Page 1

ธรณีวทิ ยาประเทศไทย 1. ลักษณะภูมปิ ระเทศและภูมสิ ั ณฐาน บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตกตอนบน (Northern and Upper Western Regions) ทั้งสองบริ เวณนี้มีภูมิประเทศที่เหมือนกันคือ ประกอบด้วยเทือกเขา (mountain ranges) สูงสลับซับซ้อน ต่อเนื่องกันหลายเทือก ส่ วนใหญ่วางตัวอยูใ่ นแนวเหนือ-ใต้ และ ตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ มี ความสัมพันธ์กบั ลักษณะธรณี วิทยาโครงสร้างของประเทศ และมีลกั ษณะสัณฐานเป็ นแนวยาวติดต่อกับแนว เทือกเขาหิ มาลัย รวมทั้งเทือกเขาในที่ราบสูงชานและยูนาน ทิวเขาในบริ เวณนี้ที่สาคัญ ได้แก่ ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาผีปันน้ า และทิวเขาหลวงพระบาง เป็ นต้น บริ เวณที่อยูร่ ะหว่างเทือกเขาเหล่านี้เป็ นที่ ราบลุ่มระหว่างหุบเขา อันเป็ นแหล่งกาเนิดของทางน้ าที่สาคัญหลายสายที่ไหลลงไปสู่ทางตอนใต้ของ ประเทศ 1.1 บริเวณทีส่ ู งทางภาคเหนือ (Northern Highland) ขอบเขตของบริ เวณนี้ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาซึ่งมีอตั ราส่ วนที่สูงกว่าพื้นที่ราบประมาณ 4:1 ครอบคลุมพื้นที่ บริ เวณจังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา เชียงใหม่ ลาพูน ลาปาง น่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ ซึ่งขอบเขตทาง ทิศใต้จะเป็ นพื้นที่รอยต่อกับที่ราบลุ่มภาคกลาง สาหรับขอบเขตทางทิศตะวันออกจรดประเทศลาว โดยมีทิวเขาหลวงพระบางกั้นพรมแดน ซึ่งทิวเขานี้ วางตัวทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย แล้วทอดผ่านลงมาทางทิศใต้ในเขต จังหวัดพะเยา แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ รวมความยาว 590 กิโลเมตร ส่ วนใหญ่มีลกั ษณะภูมิประเทศเป็ นทิว เขาสูงและหุบเขาแคบๆ มีความลาดชันมากและมีระดับความสูงมากกว่าภาคอื่นๆ ทิวเขานี้ปันน้ าส่ วนหนึ่งลง สู่แม่น้ าโขงทางทิศตะวันออกและปันน้ าลงสู่แม่น้ ายมและแม่น้ าน่านทางทิศตะวันตก ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของบริ เวณนี้จรดเขตประเทศพม่า โดยมีทิวเขาแดนลาวและทิวเขาถนน ธงชัยกั้นพรมแดน ทิวเขาเหล่านี้มียอดเขาจานวนมากที่สูงกว่า 2,000 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง ทิว เขาแดนลาวมีความต่อเนื่องมาจากเทือกเขาสูงในประเทศพม่า ซึ่งในช่วงที่ เป็ นแนวกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร และทอดตัว ลงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปบรรจบกับทิวเขาถนนธงชัย ซึ่งเป็ นทิวเขาที่อยูท่ างทิศตะวันตกของ ภาคเหนือ ทิวเขาถนนธงชัยประกอบด้วยเทือกเขาที่สาคัญหลายเทือกเขา วางซ้อนกันอยูใ่ นแนวเหนือ-ใต้จาก ด้านตะวันตกไปตะวันออก รวมความยาวทั้งหมด 880 กิโลเมตร เช่น เทือกเขาสุ เทพ เทือกเขาจอมทอง


เทือกเขาอินทนนท์ซ่ ึ งมียอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ ยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งสูงประมาณ 2,590 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง ระดับความสูงของบริ เวณนี้จะมีความสูงมากด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกแล้ว จะค่อยๆ ลดต่าลงสู่แอ่งที่ราบเชียงใหม่-ลาพูน สาหรับตอนกลางของบริ เวณนี้ ประกอบด้วยทิวเขามีลกั ษณะ ซับซ้อนเป็ นสันยาวต่อเนื่องกันรวม 3 ทิว มีความยาวทั้งหมด 412 กิโลเมตร ส่ วนใหญ่วางตัวในแนว ตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ ทิวเขาในบริ เวณนี้โดยทัว่ ไปจะเรี ยกว่าทิวเขาผีปันน้ า เนื่องจากทา หน้าที่เป็ นสันปันน้ าให้ไหลไปทางทิศเหนือส่ วนหนึ่งและไหลลงไปทางทิศใต้อีกส่ วนหนึ่ง ตามลักษณะ ความลาดชันของแนวสันเขา ทางน้ าที่ไหลไปทางทิศเหนือ ได้แก่ แม่น้ าฝาง น้ าแม่กก น้ าแม่จนั และน้ าแม่อิง เป็ นต้น ซึ่งแม่น้ าเหล่านี้จะไหลลงสู่แม่น้ าโขงต่อไป ส่ วนทางน้ าที่ไหลลงทางทิศใต้น้ นั ได้แก่ แม่น้ าปิ ง วัง ยม และน่าน ซึ่งแม่น้ าทั้งสี่ สายนี้เป็ นสาขาที่สาคัญของแม่น้ าเจ้าพระยา บริ เวณระหว่างแนวเขาเหล่านี้จะเป็ น แอ่งที่ราบหุบเขา (valley plain) และที่ราบลุ่มริ มน้ า (fluvial plain) กระจายตัวอยูท่ วั่ ไปหลายแห่ง ซึ่งเป็ น แหล่งที่ต้ งั ของชุมชนขนาดใหญ่ทางภาคเหนือ ที่สาคัญได้แก่ แอ่งเชียงราย บริ เวณลุ่มแม่น้ ากกและแม่น้ าอิง แอ่งแพร่ บริ เวณลุ่มแม่น้ ายม แอ่งลาปาง บริ เวณลุ่มแม่น้ าวัง แอ่งเชียงใหม่-ลาพูน บริ เวณลุ่มแม่น้ าปิ ง แอ่ง ปาย แอ่งฝาง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เป็ นต้น โดยแอ่งเหล่านี้ทางด้านตะวันตกจะมีระดับความสูงมากกว่า ด้านตะวันออก 1.2 บริเวณทีส่ ู งทางภาคตะวันตกตอนบน (Upper Western Highland) ขอบเขตของบริ เวณนี้ครอบคลุมพื้นที่บริ เวณจังหวัดตาก กาแพงเพชร อุทยั ธานี สุ พรรณบุรี และกาญจนบุรี ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนที่ยาวต่อเนื่องลงมาทางใต้ของทิวเขาถนนธงชัยใน ภาคเหนือ ซึ่งเป็ นเทือกเขาทางด้านตะวันตกที่ก้ นั พรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า เทือกเขา เหล่านี้ส่วนใหญ่วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ แล้วบิดโค้งจากแนวเดิมมาวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือตะวันออกเฉียงใต้ ในทิศทางเดียวกับรอยเลื่อนเจดียส์ ามองค์ (Three Pagoda Fault Zone) ระดับความสูงของ เทือกเขาที่ยาวต่อเนื่องกันจะค่อยๆ ลดต่าลงกลายเป็ นภูเขาโดดๆ ขนาดเล็กสลับกับพื้นที่ลอนลาด และเอียง เทลงสู่ที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งอยูท่ างด้านตะวันออก ภูเขาในบริ เวณนี้เป็ นหน้าผาตั้งชันมากกว่าทางตอนเหนือ จึงทาให้มีที่ราบหุบเขาและที่ราบลุ่มริ มน้ าแคบๆ กระจายตัวอยูท่ วั่ ไปมากกว่าทางตอนเหนือ ทางน้ าที่เกิดจากทิวเขาถนนธงชัย ได้แก่ แม่น้ าแควใหญ่ แม่น้ า แควน้อย ซึ่งไหลตามแนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่และมีเทือกเขาหิ นปูนคัน่ ระหว่างกลางซึ่งมีความ สูงประมาณ 1,300 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง แม่น้ าทั้งสองไหลมารวมกันเป็ นแม่น้ าแม่กลองที่ตาบลปากแพรก จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนั้นยังมีแม่น้ าเมยซึ่งเป็ นแม่น้ ากั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า บริ เวณอาเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีทิศทางการไหลย้อนกลับไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและไหลไป บรรจบกับแม่น้ าสาละวิน ในเขตประเทศพม่า และแม่น้ าสะแกกรังซึ่งไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผ่าน จังหวัดอุทยั ธานีมาบรรจบกับแม่น้ าเจ้าพระยา เป็ นต้น


2 ธรณีวทิ ยาบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตกตอนบน 2.1 ธรณีวิทยาทัว่ ไป ธรณี วิทยาภาคเหนือและภาคตะวันตกตอนบน ซึ่งมีลกั ษณะภูมิประเทศเป็ นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ต่อเนื่องกันในแนวเหนือ-ใต้ และตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้น้ นั ประกอบด้วยหิ นยุคต่างๆกัน โดยเทือกเขาเหล่านี้มกั ถูกกาหนดโดยลักษณะธรณี วิทยาโครงสร้างและชนิดของหิ นที่ปรากฏ 2.2 ธรณีวิทยาแนวแม่ ฮ่องสอน - แม่ สอด -ทองผาภูมิ ชั้นหิ นที่สาคัญในแนวนี้ประกอบด้วยหิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน-คาร์บอนิเฟอรัส ส่ วนใหญ่ได้แก่ หิ นเชิร์ต หิ นดินดาน หินทรายและหินทรายชนิดซับเกรย์แวก สลับกับชั้นหินปูน โดยมีหินทรายแดงและหินกรวดมน ยุคคาร์บอนิเฟอรัส วางตัวอยูข่ า้ งบน แนวเทือกเขาที่ต่อลงมาทางใต้ในเขตอาเภอทองผาภูมิ จังหวัด กาญจนบุรี พบหิ นประเภทต่างๆ ที่มีอายุเกือบจะครบตลอดอายุทางธรณี กาล คือ ตั้งแต่ช่วงต้นยุคแคมเบรี ยน ถึงช่วงปลายยุคเทอร์เชียรี หินส่ วนใหญ่เป็ นหิ นตะกอน มีหินอัคนีและหิ นแปรเพียงส่วนน้อย หินแปรเช่น หิ นไนส์ หิ นชีสต์ หิ นควอร์ตไซต์ หิ นแคลก์ซิลิเกตและหินอ่อน ซึ่งเชื่อว่าเป็ นหิ นยุคแคมเบรี ยน พบเป็ นแนว ยาวอยูส่ องบริ เวณ คือ บริ เวณน้ าตกคลองลาน จังหวัดกาแพงเพชรและแนวระหว่างลาน้ าแควใหญ่กบั ลาน้ า แควน้อย ช่วงระหว่างอาเภอศรี สวัสดิ์กบั อาเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยต่อเนื่องลงมาตามแนวลา น้ าแควใหญ่ถึงบริ เวณด้านใต้ของอาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็ นหิ นปูนและหินตะกอนมหายุคพาลีโอ โซอิกตอนล่าง ยุคออร์โดวิเชียน-ดีโวเนียน ที่ถูกแปรสภาพขั้นต่าไม่รุนแรงนัก ส่ วนหินยุคดีโวเนียน-คาร์บอ นิเฟอรัสพบอยูด่ า้ นตะวันตกของลาน้ าแควน้อยต่อเนื่องลงไปทางใต้ ลักษณะเด่นประการหนึ่งในพื้นที่น้ ีคือ มีหินปูนยุคเพอร์เมียน หินทรายและหิ นทรายแป้ งสี แดงที่เกิดจากการสะสมตัวในทะเลมหายุคมีโซโซอิกแผ่ กระจายเป็ นบริ เวณกว้างขึ้นไปถึงเขตอาเภออุม้ ผาง จังหวัดตาก 2.3 ธรณีวิทยาแนวดอยอินทนนท์ - ตาก แนวเทือกเขานี้ทอดยาวจากทางเหนือลงมาจดแนวรอยเลื่อนแม่น้ าปิ งยาวประมาณ 300 กิโลเมตร กว้าง มากกว่า 70 กิโลเมตร ซึ่งมีลกั ษณะธรณี วิทยาโครงสร้างเป็ นแกนรู ปประทุนของภูมิภาค (Baum et al., 1970) ประกอบด้วยหิ นแปรเกรดสูงพวก หินพาราไนส์ หิ นควอร์ตซิติกชีสต์ หิ นไบโอไทต์ชีสต์ หิ นแคลก์ซิลิเกต ชีสต์และหิ นอ่อน (Baum et al., 1970 และCampbell, 1975) แนวชั้นหินด้านทิศเหนือวางตัวอยูใ่ นแนวเหนือใต้ แล้วค่อยๆ เบนไปเป็ นแนวตะวันตกเฉี ยงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้กบั แนวรอยเลื่อนแม่ปิงพบว่ามีหิน อัคนีชนิดหินแกรนิต หิ นแกรโนไดออไรต์ และหินเพกมาไทต์ แทรกอยูห่ ลายๆ บริ เวณตลอดแนวเทือกเขา หิ นแปรเกรดสูงทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอาเภอแม่สะเรี ยง จังหวัดแม่ฮ่องสอนและทางตะวันตก


ของอาเภอจอมทองและอาเภอฮอดจังหวัดเชียงใหม่ ถูกปิ ดทับด้วยหินทรายยุคแคมเบรี ยน และ/หรื อ หิ นปูน ยุคออร์โดวิเชียนแบบไม่ต่อเนื่อง (Baum et al., 1970 2.4 ธรณีวิทยาแนวเชียงราย - เชียงใหม่ - เถิน ชั้นหิ นที่สาคัญในแนวนี้ประกอบด้วยหิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน-คาร์บอนิเฟอรัส ซึ่งแบ่งได้เป็ น 2 แนว คือ แนวด้านตะวันตกที่ช้ นั หิ นเป็ นหิ นเชิร์ตและหิ นปูนมีซากดึกดาบรรพ์ซ่ ึงไม่ถูกแปรสภาพ ส่ วนอีกแนวด้าน ตะวันออกเป็ นหิ นแปรเกรดต่า ประกอบด้วยหิ นควอร์ตโซเฟลด์สปาติกชีสต์ หิ นฟิ ลไลต์ หิ นควอร์ตไซต์และ หิ นเชิร์ต ซึ่งแผ่กระจายปกคลุมบริ เวณด้านตะวันออกของเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก บริ เวณด้านตะวันออกของ อาเภอเถิน ดอยขุนตาล จังหวัดลาปาง และบริ เวณดอยลังกา จังหวัดเชียงราย โดยมีหินแกรนิตแทรกดันตัว เข้ามาในบางพื้นที่ เช่น ที่ดอยขุนตาล ดอยหมอกและดอยลังกา 2.5 ธรณีวิทยาแนวลาปาง-แพร่ - สุ โขทัย ชั้นหิ นที่ปกคลุมบริ เวณนี้ เป็ นหิ นยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก และหินมหายุคมีโซโซอิก ที่ตกตะกอนใน สภาวะแวดล้อมในทะเลตื้นจนถึงทะเลลึก แอ่งที่สาคัญในการสะสมตะกอน ได้แก่ แอ่งลาปางโดยมีตะกอน คล้ายคลึงกับลักษณะปรากฏแบบฟลิชและตะกอนภูเขาไฟ แอ่งแพร่ มีการสะสมตะ กอนคล้ายแอ่งลาปาง แต่ จะมีตะกอนภูเขาไฟปะปนน้อยกว่า 2.6 ธรณีวิทยาแนวน่ าน-แพร่ - อุตรดิตถ์ บริ เวณนี้ เริ่ มตั้งแต่ทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดแพร่ ไปถึงแนวรอยเลื่อนอุตรดิตถ์ ซึ่ง ตอนล่างของแนวนี้โค้งมาทางตะวันตกเฉียงใต้บริ เวณ อาเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุ โขทัย ส่ วนใหญ่ เป็ นหิ นยุคไซลูเรี ยน ดีโวเนียน คาร์ บอนิเฟอรัส และเพอร์เมียน หินสองยุคแรกมักมีหินภูเขาไฟและตะกอน หิ นภูเขาไฟแทรกอยูเ่ สมอ ชั้นหิ นเหล่านี้วางตัวในแนวประมาณตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ ชั้น หิ นคดโค้งตลบทับ มีหินเมฟิ กและหิ นอัลตราเมฟิ กเกิดอยูต่ ามแนวรอยเลื่อนอุตรดิตถ์ ในเขตจังหวัดน่านและ อุตรดิตถ์ หิ นยุคไทรแอสซิก-ครี เทเชียสแผ่ปกคลุมเป็ นบริ เวณกว้างทั้งด้านทิศตะวันออกและตะวันตก 3 . ลาดับชั้นหินทัว่ ไป ลาดับชั้นหิ นโดยทัว่ ไปบริ เวณที่สูงภาคเหนือและภาคตะวันตกตอนบนค่อนข้างซับซ้อนและมีความแตกต่าง กันเฉพาะบริ เวณ กล่าวโดยทัว่ ไปแล้วบริ เวณนี้ประกอบด้วยหิ นยุคต่างๆ เกือบทุกอายุทางธรณี กาล เรี ยงลาดับจากอายุแก่ไปอ่อนได้ ดังนี้ หินมหายุคพรีแคมเบรียน หิ นพื้นฐานซับซ้อนที่เชื่อว่าเป็ นหิ นมหายุคพรี แคมเบรี ยนบริ เวณภาคเหนือนั้น ประกอบด้วยหิ นแปรเกรดสูงซึ่งเป็ นหิ นแปรสภาพอย่างไพศาล โดยมีการเรี ยงลาดับหิ นจากล่างขึ้นบน ได้แก่ หิ นออร์โทไนส์ (หิ นแอนนาเท็กไซต์หรื อหิ นมิกมาไทต์) หิ นพาราไนส์ หิ นชีสต์ หินแคลก์ซิลิเกตและหิน


