Issuu on Google+

Trips

10 แหล่งท่องเทีย่ ว ในฤดูหนาวของไทย อ ุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง เขาค้อ – อ ุทยานแห่งชาตินำ้ หนาว อ ุทยานแห่งชาติภ ูกระดึง อ ุทยานแห่งชาติหว้ ยน้ำดัง อ ุทยานแห่งชาติภ ูหินร่องกล้า ภ ูชี้ฟ้า-ผาตัง้ ทงุ่ บัวตองดอยแม่อ ูคอ – ดอยแม่เหาะ อ ุทยานแห่งชาติภ ูเรือ อ ุทยานแห่งชาติภ ูสอยดาว


สารบัญ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

10

ดอยอ่างขาง

18

เขาค้อ – อุทยานแห่งชาตินำ้ หนาว

อุทยานแห่งชาติภกู ระดึง

40

อุทยานแห่งชาติภห ู ิ นร่ องกล้า

44

25

ทุ่งบัวตองดอยแม่อคู อ – ดอยแม่เหาะ 47 อุทยานแห่งชาติหว้ ยน้ำดัง

31

อุทยานแห่งชาติภเู รื อ ภูช้ ีฟ้า-ผาตั้ง

36

50

อุทยานแห่งชาติภสู อยดาว

54


ภูทบั เบิก Phu Tab Bark

ภู ทั บ เบิ ก เป็ นยอดเขาที่ สู ง ที่ สุ ด ในจัง หวัด เพชรบู รณ์ เ พิ่ ง เปิ ดให้ นั ก ท่ อ งเที่ ย วเข้า ไปสำรวจท่ อ งเที่ ย วได้ ไม่ น านนั ก แต่ ก็ ส ามารถสร้ า งความตื่ น ตาตื่ น ใจให้ กับ ผูท้ ี่ไปเยือนได้เป็ นอย่างมาก จนกลาย 1 ใน UNSEEN THAILAND ที่คุณไม่ควรพลาดการไป เยือนด้วยระดับค วามสู ง1,768จากระดับน้ำทะเลปานกลางอุณหภูมิที่หนาว เย็นทั้งปี บนยอดภูและไร่ กะหล่ำปลี ที่กว้างใหญ่สุดลูกตา กินบริ เวณยอดภูหลายลูก ภู ท ับ เบิ ก เป็ นชื่ อ ของหมู่ บ ้ า นม้ง ทับ เบิ ก ซึ่ งเป็ นห มู่ บ้า นชาวเขาเผ่ า ม้ง บนภู เ ขาสู ง ของจัง หวัด เพชรบู ร ณ์ ในตำบลวังตาล อำเภอหล่มเก่าซึ่งห่างจากตัวอำเภอประมาณ 40 กม. และห่างจากตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ประมาณ 100 กม. ชาวม้งที่นี่มีอาชีพ ทำการเกษตรเป็ นหลักพืชผักที่มีการปลูก มากที่สุดก็คือกะหล่ำปลีซ่ ึ งมีการจัดสรรที่ดินทำกินสำหรับก

ารปลูกกะหล่ำปลีหลายพันไร่ บนยอดเขาสู งทำให้ในช่ว งฤดูฝนมีกะหล่ำปลีผดุ ขึ้นละลานตาเต็มภูเขาโดย เฉพาะ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิ งหาคมและช่วงเดือน ตุลาคมพฤศจิกายน ของทุกปี นอกจากนี้ ในยามค่ำคื นยังมองเห็ นแสงไฟระ ยิบระยับจากบ้านเรื อนในอำเภอหล่มสัก ที่อยูเ่ บื้องล่าง เปรี ยบได้กบั “ดาวบนดิน” จากสภาพ ดังกล่าวทำให้ภู ทับเบิกเป็ นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและดึงดูดนักท่อ งเที่ยวที่นิยมสัมผัสบรรยากาศที่ หนาวเย็น วิถีชีวติ ชา วเขาและแหล่งธรรมชาติที่บริ สุทธิ์ ภายใต้คำกล่าวที่วา่ “นอนทับเบิก สัมผัสความหนาว ดูดาวบนดิน” โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวก บริ เวณหมู่บา้ นทับเบิกและ จุดชมวิว มีบา้ นพัก เต็นท์ และร้าน อาหารเปิ ดบริ การ แก่นกั ท่องเที่ยว


จุ ด เด่ น ที่ สุ ด ของภู ทั บ เบิ ก คื อ การชมวิ ว ได้ร อบทิ ศ 360องศาเหนื อ บรรดาเมฆหมอกที่ ล อยอยู่ร อบๆและ มีอากาศ หนาวเย็นตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็ นยอดเขาสู งที่สุดของเพชรบูรณและปลูกแต่กะหล่ำปลีทวั่ ทั้งหุบเขา ทำให้ไม่มีตน้ ไม้ใหญ่มา บดบังทัศนียภาพ และกระแสลมบน ขณะที่ในบางเช้าก็มีทะลหมอกขนาดใหญ่กินบริ เวณกว้ างทางด้านทิศตะวันออกที่ติด กับ อำเภอหล่มเก่า ถือเป็ นทะเลหมอกที่ใกล้กบั ผูช้ มมากที่สุด เพราะหมอกทั้งหมดมาออ กันอยูด่ า้ นข้างจุดกางเต็นท์นนั่ เอง หมู่บา้ นม้งทับเบิกซึ่ งอยูด่ า้ นในเลยจากจุดชมวิว ยังเป็ นแหล่งศึกษาวัฒนธรรมที่น่าสนใจซึ่ งยังคงรักษาวิถี ชี วิตตามแบบฉบับม้งดั้งเดิมไว้นอกจากนี้ ยงั มีวดั ป่ าบ้าน ทับเบิกเป็ นจุดท่องเที่ยวและจุดชมวิวที่สำคัญภายในหมู่ บ้า นเคยเป็ นจุ ด ที่ ใ ช้ร องน้ำ ค้า งกลางหาวที่ น ำไปทำน้ำ พระพุทธมนต์เพื่อประกอบพิธีแด่องค์พระบาทสมเด็จพ ร ะเจ้าอยูห่ วั ในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ โดยวัดตั้งอยูบ่ ริ เวณ ริ มหน้าผาติดกับอำเภอหล่มเก่าทำให้มองเห็นวิวในมุมสู ง ได้ กว้างไกล มาก บริ เวณภูทบั เบิกมีรีสอร์ ทที่พกั จำนวนน้อยแต่มี ที่สำหรับกางเต็นท์พกั แรมแคมปิ้ งจำนวนมากเต็นท์ท ี่พกั ให้เช่ าสำหรั บผูท้ ี่ ตอ้ งการค้างคืนเพื่อสัมผัสความหนาว เย็นหรื อต้องการชมทะเลหมอกตอนเช้ามีร้าน อาหารและ ร้านจำหน่ายน้ำดื่มไว้รองรับนักท่องเที่ยว แต่หากเป็ นช่วง เทศกาลสำคัญ ควรเตรี ยมอาหารและน้ำเอง จะสะดวกที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก ขณะที่ร้านค้ามีไม่เพียง พอกับความต้องการ สำหรั บ ที่ ก างเต็น ท์บ นจุ ด ชมวิว และบริ เ วณไร่ กะหล่ำปลี ของวิสาหกิ จชุ มชนหมู่บา้ นทับเบิ กมี ค่าบริ ก ารดังนี้ เต็นท์นอน4คนพร้ อมเครื่ องนอนราคา650ต่อคืน

เต็นท์นอน 2 คน พร้อมเครื่ องนอน ราคา 350 ต่อคืน นำเต็ นท์มาเองคิดค่าบำรุ งสถานที่คนละ 40 บาท ต่อคนต่อคืน ส่ วนห้องน้ำสำหรับอาบน้ำและห้องสุ ขามีไว้รอง รับจำนวนมากแต่ดว้ ยความที่มีอากาศหนาวเย็นและไม่มี เครื่ องทำน้ำอุ่นอาจทำให้หลายคนไม่กล้าอาบน้ำเก็บดอง เค็มไว้อาบที่บา้ นเพราะในฤดูหนาวน้ำที่นี่เย็นกว่าน้ำแข็ง ซะอีก ลองค้างที่นี่สกั คืน จะเป็ นประสบการณ์วเิ ศษที่จะ ลืมไม่ลงทีเดียว การเดินทางบนภูทบั เบิกเป็ นภูเขาสู งชันยังไม่มี รถประจำทางสามารถเดินทางได้โดยทางรถยนต์ส่วนตัว เท่านั้นซึ่ งสามารถขึ้นเขาได้ท้ งั รถเก๋ งและรถกระบะรถที่ จะขึ้นภูทบั เบิก ต้องตรวจเช็คความพร้อมของเครื่ องยนต์ ระบบเบรค และครัชให้ดีก่อน และมีควรมีกำลังมากกว่า 1500 ซี ซี. และผูข้ บั ขี่ควรมีประสบการณ์ในการขับรถขึ้น เขามาบ้างแล้ว


จากกรุ ง เทพฯถึ ง จัง หวัด เพชรบู ร ณ์ ผ่า นตัว เมื อ งมุ่ ง หน้า ไปทางอ.หล่ มสักก่ อนถึ ง แยกพ่อขุนประมาณ 10 กม. ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทาง เลี่ยงเมืองสาย 21 (เลยปั๋ม คาลเท็กซ์ไป 200 ม.) ขับรถไปอีก 6-7 กม. ถึงสี่ แยกกกโอ ให้ เ ลี้ ยซ้ า ยไปทางพิ ษ ณุ โ ลกตรงไปประมาณ1-2กม. ถึงสี่ แยกไฟแดง หากตรงไปจะขึ้นไปเขาค้อและพิษณุโล กให้เลี้ยวขวาเข้าถนนสาย2372ตรงไปประมาณ13-15กม. มีป้ายบอกทางภูทบั เบิก-ภูหินร่ องกล้า ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถน นทางหลวงหลายเลข 2331 ไปภูทบั เบิก ขับไปตามเส้นทาง ซึ่ งเป็ นทางขึ้ นเขาระยะทางประมาณ17.7กิ โ ลเมตร รวมโค้งหักศอก ทะแยงขึ้น-ลง ได้ประมาณ 111 โค้ง (ในช่วงอ.หล่มสัก-อ.หล่มเก่า มีป้ายบอกเส้นทางไปภูทบั เ บิกตลอดเส้นทาง) ระหว่างนี้ ท่านจะตื่ นเต้นกับธรรมชาติ ดา้ นล่าง ที่ สวยงามตลอดเส้นทางยิ่งสู งยิ่งสวยเมื่ อถึ งสามแยกที่ มี ป้ายอุทยานแห่ งชาติ ภูหินร่ องกล้าและด่ านเก็บเงิ นค่า ธรรมเนียมอุทยานฯ ให้เลี้ยวขวา ไม่ตอ้ งเข้าไปในอุทยาน

แล้วขับตรงไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร จากนั้นให้เลี้ ยวขวาขึ้นไปยังจุดชมวิว ขับไปประมาณ 300 เมตร ก็จะถึงลานจอดรถ จากนั้นก็เดินเท้าประมาณ 100 เมตร ก็จะถึงจุดชมวิว...ภูทบั เบิก ทีพ่ กั บนจุดชมวิว ภูทบั เบิกสามารถติดต่อขอก างเต็นท์ได้ในวันที่ไปถึงหรื อหากต้องการเช่ าเต็นท์พร้อ มอุปกรณ์นอนก็มีเตรี ยมสำรองไว้ให้นกั ท่องเที่ยว สอบ ถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อคุณท่อ056810737 นอกจากนี้ย ั งสามารถเข้าไปพักที่อบต.วังบาล ซึ่ งอยูด่ า้ นในหมู่บา้ น ทิวทัศน์สวยงามเช่นเดียวกัน มีบา้ นพัก มี 3 หลังๆ ละ 800 บาท พักได้ 8 คนเช่าเต็นท์ หลังละ 200 บาทนำเต็นท์มาเอง คิดคนละ 30 บาท ติดต่อ โทร 08 1474 1825, 0 5674 7532 บ้าน พักสถานีอนามัยทับเบิก ที่อยู่ : ภูทบั เบิก 16 หมู่ 16 ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ โทร 0878442141 , 087-8511655 , 0861607564 , 0898792029 , 0848951826 จำนวนที่พกั 5 ห้อง, ราคา 1,500 บาท


อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

DOI INTHANON NATIONAL PARK THAILAND ป่ าสน ป่ าเบญจพรรณและอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมเกือบทั้งวันแล ะบ���งครั้งน้ำค้างยังกลายเป็ นน้ำค้างแข็งสิ่ งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็ นเสน่ห์ดึงดูดให้มีผมู ้ าเยือนที่นี่อย่างไม่ขาดสาย ารเดิ น ทางระยะทางจากตัว เมื อ งขึ้ น ไปจนถึ ง ย อดดอยอิ น ทนนท์ ป ระมาณ106กิ โ ลเมตรออก จากตัว เมื อ งเชี ย งใหม่ ไ ปตามทางหลวงหมายเลข108 เชียงใหม่-จอมทอง ถึงหลักกิโลเมตรที่ 57 ก่อนถึงอำเภอ ดอยอิ น ทนนท์ น้ ี เป็ นส่ ว นหนึ่ งของเทื อ กเขา จอมทอง1กิโลเมตรแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 หิ มาลัยซึ่ งพาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า สายจอมทอง-อินทนนท์ระยะทาง 48 กิโลเมตรถึงยอดดอย และมาสิ้ นสุ ดที่นี่ สิ่ งที่น่าสนใจของดอยนี้ไม่เพียงแต่ อินทนนท์เป็ นถนนลาดยางอย่างดีแต่ทางค่อนข้างสู งชันร เป็ นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศด้วยความ สู ง 2,565 ถที่นำขึ้นไปจะต้องมีสภาพดีผทู ้ ี่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวสาม เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้น แต่สภาพภูมิป ารถนัง่ รถสองแถว สายเชียงใหม่-จอมทองบริ เวณ ประตูเชี ระเทศและสภาพป่ าที่หลากหลาย ไม่วา่ จะเป็ นป่ าดงดิบ ยงใหม่จากนั้นขึ้นรถสองแถวที่หน้าวัดพระธาตุศรี จอมท แต่เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรื อ “ดอยอ่ า งกา”ดอยหลวงหมายถึ ง ภู เ ขาที่ มี ข นาดใหญ่ ส่ วนที่เรี ยกว่าดอยอ่างกานั้น มีเรื่ องเล่าว่า ห่างจากดอย อินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก300 เมตร มีหนองน้ำอยู่ แห่ ง หนึ่ ง ลัก ษณะเหมื อ นอ่ า งน้ำ แต่ ก่ อ นนี้ มี ฝูง กาไป เล่นน้ำกันมากมาย จึงเรี ยกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรี ยกว่า ดอยอ่างกา

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 10


องวรวิหารหรื อที่นำ้ ตกแม่กลาง ซึ่งจะเป็ นรถโดยสาร ป ระจำทางไปจนถึงที่ทำการอุทยานฯตรงหลักกิโลเมตร ที่31และหมู่บา้ นใกล้เคียง แต่หากต้องการจะไปยังจุดต่างๆ ต้องเหมาไปคันละประมาณ 800 บาท ทางอุ ท ยานแห่ ง ชาติ ด อยอิ น ทนนท์ มี ศู น ย์บ ริ การนั ก ท่ อ งเที่ ย วตั้ง อยู่ บ ริ เวณกิ โ ลเมตรที่ 9 ของเส้ นทางหมายเลข1009มี เ จ้า หน้ า ที่ ค อยให้ ค ำแนะนำ และมีนิทรรศการเกี่ยวกับธรรมชาติ สัตว์ป่า และอื่น ๆ

บริ เวณที่ ทำการมี สิ่งอำนวยความสะดวกพร้ อมสำร องที่ พกั ล่ วงหน้าอย่างน้อย1อาทิ ตย์ที่กรมอุ ทยานแห่ ง ชาติฯ โทร.+6625620760หรื อเว็บไซต์www.dnp.go.th อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โทร. +66 5335 5728, +66 5331 1608, เว็บไซต์ www.doiinthanon.com ค่าธรรมเนี ยมเข้าอุทยานแห่ งชาติดอยอินทนนท์คนไทย ผูใ้ หญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ต่างชาติ ผูใ้ หญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 11


สถานที่นา่ สนใจใน อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

น้ ำตกแม่ ยะ เป็ นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามมาก แห่งหนึ่งเพราะน้ำซึ่งไหลลงมาจากหน้า ผาที่สูงชัน 280 เมตร ลงมากระทบโขดหิ นเป็ นชั้นๆเหมือนม่านแล้วลงไ ปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่างน้ำใสเย็นเหมาะสำหรับเป็ นที่ พักผ่อนหย่อนใจอีกทั้งบริ เวณรอบๆน้ำตกเป็ นป่ าเขาอัน สงบเงียบและมีศูนย์ประชาสัมพันธ์นกั ท่องเที่ยวตั้งอยูด่ ว้ ย บริ เวณน้ำตกสะอาดและจัดการพื้นที่ได้กลมกลืนกับสภ าพแวดล้อม การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009

ไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าไป 14 กิโลเมตร และต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 200 เมตร น้ ำตกแม่ กลางเป็ นน้ ำ ตกขนาดใหญ่ ช้ ั นเดี ย ว สู งประมาณ 100 เมตร ต้นน้ำอยูบ่ นดอยอินทนนท์ มีนำ้ ไหลตลอดปี มีความสวยงามตามธรรมชาติ การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009 ไปอีก 8 กิโลเมตร แยกซ้าย 500 เมตร เป็ นทางลาดยางตลอด 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 12


ถ้ ำบริ จินดาตั้งอยู่บริ เวณกิ โลเมตรที่8-9ทางหลวง หมายเลข1009ใกล้กบั น้ำตกแม่กลางจะเห็นทางแยกขว ามือมีป้ายบอกทางไปถ้ำบริ จินดา ภายในถ้ำลึกหลายกิ โลเมตรเพดานถ้ำมีหินงอกหิ นย้อย หรื อชาวเหนือเรี ยกว่า “นมผา” สวยงามมาก มีพระพุทธรู ปประดิษฐานอยูใ่ นถ้ำ ด้วย นอกจากนั้น ยังมีธารหิ น เมื่อมีแสงสว่างมากระทบ จะเกิดประกายระยิบระยับดังกากเพชรงามยิง่ นักลักษณะ ของถ้ำเป็ นถ้ำทะลุสามารถมองเห็นภายในได้ถนัดเพราะ มีอุโมงค์ซ่ ึ งแสงสว่างลอดเข้ามา บริ เวณปากถ้ำจะมีป้าย ขนาดใหญ่ต้ งั อยู่ อธิบายประวัติการค้นพบถ้ำนี้ น้ ำตกวชิ รธารเป็ นน้ ำ ตกขนาดใหญ่ เ ดิ มชื่ อ “ตาดฆ้องโยง” น้ำจะดิ่งจากผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำ เบื้องล่างในช่วงที่มีนำ้ มากละอองน้ำจะสาดกระเซ็นไป ทัว่ บริ เวณรู ้สึกได้ถึงความเย็นและชุ่มชื้นและสะพานไม้ ที่ ทอดยาวเข้าไปหา หน้าผานั้นจะเปี ยกลื่นอยูต่ ลอดเวลา แต่หากเดินเข้าไปจนสุ ดจะได้สัมผัสกับความงามของน้ำ ตกมากที่สุด น้ ำตกสิ ริภูมิไหลมาจากหน้าผาสูงชัน เป็ นทางยา วสวยงามมากสามารถมองเห็ นได้จากบริ เวณที่ ทำการ อุทยานฯเป็ นสายน้ำตกแฝดไหลลงมาคู่กนั แต่เดิ มเรี ยก ว่า “เลาลึ” ตามชื่อของหัวหน้าหมู่บา้ นม้งซึ่งอยูใ่ กล้ ๆ น้ำ ตกสิ ริภมู ิต้ งั อยูต่ รงกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร แต่ รถไม่สามารถเข้าไปใกล้ตวั น้ำตกได้ นักท่องเที่ยวต้องเดิ นเท้าเข้าไปบริ เวณด้านล่างของน้ำตก

โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ตั้งอยูใ่ นบริ เวณ ดอยอิ นทนนท์ภูเขาที่ สูงที่ สุดในประเทศไทยสถานี วิจ ั ยโครงการหลวงอิ น ทนนท์เ ป็ นสถานี วิ จ ัย ดอกไม้เ มื อ งหนาวเป็ นหลัก พรรณไม้ที่ ป ลู ก มากที่ สุ ด คื อ เบญจมา ศเพราะมี สีสันสดใสนอกจากนั้นยังมี โครงการวิจยั สต รอว์เบอรรี โครงการศึ กษาและรวบรวมพันธุ์ เฟิ นชนิ ด ต่างๆ โครงการวิจยั กาแฟ โครงการวิจยั ฝรั่งคั้นน้ำ ไม้ผล เช่น สาลี่ พลับ กีวี ทิบทิมเมล็ดนิ่ม ฯลฯ ไม้ดอก เช่น แกลดิโอลัส กุหลาบ เยอบีรา ฯลฯ ผัก เช่น พริ กหวาน มะเขือเทศ เซเลอรี ฯลฯ ยั ง มี พื ช ผั ก ส มุ น ไ พ แ ล ะ ไ ม้ ผ ล ข น า ด เ ล็ ก ซึ่ งจัดจำหน่ายภายใต้ตรา “ดอยคำ” รวมทั้งเป็ นแหล่ง เพาะเลี้ ยงพันธุ์ปลาเทร้ าต์สายรุ ้ งนอกจากนี้ ยงั มี ประเพ ณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ น่าสนใจได้แก่การทำนาข้าว ขั้นบันไดของเผ่ากะเหรี่ ยงประเพณี กินวอของชาวเผ่าม้ งบ้านขุนกลางและแหล่งท่องเที่ ยวเพื่อชมความงามธร รมชาติ รอบๆพื้นที่ รวมทั้งกิ จกรรมดูนกและชมดาวโค รงการหลวงฯตั้งอยู่ที่หมู่บา้ นขุนกลางตำบลห้วยหลวงเ ดินทางตามเส้นทางสู่ ดอยอินทนนท์ถึงบริ เวณหลักกิโล เมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวา มือเป็ นทางลูกรังเข้าสู่ โครงการฯ อีกประมาณ 1 กิโลเมตร โครงการหลวงฯนี้ รับผิดชอบส่ งเสริ มอาชีพเกษตรกรรม ให้แก่กะเหรี่ ยงและม้งในพื้นที่

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 13


พระมหาธาตุ นภเมทนี ดลและพระมหาธาตุนภพล ภูมิสิริตรงหลักกิ โลเมตรที่ 41.5ทางด้านซ้ายมื อสร้ างขึ้ น โดยกองทัพอากาศร่ วมกับพสกนิ กรชาวไทยโดยพระมหา ธาตุนภเมทนีดลสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ภู มิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสทรงเจริ ญพระชนมพรรษา ครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ. 2530 และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้ า งถวายสมเด็ จ พระนางเจ้ า ฯพระบรมราชิ นี น าถ ในวโรกาสทรงเจริ ญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ. 2535 พระมหาธาตุท้ งั 2 องค์น้ ี มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ ฐานเป็ นรู ป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็ น 2 ระดับ ยอดปลีขององค์เป็ นที่ประดิ ษฐานพระบรมสารี ริกธาตุแ ละพระพุทธรู ปบูชา รอบบริ เวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ ของดอยอินทนนท์ได้อย่างสวยงาม ยอดดอยอินทนนท์ จุดสิ้ นสุ ดของทางหลวงหมายเลข 1009 เ���็ นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,565 เมตร) มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็ นที่ต้ งั สถานีเรดาร์ของ กองทัพอากาศไทยและเป็ นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิช ยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายซึ่งเล็งเห็นความสำ คัญของป่ าไม้และหวงแหนดอยหลวงเป็ นอย่างมากต้องกา รที่จะอนุรักษ์ไว้จนชัว่ ลูกชัว่ หลาน ท่านผูกพันกับที่นี่มาก

จึงสั่งว่าหากสิ้ นพระชนม์ไปแล้วให้แบ่งเอาอัฐิส่วนหนึ่ งม าไว้ที่นี่ ศู น ย์ป ระชาสัม พัน ธ์ นัก ท่ อ งเที่ ย วอยู่บ ริ เ วณใกล้กั บยอดดอยแสดงนิ ท รรศการเรื่ อ งราวของดอยอิ น ทนน ท์จากอดี ตถึ งปั จจุ บนั ให้ความรู ้ ท้ งั สภาพทางภูมิศาสตร์ ทางชีววิทยา ป่ าไม้ สิ่ งมีชีวติ ซึ่ งบางชนิดหาดูได้ที่นี่แห่ง เดียวในเมืองไทย ผูม้ าเยือนจะได้รับข้อมูลที่เป็ นประโยช น์มากมาย น้ ำตกห้ วยทรายเหลื อ งเป็ นน้ ำ ตกขนาดกลาง มีนำ้ ไหลแรงตลอดปี และไหลจากหน้าผาลงมาเป็ นชั้น ๆ เข้าทางเดียวกับน้ำตกแม่ปาน ห่างจากที่วา่ การอำเภอแม่แจ่ มประมาณ 16 กิโลเมตร แยกจากทางหลวงหมายเลข 1009 ตรงด่านตรวจกิโลเมตรที่ 38 ไปตามทางหลวงหมายเลข 1192 สายอินทนนท์-แม่แจ่ม ประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปน้ำตก เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร เป็ นทางดินแดงในช่วงหน้าฝนทางลำบากมากต้องใช้รถขับเ คลื่อน 4 ล้อ

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 14


น้ ำ ตกแม่ ป านเข้า ทางเดี ย วกับ น้ ำ ตกห้ ว ยทรายเ หลื อ งแต่ อ ยู่เ ลยไปอี ก 500เมตรและจากจุ ด จอดรถต้อ งเดินต่อ ไปอีก 800 เมตร ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตก น้ำตกแม่ปานนับว่าเป็ นน้ำตกที่ยาวที่ สุ ดของเชี ยงใหม่ก็ว่าได้นำ้ จะตกลงมาจากหน้าผาซึ่ งสู ง กว่า 100 เมตร เป็ นทางยาวถ้ามองดูแต่ไกลจะเห็นสาย น้ำยาวสี ขาวตัดกับสี เขียวของต้นไม้ทำให้ดูเด่นน้ำที่ตก ลงมายังเบื้องล่างกระทบโขดหิ นแตกเป็ นฟองกระจายไป ทัว่ บริ เวณทำให้มีความชุ่มชื้นเบื้องล่างมีแอ่งน้ำรองรับอ ยู่ สามารถพักผ่อนลงอาบเล่นได้ เส้ น ทางศึ ก ษาธรรมชาติ บ นดอยอิ น ทนนท์ กิ่ วแม่ ป านทางเข้ า อยู่ กิ โลเมตรที่ 4 2ด้ า นซ้ า ยมื อ ระยะทางเดิน 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3 ชั่ วโมงเหมาะสำหรั บผูท้ ี่ ตอ้ งการสัมผัสธรรมชาติ แท้จริ ง ระหว่างทางเดินจะพบป่ าดิบเขา (Hill Evergreen) ก่ อนผ่านเข้าสู่ ทุ่งหญ้าซึ่ งเคยเป็ นพื้นที่ ป่าถูกทำลายเพื่อเ ป็ นการศึ กษาลักษณะการเกิ ดผลกระทบต่ อเนื่ องบริ เว ณรอยต่ อ ระหว่า งพื้ น ที่ ป่ าสมบู ร ณ์ กับ พื้ น ที่ ถู ก ทำลาย หลังจากนั้น ทางเดิ นจะเลาะริ มผามี ไ อหมอกปลิ ว ผ่า น ตลอดเวลา จะพบดอกกุหลาบพันปี หรื อ Rhododendron (ไม้พมุ่ หรื อไม้ตน้ ขนาดเล็ก ขึ้นตามป่ าในระดับสู ง มีพนั ธุ์ดอกสี ขาวและสี แดง เวลาออกดอกช่วงแรกมีลกั ษ ณะเหมือนปลีกล้วย ก่อนที่จะบานเต็มต้นในช่วงเดือนธั นวาคม-กุมภาพันธ์ พบมากในแถบเทือกเขาหิ มาลัยและเ ป็ นไม้ประจำชาติของเนปาลด้วย) มองลงไปยังเบื้องล่าง จะพบทัศนียภาพที่งดงามของอำเภอแม่แจ่ม

การใช้เส้นทางนี้ ตอ้ งลงทะเบียนขอรับใบอนุ ญาต ให้ใช้เส้นทางโดยติดต่อที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์อุทยานฯ และควรจัดกลุ่มละไม่เกิน 15 คน ทางอุทยานฯไม่อนุญ าตให้นำอาหารเข้าไปรับประทานในเส้นทางในช่วงฤดู ฝนและจะปิ ดเส้นทางเพื่อให้ธรรมชาติฟ้ื นตัวไม่อนุญาติ ให้เข้าไปท่องเที่ยวตั้งแต่วนั ที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 ตุลา คมของทุกปี เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานแห่ งนี้ ได้ รับรางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิ เวศรางวัลอุ ตสาหกรรมท่องเที่ยว ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2545 เพรา ะมีการจัดการที่เน้นความเป็ นธรรมชาติ ระหว่างทางมีป้า ยสื่ อความหมายให้ความรู ้กบั นักท่องเที่ยวและประชาชน ในท้องถิ่นมีส่วนร่ วมในการนำเที่ยว อ่ างกาหลวงเส้นทางนี้สำรวจวางแนวและออกแบบ เส้นทางเดินโดยคุณไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิท ยาและอาสาสมัครชาวแคนาดาประจำอุทยานแห่งชาติดอ ยอินทนนทซึ่ งเป็ นผูห้ นึ่ งที่ทำงานทุ่มเทให้กบั อินทนนท์ และได้เสี ยชีวติ ที่นี่ดว้ ยโรคหัวใจ เส้นทางนี้มีระยะทาง 1,800 เมตร พื้นที่น้ ีเป็ นหนองน้ำซับในหุบเขาจุดเด่นที่ น่าสนใจ คือ ป่ าดิบเขาระดับสู ง ลักษณะของพรรณไม้ เขตอบอุ่นผสมกับเขตร้ อนที่ พบเฉพาะในระดับสู งการ สะสมของอินทรี ยวัตถุในป่ าดิบเขาลักษณะอากาศเฉพา ะถิ่นพืชที่ อาศัยเกาะติ ดต้นไม้ลกั ษณะของต้นน้ำลำธาร และลักษณะของต้นไม้บนดอยอ่างกา เช่นต้นข้าวตอกฤา ษีที่ข้ ึนตามพื้นดิน (ข้าวตอกฤาษี เป็ นพืชที่ตอ้ งการความอุ ดมสมบูรณ์สูง จะขึ้นในที่สูงกว่า 2,000 เมตรเท่านั้น และ เจริ ญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้น อากาศเย็น) กุหลาบพันปี 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 15


เป็ นต้น ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อีกหลายเส้น เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิโลเมตรที่ 38และเส้นทางศึก ษาธรรมชาติกลุ่มน้ำตกแม่ปาน เป็ นต้น แต่ละเส้นใช้เว ลาในการเดินต่างกันตั้งแต่ 20 นาที – 7 ชัว่ โมง และเหม าะที่จะศึกษาสภาพธรรมชาติที่ต่างกันด้วยศึกษารายละ เอียดเส้นทางได้จากที่ทำการอุทยานฯและจะต้องติดต่อข อเจ้าหน้าที่นำทางจากที่ทำการฯ บริ เวณหลักกิโลเมตรที่ 31 เพื่อป้ องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและปั ญ หาที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็ นการส่ งเสริ มให้เกิดการท่องเ ที่ยวเชิงนิเวศ การใช้สถานที่เพื่อการพักค้างแรมหรื อจัด กิจกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากบริ เวณที่ทำการอุทยานแห่ งชาติดอยอินทนนท์ ต้องขออนุญาตจากหัวหน้าอุทยานฯ เป็ นลายลักษณ์อกั ษร กิจกรรมดูนกบนดอยอินทนนท์ จากการสำรวจพบ ว่ามีนกอยู่380ชนิ ดแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และหลา กหลายทางชี วภาพดังนั้นหากต้องการดูนกนักท่องเที่ยว สามารถชมได้ต้ งั แต่บริ เวณด่านตรวจที่ 1 จนถึงยอดดอย โดยมีจุดเด่นดังนี้ บริ เวณกม. 13, กม. 20, บริ เวณที่ทำการฯ, บริ เวณกม.ที่ 34.5, กม.ที่ 37 หรื อจี๊ป แทรค กิ่วแม่ปาน

กม. 42, บนยอดดอยอินทนนท์ และศูนย์บริ การข้อมูล นกอิ นทนนท์ที่ร้านลุ งแดงตั้งอยู่กิโลเมตรที่ 31หน่ วยจั ดการต้น น้ำ แม่ ก ลางให้บ ริ ก ารด้า นข้อ มู ล นกในดอยอิ นทนนท์ เช่น สมุดบันทึกการพบนกในดอยอินทนนท์ ภาพวาดลายเส้นของนักดูนก แผนที่เส้นทางดูนกดอยอิน ทนนท์ภาพถ่าย สไลด์เกี่ยวกับนก ฯลฯ ให้บริ การทั้งชาว ไทยและชาวต่างประเทศ ช่ ว งที่ นัก ดู น กนิ ย มมาดู น กกัน เป็ นฤดู ห นาวนอก จากจะได้พบนกประจำถิ่ นแล้วยังสามารถพบนกอพย พ เช่น นกปากซ่อมดง นกอุม้ บาตร นกเด้าลมหลังเทา นกเด้าลมหลังเหลือง นกเด้าลมดง นกเด้าลมหัวเหลือง น ก จ า บ ปี ก อ่ อ น เ ล็ ก น ก จ า บ ปี ก อ่ อ น ห ง อ น นกจาบปี กอ่อนสี แดง นกเดินดงสี นำ้ ตาลแดง ฯลฯทางศูน ย์ฯจะบริ การให้คำแนะนำตลอดจนเป็ นสถานที่พบปะสน ทนาระหว่างนักดูนก นกั ศึกษาธรรมชาติและบุคคลทัว่ ไป เป็ นการแลกเปลี่ ยนข้อมูลที่ ดีต่อการอนุ รักษ์และรั กษา สภาพธรรมชาติ ทำให้ทราบถึ งแหล่งที่ อยู่อาศัยแหล่งอ าหารของนกและสัตว์ป่าในดอยอิ นทนนท์ให้คงอยู่ถึง รุ่ นลูกรุ่ นหลานต่อไป การเดินทาง จากเชิงดอยอินทนนท์ข้ ึนไปถึงกิโลเม ตรที่ 21 จะเห็นป้ ายบอกทางแยกขวาเข้าน้ำตก ลงไป 500 เมตร ถนนจะถึงที่ตวั น้ำตก อีกเส้นทางหนึ่งซึ่ งเป็ นเส้น ทางเดิมอยูเ่ ลยจากทางแยกแรกไปประมาณ 1 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามป้ ายและเดินจากลานจอดรถลงไปอี��� 351 เมตร หากใช้เส้นทางนี้จะได้สมั ผัสกับความงามของธรร มชาติรอบด้านตลอดทางเดิน

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 16


10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 18


ถานี เกษตรหลวงดอยอ่างขางตั้งขึ้นโดยสื บเนื่ องม าจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้ อมด้วยสมเ ด็จพระนางเจ้าพระบรมราชิ นีนาถได้เสด็จพระราชดำเนิ นเยีย่ มราษฎรที่หมู่บา้ นผักไผ่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และได้ เสด็จผ่านบริ เวณบริ เวณดอยอ่างขางทรงทอดพระเนตร เห็นว่าชาวเขาส่ วนใหญ่ที่อาศัยอยูบ่ ริ เวณนทำการปลูกฝิ่ น แต่ยงั ยากจน ทั้งยังทำลายทรัพยากรป่ าไม้ตน้ น้ำลำธาร ที่เป็ นแหล่ง สำคัญต่อระบบนิเวศน์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความ เสี ยหายต่อส่ วนอื่น ๆ ของประเทศได้ จึงทรงมีพระราชดำ ริ วา่ พื้นที่น้ ีมีภมู ิอากาศที่หนาวเย็นมีการปลูกฝิ่ นมาก ไม่มี ป่ าไม้อยู่ เลยและ สภาพพื้นที่ไม่ลาดชันนักประกอบ กั บพระองค์ทรงทราบว่าชาวเขาได้เงินจากฝิ่ นเท่ากับที่ได้จ าก การปลูกท้อพื้นเมือง และทรงทราบว่าที่สถานีทดลอง

ไม้ผลเมืองหนาว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทดล อง วิธี ติดตาต่ิอกิ่งกับท้อฝรั่ง จึงสละพระราชทรัพย์ส่วน พระองค์จำนวน 1500 บาท เพื่อซื้ อ ที่ดินและไร่ ในบริ เวณ ดอยอ่างขาง ส่ วนหนึ่งจากนั้นจึงโปรดเกล้าฯตั้งโครงก ารหลวงขึ้นเป็ นโครงการส่ วนพระองค์ เมื่อ พ. ศ. 2512 โดยทรงแต่งตั้งให้้หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็ นผูส้ นองพร ะบรมราชโองการในตำแหน่ งมูลนิ ธิโครงการหลวงใช้เ ป็ นสถานี วิจยั และทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิ ดต่างๆ ไม่วา่ จะเป็ นไม้ผล ผัก ไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็ นตัวอย่าง แก่เกษตรกรชาวเขาในการ นำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูก ซึ่ ง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ฯได้พระราชทานนาม ว่า สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 19


สถานี เกษตรหลวงอ่างขางอยู่ในเขตหมู่บา้ นคุม้ ห มู่ที่ 5 ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ อยูส่ ูงจากระดับน้ำ ทะเลประมาณ1,400เมตรคำว่า “อ่างขาง” ในภาษาเหนื อหมายถึงอ่างรู ปสี่ เหลี่ยมตามลักษณะของดอยอ่างขาง ซึ่ งเป็ นดอยที่มีรูปร่ างของหุบเขา ยาวล้อมรอบประมาณ 5 กิโลเมตร กว้าง 3 กิโลเมตร ตรงกลางของอ่างขางเดิม เป็ นเป็ นภูเขาสู งเช่นเดียวกับบริ เวณโดยรอบแต่เนื่ องจา กเป็ นภูเขาหิ นปูนเมื่อถูกน้ำฝนชะก็จะค่อยๆละลายเป็ นโ พรงแล้วยุบตัวลงกลายเป็ นแอ่งมีพ้ืนที่ราบความกว้างไม่ เกิน 200 เมตร สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง มีพ้ืนที่ใช้ ทำ

การเกษตรในงานวิจยั ประมาณ 1,800 ไร่ มีหมู่บา้ นชาวเ ขาที่ทางสถานีฯให้การส่ งเสริ มและพัฒนาอาชีพรวม 6 หมู่บา้ น ได้แก่ บ้านหลวง บ้านคุม้ บ้านนอแล บ้านปางม้า บ้านป่ าคา และบ้านขอบด้ง ซึ่ งประกอบไปด้วย ประชากร 4 เผ่าได้แก่ ไทยใหญ่ มูเซอดำ ปะหล่อง และจีนฮ่อ อุณหภูมิเฉลี่ย ตลอดปี ประมาณ 17.7 องศาเซล เซี ยส อุณหภูมิสูงสุ ด 32 องศาเซลเซี ยสในเดือนเมษายน และอุณหภูมิต่ำสุ ด– 3องศาเซเซี ยสในเดือนมกราคม ซึ่ งหากมาเที่ยวในช่วงดั งกล่าวอาจพบกับ แม่คะนิ้งหรื อน้ำค้างแข็งได้

สวนคำดอย

สถานที่ทอ่ งเที่ยวที่นา่ สนใจ บนดอยอ่างขาง

เ ป็ น ส ว น ที่ ร ว บ ร ว ม พั น ธุ์ ไ ม้ ด อ ก ตระกู ล โรโดเดนดรอน(Rhododendron)หรื อ ดอกคำดอย(กุหลาบพันปลี )ซึ่ งดอกคำที่ ปลูกส่ วนให ญ่จะเป็ นพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศเช่น นิวซี แลนด์ ฮอลแลนด์ และ อังกฤษ ซึ่ งจะไม่มีปลูกที่ อื่นนอกจาก ที่สวนแห่ งนี่ ที่เดียวและลักษณะเด่นของกุหลาบพันปลี ที่นำเข้าจะเป็ นกุหลาบพันปลีด่าง คือลักษณะ ต้นใบจ ะด่างในบ้างพันธุ์ดอกกุหลาบพันปลีจะมีสีเหลืองและ สี ชมพู ส่ วนกุหลาบพันปลีพนั ธุ์พ้ืนเมืองนั้น จะมีดอก สี แดง หรื อ สี ขาว นอกจากนี้ยงั มีการปลูกไม้ดอกเมือ งหนาวหลายชนิด เช่น อะซาเลีย คาเมเลีย ลาเวนเดอร์ ซึ่ งสวนนี้จะอยูต่ รงข้ามกับสวน แปดสิ บ

