Issuu on Google+

เที่ ยวทัว่ ไทย กับ Travel around Thailand.

หก ชน เผ่า Six tribes.


สารบ ัญ Index

เผ่ า ลาหู ่ Lahu tribe.

1-4

เผ่ า เย้ า

5-8

เผ่ า อาข่ า Akha tribe.

9-12

เผ่ ากะเหรี่ยง

13-18

Yao tribes.

Karen tribe.

เผ่ าปะหล่ อง

19-23

เผ่ ามอแกน

24-28

Palaung tribe. Moken tribe.


ชาวมูเซอ หรือLahu ชาวล่ า หู ่ people ชาวมูเซอ หรื อ ชาวล่าหู่ เป็ นชาวเขาเผ่ า หนึ่ งในประเทศไทยแบ่ ง ย่ อ ยไ ด้เป็ น 23 กลุ่มเช่นชาวมูเซอดำชาวมูเซอแดง ชาวมูเซอดำเบเล ชาวมูเซอเหลืองบาเกียวชาวมูเซอ ลาบา ชาวมูเซอเหลืองบ้านลาน และชาวมูเซอกุเลา เป็ นต้น ภาษาที่ใช้พดู คือภาษามูเซอที่แตกต่างไปใน แต่ละเผ่าย่อย ชาวมูเซอเรี ยกตัวเองว่าล่าหู่ หมายถึง ชนเผ่าที่ได้กินเนื้อเสื อปิ้ ง ซึ่ งเป็ นการบอกถึงความกล้าห าญของชาวมูเซอที่ล่าเสื อมากินเป็ นอาหารได้ส่วนคำว่า ตาก เชียงใหม่ เชียงราย มูเซอนั้น ในภาษาไทใหญ่ มูหมายถึงนิดหน่อย ส่ วนเซอ การแต่งกายของมูเซอดำและมูเซอแดงคล้ายๆ หมายถึงสนุกสนาน โดยในประเทศไทยชาวมูเซอส่ วนใหญ่อาศัยอยูใ่ นจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ กั น ต่ า งกั น ที่ มู เ ซอแดงชอบขลิ บ ชายแขนเสื้ อบ่ า ชายเอว ด้วยผ้าสี แดงสด ภาษษที่พดู ก็คล้ายกันมาก จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก พวกนี้มีความเชื่อแปลกๆ เช่น บางคนเชื่อว่าถ้าใครได้ยนิ มูเซอดำอยูท่ ี่ดอยโจะโละและดอยป่ าคา ไป เสี ยงเขียดร้องตัวเขาจะต้องตายบางคนถือไม่ยอมนอนค้า ไหนมาไหนจะมีเป๊ อะติดตัวไปด้วยเสมอ (เป๊ อะ งในที่ราบ ต้องขึ้นไปนอนบนเขา พวกมูเซอโดยมากไม่ชอบอาบน้ำ ธรรมดาอาบน้ำ คือกระบุงเล็กๆ ติดอยูร่ อบหลังม้าพาหนะของพวกมูเซอ กันปี ละครั้งคือในเทศกาล กินวอ(งานปี ใหม่)โดยจะขัดถูเ ดำ) สำหรับไว้ใส่ ของ ชื่อมูเซอ ภาษาอังกฤษเรี ยกว่า ลาฮู และพวกมูเซอดำ นื้อตัวกันเป็ นการใหญ่ ถูจนสบู่หมดก้อนเลยทีเดียว แต่กม็ ี คือลาฮูนา มูเซอแดงเรี ยกว่า ลาฮูยี คำว่ามูเซอเป็ นคำพม่าเ มูเซอบางคนหันมาอาบน้ำกันบางแล้วส่ วนเหตุผลของกา รี ยกชาวเผ่านี้ (Mussuh) แปลว่า นายพราน และพวกมูเซ รที่ไม่ชอบอาบน้ำก็คือ เขากลัวผีนำ้ เหมือนพวกอีกอ้ ซึ่ งเชื่ อนี้กช็ ำนาญในการล่าสัตว์สมชื่อ เก่งในการใช้หน้าไม้ม อว่าการอาบน้ำบ่อยๆผีนำ้ ที่แอบอยูจ่ ะเข้าสิ งทำให้เจ็บป่ ว ยมูเซอรำดาบเก่งและสวยงามมาก แต่ไม่ยอมทำให้ดูง่ายๆ ากกว่าเผ่าอื่น พวกมูเซอจะปลูกบ้านอยูบ่ นดอยสู ง เผ่ามูเซอเป็ นเผ่าที่ยากจนที่สุด เพราะกลัวผิดผี ซอมซ่อที่สุด และเร่ ร่อนพเนจร แต่กม็ ีนำ้ ใจงดงาม เพราะถื อ ว่ า ผู ้ ที่ อ ยู่ สู งจะเหนื อกว่ า ผู ้ ที่ อ ยู่ ใ นที่ ต่ ำ แม้ภายนอกจะดูป่าเถื่อนก็ตาม ธรรมดามูเซอโดยมาก บ้านมูเซอจะสร้างด้วยไม้ไผ่ เสาไม้จริ ง หลังคาแฝก จะปลูกที่อยูเ่ ป็ นกระท่อมเล็กๆ เพื่อว่าถ้ามีคนตายหรื อค หน้าบ้านมีนอกชาน มีเตาไฟก่อไว้กลางบ้านหรื อมุมบ้าน นเจ็บป่ วย หรื อทำไร่ ไถนาไม่ได้ผล ก็จะพากันย้ายหมู่บา้ สำหรับสุ มไฟในหน้าหนาวและหุงต้มด้วย ตามบ้านต่างๆ นไปที่อื่นได้ง่าย ตามประเพณี ของมูเซอ ด้วยเหตุน้ ีชาวเข มักจะมีหมาดุร้ายอยูเ่ สมอ าเผ่านี้จึงกระจัดกระจายกันอยูต่ ามภูเขาในเขต 3 จังหวัด


การแต่งกายของมูเซอดำและมูเซอแดงคล้ายๆกั นต่างกันที่มูเซอแดงชอบขลิบชายแขนเสื้ อบ่าช ายเอวด้วยผ้าสี แดงสด ภาษษที่พดู ก็คล้ายกันมาก พวกนี้ มี ค วามเชื่ อ แปลกๆเช่ น บางคนเชื่ อ ว่ า ถ้า ใครได้ ยิ น เสี ย งเขี ย ดร้ อ งตัว เขาจะต้อ งตาย บางคนถือไม่ยอมนอนค้างในที่ราบ ต้องขึ้นไปนอนบนเขา พวกมูเซอโดยมากไม่ชอบอาบน้ำ ธรรมดาอาบน้ำกันปีละครัง้ คือในเทศกาลกินวอ(งานปีใหม่) โ ด ย จ ะ ขั ด ถู เ นื้ อ ตั ว กั น เ ป็ น ก า ร ใ ห ญ่ ถูจนสบู่หมดก้อนเลยทีเดียว แต่กม็ ีมูเซอบางค นหันมาอาบน้ำกันบางแล้วส่ วนเหตุผลของกา รที่ไม่ชอบอาบน้ำก็คือเขากลัวผีนำ้ เหมือนพวก ่ อีกอ้ ซึ ่ ง เชือ่ ว่าการอาบน้ำบ่อยๆผีน้ำทีแ่ อบอยูจะเข้าสิ งทำให้เจ็บป่วย มูเซอรำดาบเก่งและสวยงามมาก แต่ไม่ยอมทำให้ดูง่ายๆ เพราะกลัวผิดผี พวกมู เซอจะปลูกบ้านอยูบ่ นดอยสู งเพราะถือว่าผูท้ ี่อยู่ สู งจะเหนื อกว่าผูท้ ี่อยูใ่ นที่ต่ำบ้านมูเซอจะสร้าง ด้วยไม้ไผ่ เสาไม้จริ งหลังคาแฝกหน้าบ้านมีนอ กชานมีเตาไฟก่อไว้กลางบ้านหรื อมุมบ้าน สำห รับสุ มไฟในหน้าหนาวและหุ งต้มด้วยตามบ้าน ต่างๆมักจะมีหมาดุร้ายอยูเ่ สมอสาวชาวมูเซอด

