Issuu on Google+

รายงาน เรื่ อง อินเตอร์ เน็ต จัดทำาโดย นางสาวสมพร ศักดา นางสาวเจนจิรา โพธิ์มล นางสาวนุชจรี ย์ โยดี นางสาวรั งษิยา บุญศรี นางสาวปภัสสร ศรีสุข นักศึกษา ค.บ. 1 สาขาวิชาภาษาไทย

เสนอ อาจารย์ สุจติ ตรา จันทร์ ลอย

รายงานเล่ มนีเ้ ป็ นส่ วนหนึ่งของรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร


คำานำา รายงานเรื่อง อินเตอร์ เน็ต เป็ นส่วนหนึง่ ของรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำาหรับครู ได้ มีการสืบค้ นข้ อมูลและรวบรวมเกี่ยวกับ ประวัติความเป็ นมาของอินเตอร์ เน็ต ความหมาย ความสำาคัญ ของอินเตอร์ เน็ต ประโยชน์และโทษของอินเตอร์ เน็ต อินเตอร์ เน็ตในโลกอนาคต โดยมุง่ ที่จะให้ ผ้ อู า่ น รายงานเรื่ อง อินเตอร์ เน็ตและความสำาคัญ มีความรู้และความเข้ าใจเกี่ยวกับอินเตอร์ เน็ตมากขึ ้น คณะผู้จดั ทำาหวังเป็ นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี ้จะเป็ นประโยชน์แก่ท่านในการนำาไปประยุกต์ใช้ ในชีวิต ประจำาวัน หากมีข้อผิดพลาดประการใดประการใด ก็ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี ้

จัดทำาโดย คณะผู้จดั ทำา


สารบัญ เรื่อง

หน้ า

ประวัติความเป็ นมา

1-2

ความสำาคัญของอินเตอร์ เน็ต

3

ความหมายของอินเตอร์ เน็ต

3-4

ต้ นกำาเนิดของอินเตอร์ เน็ต

4-5

โรคติดต่อทางอินเตอร์ เน็ต

6-9

มารยาทในการใช้ อินเตอร์ เน็ต

9-11

การทำางานของอินเตอร์ เน็ต

11-16

การประยุกต์ใช้ งานของอินเตอร์ เน็ต

16-18

ประโยชน์ของอินเตอร์ เน็ต

18-20

โทษของอินเตอร์ เน็ต

20-21

โลกของอินเตอร์ เน็ตในอนาคต

21-22

เหตุผลสำาคัญของอินเตอร์ เน็ต

22-23

บริ การต่างๆ บนอินเตอร์ เน็ต

23-26

อ้ างอิง

27


ประวัตคิ วามเป็ นมาของอินเตอร์ เน็ต - อินเทอร์ เน็ต ซึง่ เป็ นโครงการของ ARPAnet(Advanced Research Projects Agency Network) ซึง่ เป็ น หน่วยงานที่สงั กัด กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตัง้ เมื่อ ประมาณ ปี ค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ ถกู พัฒนาเรื่ อยมา - ค.ศ.1969(พ.ศ.2512) ARPA ได้ รับทุนสนันสนุน จากหลายฝ่ าย ซึง่ หนึง่ ในผู้สนับสนุนก็คือ Edward Kenedy และเปลี่ยนชื่อจาก ARPA เป็ น DARPA(Defense Advanced Research Projects Agency) พร้ อมเปลี่ยนแปลงนโยบายบางอย่าง และในปี ค.ศ.1969(พ.ศ.2512)นี ้เองที่ได้ ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ คนละชนิด จาก 4 แห่ง เข้ าหากัน เป็ นครัง้ แรก คือ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์ เนีย สถาบันวิจยั สแตนฟอร์ ด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์ เนีย และ มหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำาเร็ จอย่างมาก ดังนันในปี ้ ค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้ เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็ นเครือข่ายที่ใช้ งานจริ ง ซึง่ DARPA ได้ โอนหน้ าที่รับผิดชอบ โดยตรง ให้ แก่ หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency - ปั จจุบนั คือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปั จจุบนั Internet มีคณะทำางานที่รับผิดชอบบริ หาร เครื อข่ายโดย รวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณา อนุมตั ิมาตรฐานใหม่ใน Internet, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้ กบั Internet ซึง่ เป็ นการทำางานโดยอาสาสมัคร ทังสิ ้ ้น - ค.ศ.1983(พ.ศ.2526) DARPA ตัดสินใจนำา TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) มาใช้ กบั คอมพิวเตอร์ ทกุ เครื่องในระบบ ทำาให้ เป็ นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครื อข่าย Internet จนกระทัง่ ปั จจุบนั จึงสังเกตุได้ ว่า ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ ทกุ เครื่ องที่จะต่อ internet ได้ จะต้ องเพิ่ม TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะ TCP/IP คือข้ อกำาหนดที่ทำาให้ คอมพิวเตอร์ ทวั่ โลก ทุก platform คุยกันรู้เรื่ อง และสื่อสารกันได้ อย่างถูกต้ อง


- การกำาหนดชื่อโดเมน (Domain Name System) มีขึ ้นเมื่อ ค.ศ.1986(พ.ศ.2529) เพื่อสร้ างฐานข้ อมูล แบบกระจาย (Distribution database) อยูใ่ นแต่ละเครื อข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วย จัดทำาฐานข้ อมูลของตนเอง จึงไม่จำาเป็ นต้ องมีฐานข้ อมูลแบบรวมศูนย์ เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรี ยกเว็บ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี ้ หรื อไม่ ที่ www.thnic.co.th ซึง่ มีฐานข้ อมูล ของเว็บที่ ลงท้ ายด้ วย th ทังหมด ้ เป็ นต้ น - DARPA ได้ ทำาหน้ าที่รับผิดชอบดูแลระบบ internet เรื่ อยมาจนถึง ค.ศ.1980(พ.ศ.2533) และให้ มูลนิธิ วิทยาศาสตร์ แห่งชาติ (National Science Foundation - NSF) เข้ ามาดูแลแทนร่วม กับอีกหลายหน่วยงาน - ในความเป็ นจริง ไม่มีใครเป็ นเจ้ าของ internet และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำาหนด มาตรฐานใหม่ตา่ ง ๆ ผู้ติดสินว่าสิ่งไหนดี มาตรฐานไหนจะได้ รับการยอมรับ คือ ผู้ใช้ ที่กระจายอยูท่ วั่ ทุกมุม โลก ที่ได้ ทดลองใช้ มาตรฐานเหล่านัน้ และจะใช้ ตอ่ ไปหรื อไม่เท่านัน้ ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็ นพื ้นฐานของ ระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain name ก็จะต้ องยึดตามนันต่ ้ อไป เพราะ Internet เป็ นระบบกระจายฐาน ข้ อมูล การจะเปลี่ยนแปลงระบบพื ้นฐาน จึงไม่ใช่เรื่ องง่ายนัก

- ในปั จจุบนั เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรื อที่เรี ยกกันสันๆ ้ ว่า ไอที (IT) กำาลังได้ รับ ความสนใจเป็ นอย่างมาก เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)จะเป็ นตัวที่ทำาให้ เกิด ความรู้ วิธีการประมวลผล การจัดเก็บรวบรวมข้ อมูล การเรี ยกใช้ ข้อมูล ตลอดจนการเรี ยกใช้ ข้อมูล ด้ วยวิธี การทางอิเล็คทรอนิคส์ เมื่อเราให้ ความสำาคัญกับเ ทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ความ จำาเป็ นที่จะต้ องมีเครื่องมือในการใช้ งานไอที เครื่ องมือนันก็ ้ คือเครื่ องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ สื่อสาร โทรคมนาคม อินเตอร์ เน็ตนับว่าเป็ นเครื่องมืออย่างหนึง่ ในการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือไอที เพราะเราสามารถที่จะใช้ งาน หาข้ อมูลข่าวสาร และเข้ าถึงข้ อมูล ได้ ด้ วยเวลาอันรวดเร็ว อินเตอร์ เน็ตเปรียบเสมือนห้ องสมุดขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลเรื่ องราวต่างๆ มากมาย


ความสำาคัญของอินเทอร์ เน็ต ในปั จจุบนั อินเทอร์ เน็ตมีบทบาทและมีความสำาคัญต่อชีวิตประจำาวันของคนเราเป็ นอย่างมาก เพราะทำาให้ วิถีชีวิตเราทันสมัยและทันเหตุการณ์อยูเ่ สมอ เนื่องจากอินเทอร์ เน็ตจะมีการเสนอข้ อมูลข่าว ปั จจุบนั และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ ้นให้ ผ้ ใู ช้ ทราบเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน สารสนเทศที่เสนอในอินเทอร์ เน็ตจะมี มากมายหลายรูปแบบเพื่อสนองความสนใจและความต้ องการของผู้ใช้ ทกุ กลุม่ อินเทอร์ เน็ตจึงเป็ นแหล่ง สารสนเทศสำาคัญสำาหรับทุกคนเพราะสามารถค้ นหาสิ่งที่ตนสนใจได้ ในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไป ค้ นคว้ าในห้ องสมุด หรือแม้ แต่การรับรู้ขา่ วสารทัว่ โลกก็สามารถอ่านได้ ในอินเทอร์ เน็ตจากเว็บไซต์ตา่ ง ๆ ของหนังสือพิมพ์ ดังนันอิ ้ นเทอร์ เน็ตจึงมีความสำาคัญกับวิถีชีวิตของคนเราในปั จจุบนั เป็ นอย่างมากในทุก ๆ ด้ าน ไม่ ว่าจะเป็ นบุคคลที่อยูใ่ นวงการธุรกิจ การศึกษา ต่างก็ได้ รับประโยชน์จากอินเทอร์ เน็ตด้ วยกันทังนั ้ น้ อินเตอร์ เน็ตหมายถึง อินเทอร์ เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทวั่ โลกเข้ าด้ วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็ นตัวเชื่อมเครื อข่าย ภายใต้ มาตรฐานการเชื่อมโยงด้ วย โปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้ คอมพิวเตอร์ ทุกเครื่ องในอินเทอร์ เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็ นเครื อข่ายที่กว้ างขวางที่สดุ ในปั จจุบนั เนื่องจากมีผ้ นู ิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์ เน็ตจากทัว่ โลกมากที่สดุ