1. สถานีท่องเทีย่ วในโครงการเกษตรหลวงดอยอ่ างขาง สวนแปดสิ บ

เป็ นสวนจัดกลางแจ้งจะอยูด่ า้ นในสถานีฯ ตรงข้ามบริ เวณสโมสรซึ่ งสวนนี้ ต้ งั ชื่ อตามอายุขององค์ประธานมูลนิ ธิ โครงการหลวงหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ในวาระที่ทรงมีอายุครบ 80ชันษาโดยจะจัดตกแต่งสวนในสไตล์องั กฤษ ด้วยพันธุ์ไม้ด อกไม้ประดับเมืองหนาวนานาชนิด เช่น กะหล่ำประดับ เดซี ลินาเลีย ชบาอาบูติลอน ฯลฯ

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 20


สวนหอม

สวนนี้ จะอยู่ติดกับบริ เวณสโมสรของสถานี ฯโดยภา ยในสวนจะรวบรวมพันธุ์ไม้หอมทุ กชนิ ดทั้งพันธุ์ ไม้หอม ของ ไทยและพันธุ์ไม้หอมจากต่างประเทศ เช่น หอมหมื่นลี้ เนสเตอเตียมคาร์เนชัน เจอราเนียม หญ้าหอม ลาเวนเดอร์ ลาเวนดริ น และ แมกโนเลีย (ไม้ยนื ต้นตระกูลจำปี ป่ า)

โรงเรือนทดสอบพันธุ์กหุ ลาบตัดดอก

ภายในโรงเรื อนกุหลาบท่านจะได้ชื่นชมกับกุห ลาบตัดดอกสายพันธุ์จากประเทศเนเธอร์แลนด์กว่า 7 สายพันธุ์ ซึ่ งจะมีสีสนั สวยงามและมีกลิ่นหอมพร้อม รอผูม้ าเยือน

สวนสมเด็จ

เนื่ องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัว สวนบอนไซ พร้อมด้วยสมเด็จพระนาง เจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จยั บริ เวณด้านในสวนบอนไซจะจัดแสดงบอนไซหลากห งดอยอ่างขางและหลังจากเสร็ จพระราชภาระกิจการทร ลายรู ปแบบและยังมีบอนไซที่มีอายุยนื ที่สุดในโลกให้ได้ ชม งงานแล้วจะทรงประทับพักผ่อนพระอิริยาบถในสวนแ อีกด้วยนอกจากนี้ โดมรู ปทรงหกเหลี่ยมจะจัดแสดงพืชภุเขา ห่งนี้ โดยลักษณะของ สวนจะเป็ นสวนหิ นที่เกิดขึ้นเอง เขตร้อนและ ดอกกล้วยไม้จิ๋วที่สุดที่จะ ออกดอก ใน ช่วงเดือน ตาม ธรรมชาติและภายในสวนจะรวบรวมพันธุ์ไม้ประเ มกราคมของทุกปี และมีสวนหิ นธรรมชาติที่นกั ท่องเที่ยวจะ ภทฝิ่ น ประดับ ดอกป๊ อปปี้ และ ไม้เมืองหนาวชนิดต่างๆ ได้สมั ผัสกับพันธุ์ไม้ป่าหลากชนิดและจุด ชมวิวที่จะมอง เห็ ได้แก่ กระดุมเงินกระดุมทอง ปั กษาสวรรค์ เป็ นต้น นทัศนียภ์ าพของสถานีฯได้ทวั่ บริ เวณ เรือนดอกไม้ แปลงไม้ ผลเมืองหนาว เป็ นโรงเรื อ นที่ ร วบรวมพัน ธุ ไ ม้ด อกไม้ป ระดั เป็ นแปลงทดลองปลู ก ไม้ผ ลเมื อ งหนาวชนิ ด ต่ า งๆ บเมืองหนาวชนิดต่างๆ มากมาย อาทิเช่น บีโกเนีย ได้แก่ พีช บ๊วย พลับ สาลี่ พลัม กีวฟี รุ๊ ต ราสพ์เบอรี่ บูลเบอรี่ รองเท้านารี พืชกิน แมลง มีมุมน้ำตกในสวนสวย ซึ่ ง สตรอเบอรี่ หยางเมย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังสถานีเกษต ดอกไม้ในสวนเหล่านี้ จะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออ รหลวงอ่างขาง สามารถมองเห็นแปลงไม้ ผลไม้ เมืองหนาว กดอกตลอดทั้งปี นอกจากนี้ภายในบริ เวณโรงเรื อนจะ เหล่านี้ ได้ตลอดเส้นทางที่ ขบั รถรอบบริ เวณสถานี ฯแต่เนื่ อ มีจุดจำหน่ ายผลผลิตของสถานี และผลิตภัณฑ์แปรรู ป งจากแปลงไม้ผ ลเมื อ งหนาวเหล่ า นี้ เป็ นแปลงงานทดลอง พร้อมมีมุมนัง่ พักจิบกาแฟอีกด้วย นักท่ อ งเที่ ย วจึึ งได้รับอนุ ญาตให้ชื่นชมความสวยงามและ แปลกตาของไม้ผลเหล่านี้แค่บริ เวณ ภายนอกแปลงเท่านั้น 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 21


กุหลาบอังกฤษ

เหตุที่เรี ยกกุหลาบก็เนื่ องมาจากกุหลาบที่ปลูกในส วนแห่ งนี้ เป็ นกุหลาบที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษโดยหม่ อมเจ้า ภีศเดช รัชนี องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่ งสายพันธุ์ที่นำเข้ามาปลูกนั้นมีมากกว่า 200 กว่าสายพันธุ์ และ กุหลาบเหล่านี้จะผลิดอกสวยที่สุดจะเป็ นช่วงเดือนเม ษายนของทุก���ี

พระตำหนัก

เป็ นเรื อนที่ ประทับแรมและศาลาทรงงานเมื่ อพระ บรมวงศานุ วงศ์เสด็จยังสถานี เกษตรหลวงอ่างขางโดยทั่ วบริ เวณ จะตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ป่า ไม้ดอกเมืองหนาวต่า งๆโดยนักท่องเที่ยวสามารถเยีย่ มชมบริ เวณด้านนอกของ พระตำหนักได้

โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผกั

เป็ นโรงเรื อนที่ รวบรวมพันธุ์ผกั เมื องหนาวชนิ ดต่ างๆที่ ปลูกในพื้นที่ โครงการหลวงซึ่ งมี พ้ืนที่ ที่ใช้ปลูกผั กในโรงเรื อน1,165ตารางเมตรโดยจัดแสดงไว้ให้นกั ท่อ งเที่ยวและผูส้ นใจเข้าเยี่ยมชมโดยชนิ ดผักที่ปลูกในโรงเ รื อนได้แก่ผกั ตระกูลกะหล่ำเช่น กะหล่ำดาว กะหล่ำปลี ผักตระกูลแตง เช่น ซุกินีเหลือง ฟักประดับ,ผักตระกูลมะเขื อเช่นมะเขือเทศเชอรี่ มะเขือม่วงก้านดำ ผกั ตระกูลแครอท เช่น พาร์สเลย์ เซเลอรี่ และ ผักตระกูลถัว่ เช่น ถัว่ หวาน ถัว่ ปากอ้า

จุดชิมชา

จะตั้ง อยู่ บ ริ เวณใกล้กับ สวนบอนไซโดยขับ รถ ผ่ า นหน้า สวนบอนไซแล้ว เลี้ ย วขวาเข้า ไปตามถนนจ ะพบจุ ด ชิ ม ชาซึ่ งเป็ นสถานที่ ผ ลิ ต ชาเขี ย วของสถาน ีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ชมขั้นตอนการ ผลิตชา พร้อมการ สาธิตวิธีการชงชาและยังจะได้ชิมชาอี กด้วย

สถานีทอ่ งเที่ยวรอบโครงการ เกษตรหลวงดอยอ่างขาง

1.จุดชมพระอาทิตยขึ้น

เป็ นจุดที่อยูร่ ะหว่างเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปบ้านขอบ ด้งและนอแล จุดนี้จะเป็ นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ข้ ึน ได้สวยงามโดยเฉพาะในฤดูหนาวจะเป็ นช่วงที่นกั ท่องเที่ย วจะมารอชมพระอาทิตย์ข้ ึนและทะเลหมอกตอนเช้า ทำให้ เป็ นจุดท่องเที่ยวที่คึกคักอีกจุดหนึ่ง

2.จุดชมทะเลหมอก

จะอยู่ ก่ อ นถึ ง ไร่ สตอเบอรี่ ขั้ น บั น ไดเป็ นจุ ด ชม ทะเลหมอกที่ สวยแห่ งหนึ่ งของดอกอ่ างขางโดยจะมี สา หมอกบางๆ คลอเคลียไปตามไหล่เขาเป็ นภาพที่งดงามยิง่ นัก

เส้ นทางศึกษาธรรมชาติ

เส้ น ทางเหล่ า นี้ จะอยู่ใ นแปลงสาธิ ต การปลู ก ป่ าทดแท นจะเป็ นเส้ น ทางเดิ น ป่ าระยะสั้น โดยเป็ นเส้ น ทางที่ ท า งสถานี ก ำหนดขึ้ นรอบๆสถานี ฯซึ่ ง มี เ ส้นทางทั้ง หมด9 เส้นทางด้วยกัน และพันธุ์ไม้ที่ปลูกในแปลงสาธิตเหล่านี้จ ะเป็ นพันธุ์ไม้ที่นำเข้ามาปลูกจากประเทศไต้หวัน อาทิเช่น สน การบูร เมเปิ ล ฯลฯ

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 22


7.หมู่บ้านหลวง

เป็ นหมู่ บ ้ า นของชาวจี น ยู น านที่ อ พยพมาจา 3.ไร่ สตอเบอรี่ ขั้นบันได กประเทศจี น ตั้ง แต่ ส มัย สงครามโลกครั้ งที่ 2 โดยอา ไร่ ส ตอเบอรี่ ที่ ป ลู ก ตามไหล่ ข้ ัน เป็ นขั้น บัน ไดลดหลั่ ชี พ หลัก ของชาวบ้ า นจะเป็ นอาชี พ ด้ า นการเกษตร นกัน ลงมาหากในยามเช้า จะได้พ บกับ แสงแดดอุ่ น พากผ่า น ซึ่ งจะปลูกผลไม้ อาทิเช่น พีช,พลัม,สาลี่นอกจากนี้ภาย สายหมอกในยามเช้า ตามไหล่เขาที่อยูเ่ บื้องหลัง และยังได้เห็น ในหมู่บา้ น ยังมีี ร้านอาหาร จีนยูนาน จำหน่ายข้าวซอย วิถีชีวติ ชาวบานที่มาเก็บสตอเบอรี่ ในยามเช้าด้วย และซาลาเปารสชาดดี สไตล์จีนยูนานให้นกั ท่องเที่ย วได้ล องชิ ม อี ก ด้ว ยทัศ นี ย ภาพของฝั่ ง ประเทศพม่ า ได้ 4.จุดชมวิวชายแดนไทยพม่ า จุดนี้จะตั้งอยู่ ณ ฐานทหารไทยบริ เวณเดียวกับหมู่บา้ น นอกจากนี้ ยังจะได้ชมแบบ บ้านตัวอย่างของทหารว่ามีค นอแลซึ่ งเป็ นจุ ดเชื่ อมต่ อระหว่างชายแดนไทยและชายแดน วามเป็ นอยูอ่ ย่างไร ของประเทศพม่า ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะสามารถมองเห็น 8.เขาหัวโล้ น เขาหัวนก เป็ นชื่ อของภูเขาสองลูกของไทยและพม่ าโดยที่ เ 5.หมู่บ้านนอแล เป็ นหมู่บา้ นของชาวเขาเผาปะหล่องที่อพยพมาจากประเ ขาหัวโล้นจะอยู่ในฝั่ งไทยส่ วนเขาหัวนกจะอยู่ฝ่ั งพม่ า ทศพม่า ซึ่ งหมู่บา้ นจะตั้งอยูห่ ่างจากตัวสถานีฯประมาณ 5 ก.ม. และเราจะ สังเกตที่ต้ งั ของภูเขาทั้งสองลูกนี้ได้ เพราะจะ นักท่องเที่ยวสามารถเยีย่ มชมวิถีชีวติ ของชาวปะหล่องได้ นอก อยูด่ า้ นซ้ายมือระหว่างเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปหมู่บา้ นน จากนี้ยงั มีของที่ระลึกจำหน่าย อาทิเช่น กระเป๋ า,ผ้าพันคอ,ผ้าถุง อแล ซึ่งถือเป็ นฝี มือของชาวเขาเองแถบทั้งสิ้ น 9.จุดสุ งสุ ดของดอยอ่ างขาง จุดนี้จะเป็ นจุดที่สูงที่สุดของดอยอ่างขาง ตั้งอยูด่ า้ 6หมู่บ้านขอบด้ ง ตั้งอยูบ่ ริ เวณสันขอบอ่างระหว่างพื้นที่ดอยอ่างขางและอำ นนอกสถานี ฯโดยจะเริ่ มเส้นทางบริ เวณจุดชมนกและเส้ เภอฝาง โดยอยูห่ ่างจากสถานีฯออกไปประมาณ 4 กิโลเมตรเป็ นทางเดินกุหลาบพันปี ซึ่ งจะใช้เวลาเดินเท้าขึ้นไปประมา นหมู่บา้ นของชาวมูเซอดำที่มีวฒั นธรรมความเป็ นอยูเ่ รี ยบง่าย ณชัว่ โมงครึ่ ง ซึ่ งยอดจะมีความสู ง 1,928 เมตรจากระดับ ซึ่งภายในหมู่บา้ นจะมีศนู ย์หตั ถกรรมที่ จำหน่ายสิ นค้าที่ระลึก น้ำทะเล หากนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวบนยอดในช่วงเดื เช่น กำไลหญ้าอิบูแค ตะกร้าสาน ฯลฯหมู่บา้ นคุม้ บ้านคุม้ จะตั้ง อนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี ท่านจะได้เห็นกุหลาบ อยูบ่ ริ เวณด้านหน้าสถานีฯ ซึ่งประกอบไปด้วยคนหลายเชื้อชาติ พันปี ที่ะออกดอก ตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นไปยอดดอยที ทั้งชาวไทยใหญ่,ชาวพม่า และชาวจีนฮ่อโดยส่ วนมากชาวบ้านจ เดียว ะประกอบ อาชีพด้านการค้า เช่น การขายของที่ระลึก,ผลไม้ดอง แช่อ่ิม ,เปิ ดบริ การด้านอาหารและที่พกั เพื่อรองรับ นักท่องเที่ยว 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 24


10.ดอกพญาเสื อโคร่ งบานดอยอ่ างขาง

หากเรามาเที่ยวดอยอ่างขางในช่วงปลายธันวาคมกลางเดือนมกราคมของทุกปี จะพบกับเส้นทางสี ชมพูของ ดอกพญาเสื อโคร่ ง ที่บานสะพรั่ง ระหว่างเส้นทางไปยังด อยอ่างขางและตามจุดเที่ยวๆต่าง โดยเฉพาะบริ เวณโครง การหลวงซึ่ งจะมีให้เห็นมากที่สุด

11.ดงเบิล้ เปลีย่ นสี

บนดยอ่ า งขางจะมี ต ้ น เมบิ้ ล ซึ่ งเป็ นต้ น ไ้่ ม้ มื อ ง หนาวปลู ก อยู่ ร ะหว่ า งทางจำนวนมากและในช่ ว งห น้ า หนาวประมาณเดื อ นธั น วาคมถึ ง กลางธั น วาคมน อกจากจะได้ช มความงามของดอกพญาเสื อ โคร่ ง แล้ วยัง ได้ช มความสวยงามของเมเบิ้ ล เปลี่ ย นสี ท้ ัง สี แ ดง สี เหลือง สลับกันไป หากขับรถไประหว่างสองข้างทาง บรรยกาศเหมือนอยูใ่ นต่่งประเทศ

กิจกรรมท่องเทีย่ ว บนดอยอ่างขาง - ชมแปลงสาธิตผักผลไม้และไม้ดอกเมืองหนาวภายใน ศูนย์ฯ สามรถขับรถวนเป็ นวงกลม ค่าเข้าชมคนละ 30 บาท ยานพาหนะคันละ 50 บาท - เยีย่ มหมู่บา้ นหลวง สัมผัสชีวติ ชาวจีนฮ่อ -เยี่ ย มหมู่ บ้า นนอแลสั ม ผัส วิ ถี ชี วิ ต ชาวปะหล่ อ งอดี ตชนเผ่ า ดั้ง เดิ ม ของพม่ า มี ผ ลิ ต ภัณ ฑ์ หั ต ถกรรมของ กลุ่ ม แม่ บ ้า นจำหน่ า ยและเยี่ย มฐานปฏิ บ ัติ ก ารนอแล ชมชายแดนไทย-พม่า -เที่ ยวบ้ า นขอบด้ ง สั ม ผั ส วิ ถี ชี วิ ต ชาวเขาเผ่ า มู เ ซอมี มั ค คุ เ ทศก์ น้ อ ยพาเยี่ ย มชมภายในหมู่ บ ้ า น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ

- เดินป่ าระยะสั้น ชมความงามธรรมชาติของผืนป่ าปลูก ทดแทน - กิจกรรมดูนก ที่มีท้ งั นกประจำถิ่นและนกหายากต่างถิ่ นให้ศึกษาหลากสายพันธุ์ -จุดชมวิว-จุดกิ่วลมชนิ ดเป็ นลานชมพระอาทิตย์ข้ ึน-ตก ดินและสัมผัสทัศนียภาพของถนนทางขึ้นดอยอ่าง ขาง

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 24


อุ ทยานแห่ งชาติ เ ขาค้ อ ข้ อมูลทัว่ ไป

อุทยานแห่งชาติเขาค้อ เป็ นอุทยานแห่งชาติที่อยูร่ ะหว่างการดำเนินการสำรวจจัดตั้งใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าท้ องที่อำเภอหล่มเก่า อำเภอหล่มสัก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ และอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ 304,521 ไร่

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 25


บริ เวณพื้ น ที่ ป่ าที่ จ ะประกาศกำหนดเป็ นอุ ท ย านแห่ ง ชาติ เ ขาค้อ เดิ ม เป็ นวนอุ ท ยานน้ำ ตกธารทิ พ ย์ จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2538 มีเนื้อที่ประมาณ 14 ตารางกิโลเมตร หรื อ 8,750 ไร่ อยูใ่ นเขตป่ าสงวนแห่ง ชาติป่าเขาโปลกหล่น จากดำริ ของผูอ้ ำนวยการสำนักอ นุ รักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและผูอ้ ำนวยการส่ วนอุทยา นแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 (การประชุมสั มมนาหัวหน้าวนอุทยาน) ให้หวั หน้าวนอุทยาน สำรวจ สภาพพื้นที่โดยรอบมีศกั ยภาพและความเหมาะสมเพื่อ จัดตั้งเป็ นอุทยานแห่งชาติ โดยมีนายชลธร ชำนาญคิด นักวิชาการป่ าไม้ 7 ว ส่ วนอุทยานแห่งชาติเป็ นผูส้ ำรวจ ข้อมูลเบื้องต้น เมื่ อ วัน ที่ 1 6สิ งหาคม2544ส่ ว นอุ ท ยานแห่ ง ช าติ ก รมป่ าไม้ ( ในขณะนั้ น)ได้ ส่ั ง นายเผชิ ญ โชคเส นากาญจน์ เ จ้า หน้ า ที่ บ ริ หารงานป่ าไม้7 สำรวจสภา พและควบคุ ม พื้ น ที่ ป่ าบริ เวณที่ ก รมประชาสงเครา ะห์ ส่ ง มอบคื น ป่ าสงวนแห่ ง ชาติ ป่ าเขาโปลกหล่ น และป่ าสงวนแห่งชาติป่าเขาปางก่อ และป่ าวังชมภู รวม 3 แห่ง ซึ่ งเป็ นป่ าต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำสำคัญ 2 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำป่ าสัก และลุ่มน้ำยม-น่าน ท้องที่ตำบลบ้านเนิน อำเภอหล่มเก่า ตำบลน้ำก้อ ตำบลน้ำชุนตำบลบุ่งน้ำเต้าแ ละตำบลบุ่งคล้าอำเภอหล่มสักตำบลท่าพลและตำบลป่ า

เลาอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ตำบลแค็มป์ สน ตำบลทุ่งสมอ ตำบลริ มสี ม่วง ตำบลเขาค้อ ตำบลสะเดาะพง และตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เ พื่อประกาศกำหนดเป็ นอุทยานแห่งชาติเขาค้อ อุ ทยานแห่ งชาติ เขาค้อมี ความหลากหลายทางชี วภาพพัน ธุ์ พื ช และพัน ธุ์ สัต ว์แ หล่ ง ท่ อ งเที่ ย วทางธรร มชาติและทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น น้ำตก ถ้ำ เกาะ แก่ง หน้าผา จุดชมทิวทัศน์ แหล่งประวัติศาสตร์ของสมรภู มิการสู ้รบระหว่างรัฐบาลกับผูก้ ่อการร้ ายคอมมิวนิ สต์ เป็ นเวลายาวนานจึ งสงบปั จจุ บนั ได้มีการจัดสร้ างอนุ สาวรี ยผ์ ูเ้ สี ยสละจารึ กชื่ อผูเ้ สี ยชี วิตจากการสู ้รบในสง ครามโดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่ อหมู่บา้ น/สะพานจะใช้ชื่อ/ นามสกุล เป็ นอนุสาวรี ยแ์ ก่ผเู ้ สี ยสละชีวติ หลายท่าน พระตำหนักเขาค้อที่สวยงาม สร้างไว้ถวายพระบาทสมเ ด็จพระเจ้าอยูห่ วั ฯ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในวโรกา สที่ทรงเสด็จที่เขาค้อเพชรบูรณ์ เป็ นที่ประทับแรม ฯลฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 อุทย านแห่ งชาติ เ ขาค้ อ ได้ รั บ การประกาศจั ด ตั้ งเป็ น อุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 125 ของประเทศไทย โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนที่ 43 ก ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 มีเนื้อที่ประมาณ 301,698 ไร่ หรื อ 482.71 ตารางกิโลเมตร

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 26


ลักษณะภูมปิ ระเทศ

มีลกั ษณะเป็ นภูเขาทอดยาวตามแนวทิศเนอไปทิศใต้ต อนบนสุ ดเป็ นภูเขาสูงชันมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานก ลาง ตั้งแต่ 155 เมตร จนถึง จุดสูงสุ ด 1,593 เมตร และเนื่อง จากภูเขาในแถบนี้เป็ นภูเขาที่การจาก การยกตัวในอดีตทำใ ห้มีลกั ษณะเป็ นภูเขาหิ นทรายยอดราบหรื อมีที่ราบอยูบ่ านยอ ดเขา เช่น แหล่งท่องเที่ยวของเพชรบูรณ์ “ภูทบั เบิก”เป็ นภูสู งจากระดับน้ำทะเลปานกลาง1,786เมตรและบริ เวณตอนใต้ ของพื้นที่สำรวจในเขตอำเภอเขาค้อและอำเภอเมืองเพชรบูร ณ์ (บริ เวณเขาย่า) จะมีลกั ษณะเป็ นสันเขายาวลาดลงทางทิศ เหนือ – ตะวันตก แต่บริ เวณเชิงเขาค้อ ในเขตอำเภอหล่มเก่า อำเภอหล่มสัก อำเภอเขาค้อ (ทางส่ วนตะวันตก) จะเป็ นหน้าผาสลับซับซ้อน อันเนื่องมาจากการกัดเซาะ เพราะบริ เวณขอบเขานั้น เป็ นหิ นทรายที่ยงั จับตัวกันไม่แน่น ทำให้ง่ายต่อการกัดเซา

ลักษณะภูมอิ ากาศ

ลักษณะภูมิอากาศที่ทำการศึกษา ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปริ มาณน้ำฝน จากการรวบรวมข้อมู ลจากสถานี ต รวจวัด อากาศตั้ง อยู่ ที่ ท ำการอุ ท ยานแห่ ง ชาติเขาค้อ ที่ 33 หมู่ 11 ตำบลบุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ UTM 276434 ซึ่งเริ่ มเก็บสถิติเมื่อเดือน มิถุนายน 2542 ซึ่งจะเห็นได้วา่ จากการที่พ้ืนที่อยูใ่ นที่สูง จึงมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ อีกทั้งปริ มาณน้ำฝนและความชื้นสัม พัทธ์ค่อนข้าง โดยแบ่งให้เห็นชัดเจนดังนี้

ฤดู ห นาวประมาณเดื อ นพฤศจิ ก ายน-กลางเดื อ นกุ ม ภาพัน ธ์ อุ ณ หภู มิ ค่ อ นข้า งหนาวเย็น ฤดู ร้ อ นปร ะมาณกลางเดื อ นกุ ม ภาพัน ธ์ - กลางเดื อ นพฤษภาคม มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 21.93 องศาเซลเซี ยส อากาศค่อนข้างร้อนช่วงกลางวัน ฤดูฝนประมาณกลางเดือนพฤษภาคม-เดือนตุลาคม ปริ มาณน้ ำ ฝนค่ อ นข้ า งสู งถึ ง ประมาณ1,425.75 มิลิเมตรต่อปี มีฝนตกปี ละ 126 วัน จะมีฝนตกชุก 70% ของทั้งปี

พืชพรรณและสั ตว์ ป่า

ป่ าไม้ ข องอุ ท ยานแห่ งชาติ เ ขาค้ อ มี ท้ ั งป่ าธร รมชาติ แ ละป่ าปลู ก (ส่ วนใหญ่ เ ป็ นป่ าปลู ก กว่ า 50 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่) ประกอบด้วยป่ าเบญจพรรณ (ประเภทที่ไม่มีไม้สกั ) ป่ าเต็งรังหรื อป่ าแดง ป่ าดงดิบ ทุ่งหญ้า พันธุ์ไม้มีค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ยาง สัก ประดู่ แดง มะค่าโมง เต็ง รัง ตะเคียนทอง สนเขา ก่อ สมุนไพร กล้วยไม้ป่าต่างๆ ฯลฯ สภาพป่ าดัง กล่ า วเป็ นที่ อ ยู่อ าศัย /แหล่ ง อาหาร/ ที่หลบภัยของสัตว์ป่า เช่น ช้างป่ า เสื อไฟ หมูป่า กระจง เม่น กระต่ายป่ า ค่าง อีเห็น ตะกวด ไก่ป่า ลิงลมหรื อนางอาย งูชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยงั มีนกชนิดต่างๆ อีกกว่า 100 ชนิด และความหลากหลายของผีเสื้ อ 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 27


อุ ท ยานแห่ ง ชาติ น ้ ํา หนาว

หล่งท่องเที่ ยวที่ มีชื่อเสี ยงอี กแห่ งหนึ่ งของเพชรบูรณ์ ได้รับความนิ ยมในหมู่นักเดิ นทางที่ ชอบการเดิ นป่ าศึ กษาธร รมชาติ ประกาศเป็ นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 ครอบคลุมพื้นที่ป่ารอยต่อสองจังหวัด คือ ในเขตอำเภอเมือง อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์และอำเภอคอนสาน จังหวัดชัยภูมิ มีเนื้อที่รวม 603,750 ไร่ สภาพพื้นที่ส่ว นใหญ่เป็ นภูเขาสู งสลับซับซ้อน อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิประมาณ 2-5 องศาเซลเซี ยส เป็ นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่นำ้ หลายสาย เช่น แม่นำ้ ป่ าสัก แม่นำ้ พอง แม่นำ้ เลย มีสตั ว์ป่าชุกชุมรวมทั้งนกชนิดต่าง ๆ ตา มเส้นทางเดินป่ าศึกษาธรรมชาติบนเขาสูงผ่านจุดชมวิวริ มหน้าผาสวยงาม อาทิ ผากลางโหล่น ผาล้อม ผากอง นอกจากนั้นยัง มีถำ้ และน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง

สถานทีน่ ่ าสนใจในเขตอุทยานฯ ถ้ ำผาหงษ์ทางเข้าอยูต่ รงกิโลเมตรที่39ทางหลวงหม ายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) ระยะทางเดินเท้าประมาณ 300 เ มตรเป็ นถ้ำที่มีหินงอกหิ นย้อยสวยงามบริ เวณนี้เป็ นเขาสู ง มีทางเดินเท้าขึ้นยอดเขาไปอีกประมาณ 100 เมตร สามาร ถชมวิวทิวทัศน์และชมพระอาทิตย์ตกในตอนเย็นได้ สวนสนบ้ านแปกทางเข้าอยูต่ รงหลักกิโลเมตรที่49ท างหลวงหมายเลข12(หล่มสัก-ชุมแพ)ระยะทางเดินเท้าปร ะมาณ5กิโลเมตรมีลกั ษณะเป็ นป่ าสนสองใบขึ้นอยูเ่ ป็ นก ลุ่มใหญ่เพียงชนิดเดียวตามธรรมชาติ ต้นไม้พ้ืนล่างประก อบด้วยทุ่งหญ้าและหญ้าเพ็กเป็ นจำนวนมาก

ส ว น ส น ภู กุ่ ม ข้ า ว ท า ง เ ข้ า อ ยู่ ต ร ง กิ โ ล เ ม ต ร ที่ 53 ทางหลวงหมายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) มี ทางลู ก รั ง จากแยกไปอี ก เป็ นระยะทาง15กิ โ ลเมต รมี ล ั ก ษณะเป็ นป่ าสนสามใบลำต้ น ขนาดสู งใหญ่ ขึ้นอยูต่ ามธรรมชาติอย่างหนาแน่น พื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร เมื่อยืนอยูบ่ นเน���นเขาภูก่มุ ข้าวจะเห็นยอด สนอยูใ่ นระดับสายตาเป็ นแนวติดต่อกันทั้งสี่ ดา้ นส่ วนทา งทิศใต้จะมองเห็นอ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 28


น้ำตกซำผักคาวเป็ นน้ำตกเล็ก ๆตอนบนของลำห้วย สนามทรายมีทางเดินเท้าเข้าไปตรงกิโลเมตร64ถนนสา ยหล่มสัก-ชุมแพ น้ำตกมีความสูงประมาณ 3 เมตร น้ ำตกทรายทองเป็ นน้ ำ ตกที่ มี ค วามกว้ า งที่ สุ ดคือ ประมาณ 30 เมตร สูง 4 เมตร มีบรรยาก าศร่ มรื่ นเหมาะสำหรั บ นั่ ง เล่ น พั ก ผ่ อ นหย่ อ นใจ มีทางเดินเท้ามาทางน้ำตกเหวทราย ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร น้ ำตกเหวทรายทางเข้าอยูต่ รงหลักกิโลเมตร ที่ 67 ทางหลวงหมายเลข 12 (หล่มสัก-ชุมแพ) ระย ะทางเดินเท้า1กิโลเมตรเป็ นน้ำตกที่สูงที่สุดที่เกิดขึ้ นจากห้วยสนามทรายซึ่งเป็ นแนวแบ่งเขตแดนตาม ธรรมชาติระหว่างอำเภอหล่มเก่าจังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ มีความสูง 20 เมตร บริ เวณลำห้วยใต้นำ้ ตกมีแอ่งน้ำ สามารถเล่นน้ำได้ใ

ต้นำ้ ตกมีชะง่อนหิ นเป็ นเพิงสามารถหลบฝนหรื อพั กแรมได้ บรรยากาศตามบริ เวณลำน้ำห้วยน่าเดินเล่น เพราะมีตน้ ไม้ปกคลุมตลอด น้ ำผุด จากน้ำตกทรายทองไปไม่ไกล จะพบกับคว ามมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่สวยงาม คือมีนำ้ ไหลผุดมา ตามก้อนหิ นมองดูคล้ายกับบ่อน้ำพุร้อน น้ ำตกตาดพรานบา ทางเข้าอยูใ่ กล้ที่วา่ การอำเภ อน้ำหนาว กิโลเมตรที่ 20 ไปตามทางหลวงหมายเลข 2211 สายบ้านห้วยสนามทราย - อำเภอหล่มเก่า ร ถยนต์ ส ามารถเข้า ถึ ง ได้เ ป็ นน้ ำ ตกขนาดใหญ่ มี น้ ำ ไหลตลอดปี น้ ำ ไหลลงมาจากหน้ า ผาสู ง ประมาณ 20 เมตร น้ำพุง่ เป็ นลำสู่ เบื้องล่าง แบ่งเป็ นสองชั้น มีนำ้ ไหลตลอดทั้งปี สาเหตุที่มีชื่อว่าตาดพรานบานั้นมา จากพรานบาเป็ นผูเ้ ข้าไปพบน้ำตกแห่งนี้เป็ นคนแรก

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 29


ถ้ ำใหญ่ น้ำหนาว(ภูน้ำริน) ทางเข้าอยูต่ รงกิโลเมตรที่ 60ไปตามทางหลวงหมายเลข2211 สายบ้านห้วยสนามทร ายอำเภอหล่มเก่า เมื่อเดินทางถึงบ้านหิ นลาด มีทางลูกรัง เข้าถึงหน่วยพิทกั ษ์อุทยานฯ ถ้ำใหญ่นำ้ หนาวอยูบ่ นเขาสู งประมาณ 955 เมตร ลักษณะเป็ นถ้ำใหญ่ในภูเขาหิ นปูน มี ค วามวิ จิ ต รพิ ส ดารของหิ น งอกหิ น ย้อ ยและแปลก ที่สุดคือ มีนำ้ ไหลภายในถ้ำ จะเห็นปล่องธรรมชา ติ ที่ แ สงแดดสามารถส่ อ งเข้า ไปภายในถ้ำ เป็ นช่ ว งๆ ในถ้ำเป็ นที่อาศัยของฝูงค้างคาว ถ้ำแห่งนี้มีความลึกมากยั งไม่มีผใู ้ ดเข้าไปทำการสำรวจอย่างทัว่ ถึง จุดชมวิวภูค้ออยูบ่ ริ เวณกิโลเมตรที่46 ริ มทางหลวงหมายเลข12เส้นหล่มสัก-ชุมแพเป็ นจุดชม วิวที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ข้ ึนท่ามกลางทะเลหมอ กสวยงามที่สุดโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวโดยสามารถมอ งเห็นภูกระดึงและภูผาจิตที่อยูข่ า้ งหน้าไดนอกจากนี้ ทาง อุทยานฯได้จดั ทำเส้นทางเดินป่ าศึกษาธรรมชาติบริ เวณจุ ดชมวิวภูคอ้ ด้วย ป่ าเปลีย่ นสีอยูบ่ ริ เวณกิโลเมตรที่6770ทางหลวง หมายเลข12เส้นหล่มสัก-ชุมแพ ในช่วงเดือนธันวาคมมกราคมของทุกปี ผืนป่ าบริ เวณนี้ จะผลัดใบเปลี่ยนสี ซ่ ึ งเ ป็ นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวย งาม ภูผาจิต(ภูด่านอีป้อง)ทางเข้าอยูต่ รงกิโลเมตรที่ 69ท

างหลวงแผ่นดินหมายเลข12เส้นหล่มสัก-ชุมแพระยะทาง เดินประมาณ10กิโลเมตรเส้นทางเดินค่อนข้างลำบากใช้เว ลาเดินประมาณ 6-7 ชัว่ โมง เป็ นป่ าที่สวยงาม ลักษณะเด่น เป็ นภูเขาที่มีที่ราบบนยอดเขาคล้ายกับภูกระดึงแต่เล็กกว่า นอกจากนี้ ทางอุ ท ยานฯได้ จ ั ด เส้ น ทางศึ ก ษาธ รรมชาติ ไ ว้ส ำหรั บ นั ก ท่ อ งเที่ ย วที่ ช อบเดิ น ป่ าได้แ ก่ เส้นทางแรก เป็ นระยะทาง 5 กิโลเมตร เริ่ มต้นจากทาง แยกใกล้ที่ทำการอุทยานฯระหว่างทางจะได้พบเห็ นนก ชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะพบรอยช้างจำนว นมาก เส้นทางที่สอง เริ่ มจากทางเดินตรงข้ามที่ทำการอุ ทยานฯ ลัดเลาะผ่านป่ าเต็งรัง บ่อดินโป่ งซึ่ งมีชา้ ง กวาง และสัตว์อื่น ๆ ทางสายนี้ไปสิ้ นสุ ดที่หน่วยพิทกั ษ์อุทยาน ซำบอน ระยะทาง 8 กิโลเมตร และถ้าเดินกลับที่พกั ต้องเดิ นเท้าต่อไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร หากนักท่องเที่ยวที่มี ความประสงค์ตอ้ งการเดินชมธรรมชาติต่อสามารถใช้เส้ นทางเดินเท้าราบที่ทางอุทยานฯ ได้จดั ไว้โดยเริ่ มจากหน่ วยพิทกั ษ์อุทยานซำบอนผ่านใจกลางอุทยานฯ สุ ดทางจะเ ป็ นจุดเด่นอยูท่ ่ามกลางสวนสน เมื่อขึ้นไปยืนอยูบ่ นเนินภู กุ่มข้าวจะเห็นยอดสนในบริ เวณสวนสนอยูใ่ นระดับสายต า ระหว่างทางเดินจะพบสัตว์ป่า เช่น ช้าง กวาง เก้ง ระยะท างหน่วยพิทกั ษ์ซำบอนถึงสวนสน ประมาณ 12 กิโลเมตร 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 30


อุทยานแห่งชาติหว้ ยน้ำดัง อุทยานแห่งชาติหว้ ยน้ำดัง มีพ้ืนที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแห ง จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสภาพป่ าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาสู งชันสลับซับซ้อน เป็ นป่ าต้นน้ำ ลำธาร มีจุดเด่นทาง ธรรมชาติที่สวยงามและจุดชมวิวที่สามารถชมบรรยากาศอันร่ มรื่ น โดยเฉพาะบริ เวณห้วยน้ำดัง ที่มีชื่อว่าทะเลหมอกที่งดงาม ยิง่ เป็ นสถานที่ที่นกั ท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศไปเที่ยวชมความงามเป็ นจำนวนมาก 1,252.12 ตารางกิโลเมตร หรื อ 782,575 ไร่ และได้จดั ตั้งเป็ น “อุทยานแห่งชาติหว้ ยนำดัง” เมื่อวันที่ 14 สิ งหาคม 2538 เป็ นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 81

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 31


ลักษณะภูมปิ ระเทศ

สภาพภู มิ ป ระเทศเป็ นเทื อ กเขาและภู เ ขาสู ง ที่ ส ลั บ ซั บ ซ้ อ นทอดตั ว ยาวตามแนวเหนื อ -ใต้ แ ละ อยู่ ใ นแนวเดี ย วกัน กับ เทื อ กเขาเชี ย งดาวภู เ ขาต่ า งๆ ในพื้นที่ที่มีความสู งชันตั้งแต่ 500-1,962 เมตร จากระดับ น้ำทะเลมีภเู ขาที่สูงที่สุดคือดอยช้าง เป็ นป่ าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ได้แก่ ห้วยแม่เย็น ห้วยแม่ฮ้ ี ห้วยแม่ปิง ห้วยแม่จอกหลวง ห้วยน้ำดัง เป็ นต้น รวมกันไหลลงสู่แม่นำ้ ปาย แม่นำ้ ปิ ง แม่นำ้ แตง

ลักษณะภูมอิ ากาศ

ฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม ฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์จะมีอุ ณหภูมิต่ำสุ ด ประมาณ 9 c ฤ ดู ร้ อ น ร ะ ห ว่ า ง เ ดื อ น มี น า ค ม - เ ดื อ น เ ม ษ า ย น จะมีอุณหภูมิสูงสุ ดประมาณ 34 c

