Issuu on Google+

รายงาน เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ เสนอ อาจารย์สุจิตตรา จันทร์ลอย จัดทำาโดย 1.นางสาววรรณิกา คำาภิรมย์

รหัสนักศึกษา

564101023 2.นางสาวนำ้าฝน พิลาธรรม

รหัสนักศึกษา

564101024 3.นางสาวภัทราวดี พรหมสมบัติ

รหัสนักศึกษา

564101025 4.นางสาวอังคณา วิลา นักศึกษา 564101030

รหัส


5.นางสาวศิริวรรณ มหาโพธิ์

รหัส

นักศึกษา 564101037 รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารสำาหรับครู(PC 34504) มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ภาคเรียนที่ 1/2556

รายงาน เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ เสนอ อาจารย์สุจิตตรา จันทร์ลอย จัดทำาโดย


1.นางสาววรรณิกา คำาภิรมย์

รหัสนักศึกษา

564101023 2.นางสาวนำ้าฝน พิลาธรรม

รหัสนักศึกษา

564101024 3.นางสาวภัทราวดี พรหมสมบัติ

รหัสนักศึกษา

564101025 4.นางสาวอังคณา วิลา

รหัส

นักศึกษา 564101030 5.นางสาวศิริวรรณ มหาโพธิ์

รหัส

นักศึกษา 564101037 รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารสำาหรับครู(PC 34504) มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ภาคเรียนที่ 1/2556

คำา นำา


รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารสำาหรับครู(PC34504) จัดทำาขึ้นในหัวข้อเรื่องระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากการศึกษาในเรื่องดัง กล่าว ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับยุคของคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบ ของคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ ตลอดจนประโยชน์ของระบบคอมพิวเตอร์ ผูศ ้ ึกษาสามารถนำาความรู้ที่ ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำาวัน และคณะผู้จัดทำาจะ ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์สุจิตตรา จันทร์ลอย ผูใ ้ ห้ความรู้และ แนะแนวทางการศึกษาและให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด จนรายงาน เล่มนี้สำาเร็จได้ด้วยดี คณะผู้จัดทำาหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะให้ ความรู้และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

คณะผู้จัด ทำา 1 กันยายน 2556


สารบัญ เรื่อ ง หน้า 1.ยุคของคอมพิวเตอร์

1

ยุคสุ ญญากาศ

3

ยุคทรานซิ สเตอร์

4

ยุควงจรรวม

6

ยุคแอลเอสไอ

7

ยุคเครื อข่าย

8

2.ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์

9

ส่ วนรับข้อมูล

10

ส่ วนประมวลผลข้อมูล

12

ส่ วนแสดงผล

13

หน่วยความจำา

15

3.ระบบคอมพิวเตอร์

18


ฮาร์ ดแวร์

19

ซอร์ ฟแวร์

20

บุคลากร

22

4.ประโยชน์ ของระบบคอมพิวเตอร์

23

5.คำำถำมเพือ่ ส่ งเสริมกำรเรียนรู้

25

6.อ้ ำงอิง

28

ยุคของคอมพิวเตอร์ จุดเริ่ มต้นในการคิดค้นเครื่ องคอมพิวเตอร์ น้ นั เกิดจากความต้องการในการนับ และคิดคำานวณของ มนุษย์โดยในยุคแรกคือช่วงคริ สต์ศกั ราช 1200 การคิดคำานวณยังไม่ซบั ซ้อน ในประเทศจีนมีการใช้ อุปกรณ์ช่วยในการนับที่เรี ยกว่าลูกคิด(abacus) ต่อมาเมื่อมนุษย์ตอ้ งการการคิดคำานวณที่ซบั ซ้อน และ ต้องอาศัยเครื่ องมือช่วยงานที่มีความสมารถหลากหลาย จึงได้มีการพัฒนาเครื่ องช่วยคำานวณที่ซบั ซ้อนแล้ว ก้าวหน้าขึ้นตามลำาดับ จนกระทัง่ ในยุคปัจจุบนั เรามีเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีความสามารถในการคำานวณงาน และประยุกต์ใช้งานได้หลายประเภท เช่น การสื่ อสาร การประมวลผลข้อมูลหรื อแม้แต่ให้ความบันเทิง นอกจากนั้นรู ปลักษณ์ของคอมพิวเตอร์ยงั พัฒนาจนมีขนาดเล็กง่ายต่อการพกพา การพัฒนาเครื่ องคำานวณเป็ นไปอย่างต่อเนื่องและน่าสนใจ เราสามารถแบ่งลักษณะของเครื่ อง คำานวณที่สร้างสร้างขึ้นได้เป็ น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกที่เครื่ องคำานวณมีการทำางานเป็ นกลไกแบบเครื่ องจักรกล และค่อยๆ พัฒนาถึงปัจจุบนั คือช่วงที่เครื่ องคำานวณหรื อเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีการทำางานโดยใช้ไฟฟ้ าทั้งหมด ในช่วงแรกที่มีการพัฒนาเครื่ องคำานวณที่ทาำ งานแบบเครื่ องจักรกล เครื่ องคำานวณที่มีชื่อเสี ยงใช้ คำานวณการบวกลบเลขที่แท้จริ ง ชื่อว่า เครื่ องคำานวณปาสคาล (Pascal calculator) ทีประดิษฐ์ข้ ึน โดยนักคณิ ตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อเบลส ปาสคาล(Blaise Pascal) และต่อมานักคณิ ตศาสตร์ ชาว เยอรมันชื่อกอดริ ด ฟอน ไลบ์นิช (Gottfried Von Leibnitz) ได้ประดิษฐ์เครื่ องคำานวณที่มีความ สามารถในการคูณ หาร และหารากที่สองได้ ชื่อว่าเครื่ องคำานวณสเต็ป เรคคอนเนอร์ (Stepped Reckconer)


เครื่ องคำำนวณปำสคำลที่คดิ ค้ นโดยเบลส ปำสคำล เครื่ องคำำนวณสเต็ป เรคคอนเนอร์ เมื่อความรู้ดา้ นคณิตศาสตร์พฒั นาต่อไป นักคณิ ตศาสตร์ ตอ้ งการเครื่ องมือที่มีความสามารถมากขึ้ น เพื่อช่วยในการคำานวณ ในปี พ.ศ. 2343 นักคณิ ตศาสตร์ ชาวอังกฤษชื่อว่าชาร์ ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็ นบิดาแห่ งคอมพิวเตอร์ ได้พฒั นาเครื่ องคำานวณที่เรี ยกว่าดิฟเฟอร์ เรนซ์เอนจิน (difference engine) ที่สามารถคำานวณตัวเลขของตารางคณิ ตศาสตร์ เช่น ตรี โกณมิติ และลอการิ ทึมได้และต่อมาได้พฒั นาเป็ นเครื่ องคำานวณที่มีหลักการทำางานใกล้เคียงกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในปั จจุบนั โดยนำาบัตรเจาะรู เข้ามาช่วยในการทำางาน ตั้งแต่ควบคุมกระบวนการทำางาน

