Page 1


ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ( Computer Network) หมายถึงการ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ต้ งั แต่ 2 เครื่ อง ขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรื อ สื่ ออื่นๆ ทำาให้คอมพิวเตอร์สามารถรับ ส่ งข้อมูลแก่กนั และกันได้


• เครื่องคอมพิวเตอร์ ทใี่ ช้ เชื่อมโยง (Computer Hardware) หมายถึง เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ต่อเชื่อมโยงอยูใ่ นระบบเครื อข่าย • อุปกรณ์ ทใี่ ช้ ในการสื่ อสาร (Communication Equipment) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่ ในการแปลงสัญญาณข้อมูลที่ส่งผ่านระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์รวม สัญญาณ และ อุปกรณ์เชื่อมต่อเครื อข่าย


อุปกรณ์ รวมสั ญญาณ - มัลติเพล็กซ์ เซอร์ (Multiplexer) นิยมเรี ยกกันว่า มัก (MUX) จะเป็ นอุปกรณ์ที่ใช้ในการลดค่า ใช้จ่ายในการส่ งข้อมูลผ่านสายสื่ อสาร โดยจะทำาการรวมข้อมูล (multiplex) จากเครื่ องเท อร์ มินลั จำานวนหนึ่งเข้าด้วยกัน และส่ งผ่านสายสื่ อสารเช่น สายโทรศัพท์ และที่ปลายทาง MUX อีกตัวก็จะทำาหน้าที่แยกข้อมูล (demultiplex) ส่ งไปยังจุดหมายที่ตอ้ งการ


คอนเซนเตรเตอร์ (concentrator) นิยมเรี ยกกันว่า คอนเซน จะ เป็ นมัลติเพลกเซอร์ที่มีประสิ ทธิภาพสูงขึ้น โดยจะสามารถ ทำาการเก็บข้อมูลเพื่อส่ งต่อ (store and forward) โดยใช้หน่วย ความจำา buffer ทำาให้สามารถเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่มี ำ รวมทั้งอาจมีการบีบอัดข้อมูล ความเร็ วสูงกับความเร็ วต่าได้ (compress) เพื่อให้สามารถส่ งข้อมูลได้มากขึ้นด้วย


ฮับ (Hub) สามารถเรี ยกได้อีกอย่างว่า LAN Concentrator เนื่องจากฮับจะทำาหน้าที่เช่นเดียวกับ คอนเซน แต่จะมีราคาถูกกว่า นิยมใช้ในเครื อข่าย LAN รุ่ นใหม่ๆ ฮับสามารถแบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ -Passive Hub เป็ นฮับที่ไม่มีการขยายสัญญาณใดๆที่ส่งผ่านมา มีขอ้ ดีคือราคาถูกและไม่จาำ เป็ น ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ า ำ ญญาณ (Repeater) ในตัว นัน่ คือจะขยาย -Active Hub จะทำาหน้าที่เป็ นเครื่ องทวนซ้าสั สัญญาณที่ส่งผ่านมา ทำาให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ผ่านสายเคเบิลได้ไกลขึ้น และ เนื่องจากต้องทำาการขยายสัญญาณทำาให้ Active Hub ต้องใช้พลังงานไฟฟ้ าด้วย จึงเป็ นข้อเสี ยที่ ต้องมีปลัก๊ ไฟในการใช้งานเสมอ


ฟรอนต์ เอนต์ โปรเซสเซอร์ (Front-End Processor) มีหน้าที่การทำางานเช่น เดียวกับคอนเซนเตรเตอร์ แต่โดยปกติจะเป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่ทาำ งานนี้ โดยเฉพาะเครื่ องหนึ่ง ซึ่ งจะมีปลายด้านหนึ่งทำาการเชื่อมโยงด้วยความเร็ วสู ง เข้ากับเครื่ องคอมพิวเตอร์หลัก เช่น เมนเฟรม และปลายอีกด้านจะเชื่อมเข้า กับสายสื่ อสารและอุปกรณ์อื่นๆ ฟรอนต์เอนต์โปรเซสเซอร์จะพบมากใน ระบบขนาดใหญ่ เพือ่ ช่วยลดภาระในการติดต่อกับอุปกรณ์รอบข้างให้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์หลัก (Host)


