Issuu on Google+

สมุนไพรไทย


สารบัญ 01 ประวัตคิ วามเป็ นมาของสมุนไพร 01 สมุนไพรคืออะไร 02 ประวัตกิ ารใช้สมุนไพร 03 ประวัตกิ ารใช้สมุนไพรในประเทศไทย 05 ประโยชน์ของสมุนไพร 05 ประเภทของสมุนไพร 06 สมุนไพรพื้นเมืองภาคเหนือ 09 สมุนไพรพื้นเมืองภาคกลาง 12 สมุนไพรพื้นเมืองภาคอีสาน 15 สมุนไพรพื้นเมืองภาคใต้ 17 กลุม่ ยาลดไขมันในเส้นเลือด 20 กลุม่ ยาโรคผิวหนัง ผืน่ คัน กลากเกลือ้ น 22 กลุม่ ยาพืชหอม เป็ นยาบำรุงหัวใจ 24 กลุม่ ยาแก้ทอ้ งขึน้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ 26 กลุม่ ยาถ่าย 29 กลุม่ ยาแก้บิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ 32 กลุม่ ยาขับเสมหะ แก้ไอ 34 กลุม่ ยาแก้ไข้ ลดความร้อน 36 กลุม่ ยาแก้ออ่ นเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ 38 กลุม่ ยากล่อมประสาท ทำให้นอนหลับ 40 กลุม่ ยากันหรือแก้เลือดออกตามไรฟั น 42 กลุม่ ยาลดความดันโลหิตสูง 44 กลุม่ ยาขับประจำเดือน


4

ประวัติความเป็นมาของสมุนไพรไทย ประวัติ สมุนไพรคืออะไร คำว่า สมุนไพร ตามพระราชบัญญัตหิ มายความถึง ยาที่ได้จากพืช สัตว์ และแร่ ซึ่งยังมิได้มกี ารผสมปรุงหรือแปรสภา พ (ยกเว้นการทำให้แห้ง) เช่น พืชก็ยงั คงเป็ นส่วนของราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ฯลฯ ยังไม่ได้ผา่ นขัน้ ตอนการแปรรูปใดๆ เช่น การหัน่ การบด การกลัน่ การสกัดแยก รวมทัง้ การผสมกับสารอื่นๆ แต่ในทางการค้า สมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปแบบ ต่างๆ เช่น ถูกหัน่ เป็ นชิน้ เล็กลง บดให้เป็ นผง อัดให้เป็ นแท่งหรือปอกเปลือกออก เป็ นต้น เมือ่ พูดถึงสมุนไพร คนทัว่ ๆ ไป มักจะนึกถึงเฉพาะพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ในทางยา ทัง้ นีเ้ พราะ สัตว์ และแร่มกี ารใช้นอ้ ย จะใช้เฉพาะในโรคบางชนิดเท่านัน้


5

ประวัติของการใช้สมุนไพร

สมุนไพร คือ ของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้กบั มวลมนุษยชาติ มนุษย์เรารูจ้ กั ใช้สมุนไพรในด้านการบำบัดรักษาโรค นับแต่ยคุ นีแ้ อนเด อร์ทลั ในประเทศอิรกั ปั จจุบนั ที่หลุมฝังศพพบว่ามีการใช้สมุนไพร หลายพันปี มาแล้วที่ชาวอินเดียแดงในเม็กซิโก ใช้ตน้ ตะบองเพชร(Peyate) เป็ นยาฆ่าเชือ้ และรักษาบาดแผล ปั จจุบนั พบว่า ตะบองเพชรมีฤทธิ์กล่อมประสาท ประมาณ 4,000 ปี มาแล้ว ที่ชาวสุเมเรียนได้เข้ามาตัง้ รกราก ณ บริเวณแม่นำ้ ไทกริสและยูเฟรติสปั จจุบนั คือ ประเทศอิรกั ใช้สมุนไพร เช่น ฝิ่ น ชะเอม ไทม์ และมัสตาร์ด และต่อมาชาวบาบิโลเนียน ใช้สมุนไพรเพิ่มเติมจากชาวสุเมเรียน ได้แก่ใบมะขามแขก หญ้าฝรัน่ ลูกผักชี อบเชย และกระเทียม ในยุคต่อมาอียิปต์โบราณมี อิมโฮเทป แพทย์ผมู้ ชี อื่ เสียงซึ่งต่อมาได้รบั การยกย่องให้เป็ นเทพเจ้าแห่งการรักษาโรค ของอียิปต์ มีตำราสมุนไพรที่เก่าแก่ คือ Papytus Ebers ซึ่งเขียนเมือ่ 1,600 ปี ก่อนคริสตศักราช ซึ่งค้นพบโดยนักอียิปต์วิท ยาชาวเยอรมันนี ชือ่ Georg Ebers ในตำรานีไ้ ด้กล่าวถึงตำราสมุนไพรมากกว่า 800 ตำรับ และสมุนไพรมากกว่า 700 ชนิด เช่น ว่านหางจระเข้ เวอร์มวูด(warmwood) เปปเปอร์มนิ ต์ เฮนเบน(henbane) มดยอบ, hemp dagbane ละหุ่ง mandrake เป็ นต้น รูปแบบในการเตรียมยาในสมัยนัน้ ได้แก่ การต้ม การชง ทำเป็ นผง กลัน่ เป็ นเม็ด ทำเป็ นยาพอก เป็ นขีผ้ งึ้ นอกจากนีย้ งั พบว่าชาติตา่ งๆ ในแถบยุโรปและแอฟริกา มีหลักฐานการใช้สมุนไพร ตามลำดับก่อนหลังของการเริ่มใช้สมุนไ พร คือ หลังจากสมุนไพรได้เจริญรุ่งเรืองในอียิปต์แล้ว ก็ได้มกี ารสืบทอดกันมา เช่น กรีก โรมัน อาหรับ อิรกั เยอรมัน โปรตุเกส สวีเดน และโปแลนด์สว่ นในแถบเอเชีย ตามบันทึกประวัตศิ าสตร์พบว่ามีการใช้สมุนไพรที่อินเดียก่อน แล้วสืบทอดมาที่จีน มะละกา และประเทศไทย


6

ประวัตกิ ารใช้สมุนไพรในประเทศไทย ประเทศไทยมีภมู อิ ากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญงอกงามข องพืชนานาชนิด โดยเฉพาะพืชสมุนไพรมีอยู่ มากมายเป็ นแสนๆ ชนิด ทัง้ ที่เกิดขึน้ เองตามธรรมชาติและจากการเพาะปลูก บางชนิ ดก็ใช้เป็ นวัตถุดบิ ในการผลิตยาแผนปั จจุบนั สมุนไพรหลายชนิด ถูกนำมาใช้ในรูปของยากลางบ้าน ยาแผนโบราณ รากฐาน ของวิ ช าสมุน ไพรไทยได้รั บ อิ ท ธิ พ ลจากประเทศอิ น เดี ย เป็ น ส่วนใหญ่ เพราะตามหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ชาติไทยไ ด้อพยพถิ่นฐานมาจากบริเวณเทือกเขา อัลไตน์ประเทศจีน มาจนถึงประเทศไทยในปั จจุบนั จึงมีสว่ นได้รบั อิทธิพลทางวัฒน ธรรม ประเพณี ศาสนา ตลอดจนการบำบัดรักษาโรคจากประเ ทศอินเดียเป็ นจำนวนมาก ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าได้อาศัย คัมภีรอ์ ายุรเวทของอินเดียเป็ นบรรทัดฐาน คือ การวินจิ ฉัยโรค ชื่อ สมุน ไพรที่ ใ ช้รั ก ษาโรคมี เ ค้า ชื่อ ของภาษาบาลี สัน สกฤตอ ยูไ่ ม่นอ้ ย เช่นคำว่า มะลิ (ภาษาสันสกฤตว่า มัลลิ) เป็ นต้น มีผปู้ ระมาณว่าในแต่ละปี มีผใู้ ช้สมุนไพรในประเทศเป็ น มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท (สมุนไพรเหล่านีไ้ ด้มาจากทัง้ ใน ประเทศ และนำเข้าจากนอกประเทศโดยเฉพาะ จีน เกาหลี และอินเดีย) ทัง้ นีเ้ นือ่ งจากป่ าไม้ถกู ทำลาย ทำให้ตอ้ งมีการ รณรงค์ให้มกี ารปลูกเป็ นสวนสมุนไพรขึน้ ในปี พุทธศักราช 1800 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งนับเป็ นยุคทองของสมุนไพรไทย สวนป่ าสมุนไพรของพร ะองค์ใหญ่โตมากอยูบ่ นยอดเขาคีรีมาศ อ.คีรีมาส จ.สุโขทัย มีเนือ้ ที่หลายร้อยไร่ ซึ่งปั จจุบนั ยังคงได้รบั การอนุรกั ษ์ไ ว้ เป็ นป่ าสงวนเพื่อเป็ นแหล่งศึกษาค้นคว้าของผูท้ ี่สนใจ


