Issuu on Google+

1

วิวฒ ั นาการของมนุษย์ วิวฒั นาการ ในความหมายทัว่ ไป หมายถึง การเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่ อีกสภาพ หนึ่ง ในลักษณะจองการค่อยเป็ นค่อยไปตามลาดับขึ้นโดยอาศัยระยะเวลาอัน ยาวนาน วิวฒั นาการของสิ่ งมีชีวติ จึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจากสิ่ งมีชีวติ ดั้งเดิมสื บ ต่อกันมาจนกลายเป็ นสิ่ งมีชีวติ ในปัจจุบนั ที่แตกต่างจากสิ่ งมีชีวติ ดั้งเดิมอันเป็ นผลจาก พันธุกรรมและสิ่ งแวดล้อม ดอบซานสกี (Dobzhansky) นักพันธุศาสตร์และวิวฒั นาการชาว รัสเซีย ได้กล่าวไว้ดงั นี้ “วิวฒั นาการของสิ่ งมีชีวติ คือกระบวนการเปลี่ยนแปลง ส่ วนประกอบของพันธุกรรมของประชากรที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน โดยการเปลี่ยนแปลงนี้อาจ เกิดขึ้นเพียงบางส่ วนหรื อทั้งหมดอันเป็ นผล มาจากปฏิกิริยาที่สิ่งมีชีวติ มีการปรับตัวให้ เหมาะสมกับสิ่ งแวดล้อม กระบวนการนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีกาย้อนกลับเป็ นอย่างเดิมอีก”

วิวฒั นาการของมนุษย์(evolution) เมื่อประมาณ 20 ล้านปี ที่ผา่ นมา เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยมีทุง้ หญ้า ขึ้นมาทดแทนป่ าที่อุดมสมบูรณ์ ทาให้สิ่งมีชีวติ หลายชนิด มีววิ ฒั นาการมาดารงชีวติ บนพื้นดิน มากขึ้น จากหลักการซากดึกดาบรรพ์และการเปรี บยเทียบลาดับเบสบน DNA ระหว่างมนุษย์ และชิมแปนซี พบว่ามนุษย์แยกสายวิวฒั นาการจากลิงไม่มีหางเมื่อประมาณ 7-5 ล้านปี ที่ผา่ น มา


2

ตามการจาแนกแบบอนุกรมวิธาน นักชีววิทยาได้จดั ให้มนุษย์อยูใ่ นหมวดหมู่ต่อไปนี้ Kingdom Phylum Class Order Family Genus Spicies

Animalia Chordata Mammalia Primate Hominidae Homo Homo sapiens

จากหลักฐานซากดึกดาบรรพ์ นักบรรพชีวนิ ได้คาดคะเนลาดับขั้นตอนการสื บสาย วิวฒั นาการของมนุษย์ได้ ดังนี้


