Issuu on Google+

จากตำานาน สุก่ ารค้นพบ “แอสแลนติส มหานครทีส่ าปสูญ”


1

4

สารบัญ ทะเลและภูเขาไฟ กับแผ่นดิน .................. เทวีไนธ์แห่งไซล์กล่าวถึงแอตแลนติส ...... แอตแลนติส และวิทยาศาสตร์ ................ วันพิพากษา ................................................ ปฏิทินจากแอสแลนติส1 ........................... ภูเขาศักดิ์สทิ ธิ และนครสาปสูญ ............


........................................ 1 ....................................... 4 ....................................... 7 ........................................ 10 ........................................ 14 ........................................ 16

7

14

6


แบบจำลองนครแอตแลนติส


แอนดรู ว์ โทมัส เขียน ธวัชชัย ดุลยสุ จริ ต แปล

ทะเลและภูเขาไฟ กับผืนแผ่นดิน “ท้ องฟ้ าครึ ้ มลงในทั น ที ต่ อมาก็ มี แ สงแ ปแปลบปลาบเจิ ดจ้ าขึน้ ในความมืดนั้น และเว ลานั้ น มี ค นจำนวนน้ อยเท่ านั้ น ที่ จ ะรั บรู้ เรื่ องนี ้ และข้ าพเจ้ ากล้ าพูดได้ ว่า คนจำนวนมากคงไม่ เชื่ อ” ประจักษ์พยานรายหนึ่ งของเหตุการณ์ภูเขาไฟกรากา ตั้วระเบิดเมื่อปี 1883 ได้เขียนไว้ เกาะไฟกรากาตั้วนั้

นอยู่ระหว่างเกาะสุ มาตราและชวาถูกระเบิดจมหาย ไปเกิดเถ้าถ่านบนท้องทะเล คลื่นความสู ง 1000 ฟุต ซัดเรื อน้อยใหญ่ข้ ึนไปถึงภูเขา เสี ยงสะท้อนจากการ ระเบิดนั้นได้ยนิ ไปไกลถึงออสเตรเลียและชั้นบรรยา กาศ ปั่นป่ วนไปทัว่ โลก “ทรายและหิ นที่ ตกลงมาอย่ างละลานตา ควา

1 มมืดครึ ้ มปรากฏอยู่เบือ้ งบนและรายรอบตัวเราอย่ าง หนาแน่ น จะเว้ นไปบ้ างก็แต่ เมื่อมีสายฟ้ านานาชนิดที่ เจิ ดจ้ า พร้ อมกันนีก้ ม็ ีเสี ยงระเบิดคำรามดังต่ อเนื่องขอ งภูเขากรากาตั้ว ทำให้ สถานการณ์ ของเราน่ าหวาดกลั วอย่ างยิ่ง” กะลาสี คนหนึ่งบันทึกถึงความหายนะที่ ตนได้เห็น คืนหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1966ผูเ้ ขียนอยูบ่ นเรื อ เดินทางผ่านช่องแคบซุนดา ความสว่างเจิดจ้าอย่างปา ฏิหาริ ยแ์ ห่ งกรากาตั้วปรากฏเป็ นแสงสี แดงในท้องท ะเลและบนผืนเมฆ ความบ้าคลัง่ ของไฟจากภูเขาไฟ และคลื่นจากความแปรปรวนในกรากาตั้วปรากฏขึ้น ต่อหน้าผูเ้ ขียนในทันใด แต่ทา้ ยสุ ด กาลเวลาก็ลบเลือ นความทรงจำของการเปลี่ยนแปลงทางธรณี วิทยานี้ ไ ป และมีเพียงเรื่ องเล่าพื้นบ้านเท่านั้น ที่จะบันทึกอุบตั ิ การณ์อนั เด่นชัดในอดีต บางทีเรื่ องเดียวกันนี้ อาจจะเ ป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้นจริ งกับแอตแลนติสในตำนานก็ได้ หรื อว่าทวีปเหล่านั้นเป็ นบ้านเรื อนถาวรของ ชาติน้ นั ในทุกวันนี้ หรื อว่ามหาสมุทรต่างยังคงอยูใ่ น ตำแหน่งเดิมของตนตลอดไป คำตอบมีส้ นั ๆ นัน่ คือ “ไม่”พร้อม กับมีขอ้ เท็จจริ งอีกมากมาย แม้วา่ ประวัติศาส ตร์น้ นั สั้นเกินไปเมื่อเปรี ยบกับยุคทางธรณี วทิ ยา แต่ก็ มีบนั ทึกการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ ที่เด่นชัดมาก มายในอดีต นครอีทรัสกันแห่งสปิ นา ในทะเลเอเดรี ยติกที่


พลินีและสตราโบระบุไว้ ครั้งหนึ่งเคยเป็ นมหานครอั นรุ่ งเรื องทางการค้าและวัฒนธรรม บัดนี้ได้จมลงโดย สิ้ นเชิงและนครดีโอสกูเรี ยในทะเละดำปั จจุบนั ก็จมอ ยูใ่ ต้นำ้ และภานากอเรี ยอันเป็ นท่าเรื อขนาดใหญ่ของ กรี กโบราณ ซึ่ งอยูใ่ นทะเลดำก็จมสู่ทอ้ งน้ำในอ่าวทา มันเช่นกัน ไม่เพียงแต่เมืองต่างๆ เท่านั้น ดินแดนขนดให ญ่กจ็ มหายไปในห้วงลึกแห่งมหาสมุทรด้วย เมื่อมีกา รเคลื่อนไหวของเปลือกโลกดำเนิ นต่อไปตลอดเวลา และจากสาเหตุทำนองเดียวกันนี้ การจมของแอตแล นติสจึงอาจจะเป็ นจริ ง การพิจารณาการเปลี่ยนแปลง ทางภูมิศาสตร์และธรณี วทิ ยาเหล่านี้ทวั่ โลก จะเผยให้ เห็นปรากฏการที่น่าตื่นเต้นแปลกใจ อารามจู ปิ เตอร์ เ ซราพิ ส ในอ่ า วนาเปลส ที่อิตาลี สร้างขึ้นเมื่อ 105ปี ก่อนคริ สตกาล อาร ามนี้ค่อยๆจมลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่เมื่อ ค.ศ.1742 อารามดังกล่าวก็โผล่จากท้องทะเลอีกครั้ง และบัดนี้กจ็ มลงอีกครั้ง ป้ อมปื นแห่ งคาราวานซาไรในทะเลแคสเปี ยนยได้สร้ างขึ้ นเมื่ อค.ศ.1135และในเวลานั้นป้ อม ดังกล่าวค่อย ๆ หายไปใต้นำ้ จากนั้นแหล่งอ้างอิง ทั้งปวงเกี่ ยวกับป้ อมแห่ งนี้ ในบันทึ กโบราณก็เริ่ มสั บสน จนคาราวน-ซาไรกลายเป็ นนิทานไป แต่เมื่อ ค.ศ. 1723 เกาะแห่งนี้กโ็ ผล่เหนือทะเลอีกครั้ง และยังคงเห็นได้ชดั เจน

ส่ วนในกรุ งลิสบอนมีแผ่นดินไหวเมื่อค.ศ.1 755คลื่นทะเลสู งถึง 33 ฟุต พื้นที่ส่วนใหญ่เกิดความเ สี ยหายรุ นแรง และประชากร 600,000 คนต้องเสี ยชีวติ เมื่อค.ศ. 1780 นักสำรวจ ชาวสเปนชื่อเมาเรลเญ ได้คน้ พบเกาะฟอลคอ นในมหาสมุรแปซิ ฟิคตอนใต้ ครั้น ค.ศ. 1892 รัฐบาลแห่งทองกา ปลูกมะพร้าว 2,000 ต้นบนเกาะนี้ แต่สองปี ต่อมา เกาะฟอลคอนนี้กต็ อ้ งสาบสู ญไปใต้ผิ วหน้ามหาสมุทร และปั จจุบนั นี้ได้โผล่ข้ ึนมาอีกครั้ง แผ่น ดิ น ไหวอย่า งรุ น แรงมี ผ ลกระทบแก่ พ้ื นที่ ลุ่มแม่น้ำสิ นธุ เมื่ อปี 1819ภูมิภาคอันกว้างใหญ่ถู กน้ำท่วม มีเพียงอาคารที่สูงลิบเท่านั้นที่อยูเ่ หนือน้ำ และเมื่อระหว่าง ค.ศ.1822 และ ค.ศ.1853ชายฝั่งชิลีย กตัวสู งขึ้นถึง 30 ฟุต เนื่องจากการสัน่ ไหวของผิวโล กอย่างรุ นแรง เกาะตัวนามีในหมู่เกาะคุกได้จมลงในมหาสมุทรแป ซิ ฟิกพร้อมกับประชากรอีก 13,000คน เมื่อช่วงครึ่ งแร กของศตวรรษที่ผา่ นมา เช้าวันหนึ่งคนหาปลาได้ได้ล งเรื อออกมาจากเกาะดังกล่าว เมื่อกลับบ้านในตอนค่ำ ปรากฏว่าเกาะนั้นหายไปแล้ว เมื่อปี 1957 ภูเขาลูกหนึ่งที่ยงั มีควันคุกรุ่ น ได้โ ผล่ข้ ึนจากห้วงลึกแห่งมหาสมุรแอตแลนติกใกล้กบั ห มู่เกาะอะโซเรส นอกจากนี้อีกเจ็ดปี ต่อมา ก็มีแผ่นดิน ไหวเกิดขึ้นกับเกาะเซนต์จอร์จ ภัยพิบตั ิน้ นั เกิดขึ้นอย่

2 างรุ นแรง ทำให้ผอู ้ าฅศัย 15,000 คน ต้องหนีจากเกาะ ภูเขาไฟตริ สตันดาคุ นฮาซึ่ งคิ ดว่าคงสาบสู ญไปแล้ ว ได้ระเบิดขึ้นในมหาสมุรแอตแลนติสตอนใต้เมื่อ ค.ศ.1961 ทำให้มีการอพยพประชาการไปสู่ ประเทฅ ศอังกฤษ เ พี ย ง แ ต่ เ ก า ะ แ ล ะ แ น ว ช า ย ฝั่ ง เ ท่ า นั้ น แต่ทวีปผืนใหญ่กจ็ มหรื อยกตัวได้เช่นกัน ตัวย่างเช่นประเทศฝรั่งเศส กำลังจมลงด้วยอัตรา3 0เซนติเมตรต่อศตวรรษ ดินแดนระหว่างแม่นำ้ ค งคาและเทือกเขาหิ มาลัยกำลังยกตัวขึ้นอัตรา 18.1 มิลลิเมตรต่อปี เทือกเขาแอนดิสในอเมริ กาใต้กเ็ ชื่อกั นว่ายกตัวขึ้น 200-300 ฟุต นับจากสมัยของโคลัมบัส พื้นล่างของมหาสมุทรแปซิ ฟิคกำลังยกตัวสู่ ผิวหน้าใ นบริ เวณหมู่เกาะอะลิวเซีย ฟาเธอร์ โจเซฟลินช์แห่ งมหาวิทยาลัยฟอรฅ์ ดแฮม ในนิวยอร์กกล่าวว่า ทวีปใหญ่ทวีปหนึ่ง ดูเหมื อนพร้อมจะตัวเหนือผิวหน้ามหาสมุทรแอตแลนติกด้ วย เรื่ องนี้อาจจะเกิดขึ้นกับแอตแลนติสในตำนานแล ะเรื่ องปรัมปราได้เช่นกัน เมื่อปี 1949 ศาสตราจารย์เอ็ม. อีวงิ แห่งมหา วิทยาลัยโคลัมเบียได้สำรวจสันใต้มหาสมุทรแอตแล นติกตอนกลาง ที่ระดับความลึกระหว่าง 2 ถึง 3.5 ไมล์ เขาพบทรายชายหาดสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นี่ นับเป็ นปริ ศนาอันยิง่ ใหญ่ เพราะทรายในฐานะที่เป็ น ผลผลิตจากการ สึ กกร่ อน ไม่ได้ปรากฏอยูบ่ นหาด