เซกเมนต์ เครือข่ าย (Network Segments) ระบบเครื อข่ายสามารถแบ่งออกเป็ น หลายๆ เซกเมนต์ ซึ่ งแต่ละเซกเมนต์จะเป็ นระบบเครื อข่ายอิสระที่แยกออก จากกันด้วยบริ ดจ์หรื อเราท์เตอร์ หรื อแม้กระทัง่ เครื่ องคอมพิวเตอร์ตวั ใดตัว หนึ่งซึ่ งเชื่อมต่ออยูก่ บั เซกเมนต์เหล่านั้น และทำางานเสมือนหนึ่งเป็ นบริ ดจ์ (อาจเป็ นเครื่ องเซิร์ฟเวอร์กไ็ ด้) การแบ่งเครื อข่ายเป็ นเซกเมนต์ยอ่ ยๆ จะช่วย ลดการจราจรของข้อมูลในระบบเครื อข่าย เนื่องจากข้อมูลการติดต่อกันของ เครื่ องคอมพิวเตอร์ที่อยูภ่ ายในเซกเมนต์เดียวกันจะไม่ถูกกระจายออกนอกเซก เมนต์ ยกเว้นแต่จะระบุให้ส่งไปยังเซกเมนต์อื่นเท่านั้น เซกเมนต์ของเครื อข่าย นิยมเรี ยกอีกอย่างว่า เครื อข่ายย่อ (subnetwork)


อุปกรณ์ เชื่อมต่ อเครือข่ าย • เครื่องทวนซ้ำ าสั ญญาณ (Repeater) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ งานอยูใ่ นระดับ Physical Layer ใน OSI Model มีหน้าที่เป็ นอุปกรณ์เชื่อมต่อสำาหรับขยายสัญญาณให้กบั เครื อข่าย เพื่อเพิม่ ระยะทางในการรับส่ งข้อมูลผ่านเครื อข่ายให้ไกลออกไปได้กว่า ปกติ ข้อจำากัดของรี พีตเตอร์คือทำาหน้าที่ในการส่ งต่อสัญญาณที่ได้รับมาเท่านั้น จะไม่มีการติดต่อกับระบบเครื อข่าย และไม่รู้จกั ลักษณะของข้อมูลที่แฝงมากับ สัญญาณเลย


• บริดจ์ (Bridge) ใช้ในการเชื่อมต่อ วงแลน (LAN Segments) เข้าด้วยกัน ทำาให้สามารถขยายขอบเขตของLAN ออกไปได้เรื่ อยๆ โดยที่ประสิ ทธิ ภาพ รวมของระบบไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากการติดต่อของเครื่ องที่อยูใ่ นเซก เมนต์เดียวกัน จะไม่ถกู ส่ งผ่านบริ ดจ์ไปรบกวนการจราจรของเซกเมนต์อื่น และเนื่องจากบริ ดจ์เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ งานอยูใ่ นระดับ Data Link Layer ใน OSI Model ทำาให้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อเครื อข่ายที่แตกต่างกันในระดับ Physical และ Data link ได้ เช่น ระหว่าง Ethernet กับ Token Ring เป็ นต้น ซึ่ งอาจเชื่อมต่อระหว่าง LAN ที่อยูห่ ่างกันผ่านทางสื่ อสาธารณะเช่นสาย โทรศัพท์ดว้ ยบริ ดจ์ระยะไกล (Remote Bridge) โดยบริ ดจ์อาจเป็ นได้ท้ งั ฮาร์ ดแวร์เฉพาะ หรื อซอฟต์แวร์บนเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่กาำ หนดให้เป็ น บริ ดจ์กไ็ ด้


• เราท์ เตอร์ (Router) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ งานอยูใ่ นระดับที่สูงกว่าบริ ดจ์ คือใน ระดับ Network Layer ใน OSI Model ทำาให้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อ ระหว่างเครื อข่ายที่ใช้โปรโตคอลเครื อข่ายต่างกัน และสามารถทำาการกรอง (filter) เลือกเฉพาะชนิดของข้อมูลที่ระบุไว้วา่ ให้ผา่ นไปได้ ทำาให้ช่วยลด ปัญหาการจราจรที่คบั คัง่ ของข้อมูล และเพิ่มระดับความปลอดภัยของเครื อ ข่าย นอกจากนี้เราท์เตอร์ยงั สามารถหาเส้นทางการส่ งข้อมูลที่เหมาะสมให้ โดยอัตโนมัติดว้ ย


