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

แผนการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (n = 40) ความคาดหวัง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

วิทยาศาสตร์ -

คณิตศาสตร์ -

คณิตศาสตร์

ภาอังกฤษ

n = 20

n = 20

t

C

SD

C

SD

1. ด้านเนื้อหาวิชาของหลักสูตร

21.85

2.34

20.35

2.41

2.14*

2. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

21.70

2.20

19.80

2.82

2.37*

3. ด้านลักษณะครูผู้สอน

22.75

2.35

20.70

3.14

2.33*

*t นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 7 สรุปได้การเปรียบเทียบ ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่ สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ และแผนการเรียนคณิตศาสตร์ - ภาษาอังกฤษ โดยรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ มีความ คาดหวังสูงกว่า แผนการเรียนคณิตศาสตร์ - ภาษาอังกฤษ อภิปรายผล จากผลการวิจัยความคาดหวัง ต่อ การจั ดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้นำมาใช้ในการอภิปรายผลดังนี้ จากสมมติฐานของผู้วิจัยที่ว่า ความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศและแผนการเรียนแตกต่างกัน พบว่าเพศต่างกัน แต่ความคาดหวังไม่แตกต่างกัน ในขณะที่แผนการเรียนแตกต่างกัน มีความคาดหวังแตกต่าง กัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สัจจา โสภา (2556) ที่ศึกษาวิจัยเรื่องความคาดหวังและความพึงพอใจ นักเรียนต่อการบริการที่ศูนย์เ ตรียมความพร้อมภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ซึ่งผลวิจัยสรุปได้ว่า ความ คาดหวังตามปัจจัยส่วนบุคคลพบว่ามีระดับความคาดหวังอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ความคาดหวังด้านบุคคลากร ผู้ให้บริการ(อาจารย์) อยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกับผลการวิจัยผลการวิจัยความ


CES Journal .. 63 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

คาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร ในด้านลักษณะครูผู้สอน เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ และแผนการเรียนพบว่า เพศที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อ ระดับความคาดหวังต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สอง ในขณะที่แผนการเรียนแตกต่างกันส่งผล ให้ความต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองแตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อารีรักษ์ มีแจ้ง (2557) ที่ศึกษาวิจัยเรื่องความคาดหวังและความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อการศึกษาในหลักสูตรศิลปศาสตร บัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่มีผลการวิจัยว่า เพศและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ส่งผลต่อ ความแตกต่างของความคาดหวัง ในขณะที่ชั้นปีส่งผลต่อความคาดหวังของนิสิต ข้อเสนอแนะ 1. กลุ่มตัวอย่างในการวิจั ยครั้งนี้ม ีข้อจำกัดคื อ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึก ษาปี ที่ 5 แผนการเรียน วิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์และคณิตศาสตร์–ภาษาอังกฤษ ซึ่งเลือกเรียนภาษาต่างประเทศที่สองเป็นวิชาเลือก เสรีเท่านั้น จึงอาจทำให้ผลวิจัยมีความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นจึงควรใช้กลุ่มตัวอย่างที่มากขึ้น เช่นระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อให้ได้ผลวิจัยที่ชัดเจนมากขึ้น 2. ควรศึกษาความคาดหวังที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สองของแผนการเรียน อื่น ๆ เช่น แผนการเรียนศิลป์ภาษาเกาหลี ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน เพื่อให้ได้ผล วิจัยที่หลากหลายมากขึ้น 3. ควรเพิ่มตัวแปรในด้านของปัจจัยส่วนบุคคล จากเพศและแผนการเรียนเป็นช่วงอายุ และผลการ เรียนเฉลี่ย รายการอ้างอิง ศรีเรือน แก้วกังวาน. (2519). จิตวิทยาฝ่ายภาษา. กรุงเทพฯ: แพร่วิทยา. สัจจา โสภา. (2556). ความคาดหวังและความพึงพอใจนักเรียนต่อการบริการ ที่ศูนย์เตรียมความ พร้อมภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพฯ). สืบค้นจาก http://www.thapra.lib.su.ac.th/


CES Journal .. 64 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

อัญชลี จันทร์เสม, วาสนา นามพงศ์, สมบุญ ปิยะสินธ์ชาติ, อภิณห์พร ฤกษ์อนันต์, ศุภชัย จังศิริ วิทยากร, เหงียน ถิ เจียม, และ เฉิ่น ถิ บิ๊ก ถาว. (2559). ทักษะในศตวรรษที่ 21 กับการจัดการศึกษา ภาษาต่างประเทศจากนโยบายถึงผู้สอน. สืบค้นจาก http://www.ejournals.swu.ac.th/ อารีรักษ์ มีแจ้ง. (2557). ความคาดหวังและความพึงพอใจของนิสิตทีม่ ีต่อการศึกษาในหลักสูตร ศิลปะศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยนเรศวร (รายงานผลการวิจัย). พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร.


CES Journal .. 65 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….


CES Journal .. 66 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

การพัฒนาการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธสี อนโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี The Use of the Phonics Method to Develop English Pronunciation Among Prathom Suksa 1 Students พิชาภรณ์ ทองบู่* Pichaporn Tongboo บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1)แผนการจัดการเรียนรู้การออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ 2) แบบวัดความสามารถการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบียนมาตรฐาน และการ ทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ วิธีสอนโฟนิกส์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 Abstract The purposes of this research was to; compare the grade 1 students’ pronunciation ability before and after being taught through the phonics method. This research was conducted with 20 students studying in Grade 1 at Chumchonwatkerenakrattanaram School under the Office of Lopburi Primary Education Service, Area 2. This research was conducted in the first semester of academic year 2018. The research instruments were the lesson plan using phonics method and English pronunciation ability test. The data obtained was analyzed by using means, standard deviation, and t-test.

* นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


CES Journal .. 67 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6……. The finding revealed that the English pronunciation ability of the students who were taught through the Phonics method was significantly different at 0.01 level showing that the posttest mean score was higher than the pre-test one.

