Page 1

เคล็ ด ลั บ การด แ ลเด็ ก ู bABY ลูกคือแก้วตาดวงใจของแม่ สำหรับแม่ลกู คือทุกอย่าง พั ฒ น า ก า ร เ ด็ ก อาหารสำหรั บเด็ก การสังเกตุอารมณ์ ลกู น้ อย การฝึ กให้ ลกู หัดขับถ่ ายได้ เอง 30 วิธีแสนง่ ายในการเลีย้ งลูกให้ ฉลาด

รักแรกที่ยงั สัมผัสได้เต็มหัวใจนั้นคือความรักจากแม่ให้ลูก


จิตวิทยาพัฒนาการวัยทารก (Infancy and Babyhood) วัยทารกแรกเกิดเป็ นวัยตั้งแต่แรกคลอดจากครรภ์มารดาจนกระทัง่ สองสัปดาห์หลังคลอดเป็ นช่วงสำคัญและวิกฤ ตสำหรับทารก เนื่องจากเป็ นช่วงของการปรับตัว คือทารกต้องปรับตัวอย่างมากจากการที่ตอ้ งเผชิญกับสิ่ งแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงไปจากภายในครรภ์มารดาสู่ภายนอกครรภ์มารดา ต้องปรับตัวทุกเรื่ องทั้งด้านการปรับอุณหภูมิของร่ าง กายที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ได้รับความอบอุ่น การหายใจ การขับถ่าย การดูดกลืนและการย่อยอาหาร เป็ นต้น

พัฒนาการวัยทารกแรกเกิด พัฒนาการทางกาย ทารกแรกเกิดจะมีน้ำหนักตัวโดยเฉลีย่ 3,000 กรัม ลำตัวยาวประมาณ 45-50 เซนติเมตร น้ ำหนักและความยาวของลำตัวทารกเพศชายจะมากกว่ าทารกเพศหญิงเล็กน้ อย ระยะนีเ้ ป็ นช่ วงของการปรับตัวน้ ำ หนักของทารกจะลดลงเล็กน้ อย แต่ จะเพิม่ ขึน้ เมือ่ ทารกเริ่มปรับตัวเข้ ากับสิ่ งแวดล้ อมได้ สั ดส่ วนร่ างกายของทารก ยังไม่ ดนี ัก การเคลือ่ นไหวจะมีลกั ษณะเป็ นปฏิกริ ิยาสะท้ อน (reflex) เช่ น การจาม การดูด หรือการหาวนอน เป็ น ต้ นระยะแรกทารกไม่ อาจควบคุมกล้ ามเนือ้ ได้ สายตาทำงานไม่ ประสานกัน การมองเห็นสิ่ งต่ างๆเป็ นไปอย่ างไร้ จุดห มาย ไม่ สามารถจับจ้ องสิ่ งใดได้ จนกว่ าจะมีอายุ 7 วัน ต่ อมน้ ำตายังไม่ ทำงานในระยะแรกเวลาทารกร้ องไห้ จงึ ยังไม่ มี น้ ำตาออกมา การได้ ยนิ เสี ยงจะเกิดขึน้ ก่ อนการมองเห็นสี ต่าง ๆ การลิม้ รสทารกจะตอบสนองต่ อรสหวานในทางบว ก และตอบสนองรสเค็ม ขม เปรี้ยวในทางลบ ระยะเวลาส่ วนใหญ่ ของทารกจะใช้ ในการนอนหลับถึง 80 เปอร์ เซ็นต์ ตืน่ เพียง 1-2 ชั่วโมงต่ อวัน สายสะดือทีต่ ดั ไว้ จะค่ อย ๆ แห้ งและหลุดออกไปเองภายใน 7-10 วัน


พัฒนาการทางอารมณ์ ระยะแรกคลอดทารกจะมีอารมณ์ตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว จากนั้นจะมีพฒั นาการทางอา รมณ์ดงั นี้ (Hurlock, 1982 อ้างถึงในทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต, 2541, น. 38-39) 1. อารมณ์พอใจ แจ่มใส ดีใจ จะเกิดเมื่อทารกถูกสัมผัสตัวเบา ๆ เมื่อได้รับความอบอุ่นด้วยการกอดเมื่อ ได้ดูดนม หรื อได้รับการเห่ไกว เป็ นต้น 2. อารมณ์ไม่พอใจ จะเกิดขึ้นเมื่อทารกถูกจับไม่ให้เคลื่อนไหว ถูกเปลี่ยนท่าอย่างรวดเร็ ว ไม่ได้รับการ อุม้ ชู ได้ยนิ เสี ยงดังทันที หรื อเมื่อมีความเจ็บป่ วย เป็ นต้น

พัฒนาการทางสั งคม การสื่ อสารของทารกวัยนี้คือการร้องไห้ ระดับเสี ยงและรู ปแบบการร้อง ไห้จะบ่งบอกถึงความรู ้สึกและความต้องการของทารกเช่นเสี ยงร้องไห้ที่ดแั ละหยุดเป็ นระยะสม่ำเสมอหรื อร้องไห้จา้ หมายถึงหิ วหรื อไม่สุขสบายถ้ามีการขยับตัวขณะร้องไห้หมายถึงร้องเพราะไม่สุขสบายจากการเปี ยกปั สสาวะเสี ยงร้อง ไห้ที่แผดแหลมหมายถึงการไม่ได้รับการตอบสนองสี ยงร้องครวญครางสลับกับแผดแหลมหมายถึงความเจ็บปวดเช่น ปวดท้องอ่อนเปลี้ยเป็ นต้น(ทิพย์ภาเชษฐ์เชาวลิต,2541,น. 39) ลักษณะที่สำคัญของทารกวัยนี้คือความไวต่อความรู ้สึก ด้วยการกระตุน้ ทางประสาทสัมผัส เช่น เมื่อได้รับสัมผัสทางร่ างกาย หรื อได้ยนิ เสี ยงทารกจะเงียบและฟังอย่างสนจ ระย ะนี้การให้การสัมผัสที่อบอุ่นอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เด็กมีความรู ้สึกที่ละเอียดอ่อน มีความเข้าใจ เห็นใจ และเข้าร่ วมก ลุ่มกับผูอ้ ื่นได้ดียงิ่ ขึ้น


พัฒนาการทางสติปัญญา วัยนี้ทารกจะสามารถรับรู ้และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่ งเร้าที่เข้ามากร ะตุน้ ได้สามารถแยกลักษณะของเสี ยงที่แตกต่างกันได้ ชอบฟังเสี ยงที่นุ่มนวล ไพเราะ เช่น เมื่อได้ยนิ เสี ยง เพลงหรื อเสี ยงเห่กล่อม ทารกจะเงียบฟังและพักหลับได้ นอกจากนี้ทารกสามารถมองตามของเล่นที่มีสีสด ใส เช่น สี แดง สี เหลือง สี เขียว ในระยะ 8 นิ้วที่อยูก่ ลางลานสายตาได้


การส่ งเสริมพัฒนาการและการปรับตัว การส่ งเสริ มพัฒนาการและการปรับตัวของทารกช่วงนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลมาก โดยมีแนวทางการเลี้ยงดูดงั นี้ 1.ผูเ้ ลี้ยงดูควรมีสุขภาพกายและสุ ขภาพจิตที่ดี มัน่ คง ซึ่ งจะส่ งผลต่อปฏิกิริยาการเลี้ยงดูที่เป็ นไปอย่างสม่ำ เสมอ สัมผัสของผูเ้ ลี้ยงดูจะช่วยให้ทารกรับรู ้ได้ถึงอารมณ์ ความอ่อนโยน และความรู ้สึกปลอดภัย 2.ผูเ้ ลี้ยงดูควรตอบสนองความต้องการของทารกอย่างเหมาะสมทั้งด้านร่ างกายจิตใจและม คือ การให้ไ ด้รับอาหารเมื่อทารกหิ วให้หลับนอน พักผ่อนในบรรยากาศที่บริ สุทธิ์ ได้รับความสุ ขสบาย ได้รับฟังเสี ยงที่สุนทรี ได้รับความอบอุ่นจากการกอดรัด อุม้ ชู หรื อการพูดคุยจากผูเ้ ลี้ยงดู 3.ผูเ้ ลี้ยงดูควรได้รับความรู ้ความเข้าใจในเรื่ องการดูแลทารกแรกเกิด เช่นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของทารก ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง รวมทั้งการเลี้ยงดูเพื่อส่ งเสริ มพัฒนาการให้เหมาะสม โดยเฉพาะผูเ้ ลี้ยงดูหรื อพ่อแม่ ที่มีบุตรคนแรก เพื่อให้คลายความรู ้สึกกังวล มัน่ ใจต่อการเลี้ยงดู และสามารถปรับตัวกับบทบาท ของการเป็ นพ่อแม่ที่ดีได้


10 อาหารบำรุงสมองสำหรับเด็ก

1.ปลาแซลมอน ปลาแซลมอนเป็ น ปลาแม่นำ้ ที่นิยมรับประทานกันมา กค่ะ เพราะในเนื้อของปลาแซลมอ นอุดมไปด้วย กรดไขมัน มีโอเมก้า 3 DHA และ EPA ซึ่งมีความจำเป็ น สำหรับการเจริ ญเติบโตของร่ างกาย และสมองค่ะ

2. ไข่ ในไข่ 1 ฟองจะอุดมไปด้วยโปรตีน ยิง่ ตรงไข่แดงจะมีโปรตีน เยอะที่สุด ประโยชน์ของไข่ คือ ช่วยในการบำรุ งสมอง ช่วยบำรุ งร่ างกายและช่วยฟื้ น ฟูสุขภาพด้วยค่ะ


3. เนย ในเนย จะมีสารเลซิติน มีวติ ามินอีที่มีศกั ยภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้ องระบบประสาท ช่วยใน การบำรุ งสมองและเพิ่มความจำได้

4.ธัญพืช ในธัญพืชเช่น ซีเรี ยลธัญพืช รำข้าว หรื อข้าว-ซ้อมมือ จะให้พลังงานสู ง และมีเส้นใย ช่วยในการควบคุม ระดับของน้ำตาลในเลือด และมีวติ ามินบี และมีส่วนช่วยในความจำ และบำรุ งสมองของเด็กค่ะ


5.ข้ าวโอ๊ ต หากเด็ก ๆ รับประทาน ข้าวโอ๊ตเป็ นอาหารเช้าเป็ นประจำ ส ารอาหารในข้าวโอ๊ตจะช่วยให้สมอ งและร่ างกายทำงานได้อย่างเหมาะ สม เพราะในข้าวโอ๊ตมีท้ งั วิตามิน B โทแทสเซี ยม และสังกะสี ค่ะ

6.ผลไม้ ตระกูลเบอร์ รี่

ปัจจุบนั ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ท้ งั หลายกำลังเ ป็ นที่นิยม ไม่วา่ จะเป็ นสตอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ก็ลว้ นให้ประโยนย์แก่ร่างกาย หลายอย่างเช่น ช่วยในเรื่ องของความจำ ระบบประสาทสมอง เพราะว่าผลไม่ตตระกู ลเบอร์รี่มีท้ งั วิตามิน C และโอเมก้า 3 ค่ะ


7.ถัว่ ถัว่ เป็ นแหล่งของโปรตีนและคาร์โบไฮเดตร เป็ นอาหารสมองชั้นดีเพราะจะช่วยเพิ่มระดับพลังงานให้ร่างกาย ได้หากเด็ก ๆ ทานแล้วจะช่วยเสริ มความจำ บำรุ งสมอง ช่วยในการเจริ ญเติบโตค่ะ

8.ผักสี สด ในผักสี สดจะมีแร่ ธาตุและวิตามินจำนวนมาก มีท้ งั สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ในส่ วนช่วยในการพัฒนาระ บบภูมิคุม้ กันและรักษาเซลล์สมองให้แข็งแรงขึ้นได้ค่ะ


9.นมหรือโยเกิร์ต อาหารประเภทนมหรื อโยเกิร์ต เป็ นอาหารที่มีความจำเป็ นต่อการเจริ ญเติมโตของ เนื้อเยือ่ สมองและเอนไซม์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างก ายมีความแข็งแรง และมีส่วนช่วยในการพัฒนาส มองด้วยค่ะ

10.เนือ้ ไม่ ตดิ มัน การทานเนื้อเป็ นสิ่ งที่ดีนะค่ะ แต่เราควรจะรับประทานเนื้อที่ ไม่ติดมันดีที่สุดค่ะ เพราะหากเรารับประทานเนื้อติดมันมากเกินไปอาจจะทำให้ เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ ในเนื้อที่ไม่ติดมันจะมีเกลือแร่ ซ่ ึงเป็ นสิ่ งสำคัญสำหรับ การเจริ ญเติบโตของเด็ก เพระช่วยพัฒนาความจำได้ค่ะ


การสั งเกตุบุคคลิก..ลักษณะของเด็กอัจฉริยะ

ลักษณะของเด็กอัจฉริยะ คุณพ่อคุณแม่หลายคนมีลกู เป็ นเด็กที่ฉลาด มีพฒั นาการเก่งเกินวัย ทำให้แอบหวังอยูว่ า่ ลูกอาจจะเป็ นเด็กที่มี พรสวรรค์พิเศษ..หรื อเป็ นเด็กอัจฉริ ยะจะมีวธิ ีสงั เกตอย่างไรว่า..ลูกเป็ นเด็กอัจฉริ ยะหรื อไม่ ? มีขอ้ แนะนำจาก สถาบันเด็กพรสวรรค์พิเศษของมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ประเทศสหรัฐอเมริ กา ในการสังเกตพฤติกรรมของเด็กวัยเตรี ยมอนุบาล ดังนี้ 1. มีความสามารถในการเรี ยนรู ้สิ่งต่างๆได้เร็ ว และมีความจำดี 2. มีวฒ ุ ิภาวะดีกว่าเด็กอื่นๆ ในวัยเดียวกัน 3. มีความสามารถในการใช้ภาษา มีการใช้คำศัพท์ต่างๆได้ดี และสนใจการอ่านหนังสื อมาก 4. ชอบทำการทดลองเพื่อหาคำตอบในการแก้ปัญหา 5. ชอบเล่นกับเด็กที่โตกว่า 6. เป็ นเด็กที่มีความไวในการรับรู ้ต่อสิ่ งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว 7. ชอบที่จะใช้ความคิด แสดงความอยากรู ้อยากเห็นด้วยความคิดที่ลึกซึ้ งกว่าอายุ 8. มีความเมตตา กรุ ณาและเห็นอกเห็นใจคนอื่นและสัตว์เลี้ยง 9. ชอบเกมที่ทา้ ทายทางความคิด เช่นเกมตัวเลข เกมทายปั ญหา เกมหมากกล ฯลฯ 10. บางทีอาจมีท่าทีทา้ ทายโต้แย้งผูใ้ หญ่ 11. บางครั้งจะมีท่าทีเบื่อง่าย ถ้าต้องทำในสิ่ งที่ง่ายเกินไปหรื อไม่ทา้ ทายพอ 12. ดูจะมีพลัง มีความกระตือรื อล้นในตัวค่อนข้างมาก


ผู้เชี่ยวชาญด้ านพัฒนาการเด็ก ได้ จดั แบ่ งกลุ่มของความฉลาดของเด็ก ออกเป็ นหลายประเภท

1. อัจฉริ ยะด้านการใช้ภาษา เด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านนี้ มักจะแสดงความรู ้ดา้ นการใช้ภาษ าและคำศัพท์ต่างๆได้ดีและสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้ดี และชอบที่จะใช้ภาษา เช่น ชอบอ่าน ชอบเขียน และเล่าเรื่ อง ชอบเล่น เกมทายคำท่องอาขยานหรื อคำศัพท์ต่างๆ เขาจะใช้คำศัพท์ต่างๆในการ ช่วยจำและจัดการเรื่ องต่างๆเช่น“ผูใ้ หญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ..........” 2. อัจฉริ ยะด้านการคิดเป็ นเหตุเป็ นผลและคณิ ตศาสตร์ เด็ก ที่มีความสามารถพิเศษด้านนี้จะทำสิ่ งต่างๆอย่างเป็ นระบบระเ บียบ จะชอบหาความสัมพันธ์ของสิ่ งต่างๆ ชอบจัดสิ่ งต่างๆให้เป็ นระ เบียบแยกเป็ นกลุ่มๆมักจะหาวิธีทำการทดลองเพื่อทดสอบข้อสังเกต และความคิดของตนเขาจะมีความสามารถในการคิดคำนวณในใจได้ อย่างรวดเร็ วชอบที่จะเล่นเกมที่ตอ้ งใช้กฎเกณฑ์และเหตุผลรวมถึงกา รคิดวางแผนต่างๆ เช่น การเล่นเกมหมากรุ ก เกมยิงเรื อ เกมรู บิค ฯลฯ มักจะชอบตั้งคำถามที่ลึกซึ้ ง เช่น “เวลาคืออะไร” และมักจะพบว่า เด็ก เหล่านี้จะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างดีเหมือนเป็ น เรื่ องธรรมดา 3. อัจฉริ ยะด้านมิติสมั พันธ์ รู ปทรงและโครงสร้าง เด็ก กลุ่มนี้จะสามารถรู ้ได้วา่ เกิดการเปลี่ยนแปลงในห้องได้ เมื่อคุณ ทำการจัดห้องใหม่แม้แต่เพียงเล็กน้อย เพราะเขาจะสามารถรับรู ้ถึง ค วามสัมพันธ์ของความเป็ นอยูข่ องสิ่ งของต่างๆแลtความเป็ นอยูร่ ่ วมกั นของสิ่ งต่างๆได้ดี เขาจะคิดและจินตนาการเป็ นรู ปภาพ และจะชอบ ศิลปะและการสร้างสิ่ งต่างๆ ซึ่งเขาอาจจะวาดภาพและจินตนาการอยู่ ในใจและนำสิ่ งของใกล้ตวั มาสร้างสิ่ งนั้นๆขึ้นมาได้อย่างง่ายดาpแต่ ถ้าต้องเรี ยนอะไรที่มีเนื้ อหาคำพูดคำศัพท์ต่างๆมากๆแล้วจะรู ้สึกเบื่อ ขึ้นมาง่ายๆเช่นกัน

4. อัจฉริ ยะด้านดนตรี เด็ก มักจะสามารถแสดงความพิเศษด้านดนตรี ได้ต้ งั แต่อายุยงั น้อย เขาจะมีความไวต่อเสี ยงต่างๆ และสามารถจดจำเสี ยงเพลงหรื อทำน องต่างๆได้อย่างรวดเร็ ว และมักจะสนใจที่จะเล่นเครื่ องดนตรี ต่างๆ ถ้าเขาได้มีโอกาสเล่นมัน แต่บางคนอาจจะชอบที่จะฟั งดนตรี จากแผ่ นซี ดีหรื อเทป และเด็กโตบางคนอาจจะต้องเปิ ดเพลงฟั งตลอดเวลาใ นชนหนังสื อโดยพบว่าตนเอง จะไม่มีสมาธิ ดีพอถ้าไม่ได้ฟังเพลง 5. อัจฉริ ยะด้านการกีฬาและการเคลื่อนไหว เขา จะมีความสามารถด้านการเคลือ่ นไหวส่วนต่างๆของร่างกายได้เป็ น อย่างดีซ่ งึ จะแสดงออกในเชิงกีฬาทีเ่ ขาถนัด หรื อเป็ นนักเต้นนักกายกรรม และนักแสดง ฯลฯ เด็กเหล่านี้มกั จะไม่นง่ั อยูน่ ่งิ แต่จะขยับเท้าหรื อทำ ท่าเต้นไปตามจังหวะต่างๆได้ดี เขาชอบทีจ่ ะออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ เล่นสเกตช์ ฯลฯ 6. อัจฉริ ยะด้านการเข้าสังคมและการมีปฏิสมั พันธ์กบั ผูอ้ ื่น เด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษด้านการเข้าสังคมดูจะเป็ นคนที่มีทกั ษะในก ารพูดคุย ต้อนรับคนอื่นๆได้อย่างเป็ นธรรมชาติ เขาดูเหมือนจะรู ้วา่ คน อื่นๆมีความคิดและความรู ้สึกอย่างไร เขามักจะได้รับเลือกให้เป็ นผูน้ ำ ของกลุ่ม และช่วยในการเจรจาติดต่อกับคนอื่นๆ เขาชอบที่จะได้ทำอะ ไรให้กบั คนอื่นๆ และชอบที่อยูใ่ นกลุ่มคนเพื่อพูดคุยและรับฟังปัญหา ต่างๆ 7. อัจฉริ ยะด้านความเชื่อมัน่ ตนเองและความเป็ นตัวของตัวเอง เด็ก ที่มีความสามารถพิเศษนี้จะดูเหมือนมีพลังพิเศษในตัวเอง เขาจะรู ้จกั ตนเองว่าเขาคือใคร และต้องการอะไรในชีวติ ดูจะมีความมุ่ง มัน่ ที่จะทำอะไรต่างๆ ตามเป้ าหมายของตนอย่างไม่ยอ่ ท้อง่ายๆ เขาอา จจะไม่ค่อยกังวลกับความรู ้สึกของคนอื่นๆ หรื อไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิ ดอย่างไรกับตัวเขานัก ชอบที่จะใช้เวลาอยูค่ นเดียวและทำในสิ่ งที่ตนเอ งตั้งใจไว้ แม้เขาเองอาจจะไม่ได้เป็ นขวัญใจที่เพื่อนๆทุกคนรู ้จกั และรัก ใคร่ มาก แต่สำหรับเพื่อนๆที่รู้จกั เขาดีจะชื่นชมในความตั้งใจและมุ่งมั่ นที่จะทำตาม สิ่ งที่เขาต้องการ โดยไม่ยอมแพ้ง่ายๆ


ความ สามารถในการเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผูอ้ ื่น รู ้จกั อดทนอดกลั้น มีความหวัง มองโลกในแง่ดี มีความสุ ขในชีวติ ฯลฯ ขึ้น อยูก่ บั การเลี้ยงดูต้ งั แต่วยั เด็กเป็ นสำคัญและต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัย รุ่ น ซึ่ งคุณจะสามารถช่วยได้โดย 1. ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ความอบอุ่นและความรู ้สึกที่มนั่ คงแก่ลกู 2. พูดคุยและยิม้ กับลูกบ่อยๆ 3. ให้การตอบสนองในเชิงบวกต่อพฤติกรรมที่ดีของเด็ก 4. อธิบายอย่างง่ายๆให้ลูกเข้าใจว่า ทำไมคุณถึงห้ามไม่ให้เขาทำอะไร บางอย่าง 5. ให้โอกาสลูกได้ช่วยคุณทำสิ่ งต่างๆในบ้านบ้าง เพื่อให้ได้มีส่วนร่ วม 6. พยายามเข้าใจลูกและปลอบประโลมเขาเมื่อเขาร้องไห้หรื อเสี ยใจ 7. อธิบายให้ลกู รู ้วา่ การกระทำอะไรมีผลอย่างไรกับผูอ้ ื่นบ้าง ให้เอาใจเขามาใส่ ใจเรา

หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้คงพอจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รู้วา่ ลูกมีความเป็ นอัจฉริ ยะด้านใด และจัดกิจกรรมให้เขาได้แสดงออกถึงศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ พร้อมๆกับเลี้ยงดูให้ลกู มีวฒ ุ ิภาวะทางอารมณ์ที่เหมาะสมได้นะคะ บทความวิชาการ..โดย พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ Child Research & Development Project http://www.taiknowledgebase.org


ฝึ กขับถ่ายให้ลกู น้อย


เด็กยุคนี้ฝึกขับถ่ายได้ล่าช้า เพราะมีการใช้ผา้ อ้อมสำเร็ จรู ปกันมากด้วยเหตุผลของความสะดวก เด็กที่ใช้ผา้ อ้อมสำเร็ จรู ปทั้งกลางวัน และกลางคืน นอกจากจะชินกับการปัสสาวะหรื ออุจจาระใส่ ผา้ อ้อมแล้ว ยังมีปัญหาผิวหนังอับชื้น และปั ญหาสิ่ งแวดล้อมตามมาด้วย เลิกผ้าอ้อม ฝึ กขับถ่ายการจะเลิกใช้ผา้ อ้อมสามารถทำได้ดว้ ยการฝึ กขับถ่ายให้เด็ก การสอนให้เด็กรู ้จกั ควบคุมการขับถ่ายและใช้หอ้ ง น้ำได้น้ นั เป็ นเรื่ องที่ตอ้ งใช้เวลา ความเข้าใจ และความอดทนของพ่อแม่ควรฝึ ก เมื่อไหร่ ควรฝึ กเมื่อเด็กและพ่อแม่ มีความพร้อมพ่อแม่ พร้อมเมื่อไหร่ มีเวลา อดทน เข้าใจเด็ก ใช้แรงเสริ มทางบวกได้ และไม่ควรมีความเครี ยดเรื่ องอื่นๆ เช่น ย้ายบ้าน คลอดลูกคนใหม ตกงาน ฯลฯเด็กพร้อมเมื่อไหร่ โดยทัว่ ไปจะอยูใ่ นช่วงอายุ 1-2 ปี (บางคนอาจช้ากว่านี้) ควรมีความพร้อมทั้งร่ างกายและจิตใจ ดังนี้ • เด็กควรจะนัง่ เองได้ดี เดินได้ เพื่อเดินไปนัง่ กระโถนในห้องน้ำ • ใช้มือช่วยเหลือตัวเองในการถอดและใส่ กางเกงได้ • อยากทำอะไรเอง • พูดหรื อทำสี หน้า ท่าทาง สื่ อให้รู้ได้วา่ ต้องการขับถ่าย • เด็กแสดงให้รู้วา่ เขาไม่ชอบที่จะเละเทะในกางเกงผ้าอ้อมที่ใส่ อยู่ • เข้าใจ เลียนแบบ และทำตามคำสัง่ ง่ายๆได้ • ขับถ่ายอุจจาระในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในแต่ละวัน และสามารถคาดการณ์ได้ เมื่อพร้อมแล้ว ทำอย่างไร(เด็ก) • เมื่อเด็กแสดงสี หน้า ท่าทาง หรื อบอกว่าอยากจะถ่าย ให้ชวนเด็กไปนัง่ เล่นที่กระโถน ให้เวลาเด็กได้นงั่ เล่นอย่างสบายๆ ไม่เร่ งหรื อบังคับให้เด็กต้องทำ • ชวนไปนัง่ กระโถนก่อนที่เด็กจะทำเลอะ หากเด็กบอกไม่ทนั หรื อทำเลอะไปแล้ว ไม่ควรดุเด็ก ควรใจเย็นๆ • สอนให้เด็กบอกก่อนที่จะทำเลอะ และฝึ กให้ขบั ถ่ายให้เป็ นเวลา • ควรสอนเรื่ องการทำความสะอาดตนเองหลังถ่ายเสร็ จ และให้เด็กล้างมือให้สะอาดก่อนออกจากห้องน้ำ • ให้เด็กได้กินอาหารที่มีกากใยให้พอเพียง จะทำให้การฝึ กขับถ่ายง่ายขึ้น เพราะถ้าท้องผูก เด็กจะกลัวเจ็บและไม่อยากถ่าย เมื่อพร้อมแล้ว ทำอย่างไร(พ่อแม่) • ควรเข้าใจและใจเย็นที่จะค่อยๆ ฝึ กลูกในการขับถ่ายให้เหมาะสมตามวัยและความพร้อมของเด็ก • ไม่บงั คับจนเด็กเกิดความเครี ยดหรื อกลัว ซึ่งอาจมีผลกระทบด้านจิตใจต่อไปในภายหลัง • ให้คำชมเชย ให้แรงเสริ มทางบวกเมื่อเด็กทำได้


30

วิ ธี แ ส น ง่ า ย ใ น ก า ร เ ลี ้ ย ง ลู ก ใ ห้ ฉ ล า ด

30วิธีง่ายๆต่อไปนี้อาจช่วยขยายไอเดียของคุณๆได้หากลูกคุ ณยัง ไม่ ไ ด้ดั่ง ใจแต่ อ ย่ า งใดก็ ต ามเด็ ก ก็ คื อ เด็ ก เป็ นผ้า ขาวของสั ง คม เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเขา ก่อนที่จะไปเปลี่ยนแปลงให้เขาเป็ นในสิ่ งที่เร าอยากให้เป็ น วิธีต่างๆ เหล่านี้ผา่ นการวิเคราะห์ ทดสอบ ทดลอง และสรุ ปผ ลมาแล้วจากนักวิชาการว่าใช้ได้ผลดีมาแล้วทัว่ โลก


1.ตามองตา เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูนอ้ ยสักครู่ หนูนอ้ ยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็ นสิ่ งแรกเสมอ และใบหน้ าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลกู อยากจะจดจำ ซึ่ งแต่ละครั้งที่หนูนอ้ ยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่ อ ย ๆ ด้วย

2.พูดต่อสิ ลกู เวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่ายที่ลกู จะสามารถพูดต่อ ได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรื อคำสุ ดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างงแต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้ บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่ มพูดต่อในช่วงว่างที่พอ่ แม่หยุดไว้ให้

3.ฉลาดเพราะนมแม่ ให้นมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ผลการศึกษาในเด็กวัยเรี ยน พบว่า เด็กที่กินนมแม่ตอนที่เป็ นทารกมักจะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไ ม่ได้กินนมแม่ นอกจากนี้การให้นมลูกยังเป็ นช่วงเวลาสำคัญในก ารสร้างสายสัมพันธ์กบั ลูกน้อย

4. ทำตลกใส่ ลกู แม้กระทัง่ เด็กน้อยอายุเพียงแค่ 2 วัน ก็มีความสามารถเลียน แบบการแสดงออกทางสี หน้าอย่างง่าย ๆ ของพ่อแม่ได้ ไม่เชื่อ ลองแลบลิ้นหรื อทำหน้าตาตลก ๆ ใส่ ลูกคุณจะทำตามแน่ ๆ


5.กระจกเงาวิเศษ ทารกน้อยเกือบทุกคนชอบส่ องกระจก เขาจะสนุกที่ได้ เห็นเงาของตัวเองในกระจกโบกมือหรื อยิม้ แย้มหัวเราะตอบ ออกมาทุกครั้ง

8.ชมวิวด้วยกัน พาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้านและบรรยายสิ่ งที่เห็นให้ลกู ฟัง เช่น โอ้โหต้นไม้ตน้ นี้มีนกเกาะอยูเ่ ต็มเลย ดูสิลกู บนนั้นมีนกด้วย การบรรยายสิ่ งแวดล้อมให้ลูกฟังสร้างโอกาสการเรี ยนรู ้คำศัพท์ ให้กบั ลูก

6.จัก๊ จี้ จัก๊ จี้

9.เสี ยงประหลาด ทำเสี ยงเป็ นสัตว์ประหลาด คุก๊ คู ๆ หรื อทำเสี ยงสู งเลียนแบบ เสี ยงเวลาที่เด็ก ๆ พูด ทารกน้อยจะพยายามปรับการรับฟังเสี ยงใ ห้เข้ากับเสี ยงต่าง ๆ จากพ่อแม่

การหัวเราะเป็ นจุดเริ่ มต้นของพัฒนาการด้านอารมณ์ข ั นการเล่ น ปู ไ ต่ ท ำให้ เ ด็ ก เรี ยนรู ้ เ กี่ ย วกับ การคาดเดาเหตุ ก าร ณ์ ด้ว ยว่ า ถ้า พ่ อ แม่ เ ล่ น อย่ า งนี้ แสดงว่ า จะเกิ ด อะไรขึ้ น ต่ อ ไป ปูจะไต่จากไหนไปถึงไหนเป็ นต้น

7.สองภาพที่แตกต่าง ถือรู ปภาพ 2 รู ป ที่คล้ายกันให้ลกู มอง โดยวางให้ห่างจาก ใบหน้าของลูกประมาณ 8-12 นิ้ว เช่น ภาพรู ปบ้านที่เหมือน กันทั้งสองรู ป แต่อีกรู ปหนึ่งมีตน้ ไม้ตน้ ใหญ่อยูข่ า้ งบ้าน แม้ย ั เป็ นเด็กทารกแต่เขาสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ เป็ นการสร้างความจำที่จะเป็ นพื้นฐานในการจดจำตัวอักษรและ การอ่านสำหรับลูกต่อไป

10.ร้องเพลงแสนหรรษา สร้างเสี ยงและจังหวะส่ วนตัวระหว่างเราและลูกน้อยขึ้น มา เช่น เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลกู ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับการเป ลี่ยนผ้าอ้อมให้ลกู อาจจะเป็ นกลอนสั้น ๆ แล้วใส่ เสี ยงสูงต่ำ แบบการร้องเพลงเข้าไป หรื ออีกทางคือเปิ ดเพลงชนิดต่าง ๆ ให้ลกู ฟังบ้าง เช่น บางวันอาจจะเป็ นลูกทุ่งบางวันเป็ นเพลง บรรเลง หรื อเพลงป๊ อปยอดฮิตทัว่ ไป มีนกั วิจยั ค้นพบว่า จังหวะดนตรี เกี่ยวพันกับการเรี ยนรู ้คณิ ศาสตร์ของลูก


11.มีค่ามากกว่าแค่อาบน้ำ เวลาในการอาบน้ำสอวนให้ลกู รู ้จกั ส่ วนต่าง ๆ ของร่ างกาย หรื ออุปกรณ์ที่ใช้ในการอาบน้ำ การบรรยายให้ลกู ฟังไปด้วยว่ากำ ลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อไปเท่ากับเป็ นการสอนคำศัพท์ และ ช่วยให้ลกู เรี ยนรู ้เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันไปในตัว

14.ให้ลกู มีส่วนร่ วม พยายามให้ลกู ได้มีส่วนร่ วมในกิจวัตรต่าง ๆ เช่น ถ้ากำลังจะปิ ดไฟก็อาจจะบอกลูกว่า แม่กำลังจะปิ ดแล้วนะ เสร็ จแล้วจึงกดปิ ดสวิชต์ไฟ นี่จะเป็ นการสอนให้ลกู เรี ยนรู ้เ กี่ยวกับเหตุและผล ลูกน้อยจะเรี ยนรู ้วา่ เมื่อคุณแม่กดสวิชต์ หลอดไฟจะปิ ดเป็ นต้น

12.อุทิศตัวเป็ นของเล่น ไม่ตอ้ งลงทุนซื้อเครื่ องเล่นราคาแพงไว้ให้ลูกบริ หารร่ างกาย เ พียงแค่คุณพ่อหรื อคุณแม่นอนราบลงไปบนพื้น และปล่อยให้หนู พยายามคลานข้ามตัวไป แค่น้ ีร่างกายของคุณพ่อคุณแม่กจ็ ะกลายเ ป็ นสนามเด็กเล่นที่ราคาถูกที่สุด และสนุกที่สุดสำหรับหนูนอ้ ยได้ พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์ และเรี ยนรู ้เรื่ องการแก้ปัญหาไ ปพร้อมกัน

15.เสี ยงและสัมผัสจากลมหายใจ ช่วยให้ลกู น้อยกระปรี้ กระเปร่ าขึ้นด้วยการเป่ าลมเบา ๆ ไปตาม ใบหน้า มือ แขน หรื อท้องของลูก หาจังหวะในการเป่ าของตัวเอง เช่น เป่ าเร็ ว ๆ สลับกับช้า หรื อเป่ าแล้วตามด้วยเสี ยงต่างๆตามแต่จิ นตนาการของคุณพ่อคุณแม่ แล้วรอดูปฏิกริ ยาตอบสนองจากลูก

13.พาลูกไปช็อปปิ้ ง นาน ๆ ครั้งพาลูกน้อยไปซื้ อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยก็ ไม่เสี ยหาย ใบหน้าผูค้ นอันหลากหลาย รวมถึงแสง สี เสี ยง ในห้างสรรพสิ นค้า คือ สิ่ งบันเทิงใจสำหรับหนูนอ้ ยเชียวล่ะ

16.ทิชชู่หรรษา ถ้าลูกชอบดึงกระดาษทิชชู่ออกจากม้วน ปล่อยเขาค่ะอย่าห้าม แ ต่อาจใช้กระดาษทิชชู่มว้ นที่เราใช้ไปพอสมควรแล้วจนเหลือกระด าษอยูเ่ พียงเล็กน้อย เพราะการที่เด็กน้อยได้ขยำหรื อขยี้กระดาษให้ย ั บย่น หรื อพับให้เรี ยบนั้นเป็ นการฝึ กประสาทสัมผัสและการใช้มือข องลูกเป็ นอย่างดี


17.อ่านหนังสื อให้ลกู ฟัง การอ่านหนังสื อช่วยให้ลกู เรี ยนรู ้เรื่ องภาษาได้จริ ง ๆ มีผลการวิจยั ออกมาว่า แม้กระทัง่ เด็กอายุ 8 เดือน สามารถเรี ยนรู ้จดจำการเรี ยงลำดับคำในประโยคที่ผู ้ ใหญ่อ่านให้ฟังซ้ำ 2-3 ครั้งได้ ดังนั้น ควรจัดเวลาใน แต่ละวันอ่านหนังสื อให้ลกู ฟังเป็ นประจำ

22.มื้ออาหารแสนสนุก เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถกินอาหารเสริ มที่หลากหลายมากขึ้นได้แล้ว อย่าลืมจัดอาหารของลูกให้มีชนิด ขนาดและพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น มีท้ งั ผลไม้ชิ้นเล็ก เส้นพาสต้า มักกะโรนี หรื อซี เรี ยล ปล่อยให้ลกู น้อ ยใช้มือจับอาหารถ้าลูกอยากทำ เป็ นการฝึ กใช้นิ้ว และฝึ กใช้ประสาท สัมผัสเมื่อได้สมั ผัสกับอาหารที่มีลกั ษณะแตกต่างกัน

18.เล่นซ่อนหาจ๊ะเอ๋ การเล่นจ๊ะเอ๋ น้ ีนอกจากจะทำให้ลกู หัวเราะแล้ว ยัง ช่วยให้ลกู เรี ยนรู ้วา่ เมื่อสิ่ งของหายไปแล้วสามารถกลับ คืนมาได้อีก

19.สัมผัสที่แตกต่าง หาสิ่ งของที่มีผวิ สัมผัสแตกต่างกัน เช่ผา้ ไหม ผ้าขนสัตว์ ไม้ หรื อผ้าฝ้ าย ค่อย ๆ นำพื้นผิวแต่ละอย่างไปสัมผัสแก้ม เท้า หรื อท้องลูกเบา ๆ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่กบ็ รรยาย ให้ลูกฟั งไปด้วยว่าความรู ้สึกเมื่อถูกสัมผัสเป็ นอย่างไร เช่น นี่จก๊ั จี้นะลูก ส่ วนอันนี้นุ๊ม นุ่ม ใช่ไหม เป็ นต้น

20.ให้ลูกผ่อนคลายและอยูก่ บั ตัวเองบ้าง ให้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในแต่ละวัน นัง่ เงียบ ๆ สบาย ๆ กับลูกน้อยบนพื้นบ้าน ไม่ตอ้ งเปิ ดเพลง เปิ ดไฟ หรื อเล่นอะไรกัน ปล่อยให้ลกู ได้สำรวจสิ่ งต่าง ๆ ตามใจชอบ คุณพ่อคุณแม่ไม่ตอ้ งไปยุง่ กับลูกเลยและรอ ดูวา่ ใช้เวลาสักเท่าไรหนูนอ้ ยจึงจะคลานมาขอเล่นกับคุณ พ่อคุณแม่อีกครั้ง นี่เป็ นการฝึ กความเป็ นตัวของตัวเองใ ห้ลกู ขั้นแรก

21.ทำอัลบั้มรู ปครอบครัว นำรู ปภาพของญาติ ๆ มาใส่ ไว้ในอัลบั้มเดียวกัน และ นำออกมาให้ลกู ดูบ่อยๆเพื่อให้จดจำชื่อญาติแต่ละคน แล้วเวลาที่คุณปู่ หรื อคุณย่าโทรศัพท์มา ก็นำรู ปท่านออก มาให้ลกู ดูพร้อมกับที่ให้ลกู ฟังเสี ยงของท่านจากโทรศัพ ท์ไปด้วย

23.เด็กชอบทิ้งของ บางครั้งดูเหมือนเด็กชอบทิ้งของลงพื้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พฤติกรรมนี้เกิดจากเด็กทดสอ บเรื่ องแรงโน้มถ่วงว่าจะตกลงสู่พ้ืนทุกครั้ง หรื อไม่


24.กล่องมายากล หากล่องหรื อตลับที่เหมือนกันมาสักสามอัน แล้ว ซ่ อ นของเล่ น ชิ้ น โปรดของลู ก ไว้ใ นกล่ อ งใบหนึ่ ง สลับกล่องจนลูกจำไม่ได้ แล้วให้ลกู ค้นหาของเล่นชิ้น นั้นจนเจอ นี่เป็ นเกมฝึ กสมองอย่างง่ายสำหรับเด็ก

26.เลียนแบบลูกบ้าง เด็กชอบให้พอ่ แม่ทำอะไรตามเขาในบางครั้ง เช่น เลียนแบบท่าหาวของลูก แกล้งดูดขวดนมของลูก ทำเสี ยงเลียนแบบเว ลาที่ลกู ส่ งเสี ยงอ้อแอ้ หรื อคลานในแบบที่ลูกคลาน การทำอย่างนี้กระ ตุน้ ให้ลกู แสดงกิริยาท่าทางต่าง ๆ ออกมา เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตอ บสนองของพ่อแม่ นี่คือก้าวแรกของลูกสู่ การมีความคิดสร้างสรรค์

27.จับใบหน้าที่แปลกไป ลองทำหน้าตาแปลก ๆ เช่น ขมวดคิ้ว แยกเขี้ยว แลบลิ้นให้ลกู ดู เวลาลูกเห็นพ่อแม่ทำหน้าตาตลก หนูนอ้ ยจะอยากลองจับ ปล่อยให้ลู กได้ลองจับต้องใบหน้าของพ่อแม่ แล้วสร้างเงื่อนไขบางอย่างขึ้นมา เช่น ถ้าลูกจับจมูกจะทำเสี ยงแบบนี้ ถ้าจับแก้มจะทำเสี ยงอีกแบบหนึ่ง ทำแบบนี้ 3-4 รอบ แล้วจึงเปลี่ยนเงื่อนไขไปเรื่ อย ๆ เพื่อให้ลกู แปลกใจ

28.วางแผนคลานตามกัน ลองคลานเล่นไปกับลูกให้ทวั่ บ้าน คลานช้าบ้าง เร็ วบ้างและ หยุดหรื อพ่อแม่อาจจะวางของเล่นที่น่าสนใจ หรื อจัดบ้านในบางมุม ให้แปลกไปก่อนที่จะมาคลานเล่นกับลูกเพื่อไปสำรวจตามจุดต่าง ๆ ที่จดั ไว้ตามแผน

29.เส้นทางแห่งความรู ้สึก อุม้ ลูกน้อยเดินไปทัว่ บ้านในวันฝนตก จับมือลูกไปสัมผัส ต่างที่เย็นชื้น หยดน้ำที่เกาะบนใบไม้ ต้นไม้ หรื อสิ่ งของอื่น ๆ ในบ้านที่จบั ต้องได้อย่างปลอดภัย เป็ นการเปิ ดประสาทสัมผัสของลูก สู่ความรู ้สึกต่าง ๆ เมื่อได้แตะต้องสิ่ งของเย็น เปี ยก หรื อความลื่น

25.สร้างอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ กระตุน้ ทักษะการทำงานของกล้ามเนื้อให้ลกู โ ดยนำเบาะซฟาหมอน กล่องหรื อของเล่นวางขวา งไว้บนพื้น แล้วพ่อแม่กแ็ สดงวิธีคลานข้าม ลอด หรื อคลานรอบ ๆ สิ่ งกีดขวางเหล่านี้ได้อย่างไร

30.เล่าเรื่ องของลูก เลือกนิทานเรื่ องโปรดของลูก แต่แทนที่จะเล่าอย่างที่เคยเล่า ลอง ใส่ ชื่อของลูกลงไปแทนที่ชื่อตัวละครตัวสำคัญของเรื่ อง เพื่อให้หนู น้อยรู ้สึกแปลกใจและสนุกสนานไปกับชื่อของตัวเองในนิทาน


เคล็ดลับการดูแลเด็ก  

การดูแลเด็ก

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you