อินเทอร์ เน็ตจึงมีรูปแบบคล้ ายกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบ WAN แต่มีโครงสร้ างการทำางานที่แตกต่าง กันมากพอสมควร เนื่องจากระบบ WAN เป็ นเครื อข่ายที่ถกู สร้ างโดยองค์กรๆ เดียวหรื อกลุม่ องค์กร เพื่อ วัตถุประสงค์ด้านใดด้ านหนึง่ และมีผ้ ดู แู ลระบบที่รับผิดชอบแน่นอน แต่อินเทอร์ เน็ตจะเป็ นการเชื่อมโยงกัน ระหว่างคอมพิวเตอร์ นบั ล้ านๆ เครื่องแบบไม่ถาวรขึ ้นอยูก่ บั เวลานันๆ ้ ว่าใครต้ องการเข้ าสูร่ ะบบอินเทอร์ เน็ต บ้ าง ใครจะติดต่อสื่อสารกับใครก็ได้ จึงทำาให้ ระบบอินเทอร์ เน็ตไม่มีผ้ ใู ดรับผิดชอบหรื อดูแลทังระบบ ้ ต้ นกำาเนิดของอินเตอร์ เน็ต จุดกำาเนิดของอินเตอร์ เน็ตเริ่มในทศวรรษที่ 1960 ในสมัยนันมี ้ การใช้ คอมพิวเตอร์ เมนเฟรม (mainframe) อย่างแพร่หลาย ส่วนคอมพิวเตอร์ แบบพีซียงั ไม่มี ความคิดที่พยายามทำาให้ คอมพิวเตอร์ เมนเฟรมทังหลายสามารถติ ้ ดต่อสื่อสารกันได้ ทงระยะใกล้ ั้ และระยะไกลนันเป็ ้ นเรื่ องใหม่ในยุค นัน้ และเนื่องจากยุคนันเป็ ้ นยุคของสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริ กาและสหภาพโซเวียตด้ วย ทาง กระทรวงกลาโหมสหรัฐจึงเห็นว่าการติดต่อสื่อสารกันได้ ระหว่างคอมพิวเตอร์ ถือได้ ว่ามีประโยชน์ด้านทหาร เพื่อให้ ความคิดนี ้เป็ นจริง ดังนันในปี ้ ค.ศ 1968 หน่วยงานที่ชื่ออาร์ พา (Advance Research Project Agency , ARPA ) ของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริ กา (U.S Department of Defense, DOD) จึงมีโครงการที่จะทำาการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ที่อยูใ่ นสถานที่ตา่ ง ๆเข้ าด้ วยกัน เพื่อให้ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ และแลกเปลี่ยนข้ อมูลกันได้ ในช่วงแรกทำาการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ จาก สี่สถานที่ด้วยกันคือ •

สถาบันวิจยั ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ ด (SRI International)

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์ เนียที่ลอสแองเจลิส (University of California, Los Angeles(UCLA))

มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์ เนียที่ซานตาบาร์ บารา(University of California, Santa Barbara(UCSB))

มหาวิทยาลัยยูทาห์ (University of Utah)


คอมพิวเตอร์ จากสถานที่ทงสี ั ้ ่เริ่มสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ในฤดูใบไม้ ร่วงปี ค.ศ. 1969

การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ จากสี่สถานที่เป็ นการเชื่อมต่อในลักษณะเป็ นเน็ตเวิร์ก เนื่องจากเป็ นการเชื่อม ต่อในระยะไกล จึงเป็ น WAN (Wide area network) เน็ตเวิร์กที่เกิดขึ ้นจากโครงการนี ้มีชื่อว่า อาร์ พาเน็ต (ARPANET) และอาร์ พาเน็ตเป็ นจุดเริ่ มต้ นของอินเตอร์ เน็ตในเวลาต่อมา การติดต่อสื่อสาร ที่นิยมใช้ กนั ในช่วงนันของอาร์ ้ พาเน็ตคือ จดหมายอิเล็กทรอนิกหรื ออีเมล์ การสนทนาแบบออนไลน์ และ การถ่ายโอนข้ อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ จุดเด่นประการหนึง่ ของอาร์ พาเน็ตคือ เป็ นเน็ตเวิร์กแบบไม่มี ศูนย์กลาง หรือเป็ นเน็ตเวิร์กแบบกระจาย เน็ตเวิร์กแบบมีศนู ย์กลางนันเมื ้ ่อไรก็ตามที่ศนู ย์กลางเกิดเสียหรื อ ถูกทำาลายจะทำาให้ ทงเน็ ั ้ ตเวิร์กทำางานไม่ได้ ส่วนเน็ตเวิร์กที่ไม่มีศนู ย์กลางนันถ้ ้ าส่วนใดส่วนเกิดเสียขึ ้นมา ส่วนที่เหลือยังคงสามารถทำางานต่อได้ คือ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้


โรคติดอินเตอร์ เน็ต (Webaholic) การ ศึกษาวิจยั ได้ ระบุๆไว้ วา่ ผู้ที่มีคณ ุ สมบัติดงั ต่อไปนี ้อย่างน้ อย 4 อย่าง เป็ นเวลานานอย่างน้ อย 1 ปี ถือ ได้ ว่ามีอาการติดอินเตอร์ เน็ต • รู้สกึ หมกมุน่ กับอินเตอร์ เน็ต แม้ ในเวลาที่ไม่ได้ ตอ่ กับอินเตอร์ เน็ต • มีความต้ องการใช้ อินเตอร์ เน็ตเป็ นเวลานานขึ ้น • ไม่สามารถควบคุมการใช้ อินเตอร์ เน็ตได้ • รู้สกึ หงุดหงิดเมื่อต้ องใช้ อินเตอร์ เน็ตน้ อยลงหรื อหยุดใช้ • ใช้ อินเตอร์ เน็ตเป็ นวิธีในการหลีกเลี่ยงปั ญหาหรื อคิดว่าการใชอินเตอร์ เน็ตทำาให้ ตนเองรู้สกึ ดีขึ ้น • หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้ อินเตอร์ เน็ตของตัวเอง • การใช้ อินเตอร์ เน็ตทำาให้ เกิดการเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรี ยน และความสัมพันธ ์ ยังใช้ อินเตอร์ เน็ตถึงแม้ ว่าต้ องเสียค่าใช้ จา่ ยมาก • มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้ อินเตอร์ เน็ต • ใช้ เวลาในการใช้ อินเตอร์ เน็ตนานกว่าที่ตวั เองได้ ตงใจไว้ ั้ สำาหรับผู้ใช้ อินเตอร์ เน็ต ที่ไม่เข้ าข่ายข้ างต้ นเกิน 3 ข้ อในช่วงเวลา 1 ปี ถือว่ ายังเป็ นปกติ ส่วนผู้ที่จดั ว่า “ติดอินเตอร์ เน็ต“ นันได้ ้ แสดงลักษณะอาการของการติด (คล้ ายกับการติดการพนัน) และ การใช้ อินเตอร์ เน็ต อย่างหนักเหมือนกับการเล่นการพนัน ความผิดปกติในการกินอาหาร หรื อสุราเรือ้ รัง มี ผล กระทบต่อการเรียน อาชีพ สภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของคนคนนันถึ ้ งแม้ ว่าการวิจยั ที่ผ่านมาได้ แสดงให้ เห็นว่า การติดเทคโนโลยีอย่างเช่น การติดเล่นเกมส์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ ้นกับเพศชาย แต่ผลลัพธ์ข้าง ต้ นแสดงให้ เห็นว่า ผู้ท่ ตี ดิ อินเตอร์ เน็ตส่ วนใหญ่ เป็ นเพศหญิงวัยกลางคนและไม่ มีงานทำา “ สื่ออณาจารผิดศีลธรรม ไม่วา่ จะเป็ นเรื่องของข้ อมูลต่างๆที่มีเนื ้อหาไปในทางขัดต่อศีลธรรม ลามกอนาจาร หรื อรวมถึงภาพโป๊ เปลือยต่างๆนันเป็ ้ นเรื่องที่มีมานานพอสมควรแล้ วบนโลกอินเทอเน็ต แต่ไม่โจ่งแจ้ งเนื่องจากสมัยก่อนเป็ น ยุคที่ WWW. ยังไม่พฒ ั นามากนักแต่ในปั จจุบนั ภายเหล่านี ้เป็ นที่โจ่งแจ้ งบนอินเทอเน็ตและสิ่งเหล่านี ้ สามารถ เข้ าสูเ่ ด็ก และเยาวชนได้ งา่ ยโดยผู้ปกครองไม่สามารถที่จะให้ ความดูแลได้ เต็มที่ เพราะว่าอินเท อเน็ตนันเป็ ้ นโลกที่ไร้ พรมแดนและเปิ ดกว้ างทำาให้ สือเ่ หล่านี ้ สามรถเผยแพร่ไปได้ รวดเร็ ว จนเราไม่สามารถ จับกุมหรื อเอาผิดผู้ที่ทำาสิ่งเหล่านี ้ขึ ้นมาได้ ซึง่ อาการดังกล่าว ถ้ ามีมากกว่า 4 ประการในช่วง 1 ปี จะถือว่าเป็ นอาการติดอินเทอร์ เน็ต ซึง่ ส่งผล เสียต่อระบบร่างกาย ทังการกิ ้ น การขับถ่าย และกระทบต่อการเรี ยน สภาพสังคมของคนๆ นันต่ ้ อไป ส่วนประเทศไทยแม้ มีการสำารวจว่า พฤติกรรมการใช้ อนิ เตอร์ ของเด็กไทยโดยรวมยังไม่ถึงขันติ ้ ด เน็ต แต่ข้อมูลจากโครงการติดตามสถานการณ์เด็กและเยาวชน(Child Watch) จาก สกว. ในปี 2546 แจ้ ง