บทนำ ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านข้อมูลข่าวสารและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลให้ บุคคลเกิดการรับรู้และแสวงหาข้อมูลข่าวสาร การรู้ภาษาต่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะ ภาษาไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่ต้องการหรือการประกอบอาชีพเท่านั้น ยังถือเป็น สื่อกลางสำคัญในการเผยแพร่ เครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้ในแขนงต่างๆ ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามโครงสร้างหลักสูตรภาษาต่างประเทศเป็นการ จัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีแนวการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กิจกรรมการเรียน การสอนเป็นกิจกรรมทีม่ ีความหมายและมีความหลากหลาย มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนเพื่อสามารถนำความรู้ไป ใช้ได้ในสถานการณ์จริง ในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศนั้น การออกเสียงอาจเป็นเรื่องที่ครู และนัก เรียนคิดว่าไม่ ส ำคัญ แท้ที่จริ งแล้ วการออกเสี ยงเป็ นทัก ษะที่ม ีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่มีความ จำเป็นต้องเรียนรู้ด้วย เพราะถือเป็นองค์ประกอบหลักในการส่งเสริมให้การพูดการสื่อสารมีประสิทธิภาพ สื่อความหมายได้ครบถ้วนถูกต้อง (ดาราวดี สุกมลสันต์, 2542) ครูผู้สอนภาษาควรสอนให้ผู้เรียนได้ยินเสียง ของภาษาอังกฤษในแบบที่ผู้ใช้ภาษานั้นใช้และหมั่นฝึกออกเสียงที่ไม่มีในภาษาไทยให้ได้อย่างถูกต้อง จากประสบการณ์การสอนวิ ชาภาษาอั งกฤษของผู ้วิจ ัย ที ่ส อนนัก เรี ยนชั ้นประถมศึก ษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม พบว่านักเรียนไม่สามารถอ่านออกเสียงคำศัพท์ระดับง่ายๆตัวอย่างเช่น cat, mat, sat, mitt ไม่สามารถจดจำตัวอักษรและเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษได้ครบทุกตัวอักษร นักเรียนไม่ สามารถแทนเสียงตัวอักษรภาษาอังกฤษและผสมเสียงเป็นคำและอ่านได้ ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากนักเรียน ขาดความรู้ด้านเสียงตัวอักษร (Phonic Sound) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรและเสียง เรียนรู้คำศัพท์ผ่าน การท่องจำและลอกตามครูแต่ไม่ทราบว่าอ่านออกเสียงและเขียนคำศัพท์นั้นๆอย่างไร จากปัญหาดังกล่าวนี้เอง ส่ง ผลกระทบต่อ เนื่องระยะยาวในการเรียนรู้ภาษาอัง กฤษในระดับชั้นที่สูงขึ้น อีก ทั้งยัง ส่งผลกระทบต่อ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษ โดยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานรายวิชา ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม ในปี 2558 2559 และ 2560 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 23.25, 23.27 และ 24.52 ซึ่งผลคะแนนนั้นในรายวิชาภาษาอังกฤษทั้งสามปีมีคะแนน


CES Journal .. 68 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ต่ำกว่าระดับ สพฐ. และ ระดับประเทศทั้งสิ้น สาเหตุล้วนแล้วแต่มาจากการขาดความรู้พื้นฐานคือการออก เสียง ที่เป็นความรู้พื้นฐานที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียน ซึ่ง ฟาร์ติ น่า สุมาลี (2554, น.2) ก็พบว่าปัญหาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษตกต่ำมีสาเหตุมาจาก นั ก เรี ย นไม่ ไ ด้ ร ั บ การเรีย นการสอนสะกดคำ (Phonics) อย่ า งเป็ น ระบบจึ ง ทำให้ น ั ก เรี ย นไม่ ม ี ท ัก ษะ ความสามารถด้านการอ่านออกและเขียนได้ การทำข้อสอบ นักเรียนไม่สามารถอ่านคำสั่งได้ทำให้นักเรียนต้อง เดาข้อสอบ ขาดความรู้พื้นฐานทางภาษาอังกฤษหรือแทบจะไม่มีความรู้เลย ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลระยะ ยาวต่อการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ และส่งผลกระทบต่อคะแนนการทดสอบ ทางการศึกษาระดับชาติขั้น พื้นฐานรายวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อีกด้วย แนวทางที่สามารถนำมาใช้ในการ เรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษที่ผู้วจิ ัยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาความรูค้ วามสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษ พบว่าการใช้วิธีสอนโฟนิกส์เป็นแนวทางหนึ่ง ที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษได้ อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนอ่านและเขียนคำศัพท์ เข้าใจความหมายของคำที่ผู้เรียนออกเสียง ได้อีกด้วย วิ ธีส อนโฟนิกส์นั้นที่ได้ผล คือ วิธีส อนโฟนิก ส์แบบสร้างคำ (synthetic phonics หรือ explicit phonics) คือ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การออกเสียงจากการสร้างคำของตัวอักษรและตัวที่นำมาประสมกัน ผู้สอน แสดงให้ผู้เรียนในทราบว่า ตัวอักษรหนึ่งๆ แทนด้วยเสียงใดบ้าง การสอนโฟนิกส์แบบสร้างคำนั้น ผู้เรียนจะ เรียนรูค้ วามสัมพันธ์ ระหว่างเสียงและตัวอักษรต่างๆ ที่สอดคล้องกัน แล้วจึงสอนกระบวนการผสมคำและอ่าน ออกเสียง ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมซึ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เริ่มตั้งแต่หน่วยของเสียงแต่ละ เสียง ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงและตัวอัก ษรแล้วจึงสอนกระบวนการผสมคำและอ่านออกเสียง (Kerry, 2002) ในประเทศไทยได้มีการทดลองด้วยการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ให้กับนักเรียนเช่นงานวิจยั ของ จิราภรณ์ เสืออินทร (2557) ได้ทำการศึกษาการพัฒนาทักษะความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยการ สอนแบบโฟนิกส์ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท2ี่ พบว่านักเรียนมีความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์อ ยู่ ในระดับมากที่สุด และอรอุษา แซ่เตี่ยว (2556) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการใช้วิธีสอนโฟนิกส์ในการส่งเสริม


CES Journal .. 69 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 พบว่าทักษะการออกเสียงคำศัพท์ของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน จากความสำเร็จในการใช้วิธีสอนโฟนิกส์ในรายวิชาภาษาอังกฤษของงานวิจัยที่ได้กล่าวมา ทำให้ ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะนำแนวการสอนโฟนิกส์เพื่อมาพัฒนาและปรับปรุงการออกเสียงให้กับนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี ทั้งนี้เพื่อศึกษาว่านักเรียนที่ผ่านการเรียน การสอนโดยใช้วิธีการสอนโฟนิกส์จะสามารถพัฒนาการอ่านออกเสียงได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท1ี่ ก่อนและ หลังได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ สมมติฐาน การออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาค รัตนาราม จังหวัดลพบุรี ที่ได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ สามารถออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง“การพัฒนาการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุร”ี ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 1) ประชากร 2)เครื่องมือที่ใช้ในการศึก ษาวิจัย 3) ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 4) การเก็บรวบรวมข้อมูล 5)สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์และความหมายข้อมูล 1. ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียน ชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี จำนวน 20 คน