พันธุ์ไม้ และสั ตว์ ป่า

สภาพทางธรรมชาติยงั คงความอุดมสมบูรณ์ จึงทำ ให้เกิดสังคมพืชหลากหลายชนิด ประกอบด้วยป่ าดิบชื้น ป่ าดิบเขา ป่ าเบญจพรรณ ป่ าสนเขา มีพรรณไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้ตะเคียน ยาง จำปี ป่ า ยมหอม มะม่วงป่ า ยมป่ า เสลา ดงดำ แดง ประดู่ ตะแบก ตีนนก งิ้วป่ า สนสองใบ ไม้ก่อต่าง ๆ เต็ง รัง เป็ นต้น ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของสภาพป่ า จึงชุกชุม ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดได้แก่ ช้างป่ า กวาง หมี เก้ง เลียงผา หมูป่า เสื อ ชะมด ลิง พังพอน เม่น ไก่ป่า ไก่ฟ้า และนกนานาชนิด ได้แก่ นกเปล้า นกแก้ว นกขุนทอง นกขมิ้น นกปรอท และ นกเหยีย่ ว เป็ นต้น

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 32


แหล่งท่องเที่ยว •จุ ด ชมวิ ว ดอยช้ างอยู่ บ นดอยช้ า งขึ้ นไปทางเหนื อ ของห้ วยน้ำดัง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,962 เมตร สามา รถมองเห็ น สภาพธรรมชาติ ข องทิ ว เขาอัน สลับ ซั บ ซ้ อ น ทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่ ได้ชดั เจน • จุดชมวิวบริเวณห้ วยน้ ำดัง (ดอยกิว่ ลม) เป็ นที่ต้ งั ของหน่วยพั ฒนาต้นน้ำที่ 2 (ห้วยน้ำดัง) เป็ นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุดแ ละมีชื่อเสี ยงม���กในด้านการท่องเที่ยวที่จะชมทะเลหมอกในช่ว งเช้าตรู่ และเป็ นที่รู้จกั ของชาวไทยและชาวต่างประเทศเพื่อคอ ยชมพระอาทิตย์ข้ ึนและทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ไพศาลในช่ว งฤดูหนาว สภาพธรรมชาติอนั สวยงามของจุดชมวิวนี้เมื่อยืนอ ยูท่ ี่บา้ นพักของห้วยน้ำดังแล้วมองไปทางทิศตะวันออก ทำให้ม องเห็นสภาพธรรมชาติที่สวยงาม ทิวทัศน์ของทิวเขาอันสลับซั บซ้อนซึ่ งมีดอยหลวงเชียงดาวที่สูงที่สุดอยูใ่ จกลาง และในช่วงเ ช้าตรู่ ของฤดูหนาวจะเกิดทัศนียภาพของทะเลหมอกที่ สวยงาม ทางเข้าแยกจากถนนสายแม่มาลัย-ปายหลักกิโลเมตรที่ 65 - 66 เป็ นทางลูกรังเข้าไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร •น้ ำตกแม่ เย็นเป็ นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยแม่เย็นหลวงซึ่ งจะไห ลลงมาสู่แม่นำ้ ปายต่อไป สภาพน้ำตกเป็ นน้ำตกขนาดใหญ่สูง มีนำ้ ไหลตลอดปี •น้ ำตกแม่ ลาด ความสูงประมาณ 40-50 เมตร ตั้งอยูใ่ น ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

• น้ ำตกแม่ หาด ความสู งประมาณ 40-50 เมตร มี 4 ชั้น ตั้งอยูใ่ น ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ •น้ ำตกห้ วยน้ ำดั ง เป็ นน้ ำ ตกที่ เ กิ ด จากลำห้ ว ยน้ ำดั ง มี โ ขดหิ น มากมายความสู ง ประมาณ50เมต รกว้า ง10เมตรเป็ นน้ ำ ตกที่ ส วยงามมากความสู ง 3 - 4 ชั้น และสภาพโดยทัว่ ๆ ไปชุ่มชื้นไป ด้วยพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้น • โ ป่ ง น้ ำ ร้ อ น ท่ า ป า ย เ ป็ น บ่ อ น้ ำ ร้ อ น ที่ เ ป รี ย บ เ ส มื อ น น้ ำ ก ำ ลั ง เ ดื อ ด ขึ้ น เ ป็ น พ ร า ย ฟ อ ง อุณหภูมินำ้ ผิวดินประมาณ 80 องศาเซลเซี ยส น้ำร้อนจะไหลรวมกัน เป็ นธารน้ำร้อนขยายเป็ นบ ริ เวณกว้างมีหมอกควันปกคลุมพื้นที่อยูห่ ่างจากที่ทำก ารอุทยานฯ ประมาณ 30 กม. ตั้งอยูใ่ น ต.แม่ฮ้ ี อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน •โป่ งน้ ำร้ อนโป่ งเดื อ ดน้ ำ พุ ร้ อ นขนาดใหญ่ จ ำน วน 3-4 บ่อและยังมีบ่อเล็ก ๆ กระจายอยูท่ วั่ ไป อุณหภูมินำ้ ผิวดินประมาณ 90-99 องศาเซลเซี ยส น้ำ พุร้อนจะพุง่ จากใต้ดินตลอดเวลา บางครั้งพุง่ สู งถึง 2 เมตร บริ เวณนี้ยงั มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติโป่ งเดือด ระยะทาง 1,550 เมตร และโป่ งเดือดยังเป็ นจุดเริ่ มต้น ของการท่องเที่ยวทัวร์ ป่าที่มีชื่อเสี ยงเป็ นที่นิยมของนั กท่องเที่ยวเป็ นอย่างยิง่ •โป่ งร้ อ นอ ยู่ ใ นป่ า สงว นแ ห่ งชา ติ ป่ า แม่ ปา ย ฝั่งซ้ายตอนบน ท้องที่ตำบลแม่อ้ ี อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เส้นทางลูกรังเข้าไปโป่ งร้อน โดยแยกเข้าทางบ้านแม่ปิง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สภาพ ธรรมชาติของโป่ งร้อนเป็ นบ่อน้ำร้อ นที่นำ้ กำลังเดือดเป็ นฟองและมีหมอกควันปกคลุมพื้ นทีพร้ อมทั้งมีน้ำร้ อนไหลเรื่ อยๆทัว่ บริ เวณกว้างบ่อ น้ำร้อนแห่งนี้มีบ่อใหญ่ 2 บ่อ นอกจากนี้ลกั ษณะเป็ น น้ำผุดบางจุด ความร้อนประมาณ80องศาเซลเซี ยสรอ บๆ โป่ งร้อนเป็ นไม้สกั ที่สมบูรณ์มาก

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 33


• ล่ องแพลำน้ ำแม่ แตง สองฝั่งของลำน้ำแม่แตงยัง คงอุ ด มสมบู ร ณ์ ด้ว ยพัน ธุ์ ไ ม้แ ละนกนานาชนิ ด จัด ว่ าเป็ นสายน้ำ ที่ มี บ รรยากาศของการท่ อ งเที่ ย วที่ ตื่ น เ ต้น เร้ า ใจเต็ ม ไปด้ว ยเกาะแก่ ง และโขดหิ น โดยเดิ น ทางตามเส้ น ทางทัว ร์ ป่ าจากน้ำ พุ ร้ อ นโป่ งเดื อ ดจน ถึงบ้านปางป่ าคา (7กม.) หรื อบ้านป่ าข้าวหลาม (9 กม.) จากนั้นเริ่ มล่องแพใช้เวลาประมาณ 3-4 ชัว่ โมง จะถึงบ้านสบ ก๋ ายซึ่งเป็ นจุดสิ้ นสุ ดของการล่องแพ บ้านพัก-บริ การ บ้านพักทางการที่ต้ งั ในอุทยานฯ

สถานที่ทอ่ งเที่ยวยอดนิยม อุทยานแห่งชาติหว้ ยน้ำดัง • จุดชมวิวบริเวณห้ วยน้ ำดัง (ดอยกิว่ ลม) เป็ นที่ต้ งั ของห น่ วยพัฒนาต้นน้ำที่2(ห้วยน้ำดัง)เป็ นจุดชมวิวที่สวยงามม ากที่ สุดและมี ชื่อเสี ยงมากในด้านการท่องเที่ ยวที่ จะชมท ะเลหมอกในช่ วงเช้าตรู่ และเป็ นที่รู้จกั ของชาวไทยและช าวต่างประเทศเพื่อคอยชมพระอาทิตย์ข้ ึนและทะเลหมอก อันกว้างใหญ่ในช่วงฤดูหนาวสภาพธรรมชาติที่สวยงามข องจุดชมวิวนี้เมื่อยืนอยูท่ ี่ บ้านพักของห้วยน้ำดังแล้วมอง

การเดินทาง

•รถยนต์ โ ดยเดิ น ทางจากอำเภอเมื อ งเชี ย งใหม่ จ ั ง หวั ดเชี ย งใหม่ ต ามเส้ น ทางหลวงหมายเลข107และเข้ า ทางแยกซ้ า ยมื อ ที่ ต ลาดแม่ ม าลัย (อำเภอแม่ แ ตง)ไปต ามเส้ น ทางหลวงหมายเลข1095(สายแม่ - มาลั ย ปาย) จนถึงช่วงหลักกิโลเมตรที่ 65-66 มีทางแยกขวามือซึ่ งมีป้อ มยามตั้งอยูท่ างเข้าถึงบริ เวณ ห้วยน้ำดัง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร เดินทางต่อไปอีกระยะประมาณ 3กิโลเ มตรก็ จ ะถึ ง จุ ด ชมวิ ว ดอยช้ า งถ้ า เดิ น ทางต่ อ ไปอี ก ตา มเส้ น ทางหลวงหมายเลข1095จากหลัก กิ โ ลเมตรที่ 6 6 ไปยังอำเภอแม่ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถึงบ้านแม่ปิง จะมีทางแยกขวามือเป็ นทางของ รพช. หมายเลข มส. 11024 ถึงโป่ งร้อน อันเป็ นแหล่งท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่ง

ไปทางทิศตะวันออก ทำให้มองเห็นสภาพธรรมชาติที่สว ยงาม ทิวทัศน์ของทิวเขา อันสลับซับซ้อนซึ่ งมีดอยหลวง เ ชี ยงดาวที่สูงที่สุดอยูใ่ จกลางและในช่วงเช้าตรู่ ของฤดูหนา วจะเกิดทัศนียภาพของทะ เลหมอกที่สวยงาม ทางเข้าแยก จากถนนสายแม่มาลัย-ปาย ที่หลักกิโลเมตร 65-66 เป็ นทางลูกรังประมาณ6 กิโลเมตรบรรยากาศพระอาทิตย์ตก แสงสี ในยามเช้า

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 34


• จุดชมวิวดอยช้ าง อยูบ่ นดอยช้างขึ้นไปทางเหนือของห้วย น้ำดัง ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 20 กิโลเมตร มีความสู ง จาก ระดับน้ำทะเล 1,962 เมตร สามารถมองเห็นท ะเลหมอกในตอนเช้าตรู่ ได้ชดั เจน และสภาพธรรมชาติของ ทิ ว เขาอัน สลับ ซับ ซ้อ นของดอยสามหมื่ น และดอยสั น ห้ ว ยรู ทางทิศเหนือ ดอยหลวงเชียงดาวและ ดอยขุนแม่แมะ ทางทิศตะวันออก ดอยแม่ยะและดอยม่อนอังเกตุทางทิศ ใต้ ดอยแม่ยานและเมืองปายทางทิศตะวันตก ดอยช้าง ปก คลุมด้วยป่ าดิบเขาอันอุดมสมบูรณ์ เป็ นแหล่งอาศัยของน กบนที่สูงนานาชนิด เช่น นกเดินดง นกจับแมลง นกเขน นกปรอด ฯลฯ น้ำตกห้วยน้ำดังเป็ นน้ำตกที่เกิดจากลำห้ วยน้ำดัง มีโขดหิ นมากมาย มีความสูงประมาณ50 เมตร กว้าง 10 เมตร เป็ นน้ำตกที่สวยงามมากมีความสู ง 3-4 ชั้น และสภาพโดยทัว่ ไปชุ่มชื้นไป ด้วยพันธุ์ไม้ป่าดิบชื้น

•โป่ งน้ ำ ร้ อ นอยู่ใ นป่ าสงวนแห่ ง ชาติ แ ม่ ป ายฝั่ ง ซ้า ยตอ นบนท้องที่ตำบลแม่ฮ้ ีอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เส้นทางเข้า โป่ งร้อนเป็ น ทางลูกรังโดยแยกเข้าทา งบ้านแม่ปิงระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สภาพธ รรมชาติ ข องโป่ งร้ อ นเป็ นบ่ อ น้ ำ ร้ อ นเปรี ยบเสมื อ น น้ ำ กำลัง เดื อ ดขึ้ นเป็ นฟองและมี ห มอกควัน ปกคลุ ม พื้ น ที่ พ ร้ อ มทั้ง มี น้ ำ ร้ อ นไหลเรื่ อยๆทั่ว บริ เวณกว้า ง บ่อน้ำร้อนแห่งนี้มีบ่อใหญ่ 2 บ่อนอกนั้นมีลกั ษณะเป็ นน้ ำผุดบางจุด และรอบๆโป่ งร้อนเป็ นต้น สักที่สมบูรณ์มาก ความร้อนของน้ำประมาณ 80 องศาเซลเซี ยส

การเดินทางไปห้วยน้ำดัง 1.รถยนต์ ส่ วนตั ว การเดิ น ทางไปยัง อุ ท ยาน ฯจากตั ว เมื อ งเชี ย งใหม่ ไ ปตามทางหลวงหมายเล ข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ระยะทาง ประมาณ 37 กิโลเมตร ถึงตลาดแม่มาลัย อ.แม่แตง แล้วเลี้ยวซ้าย ไปตามทางหลวงหมายเลข 1095 สายเชียงใหม่-ปาย อีกประมาณ 65 กิโลเมตร ถึงด่านตรวจอุทยานฯ ซึ่ งอ ยูด่ า้ นขวามือเข้าไปอีก6กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ แ ล ะ ห า ก เ ดิ น ท า ง ต่ อ ไ ป อี ก 1 กิ โ ล เ ม ต ร ถึงศูนย์บริ การนักท่องเที่ยว

2 . ร ถ โ ด ย ส า ร ส า ร ธ า ร ณ ะ จ า ก ส ถ า นี ข น ส่ งเชี ยงใหม่ ส ายเชี ยงใหม่ - ปายอั ต ราค่ า โดยสาร 40 บาท/คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชัว่ โมง ลงหน้าปากทางเข้าห้วยน้ำดัง หน���าบริ เวณปากทางเข้าไม่ มีรถโดยสารสารธารณะคอยให้บริ การ นักท่องเที่ยว อาจ ติดต่อรถของเจ้าหน้าที่ไปส่ ง(เสี ยค่าบริ การแล้วแต่ตกลง) หรื ออาศัยโบกรถของนักท่องเที่ยวที่เข้ามา เที่ยวที่นี่กไ็ ด้ 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 35


10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 36


ภูช้ ีฟ้า-ผาตั้ง

ภู ช้ ี ฟ้ าเป็ นแหล่ งท่ องเที่ ยวทางธรรมชาติ ที่ โ ดดเด่ น ของจั ง หวั ด เชี ยงรายอยู่ ใ นพื้ นที่ เ ขต อำเภอเทิ ง ยอดภู ช้ ี ฟ้ าอยู่ บ นเทื อ กเขาสุ ดเขตชาย แดนฝั่ งตะวั น ออกติ ด กั บ ชายแดนประเทศลาว ห่างจากอำเภอเทิงประมาณ 35 กิโลเมตร ภูช้ ีฟ้ามีลกั ษณะเป็ นหน้าผามีปลายยอดแหลมชี้ เข้าไปยังฝั่ งประเ ทศลาว สู งจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๑,๖๒๘ เมตร บนยอด ภูช้ ีฟ้า เป็ นจุดชมวิวและจุดชมทะเลหมอกที่ สวยงาม ในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเข าเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ข้ ึนผ่านพ้นทะเลหมอก เป็ นค วามสวยงามที่นกั ท่องเที่ยวพากันไปรอชมตั้งแต่ยงั ไม่ สว่าง บริ เวณไหล่เขาของ ภูช้ ีฟ้า เป็ นทุ่งหญ้า แซมด้ว ยทุ่งโคลงเคลงที่มีดอกสวยงามในช่วงฤดูฝนไปจนถึง ฤดูหนาว บริ เวณที่ราบไหล่เขาของถนนสาย ภูช้ ีฟ้า เ ป็ นที่ต้ งั ของรี สอร์ ทและบ้านพักหลายรายเพื่อให้บริ ก ารแก่นกั ท่องเที่ยวที่ข้ ึนไปเที่ยวและพักค้างแรมในบร รยากาศที่หนาวเย็น ปัจจุบนั นี้ ภูช้ ีฟ้า อยูใ่ นความดูแ ลของวนอุทยานภูช้ ีฟ้า บริ เวณริ มถนนขึ้น ภูช้ ีฟ้า มีที่ ราบที่ จดั ไว้สำหรั บให้นักท่ องเที่ ยวได้กางเต็นท์พกั แ รมด้วย ภูช้ ีฟ้า เป็ นดอยเดียวที่ชื่อว่าภู จริ งแล้วจะต้อง

ชื่อว่าดอยชี้ฟ้าตามคำเรี ยกของทางเหนือ แต่วา่ ภูช้ ีฟ้า เป็ นชื่อที่คนต่างถิ่นไปตั้งชื่อ จึงเรี ยกว่าภู ภู ช้ ี ฟ้ าไม่ ใ ช่ แ หล่ ง ท่ อ งเที่ ย วเก่ า แก่ เ หมื อ น กั บ ดอยแม่ ส ลองดอยอ่ า งขางหรื อดอยอิ น ทนนท์ ในสมัยก่อนพื้นที่ของ ภูช้ ีฟ้า เป็ นแดนผูก้ ่อการร้ายคอ มมิวนิสต์ มีการต่อสูท้ างอาวุธและแนวความคิดที่รุน แรงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ครั้นเมื่อลัทธิคอมมิวนิ สต์ล่มสลายไป เริ่ มมีผคู ้ นเดินทางมาชมธรรมชาติที่นี่ และแล้วชื่อเสี ยงของ ภูช้ ีฟ้า ก็ขจรขจายไปอย่างรวดเร็ ว เนื่ องจากเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่ไม่มีใครเหมือนนัน่ คือลักษณะภูเขาที่ช้ ี ไปบนฟ้ าบางคนมองเห็นเป็ นรู ปภู ตูดไก่บรรยากาศของภูช้ ีฟ้า ยังคงมีบรรยากาศเมืองเหนื อเหมือนภูและดอยอื่นๆ มีหมู่บา้ นชาวเขา บริ เวณตีน ภูช้ ีฟ้า เป็ นบรรยากาศของการท่องเที่ยว มีที่พกั ขนาดเล็ กๆหลายแห่งให้เลือกใช้บริ การ ดำเนินงานโดยชาวเข าบ้างชาวเราบ้างและที่บริ เวณบ้านเช็งเม้งก่อนขึ้นสู่ ตีน ภูช้ ีฟ้า เป็ นหมู่บา้ นชาวม้ง หากมาเยือน ภูช้ ีฟ้า ในช่วง ปี ใหม่ยงั จะได้ชมงานปี ใหม่ ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบ ถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงานคือ การโยนลูกช่ว งหรื อลูกหิ นระหว่างหนุ่ม - สาว 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 37


เที่ยวภูช้ ี ฟ้าต้องขยันหน่ อยเพราะจะเด่นสุ ดก็คือกา รได้เห็นพระอาทิตย์ข้ ึนที่ ภูช้ ีฟ้า ที่พกั ต่างๆจะอยูเ่ ชิงภู ป ระมาณตีห้าจะต้องตื่นขึ้นแต่งกายให้อบอุ่นถือไฟฉายค นละกระบอกจากนั้นรถของที่พกั แต่ละแห่ งจะไปส่ งขึ้น ภูช้ ีฟ้า แต่ไปไม่ถึงยอดต้องเดินเท้าบ้างเล็กน้อยทางขึ้นที่ นิยมมี 2 ทาง เดินเท้าประมาณเกือบกิโลเมตร ก่อนถึงยอด ภูช้ ีฟ้า สัก 200 เมตร จะมีไหล่ทางลงไปเล็กน้อยหากใจเย็ นนัง่ รอที่นี่จะค่อยๆเห็นพระอาทิตย์ข้ ึนฉายแสงสว่างอาบ ภูช้ ีฟ้าเป็ นภาพที่งดงามมากเบื้องล่างอบอวลไปด้วยทะเล หมอกหากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้ว ยังคงมองเห็นสายน้ำโขง ไหลคดเคี้ยวท่ามกลางป่ าไม้ขอ งฝั่งลาวที่เขียวสุ ดสมบูรณ์ดว้ ย ใช่วา่ ภูช้ ีฟ้า จะสวยช่วงเ ช้าเท่านั้นในเวลากลางวันหรื อเย็นยังสามารถชมทิวทัศน์ ภูช้ ีฟ้า ได้สวยงามเช่นกัน หากมาเที่ยวภูช้ ีฟ้าในช่วงเดือน