สมัยก่อนประวัติศาสตร์ นี่นบั เป็ นปริ ศนาอันยิง่ ใหญ่ เพราะทรายในฐานะที่เป็ นผลผลิตจากการสึ กกร่ อน ไม่ได้ปรากฏอยูบ่ นหาดทรายนั้นเลย ข้อสรุ ปเพียงอย่ างเดียวเกี่ยวกับการค้นพบทรายที่ใต้ทอ้ งสมุทรแอตแลนติกก็คือ พื้นดินอาจจมลงสู่ทะเลหรื อระดับมหา สมุทรในยุคอดีตมีระดับต่ำกว่านี้มากการตรวจสอบ ครั้งสุ ดท้าย ทำให้เกิดคำถามว่าน้ำทั้งหมดนั้นหายไป ไหน หุบเขาใต้นำ้ จำนวนมากในมหาสมุทรแอตแล นติกนั้นมิใช่สิ่งอื่นใดเลยนอกจากแม่นำ้ ที่มีอยูต่ ่อเนื่อ งมา ข้อนี���ช่วยพิสูจน์วา่ ในบางพื้นที่ พื้นทะเลจะต้อง เคยเป็ นแผ่นดินมาก่อน เมื่อ ค.ศ. 1898 เรื อวางสายเคเบิลของฝรั่งเศสได้พบ เศษลาวาลักษณะเหมือนกระจก ที่ระดับความลึก 1,700 ฟาธอม สารกระจกนี้เกิดขึ้นได้เพียงที่ระดับน้ ำทะเลเท่านั้น นัน่ หมายความว่า การระเบิดของภูเขา ไฟเคยปรากฏในตำแหน่งนั้น เมื่อครั้งมหาสมุทรยังเ ป็ นแผ่นดินอยู่ เทือกเขาแอนดิสจะต้องยกตัวขึ้นอย่างทันใด ในเวลาไม่นานมานี้ สมัยเมื่อมนุษย์สามารถเดินเรื อใ หญ่ได้แล้ว หากเราปฏิเสธข้อสมมติน้ ี การมีอยูข่ องท่า เรื อในทะเลสาบติติคาคาที่ระดับความสูง 12ฅ,500 ฟุต และห่างจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค 200 ไมล์น้ นั ก็จะเ ป็ นเรื่ องที่อธิบายไม่ได้โดยสิ้ นเชิง แหวนสำหรับสาย เคเบิลบนท่าเรื อแห่งนั้น มีขนาดใหญ่มากจนสามารถ

ใช้ได้กบั เรื อเดินสมุทรเท่านั้น ร่ องรอยของวัชพืชทะ เลและหอยทะเลนั้น ยังคงเห็นได้ใน “ท่าเรื อ” แห่งนี้ ในเทือกเขาแอนดิส มีชายหาดที่ยกตัวขึ้นอย่างมาก น้ ำในทางด้านใต้ของทะเลสาบติติคาคานั้นยังคงเค็มอยู่ นอกจากนี้ยงั มีความลึกลับพอๆ กันอีกเรื่ องหนึ่งนัน่ คือท่าเรื อขนาดยักษ์แห่งน าน-มาทัล ในโพนาปแห่งแคโรไลนส์ นาน-มาทัล นั้ นคือเมืองเวนิชที่สร้างยืน่ ออกไปในทะเล ชาวพื้นเมื องในทุกวันนี้ ไม่ได้ประกาศว่าบรรพบุรุษของตนได้ สร้างท่าเรื อดังกล่าว พวกเขากล่าวถึงกษัตริ ยพ์ ระอาทิ ตย์ผปู ้ กครองเกาะนั้น และส่ งเรื อไปยังดินแดนที่ไกล ออกไป นาน-มาทัล จะเป็ นเกาะขนาดใหญ่ที่พ้ืนที่ส่ วนใหญ่จมลงในสมัยที่ท่าเรื อทะเลสาบติติคาคายกตั วใช่หรื อไม่ ชาวอินเดียเผาเคชัวกล่าว่าในตอนแรกมี ข้าวโพดงอกงามใกล้ทะเลสาบติติคาคา เพราะพื้นที่อ ยูใ่ นระดับที่สูงมาก แต่น่าอัศจรรย์ที่บดั นี้ไม่มีอยูเ่ ลย เรื่ องทั้งหมดนี้ บ่งชี้วา่ ชายฝั่งตะวันตกของอเมริ กาใต้ ได้ยกตัวขึ้นอย่างฉับพลัน การจมลงของแอตแลนติส ส่ าจะเป็ นสาเหตุแก่การยกตัวของเทือกเขาแอสแลน ดิส นักสำรวจชาวเม็กซิ โก นามว่า โฮเซ คาร์เซีย ปายอนได้พบกระท่อมสองหลังในเทือกเขาคอร์ดิล เลราใต้ช้ นั น้ำแข็งหนาและร่ องรอยของเปลือกหอย ได้บอกว่า ชายฝั่งทะเลที่สตั ว์เหล่านี้เคยอาศัยอยู่ ในปั จจุบนั ได้ยกตัวขึ้นสู งกว่าระดับน้ำทะเลถึง 19,000ฟุต

3

1

2 [1]ภาพจำลอง การถล่มของนครแอสแลนติส

3

[2-3]นักสำรวจกำลังสำรวจโบราณสถานใต้มหาสมุทรแอตแลนติส


4

เทวีไนธ์แห่งไซส์กล่าวถึงแอตแลนติส

หากเราย้อนไปยังวรรณกรรม มี ขนาดใหญ่กว่าประเทศลิ เบี ยและเอเรื่ องปรัมปรา และเรื่ อพื้นบ้านโบราณ เชียไมเนอร์รวมกัน แอตแลนติสก็มีความเป็ นไปได้ในทาง มีที่ราบแห้งแล้งในใจกลางของ ประวัติศาสตร์ เกาะแอตแลนติส มีภเู ขาสูงกั้นขวางลม เรื่ องทิ ไมอุสและคริ ทิอัสของเพ ทางเหนือสภาพอากาศที่น้ นั เป็ นแบบกึ่ง ลโต มีเรื่ องพงศาวดารของแอตแลนติส เขตร้อน ชาวแอตแลนติสเก็บเกี่ยวพืชอยู่ เรื่ องนี้ได้มาจาก โซลอนนักบัญญัติ ผลปี ละสองครั้ง ประเทศดังกล่าวมัง่ คัง่ กฎหมายของกรี กโบราณ ผูเ้ ดินทางไปอี ด้วยสิ นแร่ โลหะ และผลผลิตทางการ ยิปต์เมื่อประมาณ 560 ปี ก่อนคริ สตกาล เกษตร ส่ วนอุตสาหกรรม การฝี มือและ วิทยาลัยสงฆ์เทวีไนธ์แห่งไซส์ วิทยาศาสตร์น้ นั ปรากฏรุ่ งเรื องในแอต เทพเจ้าแห่งการเรี ยนรู ้ได้เปิ ดเผยแก่โซ แลนติส นอกจากนี้ยงั มีท่าเรื อใหญ่มาก ลอนว่า เอกสารสำคัญแห่งวิทยาลัยนั้นมี มาย มีอ่ตู ่อเรื อ และคลอง เพลโตระบุถึง อายุนบั พัน ๆ ปี บันทึกเหล่านี้กล่าวถึง การติ ดต่ อทางการค้ากับโลกภายนอก ทวี ป ที่ อ ยู่ ไ กลโพ้น จากเสาเฮาคิ ว ลิ ส โดยกล่าวถึงการใช้เรื อเดินสมุทร หรื อช่องแคบยิบรอลตาร์ ซึ่งจมลงเมื่อ ชาวแอตแลนติ ส ร้ า งอาคาร ประมาณ 9,560ปี ก่อนคริ สตกาล เพลโต ของตนด้วยศิลาสี ดำ ขาว และแดง มิ ไ ด้สับ สนเรื่ อ งแอตแลนติ ส กับ อเมริ อารามไคลโท และโพไซดอนนั้น กา เพราะเพลโตกล่าวอย่างชัดเจนว่า มีร้ ัวทองล้อมรอบ ส่ วนกำแพงทำด้วยเงิ มีทวีปทางตะวันตกของแอตแลนติส นและอาคารประดับตกแต่งด้วยสิ่ งประ เขากล่าวถึง มหาสมุทรไกล โพ้นจาก ดับทองทำ มีกษัตริ ยแ์ ห่งแอตแลนติสสิ ช่องแคบยิบรอลตาร์ และเรี ยกเมดิเตอร บพระองค์คอยร่ วมประชุม ์เรเนียนว่า “เป็ นเพียงท่าเรื อใหญ่”และ จากพื้นฐานข้อมูลของเพลโตกล่ ระบุถึงทวีปในมหาสมุทรนั้น เป็ นเกาะ าวว่า มีกำลังกองทัพบกและกองทัพเรื อ

1

2

3 [1]โพไซดอน เทพเจ้าแห่งแอตแลนติส อายุราว 510 ปี ก่อนคริ สตกาล [2]นครชั้นในของแอตแลนติส วาดตามคำบรรยายของเพลโต [3]แผนที่แอตแลนติสตามจินตนาการ ทิศเหนืออยูด่ า้ นล่าง


กองทัพเรื อทั้งสิ้ น 1,210,000 คน ตัวเลขนี้บ่งชี้ไ ด้ว่าประชากรทั้งหมดจะต้องมีจำนวนหลายล้า นทีเดียว ในช่วงยุคสุ ดท้ายของประวัติศาสตร์แ อตแลนติสที่เพลโตกล่าวนั้น ชาติดงั กล่าวถูกป กครองโดยทายาทแห่งโพไซดอน เวลาไม่นาน ก่อนถึงจุดสิ้ นสุ ดจักรวรรดิแอตแลนติสก็เข้าสู่ วิ ถึแห่งจักรวรรดินิยา ด้วยความมุ่งมัน่ ที่จะขยยอ าณานิคมในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน

35 ในเทศกาลการโครเนีย และซาเทอร์นาเลีย เมื่อ นายและทาสดื่มและเต้นรำด้วยกันในวันนั้น บ ทกลอนของอุตตูของซูเมอร์ และเอนจุดูที่มีอายุ ได้ 5,000 ปี ได้กล่าวถึงความเศร้าอาดูรถึงระบ บสังคมที่สูญไป ในระบบนั้น “ไม่มีคนโกหก ไม่มีความเจ็บไข้ ไร้ความแก่เฒ่า” เพลโตเล่าเรื่ องการเสื่ อมศีลธรรมขอ งชาวแอตแลนติส เมื่อความโลภและความเห็นแก่ตวั เข้ามาครอบงำ ดังนั้นเทพเซอุส “รับรู ้วา่ เผ่าพงศ์ที่น่านับถือ กำลังอยูใ่ นสภาพที่ น่าสมเพชเป็ นที่สุด” และพวกเขา “รุ กรานไปทั่ วยุโรปและเอเชียอย่างกำเริ บเสิ บสาน สร้างควา มเสี ยหายแก่ผถู ้ กู รุ กรานอย่างรุ นแรง” นักปรัชญ าชาวกรี กท่านนั้นกล่าวว่า“มนุษย์ผกู ้ ระหายสง