CES Journal .. 70 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้การออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ 2.2 แบบวัดความสามารถการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้การออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ มีบทเรียน ทั้งหมด 8 บทเรียน ดำเนินการสอนทั้งหมด 8 ชั่วโมง 2 คาบเรียนต่อ 1 สัปดาห์รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์โดยมี ขั้นตอนในการสร้างแผนการสอนดังนี้ 3.1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ 3.1.2 ศึกษาคำอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาสาระจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อนำมาหาขอบเขตเนื้อหาทางภาษาทีเหมาะสม กับระดับความสามารถของนักเรียน 3.1.3 เลือ กเนื้อ หาที่เ ข้าใจง่ ายและสามารถสื ่ อความหมายได้ด้ วยรูปภาพและกำหนด ขอบเขตของเนื้อหาทางภาษาที่เหมาะสมกับวัย ความสนใจและระดับความสามารถของนักเรียนแผนการสอน ทั้งหมด 8 แผน แผนละ1ชั่วโมง 3.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 8 แผน (เสียงพยัญชนะต้นคำ) 3.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึน้ นำเสนอต่อ ผู้เ ชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อ ประเมินความถูก ต้อ งเหมาะสม และตรวจสอบความสอดคล้ องของ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรม สื่อ และการวัดผลประเมินผล 3.1.6 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าความสอดคล้องระหว่างเครื่องมือ กับ จุดประสงค์ก ารวั ดโดยหาค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence) ซึ่ง พบว่า ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับความสอดคล้องระหว่างเครื่องมือกับจุดประสงค์ มีค่าอยู่ในช่วง 0.8-1.00 3.2 แบบวัดการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษจำนวน 20 ข้อ เป็นแบบทดสอบที่วัดการอ่าน ออกเสียงคำศัพท์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น


CES Journal .. 71 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

3.2.1 ศึกษา รวบรวมคำศัพท์โดยคัดเลือกจากแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 30 คำ และ เที ย บเคี ย งการอ่ า นออกเสี ย งคำศั พ ท์ ภ าษาอั ง กฤษตามพจนานุ ก รม Oxford Advanced Learner’s Dictionary 3.2.2 สร้างแบบวัดการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3.2.3 นำแบบวัดการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อประเมิน ความถูกต้องเหมาะสม และตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ 3.2.4 นำแบบวัดการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำนวน 20 ข้อ มาวิเคราะห์เกณฑ์ใน การออกเสียง ระดับคะแนนเต็ม 40 คะแนน 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยในครั้งนี้มีขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 4.1 ผู้วิจ ัยดำเนินการทดสอบการออกเสี ยงคำศัพ ท์ ภ าษาอั ง กฤษ ก่อ นการเรียน โดยใช้ แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัด ลพบุรี โดยดำเนินการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ จำนวน 8 แผน และดำเนินการ สอนทั้งหมด 8 ชั่วโมง 2 คาบเรียนต่อ 1 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 4 สัปดาห์ จากนั้นทดสอบการออกเสียงคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ หลังการเรียนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ในการออกเสียงคำศัพท์ ซึ่งเป็นแบบวัดชุดเดียวกันกับการ ทดสอบก่อนการเรียน 4.2 ทำการเก็บข้อมูลคะแนนที่ได้จากการทดสอบการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อนการ เรียนและหลังการเรียนรู้ 4.3 เมื่อได้คะแนนการทดสอบการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อนการเรียนและหลังการ เรียนรู้ครบถ้วนแล้ว ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้จากการวัดไปวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วจิ ัยได้วิเคราะห์ข้อมูลตามสมมุติฐานดังนี้ 5.1 คำนวณหาค่าทางสถิติ โดยวิเคราะห์ข้อมูลตามสมมติฐาน ดังนี้ 5.1.1 การเปรียบเทียบความสามารถในการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟ นิกส์ก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สถิติแบบ t-test dependent


CES Journal .. 72 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

5.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 5.2.1 สถิติพื้นฐาน หาค่าเฉลี่ย (mean) นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบความสามารถด้วยแบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ย (mean) มีสูตรดังนี้ (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2547)

เมื่อ

n

แทน

ค่าเฉลี่ย

แทน

ผลรวมของคะแนนดิบ

แทน

จำนวนนักเรียน

วิ เ คราะห์ ค่ าเบี ่ ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) นำคะแนนที่ได้จ ากการทดสอบความสามารถด้วย แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) มีสูตรดังนี้ (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2547)

S.D.

เมื่อ

=

S.D.แทน

N

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

แทน

ผลรวมของคะแนนดิบของนักเรียน

แทน

ผลรวมของคะแนนดิบของนักเรียนแต่ละคนยกกำลังสอง

แทน

จำนวนนักเรียน


CES Journal .. 73 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

5.3 สถิติที่ใช้หาคุณภาพของเครื่องมือ 5.3.1 หาค่าความเที่ยงตรง (validity) หาความเที่ยงตรงตามเนื้อหาของแผนการจัดการ เรียนรู้ และแบบวัดความสามารถในการอ่านออกเสียง โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อ งระหว่างข้อ สอบกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ มีสูตรดังนี้ (ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์, และอัจฉรา ชำนิประศาสน์, 2545)

เมื่อ

IOC

แทน

ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะพฤติกรรม

R แทน N

ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

แทน

จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

5.4. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างความสามารถในการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ได้จ าก การทดสอบก่อนเรียนกับการทดสอบหลังเรียน ที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนกับการทดสอบหลังเรียน ภายใน กลุ่มเดียวกัน โดยคำนวณจากสูตร t-test dependent มีสูตรดังนี้ (พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2547)

df เมื่อ

t

แทน

=

n -1 การตรวจสอบ ความแตกต่างของคะแนนก่อ นเรียนและหลัง เรียน

D2

แทน

ความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน แต่ละคน

D

แทน

ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนทุกคน

n

แทน

จำนวนนักเรียนทั้งหมด


CES Journal .. 74 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ผลการวิจัย การเปรียบเทียบความสามารถในการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึก ษาปี ที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ ตาราง1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ ความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษ ก่อนได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ หลังได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ * * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

N 20 20

ˉx 19.55 31.20

S.D. 9.54 6.14

t 9.160*

P 0.000

ตาราง 1 พบว่าความสามารถในการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี มีความสามารถในการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หลังได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์สูงกว่าความสามารถในการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนได้รับ การสอนโดยวิธีใช้วิธีสอนโฟนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อภิปรายผล จากผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี ในครั้งนี้สามารถอภิปรายผลตาม สมมุติฐานของการวิจัยได้ดังต่อไปนี้ ความสามารถในการออกเสี ย งคำศั พ ท์ ภ าษาอั ง กฤษของนั ก เรี ย นชั ้ น ประถมศึ ก ษาปี ท ี ่ 1 มีความสามารถในการออกเสี ยงคำศัพ ท์ภ าษาอัง กฤษหลัง ได้ร ับ การสอนโดยใช้ ว ิธ ีส อนโฟนิก ส์ส ู ง กว่ า ความสามารถในการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนได้รับการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ได้ตั ้งไว้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะการสอนโดยใช้ วิ ธีสอนโฟนิกส์ เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้วิธีการออกเสียงของพยัญชนะทุกตัวอย่างถูกต้องในภาษาอังกฤษ เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ หลัก การออกเสียงที่ถูก ต้อ งแล้วก็จ ะสามารถแยกแยะหน่วยเสียงในภาษาอัง กฤษอย่างถูก ต้อ งมากขึ้ น เพราะนักเรียนจะได้ฝึกฝนการออกเสียงให้เกิดความคล่องแคล่วในการออกเสียงพยัญชนะและคำ นอกจากนี้ การสอนโดยวิธี โฟนิกส์ยังสามารถช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงรูปตัวอักษรเข้ากับหน่วยเสียงซึ่งเป็นพื้นฐานนำไปสู่