ธันวาคม-มกราคม เส้นทางขึ้นภูช้ ีฟ้าจากหน่วยจัดการต้ นน้ำหลาวขึ้นภูช้ ีฟ้าจะผ่านป่ าซากุระหรื อต้นพญาเสื อโค ร่ งสี ชมพูสวยงามมาก ดอยผาตั้งอยูห่ ่ างจากภูช้ ีฟ้าไปประมาณ24กิโลเมตร ในเขตบ้านผาตั้งอำเภอเวียงแก่นเมื่อชมทะเลหมอกยามเช้ าที่ภูช้ ีฟ้าแล้วช่วงบ่ายจึงเหมาะที่จะไปเที่ยวดอยผาตั้งสิ่ ง ที่น่าดูของดอยผาตั้งคือทิวทัศน์ที่มองเห็นแม่นำ้ โขงที่ก้ นั พรมแดนไทย-ลาวทิวทัศน์สุดสายตากับป่ าเขียวๆบริ เวณ ทางขึ้นสู่ ผาตั้งยังมีผาบ่องลักษณะเป็ นช่องหิ นขนาดใหญ่ ขนาดคนเดินผ่านได้ มองเห็นทิวทัศน์ของลาวได้สวยงาม เช่นกันและบนสันเขาของ ดอยผาตั้ง ยังมีช่องเขาขาดลัก ษณะเป็ นช่องเขาที่ขาดจากกัน ในฤดูหนาวเชิง ดอยผาตั้ง ยังสวยงามด้วยต้นซากุระบานสะพรั่งสวยงาม

ลักษณะภูมปิ ระเทศ

พันธุ์ไม้ และสั ตว์ ป่า

พื้นที่วนอุทยานเป็ นยอดเขาสู งในเทือกเขาดอยผาหม่ นติดชายแดนไทย-สาธารณรัฐประชาธิ ปไตยประชาชนลาว สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตร ถึง 1,628 เมตร จุดสู งสุ ดคือ บริ เวณจุดชมวิว มีความลาดชันเฉลี่ยทัว่ พื้นที่ ประมาณ 40 เปอร์เซนต์

ลักษณะภูมอิ ากาศ

อากาศบนภูเขาจะค่อนข้างเย็นแต่ฤดูกาลจะเป็ นแบบ มรสุ มเมืองร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุ มตะวันตกเ ฉี ยงใต้ในช่ วงฤดูฝนและลมตะวันออกเฉี ยงเหนื อในช่ วงฤ ดูหนาว แบ่งเป็ น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่ มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ฤดูฝน เริ่ มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม และฤดูหนาว เริ่ มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์

เ ป็ น ป่ า ดิ บ เ ข า ย ก เ ว้ น บ น ย อ ด ภู ชี้ ฟ้ า เป็ นทุ่งหญ้าประมาณ 300 ไร่ ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ เสี้ ยวดอกขาว ก่อเดือย ก่อก้างด้าง ก่อแดง ก่อน้ำ ก่อแป้ น ก่อสี เสี ยด อบเชย กำยาน หว้า เหมือด สารภี จำปาป่ า จำปี ป่ า พันธุ์ไม้พ้ืนล่าง ได้แก่ เอื้องดิน หญ้าคา หญ้าแฝก หญ้าหางหนู หญ้าสามคน หญ้าไม้กวาด หญ้าเลา มอส เฟิ ร์นชนิดต่าง ๆ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่พบเห็นได้แก่ เก้ง กระจง หมูป่า อีเห็น ชะมด เสื อไฟ เสื อ ปลา แมวป่ า หมูหริ่ ง บ่าง เม่น พังพอน ค้างคาว กระต่ายป่ า นกที่พบเห็นได้แก่ นกเขา เหยีย่ ว นกกระสา นกอินทรี นกฮูก นกปรอด นกแขวก นกเค้าแมว นกแสก นกกระปูด 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 39


นกเอี้ยง นกกางเขน นกขมิ้น นกกระทาดง นกกวัก นกกิ้งโครง นกขุนทอง นกแซว นกนางแอ่น นกยูง นกตะขาบ นกหัวขวาน นกดุเหว่า ไก่ป่า ไก่ฟ้า สัตว์ครึ่ งบกครึ่ งน้ำ ที่พบเห็นได้แก่ เต่า กบ เขียด สัตว์เลื้อยคลาน ที่พบเห็นได้แก่ งูชนิดต่าง ๆ ตะกวด ลิ่น ตุก๊ แกป่ า กิ้งก่าบิน

แหล่ งท่ องเทีย่ ว

ภูช้ ีฟ้า เป็ นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น สูงจากระดับน้ำทะเล 1,628 เมตร ด้านที่ติดสาธารณรัฐป ระชาธิปไตยประชาชนลาวมีหน้าผาสูงชัน เป็ นจุดชมวิว ที่สวยที่สุดในฤดูหนาวจะมีทิวทัศน์สวยงามเป็ นพิเศษ นั กท่องเที่ยวส่ วนมากจะมาค้างแรมบริ เวณบ้านร่ มฟ้ าทองท างห่างจากจุดชมวิวประมาณ 1.5 กิโลเมตร แล้วจะเดินขึ้น ภูช้ ีฟ้า เพื่อไปชมวิวตอนเช้ามืด ระหว่างทางจะพบแป ลงปลู ก ป่ านางพญาเสื อ ออกดอกบานสะพรั่ ง สวยงาม (เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์) และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ต้นเสี้ ยวดอกขาวรอบ ภูช้ ีฟ้า จะออกดอกบานเต็มเชิงเขา

การเดินทาง

รถยนต์ภูช้ ีฟ้า อยูห่ ่างจากอำเภอเมือง จังหวั���เชียงราย ประมาณ 144 กิโลเมตร การเดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ไปยัง ภูช้ ีฟ้า ได้ตามแนวเส้นทางดังนี้

1.จากอำเภอเมืองเชียงรายไปอำเภอเทิง ผ่านสามแยกโรงเ รี ยนภูซางวิทยาคมบ้านสบบงและสามแยกบ้านม่วงชุมแล้ วเดินทางต่อไป ก็จะถึง ภูช้ ีฟ้า 2.ไปตามทางหลวงจังหวัดสาย 1093 ผ่านน้ำตกภูซาง ด่ า นบ้ า นฮวกศู น ย์ส่ ง เสริ มเกษตรที่ สู ง ดอยผาหม่ น ผ่านจุดท่องเที่ยวได้แก่ น้ำตกภูซาง (อุทยานแห่งชาติภซู าง) และศูนย์ส่งเสริ มเกษตรที่สูงดอยผาหม่น ทดลองและส่ งเ สริ มปลูกไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ จากภู ช้ ี ฟ้ าสามารถเดิ น ทางไปยัง ดอยผาตั้ ง อำ เภอเวี ย งแก่ น จัง หวัด เชี ย งรายโดยอยู่ ห่ า งออกไปตา มเส้นทางหลวงจังหวัดสาย 1093 เป็ นระยะทาง 25 กิโลเมตร และจาก ดอยผาตั้ง ยังสามารถเดินทางต่อไป ยังอำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายได้อีกด้วย

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 39


อุ ทยานแห่งชาติภูกระดึง ภูกระดึง เป็ นอุทยานแห่งชาตลำดับที่2ของประเทศไทยตั้งอยูใ่ น ท้องที่ตำบลศรี ฐานอำเภอภูกระดึงจังหวัดเลย เป็ นภูเขาหิ นทรายยอดตัด เป็ นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสู ง 400-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็ น แหล่ ง ท่ อ งเที่ ย วทางธรรมชาติ ที่ ไ ด้ รั บ ความนิ ยมมากแห่ งหนึ่ ง ของเมืองไทย จุดสู งสุ ดอยูท่ ี่บริ เวณคอกเมย มีความสู ง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพทัว่ ไปของภูกระดึงประกอบไปด้วยพรรณ ไม้นานาชนิด พันธุ์สตั ว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็ นพื้นที่ตน้ น้ำของลำน้ำพอง ซึ่ งเป็ นลำน้ำสาย สำคัญสายห นึ่งของภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือด้วยความสู ง บรรยากาศและสภาพอ ากาศที่เย็นสบายตลอดปี บนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซี ยส จึงเป็ นแรงจูงใจให้นกั ท่องเที่ยว ปรารถนาและหวังจะเป็ นผูพ้ ิชิตยอด ภูกระดึง สักครั้งหนึ่งในชีวติ 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 40


จุดท่ องเทีย่ วทีน่ ่ าสนใจบนภูกระดึง ผานกแอ่ น

เป็ น ลานหิ นเล็กๆมีสนต้นหนึ่ง ขึ้นโดดเด่น อยู่ ริ มหน้ า ผาเป็ นจุ ด ท่ อ งเที่ ย วชมพระอาทิ ต ย์ข้ ึ นที่ สำคัญอยูจ่ ากที่พกั ศูนย์วงั กวางเพียง 2 กิโลเมตร ใ นทุ ก เช้ า ของหน้ า หนาวจะมี นั ก ท่ อ งเที่ ย วนิ ย มถ่ า ยรู ปกันมากและ มักจะมีการชิงทำเลดีๆ เสมอ สมัยนี้ ทางไปมัก มี ช้ า งอาละวาดตอนเช้ า จะต้อ งไปพร้ อ มเ จ้าหน้าที่เสมอห้ามไปเอง เป็ นอันขาด นอกจากนั้น หากอากาศดีพอ ในช่วงเวลาที่เดินเท้าฝ่ าความมืดมาชม พระอาทิตย์ข้ ึนนั้น เป็ นช่วงที่ประจวบเหมาะกับ เวลาที่ พระจันทร์ กำลังจะลับขอบฟ้ าด้านตะวันตกนั้นจะได้เห็ นภาพสวยงามแปลกตาไปอี กแบบริ มทางเดิ นใกล้ผาน กแอ่ น เป็ นสวนหิ น มี ด อกกุห ลาบป่ าขึ้ น อยู่เ ป็ นดงใหญ่ ซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มต้นในเดือน มีนาคม-เมษายน และใ ครที่อยากไปชมประอาทิตย์ข้ ึนที่ผานกแอ่น ควรเตรี ยมไ ฟฉายสำหรับใช้ส่องทางไปด้วย

ผาหล่ มสั ก

ผาหล่มสักถ้าไม่มาชมพระอาทิตตกที่นี่ก็เหมือนไม่ ได้มาเยือนภูกระดึง…หลายคนถึงกับออกปากไว้แบบนั้น ตัวผาหล่มสักอยู่ห่างจากผาแดง2.5กิ โลเมตรหากเดิ นม าจากแยกศูนย์โทรคมนาคมกองทัพ อากาศบนเส้นทาง น้ำตกแต่ ถา้ เดิ นจากที่ พกั ศูนย์วงั กวางจะมี ระยะประมา ณ 9 กิโลเมตร หากจะมาต้องเตรี ยมตัวให้ดี เพราะขาก ลับจะมื ดกลางทางอย่างแน่ นอนด้วยลักษณะแผ่นหิ นแ ปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดีเช่นนี้ นัก ท่ อ งเที่ ย วจึ ง นิ ย มจะใช้เ ป็ นจุ ด ชมวิ ว ดู ด วงอาทิ ต ย์ต กดิ น และน่าจะถือได้วา่ เป็ นภาพที่เป็ นสัญลักษณ์สำคัญข อง อุทยานแห่งชาติภกู ระดึง แนะนำสักนิดสำหรับผูท้ ี่ จะไปชมประอาทิ ตย์ตกที่ ผาหล่ มสักควรเตรี ยมเสื้ อกัน หนาวและไฟฉายสำหรั บใช้ส่องทางเวลาเดิ นกลับที่ พกั ซึ่ งโดยทัว่ ไปจะใช้เวลา 2-3 ชัว่ โมง

ผาหมากดูก

ผาหมากดูก อยูห่ ่างจากศูนย์บริ การนักท่องเที่ยว 2.5 กิโลเมตร เป็ นผาที่มีลานหิ นกว้างขวาง เป็ นผาสำหรับชมพระอา ทิตย์ตกที่ใกล้ที่พกั มากที่สุด สามารถชมทิวทัศน์ภผู าจิตในเขตอุทยานแห่งชาตินำ้ หนาว ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีดอกกระเจียว ขึ้นเต็ม ทุ่งตามเส้นทางสู่ผาหมากดูก 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 41


น้ ำตกวังกวาง

ชื่อก็บอกอยูแ่ ล้วน้ำตกวังกวางอยูใ่ กล้ที่พกั ศูนย์วงั กวางมากที่สุดโดยมีระยะทางห่างแค่ราว1 กิโลเมตรเท่า นั้นเองห้วยเล็กๆที่โอบล้อมที่พกั อีกด้านจะไหลลงน้ำต กที่นี่ วังกวางเป็ นน้ำตกเล็กๆชั้นที่สูงสุ ด จะสูงประมาณ 7เมตรด้า นข้า งของน้ำ ตกมี ท างแคบๆสำหรั บ ปี นลง ไปที ล ะคนจะพบหลื บ หิ น มี ล ัก ษณะคล้า ยถ้ำ ใต้น้ำ ต ก น้ำตกวังกวางจะมีความสวยงามมากในช่วง ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม -ตุลาคมบริ เวณนี้จะมีทากชุมเพร าะเป็ นด่านช้าง หรื อทางช้างเดิน

น้ ำตกถ้ ำสอเหนือ

อยู่ห่ า งจากศู น ย์บ ริ ก ารนัก ท่ อ งเที่ ย ววัง กวาง4. 8กิ โ ลเมตรเป็ นน้ำ ตกขนาดกลางสู ง 10เมตรน้ำ ไหลม าจากผาเป็ นม่ า นน้ำ ตกบริ เ วณเหนื อ น้ำ ตกมี ด งกุ ห ล าบแดงซึ่ งในช่ ว งฤดู ร้ อ นจะผลิ ด อกสร้ า งสี ส รรค์ใ ห้ กับบริ เวณนี้สวยงามยิง่ ขึ้น

น้ ำตกเพ็ญพบใหม่

น้ำตกเพ็ญพบใหม่เกิ ดจากลำธารวังกวางน้ำตกผ่ านผาหิ นรู ปโค้งในหน้าหนาว ใบเมเปิ้ ลที่อยูบ่ ริ เวณริ ม น้ำตกจะร่ วงหล่นลอยไปตามผิวน้ำยามแดดสาดส่ องผ่า นลงมาจะเป็ นสี แดงจัดตัดกับสี เขียวขจีของตะไคร่ นำ้ ตา มโขด หิ น ลำธารวังกวางเป็ นต้นกำเนิดน้ำตกที่มีชื่ออีก แห่งหนึ่ง คือ น้ำตกโผนพบ ซึ่ งตั้งชื่อเป็ นเกียรติแก่ โผน กิ่งเพชร นักชกแชมป์ เปี้ ยนโลกคนแรกของชาวไทยในฐ านะเป็ นผูค้ น้ พบคนแรก เมื่อคราวที่ข้ ึนไปซ้อมมวยให้ชิ นกับอากาศหนาว ก่อนเดินทางไปชกในต่างประเทศ

สระอโนดาด

สระอโนดาด อยู่ ห่างจากศูนย์บริ การนักท่องเที่ยว 2.7กิ โ ลเมตรเป็ นสระน้ ำ ขนาดไม่ ใ หญ่ นั ก ที่ มี ต ้ น สนขึ้ นเป็ นแนวแน่ น ขนั ด ใกล้ กั น ยัง มี ล านกิ น รี ซึ่ งเป็ นสวนหิ นธรรมชาติ ที่ อุ ด มไปด้ ว ยพรรณไม้ ทั้งพวกกินแมลงอย่างดุสิตา หยาดน้ำค้าง หรื อเฟิ ร์น เช่น กระปรอกสิ งห์ บนหิ นยังมีไลเคนขึ้นอยูเ่ ต็มไปหมดด้วย

นอกจากที่เอ่ยมาแล้ว อุทยานแห่งชาติภกู ระดึง ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกรัตนา น้ำตกถ้ำสอเหนือ น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดง ผาส่ องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสี ดา ลานกินรี ลานวัดพระแก้ว และอีกมากมายบรรยายกันไม่หมด ดังนั้น ใครที่ชอบเดินป่ า ปี นเขา และสัมผัสธรรมชาติแบบถึงเนื้อถึงตัว ภูกระดึง คง เป็ นอีกหนึ่งสถานที่คุณจะพลาดไม่ได้ค่ะ

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 42


พื

ชพรรณและสัตว์ป่า

ป่ าเต็งรัง พบบนที่ราบเชิงเขาและบนที่ลาดชันจ

นถึงระดับความสู งจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง เหี ยง พลวง กราด รกฟ้ า อ้อยช้าง กว้าว มะกอกเลื่อม มะค่าแต้ช้างน้าว ติ้วขน ยอป่ า ฯลฯ พืชพื้นล่างประกอบด้วย หญ้าเพ็ก ขึ้นเป็ นกอหนาแน่น แทรกด้วยไม้พมุ่ และพืชล้มลุก ป่ าเบญจพรรณ พบตั้งแต่บนพื้นที่ราบเชิงเขาแล ะที่ลาดชันตามไหล่เขารอบภูกระดึง จนถึงระดับความสู งจากน้ำทะเลประมาณ 950 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ แดง ประดู่ป่า ยมหิ น มะ���อก มะค่าโมง สำโรง โมกมัน ฯลฯ พืชพื้นล่างประกอบด้วยหญ้าและกอไผ่ของไผ่รว ก ไม้พมุ่ เช่น หนามคณฑา กะตังใบ ไผ่หวานบ้าน ฯลฯ ไม้เถา เช่น แก้วมือไว สายหยุด นมวัว หนอนตายหยาก กลอย ฯลฯ พืชล้มลุก เช่น บุกใหญ่ แห้วกระต่าย ฯลฯ พืชกาฝากและอิงอาศัย เช่น ข้าวก่ำนกยูง ดอกดิน ชายผ้าสี ดา เป็ นต้น ป่ าดิ บ แล้ ง พบตามฝั่ ง ลำธารของหุ บเขาที่ ชุ่ มชื้ นทางทิ ศ ตะวั น ออกตะวั น ออกเฉี ยงเหนื อ และทิศตะวันตก ตั้งแต่เชิงเขาจนถึงระดับความสูงประ มาณ950 เมตรจากระดับน้ำทะเล พันธุ์ไม้สำคัญได้แก่ ก่อ ตะเคียนทอง ตะแบกเปลือกบาง สัตตบรรณ มะหาด คอแลน เชียด ฯลฯ พืชพื้นล่างแน่น เป็ นพวกไม้พมุ่ ไม้เถา เช่น สร้อยอินทนิล เล็บมือนาง กระไดลิง ฯลฯ พืชล้มลุก เช่น ข่าคม ก้ามกุง้ ฯลฯ หวายและเฟิ นหลายชนิด ป่ าดิบเขาพบตั้งแต่ระดับ1,000เมตรจากระดับ น้ำทะเลขึ้นไปทางทิศเหนื อและทิศตะวันตกเฉี ยงเหนื อพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ทะโล้ สนสามพันปี พพญาไม้ ก่อหมู ส้านเขา รัก เหมือดคนดง เฉี ยงพร้านางแอ พะวา เดื่อหูกวาง ฯลฯ พืชพื้นล่างประกอบด้วยไม้พมุ่ เช่น กุหลาบแดง มือพระนารายณ์ จ๊าฮ่อม ฯลฯ ตามหน้าผา ริ มขอบภูพบปาล์มต้นสูงขึ้นห่างๆ ได้แก่ ค้อดอย ไม้เถา เช่น กระจับเขาำ แก้มขาว เป็ นต้น

