__MAIN_TEXT__
feature-image

Page 1

บทความวิจัย กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในศตวรรษที่ 21 พิเชษฐ ยังตรง การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 Pan Lei และ พิณสุดา สิริธรังศรี รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาเนียง ณ ตะกั่วทุ่ง พิณสุดา สิริธรังศรี และ สินธะวา คามดิษฐ์

รูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พาสนา ชลบุรพันธ์ สินธะวา คามดิษฐ์ และ พิณสุดา สิริธรังศรี บทความวิชาการ การจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมทาอย่างไร กรณีศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พัชราภา ตันติชูเวช ฉันจะเป็นครูที่ดีในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร ภัทรชนน จันทะ ความเป็นผู้นาในสังคมไทย สินธะวา คามดิษฐ์

COLLECE OF EDUCATION SCIENCES, DHURAKIJ PUNDIT UNIVERSITY 110/1-4 ถนนประชาชื่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 E-Mail: CES.dpu@dpu.ac.th หรือCES.dpu@gmail.com


CES Journal 1 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เจ้าของ วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 110/1-4 ถนนประชาชื่น เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210 กรรมการที่ปรึกษา / บรรณาธิการอาวุโส อาจารย์ ดร.เลิศลักษณ์ บุรุษพัฒน์ อาจารย์เฉิดโฉม จันทราทิพย์ ศาสตราจารย์ ดร.บุญเสริม วีสกุล อาจารย์ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองศาสตราจารย์ ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี รองศาสตราจารย์ ดร.กล้า ทองขาว อาจารย์ ดร.พงษ์ภิญโญ แม้นโกศล บรรณาธิการ อาจารย์ ดร.พัชราภา ตันติชูเวช อาคาร 6 ชั้น 16 โทรศัพท์ 02-9547300 ต่อ 649 อีเมล์ ces.dpu@dpu.ac.th

ผู้ประสานงาน นางสาวเยาวลักษณ์ ขวัญชื่น นางสาวนิรดา บรรจงเปลี่ยน อาคาร 6 ชั้น 16 โทรศัพท์ 02-9547300 ต่อ 649

ผู้ช่วยบรรณาธิการ อาจารย์ ดร.วาสนา วิสฤตาภา

ออกแบบรูปเล่ม-จัดหน้า นายธรรมรัตน์ สืบประยงค์ กาหนดออก ราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) 1) เดือนมกราคม – มิถุนายน 2) เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ http://www.dpu.ac.th/ces/CESJournal.html พิมพ์ที่ โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


CES Journal 2 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความ (Peer Review) ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองศาสตราจารย์ ดร. อุทัย บุญประเสริฐ รองศาสตราจารย์ ดร.กล้า ทองขาว รองศาสตราจารย์ ดร.สุมิตร สุวรรณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ทองเอม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สมพร โกมารทัต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนารัตน์ ลิ้ม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สินธะวา คามดิษฐ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประสพสุข ฤทธิเดช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ อาจารย์ ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ อาจารย์ ดร.โสภณ ชัยวัฒนกุลวานิช อาจารย์ ดร.พงศ์พันธุ์ คาพรรณ์ อาจารย์ ดร.จันทร์พา ทัดภูธร อาจารย์ ดร.นักรบ หมี้แสน

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


CES Journal 3 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

วัตถุประสงค์ของวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES JOURNAL) 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย ของวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจ บัณฑิตย์ และนักวิชาการทั่วไป 2. เพื่อเสนอผลการทดลอง การศึกษาค้นคว้า และการวิจัยของวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 3. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิชาการ แลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็นด้านการศึกษาให้แก่วิทยาลัยครุ ศาสตร์ ศิษย์เก่า ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาและผู้ที่สนใจทั่วไป ทั้งนี้วารสารครุศาสตร์ประกอบไปด้วยบทความวิจัยและบทความวิชาการ โดยการจัดทาวารสารได้รับ งบประมาณจากวิทยาลัยครุศาสตร์ และเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของวิทยาลัยครุศาสตร์ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับเดือน มกราคม – มิถุนายน และฉบับเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม)

ทัศนะข้อคิดใดๆ ที่ปรากฏในวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นทัศนะวิจารณ์อิสระ ทางคณะผู้จัดทา ไม่จาเป็นต้องเห็นด้วยกับทัศนะข้อคิดเห็นเหล่านั้นแต่ประการใด ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนและวารสารและได้รับการสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


CES Journal 4 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ขั้นตอนการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ ขั้นตอน 1. ผู้ส่งบทความทั้งบทความวิชาการและบทความวิจัยต้องเขียนบทความ รวมถึง รู ป แบบการอ้ า งอิ ง ท้ า ยบทความและอ้ า งอิ ง ในบทความตามแบบฟอร์ ม ที่ วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์กาหนด ทั้งนี้สามารถดาว์นโหลดรูปแบบการตีพิมพ์ ได้จากเว็บไซต์วิทยาลัยครุศาสตร์ และเลือกที่ “วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์” 2. ผู้ส่งบทความกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มส่งบทความเพื่อเผยแพร่ (CES 1) พร้อม ทั้งให้อาจารย์ที่ปรึกษา (ถ้ามี) ลงนาม จากนั้นนาส่งบทความโดยมีจานวนชุดที่ ส่งตามที่กาหนดในแบบฟอร์มส่งบทความกับผู้ประสานงานวารสาร 3. เมื่อบรรณาธิการได้รับเอกสารตามข้อ 1 และข้อ 2 จากผู้ประสานงานวารสาร แล้ ว จะส่ งอีเ มล์ ก ลั บ ไปยั งผู้ ส่ ง บทความเพื่ อ แจ้ ง ให้ ทราบว่า ได้รั บบทความ ดังกล่าวแล้ว 4. บรรณาธิการจัดส่งบทความเพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความโดยใช้แบบ ประเมินคุณภาพของบทความวิจัย (CES 2)

5. บรรณาธิการแจ้งผู้ส่งบทความให้รับผลการประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทางอีเมล์ พร้อมทั้งส่งบทความที่ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิให้กับผู้ ประสานงานเพื่อนาส่งเอกสารต่อผู้ส่งบทความ 6. กรณีที่บทความได้รับการประเมินให้ตีพิมพ์เผยแพร่ได้โดยมีการปรับปรุงแก้ไข ผู้ส่งบทความต้องแก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้ง กรอกข้อมูลในแบบรับรองการแก้ไขตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (CES 3) 7. การส่งบทความภายหลังการแก้ไขจากผู้ทรงคุณวุฒิ - ผู้ส่งบทความส่งบทความที่แก้ไขแล้วจานวน 1 ชุด และแบบรับรองการแก้ไข ตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ (CES 3) กับผู้ประสานงานวารสาร

ระยะเวลา

ภายใน 3 วันหลั งจาก บ ร ร ณ า ธิ ก า ร ไ ด้ รั บ บทความ ผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ ใ ช้ เ วลา ประเมินบทความและ ส่ ง กลั บ บรรณาธิ ก าร ภ า ย ใ น 3 สั ป ด า ห์ ( ภ า ย ห ลั ง จ า ก ผู้ ท ร ง คุ ณ วุ ฒิ ไ ด้ รั บ บทความ) ภายใน 3 วันหลั งจาก บ ร ร ณ า ธิ ก า ร ไ ด้ รั บ บทความ ภายใน 3 สัปดาห์หลั ง บรรณาธิ ก ารแจ้ ง ผล การประเมินทางอีเมล์ผู้ ส่งบทความ


CES Journal 5 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

- ผู้ส่งบทความส่งเฉพาะ “บทความที่แก้ไขแล้วในรูปแบบของไฟล์ word และ PDF” ให้บรรณาธิการทางอีเมล์ 8. บรรณาธิ ก ารตรวจสอบความสมบู ร ณ์ ข องบทความอี ก ครั้ ง หากไม่ มี แ ก้ ไ ข บรรณาธิการจะออกหนังสือรับรองการตีพิมพ์ให้กับผู้ส่งบทความ (หากมีแก้ไข จะกลับไปที่ขั้นตอนข้อ 6 อีกครั้ง) 9. บรรณาธิการดาเนินการตีพิมพ์ตามรอบของวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ - ตีพิมพ์ฉบับเดือน มกราคม-มิถุนายน ผู้ส่งบทความส่งบทความฉบับสมบูรณ์ ภายในวันที่ 10 มิถุนายนของปีที่ต้องการตีพิมพ์ - ตี พิ ม พ์ ฉ บั บ เดื อ น กรกฎาคม – ธั น วาคม ผู้ ส่ ง บทความส่ ง บทความฉบับ สมบูรณ์ภายในวันที่ 10 ธันวาคม ของปีที่ต้องการตีพิมพ์ - ทั้งนี้หากเลยกาหนดจากวันเวลาดังกล่าวขอตีพิมพ์ในฉบับถัดไป หมายเหตุ แบบฟอร์มต่างๆ สามารถดาว์นโหลดได้จากเว็บไซต์วิทยาลัยครุศาสตร์ http://www.dpu.ac.th/ces/ และเลือกที่ “วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์”

ภายใน 1 สัปดาห์


CES Journal 6 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

สารบัญ บทความวิจัย

หน้า

กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในศตวรรษที่ 21 The Strategies for the Desirable Characteristics Development of Learners In Basic Education Institutions in The 21st Century พิเชษฐ ยังตรง (Pichet Youngtrong)

9

การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 Promoting Students’ Ethics and Morality in Schools Under the Secondary Educational Service Area Office Zone 3 Pan Lei และ พิณสุดา สิริธรังศรี (Pinsuda Sirithrungsri)

25

รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น A MODEL OF TEACHER DEVELOPMENT FOR ENGINEERING EDUCATION IN SCHOOLS UNDER LOCAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATIONS สาเนียง ณ ตะกั่วทุ่ง (Sumniang Natakuatoong) พิณสุดา สิริธรังศรี (Pinsuda Siridhrungsri) และ สินธะวา คามดิษฐ์ (Sinthawa Khamdit)

41

รูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน THE INSTRUCTIONAL SUPERVISION MODEL TO ENHANCE THINKING SKILLS IN BASIC EDUCATION พาสนา ชลบุรพันธ์ (Passana Chonburapun) สินธะวา คามดิษฐ์ (Sinthawa Khamdit) และ พิณสุดา สิริธรังศรี (Pinsuda Siridhrungsri)

57


CES Journal 7 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

สารบัญ(ต่อ) บทความวิชาการ

หน้า

ความเป็นผู้นาในสังคมไทย การจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมทาอย่างไร กรณีศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ How does participatory in education management? : Case Study in Three Southern Border Provinces พัชราภา ตันติชูเวช (Patcharapa Tantichuwet)

79

ฉันจะเป็นครูที่ดีในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร How can I become a good teacher in 21st century ภัทรชนน จันทะ (Phattharachanon Chantha)

89

ความเป็นผู้นาในสังคมไทย Leadership in Thai Society สินธะวา คามดิษฐ์ (Sinthawa Khamdit)

99


CES Journal 8 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บทบรรณาธิการ วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) ฉบับนี้มีความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของวารสารหลาย ประการที่ผู้ติดตามอ่านตั้งแต่ฉบับแรกจะเห็นได้ตั้งแต่รูปแบบหน้าปก การจัดเนื้อหาในวารสาร รวมถึงขั้นตอน การส่งวารสารเพื่อตีพิมพ์ ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาวารสารให้มีความทันสมัยและเป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบ ของวารสารและขั้นตอนการตีพิมพ์ในวารสารจะยืดตามแบบฉบับในวารสารตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไป ในฉบับนี้มี บทความที่น่าสนใจทั้งบทความวิจัยและบทความวิชาการ โดยบทความทางวิจัยเป็นบทความของนักศึ กษา ระดับดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการศึกษาของวิทยาลัยครุศาสตร์ รวมจานวน 4 บทความ คือ 1) เรื่อง รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) รูปแบบการนิเทศการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในศตวรรษที่ 21 4) การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ใน โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 และบทความวิชาการจานวน 3 เรื่องซึ่งเขียน โดยอาจารย์ในวิทยาลัยครุศาสตร์และบุคคลภายนอก บรรณาธิการ ขอขอบพระคุณผู้ผลิตผลงานคุณภาพในวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) ฉบับ นี้เป็นอย่างสูง และขอถือโอกาสเชิญชวนทุกท่านที่สนใจส่งผลงานเพื่อเผยแพร่ในวารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ (CES journal) ฉบับต่อๆไป โดยแบบฟอร์มการตีพิมพ์ผู้อ่านสามารถดาว์นโหลดได้จากเว็บไซต์ของวารสาร วิทยาลัยครุศาสตร์ และขอเชิญชวนให้นักอ่านผลงานที่ติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง หากท่านมีข้อเสนอแนะต่อ การจัดทาวารสารของเราท่านสามารถส่งความเห็นของท่านมาที่บรรณาธิการวารสาร วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง ดร.พัชราภา ตันติชูเวช บรรณาธิการ


CES Journal 9 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่21 The Strategies for the Desirable Characteristics Development of Learners In Basic Education Institutions in The 21st Century พิเชษฐ ยังตรง* Pichet Youngtrong* บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 และ 2) เพื่อเสนอกลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ใน สถานศึ ก ษาขั้ น พื้น ฐาน ในศตวรรษที่ 21 เป็ น การวิจั ยแบบผสม((Mixed Method Research)ระหว่า งวิ จัยเชิ งคุณภาพ (Qualitative Research)และการวิ จั ย เชิ ง ปริ ม าณ(Quantitative Research)ประชากรและกลุ่ ม ตั ว อย่ า งคื อ ผู้ บ ริ ห าร สถานศึกษาและครูผู้สอน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามและ การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า สภาพและปั ญ หาการพั ฒ นาคุ ณ ลั ก ษณะที่ พึ งประสงค์ ข องผู้ เ รี ย นในสถานศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐานในศตวรรษ ที่ 21 สถานศึกษามีการกาหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ มาตรการ แนวทาง เน้นด้านความรู้และด้านคุณธรรม มากกว่าด้านการคิดและด้านทักษะ มีสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษาไม่เพียงพอกับความต้องการของ ผู้เรียน มีระบบการนิเทศการจัดกระบวนการเรี ยนรู้น้อย การวัดและประเมินผลเน้นด้านความรู้มากกว่าด้านความคิด ด้าน ทักษะและด้านคุณธรรม ครูส่วนหนึ่งมีทักษะการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ในศตวรรษที่ 21น้อย ในส่วนของคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของผู้เรียนพบว่าด้านความรู้ ผู้เรียนส่วนหนึ่ง มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ น้อย ไม่รักการอ่าน การเขียนและการ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ด้านความคิดพบว่า มีทักษะในการคิดโดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ น้อย ด้านทักษะพบว่าทักษะในการแก้ปัญหาและทักษะชีวิตน้อย และด้านคุณธรรมส่วนใหญ่มี ระเบียบวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมน้อย กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในศตวรรษที่ 21 พบว่ามีกลยุทธ์ หลัก 5 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่1พัฒนาหลักสูตร กลยุทธ์ที่2 พัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้รักการเรียนรู้กลยุทธ์ที่ 3พัฒนาศักยภาพครู กลยุทธ์ที่ 4 พัฒนาและส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศและกลยุทธ์ที่ 5 ส่งเสริมความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและ ภาค เอกชน

คาสาคัญ : กลยุทธ์ การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ศตวรรษที่21 *นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ *Ph.D. Candidate, Doctor of Philosophy Program in Educational Management, College of Education Sciences, Dhurakij Pundit University *E-mail : Pichet2497@hotmail.com


CES Journal 10 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ABSTRACT The study aimed to 1) investigate the current state and problem of the desirable characteristics of learners in basic education institutions in the 21st Century. 2) propose strategies to develop the desirable characteristics of learners in basic education institutions in the21st Century. There are Mixed method research , which study of qualitative research and quantitativeResearch. Population Sampling in this research are academic administrators of education institution, teachers and instructor in basic education institutions. This research used interviews, Survey by questionnaires and the focus group discussion as the research tools. The results of the study, 1) The current state and problem of the desirable characteristics of learners in basic education institutions in the 21st Century. Education institutions have their vision, mission, goals and guideline. Focused on knowledge and virtues more than thinking and skills. Lack of technology resources and barriers to technology integration in classroom. Measurement and evaluation focuses on knowledge rather than thinking, some teachers lacking the skills of 21st century learning. The desirable characteristics of learners, some learners lack of enthusiasm for learning, reading, writing, and seeking self-knowledge. For part of thinking, lack of thinking skills especially skills of analytical thinking and critical thinking. And part of skills, lack of problem solving skills, lack of life and moral skills. Most of them lack of discipline and lack of self and social responsibility. 2) The strategies for develop the desirable characteristics of learners in basic education institutions in the 21st Century. There are 5 main strategies, 1) Curriculum Development 2) Learners Development 3) The Professional Development of Teachers 4) Develop and Encourage Information Technology 5) Promote collaboration between public and private sector partners

Keywords: Strategies, Desirable Characteristics Development of Learners, 21st Century บทนา มนุษย์ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุด เพราะเป็นผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรมและอารยธรรมที่แสดงให้ เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่าง ๆทั้งทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม การพัฒนา มนุษย์ให้มีคุณภาพดีที่สุดคือการให้การศึกษา เพราะการศึกษามีหน้ าที่สร้างคนและสร้างความแข็งแกร่งให้กับ สั งคม การศึกษาจึ งเป็ น ปั จ จั ย ที่ทาให้ สั งคมเจริญหรือเสื่ อม) เมื่อโลกย่างก้าวเข้าสู่ ศตวรรษที่ 21 กระแส โลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลทางด้านเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และการเมืองการปกครองส่งผลให้องค์การต่าง ๆทุกองค์การต้องปฏิรูปตนเองให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง


CES Journal 11 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

นั้ น กล่ า วคื อ องค์ ก ารยุ ค นี้ ต้ อ งปรั บ ตั ว ให้ เ ข้ า กั บ ความเปลี่ ย นแปลงต่ า ง ๆเป็ น องค์ ก ารแห่ ง การเรี ย นรู้ (Learning Organization)สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม พลเมื อ งที่ มี คุ ณ ภาพในโลกยุ ค ศตวรรษที่ 21 ควรมี คุ ณ ลั ก ษณะ 7 ประการ ดั ง นี้ คื อ 1)ความคิ ด อย่ า งมี วิจารณญาณและการแก้ปัญหา 2)การสื่อสารสารสนเทศ และการเรียนรู้เรื่องสื่อ 3)ความร่วมมือในการทางาน เป็นทีมและความเป็นผู้นา 4)ความคิดสร้างสร้างสรรค์และการมีนวัตกรรม 5)การเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ 6)อาชีพและการเรียนรู้ด้วยตนเองและ 7)ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 2. เพื่ อ น าเสนอกลยุ ท ธ์ ก ารพั ฒ นาคุ ณ ลั ก ษณะที่ พึ ง ประสงค์ ข องผู้ เรี ยน ในสถานศึ ก ษาขั้ น พื้ นฐาน ในศตวรรษที่ 21 แนวคิดและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง คุ ณ ลั ก ษณะที่ พึ ง ประสงค์ ข องผู้ เ รี ย น ได้ ก าหนดไว้ ใ นกฎหมายการศึ ก ษาฉบั บ แรกที่ เ รี ย กว่ า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในหมวด4 แนวการจัดการศึกษามาตรา24 (4) ที่ว่า การจัดการ เรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆอย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ทั้งนี้เป็นไปตามความมุ่ งหมายและหลักการที่ว่า การจัดการ ศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม รวมทั้งมีวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (ราชกิจจานุเบกษา, 2542 , น.3 – 9 ) ดังนั้น การจัดการศึกษาของชาติปัจจุบัน จึงต้องดาเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2551, น.7) ได้กาหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนไว้ในหลักสูตรแกนกลาง การศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน พุ ท ธศั ก ราช 2551โดยได้ ใ ห้ ค วามหมาย ของค าว่ า “คุ ณ ลั ก ษณะอั น พึ ง ประสงค์ ” หมายถึง ความสามารถอยู่ ร่ ว มกั บ ผู้ อื่น ในสั ง คมได้ อ ย่า งมี ความสุ ข ในฐานะพลเมื อ งไทยและและพลโลก สอดคล้องกับแนวคิดของ อนุ บุญสูง (2556, น. 1) ที่กล่าวว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นคุณลักษณะที่ ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนอันเป็นคุณลักษณะที่สังคมต้องการครอบคลุมถึงด้านคุณธรรม ค่านิยม จิตสานึกที่


CES Journal 12 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ต้องการปลูกฝังให้เกิดกับผู้เรียนให้ติดเป็นนิสัยจนเป็นวิถีชีวิต หรือบุคลิกภาพ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ได้อย่างมีความสุขทั้งในฐานะพลเมืองไทยและเป็นพลโลก สานักงานบริหารงานมัธยมศึกษาตอนปลาย สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2552, น.1-2) กล่าวว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนที่สังคมพึงปรารถนา เพื่อพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 ควรมีลักษณะสาคัญที่การเป็นบุคคลที่มีจิตใจดีงาม มีจิตสาธารณะ มีสมรรถนะ ทักษะและความรู้พื้นฐานที่ จาเป็นในการดาเนินชีวิต อธิบายได้ว่ามุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทยมีทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ มีทักษะด้านเทคโนโลยี สามารถทางานร่วมกับผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติอัน จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ตามนัยที่กล่าวมานี้ พบว่า สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนมากที่สุดคือ ความเป็นคนดี คนเก่ง และ คนที่สามารถดารงตนอยู่ในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีความสุขตามควรแก่อัตภาพแต่ละบุคคล สอดคล้องกับแนวคิดของเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2552 , น.159 – 160) ที่ว่า คุณลักษณะของคนไทยที่พึง ประสงค์ควรประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1) ด้านร่างกาย คือ เป็นผู้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการในด้าน ร่างกายและสติปัญญาอย่างสมบูรณ์ 2) ด้านจิตใจ คือ เป็นผู้ที่รู้จักและเข้าใจตนเอง เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น เข้าใจสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัวได้เป็นอย่างดี 3) ด้านความรู้ คือ เป็นผู้ที่ สามารถรู้ สึ ก ในแก่ น สาระของวิ ช า สามารถรู้ ร อบตั ว ในเชิ ง สหวิ ท ยาการ และเป็ น ผู้ ที่ ส ามารถรู้ ไ ด้ ไ กล โดยสามารถคาดการณ์เกี่ยว กับอนาคตที่จะมาถึงได้ 4) ด้านทักษะความสามารถ คือ มีทักษะในด้านการคิด ทักษะการสื่อสาร ทักษะภาษาต่างประเทศ ทักษะการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ ทักษะทางสังคม ทักษะอาชีพทักษะทางสุนทรียะ และทักษะการจัดการที่ดี และ5) ด้านลักษณะชีวิต คือ เป็นผู้ที่มีลักษณะชีวิต แห่งความขยันอดทน ทุ่มเททางานหนัก มีระเบียบวินัย มีความซื่อสัตย์ มีจิตสานึกในระบอบประชาธิปไตย เห็ น คุ ณ ค่ า ในเอกลั ก ษณ์ ข องความเป็ น ไทย มี จิ ต ส านึ ก ต่ อ ผู้ อื่ น และสั ง คม และประหยั ด และออม ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ระบุคุณสมบัติของคนไทยยุคใหม่ว่าต้องใฝ่รู้ใฝ่ เรียน คิดเป็นทาเป็น เรียนรู้ตลอดชีวิต สื่อสารสากล เรียนรู้เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และต้องใช้จริยธรรมนาชีวิต มีความซื่อสัตย์ รักในงาน รับผิดชอบต่อหน้าที่ จิตใจมุ่งมั่นสู่ความเป็นหนึ่ง เคารพต่อกฎระเบียบ เคารพต่อสิทธิ ผู้อื่น ตรงต่อเวลา การออมและความสนใจในการลงทุนจึงจะมีชีวิตที่ดีมีคุณภาพ ช่วยสร้างสรรค์สังคมได้ โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 และการเป็นพลเมืองมีคุณภาพในโลกยุคศตวรรษที่21 (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา,กระทรวง ศึกษาธิการ, 2552, น. 1- 40)


CES Journal 13 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

สรุปได้ว่า คุณลักษณะของเด็กและเยาวชนไทยที่สังคมพึงปรารถนาหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ ผู้ เรี ย น คือมีความสมบู ร ณ์ ทั้ง ร่ างกายและจิต ใจ มีส ติปัญญา คิดเป็น มีความรู้ คุณธรรมและจริยธรรมมี วัฒนธรรมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ส่วนศตวรรษที่ 21 นักวิชาการจานวนมากให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ผู้วิจัยขอนามากล่าวโดยสังเขปดังต่อไปนี้ Trilling and Fadel (2009, p. 176) กล่าวว่า สภาพสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากส่งผล ต่ อ การจั ด การศึ ก ษาและการพั ฒ นาผู้ เ รี ย น การจั ด การศึ ก ษาแบบเดิ ม ไม่ ส ามารถสร้ า งคนให้ มี ความรู้ ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะที่สังคมต้องการ ดังนั้น ทักษะที่จาเป็นในการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่ควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างน้อย 7 ประการ คือ ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการแก้ปัญหา การสื่อสารสารสนเทศและการเรียนรู้เรื่องสื่ อ ความร่วมมือในการทางานเป็นทีมและความ เป็นผู้นา ความคิดสร้างสรรค์และมีนวัตกรรมการเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ อาชีพ และการเรียนรู้ด้วยตนเองและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม สานักงานบริหารงานการมัธ ยมศึกษาตอนปลาย สานักงานคณะกรรมการการศึ กษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2552, น.6-10) ได้ให้ความสาคัญที่เกี่ยวกับทักษะที่จาเป็นสาหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21เป็นอย่างยิ่ง ได้กาหนดทักษะสาคัญไว้ 4 ด้าน ประกอบด้วย ทักษะพื้นฐาน(การสื่อสาร การดาเนินงาน การ ใช้เทคโนโลยีและการสื่อ สารสารสนเทศการแก้ปัญหา และการทางานกับผู้อื่น) ทักษะการเรียนรู้และพัฒนา ตน (เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง ตระหนักในตนเองและรู้จักตนเอง ทัศนะเชิงบวกต่อการเรียนรู้ จัดการ และควบคุมตนเองได้และคิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุผล) ทักษะพลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม(มี ส่วน ร่วมกับกิจกรรมชุมชนและสังคม เคารพความหลากหลาย เห็นบทบาทและมีส่วนร่วมในการสร้างให้เกิดความ เท่าเทียม ความยุติธรรมในสังคมศึกษาและเห็นปัญหาสังคม ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงเข้าใจว่าสิทธิ มาพร้อมกับความรับผิดชอบและปฏิบัติตามนั้น และมีขันติต่อความหลากหลายและไม่เลือกในการปฏิบัติ) ทักษะการทางานและอาชีพ(การวางแผนงานและกิจกรรมได้วางแผนงานและกิจกรรมได้ มีทักษะการจัดการ ตนเองและผู้อื่นตรงเวลา มีวินัย ทางานด้วยตนเองได้ จัดลาดับความสาคัญของงานและทางานได้ตามเวลา สามารถทางานร่วมกับผู้อื่น ตั้งใจ เตรียมการล่วงหน้า และยืดหยุ่นและมีจริยธรรมในการทางาน ประเวศ วะสี (2546, น. 32) กล่าวว่า วิถีชีวิตของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 จะมีปัญหามากขึ้นมาก ขึ้นสืบเนื่องมาจากกิเลส และอวิชชา จะต้องอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาแก้ปัญหา


CES Journal 14 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

วิจ ารณ์ พาณิช (2554, น.12) ได้นาเสนอแนวคิดการจัดการศึกษาส าหรับ ศตวรรษที่ 21ว่าเป็น การศึกษาที่มุ่งที่ตัวผู้เรียนเป็นสาคัญและสิ่งที่ผู้เรียนควรเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ดังนี้เป็นดังนี้1)การเรียนรู้สิ่งที่ ซับซ้อน ต้องเรียนเป็นทีม ต้องก้าวข้ามสาระวิชาไปสู่การเรียนรู้อย่างเข้าใจมีขั้นตอน ตั้งแต่ จา เข้าใจ ประยุกต์ วิเคราะห์ ประเมินและสร้างสรรค์ 2)คุณลักษณะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความสามารถในการ ยืดหยุ่นและปรับตัว การเป็นตัวของตัวเอง มีความเป็นผู้นา มีความรับผิดชอบ และเป็นผู้สร้างหรือผลิต 3)สิ่ง ที่ ผู้ เ รี ย นควรเรี ย นรู้ จ าแนกเป็ น 2 กลุ่ ม คื อ สาระวิ ช าหลั ก ประกอบด้ ว ย ภาษาและภาษาโลก ศิ ล ปะ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์รัฐ และความเป็นพลเมืองดี และหัวข้อในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ความรู้ ความรู้เกี่ยวกับโลก การเงินธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การเป็นผู้ประกอบการ การเป็น พลเมืองดี สุขภาพและสิ่งแวดล้อม สารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี และทักษะการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การรับมือ ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยีทักษะชีวิต อาชีพ สังคมข้ามวัฒนธรรม สรุปได้ว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21ควรประกอบด้วยคุณลักษณะ 4 ด้าน ดังนี้ 1. คุณลักษณะด้านความรู้ ได้แก่ ใฝ่รู้ใฝ่เรียนและกล้าแสดงออก รักการเรียนรู้ และการเรียนรู้ด้วย ตนเอง 2. คุณลักษณะด้านความคิด ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดสร้างสรรค์ 3. คุณลักษณะด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและการทางาน และ ทักษะด้านสื่อ เทคโนโลยีและสารสนเทศ 4. คุณลักษณะด้านคุณธรรม ประกอบด้วย การมีจิตสานึกและค่านิยมที่ดีงามที่ดี การมีจิตสาธารณะ ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม วิธีการดาเนินการวิจัย การวิ จั ย เรื่ อ งกลยุ ท ธ์ ก ารพั ฒ นาคุ ณ ลั ก ษณะที่ พึ ง ประสงค์ ข องผู้ เ รี ย น ในสถานศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน ในศตวรรษที่ 21 มีขั้นตอนในการดาเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที1่ การศึกษาเชิงปริมาณเพื่อให้ได้ข้อมูลสภาพ และปัญหา การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21


CES Journal 15 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ขั้นตอนที2่ การศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเพิ่มเติมผลการศึกษาเชิงปริมาณ ขั้นตอนที3่ การประชุมสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อตรวจสอบ ปรับปรุงและประเมิน ผลการวิจัยและอภิปรายผล การวิ จั ย เรื่ อ งกลยุ ท ธ์ ก ารพั ฒ นาคุ ณ ลั ก ษณะที่ พึ ง ประสงค์ ข องผู้ เ รี ย น ในสถานศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน ในศตวรรษที่ 21 สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1. สภาพและปัญหาของการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 ผลการวิจัยพบว่า 1.1 สภาพการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 ดังแสดงในตารางที่ 1 การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน

ระดับการปฏิบัติ

อันดับที่

1.การจัดการหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตร

มาก

1

2.การวัดและประเมินผล

มาก

2

3.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

มาก

3

4.การจัดสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้

มาก

4

5.การพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียน

ปานกลาง

5

6.การพัฒนาความรู้ความสามารถของครูผู้สอน

ปานกลาง

6

แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

ตารางที1่ สภาพการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 1.2 ปัญหาการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 สรุปได้ว่า 1.2.1 การจัดหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า สถานศึกษามีการนิเทศการจัดกระบวนการเรียนรู้น้อย และไม่ความต่อเนื่อง


CES Journal 16 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

1.2.2 การพัฒนาความรู้ความสามารถของครูผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า ครูส่วนหนึ่งมีทักษะการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการบูรณาการความรู้เป็นองค์รวมทั้ง ความรู้ ความคิด ทักษะและคุณธรรมน้อย 1.2.3 การพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็ นว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงเรียนรู้ในรายวิชาต่าง ๆโดยผ่านการเรียนรู้ที่เน้นความรู้และด้านคุณธรรมมากกว่าด้าน ความคิดและด้านทักษะ ทาให้นักเรียนขาดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบทั้งคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณ์ญาณ คิดแก้ปัญหาและคิดสร้างสรรค์ 1.2.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า ครูส่วนหนึ่งยังจัด กระบวนการเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นเนื้อหามากกว่ากระบวนการเรียนรู้ โดยยึดครูเป็นศูนย์กลางมากกว่านักเรียน เป็นศูนย์กลางทาให้นักเรียนเบื่อหน่ายไม่อยากเรียน 1.2.5 การจัดให้มีสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็ นว่า สถานศึกษาโดยทั่วไปยังมีสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษาไม่เพียงพอกับความต้องการที่จะ ให้บริการกับนักเรียนเพื่อใช้ในการเรียนการสอนและสืบค้นองค์ความรู้ โดยเฉพาะห้องสมุด ยังมีหนังสือที่ ทันสมัยไม่เพียงพอ 1.2.6 การวัดและประเมินผล ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า สถานศึกษาเน้นการ วัดผลและประเมินผลเน้นด้านความรู้มากกว่าด้านความคิด ด้านทักษะและด้านคุณธรรม 2. กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 ที่กาหนดขึ้นประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ 3 ประเด็นกลยุทธ์ 3 เป้าประสงค์ และกลยุทธ์ดังนี้ วิสัยทัศน์ ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา สถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นบุคคลที่คุณลักษณะที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพภายใต้บริบทของสถานศึกษา พันธกิจ 1. พัฒนาการบริหารจัดการศึกษา เพื่อยกระดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน 2. พัฒ นาการจั ดการเรี ย นรู้ เพื่อยกระดับคุ ณลั กษณะที่ พึงประสงค์ข องผู้ เรียน ในสถานศึกษาขั้ น พื้นฐาน


CES Journal 17 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

3. พัฒนาสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน

ใน

สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป้าประสงค์ : เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษา สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นบุคคลที่ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในศตวรรษที่ 21ทั้งด้านความรู้ ด้านความคิด ด้านทักษะและด้านคุณธรรม กลยุทธ์ 1. พั ฒ นาหลั ก สู ต ร ให้ ผู้ เ รี ย นมี ทั ก ษะ ความรู้ ค วามสามารถเพื่ อ การด ารงชี พ มี คุ ณ ธรรม มีความรับผิดชอบและเป็นพลเมืองดีของชาติ เป็นคนทางานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker) 2. พัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้รักการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีความเป็นผู้นาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูง (high human resource) 3. พัฒนาศักยภาพครู ให้ครูเป็นผู้อานวยความสะดวกในการเรียนรู้ (learning facilitator) 4. พัฒนาและส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ (information community technology) 5. ส่งเสริมความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน (networking) อภิปรายผล 1. สภาพและปัญหาการพัฒนาคุณลั กษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานใน ศตวรรษที่ 21 มีประเด็นสาคัญที่นามาอภิปรายผลดังนี้ 1.1 การจัดหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า สถานศึกษามีการนิเทศการจัดกระบวนการเรียนรู้น้อย และไม่ความต่อเนื่อง สืบเนื่องมาจากสถานศึกษามีความเชื่อว่าปัจจุบันครูผู้สอนมีความรู้ความสามารถสู ง สามารถที่จะจัดการเรียนการสอนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรจึงให้หความสาคัญกับการนิเทศการจัดการ เรียนรู้น้อย ประกอบกับปัจจุบันโลกมีความเจริญก้าวหน้าด้านสื่อเทคโนโลยีที่ครูสามารถใช้ในการสืบค้นหา ข้อมูลมาประกอบการจัดการเรียนการสอนได้อย่างอิสระและกว้างขวาง 1.2 การพัฒนาความรู้ความสามารถของครูผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า ครูส่วนหนึ่งมีทักษะการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการบูรณาการความรู้เป็นองค์รวมทั้ง ความรู้ ความคิ ด ทั ก ษะและคุ ณ ธรรมน้ อ ย ทั้ ง นี้ เ พราะครู ผู้ ส อนผ่ า นประสบการณ์ ก ารเรี ย นรู้ ใ น สถาบันการศึกษาที่สาเร็จการศึกษาในวิชาชีพครู เน้นองค์ความรู้มากกว่าคุณธรรม ความคิดและทักษะ ทาให้ ครูผู้สอนยังมีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้นักเรียนปฏิบัติน้อย