CES Journal .. 75 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

การถอดรหัสของสัญลักษณ์และทำให้นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงคำศัพท์นั้นได้ในที่สุด ซึ่งผลการวิจัยนี้ สอดคล้องกับผลการวิจัยของจีรนันท์ เมฆวงษ์ (2548) ที่ทำการศึกษาการพัฒนาความสามารถในการออกเสียง ภาษาอังกฤษและความคงทนในการเรียนรู้คำศัพท์ด้วยวิธีก ารสอนแบบโฟนิกส์ ที่พบว่านักเรียนมีคะแนน ความสามารถในการออกเสียงสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน มีความความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษผ่าน เกณฑ์ที่กำหนด อีกทั้งกิจกรรมการเรียนการสอนผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ เหมาะสมกับวัยของ นักเรียน โดยมีวิธีสอน 4 ขั้นตอนได้แก่ 1) ขั้นเตรียมความพร้อม (warm up) 2) ขั้นนำเสนอ (presentation) 3) ขั้นฝึก ปฏิบ ัติ (practice) 4) ขั้นนำไปใช้ (production) ซึ่ง นัก เรียนจะได้ท ำกิจกรรมฝึก การออกเสียง ตัวอักษรและคำศัพท์ผ่านกิจกรรมที่ได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผูเ้ รียน หรือผู้เรียนกับผูส้ อน เช่น การเล่น เกม ร้องเพลง จับคู่รูปภาพกับคำศัพท์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่าย เกิดความ สนุกสนาน ได้ขยับร่างกาย ได้เรียนรู้และฝึกฝนไปในขณะทำกิจกรรม สอดคล้องกับงานวิจัยของ วิทะโนวา (Vitanova, 2002) ที่กล่าวว่าการส่งเสริมการสอนโฟนิกส์ให้มีประสิทธิภาพนั้นนอกจากการฝึกฝน ควรใช้ กิจกรรมที่หลากหลาย แบบฝึกที่หลากหลายมาประกอบการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการฝึกฝนได้ในหลาย รูปแบบ น่าสนใจ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้การฝึกฝนนั้นเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิธีสอนโฟนิกส์เป็นวิธีที่ช่วยให้นักเรียนสามารถมีความรู้ความเข้าใจถึงหน่วยเสียงต่างๆและเชื่อมโยง ระหว่างตัวอักษรหน่วยเสียงและคำศัพท์จนทำให้นักเรียนออกเสียงได้อย่างถูกต้องแล้วนั้น การจัดหากิจกรรม ประกอบการสอนอย่างการใช้เกมเข้ามาประกอบการสอนเพื่อให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายก็เป็นตัว เสริมอันสำคัญที่ยิ่งที่จะช่วยผลักดันให้นักเรียนได้ฝึกฝนการออกเสียงอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งผลที่ได้ จากการวิจัยของผู้วิจัยคือนักเรียนสนุกสนานกับการเรียนการออกเสียง และสามารถอ่านคำได้ถูกต้องมาก ยิ่งขึ้นหลังเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของน้ำทิพย์ ขจรบุญ (2553) ที่ทำการศึกษาการใช้วิธีสอนโฟนิกส์เพื่อ ส่งเสริมการออกเสียงและความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่พบว่า วิธีสอน โฟนิก ส์สามารถช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้การออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น และสอดคล้องกับ ผลการวิจัยของวิญญวดี กุลจลา (2544) ซึ่งได้ศึกษาทักษะการอ่านและเขียนคำเสียงสั้นพยางค์เดียวด้วยวิธีการ สอนแบบโฟนิกส์ โดยใช้ร ่วมกับ ผังใยแมงมุม (web-phonogram) ที่พ บว่า วิธีก ารสอนแบบโฟนิกส์ทำให้ นักเรียนแยกแยะเสียง พยัญชนะ สระ และสะกดคำได้ โดยการผสมเสียงเข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง อีกทั้งยังทำให้นักเรียนมีพัฒนาการในการเขียนคำศัพท์ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


CES Journal .. 76 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

ดังนั้นโดยสรุปแล้วผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าวิธีสอนโฟนิกส์สามารถทำให้นักเรียนออก เสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษถูกต้องมากขึ้น ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยเรื่องการพัฒนาการออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนโฟนิกส์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนวัดคีรีนาครัตนาราม จังหวัดลพบุรี ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำวิธีสอนโฟนิกส์ไปใช้ 1.1 ครูผู้สอนควรศึกษาความรู้ด้านการออกเสียงพยัญชนะโดยละเอียดเพื่อที่จะนำไปถ่ายทอด การออกเสียงที่ถูกต้องให้กับนักเรียน 1.2 ในการนำวิธีการสอนโฟนิกส์ไปใช้ในการสอนนั้น ครูผู้สอนควรเลือกใช้สื่อที่หลากหลายใน การสอน เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น มีความอยากรู้อยากเรียน ซึ่งการเลือกใช้สอื่ ในการสอน ที่เหมาะสมกับกลุ่มนักเรียนนอกจากจะได้วิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยให้นักเรียนเกิดทัศนคติที่ดี ต่อการเรียนภาษาอังกฤษอีกด้วย 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยในครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาพัฒนาการสอนโฟนิกส์ในประเด็นที่ต่อยอดนอกเหนือจากเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และคำศัพท์1พยางค์ เช่น เสียงสระผสม, ประโยค หรือ คำยกเว้นต่างๆที่ออกเสียงไม่เป็นไปตามกฎ การออกเสียง 2.2 ควรมี ก ารศึ ก ษาวิ ธ ี ก ารนำการสอนโฟนิ ก ส์ ไ ปบู ร ณาการเข้ า กั บ การเรี ย นการสอน ภาษาอังกฤษทุกระดับชั้นเพื่อให้นักเรียนมีความรู้ด้านการออกเสียงเป็นพื้นฐานในการเรียนภาษาอังกฤษที่ดี ต่อไป 2.3 ควรมีการศึกษาพัฒนาการนำความรู้โฟนิกส์ให้อยู่ในรูปแบบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือ แอพพลิเคชั่นเพื่อที่นักเรียนและผู้ปกครองสามารถเข้าถึงได้แม้ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน รายการอ้างอิง จีรนันท์ เมฆวงษ์. (2547). การพัฒนาความสามารถในการออกเสียงภาอังกฤษและความคงทนในการเรียนรู้ คำศัพท์ด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.