ว่า จากการสำารวจจากวัยรุ่นระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษา พบสถานการณ์เด็กไทยที่น่าเป็ นห่วงเพราะ อินเตอร์ เน็ตคือ - ปั จจุบนั เด็กวัยรุ่นในเขตอำาเภอเมืองกว่าร้ อยละ 50 นิยมใช้ บริ การร้ าน Internet และมีถึงร้ อยละ 10 ที่เข้ าร้ าน 2-3 ครัง้ ต่อสัปดาห์ขึ ้นไป ซึง่ ส่วนใหญ่ใช้ เล่นเกมกับ chat - วัยรุ่นอีกประมาณร้ อยละ 25 เล่นตู้เกมเป็ นประจำา ราวร้ อยละ 10 ถึงขันติ ้ ดตู้เกมอย่างงอมแงม และวัยรุ่นประมาณร้ อยละ 40 เช่าวิดีโอมาดูประจำาเฉลี่ยประมาณ 1-2 ครัง้ /สัปดาห์ กล่าวได้ วา่ การเข้ าถึงอินเตอร์ เน็ตมิใช่เป็ นหลักประกันว่าเด็กๆ จะได้ รับการเรี ยนรู้ที่ดีเสมอไป ความบันเทิงจากสื่อไฮ-เทคเหล่านี ้ก็อาจจะบัน่ ทอนการเรี ยนรู้ดีๆ ของเด็กได้ เพราะในขณะที่เด็กคลิกหรื อ ลิงก์ไปยังเว็บต่างๆ เด็กอาจเจอภาพป๊ อปอับแปลกๆ โฆษณาสินค้ าจำานวนมาก หรื อเกมจำานวนมากที่ดงึ ดูด เด็กให้ หลงเข้ าไปในเว็บนันๆ ้ อย่างไม่ทนั รู้ตวั ดังนัน้ "ความเหนือจริง" (Hyperreal) หรื อเกินจริ งของ "เว็บล่อเด็ก" จึงเป็ นมายาภาพที่ทำาให้ เด็ก อาจหลงเชื่อได้ งา่ ย จนในบางครัง้ เด็กเองก็ไม่ทนั ได้ สงสัยหรื อสังเกตพอว่านัน่ คือสิ่งลวงตา หรื อไม่ทนั นึกแม้ กระทัง่ ว่า หลังจากคลิกต่อไปนันแล้ ้ วจะเกิดผลกระทบอะไรหรื อมีภยั อะไรอื่นตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปรากฏการณ์อีเน็ต/เว็บไซต์ที่ไร้ คณ ุ ภาพไร้ คณ ุ ธรรมที่นบั วันจะมีปริ มาณเพิ่มมากขึ ้น กว่าล้ านเว็บ และมีหลายประเภทที่กำาลังโอบล้ อมเด็กไทย อาทิ - เกมออนไลน์ (ไล่ ล่าเด็ก) : สำานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโล���ีแห่งชาติสำารวจผู้ใช้ อินเตอร์ เน็ตจำานวน 20,000 ราย พบว่าปี 2546 จำานวนผู้เล่นเกมมีเพิ่มมากขึ ้นและส่วนใหญ่อายุระหว่าง 10-14 ปี แต่ละคนต้ องเสียค่าใช้ จ่ายในการเล่นเกมตกเดือนละกว่า 2,500 บาท โดยเฉลี่ยใช้ เวลาออนไลน์ สัปดาห์ละ 9.2 ชัว่ โมง แต่ประมาณร้ อยละ 15 ออนไลน์นานมากกว่าสัปดาห์ละ 20 ชัว่ โมง ซึง่ ถือว่าใช้ เวลา สูงมากในกลุม่ ผู้ออนไลน์อายุตา่ำ กว่า 20 ปี กิจกรรมออนไลน์ 3 อันดับแรก คือ ค้ นหาข้ อมูล อี-เมล และเล่น เกม โดยกลุม่ ที่ออนไลน์นานๆ มากกว่า 20 ชัว่ โมง ก็คือการเข้ าไปเล่นเกม ปั จจุบนั มีเว็บเกมออนไลน์กว่า 10 ล้ านเว็บที่สืบค้ นได้ จาก Google - ไซเบอร์ เซ็กซ์ (ลวงเด็กเสีย) : ข้ อมูลจากการสำารวจของสวนดุสติ โพลแจ้ งว่า ร้ อยละ 89.03 ของ ผู้ที่ "ใช้ คอมพิวเตอร์ " เคยพบเว็บลามก(โป๊ ) ในอินเตอร์ เน็ต โดยกลุม่ หนึง่ รู้สกึ ว่าเป็ นเรื่ องธรรมดาเป็ นเรื่ อง ปกติ ตื่นเต้ น ตกใจ เป็ นเรื่องแปลกใหม่ อีกกลุม่ หนึง่ เห็นว่าน่าเกลียด/ไม่เหมาะสม ฯลฯ ร้ อยละ 35.61 เห็น ว่าเว็บลามกวัยรุ่นมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป, หมกมุน่ ร้ อยละ 26.91 เห็นว่าเว็บเหล่านี ้กระตุ้นให้ ผ้ ทู ี่มีจิตใจ อ่อนแอกระทำาความผิดได้ ง่าย ร้ อยละ 21.46 ทำาให้ คนอยากมีเซ็กซ์กนั มากขึ ้น และเกิดพฤติกรรมการเลียน แบบ มีจำานวนเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเว็บลามกประเภท "Porn" กว่า 106 ล้ านเว็บ


- Gambling (พนันออนเน็ต) : ปั จจุบนั กลุม่ โต๊ ะบอลที่มีเครื อข่ายบอลได้ เติบโตข้ ามชาติ ใน ประเทศไทยมีโต๊ ะบอลออนไลน์ตงแต่ ั ้ กลุม่ ขาเล็กในระดับบุคคล จนถึงกลุม่ ขาใหญ่ที่มีศนู ย์ข้อมูล คอมพิวเตอร์ พนันบอลที่เชื่อมต่อกับต่างประเทศ พนันกันในวงเงินแต่ละคูเ่ กิน 100 ล้ านบาทขึ ้นไป อินเตอร์ เน็ตคือแหล่งข้ อมูลสำาคัญที่นกั เล่นพนันร้ อยละ 4.06 ใช้ ในการหาข้ อมูล ส่วนเว็บเกี่ยวกับพนันออนไลน์ตา่ งๆ นัน้ Grambling online มีถึง 4 ล้ านเว็บ Bet online มีกว่า 3 ล้ าน เว็บ ส่วนประเภท Casino online มีถึง 4 พันเว็บ จะเห็นได้ ว่าแม้ เด็กจะใช้ อินเตอร์ เน็ตเพื่อเป็ นเครื่ องมือการเรี ยนรู้ "วิชา" แต่ขณะเดียวกันการสัมผัส กับภาพมายาก็อาจนำามาซึง่ "อวิชชา" ได้ โดยนัยนี ้พื ้นที่(Space) การเรี ยนรู้เสมือนจริ งก็อาจจะเปลี่ยนเป็ น " พื ้นที่เล่น พื ้นที่เซ็กซ์ พื ้นที่เสี่ยง" หรือแม้ แต่ "สนามรบ สนามรัก สนามการค้ า" ได้ ฉบั พลันทันทีที่คลิก และ นัน่ ก็เท่ากับว่าท่ามกลางการท่องเน็ต เด็กๆ ก็ต้องผจญกับความ "เสี่ยง" (Risk) ต่อข้ อมูลขยะที่ไม่ประเทือง ปั ญญา หรื อไม่ก็เสี่ยงต่อพิษภัยและตกเป็ นเหยื่อของ "ผู้ผลิตโลภ" หรื อ "อาชญากรไร้ เงา" ได้ อย่างไม่ทนั รู้ เนื ้อรู้ตวั ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ เด็กๆ อาจจะมิใช่เพียงแค่เสี่ยงต่อพิษภัยของความชัว่ ร้ าย ในแบบที่สามารถ แบ่งแยกระหว่างเลว-ดีได้ เท่านัน้ แต่ดเู หมือนเด็กๆ กำาลังเผชิญหรื อเสี่ยงบางสิ่งบางอย่างที่ดู "กำากวม" และ ไม่ชดั เจนพอที่จะจำาแนกแยกแยะความดี-เลวได้ ตา่ งหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความเป็ นเสมือนที่ปรากฏ ในอินเตอร์ เน็ตหรือไซเบอร์ นี ้เอง ที่ดจู ะเปิ ดพื ้นที่พร่ามัวเหล่านี ้ไว้ มากซึง่ ท้ าทายต่อสำานึกจริ ยธรรมอย่าง มหาศาล แน่นอนว่า โลกนี ้มิใช่มีเพียงสองขัวคื ้ อ สีขาวกับดำา หรื อดีกบั เลวเท่านัน้ แต่กระนันก็ ้ ต้องไม่ลืมว่า เพราะผล มาจากเกณฑ์เบลอๆ นี่แหละที่ทำาให้ เด็กไทยต้ องเผชิญกับปั ญหาความสับสนทางจริ ยธรรม ฉะนัน้ ท่ามกลางอรรถประโยชน์ของอินเตอร์ เน็ตที่มีตอ่ การเรี ยนรู้ ในขณะเดียวกันมันก็อาจแฝงไว้ ด้วยพิษภัยที่ คาดไม่ถึงและบิดเบือนการเรียนรู้ดีๆ ได้ ดังนัน้ การส่งเสริ มให้ เด็กรู้ทนั โลกเสมือน และเข้ าใจความแตกต่าง และความเป็ นไปของสภาพเสมือนที่มี "หลากสี หลายขัว"้ จึงเป็ นสิ่งไม่น้อยไปกว่าโอกาสในการเข้ าถึง เทคโนโลยีเหล่านี ้ สิ่งที่ยงั คงน่าเป็ นห่วงก็คือ เมื่อเด็กๆ เริ่มคลิกอินเตอร์ เน็ต เราจะมีระบบการป้องกันเด็กๆ จากพิษภัย ของลิงก์ร้าย ขบวนการก่อร้ ายไร้ สาย อาชญากรไร้ ตวั ตนได้ มากน้ อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่ของ การรับรู้และการเรียนรู้ของเด็กนัน้ เรามีแนวทางการศึกษาหรื อการเรี ยนรู้ที่ถกู ต้ องเหมาะสมเพื่อ "คุ้มครอง" เด็กมากพอหรือเปล่า หรือระบบการศึกษาที่สอนให้ เด็กเท่าทันรู้ป้องกันตนจากการถูก "คุกคาม" โดยเว็บ ร้ ายที่เปลี่ยนฉาก เผยโฉมหน้ าใหม่ๆ รายวัน ที่สำาคัญกว่านันเรามี ้ ระบบการศึกษาหรื อการเรี ยนรู้ที่จะสอนให้ เด็กเรี ยนรู้จริ ยธรรม (ศีลธรรม/ คุณธรรม) ในการใช้ อินเตอร์ เน็ตมากน้ อยแค่ไหนอย่างไร เพราะในปั จจุบนั เทคโนโลยีชนิดนี ้กำาลังเป็ นส่วน หนึง่ ของการรื อ้ ทอนบรรทัดฐานทางสังคมและท้ าทายจริ ยธรรมต่างๆ ที่นบั วันดูจะกลายเป็ นประเด็นสำาคัญ