ป่ าสนเขา พบเฉพาะบนที่ ร าบยอดภู ก ระดึ ง ที่ ร ะดั

บความสู ง ประมาณ1,200-1,350เมตรจากระดับ น้ ำ ทะเล พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ สนสองใบ ก่อเตี้ย ทะโล้ สารภีดอย มะเขื่อเถื่อน รัก ฯลฯ พืชพื้นล่างประกอบด้วย สนทราย ส้มแปะ กุหลาบขาว เม้าแดง พวงตุม้ หู นางคำ ฯลฯตามลานหิ นมีพืชชั้นต่ำพวกไลเคนประเภทแนบกับหิ นเป็ นแผ่นและประเ ภทเป็ นฟองเรี ยกฟองหิ นปกคลุมทัว่ ไปนอกจากนี้ จะพบเอื้องค ำหิ นม้าวิ่งและเขากวางซึ่ งเป็ นกล้วยไม้ที่ออกเป็ นกอหนาแน่น พืชล้มลุก เช่น ดาวเรื องภู ว่านคางคก ต่างหูขาว เนียมดอกธูป แววมยุรา หญ้าข้าวก่ำขาว โสภา เทียนภู เปราะภู ดอกหรี ด ขนนกยูง หญ้าเหลี่ยม น้ำเต้าพระฤาษี กูดเกี๊ยะ เป็ นต้น บนพื้นดินที่ชุ่มแฉะ มอสจำพวกข้าวตอกฤาษีหลายชนิดขึ้นทับ ถมแน่น คล้ายผืนพรม บางแห่งมีพืชล้มลุกขนาดเล็กหลายชนิ ดขึ้นปะปนกันแน่น เช่น กระดุมเงิน สาหร่ ายข้าวเหนียว ดุสิตา และหญ้าข้าวก่ำ

10 แหล่งท่องเที่ยวในฤดูหนาวของไทย / 43


อ ุทยานแห่งชาติภ ูหินร่องกล้า 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 44


อุทยานแห่งชาติภหู ิ นร่ องกล้า ตั้งครอบคลุมพื้นที่ร อยต่อของสองจังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แล ะอำเภอนครไทยจังหวัดพิษณุ โลกภูหินร่ องกล้าอันเป็ น พื้นที่เป็ นแหล่งกำ เนิดของประวัติศาสตร์การสูร้ บอันยาว นานเป็ นวีรกรรมของนักรบไทยความขัดแย้งของลัทธิ แล ะแนวความคิดที่นำไปสู่ ความสูญเสี ยเลือด ชีวติ และน้ำตา ภาพประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ณที่แห่งนี้ ี้ ตลอดจนสภ าพสิ่ งก่อสร้างในอดีตจะถูกบันทึกเก็บ รักษาไว้ เพื่อให้อนุ ชนรุ่ นหลังได้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้กำลังเข้าประหั ตประหาร ความสูญเสี ยที่ประเมินค่ามิได้ อันเนื่องมาจาก ความขัดแย้งทางการเมืองความแตกแยกความสามัคคีของ คนในชาติอุทยานแห่งชาติภหู ิ นร่ องกล้า มีเนื้อที่ประมาณ 307 ตารางกิโลเมตร หรื อ 181,875 ไร่

ลักษณะภูมปิ ระเทศ

สภาพภูมิประเทศโดยทัว่ ไปเป็ นเทื อกเขาสลับซับ ซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูแผงม้า ภูข้ ีเถ้า ภูลมโล ภูหินร่ องกล้า โดยมีภลู มโลเป็ นยอดเขาที่สูงที่ สุ ด สูงประมาณ 1 ,664 เมตร เทือกเขาเหล่านี้จะมีความ สู ง ลดหลัน่ ลงไปจากด้า นทิ ศตะวันออกไปทางทิ ศ ตะวันต ก และเป็ นแหล่งกำเนิดของ แม่นำ้ ลำธารหลายสาย เช่น ลำน้ำไซ ห้วยน้ำขมึน ห้วยออมสิ งห์ ห้วยเหมือดโดน และห้วยหลวงใหญ่

ลักษณะภูมอิ ากาศ

ภูหินร่ องกล้ามี สภาพภูมิอากาศคล้ายภูกระดึ งและ ภูหลวง เนื่องจากมีความสูงไล่เลี่ยกันอากาศจะหนาวเย็ นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำม ากประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส มีหมอกคลุมทัว่ บริ เวณ ส่ ว นฤดู ร้ อ นอากาศจะเย็ น สบายฝนตกชุ ก ในฤดู ฝ น อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส

จุ

ดที่น่าสนใจ

ลานหินแตก อยูห่ ่างจากฐานพัชริ นทร์ ประมาณ

300 เมตร ลักษณะเป็ นรอยหิ นที่มีรอยแตกเป็ นแนวเป็ นร่ องเหมือนแผ่นดินแยก รอยแตกนี้บางรอยก็มีขนาดแคบ แต่รากต้นหญ้าชอนไชไปได้ บางรอยก็กว้างพอคนก้าวข้าม ได้และบางรอยก็กว้างมากจนไม่สามารถกระโดดข้ามถึงส ำหรับความลึกของร่ องหิ นแตกนั้นไม่สามารถจะคะเนได้ ลั กษณะเช่นนี้ สันนิ ษฐานว่าอาจจะเกิดจากการโก่งตัวหรื อเค ลื่อนตัวของผิวโลกจึงทำให้พ้ืนหิ นนั้นแตกเป็ นแนว นอกจ ากนี้บริ เวณหิ นแตกยังปกคลุมไปด้วยมอส ไลเคนส์ ตะไคร่ เฟิ ร์น และกล้วยไม้ชนิดต่าง ๆ ลานหินปุ่ มอยู่ห่างจากที่ ทำการอุทยานฯประมาณ4กิ โลเมตรอยู่ริมหน้าผาลักษณะเป็ นลานหิ นผุดขึ้นเป็ นปุ่ มไล่ เลี่ยกันคาดว่าเกิดจากการสึ กกร่ อนตามธรรมชาติของหิ นท างเคมีและฟิ สิ กส์ในอดีตบริ เวณนี้ ใช้เป็ นที่พกั ฟื้ นของคนไ ข้เนื่องจากอยูบ่ นหน้าผา จึงมีลมพัดเย็นสบายเหมาะแก่การ นัง่ พักผ่อน ผาชู ธง อยูห่ ่างจากลานหิ นปุ่ มประมาณ 500 เมตร เ ป็ นหน้าผาสู งชันสามารถเห็ นทิ วทัศน์ได้กว้างไกลโดยเฉ พาะภาพวิ ว พระอาทิ ต ย์ต กดิ น จะสวยงามไม่ แ พ้จุ ด ชมวิว อื่น ๆ บริ เวณนี้เคยเป็ นสถานที่ที่ ผกค. จะขึ้นไปชูธงแดง (ฆ้อนเคียว) ทุกครั้งที่รบชนะทหารของรัฐบาล

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 45


น้ ำตกหมันแดง เป็ นน้ำตกขนาดใหญ่ 32 ชั้น

ปัจจุบนั ยังไม่มีทางรถเข้าถึง และยังไม่พร้อมสำหรับการ ท่องเที่ยว น้ ำตกร่ มเกล้ า ภราดร เป็ นน้ ำ ตกฝาแฝด2แห่ งที่ อ ยู่ ติ ด ๆกั น อยู่ ห่ า งจากที่ ท ำการอุ ท ยานแห่ ง ชาติ บนถนนภูหินร่ องกล้าประมาณ 4 กิโลเมตร ก่อนถึงโรงเรี ยนการเมืองการทหารประมาณ 1 กิโลเมตร จากถนนสาย ใหญ่จะต้องเดินตัดลงไปบนทางเท้าที่พ่ ึงทำขึ้นใหม่เป็ นร ะยะทางประมาณ 800 เมตร ตัวน้ำตกไม่สูงใหญ่นกั แต่ส ภาพแวดล้อมโดยรอบมีลกั ษณะเป็ นป่ าบริ สุทธิ์ อันงดงาม มาก

น้ ำตกศรีพชั รินทร์ ตั้งอยูก่ ่อนถึงที่ทำการอุทยานฯ

บริ เวณเชิงเขาประมาณ 4-5 กิโลเมตร ปั จจุบนั ยังไม่มีทาง รถเข้าถึงและยังไม่พร้อมสำหรับการท่องเที่ยว น้ ำ ต ก แ ก่ ง ล า ด แ ล ะ น้ ำ ต ก ต า ด ฟ้ า ตั้ ง อ ยู่ บ ริ เ ว ณ เ ชิ ง ภู หิ น ร่ อ ง ก ล้ า โ ด ย แ ย ก ซ้ า ย จ า ก หมู่บา้ นห้วยน้ำไซต่อไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงที่ทำก ารพลังงานไฟฟ้ าห้วยขมึน อันเป็ นที่ต้ งั ของ น้ำตกแก่งลาด ขึ้นเขาต่อไปประมาณ 3-4 กิโลเมตรมีทางเดินแยกซ้ายลง ไปน้ำตกตาดฟ้ าหรื อน้ำตกด่านกอซองเป็ นน้ำตกชั้นเดียว ขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 46


10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 47


ทุ่งบัวตองดอยแม่อคู อ – ดอยแม่เหาะ

ดอยแม่อคู อ เป็ นทุ่งดอกบัวตองที่มีพ้ืนที่ครอบคลุมเ ป็ นเขากว้างประมาณ1พันไร่ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อ มๆกันในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม จะเหลืองอร่ าม ปกคลุมทัว่ ทั้งภูเขา ดอยแม่เหาะ อยูร่ ิ มทางหลวงหมายเลข 10-8 ตรงบริ เวณหลักกิโลเมตรที่ 84 เขตตำบลแม่เหาะ เป็ นที่ ตั้ งของศู น ย์ พ ั ฒ นาและสงเคราะห์ ช าวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริ เวณนี้ มีภมู ิประเทศที่งดงาม มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ ยง อยูเ่ ป็ นส่ วนมากในเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ของทุกปี ดอกบัวตอง หรื อทานตะวันป่ า จะบานสะพรั่ง ไปทัว่ หุบเขา สวยงามมากทีเดียว ดอกบัว ตองเป็ นดอกไม้ป่ าชนิ ด หนึ่ งที่ ด อกจะมี สี เ หลื อ งอร่ า มเป็ นดอกไม้ป ระจำจัง หวัด แม่ ฮ่ อ งสอน เป็ นพืชในตระกูลทานตะวันขนาดเล็ก มีถิ่นกำเนิดจา กประเทศในแถบทวีปอเมริ กากลางอย่างเม็กซิโก หาก ดูเผินๆอาจเข้าใจว่าเป็ นทานตะวัน บางครั้งถูกเรี ยกว่า ทานตะวันป่ า หรื อ ทานตะวันดอก ขณะที่ทางเหนือเรี ยก

บัวตอง ดอกบัวตอง มีชื่อสามัญคือ Mexican Sunflower Weed ชื่อทางวิทยาศาสตร์วา่ Tithonia diversifolia (Hemsl.) A. Gray. เป็ นพืชในวงศ์ Composita หรื อ Asteraceae และ Tribe-Heliantheae พบได้ในอเมริ กากลาง ฮาวาย เม็กซิ โก อินเดีย สุ มาตรา และไทย เป็ นไม้เนื้ออ่อน กิ่งเลื้อย สู ง 3 เมตร หรื อมากกว่า เปลือก ลำต้น กิ่ง สี นำ้ ตาล ใบเป็ นรู ปไข่ หรื อมีแฉกตามขอบใบ 0-5 แฉก แต่ในเมือง ไทยใบส่ วนใหญ่จะมีลกั ษณะเป็ น 4 แฉก ดอกเป็ นแบบ head เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 5-10 เซนติเมตร (ในไทยกว้าง 10-15 เซนติเมตร) โดยทัว่ ไปจะมีกลีบสี เหลือง 1214 กลีบ (ในไทยพบ 12-21 กลีบ) เกสรตัวผู ้ ตัวเมีย อยูใ่ นดอกย่อยเดียวกัน ออกดอกระหว่างเดือนตุลาคม เดือนธันวาคม ขยายพันธุ์ โดยเมล็ดและต้นเลื้อยไป ชอ บขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นตามป่ าเขาสู งทางตอนเหนื อข องประเทศไทย จะออกดอกสวยงามที่สุดบนยอดดอยที่ สู งกว่า 800 เมตรขึ้นไป ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีมาก 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 48


ที่บริ เวณบ้านแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรี ยง และดอยแม่อคู อ อำเภอขุนยวม โดยจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือนพ ฤศจิ ก ายนถึ ง ต้น เดื อ นธัน วาคมเท่ า นั้น ซึ่ งดอกบัว ตอง บนดอยแม่ อู ค อจะบานเหลื อ งอร่ า มเต็ม ท้อ งทุ่ ง ในพื้ น ที่เกือบ 1,000 ไร่ เมื่อถึงระยะที่ดอกบัวตองบาน ตาม ริ มเส้นทางตลอดจนภูเขาที่สลับซับซ้อนกันอยู่ นั้นจะ เป็ นสี เ หลื อ งสว่า งไสวไปด้ว ยสี ข องดอกบัว ตองดู ง ดง ามมาก ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงได้จดั งานเทศกาลบั วตองบานขึ้นเพื่อเป็ นการชมความงาม ของธรรมชาติ และชมวัฒนธรรมประเพณี ของชาวไต และชาวไทยภูเขาโ ดยจะจัดที่บริ เวณอำเภอขุนยวมในงานมีการละเล่นและม หรสพทั้งของพื้นเมืองและร่ วมสมัยมีการประกวดธิ ดาบัว

ตอง การแสดงศิลปวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา การแสดงสิ น ค้าพื้นเมืองการแข่งขันกีฬาชาวดอยฯลฯ ตลอดจนนิทรรศ การต่างๆและการนำเที่ยวชมดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอ ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อคู อ อยูใ่ นเขตวนอุทยานทุ่งบัวตอง ในท้องที่ บ้านแม่อคู อ หมู่ที่ 6 ตำบลแม่อคู อ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยูใ่ นเขตป่ าสงวนแห่งชาติป่าแม่สุริน ทร์ ตั้งอยูบ่ นภูเขาสู งจากระดับน้ำทะเล ปานกลางประมาณ 1,600 เมตร มีทิวทัศน์สวยงาม มองเห็นภูเขาสลับซับซ้อน คล้ายคลื่นในทะเล ในบริ เวณพื้นที่ของวนอุทยานฯจะมีป่ าธรรมชาติและป่ าสนปลูกขึ้นสลับกัน กรมป่ าไม้ได้ประ กาศเป็ นวนอุทยานเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2542

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 49


อุทยานแห่งชาติภเู รือ ภูเรื อ แม้จะมีความสูงไม่ติด 1 ใน 10 ภูเขาสู งของเมืองไทย แต่กม็ าเป็ นอันดับแรกๆ ในเรื่ องควา มหนาวนี้เมื่อถึงฤดูหนาว ภ ูเรื อจึงคึกคักไปด้วยสี สนั จากเสื้ อกันหนาวของนักท่องเที่ยวที่จะพากันมาทดสอบความหน าวเย็น ในปี ที่อากาศหนาวจัดอาจได้พบน้ำค้างบนยอดหญ้า จับตัวเป็ นเกล็ดน้ำแข็งที่ชาวบ้านเรี ยกว่า “แม่คะนิ้ง” ด้วย อุทยานแห่งชาติภูเรื อได้รับการประกาศจัดตั้งเมื่อวั นที่ 26 ก.ค. 2522 มีตำนานพื้นบ้านเล่าสื บกันมานมนานว่า สมัยก่อนภูเรื อป็ นเมืองที่ชาวบ้านเรี ยกกันว่าภูทุ่งเจ้าเมืองภู ทุ่งมีเจ้าเมืองภูครั่งเป็ นพระสหายสนิ ทเจ้าเมืองภูทุ่งมีโอรส

ในขณะที่เจ้าเมืองภูครั่งมีธิดา ต่างฝ่ ายต่างก็อยากเป็ นทอ งแผ่นเดี ยวกันแต่ ธิดาเมื องภูครั่ งนั้นมี คนรั กอยู่แล้วเมื่ อโ อรสเจ้า เมื อ งภูทุ่งจัด ขันหมากมาสู่ ข อนางจึ ง ลอบหนี ไ ป โอรสเจ้าเมืองภูทุ่งจึงทำลาย ขันหมาก ทิ้งให้กลายเป็ นหิ นเรี ยงรายอยูท่ ี่ “ทุ่งหิ น พานขันหมาก”และได้สร้าง“หิ นศิวลึงค์”ไว้ให้คนเคารพบู ชา พร้อมกับสร้าง “หิ นเต่า” เพื่อประชด ตัวเอง สำหรับชื่อ “ภูเรื อ” มาจากลักษณะของภูเขาซึ่ งมีชะโงกผายืน่ ออกมาค ล้ายเรื อสำเภาขนาดใหญ่ โดยที่ราบบนเขามีลกั ษณะคล้ายท้ องเรื อ 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 50


สถานที่น่าสนใจ จุดชมวิวเดโช

อยูห่ ่างจากที่ทำการฯไปตามถนนลาดยาง500ม. เป็ นจุดชมพระอาทิตย์ข้ ึนในวันที่ทอ้ งฟ้ าแจ่มใสจะสามา รถมองเห็นทิวเขาต่าง ๆ ของเมืองเลยได้

ผาซำทอง

อยูร่ ิ มถนนลาดยางห่างจากที่ทำการฯ ประมาณ 2.2 กม. เป็ นจุดชมวิวทิวเขาของเลยอีกจุดหนึ่งมีลกั ษณ ะเป็ นหน้าผาสู งชัน ที่เรี ยกว่าซำทองก็มาจากบริ เวณนี้เป็ นแหล่งน้ำซับ (ซําเป็ นภาษาอีสาน แปลว่าแหล่งน้ำซับ) และมี ไ ลเคนสี เ หลื อ งคล้า ยสี ท องขึ้ น เป็ นจำนวนมาก จึงเรี ยกผานี้ “ผาซำทอง”

หินเต่ า

อยูร่ ิ มถนนลาดยางเช่นกัน ห่างจากที่ทำการฯ ประมาณ 2.8 กม. ลักษณะเป็ นสวนหิ นพื้นที่ไม่กว้างมา กนัก แต่โดดเด่นด้วยหิ นที่จินตนาการว่าเป็ นรู ปเต่า

ผาโหล่ นน้ อย

อยู่ ห่ า งจากที่ ท ำการฯไปตามถนนลาดยางประมา ณ 3.5 กม.เมื่อถึงด่านตรวจจุดที่2ก็ลงเดินไปตามทางดินประ มาณ 100 ม. ก็จะถึงผาโหล่นน้อย ผาโหล่นน้อยเป็ นจุดชมพ ระอาทิตย์ข้ ึนที่สวยงาม ณ จุดนี้มีความสู งจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,320 ม. สามารถมองเห็นภูหลวง ภูผาสาด ภูครั่ง และทะเลภูเขาสลับซับซ้อน

น้ ำตกห้ วยไผ่

อยู่ห่างจากที่ทำการฯประมาณ2กม.น้ำตกห้วยไผ่เป็ น น้ำตกสู งชันสายน้ำจะไหลตกลงมาตามผาหิ นที่สูงประมาณ 30 ม. สวยงามพอสมควร

ยอดภูเรือ

จากด่ านตรวจที่ 2เดิ นสู่ ยอดภู เ รื อไปตามถนน ลาดยางอีกประมาณ700ม.หรื อจะเดินตามทางดินที่ทางอช. จัดไ ว้ให้ศึกษาธรรมชาติก็สะดวกโดยจุดเริ่ มต้นอยูท่ างด้านขวามือข องถนน ตรงข้ามด่านตรวจ แล้วลัดเลาะไปตามขอบหน้าผา ผ่านป่ าที่มีไม้ยนื ต้นขึ้นหนาแน่นทำให้อากาศเย็นชื้นและมืดครึ้ ม มีไอ หมอกฟุ้ งกระจายอยูท่ วั่ ราวป่ า ยอดภูเรื อเป็ นจุดที่สูงที่สุดใน อช. โดยสู ง 1,365 ม. จากระดับน้ำทะเล บริ เวณโดยรอบเป็ นลาน 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 51