3

ออร์เดอร์ ไพรเมต (Primate)เป็ นออร์เดอร์หนึ่งในจานวนทั้งหมด 17 ออร์เดอร์ในคลาสแมมมา เลียการจาแนกสัตว์อยูใ่ นออร์เดอร์น้ ีข้ ึนอยูก่ บั ลักษณะหลายๆลักษณะมารวมกันซึ่งเป็ นลักษณะ ที่เป็ นผลมาจากวิวฒั นาการของสัตว์พวกนี้ในการอาศัยอยูบ่ นต้นไม้ ทาให้มีลกั ษณะมือขาและ การใช้ประสาทรับความรู ้สึกต่างๆให้เข้ากับการดารงชีวติ ในสิ่ งเเวดล้อมดังกล่าวแต่มีววิ ฒั นาการ ของบางลักษณะที่เป็ นผลจากวิวฒั นาการในช่วงหลังๆที่เป็ นไปเพื่อการดารงชีวติ อยูบน พื้นดิน ลักษณะของออร์เดอร์ไพรเมต คือมีนิ้ว 5 นิ้ว ปลายนิ้วมีเล็บแบน นิ้วยาว นิ้วหัวแม่มือพับ ขวางกับนิ้วอื่นได้ดี สมองใหญ่ จมูกสั้น ตาชิดกัน (ทาให้สามารถมองภาพจากสองตามาซ้อนกัน เกิดเป็ นภาพสามมิติซ่ ึงดีต่อการดารงชีวติ อยูบ่ นต้นไม้)ขากรรไกรห้อยต่าในออร์เดอร์ไพรเมตมี สมาชิกทั้งหมด 180 สปี ชีส์ที่ยงั มีชีวติ อยูใ่ นโลก ได้เเก่ มนุษย์ ลิงลม ลิงทาเซี ยร์ ลิงแสม ลิงมาโม เซต กอริ ลลา ชิมแพนซี และอุรังอุตงั ลักษณะสาคัญของแฟมิลีโฮมินิดี(Hominidae) คือมีเขี้ยวเล็กและอยูใ่ นระดับเดียวกับฟัน อื่นๆ เดิน 2 ขา เนื่องจากเปลี่ยนวิถีชีวติ จากบนต้นไม้มาสู่ พ้นื ดิน แต่ก่อนเคยคิดว่า ประกอบด้วย จีนสั คือ รามาพิเทคัส มนุษย์วานร มีรูปร่ างค่อนข้างเล็ก สู งประมาณ1 - 1.5 เมตร และหนักประมาณ 68 กิโลกรัม มี โครงกระดูกที่แข็งแรง และรู ปแบบของฟันคล้ายมนุษย์ในปัจจุบนั บริ เวณลาคัว อาจไมีมีขน ขณะวิง่ ลาตัวจะตั้งตรง อยูก่ นั เป็ นกลุ่ม20-30 คน สามารถใช้หินหรื อ เครื่ องมือง่ายๆ เช่น กระดูกบสัตว์ สาหรับล่าสัตว์ชนิดต่างๆ เป็ นอาหารได้ นักวิทยาศาสตร ์์ได้ ์้ขดุ พบซากดึกดา บรรพ์ของมนุษย์ พวกนี้ที่บริ เวณตอนใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริ กา จึงให้ชื่อว่า Australpithecus africanus ต่อมาจึงพบมนุษย์วานรพวกนี้อีก มีรูปร่ างและขนาดใหญ่กว่า A.africanus จึงเรี ยกว่า A.robustus มนุษย์วานรชนิดนี้มีขากรรไกรขนาดใหญ่เทอะทะแสดงให้ เห็นว่ากินพืชเป็ นอาหาร จนกระทัง่ ค.ศ.1947Donald Joanson ก็ได้คน้ พบมนุษย์วานรพวกนี้อีก ชนิดหนึ่งบริ เวณทางตินเหนือของประเทศเอธิ โอเปี ย มีชื่อเรี ยกว่า A.afarensis ซึ่งถือว่ามี ความใกล้ชิดกับบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบนั มาก Genus Homoเป็ นไพรเมตที่สามารถประดิษฐ์เครื่ องมือเพื่อนามาใช้ในการดารงชีวติ ได้แล้วถือว่าเป็ น กลุ่มที่มีววิ ฒั นาการสู งที่สุด ได้แก่ มนุษย์ในปัจจุบนั ซึ่งมีสายวิวฒั นาการมาจากวานร แล้ว เปลี่ยนแปลงมาเป็ นลาดับ