CES Journal .. 77 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

จิราภรณ์ เสืออินทร. (2557). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยการสอนแบบโฟนิกส์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 โรงเรียนบุญคุ้มราษฎร์บำรุง (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตย์) กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ดาราวดี สุกมลสันต์. (2542). สัทศาสตร์เพื่อการใช้. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏธนบุรี. น้ำทิพย์ ขจรบุญ. (2553). การใช้วิธีสอนโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมการออกเสียงและความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2547). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏพระนคร. ฟาติน่า สุมาลี. (2554). ผลการใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ตอ่ ความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต)มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์ และ อัจฉรา ชำนิประศาสน์. (2545). ระเบียบวิธีการวิจัย. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดีการพิมพ์ วิญญูวดี กุลจลา. (2544). การใช้ W. Phoในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำเสียง สั้นพยางค์เดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2/9. โรงเรียนปรินส์รอยแยลล์วิทยาลัย (วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. อรอุษา แซ่เตียว. (2556). การใช้โฟนิกส์ในการส่งเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถม ประถมศึกษาปีที่3 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี. Kerry, Hempenstall K. (2002). Implicit and explicit phonics Instruction. Retrieved June 6, 2018 ,from http://www.educationnews.org/some_issues_in_phonics_instruction. Vitanova. (2002). Reflective Practice in Pronunciation Learning (I–TESL-J). Retrieved June 16, 2018, from http://iteslj.org/Articles/Vitanova-Pronunciation.html.


CES Journal .. 78 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

บทบาทและหน้าที่ของครูในศตวรรษที่ 21 กับผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา THE TEACHER’S ROLES AND DUTIES IN THE 21ST CENTURY WITH LEANERS OF GENERATION ALPHA ศศิอำไพ มัยโภคา * Sasiampai Maipoka วงเดือน ชูแก้ว ** Vongdurn Chookeaw ศิระ ภูมะธน *** Sira Bhumadhana บทคัดย่อ ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของผู้คนใน ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากมองในด้านระบบการศึกษาของประเทศไทย ครูผู้สอนยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้ เกิด ประโยชน์ ต่อการเรียนการสอนเท่าที่ควร เพราะยังคงเน้นเรียนและท่องจำแต่ในตำราเรียน ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มิได้เป็นการ ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียนแต่ประการใด ดังนั้นครูในศตวรรษที่ 21 จึงควรเปลี่ยนบทบาทจากครู ผู้สอน เป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้แนะแนวทาง และผู้ร่วมเรียนรูไ้ ปกับผู้เรียน ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ได้อย่ างคุ้ มค่ าและ ใช้ได้อย่างหลากหลาย ตลอดจนสามารถออกแบบการจัดการเรียนการสอน โดยใช้สื่อเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและทั นสมัย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสอนตนเองได้ต่อไป ในบทความนี้ยังได้กล่าวถึงลักษณะของผู้เรียนเจเนอชันแอลฟา ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจในเทคโนโลยีและ สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ปรับตัวเก่ง เป็นตัวของตัวเองสูง มีแนวโน้มเป็นคนวัตถุนิยม เบื่อง่าย ใจร้อน และความอดทน ต่ำ รูปแบบการจัดการเรียนรู้จึงควรมีการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับลักษณะนิสัยของผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา ซึ่ง บทความนี้ได้แนะนำ 4 แนวทางคือ (1) การจัดการเรียนรู้ควรเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (2) การจัดการเรียนรู้ควรมีความหลาก หลาย (3) การจัดการเรียนรู้ควรผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และ (4) การจัดการเรียนรู้ควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ที่ มี อยู่ใ ห้ มากที่สุด แนวทางดังกล่าวจะทำให้ผู้เรียนเจเนอชันแอลฟาได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต

คำสำคัญ: บทบาทของครู หน้าที่ของครู ศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา

* ครูภาษาอังกฤษ โรงเรียนวังเด็กวัฒนา จ.ชุมพร อีเมลล์ tongthinktong@hotmail.com ** ครูอนุบาล โรงเรียนวังเด็กวัฒนา จ.ชุมพร อีเมลล์ vongdurn2524@gmail.com *** ครูภาษาอังกฤษ โรงเรียนวังเด็กวัฒนา จ.ชุมพร อีเมลล์ sira.bhumadhana@yahoo.com


CES Journal .. 79 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6……. ABSTRACT Nowadays, science and technology development has played an important role in our living. However, regarding the educational in Thailand, teachers have not made adequate use of technology. In Thailand, teaching and learning tend to focus on rote memorization, in which it does not support and correspond to the 21st century skills development. Therefore, teaching and learning in the 21st century should be changed in accordance with current changes and social contexts of the society. This means teachers should have new roles — not only being a teacher, they need to be a facilitator, a coach, and a co-learner who can make an efficient and various use of available technology. Moreover, they need to design their teaching and learning activities by using modern technology effectively. This way, learners will have chances to learn how to manage their own learning. This article also discusses the characteristics of learners of Generation Alpha, a group of individuals who are interested in technology and can learn quickly. In addition, they are adaptable, self-confident, and has a tendency to materialism, boredom, impatience, and low tolerance. Learning management should be developed and adapted to be consistent with the characteristics of learners of Generation Alpha. This article introduces four ways of learning management; (1) learning management should focus on learners as a center; (2) learning management should be diversified; (3) learning management should be practical; and (4) learning management should make a various use of available technology. These will allow learners of Generation Alpha to learn more effectively in the future.

Keywords: Teachers’ Roles, Teachers’ Duties, 21st Century, Learners of Generation Alpha บทนำ โลกในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของผู้คนทั่วโลก ทุกระดับ และทุกอาชีพ การถือกำเนิดและการ แพร่หลายของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (personal computer) อินเทอร์เน็ต (Internet) และโทรศัพท์มือถือ อัจฉริยะ (smart phone) ทำให้ผู้คนสามารถสืบค้นข้อมูลที่ต้องการเรียนรู้ได้อย่างง่ายดายเพียงเสี้ยววินาที เสมือนมีห้องสมุดเคลื่อนที่อยู่ใกล้ตัว หรือแม้กระทั่งสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้หลากรูปแบบ เสมือนอยู่ ใกล้ชิดกัน ทั้งๆ ที่อาจจะอยู่คนละพื้นที่หรือคนละซีกโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้การดำรงชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น และทำให้โลกใบนี้เป็นโลกไร้พรมแดน (borderless world) อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการในระดับปัจเจกบุคคล เท่านั้น และหากมองในด้านระบบการศึกษาของประเทศไทย แม้ว่ารัฐบาลได้มีการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และได้เพิ่มงบประมาณเพือ่ การศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าผลการประเมินระบบการศึกษาของไทย จากสถาบันวิชาการทั้งในและนอกประเทศต่างบ่งชี้ว่าคุณภาพการศึกษาของไทยยังคงตกต่ำ (นวพร ชลารักษ์,