อย่า งไร ก็ต ามจากเรื่ อ งของเพลโต ปรากฏว่า ในยุคต้นๆชาวแอตแลนติสมีความ รู ้และความสุ ภาพนุ่มนวล เพลโตระบุวา่ “พว กเขาเหยียดหยามทุ กสิ่ งเว้นแต่ ศีลธรรม”พวก ภาพโมเสก เป็ นกลุ่มนักวิชาการที่ให้ที่มาของแอตแลนติส เขามีความคิด “ในเรื่ องการครอบครองทองค ำและทรัพย์สินอื่นๆ อย่างไม่ถาวร เพราะสม บัติเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็ นภาระ พวกเขาไม่มวั เมาในความมัง่ คัง่ ทั้งความร่ ำร ครามนี้ได้จมลงสู่พ้นื ปฐพีและเกาะแอตแลนติสก็จมหายไปใต้ทอ้ งทะเลเช่นกัน” เนื่องจากเกรงว่าผูม้ ีอ่านในอนาคตจะสงสัย เพลโตจึงยืนยันแก่เราว่าเรื่ อง วยก็ไม่อาจฉุ ดพาพวกเขาให้ละเลยการควบคุมตัวเองได้เลย”ชาวแอตแลนติส ทะนุถนอมมิตรภาพยิง่ กว่าความมัง่ มีทางโลก การไม่นิยมมีทรัพย์สินส่ วนตัว นี้ “แปลก แต่จริ งแท้อย่างแน่นอน” ทุกวันนี้เรื่ องเล่าของเพลโตเป็ นที่ยอมรับแล และการสมาคมของแอตแลนติส เป็ นเพราะพวกเขามีระบบสังคมนิยมในสมัยอ ะเลื่อมใสจากวงการวิทยาศาสตร์มากขึ้น การตรวจสอบท้องมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้เราทราบว่ามีแนวตรงจา ดีตอันไกลโพ้นใช่หรื อไม่ หากเป็ นเช่นนั้น การมีระบบเศรษฐกิจแบบไร้เงินตรา กเหนือไปใต้ ผ่านบริ เวณตอนกลางของมหาสมุทร หมูเกาะอะโซเรสอาจจะเป็ น ในดินแดนแห่งอินคา จะเป็ นเพียงธรรมชาติ เช่นเดียวกับในเปรู นบั ว่ามีความ ยอดของเทือกเขาที่จมลง ซึ่งจากเรื่ องของเพลโต บอกว่ายอดเขานั้นคอยกำบังลม เป็ นไปได้อย่า���มาก หากจะถือเป็ นส่ วน เสี้ ยวหนึ่งจากแอตแลนติส จากเรื่ อง จอร์จิกส์ ของ เวอร์กิล และ เอเลจีส์ ของทิบุลลัส กล่าวว่าดิน หนาวจากทิศเหนือ ที่จะพัดสู่ ที่ราบตอนกลาง จากเรื่ องคริ ทิอสั เราทราบว่าชาวแ แดนในสมัยโบราณนั้นถูกยึดเป็ นของส่ วนรวม ความทรงจำเรื่ องประชาธิป- อตแลนติสสร้างบ้านเรื อนด้วยศิลาสี แดง ดำ และขาว หิ นภูเขาไฟสี แดงและดำ แ ไตยในวัฏจักรสมัยก่อนนั้น ดำรงอยูอ่ ย่างเป็ นอมตะทั้งในกรี กและโรมโบราณ ละพื้นหิ นปูนสี ขาวพบได้บนหมู่เกาะอะโซเรส อันเป็ นซากเก่าของแอตแลนติส


36

จากปัญหาเรื่ องแอตแลนติส นับว่าไม่เกินไปนักที่กล่าวถึงทฤษฎีทวีปจมของศาสตราจารย์อลั เฟรด เวเกเนอรฅ์ ซึ่ งคาดว่าเมื่อ 225 ล้านปี ก่อน ทวีปทั้งปวงอยูต่ ิดกัน รู ปร่ างของทวีปอเมริ กาและโครงร่ างของยุโรปและแ อฟริ กาก็เข้ากันได้พอดี ทฤษฎีน้ ีมิได้ปฏิเสธความเป็ นไปได้ของการมีทวีปแอตแลนติส เมื่อ 12,000 ปี ก่อน เพราะเหตุผลง่าย ๆ ที่วา่ กว่าทวีปจะจมนั้น ใช้เวลานับล้าน ๆ ปี และในยุคที่แอตแลนติสจมลง ยุโรปและอเมริ กาอยูใ่ กล้กนั มากกว่านี้ เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น จึงมีที่วา่ งอีกมากมาย สำหรับเกาะแอตแลนติสในมหาสมุทรแอตแลนติกในสมัยนั้น อีกทฤษฎีหนึ่งที่ไม่ควรจะมองข้าม นัน่ คือความเห็นของศาสตราจารย์กาลาโนเปาโลส ที่วา่ เกาะธีรา-ซาน โทริ นเป็ นที่ต้ งั ของแอตแลนติสของเพลโต เกาะนี้อยูท่ ะเลอีเจียน แล้วหายไปด้วยภัยพิบตั ิทางธรณี วทิ ยาเมื่อประมาณ 1,400 ปี ก่อนคริ สตกาล

ภาพวาดที่ผนัง วาดเมืองและท่าเรื อจากเกาะธีรา หรื อซานโทริ น ที่เกิดภูเขาไฟระเบิด เมื่อประมาณ ศตวรรษที่ 15 ก่อนคริ สตกาล (ภาพวาดอายุประมาณ 16 ศตวรรษก่อนคริ สตกาล)

เพลโตได้รับทฤษฎีเรื่ องแอตแลนติสโดยทางอ้อมจากโซลอน นักรัฐศาสตร์ผยู ้ งิ่ ใหญ่ และผูร้ ่ ำรวยแห่งกรี กโบราณ จากเรื่ องของโซลอน กล่าวว่าแอตแลนตินจมหายไป 9,000 ปี ก่อนเขาเดินทางไปอียปิ ต์ นัน่ คือเมื่อ 9,560 ปี ก่อนคริ สตกาล อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์กาลาโนเปาโลสคิดว่าโซลอนเศรษฐีแห่ งยุคโบราณท่านนี้ คงไม่ได้คำนวณอย่าง ละเอียด “ไม่ใช่เวลา 9,000 ปี แต่เป็ น 900 ปี ” เขาบอก เมื่อบวก 900 กับ 560 ปี ก่อนคริ สตกาล อันเป็ นเวลาที่โซล อนเดินทางไปอียปิ ต์ ก็จะได้เวลา 1,460 ปี ก่อนคริ สตกาล หรื อสมัยน้ำท่วมของซานโทริ น เขาเชื่อว่าซานโทริ นก็คือ แอตแลนติส แต่สมมุติฐานนี้ยงั อ่อนไป

แผนภูมิจำลองทฤษฎีของอัลเฟรด เวเกเนอร์


7

แอตแลนติสและวิทยาศาสตร์ การคะเนถึงทวีปในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็ นที่อยูข่ องอารยธรรมขั้นสูง ก็อยูใ่ นอบเขตของ วิ ท ยาศาสตร์ เ ช่ น กัน ราชบัน ฑิ ต วี . เอโอบรุ ตเชฟ แห่งรัสเซี ย มีความเห็นว่าตำนานเรื่ องแอตแลนติส นั้นมิใช่ “เรื่ องเป็ นไปไม่ได้ หรื อยอมรับไม่ได้จาก ทรรศนะทางธรณี วทิ ยา” ความจริ งแล้วเขากล้าพอที่ จะกล่าวในเวลาต่อมาว่าข้อพิสูจน์เรื่ องส่ วนทางเหนือ ของมหาสมุทรแอตแลนติก“อาจจะเผยให้เห็นซากป รักหักพังของอาคารและซากอื่นของวัฒนธรรมโบ ราณได้” ศาสตราจารย์ เอ็น.เลดเนฟ นักคณิ ตศาสตร์แล ะนักฟิ สิ กส์ชาวมอสโก หลังจากทำงานวิจยั มายีส่ ิ บปี

ก็ได้ขอ้ สรุ ปว่า แอตแลนติสในตำนานนั้นมิใช่เรื่ องเล่ าปรัมปรา เลดเนฟกล่าวว่า เอกสารทางประวัติศาสต ร์ สมัยโบราณและอนุสรณ์ทางวัฒนธรรมได้แสดงถึง แอตแลนติสว่าเป็ น “เกาะขนาดมหึ มา กว้างนับร้อย ๆ กิโลเมตร ตั้งอยูท่ างตะวันตกของช่องแคบยิบรอลตา ร์” นักวิทยาศาสตร์รัสเซี ยอีกท่านหนึ่งคือ เอคาเทริ นา ฮาเกไมสเตอร์ ได้เขียนไว้เมื่อปี 1955 ว่า เมื่อน้ำในกร ะแสน้ำอ่นไหลไปถึงมหาสมุทรอาร์กติก เมื่อระหว่าง 10,000 ถึง 12,000 ปี ก่อน แอตแลนติสจะต้องเป็ นแน วกั้นที่เบี่ยงเบนกระแสน้ำไปทางใต้ “แอตแลนติสเป็ นสาเหตุของการเกิดยุคน้ำแข็ง แอตแลนติสเป็ นสาเห ตุของจุดจบนั้น”

กรี นแลนด์มีนำ้ แข็งส่ วนบนสูง5,000ฟุต และ ไม่เคยละลายลงเลย นอร์เวย์อยูใ่ นละติจูดเดียวกัน ก ลับมีพืชพันธุ์สมบูรณ์ในหน้าร้อน ทั้งนี้กระแสน้ำอุ่ นนัน่ เองที่ทำให้ความอบอุ่นแก่ภูมิภาคสแกนดิเนเวี ย และส่ วนอื่น ๆ ทัว่ ยุโรป กระแสน้ำอุ่นนี้เรี ยกให้เ หมาะก็คือ แหล่งความร้อนกลางของยุโรป เมื่อเรื อ อัลบาทรอสส์ ของสวีเดนวัดท้องมหาสมุทรแอตแล นติก ณ เส้นอิควอเตอร์ ก็คน้ พบร่ องรอยพืชน้ำจืด ที่ระดับความลึกกว่า 2 ไมล์ ศาสตราจารย์ฮานส์ แพตเตอร์สสัน ผูส้ ำรวจครั้งนี้ คิดว่าในจุดนี้น้ นั มีเกา ะหนึ่งจมลง ฟอรามินิเฟรา เป็ นสัตว์ทะเลขนาดเล็กจิ๋ว


มีเปลือกหรื อกระดอง มีอยูด่ ว้ ยกันสองชนิด กล่าวคือ โกลบอโรทาเลีย เมนาร์ดิอี และโกลบอโรทาเลีย ทรันคาทูลินอยเดส ชนิดที่สองเป็ นลายก้นหอนวนขวา และสามารถ อาศัยอยูใ่ นน้ำเย็นได้ดว้ ย สัตว์ทะเลทั้งสองชนิด นี้ สามารถใช้เ ป็ นตัว บ่ ง บอกสภาพอากาศว่ า ร้ อ น หรื อเย็นได้ ชนิดชอบน้ำอุ่นจะไม่ปรากฏที่ใดเห นื อ แนงตรงจากหมู่ เ กาะอะโซเรสถึ ง หมู่ เ กาะคา นารี ส่ วนฟอรามินิเฟราน้ำเย็นนั้น มีอยูใ่ นส่ วนต ะวัน ออกเฉี ย งเหนื อ ของมหาสมุ ท รแอตแลนติ ก ในเขตแอตแลนติกตอนกลาง สำหรับบริ เวณแอฟ ริ กาตะวันตกถึงอเมริ กากลาง พวกที่อาศัยอยูก่ ค็ ือ พวกชอบน้ำอุ่น หรื อโกลบอโรทาเลีย เมนาร์ดิอี แ ต่ ในมหาสมุ ทรแอตแลนติ กบริ เวณเส้นอิ ควอเตอร์ กลับพบชนิดน้ำเย็นอีก ดูราวกับฟอรามินิเฟราชนิดน้ ำอุ่นแหวกเขตกั้นมาทางตะวันออก แล้วเขตกั้นนั้นคื อแอตแลนติสใช่หรื อไม่? นักวิทยาศาสตร์ ที่กำลังทำงานในหอสังเกตก ารณ์ทางธรณี วทิ ยาลามองท์ในสหรัฐอเมริ กา ได้คน้ พบครั้งสำคัญเกี่ยวกับหลักการกระจายตัวของฟอรา มินิเฟรา นัน่ คือผิวน้ำในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นในทันที ได้ปรากฏขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติ กเมื่อประมา ณ 10,000 ปี ก่อน ที่มากกว่านั้นก็คือ การเปลี่ยนแปล งของฟอรามินิเฟราชนิ ดน้ำเย็นกลายเป็ นพวกน้ำอุ่น ปรากฏต่อเนื่องมาไม่เกินร้อยปี ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยง

ไม่ได้เลยที่จะ สรุ ปว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอา กาศอย่างรุ นแรงในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณ 8,000 ปี ก่อนคริ สตกาล การสำรวจใต้นำ้ จากสมาคมธรณี วทิ ยาแห่ง สหรัฐอเมริ กาเมื่อ ค.ศ.1949 เกี่ยวกับจานหิ นปูนนับ ตัน ถูกยกจากท้องมหาสมุทรแอตแลนติกทางใต้ของ หมู่เกาะอะโซเรส จานเหล่านี้มีขนาดโดยเฉลี่ยปะมาณ 6 นิ้ว หนาประมาณ 1.5 นิ้ว ที่ตรงกลามีรูเจาะไว้ อย่างน่าแปลก ที่ขอบนอกนั้นเรี ยบแต่รูดงั กล่าวเจาะ ไว้อย่างหยาบ ๆ บิสกิตทะเลเหล่านี้ดูเหมือนมิใช่สิ่งที่ เกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่อาจเปรี ยบกับบสิ่ งใดได้ ้เลย จากหอสังเกตการณ์ทางธรณี วทิ ยาลามองท์ (มหา วิทยาลัยโคลัมเบีย)“สภาพของการโค้งงอได้ขอหิ น ปูนนี้ บ่งชี้วา่ อาจจะเกิดขึ้นในสภาพใต้ดิน และภูเขา ใต้นำ้ นั้นอาจเคยเป็ นเกาะในอดีตเมื่อหนึ่งหมื่นสอง พันปี ก่อน” ความพยายามที่จะบืนยันถึงวันเวลาที่เมื่อแอ ตแลนติสจมลง เราไม่ควรจะมองข้ามอายุของหุบเข าในแองการา (จากปากน้ำไปยังน้ำตกปั จจุบนั ที่เก่า ถึง 12,500 ปี นอกจากนี้ยงั มีขอ้ เท็จจริ งที่ชดั เจนว่า ก ารยกตัวของเทือกเขาคอร์ดิลเลราขึ้นถึง 19,000 ฟุต เกิดขึ้นเมื่อ 10,0000 ปี ก่อน การวัดอายุวตั ถุต่าง ๆ ด้วยคาร์บอน ได้ให้ผลที่สำคัญยิง่ บางประการ กล่าวคือ ป่ าสนซี ดาร์กว้างใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งปรากฏอยูบ่ ริ เ

38 วณเบอร์มิวดาส์อนั ไพศาล และบัดนี้จมอยูใ่ ต้นำ้ เมื่อทดสอบด้วยคาร์บอน -14 พบว่าป่ านั้นถูกทำล ายลงเมื่อประมาณ 11,000 ปี ก่อน โคลนจากทะเล สาบคน็อกคาครันในไอร์แลนด์ เป็ นร่ องรอยของ แผ่นน้ำแข็งสมัยสุ ดท้าย พบว่ามีอายุถึง 11,787 ปี ป่ าสปรู สในทุกคริ กส์ ที่วสิ คอนซิน ก็พินาศไปด้วยธ ารน้ำแข็งที่เคลื่อนเข้ามาเมื่อประมาณ 11,000 ปี ก่อน ป่ าเบิ ร์ชในเยอรมนี ตอนเหนื อถูกโค่นลงอย่างถอน รากถอนโคน เนื่องจากมวลน้ำแข็งเคลื่อนลงมาเมื่อ ประมาณ 10,800 ปี มาแล้ว การพิจารณากัมมันตภา พรังสี จากคาร์บอน เพื่อวัดอายุของวัฒนธรรมเจริ โค แสดงอายุถึง 6,800 ปี ก่อนคริ สตกาล เมื่อพบกะโห ลกปั้ นปูนขาวอย่างวิจิตรที่เจริ โคคล้ายกับชาวอียิปต์ มีอายุ 8,000 ปี มาแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ เราจะเห็นได้ชดั ว่า การเกิดธารน้ำแข็งย่อย ๆ มีข้ ึนเมื่อ 11,000 – 12,000 ปี มาแล้ว หลังจากธารน้ำแข็งเคลื่อนลงมาจากขั้วโล กแล้วสภาพอากาศก็อบอุ่นขึ้น เมื่อประมาณ 8,000 ปี ก่อนคริ สตกาล ในสมัยที่เรี ยกกันว่ายุคหิ นกลาง แผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนออก และเปิ ดทางสู่แผ่นดินใ หญ่ให้แก่มนุษย์ สัตว์ และพืชพันธุ์ สรุ ปสั้น ๆ ก็คือ สภาพอากาศนั้นบ่งชี้ ถึงคุณลักษณะในสมัยระหว่าง 10,000 ถึง 8,000 ปี ก่อนคริ สตกาล เมื่อยุโรปและอเมริ กาเหนือมีความอบอุ่นมากขึ้นพอสมควร ทฤษฎีแอต แลนติสซึ่งประกาศว่าทวีปที่จม จะกั้นขวาง เส้นทาง


9

ส่ วนต่าง ๆ ของเอเชียนั้นต่างไปจากยุโรป เ พราะภู มิ ภ าคในเอเชี ย ใต้ป ระสบการเปลี่ ย นแปลง ของสภาพอากาศอย่างเลวร้ายกว่านั้น เมื่อปี 1958 นักโบราณคดีชาวรัสเซีย ชื่อ วี.เอ. รานอฟ พบภ าพเขี ย นบนแผ่น หิ น ในพาเมี ย ร์ ส ที่ ร ะดับ ความสู ง 14,000 ฟุต นับเป็ นจุดสูงสุ ดในโลกที่พบงานศิลป ะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาพวาดนี้อยูใ่ นถ้ำชัคตา เขียนด้วยแร่ สีแดง เป็ นรู ปหมี หมูป่า และนกกระจอกเทศ ในปัจจุบนั สัตว์เหล่านั้ไม่มีชนิ ดใดรอดชีวิตอยูใ่ นอุณหภูมิแบบขั้วโลกที่พาเมียร์ สนั้ นเลย ร่ องรอยที่ จนำไปสู่ การสื บทราบอายุของภา พเขียนนี้ ค้นพบได้ที่มาร์กนั ซู อันเป็ นถิ่นฐานที่ชาว อาณานิ คมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้ละทิ้งเถ้าถ่าน และงานฝี มือไว้ เถ้าถ่านที่วา่ นั้นได้จากการเผากิ่งเบิร์ ช และสนซี ดาร์ ซึ่ งปัจจุบนั นี้ไม่มีอยูใ่ นภูมิภาคดังกล่ าว จากการวัดอายุดว้ ยคาร์บอน -14 ทราบว่ามีอายุถึง 9,500 ปี อากาศที่หนาวจัดอย่างฉับพลัน อาจจะทำให้ เปลือกโลกยกตัวอย่างเร็ ว มี ก ะ โ ห ล ก ก ว า ง เ ร น เ ดี ย ร์ ที่ พ บ ใ น อ า ณาเขตเลคเซวาน ในอาร์เมเนียของโซเวียต กวางเรนเดียร์เป็ นสัตว์ในที่ราบ และการพบอยูใ่ นเทื อกเขาคอเคซัสตอนใต้ นับเป็ นเรื่ องประหลาดลึกลับ เป็ นเพราะมีภยั ร้ายแรงทางธรณี วิทยาเกิดขึ้นอย่างรุ น แรง จนเปลี่ยนแปลงที่ราบให้กลายเป็ นบริ เวณเทือกเ

ขาใช่หรื อไม่? นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากไม่ค่อยยอมรั บความคิดนี้ แต่อายุของกะโหลกดังกล่าวประมาณว่า 12,000 ปี ซึ่ งตรงกับเวลาในเรื่ องเล่าเกี่ยวกับการจมข องแอตแลนติ เมื่อทดสอบคาร์บอน -14 กับซากช้างแมมมอธ ที่คน้ พบทางตอนเหนือของไซบีเรี ย ผลที่ได้คือ 12,000 ปี การที่ชา้ งแมมมอธอายุนบั หมื่นปี ตายลงโ ดยฉับพลัน นับว่าสอดคล้องกับหลักฐานจากข้อเท็ จจริ ง ที่พบช้างแมมมอธบางตัวมีหญ้าคาอยูใ่ นปาก และในกระเพาะ ขณะอยูใ่ นท่ายืน เป็ นที่น่าสังเกตว่า ช้างแมมมอธนั้นไม่ใช้สตั ว์ข้ วั โลก อย่างไรก็ตาม หากไม่คำนึงถึงขนที่ยาวแล้ว เมื่อพิจารณาจากโครางสร้างและความหนาของผิวห นัง ทำให้ดูคล้ายคลึงกับช้างอินเดียในเขตร้อน ผิวห นังของสัตว์ที่เย็นแข็งเหล่านี้ คัง่ ด้วยก้อนเลือดสี แดง เป็ นการพิสูจน์ให้เห็นว่าความตายนั้นมาถึงในทันที จากน้ำหรื อไม่กก็ ๊าซ งาช้างแมมมอธอายุหลายศตวรรษเคยเป็ นสิ น ค้าสำคัญอย่างหนึ่ง ริ ชาร์ด ไลเดกเคอร์ ประมาณว่า งาช้างจำนวน 20,000 คู่ที่ยงั อยูใ่ นสภาพที่สมบูรณ์ถูก ขายไปเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน ค.ศ. 1899 ค่าประมาณนี้ ทำให้เรานึกภาพได้วา่ มีชา้ งแมมมอธแช่แข็งจำนวนม ากมายสักเท่าใด ที่ฝังอยูใ่ ต้นำ้ แข็ง นับเป็ นเรื่ องจำเป็ น ที่จะต้องเน้นไว้ตรงนี้วา่ งาช้างที่แกะสลัก สามารถใช้ ได้จากงาช้างที่เพิ่งตายใหม่ ๆ หรื อที่เย็นแข็งเท่านั้น

งาที่โผล่ออกมาและแห้งไม่มีราคาค่างวดอย่างใดเล ย ช้างแมมมอธนับหมื่น ๆ ตัวถูกขุดพบในพื้นที่ทา งเหนือของอเมริ กาและเอเชีย ศาสตราจารย์แฟรงค์ ซี. ฮิบบอน ประมาณว่า เฉพาะในอเมริ กาเหนือ สัต ว์ตอ้ งตายลงเมื่อใกล้ถึงยุคน้ำแข็งจำนวน 40 ล้านตัว เขาเขียนไว้วา่ “ความตายนี้คือ ภัยพิบตั ิ และเป็ นภัยพิ บัติท้ งั หมดที่มีอยูน่ ้ นั ” การทดสอบด้วยคาร์บอน -14 ทำให้ทราบว่า ร่ องรอยมนุษย์ในทวีปอเมริ กาได้หายไปอย่างไม่มีใค รคาดคิด เมื่อประมาณ 10,400 ปี ก่อน จากการคาดคะเนพบว่า จำนวนประช ากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อประมาณ 2,000 ปี ก่อน มีมนุษย์ในอเมริ กาเพียง 10 ล้านคนเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็มีประชากรอยูใ่ นแอฟริ กา 26 ล้านคน ในยุโรป 30 ล้านคน และในเอเชีย 133 ล้านคน ค่าเหล่านี้แสดงว่าลุ่มน้ำแอตแลนติ ก อันหมายถึงอเมริ กา ยุโรป และแอฟริ กา ต่างมี ประชากรเพี ย งครึ่ งหนึ่ งของประชากรในเอเชี ย ความห่างไกลจากพื้นที่ ความหายนะทางธรณี วทิ ยา สามารถเป็ นตัวแทนตัวเลขจำนวนมากของประชากา รเอเชียในสมัยโบราณได้


วันพิพากษา กวีชาวโรมันนามว่า โอวิด ได้เขียนไว้เกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่ และเขียนพงศาวดาร สื บต่อจากของเพลโตว่า