4

ดังนี้ 1)Homo habilis เชื่อว่าเป็ นบรรพบุรุษของมุษย์ ในปัจจุบนั นักวิทยาศาสตร์คน้ พบซาก ดึกดาบรรพ์ของมนุษย์ชนิดนี้ที่บริ เวณภาค ตะวันออกของแอฟริ กา มีอายุประมาณ 2-4 ล้านปี มี ขนาดสมองประมาร 800 ลูกบาศก์เซนตเมตร และมีฟันที่แสดงให้เห็นว่ากินเนื้อสัตว์ เป็ นอาหาร ด้วย จึงจัดเป็ นผูบ้ ริ โภคทั้งพืชและสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า มนุษย์ ชนิดนี้อาจจะยังมีขนแบบ ลิงอยูแ่ ต่อย่างไรก็ตาม พบว่ามนุษย์ชนิดนี้เป็ นมนุษย์พวกแรกที่รู้จกั การใช้หินมาประดิษฐ์เป็ น เครื่ องมือหรื อเครื องใช้ในการดารงชีวติ ได้ 2)Homo erectus เป็ นมนุษย์ที่มีใบหน้าตั้งตรงเหมือนมนุษย์ยคุ ใหม่แล้ว มีขากรรไกร และฟันที่แข็งแรง โดยขากรรไกรจะเริ่ มหดสั้นกว่า Homo habilis ส่ วนของกะโหลกซึ่งกว้าง ที่สุดอยูท่ ี่ระดับรู หู มีขนาดสมองประมา1000 ลูกบาศก์เซนติเมตร เชื่อกันว่ามนุษย์ชนิดนี้ไม่มีขน แบบลิงแล้ว และมีการกระจายตั้งแต่แอฟริ กาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้ จีน และยุโรป มนุษย์ ยุคนี้เริ่ มรู ้จกั การใช้ไฟ และประดิษฐ์ เครื่ องมือต่างๆ จากก้อนหินได้ดีข้ ึน นักวิทยาศาสตร์จึงจัด ให้เป็ นมนุษย์แรกเริ่ ม(Early man) ที่รู้จกั กันดีกค็ ือมนุษย์ชวา (Java ape man)และมนุษย์ปักกิ่ง (Peking man) สาหรับมนุษย์ปักกิ่งนั้นถูกค้นพบซากอยูท่ ี่ถ้ า จูกเู ทียน(Zhoukoudian)ทางตอน เหนือของประเทศจีน ทาให้ทราบว่ามนุษย์ยคุ นี้รู้จกั การใช้ไฟ มีการล่าสัตว์โดยใช้ขวานหิน และ ในบางครั้งมนุษย์ปักกิ่งเป็ นพวก ที่กินเนื้อมนุษย์พวกเดียวกันอีกด้วย 3).Homo sapiens neanderthalensis หรื อ มนนุษย์ดีแอนเดอร์ทลั เป็ นมนุษย์ที่พบว่ามี ชีวติ อยูใ่ นช่วงทีน้ าส่ วนใหญ่ของโลกกลายเป็ นน้ าแข็งโดยซากดึกดาบรรพ์ที่พบมีอายุประมาณ 1 แสน ถึง 1 ล้านปี มีขนาดสมองประมาณ 1450 ลูกบาศก์เซนติเมตร ส่ วนของกะโหลกซึ่ งกว้าง ที่สุดอยูท่ ี่ระดับเหนือรู หู มีขากรรไกรล่างสั้นลักษณะหน้าผากเป็ นสันนูนและลาดกว่ามนุษย์ใน ปัจจุบนั สามารถยืนโดยลาตัวตั้งตรงรู ้จกั การใช้ไฟ การล่าสัตว์ รู จกั ประดิษฐ์เครื่ องมือต่างๆโดย ใช้หินคนที่ตายแล้วจะถูกนาไปฝังพร้อมกับช่อดอกไม้ อาหาร และอาวุธ มนุษย์พวกนี้รู้จกั การ หาที่อยู ์่ อาศัยทั้งในถ้ า หุบเขา หรื อที่ราบ พบกระจายในบริ เวณต่างๆกว้างขวางมากตั้งแต่ ยุโรปตะวันออกกลาง แอฟริ กา ไปจนถึงประเทศจีน


5

4).Homo sapiens sapiens หรื อ มนุษย์โครมายอง(Cro - Magnon man) มีรูปร่ างลักษณะ คล้ายกับมนุษย์ปัจจุบนั กล่าวคือ มีกะโหลกศีรษะโค้งมน มากขึ้น ขากรรไกรหดสั้นลงกว่า มนุษย์นีแอนด์เดอร์ทลั มาก และแก้มนูนเด่นชัดขึ้น แม้วา่ มนุษย์ ชนิดนี้จะมีใบหน้าเล็กแต่กม็ ี สมองขนาดใหญ่ประมาณ 1300-1500 ลูกบาศก์เซนติเมตรซึ ์่งมีความเฉลียวฉลาดสามารถ ประดิษฐ์เครื่ องมือเครื่ องใช้ต่างๆสาหรับดารงชีพและรู ้จกั การเขียนภาพต่างๆด้วยจากการศึกษา พบว่ามนุษย์โครมายองมีชีวติ อยูใ่ น ช่วงประมาณ 50000 ปี มาแล้ว