ในการอยูร่ ่วมกันของมนุษยชาติ กล่ าวโดยสรุ ปคือ อินเตอร์ เน็ตนอกจากจะมี "คุณอนันต์" ต่อการเรี ยนรู้ของเด็กแล้ ว ยังอาจมี "โทษมหันต์" ต่อชีวิตของเด็กด้ วย เพราะเพียงแค่คลิกเข้ าอินเตอร์ เน็ตก็จะเปลี่ยนโลกของเด็กไปในฉับพลัน อินเตอร์ เน็ต จึงเปรี ยบเสมือนอาวุธสร้ างปั ญญาได้ พอๆ กับทำาลายชีวิตชีวาเด็ก จึงเห็นได้ ชดั ว่ามีนยั สำาคัญอย่างยิ่งต่อ การจัดการอินเตอร์ เน็ตเพื่อการเรียนรู้ของเด็กทังในวั ้ นนี ้และสังคมการเรี ยนรู้ในวันหน้ า มารยาทในการใช้ อนิ เตอร์ เน็ต บัญญัติ 10 ประการ 1. 2.

ต้ องไม่ใช้ คอมพิวเตอร์ทำาร้ าย หรือ ละเมิดผู้อื่น ต้ องไม่รบกวนการทำางานของผู้อื่น

3.

ต้ องไม่สอดแนม แก้ ไข หรือ เปิ ดดูแฟ้มข้ อมูลของผูอื่น

4.

ต้ องไม่ใช้ คอมพิวเตอร์ เพื่อการโจรกรรมข้ อมูลข่าวสาร

5.

ต้ องไม่ใช้ คอมพิวเตอร์ สร้ างหลักฐานที่เป็ นเท็จ

6.

ต้ องไม่คดั ลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์

7.

ต้ องไม่ละเมิดการใช้ ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์

8.

ต้ องไม่นำาเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็ นของตน

9.

ต้ องคำานึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ ้นกับสังคม ที่เกิดจากการกระทำาของท่าน

10.

ต้ องใช้ คอมพิวเตอร์ โดยเคารพกฎระเบียบ กติกา และมีมารยาท

จริยธรรมในการใช้ อนิ เตอร์ เน็ต จริ ยธรรมในการใช้ อินเตอร์ เน็ต หมายถึง ลักษณะการใช้ อินเทอร์ เน็ตอย่างมีคณ ุ ธรรม สร้ างสรรค์ ไม่เป็ นภัย แก่สว่ นรวมประกอบด้ วย ๑. ความมีเหตุผล รู้จกั ไตร่ตรอง ไม่หลงงมงาย มีความยับยังชั ้ ง่ ใจ ไม่ใช้ อารมณ์ - ไม่เชื่อใครง่าย ๆ เช่น เชื่อเพื่อนทางอินเตอร์ เน็ต ให้ ชื่อ ที่อยู่ เบอร์ โทรศัพท์ เป็ นต้ น ๒. ความซื่อสัตย์สจุ ริต ไม่คดิ คดทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวง การรักษาคำาพูดหรื อคำามัน่ สัญญา - ไม่พดู ปด หรือเขียนข้ อความที่เป็ นเท็จทางอินเตอร์ เน็ต


- ไม่ให้ ร้ายผู้อื่น ทางอินเตอร์ เน็ต ๓. ความเสียสละ การให้ ปันแก่ผ้ ทู ี่ควรได้ รับ ด้ วยกำาลังกาย กำาลังทรัพย์ กำาลังสติปัญญา มีจิตใจกว้ างขวาง ช่วยเหลือเกื ้อกูลซึง่ กันและกัน - แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาด้ วยความสุภาพในอินเตอร์ เน็ต - ช่วยเพิ่มพูนความรู้ใหม่ลงในอินเตอร์ เน็ต ๔. ความสามัคคี ความพร้ อมเพรียงเป็ นน้ำ าหนึง่ ใจเดียวกัน การร่วมมือกันทำากิจการให้ สำาเร็ จลุลว่ งด้ วยดี ความพร้ อมเพรียง หรือความปรองดองกัน - รักหมูค่ ณะ มีใจหวังดี ไม่เขียนข้ อความยุยงส่งเสริ มให้ เกิดความแตกแยก ๕. ความรับผิดชอบ ความมุง่ มัน่ ตังใจที ้ ่จะปฏิบตั ิหน้ าที่ เพื่อให้ บรรลุผลสำาเร็ จตามความมุง่ หมาย อีกทัง้ พยายามที่จะปรับปรุงการปฏิบตั ิหน้ าที่ให้ ดียิ่งขึ ้น - รู้หน้ าที่ และกระทำาหน้ าที่ของตนเป็ นอย่างดี - เอาใจในการทำางานที่ตนรับผิดชอบ ๖. ความกตัญญูกตเวที การรู้บญ ุ คุณและตอบแทนคุณต่อคนอื่นและสิ่งอื่นที่มีบญ ุ คุณ - รู้จกั กล่าวขอบคุณ หรือเขียนอวยพรให้ แก่ผ้ อู ื่นในอินเตอร์ เน็ต การทำางานของอินเทอร์ เน็ต การสื่อสารข้ อมูลด้ วยคอมพิวเตอร์ จะมีโปรโตคอล (Protocol) ซึง่ เป็ นระเบียบวิธีการสื่อสารที่เป็ น มาตรฐานของการเชื่อมต่อกำาหนดไว้ โปรโตคอลที่เป็ นมาตรฐานสำาหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ต คือ TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทกุ เครื่องที่เชื่อมต่อเข้ ากับเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตจะต้ องมีหมายเลขประจำา เครื่ อง ที่เรี ยกว่า IP Address เพื่อเอาไว้ อ้างอิงหรื อติดต่อกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ อื่นๆ ในเครื อข่าย ซึง่ IP ใน ที่นี ้ก็คือ Internet Protocol ตัวเดียวกับใน TCP/IP นัน่ เอง IP address ถูกจัดเป็ นตัวเลขชุดหนึง่ ขนาด 32 บิต ใน 1 ชุดนี ้จะมีตวั เลขถูกแบ่งออกเป็ น 4 ส่วน ส่วนละ 8 บิตเท่าๆ กัน เวลาเขียนก็แปลงให้ เป็ น เลขฐานสิบก่อนเพื่อความง่ายแล้ วเขียนโดยคัน่ แต่ละส่วนด้ วยจุด (.) ดังนันในตั ้ วเลขแต่ละส่วนนี ้จึงมีคา่ ได้ ไม่เกิน 256 คือ ตังแต่ ้ 0 จนถึง 255 เท่านัน้ เช่น IP address ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ของสถาบันราชภัฎ


สวนดุสิต คือ 203.183.233.6 ซึง่ IP Address ชุดนี ้จะใช้ เป็ นที่อยูเ่ พื่อติดต่อกับเครื่ องพิวเตอร์ อื่นๆ ในเครื อ ข่าย โดเมนเนม (Domain name system :DNS) เนื่องจากการติดต่อสื่อสารกันกันในระบบอินเทอร์ เน็ตใช้ โปรโตคอล TCP/IP เพื่อสื่อสารกัน โดยจะ ต้ องมี IP address ในการอ้ างอิงเสมอ แต่ IP address นี ้ถึงแม้ จะจัดแบ่งเป็ นส่วนๆ แล้ วก็ยงั มีอปุ สรรคใน การที่ต้องจดจำา ถ้ าเครื่องที่อยูใ่ นเครือข่ายมีจำานวนมากขึ ้น การจดจำาหมายเลข IP ดูจะเป็ นเรื่ องยาก และ อาจสับสนจำาผิดได้ แนวทางแก้ ปัญหาคือการตังชื ้ ่อหรื อตัวอักษรขึ ้นมาแทนที่ IP address ซึง่ สะดวกในการ จดจำามากกว่า เช่น IP address คือ 203.183.233.6 แทนที่ด้วยชื่อ dusit.ac.th ผู้ใช้ งานสามารถ จดจำา ชื่อ dusit.ac.th ได้ งา่ ยกว่า การจำาตัวเลข โดเมนที่ได้ รับความนิยมกันทัว่ โลก ที่ถือว่าเป็ นโดเมนสากล มีดงั นี ้ คือ .com ย่อมาจาก commercial สำาหรับธุรกิจ .edu ย่อมาจาก education สำาหรับการศึกษา .int ย่อมาจาก International Organization สำาหรับองค์กรนานาชาติ .org ย่อมาจาก Organization สำาหรับหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำาไร .org ย่อมาจาก Organization สำาหรับหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำาไร การขอจดทะเบียนโดเมน การขอจดทะเบียนโดเมนต้ องเข้ าไปจะทะเบียนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ชื่อโดเมนที่ขอจดนันไม่ ้ สามารถซ้ำ ากับชื่อที่มีอยูเ่ ดิม เราสามารถตรวจสอบได้ วา่ มีชื่อโดเมนนันๆ ้ หรื อยังได้ จากหน่วยงานที่เราจะ เข้ าไปจดทะเบียน • •