เครื่องดิฟเฟอร์ เรนซ์ เอนจิน จนกระทัง่ ใช้เป็ นหน่วยความจำา และมีวงล้อหมุนเรี ยกว่ามิล (mill) เป็ นหน่วยคำานวณเพื่อให้ได้ ผลลัพธ์ เครื่ องคำานวณแบบนี้ ถือได้วา่ เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องแรกของโลกและมีชื่อว่าแอนาไลติคอล เอนจิน (analytical engine) จากนั้นมา การพัฒนาเครื่ องคำานวณยังคงมีต่อมาเรื่ อยๆ จนมีการพัฒนาเครื่ อง คอมพิวเตอร์ ที่ใช้ไฟฟ้ าในการทำางาน โดยเริ่ มต้นใช้หลอดสุ ญญากาศเป็ นองค์ประกอบของวงจรไฟฟ้ า และ จุดนี้เองนับเป็ นจุดเริ่ มต้นในการนับแบ่งยุคของคอมพิวเตอร์ เป็ นคอมพิวเตอร์ สมัยใหม่ที่เป็ นวงจร อิเล็กทรอนิกส์ลว้ นๆ และถ้าแบ่งยุคของคอมพิวเตอร์ สมัยใหม่น้ี ออกตามลักษณะโครงสร้างและเทคโนโลยี จะแบ่งได้ดงั ต่อไปนี้


เครื่ องแอนำไลติคอลเอนจิน

บัตรเจำะรู

1.ยุคหลอดสุ ญญำกำศ ยุคนี้อยูร่ ะหว่าง พ.ศ.2488 – 2501 เครื่ องคอมพิวเตอร์ ยคุ นี้ ใช้ หลอดสุ ญญากาศ (vacuum tube) ซึ่ง เป็ นอุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ขนาดเท่าหลอดไฟฟ้ าตามบ้านเป็ นองค์ประกอบหลักของวงจรไฟฟ้ า และใช้บตั ร เจาะรู ในการเก็บข้อมูลและคำาสัง่ ที่ให้คอมพิวเตอร์ ทาำ งาน และใช้ดรัมแม่เหล็ก (magnetic drum) เป็ นหน่วย ความจำาหลัก ดรัมแม่เหล็กทำาด้วย วงแหวนแม่เหล็กขนาดเล็ก ๆ เท่าหัวเข็มหมุดจำานวนมากมาย วงแหวน เหล่านี้ถูกร้อยด้วยเส้นลวดเล็ก ๆ เหมือนการร้อยลูกปั ด หรื อ หน้าต่างมุง้ ลวดที่มีวงแหวนคล้องอยูท่ ี่จุดตัด ของเส้นลวด หน่วยความจำาหลักนี้ จะเก็บข้อมูลเฉพาะในขณะที่มีการประมวลผลเท่านั้น คอมพิวเตอร์ ในยุค นี้มีความเร็ วในการทำางานอยูใ่ นหน่วยหนึ่งในพันวินาที (millisecond)

หลอดสุ ญญำกำศ ในระยะแรก จุดประสงค์ของการสร้างเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุคนี้ เพื่อช่วยในงานวิจยั ด้าน วิทยาศาสตร์ และเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่เป็ นอิเล็กทรอนิกส์เครื่ องแรกมีชื่อว่า อินิแอค (Electronic Number Integrator and Calculator : ENIAC) ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ. 2486 เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ประกอบ ำ กมาก ต่อมาในปี 18,000 หลอด ด้วยหลอดสุ ญญากาศประมาณ 18,000 หลอด ทำาให้มีขนาดใหญ่และน้าหนั ำ กมาก ต่อมาในปี 2491 ได้มีการพัฒนาเครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องแรกที่สามารถ ทำาให้มีขนาดใหญ่และน้าหนั ใช้งานทางธุรกิจ ชื่อว่า ยูนิแวค (Universal Automatic Company : UNIVAC) ทั้งนี้เพื่อใช้ช่วยในการสำารวจ สำามะโนประชากร


การสัง่ งานคอมพิวเตอร์ยคุ นี้ ในระยะแรกจะใช้ภาษาเครื่ อง ซึ่ งเป็ นรหัสตัวเลขท���่ทาำ ให้ใช้งานลำาบาก จึง ได้มีการคิดค้นภาษาสัญลักษณ์ (symbolic language) ขึ้นช่วยงาน โดยใช้ภาษาชนิดเขียนคำาสัง่ เป็ นภาษา อังกฤษก่อนและจึงใช้ตวั แปลภาษาแปลงเป็ นภาษาเครื่ องอีกครั้ งหนึ่ง ำ กที่มากแล้ว ยังมีปัญหาเรื่ อง ปั ญหาของคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศ นอกจากขนาดและน้าหนั ความร้อน เนื่องจากหลอดดังกล่าวต้องใช้พลังงานสูงทำาให้เกิดความร้อนจากการใช้งานสูง และไส้หลอด ขาดง่าย ทำาให้มีการพัฒนาอุปกรณ์อื่นขึ้นใช้งานแทน

2. ยุค ทรานซิส เตอร์ ยุคนี้อยูร่ ะหว่าง พ.ศ. 2502 - 2506 เครื่ องคอมพิวเตอร์ ยคุ นี้ ใช้ทรานซิ สเตอร์ (transistor) เป็ นองค์ ประกอบหลักของวงจรไฟฟ้ าแทนหลอดสุญญากาศ โดยผูท้ ี่คิดค้นทรานซิสเตอร์ คือนักวิทยาศาสตร์ สามคน ของห้องปฏิบตั ิการเบลล์ (Bell Laboratories) แห่ งสหรัฐอเมริ กา ได้แก่ บาร์ ดีน (J.Bardeen) แบรทเทน (H.W.Brattain) และชอคเลย์ (W.Shockley) การ ใช้ทรานซิสเตอร์ในการผลิตคอมพิวเตอร์แทนหลอดสุ ญญากาศทำาให้ตวั คอมพิวเตอร์ มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม มาก โดยทรานซิสเตอร์ที่พฒั นาขึ้นเป็ นครั้งแรกมีขนาด 1 ใน 100 ของหลอดสุ ญญากาศเท่านั้น นอกจาก ขนาดเล็กแล้วยังมีคุณสมบัติที่ดีอีกหลายประการคือ ไม่เปลืองกระแสไฟฟ้ า ไม่ตอ้ งใช้เวลาอุ่นเครื่ องเมื่อแรก เปิ ดเครื่ อง ทำาให้เครื่ องคอมพิวเตอร์มี ประสิ ทธิ ภาพและความเร็ วเพิม่ ขึ้น จนกระทัง่ สามารถบวกจำานวน 2 จำานวนได้ในเวลาประมาณหนึ่งในล้าน วินาที (microsecond) โดยที่ทรานซิสเตอร์เป็ นปั จจัยในการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ที่สาำ คัญยิ ง่ จึงทำาให้นกั วิทยาศาสตร์ท้ งั สามคนได้รับรางวัลโนเบล


เครื่องคอมพิวเตอร์ ทรำนซิสเตอร์

ทรำนซิสเตอร์ (Transistor) นอกจากจะมีวิวฒั นาการเกี่ยวกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ แล้ว ยังมีการพัฒนาภาษาที่ใช้กบั เครื่ อง คอมพิวเตอร์ อีกด้วย ในยุคนี้ มีการใช้ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ซึ่ งเป็ นภาษาที่ใช้คาำ ย่อเป็ นคำา สั่งแทนรหัสตัวเลข ทำาให้การเขียนโปรแกรมสะดวกขึ้น หลังจากนี้ กม็ ีการพัฒนาภาษาระดับสูง คือ ภาษาที่ เขียนเป็ นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่นในกลางปี พ.ศ. 2498 เริ่ มมีการใช้ภาษาฟอร์ แทรน (FORmular TRANstator : FORTRAN) ในงานทางด้านคณิ ตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2502 มี การพัฒนาภาษาโคบอล (Common Business Oriented Language : COBOL) ใช้ในทางด้านธุรกิจ ทั้งสอง ภาษานี้ยงั มีใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ถึงปัจจุบนั ในปี พ.ศ. 2505 มีการนำาชุดจานแม่เหล็กที่ถอดเปลี่ยนได้มาใช้บนั ทึกข้อมูลแทนการใช้เทปแม่เหล็ก เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ใช้กบั คอมพิวเตอร์ยคุ นี้ ทาำ ให้ค่าใช้จ่ายในการใช้คอมพิวเตอร์ ถูกลง และทำาให้ธุรกิจต่าง ๆ เริ่ มนำาคอมพิวเตอร์มาใช้ในกิจการมากขึ้น