จากการศึกษา การกระจายของมนุษย์ในอดีต พบว่ามนุษย์วานร พวก Australopihecus sp.อาศัยอยูใ่ นแถบเอธิโอเปี ย ทนวาเนีย และเคนยา ซึ่งเป็ นแถบตะวันออกข���งทวีปแอฟริ กา ส่ วนพวกมนุษย์ที่แท้จริ งพวกแรกๆ คือ Homo habilis และ Homo erectus พบว่ามีการกระจาย เป็ นบร ์ิเวณกว้างกว่า กล่าวคือ พบทั้งในแถบตะวันออกและทางใต้ของทวีปแอฟริ กา ยุโรป จีน และอินดดนีเซีย สาหรับมนุษย์นีแอนด์เดอร์ทลั นั้นพบซากดึกดาบรรพ์ค่อนข้างมากในทวีป ยุโรปเมื่อศึกษาเปรี ยบเทียบกะโหลกของไพรเมตตั้งแต่ยคุ แรกๆจนกระทัง่ ถึงมนุษย์ในยุค ปัจจุบนั ก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงรู ปร่ างลักษณ ะต่างๆ หลายประการ เช่นรู ปทรง ลักษณะ ขนาดและสัดส่ วนต่างๆของกะโหลก โดยเฉพาะอย่างยิง่ ความยาว และขนาดของขากรรไกร ลักษณะของหน้าผาก และรู ปแบบการ จัดเรี ยงตัวของฟัน เป็ นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สาย วิวฒั นาการต่อเนื่องกันเป็ นลาดับ


6

การศึกษาเรื่ องราววิวฒั นาการของมนุษย์เป็ นเวลายาวนานทาให้มนุษย์วทิ ยาอธิบาย ถึงความเกี่ยวโยงกันของบรรพบุรุษมนุษย์ในอดีตเป็ นลาดับมาจนถึงปัจจุบนั ได้ โดยเชื่อกันว่าใน ช่วงเวลาประมาณ 15 ล้านปี มาแล้วนั้นมีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกจนเกิดเป็ น Ramapithecusซึ่งเป็ นมนุษย์วานรยุคแรกๆที่เป็ นตัวเชื่อมโยงระหว่างไพรเมตกับบรรพบุรุษของ มนุษย์ในเวลาต่อมามนุษย์วานรพวกนี้อาศัยอยูใ่ นที่โล่งแจ้งหรื อตามชายป่ า กินพืช ผัก ผลไม้ เป็ นอาหารยังมีพฤติกรรมคล้ายลิงไม่มีหางอยูม่ าก ต่อมาจึงวิวฒั นาการเป็ นพวก Australpithecus ชนิดต่างๆซึ่งมีชีวติ อยูใ่ นช่วงประามาณ 5 ล้านปี มาแล้วมนุษย์วานรพวกนี้เริ่ ม เดินด้วยลาตัวที่ต้ งั ตรงได้ดีข้ ึนช่งวยให้มองเห็นผูล้ ่าแ ละเหยือ่ ได้อย่างมีประสิ ธิภาพ แต่ยงั มี ลักษณะโบราณอยูค่ ือมีขากรรไกรขนาดใหญ่ หน้าผากลาดไปด้านหลัง ขนาดสมองยังเล็กเมื่อ เทียบกับใบหน้าขนาดใหญ่ พวกเขาสามารถล่าสัตว์กินเป็ นอาหาร ซึ่งนับเป็ นจุดหักเหสาคั ที่ มนุษย์วานรเปลี่ยนแปลงจากการกินพืชผักมาเป็ นกินเนื้อสัตว์ดว้ ย ต่อมาประมาณ 2 ล้านปี ที่ผา่ น มาจนถึงยุคของบรรพบุรุษของมนุษย์ คือ Homo habilsซึ่งรู ้จกั การตั้งถิ่นฐานมากขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่เพศชายออกล่าอาหารเพศหญิงก็ดูแลลูกอ่อน รักษาผูไ้ ด้รับบาดเจ็บ หรื อออกหาผลไม้ มนุษย์ยคุ นี้เริ่ มมีความผูกพันธ์ต่อกันเป็ นสังคม เริ่ มต้นที่มีการเลือกคู่ไม่สมสู่ กนั เหมือนไพร เมตชนิดอื่นๆ เมื่อมาถึงยุคของ Homoerectus ซึ่งถือว่าเป็ นมนุษย์แรกเรื่ มนั้น วิวฒั นาการขยอง มนุษย์กา้ วไปมากขึ้น รู ้จกั การใช้ไฟ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย เนื่องจากสภาพอากาศที่ หนาวเย็นในยุคนั้นรู ้จกั การใช้หอกไม้ในการล่าสัตว์ใหญ่ๆเช่น กวาง ม้า รู ้จกั การหุงต้มอาหารให้ สุ ก รู ้จกั การใช้หนังสัตว์ เป็ นเครื่ องนุ่งห่ม จนกระทัง่ เมื่อ 3 แสนปี ที่ผา่ นมาจนถึงยุคของมนุษย์ยคุ ใหม่ คือ Homo sapiens ซึ่งได้พฒั นารู ปแบบสมองใหมีขนาดใหญ่ข้ ึน แม้จะมีใบหน้าเล็กก็ตาม ส่ วนของขากรรไกรสั้นลง หน้าผากเกือบตั้งตรง ทาให้รูปโฉมใบหน้าเปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากนี้ยงั สามารถทรงตัว และเคลื่อนที่ดว้ ยขา 2 ขาในขณะที่ลาตัวตั้งตรงได้อย่างมี ประสิ ทธิภาพ