CES Journal .. 80 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

2558) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทยก็ยังไม่ดีขึ้น (วิลาวัลย์ มาคุ้ม, 2560) สาเหตุสำคัญประการ หนึ่งก็คือ “บทบาทของครูผู้สอน” เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนยังคงยึดติดอยู่ในกรอบเดิมๆ กล่าวคือ เน้นเรียนและท่องจำแต่ในตำราเรียนที่ได้รับการตีพิมพ์อยู่เพียงไม่กี่สำนักพิมพ์ บางตำราเรียนถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ไม่ได้ปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น ครูผู้สอนไม่ได้ ใช้เทคโนโลยีท ี่ม ีอยู่ให้เ กิ ด ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนแต่ประการใด ซ้ำร้ายยังกีดกันมิให้นักเรียนพกคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ มาในโรงเรียน เพราะมีทัศนคติในด้านลบว่านักเรียนเหล่านั้นจะไม่ตั้งใจเรียนและใช้เทคโนโลยีในทางที่ไม่ เหมาะสม การปรับเปลี่ยนทัศนคติของครูผู้สอน จะเป็นการสนับสนุนให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการ จัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะเป็นการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้กับผูเ้ รียนอีกด้วย ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นวพร ชลารักษ์ (2558, อ้างถึงใน วิจารณ์ พานิช, 2555) ได้กล่าวถึงทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคน จะต้องเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษา และตลอดชีวิต คือ 3R x 7C ซึ่งสามารถสรุปเป็นกรอบ แนวคิดได้ดังนี้ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

3R

7C

• Reading (อ่านออก)

• Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)

• Writing (เขียนได้)

• Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)

• Arithmetics (คิดเลขเป็น)

• Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์) • Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ) • Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ) • Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) • Career & learning skills

ภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดของทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21


CES Journal .. 81 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

บทบาท หน้าที่ และลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 ในส่วนนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึงบทบาท หน้าที่ และลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมทักษะ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียน นักวิชาการแต่ละท่านได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และลักษณะของครูใน ศตวรรษที่ 21 ไว้หลากหลายทัศนะ ผู้เขียนขอสรุปบทบาทและลักษณะของครูที่สำคัญและน่าสนใจ ดังนี้ ดร.กมล รอดคล้าย ได้กล่าวว่า ครูในศตวรรษที่ 21 ควรเปลี่ยนสถานะจากครูผู้สอนหรือผู้ถ่ายทอด ความรู้ (teacher) เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ผู้แนะแนวทาง (coach) และผู้ร่วมเรียนรู้ไปกับ ผู้เรียน (co-learner) (ทีมข่าวการศึกษา, 2559) พนมนคร มีราคา (2560, อ้างถึงใน อ่องจิต เมธยะประภาส, 2557) ได้กล่าวถึงลักษณะของครูใน ศตวรรษที่ 21 (E-Teacher) ไว้น่าสนใจ 9 ประการ ดังนี้ 1. Experience ครูต้องมีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ เช่น การเรียนผ่าน อินเทอร์เน็ต อีเมล (E-mail) เป็นต้น 2. Extended ครูต้องแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ผ่านทางสื่อเทคโนโลยี 3. Expended ครูต้องถ่ายทอดหรือขยายผลความรู้ของตนเองสู่นักเรียนผ่านส่ือเทคโนโลยีได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 4. Exploration ครูตอ้ งค้นคว้าและคัดเลือกเน้ือหาความรู้ที่ทันสมัย เหมาะสม และเป็น ประโยชน์ต่อผู้เรียนผ่านทางสื่อเทคโนโลยี 5. Evaluation ครูต้องเป็นนักประเมินที่ดี มีความบริสุทธิ์และยุติธรรม และมีการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการประเมินผล 6. End-User ครูต้องเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่า และใช้ได้อย่างหลากหลาย 7. Enabler ครูต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างบทเรียน เนือ้ หา และสื่อการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 8. Engagement ครูตอ้ งร่วมมือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันผ่านสื่อเทคโนโลยีจนพัฒนาเป็น เครือข่ายความร่วมมือ เช่น เกิดชุมชนครูบนเว็บ เป็นต้น 9. Efficient and Effective ครูต้องใช้สื่อเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทัง้ ใน ฐานะที่เป็นผ้ผู ลิต ผู้กระจาย และผู้ใช้ความรู้ นอกจากนี้ พนมนคร มีราคา (2560, อ้างถึงใน ถนอมพร เลาหจรัสแสง, ม.ป.ป.) ยังได้กล่าวถึงทักษะ ที่จำเป็นสำหรับครูไทยในอนาคต หรือที่เรียกว่า C-Teacher ไว้อีก 8 ประการ ดังนี้ 1. Content ครูต้องมีความรู้และทักษะในเร่ืองท่สี อนเป็นอย่างดี หากไม่รู้จริงในเร่ืองทีส่ อนหรือ ถ่ายทอดแล้ว ก็ยากท่ีนักเรียนจะมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหานั้นๆ