• เกทเวย์ (Gateway) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ งานอยูใ่ นระดับ Transport Layer จนถึง Application Layer ของ OSI Model มีหน้าที่ในการเชื่อมต่อและ แปลงข้อมูลระหว่างเครื อข่ายที่แตกต่างกันทั้งในส่ วนของโปรโตคอล และสถาปัตยกรรมของเครื อข่าย เช่น เชื่อมต่อและแปลงข้อมูลระหว่าง ระบบเครื อข่าย LAN และระบบ Mainframe หรื อเชื่อมระหว่างเครื อ ข่าย SNA ของ IBM กับ DECNet ของ DEC เป็ นต้น


• ช่ องทางสื่อสาร (Communication Channel) ได้แก่ช่องทางหรื อเส้นทางที่ขอ้ มูลจะ ส่งผ่านออกไป ช่องทางเหล่านี้มีท้ งั ที่อยูใ่ นรู ปแบบเป็ นระบบสาย เช่น สาย โทรศัพท์ สายูทีพี สายโคแอคเชียล และสายเคเบิลใยแก้ว เป็ นต้น และอยูใ่ นรู ป แบบไร้สาย เช่น การส่งผ่านระบบคลื่นวิทยุ หรื อระบบดาวเทียม ซึ่งให้ความแตก ต่างกันออกไปตามลักษณะการใช้งาน


• โปรแกรมหรือระบบปฏิบัตกิ ารทีใ่ ช้ ในการติดต่ อสื่ อสาร (Communication Software) ได้แก่ โปรแกรมหรื อระบบปฏิบตั ิการที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อรองรับการ ทำางานในการรับขส่ งข้อมูลผ่านทางระบบเครื อข่าย โปรแกรมเหล่านี้ ปัจจุบนั มัก รวมอยูเ่ ป็ นส่ วนหนึ่งของระบบปฏิบตั ิการ เช่น Microsoft Windows 95/98/2000, Microsoft Windows NT,linux,Unix เป็ นต้น โดยโปรแกรมเหล่านี้จะต้องมี มาตรฐานที่ใช้ในการเชื่อมโยงเฉพาะของตนเองที่เรี ยกว่า โปรโตคอล เช่น TCP/IP,IPX/SPX,NetBEUI เพื่อสารมารถแลกเปลี่ยนข้อมูลในระบบเครื อข่ายได้


• ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื อข่ายจะมีการทำางาน

รวมกันเป็ นกลุ่ม ที่เรี ยกว่า กลุ่มงาน (workgroup) แต่เมื่อ เชื่อมโยงหลายๆ กลุ่มงานเข้าด้วยกัน ก็จะเป็ นเครื อข่ายของ องค์กร และถ้าเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผ่านเครื อข่ายแวน ก็ จะได้เครื อข่ายขนาดใหญ่ข้ ึน


• การใช้ อุปกรณ์ ร่วมกัน (Sharing of peripheral devices) เครื อข่าย คอมพิวเตอร์ทาำ ให้ผใู ้ ช้ สามารถใช้อุปกรณ์ รอบข้างที่ต่อพ่วงกับระบบ คอมพิวเตอร์ ร่ วมกันได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ เช่นเครื่ องพิมพ์ ดิสก์ ไดร์ฟ ซี ดีรอม สแกนเนอร์ โมเด็ม เป็ นต้น ทำาให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ ต้องซื้ออุปกรณ์ที่มีราคาแพง เชื่อมต่อพ่วงให้กบั คอมพิวเตอร์ทุกเครื่ อง