ำ มักจะใส่ เสื้ อผ่าอก แม้ในหน้าหนาวก็จะใส่ กนั แบบนี้ท้ งั ชายหญิง และชอบประดับด้วยกำไลมือ กำไลคออันโตๆพวกนี้ ใส่ กำไลเงินกันแล้วไม่ค่อ ยถอดยิ่งรวยยิ่งใส่ หลายอันชายมูเซอชอบเที่ยวข้ ามถิ่น และไม่ค่อยรักชอบสาวหมู่บา้ นตนเองอาจ จะเพราะเคยเห็นกันมาตั้งแต่เด็กแล้วเขามักจะไป เกี้ยวสาวตามหมู่บา้ นไกลๆโดยวิธีร้องเพลงหรื อ เป่ าใบไม้ไผ่เป็นสัญญาณเรี ยกให้ผหู ้ ญิงมาหาตน ใ น ต อ น ก ล า ง คื น ก็ จ ะ เ รี ย ก คู่ รั ก ม า และพาไปหลับนอนในป่ า แล้วก็จะมีการสู่ขอ โดยฝ่ ายชายจะให้ไก่ หรื อหมูมาแลกกับเจ้าสาว พิธีแต่งงานคือ บ่าวสาวนัง่ คู่กนั ผูใ้ หญ่จะมัดมือทั้ งคู่ แปลว่าให้อยูด่ ว้ ยกันตลอดไป


ชนเผ่าเมี่ยน (เย้า)


เผ่าปูนู เผ่าฉาซัน และเผ่าผิงตี้ ชาวเย้าเผ่าเปี้ ยนมีประช ากรมากที่สุดและเป็ นกลุ่มที่ยา้ ยถิ่นฐานตลอดเวลาเป็ นระยะทางที่ไกลที่สุด และกระจายกันอยูใ่ นอาณาบริ เวณที่กว้างขวางที่สุดด้วย ภาษาเย้าในปัจจุบนั ผ่านกา รพัฒนากลายเป็ นภาษาถิ่นย่อย 3 ภาษา คือ ภาษาเมี่ยน ภาษาปูนู และภาษาลักจา

เมีย่ น [เย้า] ได้รับการจัดให้อยูใ่ นเชื้อชาติ มองโกลอยด์ คืออยูใ่ นตระกูลจีนธิเบต ได้ปรากฏครั้งแรกในเอกสารบันทึ กของจีน สมัยราชวงศ์ถงั โดยปรากฏในชื่อ ม่อ เย้า มีความห มายว่าไม่อยูใ่ ต้อำนาจของผูใ้ ด เล่ากันว่า เมื่อประมาณ 2000 กว่าปี มาแล้วบรรพชน ได้ต้ งั ถิ่นฐานอยูท่ ี่ราบรอบทะเลสาปตงถิง แถบแม่นำ้ แยงซี ยอมอ่อนน้อมให้ชนชาติผปู ้ กครองรัฐ และไม่ยิ นยอมอยูภ่ ายใต้การบังคับกดขี่ของรัฐ จึงได้ทำการอพยพเข้าไปใ นป่ าลึกบนภูเขาสู ง ได้ต้ งั ถิ่นฐานสร้างบ้านด้วยมือของเขาเอง เพื่ อปกป้ องเสรี ภาพจึงถูกขนานนามว่า ม่อ เย้า ซึ่ง เหยา ซี เหลียน ไ ด้บนั ทึกไว้ในเหลียงซูต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง คำเรี ยกนี้ ี้ ถูกยกเลิ กไปเหลือแต่คำว่า “เย้า” เท่านั้น ต่อมาคำว่าเย้าเคยปรากฏในเอกสารจีน เมื่อประมาณศตวรรษที่ 5 ก่อนคริ สตศักราช ซึ่ งมีความหมายว่าป่ าเถื่อน หรื อคนป่ ากล่า วกันว่าในประเทศจีนชนชาติเย้ามีคำเรี ยกขานชื่อของตนเองแตก ต่างกันถึง 28 ชื่อ แต่คนเย้าในประเทศไทย เรี ยกตัวเองว่า เมี่ยน หรื อ อิ้วเมี่ยน ซึ่ งมีความหมายว่า มนุษย์ หรื อ คนเหยา ซุ่น อัน กล่ าวว่าชาวเย้าในประเทศจีนแยกออกเป็ น 4 กลุ่มใหญ่ คือ เผ่าเปี้ ยน

มีนิทานที่เล่าขานต่อ ๆ กันมาของชาวเมี่ยนว่า ในสมัยก่อนตาอง [โล่งช้วน] ตากู๋ [กู๋ฟาม] เป็ นเทพ อยูบ่ นสวรรค์ มีความคิดที่จะสร้างเผ่าเมี่ยนขึ้นม า ดังนั้นตาอง และตากู๋จึงได้ปรึ กษาหารื อกันอยูบ่ นสวรรค์วา่ จะให้ตากู๋ลงมาเกิดในโลกมนุษย์ โด ยให้ ล งมาเกิ ด เป็ นลู ก สาวคนที่ ส ามของพระราชา ส่ วนตาองจะลงมาเกิดในร่ าง ของสุ นขั มังกร เพราะ มนุ ษย์ถือว่าสุ นัขนั้นเป็ นสัตว์เดรั จฉานที่ ต่ าํ ต้อยที่ สุ ด มักมีคนดูถกู ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อถึงเวลา ทั้งคู่จึ งลงมาเกิดโดยวางแผนกันไว้วา่ อนาคตต้องทำการ ปกป้ องคุม้ ครองเผ่าเมี่ยน ตากู๋ลงมาเกิดเป็ นลูกสาว พระราชามีชื่อว่า แป้ งฮู่ง ซึ่ งมีสิริโฉมงดงาม และฉลาดกว่าคนอื่น และได้ทำสัญลักษณ์วา่ มีไฝหนึ่ งเม็ดที่ขาของตากู๋ ขณะนัน้ ในโลกมนุษย์มีเมืองอยู2่ เมือง เป็ นของฝ่ ายแป้ งฮู่ง และกู๋ฮู่งได้ตกลงทำสงคราม มีคืนหนึ่งทั้งแป้ งฮู่ง และกู๋ ฮู่ ง ต่ า งก็ ไ ด้ ฝั น ว่ า จะมี ค นมาช่ ว ยทำศึ ก ใ ห้นบั จากนี้ 10 วัน ซึ่ งขณะนั้นฝ่ ายของแป้ งฮู่ง ยังไม่พร้อมที่จะทำการสูร้ บ จึงได้เรี ยกเห ล่ า ขุ น น า ง ม า ป รึ ก ษ า กั น ว่ า จ ะ ท ำ อ ย่ า ง ไ ร ดี และในที่สุดก็สรุ ปว่าถ้าภายใน 1 เดือน ใครที่สาม ารถตัดหัวของกู๋ฮู่งแล้วนำมาให้ตนได้ ตนจะยกลูก สาวคนที่สามให้ผนู ้ ้ นั เป็ นรางวัล โดยให้เป็ นลูกเขย และจะยกแผ่นดิน และข้าทาสบริ วารให้ปกครองครึ่ ง หนึ่ง เมื่อประกาศออกไปแล้ว ประชาชนในเมืองของ แป้ งฮู่งไม่มีใครกล้าอาสาออกไปสูร้ บกับกู๋ฮู่ง ที่ทา้ ยเ มืองมีครอบครัวหนึ่งตั้งบ้านอยูท่ ี่ปากทางนอกเมือง