อ่อน พบแผ่กระจายในเขตอาเภอปาย อาเภอแม่สะเรี ยง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อาเภอแม่แตง อาเภอแม่ริม อาเภอสะเมิง อาเภอเมือง อาเภอหางดง อาเภอสันป่ าตอง อาเภอจอมทอง อาเภอแม่แจ่ม อาเภอฮอด และ อาเภอออมก๋ อย จังหวัดเชียงใหม่ลงมาทางจังหวัดตาก หินแปรเกรดสูงกลุ่มนี้มกั พบติดอยูก่ บั หิ นที่มีอายุอ่อน กว่าแบบมีรอยเลื่อนและแบบมีรอยชั้นไม่ต่อเนื่อง ในเขตเทือกเขาดอยอินนนท ์์และดอยสุ เทพหินแปร เกรดสูงเกิดขึ้นในลักษณะปรากฏของแร่ แอมฟิ โบล (amphibole facies) ภายใต้สภาวะที่มีอุณหภูมิสูงแต่มี ความกดดันต่า หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนล่าง หิ นยุคแคมเบรี ยน-ออร์โดวิเชียนชั้นล่างๆ เป็ นหินทรายแสดงการวางชั้น เฉียงระดับและชั้นหินกรวดมน ถัดขึ้นมาเป็ นหิ นดินดาน สลับชั้นหิ นปูนบางๆ จนเป็ นชั้นหินปูนหนาที่พบ ซากดึกดาบรรพ์โคโนดอนต์ ความหนาของหิ นทรายแคมเบรี ยนและหิ นปูนออร์โดวิเชียน บริ เวณภาคเหนือ ที่จงั หวัดตาก ประมาณ 350-600 เมตร และ 600-950 เมตร ตามลาดับ หิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียนบริ เวณแนวแม่ฮ่องสอน-แม่สอด-ทองผาภูมิ ประกอบด้วยหิ นเชิร์ต สี น้ าตาลถึง สี ดาสลับกับหิ นทราย หินดินดานสี เทาและซับเกรย์แวกสลับกับหิ นปูนวางตัวต่อเนื่องบนหิ นยุคที่แก่กว่า หิ นปูนที่แทรกสลับอยูน่ ้ ีมีลกั ษณะคล้ายกับหิ นปูนยุคออร์โดวิเชียนแต่มีซากดึกดาบรรพ์โคโนดอนต์ บ่งอายุ ยุคไซลูเรี ยนตอนปลายถึงดีโวเนียนตอนปลาย และซากดึกดาบรรพ์แกรปโตไลต์ในหิ นดินดานสี ดาซึ่งให้ อายุช่วงดีโวเนียน ความหนาของชั้นหิ นเหล่านี้ประมาณ 500 เมตร (Baum et al., 1970) ในชั้นหิ นเชิร์ตและ หิ นปูนซึ่งไม่ถกู แปรสภาพบริ เวณแนวเชียงราย-เชียงใหม่-เถิน พบว่ามีซากดึกดาบรรพ์เทนทาคิวไลต์ (Kobayashi, 1964; Kobayashi and Hamada, 1968; และ Jaeger et al., 1968) ส่ วนชั้นหิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโว เนียนด้านตะวันออก ที่ถูกแปรสภาพไปเป็ นหิ นแปรเกรดต่า จาพวก หินควอรตซ์-เฟลสปาติกชีสต์ หิ นฟิ ล ไลต์ หิ นควอร์ตไซต์ หิ นแคลก์ซิลิเกตฟิ ลไลต์ หิ นอาร์จิลไลต์และหินเชิร์ต ซึ่งไม่พบซากดึกดาบรรพ์ หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนบน หิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนล่างในแนวแม่ฮ่องสอน-แม่สอด และ เชียงราย-เชียงใหม่-เถิน ส่ วนใหญ่เป็ นหิ นทรายเนื้อละเอียดมีกรวดปนบ้างเล็กน้อย และหิ นดินดาน โดยมี หิ นปูนและหินเชิร์ตแทรกสลับ ความหนาของหิ นเหล่านี้ประมาณ 300-400 เมตร (Baum et al., 1970) การ สะสมตัวของชั้นหิ นต่อเนื่องกันจนถึงยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย หินยุคคาร์ บอนิเฟอรัสที่พบบริ เวณภาคตะวันตกทั้งหมดส่ วนใหญ่เป็ นหิ นทราย และหินโคลนที่มีเม็ด กรวดปน บริ เวณด้านตะวันตกของลาน้ าแควน้อย ชั้นหินแสดงชั้นไม่ชดั เจนและไม่พบร่ องรอยของซากดึก ดาบรรพ์ในช่วงตอนล่างๆของชั้นหิ น แต่จะเริ่ มพบซากดึกดาบรรพ์ ยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย ในช่วง ตอนบนๆ ของชั้นหิ น หินยุคคาร์ บอนิเฟอรัสบริ เวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ ของจังหวัดสุ โขทัยนั้น ชั้นหิ นช่วงล่างประกอบด้วยหิ น ทรายสี เทาและสี น้ าตาลแดง หิ นทรายแป้ ง หิ นดินดานและหิ นกรวดภูเขาไฟสี เขียว ส่วนที่บริ เวณเขาหลวง


ประกอบด้วยหิ นกรวดภูเขาไฟสี แดง หิ นทัฟฟ์ และหิ นทรายเนื้อทัฟฟ์ ไม่พบร่ องรอยความสัมพันธ์กบั หิ น อื่นๆ หิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัสช่วงล่างตามแนวจังหวัดน่าน-อุตรดิตถ์ ประกอบด้วยหินดินดานเนื้อทราย หิ น ทราย หิ นกรวดภูเขาไฟ หิ นกรวดมนและหิ นเชิร์ตสี แดง ส่ วนช่วงบนเป็ นพวกหิ นเกรย์แวก หินอาร์จิลไลต์ และหินปูน หินยุคคาร์บอนิเฟอรัสวางตัวแบบรอยชั้นไม่ต่อเนื่องเชิงมุมบนหิ นยุคที่แก่กว่า และถูกปิ ดทับ แบบต่อเนื่องด้วยหิ นปูนที่มีซากดึกดาบรรพ์หอยสองฝา และฟูซูลินิด หินยุคเพอร์ เมียนบริ เวณภาคเหนือเป็ นหิ นตะกอนและหิ นปูนเนื้อประสานแน่น บริ เวณด้านตะวันตกของ อาเภอแม่สะเรี ยง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชั้นหิ นเพอร์เมียนตอนล่างส่ วนใหญ่เป็ นชั้นหินกรวดมนปูน บางแห่ง เป็ นชั้นหินทรายที่มีหินเชิร์ตแทรกสลับบ้าง บริ เวณเขตอาเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อาเภอปาย อาเภอฝาง และอาเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ชั้นหินยุคเพอร์เมียนตอนล่างถึงยุคเพอร์เมียนตอนกลางเป็ นพวก หิ นปูนชั้นหนา บริ เวณน่าน-อุตรดิตถ์-ทุ่งเสลี่ยม หิ นยุคเพอร์เมียนเป็ นพวกหิ นทราย หิ นดินดานและหิ นปูน สะสมตัว ต่อเนื่องจากชั้นหิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย แต่ในบริ เวณทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดน่าน พบว่าชั้นหิ นปูนเริ่ มมีการสะสมตัวตั้งแต่ช่วงปลายยุคคาร์บอนิเฟอรัส ส่ วนบริ เวณทางด้านเหนือของจังหวัด น่าน ชั้นหิ นปูนเริ่ มสะสมตัวในช่วงต้นยุคเพอร์เมียน ในขณะที่บริ เวณจังหวัดอุตรดิตถ์และสุ โขทัย ชั้นหิ นยุค เพอร์เมียนตอนล่างประกอบด้วยหิ นปูน หิ นดินดาน หินทราย และหินเชิร์ตปนในชั้นหิ นปูน ที่เขาหิ นปูนผา หิ นตั้ง อาเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ พบซากดึกดาบรรพ์ของฟูซูลินิด: ชื่อ Schwagerina indica, Pseudofusulina sp., Pseudoschwagerina cf., P. muongthensis บ่งอายุตน้ ยุคเพอร์เมียน (พิศิษฏ์ สุ ขวัฒนา นันท์ และคณิ ต ประสิ ทธิการกุล, 2527) และในชั้นหิ นเชิร์ตบริ เวณเขาวงพระจันทร์ทางตะวันตกของอาเภอ ทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุ โขทัย พบซากดึกดาบรรพ์เรดิโอลาเรี ยบ่งอายุตน้ ยุคเพอร์เมียน (Sashida et al., 1997) ชั้น หิ นเพอร์เมียนตอนกลางประกอบด้วยหินปูน หิ นชั้นภูเขาไฟ หิ นทัฟฟ์ ภูเขาไฟ หิ นกรวดภูเขาไฟ และหิ น เชิร์ตสี แดง ส่ วนชั้นหินตอนบนๆ เป็ นหิ นเกรย์แวก หิ นอาร์จิลไลต์ และมีหินปูนบ้าง บริ เวณลาปาง-แพร่ -สุ โขทัย หิ นยุคเพอร์เมียนจัดอยูใ่ นกลุ่มหิ นงาว (Bunopas, 1981) โดยแบ่งออกเป็ น 3 หมวดหิ นเรี ยงลาดับจากล่างขึ้นบน คือ หมวดหินกิ่วลมประกอบด้วยหินทัฟฟ์ และหินกรวดภูเขาไฟ หมวด หิ นผาหวด ประกอบด้วยหิ นปูนมวลหนาถึงชั้นบางและหินดินดานปนหิ นโคลน หมวดหินห้วยทาก ประกอบด้วยหิ นดินดาน หินโคลน มีหินทราย หิ นปูนและหิ นกรวดมนแทรกสลับเป็ นช่วงๆ ความหนาของ หมวดหิ นห้วยทากที่บริ เวณดอยผาพลึง อาเภองาว จังหวัดลาปาง ประมาณ 762 เมตร ซากดึกดาบรรพ์ที่พบ ในชั้นหิ นบ่งอายุปลายยุคเพอร์เมียน (Yanagida et al., 1988 และ สงัด ปิ ยะศิลป์ , 2515).


หินมหายุคมีโซโซอิก การสะสมตัวของหินมหายุคมีโซโซอิกในบริ เวณภาคเหนือและภาคตะวันตกของ ประเทศมีความแตกต่างกัน ชั้นหิ นส่ วนใหญ่วางตัวแบบไม่ต่อเนื่องอยูบ่ นชั้นหินยุคที่แก่กว่า หินมหายุคมีโซโซอิกแผ่กระจายในแนวแม่ฮ่องสอน-แม่สอด-อุม้ ผาง-ทองผาภูมิ โดยจาแนกได้เป็ น 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มหิ นที่สะสมตัวแบบภาคพื้นทวีปประกอบด้วยหิ นทราย หิ นทรายแป้ งและหินดินดาน ส่ วนอีก กลุ่มเป็ นหิ นที่สะสมตัวภาคพื้นสมุทรประกอบด้วย หินกรวดมน หิ นทราย หิ นดินดาน หิ นโคลนและหิ นปูน ซากดึกดาบรรพ์ที่พบในหิ นมหายุคมีโซโซอิกบ่งอายุต้ งั แต่ยคุ ไทรแอสซิกตอนกลางถึงยุคจูแรสซิก ตอนกลาง หิ นยุคไทรแอสซิกทางด้านตะวันตกของอาเภออุม้ ผาง จังหวัดตาก เป็ นพวกหินปูน หิ นทรายและ หิ นโคลน บริ เวณบ้านกล้อทอและบ้านปะละทะทางตะวันตกของอาเภออุม้ ผางก็เช่นกัน ปกคลุมด้วยหิ นชั้น ยุคจูแรสซิก ที่แสดงสภาวะการสะสมตัวของตะกอนในทะเลน้ าตื้น ประกอบด้วยชั้นหิ นเรี ยงจากล่างขึ้นบน ดังนี้ หินโคลนสลับหิ นทรายชั้นบางๆ หิ นทรายเนื้อหยาบปานกลางที่มีเลนส์หินปูนเกิดปนอยูด่ ว้ ย เหนือขึ้น ไปเป็ นพวกหินปูนชั้นหนาถึงมวลหนามีซากดึกดาบรรพ์ปะการัง(coral) มาก และตอนบนสุ ดเป็ นชั้นหิ น ทรายเนื้อละเอียดถึงหยาบแสดงลักษณะชั้นเฉียงระดับ ความหนาของหินยุคจูแรสซิกในเขตอาเภออุม้ ผาง มากกว่า 400 เมตรขึ้นไป ในแนวเชียงราย-ลาปาง-แพร่ การสะสมตัวของชั้นหินมหายุคมีโซโซอิกเกิดต่อเนื่องจากยุคเพอร์เมียน ตอนบนขึ้นมา ส่ วนใหญ่เป็ นพวกหิ นดินดานสลับกับหิ นปูน หิ นตะกอนภูเขาไฟแอนดีไซต์ทฟั ฟ์ และหิ นไร โอไลต์ทฟั ฟ์ โดยวางตัวแบบรอยชั้นไม่ต่อเนื่องเชิงมุมบนหิ นตะกอนภูเขาไฟยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก หรื อหิ นปูนยุคเพอร์เมียน หินมหายุคมีโซโซอิกช่วงยุคไทรแอสซิกที่เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทะเล ได้แก่ กลุ่มหิ นลาปาง ซึ่งประกอบด้วย หมวดหิ นพระธาตุ หมวดหิ นผาก้าน หมวดหินฮ่องหอย หมวดหิ น ดอยลอง หมวดหิ นผาแดง หมวดหินก้างปลา และหมวดหิ นวังชิ้น ซากดึกดาบรรพ์สาคัญๆที่พบในกลุ่มหิ น ลาปาง คือ หอยกาบคู่ (pelecypod) Halobia sp., Daonella sp., Posidonia sp. และหอยกาบเดี่ยว (cephalopod) แอมโมไนต์ (ammonite) ชื่อ Paratrachyceras sp. ในช่วงยุคจูแรสซิกทางบริ เวณด้านตะวันออกของจังหวัด เชียงราย-พะเยา-น่าน ทางตะวันออกของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีการสะสมตัวของตะกอนบนบกของกลุ่มหิ นที่ เทียบเท่ากับกลุ่มหิ นโคราช แต่ไม่ได้กาหนดชื่อกลุ่มหินไว้ เพียงแบ่งออกเป็ น หมวดหิ น ms1, ms2, ms3 (เทียบเท่าหมวดหิ นภูกระดึง), ms4 (เทียบเท่าหมวดหิ นพระวิหาร) และ ms5 (เทียบเท่าหมวดหิ นเสาขัว) ตามลาดับ โดยมีหมวดหิน ms1 วางตัวแบบไม่ต่อเนื่องเชิงมุมอยูบ่ นกลุ่มหิ นลาปาง หลังจากนั้นการสะสมตัว ของชั้นตะกอนเป็ นไปอย่างต่อเนื่อง ส่ วนใหญ่เป็ นพวกหิ นทราย หิ นทรายแป้ ง หินกรวดมน หิ นดินดาน หิ น โคลนและ หิ นทัฟฟ์ หินมหายุคซีโนโซอิก หิ นเทอร์เชียรี พบกระจัดกระจายอยูท่ วั่ ไปตามบริ เวณแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาในเขต ภาคเหนือและภาคตะวันตก แอ่งเทอร์เชียรี ดงั กล่าวนับว่ามีความสาคัญทางด้านทรัพยากรเชื้อเพลิงของ ประเทศอย่างยิง่ เนื่องจากเป็ นแหล่งสะสมตัวของแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ อาทิ น้ ามันดิบในแอ่ง


ฝาง ถ่านหิ นลิกไนต์ในแอ่งแม่เมาะ แอ่งลี้ แอ่งแม่ทาน และแอ่งนาฮ่อง หิ นน้ ามันในแอ่งแม่สอด และแหล่ง แร่ ดินเบาในแอ่งลาปาง เป็ นต้น แอ่งแม่เมาะ จังหวัดลาปางนับว่าเป็ นแอ่งเทอร์เชียรี ขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือที่พบชั้นถ่านหินลิกไนต์ ชั้นหิ นในแอ่งประกอบด้วยหิ นโคลน หิ นทรายแป้ ง หินทราย ถ่านหิ นลิกไนต์และหินกรวดมน กาหนดเป็ น กลุ่มหิ นแม่เมาะ แบ่งออกเป็ น 3 หมวดหิน เรี ยงลาดับจากล่างสุ ดขึ้นบนได้แก่ หมวดหิ นห้วยคิง หมวดหินนา แขมซึ่งมีช้ นั ถ่านหิ นลิกไนต์และหมวดหิ นห้วยหลวง ชั้นตะกอนเหล่านี้สะสมตัวในสภาวะแวดล้อมที่เป็ น ทะเลสาบ ในเขตจังหวัดแพร่ มีแอ่งเทอร์เชียรี ขนาดใหญ่คือแอ่งแพร่ ประกอบด้วยชั้นหิ นทราย หินโคลน และชั้นถ่านหินลิกไนต์ที่มีกอ้ นตะกอนเนื้อปูนปน สภาวะแวดล้อมการตกตะกอนเป็ นแบบที่ราบตะกอนน้ า พารู ปพัดและบริ เวณที่ลุ่มน้ าขัง ตะกอนยุคควอเทอร์ นารีในภาคเหนือและภาคตะวันตกเป็ นตะกอนที่เกิดจากแม่น้ าปิ ง วัง ยม และน่าน และส่ วนใหญ่เป็ นตะกอนแบบน้ าพารู ปพัด ทางตอนเหนือในเขตของอาเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ บริ เวณ ที่เป็ นตะพักสูงประมาณ 60 เมตร จากระดับพื้นราบของแม่น้ าปิ งขึ้นไปนั้นถูกปกคลุมด้วย หน่วยชั้นตะกอน แม่แตง ซึ่งประกอบด้วยชั้นกรวดขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ โดยมีตะกอนทรายและดินเหนียวเป็ นเนื้อ พื้น นอกจากนั้นในบริ เวณตะพักสูงทัว่ ไปของภาคเหนืออาจพบชั้นศิลาแลง ที่มีลกั ษณะค่อนข้างแข็งมีรูพรุ น และมีเศษชิ้นส่ วนของเทคไทต์ปนอยูด่ ว้ ยในบางพื้นที่ ในเขตจังหวัดลาปาง หน่วยชั้นตะกอนน้ าแม่จาง ปกคลุมพื้นที่กว่า 200 ตารางกิโลเมตร ตลอดเส้นทาง จากบ้านแม่ทะไปยังบ้านแม่เมาะ ประกอบด้วยตะกอนกรวดทรายหนา บางส่ วนปิ ดทับด้วยบะซอลต์อายุได้ 0.69 ถึง 0.95 ล้านปี และตะกอนช่วงบนสุ ดเป็ นชั้นศิลาแลง และดินแลงที่เกิดจากการผุพงั ของหิ นบะซอลต์ ด้านล่าง หินอัคนี ในภาคเหนือและภาคตะวันตกตอนบนมีท้ งั หินอัคนีแทรกซอนและหินอัคนีพุ หิ นอัคนีแทรก ซอนเป็ นพวกหิ นแกรนิตและหิ นไนส์สิกแกรนิต แบ่งออกได้เป็ น 3 แนว ได้แก่ แนวด้านตะวันออกผ่านเขต ของจังหวัดเชียงราย-พะเยา-น่าน-อุตรดิตถ์ หิ นแกรนิตเป็ นพลูตอนขนาดเล็ก ลักษณะเนื้อหิ นค่อนข้างหยาบ อายุหินประมาณ 208+-4 ถึง 213+-10 ล้านปี แนวตอนกลางผ่านทางด้านทิศตะวันตกของจังหวัดเชียงใหม่ลาปาง และตาก หิ นแกรนิตเป็ นแบบมวลไพศาล เนื้อหิ นแสดงลักษณะการเรี ยงตัวของผลึกแร่ และในบาง พื้นที่ผลึกแร่ มีการหลอมตัวบางส่ วน อายุหินประมาณ 212 ฑ+-12 ถึง 236 +- 5 ล้านปี และแนวหินแกรนิต ด้านตะวันตก เป็ นพลูตอนเล็กๆต่อกันเป็ นแนวดันแทรกผ่านชั้นหิ นมหายุคพาลีโอโซอิกและหิ นแกรนิตแนว ที่อยูต่ อนกลางบางแห่ง เนื้อหิ นแสดงลักษณะผลึกแร่ เนื้อดอกหยาบและเนื้อหยาบปานกลาง อายุหิน ประมาณ 130 ฑ 4 ล้านปี ส่ วนหิ นอัคนีพนุ ้ นั ปรากฏให้เห็นเป็ นบริ เวณกว้างตั้งแต่ทางด้านทิศตะวันออกของ จังหวัดเชียงรายผ่านพะเยา-ลาปาง-แพร่ ลงไปถึงจึงหวัดตาก หิ นส่ วนใหญ่เป็ นหิ นไรโอไลต์ หิ นแอนดีไซต์