CES Journal 18 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

1.3 การพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้เรียน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงเรียนรู้ในรายวิชาต่าง ๆโดยผ่านการเรียนรู้ที่เน้นความรู้และด้านคุณธรรมมากกว่าด้าน ความคิดและด้านทักษะ ทาให้นักเรียนขาดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบทั้งคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณ์ญาณ คิดแก้ปัญหาและคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้เพราะผู้เรียนเคยชินกับการเรียนรู้ด้านความรู้และ คุณธรรมมาตั้งแต่ระดับชั้นเรียนที่ผ่านมา มีการเรียนรู้ที่เน้นด้านการคิดและทักษะน้อยประกอบกับผู้เรียนต้อง เรียนรู้เพื่อการสอบเลื่อนชั้นที่ได้เกรดหรือผลการเรียนที่สูง ๆเพื่อเป็น ฐานของการศึกษาต่อในระดับที่ สูงขึ้นประกอบกับค่านิยมของสังคมไทยที่เน้นความรู้มากกว่าคุณธรรม ความคิดและทักษะ 1.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า ครูส่วนหนึ่งยังจัด กระบวนการเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นเนื้อหามากกว่ากระบวนการเรียนรู้ โดยยึดครูเป็นศูนย์กลางมากกว่านักเรียน เป็ น ศู น ย์ ก ลางท าให้ นั ก เรี ย นเบื่ อ หน่ า ยไม่ อ ยากเรี ย น ทั้ ง นี้ สื บ เนื่ อ งมาจากครู ผู้ ส อนยั ง มี ค วามเข้ า ใจว่ า กระบวนการเรียนการสอนที่ดีต้องเน้นการสอนองค์ความรู้ตามตาราเรียนหรือที่ตามหลักสูตรกาหนดและกังวล ว่าหากจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการแล้วผู้เรียนจะไม่มีความรู้ในเนื้อหาที่เรียนเท่าที่ควร 1.5 การจัดให้มีสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า สถานศึกษาโดยทั่วไปยังมีสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษาไม่เพียงพอกับความต้องการที่จะ ให้บริการกับนักเรียนเพื่อใช้ในการเรียนการสอนและสืบค้นองค์ความรู้ โดยเฉพาะห้องสมุดยังมีหนั งสื อที่ ทันสมัยไม่เพียงพอ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่มีราคาแพง ประกอบกับครูและบุคลากรทางการ ศึกษายังใช้สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่ล งทุน เพราะมีข้อจากัดเรื่องซอฟแวร์ที่จะนามาใช้ ให้เหมาะสมกับบทเรียน ครูผู้สอนส่วนหนึ่งไม่มีความรู้ความสามารถในการผลิตสื่อและเลือกใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ที่เหมาะสมกับบทเรียน 1.6 การวัดและประเมินผล ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีความเห็นว่า สถานศึกษาเน้นการ วัดผลและประเมินผลเน้นด้านความรู้มากกว่าด้านความคิด ด้านทักษะและด้านคุณธรรม ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก ระบบการวัดและและประเมินผลของกระทรวงศึกษาธิการเน้นที่คะแนนสอบ โดยมีการกาหนดเกณฑ์การวัด ภาคทฤษฎีไว้มากกว่าการปฏิบัติ ครูผู้สอนจึงเน้นวัดและประเมินผลความรู้มากกว่าด้านอื่น ๆ 2. กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21มีประเด็นสาคัญที่นามาอภิปรายผลดังนี้ กลยุทธ์ที่1 พัฒนาหลักสูตร ให้ผู้เรียนมีทักษะ ความรู้ความสามารถเพื่อการดารงชีพมีคุณธรรม มีความรับผิดชอบและเป็นพลเมืองดีของชาติ เป็นคนทางานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker) หลักสูตรนับว่า


CES Journal 19 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เป็นสิ่งสาคัญจาเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เพราะ หลักสูตรที่ดี จะส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนที่สังคมต้องการสอดคล้องกั บแนวคิดของ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2554, น.69) ที่ว่าหลักสูตร เป็นตัวกาหนดเนื้อหาสาระที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ เหมาะสมกับความต้องการ ของผู้เรียน เหมาะสมกับท้องถิ่น และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาและปรัชญา เวสารัชช์ (2545, น.8) ที่กล่ าวว่าหลั กสู ตรเป็น ตัวกาหนดเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ ผู้ เรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้เป็น หลักสูตร กลางสาหรับการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้สถานศึกษามีอิสระในการจัดเนื้อหาสาระ ให้เหมาะสมกับโรงเรียนและท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์หลักสูตรเป็นตัวกาหนดเนื้อ หาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้โดยใช้เป็นหลักสูตร กลางสาหรับการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้สถานศึกษามี อิสระในการจัดเนื้อหาสาระให้เหมาะสมกับโรงเรียนและท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ กลยุทธ์ที่2 พัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้รักการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีความเป็นผู้นาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มี คุณภาพสูง (high human resource) เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าผู้เรียนคุณภาพ คือผู้ที่สนใจใฝ่เรียนรู้ในองค์ ความรู้ทั้งปวงทั้งที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ที่สถานศึกษาอบรมสั่งสอนให้และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง อย่างสร้างสรรค์จากสื่อแหล่งเรียนรู้ต่างๆในสังคมและสื่อที่เหมาะสมในการใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนในปัจจุบันคือ สื่อคอมพิวเตอร์ สอดคล้องกับแนวคิดของปรัชญาเวสารัชช์ (2545, น. 8) ที่ว่าสื่อและอุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้ ปัจจุบันสื่อและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้แก่ห้ องปฏิบัติการและเครื่องคอมพิวเตอร์ มีความสาคัญและ จาเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของนักเรียน เพราะสื่อเหล่านี้สามารถพัฒนาการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ นักเรียน ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ครูต้องผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ของหรับการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนของตนได้อย่างเหมาะสมด้วยตามความสามารถของนักเรียนและสื่อและอุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้ประกอบการเรียน สื่อที่ดีมีคุณภาพต้องเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2554, น.70) กลยุทธ์ที่3 พัฒนาศักยภาพครู ให้ครูเป็นผู้อานวยความสะดวกในการเรียนรู้(learning facilitator) ครูผู้สอนนับเป็นบุคคลสาคัญที่จะนาพาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพทั้งด้านความรู้ ความคิด ทักษะ และคุณธรรม สอดคล้องกับแนวคิดของบุญชม ศรีสะอาด(2544, น. 118) ที่ว่าครูผู้สอน เป็นบุคคลสาคัญ ครูผู้สอนต้องมีความรู้ความสามารถในเนื้อหาวิชาที่สอนเป็นอย่างดีและ สอนตรงกับสาขาวิชาที่ตนเองสาเร็จ การศึกษา มีความสามารถในการพัฒนาหลักสูตรตามความต้อง การของท้องถิ่น สามารถจัดการเรียนการสอน ได้อย่างมีประสิทธิภาพบรรลุเป้าหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งใจสอนและได้รับการพั ฒนาด้าน


CES Journal 20 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เนื้อหาและเทคนิคการสอนที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง รวมทั้งต้องจัดทาแผนการสอนและนาไปสอนให้ ตรงตามแผน กลยุ ท ธ์ ที่ 4 พั ฒ นาและส่ ง เสริ ม เทคโนโลยี ส ารสนเทศ (information community technology) เทคโนโลยีสารสนเทศ มีความสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งสาหรับการศึกษาในปัจจุบันเพราะผู้เรียนสามารถ เรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่โดยผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศที่อยู่รายล้อมรอบตัวผู้เรียนทั้งนี้ผู้เรียนต้องเลือกรับ และบริโภคเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่คุณภาพและสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดการพัฒนาสติปัญญาและจิตใจของ ผู้เรียนสอดคล้องกับแนวคิดของบุญชม ศรีสะอาดและคณะ (2544, น. 118) ที่ว่าโรงเรียนต้องจัดหาสื่อที่ ทันสมัยพร้อมให้บริการแก่ครูและผู้เรียนทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการต้อง สามารถ ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและปลอดภัย มีจานวนห้องเรียนเพียงพอ แหล่งเรียนรู้ ทั้ง ภายนอกและภายในโรงเรียนได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะห้องสมุดต้องเอื้อต่อการค้นคว้าด้วยตนเองมีหนังสือ และอุปกรณ์เพื่อใช้ในการศึกษาอย่างเพียงพอและได้มาตรฐาน กลยุทธ์ที่5 ส่งเสริมความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน (networking) เป็นที่ ยอมรับโดยทั่วไปว่าองค์กรภาครัฐและเอกชนในท้องถิ่นรอบโรงเรียนมีความสาคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมและ พัฒนาให้สถานศึกษามีคุณภาพและเจริญก้าวหน้ารงเรียนอื่น ๆ ทั้งด้านงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ บุคลากรและ สถานฝึกประสบการณ์เพราะลาพังงบประมาณที่สถานศึกษาได้รับจากรัฐมีจานวนจากัดและไม่เพีย งพอกับ ความต้องการสอดคล้องกับแนวคิดของนักวิชาการศึกษาที่ว่าเงินทุนสนับสนุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็น ความจาเป็นที่รัฐจะต้องมีการลงทุนมาก ดังนั้นการได้รับเงินสนับสนุนเงินทุนในการจัดการศึกษาจึงต้องอาศัย จากผู้ปกครอง ชุมชนและสังคมส่วนรวมทั่วไปอย่างต่อเนื่องและจริงจังและสถานศึกษาควรขอรับความร่วมมือ ช่วยเหลือจากชุมชนให้ ชุมชนได้มีบทบาทมาร่วมพัฒนาสถานศึกษาทั้งบุคคล งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และ อุป กรณ์(บุ ญชม ศรี ส ะอาดและคณะ 2544, น. 118, ปรัช ญา เวสารัช ช์ 2545, น. 8) และสอดคล้ องกั บ ผลงานวิจัยของสมใจ ธีรทิฐ (2556, น. 215) ที่พบว่า กลยุทธ์ที่สาคัญประการหนึ่งในการพัฒนาคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ของพลเมืองอาเซียนคือ การส่งเสริมความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในการ พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะพลเมืองอาเซียนที่พึงประสงค์


CES Journal 21 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บทสรุปและข้อเสนอแนะ ข้อสรุปคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนส่วนใหญ่ต้องการให้สถานศึกษาดาเนินการปรับปรุง สภาพการดาเนินการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 ให้ มีคุณภาพดีขึ้น กล่าวคือ 1.จัดระบบการนิเทศการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มากขึ้น อย่างทั่วถึงและต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา 2. พัฒนาครูผู้สอนทุกคนในสถานศึกษาให้มีทักษะการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้น การบูรณาการความรู้เป็นองค์รวมทั้งความรู้ ความคิด ทักษะและคุณธรรม 3. ปลูกฝังให้นักเรียนทุกคนเรียนรู้ในรายวิชาต่าง ๆโดยผ่านการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็น ระบบทั้งคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณ์ญาณ คิดแก้ปัญหาและคิดสร้างสรรค์ 4. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนทุกปรับกระบวนการเรียนการสอนโดยให้ครูเป็นผู้อานวยความสะดวกในการ เรียนรู้ของนักเรียนแทนการสอนแบบบรรยายความรู้ 5. สถานศึกษาทุกแห่งต้องจัดหาสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษาให้เพียงพอกับ ความต้องการที่จะให้บริการกับนักเรียนเพื่อใช้ในการเรียนการสอนและสืบค้นองค์ความรู้ โดยเฉพาะห้องสมุด ต้องมีหนังสือที่ทันสมัยและหลากหลาย และมีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ให้นักเรียนไว้สื บค้นหาความรู้ได้อย่าง กว้างขวาง สะดวกและปลอดภัย โดยมีครูคอยอานวยความสะดวกในการสืบค้นอย่างสร้างสรรค์ 6. สถานศึกษาต้องเน้นการวัดผลและประเมินผลให้รอบด้านทั้งด้านความรู้ด้านความคิด ด้านทักษะ และด้านคุณธรรม อย่างเหมาะสมกับธรรมชาติวิชาและกระบวนการเรียนรู้ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ 1.หน่วยงานต้นสังกัดและเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรนากลยุทธ์การ พัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ไปศึกษารายละเอียดและนาเสนอกลยุทธ์ ดังกล่าว เพื่อให้โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัด นาไปปรับปรุงและพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ทั้ง 4 ด้าน ตลอดจนให้การสนับสนุนด้านปัจจัยและทรัพยากรทางการบริหารสถานศึกษาที่เพียงพอโดยเฉพาะ ด้านสื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ทางการศึกษา 2.ผู้ บ ริ ห ารสถานศึกษาขั้น พื้น ฐานระดับมัธยมศึกษา ควรนาข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ คื อ กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 โดยคานึงถึง นโยบายของหน่ ว ยเหนื อ พร้ อ มทั้ ง สร้ า งความเข้ า ใจแก่ ผู้ เ กี่ ย วข้ อ งทุ ก ฝ่ า ย ทั้ ง คณะครู คณะกรรมการ


CES Journal 22 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

สถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในโรงเรียน ตลอดจนตัวแทนผู้ปกครอง และชุ ม ชน รวมทั้ ง ภาคี เ ครื อ ข่ า ยของสถานศึ ก ษา เพื่ อ ปรั บ ปรุ ง และพั ฒ นาเกี่ ย วกั บ กลยุ ท ธ์ ก ารพั ฒ นา คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด


CES Journal 23 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551.กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2552,กันยายน – ธันวาคม). ภาพอนาคตและคุณลักษณะของคนไทยที่พึง ประสงค์. ในวารสารการบริหารและพัฒนา. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. บุญชม ศรีสะอาด และคณะ.(2544). ผลงานการวิจัยเรื่องปัญหาและแนวทางการพัฒนาการศึกษา ขั้นพื้นฐานในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต11. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ประเวศ วะสี. (2546). วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21:สู่ภพภูมิแห่งการพัฒนา.พิมพ์ครั้งที่2. ปรัชญา เวสารัชช์. (2545). ชุดฝึกอบรมครู:ประมวลสาระ หลักการจัดการศึกษา. กรุงเทพฯ : ราชกิจจานุเบกษา. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. เล่มที่ 116 / ตอนที่ 74 ก. วิจารณ์ พานิช. (2554). วิถีการสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่21 สืบค้น 21 กรกฎาคม 2558 จากhttp://www.gotoknow. Org/blog/thaikm/434192. สานักงานบริหารงานมัธยมศึกษาตอนปลาย สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2552). แนวทางการจัดการเรี ยนรู้ ในโรงเรี ยนมาตรฐานสากล. เอกสารสนับสนุนการดาเนินงานโรงเรียน มาตรฐานสากล. สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา,กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาใน ศตวรรษที่สอง(พ.ศ.2552-2561). กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค จากัด.ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2542. สานักงานปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงษ์. สมใจ ธีรทิฐ. (2556). กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะพลเมืองอาเซียนที่พึงประสงค์. (วิทยานิพนธ์ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อนุ บุญสูง. (2556). การพัฒนาศักยภาพด้านการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ผู้เรียน (Desirable Characteristic Assessment) สาหรับครู. เอกสารนิเทศการศึกษาลาดับที่3/2556 กลุ่มงานวัดและ ประเมินผลการศึกษา กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัด. Trelling,Bernie &Fadel, Charles.(2009). 21th Century skill Learning for live in our times.California: Jossey-Bass.


CES Journal 24 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4


CES Journal 25 р╕зр╕▓р╕гр╕кр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Чр╕вр╕▓р╕ер╕▒р╕вр╕Др╕гр╕╕р╕ир╕▓р╕кр╕Хр╕гр╣М р╕бр╕лр╕▓р╕зр╕┤р╕Чр╕вр╕▓р╕ер╕▒р╕вр╕Шр╕╕р╕гр╕Бр╕┤р╕Ир╕Ър╕▒р╕Ур╕Ср╕┤р╕Хр╕вр╣М р╕Ыр╕╡р╕Чр╕╡р╣И 3 р╕Йр╕Ър╕▒р╕Ър╕Чр╕╡р╣И 4

р╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Кр╕▒р╣Йр╕Щр╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Фр╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣И р╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 Promoting StudentsтАЩ Ethics and Morality in Schools Under the Secondary Educational Service Area Office Zone 3 Pan Lei * р╕Ьр╕╣р╣Йр╕Кр╣Ир╕зр╕вр╕ир╕▓р╕кр╕Хр╕гр╕▓р╕Ир╕▓р╕гр╕вр╣М р╕Фр╕г. р╕Юр╕┤р╕Ур╕кр╕╕р╕Фр╕▓ р╕кр╕┤р╕гр╕┤р╕Шр╕гр╕▒р╕Зр╕ир╕гр╕╡ Asst. Prof. Pinsuda Sirithrungsri, Ph.D. р╕Ър╕Чр╕Др╕▒р╕Фр╕вр╣Ир╕н р╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕вр╕Др╕гр╕▒р╣Йр╕Зр╕Щр╕╡р╣Йр╕бр╕╡р╕зр╕▒р╕Хр╕Цр╕╕р╕Ыр╕гр╕░р╕кр╕Зр╕Др╣М 1) р╣Ар╕Юр╕╖р╣Ир╕нр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ 2) р╣Ар╕Юр╕╖р╣Ир╕нр╣Ар╕Ыр╕гр╕╡р╕вр╕Ър╣Ар╕Чр╕╡р╕вр╕Ъ р╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕б р╕Др╕╕ р╕У р╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤ р╕в р╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒ р╕Б р╣Ар╕гр╕╡р╕в р╕Щр╣Бр╕ер╕░ 3) р╣Ар╕Юр╕╖р╣И р╕н р╕ир╕╢ р╕Б р╕йр╕▓р╕Вр╣Й р╕н р╣Ар╕кр╕Щр╕нр╣Бр╕Щр╕░р╣Бр╕Щр╕зр╕Чр╕▓р╕Зр╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕ р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Щр╕▒ р╕Б р╣Ар╕гр╕╡ р╕в р╕Щр╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Кр╕▒р╣Йр╕Щ р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Фр╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕вр╕Др╕гр╕▒р╣Йр╕Зр╕Щр╕╡р╣Й р╣Ар╕Ыр╣Зр╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕вр╣Ар╕Кр╕┤р╕Зр╕Ыр╕гр╕┤р╕бр╕▓р╕У р╕Бр╕ер╕╕р╣Ир╕б р╕Хр╕▒р╕зр╕нр╕вр╣Ир╕▓р╕З р╕Чр╕╡р╣Ир╣Гр╕Кр╣Йр╣Гр╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕в р╕Др╕╖р╕н р╕Ьр╕╣р╣Йр╕Ър╕гр╕┤р╕лр╕▓р╕гр╕кр╕Цр╕▓р╕Щр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕ер╕░ 1 р╕Др╕Щ р╕лр╕▒р╕зр╕лр╕Щр╣Йр╕▓р╕Бр╕ер╕╕р╣Ир╕бр╕кр╕▓р╕гр╕░р╕Бр╕▓р╕гр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕╣р╣Й р╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕ер╕░ 1 р╕Др╕Щр╣Бр╕ер╕░ р╕Др╕гр╕╣р╕Ьр╕╣р╣Йр╕кр╕нр╕Щ р╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕ер╕░ 2 р╕Др╕Щ р╕гр╕зр╕б 168 р╕Др╕Щ р╕Лр╕╢р╣Ир╕Зр╕нр╕вр╕╣р╣Ир╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Гр╕Щр╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Фр╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╕Ир╕▓р╕Щр╕зр╕Щ 42 р╣Бр╕лр╣Ир╕З р╣Ар╕Др╕гр╕╖р╣Ир╕нр╕Зр╕бр╕╖р╕нр╕Чр╕╡р╣Ир╣Гр╕Кр╣Йр╣Гр╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╣Ар╕Бр╣Зр╕Ър╕гр╕зр╕Ър╕гр╕зр╕бр╕Вр╣Йр╕нр╕бр╕╣р╕ер╣Ар╕Ыр╣Зр╕Щр╣Бр╕Ър╕Ър╕кр╕нр╕Ър╕Цр╕▓р╕б р╕кр╕Цр╕┤р╕Хр╕┤р╕Чр╕╡р╣Ир╣Гр╕Кр╣Йр╣Гр╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╣Ар╕Др╕гр╕▓р╕░р╕лр╣Мр╕Вр╣Йр╕нр╕бр╕╣р╕е р╕Др╕╖р╕н р╕Др╣Ир╕▓р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣Ир╕в р╕кр╣Ир╕зр╕Щр╣Ар╕Ър╕╡р╣Ир╕вр╕Зр╣Ар╕Ър╕Щр╕бр╕▓р╕Хр╕гр╕Рр╕▓р╕Щ t-test р╣Бр╕Ър╕Ъ Independent samples р╣Бр╕ер╕░ F-test р╕Ьр╕ер╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕в р╕Юр╕Ър╕зр╣Ир╕▓ 1. р╕Ьр╕ер╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╣Ар╕Др╕гр╕▓р╕░р╕лр╣Мр╕Вр╣Йр╕нр╕бр╕╣р╕е р╣Ар╕Бр╕╡р╣Ир╕вр╕зр╕Бр╕▒р╕Ър╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Кр╕▒р╣Йр╕Щр╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Ф р╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╣Вр╕Фр╕вр╕ар╕▓р╕Юр╕гр╕зр╕бр╕Чр╕▒р╣Йр╕З 7 р╕Фр╣Йр╕▓р╕Щ р╣Др╕Фр╣Йр╣Бр╕Бр╣И 1) р╕Бр╕▓р╕гр╕Бр╕▓р╕лр╕Щр╕Фр╕Щр╣Вр╕вр╕Ър╕▓р╕вр╣Бр╕ер╕░р╣Бр╕Щр╕зр╕Чр╕▓р╕Зр╣Гр╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Ф р╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕б 2) р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕лр╕ер╕▒р╕Бр╕кр╕╣р╕Хр╕г 3) р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕▓р╕гр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕╣р╣Йр╕Ир╕▓р╕Бр╕Бр╕▓р╕гр╕Ыр╕Пр╕┤р╕Ър╕▒р╕Хр╕┤ 4) р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕Чр╕▓р╕Зр╕ир╕▓р╕кр╕Щр╕▓ 5) р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Ф р╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕Ър╕▓р╣Ар╕Юр╣Зр╕Нр╕Ыр╕гр╕░р╣Вр╕вр╕Кр╕Щр╣Мр╣Бр╕ер╕░р╕Ир╕┤р╕Хр╕нр╕▓р╕кр╕▓ 6) р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕вр╕Бр╕вр╣Ир╕нр╕Зр╣Ар╕Кр╕┤р╕Фр╕Кр╕╣р╣Ар╕Бр╕╡р╕вр╕гр╕Хр╕┤р╕Ьр╕╣р╣Йр╕Чр╕▓р╕Др╕зр╕▓р╕бр╕Фр╕╡р╣Бр╕ер╕░ 7) р╕Бр╕▓р╕гр╕Хр╕┤р╕Фр╕Хр╕▓р╕бр╣Бр╕ер╕░р╕Ыр╕гр╕░р╣Ар╕бр╕┤р╕Щр╕Ьр╕е р╕Юр╕Ър╕зр╣Ир╕▓ р╕бр╕╡р╕Бр╕▓р╕гр╕Ыр╕Пр╕┤р╕Ър╕▒р╕Хр╕┤р╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Фр╣Бр╕ер╕░р╣Ар╕бр╕╖р╣Ир╕нр╕Юр╕┤р╕Ир╕▓р╕гр╕Ур╕▓р╣Ар╕Ыр╣Зр╕Щр╕гр╕▓р╕вр╕Фр╣Йр╕▓р╕Щ р╕Юр╕Ър╕зр╣Ир╕▓ р╕Фр╣Йр╕▓р╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕бр╕╡р╕Др╣Ир╕▓р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣Ир╕вр╕кр╕╣р╕Зр╕кр╕╕р╕Ф р╕Др╕╖р╕н р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕вр╕Бр╕вр╣Ир╕нр╕З р╣Ар╕Кр╕┤р╕Ф р╕Кр╕╣р╣Ар╕Бр╕╡р╕вр╕гр╕Хр╕┤ р╕Ьр╕╣р╣Йр╕Чр╕▓р╕Др╕зр╕▓р╕бр╕Фр╕╡ (ЁЭСе╠Е = 4.78, S.D. = 0.34) р╣Бр╕ер╕░р╕Фр╣Йр╕▓р╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕бр╕╡р╕Др╣Ир╕▓р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣Ир╕вр╕Хр╣Ир╕▓р╕кр╕╕р╕Ф р╕Др╕╖р╕н р╕Бр╕▓р╕гр╕Хр╕┤р╕Фр╕Хр╕▓р╕бр╣Бр╕ер╕░р╕Ыр╕гр╕░р╣Ар╕бр╕┤р╕Щр╕Ьр╕е (ЁЭСе╠Е = 4.62, S.D.= 0.50) 2. р╕Ьр╕ер╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╣Ар╕Др╕гр╕▓р╕░р╕лр╣Мр╣Ар╕Ыр╕гр╕╡р╕вр╕Ър╣Ар╕Чр╕╡р╕вр╕Ъ р╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Кр╕▒р╣Йр╕Щр╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Ф р╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╕Ир╕▓р╣Бр╕Щр╕Бр╕Хр╕▓р╕б р╕Бр╕▓р╕гр╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ър╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕е р╕Чр╕╡р╣Ир╕Хр╕▒р╣Йр╕Зр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╣Бр╕ер╕░р╕Вр╕Щр╕▓р╕Фр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╣Вр╕Фр╕вр╕ар╕▓р╕Юр╕гр╕зр╕б р╕бр╕╡ р╕Др╕зр╕▓р╕бр╣Бр╕Хр╕Бр╕Хр╣Ир╕▓р╕Зр╕Бр╕▒р╕Щр╕нр╕вр╣Ир╕▓р╕Зр╕бр╕╡р╕Щр╕▒р╕вр╕кр╕▓р╕Др╕▒р╕Нр╕Чр╕▓р╕Зр╕кр╕Цр╕┤р╕Хр╕┤р╕Чр╕╡р╣Ир╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ъ .001 р╕кр╣Ир╕зр╕Щ р╕Фр╣Йр╕▓р╕Щр╕Чр╕╡р╣И 6 р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕вр╕Бр╕вр╣Ир╕нр╕Зр╣Ар╕Кр╕┤р╕Фр╕Кр╕╣р╣Ар╕Бр╕╡р╕вр╕гр╕Хр╕┤р╕Ьр╕╣р╣Йр╕Чр╕▓р╕Др╕зр╕▓р╕бр╕Фр╕╡ р╣Ар╕бр╕╖р╣Ир╕н р╣Ар╕Ыр╕гр╕╡р╕вр╕Ър╣Ар╕Чр╕╡р╕вр╕Ър╕Хр╕▓р╕б р╕Чр╕╡р╣Ир╕Хр╕▒р╣Йр╕Зр╕Вр╕нр╕Зр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╣Бр╕Хр╕Бр╕Хр╣Ир╕▓р╕Зр╕Бр╕▒р╕Щр╕нр╕вр╣Ир╕▓р╕Зр╕бр╕╡р╕Щр╕▒р╕вр╕кр╕▓р╕Др╕▒р╕Нр╕Чр╕▓р╕Зр╕кр╕Цр╕┤р╕Хр╕┤р╕Чр╕╡р╣Ир╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ъ .01 р╕Лр╕╢р╣Ир╕Зр╣Ар╕Ыр╣Зр╕Щр╣Др╕Ыр╕Хр╕▓р╕бр╕кр╕бр╕бр╕Хр╕┤р╕Рр╕▓р╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕в * р╕Щр╕▒р╕Бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Ыр╕гр╕┤р╕Нр╕Нр╕▓р╣Вр╕Ч р╕кр╕▓р╕Вр╕▓р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕▓р╕гр╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╕зр╕┤р╕Чр╕вр╕▓р╕ер╕▒р╕вр╕Др╕гр╕╕р╕ир╕▓р╕кр╕Хр╕гр╣М р╕бр╕лр╕▓р╕зр╕┤р╕Чр╕вр╕▓р╕ер╕▒р╕вр╕Шр╕╕р╕гр╕Бр╕┤р╕Ир╕Ър╕▒р╕Ур╕Ср╕┤р╕Хр╕вр╣М


CES Journal 26 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

3. แนวทางการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสั งกัดสานักงาน เขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 พบว่า มีข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับกิจกรรมการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนทั้ง 9 ประการ ได้แก่ 1) ความขยัน 2) ความประหยัด 3) ความซื่อสัตย์ 4) ความมีวินัย 5) ความสุภาพ 6) ความสะอาด 7) ความสามัคคี 8) ความมีน้าใจและ 9) ความกตัญญู

คาสาคัญ: การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กิจการนักเรียน มัธยมศึกษา Abstract The purposes of the study were: (1) to study the promotion of ethics and morality in students of the schools under the jurisdiction of the Secondary Educational Service Area Office Zone 3, (2) to compare the promotion ofethics and morality in the school students under the Secondary Educational Service Area Office Zone 3, and (3) tooffer the suggestions for the cultivation of ethics and morality in the school students. The study was a quantitative investigation. The population of the study was the schools under the Secondary Educational Service Area Office Zone 3; simple random sampling was employed to select the samples. The sampled were 42 schools with 168 participants. For each school, 4 participants were studies, namely the principal, the head of department, and two teachers. The data was collected by questionnaires and was analyzed using the following statistical techniques: ∞-Alpha Coefficient, Mean, Standard Deviation, Independent samples t-test, and F-test. 1. The results indicated that the all seven dimensions of the ethics and morality: 1) Setting the policy and guidelines for organizing activity, 2) Organizing extra curriculum activity, 3) Organizing study from practice, 4) Organizing religious activity, 5) Organizing outreach and voluntary activity, 6) on the honoring those who have done good deeds, 7) the monitoring and evaluation were practiced at the high level of performance. After considering eachdimension, the highest average practiced dimension was on the honoring those who have done good deeds and the lowest fell into the dimension on the monitoring and evaluation. 2. The results of the comparison of the schools with different awards received, school locations, and sizes of schools showed that their promotions were significantly different. The findings confirmed the set hypotheses.


CES Journal 27 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

3. Based on the study, the recommendations covered all areas, namely, diligence, frugality, honesty, discipline, gentleness, cleanliness, benevolence, and gratitude. The schools should organize activities to promote ethical and moral students in nine dimensions.