CES Journal .. 82 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

2. Computer (ICT) Integration ครูตอ้ งมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการ เรียนการสอน เพราะจะช่วยกระตุ้นความสนใจให้กับนักเรียน และหากออกแบบกิจกรรมการ เรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยส่งเสริมความรู้และทักษะที่ต้องการได้เป็นอย่างดี 3. Constructionist ครูต้องเข้าใจแนวคิดที่ว่าผูเ้ รียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดย การเชื่อมโยงความรูท้ ี่มีอยูเ่ ดิมกับการได้ลงมือปฏิบัตจิ ริง ซึ่งครูสามารถนำแนวคิดนี้ไปพัฒนา วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนเกิดความรูท้ ี่คงทนและทักษะที่ต้องการได้ 4. Connectivity ครูตอ้ งสามารถจัดกิจกรรมให้เชื่อมโยงระหว่างผู้เรียนด้วยกัน ผูเ้ รียนกับครู ครู ภายในสถานศึกษาเดียวกันหรือต่างสถานศึกษา และสถานศึกษากับชุมชน เพื่อสร้างสภาพ แวดล้อมในการเรียนรู้ทเี่ ป็นประสบการณ์ตรงให้กบั นักเรียน 5. Collaboration ครูต้องมีบทบาทในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือกันระหว่างผู้เรียน กับครู และระหว่างผูเ้ รียนด้วยกัน เพือ่ ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การเรียนรู้ด้วยตนเอง และทักษะที่สำคัญอื่นๆ 6. Communication ครูต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี ท้งั การบรรยาย การยกตัวอย่าง การเลือก ใช้สื่อ การนำเสนอส่ือ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมให้เอือ้ ต่อการเรียนรู้ เพ่ือถ่ายทอดความรู้ ให้กับผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม 7. Creativity ครูต้องออกแบบ สร้างสรรค์กจิ กรรมการเรียนรู้ จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการ เรียนรู้ด้วยตนเองของผูเ้ รียน มากกว่าการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้โดยตรงเพียงอย่างเดียว 8. Caring ครูต้องมีมทุ ิตาจิต ต้องแสดงออกถึงความรัก ความห่วงใยอย่างจริงใจต่อผูเ้ รียน เพือ่ ให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อใจ ส่งผลให้เกิดสภาพการเรียนรู้ตื่นตัวแบบผ่อนคลาย (relaxed alertness) ซึง่ เป็นสภาพทีผ่ ู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีทสี่ ุด ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2560) ได้กล่าวเน้นย้ำว่าสังคมโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ครูในอนาคตจึงไม่ อาจกำหนดทิศทางการสอนที่ชัดเจนได้ ครูควรมีหน้าที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสอนตนเองได้ต่อไป ด้วยวิธี การสอน 7 แบบ (สัตตวิธ)ี ได้แก่ 1. ครูควรสอนให้ผเู้ รียนกำหนดจุดมุ่งหมายได้ด้วยตนเอง ว่าเรียนไปเพื่ออะไร 2. ครูควรสอนให้ผเู้ รียนหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ว่าควรหาที่ไหน อย่างไร 3. ครูควรสอนให้ผเู้ รียนเลือกและคัดกรองความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้เหตุผล ข้อมูล หลักการ ต่างๆ 4. ครูควรสอนให้ผเู้ รียนวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง 5. ครูควรสอนให้ผเู้ รียนตกผลึกความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้การวิเคราะห์ตีความและการ ประเมิน 6. ครูควรสอนให้ผเู้ รียนประยุกต์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ว่าจะนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร


CES Journal .. 83 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

7. ครูควรสอนให้ผเู้ รียนประเมินความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการและขั้นตอนต่างๆ ตามหลัก การประเมิน จากทัศนะของนักวิชาการต่างๆ สามารถสรุปได้ว่าครูในศตวรรษที่ 21 ควรเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้แนะแนวทาง และผู้ร่วมเรียนรู้ไปกับผู้เรียน ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้เรียน สามารถสอนตนเองได้ต่อไป มาถึงตอนนี้ ผู้อ่านคงจะทราบบทบาท หน้าที่ และลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 แล้ว ในหัวข้อ ถัดไป ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา ว่ามี ลักษณะอย่างไร ลักษณะของผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 หรือผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา (generation alpha) คือ บุคคลที่เกิดใน พ.ศ. 2553-2568 หรือ ค.ศ. 2010-2025 เป็นเจเนอเรชันแรกที่เกิดในศตวรรษที่ 21 ทั้งเจเนอเรชัน และส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มคนรุ่นลูกของเจเนเรชันวาย (บุคคลที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2524-2537 หรือ ค.ศ. 1965-1980) และ เจ เนอเรชันเอกซ์ (บุคคลที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2508-2523 หรือ ค.ศ. 1965-1980) (พัชราภา ตันติชูเวช, 2560 ก) ปัจจุบันบุคคลกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงปฐมวัย ที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีอายุมาก มีลูกน้อย และมีฐานะที่ดี กว่า เจเนอเรชันอื่นๆ บุคคลเจเนอเรชันแอลฟามีความสนใจในเทคโนโลยีและสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วย ตนเอง เพราะสัมผัสเทคโนโลยีมาตั้งแต่แรกเกิด ปรับตัวเก่งเพราะคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลง และเป็นตัว ของ ตัวเองสูง อย่างไรก็ตามบุคคลในกลุ่มนี้มีลักษณะวัตถุนิยม เนื่องจากเติบโตขึ้นมาในสังคมทุนนิยม เบื่อง่าย ใจ ร้อน ความอดทนต่ำ เพราะเทคโนโลยีทำให้พ วกเขาทำในสิ่งที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ดังนั้นการ จัดการการเรียนการสอนสำหรับผูเ้ รียนเจเนอเรชันแอลฟาจึงต้องเข้าใจและคำนึงถึงลักษณะพื้นฐานของผู้เรียน เป็นหลัก ซึ่งผู้เขียนจะขอกล่าวในหัวข้อถัดไป แนวทางการจัดการเรียนสอนสำหรับผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา สัง คมไทยในศตวรรษที่ 21 ได้ม ีก ารเปลี่ยนแปลงอยู่มาก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อ ลักษณะนิสัยของเจเนอเรชันแอลฟา ดังนั้น เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีคุณภาพและเหมาะสมกับผู้เรียน เจเนอเรชันแอลฟา รูปแบบการจัดการเรียนรู้จึงควรมีการพัฒนาปรับปรุงเปลีย่ นแปลงให้เข้ากับลักษณะนิสัย ของผู้เรียนและบริบทของสังคม ครูในศตวรรษที่ 21 จึงมีความจำเป็นต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับ ผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟาในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้