3. ยุค วงจรรวม ยุคนี้อยูร่ ะหว่าง พ.ศ. 2507 – 2512 เป็ นยุคที่มีการพัฒนาวงจรไอซี (Integrated Circuit : IC) ซึ่ งเป็ นการ บรรจุวงจรอิเล็กทรอนิกส์จาำ นวนมากลงบนแผ่นซิลิคอนเล็ก ๆ เช่น แผ่นซิลิคอนขนาดเล็กกว่า 1/8 ตารางนิ้ว สามารถบรรจุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้หลายร้อยวงจร ไอซีจึงเข้ามาทำา หน้าที่แทนทรานซิสเตอร์ เนื่องจาก มีคุณสมบัติเด่น 4 ประการคือ 3.1 มีความเชื่อถือได้ หมายความว่า ไม่วา่ จะใช้งานกี่ครั้ งกี่หน ก็จะได้ผลออกมาเหมือนเดิม คอมพิวเตอร์ ที่ใช้หลอดสุญญากาศจะเกิดการขัดข้องโดยเฉลี่ยแล้วทุกๆ 15 วินาที ส่ วนไอซีมีปัญหาเช่นนี้ น้อยมาก คือ 1 ครั้ง ใน 23 ล้านชัว่ โมง 3.2 มีความกระชับ เนื่องจากวงจรได้ถูกย่อส่ วนให้เล็กทำาให้อุปกรณ์มีขนาดเล็กกะทัดรัด มีความเร็ วใน การทำางานเพิ่มมากขึ้น เพราะวงจรอยูใ่ กล้กนั มากระยะเวลาในการเดินทางของกระแสไฟฟ้ าจะน้อยลง 3.3 ราคาถูก เนื่องจากมีการผลิตเป็ นปริ มาณมาก ๆ ทำาให้ตน้ ทุนถูกลง 3.4 ใช้พลังงานไฟฟ้ าน้อย ทำาให้ประหยัด

เครื่ องคอมพิวเตอร์ ในยุควงจรรวม Circuit : IC)

วงจรรวม (Integrated

ใน พ.ศ. 2507 บริ ษทั ไอบีเอ็ม นำาคอมพิวเตอร์รุ่น 360 ออกสู่ตลาด ซึ่งถือว่าเป็ นการเริ่ มยุคที่สามของ คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์รุ่น 360 นี้ได้ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้ท้ งั ทางวิทยาศาสตร์ และทางธุรกิจที่ใช้หลัก การซึ่งมีลกั ษณะเด่นหลายประการ เช่น ประการแรกเครื่ องรุ่ นนี้ มีดว้ ยกันหลายแบบตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาด ใหญ่ แต่ละแบบใช้ภาษาเดียวกัน ทำาให้ผใู้ ช้สามารถเปลี่ยนจากเครื่ องเล็กเป็ นเครื่ องใหญ่ได้ง่าย ประการที่


สองเครื่ องรุ่ นนี้ เริ่ มนำาระบบปฏิบตั ิการขนาดใหญ่มาใช้เป็ นตัวกลางในการควบคุมการติดต่อกับอุปกรณ์ ต่างๆ

4. ยุค วีแ อลเอสไอ จากวงจรไอซีได้มีการพัฒนาวงจรรวมความจุสูงหรื อแอลเอสไอ (Large Scale Integrated Circuit : LSI) ขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.2513 ทำาให้สามารถบรรจุวงจรทรานซิสเตอร์จาำ นวนหลายพันตัวลงบนแผ่น ซิลิคอนขนาด 1/6 ตารางนิ้ว นับเป็ นการเริ่ มยุคที่สี่ของคอมพิวเตอร์ ซ่ ึ งอยูร่ ะหว่าง พ.ศ.2513 – 2532 และในปี พ.ศ. 2518 สามารถเพิม่ ปริ มาณวงจรหลายหมื่นวงจรลงบนซิลิคอนขนาดเท่าเดิม เรี ยกว่า วงจรรวมความจุสูง มากหรื อวีแอลเอสไอ (Very Large Scale Integrated Circuit : VLSI) จากการประดิษฐ์วีแอลเอสไอสามารถ นำามาสร้างเป็ นไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งทำาหน้าที่เป็ นหน่วยประมวลผลกลางหรื อซีพียู (Central Processing Unit : CPU) ของคอมพิวเตอร์ และสามารถลดขนาดของคอมพิวเตอร์ ให้เล็กลงจนสามารถตั้งบนโต๊ะทำางาน ในสำานักงาน หรื อพกพาไปในที่ต่างๆ เหมือนกระเป๋ าหิ้ วได้ เรี ยกเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่เกิดในยุคนี้ วา่ ไมโคร คอมพิวเตอร์ (microcomputer) นอกจากนี้ ยังสามารถนำาวงจรวีแอลเอสไอมาสร้างเป็ นหน่วยความจำารองที่ สามารถเก็บข้อมูลในระหว่างที่เครื่ องคอมพิวเตอร์ทาำ งานได้ ทำาให้ได้หน่วยความจำาที่มีความจุมากขึ้ น ประสิ ทธิ ภาพในการทำางานของคอมพิวเตอร์ ยคุ นี้ จะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ ว จนคอมพิวเตอร์ นอกจากช่วย งานคำานวณแล้วยังสามารถทำางานเฉพาะทางอื่นๆ ได้มากกว่าช่วยงานคำานวณ เช่น การนำาเสนอข้อมูลแบบ สื่ อประสม

คอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคล (Personal Computer)


ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) วงจรวีแอลเอสไอที่รวมทรานซิสเตอร์ได้นบั พันตัวไว้บนแผ่นซิ ลิคอนที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบ มือคนนอกจากการพัฒนาในระบบฮาร์ดแวร์ แล้ว ในยุคนี้ ยงั มีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ให้มีขีดความ สามารถสูงขึ้นมาก มีการพัฒนาระบบปฏิบตั ิการที่มีการติดต่อกับผูใ้ ช้ในรู ปของกราฟิ กที่เรี ยกว่าจียไู อ (Graphic User Interface : GUI) แทนการติดต่อแบบรายคำาสัง่ (command line interface)ที่เป็ นการพิมพ์คาำ สัง่ ทีละคำาสัง่ เพื่อสัง่ งานคอมพิวเตอร์ทาำ งานเช่นในอดีต ปั จจุบนั เริ่ มมีการใช้เมาส์ในการสัง่ งานคอมพิวเตอร์ และยังมีการพัฒนาซอฟต์แวร์สาำ เร็ จช่วยงานจำานวนมาก ทั้งที่เป็ นงานสำานักงานทัว่ ไปและงานเฉพาะทาง เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำา ซอฟต์แวร์ตารางทำางาน ซอฟต์แวร์นาำ เสนอ ซอฟต์แวร์ เหล่านี้ กจ็ ะมีการติดต่อกับ ผูใ้ ช้แบบจียไู อ ทำาให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ ทาำ ได้ง่ายและสะดวกขึ้น การใช้งานคอมพิวเตอร์ จึงได้รับความ นิยมสูงขึ้นมากในยุคนี้