Keywords: Promoting students’ Ethics and Morality /Learning activity / organization Secondary students’ activity

บทนา จากที่ได้ติดตามข่าวจากสื่อต่าง ๆ แล้ว พบว่าเยาวชนของชาติไทยนับวันจะมีแต่ข่าวที่แสดงถึงความ รุนแรงความเสื่อมถอยทางศีลธรรมมากขึ้นทุกวันภาพที่เห็นได้ชัด คือ การเสพและการค้ายาเสพติดกาลังแพร่ ระบาดในกลุ่มเยาวชนไทย ตั้งแต่ในระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา การแต่งกายล่อแหลม เป็น มูลเหตุที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมทางเพศ การเพิ่มขึ้นของปัญหายาเสพติดของนักเรียนการที่นักเรียนใช้ชีวิตอยู่ ร่วมกันฉันท์สามี ภรรยา สามารถพบได้ตามหอพักต่าง ๆ ที่นักเรียนอยู่ร่วมกันเป็นจานวนมาก การทะเลาะ วิวาทของนักเรียนทั้งที่เกิดขึ้นภายในสถาบันเดียวกันและต่างสถาบัน (สานักงานคณะกรรมการพัฒ นาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , 2551-2558) ปัญหาดังกล่าว มีความรุนแรงและขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก เมื่อพิจารณาถึงรากเหง้าของ ปัญหาทาให้ทราบได้ว่าเกิดจากการขาดการบูรณาการทางความคิดและการ ดาเนินงานร่วมกันของสถาบันครอบครัว สถาบันทางการศึกษาและองค์กรที่เกี่ยวข้อง นามาสู่กระบวนการ หล่อหลอมทางสังคมที่ไ ร้ประสิทธิภาพ ไม่ครอบคลุมทุกมิติของปัญหาและมิติของการพัฒนา ประกอบกับ สภาวการณ์ของสังคม ไทยในปัจจุบันตกอยู่ในขั้นวิกฤตเกิดวิกฤตศีลธรรมและจรรยาบรรณในตัวบุคคลดังนั้น กระบวนการพัฒนานักเรียน จึงจาเป็นต้องสร้างโอกาสให้เยาวชน ในการฝึกพัฒนาตนเองผู้อื่นและสังคม โดยรวม เพื่อให้เกิดการหล่อหลอมคุณธรรมและจริยธรรมให้กับนักเรียน (กัญญา วีรยวรรธน, 2560) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 ขาด การปลูกฝังในด้านคุณธรรม จริยธรรมอย่างยั่งยืน เป็นเหตุให้มีนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและมี นักเรียนจานวนไม่น้อย ที่มีปัญหาด้านคุณธรรมและจริยธรรม (สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3, 2559, น. 10-13) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยม ศึกษา ใน โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 เพื่อให้ได้ข้อมูลสาหรับเป็นแนวทางในการ ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาต่อไป


CES Journal 28 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 2. เพื่อเปรียบเทียบการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 3. เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาใน โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 สมมติฐาน 1. โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 ที่ได้รับรางวัลกับ โรงเรียนที่ไม่ได้รับรางวัลด้านการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน มีการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา แตกต่างกัน 2. โรงเรี ย นมัธยมศึกษา ในสั งกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 ที่ตั้งอยู่ในเขต เทศบาล กับโรงเรียนที่ตั้งอยู่นอกเขตเทศบาล มีการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยม ศึกษา แตกต่างกัน 3. โรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสานักงานเขตพื้ นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 ที่มีขนาดต่างกัน มี การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา แตกต่างกัน จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎี ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการวิเคราะห์ ปัจจัย ที่ส่งผลต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา นามาสู่การกาหนด กรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้


CES Journal 29 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ตัวแปรต้น บริบทของโรงเรียน 1. การรับรางวัลด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน 1.1 โรงเรียนที่ได้รับรางวัล 1.2 โรงเรียนที่ไม่ได้รับรางวัล 2. ที่ตั้งของโรงเรียน 2.1 ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล 2.2 ตั้งอยู่นอกเขตเทศบาล 3. ขนาดโรงเรียน 3.1 ขนาดเล็ก 3.2 ขนาดกลาง 3.3 ขนาดใหญ่

ตัวแปรตาม การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 1) การกาหนดนโยบายและแนวทางในการจัดกิจกรรม 2) การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร 3) การจัดการเรียนรูจ้ ากการปฏิบตั ิ 4) การจัดกิจกรรมทางศาสนา 5) การจัดกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์และจิตอาสา 6) การจัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทาความดี 7) การติดตามและประเมินผล

ภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย

วิธีดาเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยสุ่ม แบบง่าย (Simple Random Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจานวน 168 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 42 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 42 คน และครูผู้สอน 84 คน จากโรงเรียนมัธยมศึกษา ในสังกัดสานักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จานวน 47 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาจากการสังเคราะห์แนวคิด และ ทฤษฎี ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านการทดสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ซึ่งได้ค่า สั มประสิ ทธิ์ความสอดคล้ อง (IOC: Index of Consistency) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 โดยผู้ วิจัยได้ดาเนินการ ทดลองใช้แบบสอบถาม (Try out) กับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจริง เพื่อตรวจสอบ หาค่าความเชื่อมั่น (∞-Alpha Coefficient) ของแบบสอบถาม โดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟา ของ ครอนบาช (Cronbach,1980) ได้ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.943 ทั้งนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากการส่งแบบสอบถามทั้งหมด 168 ฉบับ และได้รับแบบสอบถามคืนทั้งหมด 168 ฉบับ อัตราการตอบกลับ คิดเป็นร้อยละ 100


CES Journal 30 р╕зр╕▓р╕гр╕кр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Чр╕вр╕▓р╕ер╕▒р╕вр╕Др╕гр╕╕р╕ир╕▓р╕кр╕Хр╕гр╣М р╕бр╕лр╕▓р╕зр╕┤р╕Чр╕вр╕▓р╕ер╕▒р╕вр╕Шр╕╕р╕гр╕Бр╕┤р╕Ир╕Ър╕▒р╕Ур╕Ср╕┤р╕Хр╕вр╣М р╕Ыр╕╡р╕Чр╕╡р╣И 3 р╕Йр╕Ър╕▒р╕Ър╕Чр╕╡р╣И 4

р╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤ р╣А р╕Др╕гр╕▓р╕░р╕лр╣М р╕Вр╣Й р╕н р╕бр╕╣ р╕е р╣Гр╕Кр╣Й р╣В р╕Ыр╕гр╣Бр╕Бр╕гр╕бр╕зр╕┤ р╣А р╕Др╕гр╕▓р╕░р╕лр╣М р╣Ар╕Юр╕╖р╣И р╕н р╕лр╕▓р╕Др╕зр╕▓р╕бр╕Цр╕╡р╣И (Frequency) р╕гр╣Й р╕н р╕вр╕ер╕░ (Percentage) р╕Др╣И р╕▓ р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣И р╕в (Mean) р╣Бр╕ер╕░р╕кр╣И р╕з р╕Щр╣Ар╕Ър╕╡р╣И р╕в р╕Зр╣Ар╕Ър╕Щр╕бр╕▓р╕Хр╕гр╕Рр╕▓р╕Щ (Standard Deviation) р╕кр╕Цр╕┤ р╕Хр╕┤ р╕Чр╕╡р╣И р╣Г р╕Кр╣Й р╣Г р╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤ р╣А р╕Др╕гр╕▓р╕░р╕лр╣М р╕Вр╣Йр╕нр╕бр╕╣р╕е р╕Др╕╖р╕н р╕Др╣Ир╕▓р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣Ир╕в р╕кр╣Ир╕зр╕Щр╣Ар╕Ър╕╡р╣Ир╕вр╕Зр╣Ар╕Ър╕Щр╕бр╕▓р╕Хр╕гр╕Рр╕▓р╕Щ t-test р╣Бр╕Ър╕Ъ Independent samples р╣Бр╕ер╕░ F-test р╕Ьр╕ер╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕в р╕Ир╕▓р╕Бр╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣И р╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤ р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Кр╕▒р╣Йр╕Щр╕бр╕▒р╕Ш р╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕кр╕▒ р╕Зр╕Бр╕▒р╕Ф р╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╕кр╕гр╕╕р╕Ыр╕Ьр╕ер╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕вр╣Др╕Фр╣Й р╕Фр╕▒р╕Зр╕Щр╕╡р╣Й р╕Хр╕▓р╕гр╕▓р╕Зр╕Чр╕╡р╣И 1 р╣Бр╕кр╕Фр╕Зр╕Др╣Ир╕▓р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣Ир╕вр╣Бр╕ер╕░р╕Др╣Ир╕▓р╕кр╣Ир╕зр╕Щр╣Ар╕Ър╕╡р╣Ир╕вр╕Зр╣Ар╕Ър╕Щр╕бр╕▓р╕Хр╕гр╕Рр╕▓р╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ъ р╕Кр╕▒р╣Йр╕Щ р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Фр╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╣Вр╕Фр╕вр╕ар╕▓р╕Юр╕гр╕зр╕б 7 р╕Фр╣Йр╕▓р╕Щ (n=168) р╕гр╕▓р╕вр╕Бр╕▓р╕г

S.D.

р╣Бр╕Ыр╕ер╕Ьр╕е

р╕нр╕▒р╕Щр╕Фр╕▒р╕Ъ

1. р╕Бр╕▓р╕гр╕Бр╕▓р╕лр╕Щр╕Фр╕Щр╣Вр╕вр╕Ър╕▓р╕вр╣Бр╕ер╕░р╣Бр╕Щр╕зр╕Чр╕▓р╕Зр╣Гр╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕б

ЁЭСе╠Е 4.68

0.42

р╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф

5

2. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕лр╕ер╕▒р╕Бр╕кр╕╣р╕Хр╕г

4.71

0.41

р╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф

4

3. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕▓р╕гр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕╣р╣Йр╕Ир╕▓р╕Бр╕Бр╕▓р╕гр╕Ыр╕Пр╕┤р╕Ър╕Хр╕▒ р╕┤

4.72

0.37

р╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф

3

4. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕Чр╕▓р╕Зр╕ир╕▓р╕кр╕Щр╕▓

4.63

0.46

р╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф

6

5. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕Ър╕▓р╣Ар╕Юр╣Зр╕Нр╕Ыр╕гр╕░р╣Вр╕вр╕Кр╕Щр╣Мр╣Бр╕ер╕░р╕Ир╕┤р╕Хр╕нр╕▓р╕кр╕▓

4.74

0.35

р╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф

2

6. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕вр╕Бр╕вр╣Ир╕нр╕Зр╣Ар╕Кр╕┤р╕Фр╕Кр╕╣р╣Ар╕Бр╕╡р╕вр╕гр╕Хр╕┤р╕Ьр╕╣р╣Йр╕Чр╕▓р╕Др╕зр╕▓р╕бр╕Фр╕╡

4.78

0.34

р╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф

1

7. р╕Бр╕▓р╕гр╕Хр╕┤р╕Фр╕Хр╕▓р╕бр╣Бр╕ер╕░р╕Ыр╕гр╕░р╣Ар╕бр╕┤р╕Щр╕Ьр╕е

4.62

0.50

р╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф

7

4.70

0.31

р╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф

р╕гр╕зр╕б

р╕Ир╕▓р╕Бр╕Хр╕▓р╕гр╕▓р╕Зр╕Чр╕╡р╣И 3 р╕Юр╕Ър╕зр╣Ир╕▓ р╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Кр╕▒р╣Йр╕Щр╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Фр╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╣Вр╕Фр╕вр╕ар╕▓р╕Юр╕гр╕зр╕бр╕бр╕╡р╕Бр╕▓р╕гр╕Ыр╕Пр╕┤р╕Ър╕▒р╕Хр╕┤р╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕бр╕▓р╕Бр╕Чр╕╡р╣Ир╕кр╕╕р╕Ф (x╠Е = 4.70, S.D.= 0.31) р╣Бр╕ер╕░р╣Ар╕бр╕╖р╣И р╕н р╕Юр╕┤ р╕И р╕▓р╕гр╕Ур╕▓р╣Ар╕Ыр╣З р╕Щ р╕гр╕▓р╕вр╕Фр╣Й р╕▓ р╕Щ р╕Юр╕Ър╕зр╣И р╕▓ р╕Фр╣Й р╕▓ р╕Щр╕Чр╕╡р╣И р╕бр╕╡ р╕Др╣И р╕▓ р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣И р╕в р╕кр╕╣ р╕З р╕кр╕╕ р╕Ф р╕Др╕╖ р╕н р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒ р╕Ф р╕Бр╕┤ р╕И р╕Бр╕гр╕гр╕бр╕вр╕Бр╕вр╣И р╕н р╕З р╣Ар╕Кр╕┤р╕Фр╕Кр╕╣р╣Ар╕Бр╕╡р╕вр╕гр╕Хр╕┤ р╕Ьр╕╣р╣Йр╕Чр╕▓р╕Др╕зр╕▓р╕бр╕Фр╕╡ (ЁЭСе╠Е = 4.78, S.D. = 0.34) р╕гр╕нр╕Зр╕ер╕Зр╕бр╕▓ р╕Др╕╖р╕н р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕Ър╕▓р╣Ар╕Юр╣Зр╕Нр╕Ыр╕гр╕░р╣Вр╕вр╕Кр╕Щр╣Мр╣Бр╕ер╕░р╕Ир╕┤р╕Х


CES Journal 31 р╕зр╕▓р╕гр╕кр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Чр╕вр╕▓р╕ер╕▒р╕вр╕Др╕гр╕╕р╕ир╕▓р╕кр╕Хр╕гр╣М р╕бр╕лр╕▓р╕зр╕┤р╕Чр╕вр╕▓р╕ер╕▒р╕вр╕Шр╕╕р╕гр╕Бр╕┤р╕Ир╕Ър╕▒р╕Ур╕Ср╕┤р╕Хр╕вр╣М р╕Ыр╕╡р╕Чр╕╡р╣И 3 р╕Йр╕Ър╕▒р╕Ър╕Чр╕╡р╣И 4

р╕нр╕▓р╕кр╕▓ (ЁЭСе╠Е = 4.74, S.D. = 0.35) р╣Бр╕ер╕░р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕▓р╕гр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕╣р╣Йр╕Ир╕▓р╕Бр╕Бр╕▓р╕гр╕Ыр╕Пр╕┤р╕Ър╕▒р╕Хр╕┤ (ЁЭСе╠Е = 4.72, S.D.= 0.37) р╕Хр╕▓р╕бр╕ер╕▓р╕Фр╕▒р╕Ъ р╕кр╣Ир╕зр╕Щр╕Фр╣Йр╕▓р╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕бр╕╡р╕Др╣Ир╕▓р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣Ир╕вр╕Хр╣Ир╕▓р╕кр╕╕р╕Ф р╕Др╕╖р╕н р╕Бр╕▓р╕гр╕Хр╕┤р╕Фр╕Хр╕▓р╕бр╣Бр╕ер╕░р╕Ыр╕гр╕░р╣Ар╕бр╕┤р╕Щр╕Ьр╕е (x╠Е = 4.62, S.D.= 0.50) р╕Хр╕▓р╕гр╕▓р╕Зр╕Чр╕╡р╣И 2 р╣Бр╕кр╕Фр╕Зр╕Бр╕▓р╕гр╣Ар╕Ыр╕гр╕╡р╕вр╕Ър╣Ар╕Чр╕╡р╕вр╕Ър╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Кр╕▒р╣Йр╕Щр╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Фр╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╕Ир╕▓р╣Бр╕Щр╕Бр╕Хр╕▓р╕бр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕Чр╕╡р╣Ир╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ър╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕ер╕Бр╕▒р╕Ър╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╣Др╕бр╣Ир╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ъ р╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕е (n=168) р╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕гр╕▓р╕вр╕Фр╣Йр╕▓р╕Щ

р╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ

р╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ

р╕Чр╕╡р╣Ир╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ър╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕е

р╕Чр╕╡р╣Ир╣Др╕бр╣Ир╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ър╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕е

T

Sig

ЁЭСе╠Е

S.D.

ЁЭСе╠Е

S.D.

4.91

0.13

4.51

0.47

7.878***

0.000

2. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕лр╕ер╕▒р╕Бр╕кр╕╣р╕Хр╕г

4.90

0.12

4.54

0.48

7.088***

0.000

3. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕▓р╕гр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕╣р╣Йр╕Ир╕▓р╕Бр╕Бр╕▓р╕гр╕Ыр╕Пр╕┤р╕Ър╕Хр╕▒ р╕┤

4.91

0.12

4.59

0.43

6.901***

0.000

4. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕Чр╕▓р╕Зр╕ир╕▓р╕кр╕Щр╕▓

4.91

0.10

4.43

0.51

8.868***

0.000

5. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕Ър╕▓р╣Ар╕Юр╣Зр╕Нр╕Ыр╕гр╕░р╣Вр╕вр╕Кр╕Щр╣Мр╣Бр╕ер╕░р╕Ир╕┤р╕Хр╕нр╕▓р╕кр╕▓

4.90

0.10

4.62

0.42

6.396***

0.000

6. р╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Фр╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕бр╕вр╕Бр╕вр╣Ир╕нр╕Зр╣Ар╕Кр╕┤р╕Фр╕Кр╕╣р╣Ар╕Бр╕╡р╕вр╕гр╕Хр╕┤р╕Ьр╕╣р╣Йр╕Чр╕▓р╕Др╕зр╕▓р╕бр╕Фр╕╡

4.90

0.10

4.69

0.42

4.928***

0.000

7. р╕Бр╕▓р╕гр╕Хр╕┤р╕Фр╕Хр╕▓р╕бр╣Бр╕ер╕░р╕Ыр╕гр╕░р╣Ар╕бр╕┤р╕Щр╕Ьр╕е

4.90

0.11

4.42

0.57

8.171***

0.000

4.90

0.11

4.54

0.33

7.176***

0.000

1. р╕Бр╕▓р╕гр╕Бр╕▓р╕лр╕Щр╕Фр╕Щр╣Вр╕вр╕Ър╕▓р╕вр╣Бр╕ер╕░р╣Бр╕Щр╕зр╕Чр╕▓р╕Зр╣Гр╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕Ир╕▒р╕Ф р╕Бр╕┤р╕Ир╕Бр╕гр╕гр╕б

р╕гр╕зр╕б

*** р╕бр╕╡р╕Щр╕▒р╕вр╕кр╕▓р╕Др╕▒р╕Нр╕Чр╕▓р╕Зр╕кр╕Цр╕┤р╕Хр╕┤р╕Чр╕╡р╣Ир╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ъ .001 р╕Ир╕▓р╕Бр╕Хр╕▓р╕гр╕▓р╕Зр╕Чр╕╡р╣И 2 р╕Юр╕Ър╕зр╣Ир╕▓ р╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕б р╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ър╕Кр╕▒р╣Йр╕Щр╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╣Гр╕Щр╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щ р╕кр╕▒р╕Зр╕Бр╕▒р╕Ф р╕кр╕▓р╕Щр╕▒р╕Бр╕Зр╕▓р╕Щр╣Ар╕Вр╕Хр╕Юр╕╖р╣Йр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╕Бр╕▓р╕гр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓р╕бр╕▒р╕Шр╕вр╕бр╕ир╕╢р╕Бр╕йр╕▓ р╣Ар╕Вр╕Х 3 р╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ър╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕ер╕Бр╕▒р╕Ър╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╣Др╕бр╣Ир╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ър╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕е р╣Гр╕Щр╕ар╕▓р╕Юр╕гр╕зр╕б р╣Бр╕Хр╕Бр╕Хр╣Ир╕▓р╕Зр╕Бр╕▒р╕Щ р╕нр╕вр╣Ир╕▓р╕Зр╕бр╕╡р╕Щр╕▒р╕вр╕кр╕▓р╕Др╕▒р╕Нр╕Чр╕▓р╕Зр╕кр╕Цр╕┤р╕Хр╕┤р╕Чр╕╡р╣Ир╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ъ .001 р╣Ар╕бр╕╖р╣Ир╕нр╕Юр╕┤р╕Ир╕▓р╕гр╕Ур╕▓р╣Ар╕Ыр╣Зр╕Щр╕гр╕▓р╕вр╕Фр╣Йр╕▓р╕Щ р╕Юр╕Ър╕зр╣Ир╕▓ р╕Чр╕╕р╕Бр╕Фр╣Йр╕▓р╕Щ р╣Бр╕Хр╕Бр╕Хр╣Ир╕▓р╕Зр╕Бр╕▒р╕Щр╕нр╕вр╣Ир╕▓р╕Зр╕бр╕╡ р╕Щр╕▒р╕вр╕кр╕▓р╕Др╕▒р╕Нр╕Чр╕▓р╕Зр╕кр╕Цр╕┤р╕Хр╕┤р╕Чр╕╡р╣Ир╕гр╕░р╕Фр╕▒р╕Ъ .001 р╣Ар╕Кр╣Ир╕Щр╕Бр╕▒р╕Щ р╕Лр╕╢р╣Ир╕Зр╣Ар╕Ыр╣Зр╕Щр╣Др╕Ыр╕Хр╕▓р╕бр╕кр╕бр╕бр╕Хр╕┤р╕Рр╕▓р╕Щр╕Бр╕▓р╕гр╕зр╕┤р╕Ир╕▒р╕в р╕Щр╕нр╕Бр╕Ир╕▓р╕Бр╕Щр╕╡р╣Й р╕вр╕▒р╕Зр╕Юр╕Ър╕зр╣Ир╕▓ р╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ър╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕ер╕бр╕╡р╕Др╣Ир╕▓р╣Ар╕Йр╕ер╕╡р╣Ир╕вр╕Бр╕▓р╕гр╕кр╣Ир╕Зр╣Ар╕кр╕гр╕┤р╕бр╕Др╕╕р╕Ур╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Ир╕гр╕┤р╕вр╕Шр╕гр╕гр╕бр╕Щр╕▒р╕Бр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕кр╕╣р╕Зр╕Бр╕зр╣Ир╕▓ р╣Вр╕гр╕Зр╣Ар╕гр╕╡р╕вр╕Щр╕Чр╕╡р╣Ир╣Др╕бр╣Ир╣Др╕Фр╣Йр╕гр╕▒р╕Ър╕гр╕▓р╕Зр╕зр╕▒р╕ер╕Чр╕▒р╣Йр╕З 7 р╕Фр╣Йр╕▓р╕Щ


CES Journal 32 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ตารางที่ 3 แสดงการเปรียบเทียบ การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จาแนกตามที่ตั้งโรงเรียน (n=168)

การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน รายด้าน

โรงเรียน

โรงเรียน

ที่ตั้งในเขต

ที่ตั้งนอกเขต

เทศบาล

เทศบาล

S.D.

t

Sig

S.D.

1. การกาหนดนโยบายและแนวทางในการจัดกิจกรรม

𝑥̅ 4.80

𝑥̅ 0.36 4.25

0.33

8.278***

0.000

2. การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร

4.82

0.31 4.22

0.40

8.376***

0.000

3. การจัดการเรียนรู้จากการปฏิบตั ิ

4.82

0.32 4.36

0.31

7.272***

0.000

4. การจัดกิจกรรมทางศาสนา

4.78

0.37 4.10

0.35

9.903***

0.000

5. การจัดกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์และจิตอาสา

4.81

0.33 4.49

0.33

5.135***

0.000

6. การจัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทาความดี

4.82

0.34 4.63

0.28

3.903**

0.002

7. การติดตามและประเมินผล

4.78

0.38 4.04

0.45

8.958***

0.000

รวม

4.80

0.34 4.30

0.35

7.353***

0.000

** มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 *** มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001

จากตารางที่ 3 พบว่า การส่ งเสริ มคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 โรงเรียนที่ตั้งในเขตเทศบาลกับที่ตั้งนอกเขตเทศบาล โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่า งมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่ 1, 2, 3, 4, 5 และ 7 แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนด้านที่ 6 การจัดกิจกรรมยกย่องเชิดชู เกียรติผู้ทาความดี แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย นอกจากนี้ ยังพบว่า โรงเรียนที่ตั้งในเขตเทศบาล มีค่าเฉลี่ยการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน สูงกว่าโรงเรียนที่ตั้งนอกเขตเทศบาล ทั้ง 7 ด้าน ตารางที่ 4 แสดงการเปรียบเทียบ การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จาแนกตาม ขนาดของโรงเรียน (ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก)


CES Journal 33 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

(n= 168) การส่งเสริมคุณธรรม

แหล่งความ

จริยธรรมนักเรียนรายด้าน

แปรปรวน

1. การกาหนดนโยบายและแนวทางในการ

ระหว่างกลุม่

2

10.87 5.40

จัดกิจกรรม

ภายในกลุ่ม

197

17.92 0.11

รวม

199

28.80 5.51

ระหว่างกลุม่

2

10.01 5.00

ภายในกลุ่ม

165

18.54

0.11

รวม

167

28.56

5.11

ระหว่างกลุม่

2

7.31

3.69

ภายในกลุ่ม

165

15.41

0.93

รวม

167

22.79

4.62

ระหว่างกลุม่

2

16.56

8.28

ภายในกลุ่ม

165

18.54

0.11

รวม

167

35.09

8.39

ระหว่างกลุม่

2

4.27

2.14

ภายในกลุ่ม

165

16.16

0.98

รวม

167

20.43

3.12

ระหว่างกลุม่

2

1.99

1.00

ภายในกลุ่ม

165

17.13

0.10

รวม

167

19.12

1.10

ระหว่างกลุม่

2

17.11

8.55

ภายในกลุ่ม

165

24.27

0.15

รวม

167

41.38

8.70

ระหว่างกลุม่

2

8.683

4.34

ภายในกลุ่ม

165

6.974

0.4

รวม

167

15.63

4.38

2. การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร

3. การจัดการเรียนรู้จากการปฏิบตั ิ

4. การจัดกิจกรรมทางศาสนา

5. การจัดกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์ และจิตอาสา 6. การจัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติ ผู้ทาความดี 7. การติดตามและประเมินผล

รวม ***มีนัยสาคัญทางสถิติ .001

Df

SS

MS

F

Sig

50.123***

0.000

44.572***

0.000

39.479*** 0.000

73.682***

0.000

21.809***

0.000

9.579***

0.000

58.156***

0.000

103.115*** 0.000


CES Journal 34 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

จากตารางที่ 4 พบว่า การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านแตกต่างกันอย่าง มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย นอกจากนี้ยังพบว่า โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ มีค่าเฉลี่ยการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน สูงกว่า โรงเรียนที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก ทั้ง 7 ด้าน กิ จ กรรมเสนอแนะที่ ค วรจั ด เพื่ อ ส่ ง เสริ ม คุ ณ ธรรม จริ ย ธรรมนั ก เรี ย น ระดั บ ชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษา ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จาแนกรายด้าน ดังนี้ จากข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ทั้ง 9 ด้าน พบว่า ด้านความขยัน ควรจัดกิจกรรม เพื่อปลูกฝังการทางานที่นักเรียนได้รับมอบหมายจากครูให้เสร็จและสามารถส่งงานครูตรง เวลาตามที่กาหนด กระตุ้นให้นักเรียนเข้าไปใช้ห้องสมุดในการศึกษาค้นคว้าให้มากขึ้นและส่งเสริม ให้นักเรียน มีนิสัยรักการอ่าน โดยการให้ทาบันทึกรักการอ่านทุกวัน ส่วนด้านความประหยัดควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ นักเรียน มีนิสัยประหยัดโดยการออมทรัพย์กับธนาคารออมสินและทาบัญชีรับจ่ายของตน ด้านความซื่อสัตย์ จัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยซื่อสัตย์ โดยการประกาศเกียรติคุณความซื่อสัตย์การส่งคืนสิ่งของที่เก็บได้ และให้นักเรียนร่วมเข้าค่ายคุณธรรมและจัดอบรมคุณธรรม จริยธรรม ในวันศุกร์ทุกสัปดาห์ ในขณะที่ด้าน ความมีวินัย โรงเรียนควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนมีวินัยโดยการร่วมกิจกรรมเข้าแถว เคารพธงชาติ ร้อง เพลงชาติ สวดมนต์ แผ่เมตตา ปฏิญาณตนหน้าเสาธง นอกจากนี้ ด้านความสุภาพโรงเรียนจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนรักความสุภาพ โดยแต่งกาย ถูกต้องตามระเบี ย บของโรงเรี ย น ด้านความสะอาด จัดกิจกรรมส่ งเสริมให้ นักเรียนรักความสะอาดโดย มอบหมายหน้าที่ให้นักเรียนรับผิดชอบทาความสะอาดห้องเรียนและบริเวณเขตรับผิดชอบ ด้านความสามัคคี จัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังให้นักเรียนรักความสามัคคี อบรม ปลูกฝังด้านความสามัคคีและใช้ระบบพี่ดูแลน้อง ด้านความมีน้าใจจัดกิจกรรมอบรมปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนมีน้าใจ กิจกรรมอาสาช่วยงานครูพ่อแม่และชุมชน ทากิจกรรมต่างๆและด้านความกตัญญูจัดกิจกรรมอบรมปลูกฝังด้านความกตัญญู เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงผู้ มีพระคุณและหาโอกาสทดแทนบุญคุณท่าน ร่วมกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ วันไหว้ครูและ ช่วยเหลือทางานบ้าน ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อ แม่


CES Journal 35 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

อภิปรายผล จากการศึกษา การส่ งเสริ มคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธ ยมศึกษา ในโรงเรียนสั งกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 มีประเด็นความต้องการจาเป็นในการนานโยบายมาสู่การ ปฏิบัติที่สามารถนามาอภิปรายผล ดังนี้ 1. การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การจัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติ ผู้ทาความดี เพราะว่า กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ ทาให้ นั กเรี ย นเกิดความภาคภูมิใจและเป็ น การสร้างแรงจูงใจ กระตุ้นให้ นักเรียนอยากทาความดี อยากพัฒ นา ศักยภาพของตนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป สอดคล้องกับ ปฐมพงศ์ ศุภเลิศ (2560) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมยกย่องเชิด ชูเกียรติผู้ทาความดี เป็นกิจกรรมที่โรงเรียน จัดให้กับนักเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพ รู้จักความสนใจ ความถนัด และความสามารถของตนเอง กิจกรรมที่นักเรียนทาแล้ว เกิดผลดีต่อสังคม โดยรวมแสดงว่า นักเรียนผู้นั้น มีพฤติกรรมอันพึงประสงค์ ควรได้รับการประกาศเกียรติ คุณยกย่อง เชิดชูให้สังคมได้รับทราบ เพื่อเป็นการให้ รางวัลนักเรียนที่ทาดีและจะได้เป็นแบบอย่างกับนักเรียนคนอื่น ๆ ต่อไป รองลงมา คือ การจัดกิจกรรมบาเพ็ญ ประโยชน์และจิตอาสา ส่วนด้าน ที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ การติดตามและประเมินผล เพราะว่า โรงเรียนแต่ละ แห่งขาดบุคลากรที่รับผิดชอบโครงการด้านการติดตามและประเมินผล ผู้รับผิดชอบโครงการไม่ให้ความสาคัญ กับการติดตามและประเมินผล ผู้บริหารขาดการติดตามอย่างจริงจัง 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการส่ งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาใน โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จาแนกตามโรงเรียนที่ได้รับรางวัลกับโรงเรียนที่ ไม่ได้รับรางวัล พบว่า การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน โรงเรียนที่ได้ รับรางวัลกับโรงเรียนที่ไม่ได้รับ รางวัล ในภาพรวมแตกต่างกัน อย่ างมีนั ย ส าคัญ ทางสถิติที่ร ะดับ .001 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ า ทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001 เช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย นอกจาก นี้ยังพบว่า โรงเรียนที่ได้รับรางวัล มีค่าเฉลี่ยการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน สูงกว่าโรงเรียนที่ไม่ได้รับ รางวัล ทั้ง 7 ด้าน เพราะโรงเรียนที่ได้รับรางวัลส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ประจาจังหวัด ประจาอาเภอ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล มีนักเรียนจานวนมาก ทาให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนรายหัวจากรัฐบาลเป็นจานวนมาก นอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณจากสมาคมผู้ปกครอง งบประมาณจากเทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด 3. ผลการวิเคราะห์ เปรีย บเทีย บการส่ งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาใน โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จาแนกตามที่ตั้งโรงเรียน พบว่า การส่งเสริม


CES Journal 36 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

คุณธรรม จริยธรรมนักเรียน โรงเรียนที่ที่ตั้งในเขตเทศบาลกับที่ตั้งนอกเขตเทศบาล โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่ างมีนั ย ส าคั ญ ทางสถิ ติ ที่ร ะดับ .001 เมื่อพิจารณาเป็ นรายด้ าน พบว่า มีด้านที่ 1, 2, 3, 4, 5 และ 7 มีแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนด้านที่ 6 การจัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทา ความดี แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยนอกจากนี้ยังพบว่า โรงเรียนที่ตั้งในเขตเทศบาล มีค่าเฉลี่ยการส่งเสริ มคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน สูงกว่าโรงเรียนที่ตั้งนอกเขต เทศบาลทั้ง 7 ด้าน เพราะส่ ว นใหญ่โ รงเรียนที่ตั้งในเขตเทศบาล เป็นโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4. ผลการวิเคราะห์ เปรีย บเทีย บการส่ งเสริ มคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาใน โรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จาแนกตามขนาดของโรงเรียน (ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก) พบว่า การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001 เพราะว่าโรงเรียนขนาดเล็กให้การ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมน้อย เพราะนักเรียนมีจานวนน้อยและนักเรียนโดยภาพรวมไม่มีปัญหา ครูดูแล ทั่วถึงทุกคน ซึ่งต่างจากโรงเรียนขนาดใหญ่ จานวนนักเรียนมาก ปัจจัยเสี่ยงมาก ครูดูแลไม่ทั่วถึง จึงจาเป็นต้อง มีการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม มากกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านแตกต่าง กันอย่าง มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .001 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย นอกจากนี้ยัง พบว่า โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่มีค่าเฉลี่ยการส่งเสริมคุ ณธรรม จริยธรรมนักเรียนสูงกว่าโรงเรียนที่มีขนาดกลาง และขนาดเล็ก ทั้ง 7 ด้าน เพราะโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่เป็นโรงเรียนประจาจังหวัด โรงเรียนประจาอาเภอ บางแห่งอยู่ในเขตอาเภอเมืองในโรงเรียนมีสมาคมผู้ปกครอง ครูและศิษย์เก่า ซึ่งมีงบประมาณสนับสนุนจานวน มาก นอกเหนื อจากงบประมาณที่รั ฐ จั ดสรรให้ ผู้ ปกครองส่ ว นใหญ่มี ฐ านะปานกลางถึง ฐานะดี มีกาลั ง สนับสนุนหลายด้าน 5. ผลการวิเคราะห์ โดยวิธีการเชิงพรรณนา เกี่ยวกับความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรม การส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 และแนวทางในการดาเนินงาน ปัญหาอุปสรรค พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการดาเนินกิจกรรมการส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมนักเรียนทั้ง 9 ด้าน ดังนี้ 1) ความขยัน 2) ความประหยัด 3) ความซื่อสัตย์ 4) ความมี วินัย 5) ความสุภาพ 6) ความสะอาด 7) ความสามัคคี 8) ความมีน้าใจ 9) ความกตัญญู กิจกรรมเสนอแนะ ที่ควรจัดเพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสานัก งานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จาแนกรายด้าน กิจกรรมที่สถานศึกษาควรจัด เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม


CES Journal 37 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 เมื่อพิจารณา ภาพรวมจะพบว่า มีหลากหลายกิจกรรม แต่เมื่อพิจารณาค่าร้อยละสูงสุดของแต่ละด้านแล้วพบว่า 1) ความ ขยัน เป็นกิจกรรมปลูกฝังการทางานที่ครูมอบหมายให้เสร็จและส่งให้ตรงเวลา 2) ความประหยัด เป็นกิจกรรม ออมทรัพย์กับธนาคารออมสินและทาบัญชีรับจ่ายของตน 3) ความซื่อสัตย์ เป็นกิจกรรมการประกาศเกียรติ คุณความซื่อสัตย์การส่งคืนสิ่งของที่เก็บได้ 4) ความมีวินัย เป็นกิจกรรมการเข้าแถวเคารพธงชาติร้องเพลงชาติ สวดมนต์ แผ่เมตตา ปฏิญาณตนหน้าเสาธง 5) ความสุภาพ เป็นกิจกรรมการแต่งกายถูกต้องตามระเบียบของ โรงเรี ย น 6) ความสะอาด เป็ น กิ จ กรรมการท าความสะอาดห้ อ งเรี ย นและบริ เ วณเขตรั บ ผิ ด ชอบ 7) ความสามัคคี เป็นกิจกรรม อบรม ปลูกฝังด้านความสามัคคี 8) ความมีน้าใจ เป็นกิจกรรมอบรม ปลูกฝัง ด้านความมีน้าใจ 9) ความกตัญญู เป็นกิจกรรม อบรม ปลูกฝังด้านความกตัญญู เพราะกิจกรรมอบรม ปลูกฝัง คุณธรรมด้านต่าง ๆ โรงเรียนสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา ไม่ต้องอาศัยงบประมาณ ครูสามารถสอดแทรก ขณะจัดกิจกรรมการเรี ยนรู้ ได้ทุกกลุ่ มสาระการเรียนรู้ รวมถึงกิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมประชุมวันสุ ด สัปดาห์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สอดคล้องกับ อัฐวุฒิ มาตย์วิเศษ (2560) กล่าวว่า มนุษย์นับว่าเป็นทรัพยากร ที่มีคุณค่าและมีความสาคัญมากที่สุดในโลก เพราะมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สามารถเรียนรู้และรับการฝึกอบรมสั่ง สอน จนสามารถนาความรู้ที่ได้รับมาสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นคุณประโยชน์ต่อโลกได้ ในการเรียนรู้และการ ฝึกอบรม เพื่อสะสมประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ควรได้รับการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมไปด้วยพร้อม ๆ กัน เพราะคุณธรรมจริยธรรม มีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิต ของมนุษย์ทุกคน เป็นอย่างมาก คุณธรรมและ จริยธรรม สามารถลดปัญหาและขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคล สังคมและประเทศชาติได้ เมื่อทุกคน ประพฤติปฏิบัติตนดีแล้ว อุปสรรค ศัตรู ภัยอันตราย ก็จะหมดสิ้นไป ผู้คนมีแต่ความรักต่อกัน สังคมมีแต่ความ สงบและประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรือง ข้อเสนอแนะ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาบทบาท ของผู้บริหารสถานศึกษาหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และครู ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 ผู้ศึกษาได้ให้ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป โดยมีผลสรุปดังนี้


CES Journal 38 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1) สานักงาน คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ สามารถนาผลที่ได้ จากการศึกษา ไปเป็ น แนวทางในการกาหนดนโยบาย การส่ งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาในโรงเรียนทุกเขตพื้นที่การศึกษา 2) ส านั กงานเขตพื้น ที่ ก ารศึ กษามัธ ยมศึ กษาเขต 3 ควรมีการสนับสนุ นและพัฒ นาผู้ บริห ารและ ครูผู้สอนให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ของผู้เรียนและควรพัฒนา ด้านการติดตามและประเมินผล 3) สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 ควรเผยแพร่การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริ ย ธรรมแก่นั กเรี ย น ในกรณีที่ส ถานศึกษาในสั งกัด มีการดาเนินการได้ดีและได้ผ ลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เช่น การจัดกิจกรรมยกย่อง เชิดชูเกียรติ ผู้ทาความดี การจัดกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์และ จิตอาสา เป็นกิจกรรมที่ควรทาต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะเชิงการปฏิบัติ 1) โรงเรียนทุกขนาด ในสังกัด สานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 สามารถนาผลการจัด กิจกรรมปลูกฝังคุณธรรมทั้ง 9 ด้าน ไปใช้ประกอบการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรได้ 2) ผู้บริหารสถานศึกษานับว่าเป็นบุคคลสาคัญในการขับเคลื่ อน การจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม แก่นักเรียน ควรเป็นกาลังสนับสนุน ทั้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเป็นขวัญกาลังใจ ให้กับครูและคณะกรรมการดาเนินงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมแก่นักเรียน 3) ครูผู้สอน ควรให้ความร่วมมือและเข้าร่วมกิจกรรม ทุกครั้ง เพื่อทาความรู้จักกับนักเรียน ให้มากขึ้น ช่วยกันดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด ทาให้นักเรียนไว้วางใจ นักเรียนที่มีปัญหากล้าที่จะปรึกษาครูสามารถให้ คาปรึกษาอย่างกัลยามิตร ปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียนจะลดน้อยลง ข้อเสนอแนะสาหรับการศึกษาครั้งต่อไป 1) ควรมีการศึกษาเชิงคุณภาพเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนในโรงเรียน ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 3 หรือเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ 2) ควรศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม นักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 หรือเขตพื้นที่การศึกษา อื่นๆ เพื่อนาข้อค้นพบที่ได้มาเป็นแนวทางในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมแก่นักเรียนต่อไป


CES Journal 39 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

รายการอ้างอิง ภาษาไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2550). ประกาศกระทรวงฯ เรื่องการจัดระเบียบ หอพัก. ประกาศ ณ วันที่ 8 ตุลาคม พุทธศักราช 2550. กัญญา วีรยวรรธน. การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม. (ม.ป.ป.) สืบค้นวันที่ 20 มีนาคม 2560, จาก https://sites.google.com/site/51010214008inetg3/decency-kar-phathna-khunthrrmcriythrrm. กลุ่มงานติดตามและประเมินผลสานักนโยบายและแผน.(2550).คู่มือการติดตามและประเมินผล.สืบค้นวันที่ 21 มีนาคม 2560, จาก http://www.senate.go.th/inforcenter/documents/manual_assess.pdf. คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา. (2548). การสร้างเสริมคุณธรรมและ จริยธรรมของนักเรียน. กรุงเทพมหานคร: สานักการพิมพ์สานักงานเลขาธิการวุฒิสภา. ดุจเดือน พันธุมนาวิน (2550). การสังเคราะห์ งานวิจัยเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมในประเทศไทยและ ต่างประเทศ.รายงานทุนอุดหนุนจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม. สานักงาน บริหารและพัฒนาองค์ความรู้. (องค์การมหาชน). (น. 270–298). บ้านจอมยุทธ .แนวคิด หลักการ ทฤษฏี. ศ..สืบค้นวันที่ มีนาคม พ (.ป.ป.ม)2560 จาก http://www.baanjomyut.com/library_3/extension-2/ethics/03.html. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพมหานคร: สุวีรยิ สาส์น. บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2547). การวัดและประเมินผลการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปฐมพงศ์ ศุภเลิศ. การจัดกิจกรรมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา. (ม.ป.ป.) สืบค้นวันที่ 18 มีนาคม 2560 จาก https://www.gotoknow.org/posts/57930. ประภาศรี สีหอาไพ. (2550). พื้นฐานการศึกษาทางศาสนาและจริยธรรม.(พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542. แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2), พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3), พ.ศ. 2553. หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา. (น. 8). มูลนิธิยุวสถิรคุณ. (2558). คู่มือปฏิบัติโรงเรียนคุณธรรม: ช่วยกันสร้างคนดีให้บ้านเมือง. (น. 48-52). ราชกิจจานุเบกษา. (2542). พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542.. เล่มที่ 116 (ตอนที่ 74 ก), (น. 5).