การขอจดทะเบียนโดเมน มี 2 วิธี ด้ วยกัน คือ 1. การขอจดะเบียนให้ เป็ นโดเมนสากล(.com.edu.int.org.net) ต้ องขอจดทะเบียนกับ www.networksoluti on.com ซึง่ เดิม คือ www.internic.net 2. การขอทดทะเบียนที่ลงท้ ายด้ วย .th (Thailand)ต้ องจดทะเบียนกับ www.thnic.net โดเมนเนมที่ลงท้ าย ด้ วย .th ประกอบด้ วย ac.th ย่อมาจาก Academic Thailand สำาหรับสถานศึกษาในประเทศไทย .co.th ย่อมาจาก Company Thailand สำาหรับบริ ษัทที่ทำาธุรกิจในประเทศไทย .go.th ย่อมาจาก Government Thailand สำาหรับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล .net.th ย่อมาจาก Network Thailand สำาหรับบริ ษัทที่ทำาธุรกิจด้ านเครื อข่าย


.or.th ย่อมาจาก Organization Thailand สำาหรับหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำาไร .in.th ย่อมาจาก Individual Thailand สำาหรับของบุคคลทัว่ ๆ ไป

การเชื่อมต่ ออินเทอร์ เน็ตแบบใช้ สาย (Wire Internet)

1. การเชื่อมต่ ออินเทอร์ เน็ตรายบุคคล (Individual Connection) การเชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตรายบุคคล คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตจากที่บ้าน (Home user) ซึง่ ยัง ต้ องอาศัยคูส่ ายโทรศัพท์ในการเข้ าสูเ่ ครือข่ายอินเทอร์ เน็ต ผู้ใช้ ต้องสมัครเป็ นสมาชิกกับผู้ให้ บริ การ อินเทอร์ เน็ตก่อน จากนันจะได้ ้ เบอร์ โทรศัพท์ของผู้ให้ บริ การอินเทอร์ เน็ต รหัสผู้ใช้ (User name) และรหัส ผ่าน (Password) ผู้ใช้ จะเข้ าสูร่ ะบบอินเทอร์ เน็ตได้ โดยใช้ โมเด็มที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ของผู้ใช้ หมุนไป ยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ให้ บริการอินเทอร์ เน็ต จากนันจึ ้ งสามารถใช้ งานอินเทอร์ เน็ตได้ ดังรูป

องค์ ประกอบของการใช้ อนิ เทอร์ เน็ตรายบุคคล 1. โทรศัพท์ 2. เครื่ องคอมพิวเตอร์ 3. ผู้ให้ บริ การอินเทอร์ เน็ต ซึง่ จะให้ เบอร์ โทรศัพท์ รหัสผู้ใช้ และรหัสผ่าน 4. โมเด็ม (Modem) โมเด็ม คือ อุปกรณ์ที่ใช้ ในการแปลงสัญญาณ เนื่องจากสัญญาณในคอมพิวเตอร์ เป็ นสัญญาณ ดิจิทลั (Digital) แต่สญ ั ญาณเสียงในระบบโทรศัพท์เป็ นสัญญาณอนาล็อก (Analog) ดังนันเมื ้ ่อต้ องการเข้ า สูร่ ะบบอินเทอร์ เน็ตจึงต้ องใช้ โมเด็มเพื่อเป็ นอุปกรณ์ในการแปลงสัญญาณดิจิทลั จากเครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้ เป็ นสัญญาณอนาล็อกตามสายโทรศัพท์ และแปลงกลับจากสัญญาณอนาล็อกเป็ นสัญญาณดิจิทลั เมื่อถึง ปลายทาง


ความเร็ วของโมเด็มมีหน่วยเป็ น บิตต่อวินาที (bit per second : bps) หมายความว่า ในหนึง่ วินาที จะมี ข้ อมูลถูกส่งออกไป หรือรับเข้ ามากี่บิต เช่น โมเด็มที่มีความเร็ ว 56 Kpbs จะสามารถ รับ-ส่งข้ อมูล ได้ 56 กิโลบิตในหนึง่ วินาที โมเด็มสามารถแบ่ งได้ 3 ประเภท คือ 1. โมเด็มแบบติดตัง้ ภายนอก (External modem) เป็ นโมเด็มที่ติดตังกั ้ บคอมพิวเตอร์ ภายนอก สามารถเคลื่อนย้ ายได้ สะดวก เพราะในปั จจุบนั การ เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ จะผ่าน USB พอร์ ต (Universal Serial Bus) ซึง่ เป็ นพอร์ ตที่นิยมใช้ กนั มาก ราคา ของโมเด็มภายนอกไม่สงู มากนัก แต่จะยังมีราคาสูงกว่าโมเด็มแบบติดตังภายใน ้ รูปที่ 6.3 แสดงโมเด็ม ภายนอก

2. โมเด็มแบบติดตัง้ ภายใน (Internal modem) เป็ นโมเด็มที่เป็ นการ์ ดคอมพิวเตอร์ ที่ต้องติดตังเข้ ้ าไปกับแผงวงจรหลักหรื อเมนบอร์ ด (main board) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โมเด็มประเภทนี ้จะมีราคาถูกว่าโมเด็มแบบติดตังภายนอก ้ เวลาติดตังต้ ้ อง อาศัยความชำานาญในการเปิ ดเครื่องคอมพิวเตอร์ และติดตังไปกั ้ บแผงวงจรหลัก

3. โมเด็มสำาหรั บเครื่ องคอมพิวเตอร์ โน้ ตบุ๊ก (Note Book Computer) อาจเรี ยกสัน้ ๆว่ า PCMCIA modem


2. การเชื่อมต่ ออินเทอร์ เน็ตแบบองค์ กร (Corporate Connection) การเชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตแบบองค์กรนี ้จะพบได้ ทวั่ ไปตามหน่วยงานต่างๆ ทังภาครั ้ ฐและเอกชน หน่วยงานต่างๆ เหล่านี ้จะมีเครือข่ายท้ องถิ่น (Local Area Network : LAN) เป็ นของตัวเอง ซึง่ เครื อ ข่าย LAN นี ้เชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตตลอดเวลา ผ่านสายเช่า (Leased line) ดังนัน้ บุคลากรในหน่วยงานจึง สามารถใช้ อินเทอร์ เน็ตได้ ตลอดเวลา การใช้ อินเทอร์ เน็ตผ่านระบบ LAN ไม่มีการสร้ างการเชื่อมต่อ (Connection) เหมือนผู้ใช้ รายบุคคลที่ยงั ต้ องอาศัยคูส่ ายโทรศัพท์ในการเข้ าสูเ่ ครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต

การเชื่อมต่ ออินเทอร์ เน็ตแบบไร้ สาย (Wireless Internet)

1. การเชื่อมต่ ออินเทอร์ เน็ตแบบไร้ สายผ่ านเครื่ องโทรศัพท์ บ้านเคลื่อนที่ PCT เป็ นการเชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ โน้ ตบุ๊ก (Note book) และคอมพิวเตอร์ แบบพกพา (Pocket PC) ผู้ใช้ จะต้ องมี โมเด็ม ชนิด PCMCIA ของ PCT ซึง่ ทำาให้ ผ้ ใู ช้ สามารถใช้ อินเทอร์ เน็ตไร้ ได้ ใน เขตกรุงเทพ และปริมณฑลได้ 2. การใช้ งานอินเทอร์ เน็ตผ่ านโทรศัพท์ มือถือโดยตรง (Mobile Internet) 1. WAP (Wireless Application Protocol) เป็ นโปรโตคอลมาตรฐานของอุปกรณ์ไร้ สายที่ใช้ งาน บนอินเทอร์ เน็ต ใช้ ภาษา WML (Wireless Markup Language) ในการพัฒนาขึ ้นมา แทนการใช้ ภาษา HTML (Hypertext markup Language) ที่พบใน www โทรศัพ���์มือถือปั จจุบนั หลายๆยี่ห้อ จะ สนับสนุนการใช้ WAP เพื่อท่องอินเทอร์ เน็ต ซึง่ มีความเร็ วในการรับส่งข้ อมูลที่ 9.6 kbps และการ ใช้ WAP ท่องอินเทอร์ เน็ตนัน้ จะมีการคิดอัตราค่าบริ การเป็ นนาทีซงึ่ ยังมีราคาแพง