หิ นไรโอลิติกทัฟฟ์ หิ นแอนดีซิติกทัฟฟ์ และหิ นบะซอลต์ โดยมีหินแกบโบรและหิ นไพรอกซิไนต์บา้ ง อายุ ของหิ นอัคนีพมุ ีต้ งั แต่ยคุ ไซลูเรี ยนถึงจูแรสซิก สาหรับหิ นบะซอลต์ที่พบในเขตอาเภอแม่ทะ อาเภอเกาะคา และอาเภอสบปราบ จังหวัดลาปาง มีอายุประมาณ 5 ถึง 8 แสนปี ที่บริ เวณบ้านเชียงเคี่ยน อาเภอเทิงและที่ริม แม่น้ าโขง อาเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีอายุประมาณ 1.7+-0.12 ล้านปี และที่บา้ นบ่อแก้ว อาเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ มีอายุประมาณ 5.64+-0.28 ล้านปี

1. บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง (The Central Plain) บริ เวณที่ราบลุ่มนี้อยูต่ อนกลางของประเทศครอบคลุมพื้นที่ท้ งั หมดของที่ราบลุ่มเจ้าพระยาตอนบนและ ตอนล่างซึ่งเกิดจากการกระทาของแม่น้ าทั้งหมดที่ไหลลงสู่อ่าวไทย ประกอบด้วยแม่น้ าสายสาคัญคือ แม่น้ า เจ้าพระยาและแม่น้ าปิ ง วัง ยม น่าน ซึ่งเป็ นแม่น้ าสาขาที่ไหลจากภูเขาสูงทางภาคเหนือของประเทศ โดยพัด พาตะกอนมาสะสมตัวในพื้นที่ตอนล่างที่เคยอยูใ่ ต้ระดับน้ าทะเลมาก่อนจนกลายเป็ นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ โผล่เหนือระดับน้ าทะเล การทับถมและสะสมตัวของตะกอนนี้ไม่เพียงแต่จะเกิดจากการกระทาของแม่น้ าที่ ไหลจากที่สูงทางภาคเหนือเท่านั้น หากยังเกิดจากการกระทาของแม่น้ าที่ไหลจากที่สูงทางด้านตะวันตกและ ตะวันออกที่ลอ้ มรอบที่ราบภาคกลางด้วย แม่น้ าทางด้านตะวันตกที่สาคัญได้แก่ แม่น้ าแม่กลอง แม่น้ าสะแก กรัง เป็ นต้น ส่วนแม่น้ าทางด้านตะวันออกที่สาคัญได้แก่ แม่น้ าป่ าสัก แม่น้ าลพบุรี และแม่น้ าบางปะกง เป็ น ต้น จนในที่สุดเกิดต่อเนื่องเป็ นที่ราบผืนเดียวกันทั้งบริ เวณตอนบนและตอนล่าง ที่ราบลุ่มภาคกลางเป็ นที่ ราบกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีลกั ษณะคล้ายรู ปสามเหลี่ยมด้านเท่า ส่ วนที่แคบที่สุดอยูท่ างด้านทิศ เหนือและยาวต่อเนื่องลงมาจนถึงอ่าวไทย โดยมีแนวเนินเขาและเขาโดดๆ ปรากฏให้เห็นเป็ นหย่อมๆ ในเขต จังหวัดนครสวรรค์ แนวเนินเขาและเขาโดดๆ เหล่านี้ จะใช้เป็ นแนวในการแบ่งที่ราบลุ่มภาคกลางออกเป็ น 2 บริ เวณ คือ ที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบน (Upper Central Plain) และที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่าง (Lower Central Plain) 1.1 ทีร่ าบลุ่มภาคกลางตอนบน (Upper Central Plain) ขอบเขตของบริ เวณที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบนครอบคลุมพื้นที่บางส่ วนของจังหวัดอุตรดิตถ์ สุ โขทัย พิษณุโลก พิจิตร กาแพงเพชร ต่อเนื่องลงมาจนกระทัง่ ถึงบริ เวณปากน้ าโพ จังหวัดนครสวรรค์ ที่ซ่ ึงแม่น้ าปิ ง วัง ยม และน่าน ไหลมาบรรจบกันเป็ นแม่น้ าเจ้าพระยา ที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบนนี้ มีลกั ษณะภูมิประเทศ เป็ นพื้นที่ลอนลาด (undulating terrain) มีความสูงโดยเฉลี่ยระหว่าง 40 - 60 เมตร จากระดับน้ าทะเลปาน กลาง ประกอบด้วยตะกอนที่เกิดจากการกร่ อน(erosion)และผุพงั (weathering)ของหิ นเดิมหลังจากนั้นถูกพัด พา (transport) มาสะสมตัว (deposition) โดยทางน้ า เกิดเป็ นพื้นที่ราบน้ าท่วมถึง (flood plain) ตะพักลุ่มน้ า (terrace) และ ที่ลุ่มน้ าขัง (swamp) โดยทัว่ ไป


1.2 ทีร่ าบลุ่มภาคกลางตอนล่าง (Lower Central Plain) ขอบเขตของบริ เวณที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่ บริ เวณปากน้ าโพเรื่ อยลงมาจนถึงปากแม่น้ าเจ้าพระยาที่จงั หวัดสมุทรปราการ ระดับความสูงของบริ เวณนี้ต่า กว่าที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบน และแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เช่น ขอบตลิ่งแม่น้ าเจ้าพระยา ในเขต จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิ งห์บุรี มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 20 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง จากนั้น ระดับความสูงจะค่อยๆ ลดลงจนถึงบริ เวณจังหวัดพระนครศรี อยุธยา ซึ่งมีความสูงเฉลี่ย 2.5 เมตร จาก ระดับน้ าทะเลปานกลาง ที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างบริ เวณที่อยูใ่ กล้แม่น้ าเจ้าพระยาจะเห็นร่ องรอยของการเคลื่อนที่ของแม่น้ าสายนี้ จากลักษณะของทะเลสาบรู ปแอก (oxbow lake) และรอยทางน้ าโค้งตวัด (meander scar) ตั้งแต่จงั หวัด พระนครศรี อยุธยา ลงมาจนถึงกรุ งเทพมหานคร ซึ่งอยูห่ ่างจากปากแม่น้ าเจ้าพระยาประมาณ 21 กิโลเมตร มี ระดับความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 1.5 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง โดยทัว่ ไปบริ เวณนี้มีลกั ษณะแบน ราบแผ่กระจายเป็ นบริ เวณกว้างเกิดจากการไหลบ่าเข้ามาของทะเลโบราณ แล้วถอยร่ นออกไปในช่วงเวลา ต่อมา จากหลักฐานของชนิดตะกอนที่มาสะสมตัวและลักษณะภูมิประเทศพบว่าในที่ราบนี้ยงั ประกอบไป ด้วยที่ลุ่มชื้นแฉะ (marsh) ที่ราบลุ่มน้ าท่วมถึง (tidal flat) ดินดอนสามเหลี่ยม (delta) เช่น ที่จงั หวัดนครปฐม และทางทิศใต้ของจังหวัดพระนครศรี อยุธยา หาดทราย (beach) และสันดอนทราย (sand bar) ซึ่งส่ วนใหญ่ จะพบเห็นได้เด่นชัดในบริ เวณจังหวัดพระนครศรี อยุธยาและบางบริ เวณของกรุ งเทพมหานคร

2 ธรณีวทิ ยาบริเวณทีร่ าบลุ่มภาคกลาง 2.1 ธรณีวิทยาทัว่ ไป ที่ราบลุ่มภาคกลางเกิดจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนใหญ่ ได้แก่ รอยเลื่อนแม่ปิง(ต่อเลยไปเกือบเชื่อมกับ รอยเลื่อนเมย) รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ (น้ าปาด) และรอยเลื่อนเจดียส์ ามองค์ ในยุคครี เทเชียสตอนปลายถึงยุค เทอร์เชียรี ซึ่งต่อเนื่องจากการเปิ ดตัวของอ่าวไทยทางใต ์้และการเกิดแอ่งเทอร์เชียรี ในบริ เวณภาคเหนือ และภาคตะวันตกตอนบนและตามด้วยการเกิดรอยเลื่อนในแนวเหนือ-ใต้ (Bunopas, 1981) การสะสมตัว เกิดขึ้นบนบกแบบเนินตะกอนน้ าพารู ปพัด ที่ราบตะกอนน้ าพา ทางน้ า ทะเลสาบ และแบบกึ่งทางน้ ากับ ทะเลสาบ


3 . ลาดับชั้นหินทัว่ ไป การจัดลาดับชั้นหิ นในบริ เวณที่ราบลุ่มภาคกลางค่อนข้างลาบาก เนื่องจากชั้นหิ นต่างๆ ขาดความต่อเนื่อง หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนล่าง หิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน พบบริ เวณรอบ ๆ จังหวัดนครสวรรค์ ประกอบด้วย หิ นทัฟฟ์ บริ เวณเขาหลวงด้านตะวันตกของอาเภอเมืองนครสวรรค์ หิ นปูนบริ เวณเขาขาด เขา มโน ในเขตอาเภอสลกบาตร จังหวัดกาแพงเพชร นอกจากนี้ยงั มีหินเชิร์ต เช่น ที่บริ เวณอาเภอขาณุวรลักษ บุรี จังหวัดกาแพงเพชร เขากบ อาเภอเมืองกาแพงเพชร และบริ เวณเขาเล็กๆ ด้านทิศใต้ของจังหวัด นครสวรรค์ และนอกจากนั้นยังพบเป็ นแนวเขาสั้นๆ บริ เวณขอบแอ่งเจ้าพระยาด้านตะวันตกอีกด้วย หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนบน หิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัสส่ วนใหญ่ เป็ นหินทรายสี แดง มีหินดินดาน และหิน ทรายแป้ งสี แดงแทรกสลับ พบบริ เวณอาเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และบริ เวณจังหวัดชัยนาท เช่น หิ น ทรายบริ เวณเขาตาคลี อาเภอตาคลี เป็ นต้น หินยุคเพอร์ เมียนมักโผล่ให้เห็นเป็ นเขาโดดๆ หรื อต่อเป็ นแนวสั้นๆ ซึ่งแบ่งได้เป็ น 2 บริ เวณ คือ บริ เวณด้าน ตะวันตกของแม่น้ าเจ้าพระยา ได้แก่ แนวบ้านไร่ -ทับทัน จังหวัดอุทยั ธานี ซึ่งส่ วนใหญ่เป็ นหินปูน หิ นดินดานและหิ นทราย ส่ วนอีกแนวหนึ่งคือ แนวนครสวรรค์-ลพบุรี ประกอบด้วยหิ นทราย หิ นดินดาน และหินปูน หินมหายุคมีโซโซอิก ในมหายุคมีโซโซอิกตอนต้นเป็ นหินตะกอนภูเขาไฟแทรกสลับกับหิ นปูน ซึ่งถูกปิ ด ทับแบบไม่ต่อเนื่องด้วยชั้นหิ นแดงของกลุ่มหิ นโคราช หินเหล่านี้วางตัวในแนวประมาณทิศเหนือ-ใต้ บริ เวณขอบที่ราบภาคกลางด้านตะวันออก และพบอยูน่ อ้ ยมากบริ เวณขอบด้านตะวันตก หินมหายุคซีโนโซอิกหิ นยุคเทอร์เชียรี ในที่ราบลุ่มภาคกลางพบถูกปิ ดทับโดยตะกอนควอเทอร์นารี ท้ งั แอ่ง ข้อมูลทางธรณี วิทยาจึงได้มาจากการเจาะสารวจและข้อมูลทางธรณี ฟิสิ กส์ พบเป็ นแอ่งขนาดใหญ่ 3 แอ่ง คือ แอ่งพิษณุโลก แอ่งสุ พรรณบุรี และแอ่งธนบุรี โดยในแต่ละแอ่งยังสามารถแบ่งเป็ นแอ่งย่อยได้อีกหลายแอ่ง แอ่งพิษณุโลกเป็ นแอ่งที่มีศกั ยภาพของปิ โตรเลียมค่อนข้างสูง ตัวแอ่งด้านเหนือและใต้ถูกขนาบด้วยแนวรอย เลื่อนแม่ปิงแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้และรอยเลื่อนอุตรดิตถ์แนวทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ซ่ ึงต่างก็เป็ นรอยเลื่อนตามแนวระดับ ชั้นหิ นในแอ่งแบ่งออกได้เป็ น 5 หมวดหิ น โดยมีลาดับจากล่างขึ้นบน ดังนี้ หมวดหิ นหนองบัว หมวดหินลานกระบือ หมวดหิ นประดู่เฒ่า หมวดหิ นยม และหมวดหิ นปิ ง ซึ่งมีหน่วยตะกอนยุคควอเทอร์นารี ปิดทับด้านบนสุ ด ตะกอนยุคควอเทอร์นารี สมัยไพลสโตซีนส่ วนใหญ่พบอยูต่ ามบริ เวณที่ราบลุ่มเจ้าพระยา มีความหนาของชั้น ตะกอนประมาณ 650 เมตร ถึง 1,830 เมตร ซึ่งสะสมตัวอย่างต่อเนื่องอยูใ่ นแอ่งของบล็อกรอยเลื่อนที่จมตัว


ลงอย่างช้าๆ จากลักษณะของตะกอนสามารถแบ่งออกได้เป็ น 2 หน่วยชั้นตะกอน ได้แก่ 1) หน่วยชั้นตะกอนเจ้าพระยา ประกอบด้วย ตะกอนชุดสมุทรปราการ อยูล่ ่างสุ ดเป็ นชั้นหิ นโคลนวางตัวอยู่ บนหิ นดินดานสี แดงอายุเทอร์เชียรี ตะกอนชุดพระนคร เป็ นชั้นทรายสลับชั้นดินเหนียว วางตัวแบบรอย สัมผัสไม่ต่อเนื่องบนชั้นตะกอนชุดสมุทรปราการ ตะกอนชุดพระประแดง อยูบ่ นสุ ดเป็ นชั้นตะกอนทราย และกรวดมีเศษเปลือกรากไม้หรื อพีตปนอยูด่ ว้ ย 2) หน่วยชั้นตะกอนดินเหนียวกรุ งเทพ ประกอบด้วย ตะกอนดินเหนียวกรุ งเทพตอนล่าง เป็ นตะกอนทรายที่ สะสมตัวในบริ เวณปากแม่น้ าไหลลงสู่ทะเล และตะกอนดินเหนียวกรุ งเทพตอนบน ซึ่งเป็ นตะกอนดิน เหนียวที่สะสมตัวในทะเล ช่วงบริ เวณตะพักสูงระหว่างเขตจังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรี มี หน่วยหิ นมาร์ลลพบุรี ซึ่งเกิดจากการผุ กร่ อนของกลุ่มหิ นปูนสระบุรี ในช่วงสมัยไพลสโตซีนสะสมตัวเป็ นชั้นหนาประมาณ 15-20 เมตร หินอัคนีี ที่พบทางด้านทิศใต้จงั หวัดนครสวรรค์ลงมาทางจังหวัดอุทยั ธานีและทางทิศตะวันออกของจังหวัด นครสวรรค์ ส่ วนใหญ่อยูใ่ นแนวเหนือ-ใต้ มีท้ งั หิ นอัคนีแทรกซอนพวกหิ นแกรโนไดออไรต์ หิ นแกรนิตและ หิ นไดออไรต์ ซึ่งเกิดเป็ นมวลหิ นขนาดเล็กวางตัวสัมผัสกับชั้นหิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียนแบบรอยเลื่อน สัมผัส ส่ วนหิ นอัคนีพเุ ป็ นพวกหินแอนดีไซต์ หิ นเดไซต์และหินไรโอไลต์ ที่เกิดเป็ นแบบพนังหิ นตัดผ่าน หิ นไดออไรต์และหินแกรโนไดออไรต์ และแบบที่ไหลหลากทับอยูบ่ นชั้นหินยุคเพอร์เมียนและหินยุคที่แก่ กว่ายุคเพอร์เมียน นอกจากนั้นยังพบหิ นที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ อาทิเช่น หินทัฟฟ์ และหินกรวด ภูเขาไฟ ซี่งมีองค์ประกอบเป็ นหิ นไรโอไลต์รวมอยูด่ ว้ ย อายุของหิ นอัคนีเหล่านี้คาดว่าเกิดช่วงหลังยุคเพอร์ เมียนแต่ก่อนยุคจูแรสซิก (Bunopas, 1980)

1. ลักษณะภูมปิ ระเทศและภูมสิ ั ณฐาน บริเวณบริเวณเทือกเขาเลย-เพชรบูรณ์ (Loei-Petchabun Ranges) ขอบเขตของบริ เวณเทือกเขาเลยติดต่อเพชรบูรณ์ครอบคลุมพื้นที่จงั หวัดเลย เพชรบูรณ์ บางส่ วนของจังหวัด พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และนครนายก ด้านทิศตะวันตกติดต่อกับที่ราบลุ่มภาคกลาง ส่ วนด้านทิศตะวันออกติดต่อกับที่ราบสูงโคราชโดยมีเทือกเขาเพชรบูรณ์และดงพญาเย็นเป็ นแนวเขตแดน ทางตอนเหนือของบริ เวณนี้จรดประเทศลาว ส่ วนทางทิศใต้ติดกับเทือกเขาสันกาแพง


เทือกเขาเพชรบูรณ์เป็ นต้นกาเนิดของแม่น้ าป่ าสักซึ่งไหลเป็ นแนวค่อนข้างตรงจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ บริ เวณสองฝั่งแม่น้ าเกิดเป็ นที่ราบลุ่มแบบตะพักลุ่มน้ า กว้างและขนานกันไป ลักษณะภูมิประเทศของบริ เวณนี้ ประกอบด้วย พื้นที่ซ่ ึงเป็ นทิวเขามีลกั ษณะซับซ้อนเป็ นสันยาวต่อเนื่องกัน วางตัวในแนวเหนือ-ใต้เป็ นส่วนใหญ่ และพื้นที่เกือบราบ (peneplain) ซึ่งพบอยูท่ างตอนเหนือ เนื่องจากส่ วน ที่เคยเป็ นทิวเขาเมื่อถูกกัดเซาะก็จะทาให้เกิดการผุพงั จนบางบริ เวณกลายเป็ นพื้นที่เกือบราบ เกิดเป็ น แนวขนานกันลงมาทางใต้ตามขอบด้านในของเทือกเขาเพชรบูรณ์ ส่ วนบริ เวณตอนกลางมีลกั ษณะเป็ นพื้นที่ ลอนลาด โดยมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 50 - 100 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง

2 ธรณีวทิ ยาบริเวณบริเวณเทือกเขาเลย-เพชรบูรณ์ 2.1 ธรณีวิทยาทัว่ ไป บริ เวณเทือกเขาเลย-เพชรบูรณ์ ครอบคลุมไปด้วยหินตะกอนและหิ นอัคนีเป็ นส่ วนใหญ่ มีหินแปรบ้างเป็ น บริ เวณแคบๆ หิ นเหล่านี้มีอายุต้ งั แต่มหายุคพาลีโอโซอิกจนถึงมหายุคซีโนโซอิก โดยมีหินมหายุคพาลีโอโซ อิกตอนล่าง ยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน และหิ นยุคดีโวเนียนปรากฏให้เห็นทางพื้นที่ดา้ นตะวันออกของอาเภอ ปากชม จังหวัดเลย ติดต่อกับอาเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานี หิ นมหายุคพาลีโอโซอิกตอนบน ได้แก่ หินยุค คาร์บอนิเฟอรัสและยุคเพอร์เมียน ปรากฏให้เห็นทางด้านทิศตะวันออกของจังหวัดเลยต่อเนื่องถึงจังหวัด เพชรบูรณ์ จังหวัดลพบุรีและจังหวัดสระบุรี หิ นมหายุคมีโซโซอิกได้แก่ หินยุคจูแรสซิกจนถึงยุคครี เทเชียส พบอยูท่ างด้านตะวันตกเฉียงเหนือของแนวเทือกเขา ในเขตจังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัด พิษณุโลก หิ นมหายุคมีโซโซอิกยังพบได้ทางทิศตะวันตก โดยสัมผัสอยูก่ บั แนวรอยเลื่อนอุตรดิตถ์ (น้ าปาด) และถูกตัดด้วยแนวรอยเลื่อนเพชรบูรณ์ในแนวเหนือ-ใต้ นอกจากนี้ยงั พบหิ นมหายุคมีโซโซอิกเป็ นหย่อมๆ ในเขตจังหวัดลพบุรีติดต่อกับจังหวัดสระบุรี หิ นมหายุคซีโนโซอิกเป็ นหิ นยุคเทอร์เชียรี สะสมตัวในแอ่ง เพชรบูรณ์ นอกนั้นปกคลุมด้วยตะกอนยุคควอเทอร์นารี ซึ่งประกอบด้วยศิลาแลง ดินลูกรังของชั้นตะพัก ต่างๆ และบริ เวณสะสมตัวของตะกอนน้ าพาของลุ่มแม่น้ าเลยและแม่น้ าป่ าสัก 3 . ลาดับชั้นหินทัว่ ไป หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนล่าง เป็ นหิ นที่เชื่อว่าแก่ที่สุดในบริ เวณนี้ได้แก่ หินยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน ซึ่ง โผล่ให้เห็นได้ต้ งั แต่บริ เวณริ มแม่น้ าโขงประมาณ กม.15 ถนนสายอาเภอปากชม-อาเภอสังคม ต่อเนื่องลงมา ทางใต้จนถึง ด้านตะวันตกของบ้านโชคชัย อาเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานี ในพื้นที่จงั หวัดเลยหิ นยุคนี้ แผ่ กระจายให้เห็นอยู่ 3 แนวในทิศทางเหนือ-ใต้ ได้แก่ บริ เวณด้านทิศใต้ของอาเภอปากชม ตั้งแต่บา้ นโคกถึงภู ฆ้อง และด้านตะวันตกของบ้านห้วยอาลัย แนวกลางถัดออกไปทางทิศตะวันออกตั้งแต่ดา้ นตะวันตกของ


บ้านห้วยพิชยั ต่อเนื่องไปจนถึงบ้านนาดอกคา ส่ วนแนวสุ ดท้ายอยูถ่ ดั ออกไปทางทิศตะวันออกจากแนวกลาง ที่กล่าวแล้ว หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนล่างได้แก่ หิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน หิ นที่สาคัญของยุคนี้ประกอบด้วยหิ นแปรเกรดต่า พวกหินคลอไรต์ชีสต์ หิ น ควอร์ตไซต์ หินเมตาทัฟฟ์ และหิ นฟิ ลไลต์ มีแนวแตกเรี ยบชัดเจน หิ นยุคดีโวเนียน หิ นที่สาคัญของยุคนี้ประกอบไปด้วย หินเชิร์ตและหิ นดินดานชั้นบางแทรกสลับกัน มี หิ นทัฟฟ์ และเลนส์ของหิ นปูนแทรกรวมอยูด่ ว้ ย ซากดึกดาบรรพ์ที่พบในเนื้อหิ นเป็ นพวกปะการังหลายชนิด หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนบน ประกอบด้วยหิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัส พบแผ่กระจายกว้างขวางในเขตจังหวัด เลย ตั้งแต่อาเภอปากชมต่อเนื่องลงไปทางใต้จนถึงอาเภอวังสะพุงและทางตะวันออกเฉียงเหนือของผาเดิ่น หิ นคาร์บอนิเฟอรัสตอนล่าง ส่ วนใหญ่ประกอบด้วยหิ นดินดาน หิ นทราย หิ นทรายแป้ ง หิ นทรายเนื้อปน กรวด และถ่านหิ น นอกจากนั้นยังมีหินปูนสี เทาและเทาดาเป็ นเลนส์แทรกในชั้นหิ นดินดาน ส่ วนหินยุคคาร์ บอนิเฟอรัสตอนบน ประกอบด้วยหิ นดินดาน หินทราย และหินทรายแป้ ง บางแห่งพบว่ามีช้ นั หิ นสี แดง จาพวกหิ นดินดานซึ่งมีซากพืชปนอยูด่ ว้ ย บริ เวณอาเภอชนแดนจังหวัดเพชรบูรณ์ ชั้นหิ นส่ วนใหญ่เป็ น หิ นปูน พบหินทรายและหินทรายแป้ งบ้างบางบริ เวณ สาหรับหิ นยุคเพอร์เมียน โผล่ให้เห็นตลอดแนว เทือกเขาเลย-เพชรบูรณ์จากเหนือจรดใต้ มีอายุคาบเกี่ยวตั้งแต่ปลายยุคคาร์บอนิเฟอรัส ยุคเพอร์เมียนตอนล่าง จนถึงตอนบน ในเนื้อหิ นปูนพบซากดึกดาบรรพ์ฟซู ูลินิด แบรคิโอพอด ปะการัง เป็ นจานวนมาก โดยเฉพาะ ในเขตจังหวัดลพบุรีและสระบุรี หิ นยุคเพอร์เมียนในบริ เวณจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วยตะกอนที่มี ลักษณะปรากฏชนิด pelagic-facies, flysch-facies และ molasse-facies (Helmcke and Kraikhong, 1982) อย่างไรก็ตามโดยทัว่ ไปหิ นยุคเพอร์เมียน ประกอบด้วยหิ นตะกอนเนื้อประสมและหิ นคาร์บอเนตสลับกันอยู่ ตลอดเวลา และเชื่อว่ามีสภาวะแวดล้อมการสะสม ตะกอนในสภาวะแวดล้อมต่างๆ กันในแต่ละแห่ง ตลอด แนวเทือกเขาตั้งแต่เหนือจรดใต้ หินคาร์บอเนตหลายแห่งมีลกั ษณะเป็ นเนื้อเดียวกันตลอด มีความหนามาก และแผ่กระจายตัวเป็ นลานคาร์บอเนต หินยุคเพอร์ เมียนตอนล่าง พบแผ่กระจายตลอดแนวเทือกเขาโดยมีหินลักษณะปรากฏต่างๆ กันไป เริ่ มตั้งแต่ ในพื้นที่จงั หวัดเลย มีหินยุคเพอร์เมียนตอนล่างโผล่ให้เห็นเป็ นแนวตั้งแต่บริ เวณผาเดิ่นติดต่อกับถ้ าน้ า มโหฬาร และต่อเนื่องลงมาทางใต้ อีกแนวหนึ่งแผ่กระจายตัวตั้งแต่ตะวันออกของอาเภอหล่มเก่า จังหวัด เพชรบูรณ์ เป็ นทิวเขาลงมาทางใต้ถึงบริ เวณเขารวกในเขตอาเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และเทือกเขาขวาง ในเขตอาเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ติดต่อกับเขตอาเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสี มา หิ นยุคเพอร์เมียน เหล่านี้ประกอบด้วยหิ นปูนเป็ นส่ วนใหญ่ บางแห่งมีหินโดโลไมต์และหิ นปูนเนื้อปนโดโลไมต์ ในหลาย บริ เวณมีหินดินดานและหินเชิร์ตสลับอยูด่ ว้ ย พบซากดึกดาบรรพ์ฟซู ูลินิด ฟอแรมินิเฟอราขนาดเล็ก สาหร่ าย ปะการังและแบรคิโอพอด ทัว่ ไปบริ เวณภูถ้ าน้ ามโหฬารและผานกเค้า ซึ่งส่ วนใหญ่เป็ นหิ นปูนมี


ซากดึกดาบรรพ์ต้ งั แต่ยคุ คาร์บอนิเฟอรัสตอนปลาย ถึงยุคเพอร์เมียนตอนกลางหิ นยุคเพอร์เมียนตอนล่างและ ตอนกลางแผ่กระจายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเขตอาเภอพระพุทธบาทและอาเภอมวกเหล็ก จังหวัด สระบุรี ติดต่อกับเขตอาเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสี มา หิ นประกอบด้วยหิ นปูน หิ นดินดาน หินทราย และ หิ นทรายแป้ งเป็ นส่ วนใหญ่ ทั้งที่แยกจากกันและที่สลับกันทั้งสองชนิด หิ นปูนมักพบซากดึกดาบรรพ์ฟซู ูลิ นิด อายุเพอร์เมียนตอนต้นถึงตอนกลาง และซากดึกดาบรรพ์อื่นๆ เช่น ปะการังและไครนอยด์ เป็ นต้น ซึ่ง ซากดึกดาบรรพ์เหล่านี้บางส่วนมีอายุคาบเกี่ยวกันระหว่างยุคเพอร์เมียนตอนต้นถึงตอนกลางหิ นยุคเพอร์ เมียนตอนบนอยูท่ างตะวันตกของพื้นที่เขตจังหวัดเลย เป็ นแนวตั้งแต่เหนือสุ ดติดชายแดนประเทศลาว ระหว่างอาเภอท่าลี่กบั อาเภอเชียงคาน ต่อเนื่องลงมาทางใต้บริ เวณเส้นทางสายจังหวัดเลย - อาเภอด่านซ้าย ประกอบด้วยหิ นดินดาน หินทรายแป้ งและหิ นทราย บางแห่งมีส่วนประกอบเป็ นแบบมีเฟลสปาร์มาก (feldspathic) และหินทัฟฟ์ ในหินเหล่านี้พบซากดึกดาบรรพ์ใบไม้ยคุ เพอร์เมียนตอนปลาย (Asama et al., 1981; Bunopas, 1981; และ Charoenprawat et al., 1984) บริ เวณด้านใต้ของแนวเทือกเขาเลย-เพชรบูรณ์ พบว่ามีหินโผล่เป็ นแนวแคบๆ ใน เขตอาเภอมวกเหล็กติดต่อกับอาเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี หินส่ วน ใหญ่เป็ นหิ นดินดานเนื้อซิลิกาและมีเชิร์ตสลับอยูม่ าก โดยบางแห่งมีหินปูนเป็ นเลนส์แทรกอยูด่ ว้ ย หินมหายุคมีโซโซอิก บริ เวณเทือกเขาเลย-เพชรบูรณ์แผ่เป็ นแนวชั้นหินคดโค้งรู ปประทุนหงาย ตั้งแต่แนว รอยเลื่อนอุตรดิตถ์(น้ าปาด) คือ อยูใ่ นแนวลาน้ าปาดอ้อมเป็ นแนววงกลมทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านอาเภอ วังทองลงมาถึงตะวันตกของจังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วอ้อมกลับขึ้นในแนวตะวันออกเฉียงเหนือผ่านอาเภอหล่ม เก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ อาเภอด่านซ้าย อาเภอภูเรื อ จังหวัดเลย โดยมีแกนของชั้นหิ นคดโค้งรู ปประทุนหงาย ผ่านอาเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ประกอบไปด้วยชั้นหิ นสี แดง หิ นทรายแป้ ง หิ นดินดาน หินกรวดมน ของกลุ่มหิ นโคราช

หิ นมหายุคซีโนโซอิก บริ เวณพื้นที่ราบระหว่างภูเขาบริ เวณเทือกเขาเลย-เพชรบูรณ์ เป็ นแอ่งสะสม ตะกอนยุคเทอร์เชียรี มีความหนาถึง 2,500 เมตร ในแอ่งย่อยวิเชียรบุรี และ 1,100 เมตร ในแอ่งย่อย เพชรบูรณ์เหนือ ประกอบด้วยหิ นโคลน หินทรายแป้ ง หินทราย หินทัฟฟ์ และลิกไนต์ มีอายุต้ งั แต่สมัยโอลิ โกซีนจนถึงไพลโอซีนและถูกปิ ดทับด้วยตะกอนดินทรายยุคควอเทอร์นารี หินอัคนี หิ นอัคนีที่พบอยูท่ วั่ ไปมีท้ งั หินอัคนีแทรกซอน หิ นอัคนีพุ ตลอดจนหินภูเขาไฟ หิ นอัคนีแทรก ซอน เป็ นพวกหิ นแกรนิต หินแกรโนไดออไรต์ หิ นมอนโซไนต์ หิ นไดออไรต์ และหิ นฮอร์นเบลนไดต์ เป็ น ต้น เกิดในลักษณะเป็ นพลูตอนและลาหิ นอัคนี แผ่กระจายเป็ นแห่งๆ พบตั้งแต่เขตจังหวัดเลยจนถึงจังหวัด นครราชสี มา หิ นแกรนิต-แกรโนไดออไรต์ บริ เวณภูควายเงิน อาเภอเชียงคาน จังหวัดเลย มีอายุยคุ เพอร์ เมียน-ไทรแอสสิ ก (Jacobson et al., 1969) ส่ วนหิ นอัคนีแทรกซอนในเขตพื้นที่จงั หวัดนครราชสี มาและ จังหวัดสระบุรี กาหนดอายุให้เป็ นยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก หรื ออ่อนกว่า


สาหรับหิ นอัคนีพหุ รื อหินภูเขาไฟนั้น พบทั้งที่เป็ นแบบลาวาหลากและสะสมตัวแบบตะกอนภูเขาไฟ กระจายทัว่ ไปตลอดแนวเทือกเขาตั้งแต่ดา้ นทิศเหนือจรดด้านทิศใต้ อายุของหิ นภูเขาไฟส่ วนใหญ่อยูใ่ นช่วง ยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก โดยอาศัยการเทียบสัมพันธ์กบั อายุของหิ นตะกอนที่วางตัวอยูด่ า้ นบนและ ด้านล่าง ขอบเขตแนวหิ นภูเขาไฟในเขตจังหวัดเลยแบ่งออกเป็ น 3 แนว ได้แก่ แนวด้านตะวันตก เป็ นพวก หิ นแอนดีไซต์เนื้อดอก หิ นกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟและหิ นไรโอ ไลต์บา้ งเล็กน้อย แนวตะวันออกเป็ นพวกหิ นไรโอไลต์เนื้อดอก หินไรโอลิติกทัฟฟ์ และหิ นแอนดีไซด์บา้ ง เล็กน้อยเช่นกัน อายุของหิ นภูเขาไฟทั้งสองแนวนี้อยูใ่ นช่วงยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก ส่ วนแนวตอนกลาง เป็ นกลุ่มหิ นบะซอลติกแอนดีไซต์อายุช่วงต้นยุคคาร์บอนิเฟอรัส แผ่ครอบคลุมพื้นที่ทางด้านทิศใต้ของ อาเภอปากชม นอกจากนี้ยงั พบหิ น ภูเขาไฟที่แยกประเภทไม่ได้ของพวกหินไรโอไลต์ หิ นแอนดีไซต์เนื้อ ดอก หิ นทัฟฟ์ หิ นกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟและหิ นกรวดภูเขาไฟ อยูใ่ นช่วงยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก ในเขต จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดนครราชสี มา จังหวัดลพบุรีและจังหวัดนครนายกหินภูเขาไฟบริ เวณ ลานารายณ์ จังหวัดลพบุรี ประกอบด้วยหิ นบะซอลต์ หิ นแอนดีไซต์และหินไรโอไลต์ เนื้อเป็ นแก้วภูเขาไฟ อายุยคุ เทอร์ เชียรี่ ถึงควอเทอร์นารี นอกจากนี้ยงั พบหินบะซอลต์ที่มีอายุอ่อนตั้งแต่ยคุ เทอร์เชียรี ข้ นึ มาแผ่คลุมบริ เวณที่ ราบในแอ่งตั้งแต่อาเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปถึงอาเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 1. บริเวณภาคตะวันออก (The Eastern Region) บริ เวณภาคตะวันออกครอบคลุมพื้นที่ต้ งั แต่ตอนใต้ของเทือกเขาเพชรบูรณ์และขอบที่ราบสูงโคราช ต่อเนื่องลงมาจนถึงขอบอ่าวไทยตอนบน บริ เวณนี้อยูใ่ นเขตจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด รวมทั้งบาง บริ เวณของจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว โดยมีทิวเขาบรรทัด ทางตอนบนของภาค ตะวันออกมีลกั ษณะเป็ นที่ราบและพื้นที่ลอนลาดอยูร่ ะหว่างเทือกเขา ที่เป็ นขอบที่ราบสูง โคราชกับเทือกเขาตอนกลางของภาคตะวันออก พื้นที่ลอนลาดในบริ เวณนี้มีความสูงประมาณ 50-150 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง ทางตอนกลางของภาคตะวันออกมีลกั ษณะเป็ นเทือกเขาและภูเขาสูงสลับกับที่ราบและพื้นที่ลอนลาด วางตัวอยูใ่ นแนวเหนือ-ใต้ เทือกเขาสูง ได้แก่ เทือกเขาจันทบุรี มียอดเขาสอยดาวเป็ นยอดสูงสุ ด คือสูง 1,640 เมตรจากระดับน้ าทะเลปานกลาง พื้นที่ราบบริ เวณนี้ขนานเป็ นแนวไปกับแม่น้ าลาธารสายหลักซึ่ง ประกอบด้วยที่ราบตะกอนน้ าพาและลานตะพักลาน้ าซึ่งมีระดับที่แตกต่างกัน ลานตะพักลาน้ าขั้นต่ามีความ สูงประมาณ 5-20 เมตรจากระดับน้ าทะเลปานกลาง ลานตะพักลาน้ าขั้นกลางมีความสูง 20-30 เมตรจาก ระดับน้ าทะเลปานกลาง และลานตะพักลาน้ าขั้นสูงมีความสูงประมาณ 30-100 เมตรจากระดับน้ าทะเลปาน กลาง


ทางตอนล่างของภาคตะวันออกมีลกั ษณะเป็ นพื้นที่ลอนลาดสลับกับที่ราบ ซึ่งต่อเนื่องมาจากบริ เวณที่ เป็ นภูเขา ปรากฏเป็ นแนวแคบๆ ขนานไปกับชายฝั่งทะเล ตั้งแต่จงั หวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี จนถึงจังหวัด ตราด พื้นที่โดยทัว่ ไปมีความสูงประมาณ 1-50 เมตรจากระดับน้ าทะเลปานกลาง บริ เวณชายฝั่งทะเล เป็ นที่ราบเรี ยบอยูร่ ะหว่างพื้นที่เชิงเขาหรื อพื้นที่ลอนลาดขนานกับชายฝั่งทะเลภาค ตะวันออก เกิดจากการสะสมตัวของชั้นตะกอนจากน้ าทะเลที่รุกเข้ามาในแผ่นดินในบริ เวณที่เป็ นที่ราบเชิง เขาหรื อพื้นที่ลอนลาดเดิม มีความกว้างประมาณ 5-10 กิโลเมตรจากขอบอ่าวไทยปัจจุบนั ประกอบด้วยพื้นที่ สันทราย (sand ridge) ทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งเกิดจากการกระทาของน้ าทะเลและลม พื้นที่ชะวากทะเล (estuary) พื้นที่ลากูน (lagoon) ดินดอนสามเหลี่ยมและลานตะพักทะเล พื้นที่เหล่านี้มีความสูงประมาณ 1-10 เมตรจาก ระดับน้ าทะเลปานกลาง พื้นที่ชะวากทะเลและดินดอนสามเหลี่ยม พบอยูบ่ ริ เวณปากแม่น้ าทางด้านตะวันออกของภาค ได้แก่ ปาก แม่น้ าบางปะกง ปากแม่น้ าระยอง ปากแม่น้ าประแส ปากแม่น้ าจันทบุรี และปากแม่น้ าเวฬุ เป็ นต้น บริ เวณ ดังกล่าวมีความสูงประมาณ 1-5 เมตรจากระดับน้ าทะเลปานกลาง ส่ วนใหญ่เป็ นบริ เวณที่น้ าทะเลท่วมถึง ตลอดเวลาหรื อในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของทุกวัน บริ เวณที่เป็ นสันทรายทั้งเก่าและใหม่รวมทั้งพื้นที่ลากูน จะปรากฏให้เห็นเป็ นแนวแคบๆ บริ เวณชายฝั่งด้านตะวันตกในเขตจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง มีความ สูงประมาณ 2-10 เมตรจากระดับน้ าทะเลปานกลาง ลานตะพักทะเล เป็ นพื้นที่สูงถัดจากพื้นที่สนั ทรายและ พื้นที่ลากูน ปรากฏให้เห็นเด่นชัดบริ เวณจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง เป็ นพื้นที่ราบเรี ยบจนถึงค่อนข้าง ราบเรี ยบ มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง 2 ธรณีวท ิ ยาบริเวณทีร่ าบลุ่มภาคกลาง 2.1 ธรณีวิทยาทัว่ ไป ชั้นหิ นไม่มีความต่อเนื่องกัน โผล่ปรากฏไม่มากนัก อัตราการผุพงั สูง และพบซากดึกดาบรรพ์นอ้ ยทาให้ ความเห็นทางด้านการให้อายุหินโดยนักธรณี วิทยามีความแตกต่างกันโดยเฉพาะในช่วงตะวันตกสุ ดบริ เวณ จังหวัดชลบุรีและบริ เวณใกล้ชายแดนประเทศกัมพูชาในช่วงอาเภอโป่ งน้ าร้อน จังหวัดสระแก้วและจังหวัด จันทบุรี ชั้นหิ นในบริ เวณชายฝั่งทะเลตะวันออกวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ หิ นมีอายุต้ งั แต่ มหายุคพรี แคมเบรี ยนจนถึงตะกอนยุคควอเทอร์นารี โดยหิ นมหายุคพรี แคมเบรี ยนปรากฏให้เห็นบริ เวณ ตอนกลางของภาค ทางด้านตะวันตกมีขอบเขตของหิ นมหายุคพาลีโอโซอิกโผล่บา้ งเล็กน้อย ส่ วนทางด้าน ตะวันออกปกคลุมด้วยชั้นหินมหายุคพาลีโอโซอิกเป็ นบริ เวณกว้าง หินยุคไทรแอสซิกพบทั้งพวกหิ นชั้นและ หิ นอัคนี โผล่เป็ นแนวจากบริ เวณจังหวัดสระแก้วถึงจึงหวัดจันทบุรี และคลุมอยูบ่ นแนวตะเข็บรอยต่อธรณี สระแก้วโอฟิ โอไลต์ ส่ วนหินมหายุคมีโซโซอิกที่เป็ นหินภูเขาไฟและหิ นชั้นลักษณะเทียบเคียงได้กบั กลุ่ม