CES Journal 40 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

วิจิตร ศรีสอ้าน. (2551). แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับนโยบายและการวางแผน. กรุงเทพฯ: (น. 8). สุพัตร์ พิบูลย์. การจัดกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์และจิตอาสา. (ม.ป.ป.) สืบค้นวันที่ 18 มีนาคม 2560 จาก https://www.gotoknow.org/posts/237567. สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2551-2558). ข่าวเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง สภาวะสังคมไทย สืบค้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://www.nesdb.go.th/main.php?filename=QGDP_report. สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). รายงานเบื้องต้น การเสริมสร้างคุณธรรมในระบบการศึกษาไทย. กรุงเทพมหานคร: วี.ที.ซี.คอมมิวนิเคชั่น. ________. (2550). รูปแบบการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์. รายงาน การวิจัย. สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา: กระทรวงศึกษาธิการ. อัฐวุฒิ มาตย์วิเศษ. ความสาคัญของคุณธรรม จริยธรรม. (ม.ป.ป.) สืบค้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560, จาก https://sites.google.com/site/53010811063inetg3/kickrrm-3d/khunthrrm-criythrrm. ภาษาอังกฤษ Bandura Albert. (1977). Social Learning Theory. (Englewood Cliffs, N.J. : Prentice – Hall). Dickinson. Charles L. (1998). Self - Instruction in Language Learning. Cambridge: Cambridge University Press. Di Giacomo. James J. (2000). Teaching Right From Wrong: The Moral Education of today’s Youth. National Catholic Education. Washington DC. Jean Piaget. (1960). The Moral Judgment of the Childs. (London : Routledge & Kegan Paul).


CES Journal 41 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น A MODEL OF TEACHER DEVELOPMENT FOR ENGINEERING EDUCATION IN SCHOOLS UNDER LOCAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATIONS สาเนียง ณ ตะกั่วทุ่ง* Sumniang Natakuatoong พิณสุดา สิริธรังศรี** Pinsuda Siridhrungsri สินธะวา คามดิษฐ์*** Sinthawa Khamdit บทคัดย่อ การวิจัยนีม้ ีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศึกษาคุณลักษณะครู สอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเสนอรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่า 1. วิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรเป็นหลักสูตรรายวิชาหรือกิจกรรมเพิ่มเติม มี จุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียน มีการคิดอย่างพอเพียง มีความเข้าใจท้องถิ่น มีความรู้และทักษะพื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์บูรณาการหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง คิดเป็นระบบแบบวิศวกร และมีจิตสานึกบริการสังคม 2. คุณลักษณะครูสอนวิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีจริยธรรมความเป็นครูและ จิตสานึกความเป็นท้องถิ่น มีความรู้และทักษะการจัดการเรียนรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ที่บูรณาการหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และการจัดการเครือข่ายการจัดการเรียนรู้ 3. รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีองค์ประกอบที่สาคัญคือ มี วิสัยทัศน์ แนวคิดและหลักการในการพัฒนาครูให้มีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์บูรณาการหลักปรัชญา

*นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ *Ph.D. Candidate, Doctor of Philosophy Program in Education Management, College of Education Sciences, Dhurakij Pundit University. *Email: nasumniang@gmail.com **ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และปริญญาเอก ประจาสาขาวิชาการจัดการการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ **Assistant Professor and Ph.D., Department of Education Management, College of Education Sciences, Dhurakij Pundit University. **Email: ppinsuda@gmail.com ***ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และปริญญาเอก ประจาสาขาวิชาการจัดการการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ***Assistant Professor and Ph.D., Department of Education Management, College of Education Sciences, Dhurakij Pundit University. ***Email: sinthawa.kha@dpu.ac.th


CES Journal 42 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้คิดอย่างพอเพียง คิดเป็นระบบแบบวิศวกร มีความรู้และคุณธรรม เป็นพลเมือง โลกและความเป็นท้องถิ่นไทย

คาสาคัญ: หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง, วิศวศึกษา, การพัฒนาครู Abstract The aims of the study were to investigate the engineering education for schools under the local administrative organizations, the characteristics for the teacher deemed suitable for the teaching engineering education, and propose the teacher development model suitable for the teaching engineering education for schools under the local administrative organizations. The results were as follows: 1. The curriculum suitable for the teaching engineering education for schools under the local administrative organizations should entail additional single- subject curriculum or activities which aims to develop the students’ sufficiency thinking, appreciate their local, develop the students’ engineering knowledge and basic skills integrated the principles of the Sufficiency Economy Philosophy, enable to think systematically like engineers, and have social and public mindset. 2. The desirable characteristics of teacher deemed suitable to teach engineering education for schools under the local administrative organizations, the teachers should have high ethical and professional standards with local conscience, possess basic knowledge and skills capable of integrating engineering education with the principles of the Sufficiency Economy philosophy, and ability to manage learning with problem-based learning and manage the learning network. 3. The desirable teacher development model suitable to teach engineering education for schools under the local administrative organizations should incorporate the following: vision, and principles for teacher development capable of helping teachers develop their potential, knowledge and skills in managing learning environment and integrating basic engineering with principles of the Sufficiency Economy Philosophy in order to cultivate students with the sufficiency-oriented thinking, systematically thinking like engineers, knowledge and moral, and ability to function successfully as global as well as local Thai citizens.

Keywords: Sufficiency Economy Philosophy, Engineering education, Teacher development


CES Journal 43 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บทนา โลกศตวรรษที่ 21 เป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เทคโนโลยี การแข่งขัน บริโภคนิยม และการ เปลี่ยนแปลงภาวะโลกร้อนมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุกระดับ มีข้อเรียกร้องทักษะศตวรรษที่ 21 นวัตกรรม การเรี ย นรู้ แ บบบู ร ณการสะเต็ ม (STEM: Science, Technology, Engineering, Mathematic) และข้ อ เรียกร้องวิศวศึกษาใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น และเน้นการจัดการศึกษาสหวิทยาการเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาและข้อเรียกร้องดังกล่าว มีแผนปฏิรูปการเรียนรู้และครู ได้ระบุ เป้าหมายให้การศึกษาเป็นกลไกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ มีความเป็นพลเมือง ดารงชีวิตในสังคมอย่าง เป็นสุขในโลกศตวรรษที่ 21 ตามแนวยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี THAILAND 4.0 โมเดล ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมตามแนวคิด “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” “วิศวกรรมศาสตร์” เป็นทั้งองค์ความรู้และวิชาชีพ มีธรรมชาติแบบบูรณการสะเต็มประยุกต์ใช้หลัก วิทยาศาสตร์ คณิศาสตร์ ระบบและการจัดการเทคโนโลยี ในการออกแบบ/สร้าง/ซ่อมงานวิศวกรรม (เครื่องมือ อุปกรณ์และโครงสร้าง) ภายใต้เงื่อนไข/ข้อจากัดธรรมชาติ มีหลายสาขาความเชี่ยวชาญ ตอบสนองความ ต้องการของคนในสังคมทุกยุคสมัย ตั้งแต่ยุ คโบราณ ยุคเกษตร ยุคอุตสาหกรรม จนถึงยุคเทคโนโลยี ในโลก ปัจจุบัน องค์กรปกครองส่ ว นท้องถิ่น ซึ่ง มีภ ารกิจ ให้ บริการสาธารณะเกี่ยวข้องงานวิศวกรรมและการจั ด การศึกษา มีนโยบายส่งเสริมให้โรงเรียนในสังกัด จัดการศึกษาระดับประถม-มัธยมศึกษา จานวน 1,407 แห่ง ในปี 2559 (นักเรียนจานวน 549,749 คน และครู/ผู้ช่วยจานวน 31,187 คน) ให้จัดการศึกษาบูรณาการหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รองรับแผนการศึกษาแห่งชาติตามแนวยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทาให้การเรียนรู้ พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง เป็นประโยชน์กับ “ครู” ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนา ผู้เรียนให้มีความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 “วิศวศึกษา” หรือ การเรียนรู้พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องใหม่ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน “ครู” ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดศักยภาพในการ จัดการเรียนรู้วิศวศึกษา ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษา “รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น”


CES Journal 44 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาวิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2. เพื่อศึกษาคุณลักษณะครูสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3. เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แนวคิดและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 1. การเรียนรู้ทักษะศตวรรษที่ 21 กลุ่มแนวคิดหลัก Partnership for 21st Century Skills ได้เสนอ องค์ประกอบของทักษะการเรียนรู้ ประกอบด้วย (1) การเรียนรู้สาระวิชาหลัก (2) ทักษะด้านการเรียนรู้และ นวัตกรรม (3) ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ และ (4) ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และระบบส่งเสริม การเรียนรู้ 5 ด้าน คือ มาตรฐานการเรียนรู้ การประเมินผลทักษะการเรียนรู้ หลักสูตรและวิธีสอน การพัฒนา วิชาชีพ และบรรยากาศการเรีย นรู้ แนวคิดทักษะศตวรรษที่ 21 ทาให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้ในการจัด การศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน การเรี ย นรู้ แ บบบู ร ณาการสะเต็ ม (STEM: Science, Technology, Engineering, Mathematics) นาโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประสบวิกฤตการการแข่งขันและการศึกษา สูญเสียความเป็น ผู้นาทางเทคโนโลยี ซึ่งเกี่ยวข้องกับกาลังคนในสาขาสะเต็ม นวัตกรรมการเรียนรู้ แบบบูรณการสะเต็มศึกษา (STEM Education) ของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบให้หลายประเทศ (Reeve, 2013) รวมทั้งประเทศ ไทยซึ่งประสบวิกฤตการการแข่งขันและการศึกษาเช่นกัน 2. องค์กรวิศวกรรมศาสตร์แห่งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO Engineering Initiatives: UEI) เรียกร้องให้ปฏิรูปวิศวศึกษา ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการพัฒนายั่งยืน การพัฒนาหลักสูตรเน้นสหวิทยาการและความยั่งยืน (interdisciplinary and sustainability) ส่งเสริมการ พัฒนาวิศวศึกษาและประยุกต์ใช้งานวิศวกรรม ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนในการลดความยากจน และการพัฒนายั่งยืน นาไปใช้แก้ปัญหาได้จริง ในช่วงปี ค.ศ. 2012 UEI ได้ร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพ นักวิชาการ และภาคเอกชนทั่วโลก จัดโครงการและกิจกรรมเกี่ยวกับ วิศวศึกษา เพื่อส่งเสริมเยาวชนและประชาคมมา แลกเปลี่ยนความรู้ในเวทีโลก (UNESCO, 2012) 3. การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning: PBL) ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ ทักษะศตวรรษที่ 21 การสอนแบบ PBL เริ่มมีในทศวรรษที่ 1960 จากประสบการณ์การเรียนการสอนโดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning: PBL) ที่ Aalborg University ที่เริ่มใช้ PBL ตั้งแต่ ค.ศ. 1979 และงานวิจัยอื่นๆ พบว่าทาให้คุณภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาดีขึ้น มีการพัฒนาและปรับปรุงในเรื่องการเรียนรู้


CES Journal 45 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

จากการปฏิบัติ การเป็นนักคิดวิเคราะห์ การรู้จักใช้ความรู้และทักษะเชิงสหวิทยาการ การมีความเป็นวิชาชีพ และความรับผิดชอบ การสอนแบบ PBL มีลักษณะสาคัญ คือ (1) ผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้ (2) การเรียน เป็นกลุ่มย่อย (3) ผู้สอนเป็นผู้อานวยการเรียนรู้ (facilitator) (4) การใช้ปัญหาเป็นฐานการเรียนรู้ (5) การใช้ คาถามเป็ น ตัว กระตุ้น การเรี ย นรู้ และ (6) การประเมินผลการเรียนรู้จากกระบวนการเรียนรู้และผลงาน (learning process and products from project) (Kolmos, Du, Holgaard, and Jensen, 2008) 4. การเรียนรู้ระบบเทคโนโลยีและการจัดการในงานวิศวกรรม ช่วยพัฒนา “ทักษะคิดวิเคราะห์เชิง ระบบแบบวิศวกรรม” เทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสมเป็นเทคโนโลยีที่ชุมชนต้องการและใช้แก้ปัญหาได้ คือมีผลต่อวัฒนธรรมในท้องถิ่น มีความคุ้มทุนคือมีผลต่อเศรษฐกิจ มีการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเหมาะสม และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (ธารง เปรมปรีดิ์, 2542; วิชาญ ภู่พัฒน์, 2559) 5. วิศวศึกษาในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกา จากการที่ “วิศวกรรมศาสตร์ ” เป็นสาขาความรู้และ วิชาชีพ มีธรรมชาติของการบูรณาการสะเต็ม ทาให้องค์กรและเครือข่ายร่วมมือกันจัดโปรแกรมวิศวกรรมเพิ่ม หลังเลิกเรียน และคณะกรรมการวิศวศึกษา ภายใต้องค์กรวิชาการทางวิศวกรรมและสภาวิจัยระดับประเทศ (National Academy of Engineering: NAE และ National Research Council: NRC) สหรั ฐ อเมริ ก าได้ จั ด ท ารายงานการศึ ก ษา เสนอแนะเชิ ง นโยบาย หลั ก การพื้ น ฐาน วิ ศ วศึ ก ษาในโรงเรี ย นที่ ส าคั ญ คื อ (1) เน้นกระบวนการออกแบบทางวิศวกรรมในการระบุโจทย์ปัญหาและแก้ปัญหา (2) ให้ความสาคัญการ ประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เหมาะสม หลักการและทักษะเทคโนโลยี (3) ส่งเสริมการพัฒนาการคิดแบบ วิศวกรรม และ (4) ส าหรั บ การสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสามารถจัดได้ 2 รูปแบบส าคัญคือ (1) แบบใช้ โครงงานวิศวกรรมเป็นฐานสาหรับบูรณการสะเต็มศึกษา และ (2) แบบจัดทาวิศวศึกษาเป็นหลักสูตรวิชาเลือก (NAE and NRC, 2009) 6. การเรียนรู้การบริการสังคม (Service Learning) เพื่อสร้างจิตสานึกความเป็นพลเมือง ชุมชนเป็น สถานที่ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติให้ ตอบสนองต่อการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกันของคนในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดขนบธรรมเนียม/วัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกันตามบริบทของชุมชน กระบวนการเรียนรู้ช่วย พั ฒ นาความมี จิ ต อาสา ซึ่ ง เป็ น ลั ก ษณะของความเป็ น พลเมื อ ง (Active Citizenship) ผู้ เ รี ย นที่ มี ค วามรู้ ความเข้าใจทักษะ เจตคติและค่านิยม มีพฤติกรรมหรือความประพฤติที่ดีงาม มีความรับผิดชอบ ส่วนการ พัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เป็นการศึกษาผ่านกระบวนการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ ประชาธิป ไตย และฝึ กปฏิบั ติส อดคล้ องกับบริบทของแต่ล ะประเทศ (พิณสุ ดา สิ ริธ รังศรี, 2559; ศุภ รัตน์ รัตนมุขย์, 2556)


CES Journal 46 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

7. การจัดการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะนักเรียน “คิดอย่างพอเพียง” คือการใช้หลัก 3 หลัก คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี บนพื้นฐาน 2 เงื่อนไขคือความรู้ และคุณธรรมในการคิดและปฏิบัติงานต่างๆ ส่งผลการดาเนินชีวิตเกิดความ สมดุลและความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ใน 4 มิติ คือ มิติทางวัตถุ มิติสังคม มิติทางสิ่งแวดล้อม และมิติทางวัฒ นธรรม เพื่อพัฒ นาให้ ผู้ เรี ย น (1) มีทักษะในการดารงชีวิต อย่า งพอเพียง (2) ตระหนัก ใน ความสาคัญในการสืบสานสร้างสรรค์ความเป็นท้องถิ่นและความเป็นไทย และ (3) มีส่วนร่วมในการพัฒนา ชุมชน โดยอาศัยองค์ความรู้ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2557; มูลนิธิยุวสถิรคุณ, 2559) สรุ ป แนวคิดและวรรณกรรมที่เกี่ย วข้องที่จะทาให้ รูปแบบการพัฒ นาให้ ครูมีศักยภาพในการสอน วิศวศึกษา หรือจัดการเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์บูรณาการหลักปรัช ญาของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้ว ย หลักการเรียนรู้ระบบเทคโนโลยีและการจัดการงานวิศวกรรม ช่วยพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์เป็นระบบแบบ วิ ศ วกร หลั ก การเรี ย นรู้ โ ดยใช้ ปั ญ หางานวิ ศ วกรรมเป็ น ฐาน (Problem–based Learning: PBL) ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ทักษะศตวรรษที่ 21 หลักการเรียนรู้การบริการสังคม (Service Learning) ทางานจิต อาสาร่วมกับชุมชน ช่วยสร้างจิตสานึกความเป็นท้องถิ่น ความเป็นพลเมือง และการจัดการศึกษาตามหลั ก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะ “คิดอย่างพอเพียง” วิธีการดาเนินวิจัย การวิจัยเรื่อง “รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาวิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (2) ศึกษาคุณลักษณะ ครูสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสั งกั ดองค์ กรปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่น และ(3) เสนอรูปแบบการพัฒนาครูเพื่ อสอน วิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่น การวิจัยครั้งนี้ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีขั้นตอนการดาเนินการวิจัย แยกตามวัตถุประสงค์การวิจัย กระบวนการ และผลที่ได้รับ ดังแสดงใน ภาพที่ 1


CES Journal 47 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ขั้นตอน วัตถุประสงค์ 1: ศึกษาวิ ศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ น ขัน้ ตอนที1่ ศึกษาแนวคิดวิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ขัน้ ตอนที2่ ศึกษาความคิดเห็นผูท้ รงคุณวุฒวิ ศิ วสาหรับ โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ วัตถุประสงค์ 2: ศึกษาคุณลักษณะครูสอนวิ ศวศึกษา ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ น ขัน้ ตอนที่ 3 ศึกษาแนวคิดคุณลักษณะสอนวิศวศึกษาใน โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ขัน้ ตอนที่ 4 ศึกษาความคิดเห็นผูท้ รงคุณวุฒคิ ณ ุ ลักษณะครู สอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ วัตถุประสงค์ 3 : เสนอรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอน วิ ศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ น ขัน้ ตอนที่ 5 ร่างรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาใน โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ขัน้ ตอนที่ 6 ตรวจสอบร่างรูปแบบฯ ขัน้ ตอนที่ 7 ปรับปรุงและเสนอรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอน วิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่

กระบวนการ

- วิ จยั เอกสาร - สัมภาษณ์

ผลที่ได้รับ วิ ศวศึกษาสาหรับ โรงเรียนสังกัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่ น

-สังเคราะห์ วิ ศวศึกษาฯ

- วิ จยั เอกสาร - สัมภาษณ์

- สนทนากลุ่ม - สังเคราะห์ร่างรูปแบบ ฯ จุดเด่นและข้อจากัด

คุณลักษณะครู สอนวิ ศวศึกษาใน โรงเรียนสังกัด องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่ น รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อ สอนวิ ศวศึกษาใน โรงเรียนสังกัดองค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่ น

ภาพที่ 1 ขั้นตอนการดาเนินการวิจัย การวิ จั ย วั ต ถุ ป ระสงค์ ที่ 1 และวั ต ถุ ป ระสงค์ ที่ 2 ใช้การวิจัยเอกสาร และการสั มภาษณ์แบบเจาะลึ ก (In - depth Interview) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย จานวน 36 คน ประกอบด้วย 1) กลุ่มนักวิชาการ ด้านการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และด้านวิศวกรรมศาสตร์ 2) กลุ่ ม ผู้ บ ริ ห ารนโยบายในกรมส่ ง เสริ ม การปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น และผู้ ส นั บ สนุ น ในท้ อ งถิ่ น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 2 แห่ง เทศบาล 2 แห่ง (ผู้อานวยการกองการศึกษา ผู้อานวยการ สานักงาน/กองช่าง และศึกษานิเทศก์) 3) กลุ่มผู้ปฏิบัติในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับการประเมินเป็นศูนย์การศึกษา พอเพียง/สถานศึกษาพอเพียง 4 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ 1 โรงเรียน ขนาดกลาง 2 โรงเรียน และขนาด เล็ ก 1 โรงเรี ย น ประกอบด้ ว ยผู้ บ ริ ห ารหรื อ รองผู้ บ ริ ห ารสถานศึ ก ษา หั ว หน้ า /ครู ก ลุ่ ม สาระการเรี ย นรู้


CES Journal 48 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม และการงานอาชีพและเทคโนโลยี และกรรมการ ตัวแทนชุมชน การวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 3 นาผลการศึกษาวัตถุประสงค์ที่ 1 และวัตถุประสงค์ที่ 2 มาสังเคราะห์ร่าง รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตรวจสอบความ เหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบ โดยจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) การวิเคราะห์ ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผู้ให้ข้อมูล เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 10 คน ประกอบด้วย คณาจารย์ที่จบการศึกษาระดับปริญญา เอก ด้านการบริหารการศึกษา ด้านหลักสูตรและการสอน นักวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ และผู้บริหารใน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินเป็นศูนย์ การศึกษาพอเพียง ผลการวิจัย การวิ จั ย เรื่ องรู ปแบบการพัฒนาครู เพื่อสอนวิศวศึ กษาในโรงเรียนสั งกัดองค์ ก รปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น สรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1. วิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.1 เป็นหลักสูตรรายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นการจัดการเรียนรู้พื้นฐาน วิศวกรรมศาสตร์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การ เรียนรู้บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยมี 3 กลุ่มสาระเรียนรู้เป็นหลักสาคัญคือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และการงานอาชีพและเทคโนโลยี 1.2 จุดมุ่งหมาย เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ (K - Knowledge) มีทักษะปฏิบัติ (P - Practice) และมีเจตคติ/ ทัศนคติ (A - Attitude) โดยใช้งานวิศวกรรมในชีวิตประจาวันเป็นบริบทการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติร่วมกับผู้รู้/ ผู้เชี่ยวชาญในชุมชน และนาหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิติ” มาวางแผนจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียน คิดอย่าง พอเพียง คิดเป็นระบบแบบวิศวกร มีความเข้าใจท้องถิ่น มีความรู้หลักพื้นฐานการออกแบบ วิเคราะห์ระบบเทคโนโลยี และการจัดการที่เหมาะสมในการสร้าง/ซ่อมงานวิศวกรรม มีทักษะพื้นฐานงานช่าง และมีจิตสานึกบริการสังคมทางาน ร่วมกับชุมชนงานสร้าง/ซ่อมงานวิศวกรรม และสามารถถอดบทเรียน รู้อะไร วิธีการอย่างไร มีคุณค่าอย่ า งไร ตามหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิต”ิ


CES Journal 49 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

1.3 เนื้อหาสาระ แบ่งเป็น 5 หน่วยเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับขั้นตอนการทางาน วิศวกรรมในชุมชน/ท้องถิ่น และการถอดบทเรียนตามหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิติ” หลังทากิจกรรม ดังนี้ (1) หน่วยที่1: วิศวศึกษากับชีวิต กิจกรรมการเรียนรู้คือ สารวจปัญหาความต้องการงานวิศวกรรมในชุมชน (2) หน่วยที่ 2: การออกแบบ/สร้างงานวิศวกรรม กิจกรรมการเรียนรู้คือ ออกแบบ/สร้างแบบจาลอง (3) หน่วยที่ 3: วิศวกรรมกับการพัฒนาชุมชน กิจกรรมการเรียนรู้คือการบริการสังคมงานสร้าง/ซ่อมงานวิศวกรรมร่วมกับ ชุมชน (4) หน่วยที่ 4: อาชีพวิศวกรไทย-โลก กิจกรรมการเรียนรู้คือ ระบุคุณลักษณะวิศวกรและงานวิศวกรรมที่ สนใจ (5) หน่วยที่ 5: ประสบการณ์วิศวศึกษา กิจกรรมการเรียนรู้คือ การประยุกต์วิศวศึกษาในชีวิตประจาวัน 1.4 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหางานวิศวกรรมเป็นฐาน มีลักษณะสาคัญ คือ ใช้ปัญหางานวิศวกรรม ในชุ ม ชนเป็ น บริ บ ทการเรี ย นรู้ (PBL context) ท างานกลุ่ ม ย่ อ ย ครู / ผู้ ส อน เป็ น ผู้ อ านวยการเรี ย นรู้ (facilitator) ใช้คาถามเป็นตัวกระตุ้น/จุดประกายการเรียนรู้ นักเรียน/ผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้ 1.5 การจัดการเรียนรู้แบบบริการสังคม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเน้นการทางานจิตอาสา ทางานสร้าง/ซ่อม งานวิศวกรรมในชุมชน 1.6 ประเมินผลการเรียนรู้ จากชิ้นงานปฏิบัติ และการถอดบทเรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง “3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิต”ิ 2. คุ ณ ลั ก ษณะครู เ พื่ อ สอนวิ ศ วศึ ก ษาส าหรั บ โรงเรี ย นสั ง กั ด องค์ ก รปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น มีองค์ประกอบ ดังนี้ 2.1 ด้ า นจริ ย ธรรมความเป็ น ครู คื อ ครู มี จิ ต วิ ญ าณความเป็ น ครู มี ค วามรั ก /เมตตาลู ก ศิ ษย์ มีจิตสานึกความเป็นท้องถิ่น 2.2 ด้านความรู้และทักษะพื้นฐานทางวิศวกรรม คือ ครูมีความสนใจวิศวศึกษา ชอบแก้ปัญหา เข้าใจหลักการพื้นฐานทางวิศวกรรม คือ การจัดการเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบและสามารถประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจาวัน มีความรู้และทักษะพื้นฐานงานช่าง มีทักษะการสอนแบบง่าย เปิดโอกาสเรียนรู้ซักถาม สามารถ เชื่อมโยงสู่ทางเลือกอาชีพ 2.3 ด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหางานวิศวกรรมเป็นฐาน คือ ครูมีความเข้าใจสภาพปัญหา ชุมชนสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกัน ปฏิบัติจริงร่วมกับนักเรียน บริการสังคมในการสร้าง/ซ่อมงานวิศวกรรม ร่วมกับนักเรียนและชุมชน


CES Journal 50 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

2.4 ด้านการจัดการเครือข่ายการจัดการเรียนรู้ สามารถประสานงาน เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญงาน วิ ศ วกรรม (ภู มิ ปั ญ ญาในชุ ม ชน วิ ศ วกรในองค์ ก รปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น ) มี ทั ก ษะสร้ า งความสั ม พั น ธ์ กั บ ผู้เชี่ยวชาญ 3. รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี 4 องค์ประกอบ ดังนี้ 3.1 วิสัยทัศน์การพัฒนาครู พัฒนาครูให้มีศักยภาพ ความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์บู รณาการหลั กปรัช ญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาผู้เรียนในโรงเรียนสั ง กัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้คิดอยู่อย่างพอเพียง คิดวิเคราะห์เชิงวิศวกรรม มีความรู้และทักษะพื้นฐานทาง วิศวกรรมศาสตร์ มีคุณธรรม เป็นพลเมืองโลกและมีความเป็นท้องถิ่นไทย 3.2 แนวคิดและหลักการในการพัฒนาครู ใช้แนวคิดของคุณลักษณะของความเป็นพลเมืองได้แก่ (1) คุณลักษณะนิสัย/พฤติกรรมที่พึงประสงค์ (2) มีความรู้ที่สาคัญในศตวรรษที่ 21 (3) มีทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 และ (4) มี ลั ก ษณะการด ารงชี วิ ต ใช้ ห ลั ก การของหลั ก ปรั ช ญาของเศรษฐกิ จ พอเพี ย ง ตามหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิติ” หลักการเรียนรู้เชิงระบบเทคโนโลยีและจัดการทางวิศวกรรม หลักการ เรี ย นรู้ โ ดยใช้ ปั ญ หาเป็ น ฐาน (Problem-Based Learning) และหลั ก การเรี ย นรู้ ก ารบริ ก ารสั ง คม (Service Learning) 3.3 วิธีการพัฒนาครู ประกอบด้วย (1) ศึกษาความต้องการความจาเป็นในการพัฒนาครูด้าน ความรู้ (K) ด้านทักษะปฏิบัติ (P) และด้านเจตคติ/ทัศนคติ (A) (2) จัดทาหลักสูตรพัฒนาครูโดยนาผลการศึกษา วิ ศ วศึ ก ษาส าหรั บ โรงเรี ย นสั ง กั ด องค์ ก รปกครองส่ ว นท้ อ งถิ่ น มาจั ด ท าหลั ก สู ต รฝึ ก อบรมเชิ ง ปฏิ บั ติ ก าร โครงสร้ างหลั กสู ตรอบรมครู เ พื่ อสอนวิ ศวศึ ก ษา 5 หน่ว ยเรียนรู้ แต่ล ะหน่ว ยประกอบด้ว ยเนื้ อหาสาระ กิจกรรมการอบรม และส่วนสนับสนุน กิจกรรมการอบรมเน้นฝึกปฏิบัติตอบโจทย์ที่สอดคล้องการการทางาน ทางวิศวกรรม และฝึกปฏิบัติการถอดบทเรียน ตามหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิติ” และฝึกปฏิบัติเขียนแผน/ กิจกรรมการเรียนรู้และชุด คาถามที่จ ะน าไปสอนนักเรียน (3) ดาเนินการพัฒนาครู ระยะที่1 อบรมทีมครู 5 หน่วยเรียนรู้ (ใช้เวลา 3 วัน) โดยมีทีมวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรการสอน ด้านการจัดการศึกษาตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและด้านวิศวกรรมศาสตร์ และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมในชุมชน ระยะที่ 2 ติดตามผลหลังอบรม มีระบบพี่เลี้ยงให้คาปรึกษา Online/Mobile และ(4) การประเมินผลการ พัฒ นาทีมครู ส อน ประเมิน ศักยภาพ ด้านความรู้ (K) ด้านทักษะปฏิบัติ (P) และด้านเจตคติ/ทัศนคติ (A) 3 ระยะ คือ การประเมินก่อนการอบรม การประเมินระหว่างการอบรม และการประเมินหลังการอบรม


CES Journal 51 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

3.4 จุดเด่น ข้อจากัดและเงื่อนไขของการใช้รูปแบบ คือ (1) จุดเด่นของรูปแบบ คือการใช้งาน วิศวกรรมที่ครูและนักเรียนพบเห็นในชีวิตประจาวันเป็นบริบทและสาระในการเรียนรู้และปฏิบัติ การเรียนรู้ แบบให้ บ ริ การสั ง คมร่ ว มกัน ของครู นั กเรี ยนและชุมชน และการมีเครือ ข่ ายผู้ เชี่ ยวชาญวิศวกรรมชุ ม ชน สนับสนุนการเรียนรู้ (2) ข้อจากัดในการใช้รูปแบบ คือ เนื่องจากรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาใน โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเรื่องใหม่ ผู้บริ หารกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นและ สถานศึกษาในสังกัด อาจยังไม่เห็นความสาคัญของวิศวศึกษาและการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษา (3) เงื่อนไข การใช้รูปแบบคือ โรงเรียนท้องถิ่นมีการจัดการศึกษาบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว และมี เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ สาหรับรูปแบบดังกล่าว ดังแสดงในภาพที่ 2

ภาพที่ 2 รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อภิปรายผล จากผลการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ข้อค้นพบที่สาคัญที่สามารถนามาอภิปรายผล ดังนี้ 1. วิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า การนาวิศวศึกษามาจัดการ เรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