วันหนึ่งได้มีสุนขั มังกร 5 สี ตวั หนึ่งชื่อว่า ผันหู เข้ามาหา หญิงม่าย คนหนึ่งเห็นเข้าจึงได้พดู ขึ้นว่า ตั้งแต่เกิดมาในโลกนี้ยงั ไม่เคยเห็ นสุ นขั มังกรตัวไหนที่ มีลกั ษณะสง่างาม และฉลาดเช่นนี้มาก่อน เราจะเอาสุ นัขมังกรตัวนี้ ไปถวายให้้กบั พระราชาเป็ นการสร้ า งบุญกุศลดีกว่า ดังนั้นจึงไปบอกพระราชา เมื่อพระราชาทรา บจึงส่ งคนรับกลับไปเลี้ยงไว้ เมื่อพระราชาได้เห็นก็รู้สึกดีใจ และได้สงั เกตเห็นจุดต่าง ๆ บนร่ างกายที่มีท้ งั หมด 120 จุด และแต่ละจุดก็มีความสวยงามมาก และที่สำคัญคือ รู ้ภาษาด้วย วันหนึ่งพระราชาได้เปิ ดประชุม กับเหล่าขุนนาง และผันหูกเ็ ข้าไปร่ วมด้วย เมื่อฟังแล้วก็ไม่เห็นมีใครขันอาสาจะ ไปฆ่ากู๋ฮู่งได้ ผันหู จึงกล่าวขึ้นว่า ไม่จำเป็ นเลยที่จะต้องสิ้ นเปลือ งเสบียงอาหาร และใช้ทหารทั้งกองทัพ ให้ขา้ ไปจัดการคนเดียว เพราะเป็ นสัตว์เดรัจฉาน ตํ่าต้อย คงไม่มีใครสงสัย และเฉลียวใจ ฝ่ ายแป้ งฮู่งก็เห็นด้วย เมื่อถึงเวลาออกเดินทาง เรื่ องเดือดร้อ นไปถึงบนสวรรค์์เบื้องบนต้องส่ งยาวิเศษมาให้ผนั หู 1 เม็ด เมื่อกินแล้วสามารถ ทนความหิ วและอยูใ่ นทะเลได้ 7 วัน 7 คืน เ มื่อว่ายนํ้าไปถึงฝั่งของกู๋ฮู่ง กู๋ฮู่งเห็นเข้า ก็นึกดีใจแล้วคิดว่าคงจะ เป็ นสุ นขั มังกรที่จะมาช่วยตน เมื่อพูดถึงกู๋ฮู่ง กู๋ฮู่งเป็ นกษัตรย์ที่ชอบเข่นฆ่าคน ชอบทำสงคราม ชอบเอารัดเอาเปรี ยบประชาชน กู๋ฮู่งเมื่อเห็น ผันหูพลางนึกในใจว่า คราวนี้เมื่อมีีสุ นขั มังกรก็เห็นว่ามีความ สามารถมากมาย อีกทั้งฉลาดด้วย จึงรักราวกับสมบัติอนั มีค่า ไม่ ว่ า จะไปที่ แ ห่ ง ใดจะพาผัน หู ไ ปด้ ว ยเสมอเหมื อ นเงาต ามตัว เมื่อมีผนั หูคุม้ ครองคราวนี้ กู๋ฮู่งก็ไม่ตอ้ งการทหา รอารักษ์ขาอีกแล้ว จึงปล่อยปละละเลยราชกิจบ้านเมือง ไม่สนใจพออยูก่ นั ไปผันหู เมือ่ ได้โอกาสเหมาะจึงกระโดดกัดคอกู๋ฮง่ ู ขาด และคาบไว้้ขา้ มทะเลกลับ เมื่อถึงเมืองแป้ งฮู่งเห็นก็ดีใจเป็ นอย่างยิง่ ที่ตนไม่ตอ้ งไปรบ แต่กลับได้ชยั ชนะ จึงเกิดการจัดงานเลี้ยงใหญ่โต แป้ งฮู่งเคย พูดว่าถ้าใครสามารถเอาหัว กู๋ฮู่ ง มาได้จ ะยกลูก สาวคนที่ ส าม ให้ และเมืองอีกครึ่ งหนึ่งแป้ งฮู่ง กล่าวแล้วย่อมไม่คืนคำ แต่ สงสารลูกสาวที่ตอ้ งแต่งงานกับสุ นขั มังกร กลัวโดนนินทา และลูกสาวจะต้องอาย ไม่กล้าสูห้ น้าคน ดังนั้นจึงได้ทำผ้ าคลุมหน้าเจ้าสาวไว้ แล้วเกณฑ์สาว ๆ ในเมืองที่มีรูปร่ าง หน้าตาที่คล้ายลูกสาว ตนแล้วแต่งตัวคล้ายกันหมด ประมาณ 10 คนให้ท้ งั หมดมานัง่ อยูข่ า้ งนอก และให้ขา้ ทาสบริ วารทุกคนออ กมาชี้วา่

คนไหนเป็ นลูกสาวของตน แต่ไม่มีใครสามารถ ชี้ตวั ได้ถกู ต้อง ดังนั้นจึงเรี ยกผันหูมาชี้ตวั ผันหูจึ งได้ใช้จมูกดมไปตามเท้าของแต่ละคนไปเรื่ อย ๆ เพื่อจะหาสัญลักษณ์ที่ได้ บอกกับตากู๋ไว้ ดูไปเรื่ อย ๆ จนเจอไฝหนึ่งเม็ดที่หน้าแข้ง จึงได้ใช้ปากงับชายเสื้ อ ของลูกสาวแป้ งฮู่งไว้แล้วดึง 2-3 ครั้ง เมื่อแป้ งฮู่งเห็นดังนั้น จึงรู ้วา่ ไม่สามารถหลบหลีกได้ แ ล ะ คิ ด ใ น ใ จ ว่ า สุ นั ข ตั ว นี้ ค ง ไ ม่ ธ ร ร ม ด า แ น่ จึงจัดงานแต่งให้3วัน3คืนแป้ งฮู่งสงสารลูกสาวตัวเอง จึงได้เขียนหนังสื อเล่มหนึ่งขึ้นมาเรี ยกว่า เกีย เซ็น ป๊ อง [หนังสื อเดินทาง] และแบ่งข้าทาสบริ วารคอยติดตาม