หิ นโคราชนั้น ปรากฏอยูต่ ามบริ เวณชายฝั่งด้านทิศตะวันออกและเกาะทางด้านทิศใต้ของจังหวัดตราด หิ น อัคนีส่วนใหญ่เป็ นมวลหินแกรนิตพบมากในเขตจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรี ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกมีแนวรอยเลื่อนซึ่งมีทิศขนานกับแนวการคดโค้ง ในแนวตะวันตกเฉียงเหนือตะวันออกเฉียงใต้ และมีแนวรอยเลื่อนที่ต่อแนวจากแนวรอยเลื่อนแม่ปิงในแนวตะวันออก-ตะวันตกบริ เวณ จังหวัดสระแก้ว 3 . ลาดับชั้นหินทั่วไป การจัดลาดับชั้นหิ นในบริ เวณที่ราบลุ่มภาคกลางค่อนข้างลาบาก เนื่องจากชั้นหิ นต่างๆ ขาดความต่อเนื่อง หินมหายุคพรีแคมเบรียน หิ นที่เชื่อว่าเป็ นหิ นยุคพรี แคมเบรี ยนหรื อก่อนยุคคาร์บอนิเฟอรัส ได้แก่ หิ นไนส์ ชลบุรี (Bunopas, 1981) ในเขตจังหวัดชลบุรี ประกอบด้วยหิ นแปรพวกไบโอไทต์ไนส์ หิ นออร์โทไนส์ หิ น ฮอร์นเบลนด์-ไบโอไทต์ไนส์ หิ นควอรตซ์ไมกาชีสต์ หินแอมฟิ โบไลต์ชีสต์ หิ นควอรตซ์ไมกา ไคยาไนต์ ชีสต์ และหิ นแคลก์ซิลิเกต ซึ่งจัดอยูใ่ นชั้นลักษณะปรากฏแอมฟิ โบไลต์ วางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวสัมผัสแบบรอยเลื่อนกับหินแปรเกรดต่ายุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน หินยุคนี้เทียบ สัมพันธ์ได้กบั หิ นไนส์ลานสาง ที่บริ เวณภาคตะวันตกตอนบน หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนล่าง หิ นยุคแคมเบรี ยน-ออร์โดวิเชียน พบอยูบ่ ริ เวณชายฝั่งทะเลและเกาะนอกฝั่ง ในเขตอาเภอสัตหี บและอาเภอเมืองจังหวัดชลบุรี เช่นที่ เกาะล้าน เกาะสี ชงั เกาะลอย และเกาะขามใหญ่ เป็ น ต้น หิ นยุคนี้ประกอบด้วยหินควอร์ตไซต์ หิ นทรายเนื้อควอรตซ์ หิ นชนวน หิ นควอรตซ์ชีสต์ และหิ นปูนเนื้อ ดิน หิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน และอาจต่อเนื่องขึ้นไปถึงยุคคาร์บอนิเฟอรัสแบ่งได้เป็ น 2 แนว แนวแรกอยู่ ทางด้านตะวันตก และตอนกลางของพื้นที่ซ่ ึงคัน่ อยูด่ ว้ ยหิ นมหายุคพรี แคมเบรี ยนและหิ นแกรนิตชลบุรีระยอง หินตะกอนที่อยูบ่ นฝั่งทะเลด้านจังหวัดชลบุรีและบริ เวณเกาะแก้ว อาเภอสัตหี บ ด้านตะวันตกของ พื้นที่ ได้แก่ หินดินดานสัตหีบ (Bunopas, 1981 และ 1983) ซึ่งประกอบด้วยหิ นดินดาน หิ นเชิร์ต หิน ควอร์ต ไซต์ และมีหินปูนรู ปเลนส์ หินถูกเปลี่ยนลักษณะและถูกแปรสภาพเป็ นหิ นแปรเกรดต่า บางบริ เวณพบการ แปรสภาพแบบสัมผัสกับหิ นแกรนิต แนวที่สองอยูทางด้านตะวันออกของแนวหิ นมหายุคพรี แคมเบรี ยนและ มีแนวหิ นแกรนิตคัน่ อยูเ่ ป็ นบริ เวณกว้าง ตั้งแต่เขตอาเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ลงมาในเขตอาเภอ แกลง จังหวัดระยอง เช่น ที่บริ เวณเขาใหญ่และเขาชะเมา ประกอบด้วยหิ นแปรเกรดต่าขั้นกรี นชีสต์ จาพวก หิ นควอร์ตไซต์ หิ นชีสต์และหิ นฟิ ลไลต์ ซึ่งบางส่ วนสัมผัสอยูก่ บั หิ นไนส์ ยุคพรี แคมเบรี ยนและหินปูนยุค เพอร์เมียนแบบรอยเลื่อนสัมผัส หิ นทั้งสองแนวนี้ไม่อาจระบุอายุที่แน่นอนได้ เนื่องจากพบว่ามีหินบางส่ วนวางตัวอยูใ่ ต้ช้ นั หินปูนยุคเพอร์


เมียน เช่น ที่เขาเรวดี บริ เวณอ่างเก็บน้ าบางพระ จังหวัดชลบุรี และที่บริ เวณอาเภอแกลง จังหวัดระยอง ดังนั้นอายุของหิ นเหลานี้อาจแก่ลงไปถึงช่วงยุคคาร์บอนิเฟอรัส หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนบน ในหิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัส ไม่พบซากดึกดาบรรพ์ที่บอกอายุได้แน่นอน ดังนั้นอายุหินส่ วนหนึ่งอาจจะคาบเกี่ยวลงไปถึงยุคดีโวเนียนตอนปลาย หรื อขึ้นไปถึงยุคเพอร์เมียนตอนต้นก็ ได้ หิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัสมีอยู่ 3 แนวคือ แนวชลบุรี -สัตหี บ แนวพนัสนิคม-แกลง และแนวกบินทร์บุรีสระแก้ว-จันทบุรี-ตราดแนวชลบุรี-สัตหี บ อยูท่ างตะวันตกของหิ นไนส์ชลบุรี วางตัวต่อเนื่องมาจาก หิ นดินดานสัตหี บขึ้นไปจนถึงหิ นปูนและหินดินดานที่อ่างเก็บน้ าบางพระ ยุคเพอร์เมียนตอนกลางแนวพนัส นิคม-แกลง แยกจากแนวชลบุรีโดยหิ นพื้นฐานซับซ้อน หรื อ กลุ่มหิ นไนส์ หิ นไมกาชีสต์ คัน่ ระหว่างกลาง ของแนวที่สอง ที่บริ เวณตอนเหนือของเขาใหญ่ หินดินดาน และหิ นทรายมีแนวเรี ยงตัวสี เทาดา หินปูนเป็ น รู ปเลนส์และหิ นเชิร์ต มีแนววางตัวในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ พบซากดึกดาบรรพ์ไบรโอ ซัว (bryozoa) ชื่อ Penniretepora sp., Fenestella cf. F. triserialis, Fenestella sp., Polypora sp., และแบรคิโอ พอด ชื่อ Cleiothyridina sp. รวมทั้งซากดึกดาบรรพ์กา้ นไครนอยด์ (crinoid stem) ยุคคาร์บอนิเฟอรัส ตอนต้น (สมัย Early Visean-Late Tournaisian) แนวจันทบุรี-ตราด บริ เวณตะวันออกของฝั่งทะเลตะวันออกในเขตระหว่างจังหวัดสระแก้ว-โป่ งน้ าร้อนจันทบุรี ใกล้ชายแดนประเทศกัมพูชา มีแนวของหิ นแอมฟิ โบไลต์ชีสต์ หิ นฮอร์นเบลนด์ชีสต์ หิ นควอรตซ์ ชีสต์ และหิ นทัฟฟ์ แปรสภาพ หิ นอ่อนรู ปเลนส์ หิ นเมตาเชิร์ต (เรดิโอลาเรี ยน-เชิร์ต) และหินฟิ ลไลต์สีแดง พบซากดึกดาบรรพ์ยคุ เพอร์เมียนในหิ นปูน บริ เวณจังหวัดสระแก้ว หิ นยุคเพอร์เมียน แบ่งออกได้เป็ น 3 แนว คล้ายกับหิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัส ได้แก่ แนวชลบุรี-สัตหี บ ที่เขาเรวดี ใกล้อ่างเก็บน้ าบางพระ ประกอบด้วยชั้นของหิ นทราย หินดินดาน หินปูนและมีหินเชิร์ตชั้นบางแทรกสลับ ในหินปูนมีซากดึกดาบรรพ์ Pseudoschwagerina cf. P. regularis (วีรศักดิ์ นคินทร์บดี และคณะ 2519) ฟอแร มินิเฟอรา และสาหร่ าย ยุคเพอร์เมียนตอนกลาง (Bunopas et al., 1983) แนวพนัสนิคม-แกลง ในหินดินดาน ที่เขาอีพริ้ ง มีซากดึกดาบรรพ์ Leptodus sp. ยุคเพอร์เมียนตอนปลาย (Bunopas et al., 1983) สาหรับแนว ชลบุรี-สัตหี บ และพนัสนิคม-แกลง ทั้งสองแนวนี้เรี ยกรวมกันว่า แนวศรี ราชา-แกลง แนวจันทบุรี-สระแก้ว แบ่งได้เป็ น 2 ตอน คือ ทางด้านจังหวัดสระแก้ว-อรัญประเทศ และกบินทร์บุรี-โป่ งน้ า ร้อน-จันทบุรี-ตราด เป็ นบริ เวณที่ช้ นั หิ นวางตัวกันซับซ้อนเพราะเป็ นเขตธรณี วิทยาสัณฐานประกอบด้วย หิ นเชิร์ตที่มีซากดึกดาบรรพ์เรดิโอลาเรี ย หินปูน หินทราย หิ นภูเขาไฟและหินบะซอลต์รูปหมอน วางตัวอยู่ บนหิ นอัลตราเมฟิ ก กลุ่มหินทั้งหมดเรี ยกรวมกันว่า สระแก้วโอฟิ โอไลต์ (Bunopas, 1981, 1983) หินมหายุคมีโซโซอิก ประกอบไปด้วยหมวดหินเนินโพธิ์ยคุ ไทรแอสซิกและหมวดหิ นโป่ งน้ าร้อนและ หมวดหิ นเนินผูใ้ หญ่เยือ่ ซึ่งเชื่อว่าสะสมตัวในสภาวะแวดล้อมตะกอนน้ าพารู ปพัดใต้ทะเล (submarine fans) ของกระแสน้ าโบราณที่ไหลจาก ทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และในหมวดหินแหลมสิ งห์ หมวดหินภู


กระดึง และหมวดหินพระวิหาร ประกอบด้วยชั้นหินสี แดงซึ่งเชื่อว่ามีภาวะแวดล้อมการสะสมตะกอนแบบ ตะกอนแม่น้ าบนบก โดยมีทิศทางการไหลของกระแสน้ าโบราณจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ทิศ ตะวันตกเฉียงใต้และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตามลาดับ หินอัคนีบริ เวณภาคตะวันออกแบ่งได้เป็ น 3 แนว แนวแรกอยูท่ างด้านตะวันตกของภาค ปกคลุมพื้นที่ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดชลบุรีลงมายังจังหวัดระยอง เป็ นหิ นแกรนิตมวลไพศาล เนื้อหิ น หยาบปานกลางถึงเนื้อ ดอก แนวที่สองอยูท่ างด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอาเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็ นหิ นแกรนิตเช่นกัน สาหรับแนวที่สามส่ วนใหญ่เป็ นหิ นแกรนิตมวลไพศาล ปกคลุมพื้นที่ทางด้านทิศ เหนือและทิศใต้ของจังหวัดจันทบุรี นอกจากนั้นเป็ นหิ นอัคนีพพุ วกหินไรโอไลต์ ปรากฏอยูท่ างด้าน ตะวันออกของภาคห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 5-10 กิโลเมตร และหิ นโอลิวีนบะซอลต์เนื้อหิ นแสดง ลักษณะรู ฟองอากาศ ปรากฏเป็ นแนวอยูท่ างด้านทิศตะวันออกของอาเภอโปงน้ าร้อน จังหวัดจันทบุรี และ ทางด้านทิศเหนือของจังหวัดตราด

1. ลักษณะภูมปิ ระเทศและภูมสิ ั ณฐาน บริเวณทีร่ าบสู งโคราช (The Khorat Plateau) บริ เวณที่ราบสูงโคราชหมายถึงบริ เวณที่ราบสูงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด มีเนื้อที่ประมาณ 150,000 ตารางกิโลเมตรหรื อประมาณหนึ่งในสามของพื้นที่ท้ งั หมดของประเทศไทย ลักษณะภูมิประเทศ ส่ วนใหญ่เป็ นที่ราบเรี ยบ มีความสูงประมาณ 130-250 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง เทือกเขาเพชรบูรณ์และดงพญาเย็นเป็ นขอบที่ราบสูงโคราชทางทิศตะวันตก โดยเริ่ มจากจุดเหนือสุ ดที่ผา มอง ยาวต่อลงมาทางทิศใต้ตามแนวของภูยาอู่ ภูพานคา ภูแลนคาและภูพงั เหยจนถึงเขื่อนลาตะคอง ซึ่ง บริ เวณนี้พ้นื ที่มีความลาดเทไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขอบที่ราบสูงโคราชทางด้านทิศใต้ ประกอบด้วย ทิวเขาสันกาแพงและพนมดงรัก ซึ่งเป็ นขอบเขาสูงชันและเอียงเทไปหาแอ่งทางทิศเหนือ ส่ วนขอบแอ่ง ทางด้านทิศเหนือและตะวันออกเป็ นแนวเทือกเขาในประเทศลาว ที่ราบสูงโคราชถูกแบ่งออกด้วยเทือกเขาภูพานที่เกิดจากโครงสร้างชั้นหิ นโค้งรู ปประทุนลูกฟูก (anticlinorium) ที่มีแกนวางตัวอยูใ่ นแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ทาให้ส่วนทางด้านเหนือ เกิดแอ่งย่อยอุดร-สกลนคร และทางด้านใต้ เกิดแอ่งย่อยโคราช-อุบล แอ่งทั้งสองมีพ้นื ที่เอียงเทไปยังทิศ ตะวันออกและมีพ้นื ที่ราบเรี ยบ ซึ่งประกอบด้วยที่ราบน้ าท่วมถึง และที่ราบน้ าท่วมไม่ถึง (non-floodplain) อยูก่ ลางแอ่ง นอกจากนี้ในบริ เวณกลางแอ่ง มีการแทรกดันของเกลือหิ นกระจายอยูท่ วั่ ไป ซึ่งเป็ นสาเหตุที่ทา ให้เกิดพื้นที่ดินเค็มและน้ าเค็มในบริ เวณที่ราบสูงโคราช ลักษณะภูมิประเทศและภูมิสณ ั ฐานของแอ่งย่อยทั้ง สองมีลกั ษณะดังนี้


1.1 แอ่งอุดร-สกลนคร สกลนคร มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่บริ เวณจังหวัดหนองคาย อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร และบางส่ วนของประเทศลาว พื้นที่แอ่งเฉพาะในประเทศไทยมีประมาณ 17,000 ตารางกิโลเมตร แม่น้ าใน บริ เวณนี้มีขนาดเล็กและสายสั้นๆ เกิดจากเทือกเขาภูพาน ได้แก่ แม่น้ าสงคราม แม่น้ าพุง ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ า โขงทางทิศตะวันออก เป็ นต้น นอกจากนี้บริ เวณที่มีการทรุ ดตัวของแผ่นดิน จนทาให้เกิดพื้นที่ลุ่ม มีน้ าขัง ตลอดปี และกลายเป็ นหนองบึงกระจายอยูท่ วั่ ไป ที่สาคัญได้แก่ หนองหาน อาเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี หนองญาติ จังหวัดนครพนม และหนองหาน จังหวัดสกลนคร เป็ นต้น 1.2 แอ่งโคราช-อุบล มีพ้นื ที่ประมาณ 33,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บริ เวณจังหวัดนครราชสี มา ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ กาฬสิ นธุ์ ยโสธร สุ รินทร์ ศรี สะเกษ อุบลราชธานี และ อานาจเจริ ญ แม่น้ าในบริ เวณนี้ส่วนใหญ่มีตน้ กาเนิดจากเทือกเขาที่เป็ นขอบแอ่งทางทิศเหนือและทิศ ตะวันตก ที่สาคัญ ได้แก่ แม่น้ ามูล มีตน้ กาเนิดจากเขาวงและเขาสมิงของเทือกเขาสันกาแพง บริ เวณอาเภอ ปักธงชัย จังหวัดนครราชสี มา แม่น้ าชี มีตน้ กาเนิดจากสันปันน้ าของเทือกเขาเพชรบรู ณ์ ในเขตจังหวัดชัยภูมิ แม่น้ าทั้งสองสายไหลผ่านที่ราบตอนกลางของแอ่งและบรรจบรวมกันเป็ นแม่น้ าขนาดใหญ่ก่อนจะไหลลงสู่ แม่น้ าโขงทางทิศตะวันออกบริ เวณอาเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็ นต้น สมชัย วงศ์สวัสดิ์ และเจตต์ จุลวงษ์ (2531) กล่าวถึง ตะกอนกรวดทรายในบริ เวณลุ่มแม่น้ ามูล ว่า ชั้น ตะกอน มี ความหนาและแผ่กระจายกว้างออกไปตลอดสองฝั่งแม่น้ า โดยมีความกว้างทางทิศเหนือมากกว่า ทิศใต้และแผ่กระจายตัวมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ปากแม่น้ าซึ่งอยูท่ างทิศตะวันออก ในบางบริ เวณ เช่น ทุ่งกุลา ร้องไห้ พบว่าตะกอนดังกล่าวมีความหนามากกว่า 200 เมตร กรวดทรายเหล่านี้ วางตัวเป็ นชั้นอย่างน้อย 2 ชั้น แต่ละชั้นมีดินเหนียวแทรกสลับ ส่ วนตะกอนกรวดทรายในบริ เวณลุ่มแม่น้ าชี จะแผ่กระจายไม่กว้างและ ชั้นตะกอนไม่หนาเช่นลุ่มแม่น้ ามูล รวมทั้งตะกอนมีการคัดขนาดไม่ดี มีดินเหนียวปนมาก นอกจากนี้ยงั มีตะพักลุ่มน้ าเกิดขึ้นหลายระดับ วางตัวถัดจากบริ เวณลุ่มแม่น้ ามูลและแม่น้ าชี ตะพักลุ่มน้ า ระดับสูงมีความสูงประมาณ 160 - 200 เมตร จากระดับน้ าทะเลปานกลาง ประกอบด้วยกรวดทราย ดิน เหนียว ลูกรังและไม้กลายเป็ นหิ น (petrified wood) ส่ วนตะพักลุ่มน้ าที่มีระดับต่าลงไปมักมีพ้นื ผิวราบเรี ยบ เนื่องจากมีทรายและดินเหนียวเป็ นองค์ประกอบหลัก