5. ยุค เครือ ข่า ย หลังจากที่มีการคิดค้นวงจรวีแอลเอสไอขึ้นแล้วใช้หน่วยประมวลผลกลางและหน่วยความจำาหลัก ในคอมพิวเตอร์แล้ว การพัฒนาวงจรวีแอลเอสไอก็ยงั คงมีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ ว จนในปั จจุบนั สามารถ บรรจุทรานซิสเตอร์ลงบนแผ่นซิลิคอนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็ น 2 เท่า ทุกๆ 18 เดือน เป็ นผลให้คอมพิวเตอร์ มี ขีดความสามารถเพิ่มขึ้นอย่าง���วดเร็ ว เมื่อคอมพิวเตอร์ ใน ปั จจุบนั สามารถทำางานได้เร็ วขึ้นประมวลผลข้อมูลได้ทีละมากๆ ทำางานได้หลายงานพร้อมกัน รวมทั้ง สามารถแสดงผลในรู ปของสื่ อประสมได้ ความนิยมนำาคอมพิวเตอร์ มาช่วยงานจึงขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ ว และในทุกวงการ ยุคนี้ จะมีความพยายามในการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ กบั งานหลายประเภท เช่น มีความ พยายามนำาคอมพิวเตอร์มาช่วยในการตัดสิ นใจและแก้ปัญหาให้ดียิง่ ขึ้น โดยจะมีการเก็บความรู ้ต่าง ๆ เข้าไว้ ในเครื่ อง สามารถเรี ยกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็ นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ ยคุ นี้ เป็ นผลจาก วิชาการในแขนงที่เรี ยกว่าปัญญาประดิษฐ์ ประเทศต่าง ๆ ทัว่ โลกไม่วา่ จะเป็ นสหรัฐอเมริ กา ญี่ปุ่น และ ประเทศในทวีปยุโรปกำาลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้ กนั อย่างจริ งจัง นอกจากนี้ ในยุคนี้ กม็ ีการพัฒนาเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อกันอยูใ่ นเครื อข่าย สามารถใช้ทรัพยากรร่ วมกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ โดยเริ่ มจากการทำางานเป็ นกลุ่ม (work group) โดยเครื่ องคอมพิวเตอร์ในกลุ่มเดียวกันสามารถใช้อุปกรณ์รอบข้าง เช่น เครื่ องพิมพ์ร่วมกันได้ สามารถเรี ยกใช้ขอ้ มูลที่อยูใ่ นเครื่ องอื่นในกลุ่มได้ โดยใช้เครื อข่ายท้องถิ่น ซึ่งจะเชื่อมคอมพิวเตอร์นบั ร้อย เครื่ องที่อยูภ่ ายในบริ เวณเดียวกัน เช่น ในอาคารเดียวกัน หรื อระหว่างอาคารที่อยูใ่ นรั้ วเดียวกันเข้าด้วยกัน


จากความสะดวกของการทำางานบนเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทำาให้เทคโนโลยีน้ี ได้รับความนิยมสู งมาโดย ตลอด มีผลให้การพัฒนาและการประยุกต์ใช้งานบนเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ มาก ไม่วา่ จะเป็ นการจัดการข้อมูล หรื อการคิดคำานวณ ดังจะเห็นได้วา่ มีการพัฒนาขีดความสามารถของอุปกรณ์ต่อเชื่อมในเครื อข่าย เช่น มีการ พัฒนาสายเชื่อมโยงให้มีความทนทานและสามารถส่ งข้อมูลได้มากขึ้น การพัฒนาขีดความสามารถของ เครื่ องแม่ข่ายในระบบให้มีหน่วยความจำามากขึ้นและประมวลผลได้เร็ วขึ้น

ส่ว นประกอบของคอมพิว เตอร์ คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่ งหมายถึง การนับ หรื อ การคำานวณ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ ไว้วา่ "เครื่ องอิเล็กทรอนิกส์แบบ อัตโนมัติ ทำาหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สาำ หรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิ ตศาสตร์ " คอมพิวเตอร์จึงเป็ นเครื่ องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้ นเพื่อใช้ทาำ งานแทนมนุษย์ ในด้านการ คิดคำานวณและสามารถจำาข้อมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้เพื่อการเรี ยกใช้งานในครั้ งต่อไป นอกจากนี้ ยงั สามารถจัดการกับสัญลักษณ์ได้ดว้ ยความเร็วสู ง โดยปฏิบตั ิตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ยงั มี ความสามารถในด้านต่างๆ อีกมาก อาทิเช่น การเปรี ยบเทียบทางตรรกศาสตร์ การรับส่ งข้อมูล การจัดเก็บ ข้อมูลในตัวเครื่ องและสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆได้ ซึ่งส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ มีดงั นี้ ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ และหลักการทำางานของคอมพิวเตอร์ จะมีวงจรการทำางานพื้นฐาน 4 อย่าง (IPOS cycle) คือ 1.ส่ วนรับข้อมูล (Input Unit) 2.ส่ วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) 3.ส่ วนแสดงผล (Output Unit) 4.หน่วยความจำา (Memory Unit)


1.ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) ทำาหน้าที่รับข้อมูลจากผูใ้ ช้เข้าสู่หน่วยความจำาหลัก ปั จจุบนั อุปกรณ์มากมายแบ่งเป็ นประเภทต่างๆ ได้ ดังนี้ - Keyboard (คียบ์ อร์ด) Keyboard เป็ นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำาข้อมูลลงในเครื่ องคอมพิวเตอร์ มีลกั ษณะเป็ นปุ่ มตัว อักษรเหมือนปุ่ มเครื่ องพิมพ์ดีด เป็ นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ตอ้ งมีในคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่ อง จะรับข้อมูลจาก การกดแป้ นแล้วทำาการเปลี่ยน เป็ นรหัสเพื่อส่ งต่อไปให้กบั คอมพิวเตอร์ แป้ นพิมพ์ที่ใช้ในการป้ อนข้อมูลจะ มีจาำ นวนตั้งแต่ 50 แป้ นขึ้นไป แผงแป้ นอักขระส่ วนใหญ่มีแป้ นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำาให้การป้ อน ข้อมูลตัวเลขทำาได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตำาแหน่งแป้ นอักขระ จะเป็ นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์ สัมผัสของเครื่ องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้ นยกแคร่ (shift) เพื่อทำาให้สามารถใช้พิมพ์ได้ท้ งั ตัวอักษร ตัวพิมพ์ ใหญ่ และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะเป็ นรหัส 7 หรื อ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้ นพิมพ์ แผงแป้ นอักขระจะส่ งรหัสขนาด 7 หรื อ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบ คอมพิวเตอร์

- Mouse (เมาส์) Mouse เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่ป้อนข้อมูลอย่างหนึ่งแต่ที่เห็นการทำางาน โดยทัว่ ไปจะเป็ นตัวที่ใช้ ควบคุมลูกศรให้เคลื่อนที่ไปยังตำาแหน่งต่างๆ บนจอภาพ เหมาะสำาหรับใช้งานเมื่อต้องเลือก หรื อเลื่อนวัตถุ ต่างๆ บนจอ Mouse ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ ได้แก่ 9 Pin, Serial Port และ PS/2 (Personal System Version2)

- Scanner (สแกนเนอร์ )