รับใช้ และสามารถทำมาหากินได้บนผืนแผ่นดินได้ โดยไม่่ผดิ กฏหมาย และได้แต่งตั้งลูกเขยของตนเป็ น พ่าน ต๋ าย โหว ซึ่ ง เป็ นแซ่แรกของเผ่าเมี่ยน คือ แซ่่พา่ น และได้บอกว่าถ้าหากมีบุตรต้องพามาให้แป้ ง ฮู่งตั้งชื่อให้


ชนเผ่า อา ข่า


อาข่า เป็ น ชนเผ่าที่สืบเชื้อสายมาจากไหน ไม่ทราบแน่ชดั แต่มีชาวอาข่าอาศัยกระจัด กระจายอยู่ ในภาคเหนือของประเทศไทย, เชียงตุง, รัฐฉาน ของประเทศพม่า และ ทางแคว้น สิ บ สองปั น นาทางตอนใต้ข อ งจีน ภาษาอาข่าจัดอยูใ่ นกลุ่มภาษาจีน แต่กไ็ ม่ใช่ภาษาจีนเสี ยทีเดียว อาข่าโดยส่ ว นมากจึงพูดได้หลายภาษาเพราะต้องอาศัย ปะปนกับหลายชนเผ่า อาข่าแบ่งผูช้ ายออกเป็ น 2 ช่วง คือช่วงแรกตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 13 ปี เรี ยกว่า “ อ่าลี หญ่า ” แปลว่าเด็กชายและหลังจาก 13 ปี ขึ้นไปเรี ยกว่า “ ห่า เจ๊ หญ่า โย ” แปลว่าเป็ นผูช้ ายเต็มตัว ในส่ วนของผูห้ ญิงอ่าข่าได้แบ่งออกเป็ น 4 ช่วงของชีวติ ช่วงแรก เรี ยกว่า “ อ่าบูห๊ ญ่า ” แปลว่า เด็กน้อย ซึ่งมีอายุต้ งั แต่เกิดจนถึง 13 ปี พออายุต้ งั แต่ 13 ปี ถึง 18 ปี เรี ยกว่า “ หมี่ เตอ เตอ จ๊อ ” แปลว่า เข้าสู่วยั สาว และเมื่อเข้าสู่อายุต้ งั แต่ 18 ปี ถึง 25 ปี เรี ยกว่า “ จ๊อมา หมี่ โล้ ” แปลว่าหญิงสาวที่พร้อม จะออกเรื อนแล้ว และหากหญิงที่มีอายุ 25 ปี ขึ้นไป อ่าข่าเรี ยกว่า “ หมี่ ดะ ดะ โอ้ว ” หรื อ “ หมี่ ดะ ช้อ หม่อ ” แปลว่าสาวแก่ สั ญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงช่วงอายุดูได้จากการแ ต่งกาย เช่น หมวก เป็ นต้น

ความเชื่อในภาษาอาข่าเรี ยกว่า “นือจอง” อา ข่าเป็ นชนเผ่าที่มีความเชื่ อในเรื่ องจิตวิญญา ณ ภูตผี ปี ศาจ ไสยศาสตร์ สิ่ งเร้นลับ พิธีกร รมคำสอนที่ได้รับการปลูกฝังมาจากบรรพบุ รุ ษ และสื บทอดปฏิบตั ิตามอย่างเคร่ งครัด ผี “แหนะ” ตามความเชื่อของอาข่า ปั จ จุ บ ัน อาข่ า ยัง มี ก ารใช้ห ลัก ความเชื่ อ ใน การดำรงชีวติ อยู่ แต่อาข่าบางส่ วนก็หนั ไป นับถือศาสนาคริ สต์และอิสลาม เพราะกา รนับถื อดั้งเดิ มจะต้องเคร่ งในการประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา ซึ่ งต้องใช้สตั ว์ต่างๆ


ต า ม ต ำ น า น ก า ร เ ล่ า ข า น ม า ข อ ง ช น เ ผ่ า อ า ข่ า ปากต่อปากคนต่อคน มายาวนานกว่า 60 ชัว่ อายุคน เ พื่อเป็ นการสื บหาต้นตระกุลว่าเป็ นใคร มาจากไหน ซึ่ งชนเผ่าอาข่าเรี ยกว่า จึ เล่าขานกันว่า อู่มะ , อู่วอ้ ง , ว้องยอก , ยอกยือ , ยือโท , โทมา , มายอ , ย่อแน่ , แน่แป , แปซุม้ , ซุม้ มีโอ ฯลฯ

เพราะอุบตั ิเหตุถกู ต้นไม้ทบั หลังซุม้ มีโอ , โอ โทเล , โท่เล จุม , จุมมอ แย , มอแย จา , จาทื่อสี่ , ที่สี่ ลี้ , ลี้ภู แบ , ภูแบ อู , อูโย ย่า , โยย่า ช่อ , ช่อมอ โอ๊ะ , มอโอ๊ะ เจ่ , เจ่ เท่อ เพอะ , เท่อ เพอะ ม้อ ,

ชนเผ่าอาข่ามีความเชื่อว่าก่อนมาถึงซุม้ มีโอ นั้นเป็ น ทุกสิ่ งที่ปรากฏในจักรวาล เช่น ลม ฟ้ า อากาศ ฯลฯ ทุกสิ่ งพูดได้ และหลังจากซุม้ มีโอก็มีสองอย่างคือผีและ คน ซึ่ งมีแม่เป็ นคนเดียว เชื่อว่ามนุษย์เรามีหน้าอกกว้าง 7 ศอก เกิดออกมาพูด���ด้เดินได้ และมีมนุษย์คนหนึ่งที่มีภร รยาท้องแก่จวนจะคลอด ผูเ้ ป็ นสามีได้ไปหาไม้เพื่อมาทำ เป็ นครกกระเดื่อง ระหว่างที่ไปนั้นภรรยาได้คลอดลูกชา ยออกมา เมื่อคลอดออกมาลูกจึงถามแม่วา่ พ่อไปไหน แ ม่จึงตอบไปว่าไปเอาครกกระเดื่องในป่ า

เท่อเพอะม้อ ถือว่าเป็ นชนเผ่าอาข่าคนแรก ส่ วน เจ่ เท่อ เพอะ คือเป็ นแม่รวมของผีและคน และเป็ นแหล่งเกิดศาสนาต่างๆบนโลก ซึ่ งอ่าข่าเรี ยกว่า อะมา มาตะ ซึ่งแยกคำได้ดงั นี้ อะมา แปลว่าแม่ มาตะ แปลว่าร่ วมกัน ความหมายคือ แม่ร่วมของคนและผี มีลกั ษณะข้างหลังมีนม 9 เต้า เอาไว้สำหรับผี ด้านหน้าอกมี 2 เต้าสำหรับมนุษย์ มนุษย์เราจึงมีเพีย งแค่สองเต้านมเท่านั้น ช่วงที่ผแี ละคนอยูใ่ นครอบค รัวเดียวกัน ให้ผที ำงานกลางคืน แล้วให้มนุษย์นอน กลางวันมนุษย์ทำงาน ให้ผนี อน เสื อกับควายอยูด่ ว้ ยกัน นกอินทรี ยก์ บั ไก่อยูด่ ว้ ยกัน ดำเนินชีวติ อย่างนี้มาตลอด