7

สาหรับมนุษย์ในปั จจุบนั นั้น นักมนุษยวิทยาพบว่า มีลกั ษณะพิเศษที่แตกต่างจากมนุษย์ในอดีต อยูห่ ลายประการ คือ 1.ยืนตัวตรง เคลื่อนที่ดว้ ยขา 2 ขา ช่วงขายาวกว่าช่วงแขน 2.หัวแม่มือสั้นและงอ พับเข้ามาที่อุง้ มือได้ สามารถงอนิ้วทั้ง 4 ได้ จึงใช้จบั ดึง ขว้าง ทุบ ฉีก แกะ และทากิจกรรมต่างๆได้ รวมทั้งการออกแบประดิษฐ์เครื่ องมือ เครื่ องใช้ได้ 3.กระดูกคอต่อจากใต้ฐานหัวกะโหลก กระดูกสันหลังโค้งเล็กน้อย เป็ นรู ปตัว เอสและสมอง มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับร่ างกาย หน้าสั้นแบน หน้าผากค่อนข้างตั้งตรงขากรรไกรสั้น 4.กระดูกสะโพกกว้าง ใหญ่และแบนให้กล้ามเนื้อเกาะเพื่อให้ลาตัวตั้งตรงเท้าแบนร่ างกายไม่ ค่อยมีขนแนวฟันโค้งเกือบเป็ นรู ปครึ่ งวงกลม การศึกษาค้นคว้าเปรี ยบเทียบซากดึกดาบรรพ์ของมนุษย์ในอดีต นอกจากทาให้นกั มนุษยวิทยาทราบความเป็ นมา ของบรรพรุ ษมนุษย์ในอดีตแล้ว ยังทาให้สามารถอธิบายถึงความ เป็ นอยู่ และการดาลงชีวติ ของมนุษย์ในแต่ละยุดได้อีกด้วย คือ 1. การอยูเ่ ยีย่ งเดรัจฉาน ( savagery ) เป็ นยุดที่มนุษย์เพศชายยังทาหน้าที่ล่าสัตว์และแสวงหา พืช ผัก ผลไม้เป็ นอาหารตามธรรมชาติ แบ่งออกเป็ น 3 ระยะ 1.1 ระยะก่อนรู ้จกั ใช้ไฟและภาษา ตรงกับยุดหินเช่นเก่า ( Eolithic ) พบในมนุษย์พวก Homo habilis 1.2 ระยะรู ้จกั ใช้ไฟและภาษา ตรงกับเก่าเช่นกัน มนุษย์พวกนี้รู้จกั ใช้ถ้ าเป็ นที่ อยู่ อาศัย ได้แก่ พวกมนุษย์ Homo erectus ซึ่งก็คือ มนุษย์ชวาและ มนุษย์ปักกิ่ง นั้นเอง 1.3 ระยะรู ้จกั ประดิษฐ์ธนูและลูกศร ตรงกับยุดหินกลาง มนุษย์พวกนี้รู้จกั การใช้หนัง สัตว์เป็ นเครื่ องนุ่งห่มได้แก่ มนุษย์Homo sapiens 2.การอยูอ่ ย่างป่ าเถื่อน(Babarism)เป็ นบยุคที่มนุษย์รู้จกั การใช้โลหะทาเครื่ องมือ ทาการ เกษตรกรรม ทอผ้า สังคมในยุคนี้มีระบบทาส เพศชายมีภรรยาได้ หลายคน และทาหน้าที่ปกครอง ส่ วนเพศหญิงทาหน้าที่เป็ นแม่บา้ นแบ่งเป็ น 3 ระยะคือ 2.1ระยะแรกประมาณ 12000 ปี มาแล้ว ยุคนี้มนุษย์รู้จกั การปลูกบ้านสร้างเรื อนเพื่ออยู่ อาศัย รู ้จกั ใช้ขวานมีดา้ มและใช้เครื่ องปั้นดินเผา 2.2ระยะกลางประมาณ 10000 ปี มาแล้วมนุษย์ยคุ นี้รู้จกั การเลี้ยงสัตง์การเกษตรกรรมรู ้จกั