สแกนเนอร์ คือ อุปกรณ์จบั ภาพและเปลี่ยนแปลงภาพ จากรู ปแบบของแอนาลอกเป็ นดิจิตอล ซึ่ ง คอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรี ยบเรี ยง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็ นรู ปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรื อแม้แต่วตั ถุสามมิติ

- Webcam (เว็บแคม) เว็บแคมหรื อชื่อเรี ยกเต็มๆว่า Web Camera (เว็บแคเมรา) แต่ในบางครั้งก็มีคนเรี ยกว่า Video Camera หรื อ Video Conference เว็บแคมเป็ นอุปกรณ์อินพุตที่ สามารถจับภาพเคลื่อนไหวของเราไปปรากฏในหน้า จอมอนิเตอร์ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวนี้ ผา่ นระบบเครื อข่ายเพื่อให้คนอีกฟากหนึ่งสามารถเห็นตัวเรา เคลื่อนไหว ได้เหมือนอยูต่ ่อหน้า ถือว่าเป็ นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่ง และมีความจำาเป็ นมากขึ้ น เรื่ อยๆ

- Microphone (ไมโครโฟน) ไมโครโฟน คือ อุปกรณ์รับเสี ยงแล้วทำาการแปลงเป็ นสัญญาณไฟฟ้ า เพื่อประมวลผลในเครื่ องขยาย เสี ยงหรื ออุปกรณ์ผสมเสี ยงอื่นๆ ไมโครโฟนจะประกอบด้วยขดลวดและแม่เหล็กเป็ นหลัก เมื่อเสี ยงกระทบ ตัวรับในไมโครโฟนจะทำาให้ขดลวดสัน่ สะเทือนตัดกับสนามแม่เหล็ก จึงทำาให้เกิดสัญญาณไฟฟ้ า ซึ่ งเป็ น หลักการทำางานตรงข้ามกับลำาโพง โดยทัว่ ไปไมโครโฟนใช้รับเสี ยงพูดหรื อเสี ยงร้องเพลง


- Touch screen (ทัชสกรี น) ทัชสกรี น คือ จอภาพแบบสัมผัส ซึ่งเป็ นจอภาพแบบพิเศษที่เป็ นทั้งอุปกรณ์แสดงผลข้อมูล และ อุปกรณ์นาำ เข้าข้อมูล มักนำาไปใช้กบั ธุรกิจร้านค้า โรงแรม สายการบิน พิพิธภัณฑ์ สถานบันเทิงคาราโอเกะ รวมถึงธุรกิจธนาคาร เช่น เครื่ องเอทีเอ็ม ซึ่งผูใ้ ช้งานเพียงแต่นาำ นิ ้วหรื อใช้แท่งคล้ายดินสอหรื อปากกา แตะ/ กดลงบนตำาแหน่งที่ตอ้ งการบนจอภาพ

2.ส่วนประมวลผลข้อมูล (Central Processing Unit) ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่จะขาดไม่ได้เลยคือหน่วยประมวลผลกลาง หรื อ ซีพียู เรี ยกอีกชื่อ หนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรื อ ชิป (chip) นับเป็ นอุปกรณ์ ที่มีความสำาคัญมากที่สุดของฮาร์ ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลที่ผใู้ ช้ป้อนเข้ามาทางอุปกรณ์อินพุต ตามชุดคำาสัง่ หรื อโปรแกรมที่ผู ้ ใช้ตอ้ งการใช้งาน ส่วนประกอบของหน่วยประมวลผลกลางนั้นประกอบไปด้วย 1. หน่วยคำานวณ และตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU) 2. หน่วยควบคุม (Control Unit) 3. หน่วยความจำาหลัก (Main Memory)

3.ส่วนแสดงผล (Output Unit)


หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำาหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท 3.1) หน่วยแสดงผลชัว่ คราว (Soft Copy) หมายถึง การแสดงผลออกมาให้ผใู ้ ช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำางานหรื อเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็ นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์ นั้นก็สามารถส่ งถ่ายไปเก็บในรู ปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลสำารอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่ - จอภาพ (Monitor)

- อุปกรณ์ฉายภาพ (Projector)

- อุปกรณ์เสี ยง (Audio Output)


3.2) หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy) หมายถึง การแสดงผลที่สามารถจับต้อง และเคลื่อนย้ายได้ตาม ต้องการ มักจะออกมาในรู ปของกระดาษ ซึ่งผูใ้ ช้สามารถนำาไปใช้ในที่ต่าง ๆ หรื อให้ผรู ้ ่ วมงานดูในที่ใด ๆ ก็ได้ อุปกรณ์ที่ใช้เช่น - เครื่ องพิมพ์ (Printer)

- เครื่ องพลอตเตอร์ (Plotter)

4.หน่วยความจำา (Memory Unit)


หน่วยความจำา (Memory Unit) ทำาหน้าที่เก็บโปรแกรมหรื อข้อมูลที่รับมาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อ เตรี ยมส่ งออกหน่วยประมวลผลกลางทำาการประมวลผล และรับผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล และเตรี ยม ส่ งออกหน่วยแสดงผลข้อมูลต่อไป ซึ่งหน่วยความจำาของคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็ น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ 4.1) หน่วยความจำาหลัก (Main Memory Unit) เป็ นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำาข้อมูล และโปรแกรมต่าง ๆ ที่อยูร่ ะหว่างการประมวลผลของ คอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเรี ยกว่า หน่วยเก็บข้อมูลหลัก (Primary storage) สามารถแบ่งออกได้เป็ น 2 ประเภท คือ 4.1.1) หน่วยความจำาหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory - ROM) เป็ นหน่วยความ จำาแบบสารกึ่งตัวนำาชัว่ คราวชนิดอ่านได้อย่างเดียว ใช้เป็ นสื่ อบันทึกในคอมพิวเตอร์ เพราะไม่สามารถบันทึก ำ (อย่างง่ายๆ) เป็ นความจำาที่ซอฟต์แวร์หรื อข้อมูลอยูแ่ ล้ว และพร้อมที่จะนำามาต่อกับไมโคร ซ้าได้ โพรเซสเซอร์ได้โดยตรง หน่วยความจำาประเภทนี้ แม้ไม่มีไฟเลี้ยงต่ออยู่ ข้อมูลก็จะไม่หายไปจากน่วยความ จำา (nonvolatile) โดยทัว่ ไปจะใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ตอ้ งมีการแก้ไขอีกแล้วเช่น เก็บโปรแกรมไบออส (Basic Input output System : BIOS) หรื อเฟิ ร์มแวร์ ที่ควบคุมการทำางานของคอมพิวเตอร์ ใช้เก็บโปรแกรมการทำางานสำาหรับ เครื่ องคิดเลขใช้เก็บโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ ที่ทาำ งานเฉพาะด้าน เช่น ในรถยนต์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ควบคุมวงจร ควบคุมในเครื่ องซักผ้า เป็ นต้น


4.1.2) หน่วยความจำาหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory - RAM) เป็ นหน่วยความจำาหลัก ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ยคุ ปัจจุบนั หน่วยความจำาชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำาแหน่ง ต่างๆ อย่างอิสระ และรวดเร็วพอสมควร ซึ่งต่างจากสื่ อเก็บข้อมูลชนิดอื่นๆ อย่างเทป หรื อดิสก์ ที่มีขอ้ จำากัด ในการอ่านและเขียนข้อมูล ที่ตอ้ งทำาตามลำาดับก่อนหลังตามที่จดั เก็บไว้ในสื่ อ หรื อมีขอ้ กำาจัดแบบรอม ที่ อนุญาตให้อ่านเพียงอย่างเดียว ข้อมูลในแรม อาจเป็ นโปรแกรมที่กาำ ลังทำางาน หรื อข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ของโปรแกรมที่ กำาลังทำางานอยู่ ข้อมูลในแรมจะหายไปทันที เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ ถูกปิ ดลง เนื่องจากหน่วยความจำาชนิดนี้ จะเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้ าหล่อเลี้ยงเท่านั้น