ลูกจึงเดินทางไปตามหาพ่อในป่ า พอไปถึงก็เจอพ่อ กำลังโค่นต้นไม้ขนาดใหญ่ และไม้ลม้ ไปทับลูกชาย กิ่งไม้แทงบริ เวณหัวไหล่ ลูกจึงตะโกนบอกพ่อว่าห นามแทงที่หวั ไหล่ พ่อจึงใช้ขวานฟันเอากิ่งไม้ที่หวั ไหลออก ทำให้มนุษย์เราตัวเล็กลงตั้งแต่บดั นั้นมา

จ น ม า ถึ ง อ ะ ม า ม า ต ะ ไ ด้ เ สี ย ชี วิ ต ล ง ผีกบั มนุษย์กไ็ ด้เลาะกัน นกอินทรี ยก์ บั ไก่แยกกันอยู่ ควายกับเสื อไม่ถกู กัน สาเหตุที่ทะเลาะกันเพราะไม่ สามารถทำพิธีร่วมกันได้ระหว่างผีกบั มนุษย์ เพราะ


ผีกบั มนุษย์มีความแตกต่างกัน เช่น ผีนอนกลางวัน ส่ วนมนุษย์นอนกลางคืน เมื่ออะมามาตะได้เสี ยชีวติ ใน เวลากลางวัน ผีกำลังนอนหลับอยู่ อะมามาตะได้หนั นม 9 เต้า มาทางมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์มีนม 9 เต้า มนุษย์เราจึงหันข้าง 9 เต้าไปทางผี เพราะไม่อยากได้นม 9 เต้า ผีจึงได้นม 9 เต้า จึงมีความเชื่อว่าผีมีนม 9 เต้า ได้จดั พิธีกรรมให้อะมามาตะ โดยเชิญพี้มาของผีชื่อว่า ยา โล เบ เช้ ได้ไปหาสัตว์ทุกชนิดที่มีครรภ์มา และสัตว์ได้แหกคอกหนี เหลือแต่ หมี กระลอก กึโห ( เป็ นสัตว์ชนิดหนึ่ง มีรูปร่ างลักษณะคล้ายกระลอก มีขนาดเท่าแมว ) ช าวอาข่ า เมื่ อไปล่ าสัตว์ได้สัตว์ดังกล่ าวมาและมี ครร

ภ์นำมากินไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีความเชื่อว่านั้นคือ สั ต ว์ที่ ผี ใ ช้ใ นการประกอบพิ ธี ก รรมให้อ ะมามาตะ เมื่อพี้มาของผีท่องไป อะมามาตะก็ลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า ไปไม่ได้ หนทางยาก ( หมายถึงท่องบทสวดแล้วพ าวิญญาณไปถึงสวรรค์ไม่ได้ ) ท่องอยูด่ ว้ ยกัน 3 คืน ก็ส่งวิญญาณไม่ได้ จึงได้เชิญพี้มาของมนุษย์มาท่องต่ อ ชื่อว่าพี้มา ยา แม อะห่อง ซึ่งเป็ นพี้มาคนแรกของอ่ าข่าและคนแรกของโลก เมื่อพี้มาของมนุษย์ท่องบท สวดไปได้ 1-2 คืน อะมามาตะก็ลุกขึ้นมาแล้วกล่าวว่า ไปยังไม่ได้ ไปได้แค่ครึ่ งเดียว เมื่อท่องถึงคืนที่ 3 ซึ่งเป็ นคืนสุ ดท้าย เมื่อจบบทสวดอะมามาตะก็สิ้นใจต ายทันที และต้นกำเนิดพิธีกรรมต่างๆ จึงเกิดจากตรงนี้ สื บทอดกันมาอย่างเคร่ งครัดจนถึงปัจจุบนั


กะ เหรี่ยง คอ ยาว

ชาวเขาเผ่ากะเหรีย่ ง อ พ ย พ เ ข้ า ม า เ ป็ น ส อ ง พ ว ก พ ว ก ห นึ่ ง เ ข้ า ม า ท า ง เ ห นื อ กระจายไปอยูใ่ นท้องที่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮอ่ งสอน ตาก ลำพูน ลำปาง หนาแน่นทีส่ ดุ ทีแ่ ม่ฮอ่ งสอน อีกพวกหนึง่ เข้ามาจากพม่า ทางด้านพืดเขาตะนาวศรี อาศัยอยูต่ ามชายแดนตัง้ แต่ตอนใต้ของจังหวัด ตากลงไปถึง เพชรบุรแี ละประจวบฯ


กะเหรี่ยง เป็ นชาวเขาเผ่ าทีส่ ำคัญเผ่ าหนึ่ง บางพวกเจริญมาก แต่ บาง พวกยังอยู่ในป่ าเขาถือประเพณีล้าหลังเช่ นเรื่องโชคราง เช่ น ในอาทิตย์ แ รกทีห่ ญิงชาวกะเหรี่ยงคลอดลูก พ่ อของเด็กจะพูดคุยกับใครไม่ ได้ เลย แ ละใครจะเข้ าไปในบ้ านก็ไม่ ได้ ด้วย เขาจะอาบน้ ำลูกทุกวัน เป็ นเวลา 1 ปี จากนั้นจะไม่ อาบอีกเลย ถ้ าเด็กอยากอาบก็อาบเอาเอง แต่ โดยมากมักไม่ ค่ อยอยากอาบกันสั กเท่ าใด ก็เหมือนกับชาวเขาทัว่ ๆไป


กะเหรี่ยงมี 2 เผ่ า คือ ยางแดง และยางขาว เด็กยาง แดงในวัยรุ่ นชอบย้ อมฟันดำเพื่อแสดงว่ าโตแล้ วและจะแ ต่ งงานตั้งแต่ อายุยงั น้ อย จึงดูแก่ เร็วหนุ่มกะเหรี่ยงทีเ่ ป็ นโ สด จะประดับร่ างกายด้ วยอาภรณ์ ต่างๆ เช่ น สร้ อยกรวด สร้ อยหิน มีห่วงทองเหลืองคล้ องคอ ใส่ ห่วงตุ้มหู สวมห่ วงทองเหลืองทีน่ ่ อง และประดับด้ วยกระดุมลูกปั ดอย่ างอืน่ ๆ ถ้ าแต่ งงานแล้ วก็จะเอาเครื่องประดับออกห มด จะสวมแค่ กางเกงตัวใหญ่ เป็ นผ้ าฝ้ ายสี แดงสลับขาว สั้ นเหนือเข่ า ไม่ ชอบใส่ เสื้อ หน้ าหนาวจะห่ มผ้ า พวกผู้ชายยางแดงไว้ ผมยาว ทำมวยไว้ บนศีรษะ พวกผู้หญิงนุ่งผ้ าสั้ นเหนือเข่ า สวมเสื้อแขนสั้ นเป็ นพู่ทปี่ ลายแขน เสื้อยาวคลุมสะโพก ทีค่ อคล้ องห่ วงทองเ หลืองอันใหญ่ หลายอัน สวมสร้ อยเม็ดพืช และลูกประคำ มีห่วงทองเหลืองสวมรัดน่ องด้ วย ถ้ ามีใครตายก็จะใส่ ศพในโลงทีท่ ำจากท่ อน ซุงขุดมีฝาปิ ดแล้ วฝัง ชาวกะเหรียงจะทำโลงศพของตัวเ องไว้ ล่วงหน้ า แต่ ถ้าเป็ นหญิงตายท้ องกลม ชายโสดหรือ พ่อม่ ายจะช่ วยทำโลงศพให้ ห้ ามชายมีลูกเมียอยู่ทำโลงใ ห้ และห้ ามหามโลงศพหญิงตายท้ องกลมลอดใต้ ถุนบ้ าน หรือผ่ านหมู่บ้านอืน่ อาชีพของยางแดง คือการเพราะปลูก แต่ เดิมพว กนีช้ อบปล้ นและจับคนมาเป็ นทาส เพือ่ ใช้ งานหรือขาย ต้ นตระกูลยางแดงอยู่ทเี่ มืองจีน ส่วนยางขาวอยูท่ เ่ ีมืองล่า