2. GPRS (General Packet Radio Service) เป็ นเทคโนโลยีที่พฒ ั นาขึ ้นเพื่อให้ โทรศัพท์มือถือสา มารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์ เน็ตด้ วยความเร็วสูง และสามารถส่งข้ อมูลได้ ในรูปแบบของมัลติมีเดีย ซึง่ ประกอบด้ วย ข้ อความ ภาพกราฟิ ก เสียง และวีดิโอ ความเร็ วในการรับส่งข้ อมูลด้ วยโทรศัพท์ที่ สนับสนุน GPRS อยูท่ ี่ 40 kbps ซึง่ ใกล้ เคียงกับโมเด็มมาตรฐานซึง่ มีความเร็ ว 56 kbps อัตราค่าใช้ บริ การ คิดตามปริ มาณข้ อมูลที่รับ-ส่ง ตามจริง ดังนันจึ ้ งทำาให้ ประหยัดกว่าการใช้ WAP และยังสื่อสารได้ รวดเร็ ว ขึ ้นด้ วย 3. โทรศัพท์ระบบ CDMA (Code Division Multiple Access) ระบบ CDMA นัน้ สามารถรองรับ การสื่อสารไร้ สายความเร็วสูงได้ เป็ นอย่างดี โดยสามารถทำาการรับส่งข้ อมูลได้ สงู สุด 153 Kbps ซึง่ มากกว่า โมเด็มที่ใช้ กบั โทรศัพท์ตามบ้ านที่เชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตได้ เพียง 56 kbps นอกจากนี ้ ระบบ CDMA ยัง สนับสนุนการส่งข้ อมูลระบบมัลติมีเดียได้ ด้วย 4. เทคโนโลยี บลูทูธ (Bluetooth Technology) เทคโนโลยีบลูทูธ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กบั การ สื่ อสารแบบไร้สาย โดยใช้หลักการการส่งคลื่นวิทยุ ที่อยูใ่ นย่านความถี่ระหว่าง 2.4 - 2.4 GHz ในปั จจุบนั นี้ ได้มีการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้เทคโนโลยีไร้สายบลูธูทเพื่อใช้ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายๆชนิด เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ พอ็ คเก็ตพีซี 3. การเชื่อมต่ ออินเทอร์ เน็ตด้ วยโน้ ตบุ๊ก(Note book) และ เครื่ องปาล์ ม (Palm) ผ่ าน โทรศัพท์ มือ ถือที่สนับสนุนระบบ GPRS โทรศัพท์มือถือที่สนับสนุน GPRS จะทำาหน้ าที่เสมือนเป็ นโมเด็มให้ กบั อุปกรณ์ที่นำามาพ่วงต่อ ไม่ ว่าจะเป็ น Note Book หรือ Palm และในปั จจุบนั บริ ษัทที่ให้ บริ การโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ มีการผลิต SIM card ที่เป็ น Internet SIM สำาหรับโทรศัพท์มือถือเพื่อให้ สามารถติดต่อกับอินเทอร์ เน็ตได้ สะดวกและรวดเร็ ว มากขึ ้น การประยุกต์ ใช้ งานของอินเตอร์ เน็ต เราสามารถนำาระบบเครือข่าย Internet มาประยุกต์ใช้ กบั การนิเทศการศึกษาได้ หลากหลาย และเกือบจะนับว่า Internet มีความจำาเป็ นอย่างยิ่งในระบบการศึกษาปั จจุบนั และในอนาคต ทังนี ้ ้จะเห็น ได้ จากสถาบันการศึกษาเกือบทุกสถาบัน ทังในระดั ้ บอุดมศึกษา มัธยมศึกษา หรื อแม้ แต่ประถมศึกษา ได้ มี การนำาเทคโนโลยี Internet มาใช้ ประกอบการเรี ยนการสอน และนำามาเป็ นเครื่ องมือในการค้ นคว้ าหาความ รู้สำาหรับครู -อาจารย์ มากขึ ้นโดยลำาดับ บางสถาบัน ได้ กำาหนดให้ มีการลงทะเบียนเรี ยน แจ้ งผลการเรี ยน หรื อแม้ กระทัง่ เรียนผ่านทาง Internet แล้ ว ขณะนี ้โรงเรี ยนในสังกัดกรมสามัญศึกษา ส่วนใหญ่สามารถที่จะ เชื่อมต่อใช้ งาน Internet ได้ แล้ วจากโครงการ SchoolNet และเพิ่มขึ ้นเรื่ อย ๆ


ดังนัน้ การนิเทศการศึกษาจึงไม่ควรจำากัดเฉพาะการนิเทศโดยตรงเท่านัน้ การนำาเทคโนโลยี Internet มาประยุกต์ใช้ กบั การนิเทศการศึกษา จึงเป็ นนวัตกรรมใหม่ที่จะทำาให้ การนิเทศ การศึกษาขยายขอบข่ายได้ กว้ างขวางขึ ้น การนำาเทคโนโลยี Internet มาประยุกต์ใช้ ในการนิเทศ อาจทำาได้ หลายรูปแบบ เช่น 1. การสร้ าง Web page เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการนิเทศ และข้ อมูลเทคนิคเกี่ยวกับการเรี ยนการสอน ต่าง ๆ 2. การใช้ E-mail สำาหรับตอบปั ญหาในด้ านการจัดการเรี ยนการสอนของครู -อาจารย์และนักเรี ยน 3. การใช้ โปรแกรมที่สามารถติดต่อแบบ Real time เช่น ICQ ตอบปั ญหาข้ อข้ องใจของครู -อาจารย์ และ นักเรี ยน หรื อใช้ สำาหรับประชุมทางไกล 4. การสร้ างชุดการสอน หรือ CAI บน Internet ในรูปแบบของ Web page การสร้ าง Web page วิธีการนี ้เหมาะสำาหรับหน่วยงานหรื อองค์กรที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็ นประโยชน์ ต่อสาธารณะ หรื อเพื่อประโยชน์ด้านใดด้ านหนึง่ ผู้ที่จะสร้ าง Web page ได้ จะต้ องเป็ นผู้มีความรู้ทางการเขียน โปรแกรม ภาษา HTML (Hypertext Markup Languaqe) บ้ างพอสมควร ปั จจุบนั Web page ของไทยที่ เกี่ยวข้ องกับการศึกษามีอยูม่ ากมาย เช่น Web site ของ โรงเรียนต่าง ๆ ในโครงการ SchoolNet Web site ของกระทรวงศึกษาธิการ , กรมสามัญศึกษา , หน่วยศึกษานิเทศก์ Web site ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หมายเหตุ Web page หมายถึง หน้ าเอกสารแต่ละหน้ าที่แสดงผ่านทาง Browser Home page หมายถึง Web page หน้ าแรกของเอกสารที่แสดงผ่านทาง Browser Web site หมายถึง ข้ อมูลทังหมดที ้ ่แสดงผ่านทาง Browser ซึง่ ประกอบด้ วย Home page และ Web page ทังหมด ้ Web site เหล่านี ้ ผู้สร้ างสามารถกำาหนดให้ ผ้ ใู ช้ หรื อผู้เยี่ยมชม สามารถสำาเนาข้ อมูล แฟ้มเอกสาร หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตา่ ง ๆ ไปใช้ งานได้ หรื อกำาหนดให้ สง่ E-mail ถึงเจ้ าของหรือผู้ดแู ลระบบได้ ทนั ที ดังนัน้ วิธีการนิเทศในรูปแบบของการใช้ Web page สามารถนำามาประยุกต์ใช้ ได้ ในกรณีที่ต้องการเผยแพร่ เอกสารทางวิชาการที่เป็ นประโยชน์ตอ่ การเรี ยนการสอน หรื อนำาเสนอข้ อมูลต่าง ๆ ได้ E-mail กับการนิเทศ


ศึกษานิเทศก์ สามารถให้ การนิเทศได้ ทงทางตรง ั้ และ ทางอ้ อม การนิเทศทางอ้ อมที่ประหยัด รวดเร็ ว ไม่จำากัด ช่วงเวลา ได้ แก่การใช้ E-mail ในการติดต่อสื่อสาร ซี่ง ขึ ้นอยูก่ บั แต่ละบุคคลที่จะประยุกต์นำาไปใช้ เพราะ E-mail ไม่ได้ หมายถึงเฉพาะเขียนจดหมายโต้ ตอบกัน เท่านัน้ แต่ยงั สามารถที่จะส่งแฟ้มเอกสาร แฟ้มรูปภาพ และแฟ้มข้ อมูล ต่าง ๆ ได้ อีกด้ วย การใช้ โปรแกรมที่ ติดต่อกันแบบ Real time เช่น โปรแกรม ICQ เราสามารถใช้ โปรแกรม ICQ ให้ เป็ นประโยชน์ตอ่ การนิเทศ ได้ ในลักษณะเดียวกับ E-mail ครู-อาจารย์ หรื อนักเรี ยนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเรี ยนการสอน สามารถที่จะ พูดคุยโต้ ตอบกันได้ ทนั ที และสามารถสื่อสารพร้ อมกันได้ หลาย ๆ คน ประโยชน์ ของอินเตอร์ เน็ต ด้ านการศึกษา 1. สามารถใช้ เป็ นแหล่งค้ นคว้ าหาข้ อมูล ไม่ว่าจะเป็ นข้ อมูลทางวิชา หรื ออ่านหนังสือออนไลน์ 2. ระบบเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต จะทำาหน้ าที่เสมือนเป็ นห้ องสมุดออนไลน์ 3. นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้ อินเตอร์ เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอืน่ ๆ เพื่อค้ นหาข้ อมูลที่กำาลัง ศึกษาอยูไ่ ด้ ทังที ้ ่ข้อมูลที่เป็ น ข้ อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็ นต้ น 4. สามารถทำาการเรียนการสอนผ่านระบบอินเตอร์ เน็ตได้ ด้ านการพาณิชย์ 1. ค้ นหาข้ อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ 2. สามารถซื ้อขายสินค้ า ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์ เน็ต 3. ทำาการตลาดการโฆษณาผ่านเครือข่ายอินเตอร์ เน็ต 4. ผู้ใช้ ที่เป็ นบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิ ดให้ บริ การ และสนับสนุนลูกค้ าของตน ผ่านระบบเครื อ ข่ายอินเตอร์ เน็ตได้ เช่น การให้ คำาแนะนำา สอบถามปั ญหาต่าง ๆ ให้ แก่ลกู ค้ า แจกจ่ายตัวโปรแกรมทดลอง ใช้ (Shareware) หรือโปรแกรมแจกฟรี (Freeware) เป็ นต้ น