CES Journal 52 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

1.1 จะช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะตามศตวรรษที่ 21 แสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ซึ่งมี ธรรมชาติของบูรณการสะเต็มสาขา (STEM Fields) การเรียนรู้แบบใช้โครงงานโดยใช้ปัญหาวิศวกรรมเป็นฐาน ช่ ว ยพั ฒ นาทั ก ษะ ทั ก ษะตามศตว รรษที่ 21 สอดคล้ อ งกั บ งานเขี ย นของ Reeve (2013, p. 3) เรื่ อ ง “Implementing Science, Technology, Mathematics, and Engineering (STEM) Education in Thailand and in ASEAN” 1.2 จะช่วยให้ผู้เรียนมีความเป็นพลเมือง สอดคล้องกับงานวิจัย ของพิณสุดา สิริธรังศรี (2559, น. 181-182) ที่วิจัยเรื่อง “การพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง” ที่กล่าวว่า ความเป็นพลเมือง เป็นคุณลักษณะผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจทักษะ เจตคติและค่านิยม การพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความ เป็นพลเมือง เป็นการศึกษาผ่านกระบวนการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และฝึกปฏิบัติสอดคล้องกับบริบทของ แต่ละประเทศ สอดคล้องกับงานเขียนของ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ( 2559) เรื่อง “การศึกษา 4.0 เป็นยิ่งกว่า การศึกษา” ที่กล่าวว่า การศึกษา 4.0 ระดับต่ากว่าอุดมศึกษา ควรเน้นการจัดศึกษาเชิงสร้างสรรค์และผลิต ภาพ คือการจัดการเรียนรู้เน้นการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้สร้างผลิตภัณฑ์ (products) เป็นรูปธรรมที่สะท้อน ความคิ ด ใหม่ การกระท าใหม่ และสอดคล้ อ งกั บ งานเขี ย นของ สิ น ธะวา คามดิ ษ ฐ์ (2559, น. 12-13) เรื่อง “ประเทศไทย 4.0: การศึกษา 4.0” ที่กล่าวว่า การศึกษา 4.0 เปรียบเหมือน การสร้างนวัตกรเพื่อสร้าง นวัตกรรม จั ดการศึกษาควรค านึ ง ถึง ความแตกต่า งของศาสตร์ส าขา เช่น สาขาวิศวกรรมศาส ตร์ ควรมี องค์ประกอบของความรู้ทางวิศวกรรมและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ความรู้บริบทสังคมและธุรกิจ ทักษะบุคคล และ ทักษะการคิดและการแก้ไขปัญหาแบบวิศวกรอย่างเป็นระบบ มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรมและเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม 2. คุณลักษณะครูสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า สอดล้องกับงาน เขียนของไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2558, น. 26-28) และวิจารณ์ พานิช (2556, น. 53) ที่กล่าวว่า คุณลักษณะครู ศตวรรษที่ 21 ครูต้องมีความรู้และทักษะ “ครูเป็นผู้เรียน” เรียนรู้จากการปฏิบัติไปพร้อมลูกศิษย์ ครูทางาน และเรียนรู้เป็นทีม เป็นผู้อานวยการเรียนรู้ (Facilitator/Coach) ใช้ทรัพยากรที่มีหลากหลายจากผู้รู้ในชุมชน นอกโรงเรียน เพื่อให้ลูกศิษย์สามารถประยุกต์ใช้วิชากับปัญหาในชีวิตจริง และจากงานวิจัยของพิณสุดา สิริธรัง ศรี (2557, น. 6) ที่พบว่า ครูยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ ความสามารถและทั ก ษะการจั ด การเรี ย นรู้ มี ทั ก ษะการสื่ อ สาร และตามทั น เทคโนโลยี แ ละข่ า วสาร ความก้าวหน้าทางวิทยาการและความรู้


CES Journal 53 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

3. รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสั งกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า การ พัฒนาศักยภาพในการสอนวิศวศึกษา คือ มีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์บูรณาการ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการ สถานที่อบรมในท้องถิ่น/โรงเรียนและชุมชน มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมให้การสนับสนุน โดยครูทางานเป็นทีมแบบโครงงาน มีกิจกรรมถอดบทเรียน “3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิต”ิ เขียนแผน/กิจกรรมการเรียนรู้ คิดชุดคาถามกระตุ้นการเรียนรู้ ที่จะนากลับไปสอน นักเรียน เพื่อให้ครูมีประสบการณ์การเรียนรู้เหมือนที่จะสอนเด็ก ผลจากการอบรมทาให้ครูมีความรู้ความ เข้าใจเนื้อหาที่สอน และมีทักษะครูศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับ แนวคิดการพัฒนาครู ศตวรรษที่ 21 ของ ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2558, น. 26-28) และวิจารณ์ พานิช (2556, น. 53) และสอดคล้องกับงานเขียนเรื่อง รูปแบบการพัฒนาครูที่เป็นลั กษณะของวิชาชีพของ Guskey (2000, pp. 22-28) ทาให้ครูมีความพอเพี ยง สอดคล้องกับงานเขียนของมูลนิธิยุวสถิรคุณ (2559) และการเรียนรู้ปัญหาความต้องการงานวิศวกรรมของ ชุมชน และการให้บริการสังคม ช่วยพัฒนาครูให้มี ความเป็นพลเมือง และความเป็นท้องถิ่น สอดคล้องกับ งานวิจัยของ ศุภรัตน์ รัตนมุขย์ (2556, น. 106) และพิณสุดา สิริธรังศรี (2559, น. 181-182) บทสรุปและข้อเสนอแนะ ข้อสรุปคือ วิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรเป็นหลักสูตรรายวิชาหรือ กิจกรรม เพิ่ ม เติ ม ที่มีจุ ดมุ่งหมายเพื่อให้ ผู้ เรี ยน มีการคิดอย่างพอเพียง มีความเข้าใจท้องถิ่น มีความรู้และทักษะพื้นฐาน วิศวกรรมศาสตร์บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การคิดเป็นระบบแบบวิศวกรรม และมีจิตสานึก บริการสังคม คุณลักษณะครูสอนวิศวศึกษาสาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมี จริยธรรม ความเป็นครู และจิตสานึกความเป็นท้องถิ่น มีความรู้และทักษะการจัดการเรียนรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ ที่บู ร ณาการหลั กปรั ช ญาของเศรษฐกิจ พอเพียง การจัดการเรียนรู้โ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และการจัดการ เครือข่ายการจัดการเรียนรู้ และรูปแบบการพัฒนาครูเพื่อสอนวิศวศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่ว น ท้องถิ่น ควรมีองค์ประกอบที่สาคัญคือ มี วิสัยทัศน์ แนวคิดและหลักการในการพัฒนาครู ให้มีศักยภาพในการ จัดการเรียนรู้พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้คิด อย่ างพอเพีย ง คิดเป็นระบบแบบวิศวกร มีความรู้และทักษะพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ มีคุณธรรม เป็น พลเมืองโลก และมีความเป็นท้องถิ่นไทย


CES Journal 54 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

จากการที่ “วิศวศึกษา” เป็นเรื่องใหม่สาหรับโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้ องถิ่น ผู้วิจัยจึงมี ข้อเสนอแนะดังนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ควรกาหนดนโยบายส่งเสริม “วิศวศึกษา” เป็นหลักสูตร รายวิชาหรือกิจกรรมเพิ่มเติม สาหรับสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ควรกาหนดนโยบายให้สานักงานช่างในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีผู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรม สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ “วิศวศึกษา” 3. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ควรกาหนดนโยบายส่งเสริม การพัฒนาศักยภาพครูเพื่อ สอน “วิศวศึกษา” ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ 1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสนับสนุน ระบบพี่เลี้ยง/ให้คาปรึกษา เพื่อสนับสนุนการจัดการ เรีนรู้ “วิศวศึกษา” ในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2. สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรกาหนดให้ “วิศวศึกษา” เป็นหลักสูตรรายวิชา หรือกิจกรรมเพิ่มเติม สาหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีโ ครงการวิจั ย เชิงปฏิบั ติก ารแบบมีส่ ว นร่ว ม (Participatory Action Research) พัฒ นา ศักยภาพครูสอน “วิศวศึกษา” โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คือ ผู้วางนโยบายจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วน ท้องถิ่น และผู้สนับสนุนในท้องถิ่นร่วมเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา และศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา / รองผู้บริหารฝ่ายวิชาการ ครูจากทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สนใจและชุมชนร่วมเป็นทีมงานวิจัย 2. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับมาตรฐาน “วิศวศึกษา” และการพัฒนาศักยภาพครู โดยความร่วมมือ ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจาก สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น นั ก วิ ช าการด้ า นหลั ก สู ต รและการสอน ด้ า นการศึ ก ษาตามหลั ก ปรั ช ญาของเศรษฐกิ จ พอเพี ย ง ด้ า น วิศวกรรมศาสตร์ และเครือข่ายองค์กรวิชาชีพวิศวกรรม


CES Journal 55 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บรรณานุกรม กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. (2559). โรงเรียนพอเพียงท้องถิ่น. สืบค้น 5 ธันวาคม 2559, จาก http://www.dla.go.th/servlet/EbookServlet?ebookGroup=3 กระทรวงศึกษาธิการ. (2557). แนวทางการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปจัดการศึกษาในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: ศูนย์สถานศึกษาพอเพียง. ธารง เปรมปรีดิ์. (2542) คู่มือสาหรับการวางแผน เทคโนโลยีที่เหมาะสมและการจ้างงาน.เอกสารอัดสาเนา. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2558). ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวให้พ้นกับดักของตะวันตก. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2559). การศึกษา 4.0 ความหวังของประเทศไทย. ใน การศึกษา 4.0 เป็นยิ่งกว่า การศึกษา, 2-3.ไพฑูรย์ สินลารัตน์. บรรณาธิการ. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พิณสุดา สิริธรังศรี. (2557). การยกระดับคุณภาพครูไทย ในศตวรรษที่ 21. สืบค้น 25 พฤษภาคม 2559, จาก http://seminar.glf.or.th/file/Download File/621 พิณสุดา สิริธรังศรี. (2559). รายงานการวิจัยเพื่อจัดทาข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความ เป็น พลเมือง. กรุงเทพฯ: สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. มูลนิธิยุวสถิรคุณ. (2559). คู่มือวิทยากรในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้าง คุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง. กรุงเทพฯ: ศูนย์สถานศึกษาพอเพียง. วิจารณ์ พานิช. (2556). การสร้างการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามกัมมาจล. วิชาญ ภู่พัฒน์. (2559). เทคโนโลยียั่งยืนกับการพัฒนา. เอกสารอัดสาเนา. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ศุภรัตน์ รัตนมุขย์. (2556). รายงานผลการดาเนินวิจัย การเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมเพื่อสร้างความเป็น พลเมืองใส่ใจสังคม. สืบค้น 20 มีนาคม 2560, จาก www.psds.tu.ac.th>papera4.pdf สินธะวา คามดิษฐ์. (2559). ประเทศไทย 4.0: การศึกษา 4.0. ใน การศึกษา 4.0 เป็นยิ่งกว่าการศึกษา, 5-19. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. บรรณาธิการ. (พิมพ์ครั้งที่ 3) กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Guskey, T.R. (2000). Evaluation professional development. Retrieved November 1, 2016, from http://www2.rajsima.ac.th/media/panjai/p2.html Kolmos, A., Du, X.Y., Holgaard, J. E., & Jensen L. P. (2008). Facilitation in a PBL environment. Aalborg University. Retrieved November 1, 2015, from http://www.ucpbl.net


CES Journal 56 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

Reeve, Edward M. (2013). Implementing science, technology, mathematics, and engineering (STEM) education in Thailand and in ASEAN. A Report Prepared for: The Institute for the Promotion of Teaching Science and Technology (IPST). NAE and NRC (2009). Engineering in K-12 Education: Understanding the Status and Improving the Prospects. Retrieved November 1, 2015, from http://www.nae.edu/The Bridge. UNESCO (2012). Progress report on the UNESCO Engineering Initiative (UEI). Retrieved December 1, 2015, from http://www.unesco.org/new/fileadmin/MULTIMEDIA/HQ/SC/pdf/UEI_report_2012.pdf


CES Journal 57 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

รูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน THE INSTRUCTIONAL SUPERVISION MODEL TO ENHANCE THINKING SKILLS IN BASIC EDUCATION พาสนา ชลบุรพันธ์* Passana Chonburapun สินธะวา คามดิษฐ์** Sinthawa Khamdit พิณสุดา สิริธรังศรี*** Pinsuda Siridhrungsri บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาความต้องการ และนาเสนอรูปแบบการนิเทศการสอน เป็น วิจัยเชิงผสมการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูล จานวน 400 คน เครื่องมือคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ จานวน 9 คน และสนทนากลุ่มของ ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 10 คน เครื่องมือ แบบสัมภาษณ์และแบบตรวจสอบรูปแบบการนิเทศการสอน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและความต้องการการนิเทศการสอนโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มี การปฏิบัติมากที่สุด คือ จัดกิจกรรมการนิเทศการสอน ด้านเทคนิคและวิธีการนิเทศการสอนมีความต้องการมากที่สุดและ รูปแบบการนิเทศการสอนมี 4 หลักการ ได้แก่ หลักคุณภาพ หลักการมีส่วนร่วม หลักบูรณาการและความต่อเนื่อง และหลัก ความทันสมัยของเทคโนโลยีและข้อมูลที่ถูกต้อง

คาสาคัญ: การนิเทศการสอน ทักษะการคิด *นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาการจัดการการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ *Ph.D. Candidate, Doctor of Philosophy Program in Educational Management, College of Education Sciences, Dhurakij Pundit University. *Email: passana.chon@gmail.com **ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และปริญญาเอก ประจาสาขาวิชาการจัดการการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ **Assistant Professor and Ph. D., Faculty of Education Management, College of Education Sciences, Dhurakij Pundit University. **Email: sinthawa.kha@dpu.ac.th ***ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และปริญญาเอก ประจาสาขาวิชาการจัดการการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ***Assistant Professor and Ph. D., Faculty of Education Management, College of Education Sciences, Dhurakij Pundit University. ***Email: ppinsuda@gmail.com


CES Journal 58 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

Abstract The purpose of this research was to study current status, problems and needs as well as to propose the Instructional Supervision Model. Mixed method was employed. Quantitative research used a questionnaire to collect data from 400 informants. Data was analyzed by frequency, percentage, mean, and standard deviation. Qualitative research conducted depth interview with 9 key informants and focus group discussion with 10 experts used interview form and Instructional Supervision Model check list. Content analysis was implemented. The research revealed that current status and needs of instructional supervision was in high level. Most practice activity found was the instructional supervision activities. The highest needs were techniques and methods of instructional supervision. Model’ s 4 principles comprised principle of quality, principle of participation, principle of integration and continuity, and principle of modern technology and correct information.

Keywords: Instructional Supervision, Thinking Skills บทนา โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทาให้การเข้าถึงแหล่ง ความรู้ต่างๆ ทาได้ง่าย และรวดเร็วมาก ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทย การเตรียมคนให้สามารถเผชิญกับ สถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งจาเป็น โดยเฉพาะการเสริมสร้างและพัฒนาความสามารถ ด้านการคิดแก่ผู้เรียน ให้สามารถจัดสรร คัดเลือก และประยุกต์ใช้เป็น ดังนั้น ทักษะการคิดจึงเป็นทักษะที่ จาเป็นสาหรับคนในยุคนี้และจาเป็นจะต้องมีการจัดการศึกษา เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ เห็นได้จาก นโยบายการศึกษาของประเทศไทยที่สะท้อนให้เห็นถึงความสาเร็จของการคิดที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศใน อนาคต โดยกาหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 กล่าวว่า การจัดการศึกษาของสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องดาเนินการจัด กระบวนการเรียนรู้ฝึกทักษะการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน และแก้ปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับการจัดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ก็ได้กาหนด สมรรถนะด้านความสามารถในการคิดของผู้เรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างมี วิจารณญาณ และสามารถคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ เกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การส่งเสริมทักษะการคิดยังสอดคล้องกับนโยบายไทย


CES Journal 59 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

แลนด์ 4.0 และการศึกษา 4.0 ของรัฐบาลในปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นการจัดการศึกษาทุกระดับที่มีเป้าหมายให้ ผู้เรียนมีทักษะสาคัญและจาเป็นของนวัตกรรม เพื่อไปคิดริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมให้แก่สังคมไทยที่สามารถ แข่งขันได้ในเวทีสากลและมีมูลค่า ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งทักษะดังกล่าว ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดออกแบบเชิงนวัตกรรม และคิดรับผิดชอบต่อสังคม แต่จากผลการประเมินและ ทดสอบทางการศึกษาต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพเด็กไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะเด็กส่วนใหญ่ขาดทักษะด้านการคิดซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของไทย แนวทางการ แก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมต่างประเทศ และทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก จาเป็นต้อง ขับเคลื่อนปฏิรูปการจัดการศึกษาในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน การนิเทศการสอนเป็นงานหนึ่งของการจัด การศึกษาที่มีกระบวนการทางานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ โดยมี เป้าหมายที่คุณภาพผู้เรียน และคุณภาพการศึกษา แต่สภาพปัจจุบันการนิเทศการสอน ยังมีปัญหาค่อนข้างมาก เช่น ขาดแคลนผู้นิเทศที่มี ความรู้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ ขาดการประสาน การทางานร่วมกัน ขาดงบประมาณ มีภาระ มาก ไม่มีเวลานิเทศอย่างต่อเนื่อง ขาดความศรัทธา เชื่อถือจากผู้รับการนิเทศ ซึ่งปัญหาต่างๆ ส่งผลกระทบต่อ การนิเทศการสอนเป็นอย่างมาก จากสภาพปัญหา ผู้วิจัยได้เล็งเห็ นความส าคัญดังกล่าวจึงได้ศึกษารูปแบบการนิเทศการสอนเพื่ อ ส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อนาผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนการนิ เทศการ สอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิด และให้สถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพ การศึกษาให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. เพื่อนาเสนอรูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน แนวคิดและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545กาหนดให้การจัดการศึกษาของสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องดาเนินการจัดกระบวนการ เรียนรู้ฝึกทักษะการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา


CES Journal 60 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

และในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กาหนดสมรรถนะด้านความสามารถใน การคิดของผู้เรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และสามารถคิดเป็น ระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง และสังคมได้อย่าง เหมาะสม ซึ่งการจัดการเรียนรู้ ถือว่าเป็นหัวใจสาคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิด และในการจัด การศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สาคัญที่จะสร้างให้เด็กและเยาวชนที่เข้าสู่การศึกษา ในระบบ จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาให้มีคุณลักษณะดังกล่าว ดังนั้น การนิเทศการสอนจึงเป็นวิธีการ สาคัญที่จะช่วยให้ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการคิด ทั้งทักษะการคิดขั้นพื้นฐานและทักษะ การคิดขั้น สู ง วรรณกรรมที่เกี่ย วข้องการนิเทศการสอนเป็นแนวคิดการนิเทศการสอนดังกล่ าวสรุปได้ ว่ า การนิเทศการสอนเป็นกระบวนการทางานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศการสอนและ ผู้รับการนิเทศ เพื่อส่งเสริม สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ มีความเป็นประชาธิปไตย เป็นการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สร้างเสริม ขวัญและกาลังใจ ปรับปรุงการเรียนการสอน และประสานสัมพันธ์ระหว่างงานนิเทศกับงานอื่นๆ โดยมีการ กาหนดจุดมุ่งหมาย และเป้าหมายการนิเทศไว้อย่างชัดเจน มีการดาเนินงานอย่างมีระบบ เน้นความร่วมมือกัน อย่างจริงจัง ถูกต้องตามหลักวิชา มีลักษณะของความเป็นวิทยาศาสตร์ และตั้งอยู่บนรากฐานของความเป็น ประชาธิปไตย กระบวนการในการนิเทศการสอนเป็นสิ่งสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่ง เพราะในการนิเทศการสอนนั้น เพื่อให้สาเร็จดาเนินไปด้วยดี มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล จะต้องอาศัยกระบวนการซึ่งเป็นการดาเนินการ ตามลาดับขั้นตอนต่อเนื่องกัน และมีระเบียบแบบแผน ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้นาเสนอกระบวนการนิเทศ ไว้ ดังนี้ สงัด อุทรานันท์ (2530, น. 84-88) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอนไว้ 5 ขั้นตอน (PIDRE) คือ 1. การวางแผนการนิเทศ (P-Planning) 2. การให้ความรู้ในสิ่งที่จะทาตามแผน (I-Informing) 3. การปฏิบัติ ตามแผน โดยผู้รับการนิเทศเป็นผู้ดาเนินการ (D-Doing) 4. การส่งเสริม และสนับสนุนด้านขวัญ และกาลังใจ ในการปฏิบัติงาน (R-Reinforcing) 5. การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (E-Evaluating) วั ช รา เล่ า เรี ย นดี (2553, น. 27-28) ได้ น าเสนอกระบวนการนิ เ ทศการสอนไว้ 7 ขั้ น ตอน คื อ 1. การวางแผนร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ (ครูหรือคณะครู ) 2. การเลือกประเด็นหรือเรื่องที่ สนใจจะปรับปรุงและพัฒนา 3. การนาเสนอโครงการพัฒนาและขั้นตอนการปฏิบัติให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับ ทราบเพื่ออนุมัติการดาเนินการ 4. การให้ความรู้หรือการแสวงหาความรู้จากเอกสารต่างๆ และการฝึกอบรม


CES Journal 61 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เชิ ง ปฏิ บั ติ ก ารการจั ด การเรี ย นการสอน 5. การจั ด ท าแผนการนิ เ ทศก าหนดวั น เวลาที่ จ ะนิ เ ทศ 6. การดาเนินการตามแผน 7. การสรุปผล ประเมินผลการปรับปรุงและพัฒนาแล้วรายงานผลสาเร็จ Harris (1985, pp 13-15) ได้ เ สนอกระบวนการนิเ ทศการสอนในโรงเรีย นไว้ว่า มี 6 ขั้ น ตอน คื อ 1. ประเมินสภาพการทางาน (Assessing) 2. จัดลาดับความสาคัญของงาน (Prioritizing) 3. ออกแบบวิธีการ ทางาน (Designing) 4. จัดสรรทรัพยากร (Allocating resources) 5. ประสานงาน (Coordinating) 6.นาการ ทางาน (Directing) สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2556, น.1-5) กาหนดให้ศึกษานิเทศก์จัดทาข้อมูล สารสนเทศเพื่อการนิเทศ สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการนิเทศการมีส่วนร่วม มุ่งเน้นการทาวิจัยเพื่อปรับปรุงและ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สรุปการนิเทศการสอนเป็นกระบวนการทางานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศการสอนและผู้รับการนิเทศใน การให้ความช่วยเหลือพั ฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและผู้เรียน โดยมีองค์ประกอบของ กระบวนการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กระบวนการนิเทศการสอนทั่วไปที่ผู้นิเทศการสอนใช้นิเทศ ได้แก่ จัดทา ข้อมูลสารสนเทศ วางแผนการนิเทศการสอน ใช้สื่อเครื่องมือ และเทคโนโลยีจัดกิจกรรมการนิเทศการสอน ประเมินผลการนิเทศการสอน และกลไกส่งเสริมการนิเทศการสอน ได้แก่ การใช้เทคนิคและวิธีการนิเทศการ สอน การมีส่วนร่วมการนิเทศการสอนและการวิจัยเพื่อพัฒนาการนิเทศการสอน ทักษะการคิด มีความสาคัญที่จะต้องปลูกฝังหรือพัฒนาแก่ผู้เรียน เพราะทักษะการคิดเป็นหัวใจของ การเรียนรู้ ช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าถึงความรู้ ความสามารถ และนาไปประยุกต์ใช้ในการดารงชีวิตเกรียงศักดิ์ เจริญ วงศ์ศักดิ์ (2546, น. 26) กล่าวว่า การคิด คือ กิจกรรมทางความคิดที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง เรารู้ว่าเรา กาลังคิดเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง และสามารถควบคุ มให้คิดจนบรรลุเป้าหมายได้ ทิศนา แขมมณี (2551, น. 27) กล่าวถึงความสาคัญของการคิดไว้ว่า การคิดเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่สาคัญที่สุดที่จะมีผลและ รากฐานของการเปลี่ยนแปลงในชีวิต แต่ละบุคคลในการดาเนินงานของสังคม ถ้าคนแต่ละคนคิดดี คิดถูกต้อง คิดเหมาะสมการดาเนินชีวิต ของคนและความเป็นไปของสังคมก็จะดาเนินไปอย่างมีคุณค่าสูง การคิดจึงเป็น เรื่องสาคัญของมนุษย์ ทักษะการคิดประกอบด้วยทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน และทักษะการคิดขั้นสูง หรือทักษะ การคิดที่ซับซ้อน สรุปทักษะการคิด เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีทักษะความสามารถ ความชานาญในการ คิดทุกประเภท ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ และความสามารถที่จะนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดารงชีวิต


CES Journal 62 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

จากการศึกษาเอกสาร แนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ สามารถนามาเขียนเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย วิธีดาเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง รูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี วิธีการดาเนินการวิจัย 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการ คิด มีกระบวนการศึกษา ดังนี้


CES Journal 63 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

1.1 ศึกษาเอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิคส์ งานวิจัยและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศ การสอน ทักษะการคิดและสภาพปัจจุบันและความต้องการการนิเทศการสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถใน การพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานวิเคราะห์ เนื้อหา สรุปขอบเขตและประเด็น สาหรับการสัมภาษณ์ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูโดยการศึกษาจากเอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ งานวิจัยและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ 1.2 สัมภาษณ์ระดับลึก (In-depth Interview) ดาเนินการ ดังนี้ 1.2.1 สัมภาษณ์ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จานวน 9 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผู้ให้ข้อมูลการวิจัย โดยผู้วิจัยได้กาหนดคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ 1) เป็นผู้บริหารการศึกษา 2) เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 3) เป็นผู้ที่มีวุฒิการศึกษาไม่ต่ากว่าปริญญาเอก 4) เป็นผู้ที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญ 5) เป็นผู้ที่มีความสามารถและประสบการณ์เกี่ยวกับการนิเทศการสอนและทักษะการคิด 1.2.2 การวิเคราะห์ข้อมูล นาข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) และ สรุปเป็น หมวดหมู่ตามตัวแปรที่ศึกษา 1.3 สอบถามสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิด ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดาเนินการ ดังนี้ 1.3.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1) ประชากรที่ ใ ช้ ใ นการวิ จั ย ครั้ ง นี้ ได้ แ ก่ ผู้ บ ริ ห ารการศึ ก ษา ศึ ก ษานิ เ ทศก์ ผู้ บ ริ ห าร สถานศึกษา และครู สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ทั่วทุกภูมิภาคจานวน 225 เขต ในปีการศึกษา 2559 จานวน 31,837 คน 2) กลุ่ ม ตั ว อย่ า ง จ านวน 400 คนจากส านั ก งานเขตพื้ น ที่ ก ารศึ ก ษาประถมศึ ก ษา และ มัธยมศึกษาใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)


CES Journal 64 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

1.3.2 เครื่ อ งมื อ ที่ ใ ช้ ใ นการวิ จั ย เป็ น แบบสอบถามที่ ใ ช้ แ บบมาตราส่ ว นการประมาณค่ า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท การสร้างแบบสอบถามผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศการสอน ทักษะ การคิดจากเอกสารแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทาการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อให้ได้กรอบแนวคิดของ องค์ป ระกอบด้านกระบวนการนิ เ ทศการสอน หลั งจากนั้นนาข้อมูล ที่ได้จากการสั มภาษณ์มายกร่า งเป็ น แบบสอบถามความเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะ การคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนาแบบสอบถามไปตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยการหาค่าดัชนี ความสอดคล้ อ ง IOC (Index of Item Objective Congruence) โดยผู้ วิ จั ย ได้ ก าหนดคุ ณ สมบั ติ ข อง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ดังนี้ 1) เป็นผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการนิเทศการสอนและทักษะการคิด 2) เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย 3) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน 4) เป็นผู้ที่มีวุฒิการศึกษาไม่ต่ากว่าปริญญาเอก เลือกข้อคาถามที่มีค่า IOC ระหว่าง 0.60-1.00 พร้อมทั้งปรับปรุงข้อคาถามของผู้เชี่ยวชาญ จัดทา เป็นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์และนาไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง 1.3.3 การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ข้อมูลทั่วไปของ ผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยหาความถี่ (Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage) ขั้นตอนที่ 2 การสร้างรูปแบบการนิเทศการสอน ผู้วิจัยดาเนินการดังต่อไปนี้ 2.1 การจัดทาร่างรูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย การสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและข้อมูลที่ได้จากการสารวจความคิดเห็น แล้วมา สรุปผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยแยกเป็นรายด้าน และจัดทาเป็นร่างรูปแบบเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์พิจารณา 2.2 การตรวจสอบรู ป แบบ โดยผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ ด้ ว ยการจั ด ประชุ ม สนทนากลุ่ ม ( Focus Group Discussion) ซึ่งใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 10 คน เพื่อพิจารณาความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติของรูปแบบ ผู้วิจัย ได้กาหนดคุณลักษณะของผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม ดังนี้


CES Journal 65 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

1) เป็นผู้ที่มีตาแหน่งทางวิชาการในมหาวิทยาลัย 2) เป็นผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) เป็นผู้บริหารการศึกษา 4) เป็นผู้บริหารสถานศึกษา 5) เป็นผู้ที่มีวุฒิการศึกษาไม่ต่ากว่าปริญญาเอก 6) เป็นผู้มีวิทยฐานะไม่ต่ากว่าเชี่ยวชาญ 2.3 ปรับปรุงรูปแบบตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ 2.4 นาเสนอรูปแบบและรายงานฉบับสมบูรณ์ ผลการวิจัย การนาเสนอสรุปผลการวิจัย ผู้วิจัยได้นาเสนอตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้แก่ 1) เพื่อศึกษา สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2) เพื่อนาเสนอรูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. สภาพปัจจุบัน ปัญหาการปฏิบัติการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้น พื้นฐานโดยภาพรวม 8 ด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านกิจกรรมการนิเทศการสอน รองลงมาคือ ด้านเทคนิคและวิธีการนิเทศการสอน และด้านการวิจัยการ นิเทศการสอน ตามลาดับ ส่วนด้านที่ มีการปฏิบัติน้อยที่สุด คือ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการนิเทศการสอน ส่วนความต้องการการนิเทศการสอนโดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน ที่ มี ค่ า เฉลี่ ย สู ง สุ ด คื อ ด้ า นเทคนิ ค และวิ ธี ก ารนิเ ทศการสอน รองลงมื อ คื อ ด้ า นการใช้ สื่ อ เครื่ อ งมื อ แล ะ เทคโนโลยีและกิจกรรมการนิเทศการสอน ตามลาดับ ส่วนด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุด คือ ด้านการวิจัยเพื่อ พัฒนาการนิเทศการสอน 2. รูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวมทั้งการสนทนากลุ่มของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้วิจัยได้นาเสนอรูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย แนวคิด หลักการเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยแสดงดังภาพที่ 2 และ มีรายละเอียด ดังนี้


CES Journal 66 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บทนา แนวคิด หลักการ คุณภาพ

การมีส่วนร่วม

ผูน้ ิเทศการสอน

กลไกส่งเสริมการนิเทศการสอน

กระบวนการนิเทศการสอน ผูบ้ ริหารการศึกษา

ศึกษานิเทศก์

ครู

ความทันสมัย

บูรณาการและความต่อเนื่อง

1.จัดทาข้อมูลสารสนเทศ

2.วางแผนการนิเทศการสอน

การใช้เทคนิคและวิธกี าร นิเทศการสอน

3.ใช้ส่อื เครื่องมือและเทคโนโลยี

ผูบ้ ริหารสถานศึกษา 4.จัดกิจกรรมการนิเทศการสอน

การมีส่วนร่วมการนิเทศ การสอน การวิจยั เพื่อพัฒนาการ นิเทศการสอน

5.ประเมินผลการนิเทศการสอน

ผูร้ บั การนิเทศ จุดเด่น

ข้อจากัด เงือ่ นไขของรูปแบบและตัวชีว้ ดั ความสาเร็จ

ภาพที่ 2 รูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน


CES Journal 67 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

2.1 แนวคิดและหลักการของรูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน 1) แนวคิด ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กาหนดให้การจัดการศึกษาของสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องดาเนินการจัดกระบวนการ เรียนรู้ฝึกทักษะการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน และแก้ปัญหา และในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กาหนดสมรรถนะด้ านความสามารถใน การคิดของผู้เรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และสามารถคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการจัดการเรียนรู้ถือว่าเป็นหัวใจสาคัญต่อ การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดและในการจัดการศึกษาระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สาคัญที่จะสร้างให้เด็กและเยาวชนที่เข้าสู่การศึกษาในระบบ จาเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาให้มีคุณลักษณะดังกล่าว ดังนั้นการนิเทศการสอน จึงเป็นวิธีการสาคัญที่จะช่วยให้ ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการคิด 2) หลักการ การนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดของผู้เรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องอาศัย หลักการที่สาคัญ 4 หลักการ ดังนี้ (1) หลักคุณภาพ การดาเนินการนิเทศการสอนสาหรับผู้นิเทศการสอนต้องคานึงถึงหลักคุณภาพ โดยเฉพาะ คุณภาพการศึกษา ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสาคัญของสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในการจัดการศึกษาให้ได้ คุณภาพ มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะและทัศนคติที่ดี คุณภาพดังกล่าวต้องเกิดจากความร่วมมื อของทุกๆ ฝ่าย พร้ อ มทั้ ง หน่ ว ยงานระดั บ นโยบายและระดั บ ปฏิ บั ติ มี ร ะบบการบริ ห ารหรื อ การจั ด การที่ ไ ด้ ม าตรฐาน มี ก ระบวนการจั ด การเรี ย นการสอนโดยครู มื อ อาชี พ มี วั ส ดุ อุ ป กรณ์ แ ละงบประมาณที่ พ อเพี ย งและมี ประสิทธิภาพ ดังนั้นการนิเทศการสอนให้เกิดคุณภาพ ผู้นิเทศการสอนต้องคานึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่ทาให้เกิด คุณภาพการนิเทศการสอนรวมทั้งการใช้กระบวนการทางานที่มีคุณภาพตามวงจรเดมมิ่ง (Deming Cycle) ประกอบด้ ว ย การวางแผนการนิ เ ทศการสอน การด าเนิ น การตามแผนการนิ เ ทศการสอน การติ ด ตาม ประเมินผลการดาเนินการตามแผนงานการนิเทศการสอนและการนาผลการติดตามประเมินผลการนิเทศการ