สองพวกนีแ้ ต่เดิมเป็ นพีน่ อ้ งกัน แต่แยกย้ายถินฐานกันไป ่ พวกยางขาวชอบใส่แหวนหลายๆวง การแต่งกายของหญิงยางขาวคือ นุ่งผ้ าฝ้ ายยาวคลุมเข่ าสี แดงสลับน้ ำเงินสวมเสื้อไหมสั้ นๆท่ อ นบนสี ขาวท่ อนล่ างสี แดงประดับผมด้ วยโลหะเงินทองเหลือ งนิยมสวมกำไลเงิน หญิงชาวยางขาวงามและผิวพรรณดี พวกผู้ชายยางขาวแต่ งตัวมากกว่ าผู้หญิงคือนุ่งกางเ กงยาวแค่ เข่ าสวมเสื้อสั้ นแค่ เอว มีผ้าคาดเอวและโพกหัว คล้ อ งสร้ อยคอเงินและใส่ กำไลทองเหลืองเต็มแขน ชาวเขาเผ่ านีม้ อี สิ ระในการเลือกคู่ ใครตกลงป ลงใจกันฝ่ ายชายก็จะไปสู่ ขอ หมั้น แต่ งงานโดยฝ่ ายชายจะเ ตรียมตัวหาเงินก่ อน 2 ปี และฝ่ ายหญิงเลีย้ งหมู ทอผ้ า 2 ชุด ไว้ ใช้ ในพิธีแต่ งงาน. สาวยางที่ ห้ วยหละหวี ผ มเสยไปม้ วนเป็ นมวยไว้ ที่ ท้ ายทอยผั ด แป้ งขาวทาปากแดงสู บกล้ องยาเป็ นกล้ อ ง ยาฉุ น ทำเองตาเล็ ก หยี ห น้ าแบนกว้ า งที่ หู ห้ อยโลหะสี เงินมีลูกปัดหลากสี ห้อยโตงเตง เสื้อผ้ าหยาบๆทอเอง คล้ายเสือ้ นอนแต่มขี มวดไว้ทเ่ี อว ยกชายเสื้อขึน้ สู งเลยเข่ า ตรงกลางมีผ้าแดงแซม มีพู่ห้อยทิง้ ชายทีค่ อสวมสร้ อยลูกปัด ดำสลับขาวและสี ต่าง ประเพณีชาวยาง ถ้ าผูชายได้ เสี ยกับผู้หญิงแล้ วทิง้ ไ ปจะต้ องเสี ยค่ าปรับให้ ผู้หญิง ถ้ าเมียตายผัวม่ ายต้ องค่ อยอีก


6 เดือนจึงจะมีใหม่ ได้ ธรรมเนียมของพวกยาง ไม่ เหมือนกันทุกหมู่บ้าน เพราะต่ างแยกกันอยู่มานาน ภาษาทีพ่ ูดก็เพีย๊ นไป มียาง อยู่ 3 พวกที่ พู ด ภาษาเดี ย วกั น คื อ ยางที่ ห้ ว ยม่ ว งยางห้ ว ยโ ทกห้ วยหละ พวกยางเป็ นคนซื่อๆ รักษาคำพูด ชอบสั นโ ดษและรักประเพณีเก่ าแก่ ของตน พวกนีเ้ กิดยากตายง่ าย รักษาไข้ โดยความเชื่อ เช่ น รักษาด้ วยน้ ำมนต์ ทมี่ สี ตางค์ แดงแช่ อยู่ ถ้ ามีการตายจะใช้ เสื่ อห่ อศพเก็บไว้ 3 วัน 3 คืน ในบ้ าน ระหว่ างนีห้ นุ่มสาวจะจีบกันได้ แต่ ต้องนั่งข้ างห่ อศพ เหมือนจะเตือนใจว่ า วัยหนุ่มสาวไม่ เทีย่ ง พวกยางทีห่ ้ วยหละ กินอาหารด้ วยขันโตก โดยทุกคนจะมานั่งล้ อมวงกินกัน ผู้ชายออกทำไร่ ทำนาในป่ า ผู้หญิงเอาตระกร้ าพาดหลังเข้ าดงหาผักมาเลีย้ งหมู เวลาใครเจ็ บไข้ หมอผีกจ็ ะรักษาด้ วยน้ ำมนต์ และคาถา.

มีหวีพวงยาวสั บอยู่บนหัว ทีม่ วยผมติดดอกไม้ เด็กชาวยางเกือบทุกคนคาบกล้ องติดมุมปาก พ่ นควันโขมง หลังมือสาวยางทุกคนจะมีรอยสั กหมึกดำ ติดแน่ น และทีห่ ูสองข้ างของสาวยาว จะเสี ยบบุหรี่มวนโ ตไว้ ในติง่ หูแทนตุ้มหู ถ้ ามีลูกอ่ อนก็จะใส่ ลูกอ่ อนในกระบุ งแขวนไว้ บนหลังไปไหนมาไหนด้ วย บ้ านของพวกยางทีห่ ้ วยหละ ปลูกเหมือนๆกัน หลังคามุงด้ วยใบตองตึง ในบ้ านมืดทึบ เพราะหลังคาลาด ต่ ำติดดินจนบ้ านไม่ มฝี า ใช้ ไม้ ไผ่ ขดั กั้นเป็ นห้ องหยาบๆ วิธีอาบน้ ำของสาวยาง คือ เดินลุยลงไปในลำธา รแล้ วค่ อยๆถอดผ้ าออกมาทางหัวพาดไว้ บนฝั่งเพือ่ มิให้ เปี ยกน้ ำ เวลาขึน้ จากน้ ำก็จะสวมลงมาทางหัวอีกเหมือนกัน เด็กสาวชาวยางจะอายมาก ถ้ าซักผ้ าให้ ผู้ชายเห็น แต่ การอ าบน้ ำวิธีนีถ้ อื ว่ าธรรมดามาก