7 ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ภูมพิ ลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าสมุนไพรเป็ นทัง้ ยาและอาหารประจำ ครอบครัว ชาติจะเจริญมัน่ คงได้ก็ดว้ ยครอบครัวเล็กๆ ที่มคี วามมัน่ คงแข็งแรง มีสขุ ภาพพลานามัยสมบูรณ์ทงั้ ทางกายและจิต ใจ จึงทรงมีพระกรุณาธิคณ ุ โปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินโครงการตามพระราชดำริ สวนสมุนไพรขึน้ ในประเทศในปี พุทธศักราช 2522 โดยทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มกี ารรวบรวมศึกษาค้นคว้า ในเรื่องเกีย่ วกับสมุนไพรทุกด้าน เช่น ด้านวิชาการทางชีววิทยา ทางการแพทย์ การบำบัด การอนุรกั ษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะพืชที่เป็ นประโยชน์กอ่ ให้เกิดโครงการพระราช ดำริ สวนป่ าสมุนไพรขึน้ มากม ายหลายแหล่ง อีกทัง้ ยังมีการศึกษาวิจยั อย่างกว้างขวางโดยสถาบันวิจยั วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี เพื่อหาสาระสำคัญของสมุนไพรที่มี พิษ ทางเภสัชมาสกัดเป็ นยาแทนยาสังเคราะห์ที่ใช้กนั ในปั จจุบนั คนไทยไม่เพียงแต่ใช้พืชสมุนไพรเป็ นยารักษาโรคเท่านัน้ แต่ได้นำมาดัดแป ลงเพื่อบริโภคในรูปของอาหารและเครื่องดืม่ สมุนไพร ซึ่งในที่นจี้ ะกล่าวถึงเฉพาะ “สมุนไพรที่นำมาใช้เป็ นเครื่องดืม่ บำรุงสุขภาพ” ชีวิตคว ามเป็ นอยูข่ องคนไทยนัน้ มีรากฐานมานานนับร้อยนับพันปี อารยะธรรมต่างๆ ที่ถือเป็ นเอกลักษณ์ในการแสดงถึงชาติ แสดงถึงเผ่าพันธุ์ และความเป็ นผูท้ ี่เจริญแล้ว สิ่งหนึง่ ที่แสดงออกมาได้เป็ นอย่างดีก็คือ ศิลปะที่ผสมผสานและผูกพันอยูใ่ นการใช้ชวี ิตประจำวันของคนไทย นัน่ เอง ศิลปะดังกล่าวนีร้ วมไปถึงเรื่องการกินอยูด่ ว้ ยอาทิ เช่น การจัดตัง้ สำรับ และการประกอบจัดอาหาร ก็ไม่เพียงเพื่อความอร่อย ลิน้ อย่างวิเศษเพียงประการเดียว ยังมีความสวยงามในการจัดแต่งเป็ นองค์ประกอบของอาหารให้งามตายิ่งขึน้ ไปอีก จึงไม่ใช่เรื่องแ ปลกเลยที่เครื่องดืม่ ของไทยนัน้ จะแฝงไว้ดว้ ยเจตนารมณ์ให้ ผูด้ มื่ ได้ซึมซับทัง้ รสชาติและคุณประโยชน์ไปพร้อมๆ กันอย่างชาญฉลาด หากจะสืบสาวถึงความเป็ นมาของเครื่���งดืม่ สมุนไพรก็มมี าตัง้ แต่ครัง้ สมัย พุทธกาล มีนำ้ ชนิดหนึง่ เรียกว่า “อัชบาล” หรือ น้ำปานะ ซึ่งพระสงฆ์สามารถฉันน้ำชนิดนีไ้ ด้ตลอดทัง้ วันแทนการขบเคี้ ยวอาหาร หลังมือ้ เพลตามบัญญัตขิ องพุทธศาสนา น้ำปานะนีใ้ ช้สมุนไพร หรือพืชผลชนิดที่มคี วามเผ็ดร้อน เช่น ขิง ข่า กะทือ ตะไคร้ เป็ นต้น ต้มในน้ำร้อนและผสมน้ำตาลทรายแดงให้พอมีรสปะแล่มๆ ซึ่งต่อมานิยมดืม่ กันแพร่หลายมาถึงฆราวาสด้วย


ประเภทของสมุ นไพร 8 การจำแนกเครื่องดืม่ สมุนไพรของไทยตามที่มาและกรรมวิธี นัน้ แบ่งออกได้เป็ น 2 ประเภท คือ 1. น้ำดืม่ ธรรมดา ซึ่งใช้ตามประเพณี หรือพิธี ได้แก่ - น้ำที่นำไปอบด้วย เครื่องหอมได้แก่กระดังงาลนไฟลอยด้วยดอกม ะลิหรือกลี บกุหลาบมอญใช้ถวายพระ สงฆ์ในงานพิธีตามประเพณี เช่น งานทำบุญเลีย้ งพระ งานประเพณีสงกรานต์ เป็ นต้น หรือเป็ นน้ ำที่ถวายเจ้านายในวังเพื่อใช้เสวยเป็ นประจำ 2. น้ำผลไม้ และน้ำดืม่ ซึ่งเกิดจากการปรุงแต่ง -จากน้ำอัชบาล หรือน้ำปานะ อันเป็ นเครื่องดืม่ ของพระสงฆ์ในสมั ยพุทธกาลนัน้ ในเวลาต่อมาเนือ่ งจากเมืองไทยเป็ นเมืองที่มพี ืชพัน ธ์อดุ มสมบูรณ์ และมีผลไม้นานาชนิดที่สลับหมุนเวียนกันตลอดทัง้ ปี จึงเกิดความนิยมนำเอาพืชสมุนไพรและผลไม้มาทำเป็ นเครื่องดื่ ม โดยอาศัยการปรุงแต่งรสชาติดว้ ยการ เติมน้ำตาล หรือเกลือบ้าง เพื่อให้เกิดความอร่อยขึน้ อาทิ น้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะนาว น้ำใบเตย น้ำตะไคร้ และน้ำใบบัวบก เป็ นต้น แต่เดิมพืชและผลไม้ที่จะ นำมาทำเป็ น เครื่องดืม่ นัน้ มักจะเก็บมาสดๆ และใช้ทนั ที รสชาติที่ทำจึงมีความสด และทรงคุณค่าตามธรรมชาติ มาถึงปั จจุบนั นีเ้ ครื่องดืม่ ได้ถ ู กประยุกต์ขนึ้ ต่างรูปแบบ มีการนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ใ นการผลิต มีการบรรจุในภาชนะแบบต่างๆ เพื่อความสะดวก ต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องดืม่ ของไทยนัน้ ให้ทงั้ รสชาติ และคุณประโยชน์ควบคูก่ นั ไป คุณประโยชน์ที่กล่าวถึงคือ สรรพคุณ ทางยาที่ได้จากพืชผลที่นำมาเป็ นเครื่องดืม่ นัน่ เอง อีกทัง้ ยังมีสารอา หารที่เป็ นประโยชน์ตอ่ ร่างกายตามธรรมชาติรวมอยูด่ ว้ ย