2 ธรณีวทิ ยาบริเวณบริเวณที่ราบสู งโคราช 2.1 ธรณีวิทยาทัว่ ไป ธรณี วิทยาโดยทัว่ ไปประกอบด้วยหินชั้นของกลุ่มหิ นโคราช (Khorat Group) ซึ่งเป็ นชั้นหินสี แดงมหายุค มีโซโซอิกสะสมตัวบนภาคพื้นทวีป (non-marine red beds) เป็ นส่ วนใหญ่ ประกอบด้วยหิ นทรายแป้ ง หิ น ทราย หิ นโคลนและหิ นกรวดมน ความหนาของหิ นทั้งสิ้ นอาจถึง 4,000 เมตร มีอายุต้งั แต่ยคุ ไทรแอสซิก ตอนปลายถึงยุคครี เทเชียส-เทอร์เชียรี วางทับอยูบ่ นพื้นผิวที่เกิดจากการผุกร่ อนของหิ นมหายุคพาลีโอโซอิก ตอนบน โดยที่ช้ นั หิ นเอียงลาดเล็กน้อยสู่ใจกลางแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร บริ เวณทิศใต้ของที่ราบสูง โคราช มีหินบะซอลต์ยคุ ควอเทอร์นารี ไหลคลุมกลุ่มหิ นโคราชเป็ นหย่อมๆ 3 . ลาดับชั้นหินทัว่ ไป กลุ่มหิ นโคราชวางตัวแบบไม่ต่อเนื่องบนหิ นยุคที่แก่กว่า โดยที่ส่วนล่างสุ ดมักพบชั้นหิ นกรวดมน ปัจจุบนั กลุ่มหิ นโคราชแบ่งออกเป็ น 8 หมวดหิ น โดยมีลาดับหมวดหินจากล่างไปหาบนได้ ดังนี้ หินมหายุคมีโซโซอิก ได้แก่หมวดหิ นห้วยหิ นลาด ประกอบด้วยหิ นกรวดมน ซึ่งมีกรวดของหินปูนมาก รวมทั้งหิ นไรโอไลต์และหิ นอื่นด้วย ตามความหมายของ Iwai et al. (1966) หมวดหินห้วยหิ นลาด ประกอบด้วยหิ นทราย หิ นทรายแป้ ง หินดินดานสี เทา ซึ่งมีซากดึกดาบรรพ์ใบไม้ (Iwai et al., 1966) หอย สองฝา ชื่อ Euestheria mansuyi เรณูและสปอร์ (pollen and spore)(Haile, 1973) และ Phytosaur (Buffetaut and Ingawat, 1982) บ่งอายุปลายยุคไทรแอสซิก หมวดหิ นนี้วางตัวอยูบ่ นหิ นปูนยุคเพอร์เมียนแบบรอยชั้น สัมผัสไม่ต่อเนื่อง หมวดหิ นน้ าพอง เป็ นหมวดหิ นล่างสุ ดของกลุ่มหิ นโคราชที่เริ่ มมีสีแดง (Ward และ Bunnag, 1964) โดยเฉพาะทางโคราชด้านตะวันตก หมวดหิ นน้ าพองประกอบด้วยชั้นหิ นทรายแป้ ง หิ นทรายและหิ นกรวด มน สลับกันเป็ นชั้นหนาวางตัวต่อเนื่องจากหมวดหินห้วยหิ นลาด ในขณะที่บางบริ เวณวางตัวอยูบ่ นหิ นปูน ยุคเพอร์เมียนแบบรอยชั้นไม่ต่อเนื่อง หมวดหินนี้หนาประมาณ 1,465 เมตร หมวดหิ นภูกระดึง วางตัวอยุบ่ นหมวดหินน้ าพองหรื อบนหิ นยุคเพอร์เมียนในบริ เวณที่ไม่มีหมวดหินน้ าพอง ประกอบด้วยหิ นทรายแป้ ง หิ นทรายสี เทาอมเขียว หิ นโคลน และหิ นกรวดมนเนื้อปูนผสม มีซากดึกดาบรรพ์ ชิ้นส่ วนของกระดูกและฟันพลีสิโอซอร์ และกระดูกไดโนเสาร์ (Buffetaut et al., 1997) ความหนาของหมวด หิ นนี้ที่บริ เวณภูกระดึงประมาณ 1,001 เมตร หมวดหิ นพระวิหารประกอบด้วยหิ นทรายเนื้อควอรตซ์ สี ขาว มักแสดงลักษณะชั้นเฉียงระดับและมีช้ นั บางๆ ของหิ นทรายแป้ งสี เทาดาแทรก ความหนาของหมวดหิ นนี้แตกต่างกันในแต่ละบริ เวณ ตั้งแต่ 56-136 เมตร


หมวดหิ นเสาขัว ประกอบด้วยหิ นทรายแป้ ง หิ นโคลน และหินกรวดมนปนทราย มีช้ นั หิ นค่อนข้างหนา ซึ่ง ความหนาของหมวดหิ นนี้ในบริ เวณเสาขัว หนา 512 เมตร มีซากดึกดาบรรพ์หอยกาบเดี่ยว(gastropod) พวก Naticoid, พวกหอยกาบคู่ชื่อ Trigoniodides sp. และ Plicatounio sp. (Meesook et al., 1995) และพวก ไดโนเสาร์กินพืช (Buffetaut et al., 1997) จากซากดึกดาบรรพ์ที่พบนี้ คาดว่าหินมีอายุครี เทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) หมวดหิ นภูพาน มีลกั ษณะค่อนข้างเด่นโดยเฉพาะประกอบด้วยหิ นทรายปนหินกรวดมนชั้นหนา ที่แสดง การวางชั้นเฉียงระดับ มีรายงานพบเศษชิ้นส่ วนของกระดูกไดโนเสาร์ จานวน 2-3 ชิ้น นอกจากนั้นยังพบว่า มีสารประกอบของพวกคาร์บอนเกิดอยูใ่ นหมวดหิ นนี้ดว้ ย ความหนาของหมวดหิ นนี้ ประมาณ 114 เมตร หมวดหิ นโคกกรวด ประกอบด้วยหิ นทรายแป้ ง หิ นทราย และหิ นทรายแป้ งปนปูน (caliche-siltstone) หิ น กรวดมน มีซากดึกดาบรรพ์เศษชิ้นส่ วนของไดโนเสาร์ชนิดกินพืช เต่า และปลา (Buffetaut et al., 1997) หมวดหิ นนี้มีความหนาประมาณ 709 เมตร หมวดหิ นมหาสารคาม ประกอบด้วยหินทรายแป้ ง และหิ นทราย มีช้ นั โพแทช ยิปซัมและเกลือหิน หนาเฉลี่ย 200 เมตร หมวดหินนี้มีความหนาประมาณ 600 เมตร เกิดจากการสะสมตัวของแอ่งซึ่งอาจแยกกันเป็ น 2 แอ่ง คือ แอ่งสกลนครกับแอ่งโคราช อายุของหินมหาสารคามนี้มีอายุประมาณยุคครี เทเชียสตอนปลาย จาก หลักฐานสนามแม่เหล็กบรรพกาล (Maranate and Vella, 1986) และจากไอโซโทป ของแร่ มีอายุประมาณ 100 ล้านปี หมวดหิ นภูทอก ประกอบด้วยหิ นทรายเนื้อละเอียดสี แดง มีช้ นั เฉียงสลับขนาดใหญ่ และหิ นทรายสี แดง พบ ชั้นเฉียงสลับขนาดเล็ก ความหนาของหมวดหิ นนี้ไม่ต่ากว่า 200 เมตร โดยที่บริ เวณชั้นหิ นแบบฉบับที่เขาภู ทอกน้อย อาเภอศรี วิไล จังหวัดหนองคายมีความหนา 139 เมตร หมวดหินภูทอกโผล่กระจายตัวทัว่ ไปตาม กลางแอ่งที่ราบสูงโคราชในบริ เวณที่ไม่มีดินปกคลุม หินทรายนี้เกิดจากการสะสมตัวในสภาพแวดล้อมแบบ ตะกอนพัดพาจากน้ าและลม หิ นโคลนตอนบน ประกอบด้วย หิ นโคลนสี แดงอิฐ หินทรายแป้ ง และหิ นทรายสี แดง พบมีช้ นั ยิปซัมเป็ นชั้น และเลนส์ พบวางตัวอยูบ่ นชั้นหมวดหินมหาสารคามแบบไม่ต่อเนื่อง หินมหายุคซีโนโซอิก ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่ามีหินยุคเทอร์เชียรี ซึ่งเป็ นส่ วนล่างของมหายุคซี โนโซอิก ในบริ เวณที่ราบสูงโคราช นอกจากอนุมานจากชั้นหิ นที่ไม่แข็งตัวเหนือชั้นเกลือของหมวดหิ น มหาสารคามยุคครี เทเชียส และอยูใ่ ต้ช้ นั กรวดยุค ควอเทอร์นารี ที่พบไม้กลายเป็ นหิ น


ตะกอนยุคควอเทอร์ นารี ในที่ราบสูงโคราชพบตะกอนยุคควอเทอร์นารี อยูใ่ ต้ระดับผิวดิน จากข้อมูล หลุมเจาะ เช่น หลุมเจาะโพแทชที่ อาเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม พบหิ นมาร์ลที่ความลึก 32 - 70 เมตร พบฟอสเฟตเปอร์เซนต์ต่ามาก คล้ายกับหินที่โผล่ที่ผวิ ดินด้านตะวันตกของจังหวัดร้อยเอ็ด นอกจากนี้ยงั พบ ซากดึกดาบรรพ์เศษเปลือกหอยและกระดูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกินพืชเป็ นอาหารยุคควอเทอร์นารี อีกด้วย ตะกอนยุคควอเทอร์นารี ได้แก่ช้ นั กรวด (gravel bed) และชั้นดินลูกรัง (lateritic soil) ตามขอบแอ่งโคราชทั้ง ด้านบนและด้านใต้ ไม้กลายเป็ นหิ นที่พบในชั้นกรวด ยุคครี เทเชียสตอนบน ถึงยุคควอเทอร์นารี ตอนล่าง (Kobayashi, 1961) นอกจากนี้มีรายงานการพบเทคไทต์อายุประมาณ 0.7 ล้านปี ในชั้นกรวดที่ขอนแก่นเป็ น หลักฐาน แสดงให้เห็นว่าชั้นกรวดและชั้นศิลาแลงที่โผล่อยูท่ วั่ ไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบเทคไทต์ ฝังตัวอยูต่ อนบนแทบทุกแห่งในที่ราบสูงโคราชนั้น น่าจะอายุแก่กว่า 0.7 ล้านปี บริ เวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางแห่งถูกปกคลุม ด้วยทรายแป้ งลมหอบ (loess) สี น้ าตาลแดงและเหลือง ตรวจหาอายุของตะกอนได้ 8,190 +-120 ปี ในบ่อทรายท่าช้าง อาเภอเฉลิมพระเกียรติทางทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดนครราชสี มา มีตะกอนทรายแป้ งลมหอบสะสมตัวหนากว่า 8 เมตร โดยพบ ซากฟันช้างโบราณชื่อ Zygolophodon (Sinomastodon) sp. และ Stegolophodon (Eostegodon) sp. มีอายุอยู่ ในสมัยไพลสโตซีน และชิ้นส่ วนของไม้กลายเป็ นหินปะปนอยูด่ ว้ ย หินอัคนี ที่พบบนที่ราบสูงโคราช เป็ นหิ นบะซอลต์ซ่ ึงไหลปิ ดทับกลุ่มหิ นโคราชพบในบริ เวณจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุ รินทร์ และจังหวัดศรี สะเกษ มีอายุประมาณ 3.28 +-0.48 ล้านปี ถึง 0.92 +-0.3 ล้านปี (ยุคเทอร์เชียรี ควอเทอร์นารี ) 1. ลักษณะภูมิประเทศและภูมิสัณฐาน บริเวณภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้ (Lower Western and Southern Regions) บริ เวณภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง ซึ่งการแบ่งลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ ได้รวมเอาพื้นที่บางจังหวัดทางภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้เข้าไว้ดว้ ยกัน โดยยึดเอาแนวรอยเลื่อนเจดีย ์ สามองค์เป็ นขอบเขต ทางทิศเหนือลงมาตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็ นพรมแดนระหว่างประเทศไทย กับประเทศพม่าเป็ นเกณฑ์ จนกระทัง่ ถึงบริ เวณที่เป็ นคาบสมุทรซึ่งล้อมรอบด้วยทะเลทั้งสองด้าน ตั้งแต่ จังหวัดระนอง ถึงจังหวัดสตูล ลักษณะภูมิประเทศของบริ เวณนี้ทางทิศตะวันตกประกอบด้วย เทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็ นแนวพรมแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า เทือกเขานี้ทอดตัวยาวลงมาจากด้านตะวันตกของจังหวัดกาญจนบุรี ลง มาถึงบริ เวณจังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ ซึ่งเป็ นส่ วนของพรมแดนที่แคบที่สุด โดยวัดจากสันเขาตะนาวศรี บริ เวณเขาหุบผึ้ง ผ่านสถานีวงั ด้วนถึงชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย กว้างประมาณ 11 กิโลเมตร ทิวเขาที่ต่อเนื่อง ลงไปทางทิศใต้จะมีลกั ษณะการวางตัวไปในแนวเดียวกันกับรอยเลื่อนระนอง มีลกั ษณะแคบและเรี ยว จาก


ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกไปยังชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกโดยมีส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรที่เรี ยกว่า คอ คอดกระ ซึ่งกว้างประมาณ 64 กิโลเมตร บริ เวณแม่น้ าปากจัน่ ทิวเขาตะนาวศรี จะแยกออกเป็ น 2 แนวโดยมี แนวตะวันตกอยูใ่ นประเทศพม่า ส่ วนแนวตะวันออกคือ เทือกเขาภูเก็ต วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ครอบคลุม พื้นที่ของจังหวัดชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต สุ ราษฎร์ธานี นครศรี ธรรมราช กระบี่ และตรัง นอกจากนี้ยงั มีทิว เขานครศรี ธรรมราชวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ บริ เวณริ มอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุ ราษฎร์ธานี ผ่านจังหวัด นครศรี ธรรมราชและตรัง ลงไปจนถึงจังหวัดสตูล โดยไปจรดกับทิวเขาสันการาคีรีซ่ ึงวางตัวในแนวเกือบ ตะวันออก-ตะวันตกและเป็ นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ในบริ เวณทิวเขาเหล่านี้มีหุบ เขาที่มีแม่น้ าสายสั้นๆ ไหลผ่านแล้วออกทะเลที่อ่าวไทย เช่น แม่น้ าปัตตานี แม่น้ าสายบุรี เป็ นต้น ที่ราบ ระหว่างหุบเขาและที่ราบลอนลาดพบอยูท่ วั่ ไปและพบมากบริ เวณตอนกลางของภาคซึ่งระดับความสูงจะ ค่อยๆ ลดลงและลาดต่าลงสู่ทะเล ลักษณะชายฝั่งทะเลบริ เวณนี้มีความแตกต่างกัน โดยทางทิศตะวันออกเป็ นชายทะเลแบบยกตัวขึ้น (emergent shoreline) ชายฝั่งมีลกั ษณะราบเรี ยบต่อเนื่องกันไป บริ เวณที่อยูถ่ ดั เข้าไปในแผ่นดินมีร่องรอย ของตะพักทะเลระดับต่า (low marine terrace) ชายหาดเดิม ที่ลุ่มหลังหาด และที่ลุ่มชื้นแฉะ ซึ่งลักษณะ เหล่านี้แผ่เป็ นบริ เวณกว้างเห็นได้ชดั เจนทางฝั่งตะวันออกโดยเฉพาะบริ เวณจังหวัดนครศรี ธรรมราช ตั้งแต่ แหลมตะลุมพุกลงมาจนถึงจังหวัดนราธิวาส ส่ วนที่เกิดเป็ นแอ่งมีน้ าขังอยูใ่ นระหว่างเนินทราย ชาวบ้าน เรี ยกว่าพรุ มีการใช้ประโยชน์ที่ดินน้อยมาก บริ เวณริ มทะเลจังหวัดพัทลุงต่อกับจังหวัดสงขลา เกิดเป็ น ทะเลสาบลาปาและทะเลสาบสงขลา ภูมิประเทศเหล่านี้ท้ งั หมดเกิดจากการกระทาของน้ าทะเลที่เคยไหลเข้า มาท่วมท้นบริ เวณนี้ แล้วถดถอยออกไปในเวลาต่อมา ส่ วนชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกเป็ นชายฝั่งแบบจม ตัวลง (submergent shoreline) ชายฝั่งมีลกั ษณะแคบ มีความลาดเอียงค่อนข้างชัน บริ เวณที่จรดกับ แผ่นดินใหญ่ ชายฝั่งแบบนี้จะมีลกั ษณะเว้าแหว่ง ประกอบด้วยอ่าวและเกาะจานวนมากโดยมีเกาะมากกว่า สามร้อยเกาะที่สาคัญได้แก่ เกาะภูเก็ต เกาะพระทอง เกาะยาวใหญ่ เกาะลันตา เกาะตะลิบง เกาะเภตรา เกาะ ตะรุ เตา เกาะอาดัง เป็ นต้น นอกจากนั้นยังมีลกั ษณะของชายฝั่งที่เว้าเป็ นช่องเข้าไปยังปากแม่น้ า (estuary หรื อ valley mouth) ซึ่งลักษณะชายฝั่งแบบนี้พบได้ต้ งั แต่จงั หวัดระนองเรื่ อยไป จนถึงจังหวัดสตูล 2 ธรณีวิทยาบริเวณภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้ หิ นมหายุคพรี แคมเบรี ยน ประกอบด้วยหิ นไนส์และหินไมกา-ชีสต์ ส่ วนหิ นมหายุคพาลีโอโซอิก ประกอบด้วยหิ นทราย หิ นปูน สลับกับหินทรายแป้ ง หินดินดาน หินดินดานปนกรวดและหิ นปูนชั้นหนา มี ซากดึกดาบรรพ์ซ่ ึงกาหนดอายุได้ต้ งั แต่ยคุ แคมเบรี ยน ออร์โดวิเชียน ไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน คาร์บอนิฟอรัส จนถึงยุคเพอร์เมียน ตามลาดับ หิ นมหายุคมีโซโซอิกซึ่งเป็ นหิ นยุคไทรแอสซิก ประกอบไปด้วยหินทราย หิ น ทรายแป้ งและหิ นดินดาน พบซากดึกดาบรรพ์กาหนดอายุได้และบ่งชี้วา่ มีสภาวะแวดล้อมการเกิดในทะเล ในยุคจูแรสซิก-ครี เทเชียสนั้น จะมีการสะสมตะกอนของหิ นทราย หิ นดินดาน ในสภาวะแวดล้อมการเกิด