ดาราอั้ง (ปะหล่ อง) ป ะ ห ล่ อ ง เ ป็ น ช น เ ผ่ า ที่ อ พ ย พ ม า จ า ก พ ม่ า เข้าสู่ ไทยเมื่ อประมาณปี ๒๕๑๑ เรี ยกตัวเองว่ า “ ดาระอัง” (Da - ang , Ra – ang , Ta - ang) คำว่ า “ปะหล่ อง” เป็ นภาษาไทยใหญ่ ซ่ึ งใช้เรี ยกชนกลุ่ ม นี้ นอกจากนั้ นยังมี คำเรี ยกที่ แตกต่ างกันออกไปอี ก เช่ น ชาวพม่ าเรี ยกปะหล่ องว่ า “ ปะลวง”(Palaung) และไทยใหญ่ บางกลุ่ มก็ ใช้คำว่ า “คุ ณลอย” (Kunloi) ซึ่ งมี ความหมายว่ า คนดอย หรื อคนภู เขา แทนคำว่ าปะหล่ อง เอกสารทางประวัติ ศาสตร์ หลายฉบับกล่ าวถึ งชา วปะหล่ อ งว่ า เป็ นพลเมื อ งกลุ่ ม หนึ่ งภายใต้ ก ารปก ครองของนครรั ฐ แสนหวี ห นึ่ งใน๙นครรั ฐ ของอา ณาจักรไตมาว ซึ่ งเป็ นอาณาจักรยิ่ งใหญ่ ของชนชา ติ ไ ตครั้ งพุ ท ธศัก ราช๑๒๐๐โดยมี ศู น ย์ก ลางของอา ณาจั ก รในขณะนั้ นอยู่ บ ริ เวณเมื อ งแสนหวี ใ นรั ฐ ฉ านประเทศพม่ า ( รายงานฉบับนี้ กล่ าวว่ าประหล่ อ

งมี ฐ านเดิ ม อยู่ ใ นโกสั ม พี ซ่ึ งก็ เ ป็ นข้อ มู ล ที่ ต รงกัน เพราะ คำว่ า โกสั มพี เป็ นการเรี ยกนครรั ฐแสนหวี และ กับความหมาย ครอบคลุ มรั ฐฉา น ทั้ ง ห ม ด จ ำ น ว น ป ร ะ ช า ก ร ป ร ะ ห ล่ อ ง โดยการสำรวจของ องค์การพิ ท ักษ์สิ ทธิ มนุ ษยชน ณ ประมาณว่ ามี ๑ ล้านคน ถิ่ นที่ อยู่กันหนาแน่ น คื อบริ เวณเทื อกเขาในรั ฐฉาน แถบเมื องตองแปง น้ำซัน , สี ป้ อ , เมื องมิ ต และทางตอนใต้ในรั ฐฉานคื อ เมื องเชี ยงตุ ง นอกจากนั้ นยังพบว่ า ปะหล่ องกระจัด กระจายกันอยู่ทางตอนใต้ของรั ฐคะฉิ่ น และภาคตะ วันตกเฉี ยงใต้ของยูนานในประเทศจี น


อุดร วงศ์ทบั ทิม นำความลำบากใจมาสู่ เจ้าหน้าที่ผปู ้ ฏิบตั ิงานในพื้น กล่าวว่าในดนตรี พ้นื บ้านปะหล่อง ว่าเมืองเห ที่อย่างยิง่ เนื่องจากกลุ่มอพยพครั้งนี้เป็ นชาวปะหล่อ นือสุ ดที่ชาวปะหล่องอาศัยอยูค่ ือ เมือง งจากดอยลาย อยูร่ ะหว่างเมืองเชียงตอง กับเมืองปั่น เขตเชียงตุง ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้จึงถือ เป็ นบุคคลอพย พเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สาเหตุของการอพยพสื บต่ อเนื่องมาจากสถานการณ์ในประเทศพม่าเมื่อประเท ศอังกฤษคืนอิสรภาพมีผลทำให้เกิดความระส่ ำระสา ยไปทัว่ เกิดการขัดแย้งและสูร้ บกันตลอดเวลา ระหว่า งกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรแนว ร่ วมประชาธิปไตยแห่งชาติกบั ทหารรัฐบาลพม่าที่ดำ เนินการอยูใ่ นพื้นที่ต่างๆ สงครามส่ งผลต่อชาวปะ- ห ล่องทั้งทางตรงและทางอ้อมชาวปะหล่องมีการรวม ตัวกันเป็ นองค์กร ชื่อองค์กรปลดปล่อยรัฐปะหล่อง (Palaung state liberation Organization : PSLO) มีกองกำลังติดอาวุธประมาณ ๕๐๐ คน องค์กรดังก ล่าวเป็ นพันธมิตรอยูใ่ นแนวร่ วมประชาธิปไตยแห่ง ชาติซ่ ึ งเป็ นองค์กรหลักที่รวมอาองค์กรต่อสูเ้ พื่อสิ ท ธิในการปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยทั้งหมดไ น้ำคำ ซึ่งเป็ นเขตติดต่อกับเมืองเสี ยวสี ของส ว้ในแต่ละครั้งที่เกิดการสูร้ บ หรื อปะทะกันระหว่างอง าธารณรัฐประชาชนจีน หรื อที่ชาวปะหล่องเ ค์กรปลดปล่อยรัฐปะหล่องกับทหารรัฐบาลชาวบ้านปร รี ยงว่าเมืองมาว ถัดลงมาคือ เมืองน้ำซัน น้ำดู ะสบความเดือดร้อนมาก ต้องสู ญเสี ยทั้งชีวติ และทรัพย์ โมโล เมืองมิต เมืองกอก เมืองโหลง น้ำใส สิ น นอกจากนั้นพื้นที่ๆชาวปะหล่องอาศัยอยูย่ งั เป็ นพื้น มานาม มานพัด จาวุโม ปูโหลง เจียงตอง ที่เคลื่อนไหว ปฏิบตั ิงานมวลชนพรรคคอมมิวนิสต์พม่ และตากวาง ซึ่ งอยูห่ ่างจากชายแดนไทยที่ด าทหารฝ่ ายรัฐบาลจะเข้ามาปฏิบตั ิการโจมตีเพื่อสะกัดกั้ อยอ่างขาง เขต อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นความเคลื่อนไหวอยูต่ ลอดเวลา การปฏิบตั ิการเหล่านี้ มีผลต่อชีวติ ความเป็ นอยูข่ องชาวปะหล่องดอยลายเป็ น ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ฟื้ นฟูบา้ นนอแล ซึ่ งเป็ นหมู่บา้ นใกล้กบั พื้นที่ อย่างมาก รับผิดชอบของโครงการหลวงดอยอ่างขางส นายคำ เหี ยง(จองตาล) ผูน้ ำการอพยพเล่าว่าเมื่อทหาร ของขบวนการกูช้ าติไทยใหญ่มาตั้งกองทัพใกล้หมู่บา้ ถานการณ์ครั้งนั้น นและทหารคอมมิวนิสต์ ก็มาบังคับให้ส่งเสบียงอาห