CES Journal 68 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

สอนมาปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้น พื้นฐานบรรลุเป้าหมาย (2) หลักการมีส่วนร่วม การนิ เทศการสอนเพื่ อส่ งเสริ ม ทั กษะการคิ ด ของผู้ เ รีย น ผู้ นิเทศการสอนจะใช้ห ลั ก การ ปฏิบัติงานร่วมกันของบุคลากรหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการนิเทศ ติดตาม ผล เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาหรือปรับปรุงคุณภาพการจัดการศึกษาและการจัดการเรียน การสอนของครู โดยการรวมกลุ่มในรูปของการจัดเครือข่ายต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ทั้งเครือข่ายภายในและ เครือข่ายภายนอก ซึ่งในการดาเนินงานของเครือข่ายจะมีการกาหนดโครงสร้าง แต่งตั้งคณะทางาน มีการ กาหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายร่วมกัน มีการติดต่อประสานงานกัน มีกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ระดมทรัพยากรร่วมกันและมีแกนนาเชื่อมประสานของเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาและคุณภาพนักเรียน (3) หลักบูรณาการและความต่อเนื่อง การนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการ ปฏิบัติงานร่วมกัน มีการเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กันระหว่างผู้นิเทศการสอน ผู้รับการนิเทศและผู้เกี่ยวข้อง การปฏิบัติงานต้องอาศัย การบูร ณาการองค์ความรู้ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสม คุ้มค่า เพื่อให้ การ ด าเนิ น การนิ เ ทศการสอนมี ก ารพั ฒ นาต่ อ เนื่ อ ง เกิ ด ความยั่ ง ยื น และเพื่ อ ให้ คุ ณ ภาพทาง การศึ ก ษาเกิ ด ผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด (4) หลักความทันสมัย ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา ดังนั้นการ นิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดของผู้เรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จาเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามยุค สมั ย เพื่ อ ให้ ส อดคล้ อ งกั บ เทคโนโลยี ดั ง กล่ า ว และการจั ด ท าข้ อ มู ล ก็ มี ค วามส าคั ญ อย่ า งยิ่ ง เพราะใช้ เ ป็น เครื่องช่วยในการวางแผนงานการนิเทศการสอน ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีความเที่ยงตรง สามารถเชื่อถือ ได้ มีความเป็นปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้ และมีความสมบูรณ์ชัดเจน ซึ่งหากมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมา ใช้สร้างข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน เพื่อการนิเทศการสอนแล้วจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและเกิดความยั่งยืน 2.2 กระบวนการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานการนิเทศการ สอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีกระบวนการนิเทศการสอน ประกอบด้วย 8 ด้าน และในจานวนดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กระบวนการนิเทศการสอน ซึ่งเป็นกระบวนการนิเทศ


CES Journal 69 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

การสอนตามหลักการนิเทศการสอนทั่วไป ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ จัดทาข้อมูลสารสนเทศ วางแผนการ นิเทศการสอน ใช้สื่อ เครื่องมือและเทคโนโลยีจัดกิจกรรมการนิเทศการสอน และประเมินผลการนิเทศการสอน 2) กลไกสนับสนุนการนิเทศการสอน ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การใช้เทคนิคและวิธีการนิเทศการสอนการมี ส่วนร่วมการนิเทศการสอน และการวิจัยเพื่อพัฒนาการนิเทศการสอน ซึ่งแต่ละด้านในกระบวนการนิเทศการ สอนและกลไกสนับสนุนการนิเทศการสอน อภิปรายผล 1) สภาพปั จ จุ บั น ปั ญ หาและความต้ อ งการการนิ เ ทศการสอนเพื่ อ ส่ ง เสริ ม ทั ก ษะการคิ ด ระดั บ การศึกษาขั้นพื้นฐาน จากข้อค้นพบดังกล่าว เห็นได้ว่า การจัดกิจกรรมการนิเทศการสอนศึกษานิเทศก์มีการ ปฏิบัติมากกว่าด้านอื่นๆ แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการนิเทศการสอนมี ความสาคัญและจาเป็นต่อการ นิเทศ นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมการนิเทศการสอนจะทาให้ผู้นิเทศการสอนและผู้รับการนิเทศการสอนมีส่วน ร่วมเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และในขณะเดียวกันผู้นิเทศการสอนปัจจุบันนี้ มีการใช้ เทคนิคและวิธีการนิเทศการสอนแบบชี้แ นะ สะท้อนคิดและการใช้วิธีการนิเทศการสอนแบบเป็นพี่เลี้ยงและ ผู้ ส นั บ สนุ น เป็ น หลั ก ส าคั ญ ซึ่ ง เทคนิ ค และวิ ธี ก ารดั ง กล่ า ว ผู้ นิ เ ทศต้ อ งจั ด กิ จ กรรมนิ เ ทศการสอนอย่ า ง หลากหลาย เช่น การสังเกตการสอน การให้คาปรึกษา การสาธิตการสอน เป็นต้น กิจกรรมการนิเทศการสอน จะทาให้ผู้นิเทศการสอนและผู้รับการนิเทศมีความพึงพอใจในรูปแบบและวิธีการ เนื่องจากมี ประโยชน์และมี ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและสามารถแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนได้จริงและยั่งยืนกว่าวิธีอื่นๆ สอดคล้อง กับผลงานวิจัยของ มาเรียม นิลพันธุ์ (2553) ได้ศึกษาพบว่า ศึกษานิเทศก์มีแบบปฏิบัติการนิเทศที่เน้นการจัด กิจกรรมอย่างหลากหลายเพื่อให้ความรู้แก่ครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้ เพื่อจะส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ วิธีการนิเทศ ได้แก่ วงจรปฏิบัติการ PDCA มีการนิเทศแบบ PIDRE การนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching) และ รูปแบบกัลยาณมิตรนิเทศ โดยมีการประชุม วางแผน ดาเนินการ และประเมินผล มีการให้ข้อมูลย้อนกลับทุก ขั้นตอนของการนิ เทศ นอกจากนี้ยังสอดคล้ องกับแนวคิดของ สุเดือนเพ็ญ คงคะจันทร์ (2550) กล่าวว่า เทคนิคและวิธีการนิเทศแบบสอนแนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) จะช่วยส่งเสริมการ เรี ย นรู้ อัน เป็ น ตั วจักรสาคัญที่จะน าไปสู่ความส าเร็จ โดยมุ่งเน้นให้ผู้ รับการนิเทศแสดงความสามารถผ่าน กิจกรรมต่างๆ ส่งผลให้การปฏิบัติงานดีขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน 2) รูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้วิจัยได้นาข้อ ค้ น พบจากการน าเสนอรู ป แบบการนิ เ ทศการสอนเพื่ อ ส่ ง เสริ ม ทั ก ษะการคิ ด ระดั บ การศึ ก ษาขั้ น พื้นฐาน


CES Journal 70 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

มาอภิปรายโดยแยกตามองค์ประกอบของกระบวนการและกลไกสนับสนุนการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะ การคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ ก. กระบวนการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิด ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1) จัดทาข้อมูลสารสนเทศ จากผลการวิจัยด้านการจัดทาข้อมูลสารสนเทศ พบว่า ควรมีการเตรียม ทรั พยากร เช่น คน วัส ดุอุป กรณ์ งบประมาณ และการบริห ารจัดการให้ พร้อมและพอเพียง และควรนา เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้จัดระบบข้อมูล ให้มีคุณภาพถูกต้องรวดเร็ว อาจเป็นเพราะว่า ในการนิเทศการสอน บทบาทการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศ (Information Management) ผู้นิเทศการสอนยุคใหม่จาเป็น อย่ างยิ่ งจะต้องมีข้อมูล สารสนเทศพื้น ฐานอย่างรอบด้าน ตามที่ศูนย์พัฒ นาการนิเทศและเร่งรัดคุ ณ ภาพ การศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2556, น. 10-11) กล่าวว่า ผู้นิเทศการสอนต้องมี ข้อมูล ทุกอย่ างของโรงเรี ย น เช่น ข้อมูล ผลสั มฤทธิ์ทางการเรียน ข้อมูล นักเรียนอ่านออกเขี ยนได้ ข้อมู ล อัตรากาลังครู และความสามารถของครูแต่ละคน ข้อมูลรายงานผลการประเมินภายนอก ผลการวิเคราะห์จุด แข็ง จุดอ่อนของโรงเรียนและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดทาข้อมูลมูลสารสนเทศ อย่างเป็นระบบ และ สามารถนาข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการพัฒนาอย่างทันท่วงที ตรงตามความต้องการของ สภาพปัจจุบันและบัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ไพรินทร์ เหมบุตร (2556, น. 331) พบว่ า จุ ด อ่ อ นสภาพปั ญ หาการนิ เ ทศขาดการวิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล ส่ ง ผลถึ ง การวางแผนการสร้ า งเครื่ อ งมือ การดาเนินการนิเทศไม่สามารถปฏิบัติได้ และควรนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาจัดระบบข้อมูล ทั้งนี้เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามาก ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง การจั ดทาข้อมูลให้มีความถูกต้อง มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ มีความเป็นปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้ มีความสมบูรณ์ชัดเจน ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมา ใช้สร้างข้อมูล จะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา 2) วางแผนการนิเทศการสอน จากผลการวิจัยด้านการวางแผนการนิเทศการสอน พบว่า ควรนาข้อมูล ด้านต่าง ๆ มาประกอบการจัดทาแผน และกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-NET) ข้อมูล เกี่ยวกับการประเมินทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน อาจเป็นเพราะว่า ในการวางแผนการนิเทศการสอนที่ดีจะส่งผล ให้การดาเนินการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดประสบความสาเร็ จ บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะ ช่วยประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย เพราะการวางแผนเป็นการกาหนดสิ่งที่ควรจะดาเนินการ และเป็นการใช้ ทรั พ ยากรที่ มี อ ยู่ ล่ ว งหน้ า ที่ ส อดคล้ อ งกั บ แนวคิ ด ของ สงั ด อุ ท รานั น ท์ (2530, น. 84-88) ที่ ก ล่ า วว่ า การวางแผนเป็นขั้นที่ผู้นิเทศการสอนและครู จะทาการปรึกษาหารือกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งปัญหาและความ ต้องการ ให้มีการนิเทศรวมถึงการวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการนิเทศ นอกจากนั้น Harris (1985,


CES Journal 71 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

pp 13-15) กล่าว่า กระบวนการนิเทศเป็นขั้นตอนที่ผู้นิเทศต้องมีการประเมินสภาพการทางานก่อนโดยศึก ษา ถึงสภาพต่างๆ รวมทั้งข้อมูลที่จาเป็นเพื่อกาหนดถึงความต้องการ ความจาเป็นมีความคานึงถึงความสาคัญของ งาน และออกแบบวิธีการทางาน ซึ่งเป็นกระบวนการวางแผน มีการเตรียมการต่างๆ ให้พร้อม จัดระบบงาน การก าหนดแผนในการท างาน นอกจากนี้ ยั ง สอดคล้ อ งกั บ แนวคิ ด ของส านั ก งานคณะกร รมการการ ประถมศึกษาแห่งชาติ (2541, น. 7) ที่กล่าวว่า การวิเคราะห์ข้อมูลของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ครบถ้วน ถูกต้องเป็นปัจจุบัน และทันต่อการใช้งาน คือ ประสิทธิภาพการวางแผนการนิเทศการสอน และในส่วนของการ นานโยบายระดับต่างๆ มาเป็นแนวทางในการวางแผนการนิเทศการสอน ซึ่ งโดยปกติในการปฏิบัติการของผู้ นิเทศการสอนต้องมีกิจกรรมหรือโครงการที่ผู้นิเทศรับผิดชอบโดยคิดค้นขึ้นและอาจจะเป็นโครงการ หรือ กิจกรรมจากหน่วยงานระดับต่างๆ ตามภารกิจที่รับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของ อดุลย์ วงศ์ก้อม (2552, น. 224) พบว่า ในการวางแผนการนิเทศการสอนต้องดาเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของหน่วยงาน ระดับปฏิบัติ และในระดับสู งขึ้น ไปเพื่อพัฒนางานการนิเทศ นาไปสู่การบริห ารการเปลี่ ยนแปลงตรงตาม วิสัยทัศน์ของหน่วยงาน 3) ใช้สื่อ เครื่องมือ และเทคโนโลยี จากผลการวิจัยด้านการใช้สื่อ เครื่องมือ และเทคโนโลยี พบว่า ควรจัดทาคลังหรือศูนย์สื่อ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิด ให้เพียงพอพร้อมทั้งควรจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และความชานาญในการใช้สื่อ เครื่องมือและ เทคโนโลยีที่ทันสมัย สาหรับให้คาปรึกษาแนะนา ช่วยเหลือ และให้ บริการแก่บุคคลากรที่ต้องการและสนใจ ทั้งนี้เพราะการสร้างสื่อ เครื่องมือ และเทคโนโลยีเพื่อการนิเทศการสอนเป็นปัจจัยสาคัญอย่างยิ่งที่ผู้นิเทศ จาเป็นต้องคานึงถึง ควบคู่ไปกับเทคนิคหรือวิธีการนิเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ สุดารัตน์ สารสว่าง (2556, น. 36-39) กล่าวว่า การนิเทศในแต่ละรูปแบบวิธีการจะต้องมีการใช้สื่อหรือเครื่องมือต่างๆ สื่อการ นิเทศนับว่า เป็นสิ่งสาคัญในการเรียนรู้ เนื่องจากเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเนื้อหาจากผู้นิเทศไปยังผู้รับการ นิเทศ อย่างไรก็ตาม สื่อเพื่อการนิเทศจะมีคุณค่าเมื่อผู้นิเทศนาไปใช้อย่างเหมาะสมถูกวิธี ก่อนจะนาสื่อแต่ละ อย่างไปใช้ผู้นิเทศจะต้องศึกษาถึงลักษณะและคุณสมบัติของสื่อ ข้อดี ข้อเสีย ข้อจากัดเกี่ยวกับสื่อ และการใช้ สื่อแต่ละอย่าง ตลอดจนการผลิตและใช้สื่อให้เหมาะสมกับการนิเทศ ทานองเดียวกันกิจกรรมที่สาคัญประการ หนึ่ งของผู้ นิ เทศในระหว่างการดาเนิ น การนิเทศ คือการเก็บข้อมูล เรื่องราว สภาพปัญหา พฤติกรรมครู ก่อนการนิเทศ ระหว่างการนิเทศ และหลังการนิเทศสิ้นสุด เหล่านี้ต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆ ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ซึ่งผู้ นิเทศการสอนจ าเป็ น ต้องเตรี ย มการในการจัดหา หรือสร้างเครื่องมือเพื่ อการนิเทศให้ พ ร้ อ ม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับการวิจัยของ ไพรินทร์ เหมบุตร (2556, น. 330-332) ที่พบว่า ครูยังขาดการใช้


CES Journal 72 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ประโยชน์จากสื่อและแหล่งข้อมูลทางเทคโนโลยี เครื่องมือ และเอกสารครูมืออาชีพประกอบการนิเทศมีไม่ ทั่วถึง มุ่งเน้นการสรรหาศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร และครู ที่มีศั กยภาพในการสร้างสื่อนวัตกรรมเพื่อขยายองค์ ความรู้ ผ่านช่องทางแสดงสื่อ ผลงานของศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร และครู เพื่อพัฒนาการนิเทศการศึกษาที่ สมาชิก เพื่อนครูได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างหลากหลาย 4) จัดกิจกรรมการนิเทศการสอน จากผลการวิจัยด้านการจัดกิจกรรมการนิเทศการสอน พบว่า ควรมี การพั ฒ นาผู้ นิ เ ทศการสอน ให้ มี ค วามรู้ ค วามเข้ า ใจเกี่ ย วกั บ กิ จ กรรมการนิ เ ทศการสอนต่ า งๆ ที่ มี ค วาม หลากหลาย อาจเป็ น เพราะว่า บทบาทของผู้ นิ เทศไม่ว่ าจะเป็ นผู้ บริ ห ารการศึ ก ษา ผู้ บริห ารสถานศึ ก ษา ศึกษานิเทศก์หรือครูที่ได้รับมอบหมายให้ดาเนินการนิเทศต้องมีความสามารถ ควรมีความรู้ในศาสตร์และศิลป์ ของการสอน และการจัดกิจกรรม การสอน ส่วนศิลป์ของการสอนคือ การรู้จักและการเลือกใช้กิจกรรมการ สอนให้เหมาะสมกับผู้รับการนิเทศ เวลาที่ใช้ในการนิเทศ ขนาดของกลุ่มของผู้รับการนิเทศ สอดคล้องกับ แนวคิดของ วัชรา เล่าเรียนดี (2553, น. 13) ที่กล่าวว่า กิจกรรมการนิเทศ มีมากมายหลายแบบ ซึ่งจะต้องใช้ กิจกรรมแต่ละชนิดให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ครู และนักเรียน จึงมีความจาเป็นที่ผู้นิเทศ จะต้องมีความรู้ เกี่ยวกับกิจกรรมการนิเทศ เพราะกิจกรรมแต่ละชนิดให้ประโยชน์ต่อผู้รับการนิเ ทศมากน้อย แตกต่างกัน นอกจากนี้การจัดกิจกรรมการนิเทศการสอนจะทาให้ผู้นิเทศการสอนและผู้รับการนิเทศมีส่วนร่วม ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี 5) ประเมินผลการนิเทศการสอน จากผลการวิจัยด้านการประเมินผลการนิเทศการสอน พบว่า ควรใช้ รูปแบบการประเมินเพื่อพัฒนา เช่น การประเมินแบบมีส่วนร่วม สะท้อนคิดเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนา แก้ไขการปฏิบัติอย่างทันท่วงทีอาจเป็นเพราะว่า การประเมินผลการนิเทศการสอน มีความจาเป็นและสาคัญยิ่ง เพราะสามารถคาดคะเนได้ว่า กิจกรรมนั้นๆ ถ้านาไปปฏิบัติแล้ว จะบรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์มาก น้อยเพียงใดหรือเสร็จสิ้นกิจกรรมแล้วต้องปรับปรุงแก้ไขสิ่งใดบ้าง ดังที่ วไลรัตน์ บุญสวัสดิ์ (2538, น. 111112) ได้เสนอหลักของการประเมินผลกิจกรรมใดก็ตาม ต้องเน้นการประเมินผลร่วมกันทั้งครู ผู้นิเทศและ บุ ค คลอื่ น ๆ การประเมิ น ควรด าเนิ น การแบบประชาธิ ป ไตยควรประเมิ น ทุ ก ด้ า น ควรเลื อ กเทคนิ ค วิ ธี ที่ หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ พรรณมาศ พรมพิลา (2553, น. 278) ที่พบว่า การประเมินผล การนิเทศควรมีการประเมินทั้งปัจจัย กระบวนการ และผลลัพธ์ นาไปสู่การแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนาการนิเทศ การสอนต่อไป


CES Journal 73 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ข. กลไกสนับสนุนการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1) การใช้เทคนิคและวิธีการนิเทศการสอน จากผลการวิจัยด้านเทคนิคและวิธีการนิเทศการสอน พบว่า ควรสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการนิเทศการสอนแก่ผู้รับการนิเทศแบบมีส่วนร่วม อาจเป็ น เพราะว่าเทคนิ คและวิธีการนิเทศการสอนมีห ลากหลายวิธี และได้พัฒ นาต่อเนื่อง แต่ล ะยุคสมัย แตกต่างกัน ขึ้น อยู่ กั บ จุ ดเน้ น ของการศึก ษาแต่ล ะยุค สุ ดารัตน์ สารสว่าง (2556, น. 42) ได้ให้ แนวคิด ว่ า การนิเทศการสอนในประเทศไทย ยังมีอุปสรรคหลายประการทาให้การนิเทศไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร ทั้งการนิ เทศจากภายนอก และการนิ เทศภายในโรงเรียนซึ่ง การนิเ ทศภายในศตวรรษที่ 21 นี้ควรมีก าร ปรับเปลี่ยนวิธีการนิเทศ ควรมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในตัวนักเรียน สภาพการ เปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ของนักเรียน และสมรรถนะของครู โดยมุ่งเน้นการนิเทศแบบสอนแนะและการเป็น พี่เลี้ ย ง (Coaching and Mentoring) เพราะเป็นวิธีการนิเทศที่ผู้นิเทศจะใช้ทักษะการสร้างความกระจ่าง การสนับสนุนให้กาลังใจ ให้ความรู้ ความเข้าใจ มีการสะท้อนคิด และการเอื้ออานวยความสะดวก นอกจากนี้ วัชรา เล่าเรียนดี (2553, น. 266) ได้ให้แนวคิดว่า ผู้นิเทศหรือผู้จะทาหน้าที่นิเทศต้องอยู่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เป็นพิเศษ ด้านการสอน การออกแบบการเรียนการสอนซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนโดยตรงด้านการพัฒนาหลักสูตร เทคนิควิธีสอน เทคนิควิธีการนิเทศการสอน การวิจัยในชั้นเรียน การสื่อสารความหมายที่มีประสิทธิภาพการวัด ประเมินผล เทคโนโลยีและนวัตกรรมและสอดคล้องกับแนวคิดของ วไลรัตน์ บุญสวัสดิ์ (2538, น. 132-138) ที่กล่าวว่า ทิศทางการนิเทศในอนาคตจะเป็นการนิเทศทางอ้อม คือ นิเทศโดยใช้สื่อ เอกสาร วิทยุ โทรทัศน์ และ ICT มากยิ่งขึ้น ทัง้ นี้เพราะความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี 2) การมีส่วนร่วมการนิเทศการสอน ควรมีการสร้างเครือข่ายระดับต่างๆ เช่น เครือข่ายครูผู้สอน ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน เครือข่ายผู้บริหารโรงเรียน เครือข่ายศูนย์พัฒนาวิช าการ เครือข่ายกลุ่ ม โรงเรียน เครือข่ายระดับเขตพื้นที่การศึกษา และเครือข่ายระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกันอาจเป็น เพราะ ปัจจุบันการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยใช้กลไกเครือข่ายการนิเทศ สร้างความร่วมมือ ซึ่งผู้นิเทศมี บทบาทส าคัญ ในการกระตุ้น หรื อร่ ว มประสานการสร้างเครือข่าย ทั้งนี้ศูนย์พัฒ นาการนิเทศและเร่งรัด คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2556, น. 12-13) มุ่งเน้น ส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนเครือข่ายร่วมพัฒนา โดยมีข้อตกลงในการดาเนินการอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบเครือข่ายต่างๆ โดยมุ่งหวัง การสร้างความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน และผลการวิจัยของ วรรณพร สุขอนันต์ (2550, น.81) และ ไพรินทร์ เหมบุตร (2556, น. 333) พบว่า การส่งเสริมการดาเนินการนิเทศสู่มืออาชีพ ด้านระบบเครือข่ายของศูนย์เครือข่าย พัฒนาการเรียนการ สอนมี กิ จ กรรมการสร้ า งสรรค์ ผ ลงานมี ก ารติ ด ต่อ สื่ อ สารระหว่า งกลุ่ ม มี น้ อ ย นอกจากนี้ สมาน อั ศ วภู มิ


CES Journal 74 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

(2556, น. 56) ได้กล่าวโดยสรุปว่า การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเป็นเรื่องสาคัญและจาเป็นในการบริหาร ยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นซึ่งอาจอยู่ในลักษณะเครือข่ายของสถานศึกษาที่รวมตัวของ สถานศึกษาในเขตพื้นที่เดียวกัน ร่วมมือกันพัฒนาครูและสถานศึกษาร่วมกันเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3) การวิจัยเพื่อพัฒนาการนิเทศการสอน จากผลการวิจัยด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาการนิเทศการสอน พบว่า ควรให้คาปรึกษาช่วยเหลือเป็นพี่เลี้ยงแก่ผู้รับการนิเทศให้สามารถทาวิจัยได้อย่างมีคุณภาพ โดยมีการ พัฒนาสื่อนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ในการส่งเสริมทักษะการคิด ทั้งเพราะว่า พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 กาหนดให้ครูต้องทาวิจัยเพื่อพัฒนาการจัดการเรียน การสอน และคุรุสภากาหนดให้ผู้ที่จะปฏิบัติงานในวิชาชีพครูต้องมีมาตรฐานความรู้ด้านการวิจัยทางการศึกษา ทาให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องทาวิจัยเพื่อพัฒนาวิชาชีพ สอดคล้องกับแนวคิดของ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2560, น. 227) กล่าวว่าวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เป็นบทบาทสาคัญของครูในยุคนี้ ที่ครูควรสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียนในแต่ละระดั บการศึกษา นอกจากนั้น สานักงาน คณะกรรมการการศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน (2553, น. 11-13) เห็ น ว่ า ศึ ก ษานิ เ ทศก์ ป ฏิ บั ติ ก ารนิ เ ทศโดยใช้ กระบวนการวิจั ย ปฏิบั ติการแบบ P-A-O-R (Plan-Action-Observe-Reflect) โดยศึกษานิเทศก์จะค้ น หา ปัญหาและแนวทางพัฒนาโรงเรียนแล้วนามาวิเคราะห์เพื่อกาหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหา รวมถึงการค้นหา และพัฒนานวัตกรรมที่จะใช้แก้ปัญหา เพื่อนาไปสู่การปฏิบัติในชั้นเรียนร่วมกับครู (working in classroom) โดยศึกษานิเทศก์จะร่วมคิด ร่วมทา รวมถึงเป็นเพื่อนร่วมเรียนรู้กับครูในโรงเรียนอย่างกัลยาณมิตรโดยใช้ เทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิดเพื่อร่วมกันกาหนดกระบวนการและขั้นตอนในการพัฒนาคุณลักษณะ ผู้เรียนทุกมิติ ให้บรรลุผลตามเป้าหมายของหลักสูตร บทสรุปและข้อเสนอแนะ ข้อสรุปคือ ผู้นิเทศการสอนทั้งในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา สามารถนารูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดไปใช้ให้เกิดคุณภาพ โดยใช้ แนวทางการนิเทศตามองค์ประกอบการนิเทศการสอน ได้แก่ จัดทาข้อมูลสารสนเทศ วางแผนการนิเทศการ สอน ใช้สื่อและเครื่องมือนิเทศการสอน จัดกิจกรรมการนิเทศการสอน และประเมินการนิเทศการสอน และใช้ กลไกส่งเสริมการนิเทศการสอนได้แก่ การใช้เทคนิคและวิธีการนิเทศการสอน การมีส่วนร่วมการนิเทศการสอน และการวิจัยเพื่อพัฒนาการนิเทศการสอน ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ มี ทักษะการคิด


CES Journal 75 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ข้อเสนอแนะในเชิงปฏิบัติ 1. สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่งสามารถนารูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อ ส่งเสริมทักษะการคิดระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน ไปประยุกต์ หรือปรับใช้ตามบริบท และความพร้อมของ ทรัพยากรได้ 2. ควรพัฒนาผู้นิเทศการสอน ทั้งผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู เกี่ยวกับรูปแบบการนิเทศการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะความคิด ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เกิดความรู้ความ เข้าใจ และสามารถนาไปใช้เพื่อให้ครูจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการคิด 3. ควรพัฒนาผู้นิเทศการสอนเชิงปฏิบัติการให้มีความรู้ มีทักษะต่างๆ เกี่ยวกับการนิเทศการสอน เช่น การจัดทาข้อมูลสารสนเทศอย่างมีระบบถูกต้อง การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เทคนิคและวิธีการประเมินผล การจัดกิจกรรมการนิเทศการสอนรวมทั้งการใช้เทคนิคและวิธีการนิเทศการสอนที่หลากหลายในการพัฒนา คุณภาพการนิเทศการสอนอย่างเป็นรูปธรรม 4. ควรส่งเสริมสนับสนุน ผู้นิเทศการสอนและครู ในสถานศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถ รายงานผลการปฏิบัติการนิเทศการสอนจนเป็นผลงานการวิจัย เพื่อพัฒนาการนิเทศการสอนและพัฒนาการ เรียนการสอน 5. ควรส่งเสริมให้ผู้นิเทศการสอนและครูใช้สื่อนวัตกรรมและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในการพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและผู้เรียน 6. ควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีการบูรณาการการปฏิบัติการนิเทศการสอน และร่วมมือกับบุคคลและ หน่วยงานทั้งภายในและภายนอกในรูปเครือข่ายต่างๆ เพื่อการสนับสนุนช่วยเหลือ และพัฒนางานนิเทศการ สอนอย่างต่อเนื่อง


CES Journal 76 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บรรณานุกรม เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์. (2546). การคิดเชิงวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: ซัคเซสมีเดีย. ทิศนา แขมมณี. (2551). วิทยาการด้านการคิด. กุรงเทพฯ. เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2560). ทักษะ ๗ C ของครู ๔.๐. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พรรณมาศ พรมพิลา. (2553). ปัจจัยด้านกระบวนการที่ส่งผลต่อการนิเทศการสอนในโรงเรียนสังกัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น. (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. ไพรินทร์ เหมบุตร. (2556). กลยุทธ์การนิเทศเพื่อพัฒนาครูมืออาชีพในเครือข่ายการนิเทศที่ 18. (วิทยานิพนธ์ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). กาแพงเพชร: มหาวิทยาลัยราชภัฎกาแพงเพชร. มาเรียม นิลพันธุ์. (2553). รายงานการวิจัย เรื่อง การประเมินโครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ กิจกรรมการพัฒนานิเทศแนวใหม่. (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). นครปฐม: มหาวิทยาลัย ศิลปากร. วรรณพร สุขอนันต์. (2550). รูปแบบการนิเทศภายในสาหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก. (วิทยานิพนธ์ปริญญา ดุษฎีบัณฑิต). นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัชรา เล่าเรียนดี. (2553). การนิเทศการสอน. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร. วไลรัตน์ บุญสวัสดิ์. (2538). หลักการนิเทศการศึกษา. กรุงเทพฯ: พรศิวการพิมพ์. สมาน อัศวภูมิ. (2551, ธันวาคม). แนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล. วิทยาจารย์, 108(2), 55-56. สงัด อุทรานันท์. (2530). การนิเทศการศึกษา: หลักการทฤษฎีและปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: บัตรสยาม. สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2541). ชุดฝึกอบรมผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง เล่ม 3 บริหารศาสตร์. กรุงเทพฯ: พีเอลิฟวิง. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2556). แนวทางการนิเทศเต็มพิกัด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. สุดารัตน์ สารสว่าง. (2556). เทคนิคการนิเทศแบบสอนแนะและการเป็นพี่เลี้ยง Coaching and Mentoring เพื่อพัฒนาครู. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สุเดือนเพ็ญ คงคะจันทร์. (2550). Coaching/Mentoring. เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตรนัก บริหารงานส่งเสริมสุขภาพ ระดับกลาง. สมุทรสาคร: มปท.


CES Journal 77 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

อดุลย์ วงศ์ก้อม. (2552). รูปแบบการนิเทศของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา. (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎี บัณฑิต).นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. Harris, B.M. (1985). Supervisory Behavior in Education. New Jersey: Prentice Hall.


CES Journal 78 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4


CES Journal 79 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

การจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมทาอย่างไร กรณีศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ How does participatory in education management? : Case Study in Three Southern Border Provinces พัชราภา ตันติชูเวช * Patcharapa Tantichuwet บทคัดย่อ การจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมเกิดขึ้นภายใต้โครงการการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายการมีส่วนร่วมสู่โรงเรียนสุข ภาวะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งนี้มีเครือข่ายโรงเรียนที่เข้าร่วม โครงการจานวนทั้งสิ้น 15 เครือข่ายในจังหวัดสามชายแดนใต้ คือ จังหวัด ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส กรณีศึกษาที่นาเสนอ คือ เครือข่ายเมืองนรา เครือข่ายลาโล๊ะ และเครือข่ายปัตตานีมีบริบทสภาพปัญหาของผู้เรียนในโรงเรียนแตกต่างกัน มีแนวทาง การดาเนินโครงการแตกต่างกันแต่อยู่ภายใต้หลักการเดียวกันคือ “การมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน/มัสยิด ” ภายหลังการเข้าโครงการได้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์กับเด็กและเยาวชนหรือผู้เรียนของโรงเรียนในแต่ละเครือข่าย Abstract Participation in education management occur under project of network learning management, participation in healthy school in three southern border provinces under Thai health promotion foundation. There are 15 participating schools network in the three southern border provinces of Yala, Pattani and Narathiwat. Case study are presented in this academic article is Muang Nara network, Laloh network and the Pattani network. There are problematic contexts of the learners in different schools. There are different approaches to implementation, but under the same principle is "the involvement of families, schools, communities / mosques". After entering the project, there are empirical results for children and adolescents or for school students in each network.