บนบกหินมหายุคซีโนโซอิกประกอบไปด้วยหิ นยุคเทอร์เชียรี แผ่กระจายอยูใ่ นแอ่งต่างๆ ซึ่งกระจายตัวเป็ น แนวตั้งแต่จงั หวัดเพชรบุรี ลงไปจนถึงจังหวัดสงขลา ประกอบไปด้วยแอ่งหนองหญ้าปล้อง แอ่งเคียนซา แอ่งสิ นปูน แอ่งกระบี่ แอ่งสะเดาและแอ่งสะบ้าย้อย โดยมักพบว่ามีช้ นั ถ่านหิ นปะปนอยู่ และมีซากดึกดา บรรพ์บ่งชี้ถึงยุคเทอร์เชียรี ยุคควอเทอร์นารี เป็ นช่วงเวลาที่มีการผุพงั ของชั้นหิ นอย่างรุ นแรง ทาให้เกิดการทับถมตะกอนของชั้น ทรายและกรวด รวมทั้งแร่ ดีบุก ที่มีท้ งั กาเนิดบนบกและริ มฝั่งทะเล หิ นอัคนีโดยเฉพาะอย่างยิง่ หิ นแกรนิต มี 2 ยุค คือ ยุคไทรแอสซิกและยุคครี เทเชียส ซึ่งเป็ นตัวการสาคัญ ในการให้กาเนิดแร่ ดีบุก ทังสเตน และแร่ อื่นๆ ภาคใต้มีโครงสร้างคดโค้งขนาดใหญ่ ซึ่งมีระนาบแกนอยูใ่ นแนวเหนือ-ใต้ และในบางบริ เวณก็จะมีการ คดโค้งที่รุนแรงมาก ชั้นหินคดโค้งรู ปประทุนใหญ่ๆ มักมีความสัมพันธ์กบั การแทรกตัวของหิ นแกรนิต หิ น คดโค้งรู ปประทุนที่สาคัญได้แก่บริ เวณเทือกเขาบรรทัด ซึ่งตั้งต้นจากจังหวัดสุ ราษฎร์ธานีลงไปจนถึงจังหวัด สตูล ในภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้มีรอยเลื่อนตามแนวระดับที่สาคัญ ได้แก่ แนวรอยเลื่อนเจดียส์ าม องค์ ซึ่งวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ แนวรอยเลื่อนระนองและแนวรอยเลื่อนคลอง มะรุ่ ย ต่างวางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ-ตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากนั้นยังมีรอยเลื่อนแนวเหนือใต้ ปรากฏในบริ เวณเขาโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส 3 . ลาดับชั้นหินทัว่ ไป หินมหายุคพรีแคมเบรียน หน่วยหินที่เชื่อว่าเป็ นมหายุคพรี แคมเบรี ยน (inferred Precambrian) นับได้วา่ เป็ นหน่วยหิ นที่มีอายุแก่ที่สุดในบริ เวณภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้ พบในเขตอาเภอสิ ชลและอาเภอขน อม จังหวัดนครศรี ธรรมราช ตามบริ เวณเทือกเขาดาดฟ้ า เขาเพชร เขา พร้าวและเขาไผ่ดา บริ เวณดังกล่าวอยู่ ตามแนวชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 80 ตารางกิโลเมตร ลักษณะหิ นเป็ นหิ นแปรที่มีการ แปรสภาพรุ นแรงจนถึงขั้นแอมฟิ โบไลต์ ประกอบด้วยหินชีสต์ หิ นพาราไนส์ หิ นอ่อน หิ นแคลก์ซิลิเกตและ หิ นไนส์รูปตา หน่วยหินมหายุคพรี แคมเบรี ยนนี้วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ และอยูใ่ ต้ช้ นั หิ นยุคแคมเบรี ยน ซึ่งมี ซากดึกดาบรรพ์ที่กาหนดอายุชดั เจน ปรากฏว่ายังหาความสัมพันธ์ของหิ นที่เชื่อว่าเป็ นมหายุคอินเฟอร์พรี แคมเบรี ยนและหิ นปูนยุคออร์โดวิ เชียน ซึ่งพบเพียงเล็กน้อย บริ เวณอาเภอหัวหิ นและอาเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ นี้ได้ไม่ชดั เจน หิ นแปรเกรดต่ายุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน ซึ่งส่ วนใหญ่เป็ นหิ นฟิ ลไลต์และควอรตซ์ชีสต์วางตัวบนหินปูนออร์ โดวิเชียน โดยไม่พบรอยสัมผัสที่แน่นอน หิ นเหล่านี้พบเป็ นบริ เวณแคบๆแถบใกล้ที่สูงภาคตะวันตก


หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนล่าง ได้แก่หินยุคแคมเบรี ยน ปรากฏอยูท่ างด้านตะวันออกของเทือกเขา บรรทัดลงมาทางด้านตะวันตกของจังหวัดพัทลุง บริ เวณขอบรอบนอกของเทือกเขาหลวง โดยเฉพาะ ทางด้านตะวันตกของเขตอาเภอเมืองและอาเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรี ธรรมราชและบริ เวณด้านตะวันตก ของเกาะตะรุ เตา จังหวัดสตูล ซึ่งเป็ นบริ เวณพื้นที่หินแบบฉบับ (type section) ของกลุ่มหิ นตะรุ เตา ชั้นหิ นยุค แคมเบรี ยนที่เกาะตะรุ เตาหนาประมาณ 800 เมตร บริ เวณช่วงล่างประกอบด้วยหินทรายเนื้อละเอียดชั้นหนา ที่มีสีน้ าตาล แสดงลักษณะการวางชั้นเฉียงระดับ หินทรายแป้ งสลับกับหิ นดินดาน จากนั้นชั้นหิ นจะเริ่ ม เปลี่ยนไปเป็ นหิ นทรายแป้ งสลับกับหิ นปูนชั้นบางๆ จนกระทัง่ ถึงชั้นของหิ นปูนยุคออร์โดวิเชียน หิ นยุคออร์โดวิเชียน รู ้จกั กันโดยทัว่ ไปในชื่อว่ากลุ่มหิ นปูนทุ่งสง แผ่กระจายกว้างขวางตั้งแต่จงั หวัดสตูล ขึ้นมาทางเหนือตามแนวเทือกเขาบรรทัด เทือกเขาหลวง จนถึงจังหวัด สุ ราษฎร์ธานี โดยทัว่ ไปชั้นหิ น ประกอบด้วยหิ นปูนสี เทาถึงเทาดา ชั้นหนาถึงหนามาก มักจะมีช้ นั ดินแทรกสลับ ในบางบริ เวณหินปูนจะมี เนื้อเป็ นเม็ดแบบไข่ปลา ในบางบริ เวณก็มีเนื้อหิ นปูนโดโลไมต์ ส่ วนบนของกลุ่มหิ นนี้จะเป็ นหินปูนที่มีเนื้อ ดินปน และในบางบริ เวณมีหินดินดานสี เทาดาแทรกสลับด้วย เช่น ในบริ เวณบ้านนา เขาชะอม อาเภอฉวาง ซึ่งพบซากดึกดาบรรพ์พวกแกรปโตไลต์ (graptolite) สภาวะแวดล้อมการสะสมตัวของตะกอนคาร์บอเนต กลุ่มหิ นทุ่งสงเกิดในบริ เวณชายฝั่งทะเลน้ าตื้นถึงเขตทะเลลึก (Wongwanich and Raksaskulwong, 1991) กลุ่มหิ นนี้มีความหนากว่า 1,600 เมตร (Bunopas, 1983). หิ นยุคไซลูเรี ยน-ดีโวเนียน ซึ่งรู ้จกั กันโดยทัว่ ไปในชื่อหมวดหิ นกาญจนบุรีวางตัวต่อเนื่องอยูบ่ นหิ นยุค ออร์โดวิเชียน และโผล่ปรากฏให้เห็นเป็ น 2 แนว แนวแรก เริ่ มจากจังหวัด สุ ราษฎร์ธานี ลงไปจนถึงจังหวัด สตูล ประกอบด้วยหิ นดินดาน และหิ นทรายและมีหินปูนแทรกเป็ นรู ปเลนส์ พบซากดึกดาบรรพ์ ใน หิ นดินดานสี ชมพูอ่อน ซึ่งบ่งชี้อายุดีโวเนียนช่วงกลาง และแนวหลัง อยูใ่ นบริ เวณ จังหวัดยะลาและจังหวัด นราธิวาส ประกอบด้วยหิ นชนวน หิ นฟิ ลไลต์ หิ นควอร์ตไซต์ หิ นอาร์จิลไลต์ นอกจากนี้กม็ ีหินฟิ ลไลต์ซ่ ึง สลับกับหิ นอาร์จิลไลต์ และในบางบริ เวณจะมีหินปูนแทรกเป็ นรู ปเลนซ์อยูด่ ว้ ย หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนบน หิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัสในบริ เวณภาคใต้ มีซากดึกดาบรรพ์ยนื ยันอายุที่ แน่นอน โผล่ให้เห็นตลอดแนวจากจังหวัดพัทลุง ตรัง สงขลา สตูล ยะลา และปัตตานี ชั้นหิ นส่ วนใหญ่ ประกอบด้วยหิ นดินดาน หินทราย หินเชิร์ต หิ นอาร์จิลไลต์ ซึ่งในบางบริ เวณพบว่ามีช้ นั หิ นทรายแป้ ง หิ น โคลน หิ นชนวน เกิดร่ วมอยูด่ ว้ ย ในหิ นดินดานสี ขาวที่ควนกลาง จังหวัดสตูล และที่ควนนอน จังหวัด สงขลา พบซากดึกดาบรรพ์ยคุ คาร์บอนิเฟอรัส หิ นยุคคาร์บอนิเฟอรัส-เพอร์เมียน หรื อที่กาหนดชื่อว่า กลุ่มหินแก่งกระจานนั้น พบแผ่กระจายในแนว ประมาณเหนือ-ใต้ เป็ นบริ เวณกว้าง ชั้นหินส่ วนล่างๆของกลุ่มหิ นแก่งกระจาน ประกอบด้วยหินโคลน หิ น ทรายเนื้อควอรตซ์ หิ นทรายปนกรวดและหิ นดินดานปนกรวด โดยมีหินเชิร์ต หินปูนรู ปเลนส์และหิ นกรวด


มน แทรกสลับในบางบริ เวณ หิ นโคลนปนกรวด ซึ่งปรากฏอยูต่ อนกลางของกลุ่มหิ นแก่งกระจาน มีลกั ษณะ เด่น คือ มีกอ้ นกรวด (clast) ของพวกแร่ ควอรตซ์ หิ นควอร์ตไซต์ หิ นเชิร์ต หิ นปูน หิ นดินดานสี ดาและ หิ นแกรนิต ขนาดตั้งแต่ 0.5 ถึง 80 เซนติเมตร กระจายอยูท่ วั่ ไป ส่ วนชั้นหิ นบริ เวณตอนบนประกอบด้วยหิ น ทราย หิ นดินดาน หิ นดินดานเนื้อซิลิกาและหิ นเชิร์ต พบซากดึกดาบรรพ์แบรคิ โอพอดจานวนมาก อายุของชั้นหิ นส่ วนล่างอาจไม่ต่อเนื่องลงไปถึงยุคดีโวเนียนตอนปลาย (Garson et al., 1975) ส่ วนอายุของหิ นตอนบนมีหลักฐานซากดึกดาบรรพ์ไบรโอซัวและแบรคิโอพอด ยุคเพอร์เมียน ตอนต้นในหลายบริ เวณ ซึ่งถูกปิ ดทับแบบต่อเนื่องด้วยหินปูนยุคเพอร์เมียน หิ นยุคเพอร์เมียน หรื อเรี ยกว่า กลุ่มหิ นราชบุรี วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ปรากฏให้เห็นตั้งแต่อาเภอสังขละ บุรี จังหวัดกาญจนบุรี ลงจนมาถึงจังหวัดยะลา ส่ วนมากมีลกั ษณะเป็ นเขาโดด เช่นที่ จังหวัดสุ ราษฎร์ธานี และจังหวัดพัทลุง หรื อเป็ นเกาะเช่น บริ เวณอ่าวพังงา หินโดยทัว่ ๆไปเป็ นหิ นปูนแสดงชั้นเนื้อแน่น มักมี ก้อนหิ นเชิร์ตแทรกอยูด่ ว้ ย ในบางแห่งพบว่าเนื้อหิ นเป็ นหิ นปูนโดโลไมต์ หิ นโดโลไมต์และหิ นอ่อน ซาก ดึกดาบรรพ์ที่พบ บ่งอายุเป็ นยุคเพอร์เมียนตอนกลาง ส่วนหินยุคเพอร์เมียนตอนล่างจะเป็ นหิ นทรายและ หิ นดินดานที่สะสมตัวต่อเนื่องมาจากหินโคลนปนกรวด ของกลุ่มหิ นแก่งกระจาน หินมหายุคมีโซโซอิกหิ นยุคไทรแอสซิกพบในบริ เวณจังหวัดสงขลาประกอบไปด้วยหิ นกรวดมนและ หิ นทราย สี น้ าตาลอมแดงแสดงการวางชั้นเฉียงระดับ หิ นทรายเนื้อละเอียดสลับกับหิ นทรายแป้ ง หินดินดาน และหินปูนสี เทาดา มีซากดึกดาบรรพ์บ่งอายุยคุ ไทรแอสซิกหิ นยุคจูแรสซิก-ครี เทเชียส โผล่ให้เห็นตั้งแต่ อาเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ผ่านจังหวัดชุมพร จังหวัดสุ ราษฎร์ธานีลงไปทาง จังหวัดพังงา จังหวัด กระบี่และจังหวัดตรัง นอกจากนี้กย็ งั พบปรากฏในบางบริ เวณด้านตะวันออกของเทือกเขาบรรทัดในบริ เวณ จังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา ประกอบด้วยหิ นทรายสี น้ าตาลแดง หิ นทรายแป้ ง หิ นดินดานและหิ นกรวด มน ในชั้นหิ นดังกล่าวจะพบลักษณะของการวางชั้นเฉียงระดับด้วย นอกจากนี้กม็ ีหินปูนเนื้อดินที่เกิดใน สภาพแวดล้อมที่เป็ นสิ่ งทับถมภาคพื้นทวีป และหินทัฟฟ์ แทรกสลับในบางแห่ง ในหิ นชุดนี้พบซากดึกดา บรรพ์ ยุคจูแรสซิกตอนกลางถึงปลายยุคครี เทเซียส (Asama et al., 1981; Raksaskulwong, 1994) หินมหายุคซีโนโซอิก หิ นยุคเทอร์เชียรี ในภูมิภาคนี้ ปรากฏอยูต่ ามแอ่งที่ราบลุ่มซึ่งมีขนาดของแอ่ง แตกต่างกัน ตามสภาพทางธรณี วิทยา แอ่งเทอร์เชียรี ในภูมิภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้ เท่าที่สารวจพบ แล้วในปัจจุบนั ได้แก่ แอ่งหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี แอ่งเคียนซา จังหวัดสุ ราษฎร์ธานี แอ่งสิ นปูน จังหวัดนครศรี ธรรมราช แอ่งกระบี่และบริ เวณแหลมโพธิ์ จังหวัดกระบี่ บริ เวณบ้านประเมือง บ้านลาภูรา และบ้านพระม่วง จังหวัดตรัง บริ เวณควนคูหา จังหวัดปัตตานี แอ่งสะเดาและแอ่งสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา สาหรับที่แอ่งกระบี่น้ นั สามารถเห็นการลาดับชั้นหิ นเทอร์เชียรี ได้อย่างชัดเจน จึงกาหนดให้เป็ นกลุ่มหิ น กระบี่ ประกอบด้วยหิ นกรวดมน หินทรายสี แดงและเทา หิ นดินดานปนทราย หินโคลน หิ นปูน และชั้นถ่าน


หิ น ในกลุ่มหินกระบี่มกั พบซากดึกดาบรรพ์ ที่บ่งอายุยคุ เทอร์เชียรี ประมาณ 40 ล้านปี ที่ผา่ นมา แต่จาก การศึกษาเรณูและสปอร์ของพืชที่สะสมตัวในชั้นหินดินเหนียว ที่บริ เวณสุ สานหอยบ้านแหลมโพธิ์ จังหวัด กระบี่ ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กบั ชั้นที่พบที่แอ่งกระบี่ ปรากฏว่าได้อายุประมาณ 20 ล้านปี ที่ผา่ นมา จึงทา ให้มีการเทียบเคียงอายุของสุ สานหอยใหม่วา่ น่าจะอยูใ่ นช่วง 40-20 ล้านปี ที่ผา่ นมา ตะกอนยุคควอเทอร์ นารี เป็ นชั้นตะกอนร่ วนที่ยงั จับตัวไม่แน่น ปกคลุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ ภาคใต้ท้ งั หมด ชั้นตะกอนเกิดจากการกระทาของแม่น้ า และกระแสน้ าชายฝั่งทะเล จาแนกได้เป็ นหลายแบบ คือ ตะกอนตะพักลุ่มน้ า ประกอบด้วยชั้นตะกอนของกรวด ทราย ดิน ดินลูกรังและคราบปูน ตะกอนตะพักลุ่ม น้ านี้จะปรากฏตามเชิงเขาและเนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งในบางบริ เวณมีความสูงถึง 200 เมตร จากระดับทะเลปาน กลาง ตะกอนน้ าพา ได้แก่ ตะกอนที่เกิดจากแม่น้ า ปกคลุมในบริ เวณพื้นที่ราบลุ่มตั้งแต่ชายฝั่งทะเลขึ้นมาถึงตะพัก ลุ่มน้ า ตะกอน ประกอบด้วยกรวด ทราย ดินเหนียวและโคลน ตะกอนชายหาด ได้แก่ตะกอนที่สะสมตัวตามชายฝั่งทะเล ส่ วนใหญ่ประกอบด้วยทราย ทรายแก้ว ปะปน ด้วยเศษเปลือกหอยและปะการัง ตะกอนดินโคลนเขตป่ าชายเลน ตะกอนชนิดนี้จะมีสีเทา ประกอบด้วยโคลนและทรายแป้ ง มีความหนา ประมาณ 3-7 เมตร ตะกอนในที่ลุ่มน้ าขัง ได้แก่ ตะกอนที่สะสมตัวตามทะเลสาบ หนอง บึง เช่น ในจังหวัดสงขลา มี หน่วยชั้น ตะกอนสนามชัย เป็ นตะกอนทรายและดินเหนียวที่สะสมตัวเนื่องจากถูกธารน้ าพัดพามา และในชั้นตะกอน ดินเหนียวสี เทาอมฟ้ า ที่มีกอ้ นกลมของเหล็กออกไซด์ปะปนอยูด่ ว้ ยนั้น ช่วยบ่งชี้ให้ทราบว่าเกิดมีขบวนการ ผุพงั อยูก่ บั ที่ในสภาพอากาศที่แห้งแล้งเป็ นเวลายาวนาน ในเขตพื้นที่อาเภอหาดใหญ่มีช้ นั กรวดขนาดใหญ่ ซึ่งวางตัวอยูบ่ นชั้นดินเหนียว จากลักษณะชั้นกรวดที่เด่นชัดดังกล่าวอาจใช้เป็ นชั้น สาหรับแบ่งแยกชั้น ตะกอนที่มีอายุสมัยไพลสโตซีนและสมัยโฮโลซีนได้ หินอัคนี ซึ่งเป็ นหิ นแกรนิตในบริ เวณภาคใต้ปรากฏให้เห็นได้ต้ งั แต่ชายแดนไทย-พม่า บริ เวณจังหวัด กาญจนบุรี เป็ นแนวยาวลงมาจนถึงเกาะภูเก็ต ประกอบด้วยหิ นแกรนิตเนื้อดอกหยาบ หิ นแกรนิตเนื้อหยาบ และหินแกรนิตเนื้อละเอียด หิ นแกรนิตมีอายุต่างๆกันตามบริ เวณต่างๆ เช่น หิ นแกรนิตบริ เวณเขาแดนมีอายุ 93 ล้านปี (สมชาย นาคะผดุงรัตน์ และคณะ, 2531) เกิดจากการหลอมละลายเพียงบางส่ วนของเปลือกโลก (Beckinsale et al., 1979) หิ นแกรนิตบริ เวณเกาะภูเก็ต มีอายุต้ งั แต่ 78 ถึง 100 ล้านปี โดยหิ นแกรนิตแนว ตะวันตกนี้เป็ นแนวหินแกรนิต ที่ให้กาเนิดแร่ ดีบุกมากที่สุดของประเทศไทย