8

ใช้สัตว์ช่วยในการไถนาหรื อบรรทุกสิ่ งของ 2.3ระยะหลังประมาณ 7000ปี มาแล้ว มนุษย์รู้จกั ใช้โลหะทาอาวุธหรื อเครื่ องมือเครื่ องใช้ ต่างๆ 3.การอยูอ่ ย่างมีอารยธรรม(Civilization)เป็ นยุคที่มนุษย์รู้จกั การประดิษฐ์เครื่ องทุ่นแรง มีการ ใช้ตวั อักษรในการสื่ อความหมาย สังคมเปลี่ยนจากเกษตรกรรม เป็ นอุตสาหกรรม ผลจากการวิวฒั นาการในยช่วงเวลายาวนาน ทาให้มนุษย์ในปัจจุบนั มีรูปร่ างหน้าตา แตกต่างกันไปหลายแบบ ทั้งในแง่ของเส้นผม รู ปร่ าง ใบหน้า ความสู ง รู ปทรงศีรษะ หรื อ แม้กระทัง่ สี ผวิ ทั้งๆที่ต่างก็เป็ นสปี ชีส์เดียวกัน มานุษยวิทยามีความเชื่อว่าในอดีตนั้นมนุษย์มีผวิ สี เข้มเพียงสี เดียวเนื่องจากไม่มีขนหนาๆปกคลุมร่ างกายเหมือนไพรเมตอื่นๆ จึงต้องมีผวิ สี เข้ม เพื่อป้ องกันอันตรายจากรังสี อลั ตราไวโอเลตจากดวงอาทิคตย์ ต่อมาเมื่อมนุษย์มรการกระจาย พันธ์ไปยังบริ เวณต่างๆทัว่ โลกโดยเฉพาะในบริ เวณที่มีสภาพภูมิอากาศอบอุ่นหรื อเขตหนาวซึ่ง ได้รับแสงอาทิตย์นอ้ ยกว่าเขตร้อนมากมนุษย์จึงมีการปรับตัวที่ละน้อยๆกลายเป็ นมนุษย์ที่มีสีผวิ แตกต่างกัน 1.เผ่าคอเคซอยด์(Caucasoid)มีหนวดเคราและขนตามตัวดก จมูกโด่ง มีสีผวิ อ่อน ได้แก่ มนุษย์ที่อาศัยในแถบยุโรปและชาวอาหรับ 2.เผ่ามองโกลอยด์(Mongoloid)มีหนวดเคราและขนตามตัวน้อย จมูกแฟบ โหนกแก้มสู ง ตา ชั้นเดียว มีผวิ สี เห,์ืองหรื อสี น้ าตาล ได้แก่ มนุษย์แถบเอเชีย และชาวเอสกิโม 3.เผ่านีกรอยด์(Negroid)มีผมหยิก ผิวดา จมูกแฟบ ริ มฝี ปากหนา ได้แก่พวกปิ กมี ZPigme) หรื อพวกที่อยูท่ างใต้ทะเลทรายซาฮารา 4.เผ่าออสเตรลอยด์(Australoid)มีขนและเคราดา ผมหยิก ผิวดา ได้แก่ชนพื้นเมืองของ ออสเตรเลีย และหมู่เกาะฟิ ลิปปิ นส์