*อาจารย์ ดร. ประจาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ E-mail Address: patcharapa.tat@dpu.ac.th


CES Journal 80 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ความนา การจัดการศึกษาของไทยในอดีตตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นการจัดการศึกษาโดยชุมชนหรือท้องถิ่นมีวัด เป็นศูนย์กลางสาคัญของการจัดการศึกษาการถ่ายทอดความรู้โดยพระสงฆ์เป็นหลักรวมทั้งผู้อาวุโส พ่อแม่ ปราชญ์ชาวบ้าน ช่างฝือมือ เป็นต้น ได้ร่วมกันทาหน้าที่ให้การอบรมสั่งสอนความรู้ต่างๆแก่บุตรหลานของ ตนเองด้วยจึงเป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ เยาวชนไทยสมัยก่อนจึงได้รับทั้งภูมิธรรม และภูมิปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวัด หรือพุทธศาสนาซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมที่เก่าแก่เคียงคู่มากับชาติ ไทยเป็นรากฐานของระบบจริยธรรมของสังคมไทยที่เป็นที่ยอมรับยึดถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานกันต่อๆ มาด้วย เหตุนี้วัดและบ้านจึงมีบทบาทอย่างสาคัญในการเป็นเครื่องมือที่ได้ช่วยพัฒนาชีวิตและสังคมไทยในอดีต ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึ กษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2464 ในสมัยรัช กาลที่ 6 จึงเกิดรูปแบบของการให้การศึกษาแบบใหม่ในระบบโรงเรียนซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่รวมศูนย์อานาจไว้ที่ ส่วนกลาง นโยบายและหลักสูตรกระทรวงจะเป็นผู้สั่งการลงมาตามลาดับขั้นตอนจนถึงระดับสถาบันการศึกษา การจัดการศึกษาในลักษณะเช่นนี้ดาเนินต่อมาจนถึงปัจจุบันโดยมุ่ง หวังที่จะให้เกิดมาตรฐานการศึกษาที่เป็น แบบเดียวกันทั่วประเทศและเน้นการส่งเสริมความรู้สมัยใหม่ จึงทาให้ละเลยความเป็นชุมชนและภูมิปัญญา ท้องถิ่น ชีวิตจริงจึงไม่สอดคล้องกับชีวิตในโรงเรียน สังคม วัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมที่เคยผูกพันกันระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียนก็เปลี่ยนแปลงไป บ้าน วัด โรงเรียนจึงมีบทบาทเป็นเพียงแค่ผู้รับคาสั่งแต่ขาดการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมทา ร่วมรับผิดชอบ ร่วมแก้ปัญหาดังเช่นในอดีต การจั ด การศึ ก ษาที่ ผ่ า นมาจึ ง เป็ น การจั ด การศึ ก ษาที่ ไ ม่ ต อบสนองต่ อ ความต้ อ งการของผู้ เ รี ย น ครอบครัว และชุมชน รวมถึงสัง คมอย่างแท้จริงเพราะเป็นการจัดการศึกษาที่ขาดการมีส่วนร่วมของทุกภาค ส่วนประกอบกับอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Internet of Things (IoT) ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของเด็ก เยาวชน ไทย และการศึกษาไทยที่อ่อนด้อยมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคุณภาพการสอบไม่ว่าเป็นการประเมินผล นักเรียนนานาชาติ (PISA) หรือการสอบ O-NET ของสถาบันการทดสอบการศึกษาแห่งชาติ ที่ตกต่าลงในทุก วิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ งสภาพการณ์ของสามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีข้อจากัดในด้ านพื้นที่ และความมั่น คง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงต่อคุณภาพของเด็กและเยาวชนมากกว่าภาคอื่นๆ ความพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวปรากฎใน พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มาตราที่ 8 ที่กล่าวถึงหลักการจัดการศึกษา ไว้ว่าสังคมต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และมาตราที่ 9 ที่มุ่งเน้น การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว


CES Journal 81 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่ ว นท้ องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิช าชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบั น สั ง คมอื่ น และเห็ น ได้ จ ากแนวคิ ด หลั ก ในการจั ด การศึ ก ษาตามแผน การศึกษาชาติ พ.ศ. 2560-2579 (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุก ภาคส่วนในสังคม ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุน พัฒนาหลักสูตรและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ของผู้เรียน สนับสนุนการดาเนินงานของสถาบันการศึกษา ร่วมกับครูและเครือข่ายในการพัฒนาทักษะความรู้ ความสามารถของบุตรหลานให้เต็มตามศักยภาพ รวมถึงป้องกัน ช่วยเหลือ และแก้ปัญหาเรื่องราวต่างๆ

การจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมทาอย่างไร ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากสภาพปัญหาของสามจั งหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว แตกต่างจากภาคอื่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิณสุดา สิริธรังศรี จึงได้จัดโครงการการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายการมีส่วนร่วมสู่ โรงเรียน สุขภาวะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ ทั้งนี้มีเครือข่ายโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจานวนทั้งสิ้น 15 เครือข่ายในจังหวัดสามชายแดนใต้ คือ จังหวัด ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งแต่ละเครือข่ายมีบริบทสภาพปัญหาของผู้เรียนในโรงเรียนแตกต่างกัน มี แนวทางการดาเนิ นโครงการแตกต่างกัน แต่อยู่ภ ายใต้หลั กการเดียวกันคือ “การมีส่วนร่วมของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน/มัสยิด ” ภายหลังการเข้าโครงการได้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์กับเด็กและเยาวชนหรือผู้เรียน ของโรงเรียนในแต่ละเครือข่าย ซึ่งผู้เขียนได้นาเสนอตัวอย่างการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของเครือข่ายเมือง นรา เครือข่ายลาโล๊ะ และเครือข่ายปัตตานีดังต่อไปนี้ เครือข่ายเมืองนรา ประกอบด้วยโรงเรียนในเครือข่ายซึ่งสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาเขต 1 จังหวัด นราธิวาสรวมทั้งสิ้น 4 โรงเรียน โรงเรียนในเครือข่ายตั้งอยู่ในหมู่บ้านห่างจากตัวอาเภอ ผู้เรียนส่วนใหญ่มีฐานะ ยากจน นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก สภาพปัญหาของโรงเรียนในเครือข่ายก่อนเข้าร่วมโครงการพบว่ามี ปัญหาในด้านคุณภาพการศึกษามากที่สุด เช่น การอ่านออก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ (O-NET) ต่า กว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ รองลงมาคือด้านความตระหนักและการรับประท าน อาหารถูกหลักโภชนาการ ลดภาวะโรคอ้วน ผู้เรียนส่วนใหญ่มีปัญหาการไม่ชอบรับประทานอาหารมื้อเช้าและ ทานไม่ครบ 5 หมู่


CES Journal 82 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

การจั ด การศึ ก ษาแบบมี ส่ ว นร่ ว มของเครื อ ข่ า ยเมื อ งนรา (MUEANG NARA MODEL) ใช้หลักการที่สาคัญคือ PIE model โดยมีขั้นตอนการดาเนินงานดังนี้ 1) การวางแผน (Planning) ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมวางแผน ร่วมระบุปัญหา และร่วมหา สาเหตุและกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการ SWOT analysis ตามลาดับความจาเป็นและสอดคล้องในบริบทของ แต่ละโรงเรียนจนได้กิจกรรมที่ดาเนินการมี 5 กิจกรรม โดยกิจกรรมด้านการศึกษาเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยง มากที่สุด 2) การดาเนินการตามแผน (Implementing) โดยเน้นการมีส่วนร่วมทั้งการร่วมรับผิดชอบ ร่ ว มดาเนิ น การ ร่ ว มแก้ไขปั ญหา และร่ ว มดาเนินการระหว่า งครู กรรมการสถานศึ ก ษาขั้น พื้ นฐาน และ ผู้ปกครองนักเรียน จัดแบ่งหน้าที่ให้กับโรงเรียนในแต่ละโรงเป็นแกนนาในการรับผิดชอบใน 5 กิจกรรมหลักคือ กิจกรรมสุขภาพดี ชีวีมีสุข กิจกรรมชีวีปลอดภัย ห่างไกลบุหรี่ กิจกรรมวัยใส วัยเรียน กิจกรรมคุณธรรมนา ปัญญา และกิจกรรมคุณภาพการศึกษา ซึ่งทุกกิจกรรมจะเป็นการทางานร่วมกันทั้งภายในโรงเรียนและชุมชน 3) การติ ด ตามและการประเมิ น ผล (Evaluating) โดยร่ ว มกั น ท างานแบบเครื อ ข่ า ยทั้ ง บุ ค ลากรภายในโรงเรี ย นและภาคี เ ครื อ ข่ า ยอื่ น ๆ มี ก ารติ ด ตามประเมิ น ผลอย่ า งเป็ น ระบบ การจั ด งาน นิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในเครือข่าย ร่วมกันถอดบทเรียนเพื่อจัดกิจกรรมเครือข่าย แลกเปลี่ยน เรียนรู้และพัฒนากิจกรรม ร่วมชื่นชมความสาเร็จผ่านสื่อออนไลน์ แผ่นพับ เอกสารรูปเล่ม และการเล่าสู่กันฟัง พร้อมทั้งการร่วมสรุปบทเรียนที่ได้จากการเข้าโครงการ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ 1) กิจกรรมสุขภาพดี ชีวีมีสุข ผู้เรียนในเครือข่ายเมืองนราสามารถลด ภาวะทุพโภชนาการได้ร้อยละ 88.89 2) กิจกรรมชีวีปลอดภัย ห่างไกลบุหรี่ ผู้เรียนร้อยละ 100 สามารถปฏิบัติ ตนและลดภาวะเสี่ยงต่อปัญหาพิษภัยของบุหรี่ 3) กิจกรรมวัยใส วัยเรียน จากการจัดกิจกรรมผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติตนเรื่องเพศตามหลักศาสนาได้ถูกต้องร้อยละ 100 4) กิจกรรมคุณธรรมนาปัญญา ผู้เรียนสามารถปฏิบัติศาสนกิจ ได้ถูกต้องตามหลักศาสนาร้อยละ 100 และ 5) กิจกรรมคุณภาพการศึกษา ผู้เรียนได้รับการพัฒนาด้านการอ่าน การเขียน คิดเป็นร้อยละ 86.92 เครือข่ายลาโล๊ะ เครื อ ข่ า ยลาโล๊ ะ เป็ น ชุ ม ชนที่ อ ยู่ บ ริ เ วณเทื อ กเขาบู โ ด ซึ่ ง จั ด เป็ น เขตพิ เ ศษเฉพาะกิ จ จ. นราธิวาส ประกอบไปด้วยโรงเรียนในเครือข่าย 8 โรงเรียนภายใต้ชื่อกิจกรรมว่า “รักชีวิต รักดุนยา รักอาคี เราะห์ ตามวิถีอิสลาม” โดยมี 5 กิจกรรมคือ กิจกรรมอยู่ดีมีสุข กิจกรรมรักชีวิตไม่ คิดเสี่ยง กิจกรรมสร้าง ภูมิคุ้มกันสุขภาวะทางเพศ กิจกรรมคุณธรรมนาชีวิตตามวิถีอิสลาม และกิจกรรมออกออกเขียนได้สร้างสุข


CES Journal 83 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

การด าเนิ น งานของโครงการ (Lalo network) ใช้ โ มเดล “PISED MODEL” มี ห ลั ก การ ดาเนินงานคือ 1) Plan แผนงานที่เกิดจากการวางแผนงานร่วมกันของทุกภาคส่ วน 2) Interaction การมี ปฏิ สั ม พั น ธ์ จ ากการมี ส่ ว นร่ ว มในการท างานจากทุ ก ภาคส่ ว น 3) Supervision การนิ เ ทศติ ด ตามลการ ดาเนินงาน 4) Evaluation การประเมินผลการดาเนินงาน และ 5) Development การพัฒนาโครงการให้มี ความยั่งยืน ทั้งนี้การดาเนินกิจกรรมจะมีการเตรียมเครื่องมื อ ได้แก่ คู่มือกิจกรรม แผนการจัดกิจกรรม สื่อ และแบบประเมินกิจกรรม เริ่มต้นด้วยการประชุมวางแผน กาหนดปฏิทินปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนอย่าง เป็นแบบแผนและเป็น ขั้นตอน โดยให้แต่ละโรงเรียนกาหนดการจัดกิจกรรมว่าจัดเมื่อไหร่ อย่างไร และมี เป้าหมายอย่างไร ตลอดจนมีการติ ดตาม ประเมินผลการดาเนินกิจกรรมอย่างชัดเจน ซึ่งในขั้นตอนนี้จะทาให้ เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างครู ผู้ปกครองนักเรียน ผู้นาชุมชน ผู้นาศาสนา และองค์กรต่างๆ ให้การสนับสนุนเกิด การแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ ซึ่งกัน และกัน ทาให้ เกิดความสามัคคี ความสนุกสนานในการทางานกับเพื่อนต่ า ง โรงเรียน ส่งผลให้การดาเนินงานแต่ละครั้งราบรื่นไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ยังมีการนิเทศติดตาม โดยในทุก โรงเรี ย นจะมีทีมที่คอยให้ คาแนะน า กากับติดตาม ให้ ความช่ว ยเหลื ออย่างใกล้ ชิด ซึ่งทีมงานติดตามคื อ ผู้อานวยการโรงเรียนและครูในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนละ 2 คน รวมถึงการมีการประเมินติดตามจาก ส่วนกลาง 2 ครั้งทาให้กิจกรรมต่างๆ ดาเนินไปได้อย่างราบรื่น ผลการดาเนินงานที่เกิดขึ้นนับได้ว่ามีความสาเร็จในทุกกิจกรรมซึ่งประเมินได้จากร้อยละของ นักเรียนที่มีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีขึ้นและปริมาณนักเรียนที่มีปัญหาสุขภาวะลดลงในทุกโครงการ เครือข่ายปัตตานี โครงการเครือข่ายปัตตานี ร่วมใจเสริมสร้างวินัย ใส่ใจสุขภาวะเด็กและเยาวชน มีความเชื่อว่า การพั ฒ นาองค์ ป ระกอบการศึ ก ษากั บ สุ ข ภาพควบคู่ กั น ไปควรเริ่ ม จากวั ยเด็ ก อั น เป็น วัย พื้ น ฐานของการ เจริ ญ เติ บ โตกลายเป็ น ผู้ ใ หญ่ ที่ มี ศั ก ยภาพจุด เริ่ม ต้ น ส าคั ญ ในการพั ฒ นาการศึ ก ษาคื อ การพั ฒ นาสุ ขภาพ ทั้งร่างกาย จิตใจ เพื่อสร้างเด็กให้ มีความพร้อมที่จะเรียนรู้จึง เป็นหน้าที่จะเรียนรู้จึงเป็นหน้าที่ส าคัญ ของ สถานศึกษาที่ต้องดาเนิ น การ และเพื่อให้ การพัฒนาผู้ เรียนสามารถพัฒ นาได้เต็มตามศักยภาพ โรงเรียน เครือข่ายปัตตานี จึงได้ตระหนักและได้ร่วมมือกันในการดาเนินโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเพื่อมุ่งหวัง พัฒนาผู้เรียนในด้านสุขภาพ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านการอ่านเขียนคิดวิเคราะห์ โดยอาศัยการมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วนในการดาเนินการเพื่อสร้างสุขภาวะเด็กไทยให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อโครงการ เครือข่ายปัตตานี ร่วมใจ เสริมสร้างวินัย ใส่ใจสุขภาวะ


CES Journal 84 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

โดยมุ่งสู่เป้าหมายส าคัญ คือ มุ่งมั่นพัฒนา และร่วมกันแก้ไขปัญหาสุขภาวะของเด็ กและ เยาวชนในจังหวัดปัตตานีในรูป แบบเครือข่ายการจัดการเรียนรู้แบบมีส่ว นร่วม ก้าวแรกที่เริ่มเดิน แต่งตั้ง คณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการ จานวน 10 คน คณะกรรมการดาเนินงานเครือข่ายโครงการ จานวน 20 คน ลงพื้นที่สารวจข้อมูลความเสี่ยงและแนวโน้มปัญหาด้านสุขภาวะของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ทุกเส้นทางต่างที่ ที่โลดโผนไปด้วยกัน แต่สิ่งที่ค้นพบกลับเหมือนกัน คือ สภาพปัญหาสุขภาวะของนักเรียนในโรงเรียนเครือข่าย ปรากฏเสียงดังฟังชัดว่า นักเรียนมีปัญหาด้านภาวะทุพโภชนาการ คิดเป็นร้อยละ 32.47 ปัญหาด้านการอ่านไม่ ออก คิดเป็นร้อยละ 14.83 ด้านการอ่านไม่คล่อง คิดเป็นร้อยละ 12.63 ปัญหาด้านการคิดวิเคราะห์ คิดเป็น ร้อยละ 18.61คน ปัญหาการสูบบุหรี่ คิดเป็นร้อยละ 0.57 และปัญหาด้านสุขภาวะทางเพศ คิดร้อยละ 0.22 สาหรับการจัดกิจกรรมแต่ละด้าน เครือข่ายปัตตานีเปรียบกิจกรรมทั้ง 5 ด้านเสมือนฟันเฟือง โดยฟันเฟืองแรก คือ การตระหนักในการลดอัตราการสูบบุหรี่ ประกอบด้วยกิจกรรมลดบุหรี่ ชีวีปลอดภัย วิ ธี ก ารด าเนิ น งาน เริ่ ม จากการสร้ า งเครื อ ข่ า ยปั ต ตานี ร่ ว มใจต้ า นภั ย บุ ห รี่ ประสานผู้ ป กครอง ชุ ม ชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล องค์การบริหารส่วนตาบล และหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ สารวจนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูแกนนา นักเรียนแกนนา และผู้ปกครองแกนนา ทุกโรงเรียน ในเครือข่าย 10 โรงเรียน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของบุหรี่และยาเสพติดพร้อมนาไปขยายผล พร้อมร่วมจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการเรื่องบุหรี่และสารเสพติด หลังจากนั้นทุกภาคส่วนร่วมจัด กิจกรรมเดินรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่และภัยร้ายยาเสพติด... ‘ฟันเฟืองชิ้นที่สอง’ ด้านความตระหนักในการรับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการการลด ภาวะโรคอ้วน ประกอบด้วยกิจกรรมโภชนาการดีชีวีมีความสุข วิธีการดาเนินงาน เริ่มด้วยประเมินสมรรถภาพ และการวัดดัชนีมวลกาย นานักเรียนเข้ารับประเมินสมรรถภาพและวัดดัชนีมวลกาย แล้วแบ่งระดับนักเรียน แต่ละภาวะสุขภาพ เช่น อ้วน เริ่มอ้วน เตี้ย ผอม เพื่อเข้าร่วมอบรมให้ความรู้แก่นักเรียนและคณะครูเกี่ยวกับ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่และภาวะสุขภาพ โดยมีทีมวิทยากรมากด้วยความรู้ และประสบการณ์ตรง จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจาตาบล เพื่อร่วมแก้ปัญหานักเรียนต่อไป... ‘ฟันเฟืองที่สาม’ ด้านความตระหนัก และลดปัญหาสุขภาวะทางเพศ ประกอบด้วยกิจกรรม ลดปัญหาสุขภาวะทางเพศ วิธีการดาเนินงาน เริ่มจัดกิจกรรม one child one sport ในทุกๆ วันศุกร์ช่วงคาบ กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และจัดทาคู่มือกีฬาแต่ละประเภทให้โรงเรียนในเครือข่ายนาไปขยายผลต่อที่ โรงเรียน ต่อด้วยกิจกรรมเด็กวั ยใสเข้าใจเพศศึกษา เริ่มต้นจัดอบรมนักเรียนแกนนา และผู้ปกครองแกนนาใน เครือข่าย นาไปขยายผลให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่นักเรียนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนแกนนาพูดหน้า


CES Journal 85 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เสาธง จัดป้ายนิเทศเดือนละ1 ครั้ง และตอบปัญหาเรื่องเพศ ครูแกนนาร่วมกันจัดทาคู่มือเรื่องเพศศึ กษา พร้ อมสื่ อการสอนสร้ างสรรค์ เช่น หนั งสื อเล่ มเล็ กเกี่ยวกับการป้องกันปัญหาทางเพศ แผ่ นพับเพศศึกษา คู่มือเพศศึกษา แจกให้กับทุกโรงเรียนในเครือข่ายนาไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน พร้อมติดตามประเมินผลจากแบบสอบถามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศของนักเรียน... ‘ฟันเฟืองที่สี่’ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ประกอบด้วยกิจกรรมเครือข่ายปัตตานี มีคุณธรรม จริยธรรม วิธีการดาเนินงาน เริ่มต้นค่ายคุณธรรม จัดอบรมให้ความรู้แก่นักเรียน ตัวแทนผู้ปกครอง และ ตัวแทนชุมชนให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดาเนินชี วิตที่ถูกต้องตามหลักศาสนา โดยวิทยากรมากด้วย ความรู้ ประสบการณ์ที่เป็นผู้นาศาสนาในชุมชน สู่การสร้างจิตอาสาพัฒนา บรรยากาศสนุกสนานด้วยรอยยิ้ม จากทุกภาคส่วน ร่วมกันทาความสะอาดมัสยิดในหมู่บ้าน จัดทาป้ายรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมแปะติดไว้ในที่ สาธารณะ และร่วมกันปลูกต้นไม้ริมชายหาดและป่าชายเลน 1 ต้น 1 รอยยิ้ม สร้างเกษตรพอเพียงเพื่ออาหาร กลางวัน จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมสื่อการสอนสร้างสรรค์ เช่น หนังสือ เล่มเล็กเกี่ยวกับคาสอนของพ่อหลวง ชีวิตพอเพียงชีวิตมีสุข แจกให้กับทุกโรงเรียนในเครือข่ายนาไปใช้ เป็น แนวทางในการจั ดการเรี ย นการสอนในชั้น เรียน ท้ายสุ ดพวกเราจัดประกวดบ้านพอเพียงในทุ กโรงเรี ย น เครือข่ายอีกด้วย... ‘ฟันเฟืองที่ห้า’ ด้านพัฒนาการอ่าน เขียนและคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับการเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ประกอบด้วยกิจกรรมอ่านออกเขียนได้ตามช่วงวัย พวกเราจัดตั้งคลินิกภาษาไทย คัดเลือกนักเรียนที่มีปัญหา ด้านการอ่านและการเขียนเข้าร่วมกิจกรรมคลินิกภาษาไทย ครูแกนนาเครือข่ายจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อการสอนและคู่มือการสอนภาษาไทยเพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ แจกจ่ายแก่ โรงเรียนในเครือข่ายโรงละ 5 เล่ม จัดกิจกรรมสนุกคิดพิชิตภาษา ร่วมจัดทาสื่อประสมสร้างสรรค์ภาษาไทย คู่มือการใช้สื่อ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิทาน แผ่น CD เรื่องสั้นและการ์ตูนสอนใจ บทความ สุภาษิต คาพังเพย บทความ ข่าว และสารคดี พร้อมทาแบบบันทึกพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อ ประเมินพัฒนาการผู้เรียนแจกให้กับทุกโรงเรียนในเครือข่ายนาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน... สาหรับ ‘ฟันเฟืองที่หก’ เป็นการเปิดโลกการเรียนรู้และถอดบทเรียน ร่วมกันถอดบทเรียน ฟันเฟืองทั้ง 5 พร้อมให้ตัวแทนแต่ละโรงเรียนและตัวแทนเครือข่ายนาเสนอผลการดาเนินงานที่ผ่านมาพร้อม จั ดนิ ทรรศการการแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ ภ าคเรียนละ 1 ครั้ง เพื่อคัดเลื อกฟันเฟืองดีเด่น (BEST PRACTICE) โรงเรียนในเครือข่าย และฟันเฟืองดีเด่น (BEST PRACTICE) ของเครือข่าย


CES Journal 86 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บทสรุป จากตัวอย่างของการจัดการศึกษาโดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกิดขึ้นจริงในสามจังหวัด ชายแดนใต้เป็นบทพิสูจน์ที่แสดงผลเชิงประจักษ์ในการนานโยบายที่ปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาพ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 และแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 25602579 มาปฏิบัติโดยมีหลักฐานที่เป็นผลลัพธ์ ผลผลิตที่เกิดกับผู้เรียนของโรงเรียนเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการทั้ง เชิงปริมาณ และคุณภาพ สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายหลักของโครงการการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายการมี ส่วนร่วมสู่โรงเรียนสุขภาวะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ ที่กล่าวไว้ว่า“โรงเรียนเป็นสุข ผู้เรียนเป็นสุข สภาพแวดล้อมเป็นสุข ครอบครัวเป็นสุข และชุมชนเป็น สุข” ได้อย่างแท้จริงและอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงผู้เขียนจึงเห็นว่าแนวทางการปฏิบัติดังกล่า วสามารถเป็นต้นแบบ ในการจัดการศึกษาที่เน้นการมีส่วนร่วมให้กับโรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันสามารถนาไปปรับ และประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทโรงเรียนของตนเองได้ต่อไปโดยประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะเกิดกับผู้เรียนเป็น สาคัญได้อย่างแท้จริง


CES Journal 87 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

รายการอ้างอิง จรัญ เหล็มเจริญ. (2560). รักชีวิต รักดุนยา รักอาคีเราะห์ ตามวิถีอิสลา เครือข่ายลาโล๊ะ อาเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส. เอกสารอัดสาเนา. ชารีฟท์ สือนิ, ปัญญจะ ไชยศร และคณะ. (2560). การจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายโดยการมีส่วนร่วมของ ชุมชนเพื่อสุขภาวะเด็กและเยาวชน:เครือข่ายเมืองนรา. เอกสารอัดสาเนา. พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. (ม.ป.ป.). เข้าถึงจาก https://person.mwit.ac.th/01Statutes/NationalEducation.pdf. [20 กันยายน 2560] สนกีฟลี อุดมเศรษฐ์. (2560). การจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสุขภาวะ เด็กและเยาวชน: บทเรียนเครือข่ายปัตตานี. เอกสารอัดสาเนา. สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพมหานคร: พริกหวาน กราฟฟิค.


CES Journal 88 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4


CES Journal 89 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ฉันจะเป็นครูที่ดีในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร How can I become a good teacher in 21st century ภัทรชนน จันทะ * Phattharachanon Chantha บทคัดย่อ เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป การศึกษาจึงต้องขับเคลื่อนตามไปในทิศทางเดียวกัน เพราะการศึกษาเป็นปัจจัยหลักที่ สาคัญในการขับเคลื่อนพลเมืองให้สามารถอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นแล้ว บทบาทของครูผู้สอนจึงแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ครูผู้สอนต้องรับรู้ การเปลี่ยนไปของโลกยุคศตวรรษที่ 21 เพื่อ นามาปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนยุคเจเนอเรชั่นแอลฟาในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้ผู้เรียนเป็น พลเมืองของโลกที่มีประสิทธิภาพ นามาซึ่งการสร้างสังคมแห่งปัญญาต่อไป Abstract When the world has changed, the education should be driven in the same way because the education is the main important factor driving the citizen to be able to efficiently adapt themselves under the changes in 21st century. Therefore, the role of teachers should be more different than before. Teachers must realize these changes so as to adjust their instructional process suitably for the 21st century alpha generation. This can encourage the students of this generation to become efficient global citizens who will be the pillar of intellectual society in the further future.

*คุณครูประจาวิชา วิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กทม. Email: Ch.phattharachanon@yahoo.com


CES Journal 90 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บทนา เมื่อการศึกษาของโลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 ยุคที่ไร้ซึ่งพรมแดนแห่งการเรียนรู้ยุคที่การศึกษา ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ภายในห้องเรียนเท่านั้น แต่เป็นยุคแห่งการเรียนรู้ที่ฝึกฝนทักษะกระบวนการต่างๆ เพื่อให้มนุษย์เตรียมความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงภายในปัจจุบันและอนาคตที่จะเกิดขึ้นตามมา ส่งผล ทาให้ผู้เรียนและผู้สอนจาเป็นต้องปรั บเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการสอนใหม่ อย่ าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ครูผู้สอนจาเป็นต้องหากลยุทธ์แนวทางใหม่ๆ เพื่อนามาสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้เรียนให้ผู้เรียนที่ ได้รู้จักคิดวิเคราะห์ถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและมีวิจารณญาณเพราะฉะนั้นแล้วครูจะไม่ใช่เพียง เป็นผู้ที่ “ให้ความรู้” อย่างเดียวเท่านั้น แต่ครูจะต้องนาผู้เรียนก้าวเข้าไปสู่หัวใจของการเรียนรู้ คือ การเรียน เพื่อให้ เกิด “กระบวนการเกิดทักษะการเรียนรู้ ” และตัว นักเรียนเองไม่เพียงแค่เป็นผู้ ที่ “รอรับความรู้ ” จากครูผู้สอนเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ต้องรู้จัก “แสวงหาความรู้ ” สามารถต่อยอดทักษะความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้องค์ความรู้ที่ได้รับนั้นได้รับการพัฒนาในลักษณะเฉพาะตัวบุคคล ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ยั่งยืน ในฐานะของครูซึ่งเป็นบุคลากรหลักและสาคัญสุดของการศึกษา จาเป็ นต้องเสาะหากระบวนการ เทคนิคในด้านต่างๆ เพื่อให้นามาถึงการเป็นครูที่ดีในศตวรรษที่ 21 โดยครูผู้สอนนั้นต้องเน้นฝึกทักษะในด้าน ต่างๆ ของผู้เรียนให้มีทักษะรอบด้านและพร้อมที่เผชิญถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เพื่อให้ ผู้เรียนสามารถดารงอยู่ได้ในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้อย่างมีความสุขอย่างยั่งยืน ครูที่ดีในศตวรรษที่ 21 นั้นจึง จาเป็นอย่างมากที่ต้องเข้าใจบทบาทของโลกที่เปลี่ยนไปจากยุคก่อนหน้าเข้าสู่ยุคใหม่อย่างสิ้นเชิง ครูผู้สอน สร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้จากทักษะการปฏิบั ติจริง สร้างแรง บันดาลใจแก่ผู้เรียน เพื่อให้เกิดเป็นทักษะและแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง (Active Learning) เพิ่มเติมเพื่อให้ ความรู้นั้นเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นความรู้ที่คงทนถาวรทาให้ผู้เรียนสามารถนากระบวนการเรียนรู้ นั้นไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและสังคมโลก มุมมองของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จากอดีตสู่อนาคต ประเทศไทยเรามีการปฏิรูปการศึกษามาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ถึงกระนั้นสภาพการเรียนรู้เมื่อ เทียบกับนานาประเทศคุณภาพการศึกษาไทยนั้นยังตกต่า ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ ประการที่สาคัญนั้น คือ “ตัวครูผู้สอน” ที่จาเป็นต้องมีการพัฒนาวิธีการสอนให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเท่าทันโลก เพราะครูถือ เป็ น บุ ค คลหรื อ กลไกส าคั ญ ที่ จ ะท าให้ ก ารพั ฒ นาของระบบการศึ ก ษาไทยประสบความส าเร็ จ


CES Journal 91 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ทั ก ษะแห่ ง ศตวรรษที่ 21 จึ ง ไม่ ไ ด้ มี ไ ว้ ส าหรั บ ผู้ เ รี ย นเท่ า นั้ น แต่ ใ นความเป็ น จริ ง แล้ ว มี ไ ว้ พั ฒ นาครู แ ละ บุคลากรด้วย (นวพร ชลารักษ์, 2558) นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 มีความเชื่อมโยงสู่ภาคการศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้ สามารถสร้างคนที่มีคุณภาพและเป็นไปตามที่ต้องการเราจึงต้องให้ความสาคัญกับการบริหารจัดการการศึกษา โดยการบริหารจัดการการศึกษาต้องมีพลวัต (Dynamic) กล่าวคือต้องมีความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การปฏิวัติเทคโนโลยี (Technological Revolution) จน นาไปสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน(The Age of Disruption) ดังที่ผมเคยอธิบายไปแล้ว นอกจากนั้น การบริหารจัดการการศึกษาจะต้อง คานึงถึงโจทย์ในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยใช้ 4L Model คือ 1) Love to Learn คือ การสร้างให้คนรู้จักรักที่จะเรียนรู้ผ่านการสร้าง passion และ motivation 2) Learn to Learn คือ การทาให้คนเข้าใจว่าจะเพราะเหตุใดต้องเรียนรู้ (Learn why to learn) ต้องเรียนรู้อะไร (Learn what to learn) ต้องเรียนรู้อย่างไร Learn how to learn) และต้องเรียนรู้จากใคร (Learn whom to learn with) 3) Learn to Live คือ การสอนให้คนเรียนรู้ที่จะดารงชีวิตอยู่ (สร้างคนที่เป็นตน) 4) Learn to Love คือ การสร้างให้คนรู้จักใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีปกติสุข (สร้างคนที่เป็นคน) โดยกระบวนการ เรียนรู้มีลักษณะให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน(สุวิทย์ เมษินทรีย์, 2560) การเรี ย นรู้ ใ นศตวรรษที่ 21 ต้ อ งมี ก ารปรั บ เปลี่ ย นรู ป แบบการเรี ย นการสอน จากเดิ ม ที่ ค รู เ ป็ น ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องตามแผนการศึกษาของชาติ ซึ่งขาดการคานึงถึง ความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและสถานที่ของผู้เรียน ทาให้กระบวนการเรียนรู้ทุกอย่างที่นักเรียนได้รับอยู่บนพื้นฐานของ กรอบนโยบายที่ออกแบบไว้เท่านั้น เปรียบเสมือนผู้เรียนถูกสร้างจากแม่พิมพ์แบบเดียวกันทั้งหมด เพราะ กระบวนการเรียนรู้จะเกิดจากการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนเท่านั้น ผลที่ตามมาจากการจัด กระบวนการเรียนรู้เช่นนี้คือ ผู้เรียนไม่ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนเองที่มี การเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับ สภาวะความเป็นจริงของผู้เรียน และที่สาคัญไปกว่านั้นคือการเรียนรู้แบบเดิมไม่ได้เป็นการเตรียมความพร้อม ให้กับผู้เรียนเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงไปของโลกในศตวรรษที่ 21 เช่นนี้ ดังนั้นแล้วครูผู้ที่ทาหน้าที่อานวยการ เรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองโลกอย่างสมบูรณ์แล้วนั้น จาเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนต้องออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้และรูปแบบการเรียนรู้ให้ กับนักเรียนโดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบกิจกรรม ต่างๆ สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้ผู้เรียนโดยยึดหลักการบูรณาการข้ามศาสตร์ความรู้เพื่อให้ผู้เรียนนั้น สามารถที่จะนาความรู้ที่ได้จากกระบวนการเรียนรู้ไปปรับใช้กับชีวิตจริงและการต่อยอดขององค์ความรู้ให้ เกิด เป็นทักษะกระบวนการอย่างยั่งยืนต่อไป


CES Journal 92 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ครูดีในศตวรรษที่ 21 การเป็นครูที่ดีและเหมาะสมในยุคของศตวรรษที่ 21 นี้ครูจึงต้องก้าวข้ามผ่านคาว่า “สอนแต่ทฤษฎี” เปลี่ยนไปสู่ “ผู้เรียนปฏิติจริง” ถึงแม้ว่าในการปฏิบัตินั้นความรู้ที่ได้อาจไม่ชัดเจนแต่สิ่งสาคัญที่ผู้เรี ยนได้รับ คือ “เกิดกระบวนการเรียนรู้ ” ซึ่งถือเป็นจุดสาคัญที่สุดเพราะความรู้ที่คงทนถาวรคือความรู้ที่เกิดจากทักษะ กระบวนการที่ผู้เรียนได้ประสบพบจริง ครูที่ดีต้องให้ความสาคัญต่อศิษย์ ต้องสร้างให้ลูกศิษย์เกิดความเป็น มนุษย์ที่มีทักษะการเรียนรู้และแรงบันดาลใจ ดังนั้นการเรียนรู้ที่ดีและการเป็นครูที่ดีในศตวรรษที่ 21 นี้ต้องเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่าง แท้จริง ครูต้องทราบถึงทักษะที่เป็นหัวใจหลักในเรียนการสอนในยุคสมัยใหม่นี้ เพื่อการพัฒนาผู้เรียนให้พร้อม ต่อการเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันและในอนาคตที่จะเกิดขึ้นซึ่ งทักษะที่สาคัญที่สุดสาหรับของครูที่ดีในศตวรรษ นี้นั้นก็คือ “การสร้างแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้ ” เมื่อผู้เรียนเกิดความกระหายที่จะเรียนรู้ ผู้เรียนเองจะต้อง ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ตนเองต้องการรู้ เมื่อผู้เรียนรู้ในสิ่งที่อยากรู้จะเกิดกระบวนการคิดต่อยอดออกไปอีก เพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านความคิด ผู้สอนจาเป็นต้องคอยบอกถึงความคิดหรือความรู้ที่ผู้เรียนค้นคว้า ว่าว่าถูกหรือผิด หรืออานวยความสะดวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน แล้วผู้เรียนจะสามารถนาความรู้ที่ได้ไป ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจาวันของผู้เรียนต่อไป วิธีการเป็นครูที่ดีในศตวรรษที่ 21 นั้นมีหลายประการ อาทิ การพัฒนาตัวครูให้มีความทันสมัย ดังที่ พัชราภา ตันติชูเวช (2557) กล่าวถึงการเรียนการสอนในวิชาชีพครูจะทาให้มีความทันสมัยได้นั้นมีแนวคิด 3 ประการ ดังนี้ 1) ต้ อ งผลิ ต ครู ที่ รู้ เ ท่ า ทั น บริ บ ทของโลกที่ เ ปลี่ ย นแปลงไปในศตวรรษที่ 21 เนื่ อ งจากโลก มี ก าร เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอันเป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเรียนการสอนในวิชาชีพ ครูจึงจาเป็น ที่จะต้องผลิตครูให้รู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ 2) ต้องพัฒนาเทคนิคการเรียนการสอนให้ครูรู้เท่าทันผู้เรียนในยุคเจเนอเรชันแอลฟา เป็นการศึกษาใน ระบบ Education 4.0 ยุคเจเนอเรชันแอลฟา อยู่ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2553-2568 ผู้เรียนในยุคเจ เนอเรชันแอลฟา จึงหมาย ถึงผู้เรียนที่เกิดในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และถือเป็นผู้ เรียนที่อยู่ในยุคของศตวรรษ ที่ 21 ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กับบริบท โลกและสังคมไทย และคุณลักษณะของผู้เรียนในเจเนอเรชัน แอลฟาที่เปลี่ยนแปลงไปทาให้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการถ่ายทอดความรู้จากครูผู้สอนไปยังผู้เรียน หรือที่เรียกว่าการเรียนการสอนในระบบ Education 1.0 เหมือนเช่นอดีตไม่สามารถใช้ได้ในปัจจุบัน ดังนั้น กาเรียนการสอนวิชาชีพครูจึงต้องพัฒนาให้มีความทันสมัยเป็นการศึกษาในระบบ Education 4.0 มีการใช้