• การใช้ โปรแกรมและข้ อมูลร่ วมกัน (Sharing of program and data) เครื อข่าย คอมพิวเตอร์ ทำาให้ผใู้ ช้สามารถใช้โปรแกรม และข้อมูลร่ วมกันได้ โดยจัดเก็บ โปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็ นศูนย์กลาง เช่น ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่ อง File Server ผูใ้ ช้สามารถใช้โปรแกรมร่ วมกัน ได้จากแหล่งเดียวกัน ไม่ตอ้ งเก็บโปรแกรม ไว้ในแต่ละเครื่ อง ให้ซาซ้ ้ ำ อนกัน นอกจากนั้นยังสามารถรวบรวม ข้อมูลต่าง ๆ จัด เก็บเป็ นฐานข้อมูล ผูใ้ ช้สามารถใช้สารสนเทศ จากฐานข้อมูลกลาง ผ่านระบบเครื อ ข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

                                                                                                                                                                                   การใช้ โปรแกรมและ ข้ อมูลร่วมกันได้


• สามารถติดต่ อสื่อสารระยะไกลได้ (Telecommunication) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็ น เครื อข่าย ทั้งประเภทเครื อข่าย LAN , MAN และ WAN ทำาให้คอมพิวเตอร์ สามารถ สื่ อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ระยะไกลได้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทางด้านการติดต่อ สื่ อสาร โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในระบบเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต มีการให้บริ การต่าง ๆ มากมาย เช่น การโอนย้ายไฟล์ขอ้ มูล การใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) การสื บค้น ข้อมูล (Serach Engine) เป็ นต้น


สามารถประยุกต์ ใช้ ในงานด้ านธุรกิจได้ (ฺBusiness Applicability) องค์กรธุรกิจ มี การเชื่อมโยงเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครื อข่ายของ ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจหลักทรัพย์ สามารถดำาเนินธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ ว ตอบสนองความพึงพอใจ ให้แก่ลูกค้าใน ปั จจุบนั เริ่ มมีการใช้ประโยชน์จากเครื อข่าย Internet เพื่อทำาธุรกิจกันแล้ว เช่นการ สัง่ ซื้ อสิ นค้า การจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร เป็ นต้น         การ ประยุกต์ ใช้ ในงานด้ านธุรกิจได้


• เครื อข่ายสามารถจำาแนกออกได้หลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ เช่น ขนาด ลักษณะการแลก เปลี่ยนข้อมูลของคอมพิวเตอร์ เป็ นต้น โดยทัว่ ไปการจำาแนกประเภทของเครื อข่ายมีอยู่ 3 วิธี คือ 1. ใช้ขนาดทางกายภาพของเครื อข่ายเป็ นเกณฑ์ แบ่งออกได้เป็ น 3 ประเภทดังนี้


• 1.1 LAN (Local Area Network) : ระบบเครื อข่ายระดับท้องถิ่น

เป็ นระบบเครื อข่ายที่ใช้งานอยูใ่ นบริ เวณที่ไม่กว้างนัก อาจใช้อยูภ่ ายในอาคาร เดียวกันหรื ออาคารที่อยูใ่ กล้กนั เช่น ภายในมหาวิทยาลัย อาคารสำานักงาน คลังสิ นค้า หรื อโรงงาน เป็ นต้น การส่ งข้อมูลสามารถทำาได้ดว้ ยความเร็ วสู ง และมีขอ้ ผิดพลาดน้อย ระบบเครื อข่ายระดับท้องถิ่นจึงถูกออกแบบมาให้ช่วย ลดต้นทุนและเพือ่ เพิม่ ประสิ ทธิ ภาพในการทำางาน และใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ร่ วมกัน


• 1.2 MAN (Metropolitan Area Network) : ระบบเครื อข่ายระดับเมือง

เป็ นระบบเครื อข่ายที่มีขนาดอยูร่ ะหว่าง Lan และ Wan เป็ นระบบเครื อข่ายที่ใช้ภายในเมืองหรื อ จังหวัดเท่านั้น การเชื่อมโยงจะต้องอาศัยระบบบริ การเครื อข่ายสาธารณะ จึงเป็ นเครื อข่ายที่ใช้ กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคาร เครื อ ข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึงมีความเร็ วในการสื่ อสารไม่สูง เนื่องจากมีสญ ั ญาณรบกวน ในสาย เทคโนโลยีที่ใช้กบั เครื อข่ายแวนมีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วย ช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยนำาแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิล


• 1.3 WAN (Wide Area Network) : ระบบเครื อข่ายระดับประเทศ หรื อเครื อข่ายบริ เวณกว้าง เป็ นระบบเครื อข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยูใ่ นบริ เวณกว้าง เช่น ระบบเครื อข่ายที่ติดตั้งใช้งานทัว่ โลก เป็ นเครื อข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรื ออุปกรณ์ที่อยูห่ ่างไกลกันเข้าด้วยกัน อาจจะต้องเป็ นการ ติดต่อสื่ อสารกันในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรื อทัว่ โลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อนั้น จะต้องมี การต่อเข้ากับระบบสื่ อสารขององค์การโทรศัพท์หรื อการสื่ อสารแห่งประเทศไทยเสี ยก่อน เพราะจะเป็ นการส่ งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ในการติดต่อสื่ อสารกันโดยปกติมีอตั ราการส่ ง ำ ข้อมูลที่ต่าและมี โอกาสเกิดข้อผิดพลาด การส่ งข้อมูลอาจใช้อุปกรณ์ในการสื่ อสาร เช่น โมเด็ม (Modem)


2.ลักษณะหน้ าทีก่ ารทำางานของคอมพิวเตอร์ ในเครือข่ ายเป็ นเกณฑ์ สามารถแบ่ งได้ เป็ น ประเภทดังนี้

2

-Peer-to-Peer Network หรื อเครื อข่ายแบบเท่าเทียม เป็ นการเชื่อมต่อเครื่ องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยเครื่ องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ อง จะ สามารถแบ่งทรัพยากรต่างๆ ไม่วา่ จะเป็ นไฟล์หรื อเครื่ องพิมพ์ซ่ ึงกันและกันภายในเครื อ ข่ายได้ เครื่ องแต่ละเครื่ องจะทำางานในลักษณะที่ทดั เทียมกัน -Client-Server Network หรื อเครื อข่ายแบบผูใ้ ช้บริ การและผูใ้ ห้บริ การ เป็ นระบบที่มีเครื่ องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่ องมีฐานะการทำางานที่เหมือน ๆ กัน เท่าเทียมกัน ภายในระบบ เครื อข่าย แต่จะมีเครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องหนึ่ง ที่ทาำ หน้าที่เป็ นเครื่ อง Server ที่ทาำ หน้าที่ให้บริ การทรัพยากรต่าง ๆ ให้กบั เครื่ อง Client หรื อเครื่ องที่ขอใช้บริ การ ซึ่ง อาจจะต้องเป็ นเครื่ องที่มีประสิ ทธิภาพที่ค่อนข้างสูง ถึงจะทำาให้การให้บริ การมี ประสิ ทธิภาพตามไปด้วย


3. ใช้ระดับความปลอดภัยของข้อมูลเป็ นเกณฑ์ การแบ่งประเภทเครื อข่ายตามระดับความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่ งจะแบ่งออกได้ เป็ น 3 ประเภทคือ อินเทอร์เน็ต (Internet) อินทราเน็ต (Intranet) และ เอ็กส์ ทราเน็ต (Extranet) อินเทอร์เน็ตเป็ นเครื อข่ายสาธารณะที่ทุกคนสามารถเชื่อม ต่อเข้าได้ เครื อข่ายนี้จะไม่มีความปลอดภัยของข้อมูลเลย ถ้าทุกคนสามารถเข้า ถึงข้อมูลที่แชร์ไว้บนอินเทอร์เน็ตได้ ในทางตรงกันข้าม อินทราเน็ตเป็ นเครื อ ข่ายส่ วนบุคคล ข้อมูลจะถูกแชร์เฉพาะผูท้ ี่ใช้อยูข่ า้ งในเท่านั้น