ประโยชน์ของสมุนไพร คือ 1. ใช้เป็ นยาบำบัดรักษาโรค 2. ใช้เป็ นอาหาร 3. ใช้เป็ นเครื่องสำอางค 4. ใช้เป็ นอาหารเสริมบำรุงร่างกาย 5. ใช้ขบั สารพิษ 6. ใช้เป็ นเครื่องดืม่ 7. ช่วยส่งเสริมความมัน่ คงทางด้านเศรษฐกิจ


9

สมุนไพรพื้นเมือง ภาคเหนือ


10

วบเหลี่ยม การขยายพันธ ุ์ เมล็ด ฤด ูกาลเก็บส่วนขยายพันธ ุ์ ฤดูหนาว สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติ บโต ชอบขึน้ ตามที่รกร้าง หรือริมห้วย คลอง และตามบึงทัว่ ไป หรือปลูกไว้ตามบ้าน การใช้ประโยชน์ - ทางอาหาร ผลอ่อน นำมาแกงเลียง แกงกับปลาแห้ง และผัดกับไข่ หรือนำมาต้มจิ้มน้ำพริก - ทางยา ใบ ต้มดืม่ ขับปั สสาวะ แก้ปัสสาวะเป็ นเลือด แก้ระดูมาผิดปกติ ขับเสมหะ ถอนพิษ ไข้ ม้ามโต แก้ริดสีดวงทวาร ถอนพิษแมลงกัดต่อย แก้คนั ผล บำรุงร่างกาย ลดไข้ แก้รอ้ นใน ระยายท้อง ขับปั สสาวะ ขับเสมหะทำให้ชม่ ุ คอ ราก ต้มดืม่ แก้บวมน้ำ ระบายท้อง ฤด ูกาลที่ใช้ประโยชน์ ตลอดปี

ชื่อวิทยาศาสตร์:Luffa acutangula Roxb. ชื่อวงศ์: Cucurbitaceae ชื่ออื่น มะนอยข้อง มะนอยงู มะนอยเหลีย่ ม (เหนือ) บวบเหลีย่ ม (กลาง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ -ต้น เป็ นไม้เถาอรยุ 1 ปี ลำต้นเป็ นเหลีย่ ม ตามข้อมีมอื เกาะเป็ นเส้นยาว -ใบ เป็ นใบเดีย่ วเรียงสลับกัน แผ่นใบรูป 57 เหลีย่ ม ขอบใบมีรอยเว้าตืน้ ๆ โคนใบเว้าเป็ นรูปหัวใจ ก้านใบเป็ นเหลีย่ ม ยาว 49 ซม. ยอดอ่อนนุม่ -ดอก เป็ นดอกเดีย่ วหรือออกเป็ นช่อ กลีบดอกสีเหลือง ดอกเพศเมียและเพศผูอ้ ยูบ่ นต้นเดียวกันออกตามง่ามใบ -ผล รูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 20 ซม. โคนเรียวเล็ก มีเหลีย่ มเป็ นสันดาบ 10 สัน ตามความยาวของผล


ระโดน

11

ชื่อวิทยาศาสตร์: Careya sphaerica ชื่อวงศ์: Lecythidaceae ชื่อสามัญ: Tummy-wood, Patana oak ชื่ออื่น :ปุย ปุยขาว ผักหาด พุย (เหนือ) กระโดน (กลาง ใต้) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็ นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 10-30 เมตร โดยมากลำต้นมักเตีย้ แจ้ มีกงิ่ ก้านสาขามาก ใบ ใบเรียงสลับเวียนกันเป็ นกระจุกที่ปลายกิง่ รูปไข่สลับ กว้าง 15 ซม. ยาว 30 ซม. ก้านใบยาว 0.3-2.5 ซม. ดอก ออกเป็ นช่อ ยาว 7.5-20 ซม. กลีบรองกลีบดอก 4 กลีบ โคนติดกันเป้นรูประฆัง ยาว 2.5 ซม. กลีบดอก 4 กลีบ ยาว 4.5 ซม. สีขาว เกสรผูจ้ ำนวนมาก สีแดงยาว 5 ซม. เรียงเป็ นสัน้ ๆ ดคนเชือ่ มติดกัน ชัน้ นอกสุดและชัน้ ในสุดปราศจากอับเรณู เกสรเมียภายในมี 4-5 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ออ่ นจำนวนมาก ผล กลมกว้าง 5 ซม. ยาว 6 ซม. เมล็ด เมล็ดจำนวนมากมีเยื่อหุม้

การขยายพันธ์ ุ เมล็ด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโ ต ขึน้ ตามป่ าเบญจพรรณชืน้ ป่ าแดงและป่ าทุง่ ขึน้ ตามหัวไร่ปลายนา การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร ยอดอ่อน และดอกอ่อน มาลวกจิ้มน้ำพริกปลาร้า นำมาแกงผักรวม นำมาเป็ นผักสดแกล้มกับลาทางยา ใบ สมานแผล ดอก บำรุงร่างกาย แก้หวัด แก้ไอ ทำให้ชม่ ุ คอ บำรุงร่างกายสตรี หลังคลอดบุตร เปลือกต้น สมานแผล แก้เคล็ดยอก แก้ปวดเมือ่ ย ฤด ูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูรอ้ น


12

สมุนไพรพื้นเมือง ภาคกลาง


ล้วยน้ำว้า

ชื่อสามัญ: Pisang Awak ชื่อพ้อง: กล้วยน้ำว้าเหลือง กล้วยใต้ กล้วยอ่อง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa (ABB group) “Kluai Nam Wa” แหล่งที่พบ: ได้ทกุ ภาคของไทย ลักษณะทัว่ ไป: ต้น ลำต้นสูงไม่เกิน 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวอ่อน มีประดำบ้างเล็กน้อย ใบ ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียว ดอก ก้านช่อดอกไม่มขี น ปลีรปู ไข่คอ่ นข้างป่ อม ปลายป้าน ด้านนอกสีแดงอมม่วงมีนวลหนา ด้านในมีสีแดงเข้ม ผล เครือหนึง่ มีประมาณ 7 - 10 หวี หวีหนึง่ มี 10 - 16 ผล ก้านผลยาว เปลือกหนา สุกมีสีเหลืองเนือ้ สีขาว รสหวาน ไส้กลางมีสีเหลือง ชมพูหรือขาว ทำให้แบ่งออกเป็ นกล้วยน้ำว้าเหลือง กล้วยน้ำว้าแดง และกล้วยน้ำว้าขาว การใช้ประโยชน์ : ผลใช้แปรรูป และรับประทานสด สรรพค ุณ: ใช้ป้องกัน บำบัด โรคแผล ใน กระเพาะอาหารการที่ ผงกล้วยดิบ สามารถ ป้องกัน การเกิด แผลในกระเพาะอาหาร ได้ เพราะในกล้วย จะมีสาร ไปกระตุน้ ให้เซลล์ใน เยื่อบุกระเพาะ หลัง่ สาร MUCIN ออกมา ช่วยเคลือบกระเพาะ - รักษา อาการ ท้องเสีย การที่ กล้วยห่าม สามารถ แก้อาการท้องเสียได้ เพราะมี สารแทนนิน