CES Journal 93 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักทุกขั้นตอนในการเรียนรู้สอดคล้องกับผู้เรียนเจเนอเรชันแอลฟา ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียน เจเนอเรชันแอลฟามีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 เช่น การเป็นผู้คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ได้ การเป็นนักสื่อสารที่ดี สามารถทางานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้ รู้เท่าทันการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น 3) ต้องเชื่อมโยงกับปัญหาของประเทศเพื่อผลิตครูที่ทั นสมัย รู้เท่าทันปัญหาของประเทศและสร้าง ประชากรรุ่นใหม่ ที่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านระบบการศึกษา มีการ ออกแบบหลักสูตรวิชาชีพครู วิธีการ สอนและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อจุดประกายให้ครูได้รู้เท่าทันปัญหาของ ประเทศ และสร้ างประชากรรุ่ น เจเนอเรชันแอลฟาที่ สามารถตอบโจทย์ต่อการแก้ไขปัญหา หรือพัฒ นา ประเทศให้ดีขึ้น ดังนั้นครูต้องปรับตัวให้ทันสมัยต่อโลกและผู้เรียนเจเนอเรชั่นแอลฟาที่เปลี่ยนไปทั้งในด้านความรู้ ทักษะการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 และเทคนิคการสอนที่ทันสมัยท่ามกลางงานเอกสารอื่นๆ จานวนมาก ทั้ งนี้ เพราะประเทศไทยจะเป็นเช่นไร ให้ดูที่ทรัพยากรคนของประเทศนั้น และคนในประ-เทศนั้นเป็นเช่นไรให้ดูที่ ระบบการศึ ก ษา และผู้ ที่ มี บ ทบาทและความส าคั ญ ต่ อ ระบบการศึ ก ษามากที่ สุ ด ก็ คื อ “ครู ” นั่ น เอง (พัชราภา ตันติชูเวช, 2557) ผู้สอนต้องรู้สถานการณ์ในปัจจุบันว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีแนวโน้มไปทางด้านใด ไม่ใช่เพียงแค่ สอนอยู่กับหลักสูตรที่แน่นิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงและหากมีการเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใน เอกสารเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อครูผู้สอนหรือผู้เรียนมากสักเท่าไหร่นั ก เพราะฉะนั้นครูยุคใหม่หรือการที่จะเป็น ครูที่ดีในศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21 นี้จึงจาเป็นอย่างยิ่งต้องเข้าใจในความเปลี่ยนแปลง ครูจะไม่ใช่เพียงเพื่อคนที่นาความรู้มาป้อนให้กับผู้เรียนแต่ครูต้องเป็นทั้งเพื่อนและคนที่ให้คาปรึกษาแก่ผู้เรียน กล่าวคือหากครูสอนแบบเดิมผู้เรียนก็จะได้ความรู้แบบเดิมๆ แต่ในความเป็นจริงโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลา ผู้เรียนหากมีการเรียนแบบเดิมผู้เรียนจะไม่เกิดทักษะกระบวนการคิด จะรู้เพียงแค่เรื่องที่ผู้สอน ต้องการให้รู้ จะรู้ในเมื่อที่ผู้สอนอยากให้รู้ ผู้เรียนจะไม่เกิดความตื่นตัวแต่อย่างใด ครูซึ่งถือเป็นบุคลากรสาคัญที่สุดของการศึกษาจึงจาเป็นอย่างยิ่งต้องปรับเปลี่ยนมณฑลความคิด สอนเพื่อให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะเรียนรู้ สอนให้ผู้เรียนเข้าใจโลกรับรู้ถึงความเป็นจริง บางวิชา จาเป็นต้องตัดเนื้อหาที่ครูคิดว่าเมื่อสอนไปแล้วผู้เรียนไม่เกิดประโยชน์หรือไม่สามารถนาไปใช้อะไรได้เลย ครูต้องทางานหนักเพิ่มมากกว่าเดิมในด้านการเสาะแสวงหา องค์ความรู้ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในศตวรรษนี้ ครูต้อง ติดตามข่าวสารไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ เมื่อเราเข้าสู่ยุคการค้าเสรีผู้เรียนจะไม่ได้แข่งขันเพียงแค่ใน


CES Journal 94 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ประเทศไทยเท่านั้น ผู้เรียนที่จบการศึกษาไปจะต้องแข่งขันกับอารยะนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านภาษา วัฒนธรรมที่หลากหลาย การศึกษาไทยต้องให้ความสาคัญต่อการนาเทคโนโลยีมาใช้ในทุกกระบวนวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยี ท างปั ญ ญา (Intellectual Technology) ของผู้ ส อนที่ จ ะต้ อ งถ่ า ยทอดสู่ ผู้ เ รี ย น ผู้ เ ขี ย นเชื่ อ ว่า “ถ้าครูเก่ง ผู้เรียนเก่ง ” แต่ในทางกลับกันบริบทของการจัดการเรียนรู้และในมณฑลความรู้ปัจจุบันอาจพบ สภาพ “ผู้สอนรู้น้อยกว่าผู้เรียน” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางการศึกษาที่ทับซ้อนอย่างเห็นได้ชัดในหลายสถาบัน ทางการศึกษา ต้องมีการเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะทุกองค์กรจะต้องหนุนนาให้ทุกคนได้เกิด สภาวะในจิ ต ใจที่ ต้ อ งเข้ า ถึ ง การเรี ย นในทุ ก ๆระบบอย่ า งลงตั ว มิ ใ ช่ ป ล่ อ ยให้ เ ป็ น หน้ า ที่ ข องหน่ ว ยงานใด หน่วยงานหนึ่งหรือความรับผิดชอบแบบ “จอมปลอม” ซึ่งการศึกษาไทยต้องให้ความสาคัญต่อการเรียนรู้ของ ผู้เรียนให้มากขึ้นสิ่งหนึ่งที่รัฐต้องทา คือการเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ด้วยการลดทอนเวลาในสถานศึกษาแต่เพิ่มคุณค่าในการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนให้มากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ ตามครูผู้สอนต้องเป็น บุ คคลที่จ ะต้องมีความรู้ ความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ให้ มากยิ่งขึ้น ตาม สถานการณ์ของความรู้ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (ธงชัย สมบูรณ์, 2559) ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันอีกประการหนึ่งคืออิทธิพลของภาษาทีเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ภาษาจีนได้เข้ามามีบทบาทในเวทีโลกโดยที่ภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาหลักเพียงภาษาเดียวอีกต่อไป ดังจะเห็นได้จากการเจริญเติบโตทางด้านธุรกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่เกิดจากรายได้ของชาวจีนที่ เติบโตเฉลี่ยปีละ 11% ในช่วงปี 2009-2014 ที่ผ่านมาดังปรากฏในรูปภาพที่ 1 จากปัจจัยที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ ดังกล่าวส่งผลทาให้ภาษาจีนเข้ามามีบทบาทต่อผู้เรียนในยุคสมัยใหม่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


CES Journal 95 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ภาพที่ 2: จานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทย (หน่วย:ล้านคน) ที่มา: ลภัส อัครพันธุ์ (2559) สิ่งสาคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการเรียนการสอนสมัยใหม่ คือ การที่ผู้เรียนตระหนักถึงการเรียนรู้ใน ทุกรูปแบบไม่เพียงเฉพาะแต่การเรียนรู้ในระบบการศึกษาเท่านั้น ทั้งนี้การเรียนรู้ตลอดชีวิตในศตวรรษที่ 21 จะเป็นการเรียนรู้ที่เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น (พัชราภา ตันติชูเวช, 2557) โลกหลังยุคใหม่ถือว่าเป็นยุคที่มีการขับเคลื่อนด้วยสื่อทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านความรู้ ต่างๆ (Innovative knowledge) ผู้คนในยุคนี้ได้อิงแอบและสัมผัสกับข้อมูลมากมายยิ่งขึ้นและเป็นผลทาให้ ผู้คนสามารถนามาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการดาเนินงานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นครูจะต้องมีความ เข้าใจในเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามผ่านยุคผ่านสมัยอย่างรวดเร็ว เพราะเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทหน้าที่ในการ เรียนรู้ของผู้เรียนอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ (ธงชัย สมบูรณ์, 2559) เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะเป็นครูที่ดีได้ในยุคสมัยนี้ต้องเข้าใจและเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆ สร้างผู้เรียน ให้มีทักษะในการบริโภคเทคโนโลยีสร้างความเข้าใจในการบริโภคสื่อทั้งในด้านการเรียนรู้และการนาไปใช้ใน ชีวิตประจาวันของตัวผู้เรียนเองเพราะเมื่อไหร่ที่ผู้เรียนรู้ จักการบริโภคข้อมูลทางด้าน เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง เทคโนโลยีซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และเป็นตัวช่วยสาคัญสาหรับครูผู้สอนเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะ กระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ครูควรเข้าใจถึงสภาวะการที่เปลี่ยนไปของการศึกษาที่มีต่อบริบทของโลกการเป็นครูที่ดีใน ยุคสมัยนี้ไม่เพียงแต่สอนตามแผนการสอนเท่านั้น แต่หัวใจหลักในการพัฒนาผู้เรียนในยุคนี้ที่มีความพร้อมใน


CES Journal 96 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

การรับรู้ของสารสนเทศได้นั้น จาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องชี้แนะแนวทางในการเรียนรู้เพื่อให้เกิดประกายการเรียนรู้ใน ตัวของผู้เรียนเองเพื่อเป็นพื้นฐานที่สาคัญ (วิจารณ์ พานิช, ม.ป.ป.) ฉะนั้นแล้วการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ครูผู้สอนจะต้องออกแบบกระบวนการสอนที่ ก้าวข้ามสาระวิชา ไปสู่การเรียนรู้ทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยครูต้องไม่สอนแต่ต้องออกแบบการเรี ยนรู้และอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ให้ผู้เรียน เรียนรู้จากการเรียนแบบลงมือทา แล้วการเรียนรู้ก็จะเกิดจากภาย ในใจและสมองของตนเอง การเรียนรู้แบบนี้ เรียกว่า PBL (Project-Based Learning) ซึ่งการเรียนรู้สาระวิชาของผู้เรียนในยุคของเจเนอเรชั่นแอลฟาควร เป็นการเรียนจากการค้นคว้าของศิษย์โดยครูช่วยแนะนา และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคน สามารถประเมินความก้าวหน้าในการพัฒนาทักษะกระบวนการของตัวเองได้ (วิจารณ์ พานิช, ม.ป.ป.) สรุป การจัดการเรียนรู้และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีและเหมาะสมในยุค สมัยของผู้เรียนเจเนอ เรชั่นแอลฟาในช่วงยุคศตวรรษที่ 21 เป็นการเน้นให้ทั้งผู้เรียนและครูผู้สอนมีความก้าว เข้าสู่การเรียนรู้ไป พร้อมๆกัน ผู้ที่ต้องพัฒนาไม่ใช่เป็นเพียงแต่ผู้เรียนเท่านั้น แต่รวมไปถึงตัวของครูผู้สอนด้วยที่ต้องปรับบทบาท การสอนให้เป็นครูที่ดีในศตวรรษที่ 21 โดยไม่ตั้งตนเป็นผู้รู้ แต่เป็นผู้เรียนรู้ เรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียน ปรับ กระบวนการเรียนการสอน โดยสอนน้อยลงและเรียนมากขึ้น สร้างผู้เรียนที่เน้นจากการปฏิบัติจริง เรียนรู้จาก ชีวิตจริง เรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงการสร้างความรู้หรือนวัตกรรมขึ้ นใช้เอง ส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดทักษะกระบวนการดารงชีวิตอยู่ได้ภายในเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 เน้นการ สร้ างแรงจู งใจและแรงบั นดาลใจให้ ผู้เรีย นเกิดความรักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้ สามารถข้ามผ่านการ เปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ตลอดเวลาได้อย่างแยบยลไม่ตื่นตระหนกต่อการเปลี่ยนแปลงที่เฉียบพลันในยุคโลกาภิวัฒน์ ศตวรรษที่ 21 นามาซึ่งก่อเกิดสังคมแห่งปัญญาเพิ่มมูลค่าให้พลเมืองที่สมบูรณ์ทุกด้าน


CES Journal 97 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เอกสารอ้างอิง ชฎาภา ประเสริฐทรง และ หทัยชนก บัวเจริญ, (2549). บทความ : เขียนอย่างไร (จึงจะ) ดี. สืบค้น 28 สิงหาคม 2559, จาก http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_ posts.asp?FID=217 ธงชัย สมบูรณ์, (2559). โลกหลังยุคใหม่ : การศึกษาไทยที่ควรเป็น!, สืบค้น 30 สิงหาคม 2559, จาก http://www.edu.ru.ac.th/images/edu_pdf/thai_education_ it_ShouldBe_31102558.pdf นวพร ชลารักษ์, (2558). บทบาทของครูกับการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21, 1 : 64-71. กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 2559 พัชราภา ตันติชูเวช, (2557). บทบาทครูในศตวรรษที่ 21. ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์, นักรบ หมี้แสนความเป็นครู และการพัฒนาครูมืออาชีพ, 95-101. กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. ลภัส อัครพันธุ์, (2559). นักท่องเที่ยวจีนยังแกร่ง แม้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว. สืบค้น 29 สิงหาคม 2559, จาก https://www.scbeic.com/th/detail/product/1936 วิจารณ์ พานิช, (2556). รายงานผลการศึกษาฉบับสมบรูณ์ โครงงานวิจัย เรื่องการกาหนดแนวทางการ พัฒนาการศึกษาไทย กับการเตรียม ความพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21. ใน สานักงานเลขาธิการสภา ก า ร ศึ ก ษ า ก ร ะ ท ร ว ง ศึ ก ษ า ธิ ก า ร , 2 5 5 6 . สื บ ค้ น 28 สิ ง ห า ค ม 2559, จ า ก http://www.edulpru.com/eu/21st/st-010.pdf สุวิทย์ เมษินทรีย์, (2560). ประชาคมครุศาสตร์. สืบค้น 28 พฤษภาคม 2560, จาก http://www.edu.chula.ac.th/edcomm/edcomm04-60.pdf


CES Journal 98 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4


CES Journal 99 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

ความเป็นผู้นาในสังคมไทย (Leadership in Thai Society) สินธะวา คามดิษฐ์* Sinthawa Khamdit บทคัดย่อ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 หรือ ยุคแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี ประเทศไทยจาเป็นต้องปรับตัวเองให้ทันและอย่าง ก้าวกระโดดโดยมีผู้นาที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนให้คนไทยมีศักยภาพในการคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมที่มีพื้นฐาน ความรับผิดชอบ

ดังนั้น ผู้นาในสังคมไทยในยุค 4.0 ถือว่ามีความสาคัญ กล่าวคือ ควรเป็นผู้นาเชิงนวัตกรรมที่มีความรู้

ความสามารถ มีทักษะที่จาเป็น ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ ด้วยวิสัยทัศน์กว้างไกล ใช้ข้อมูลสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ มี ทักษะในการแก้ปัญหา การทางานเป็นทีมและ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป้าหมายและแนวคิดดังกล่าวน่าจะเป็นการตอบ โจทย์ประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นประเทศพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ ประเทศที่มีรายได้สูงด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี Abstract As the world has entered the 4.0 era, the era of innovation and technology, Thailand needs to adjust itself to the changing world by keeping up with the world. Leaders, hence, need to be equipped with capabilities that can develop Thais’ innovative, creative, and responsible minds. Thailand 4.0 leadership is crucial; leaders are required to be those with innovation-oriented mindset with critical thinking skills, vision, ICT skills, problem-solving skills, teamwork skills, and leaders with good governance. Such the leaders would response well with the new socio-economic context under Thailand 4.0 model, aiming to lift Thailand out of the middle-income trap though innovation and technology.

*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และปริญญาเอก ประจาสาขาวิชาการจัดการการศึกษา วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ *Assistant Professor and Ph. D., Faculty of Education Management, College of Education Sciences, Dhurakij Pundit University. *Email: sinthawa.kha@dpu.ac.th


CES Journal 100 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

บทนา การเรียนรู้ผู้นาทางวิชาการในบริบทประเทศไทยนอกจากมีการศึกษาถึงความหมายขอบเขตของงาน วิชาการ ผู้นาทางการศึกษาของไทยต้องมีบทบาทเชิงรุ ก นักคิดทางการศึกษาของไทย และการเข้าสู่การศึกษา 4.0: บทบาทของผู้นาแล้ว สิ่งสาคัญและจาเป็นที่ควรรู้และทาความเข้าใจ คือ ความเป็นผู้นาในสังคมไทย เพื่อให้เห็นภาพเกี่ยวกับลักษณะต่างๆที่เป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน และมองไปในอนาคต ทั้งนี้ด้วยเหตุผล สาคัญคือความเป็นผู้ นาในสังคมไทยจะอธิบายได้ว่าทาไมการศึกษาไทยทั้งที่ประสบผลสาเร็จและไม่ประสบ ผลสาเร็จนั้นความเป็นผู้นาในสังคมไทยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร และจะมีข้อเสนออะไรบ้างต่อผู้นาในสังคมไทย ในระยะต่ อ ไป เพื่ อ ให้ ก ารศึ ก ษาของประเทศก้ า วไปข้ า งหน้ า ได้ อ ย่ า งมั่ น คง สร้ า งสรรค์ และยั่ งยื น ตาม เจตนารมณ์ของยุ ทธศาสตร์ การศึกษาของประเทศและตอบโจทย์กระบวนการพัฒ นาประเทศไทยภายใต้ ประเทศไทย 4.0 ( Thailand 4.0) จะต้องสอดรับกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเฉพาะกิจออกอากาศทางโทรทัศ น์รวมการเฉพาะกิจ แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 (สินธะวา คามดิษฐ์, 2559) ในบทความนี้ผู้เขียนจึงมุ่งนาเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผู้นาในสังคมไทยควรมีลักษณะและบทบาทใน ด้านเศรษฐกิจและสังคมไทยที่ตอบโจทย์ในยุค 4.0 อย่างไร ซึ่งเป็นทัศนะของผู้เขียนที่เป็นส่วนหนึ่งที่สนใจการ เปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และก้าวไปสู่สังคมไทยยุคใหม่ที่ต้องอาศัยผู้นาที่มีคุณลักษณะ พิเศษในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ผู้นามีความสาคัญอย่างไร? ในการทางานหรือทากิจกรรมของกลุ่มหรือองค์กรใดๆก็ตามเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ กลุ่มหรือองค์กรตั้งไว้ จาเป็นต้องมีผู้ที่ทาหน้าที่บริหารจัดการในเรื่องต่างๆ โดยอาศัยผู้นาหรือผู้บริหารของกลุ่ม หรือองค์กรนั้นๆ ที่มีที่มีภาวะผู้นา เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานต่างๆ ของกลุ่มหรือองค์ก ารเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย เช่น ช่วยให้บุคลากรของกลุ่มหรือองค์การได้รับการประสานงานและแนะนาการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ช่วยประสานระหว่างฝ่ายต่างๆ ของกลุ่มหรือองค์ การให้สามารถดาเนินการได้ตามลักษณะพลวัตภายในกลุ่มหรือ องค์การ โดยเฉพาะในช่วงที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง รวมถึงช่วยให้สมาชิกในกลุ่มหรือองค์การ สามารถบรรลุถึงความต้องการต่างๆ ทั้งในด้านความพึงพอใจและเป้าหมายส่วนบุคคลได้ สาหรับในบทความนี้ ผู้เขียนจะเน้นให้เห็นว่า ผู้นาในสังคมไทยยุค 4.0 มีความสาคัญต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างไรและควรมี ลักษณะอย่างไร


CES Journal 101 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

การศึกษาความเป็นผู้นาและผู้นาในสังคมไทยในอดีตเป็นอย่างไร? มีการศึกษาเรื่องความเป็นผู้นาในต่างประเทศมาเป็นเวลานานโดยแบ่งยุคหรือช่วงเวลาของการศึกษา เช่ น Barbara Kellerman (1984) ได้ แ บ่ ง เป็ น ยุ ค ที่ 1 : Trait Period [(คศ.1910 – ww II (1939)] ยุ ค ที่ 2 : Behavior Period [wwII (1 9 3 9 ) - ค ศ . 1 9 6 0 ] แ ล ะ ยุ ค ที่ 3 : Contingency Period [คศ.1960 - ปัจจุบัน] ซึ่งแต่ละยุคมีอิทธิพลต่อการศึกษาความเป็นผู้นาในสังคมไทย โดยเฉพาะในยุคแรก Trait Period ซึ่งหมายถึงการให้ความสาคัญของความเป็นผู้ นาใน 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ ลักษณะทางกายภาพ (Physical Traits.) และลั ก ษณะทางบุ ค ลิ ก ภาพ (Personality traits) มี 2 ลั ก ษณะ คื อ คุ ณ ลั ก ษณะด้ า น บุ คลิ กภาพทั่ว ไป (DuBrin, 1998 อ้างในรั งสรรค์ , 2544 ) การศึกษาผู้ นาในยุคแรกที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้น สอดคล้องกับลักษณะผู้นาในสังคมไทยในอดีตค่อนข้างมาก เช่น ในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มาจนถึงยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งมักจะมีคากล่าวของผู้นาในยุคนั้นที่เป็นอัตลักษณ์ที่จดจากันได้ เช่น คา ว่า “ เชื่อผู้นาชาติพ้นภัย ” สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และ “ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ” และ " พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ " ในสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้น ผู้นาในสังคมไทยในยุค 4.0 ควรมีลักษณะอย่างไร? ในปัจจุบันจากผลการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นผู้นาในสังคมไทยมาเป็นเวลานานของไพฑูรย์ สินลา รัตน์ ( 2559 ) ที่เสนอว่า ภาวะผู้นาใหม่ (New Leadership ) ควรเป็นรูปแบบของภาวะผู้นาเชิงสร้างสรรค์ และผลิตภาพ (Creative and Productive Leadership ) หมายถึงผู้นาที่รู้จักคิดวิเคราะห์ให้มากและเมื่ อ วิเคราะห์แล้วก็ให้คิดถึงสิ่งใหม่ๆ หรือมีผลงานที่เกิดจากการคิดนั้น คือจะต้องมีผลงานที่เกิดจากการมองในเชิง ของ Critical mind, Transformation, และ Imaginary ไปพร้อมกัน โดยได้เสนอเป็น CPL Model นอกจากนี้ เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม เพื่อติดตามแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในเชิงภาวะผู้นาและการจัดการได้กล่าวถึงแนวโน้มของความเป็นผู้ นา ในปี 2560 (Leadership Trends 2017 ) ว่า " ถึงเวลาของคนรุ่นใหม่ " และกล่าวถึงปี 2560 นี้ว่าเป็นปีที่มี การเปลี่ ย นผ่ า นสู่ มิ ติ ใ หม่ ที่ ส าคั ญ 2 ประการคื อ (1) การเกิ ด การหลอมรวมของเทคโนโลยี ดิ จิ ทั ล และ อิ น เทอร์ เ น็ ต (Technology convergence) ที่ ท รงประสิ ท ธิ ภ าพ ที่ ท าให้ เ กิ ด การพลิ ก ผั น ทางเทคโนโลยี (Technology disruption) และ (2) คนหนุ่มสาวยุค Millennial หรือ Generation Y และ Z ที่มีความคิด


CES Journal 102 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

และวิธีการทางานแบบใหม่ที่แตกต่างจาก Generation X เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในองค์กร จึงทาให้ การ บริหารจัดการในทุกมิติต้องเปลี่ยนไป ประการแรก ประเด็นการหลอมรวมของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่ง กาลังเข้ามาไล่ล่าผู้นาไม่ว่าจะเป็นการ shift ความเร็วของการรับส่งข้อมูลบน mobile จาก Mbps ไปสู่ Gbps, ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) ที่นามาประยุกต์ใช้ในระบบ Social media, Search engine และ Data Analytics จนมีความฉลาดอย่างมาก ไปจนถึงเทคโนโลยีเข้ารหัส Cryptography อย่างเช่น Block chain เป็นต้น จนทาให้ผู้บริโภคมีพลังอานาจสูงขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ ผู้บริโภคอย่างถอนรากถอนโคน ประการที่สอง ประเด็นการเติบโตของคนรุ่นใหม่ยุค Millennial (Gen Y ) และ Gen Z ที่มีความคิด แบบใหม่ที่แตกต่างจาก Gen X กาลังเริ่มก้าวเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อองค์กรในปี 2017 อย่างชัดเจน รวมทั้งมีอิทธิพลในการร่ ว มเปลี่ย นผ่านองค์กรสู่ ดิจิทัล (Digital transformation) และมีกาลั งซื้อมหาศาล จึงทาให้การบริหารจัดการในองค์กรและการวางแผนด้านการตลาดต้องถูกเปลี่ยนไป เพราะการวางรากฐาน ขององค์กรที่มีอยู่เดิมเป็นการวางไว้โดย Baby boomers และ Gen X ซึ่งมีวิธีคิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ ได้ค้นคว้าบทวิเคราะห์จาก reference ต่างๆ ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับ สิ่งที่ผู้นาควรดาเนินการในปี 2017 แล้วนามาเชื่อมโยงกับประเด็น 2 ประเด็นสาคัญดังกล่าวข้างต้น จึงทาให้ สามารถสรุป Leadership Trends ในปี 2017 จานวน 8 ข้อ ได้แก่ (1) ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น (2) มอบประสบการณ์ ที่ ดี ใ ห้ แ ก่ ลู ก ค้ า (3) สร้ า งการท างานเป็ น ที ม ในรู ป แบบเครื อ ข่ า ย (4) องค์ ก รต้ อ ง เตรียมการการพบกันระหว่าง Millennials (Gen Y) และ Gen Z (5) ปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับ สภาพแวดล้ อมใหม่ (6) ใช้เทคโนโลยี เพื่อการวิเคราะห์ และคาดการณ์อนาคตที่แม่นยาจะเป็นกุญแจแห่ง ความสาเร็จขององค์กร (7) ตรวจสอบสัญญาณและผลกระทบจากการพลิกผันของเทคโนโลยี (Technology disruption) อย่ า งสม่ าเสมอ และ (8) ผู้ น าในปี 2017 ต้ อ งเป็ น ผู้ น าแห่ ง การเปลี่ ย นแปลงอย่ า งแท้ จ ริ ง (http://www.manager.co.th) ส่ ว นคาถามที่ว่าผู้ นาในสังคมไทยในยุค 4.0 ควรมีลั กษณะอย่างไร? ผู้ เขียนเห็ นว่าสิ่งแรกที่ควร พิจารณาคือ ยุค 4.0 หรือ Thailand 4.0 คืออะไร? ซึ่งคาตอบที่พอสรุปได้ คือ เป็นยุคของการขับเคลื่ อน เศรษฐกิจเพื่อให้เป็นประเทศพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงด้วยนวัตกรรมและ เทคโนโลยี (สินธะวา คามดิษฐ์,2559) ดังนั้นเพื่อให้ตอบโจทย์ดังกล่าว ต้องคิดว่าผู้นาทีจะสามารถขับเคลื่อน สั งคม 4.0 ควรจะเน้ น เรื่ องของการสร้ างนวัตกรรม (Innovation ) บนฐานของเทคโนโลยีและที่มีมูลค่า


CES Journal 103 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เป็นสาคัญ แต่ผู้นาส่วนใหญ่ในองค์กรคงมิใช่เป็นผู้สร้างนวัตกรรมโดยตรงแต่จ ะเป็นผู้สร้างหรือพัฒนานวัตกร (Innovator) ให้ไปสร้างนวัตกรรม ผู้เขียนเห็นว่า CPL Model น่าจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สามารถอธิบายคุณลักษณะของผู้นาใน สังคมไทยในยุค 4.0 โดยผู้เขียนเห็นว่าควรเพิ่มเติมหรือต่อยอดด้วยแนวคิดใหม่ๆจากข้อเสนอ Leadership Trends ในปี 2017 ของเศรษฐพงค์ มะลิ สุ ว รรณ และขอเสนอชื่ อ ผู้ น าในสั ง คมไทยในยุ ค 4.0 นี้ ว่ า “ผู้นาเชิงนวัตกรรม (Innovative Leadership) เพื่อประเทศไทย 4.0 ” ซึ่งมีแนวคิดและวิธีการ ดังนี้ ประการแรก ควรกาหนดเป้าหมายก่อนว่า ผู้นาในยุค 4.0 มุ่งสิ่งใดเป็นสาคัญแล้วพิ จารณาสิ่งที่ผู้นา ควรมีในตนเองเพื่อให้สามารถดาเนินการให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้ ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนคิดว่าเป้าหมายดังกล่าวควร เป็นเรื่องของการมุ่งมั่นพัฒนา “ นวัตกร ” เพื่อสร้าง “ นวัตกรรม” อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบหมายความ ว่าผู้นาในสังคมไทยจะต้องคิดหาวิธีการใหม่ๆเพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการสร้างผลงานหรือ นวัตกรรมที่เป็นรูปธรรม มีมูลค่า ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ และแข่งขันได้เพื่อให้ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 ซึ่งการที่จะทาให้ได้ตามเป้าหมายนี้ต้องอาศัยความเป็นผู้นาและเป็นเรื่องท้าทายความสามารถของผู้นาในยุคนี้ ประการที่สอง พิจารณาว่าผู้นาในสังคมไทยยุค 4.0 ควรมีลักษณะอย่างไรเพื่อให้ตอบโจทย์ดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าผู้นาควรมีคุณลักษณะของ “นักนวัตกร” ในตนเองเสียก่อนแล้วนาคุณลักษณะนี้ไปสร้างให้ เกิดนวัตกรรม โดยนวัตกรรมของผู้นาหมายถึงผลผลิตที่เป็น “ นวัตกร” ที่จะไปสร้างผลงานหรือนวัตกรรมบน ฐานเทคโนโลยีในระดับต่อไป ทั้งนี้ด้วยเหตุผลและความเชื่อที่ว่า นวัตกรรมใหม่ๆจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเราไม่ พัฒนาคนของเราให้เป็นนักนวัตกร ส่วนลักษณะของผู้นาในสังคมไทยที่สามารถเป็นผู้สร้างนวัตกรได้ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะที่จาเป็น และมีเจตคติต่อการทางานและการพัฒนานวัตกร ดังนี้ 1.การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) สถานการณ์ ข ององค์ กรของตนเองโดยอาจปรับ เปลี่ ย น โครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์กว้างไกล พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะ เกิดขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ว่าใช้การบริหารจัดการ ให้บุคลากรอย่างไรจึงจะทาให้มีความเป็นนักนวัตกรโดยสายเลือดหรืออยู่ใน DNA จนกลายเป็นวัฒนธรรม องค์กร 2.การคิดริเริมสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หาวิธีการใหม่ๆที่ท้าทายในการหาวิธีการสร้างนวัต กรและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรให้ได้ ส่งเสริมให้บุคลากรคิดนอกกรอบ (Think outside the box) และการลงมือ ปฏิบัติการพัฒนาคนหรือบุคลากรให้สามารถเป็นนวัตกรโดยเน้นที่ผลงานหรือนวัตกรรมที่สร้างขี้นเป็นสาคัญ


CES Journal 104 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

3.มีทักษะบางอย่ างที่จาเป็น ต่อการสร้างนวัตกร ได้แก่ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผ ลและ รวดเร็ว การทางานเป็นทีมกับเพื่อนร่วมงานโดยเน้นให้บุคลากรเห็นความสาคัญของการทางานเป็นทีมและ มีส่วนร่วมมากกว่าการเน้นรายบุคคล และเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ และเหมาะสมกับสถานการณ์ 4. มีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนานวัตกร ซึ่งในยุค 4.0 จะมีบุคคลที่หลากหลายและก้าวสู่คนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z ผู้นาในสังคมไทยในยุคนี้ควรเข้าใจลักษณะของคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่การทางานร่วมกันเพื่อ สร้างสรรค์นวัตกรรมตามที่เป้าหมายที่ตั้งไว้และเมื่อเข้าใจแล้วผู้นาก็ควรจะกาหนดวิธีการหรือกลยุทธ์ต่างๆ อย่างเหมาะสมต่อไป 5. การยึ ด มั่ น ในหลั ก ธรรมาภิ บ าล ( Good Governance) กล่ า วคื อ เป็ น ผู้ น าที่ มี ค วามโปร่ ง ใส ยุติธรรมและตรวจสอบได้เป็นหลักในการทางานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม บทสรุป ผู้ น าในสั งคมไทยในยุ ค Thailand 4.0 ถือว่าเป็น “ผู้ นาเชิงนวัตกรรม (Innovative Leadership) เพื่ อ ประเทศไทย 4.0 ” ที่ มี เ ป้ า หมายชั ด เจน คื อ มุ่ ง มั่ น พั ฒ นา “ นวั ต กร ” เพื่ อ สร้ า ง “ นวั ต กรรม” อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ โดยมีความรู้ความสามารถ มีทักษะที่จาเป็น และมีเจตคติต่อการทางานและ การพัฒนานวัตกร ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ ด้วยวิสัยทัศน์กว้างไกล พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นโดยใช้ เทคโนโลยีเพื่อการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลสารสนเทศช่วยในการตัดสิ นใจ การคิดริเริมสร้างสรรค์ ด้วยการหา วิธีการใหม่ๆในการหาวิธีการสร้างนวัตกรและมีทักษะในการแก้ปัญหา การทางานเป็นทีม และใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ มีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนานวัตกร และยึดมั่นใน หลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป้าหมายและแนวคิดดังกล่าวน่าจะเป็นการตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นประเทศพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สู งด้วย นวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างแน่นอน


CES Journal 105 วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4

เอกสารอ้างอิง ซูม (2559) ประเทศไทย 4.0 คืออะไร? จะไปสู่ฝันได้จริงหรือไม่? http://www.thairath.co.th/content/617496 สืบค้น 16 พฤษภาคม 2559. ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2559) ปรัชญาการศึกษาเชิงสร้างสรรค์และผลิตภาพ. กรุงเทพ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. มูลนิธิมูลนิธิเครือข่ายพัฒนาศักยภาพผู้นาการสร้างสุขภาวะ.(2559) ผู้นาสร้างได้จริงหรือ วารสาร Thai Dental Magazine ปีที่1 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2559. รังสรรค์ (2551). ภาวะผู้นา.กรุงเทพ:Diamond in Business World. เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ(2560) Digital leadership. http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ View News.aspx? News ID=9590000123999 สืบค้น 15 กุมภาพันธ์ 2560 สินธะวา คามดิษฐ์.(2559) “ประเทศไทย 4.0 :การศึกษาไทย 4.0” เอกสารประกอบการประชุม วิชาการ เรื่อง การจัดการเรียนรู้ Education 4.0:วไลอลงกรณ์ โมเดล” 1 กรกฎาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลอลงกรณ์. โอฬารสุขเกษม (2559) วอร์ชันใหม่‘ประเทศไทย 4.0’ http://www.thansettakij.com/2016/04/30/48324 สืบค้น 16 พฤษภาคม 2559. Barbara Kellerman (1984) Leadership : multidisciplinary perspectives. NJ :Englewood Cliffs.

Ces journal vol 3 no 4  

CES journal vol. 3 no. 4 (January - June 2017) วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 (มกราคม - มิถุนายน 2560)

Ces journal vol 3 no 4  

CES journal vol. 3 no. 4 (January - June 2017) วารสารวิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 (มกราคม - มิถุนายน 2560)

Profile for 745766
Advertisement

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded

Recommendations could not be loaded