หิ น ธ ร ร ม ช า ติ ที่ แ ซ ม ด้ ว ย ทุ่ ง ห ญ้ า ส ลั บ กั บ ป่ า ส น ซึ่ ง มี ทั้ ง ส น ส อ ง ใ บ ที่ ขึ้ น ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ และสนสามใบที่เป็ นสนปลูก นอกจากนี้ตามก้อนหิ นก็มีไล เคนขึ้นประดับเป็ นดอกดวงดูสวยงามมาก บนยอดภูยงั สา มารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามได้รอบด้าน ในวันที่ ท้องฟ้ าแจ่มใสจะสามารถมองเห็นแม่นำ้ เหื องและแม่นำ้ โข งซึ่งกั้นพรมแดนไทยกับลาวได้ ยอดภูเรื อยังเป็ นที่ประดิษ ฐานพระพุทธรู ปนาวา-บรรพต ซึ่งมีประวัติวา่ ชาวภูเรื ออัญ เชิญมาจากวัดพระญาติ จ. พระ-นครศรี อยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2520 จากยอดภู เ รื อมี เ ส้ น ทางเดิ น ผ่ า นทุ่ ง หญ้ า ที่ มี ไม้ ต ้ น เล็ ก ๆขึ้ นอยู่ ป ะปนแต่ ที่ น่ า สนใจเป็ นดอกไม้ เ ล็ ก ๆที่ ข้ ึ นประดับ พื้ น ให้ เ ดิ น ชมอย่ า งเพลิ ด เพลิ น เช่ น กระดุมเงิน เปราะภู ดาวเรื องภู เป็ นต้น ช่วงฤดูฝนบริ เวณ ป่ าสนที่เรี ยกว่าทุ่งกวางตายจะมีดอกกระเจียวบานไปทั้งทุ่ง

นอกจากนี้ยงั มีลานหิ นพานขันหมาก ลักษณะเป็ นลานหิ นที่ แตกเป็ นรอยตื้น ๆ เต็มไปด้วยดอกไม้ต่าง ๆ เช่น เอื้องม้าวิง่ เอื้องนวลจันทร์ เส้นทางเดินนี้จะวกลงมาสู่���ี่กางเต็นท์และ สามารถเดินลงมาถึงที่ทำการฯ

สวนหินพาลี

อยู่ ใ กล้ จุ ด กางเต็ น ท์ ล ั ก ษณะเป็ นสวนหิ น ขน าดใหญ่ มี ก้อ นหิ น รู ป ร่ า งแปลกตาตั้ง อยู่เ รี ยงรายบางก้ อนคล้า ยเสาหิ น สู ง ตระหง่ า นบางก้อ นมี ส่ ว นฐานเล็ ก แต่ยอดแผ่ออกเป็ นครี บ กลายเป็ นเพิงหิ นใช้หลบแดดได้เป็ นอย่างดีบา้ งคล้ายดอกเห็ดเกิดจากหิ นก้อนใหญ่ทบั อยูบ่ น หิ นอีกก้อนหนึ่ง บางก้อนก็แหว่งเว้า ชวนให้จินตนาการว่า เป็ นรู ปสัตว์ต่าง ๆ กลุ่มหิ นรู ปทรงประหลาดเหล่านี้เป็ นส่ ว นที่เหลือจากการผุ พังของชั้นหิ นทราย ซึ่ งเป็ นหิ นที่พบได้ ทัว่ ไปทางภาคอีสาน

การเดินทาง

ต. หนองบัว อ. ภูเรื อ อยูห่ ่างจากที่วา่ การ อ. ภูเรื อประมาณ 4 กม.จากรุ งงเทพขับรถไปตามถนนพหลโยธิน ก่อนถึ งตัวจังหวัดสระบุรีเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 21 ไปจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านอ.หล่มเก่าเข้าสู่ อ. ด่านซ้าย จ.เลย จากนั้นขับตามเส้นทางหลวง 203 สู่ อ.ภูเรื อ 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 52


อุทยานแห่งชาติ ภูสอยดาว

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 54


อุทยานแห่งชาติภสู อยดาว มีพ้ืนที่ครอบคลุมอยูใ่ น ท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุมตำบลบ้านโคกอำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อ ำ เ ภ อ น้ ำ ป า ด จั ง ห วั ด อุ ต ร ดิ ต ถ์ ต ำ บ ล บ่ อ ภ า ค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็ นพื้นที่ที่มีสภา พป่ าค่อนข้างสมบูรณ์ ปกคลุมไปด้วยป่ าธรรมชาติ ที่สว ยงาม เป็ นแหล่งต้นน้ำลำธารมีจุดเด่นที่น่าสนใจและ เป็ นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็ นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยางเข้าถึงพื้นที่ทำให้สะ ดวกสบายในการเดิ นทางพักผ่อนหย่อนใจอุทยานแห่ ง ชาติภสู อยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรื อ 340.21 ตารางกิโลเมตร อุ ท ยานแห่ ง ชาติ ภู ส อยดาวแต่ เ ดิ ม เป็ นวนอุ ท ย านแห่ ง ชาติ ภู ส อยดาวได้ส ำรวจจัด ตั้ง เป็ นวนอุ ท ยาน แห่ ง ชาติ ภู ส อยดาวโดยสำนั ก งานป่ าไม้เ ขตพิ ษ ณุ โ ล ก เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 มีพ้ืนที่เพียง 20,000 ไร่ จนกระทัง่ ปี งบประมาณ 2535 กรมป่ าไม้ ได้จดั สรรงบประมาณให้ ส ำนั ก งานป่ าไม้ เ ขตพิ ษ ณุ โ ลก ทำการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อผนวกเข้ากับพื้นที่เดิมขอ

งวนอุทยานภูสอยดาวผลการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมในเขต ป่ าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาดท้องที่อำเภอน้ำปาดจังหวัดอุต รดิตถและในเขตป่ าไม้ถาวรตามป่ าภูสอยดาวท้องที่อำเภ อน้ำปาดจังหวัดอุตรดิตถ์ป่าภูสอยดาว ท้องที่อำเภอชาติตร ะการจังหวัดพิษณุโลก ตามมติคณะรัฐมนตรี ได้เนื้อที่รวม 48,962.5 ไร่ หรื อ 78.34 ตารางกิโลเมตร ต่อมาสำนักงานป่ าไม้เขตพิษณุโลกได้มีหนังสื อ ที่ กษ 0725.07/5819 ลงวันที่ 11 สิ งหาคม 2536 เรื่ อง ขอจัดตั้งวนอุ ทยานแห่ งชาติ ภูสอยดาวเป็ นอุ ทยานแห่ ง ชาติภสู อยดาว ได้รายงานให้กรมป่ าไม้ทราบว่า พื้นที่ วนอุทยานแห่งชาติภสู อยดาว ซึ่ งตั้งอยูใ่ นเขตป่ าสงวน แห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และเขตป่ าไม้ถ าวรตามมติ ค ณะรั ฐ มนตรี ป่ าภู ส อยดาว ท้องที่อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็ นพื้นที่ที่มี สภาพป่ าค่อนข้างสมบูรณ์ ปกคลุมไปด้วยป่ าธรรมชาติที่ สวยงาม เป็ นแหล่งต้นน้ำลำธาร สภาพพื้นที่โดยทัว่ ไปเป็ นภูเขาสู งชัน บางจุดสู งจากระดับน้ำทะเล 1,600 เมตร เป็ นแหล่งที่อยูอ่ าศัยของสัตว์ป่า และเป็ นพื้นที่ชายแดนติดต่ อประเทศลาว ซึ่ งมีความสำคัญอย่างยิง่ ต่อความมัน่ คงของ ชาติ มีจุดเด่นที่น่าสนใจเป็ นที่ดึงดูดให้ประชาชน 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 55


นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชม ได้แก่ น้ำตก 5 ชั้น ชื่อว่า ภูสอยดาว มีเนื้อที่กว้าง 1,000 ไร่ มีความสวยงามมากและ พื้นที่ใกล้เคียงยังมีสภาพป่ าธรรมชาติที่สมบูรณ์ สามารถผ นวกเป็ นเขตอุทยานแห่งชาติได้อีกเป็ นจำนวนมาก จึงเห็น สมควรที่จะรักษาพื้นที่ป่าแห่งนี้ไว้เป็ นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โด ยกำหนดให้เป็ นอุทยานแห่งชาติภสู อยดาว จนกระทัง่ ปี 2551ได้มีพระราชกฤษฎี กากำหนดบริ เวณที่ ดินป่ าน้ำปาดและป่ าภูสอยดาวในท้องที่ ตำบลม่วง เจ็ดต้นตำบลบ้านโคกตำบลนาขุมอำเภอบ้านโคกอำเภอ ห้วยมุ่นอำเภอน้ำปาดจังหวัดอุตรดิ ตถและตำบลบ่ อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลกให้เป็ นอุทยานแห่ง ชาติ ซึ่ งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 71 ก ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ลักษณะภูมิประเทศเป็ นเทือกเขาสลับซับซ้อนตั้งแ ต่ทิศเหนือจดทิศใต้ เป็ นเทือกเขากั้นพรมแดนระหว่างป ระเทศไทย กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความสู งจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-1,800 เมตร อากาศ เย็นสบายตลอดปี ฤดูฝนเริ่ มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือน ตุลาคม ฤดูหนาวเริ่ มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภา พันธ์ ฤดูร้อนเริ่ มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน

แหล่ งท่ องเทีย่ ว

อุ ท ยานแห่ งชาติ เ ปิ ดให้ ข้ ึ นลานสนภู ส อยดาว ตั้งแต่เวลา 8.00 - 14.00 น. ของทุกวัน โดยมีช่วงเวลาที่เห มาะสมต่อการเดินทางไปเยือนดังนี้ ช่วงเดือนกันยายน ต้นพฤศจิกายน บนลานสนภูสอยดาวจะเต็มไปด้วยพรรณไ ม้ดอกนานาชนิดเช่น หงอนนาค สร้อยสุ วรรณา กระดุมเงิน บานสะพรั่งอวดความงามทัว่ ลานสนสามใบช่วงกลางเดือน พฤศจิกายน - กลางเดือนมกราคม เป็ นช่วงที่อากาศหนาวเย็น เหมาะแก่การสัมผัสความหนาวเย็นพร้อมชมทิวทัศน์ที่สว ยงาม ชมพระอาทิตย์ข้ ึนและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามไม่แ พ้ที่ใดในประเทศไทย เป็ นช่วงที่กล้วยไม้รองเท้านารี พนั ธุ์ อินทนนท์ ออกดอกอวดสายตาผูท้ ี่ข้ ึนไปเยือน รวมถึงใบ เมเปิ ลแดงที่เปลี่ยนสี เพิ่มสี สันแก่ลานให้น่าสนใจมากขึ้น และในช่วงตั้งแต่วนั ที่ 15 มกราคม-31 มิถุนายน ของทุกปี อุ ทยานแห่งชาติปิดการพักแรมบนลานสนภูสอยดาว

น้ ำตกภูสอยดาว

ตั้งอยูใ่ นท้องที่ตำบลห้วยมุ่นอำเภอน้ำปาด จังหวัด อุ ต รดิ ต ถ์เ ป็ นน้ำ ตกขนาดกลางในลำห้ว ยน้ำ พายไหลลง สู่แม่นำ้ ปาดที่อำเภอน้ำปาดมีช้ นั น้ำตกทั้งหมด 5 ชั้น แต่ ละชั้นมีชื่อไว้อย่างไพเราะว่า ภูสอยดาว สกาวเดือนเหมือนฝั นกรรณิ การ์และสุ ภาภรณ์ มีนำ้ ไหลตลอดปี อยูร่ ิ มเส้นทางห ลวงแผ่นดินหมายเลข1268 ใกล้กบั ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

ลานสนสามใบภูสอยดาว

เป็ นพื้ น ที่ ป่ าธรรมชาติ มี พ้ื น ที่ ป ระมาณ1,000กว่ าไร่ เ ป็ นที่ ร าบบนเทื อ กเขาภู ส อยดาวตั้ง อยู่สู ง จากระดั บน้ ำ ทะเลประมาณ1,633เมตรสภาพพื้ น ที่ ข องลานส นสามใบจะเป็ นเนิ น สู ง ต่ ำ สลับ กัน ไปเป็ นป่ าสนสาม ใบพื ช ชั้ นล่ า งเป็ นทุ่ ง หญ้า กว้า งใหญ่ ช่ ว งฤดู ฝ นเดื อ น สิ ง หาคมถึ ง เดื อ นกั น ยายนของทุ ก ปี กลางทุ่ ง หญ้า มี ด อกไม้ดิ น ชู ช่ อ แย่ ง กัน ออกดอกเป็ นกลุ่ ม หนาแน่ น เช่ น ดอกหงอนนาคจะมีดอกสี ม่ว ดอกสร้อยสุ วรรณาจะมีดอ กสี เหลืองและดอกหญ้ารากหอมจะมีดอกสี ม่วงเข้มสวยง ามมาก ฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิระหว่าง 1-5 องศาเซลเซี ยส มีดอกกระดุมเงิน, กล้วยไม้รองเท้านารี อินทนนท์, ใบเมเปิ ล ซึ่ งจะเปลี่ยนเป็ นสี แดงสวยงามมาก 10 แหล่งท่องเที่ยวในฤดูหนาวของไทย / 56


การเดิ น ทางไปเที่ ย วลานสนสามใบภู ส อยดาวต้อ ง เดิ น ทางเท้า จากน้ำ ตกภู ส อยดาวริ ม เส้ น ทางหลวงแผ่ น ดิ นหมายเลข 1268 ขึ้นสู่ยอดภูสอยดาวระยะทางประมาณ 6.5 กิโลเมตร ใช้���วลาเดินเท้าประมาณ 4-6 ชัว่ โมง โด ยระหว่ า งเดิ น เท้า ขึ้ นสู่ ล านสนสามใบภู ส อยดาวจะพบ สภาพป่ าที่สมบูรณ์และสวยงามมาก ยอดสูงสุ ดของภูสอ ยดาวสู งจากระดับน้ำทะเล 2,102 เมตร ซึ่งสูงเป็ นอันดับ 4 ของประเทศไทย

น้ ำตกสายทิพย์์

ตั้ งอยู่ บ นรอยต่ อ ระหว่ า งป่ าดิ บ ชื้ นกั บ ป่ าสนเขา เป็ นน้ำตกขนาดเล็ก มีสายน้ำไหลลดหลัน่ ลงมาตามชั้นเตี้ยๆ รวม 7 ชั้น ความสู งแต่ละชั้นประมาณ 5-10 เมตร ฤดูฝนน้ำจ ะไหลแรงมองดูสวยงามมากและมีนำ้ ไหลตลอด สภาพป่ าโด ยรอบน้ำตกมีความชุ่มชื้นมาก จึงมีมอสสี เขียวขึ้นปกคลุมทัว่ ไปตามก้อนหิ นริ มน้ำ เมื่อขึ้นเที่ยวบนลานสนสามใบภูสอยด าว สามารถเที่ยวน้ำตกแห่งนี้ได้ดว้ ย

พืชพรรณและสัตว์ป่า

ป่ าสนเขาพบขึ้นในระดับความสู งจากน้ำทะเล1,4 00เมตรขึ้นไปเป็ นป่ าผืนใหญ่ข้ ึนเป็ นกลุ่มชนิ ดไม้ที่สำคั ญที่พบได้แก่สนสามใบก่อชนิ ดต่างๆพืชพื้นล่างเป็ นพว กหญ้าชนิดต่างๆดอกไม้ดินเช่น ดอกหงอนนาค ดอกกุง เป็ นต้น ป่ าดิบเขาพบในพื้นที่ระดับความสู งจากระดับน้ำท ะเล1,000เมตรขึ้นไปชนิดไม้ที่ข้ ึนประกอบด้วยก่อ ทะโล้ จำปาป่ า กำลังเสื อโคร่ งพืชพื้นล่างและพืชอิงอาศัยเป็ นพว กพืชในตระกูลขิงข่ากูด กล้วยไม้ เป็ นต้นไม้พมุ่ ชนิดต่างๆ ป่ าดิ บ ชื้ น พบขึ้ นอยู่ ท ั่ ว ไปในเขตอุ ท ยานห่ ง ชาติ ใ นระดั บ ความสู ง จากน้ ำ ทะเล400-1,000เมตร พันธุ์ไม้สำคัญได้แก่ กระบาก ยาง จำปี ป่ า พะอง ก่อเดือย ก่อรักพืชพื้นล่างและพืชอิงอาศัยได้แก สะบ้า กูด และกล้วยไม้ชนิดต่างๆ ป่ าดิบแล้ ง พบมากตอนกลางของพื้นที่อุทยานแห่ง ชาติในบริ เวณที่เป็ นหุบเขา พันธุ์ไม้ที่ข้ ึนมี ตะแบกใหญ่ สมพง พะยอม ตะเคียนทอง มะค่าโมง ยมหอม กระบก ฯลฯ ป่ าเบญจพรรณพบอยู่ ท ั่ ว ไปในแขตอุ ท ยานแ ห่งชาติในระดับความสู งจากน้ำทะเล 300-600 เมตร บริ เวณที่ราบเชิงเขา พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ตะแบก แดง ชิงชัน ประดู่ สมอพิเภก ตีนนก ตะคร้ำ พืชพื้นล่างได้แก่ ไผ่และหญ้าชนิดต่างๆ ป่ าเต็งรั งพบขึ้นในพื้นที่บริ เวณตอนล่างและตอนบ น ขึ้นอยูใ่ นไหล่เขา เนินเขา และบริ เวณที่ราบซึ่ งเป็ นดินลู กรัง ประกอบด้วย เต็ง รัง เหี ยง มะขามป้ อม ส้าน อ้อยช้าง มะกอกป่ า พืชพื้นล่างประกอบด้วยหญ้าคา และหญ้าเพ็ก เป็ นต้น ส่ วนสั ตว์ ป่ามีอยูช่ ุกชุมหลายชนิดที่พบเห็นและปรา กฏร่ องรอยได้แก่ เลียงผา กวางป่ า เสื อโคร่ ง เก้ง หมีควาย หมูป่า ลิง อีเห็น เม่น กระต่ายป่ า ไก่ป่า ไก่ฟ้าพญาลอ

10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 57


การเดินทาง รถยนต์ ์

•จากจัง หวัด พิ ษ ณุ โ ลกไปตามทางหลวงแผ่ น ดิ น ห มายเลข11แล้ว แยกเข้า ทางหลวงแผ่ น ดิ น หมายเลข 1246ถึ ง บ้า นแพะแยกเข้า ทางหลวงหมายเลข1143 ผ่านอำเภอชาติตระการ แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1237 ผ่านบ้านบ่อภาคไปบรรจบกับเส้นทางแผ่นดินหมายเล ข 1268 ถึงน้ำตกภูสอยดาว อุทยานแห่งชาติภสู อยดาว รวมระยะทางประมาณ 188 กิโลเมตร •จากจังหวัดอุตรดิ ตถ์ใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข10 47(อุตรดิตถ์-น้ำปาด)จนถึงอำเภอน้ำปาดแล้วเข้าสู่ ทาง หลวงจังหวัดหมายเลข 1239 ไปอีก 47 กิโลเมตรจึงเข้า สู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1268 ไปอีก 18 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ รวมระยะทางประมาณ 133 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง

•ช่วงที่1จากกรุ งเทพฯ ขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่ งหมอ ชิตสายกรุ งเทพฯ-พิษณุโลก ไปลงที่จงั หวัดพิษณุโลก •ช่วงที่2จากจังหวัดพิษณุ โลกเดิ นทางด้วยรถโดยสารร ะหว่างอำเภอไปอำเภอชาติตระการระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร • ช่วงที่ 3 จากอำเภอชาติตระการ เดินทางด้วยรถสองแถว ซึ่ งมีวนั ละ 1 เที่ยว รถออกเดินทางไม่เกิน 09.00 น. ไปที่ ทำการอุทยานแห่งชาติภสู อยดาว ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร การเดินทางด้ วยรถโดยสารวิธีที่ 2 •ช่วงที่1จากกรุ งเทพฯ ขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่ งหมอ ชิตสายกรุ งเทพฯ-พิษณุโลก ไปลงที่จงั หวัดพิษณุโลก •ช่วงที่2จากจังหวัดพิษณุโลกเดินทางด้วยรถรับจ้างเหม าไป-กลับราคาประมาณ 2,600 บาทไปอุทยานแห่งชาติ ภูสอยดาวระยะทางประมาณ 170 กิโลเมตร

การเดินทางด้ วยรถโดยสารวิธีที่ 1 10 แหล่ งท่ องเทีย่ วในฤดูหนาวของไทย / 58


เที่ยว หัวใจใหม่

เมืองไทยยัง่ ยืน


10 แหล่ท่องเที่ยวในฤดูหนาวของไทย