13


14

กุ

ยช่าย

ชื่อวิทยาศาสตร์: Allium tuberosum Rottl. ex Spreng., ชื่อวงศ์ : LILIACEAE (ALLIACEAE) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ลม้ ลุก สูง 30-45 ซม. มีเหง้าเล็กและแตกกอ ใบแบน เรียงสลับ รูปขอบขนาน ยาว 30-40 ซม. โคนเป็ นกาบบางซ้อนสลับกัน ช่อดอกแบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกกลมตันยาว 40-45 ซม. โดยปรกติจะยาวกว่าใบ ดอกสีขาว กลิน่ หอม ออกในระดับเดียวกันที่ปลายก้านช่อดอก ก้านดอกยาวเท่ากัน มีใบประดับหุม้ ช่อดอก เมือ่ ดอกเจริญขึน้ จะแตกออกเป็ นริ้วสีขาว กลีบดอก 6 กลีบ สีขาว ยาวประมาณ 5 มม. โคนติดกัน ปลายแยก กลางกลีบดอกด้านนอกมีสนั หรือ เส้นสีเขียวอ่อนจากโคนกลีบไปหาปลาย ดอกบานกว้างประมาณ 1 ซม. เกสรเพศผู้ 6 อัน อยูต่ รงข้ามกับกลีบดอก เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่อยูเ่ หนือวงกลีบ ผลกลม กว้างยาวประมาณ 4 มม. ภายในมี 3 ช่อง มีผนังกัน้ ตืน้ ๆ เมือ่ แก่แตกตามตะเข็บ มีเมล็ดช่องละ 1-2 เมล็ด เมล็ดสีนำ้ ตาลแบน ขรุขระ การกระจายพันธ์ ุ : เอเชียตะวันออกแถบภูเขาหิมาลัย อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ในไต้หวันมีปลูก 2 พันธุ์ คือ พันธุส��� ีเขียวที่ ปลูกทัว่ ไป และพันธุใ์ บใหญ่สีขาวซึ่งเกิดจ ากการบังร่ม การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร: ดอก ผักกับตับหมู ใบรับประทานสดกับลาบ หรือผัดไทยก็ได้ ทางยา: ใบ มีฟอสฟอรัสสูง เป็ นยาแก้หวัด บำรุงกระดูก แก้ลมพิษ ทาท้องเด็กแก้ทอ้ งอืด


15

สมุนไพรพื้นเมือง ภาคอีสาน


16

ถั ่

วแปบ ชื่อพื้นบ้านอีสาน : ถัว่ แปบ ชื่อวิทยาศาสตร : Cajanus scarabaeoides (L.), Thouars ชื่ออื่นๆ : มะแปบ (มหาสารคาม) ถัว่ แปะยี (ภาคเหนือ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichos lablab Linn. วงศ์ : LEGUMINOSAE ชื่อสามัญ : Hyacinth Bean, Lablab, Monavist ชื่อพ้อง : Dolichos soudanensis Hort, Lablab vulgaris Savi ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็ นไม้เลือ้ ยล้มลุกอายุหลายปี ล ำต้นบิดมีขนเล็กน้อยสูง1.5-3.0เมตร บางพันธุ์ สูงได้ถึง 9 เมตรบางพันธุแ์ คระหรือเป็ นพุม่ ใบประกอบ 3 ใบรูปไข่กว้างยาว 7.5 - 15.0 เซนติเมตร ปลายเรียว แหลมดอกสีขาวแดงหรือม่วงออกตามซอกใบและปลายยอดช่ อดอกแบบกระจะยาว3-2.5เซนติเมตรฝัก แบนยาว2.5-6.3เซนติเมตรเมล็ดแก่จดั สีดำหรือน้ำตาลเข้มแบ นรูปขอบขนาน ยาว2เซนติเมตร

สรรพค ุณ: ส่วนต่างๆ ที่ใช้ ฝักอ่อน เมล็ด บำรุงร่างกาย แก้ออ่ นเพลีย บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้อาการแพ้ ส่วนที่ให้สี คือ ใบ สีที่ได้ คือ เขียว เป็ นไม้เลือ้ ย ลำต้น กลม มีขนคายทัว่ ไป ใบ เป็ นใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบยาวประมาณ 10 ซม. ส่วนโคนบวม ใบมนมีขนาดใหญ่สดุ รูปไข่กว้าง ขนาด 10-15 ซม. ยาว 15-20 ซม. ปลายใบแหลม สองใบล่าง รูปไข่เบี้ยว ขนาดกว้าง 8-12 ซม. ยาว 12-18 ซม. มีขนนุน่ ปกคลุม ดอกสีมว่ งหรือ แกมขาวเล็กน้อย ออกเป็ นช่อตัง้ ก้านช่อดอกยาว 20-50 ซม. ดอกย่อยเป็ นแบบดอกถัว่ ขนาดผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 5 ซม. กลีบตัง้ กลมแผ่ มีแถบสีขาวตรงกลาง กลีบรองดอก เป็ นถ้วย สีเทา เกสรผู้ อยูร่ วมเป็ นกลุม่ ผล เป็ นฝักรูปทรงกระบอกแกมแบน ปลายแหลม มีขนสีนำ้ ตาลเข้มปกคลุม ขนาดกว้าง 1-2 ซม. ยาว 4-8 ซม. ประโยชน์ : ปลูกเป็ นไม้ประดับได้ แต่ไม่เป็ นที่นยิ ม ผลและใบอ่อน รับประทานเป็ นผักสดได้


ทียนตาตัก๊ แตน

17

เทียนตาตัก๊ แตน (ผักชีลาว) ชื่ออื่นๆ: เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตัก๊ แตน(ภาคกลาง)ผักชี(ขอนแก่น เลย) ผักชีตกั ๊ แตนผักชีเทียน(พิจิตร)ผักชีเมือง(น่าน) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anethum graveolens L. วงศ์: UMBELLIFERAE ชื่อสามัญ: Dill ลักษณะ: พืชล้มลุกมีอายุ 1-2 ปี ลำต้นเรียบและตรง มีรกู ลวงตลอดความยาว ใบประกอบแบบขนนก ดอกเป็ นช่อออกจากฐานเดียวกัน กลีบดอกโค้งเข้า ปลายกลีบมีหยักเว้า ผลรูปรี มีขอบนูนขึน้ มาเป็ น 3 แนวที่ดา้ นหลังเมล็ด สรรพค ุณ: ขับลม บำรุงกำลัง แก้เส้นศูนย์กลางท้องพิการ แก้ชพี จรอ่อนหรือพิการ แก้นอนสะดุง้ ผวา แก้เสมหะพิการ แก้กำเดา ยาพื้นบ้าน : ทัง้ ต้น ผสมผักชีลาวทัง้ ต้น ต้มน้ำดืม่ แก้หวัด ตำรายาไทยใช้ ผล บำรุงกำลัง ขับลม เส้นท้องพิการ แก้นอนสะดุง้ คลุม้ คลัง่


18

สมุนไพรพื้นเมือง ภาคใต้


ระเจี๊ยบมอญ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abelmoschus esculentus (L.) Moench ชื่อวงศ์ : MALVACEAE ชื่อสามัญ : Ladies’ Finger, Lady’s Finger, Okra ชื่ออื่น :กระเจี๊ยบขาว กระเจี๊ยบ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย (ภาคกลาง) มะเขือพม่า มะเขือมืน่ มะเขือละโว้ (ภาคเหนือ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็ นไม้ลม้ ลุก สูง 1-2 เมตร ลำต้นมีขนหยาบ ใบ ใบเดีย่ วขนาดใหญ่ รูปฝ่ ามือ มีขนคลุม ดอก สีเหลือง ดอกเดีย่ วออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง โคนกลีบดอกด้านในสีมว่ งแดง ผล กลมยาว โคนตรงปลายแหลม เป็ นจีบ มีขนรอบ ผลเมือ่ แก่จะแตกออกเห็น เมล็ดกลม สีดำ การขยายพันธ์ ุ เมล็ด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ปลูกได้ในเขตร้อนทัว่ ไป การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร :ผลอ่อน ต้มจิ้มน้ำพริก ผสมในแกงส้ม ทางยา: ผล บดเป็ นผง ชงน้ำร้อน หรือปั้ นเมล็ดรับประทาน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ฤด ูกาลที่ใช้ประโยชน์ ต ุลาคม-พฤศจิกายน