9

จะเห็นได้วา่ วิวฒั นาการของมนุษย์น้ นั ไม่หยุดนิ่ง มนุษย์รู้จกั ใช้เหตุผลเพื่อปรับปรุ ง การดารงชีพให้เหมาะสม สามารถสร้างเครื่ องมือนานาชนิดในการดารงชีพมนุษย์รู้จกั คิดและ ใช้ปัญยาในการเรี ยนรู ้ดว้ ยปร���สบการณ์โดยอาศัยปัญหาในอดีตเป็ นแนวทางเพื่ออนาคต รู ้จกั ริ เริ่ มการมีภาษาพูด ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนาและจริ ยธรรมเมื่อรวมกลุ่มเป็ นสังคมก็มี วัฒนธรรมแตกต่างกันไป ตามแต่ละท้องถิ่นวสื บทอด หลายบชัว่ อายุตลอดมา มีความสามารถ ในการติดต่อสื่ อสารระหว่างกัน นักวิทยาศาสตร์ ชื่อ ทีดอบฮานสกี(T. Dobhansky)ได้ให้ความเห็นว่ามนุษย์ ยังมี วิวฒั นาการอยู่ แต่ในทางชีวภาพก็ยงั ไม่ทราบว่าจะเป็ นวิวฒั นาการไปในทิศทางใด นอกจากทาง ชีวภาพแล้ว มนุษย์ยงั มีววิ ฒั นาการในทาง วัฒนธรรมอีกด้วย นก ค้างคาว หรื อแมลง กว่าจะ วิวฒั นาการเป็ นสัตว์ที่บินได้ตอ้ งอาศัยเวลาปรับตัวทางยีนเป็ นเวลานับล้านปี แต่มนุษย์กส็ ามารถ บินได้เช่นกัน ดดยเครื่ องบินชนิดต่างๆ โดยไม่ตอ้ งสร้างยีนขึ้นมาใหม่ และยังมีความก้าวหน้าใน การคิดค้นประดิษฐ์เคื่องมือเครื่ องใช้มากมายหลายชนิด การวิวฒั นาการ ทางวัตถ ์ุ ต่างๆก็อาจมี ผลทาให้เกิดวิวฒั นาการทางชีวภาพไปด้วย ผลของการวิวฒั นาการต่อไปในโอกาสข้างหน้าก็ เป็ นเรื่ องที่อาจคาดคะเนได้แต่จะเป็ นไปตามการคาดคะเน หรื อไม่น้ นั ก็เป็ นเรื่ องที่จะต้องติดตาม มนุษย์มีววิ ฒั นาการมาในกลุ่มเดียวกันกับไพรเมทส์ อันได้แก่ กระแต ลิงลม ลิงเอพ ไพเมทส์มี สมองใหญ่และเจริ ญกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น บางพวกมีหางยาว แขนยาวกว่าขา ทั้งแขน ขา ใช้ประโยชน์ในการห้อยโหนตัวจากต้นไม้ตน้ หนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง คนกับลิงมีบรรพบุรุษมีบรรพบุรุษร่ วมกัน ไม่มีหาง แต่ลิงจะมีแขนยาวกว่าขา จากเริ่ มต้น ในบรรพบุรุษร่ วมระหว่างคนกับลิงจะมีววิ ฒั นาการไปหลายสาย คือ ชะนี อุรังอุตงั กอริ ลลา ชิม แพนซี และมนุษย์คล้ายลิงใหญ่ มนุษย์ยคุ ปั จจุบนั กระดูกสันหลังจะตั้งตรง คอตั้งตรง เพราะกระดูกคอต่ออยูใ่ ต้ฐาน กะโหลก มีกล้ามเนื้อที่ยดึ บริ เวณท้ายทอยช่วยรับน้ าหนักศีรษะ ศีรษะจึงไม่ยนื่ ไปข้างหน้า ทาให้ แตกต่างจากกอริ ลลาที่ทรงตัวไม่ดี อีกทั้งกระดูกสันหลังโค้งงอจนต้องใช้แขนที่ยาวช่วยพยุงใน การเดิน ในขณะที่มนุษย์สามารถยืนได้บนขาทั้งสองขาโดยที่ไม่ตอ้ งใช้แขนช่วย ช่วงขามนุษย์จะ ยาวกว่าช่วงแขน ทาให้เดินตัวตรงได้