4.2) หน่วยเก็บข้อมูลสำารอง (Secondary Storage Unit) สามารถแบ่งออกได้เป็ นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 4 ประเภท ดังนี้ 4.2.1) แบบจานแม่เหล็ก เป็ นอุปกรณ์สาำ รองข้อมูลที่เป็ นลักษณะของจานแม่เหล็กสำาหรับบันทึก ข้อมูลไว้ภายใน Disk ได้รับความนิยมและใช้งานมานานพอสมควรซึ่งเป็ น ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ใช้หลักๆ เลยในปัจจุบนั ยกตัวอย่างเช่น ฮาร์ ดดิสก์


4.2.2) แบบแสง เป็ นสื่ อเก็บข้อมูลสำารองที่ได้รับความนิยมมากในปั จจุบนั โดยใช้หลักการ ทำางานของแสง การจัดการข้อมูลจะคล้ายกับแผ่นจานแม่เหล็ก ต่างกันที่การแบ่งจะเป็ นรู ปก้นหอย และเริ ่ ม เก็บบันทึกข้อมูลจากส่วนด้านในออกมาด้านนอก ที่เป็ นที่นิยมและรู ้จกั กันดี เช่น CD , DVD

4.2.3) แบบเทป เป็ นสื่ อเก็บข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็ นจำานวนมากและเข้าถึงข้อมูลแบบ เรี ยงลำาดับต่อเนื่องกันไป มีการผลิตขึ้นมาหลากหลายขนาดแตกต่างกันไป เช่น DAT และ QIC เป็ นต้น ปั จจุบนั ไม่ค่อยถือเป็ น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์

4.2.4) แบบอื่นๆ เป็ นสื่ อเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่พบได้ทวั่ ไปในปั จจุบนั มีชื่อเรี ยกแตกต่างกันไป เช่น Flash Drive, Thumb Drive , Handy Drive เป็ นต้น อีกชนิดคือ Memory Card เพื่อใช้เก็บข้อมูลในกล้อง ดิจิตอลแบบพกพา


ระบบคอมพิว เตอร์ (Computer System) ระบบคอมพิว เตอร์ ( Computer System) ในการใช้คอมพิวเตอร์ทาำ งานแล้วให้ได้ผลลัพธ์ออกมาตามความต้องการของผูใ้ ช้งานนั้น ย่อมต้องมีองค์ ประกอบที่เรี ยกว่า ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หลายประเภททำางานร่ วมกัน โดยมีคาำ สัง่ หรื อที่เรี ยกว่าโปรแกรมเป็ นตัวสัง่ การให้อุปกรณ์เหล่านั้นทำางานได้ตามที่ มนุษย์ตอ้ งการ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงระบบคอมพิวเตอร์ สิ่งสำาคัญของระบบจึงได้แก่ ฮาร์ ดแวร์ (hardware) ซอฟต์แวร์ (software) และบุคลากร(People Ware) นัน่ คือ เครื่ องคอมพิวเตอร์ จะทำางานได้ตอ้ งประกอบด้วยองค์ ประกอบ 3 ประการ คือ • ฮาร์ ดแวร์ (hardware) • ซอฟต์แวร์ (software) • บุคลากร(People Ware)


ฮาร์ด แวร์ (Hardware) ฮำร์ ดแวร์ (Hardware) หมายถึง ส่วนประกอบ โครงสร้าง รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงที่สนับสนุนการทำางานของ เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ หน้าที่ของฮาร์ ดแวร์ กค็ ือ ทำางาน ตามคำาสั่งควบคุมการทำางานต่างๆ ที่มนุษย์เป็ นผูส้ ร้างขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตอ้ งการ แบ่งออกเป็ นส่ วน ประกอบดังนี้ 1. หน่ วยรับข้อมูล (Input unit) เป็ นอุปกรณ์รับเข้า ทำาหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กนั เป็ นส่วนใหญ่ คือ แป้ นพิมพ์ ( Keyboard ) และเมาส์ ( Mouse) นอกจากนี้ยงั มีอุปกรณ์รับเข้า อื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner), วีดีโอคาเมรา (Video Camera), ไมโครโฟน (Microphone), ทัชสกรี น (Touch screen), แทร็ คบอล (Trackball), ดิจิตเซอร์ เทเบิ้ล แอนด์ ครอสแชร์ (Digiter tablet and crosshair) 2. หน่ วยประมวลผลกลำง (Central Processing Unit) หรื อเรี ยกโดยทัว่ ๆ ไปว่า CPU ซึ่งถือว่าเป็ นสมองของ ระบบคอมพิวเตอร์ มีส่วนประกอบที่สาำ คัญ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม หน่วยคำานวณ - หน่ วยควบคุม (Control Unit หรื อ CU) ทำาหน้าที่ควบคุมลำาดับขั้นตอนการทำางานของหน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล หน่วยคำานวณและหน่วยตรรกะ หน่วยความจำาและแปลคำาสัง่ - หน่ วยคำำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit หรื อ ALU) ทำาหน้าที่ในการคำานวณหาตัวเลข เช่น การบวก ลบ การเปรี ยบเทียบ - หน่ วยควำมจำำ เป็ นอุปกรณ์ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล 3. หน่ วยควำมจำำภำยใน (Primary Storage Section หรื อ Memory) เป็ นหน่วยความจำาที่อยูภ่ ายในเครื่ อง คอมพิวเตอร์ ที่สามารถติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้โดยตรง มี 2 ประเภท 3.1 หน่ วยควำมจำำภำยใน - หน่ วยควำมจำำแบบแรม (Random Access Memory หรื อ Ram) เป็ นหน่วยความจำาชัว่ คราว ที่ใช้ สำาหรับเก็บโปรแกรมที่กาำ ลังใช้งานอยูข่ ณะนั้น มีความจุของหน่วยเก็บข้อมูลไม่เกิน 640 KB คือผูใ้ ช้สามารถเขียน หรื อลบไปได้ตลอดเวลา ถ้าหากปิ ดเครื่ องคอมพิวเตอร์ หรื อไฟฟ้ าดับ จะมีผลทำาให้ขอ้ มูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้สูญหายไป หมด และไม่สามารถเรี ยกกลับคืนมาได้ - หน่ วยควำมจำำแบบรอม (Read Only Memory หรื อ Rom) เป็ นหน่วยความจำาถาวร ที่สามารถอ่านได้ อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้วา่ จะปิ ดเครื่ องหรื อไฟฟ้ าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะยังคงอยู่

3.2 หน่ วยควำมจำำสำำรอง ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นดิสก์ (Diskett) CD-ROM


แผ่ นดิสก์ หรือสเกต เป็ นจานแม่เหล็กขนาดเล็ก ชนิดอ่อน จัดเก็บข้อมูลโดยใช้อาำ นาจแม่เหล็ก การใช้งานจะต้องมี Disk Drive เพื่อใช้เป็ นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนแผ่นดิสก์ โดยแบ่งตำาแหน่งพื้นผิวออกเป็ น แทร็ คและเซ็คเตอร์ แบ่งออกเป็ น 3 ขนาด คือ - แผ่นดิสก์ขนาด 8 นิ้ว ปัจจุบนั ไม่นิยมใช้ - แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว แบ่งออกเป็ น DD สามรถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 360 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.2 MB - แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว แบ่งออกเป็ น DD สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 720 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.44 MB นิยมใช้กนั มากในปั จจุบนั 4. หน่ วยแสดงผล (Output Unit) ทำาหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่ องคอมพิวเตอร์ หรื อใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำาไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor) เป็ นอุปกรณ์ส่งออกมากที่สุด เครื่ องพิมพ์ (Printer)