19


20

กลม่ ุ ยา

เลือด เสน้

ม น ั ข ไ ด ใน


ระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L. ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle วงศ์ : Malvaceae ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ผักเก็งเค็ม ส้มตะเลงเครง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พม่ ุ สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีมว่ งแดง ใบเดีย่ ว รูปฝ่ ามือ 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดีย่ ว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสี ม่วงแดง เกสรตัวผูเ้ ชือ่ มกันเป็ นหลอด ผลเป็ นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลีย้ งสีแดงฉ่ำน้ำหุม้ ไว้ สรรพค ุณ : กลีบเลีย้ งของดอก หรือกลีบที่เหลืออยูท่ ี่ผล เป็ นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนักด้วย ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มผี ลร้ายแต่อย่างใด น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี น้ำกระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขบั ปั สสาวะ เป็ นการช่วยลดความดันอีกทางหนึง่ ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลัง่ ของกรดในกระเพาะ เพิ่มการหลัง่ น้ำดีจากตับ เป็ นเครื่องดืม่ ที่ชว่ ยให้ร่างกายสดชืน่ เพราะมีกรดซีตริคอยูด่ ว้ ย

21

ใบ แก้โรคพยาธิตวั จี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำคอ ให้ลงสูท่ วารหนัก ดอก แก้โรคนิว่ ในไต แก้โรคนิว่ ในกระเพราะปั สสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ ทวารหนัก ผล ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะ เมล็ด บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดพี ิการ ขับปั สสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด นอกจากนีไ้ ด้บ่งสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุว่าใช้สว่ นใด ดังนีค้ ือ แก้ออ่ นเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดพี ิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้ำ แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ ลดไขมันในเลือด บำรุงโลหิต ลดอุณหภูมใิ นร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน นอกจากใช้เดีย่ วๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ถ่ายพยาธิตวั จี๊ด วิธีและปริมาณที่ใช้ : โดยนำเอากลีบเลีย้ ง หรือกลีบรองดอกสีมว่ งแดง ตากแห้งและบดเป็ นผง ใช้ครัง้ ละ 1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลติ ร) ดืม่ เฉพาะน้ำสีแดงใส ดืม่ วันละ 3 ครัง้ ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป สารเคมี ดอก พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin ค ุณค่าด้านอาหาร น้ำกระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นำมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล ดืม่ แก้รอ้ นใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันใน เส้นเลือดได้ และยังนำมาทำขนมเยลลี่ แยม หรือใช้เป็ นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็ นผักได้ หรือใช้แกงส้ม รสเปรี้ยวกำลังดี ก ระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชอื่ เรียกอีกชือ่ ว่า “ส้มพอเหมาะ” ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบเลีย้ งและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วย บำรุงกระดูกและฟั นให้แข็งแรง น้ำกระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม สาร Anthocyanin นำไปแต่งสีอาหารตามต้องการ


22

สาวรส

เสาวรส ชื่อวิทยาศาสตร์ : Passiflora laurifolia L. ชื่อสามัญ : Jamaica honey-suckle, Passion fruit, Yellow granadilla วงศ์ : Passifloraceae ชื่ออื่น : สุคนธรส (ภาคกลาง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็ นไม้เถา เถามีลกั ษณะกลม ใบ เป็ นใบเดีย่ ว ขอบใบหยักลึก ที่กา้ นใบมีตอ่ มใบดกหนา เป็ นมันสีเขียวแก่ ดอก ออกดอกเดีย่ วขนาดใหญ่ ห้อยคว่ำคล้ายกับดวงไฟโคม กาบดอกหุม้ สีเขียว กลีบชัน้ นอกเป็ นรูปกระบอก ปลายแฉกด้านหลังมีสีเขียวแก่ ด้านในมีสีมว่ งอ่อนประกอบด้วยจุดแดง ๆ กลีบชัน้ ในลักษณะคล้ายกับตัวแฉกของกลีบชัน้ นอกสีมว่ ง อ่อนหรือชมพูออ่ นมีประสีแดงแซม กลีบย่อยกลางมีเป็ นชัน้ ๆ สองชัน้ แต่ละกลีบค่อนข้างกลม สีมว่ งแก่ พาดด้วยปลายสีขาวสลั���แดง มีเกสรอยูต่ รงกลางสีเขียวนวล ดอกมีกลิน่ หอมแรงจัดมาก ผล เป็ นรูปไข่หรือไข่ยาว มีหลายพันธุ์ บางพันธุ์ ผิวผลสีมว่ ง สีเหลือง สีสม้ อมน้ำตาล เปลือกผล เรียบ เนือ้ รับประทานได้ มีเมล็ดจำนวนมาก อยูต่ รงกลาง สรรพค ุณ : ลดไขมันในเส้นเลือด วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ผลที่แก่จดั ไม่จำกัดจำนวน ล้างสะอาด ผ่าครึ่ง คัน้ เอาแต่นำ้ เติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ให้รสกลมกล่อมตามชอบ ใช้ดมื่ เป็ นน้ำ


คนั

น ห ง ั ว ิ ผ ผ น ่ ื ค ร

กลากเกล อ ื ้ น

า ย ร ุ ม ่ ก ั ล ษาโ ก

23


ก ุ่

มบก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crateva adansonii DC. subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs ชื่อสามัญ : Sacred Barnar, Caper Tree วงศ์ : Capparaceae ชื่ออื่น : ผักกุม่ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ตน้ ขนาดกลาง สูง 6-10 ม. ใบประกอบแบบนิว้ มือ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบประกอบยาว 7-9 ซม. ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 7.5-11 ซม. ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนแหลมหรือสอบแคบ ขอบเรียบ ใบย่อยที่อยูด่ า้ นข้างโ คนใบเบี้ยว แผ่นใบค่อนข้างหนา เส้นแขนงใบข้างละ 4-5 เส้น ก้านใบย่อยยาว 4-5 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะ ออกตามง่ามใบใกล้ปลายยอด ก้านดอกยาว 3-7 ซม. กลีบเลีย้ งรูปรี กว้าง 2-3 มม. ยาว 4-5 มม. เมือ่ แห้งมักเป็ นสีสม้ กลีบดอกสีขาวอมเขียวแล้วค่อยๆ เปลีย่ นเป็ นสีเหลืองหรือชมพูออ่ น รูปรี กว้าง 0.81.5 ซม. ยาว 1.2-1.8 ซม. โคนกลีบเป็ นเส้นคล้ายก้าน ยาว 3-7 มม. เกสรเพศผูส้ ีมว่ ง มี 1522 อัน ก้านชูอบั เรณูยาวประมาณ 4 ซม. ก้านชูเกสรเพศเมียยาวประมาณ 5 ซม. รังไข่คอ่ นข้างกลมหรือรี มี 1 ช่อง ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3.5 ซม. เปลือกมีจดุ แต้มสีนำ้ ตาลอมแดง เมือ่ แก่เปลือกเรียบ ก้านผลกว้าง 2-4 มม. ยาว 5-13 ซม. เมล็ดรูปคล้ายเกือกม้าหรือรูปไต กว้างประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 6 มม. ผิวเรียบ