CES Journal .. 84 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

1. การจัดการเรียนรู้สำหรับผูเ้ รียนเจเนอเรชันแอลฟาควรเน้นผูเ้ รียนเป็นศูนย์กลาง การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2545 และ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้เรียนถือเป็นผู้มี ความสำคัญที่สุด รูปแบบการเรียนรู้ควรส่งเสริมให้ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผ่านสมอง ร่างกาย และ จิตใจ อีกทั้งผู้เรียนทุกคนถือเป็นผู้มีความสามารถที่จะพัฒนาตนเองได้ ดังนั้น รูปแบบการเรียนรู้ควรส่งเสริมให้ ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติอย่างเต็มศักยภาพ สำหรับผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา ผู้เรียนจะ กลายเป็นผู้มีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น (พัชราภา ตันติชูเวช, 2560ก) นั่นหมายความว่า การจัดการเรียนรู้ควรเพิ่มบทบาทและหน้าที่ของผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงออกทาง ความคิด ได้พัฒนาตนเองทั้งทางสมอง ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของ ตนเอง และได้มีส่วนในการออกแบบการเรียนรู้ที่ตรงต่อความต้องการและระดับความสามารถของตน 2. การจัดการเรียนรู้สำหรับผูเ้ รียนเจเนอเรชันแอลฟาควรมีความหลากหลาย พัชราภา ตันติชูเวช (2560ก) กล่าวว่า ในศตวรรษที่ 21 ผู้สอนควรออกแบบการเรียนการสอนให้มี ความหลากหลายและยืดหยุ่น ความหลากหลายในที่นี้รวมถึงด้านเนื้อหาสาระและด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความเหมือนหรือแตกต่างระหว่างบุคคล และเหมาะสม กับธรรมชาติ ความต้องการ ความสนใจ ความถนัด และระดับความสามารถของผู้เรียน นอกเหนือไปจากนั้น ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกสนุกสนาน ไม่รู้สึก เบื่อหน่ายในการเรียนเนื่องจากเนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ซ้ำซากจำเจ ช่วยให้ผู้เรียนได้รับการ พัฒนาทักษะด้านต่างๆ ครบทุกด้านอย่างต่อเนื่องและยังช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อีกทั้ง เป็น การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความสามารถของตนเองมาใช้อย่างเต็มที่และเต็มศักยภาพ 3. การจัดการเรียนรู้สำหรับผูเ้ รียนเจเนอเรชันแอลฟาควรเป็นการเรียนรูผ้ ่านการลงมือปฏิบัตจิ ริง การจัดการเรียนรู้ที่ดีมีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 นั้น ควรเน้นให้มีการเรียนรู้ผ่านการสัมผัสและการ ลง มือปฏิบัติจริง วิธีการดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่คงทนติดตัวผู้เรียนไปได้นาน เพราะผู้เรียน ได้ คิด ลงมือปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับ พัชราภา ตันติชูเวช (2560ก) ที่ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการเรียนรู้สำหรับผูเ้ รียนเจเนอเรชันแอลฟาควรเน้นการลงมือปฏิบัติจริงและการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ในชีวิตประจำวัน การจัดการเรียนรู้ควรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงแทนที่จะเรียนรู้ผ่านการ ท่องจำ นอกจากนี้ Romeo (2017) ยังได้กล่าวว่า ผู้เรียนยุคใหม่ไม่ได้ต้องการมาโรงเรียนเพื่อท่องจำตำราหรือ มาฟังผู้สอนพูดซ้ำในสิ่งที่ปรากฏอยู่ในตำรา สิ่งที่ผู้เรียนต้องการคือการมีส่วนร่วมและประสบการณ์ที่ดี เพราะ พวกเขารู้ว่าพวกเขาจะลืมในสิ่งที่ท่องจำ แต่จะจดจำจากสิ่งที่พวกเขาทำและจากประสบการณ์นั่นเอง


CES Journal .. 85 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

4. การจัดการเรียนรู้สำหรับผูเ้ รียนเจเนอเรชันแอลฟาควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้มากที่สุด เจเนอเรชันแอลฟาเป็นผู้ที่ชื่นชอบความรวดเร็วและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่าง คล่องแคล่ว หลักสูตรการเรียนการสอนควรมีความสั้นกระทัดรัดและมีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ด้วยเหตุ นี้ ผู้สอนควรออกแบบการจัดการการเรียนรู้ที่สั้น กระชับ ชัดเจน มีความสะดวก รวดเร็ว เอื้อต่อการเรียนรู้ และผู้สอนควรนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แท็ปเล็ต (tablet) เว็บไซต์ (website) เว็บเพจ (webpage) บล็อก (blog) หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social media) ต่างๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอน ทั้งนี้ เพื่อให้การ จัดการเรียนการสอนสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย เหมาะสมกับลักษณะนิสัยของ ผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา และตรงต่อความต้องการ ความสนใจ และความถนัด ของผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการเรียนการสอน หากเป็นการนำมาใช้ที่ถูกต้องและเหมาะสม จะ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและความตั้งใจในการเรียนได้ (พัชราภา ตันติชูเวช, 2560ก; 2560ข) บทสรุป กล่าวได้ว่า ความเจริญ ก้าวหน้าทางวิท ยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เ ข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมในศตวรรษที่ 21 และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาของประเทศไทยอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อลักษณะนิสัยของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 หรือผู้เรียน เจเนอเรชันแอลฟา ดังนั้นครูในศตวรรษที่ 21 จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลีย่ นแปลงดังกล่าว โดยการ เปลี่ยนบทบาทจากครูผู้สอน เป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้แนะแนวทาง และผู้ร่วมเรียนรู้ไปกับผู้เรียน ตลอดจน พัฒนาปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้เข้ากับลักษณะนิสัยของผู้เรียนเจเนอเรชันอัลฟาและบริบทของ สังคม โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ตาม 4 แนวทางที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือ (1) การจัดการเรียนรู้ควรเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง (2) การจัดการเรียนรู้ควรมีความหลากหลาย (3) การจัดการเรียนรู้ควรผ่านการลงมือปฏิบัตจิ ริง และ (4) การจัดการเรียนรู้ควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนเจเนอเรชันอัลฟาได้ เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกระทั่งสามารถสอนตนเองได้ต่อไปในอนาคต รายการอ้างอิง ทีมข่าวการศึกษา. (2559, 13 กันยายน). สกศ.ถกกรอบแอดมิชชันกลุ่มซี-เซิร์น. เดลินิวส์. สืบค้นเมื่อ 4 กันยายน 2561, จาก https://www.dailynews.co.th/education/523449 นวพร ชลารักษ์. (2558). บทบาทของครูกบั การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัย ฟาร์อีสเทอร์น, 9(1), 64-71. สืบค้น 3 กันยายน 2561, จาก http://journal.feu.ac.th/pdf/ v9i1t2a10.pdf


CES Journal .. 86 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ปีที่ 4 ฉบับที่ 6…….

พนมนคร มีราคา. (2560). ครูต้องมีลักษณะอย่างไรในศตวรรษที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร์ มรร, 5(2), 24-35. สืบค้น 4 กันยายน 2561, จาก http://ojs.mbu.ac.th/index.php/edj/article/ download/152/125/ พัชราภา ตันติชูเวช. (2560ก). เจเนอเรชันแอลฟา : เจเนอเรชันใหม่ในสังคมไทยศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พัชราภา ตันติชูเวช. (2560ข). บทบาทครูในศตวรรษที่ 21. ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และนักรบ หมี้แสน (บ.ก.), ความเป็นครูและการพัฒนาครูมืออาชีพ (น. 175-189). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2560). บทบาทของครูในอนาคต : สอนให้ผู้เรียนสอนตนเองได้ต่อไป. ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และนักรบ หมี้แสน (บ.ก.), ความเป็นครูและการพัฒนาครูมอื อาชีพ (น. 161-173). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วิลาวัลย์ มาคุ้ม. (2560). เรียนให้สนุก สนุกให้เป็นเรียน. ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และนักรบ หมี้แสน (บ.ก.), ความเป็นครูและการพัฒนาครูมืออาชีพ (น. 133-146). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. Romeo, A. (2017, August 28). Colleges needs to prepare for Generation Alpha. The Edwardsville Intelligencer. Retrieved September 3, 2018, from https:// www.theintelligencer.com/commentary/article/Colleges-need-to-prepare-forGeneration-Alpha-12049160.php

Ces journal vol 4 no 6  

วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

Ces journal vol 4 no 6  

วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

Profile for 745766
Advertisement

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded