Page 1

วันลอยกระทง

ประวัติวันลอยกระทง

4

ตำ�นาน เรื่องเล่า

6

ความเป็นมาของเทศกาลวันลอยกระทง

12

ประวัติวันลอยกระทงในประเทศไทย ลักษณะของกระทงที่ใช้ลอย

13 14

เพลงประจำ�เทศกาลลอยกระทง

20


วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ� เดือน 12

ประวัติวันลอยกระทง

นางนพมาศ สนมเอกของพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย คิดทำ�กระทงรูปดอกบัว และรูปต่างๆถวาย พระร่วงทรงให้ลอยกระทงตาม สายน้ำ�ไหล ในหนังสือ ตำ�รับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระร่วงตรัสว่า”แต่นี่สืบไปเบื้องหน้า โดยลำ�ดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาล กำ�หนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำ�โคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีการทำ�กระทงขนาดใหญ่และสวยงาม ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพา ราชวงศ์ กล่าวไว้ว่า “ครั้นมาถึงเดือน 12 ขึ้น 14 ค่ำ� 15 ค่ำ� แรมค่ำ�หนึ่งพิธีจองเปรียงนั้น เดิมได้โปรดให้ขอแรง พระบรมวงศา นุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และข้าราชการที่มีกำ�ลังพาหนะมาทำ�กระทงใหญ่ ผู้ถูกเกณฑ์ต่อเป็นถังบ้าง ทำ�เป็นแพหยวกบ้าง กว้าง 8 ศอกบ้าง 9 ศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอด 10 ศอก 11 ศอก ทำ�ประกวดประขันกันต่างๆ ทำ�อย่างเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง 4 บ้าง

หน้า 4


และทำ�เป็นกระจาดชั้นๆบ้าง วิจิตรไปด้วยเครื่องสด คนทำ�ก็ นับร้อย คิดในการลงทุนทำ�กระทงทั้งค่าเลี้ยงคนและพระช่าง เบ็ดเสร็จก็ถึง 20 ชั่งบ้าง ย่อมกว่า 20 ชั่งบ้าง” ปัจจุบัน ประเพณีลอยกระทง มีการจัดงานกันแทบทุกจังหวัด ถือเป็น งานประจำ�ปีที่สำ�คัญ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่มีการจัด ขบวนแห่กระทงใหญ่ กระทงเล็ก มีการประกวดกระทง และ ประกวดธิดางามประจำ�กระทงด้วย ส่วนการลอยโคม ชาว บ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานยังนิยมทำ�กัน ชาวบ้านจะนำ� กระดาษ มาทำ�เป็นโคมขนาดใหญ่สีต่างๆ ถ้าลอยตอนกลาง วัน จะทำ�ให้โคมลอยโดยใช้ควันไฟ ถ้าเป็นเวลากลางคืน ก็ จะใช้คบจุดที่ปากโคม ให้ควันพุ่งเข้าในโคม ทำ�ให้ลอยไปตาม กระแสลมหนาว เวลากลางคืนแลเห็นแสงไฟโคมบนท้องฟ้า พร้อมกับแสงจันทร์และดวงดาวสวยงามมากทีเดียว

หน้า 5


ตำ�นาน เรื่องเล่า

หน้า 6


ประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อ หลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา เป็นการ สะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการ บูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น การลอยกระทงนิยมทำ�กันในวัน เพ็ญ เดือน 12 ของทุก ๆ ปี อันเป็นช่วงที่น้ำ�ในแม่น้ำ�ลำ�คลองขึ้นสูง และอากาศเริ่มเย็นลง ตามพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน และตำ�รับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวว่า นางนพมาศ หรือท้าวศรี จุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ริเริ่ม ประดิษฐ์กระทงสำ�หรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น ซึ่งคนทั่วไป นิยมทำ�ตามสืบต่อมา นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่ 1 ยังได้กล่าว ถึง งานเผาเทียน เล่นไฟ ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า เป็นงานที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำ�ให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานต้องตรงกันว่า งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

หน้า 7


ระเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่มีมายาวนาน อีกไม่กี่วันแล้วก็จะถึงงานเทศกาลวันลอยกระทง ซึ่งเป็น งานเทศกาลแห่งความสุขและรื่นเริง ลอยกระทงเป็นประเพณีที่มี มายาวนาน บ้างก็ว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย บ้างก็ว่ามีมาตั้งแต่ ก่อนสมัยสุโขทัย เรียกได้ว่าเริ่มมีประวัติศาสตร์ชาติไทยขึ้นมาก็มีประเพณีลอย กระทงกันเลยทีเดียว

หน้า 8


หน้า 9


หน้า 10


ประวัติวันลอยกระทงและประเพณีลอยกระทง

การลอยกระทงมีวัตถุประสงค์ด้วยกัน 2 ประการ คือ 1. เพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางท้องที่ถือว่าลอยกระทงเพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื่องในโอกาสที่ พระพุทธองค์ได้ไปแสดงธรรมในนาคภิภพ และทรงประทับรอยพระบาทไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำ�นัมมทานที (1) เพราะฉะนั้นการที่ บ้านเรามีประเพณีลอยกระทง ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองก็เพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื่องในโอกาสนี้ ส่วนทางเหนือนั้นมีประเพณียี่เป็ง มีทั้งลอยกระทงและลอยโคมขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อบูชาพระเขี้ยวแก้วของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าซึ่งบรรจุอยู่ในจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราจึงจุดประทีป ลอยโคม ส่งใจขึ้นไปบูชาพระเขี้ยวแก้วร่วม กับพระอินทร์ที่นำ�หมู่เทวดาบูชาพระเขี้ยวแก้วที่จุฬามณีในวันเพ็ญเดือนสิบสองนี้เช่นกัน ยี่เป็งสันทราย ได้จัดประเพณี ลอยกระทง และลอยโคม ซึ่งเป็นภาพวัฒนธรรมไทยที่งดงามมากในสายตาของชาวโลก และยังได้มีการจัดลอยโคมที่ มองโกเลีย และอินเดียเพื่อบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างยิ่งใหญ่มาแล้วด้วย 2. เพื่อบูชาพระแม่คงคา เป็นการแสดงการขอบคุณน้ำ� เพราะมนุษย์เราอยู่ได้เพราะน้ำ� ตั้งแต่โบราณมาชุมชนทั้ง หลายเวลาสร้างเมือง ต่างก็เลือกติดแม่น้ำ� ดังนั้นถึงเวลาในรอบ 1 ปี ก็เลือกเอาวันเพ็ญเดือนสิบสอง ระลึกว่าตลอดปีที่ ผ่านมา เราได้อาศัยน้ำ�ในการดำ�รงชีวิต ขณะที่ลอยกระทงเราก็นึกถึงคุณของน้ำ� ไม่ใช่ลอยเฉยๆ ต้องรำ�ลึกว่าต้องรู้จัก ใช้น้ำ�อย่างถูกวิธี และใช้น้ำ�อย่างคุ้มค่า ไม่ใช้ทิ้งขว้าง ไม่ทำ�ให้น้ำ�สกปรก ไม่ปล่อยของเสียลงแม่น้ำ� เป็นการขอขมาและ ขอบคุณพระแม่คงคา ไม่ใช่เป็นการไหว้เทวดาพระแม่คงคาแต่อย่างใด แต่เป็นการแสดงการขอบคุณน้ำ� ในฐานะที่เป็นผู้ ให้ชีวิตเรา

หน้า 11


ความเป็นมาของเทศกาลวันลอยกระทง คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำ�นาน ดังนี้ 1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา 2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทม สินธุ์อยู่ในมหาสมุทร 3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไป จำ�พรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา 4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำ�นัมมทาน ทีเมื่อคราวเสด็จไปแสดง ธรรมโปรดในนาคพิภพ 5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของ พระพุทธเจ้า 6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก 7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำ�เพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้อง ทะเลลึกหรือสะดือทะเล

หน้า 12


ประวัติวันลอยกระทงในประเทศไทย

การลอยกระทงในประเทศไทยมีมาตั้วแต่ครั้งสุโขทัย การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้ง สุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีป หรือ ลอยโคม เป็น งานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานาง นพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้ คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำ� เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำ�นัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำ�สายหนึ่งอยู่ในแค้วนทักขิณาบถของประเทศ อินเดีย ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำ�เนรพุททา

การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชจนได้บรรลุธรรมเป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หลังจากเผยพระธรรมคำ�สั่งสอนแก่สาธุชนโดย ทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จึงเสด็จไปจำ�พรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อ ทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้งจำ�พรรษาจนครบ 3 เดือน พระองค์จึงเสด็จกลับลงสู่โลกมนุษย์เมื่อท้าวสักกเทวราชทราบพุทธ ประสงค์ จึงเนรมิตบันไดทิพย์ขึ้น อันมี บันไดทอง บันไดเงิน และบันได แก้ว ทอดลงสู่ประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแก้วนั้นเป็นที่ซึ่งพระผู้มีพระ ภาคเจ้าเสด็จลง บันไดทองเป็นที่สำ�หรับเทพยดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บันไดเงินสำ�หรับพรหมทั้งหลายส่งเสด็จ ในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ครั้ง นี้ เหล่าทวยเทพและประชาชนทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันทำ� การสักการ บูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย การลอยกระทงตามคตินี้ จึงเป็นการรับเสด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ (เป็นตำ�นานเดียวกับประเพณี การตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์) รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่ไปปรากฏอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำ�นัมมทานทีมีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ คือ ครั้งหนึ่ง พญานาคทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เสด็จไปแสดงธรรม โปรดในนาคพิภพ เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสาวรีย์ ไว้กราบไหว้บูชา พระพุทธองค์จึงทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่ หาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำ�นัมมทานทีเพื่อให้บรรดานาคทั้งหลายได้สักการะ บูชา

หน้า 13


ลักษณะของกระทงที่ใช้ลอย

หน้า 14


ลักษณะของกระทงที่ใช้ลอย 1. กระทงใบตอง ปักด้วยเทียน เป็นการบูชาพระสัมาสัมพุทธเจ้าด้วยแสงสว่าง 2. กระทงโฟม ต่อมามีโฟมก็เลือกใช้โฟม 3. กระทงสาย ทำ�จากกะลามะพร้าว ที่ขัดให้สะอาดและหลอมเทียนพรรษาใส่ลงไปในกะลาจุดเทียนแล้ว ลอยลงแม่น้ำ� ไหลตามกันเป็นสายตามร่องแม่น้ำ�ปิง ซึ่งมีสันทรายอยู่ใต้น้ำ� จึงเรียกกระทงสาย ซึ่งประเพณีของ จังหวัดตาก

หน้า 15


ความ

เชื่อของประเพณีลอยกระทง ลอยทุกข์ ลอยโศก ความเชื่อของการลอยกระทงเพื่อลอยทุกข์ ลอยโศกให้ลอยหายไป พร้อมกับกระทงด้วยการตัดเล็บ ผม และเงินใส่ลงไปในกระทง สิ่งเหล่านี้เป็น ความเชื่อที่มีมาในในภายหลัง เป็นสิ่งที่ทำ�แล้วรู้สึกสบายใจ แต่ความจริงเรา ไม่สามารถที่จะลอยทุกข์โศกให้หมดไปได้ด้วยการลอยกระทง ดังนั้นถ้าจะให้ทุกข์โศก โรคภัย เคราะห์ร้ายออกไปด้วย เรา ต้องสร้างบุญ โดยในตอนกลางวัน ก่อนที่จะไปลอยกระทง เราก็ไปทำ�บุญที่วัดก่อน แล้วนำ�บุญนั้นมาอธิษฐานในคืนวันลอย กระทง ด้วยกุศลผลบุญนี้ขอให้ทุกข์โศกโรคภัยทั้งหลายออกไปจากใจของข้าพเจ้า

หน้า 16


หน้า 17


หน้า 18


จุดประสงค์

ของการจุดดอกไม้ไฟในวันลอยกระทง สมัยโบราณเดิมทีเดียวยังไม่มีการจุดดอกไม้ไฟ แต่เป็นการเพิ่มเติมมาทีหลัง เพื่อสร้างความคักคักสนุกสนานการลอยกระทง เราควรจะนึกถึงเป้าหมาย ดั้งเดิมของประเพณี คือ บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นึกถึงคุณของน้ำ� และบริหารจัดการน้ำ�อย่างถูกหลัก ขณะเดียวกันให้ ระมัดระวังเรื่องเมาสุรา ทะเลาะวิวาท ปัญหาชายหญิง ก็จะเป็นการช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามไว้

หน้า 19


เพลงประจำ�เทศกาลลอยกระทง

เมื่อเราได้ยินเพลง “รำ�วงลอยกระทง” ที่ขึ้นต้นว่า “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำ�นองเต็มตลิ่ง...” นั่นเป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึง วันลอยกระทงแล้ว ซึ่งเพลงนี้เป็นที่คุ้นหูของทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เพราะในต่างประเทศมักเปิดเพลงนี้ต้อนรับนักท่อง เที่ยว เพื่อแสดงถึงความเป็นประเทศไทย เพลงรำ�วงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำ�นองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ซึ่ง ครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2498 ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำ�เจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลง “รำ�วงลอย กระทง” ที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า

หน้า 20


วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำ�นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำ�วง รำ�วงวันลอยกระทง รำ�วงวันลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

หน้า 21


วันลอยกระทง  

วันลอยกระทง