หิ นแกรนิตบริ เวณหุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี บริ เวณอาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ บริ เวณเกาะสมุย จังหวัดสุ ราษฎร์ธานี บริ เวณจังหวัดนครศรี ธรรมราชและนราธิวาส ประกอบด้วยหิ นแกรนิตเนื้อดอกหยาบ แสดงการเรี ยงตัวของผลึกแร่ เฟลด์สปาร์และควอรตซ์ที่เด่นชัด และหิ นแกรนิตเนื้อหยาบปานกลางถึงเนื้อ ละเอียด หิ นแกรนิตบริ เวณหุบกะพง วัดอายุได้ 210ฑ4 ล้านปี (Beckinsale et al., 1979) ส่ วนที่บริ เวณเกาะส มุยมีอายุ 202 ล้านปี สาหรับหิ นอัคนีชนิดอื่นที่พบในบริ เวณภาคใต้ ได้แก่ หินแลมโพรไฟร์และหิ นแอนดีไซต์ พบเป็ นพนังหิ น ตัดผ่านเข้ามาในหิ นแกรนิตบริ เวณทิศใต้ของหุบกะพง (Puttapiban and Suensilpong, 1978) บริ เวณเขา กระทะคว่า อาเภอกะปง จังหวัดพังงา พบหินแอนดีไซต์ เป็ นพนังหินตัดเข้ามาในหิ นแกรนิตที่เขาตันหยง และบ้านกุมุง จังหวัดนราธิวาส พบหิ นเซอร์เพนทีไนต์ ที่บา้ นกุมุง จังหวัดนราธิวาส โผล่เป็ นแนวประมาณ 300 เมตร และพบหิ นแกรโนไดออไรต์ บริ เวณเขาหัวล้าน อาเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่

1. ลักษณะภูมปิ ระเทศและภูมสิ ั ณฐาน บริเวณทะเลอันดามัน (The Andaman Sea) ทะเลอันดามันเป็ นแอ่งที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก (tectonic basin) ต่อเนื่องมาจากดินดอน สามเหลี่ยมของแม่น้ าอิระวดีในประเทศพม่า แผ่กว้างออกไปประมาณ 1,200 กิโลเมตร ลงไปทางใต้จนถึง ทางตอนเหนือของเกาะสุ มาตราและช่องแคบมะละกา ความกว้างของท้องทะเลจากฝั่งตะวันตกของแหลม ไทยไปจนถึงหมู่เกาะอันดามันและหมู่เกาะนิโคบาร์ (Nicobar) ประมาณ 650 กิโลเมตร หมู่เกาะเหล่านี้เป็ น ส่ วนหนึ่งของสันใต้น้ าที่เป็ นแนวแบ่งเขตแอ่งอันดามัน ออกจากอ่าวเบงกอล (Bay of Bengal) ลักษณะภูมิประเทศที่สาคัญในทะเลอันดามัน คือ ลาดทวีป (continental slope) ที่อยูน่ อกชายฝั่งแหลม ไทย - มาเลเซีย ลาดทวีปนี้เอียงลาดไปทางทิศตะวันตกจนกระทัง่ ไปต่อกับตะพักลุ่มน้ าที่ระดับความลึก ประมาณ 2,435 เมตร ตะพักลุ่มน้ านี้เอียงลาดไปทางทิศตะวันตกเช่นเดียวกัน โดยที่ความลาดเอียงจะค่อยๆ ลดลงไปจนกระทัง่ ถึงระดับความลึกประมาณ 2,670 เมตร ต่อจากนั้นจึงเป็ นแอ่งที่ชนั ในระดับความลึก ประมาณ 3,035 เมตร ซึ่งควรจะเป็ นท้องแอ่งของทะเลอันดามันกลาง (Central Andaman Trough) Sattayarak (1992) กล่าวถึง การสารวจหาแหล่งปิ โตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในทะเลอันดามันว่ามี แอ่ง เทอร์เชียรี ที่สาคัญ 2 แอ่งคือ (1) แอ่งสิ มิลนั ซึ่งอยูใ่ นบริ เวณที่น้ าทะเลลึกน้อยกว่า 200 เมตร แอ่งนี้เกิดจาก การเคลื่อนตัวแบบทวนเข็มนาฬิกา (sinistral movement) ของเขตรอยเลื่อนระนอง (Ranong Fault Zone) (2) แอ่งเมอร์กยุ (Mergui Basin) ซึ่งอยูใ่ นบริ เวณที่น้ าทะเลลึกมากกว่า 200 เมตร เป็ นแอ่งชนิด transtensional back-arc basin อันเนื่องจากการมุดตัวของเปลือกโลก แนวแอ่งนี้จะเชื่อมต่อกับแอ่งสุมาตราของประเทศ อินโดนีเซีย แอ่งเทอร์เชียรี บริ เวณทะเลอันดามัน วางตัวเป็ นแนวในทิศทางประมาณเหนือ-ใต้ ในลักษณะ


ของ half graben ตะกอนที่ทบั ถมอยูใ่ นแอ่งเป็ นตะกอนจากทะเล (marine deposits) ซึ่งมีความหนาถึง 8,000 เมตร บริ เวณใจกลางแอ่ง 2 ธรณีวิทยาบริเวณทะเลอันดามัน (The Andaman Sea) บริ เวณทะเลอันดามันเป็ นส่ วนนอกฝั่งตะวันตกของพม่า ไทยและมาเลเซีย ต่อเนื่องเข้าไปในมหาสมุทร อินเดียเข้าหาแอ่งทะเลอันดามัน และสิ้ นสุดที่หมู่เกาะ อันดามันนิโคบาร์ ส่ วนทางด้านทิศใต้เป็ นฝั่งสุ มาตรา เหนือ และช่องแคบมะละกา บริ เวณทะเลอันดามันของไทยเป็ นเพียงขอบตะวันออกของแอ่งทะเลอันดามัน เท่านั้น แอ่งเทอร์เชียรี ที่อยูใ่ นอาณาเขตของไทยได้แก่ แอ่งเมอร์กยุ ซึ่งเป็ นแอ่งที่เกิดขึ้น ในช่วงปลายสมัยโอลิ โกซีนอันเป็ นผลมาจากการยกตัวของแผ่นเปลือกโลกพื้นทวีป ประกอบกับได้รับอิทธิพลจากกลุ่มรอยเลื่อน ระนองและคลองมะรุ่ ย ส่ งผลให้แอ่งมีลกั ษณะเป็ นแบบกึ่งกราเบนวางตัวในแนวเหนือใต้ (Polachan, 1988) ตะกอนในแอ่งเป็ นพวกตะกอนที่สะสมตัวในทะเลน้ าลึกเพียงแอ่งเดียวในประเทศไทย มีความหนาถึง 8,000 เมตร แบ่งออกเป็ นแอ่งย่อย ได้ 3 แอ่ง ครอบคลุมพื้นที่ท้ งั หมดประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร แนวเขาอันดามันนิโคบาร์ ทางขอบตะวันตกของแอ่งทะเลอันดามันประกอบด้วยหิ นเซอร์เพนทิไนต์โอฟิ โอไลต์-เรดิโอลาไรต์ หิ นภูเขาไฟยุคครี เทเชียส มีหินเกรย์แวกและหิ นดินดานอายุสมัยพาลีโอซีน-ไมโอ ซีน หนาไม่นอ้ ยกว่า 3 กิโลเมตร ทับอยูด่ า้ นบน เมื่อต่อแนวเขาอันดามัน-นิโคบาร์ ขึ้นไปทางเหนือจะตรงกับ แนวทิวเขาอารากันโยมา และต่อเลยขึ้นไปยังส่ วนตะวันออกของภูเขาหิ มาลัย ทางด้านใต้ลงมาเป็ นด้าน ตะวันออกของเกาะสุ มาตรา ตะกอนหิ นยุคเทอร์เชียรี ที่สะสมตัวอยูใ่ นแอ่งตอนปลายสมัยโอลิโกซีนถูกพัด มาจากทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งในปัจจุบนั เป็ นบริ เวณที่มีลกั ษณะภูมิประเทศสูงๆ ต่าๆ และลด ระดับไปเป็ นที่ราบของไหล่ทวีปมาลายู หลังจากนั้นขอบทวีปหรื อไหล่ทวีปได้แยกออกจากทิวเขาอันดามันนิโคบาร์ประมาณช่วงปลายสมัยไมโอซีนถึงปัจจุบนั ส่ งผลทาให้แอ่งทะเลอันดามันมีลกั ษณะรู ปสี่ เหลี่ยม ขนมเปี ยกปูน (Ridd, 1971) การเกิดแอ่งทะเลอันดามันมีประวัติการเกิด ร่ วมกับโครงสร้างอื่นๆ ในอาเซียอาคเนย์ในการเคลื่อนตัว ของรอยเลื่อนขนาดใหญ่ เช่น รอยเลื่อนสุ มาตรา ในเกาะสุ มาตรา รอยเลื่อนเจดียส์ ามองค์ในประเทศไทย และการเปิ ดของอ่าวไทย (Bunopas and Vella, 1983) ตั้งแต่ช่วงปลายของยุคครี เทเชียส


1. ลักษณะภูมปิ ระเทศและภูมสิ ั ณฐาน บริเวณอ่ าวไทย (The Gulf of Thailand) อ่าวไทยหมายถึงบริ เวณทะเลด้านตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งเปิ ดไปสู่ทะเลจีนใต้ ขอบเขตของอ่าว ไทยตอนบนต่อเนื่องกับดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ าเจ้าพระยาของที่ราบลุ่มภาคกลาง และชายฝั่งทะเลภาค ตะวันออก ทิศตะวันตกติดต่อกับชายฝั่งทะเลภาคใต้ ส่ วนทิศตะวันออกและทิศใต้ติดต่อเขตกับน่านน้ าของ ประเทศกัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย โดยมีเขตน่านน้ าห่างจากฝั่งทะเลของแต่ละประเทศ 12 ไมล์ทะเล Pradidtan and Dook (1992) กล่าวถึง การสารวจหาแหล่งปิ โตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ว่า ลักษณะภูมิประเทศของท้องทะเลในอ่าวไทยไม่ราบเรี ยบ แต่มีสนั (ridges) และแอ่ง (basins) มากมาย สัน และแอ่งเหล่านี้วางตัวขนานกันไปในทางแนวเหนือ-ใต้ในลักษณะของ กราเบน (graben) และ half graben สันบริ เวณเกาะกระ และจังหวัดนราธิวาสเป็ นแนวแบ่งท้องทะเลอ่าวไทยออกเป็ น 2 ด้าน คือ ด้านตะวันออก และด้านตะวันตก ด้านตะวันออกประกอบด้วยแอ่งที่สาคัญ 2 แอ่ง คือ แอ่งปัตตานี และแอ่งมาเลย์ ซึ่งตะกอนที่สะสมตัวใน สองแอ่งนี้เป็ นตะกอนพื้นทวีปในยุคเทอร์เชียรี มีความหนาประมาณ 4 กิโลเมตร แอ่งในบริ เวณนี้ ส่วนใหญ่ เป็ นแหล่งก๊าซธรรมชาติ (gas field) ที่สาคัญของประเทศ เช่น แหล่งบงกช แหล่งจักรวาล แหล่งฟูนนั เป็ น ต้น ส่ วนด้านตะวันตกของท้องทะเลอ่าวไทยประกอบด้วยแอ่งขนาดเล็กประมาณ 10 แอ่ง ตะกอนเทอร์เชียรี ที่สะสมตัวนั้นอยูใ่ นระดับตื้น มีความหนาประมาณ 300 เมตร แอ่งที่สาคัญและพบแหล่งปิ โตรเลียมได้แก่ แอ่งชุมพรและแอ่งสงขลา เป็ นต้น สาหรับแอ่งอื่นๆ ได้แก่ แอ่งหัวหิ น แอ่งประจวบคีรีขนั ธ์ แอ่งกระด้าน ตะวันตก และแอ่งกระด้านตะวันออก แอ่งเทอร์เชียรี ในอ่าวไทยส่ วนใหญ่เป็ นแอ่งขนาดเล็ก ยกเว้นแอ่งหัวหิ น แอ่งชุมพร แอ่งกระด้านตะวันตก และแอ่งปัตตานี ซึ่งมีพ้นื ที่มากกว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร 2 ธรณีวิทยาบริเวณภาคตะวันตกตอนล่างและภาคใต้ อ่าวไทยซึ่งติดต่อและอยูท่ างตะวันตกของทะเลจีนตอนใต้ เป็ นแนวที่ต่อมาจากที่ราบภาคกลาง มีการ สะสมตัวของชั้นตะกอนในสภาวะที่เป็ นน้ าจืด ตั้งแต่สมัยโอลิโกซีนเป็ นต้นมา ชั้นตะกอนหิ นหนาถึง 8,000 เมตร หรื อกว่านั้น เพราะยังไม่มีการเจาะทะลุถึงชั้นล่างสุ ด นอกจากนั้นใต้บริ เวณอ่าวไทยปรากฏค่าความ ร้อนจากใต้พิภพสูงกว่าปกติ จากการสารวจทางธรณี ฟิสิ กส์ และการเจาะสารวจพบรอยเลื่อนในแนวเหนือใต้ ซึ่งเคลื่อนตัวตลอดเวลา ในระหว่างการสะสมตัวของตะกอน มีการทรุ ด (rifting) ตั้งฉากกับแนวรอยเลื่อนปกติเหล่านี้ แต่เกี่ยวพัน และสื บทอดมากับแนวจุดอ่อนของแนวเลื่อนเจดียส์ ามองค์ (sinistral Three Pagoda Fault Zone) ซึ่งมีแนว


ตะวันตกเฉียงเหนือและมีกาเนิดมาตั้งแต่มหายุคมีโซโซอิก หลักฐานของการเกิดธรณี สณ ั ฐานแบบแยก (extension tectonics) ซึ่งก่อให้เกิดอ่าวไทย เห็นได้จาก ฮอรสต์ และกราเบน (horst and graben) ตลอดทิวเขา ภาคเหนือและตะวันตก ที่ราบภาคกลางและทางเหนือขึ้นไปอีกในประเทศพม่าและลาว เป็ นต้น รอยเลื่อน เหล่านี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการยกตัวของภูเขาและพื้นที่ขา้ งเคียง และตามด้วยการยกตัวของหิ นควอเทอร์นารี ขึ้นมาอยูใ่ นระดับสูง ซึ่งอาจแสดงถึงการยกตัวอย่างรวดเร็ วในยุคควอเทอร์นารี ในบริ เวณอ่าวไทยประกอบด้วยแอ่งสะสมตัวของหิ น ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปลายยุคครี เทเชียส-เทอร์เชียรี โดยมีการเลื่อนเป็ นบล็อกในแนวเหนือใต้เนื่องจากอิทธิพลการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอินเดียชนกับ แผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย เป็ นเหตุให้แผ่นดินส่ วนกลางของประเทศบริ เวณอ่าวไทยเปิ ดกว้างมากขึ้นตามลาดับ ตั้งแต่สมัยโอลิโกซีนเป็ นต้นมา แอ่งเทอร์เชียรี ในอ่าวไทยแบ่งออกได้เป็ น 2 ส่ วน ได้แก่ส่วนตอนเหนือของ อ่าวประกอบด้วยแอ่งปัตตานี (Pattani trough) ซึ่งเป็ นแอ่งใหญ่สุด ลักษณะยาวรี วางตัวแนวเหนือ-ใต้ มี ความกว้างประมาณ 70 กิโลเมตร และยาวประมาณ 400 กิโลเมตร มีช้ นั หิ นยุคเทอร์เชียรี หนาประมาณ 8,000 เมตร วางตัวแบบรอยชั้นไม่ต่อเนื่องอยูบ่ นหิ นแกรนิตยุคครี เทเชียสและหิ นแปรมหายุคพาลีโอโซอิก โดย ตะกอนที่สะสมตัวช่วงสมัยโอลิโกซีนนั้นเกิดในสภาวะที่เป็ นทะเลสาบและช่วงสมัยไมโอซีนเกิดการสะสม ตามทางน้ าและบริ เวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ า แอ่งปัตตานีประกอบด้วยแอ่งย่อยหลายๆ แอ่ง อาทิ แอ่งเอราวัณ แอ่งปลาทอง แอ่งไพลินและแอ่งบรรพต เป็ นต้น สาหรับบริ เวณอ่าวไทยตอนใต้เป็ นแอ่งมาเลย์เหนือซึ่งเป็ น แอ่งเทอร์เชียรี ขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่เขตแดนไทยและทางตอนเหนือของมาเลเซีย ลักษณะของแอ่งเป็ น รู ปยาวรี วางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ อยูเ่ ยื้องไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแอ่ง ปัตตานี มีการสะสมตะกอนในสภาวะแวดล้อมเช่นเดียวกับแอ่งปัตตานี และมีความหนาถึง 8,000 เมตร เช่นกัน ประกอบด้วยแอ่งย่อยต่างๆ อาทิ แอ่ง บงกช แอ่งบุษบง และแอ่งต้นสักเป็ นต้น อนึ่ง ทางด้าน ตะวันตกของอ่าวไทยใกล้จงั หวัดชุมพรยังมีแอ่งเทอร์เชียรี ขนาดย่อมอีกแห่งคือแอ่งชุมพร มีช้ นั หิ นเทอร์เชียรี หนาประมาณ 4,000-5,000 เมตร แอ่งเทอร์เชียรี ในอ่าวไทยเป็ นแหล่งทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและน้ ามันดิบ ที่สาคัญของประเทศ


ตารางเวลาทางธรณีวท ิ ยา

EON

(บรมยุค)

ERA

(มหายุค)

PERIOD

EPOCH

(ยุค)

(สม ัย)

DURATION

(เวลาล้านปี )

Cenozoic Holocene

0.011-Today

Quaternary Pleistocene

Tertiary

Mesozoic Phanerozoic

Paleozoic

1.8-0.011

Pliocene

5-1.8

Miocene

23-5

Oligocene

38-23

Eocene

54-38

Paleocene

65-54

Cretaceous

-

146-65

Jurassic

-

208-146

Triassic

-

245-208

Permian

-

286-245

Carboniferous

Pennsylvanian

325-286

Mississippian

360-325

Devonian

-

410-360

Silurian

-

440-410

Ordovician

-

505-440

Cambrian

-

544-505

Precambrian Proterozoic

-

2,500-544

Archean

-

3,800-2,500


Hadean

-

4,500-3,800

ธรณีวิทยา  

ธรณีวิทยาในประเทศไทยแต่ละภูมิภาค

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you