“ครั้ งหนึ่งมีความเลวร้ ายขึน้ บนโลก จนพระเจ้ าผู้พิพากษา หนีไปสู่ สวรรค์ และกษัตริ ย์แห่ งทวยเทพตัดสิ นพระทัย จะหยุดยัง้ เผ่ าพงศ์ ของมนุษย์ ...ความพิโรธของ พระพฤหั สบดีมิได้ จำกัดอยู่กับขอบเขตท้ องฟ้ าของพระองค์ ท่ านั้น พระสมุทรได้ ส่งคลื่นมาช่ วย พระสมุทรฟาด ทวนสามง่ ามลงยังโลก ทำให้ โลกต้ องสั่นสะเทือน ... ไม่ ช้าก็ไม่ มีดินแดนจากทะเลใต้ พืน้ น้ ำ พรายน้ ำนามว่ า เรไยเดส จ้ องไปยังป่ าไม้ บ้ านเรื อ และในเมืองด้ วย ความพิศวง มนุษย์ ดบั สูญไปเกือบทั้งหมด เพราะไม่ มี อากาศ ทำให้ ตายด้ วยความหิ ว” จากเรื่ องของอียปิ ต์โบราณ ทำให้เราทราบว่า

นู เทพเจ้าแห่งน้ำ ทรงแนะนำพระโอรสคือเทพเจ้า เร หรื อเทพเจ้าแห่งตะวัน ให้ทำลายล้างมว

ลมนุษย์เมื่อชาติต่าง ๆ หันมาทรยศเทพเจ้า เราอาจสรุ ปได้จากบันทึกนี้วา่ การทำลายล้างนี้สำเร็ จ ลงได้ดว้ ยน้ำท่วมจากท่านนู เจ้าแห่งทะเลนัน่ เอง ปาปิ รัสสมัยราชวงศ์ที่สิบสอง อายุ 3,000 ปี ก่อน ซึ่ งเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ ที่เลนินกราด ได้ระบุถึง เกาะงูใหญ่ ความว่า “หลังจากเจ้าจากเกาะนี้ไปแล้ว เราจะไม่พบเกาะนี้อีก เพราะที่แห่งนี้จะมลายไปใต้คลื่นมหาสมุทร” เ อ ก ส า ร ข อ ง อี ยิ ป ต์ โ บ ร า ณ นี้ บ ร ร ย า ย ถึ ง อุ ก ก า บ า ต ที่ ต ก ล ง ม า และน้ำท่วมใหญ่ที่ตามมา “เมื่อดาวร่ วงจากสวรรค์ และเปลวไฟลามเลียทุกสิ่ งอัน สิ่ งทั้งมวลก็ไหม้ไฟ แต่ขา้ รอดพ้นมาผูเ้ ดียว ถึงกระนั้น เมื่อข้าเห็นซากศพเป็ นภูเขาเลากา ข้าก็แทบจะสิ้ นใจด้ วยความโศกเศร้าอาลัย” นับว่าแทบจะเป็ นไปไม่ได้เลยที่จะนึกภาพกา รเปลี่ยนแปลงทางธรณี วทิ ยาโดยฉับพลันซึ่ งทำลายล้ างทวีปแอตแลนติส แต่นิทานพื้นบ้านและจารึ กโบรา ณหลายเผ่าก็มีเรื่ องของน้ำท่วมอย่างชัดเจน มหากาพย์กิลกาเมชอายุสี่���นั ปี ก็มีเรื่ องรายล ะเอียดของน้ำท่วมใหญ่ และความเศร้าโศกถึงจุดจบข องชนโบราณ “ความอดอยากทำลายล้างโลกมากกว่าเ พราะน้ำท่วมใหญ่” คัม ภี ร์ ไ บเบิ ล มี เ รื่ องเรื ออาร์ ค ของโนอาห์ และเรื่ องน้ำท่วมใหญ่ ในเรื่ องของเอโนช ผูเ้ ตือนโ

10 นอาห์ถึงภัยพิบตั ิที่กำลังจะมา ก่อนที่ตนจะขึ้นไป ยังสวรรค์ท้ งั ยังมีชีวติ มีขอ้ ความที่สำคัญเกี่ยวกับ “ไฟทางตะวันตก” และ “ทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลท างตะวันตก” ประมาณพันแปดร้อยปี ก่อน ลูเซียนได้บนั ทึ กเรื่ องที่สำคัญเรื่ องหนึ่ งซึ่ งแสดงว่าเรื่ องน้ำท่วมใหญ่ นั้น มีอยูอ่ ย่างแน่นอนในยุคโบราณ กล่าวคือ นักบวช แห่งบาลเบกซึ่งบัดนี้ได้อยูใ่ นดินแดนเลบานอน มีพิธี ศักดิ์สิทธิ์ เป็ นการริ นน้ำทะเลจากทะเลเมดิเตอร์ เรเนีย นสู่รอยหิ นแตกใกล้วหิ าร เพื่อตรึ งความทรงจำของน้ ำในสมัยน้ำท่วมที่รินไหลเข้ามา และเพื่อตรึ งความท รงจำเรื่ องการช่วยชีวิตของเทพดูคาเลียนไว้ตลอดไป ในการนำน้ำทะเลมานั้น นักบวชจะต้องเดินทางไปยัง ขายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นจึงกลับไปยังบาลเบก ใช้เวลาถึงสี่ วนั สำหรับรอยหิ นแตกนี้อยูท่ ี่ปลายด้ านเหนื อสุ ดของเกรตรี ฟต์ซ่ ึ งยืดยาวไกลไปทางใต้ จนถึงแม่นำ้ แซมเบซี พิธีกรรมนี้อาจจะเป็ นความทรง จำพื้นบ้านในเรื่ องน้ำท่วมก็ได้ นิ ทานของพวกบุ ชแมนได้ ก ล่ า วถึ งเก าะขนาดมหึ มาอยู่ ท างตะวั น ตกของแอฟริ กา แต่ต่อมาก็จมอยูใ่ ต้นำ้ นี่เป็ นหนึ่งในตำนานจำนวนม ากมายที่เกี่ยวกับการจมของแอตแลนติส หลัก ฐานที่ น่ า แปลกใจเกี่ ย วกับ น้ ำ ท่ ว มโ ลกมี อ ยู่ อี ก ฟากหนึ่ งของมหาสมุ ท รแอตแลนติ ก เรื่ องเหล่านี้ถือเป็ นเรื่ องปกติ หากเราถือว่าแอตแลน


ติสเคยเชื่อมต่อทางการค้าและวัฒนธรรมกับยุโรปแล ะแอฟริ กา และอเมริ กา สำเนาจารึ กเรื่ องหนึ่ งของชาวมายาก ล่าวว่า “ฟ้ ามาถึงโลก และวันหนึ่งทุกสิ่ งทั้งป วงจะพินาศ แม้ภเู ขาก็จะดับสูญไปใต้ผวิ น้ำ” ส ำ เ น า จ า รึ ก เ ด ร ส เ ด น ข อ ง ม า ย า แ ส ด ง ถึ ง ก า ร ท ำ ล า ย ล้ า ง โ ล ก โดยแสดงเป็ นรู ปภาพ ภาพหนึ่งมีงูในท้องฟ้ า และกระแสน้ำพุง่ ออกมาจากปาก จักรราศีของมาย าบ่งบอกถึงการเกิดจันทรุ ปราคา และสุ ริยปุ ราคา ข ณะเทพเจ้าแห่ งดวงจันทร์ เจ้าแห่ งความตายมี ท่าทา งตกตะลึงพรึ งเพริ ดด้วยความกลัว ในมือถือถ้วยค่ำ น้ำที่จะมาทำลายน้ำไหลออก คัมภีร์โพโพลวูห์ คัมภีร์ศกั ดิ์สิทธิ์ของมายาใน กัวเตมาลา ได้กล่าวถึงความน่ากลัวของภัยพิบตั ิครั้งนั้ น โดยกล่าวว่า เสี ยงคำรามของไฟได้ยนิ มาจากเบื้องบ น พื้นโลกสัน่ สะเทือนและสรรพสิ่ งหมุนคว้างมาพุง่ ช นมนุษย์ น้ำมันดินตกลงมาปนกับน้ำ ต้นไม่แกว่งไกว บ้านเรื อนแตกแยกเป็ นเสี่ ยง ๆ จากนั้นกลางวันก็มืด สนิทเยีย่ งกลางคืน คัมภีร์ชิลมั บาลัม ของยูคาตัน ยืน ยันว่าดินแดนกำเนิดของชาวมายาถูกน้ำทับท่วม ข ณะเกิ ดแผ่นดิ นไหวและภูเขาไฟระเบิดอย่างบ้าคลัง่ ในยุคเก่าก่อนอันไกลโพ้น ชาวอินเดียผิวขาวเผ่าหนึ่ง ที่เคยอาศัยอยูใ่ นเวเนซูเอลา ชื่เผ่าปาเรี ย อยูใ่ นหมู่บา้ นที่มีชื่อน่าสนใจว่า อัตลัน หรื อ แอตแลน (Atlan) พ

วกเขามีเรื่ องเก่าเล่าถึงมหันตภัยที่ทำลายล้างดินแดน ของตน อันเป็ นเกาะใหญ่เกาะหนึ่งในมหาสมุทร กา รอ่านเรื่ องปรัมปราของอเมริ กนั อินเดียนโดยละเอียด ทำให้ทราบข้อเท็จจริ งที่น่าสนใจที่วา่ ชนกว่า 130 เผ่า ต่างมีตำนานเรื่ องน้ำท่วมโลก เราจะใช้เ รื่ อ งปรั ม ปราและเรื่ อ งพื้น บ้า นเพื่ อเติ ม ช่ อ งว่า งขนาดใหญ่ ใ นประวัติ ศ าสตร์ ไ ด้ไ หม ศาสตราจารย์ ไอ.เอ. เอเฟรมอฟ แห่งสหภาพโซเวียต ได้ตอบยืนยันเรื่ องนี้ เขายืนยันว่า “นักประวัติศาสตร์ จะต้องให้ความนับถือแก่เรื่ องพื้นบ้านโบราณ” ศาสต ราจารย์เอเฟรมอฟได้ตำหนิ นกั วิทยาศาสตร์ ในตะวัน ตกที่ทำตนเป็ นผูเ้ ชี่ยวชาญ เมื่อพิจารณาเรื่ องเล่าของค นที่เรี ยกว่า “ชาวบ้านธรรมดา” ตำนานของชาวเอสกิโมกล่าวว่า “ครั้นแล้ วน้ำท่วมอย่างแรงกล้าก็มาถึง คนส่ วนมากจมน้ำ และจำนวนคนลดน้อยลงทุกที” ชาวเอสกิโมและชาว จีนมีเรื่ องปรัมปรากล่าวว่า พื้นดินกระเพื่อมอย่างแรง ก่อนมีนำ้ ท่วมใหญ่ การเคลื่อนของแกนโลกสามารถอธิ บายถึงน้ ำท่วมอย่างกว้างขวางในโลกได้ แต่วทิ ยาศาสตร์กไ็ ม่ทราบถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิ ดการสั่นไหวอย่างฉับพ ลันนั้น การชนกับอุกกาบาตขนาดใหญ่เป็ นตัวก่อให้ เกิดน้ำท่วมแอตแลนติส หรื ออาจเป็ นตามทฤษฎีโฮเ ออร์บิเกอร์ที่วา่ เชลยของดาวเคราะห์ที่รู้จกั กันในปั จจุบนั ว่า ดวงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์บางท่านคิดว่า

11 อ่ า วแคโรไลนาเป็ นผลจากอุ ก กาบาตโดยเฉลี่ ย แล้ว ปล่ อ งรู ปวงรี มี เ ส้ น ผ่ า ศู น ย์ก ลางประมาณค รึ่ งไมล์ ขอบยกสูง ส่ วนกลางลึกลง 25 – 50 ฟุต และเป็ นเรื่ องบังเอิญเหลือเกิน ที่พบลูกอุกกาบาตจำน วนมหาศาลในนอร์ธแคโรไลนา และเซาธ์แคโรไลนา ส ม มุ ติ ฐ า น เ รื่ อ ง เ ป ลื อ ก โ ล ก เ ค ลื่ อ น ตั วที่เสนอโดยดอกเตอร์ชาร์ลส์ เอช. ฮาพกูด แห่งสหรัฐอเมริ กา ได้ให้ขอ้ พิจารณาตัดสิ นอย่างละเ อียด ท่านได้ต้ งั ทฤษฎีวา่ เปลือกโลกบาง ๆ จะเคลื่อน ไปมาบนลูกทรงกลมที่เป็ นของเหลว ส่ วนตัวการที่ก่ อให้เกิดการเคลื่อนตัวก็คือน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกนั่ นเอง ด็อกเตอร์ฮาพกูด สามารถอธิบายการมีอยูข่ องซ ากหิ นปะการังในเขตอาร์กติก หรื อการเคลื่อนไปทาง เหนือของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิ มาลัย