10

เมื่อนาลักษณะต่าง ๆ ระหว่างกอริ ลลา ซึ่งเป็ นลิงขนาดใหญ่ที่ไม่มีหางมาเปรี ยบเทียบกับ มนุซย์ จะเห็นได้วา่ มีความแตกต่างกันโดยสิ้ นเชิง จึงไม่สามารถบอกได้วา่ " มนุษย์มีววิ ฒั นาการ มาจากลิง " อีกทั้งยังไม่มีการค้นพบซากบรรพบุรุษร่ วมระหว่างคนกับลิง จึงสันนิษฐานกันว่า วิวฒั นาการของมนุษย์น่าจะต่างจากกอริ ลลา วิวฒั นาการของมนุษย์กบั ลิง มีววิ ฒั นาการมาคนละสายพันธุ์ โดยที่อาจจะมีบรรพบุรุษ ร่ วมกัน แต่ยงั ไม่สามารถหาหลักฐานซากดึกดาบรรพ์ร่วมนี้ จากหลักฐานที่ได้จากซากดึกดาบรรพ์ของมนุษย์เท่าที่เคยพบ ได้พบว่าปัจจุบนั มนุษย์ได้มี การวิวฒั นาการมาจากมนุษย์วานร แล้ววิวฒั นาการเปลี่ยนไปเป็ นมีกะโหลกศีรษะและสมอง ใหญ่ข้ ึน จึงแบ่งสายพันธุ์การวิวฒั นาการของมนุษย์ออกเป็ น มนุษย์วานร บรรพบุรุษมนุษย์ มนุษย์แรกเริ่ มจนมาถึงมนุษย์ปัจจุบนั มนุษย์ วานร คือ มนุษย์ ในสปี ชีส์ ออสตราโลพิธีคสั ซากดึกดาบรรพ์พบว่ามีการแพร่ กระจาย อยูใ่ นแอฟริ กา มีอายุระหว่าง 3-5 ล้านปี ขนาดมันสมองเล็กประมาณ 400-600 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ทัว่ ลาตัวมีขนปลกคุม สู งไม่มากประมาณ 120 เซนติเมตร สามารถใช้หินทาเครื่ องมือ แต่ยงั ไม่รู้จกั ประดิษฐ์เครื่ องมือหรื อการสะสมเครื่ องมือ บรรพบุรุษมนุษย์ หรือ มนุศย์ พวกโฮโมแฮบิลสิ พวกนี้สามารถประดิษฐ์อาวุธ หรื อ เครื่ องมือแบบหินกระเทาะใช้ไม้ กระดูก เขาสัตว์ในการล่าสัตว์ข้ ึนใช้ มนุษย์พวกนี้มีอายุ ประมาณ 3-4 ล้านปี มาแล้ว ขนาดมันสมองประมาณ 800 ลูกบาศก์เซนติเมตร สายพันธุ์มนุษย์ระยะแรก หรื อพวกโฮโฒอิเลคตัส เช่น พวกมนุษย์ชวา มนุษย์ปักกิ่ง พวกนี้ สามารถประดิษฐ์เครื่ องมือ ขวานหินไม่มีดา้ ม รู ้จกั ใช้ไฟและอาศัยอยูใ่ นถ้ า แต่สูญพันธุ์ไปแล้ว เมื่อ ประมาณ 500,000 ปี ก่อน ขนาดมันสมองประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร สายพันธุ์มนุษย์ปัจจุบนั หรื อพวกโฮโม เซเปี ยนส์ มีอายุแรกเริ่ มเมื่อประมาณ 200,000 ปี ท่ แล้ว พวกนี้ใช้อาวุธที่ทาด้วยโลหะ มีภาพวาดตามผนังถ้ า มีขนาดมันสมองประมาณ 1,100-1,200 ลูกบาศก์เซนติเมตร พบซากมนุษย์นีนเดอร์ธลั และมนุษย์โครมายอง


11

เปรี ยบเทียบลักษณะกระโหลกและฟัน ของ ลิงชิมแปนซี (ซ้าย) A.afarensis(กลาง) และมนุษย์ปัจจุบนั (ขวา)


sasamala