ซอร์ฟ แวร์ (Software) ซอฟแวร์ (Software) คือ คำาสัง่ หรื อชุดคำาสั่ง ทำาหน้าที่ควบคุมการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์ และเป็ น ส่ วนที่ทาำ ให้ผใู ้ ช้คอมพิวเตอร์กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ ดแวร์ ) สามารถสื่ อสารกันได้ ทั้งนี้อาจแบ่งซอฟต์แวร์ ตามหน้าที่ของการทำางานได้ดงั นี้ 1. โปรแกรมจัดระบบ (System Software) คือ ชุดคำาสัง่ หรื อโปรแกรมที่ควบคุมการทำางานของคอมพิวเตอร์ เป็ นสื่ อกลางระหว่างโปรแกรมประยุกต์กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปรแกรมควบคุมเครื่ อง ระบบปฏิบตั ิการ เช่น DOS, Windows, Os/2, Unix 2. โปรแกรมประยุกต์ (Application Software) คือ ชุดคำาสัง่ หรื อโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้เครื่ อง คอมพิวเตอร์ ทาำ งานตามที่ผใู้ ช้ตอ้ งการ ได้แก่ โปรแกรมสำาเร็ จรู ปต่าง ๆ - โปรแกรมจัดระบบฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access Oracle - โปรแกรมพิมพ์เอกสาร เช่น Microsoft Word - โปรแกรมสร้าง Presentation เช่น Microsoft Power Point - โปรแกรมช่วยสอน (CAI - Computer Aids Instruction ) - โปรแกรมคำานวณ เช่น Microsoft Excel


รูปโปรแกรมประเภทต่างๆ

รูปโปรแกรมประเภทต่างๆ (ต่อ)

3. โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Software) เป็ นโปรแกรมที่ใช้เครื่ องมืในการช่วยให้การใช้งาน คอมพิวเตอร์ มีความคล่องตัวขึ้น และสามารถแก้ปัญหาอันเกิดจากการใช้งานได้ เช่น - โปรแกรมกำาจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ เช่น Mcafee, Scan, Norton Anitivirus - โปรแกรมที่ใช้บีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้สามารถคัดลอกไปใช้ได้สะดวก เช่น Winzip เป็ นต้น 4. โปรแกรมแปลงภำษำ (Language Translater) ใช้ในการสร้างโปรแกรมประยุกต์เพื่อนำาไปใช้งานด้านต่างๆ โดยการเขียนชุดคำาสัง่ เพื่อควบคุมให้คอมพิวเตอร์ ทาำ งาน และใช้โปรแกรมแปลงภาษาดังกล่าวทำาหน้าที่แปลงชุดคำา สั่งที่สร้างขึ้น (High Level Language) ให้ไปเป็ นคำาสั่งที่เครื่ องคอมพิวเตอร์ เข้าใจและปฏิบตั ิตามได้ (Low Level Language) โปรแกรมแปลงภาษาโดยทัว่ ไปมี 2 ประเภท คือ 4.1 คอมไพเลอร์ (Compiler) โปรแกรมประเภทนี้จะทำาหน้าที่แปลงชุดคำาสัง่ ที่สร้างขึ้นทั้งหมด (ตั้งแต่คาำ สัง่ แรกจนถึงคำาสัง่ สุดท้าย) ในคราวเดียวกัน เช่น ภาษา Pascal, C, C++ 4.2 อินเตอร์พรี เตอร์ (Interpreter) โปรแกรมประเภทนี้จะทำาหน้าที่แปลงชุดคำาสั่ง แล้วแสดงผลลัพธ์ออกมา ทำาให้ง่ายต่อการแก้ไขคำาสัง่ ที่ผิดพลาดได้ทนั ที เช่น ภาษา Basic


บุค ลากร(People Ware) พีเพิลแวร์ (People Ware) หรื อผูใ้ ช้ระบบ ในระบบคอมพิวเตอร์ ผใู ้ ช้ส่วนใหญ่เป็ นส่ วนหนึ่งที่จะก่อใ้เกิด ผลลัพธ์จากการให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ทาำ งาน ด้วยเหตุที่วา่ มนุษย์เป็ นผูส้ ร้างชุดคำาสั ง่ หรื อโปรแกรมขึ้นมาเพื่อ ควบคุมการทำางานของเครื่ องนัน่ เอง ในที่น้ ี จะขอกล่าวถึงผูใ้ ช้คอมพิวเตอร์ ในระดับต่างๆ ดังนี้ 1. ผูบ้ ริ หาร (Manager) ทำาหน้าที่กาำ กับดูแลวางแนวนโยบายในส่ วนที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้องค์กร สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ 2. นักวิเคราะห์และนักออกแบบระบบ (System Analysis & Deign) ทำาหน้าที่วางแผนและออกแบบระบบ งาน เพื่อนำาเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งาน 3. นักเขียนโปรแกรม (Programmer) ทำาหน้าที่เขียน/สร้างชุดคำาสัง่ เพื่อควบคุมให้คอมพิวเตอร์ทาำ งาน 4. ผูป้ ฏิบตั ิการ (Operator) ทำาหน้าที่ควบคุมเครื่ อง เตรี ยมข้อมูล และป้ อนข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์


ประโยชน์ข องระบบคอมพิว เตอร์ จากการที่คอมพิวเตอร์มีลกั ษณะเด่นหลายประการ ทำาให้ถูกนำามาใช้ประโยชน์ต่อการดำาเนินชีวิต ประจำาวันในสังคมเป็ นอย่างมาก ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์ จดหมาย รายงาน เอกสารต่างๆ ซึ่งเรี ยกว่างานประมวลผล ( word processing ) นอกจากนี้ยงั มีการประยุกต์ ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ดังต่อไปนี้ งำนธุรกิจ เช่น บริ ษทั ร้านค้า ห้างสรรพสิ นค้า ตลอดจนโรงงานต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ ในการทำา บัญชี งานประมวลคำา และติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนี้ งานอุตสาหกรรม ส่ วนใหญ่กใ็ ช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบชิ ้นส่ วนของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งทำาให้การผลิตมีคุณภาพดีข้ึนบริ ษทั ยังสามารถรับ หรื องานธนาคาร ที่ให้บริ การ ถอนเงินผ่านตูฝ้ ากถอนเงินอัตโนมัติ ( ATM ) และใช้คอมพิวเตอร์ คิดดอกเบี้ยให้กบั ผูฝ้ ากเงิน และการโอน เงินระหว่างบัญชี เชื่อมโยงกันเป็ นระบบเครื อข่าย งำนวิทยำศำสตร์ กำรแพทย์ และงำนสำธำรณสุ ข สามารถนำาคอมพิวเตอร์ มาใช้ในนำามาใช้ในส่ วน ของการคำานวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี วิถีการโคจรของการส่ งจรวดไปสู่อวกาศ หรื องานทะเบียน การเงิน สถิติ และเป็ นอุปกรณ์สาำ หรับการตรวจรักษาโรคได้ ซึ่งจะให้ผลที่แม่นยำากว่าการ ตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิม และให้การรักษาได้รวดเร็ วขึ้ น งำนคมนำคมและสื่อสำร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทาง จะใช้คอมพิวเตอร์ ในการจองวันเวลา ที่นัง่ ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปยังทุกสถานีหรื อทุกสายการบินได้ ทำาให้สะดวกต่อผูเ้ ดินทางที่ไม่ตอ้ งเสี ยเวลารอ อีกทั้ง ยังใช้ในการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรื อในการสื่ อสารก็ ใช้ควบคุมวงโคจรของดาวเทียมเพื่อให้อยูใ่ นวงโคจร ซึ่งจะช่วยส่ งผลต่อการส่ งสัญญาณให้ระบบการ สื่ อสารมีความชัดเจน งำนวิศวกรรมและสถำปัตยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ ในการออกแบบ หรื อ จำาลองสภาวการณ์ ต่างๆ เช่น การรับแรงสัน่ สะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยคอมพิวเตอร์ จะคำานวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริ ง รวมทั้งการใช้ควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของ โครงการต่างๆ เช่น คนงาน เครื่ องมือ ผลการทำางาน