หากเปลือกโลกเคลื่อนที่ได้ การชนกับอุกกา บาตก็อาจเป็ นเหตุให้เกิดการเคลื่อนของเปลือกโลก ได้ นี่ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็ นความเป็ นไปไ ด้ในทางดาราศาสตร์ ขอให้เราพิจารณาถึงโลกเราที่ คลาดจากการชนดาวเคราะห์นอ้ ยเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1937 เพียงห้าชัว่ โมงครึ่ งเท่านั้น ศาสตราจารย์เอ็น.เอส. เวตชินกินแห่งรัสเซี ย มี ค ำ ต อ บ แ ก่ ป ริ ศ า เ รื่ อ ง แ อ ต แ ล น ติ ส และการเกิดน้ำท่วมโลกว่า “การมีอุกกาบาตขนาดยัก ษ์ตกลงมาเป็ นสาเหตุให้เกิดการทำลายล้างแอตแลนติ ส ก้อนอุกกาบาตขนาดมหึ มาเหล่านั้น เราเห็นได้ชดั เจ นบนพื้นผิวดวงจันทร์ มีปล่องหลุมดังกล่าวที่มีเส้นผ่ าศูนย์กลางสองร้อยกิโลเมตร ขณะที่บนโลกมีขนาดก ว้างเพียงสามกิโลเมตรเท่านั้น เมื่อตกลงสู่ ทะเล อุกกา บาตขนาดยักษ์จะก่อให้เกิดคลื่น ที่ไม่เพียงแต่ซดั กวา ดอาณาจักรสัตว์และพืชเท่านั้น หากยังกวาดภูเขาต่าง ๆ ด้วย” บัน ทึ ก ความทรงจำเรื่ อ งน้ำ ท่ ว มแอตแลนติ สนั้น ยังคงมีอยูใ่ นเรื่ องปรัมปราของชนกลุ่มต่าง ๆ มากมาย และเราอาจอนุมานจากการศึกษาเรื่ องเหล่า นั้นได้วา่ ขอบเขตและคุณลักษณะของภัยพิบตั ิครั้งนั้ น แปรเปลี่ยนไปตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ชาวอิ น เดี ย นเผ่ า คี เ ชในกั ว เตมาลาจำได้ ถึงฝนสี ดำที่ตกจากท้องฟ้ า และเกิดขึ้นในครา วที่แผ่นดินไหวทำลายบ้านเรื อนและถ้ำต่าง ๆ เ

12 รื่ องนี้ บ่ ง ชี้ ถึ ง การเคลื่ อ นไหวทางธรณี วิ ท ยาอย่ างรุ นแรง ที่ปรากฏในมหาสมุทรแอตแลนติก ควันเถ้าถ่าน และสายน้ำจะทะเลที่บา้ คลัง่ ไ ด้ พุ่ ง ขึ้ นไปถึ ง บรรยากาศชั้ นสตราโตสเฟี ยร์ จากนั้นก็เคลื่อนลงมา เนื่องจากการหมุนของโลง พาฝนดำนี้ลงมาทัว่ อเมริ การกลาง ตำนานของชา วคี เ ชได้รั บ การยืน ยัน จากชาวอิ น เดี ย นในอะเมซอ น พวกเขากล่าวว่า หลังจากการระเบิดอย่างรุ นแรง โ ล ก ก็ เ ข้ า สู่ ค ว า ม มื ��� มิ ด ชาวอินเดียนในเปรู ยงั กล่าวอีกว่า มีนำ้ สู งขึ้นถึงภูเขา ในที่ราบลุ่มเมดิเตอร์เรเนียน เรายังได้ยิ นเรื่ องเกี่ ย วกับ น้ ำ ท่ ว มมากกว่ า ปรากฏการณ์ ภู เ ขาไฟระเบิด ในเรื่ องปรัมปราของกรี กโบราณ ก ล่ า ว ว่ า มี ค ลื่ น สู ง ถึ ง ย อ ด ไ ม้ ซั ด ป ล า ม า ค้ า ง กิ่ ง เ มื่ อ น้ ำ ล ด คัมภีร์เซนต์อะเวสตะ ของเปอร์เซี ย ยืนยันว่า ในเปอร์เซี ยมีนำ้ ท่วมสู งท่วมหัว เ มื่ อ เ ดิ น ท า ง ไ ป ไ ก ล ท า ง ต ะ วั น อ อ ก เราพบเอกสารโบราณกล่าวว่า ในประเทศจีน น้ ำ ท ะ เ ล ล ด ล ง ไ ป ท า ง ต ะ วั น อ อ ก เ ฉี ย ง ใ ต้ เนื้อหาสังเขปของน้ำท่วมโลกนั้น ปะติดปะต่อกันได้ เป็ นเรื่ องเดียวกัน คลื่นยักษ์ในแอตแลนติสคงจะก่อใ ห้เกิดน้ำลดในอีกซี กโลก นัน่ คือมหาสมุทรแปซิฟิก มีขอ้ ถกเถียงยืนยันที่น่าสนใจควรแก่การยกม ากล่าวอ้าง กล่าวคือใน เม็กซิ โกโบราณ มีวนั หยุดสำ-


ส ำ คั ญ ที่ อุ ทิ ศ แ ก่ เ ห ตุ ก า ร ณ์ ใ น อ ดี ต ที่ ก ลุ่ ม ด า ว ใ ห้ บ อ ก ด ว ง ช ะ ต า ใ ห ม่ ใ ห้ และมีเรื่ องต่อมาว่า ในยุคเก่าแก่น้ นั ท้องฟ้ ามิได้ปราก ฏเช่นในปั จจุบนั มาร์ทินุส มาร์ทินี มิชชันนารี ในศตวรรษที่สิ บเจ็ดได้เดินทางไปประเทศจีนและเขียนหนังสื อเรื่ อง ประวัติศาสตร์ประเทศจีน (History of China) เกี่ยวกั บบันทึกเก่าแก่ที่สุดของจีน โดยกล่าวถึงเวลาที่ทอ้ งฟ้ าตกไปทางเหนือในฉับพลัน พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเคราะห์ต่างเปลี่ยนวิถีการโคจรหลังจากโลก สัน่ สะเทือน แน่นอนว่านี่เป็ นเบาะแสที่สำคัญเกี่ยวกั

บการสัน่ สะเทือนของโลก เพราะเราสามารถอธิบาย ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ที่บรรยายไว้ในเอกสาร ของจีนนี้โดยไม่ตอ้ งอ้างอิงเอกสารอื่นเลย แผนที่ดาวสองชิ้นที่เขียนไว้ในเพดานหลุมศ พของเซนเมาธ์ ผูเ้ ป็ นสถาปนิกของพระราชินีฮตั เชบซุ ต ได้เสนอปริ ศนาไว้อย่างหนึ่ง กล่าวคือทิศหลักนั้นอยู่ ตรงกับแผนที่ทางดาราศาสตร์อย่างถูกต้อง แต่ทิศอื่น ๆ วางกลับกัน ราวกับโลกเคยเคลื่อนตัวมาแล้ว ความจริ งแล้ว ฮาร์ริส ปาปิ รัสก็ระบุวา่ โลกได้พลิกก ลับเมื่อเกิดภัยพิบตั ิอย่างกว้างไกล เฮอร์มิเทจ ปาปิ รัส ที่เลนินกราดและอิปูเวอร์ ปาปิ รัส ก็ยงั กล่าวว่าโลกไ

สำเนาจารึ กเดรสเดน สมัยก่อนโคลัมบัส แสดงระบบคณิ ตศาสตร์สมัยก่อนที่ตะวันตกจะรับมาจากอินเดีย

13

ด้พลิกกลับด้าน ชาวอินเดียนที่อาศัยในพื้นที่ตอนล่างใกล้แม่ น้ำแมคเคนซีในแคนาดาตอนเหนือ กล่าวยืนยันว่าใน ช่วงน้ำท่วมใหญ่น้ นั คลื่นที่ร้อนจนทนไม่ได้ได้เคลื่อ นมายังเขตอาร์กติก หลังจากความร้อนนั้นก็มีอากาศ หนาวยะเยือกอย่างฉับพลัน การเปลี่ยนแปลงของบร รยากาศในเปลือกโลกจะก่อให้เกิดสภาพอากาศแบบ สุ ดขีด ดังที่ชาวอินเดียนในแคนาดากล่าวไว้ จากหลักฐาน ทำให้เราทราบว่าสมัยเมื่อถึงวัน วิปโยคของแอตแลนติสนั้น มีความรุ นแรงและน่ากลั วอย่างยิง่


ปฏิทินจากแอตแลนติส จารึ กของมายา แสดงการนับวันเวลา

14 เมื่อข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เราจะพบคว 3,102 ปี ก่อนคริ สตกาลสามรอบ หรื อ 8,550 ปี ามสัมพันธ์อีกอย่างหนึ่งระหว่างชาวเปรู และชาวอียปิ เมื่อบวกกับ 3,102 ปี ก่อนคริ สตกาล ก็จะได้เวลา ต์โบราณ ปฏิทินของชนเหล่านี้มี 18 เดือน เดือนละ 11,652 ปี ก่อนคริ สตกาล 20 วัน มีวนั หยุดเก้าวันเมื่อสิ้ นปี นี่เป็ นเหตุบงั เอิญหรื อเป็ นธรรมเนียมจากแหล่งกำเนิดเดียวกันแน่ วันเวลาโดยประมาณของการสิ้ นสุ ดทวีปแอต แลนติสนั้น อาจจะได้มาจากการตรวจสอบปฏิทินโบ ราณเหล่านี้ ปี แรกของพงศาวดารโซโรอัสเตอร์กค็ ือ 9,660 ปี ก่อนคริ สตกาล เมื่อ “เวลาเริ่ มต้นขึ้น” เรื่ องนี้ใ กล้เคียงกันมากกับวันที่จากนักบวชชาวอียปิ ต์ ที่บอก วันสิ้ นสุ ดของแอตแลนติสแก่โซลอน นัน่ คือ 9,560 ปี ก่อนคริ สตกาล ชาวอี ยิ ป ต์ โ บราณคำนวณเวลาในวัฏ จัก ร ปฏิทินอันละเอียดซับซ้อน ของมายา ตามสุ ริยคติ รอบละ 1,460 ปี จุดสิ้ นสุ ดของยุคสมัย จารึ กวาติกนั เอ-3738 ประกอบด้วยพงศาวด ทางดาราศาสตร์ยคุ สุ ดท้ายก็คือ ค.ศ.139 แปดรอบสุ รี ยคติ จากเวลาดังกล่าว ทำให้เราถอยหลังไปถึง11,542 ารที่สำคัญของแอซเต็ก จากพงศาวดารนี้พบว่าวัฏจั ปี ก่อนคริ สตกาล ปฏิทินแบบจันทรคติของชาวอัสซี กรแรกต่อเนื่องกันไป 4,008 ปี และจบลงเมื่อน้ำท่ว เรี ยแบ่งเวลาเป็ นยุค ยุคละ 1,805 ปี ปี สุ ดท้ายสิ้ นสุ ด มใหญ่วฏั จักรที่สองของรอบ 4,010 ปี นั้น สิ้ นสุ ดลงเ เมื่อ 712 ปี ก่อนคริ สตกาลหกรอบจันทรคติจากเวลา มื่อเกิดพายุมาทำลายล้าง ยุคที่สามของรอบ 4,801 ปี ดังกล่าว คือ เมื่อย้อนกลับไปถึง 11,542 ปี ก่อนคริ สต สิ้ นสุ ดลงด้วยไฟล้างโลก ในวัฏจักรที่สี่ซ่ ึงยาวนานถึง กาล ปฏิทินแบบสุ ริยคติของอียปิ ต์ และระบบปฏิทิน 5,042 ปี มนุษย์ถึงยุคเข็ญด้วยความอดอยาก ยุคปัจจุบ ั จันทรคติของอัสซี เรี ย ต่างสอดคล้องลงในปี เดียวกัน นเป็ นยุคที่หา้ เริ่ มต้นเมื่อ751ปี ก่อนคริ สตกาล ระยะเว นัน่ คือ 11,542 ปี ก่อนคริ สตกาล ซึ่ งเป็ นเวลาที่คาดว่า ลาในสี่ ยคุ ที่บนั ทึกไว้ในจารึ กนั้นรวมแล้วเป็ น 17,861 ปี และจุดเริ่ มต้น ย้อนกลับไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ได้สร้างปฏิทินทั้งสองนี้ข้ ึน พราหมณ์ได้วดั เวลาในรอบ 2,850 ปี จาก นัน่ คือเมื่อ 18,612 ปี ก่อนคริ สตกาล