สรรพค ุณ : ใบ - ขับลม ฆ่าแม่พยาธิ เช่น พวกตะมอย และทาแก้เกลือ้ นกลาก เปลือก - ร้อน ขับลม แก้นงิ่ แก้ปวดท้อง ลงท้อง คุมธาตุ กระพี้ – ทำให้ขหี้ แู ห้งออกมา แก่น - แก้ริดสีดวง ผอม เหลือง ราก - แก้มานกษัย อันเกิดแต่กองลม เปลือก - ใช้ทาภายนอก แก้โรคผิวหนัง

24


25

ลุม่ ยาพืชหอมเป็ นยาบำรุงหัวใจ


ระดังงาไทย

26

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cananga odorata Hook.f. & Thomson var. odorata ชื่อสามัญ : Ylang-ylang Tree วงศ์ : ANNONACEAE ชื่ออื่น : กระดังงา, กระดังงาใบใหญ่ , กระดังงาใหญ่, สะบันงา, สะบันงาต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ตน้ สูง 10-20 ม. มีรอยแผลใบขนาดใหญ่กระจายอยูท่ วั ่ ไป กิง่ ตัง้ ฉากกับลำต้นปลายย้อยลูล่ ง ใบเดีย่ ว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ยาว ปลายแหลม โคนมนหรือเว้าและเบี้ยวเล็กน้อย ขอบเรียบหรือเป็ นคลืน่ ใบอ่อนมีขนทัง้ 2 ด้าน ใบแก่มกั มีขนมา กตามเส้นแขนงใบและเส้นกลางใบ ช่อดอกสัน้ ออกห้อยรวมกันบนกิง่ เหนือรอยแผลใบ ช่อหนึง่ ๆ มี 3-6 ดอก ดอกใหญ่ กลีบเลีย้ ง 3 กลีบ รูปสามเหลีย่ ม มีขน กลีบดอกเรียงสลับกัน 2 ชัน้ ชัน้ ละ 3 กลีบ แต่ละกลีบรูปขอบขนานปลายแหลม มีขน ขอบเรียบหรือเป็ นคลืน่ เล็กน้อย กลีบชัน้ ในแคบกว่าชัน้ นอกเล็กน้อย โคนกลีบด้านในสีมว่ งอมน้ำตาล ดอกอ่อนกลีบสีเขียว เมือ่ แก่เปลีย่ นเป็ นสีเหลือง กลิน่ หอม เกสรเพศผูม้ จี ำนวนมาก เกสรเพศเมียมีหลายอัน อยูแ่ ยกกัน ผลเป็ นผลกลุม่ อยูบ่ นแกนตุม้ กลม 4-15 ผล แต่ละผลรูปไข่ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเขียวคล้ำจนเกือบดำ มี 2-12 เมล็ด เมล็ดสีนำ้ ตาลอ่อน รูปไข่แบน

สรรพค ุณ : ดอกแก่จดั - ใช้เป็ นยาหอมบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมวิงเวียน ชูกำลังทำให้ชม่ ุ ชืน่ ให้นำ้ มันหอมระเหย ใช้แต่งกลิน่ เครื่องสำอาง น้ำอบ ทำน้ำหอม ใช้ปรุงยาหอม บำรุงหัวใจ ใบ, เนื้อไม้ - ต้มรับประทาน เป็ นยาขับปั สสาวะพิการ วิธีใช้ :ใช้ดอกกลัน่ ได้นำ้ มันหอมระเหย การแต่งกลิน่ อาหาร ทำได้โดยนำดอกที่แก่จดั ลมควันเทียนหรือเปลวไฟจากเทียนเพื่อให้ตอ่ มน้ำหอมในกลีบดอกแตก และส่งกลิน่ หอมออกมา แล้วนำไปเสียบไม้ ลอยน้ำในภาชนะปิ ดสนิท 1 คืน เก็บดอกทิ้งตอนเช้า นำน้ำไปคัน้ กะทิ หรือปรุงอาหารอื่นๆ สารเคมี : ใน ylang -ylang oil มีสารสำคัญคือ linalool , benzyl benzoate p-totyl methylether, methylether, benzyl acetate


ก 27

ลุม่ ยาแก้ทอ้ งขึน้ ท้องลง ท้องเฟ้อ


บเชยเทศ

28

อบเชยเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum verum J.Presl ชื่อสามัญ : Cinnamon Tree วงศ์ : Lauraceae ชื่ออื่น : ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็ นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ เปลือกลำต้นมีสีเทาและหนา กิง่ ขนานกับพื้นและตัง้ ชันขึน้ ใบ เป็ นใบเดีย่ ว ออกลับกันตามลำต้น ลักษณะใบคล้ายรูปไข่ ปลายใบแหลม มีเส้นใบสามเส้น ดอก ออกเป็ นช่อตามปลายกิง่ ขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิน่ หอม ผลมีสีดำคล้ายรูปไข่ ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ใบ สรรพค ุณ : เปลือกต้น - ใช้บำรุงดวงจิต แก้ออ่ นเพลีย ทำให้มกี ำลัง - ใช้ขบั ลม บำรุงธาตุ - บดเป็ นผงใช้เป็ นเครื่องเทศใส่อาหาร - ใส่เครื่องสำอาง - ใช้ปรุงเป็ นยาหอม แก้ลมวิงเวียน และจุกเสียด ใบ - มีนำ้ มัน ใช้แต่งกลิน่ - ฆ่าเชือ้


29

ลุม่ ยาถ่าย


30

าฬพฤกษ์

กาฬพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia grandis L.f. ชื่อสามัญ : Pink Shower , Horse cassia วงศ์ : LEGUMINOSAE – CAESALPINIOIDEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ตน้ ผลัดใบ สูงถึง 20 เมตร โคนมีพพู อน เปลือกสีดำ แตกเป็ นร่องลึก กิง่ อ่อนหรือช่อดอกมีขนสีนำ้ ตาล ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมี 10-20 คู่ ใบอ่อนสีแดง แผ่นใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 1-2 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ด้านบนเป็ นมัน ด้านล่างมีขน ดอก เริ่มบานสีแดงแล้วเปลีย่ นเป็ นสีชมพูตามลำดับ ระยะออกดอกเดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม ผล เป็ นฝัก ฝักแก่แห้งไม่แตก ค่อนข้างกลม รูปทรงกระบอก โคนและปลายสอบ เปลือกหนาแข็ง ขรุขระ ที่ขอบฝักเป็ นสันตามแนวยาวทัง้ 2 ข้าง ขนาดกว้าง 0.8-1.2 ซม. ยาว 1.3-1.8 ซม. เมล็ดอ่อนสีครีม เมล็ดแก่สีนำ้ ตาล มีจำนวน 20-40 เมล็ด ขยายพันธุด์ ว้ ยเมล็ด ส่วนที่ใช้ : เนือ้ ในฝัก เปลือก เมล็ด สรรพค ุณ : เนือ้ ในฝัก - ปรุงรับประทานเป็ นยาระบายอ่อนๆ ขนาดรับประทาน - รับประทานได้ถึงครัง้ ละ 8 กรัม ไม่ปวดมวนและไม่ไซ้ทอ้ งเลย แต่ความแรงสูค้ นู ไม่ได้ เปลือก และ เมล็ด - รับประทานทำให้อาเจียน เป็ นยาถ่ายพิษไข้ได้ดี