3.1 อินเทอร์ เน็ต (Internet) เครื อข่ายสาธารณะ อินเทอร์เน็ตเป็ นเครื อข่ายที่ครอบคลุมทัว่ โลก ซึ่ งมีคอมพิวเตอร์เป็ นล้านๆเครื่ องเชื่อมต่อ เข้ากับระบบและยังขยายตัวขึ้นเรื่ อย ๆ ทุกปี อินเทอร์เน็ตมีผใู ้ ช้ทวั่ โลกหลายร้อยล้านคน และผูใ้ ช้เหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างอิสระ โดยที่ระยะทางและ เวลาไม่เป็ นอุปสรรค นอกจากนี้ผใู ้ ช้ยงั สามารถเข้าดูขอ้ มูลต่าง ๆ ที่ถูกตีพิมพ์ใน อินเทอร์เน็ตได้ อินเทอร์เน็ตเชื่อมแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันไม่วา่ จะเป็ นองค์กรธุรกิจ มหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐบาล หรื อแม้กระทัง่ แหล่งข้อมูลบุคคล องค์กรธุรกิจหลาย องค์กรได้ใช้อินเทอร์เน็ตช่วยในการทำาการค้า เช่น การติดต่อซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตหรื อ อีคอมเมิร์ช (E-Commerce) ซึ่ งเป็ นอีกช่องทางหนึ่งสำาหรับการทำาธุรกิจที่กาำ ลังเป็ นที่ นิยม


3.2 อินทราเน็ต (Intranet) หรื อเครื อข่ายส่ วนบุคคล ตรงกันข้ามกับอินเทอร์ เน็ต อินทราเน็ตเป็ นเครื อข่ายส่ วนบุคคลที่ใช้เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต เช่น เว็บ, อีเมล, FTP เป็ นต้น อินทราเน็ตใช้โปรโตคอล TCP/IP สำาหรับการรับส่ งข้อมูลเช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งโปรโตคอลนี้ สามารถใช้ได้ กับฮาร์ ดแวร์หลายประเภท และสายสัญญาณหลายประเภท ฮาร์ดแวร์ที่ใช้สร้าง เครื อข่ายไม่ใช่ปัจจัยหลักของอินทราเน็ต แต่เป็ นซอฟต์แวร์ที่ทาำ ให้อินทราเน็ต ทำางานได้ อินทราเน็ตเป็ นเครื อข่ายที่องค์กรสร้างขึ้นสำาหรับให้พนักงานของ องค์กรใช้เท่านั้น


3.3 เอ็กส์ ทราเน็ต (Extranet) หรื อเครื อข่ายร่ วม เอ็กส์ทราเน็ต (Extranet) เป็ นเครื อข่ายกึ่งอินเทอร์เน็ตกึ่งอินทราเน็ต กล่าวคือ เอ็กส์ทราเน็ตคือเครื อข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างอินทราเน็ตของสององค์กร ดังนั้น จะมีบางส่ วนของเครื อข่ายที่เป็ นเจ้าของร่ วมกันระหว่างสององค์กรหรื อ บริ ษทั การสร้างอินทราเน็ตจะไม่จาำ กัดด้วยเทคโนโลยี แต่จะยากตรงนโยบาย ที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ท้ งั สององค์กรจะต้องตกลงกัน เช่น องค์กรหนึ่งอาจจะอนุญาตให้ผใู ้ ช้ของอีกองค์กรหนึ่งล็อกอินเข้าระบบ อินทราเน็ตของตัวเองหรื อไม่ เป็ นต้น


คอมพิวเตอร์หรื ออุปกรณ์รับ-ส่ งข้อมูลที่ประกอบกันเป็ นเครื อข่าย มีการ เชื่อมโยงถึงกันในรู ปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสม เทคโนโลยีการ ออกแบบเชื่อมโยงนี้เรี ยกว่า รู ปร่ างเครื อข่าย(network topology)เมื่อ พิจารณาการต่อเชื่อมโยงถึงกันของอุปกรณ์สาำ นักงานซึ่งใช้งานที่ต่างๆ หากต้องการเชื่อมต่อถึงกันโดยตรง จะต้องใช้สายเชื่อมโยงมาก


ปัญหาของการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรื ออุปกรณ์ของสถานีปลายทางหลายๆสถานีคือ จำานวนสายที่ใช้เชื่อมโยง ระหว่างสถานีเพิ่มมากขึ้น และระบบการสลับสายเพื่อโยงข้อมูล ถึงกันในการสื่ อสารระหว่างสถานีน้ นั ถ้ามีการเพิม่ สถานีมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินสาย ก็มากตามไปด้วย และในขณะที่สถานีหนึ่งสื่ อสารกับสถานีหนึ่ง ก็จะถือครองการใช้สาย เชื่อมโยง ระหว่างสถานีน้ นั ทำาให้การใช้สายเชื่อมโยงมีเต็มประสิ ทธิภาพ จึงมีความ พยายามที่จะหาลักษณะรู ปร่ างเครื อข่าย ที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเชื่อมโยง ง่ายต่อการติดตั้งและมีประสิ ทธิภาพที่ดีต่อระบบรู ปร่ างเครื อข่ายที่ใช้ในการสื่ อสารมี หลายรู ปแบบ ดังนี้


1. การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบบัส (Bus Topology) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบบัส จะประกอบด้วย สายส่ งข้อมูลหลัก ที่ใช้ ส่ งข้อมูลภายใน เครื อข่าย เครื่ องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่ องจะเชื่อมต่อเข้ากับ สายข้อมูลผ่านจุดเชื่อมต่อ เมื่อมีการส่ งข้อมูลระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์หลาย เครื่ องพร้อมกัน จะมีสญ ั ญาณข้อมูลส่ งไปบนสายเคเบิล และมีการแบ่งเวลาการ ใช้สายเคเบิลของแต่ละเครื่ อง


ข้อดี

- ใช้สื่อนำาข้อมูลน้อย - ประหยัดค่าใช้จ่าย - เครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องหนึ่งเครื่ องใดเสี ยจะไม่ส่งผลต่อการทำางานของระบบ ข้อเสี ย - การตรวจสอบจุดที่มีปัญหากระทำาได้ค่อนข้างยาก - การส่ งข้อมูลจะชนกัน ถ้าจำานวนเครื่ องคอมพิวเตอร์มีจาำ นวนมากเกินไป

การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบบัส


2. การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ แบบวงแหวน (Ring Topology) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน มีการเชื่อมต่อระหว่างเครื่ อง คอมพิวเตอร์โดยที่แต่ละการเชื่อมต่อจะมีลกั ษณะเป็ นวงกลม การส่ งข้อมูลภายใน ข่ายงานนี้กจ็ ะเป็ นวงกลมด้วยกันเช่น ทิศทางการส่ งข้อมูลจะเป็ น ทิศทางเดียวกัน เสมอ จากเครื่ องหนึ่งไปสู่ เครื่ องหนึ่งจนถึงปลายทาง


ข้ อดี           -  ใช้ สายเคเบิลน้ อย            -  ไม่มีการชนกันของข้ อมูล         ข้ อเสีย            -  การส่งข้ อมูลภายในข่ายงานชนิดนี ้ไม่สามารถทำางานต่อไปได้  ถ้ าเครื่ อง                                        คอมพิวเตอร์ เครื่ องใดเครื่ องหนึง่ ขัดข้ อง

                           การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ แบบวงแหวน


3. การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบดาว (Star Topology) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบดาว ภายในข่ายงานคอมพิวเตอร์จะ ต้องมีจุดศูนย์กลางในการควบคุมการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรื อ ฮับ (Hub) การสื่ อสารระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ จะสื่ อสารผ่านฮับก่อนที่จะ ส่ งข้อมูลไปสู่ เครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องอื่น ๆ


ข้ อดี             -  การเพิม่ จำานวนเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในโครงสร้ างนี ้ทำาได้ งา่ ย          ข้ อเสีย              -  ค่าใช้ จา่ ยในการใช้ สายเคเบิลค่อนข้ างสูง              -  การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ ทงระบบจะหยุ ั้ ดทำางาน เมื่อฮับไม่ทำางาน

                              การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ แบบดาว


สมาชิก

1.นาย สุ ทธิพงษ์ มะลินิล 544148069 2.นาย นราธิป จันทะบูรณ์ 544148076 3.นางสาว รัตนาภรณ์ ภูวงศ์ 544148177 วิทยาศาสตร์ทวั่ ไป คบ.2 หมู่ 2

soso  

sosomakahaha

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you