ว้าแดงอันเนื่องมาจากผลประโยชน์จากการค้าฝิ่ นอยูเ่ นื่องๆ ประกอบกับการขาดแคลนพื้นที่ทำมาหากินแล ะภาวะอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ชาวประหล่อง บางกลุ่ มพากันอพยพโยกย้ายหาที่อยูใ่ หม่ และกระจายกันไป ตั้งบ้านเรื อนอยูห่ ลายพื้นที่ จากการสอบถามชาวประ หล่องที่อพยพแยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรื อนอยูต่ ามที่ต่า งๆ แต่ ยังทีการเดินทางไปมาหาสู่ กนั อยูพ่ อประมาณไ ด้วา่ ปั จจุบนั หมู่บา้ นชาวประหล่องอยูใ่ นพื้นที่อำเภอ ฝาง อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่อาย จำนวน ๑๐ หมู่บา้ น ารเป็ นเหตุให้ฝ่ายรัฐบาลพม่าส่ งกำลังเข้าปราบ การแต่งกายผูห้ ญิง ปรามชาวบ้านถูกฆ่าตายเป็ นจำนวนมากโดยถู เครื่ องแต่งกายของผูห้ ญิง กกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนทหารกูช้ าติและ ซึ่ งประกอบด้วยเสื้ อผ่าอกหน้า แขนกระบอก คอมมิวนิสต์ นอกจากนั้นยังเอาสัตว์เลี้ยงไปฆ่า เอวลอย สี พ้ืนสดใส ส่ วนใหญ่มกั เป็ นสี ดำ สี นำ้ เงิน กินยึดของมีค่า เผายุง้ ข้าว ข่มขืนผูห้ ญิง และบังคั สี เขียวใบไม้ ตกแต่งลายเสื้ อด้านหน้า แถบผ้าสี แดง บผูช้ ายให้ไปเป็ นลูกหาบขนอาวุธ เสบียงอาหาร ส่ วนผ้ายีนที่ทอขึ้นมาเอง สี แดงสลับลายริ้ วขาวเล็กๆ บางคนถูกสอบสวน ทุบตีอย่างทารุ ณ เพื่อบังคั ขวาง ลำตัว ยาวคร่ อมเท้า โพกศรี ษะด้วยผ้าผืนยาว บบอกฐานที่ต้ งั ของทหารกูช้ าติไทยใหญ่และ ซึ่ งส่ วนใหญ่นิยมใช้ผา้ ขนหนู ซึ่ งซื้อจากตลาดพื้นรา ทหารคอมมิวนิสต์ เมื่อชาวบ้านต้องเผชิญกับค บลักษณะที่โดดเด่น คือการสวมที่เอวด้วยวงหวายลง วามลำบาก นานัปการจึงพากันอพยพหลบหนี รักแกะลายหรื อใช้เส้นหวายเล็กๆ จนในที่สุดมาอยูร่ วมกันที่ชายแดนไทย ย้อมสี ถกั เป็ นลายบางคน ก็ใช้โลหะสี เงินลักษณ พม่าบริ เวณดอยอ่างขาง ะเหมือนแผ่นสังกะสี มาตัดเป็ นแถบยาวตอกลาย ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั เสด็จเยีย่ แล้วขดเป็ นวง สวมใส่ ปนกัน วงสวมเอวเหล่านี้ประห มเยือนราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอที่บา้ นขอบด้งใน ล่องเรี ยกว่า “หน่องว่อง” พื้นที่โครงการหลวงดอยอ่าขางปะหล่องคนหนึ่ การแต่งกายผูช้ าย งจึงได้นำความกราบบังคมทูลขออนุญาตอาศัยอ ลักษณะการแต่งกายเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สาม ยูใ่ นประเทศไทยซึ่ งเป็ นผลให้โปรดเกล้าฯจัดที่ ารถ���าลักษณะที่บ่งบอกเอกลักษณ์ได้ ทั้งเด็ก อยูใ่ นฐานะผูอ้ พยพที่บา้ นนอแลจนถึงปัจจุบนั ช่ หนุ่มและชายชรา ล้วนแต่งกายแบบคนพื้นราบมีเพี วงที่หมู่บา้ นและประหล่องประสบปัญหาความ ยงผูเ้ ฒ่าบางคนเท่านั้นที่ยงั คงสู บยาด้อยกล้องยาสูบ เดือดร้อนอันเนื่องมาจากพื้นที่น้ นั อยูใ่ กล้เขตอิท ขนาดประมาณ ๑ ฟุต ทำจากไม้แกะสลักเป็ นสัญลักษ ธิพลขุนส่ าทำให้ได้รับผลกระทบจากการสูร้ บร ณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็ นปะหล่องแตกต่างจากชนเผ่าอื่ ะหว่างกองทัพไทยใหญ่ของขุนส่ ากับกองกำลัง นๆ ในประเทศไทย


หมูบ่ า้ นชาวเลหรือมอแกนตัง้ บ้านเรืออยูบ่ ริเวณอ่าวบอน เกาะสุ รินทร์ ใต้ ประมาณ 200 คน เป็ นชนเผ่ าทีม่ วี ถิ กี ารดำรงชี วิตแบบดั้งเดิมหาเลีย้ งชี พโดยการงมหอย แทงปลา มอแกนไม่ มภี าษาเขียนบางคนสามารถพูดภ าษายาวีและภาษา ไทยได้ บ้าง เด็กมอแกนคุ้นเคยกับท ะเลตั้งแต่ ยงั เด็ก บางคนว่ ายน้ ำได้ พร้ อมๆ กับทีเ่ ดินได้ พ่ อแม่ จะปล่ อยให้ เด็กเล็กๆ พายเรือเล็กเล่ นโดยลำพั งโดยไม่ ต้องมีใครดูแล มอแกนมีชีวติ ทีผ่ ูกพันอยู่กั บทะเลมาเป็ นเวลาหลายร้ อยปี จึงมีความเชี่ยวชาญ เกีย่ วกับการเดินเรือ การดูทศิ ทางโดยอาศัยดวงดาว ลมและคลืน่ รวมทั้งการว่ ายดำน้ ำและการทำมาหากิ นทางทะเล มอแกน มีความรู้ เกีย่ วกับป่ าและพืชพรรณไม้ ที่ หลากหลายในป่ าด้ วย พวกเขามีความเชื่อในเรื่องของ ภูตผีและวิญญาณบรรพบุรุษ ในเดือนเมษายนของทุ กปี กลุ่มมอแกนทีก่ ระจัดกระจายอยู่ตามเกาะต่ างๆ


ในบริ เวณใกล้ เคียงและในประเทศสหภาพพม่ าจะ มารวมตัวกันที่หมู่เกาะสุ รินทร์ เพื่อประกอบพิธี“ ลอยเรือ” บวงสรวงผีและวิญญาณของบรรพบุรุษ อีกทั้งเป็ นการสะเดาะเคราะห์ ให้ ปลอดภัยและแคล้ วคลาดจากอันตรายทั้งปวง ถือได้ ว่า ชาวมอแกนเ ป็ นชนเผ่ าที่ยงั คงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีด้ั งเดิมไว้ มากทีส่ ุ ด


เรื อของชาวมอแกนแบบดั้งเดิม มี 2 ประเภท ประเภทที่ 1 เป็ นเรื อขนาดใหญ่ สร้างขึ้นจากไม้ประมาณ 3-4 ต้น ใช้เวลาสร้างประมาณ 60 วัน ใช้แรงงานคนประมาณ 20 คน ประเภทที่ 2 เป็ นเรื อขนาดเล็ก ใช้ไม้เนื้ออ่อนเจาะด้วยขวาน ใช้เวลาสร้างประมาณ 5 วัน ใช้แรงงานคนประมาณ 3 คน

โดยวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบเรื อทั้ง 2 ประเภท จะใช้วสั ดุและอุปกรณ์ เช่นเดียวกัน คือ ไม้ขนุนปานหรื อไม้ระกำ ขวาน ใช้สลักไม้แทนตะปู ใช้หวาย ใบเตย หรื อใบค้อ กระสอบป่ านแทนหมันและน้ำมันยาง



เที่ยวทั่วไทยกับ หก ชนเผ่า