านเย็นดอกขาว

บานเย็นดอกขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mirabilis jalapa L. ชื่อสามัญ : Marvel of peru , Four-o’clocks วงศ์ : Nyctaginaceae ชื่ออื่น : จันยาม จำยาม ตามยาม ตีตา้ เช่า (จีน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ลม้ ลุกอายุหลายปี มีเง้า สูง 1-1.5 ม. ลำต้นมีสีแดง มีนวลเล็กน้อย ใบรูปไข่ หรือรูปสามเหลีย่ ม มีขนประปราย กว้าง 2-9 ซม. ยาว 5-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนตัดหรือรูปหัวใจ ก้านใบยาว 1-4 ซม. กลีบประดับรูประฆัง ติดที่ฐาน ยาว 1-1.5 ซม. ดอกเกือบไร้กา้ น มี 4-5 ดอกในแต่ละช่อ บานตอนบ่ายๆ จนถึงตอนเช้า วงกลีบสีชมพู ม่วง ขาว เหลือง หรือด่าง ยาวประมาณ 3-6 ซม. ปากกลีบมีเส้ นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 2.5-3 ซม. เกศรเพศผู้ 5 อัน ยื่นออกยาวประมาณ 1 ซม. ก้านเกสรสีแดง อับเรณูทรงกลม รังไข่รปู รี ก้านเกศรเพศเมียยาวเท่าๆ เกสรเพศผู้ สีแดง ปลายเกสรเป็ นตุม่ เป็ นพูตนื้ ๆ ผลรูปกลมรี สีดำ ขนาดประมาณ ยาว 0.5-0.9 ซม. เปลือกบาง มี 5 สัน เมล็ดกลม ขนาดประมาณ 0.7 ซม. บานเย็นมีถิ่นกำเนิดในประเทศเปรู มีเขตการกระจายพัน ธุเ์ ฉพาะในทวีปอเมริกาใต้ นิยมปลูกเป็ นไม้ประดับทัว่ ไป โดยเฉพาะดอกสีชมพู บางครัง้ ขึน้ เป็ นวัชพืช ส่วนที่ใช้ : ราก ใบ หัว สรรพค ุณ : ราก - มี alkaloid trigonelline ซึ่งมีฤทธิ์เป็ นยาถ่าย ใบ - ตำทาแก้คนั และ พอกฝี หัว - รับประทานจะทำให้หนังชาอยูค่ งกะพันเฆีย่ นตีไม่แตก กลับทำให้รสู้ ึกคัน - รับประทานเป็ นยาขับเหงือ่ แก้ไข้ ระงับความร้อน

31


32

กลุม่ ยาแก้บิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกะเพราะ


ทั

บทิม

33

ท���บทิม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum L. ชื่อสามัญ : Pomegranate , Punica apple วงศ์ : Punicaceae ชื่ออื่น : พิลา (หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (เหนือ) หมากจัง (แม่ฮอ่ งสอน) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้น หรือพรรณไม้พม่ ุ ขนาดเล็ก ลักษณะผิวเปลือกลำต้นเป็ นสีเทา ส่วนที่เป็ นกิง่ หรือยอดอ่อนจะเ ป็ นเหลีย่ ม หรือ มีหนามแหลมยาวขึน้ ใบ ใบมีลกั ษณะเป็ นรูปยาวรี โคนใบมน แคบ ส่วนปลายใบเรียวแหลมสัน้ ผิวหลังใบ เกลีย้ งเป็ นมัน ใต้ทอ้ งใบจะเห็นเส้นใบได้ชดั ขนาดของใบกว้างประมาณ 1 - 1.8 ซม. ยาว ประมาณ 2.5 - 6 ซม. ดอก ดอกออกเป็ นช่อ หรืออาจจะเป็ น ดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิง่ ลักษณะของดอกมีเป็ น สีสม้ สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึง่ มีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบ ดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ตัวเมีย และตัวผูซ้ ึ่งมีอบั เรณูเป็ นสีเหลือง ขนาดของดอกบานเต็มที่มเี ส้นผ้าศู นย์กลางประมาณ 2 - 3 ซม. ผลมีลกั ษณะเป็ นรูปค่อนข้าง กลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลีย้ ง ผลเมือ่ แก่หรือ สุกเต็มที่มสี ีเหลืองปนแดง และลักษณะของผล จะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็ น จำนวนมาก เป็ นรูปเหลีย่ ม มีสีชมพูสด ดอก ดอกออกเป็ นช่อ หรืออาจจะเป็ น ดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิง่ ลักษณะของดอกมีเป็ น สีสม้ สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึง่ มีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบ ดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ตัวเมีย และตัวผูซ้ ึ่งมีอบั เรณูเป็ นสีเหลือง ขนาดของดอกบ านเต็มที่มเี ส้นผ้าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 ซม. ผลมีลกั ษณะเป็ นรูปค่อนข้าง กลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลีย้ ง ผลเมือ่ แก่หรือ สุกเต็มที่มสี ีเหลืองปนแดง และลักษณะของผล จะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็ น จำนวนมาก เป็ นรูปเหลีย่ ม มีสีชมพูสด ส่วนที่ใช้ : ใบ ดอก เปลือกผลแห้ง เปลือกต้นและเปลือกราก เมล็ด


34

สรรพค ุณ : ใบ - อมกลัว้ คอ ทำยาล้างตา ดอก – ใช้หา้ มเลือด เปลือกและผลแห้ง - เป็ นยาแก้ทอ้ งร่วง ท้องเดิน แก้บิด - แก้โรคลักปิ ดลักเปิ ด เปลือกต้นและเปลือกราก - ใช้เป็ นยาขับพยาธิตวั ตืด , พยาธิตวั กลม เมล็ด – แก้โรคลักปิ ดลักเปิ ด วิธีและปริมาณที่ใช้ ถ่ายพยาธิตวั ตืดและพยาธิตวั กลม ได้ผลดี ใช้เปลือกสดของราก , ต้น ที่เก็บใหม่ๆ 60 กรัม หรือประมาณ 1/2 กำมือ เติมกา นพลูหรือกระวานลงไปเล็กน้อย เพื่อแต่งรส ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประทานครัง้ ละ 2 ช้อนโต๊ะ (30 ซี.ซี.) หลังจากนัน้ ประมาณ 2 ชัว่ โมง รับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะตาม ควรอดอาหารก่อนรับประทานยา ยาแก้ทอ้ งร่วง ท้องเดิน (ไม่ใช่บิด หรือ อหิวาตกโรค) ใช้เปลือกผล ตากแดดให้แห้ง ประมาณ 1/4 ของผล ฝนกับน้ำฝนหรือน้ำปูนใสให้ขน้ ๆ รับประทานครัง้ ละ 1-2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดืม่ น้ำที่ตม้ ก็ได้ บิด (มีอาการปวดเบ่ง และมีมกู หรืออาจมีเลือดด้วย) ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิม ครัง้ ละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำ ดืม่ วันละ 2 ครัง้ อาจใช้กา นพลูหรืออบเชยแต่งกลิน่ ให้นา่ ดืม่ ก็ได้ สารเคมี เปลือกผลมีรสฝาด เนือ่ งจากมี tannin 2225% gallotannic acid สารสีเขียวอมเหลือง รากมีสารอัลคาลอยด์ ชือ่ pelletierine และอนุพนั ธ์ของ pelletierine ค ุณค่าด้านอาหาร ทับทิมใช้รบั ประทานเป็ นผลไม้รสหวาน หรือเปรี้ยวหวาน มีวิตามินซี และแร่ธาตุหลายตัว ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟั น และบำรุงฟั นให้แข็งแร