ด้ านการบันเทิง 1. การพักผ่อนหย่อนใจ เช่น การค้ นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต อ่านหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่นๆ โดยมีภาพประกอบ 2. การเล่นเกมออนไลน์ 3. สามารถฟั งวิทยุหรือดูการถ่ายทอดสดผ่านระบบเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ตได้ 4. สามารถดึงข้ อมูล (Download) ภาพยนตร์ ตวั อย่างทังภาพยนตร์ ้ ใหม่ และเก่า มาดูได้

นอกจากที่กล่าวมาข้ างต้ นแล้ ว ในระบบอินเตอร์ เน็ตยังมีบริ การอื่นๆ อีกมากมาย พอจะสรุปได้ วา่ อินเตอร์ เน็ต มีความสำาคัญ ในการประยุกต���ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทนั สมัย การติดต่อสื่อสารที่สะดวก และรวดเร็ ว แหล่งรวบรวมข้ อมูลแหล่งใหญ่ที่สดุ ของโลก อินเตอร์ เน็ตเป็ นเครื่ องมือที่จำาเป็ นสำาหรับงานไอที ทำาให้ เกิดช่องทางในการเข้ าถึงข้ อมูลที่รวดเร็ ว ช่วยในการตัดสินใจ และบริ หารงานทังระดั ้ บบุคคลและ องค์กรปั จจุบนั อินเตอร์ เน็ตได้ เข้ ามามีสว่ นร่วมในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้ อมูลก่อให้ เกิดประโยชน์ มากมายได้ แก่


- ด้ านการติดต่อสื่อสาร เกิดการแลกเปลี่ยนข้ อมูล การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรื อการพูดคุยด้ วยการ ส่งสัญญาณภาพและเสียง - เป็ นระบบสื่อสารพื ้นที่จำาลอง (Cyberspace) ไม่มีข้อจำากัดทางศาสนา เชื ้อชาติ ระบบการปกครอง กฎหมาย - มีระบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเตอร์ เน็ต - สามารถค้ นหาข้ อมูลในด้ านต่างๆ ได้ ผ่านบริ การ World Wide Web - การบริ การทางธุรกิจ เช่น สัง่ ซื ้อสินค้ า หรือการโฆษณาสินค้ าต่างๆ - การบริ การด้ านการบันเทิงต่างๆ เช่น การดูภาพยนตร์ ใหม่ๆ การฟั งเพลง ในระบบเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต การเกมออนไลน์ เป็ นต้ น โทษของอินเตอร์ เน็ต โทษของอินเตอร์ เน็ต มีหลากหลายลักษณะ ทังที ้ ่เป็ นแหล่งข้ อมูลที่เสียหาย, ข้ อมูลไม่ดี ไม่ถกู ต้ อง, แหล่งซื ้อขายประกาศ ของผิดกฏหมาย,ขายบริ การทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ ตา่ งๆ 1.อินเตอร์ เน็ตเป็ นระบบอิสระ ไม่มีเจ้ าของ ทำาให้ การควบคุมกระทำาได้ ยาก 2.มีข้อมูลที่มีผลเสียเผยแพร่อยูป่ ริ มาณมาก 3.ไม่มีระบบจัดการข้ อมูลที่ดี เสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิเช่น เพลง หนัง เติบโตเร็ วเกินไป 4.เสี่ยงต่อการโดนจารกรรมข้ อมูล การโจมตีจากไวรัส, แฮกเกอร์ และจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ มัลแวร์ 5.ข้ อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้ องดูให้ ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวง โจมตี โฆษณาชวนเชื่อ กลัน่ แกล้ งจาก เพื่อนใหม่เช่น การตัดต่อรูปเพื่อการอนาจาร 6.ถ้ าเล่นอินเตอร์ เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรี ยนได้ 7.ข้ อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ 8.ขณะที่ใช้ อินเตอร์ เน็ต โทรศัพท์จะใช้ งานไม่ได้ 9.ใช้ สื่อทางอินเตอร์ เน็ตเพื่อกล่าวหาและโจมตีคแู่ ข่ง ส่วนโทษเฉพาะที่ เป็ นภัยต่ อเด็ก มีอยู่ 7 ประการ บนอินเทอร์ เน็ตสามารถจำาแนกออกได้ ดงั นี ้ 1. การแพร่สื่อลามก มีทงที ั ้ ่เผยแพร่ภาพลามกอนาจาร ภาพการสมสู่ ภาพตัดต่อลามก


2. การล่อลวง โดยปล่อยให้ เด็กและเยาวชนเข้ าไปพูดคุยกันใน Chat จนเกิดการล่อลวงนัดหมายไปข่มขืน หรื อทำาในสิ่งที่เลวร้ าย 3. การค้ าประเวณี มีการโฆษณาเพื่อขายบริ การ รวมทังชั ้ กชวนให้ เข้ ามาสมัครขายบริ การ 4. การขายสินค้ าอันตราย มีตงแต่ ั ้ ยาสลบยาปลุกเซ็กซ์ ปื น เครื่ องช็อตไฟฟ้า 5. การเผยแพร่การทำาระเบิด โดยอธิบายขันตอนการทำ ้ าอย่างละเอียด 6. การพนัน มีให้ เข้ าไปเล่นได้ ในหลายรูปแบบ 7. การเล่นเกม มีทงเกมที ั้ ่รุนแรงไล่ฆา่ ฟั นและเกมละเมิดทางเพศ อินเตอร์ เน็ตในโลกอนาคต เป็ นที่แน่นอนแล้ วว่าในอนาคต อินเทอร์ เน็ตจะเข้ ามามีสว่ นร่วมกับชีวิตประจำาวันของคนเรามากขึ ้น และ จะช่วยอำานวยความสะดวกในการทำางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรูปแบบใหม่ ดังนี ้ 1. การประยุกต์ใช้ อินเทอร์ เน็ตกับเครื่องใช้ ตา่ งๆ ในชีวิตประจำาวัน (Internet Device) จนถึงขัน้ สามารถควบคุมบ้ านทังหลั ้ งได้ ด้วยระบบอินเทอร์ เน็ต 2. มีการประชุมทาง VoIP กันจนเป็ นเรื่องปกติทวั่ ไป เพราะน้ำ ามันมีราคาแพง การเดินทางไปประชุมจะ เป็ นเรื่ องที่ไม่ค้ มุ ค่า จนต้ องประชุมผ่านเครือข่าย เนื่องจากปั จจุบนั อินเทอร์ เน็ตความเร็ วสูงราคาถูกลงมาก แล้ วและสามารถติดตังตามบ้ ้ านที่พกั อาศัยทัว่ ไปได้ 3. นักธุรกิจรายย่อย จะมีการใช้ เว็บไซต์สำาเร็ จรูป (DIY Website) ในการประชาสัมพันธ์ธรุ กิจให้ เป็ น ที่ร้ ูจกั ของคนที่ใช้ งานอินเทอร์ เน็ต เพราะทำาได้ ง่ายและประหยัดค่าใช้ จ่าย แม้ แต่ร้านขายขนมร้ านเล็กๆ ก็ ยังมีเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ตนเอง 4. มีอินเทอร์ เน็ตไร้ สาย (Wi-Fi) ให้ บริการทัว่ ไปตามร้ านสะดวกซื ้อ อินเทอร์ เน็ตจะมอบอำานาจสื่อให้ แก่ คนทัว่ ไป ทังเรื ้ ่องข่าวสาร วิทยุ โทรทัศน์ จนถึงขันที ้ ่ข้อมูลต่างๆ ไม่ได้ ตกอยูก่ บั กลุม่ ใดกลุม่ หนึง่ ดังในอดีต เห็นได้ จากเว็บไซต์ http://www.myspace.com ที่ทำาให้ การทำาเว็บไซต์ทำาได้ งา่ ยขึ ้น สามารถ ใส่ภาพ ใส่เพลงและเขียนบันทึกที่เรียกว่า Blog เพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ อย่างกว้ างขวาง


และเว็บ http://www.youtube.com ที่ให้ คนสามารถอัพโหลดไฟล์วีดิโอไปแบ่งปั นกันดูอย่าง ง่ายดาย แม้ แต่อินเทอร์ เน็ตความเร็ว 56 K ก็สามารถดูได้ แต่ว่าความถูกต้ องของสื่ออาจจะยังเป็ นเรื่ องที่ เชื่อถือไม่ได้ ทงหมด ั้ 5. จะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านทางอินเทอร์ เน็ตมากยิ่งขึ ้น เพราะสามารถแลกเปลี่ยนไฟล์กนั ทาง โปรแกรมสำาหรับดาวน์โหลดไฟล์ เช่น โปรแกรม Bitcomet, ABC, Azureus, BitTorrent ฯลฯ ได้ ง่าย 6. อินเทอร์ เน็ตจะกลายเป็ นแหล่งก่ออาชญากรรมแหล่งใหม่ เนื่องจากคนใช้ งานมากขึ ้น เมื่อเกิดปั ญหา ใด ๆ ขึ ้นก็ตาม จะส่งผลกระทบในวงกว้ างและก่อให้ เกิดความสูญเสียเป็ นมูลค่ามหาศาลไม่ตา่ งจากการก่อ อาชญากรรมทางอื่น เหตุผลสำาคัญของอินเตอร์ เน็ต ปั จจุบนั ข้ อมูลต่างๆในอินเทอร์ เน็ตมีจำานวนมากทำาให้ การบริ หารจัดการข้ อมูลและการสืบค้ นเพื่อ นำาองค์ความรู้ไปใช้ ให้ เกิดประโยชน์มีความยุง่ ยาก และใช้ เวลามากขึ ้น เนื่องจากข้ อมูลที่ได้ มีมากเกินความ จำาเป็ นของผู้ใช้ (Information Overload) ทังข้ ้ อมูลจากอินเทอร์ เน็ต และอินทราเน็ตภายในองค์กร นอกจากนี ้ข้ อมูลที่มีอยูย่ งั ขาดการบูรณาการ เชื่อมโยง และขาดการจัดการความรู้ที่ดีพอ เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงเข้ ามามีบทบาทช่วยอำานวยความสะดวกแก่ผ้ ใู ช้ งานมากขึ ้น โดยเฉพาะแนวคิดฐานความรู้ หรื อ ออน โทโลยี (Ontology) ซึง่ เป็ นการสร้ างความเข้ าใจพื ้นฐานร่วมกันระหว่างมนุษย์กบั โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรื อระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตา่ งโปรแกรม ให้ สามารถสื่อสารกันได้ ในเชิงลึก (Deep Knowledge) สามารถนำาไปสูก่ ารประยุกต์งานได้ อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ ้น เช่น ระบบสืบค้ นเชิงความหมาย (Semantic Search) ระบบแนะนำาข้ อมูล (Recommender System) ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) ระบบถามตอบ (Question-answering) เป็ นต้ น ในการส่งเสริมการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เหล่านี ้ให้ มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ ้น เทคโนโลยีเว็บเชิงความ หมาย (Semantics Web Technology) ได้ เข้ ามาเป็ นกลไกสำาคัญสำาหรับการบูรณาการและจัดระเบียบ ข้ อมูลเชิงความหมาย ที่จะส่งผลให้ การสืบค้ นข้ อมูลได้ ผลลัพธ์ที่มีการสรุปสาระสำาคัญ และมีการเชื่อมโยง ระหว่างข้ อมูลหลากชนิดมากยิ่งขึ ้น นอกจากนี ้ Semantic Web Technology ยังเป็ นองค์ประกอบสำาคัญ ของการพัฒนา Web 3.0 ซึง่ จะเข้ ามามีบทบาทสำาคัญในอนาคต ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ


คอมพิวเตอร์ แห่งชาติ จึงจัดกิจกรรม “เครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อการจัดการความ รู้เชิงความหมายสำาหรับนักพัฒนาระบบ (Semantic-based Knowledge Management Tools for Developers)” สำาหรับนักพัฒนาระบบ นักศึกษา และบุคคลทัว่ ไปที่สนใจ บริการต่ างๆ บนอินเทอร์ เน็ต 1. เวิลด์ไวด์เว็บ (WWW) เวิลด์ไวด์เว็บ หรื อเครื อข่ายใยแมงมุม เหตุที่เรี ยกชื่อนี ้เพราะว่าเป็ นลักษณะ ของการเชื่อมโยงข้ อมูล จากที่หนึง่ ไปยังอีกที่หนึง่ เรื่ อยๆ เวิลด์ไวด์เว็บ เ���็ นบริ การที่ได้ รับความนิยมมาก ที่สดุ ในการเรียกดูเว็บไซต์ต้องอาศัยโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (web browser) ในการดูข้อมูล เว็บเบ ราว์เซอร์ ที่ได้ รับความนิยมใช้ ในปั จจุบนั เช่น โปรแกรม Internet Explorer (IE) , Netscape Navigator 2. จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) การติดต่อสื่อสารโดยใช้ อีเมลสามารถทำาได้ โดย สะดวก และประหยัดเวลา หลักการทำางานของอีเมลก็คล้ ายกับการส่งจดหมายธรรมดา นันคื ้ อ จะต้ องมีที่ อยูท่ ี่ระบุชดั เจน ก็คือ อีเมลแอดเดรส (E-mail address) องค์ประกอบของ e-mail address ประกอบด้ วย 1. ชื่อผู้ใช้ (User name) 2. ชื่อโดเมน

Username@domain_name การใช้ งานอีเมล สามารถแบ่งได้ ดงั นี ้ คือ 1. Corporate e-mail คือ อีเมล ที่หน่วยงานต่างๆสร้ างขึ ้นให้ กบั พนักงานหรื อบุคลากรในองค์กร นัน้ เช่น u47202000@dusit.ac.th คือ e-mail ของนักศึกษาของสถาบันราชภัฏสวนดุสิต เป็ นต้ น


2. Free e-mail คือ อีเมล ที่สามารถสมัครได้ ฟรี ตาม web mail ต่างๆ เช่น Hotmail, Yahoo Mail, Thai Mail และ Chaiyo Mail 3. บริ การโอนย้ ายไฟล์ (File Transfer Protocol) เป็ นบริ การที่เกี่ยวข้ องกับการโอนย้ ายไฟล์ผา่ น ระบบอินเทอร์ เน็ต การโอนย้ ายไฟล์สามารถแบ่งได้ ดงั นี ้ คือ 1. การดาวน์โหลดไฟล์ (Download File ) การดาวน์โหลดไฟล์ คือ การรับข้ อมูลเข้ ามายังเครื่ อง คอมพิวเตอร์ ของผู้ใช้ ในปั จจุบนั มีหลายเว็บไซต์ที่จดั ให้ มีการดาวน์โหลดโปรแกรมได้ ฟรี เช่น www.download.com 2. การอัพโหลดไฟล์ (Upload File) การอัพโหลดไฟล์คือการนำาไฟล์ข้อมูลจากเครื่ องของผู้ใช้ ไปเก็บ ไว้ ในเครื่ องที่ให้ บริการ (Server) ผ่านระบบอินเทอร์ เน็ต เช่น กรณีที่ทำาการสร้ างเว็บไซต์ จะมีการ อัพโหลดไฟล์ไปเก็บไว้ ในเครื่องบริการเว็บไซต์ (Web server ) ที่เราขอใช้ บริ การพื ้นที่ (web server) โปรแกรมที่ช่วยในการอัพโหลดไฟล์เช่น FTP Commander 4. บริ การสนทนาบนอินเทอร์ เน็ต (Instant Message) สนทนาบนอินเทอร์ เน็ตคือ การ ส่ง ข้ อความถึงกันโดยทันทีทนั ใด นอกจากนี ้ยังสามารถส่งสัญลักษณ์ตา่ งๆ อาทิ รูปภาพ ไฟล์ข้อมูลได้ ด้วย การสนทนาบนอินเทอร์ เน็ตเป็ นโปรแกรมที่กำาลังได้ รับความนิยมในปั จจุบนั โปรแกรมประเภทนี ้ เช่น โปรแกรม ICQ (I seek you) MSN Messenger, Yahoo Messenger เป็ นต้ น

5 บริ การค้ นหาข้ อมูลบนอินเทอร์ เน็ต 1. Web directory คือ การค้ นหาโดยการเลือก Directory ที่จดั เตรี ยมและแยกหมวดหมูไ่ ว้ ให้ เรี ยบร้ อยแล้ ว website ที่ให้ บริการ web directory เช่น www.yahoo.com, www.sanook.com


2. Search Engine คือ การค้ นหาข้ อมูลโดยใช้ โปรแกรม Search โดยการเอาคำาที่เราต้ องการ ค้ นหาไปเทียบกับเว็บไซต์ตา่ งๆ ว่ามีเว็บไซต์ใดบ้ างที่มคี ำาที่เราต้ องการค้ นหา website ที่ให้ บริ การ search engine เช่น www.yahoo.com, www.sanook.com, www.google.co.th, www.sansarn.com 3. Metasearch คือ การค้ นหาข้ อมูลแบบ Search engine แต่จะทำาการส่งคำาที่ต้องการไป ค้ นหาในเว็บไซต์ที่ให้ บริการสืบค้ นข้ อมูลอื่นๆ อีก ถ้ าข้ อมูลที่ได้ มีซ้ำากัน ก็จะแสดงเพียงรายการเดียว เว็บไซต์ที่ให้ บริการ Metasearch เช่น www.search.com, www.thaifind.com 6. บริ การกระดานข่าวหรือ เวบบอร์ ด (Web board)เว็บบอร์ ด เป็ นศูนย์กลางในการแสดงความคิด เห็น มีการตังกระทู ้ ้ ถาม-ตอบ ในหัวข้ อที่สนใจ เว็บบอร์ ดของไทยที่เป็ นที่นิยมและมีคนเข้ าไปแสดงความ คิดเห็นมากมาย คือ เว็บบอร์ ดของพันธ์ทิพย์ (www.pantip.com) 7. ห้ องสนทนา (Chat Room)ห้ องสนทนา คือ การสนทนาออนไลน์อีกประเภทหนึง่ ที่มีการส่งข้ อ ความสันๆ ้ ถึงกัน การเข้ าไปสนทนาจำาเป็ นต้ องเข้ าไปในเว็บไซต์ที่ให้ บริ การห้ องสนทนา เช่น www.sanook.com www.pantip.com

Web browser


เว็บ เบราว์เ ซอร์ (web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมเรียกดู เว็บไซต์ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับ ข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษา เอชทีเอ็มแอล (html) พีเอชพี (php) ที่จด ั เก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือ เว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่นๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบ เสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ (www) ประโยชน์ของ Web Browser สามารถดูเอกสารภายในเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ อย่างสวยงามมีการแสดง ข้อมูลในรูปของ ข้อความ ภาพ และ ระบบมัลติมีเดียต่างๆ ทำาให้การดูเอกสารบนเว็บมีความน่าสนใจมากขึ้น ส่งผลให้อินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นในปัจจุบัน ปัจจุบัน web browser ส่วนใหญ่จะรองรับ html5 และ อ่าน css เพื่อความ สวยงามของหน้า web page รายชื่อเว็บเบราว์เซอร์ (web browser) ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายเรียง ตามอันดับความนิยมสูงสุด 5 อันดับแรกของปี 2013 1. Google Chrome 2. Mozilla Firefox 3. Internet Explorer 4. Opera 5. Safari


อ้ างอิง -

http://tc.mengrai.ac.th/paisan/e-learning/internet/page21.htm

-

http://www.krujongrak.com/internet/internet.html

-

http://vclass.mgt.psu.ac.th/~465-302/2006-2/Assignment-02/BPA_29_08_2/unfulness.htm


อ แจ ค กล ม