15

ท่านบิชอปดีเอโก เดลันดาได้เขียนไว้เมื่อ 1566 ว่า ในสมัยนั้นชาวมายาคำนวณปฏิทินของต นจากวันเวลาประมาณ 3,113 ปี ก่อนคริ สตกาล ใน พงศาวดารของยุโรปพวกเขาบอกว่าเมื่ อถึ งวันดังก ล่าว เวลาผ่านไปแล้ว 5,125 ปี นัน่ หมายความว่าจุ ดกำเนิ ดของชาวมายาย้อนกลับไปไกลถึงเมื่อ8,238 ปี ก่อนคริ สตกาล หรื อใกล้เคียงกับยุคน้ำท่วมของแอตแลนติส หลังจากการได้ร่องรอยของวันเวลาสมัยแอต แลนติสแล้ว ยังมีขอ้ ยืนยันที่มีเหตุผลจากพื้นฐานของ ตัวเลขที่บอกว่า เมื่อหลายพันปี ก่อน มนุษย์มีความรู ้เรื่ องดาราศาสตร์พอสมควร อันมักจะเป็ นคุณลักษณะข องอารยธรรมขั้นสู ง วัน เวลาที่ ย าวนานที่ สุ ด ในปฏิ ทิ น ของมา ยา มี 13 ชัว่ โมง และวันที่ส้ นั ที่สุดมี 11 ชัว่ โมง ในอียปิ ต์โบราณ วันที่ยาวนานที่สุดมี 12 ชัว่ โมง 55 นาที และวันที่ส้ นั ที่สุดมี 11 ชัว่ โมง 5 นาที ค่า เล่ า นี้ มี ค วามใกล้เ คี ย งกัน อย่า งมากกับ เวลาของมา ยา แต่สิ่งที่ยงั เป็ นปริ ศนาก็คือ เวลา 12 ชัว่ โมง 55 นาที มิใช่ช่วงเวลาจริ งของวันที่ยาวที่สุดในอียปิ ต์ แต่เป็ นเวลาของซูดาน จากความพยายามที่จะอธิบาย ความแตกต่างนี้ ด็อกเตอร์แอล. ซัจด์เลอร์ แห่งวอร์ซอ ได้เสนอว่า การคำนวณเวลานี้มาจากแอตแลนติสในเ ขตร้อน นักโบราณคดีนามว่า อาร์เธอร์ โพสนันสกี

แห่งลาปาซ ประเทศโบลีเวีย ได้กล่าวถึงอารามพ ระอาทิตย์ที่ยงั ไม่เสร็ จสมบูรณ์ ที่เตียอัวนาโค ว่า การก่อสร้างนั้นถูกละทิ้งลงในทันที เมื่อประมาณ 9,550 ปี ก่อนคริ สตกาล อันเป็ นเวลาที่คุน้ เคยกันดี เ พ ร า ะ นั ก บ ว ช แ ห่ ง ไ ซ ส์ บ อ ก แ ก่ โ ค ล อ น ว่ า แอตแลนติสสู ญไปเมื่อ 9,560 ปี ก่อนคริ สตกาล จากคำกล่าวของ อี.เอฟ ฮากีไมสเตอร์ แห่งสหภาพโซเวียต ได้กล่าวถึงเรื่ องการจมของแ อตแลนติสว่า “จุดจบของยุคน้ำแข็งในยุโรป เป็ นป รากฏการณ์ของกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแอตแล นติก และการจมของแอตแลนติส ปรากฏในทันที เมื่อประมาณ 10,000 ปี ก่อนคริ สตกาล“ มิใช่วา่ นักวิทยาศาสตร์ท้ งั หมดจะมองปัญหา ของแอตแลนติสไปทางเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์บาง ท่านก็ไม่ใส่ ใจในทฤษฎีน้ ีโดยไม่คำนึงถึงหลักฐานใด ๆบ้างก็พยายามจะให้แอตแลนติสอยูใ่ ���ทะเลเมดิเตอ ร์เรเนียน สเปน หรื อในเยอรมนี แต่ที่แน่นอนนัน่ ไม่ใช่แอตแลนติสของเพลโต และของนักวิชาการชาวอียิปต์ ที่ได้ระบุไว้วา่ “เบื้องหน้าของเสาเฮอร์คิวลิสใน มหาสมุทรแอตแลนติก” ในห้องอียปิ ต์ ในพิพิธภัณฑ์ลฟู ร์ที่กรุ งปารี ส ผูเ้ ขียนเห็นลายสลักพื้น ๆที่ปรากฏบนราวบันไดโดย ไม่มีจารึ ก อย่างไรก็ตาม ผูเ้ ขียนก็นึกถึงภาพสลักอย่า งเช่น จักรราศีแห่งเดนเดราห์อนั ลือชื่อ แต่เดิมภาพร ะลึกของอียปิ ต์น้ ีเป็ นส่ วนหนึ่งของเพดาน ในระเบีย

งทางเข้าวิหารเดนเดราห์ในอียปิ ต์ตอนเหนือ จากนั้น ลีโอร์แรง ได้นำมายังฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ.1821 เป็ นเวลาหลายชัว่ อายุคนที่ปฏิทินเดนเดราห์ ยัง ทรงปริ ศ นาอัน น่ า พิ ศ วงแก่ ว งการวิ ท ยาศาสตร์ เครื่ อ งหมายจัก รราศี ดัง กล่ า วจัด เรี ย งเป็ นลายก้น ห อยและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จดจำได้อย่างง่ายดาย แต่ ราศีสิงห์อยูใ่ นช่วงเวอร์นิลอิควินอกซ์ นี้เอง ทำให้ เราบอกได้ว่าเวลาที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในแอตแลนติส นั้น อยูใ่ นช่วง 10,950 ถึง 8,800 ปี ก่อนคริ สตกาล จักรราศีเดนเดราห์น้ นั มีกำเนิดจากอียปิ ต์กจ็ ริ งแต่อาจ จะสลักไว้เพื่อเป็ นอนุสรณ์ของเหตุการณ์ในอดีตไกล โพ้นก็เป็ นได้ นัน่ คือจุดจบของแอตแลนติสและจุด กำเนิดของวัฏจักรใหม่

ภาพจักรราศีบนเพดานของหอในอารามฮาธอร์ ที่เดนเดรา อายุ 3 ศตวรรษก่อนคริ สตกาล


ภูเขาศักดิส์ ทิ ธิ และนครสาบสูญ ผูค้ นมักถือกันว่าภูเขามากมายทัว่ โลกนั้น เป็ นที่พำนักของเทพเจ้า เรื่ องนี้เป็ นความจริ ง โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในประเทศอินเดีย อันเป็ นที่ที่ผเู ้ ขียนใช้เว ลาเขียนหนังสื อบทนี้ดว้ ย ชาวฮิ น ดู เ ชื่ อในลักษณะอันเกี่ ยวพันกับเทพเจ้า ของยอดเขานัน ทาเทวี ไกรลาส กันเจนชุงคา และยอดเขาสูงอื่น ๆ จำนวนมาก พวกเขาคิดว่าภูเขาเป็ นที่อ าศัยของเทพเจ้า และยิง่ กว่านั้นก็คือ ไม่เพียงแต่ยอดเขาเท่านั้นที่ถือว่าเป็ นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ ส่ วนภายในภูเขาก็นบั เป็ นที่ศกั ดิ์สิทธิ์เช่นกัน พระศิวะนั้นกล่าวกันว่า ทรงมีที่ประทับบนภูเขาไกรลาส (กัง ริ มโปเฉ) นอกจากนี้ยงั ทราบกันว่า พระศิวะเสด็จลงมายังยอดเขากันเจนชุงคา ขณะที่พระลั กษมีเทวีเสด็จลงไปอีกทางหนึ่ง ปฏิเสธไม่ข้ ึนสวรรค์จากยอดเขานั้น ในการวิเคร าะห์เรื่ องปรัมปราเหล่านี้ เขาจะได้เส้นทางจราจรในอวกาศ หรื ออากาศสองเส้นท างที่เข้าไปสู่ ยคุ อดีตไกลโพ้น เมื่อเทพเจ้าเดินอยูท่ ่ามกลางมนุษย์กเ็ ป็ นได้ เมื่อมนุษยชาติผดุ ขึ้นจากสภาพด้อยความเจริ ญ เมื่อรุ่ งอรุ ณแห่งอารยธรรมก็ป รากฏความเชื่อในเทพเจ้าผูใ้ ห้คุณ และทรงอำนาจ ในบางตำแหน่งบนโลกนี้ และที่พำนักในสวรรค์ ถูกระบุวา่ เป็ นที่อยูข่ องตัวตนในท้องฟ้ าเหล่านั้น เชื่อกันว่า ในภูเขาโอลิมปุสและพาร์นสั ซุสของกรี กโบราณ เป็ นบัลลังก์ของเทพเจ้าเหล่านี้

16 จากเรื่ องมหาภารตะ อสุ ระอาศัยอยูใ่ นท้องฟ้ า ขณะที่เปาโลมะแล ะกลกันชะอาศัยอยูใ่ นนครหิ รันยปุระ หรื อนครทองคำ ที่ลอยอยูใ่ นอากาศ ในเวลาเดียวกัน อสุ ระก็มีที่พำนักอันโอฬารอยูใ่ ต้พิภพ นาคและครุ ฑอันเป็ นสัตว์ โลกที่เหาะได้ ก็มีที่พำนักใต้ดินเช่นกัน เรื่ องปรัมปราเหล่านี้กล่าวถึงชานชาลาใน อวกาศ การบินระหว่างดวงดาว และลานบินบนโลกใช่หรื อไม่? ปุราณะต่างๆได้กล่าวถึงสนกดิกะ หรื อมิติอวกาศโบราณตัวตนเหล่านี้ยงั คงลึกลับ หากความเป็ นไปได้ของการเดินทางในอวกาศในสมัยโบราณย้อนไป แสนไกลไม่เป็ นที่ยอมรับ เนื่องจากการชี้ทางระหว่างกลุ่มดาวนั้นจะเป็ นไปไม่ไ ด้เลย หากขาดวิชาดาราศาสตร์ ข้อความในสุ ริยสิ ทธันตะที่วา่ มายะผูป้ กครองอะ ตาลา (แอตแลน?) รับเอาดาราศาสตร์มาจากเทพพระอาทิตย์น้ นั ดุจเหมือนจะเป็ น การบ่งบอกแหล่งความรู ้จากนอกโลก ไม่วา่ เทพเจ้านั้นจะเป็ นชาวกรี ก อียปิ ต์ หรื อินเดีย แต่พวกเขาก็อยูใ่ น ฐานะผูใ้ ห้คุณแก่มนุษย์เสมอกัน แสดงความรู ้อนั เป็ นประโยชน์แก่มนุษย์แ ละเตือนมนุษย์เมื่อถึงยามวิกฤติ จารึ กของอินเดียได้กล่าวถึงยอดเขาพระสุ เม รุ อันเป็ นศูนย์กลางของโลก บ้างก็ระบุโดยเปรี ยบกับภูเขาไกรลาสในทิเบต บ้างก็วา่ สู ง 84,000 โยชน์ หรื อ411,600 ไมล์จากพื้นโลก ภูเขาไกรลาสนั้นเป็ นทาง เข้าสู่อวกาศ ที่มีอยูเ่ ป็ นเวลานานก่อนภัยพิบตั ิครั้งสุ ดท้ายมาทำลายล้างแอตแลนติ สใช่หรื อไม่?


เรื่ องเล่ า ถึ ง ตัว ตนวิ เ ศษที่ อ าศัย บนภู เ ขาบางแห่ ง นั้ นปรากฏกระจา ยไปกว้างไกล ในเรื่ องปรัมปราของอเมริ กนั อินเดียนกล่าวว่า ภูเขา ชัสตา ทางตะวัน ตกเฉี ย งเหนื อ ของมหาสมุ ท รแปฅซิ ฟิ กในแคลิ ฟ อร์ เ นี ย ร์ น้ ั น เป็ นสถานที่ปรากฏเด่นชัดมาก มีตำนานเรื่ องหนึ่งเล่าเกี่ยวกับเรื่ องน้ำท่วมให ญ่ โดยเล่าถึงวีรบุรุษโบราณชื่อ โคโยเตเขาวิง่ ไปยังยอดเขาชัสตา เพื่อเอาตัวรอด น้ำไล่ตามเขามา แต่ไม่ถึงยอดเขา โคโยเตได้ก่อไฟขึ้น ณ จุดที่ไม่มีนำ้ ขึ้นถึงเพียงจุดเดียว นัน่ คือบนยอดสู งสุ ดของเทือกเขานั้น เมื่อน้ำลดลง โ คโยเตได้นำไฟไปให้ผรู ้ อดชี วิตจาก น้ำท่วม และกลายเป็ นวีรบุรุษแห่งวั ฒนธรรมของตน ในบรรดาเรื่ องปรัมปราเหล่านี้ เรายังได้ยนิ เรื่ องสมัยโบราณ เมื่อ หั ว หน้ า วิ ญ ญาณแห่ ง ท้อ งฟ้ าลงม ายังภูเขาชัสตา พร้อมกับวงศ์วาน นอกจากนี้ยงั กล่าวถึงผูค้ นในโลก เดิ นทางไปยังที่พำนักของผูค้ นในสวร รค์น้ นั ด้วย เรื่ องภูเขาชัสตานั้นอาจจะอ้างถึงเหตุการณ์จริ งในอดีต นัน่ คือน้ำท่วมใหญ่ การลงจอดลงนักบิน หรื อนักบินอวกาศ และการสร้างที่หลบภัยใต้ติดภายในภูเขา นอกจากนี้อาณานิคมดังกล่าวอาจจะยังมีอยู่ และมีหลักฐานที่สนับสนุนการคาดค ะเนเรื่ องนี้ดว้ ย หลังจากสมัยตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย เมื่อกลางศตวรรษที่ผา่ นมา นักสำรว จแร่ ได้รายงานถึงแสงวาบเหนือภูเขาชัสตา ปรากฏการณ์ดงั กล่าวบางครั้งเกิดขึ้นใ

17 นสภาพอากาศปลอดโปร่ ง แสดงว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับสายฟ้ า และไฟฟ้ าไม่ไ ด้เกี่ยวข้องกับแสงวาบดังกล่าว เพราะภูมิประเทศบริ เวณนั้นไม่มีแหล่งที่จะให้กำเ นิดไฟฟ้ าได้ เมื่อไม่นานมานี้ มีรถบนถนนใกล้ภเู ขาชัสตามักจะมีปัญหาการระเบิ ดโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อไฟป่ าได้ไหม้ลามไปบนภูเขาชัสตาเมื่อ ค.ศ.1931 ปรากฏว่ามีกบลึกลั บเป็ นตัวหยุดยั้งไฟป่ านี้ เส้นเขตข องไฟไหม้น้ ียงั เห็นได้อีกหลายปี โดยลากผ่านเขตกลางของอเมริ กา ปรากฏเป็ นเส้นโค้งอย่างสมบูรณ์ เรื่ องประหลาดอย่างหนึ่งที่เขียน ลงในลอสแอนเจลิสไทมส์ เมื่อ ค.ศ. 1932 ผูเ้ ขียนคือ เอ็ดเวิร์ด แลนเซอร์ โดยประกาศว่าหลังจา กสัมภาษณ์ผอู ้ าศัยในพื้นที่ภเู ขาชั สตาแล้ว ก็ทราบว่ามีชุมชนประห ลาดบริ เวณภูเขานั้นซึ่งเป็ นที่รู้จกั มานานนับสิ บ ๆ ปี แล้ว ผูอ้ าศัยใน หมู่บา้ นลี้ลบั นั้นเป็ นคนผิวขาว สูง ท่าทางภูมิฐาน ผมตัดสั้นและมี เส้นรอยบนหน้าผากเส้นหนึ่ง พวกเขาสวมเสื้ อคลุมยาวสี ขาว พวกพ่อค้ากล่าวว่า บางโอกาสคนเหล่านี้จะมาที่ร้านของตน การจับจ่ายจะแทนกันด้วยก้อนทองคำ ซึ่ งมีค่าเกินกว่าสิ นค้านั้น เมื่อมีคนเห็นในป่ า ชาวชัสตานี้จะพยายามหลบ โดยการหนีไป หรื อหายลับไปจากสายตาทันที วัวควายแปลกประหลาดของผู ้ อาศัยบนภูเขาชัคตานั้นปรากฏอยูบ่ นไหล่เขา สัตว์เหล่านั้นต่างไปจากสัตว์ใด ๆ ที่มีอยูใ่ นอเมริ กา นอกจ���กนี้ยงั มีการสังเกตเห็นอากาศยานคล้ายจรวดเหนือเขตภูเ


ขาชัสตา ยานเหล่านั้นไม่มีปีก ไม่มีเสี ยง บางครั้งก็ดำ ดิ่งลงมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อเดินทางต่อไปในทะเล เ สมือนเรื อเดินสมุทรหรื อเรื อดำน้ำ ยังมีที่หลบภัยของชาวฟ้ าในใจกลางภูเขาดังก ล่ าวตามตำนานของอินเดียนโบราณหรื อ? พวกเขาอา ศัยอากาศยานได้ หนีจากน้ ำท่ วมบนโลกหรื อ? ชุมชนลึกลับทำนองเดียวกันนี้ดูเหมือนจะมีอ ยูเ่ ม็กซิ โกด้วย ในหนังสื อเรื่ อง ความลี้ลบั แห่งอเมริ กา ใต้สมัยโบราณ (Mysteries of Ancient South America)แฮโรลด์ ที. วิลกินส์ได้เขียนถึงคนที่ไม่มีใครรู ้จกั ใ นเม็กซิ โก ซึ่ งเคยแลกเปลี่ยนสิ นค้ากับชาวอินเดียน ค าดกันว่าคนเหล่านี้มาจากนครในป่ าที่ล้ ีลบั แอล. เทย์เลอร์ แฮนเซน เขียนไว้ในเรื่ อง He walked the Americas กล่าวถึงชาวอเมริ กนั คู่ หนึ่ ง ที่ ข ับ เครื่ อ งบิ น ส่ ว นตัว อยู่เ หนื อ ป่ าในยูค าตัน เมื่อหลายปี ก่อน เนื่องจากน้ำมันหมด เครื่ องบินจึงตก ลงมากระแทกพื้นเบื้องล่างในป่ านั้น พวกเขาเดินไปพ บนครมายาอันลึกลับที่พรางตาจากการสำรวจทางอว กาศ ชาวมายาอาศัย อยู่อ ย่ า งหรู ห ราโอ่ อ่ า แบบ สมัย โบราณในสถานที่ อ ัน โดเดี่ ย วตัด ขาดจากโล กภายนอกโดยสิ้ นเชิง เพื่อรักษาวัฒนธรรมอันเก่ าแก่ของตนและไม่ตอ้ งสงสัยเลยว่า พวกเขามีกำเ นิดมาจากแอตแลนติสอย่างแน่นอน ชาวอเมริ กนั ทั้ง สองสาบานจะไม่ เ ปิ ดเผยที่ ต้ งั ของนครดัง กล่ า ว

18 ดดเด่นของผูก้ ่อสร้างที่เชี่ยวชาญ สมัยก่อนอินคาแล้ว เรื่ องนี้กอ็ าจเป็ นจริ งได้ นายพันพี.เอช. ฟอว์เซ็ตต์ ได้อุ ทิศตนเพื่อแสวงหานครสาบสู ญที่เขาคิดว่าจะพิสูจน์ค วามจริ งถึงนครแอตแลนติส เขาประกาศว่าเห็นซากป รักหักพังของนครดังกล่าวในอเมริ กาใต้ ตำนานเรื่ องนครสาบสูญ ภูเขาลึกลับ หุบเขาซ่อนเร้น และอุโมงค์ลบั ต่าง ๆ นั้น ควรจะมีการตรวจสอบ โดยปราศจากความลำเอียงใด ๆ อันจะนำไปสู่ อาณานิ คมของเผ่าพงศ์แอตแลนติสรุ่ นหลัง หรื อแม่เผ่าพงศ์รุ่ นก่อนที่ยงั คงมีอยู่

หลังจากอาศัยอยูน่ านในยูคาตัน ชาวอเมริ กนั คู่น้ นั ก็ก ลับไปยังสหรัฐอเมริ กาพร้อมทั้งเชื่ อมันอย่างยิ่งในระ ดับความฉลาดและศีลธรรมของผูค้ นลี้ลบั ของเม็กซิ โ กนั้น ในเรื่ องเหตุการณ์จากการเดิ นทางในอเมริ กา กลาง เชียปาส และยูคาตัน (Incidents of Travel in Central America, Chiapas and Yucatan) เจ.แอล. สตีเฟนส์ นักโบราณคดีชาวอเมริ กนั ผูล้ ือชื่อ ได้กล่าว ถึงเรื่ องของบาทหลวงชาวสเปน เมื่อ ค.ศ.1838 – 1839 เขามองจากคอร์ดิลเลรา เห็น “นครขนาดใหญ่ มี อ าณาเขตกว้า งไพศาลและมี ป้ อมสี ข าวต้อ งแสง อาทิทย์วบั วาว มีเรื่ องเล่าว่า ไม่มีคนผิวขาวไปถึงนคร นี้ได้ประชากรที่นนั่ พูดภาษามายา เขารู ้วา่ คนแปลกถิ่น จะมาพิชิตดินแดนทั้งหมดของตน พวกเขาไม่มีเหรี ยญ ไม่มีมา้ วัว ควาย ลา หรื อสัตว์เลี้ยงอื่นๆ” ผูป้ กครองชาวสเปนบันทึกไว้วา่ เรื่ องของแ อซเต็กเกี่ ยวกับด่ านเร้ นลับในป่ าที่ มีคลังสมบัติขนา ดมหึ มา ฐานลับเหล่านี้แทบจะถูกลืม เมื่อผูบ้ ุกรุ กเข้ าไปตั้งมัน่ ในเม็ซิโก เวอร์ริลล์เขียนไว้วา่ “เนื่องจาก ไม่ มี ใ ครเคยค้น พบนครสาบสู ญ เหล่ า นี้ สัก แห่ ง เดี ย ว จึงไม่อาจพิสูจน์ได้วา่ พวกเขาไม่เคยมีอยูใ่ นอดีต หรื อไม่มีอยูใ่ นปั จจุบนั ” ชาวดินเดียนเผ่าเคชัวในเปรู และโบลิเวียได้ช้ ีถึ งเครื อข่ายโยงใยใต้ดิน ที่กว้างไกลในเทือกเขาแอนดิส เมื่อพิจารณาการบรรลุผลสำเร็ จทางวิศวกรรมอย่างโ

จอห์น ลอยด์ สตีเฟนส์ (ค.ศ.1805 - 1852)



นิตยสารสารคดี