งำนรำชกำร เป็ นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ มากที่สุด โดยมีการใช้หลายรู ปแบบ ทั้งนี้ข้ นึ อยู่ กับบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิ การ มีการใช้ระบบประชุมทางไกลผ่าน คอมพิวเตอร์ , กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จดั ระบบเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตเพื่อเชื่อมโยงไปยัง สถาบันต่างๆ , กรมสรรพากร ใช้จดั ในการจัดเก็บภาษี บันทึกการเสี ยภาษี เป็ นต้น สรุ ประบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย 3 ส่ วนคือ 1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คืออุปกรณ์ หรื อชิ้นส่ วนของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีวงจรไฟฟ้ า อยูภ่ ายใน เป็ นส่ วนใหญ่ สามารถจับต้องได้ เช่น กล่องซี พียู (Case) จอภาพ (Monitor) แป้ นพิมพ์ (Keyboard) สแกน เนอร์ (Scanner) เมนบอร์ด (Mainboard) ฮาร์ดดิสก์(Harddisk) เครื่ องพิมพ์(Printer) เป็ นต้น 2.ซอฟต์แวร์ (Software) คือโปรแกรม หรื อชุดคำาสัง่ ที่สงั่ ควบคุมให้ฮาร์ ดแวร์ และเครื่ อง คอมพิวเตอร์ ทาำ งาน ตามที่ผใู้ ช้ตอ้ งการ ซอฟต์แวร์ จะถูกบรรจุอยูใ่ นสื่ อ หรื อวัสดุที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ฟลอบปี้ ดิสก์ , ฮาร์ดดิสก์ , ซีดีรอม , เทปไดร์ ฟ และ ดีวีดีรอม เป็ นต้น และ 3.พีเพิลแวร์ (People Ware) คือ บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำางาน ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ เช่น นักวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) ผูเ้ ขียน โปรแกรม (Programmer) ผูใ้ ช้โปรแกรม (User) โดยสรุ ปก็คือ บุคคลใดก็ตาม ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ จะถือว่าเป็ นพีเพิลแวร์ ท้ังสิ้ น โดยระบบคอมพิวเตอร์มีประโยชน์เอื้อความสะดวกสบาย และรวดเร็ วต่อการดำารงชีวิตประจำาวัน ของมนุษย์ในทุกๆด้านไม่วา่ จะเป็ นด้านงานธุรกิจ ด้านงานวิทยาศาสตร์ การแพทย์ งานสาธารณสุ ข ด้านงาน คมนาคมและการสื่ อสาร งานวิศวกรรมและสถาปั ตยกรรมและงานราชการ ล้วนแล้วแต่ใช้ระบบ คอมพิวเตอร์ เป็ นตัวช่วยในการทำางานด้วยกันทั้งสิ้ น


คำา ถามเพื่อ ส่ง เสริม การเรีย นรู้ 1.จุดเริ่มต้ นในกำรคิดค้ นเครื่องคอมพิวเตอร์ เกิดจำกควำมต้ องกำรในเรื่องใด ก.การหาเหตุผล ข.การคิด คำานวณ ค.การอยูอ่ าศัย ง.การสื่ อสาร 2.ยุคของคอมพิวเตอร์ มที ้งั หมดกีย่ ุค ก. 3 ยุค ข. 4 ยุค ค. 5 ยุค ง. 6 ยุค 3.ข้ อใดเรียงลำำดับยุคของคอมพิวเตอร์ จำกอดีตจนถึงปัจจุบนั ได้ ถูกต้ อง ก.สูญญากาศ ทรานซิสเตอร์ วงจรรวม วีแอลเอสไอ เครื อข่าย ข.สูญญากาศ วงจรรวม วีแอลเอสไอ ทรานซิ สเตอร์ เครื อข่าย ค.สูญญากาศ ทรานซิสเตอร์ วีแอลเอสไอ วงจรรวม เครื อข่าย

.สูญญากาศ วงจรรวม ทรานซิสเตอร์ วีแอลเอสไอ เครื อข่าย


4.คำำว่ ำคอมพิวเตอร์ มีทมี่ ำจำกภำษำอะไร ก.โรมัน ข.ละติน ค.กรี ก ง.ฝรั่งเศส 5.วงจรกำรทำำงำนพืน้ ฐำนของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้ วยอะไรบ้ ำง ก. Input Unit , Output Unit,Memory Unit ข. Input Unit ,Central Processing Unit,Output Unit ค. Input Unit ,Central Processing Unit,Output Unit,Microsoft Office ง. Input Unit ,Central Processing Unit,Output Unit,Memory Unit 6.ระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยอะไรบ้ ำง ก.ฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ บุคลากร ข.ฮาร์ดแวร์ บุคลากร ปริ้ นเตอร์ ค.ฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ ฮาร์ดดิสก์ ง.ฮาร์ดแวร์ เฟิ ร์มแวร์ บุคลากร 7.ฮำร์ ดแวร์ คอื อะไร ก.อุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่ในการคำานวณหาตัวเลข ข.โปรแกรมหรื อชุดคำาสัง่ ที่ควบคุมเครื่ องคอมพิวเตอร์


ค.อุปกรณ์ที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์

.ส่ วนประกอบ โครงสร้างที่สนับสนุนการทำางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์ 8.หน่ วยประมวลผลกลำงมีชื่อเรียกโดยทั่วไปว่ ำอย่ ำงไร ก.ROM ข.CPU ค.ALU

.CU 9.ซอร์ ฟแวร์ คืออะไร ก.ส่ วนประกอบหนึ่งของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ข.หน่วยความจำาที่ใช้สาำ หรับเก็บโปรแกรมต่างๆ ค.อุปกรณ์ที่ใช้รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ ง.คำาสัง่ หรื อชุดคำาสัง่ มี่ควบคุมการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์ 10.พีเพิลแวร์ (People Ware) เรียกอีกอย่ ำงหนึ่งได้ ว่ำอย่ ำงไร ก.ผูใ้ ช้ระบบ ข.ผูส้ ร้างระบบ ค.ผูค้ ิดค้นระบบ ง.ผูร้ ักษาระบบ


อ้า งอิง 1. http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech03/32/p2-3.html 2. http://www.chakkham.ac.th/technology/computer/web02.htm 3. http://202.143.168.214/uttvc/HardwareUtility/page2.html 4. http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/tech03/32/p2.html 5. http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/page14.htm



รายงานเรื่องระบบคอมพิวเตอร์