35

ลุม่ ยาขับเสมหะ แก้ไอ


36

ะขามป้อม

มะขามป้อม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica L. ชื่อสามัญ : Emblic myrablan, Malacca tree วงศ์ : Euphorbiaceae ชื่ออื่น : กำทวด (ราชบุรี) กันโตด (เขมร-จันทบุรี) สันยาส่า มัง่ ลู (กะเหรี่ยง-แม่ฮอ่ งสอน) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ตน้ สูง 10-12 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาล แตกเป็ นร่องตามยาว กิง่ ก้านแข็ง เหนียว ใบ เป็ นใบเดีย่ วออกเรียงสลับใน ระนาบเดียวกัน รูปขอบขนาน กว้าง 1- 5 มม. ยาว 4-15 มม. ปลายใบเป็ นติง่ แหลม โคนใบมนหรือเว้าเข้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ดอก ออกเป็ นช่อ เป็ นกระจุกเล็กๆ ดอกสีเหลืองอ่อนออกเขียว กลีบดอกมี 5-6 กลีบ มีเกสรเพศผูส้ นั้ ๆ 3-5 อัน ก้านดอกสัน้ ผล รูปทรงกลม ขนาด 1.3-2 ซม. เป็ นพูตนื่ ๆ 6 พู ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียวอมเหลือง พอแก่เป็ นสีเหลืองออกน้ำตาล เมล็ดรูปรี เปลือกหุม้ เมล็ดแข็ง ส่วนที่ใช้ : น้ำจากผล ผลโตเต็มที่ สรรพค ุณ : น้ำจากผล - แก้ทอ้ งเสีย ขับปั สสาวะ ผล - แก้ไอ ขับเสมหะ ทำให้ชม่ ุ คอ วิธีและปริมาณที่ใช้ : ผลโตเต็มที่ จำนวนไม่จำกัด รับประทานเป็ นผลไม้


37

ลุม่ ยาแก้ไข ลดความร้อน


38

คดอกขาว แคดอกแดง

แคดอกขาว แคดอกแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sesbania grandiflora (L.) Desv. ชื่อสามัญ : Agasta, Sesban, Vegetable humming bird วงศ์ : Leguminosae – Papilionoideae ชื่ออื่น : แค แคบ้านดอกแดง แคขาว (ภาคกลาง) แคแดง (เชียงใหม่) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ตน้ ขนาดเล็ก สูง 3-6 เมตร แตกกิง่ ก้านสาขามาก เปลือกต้นสีนำ้ ตาลปนเทา ขรุขระ แตกเป็ นสะเก็ด ใบ เป็ นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปรีขอบขนาน กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 3-4 ซม. ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ดอก ออกเป็ นช่อตามซอกใบ 2-4 ดอก ดอกสีขาวหรือแดง มีกลิน่ หอม ก้านเกสรเพศผูส้ ีขาว 60 อัน ผล เป็ นฝัก ยาว 8-15 ซม. ฝักแก่แตกเป็ น 2 ซีก เมล็ดกลมแป้น สีนำ้ ตาล มีหลายเมล็ด ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ดอก ใบสด ยอดอ่อน สรรพค ุณ : เปลือก - ต้มหรือฝนรับประทาน แก้โรคบิดมีตวั - แก้มกู เลือด แก้ทอ้ งเดิน ท้องร่วง คุมธาตุ - ภายนอก ใช้ชะล้างบาดแผล ดอก,ใบ - รับประทานแก้ไข้เปลีย่ นอากาศ เปลีย่ นฤดู (แก้ไข้หวั ลม) ชาวอินเดีย ใช้สดู น้ำที่คนั้ ได้จากดอกหรือใบแคเข้าจมูกรักษาโร ค ริดสีดวงในจมูก และทำให้มนี ำ้ มูกออกมา แก้ปวดและหนักศีรษะ ลดความร้อน ลดไข้ ใบสด - รับประทานใบแคทำให้ระบาย - ใบแค ตำละเอียด พอกแก้ชำ้ ชอก วิธีและปริมาณที่ใช้ : แก้มกู เลือด บิดมีตวั แก้ทอ้ งเดิน ท้องร่วง คุมธาตุ ใช้เปลือกต้นปิ้ งไฟ 1 ส่วน ต้มกับน้ำหรือน้ำปูนใส 10 ส่วน รับประทานครัง้ ละ 1-2 ช้อนแกง แก้ไข้ ลดความร้อน แก้ไข้หวั ลม (หรือไข้อากาศเปลีย่ น) - ใบสด ต้มกับน้ำรับประทานลดไข้ ใช้ยอดอ่อนจำนวนไม่จำกัด ลวกจิ้มกับน้ำพริก รับประทานแก้ปวดศีรษะข้างเดียว - ใช้ดอกที่โตเต็มที่ลา้ งน้ำ ต้มกับหมูทำบะช่อ 1 ชาม รับประทาน 1 มือ้ รับประทานติดต่อกัน 3-7 วัน จะได้ผล


39

กลุม่ ยาแก้ออ่ นเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ


40

จั

นทน์ล ูกหอม

จันทน์ล ูกหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros decandra Lour. วงศ์ : Ebenaceae ชื่ออื่น : จันอิน จันโอ จันขาว จันลูกหอม อิน (ภาคกลาง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ตน้ สูง 10-15 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีนำ้ ตาลแข้มอมเทา กิง่ อ่อนยอดอ่อ นมีขนสีนำ้ ตาลปกคลุม กิง่ ก้านเหนียว ใบ เป็ นใบเดีย่ ว ออกเรียงสลับ รูปรี กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 7-10 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบเป็ นมันลืน่ สีเขียวเข้ม ดอก ดอกแยกเพศอยูต่ น้ เดียวกัน ดอกเพศผูอ้ อกเป็ นช่อ ส่วนดอกเพศเมียออกดอกเดีย่ ว ดอกสีขาวนวล กลีบดอกเชือ่ มติดกันสัน้ ๆ ผล รูปกลมแป้นเรียกว่า ลูกจัน ไม่มเี มล็ด ผลกลม เรียกว่า อิน มีเมล็ด ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลือง มีกลิน่ หอม รับประทานได้ ที่ขวั้ ผลมีกลีบเลีย้ งติดทน ส่วนที่ใช้ : เนือ้ ไม้ ผล สรรพค ุณ : เนือ้ ไม้ - มีรสขม หวาน ทำให้เกิดปั ญญา บำรุงประสาท บำรุงเนือ้ หนังให้สดชืน่ แก้ไข้ แก้ปอดตับพิการ แก้ดพี ิการ แก้รอ้ นในกระหายน้ำ แก้เหงือ่ ตกหน้า ขับพยาธิ ผล - ผลสุกสีเหลืองนวล มีกลิน่ หอม มี���สหวานและฝาดเล็กน้อย รับประทานกับน้ำกะทิสดเป็ นอาหาร


41

กลุม่ ยากล่อมประสาท ทำให้นอนหลับ


42

วงชมพูดอกขาว

พวงชมพูดอกขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antigonon leptopus Hook & Arn. ชื่อสามัญ : Chain of love, Confederate Vine, Coral vine วงศ์ : Polygonaceae ชื่ออื่น : ชมพูพวง (กรุงเทพฯ) พวงนาค (ภาคกลาง) หงอนนาค (ปั ตตานี) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลือ้ ยพาดพัน ลำต้นเล็ก สีเขียว มีมอื สำหรับเกาะยึด ใบ เป็ นใบเดีย่ ว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 3-4 ซม. ยาว 6-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ เห็นเส้นใบชัดเจน ดอก ออกเป็ นช่อที่ปลายยอด กลีบเลีย้ งเชือ่ มติดกัน มีขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ดอกสีชมพู ที่พบสีขาวมีบา้ ง กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายแหลม ผล เป็ นผลแห้ง รูปสามเหลีย่ ม ส่วนที่ใช้ : ราก และเถา สรรพค ุณ : เป็ นยากล่อมประสาท ทำให้นอนหลับ วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้เถา 1 กำมือ หรือราก 1/2 กำมือ ต้มกับน้ำ 4 ถ้วยแก้ว ต้มให้เหลือ 2 ถ้วยแก้ว รับประทานครัง้ ละ 3 ช้อนแกง ก่อนนอน


43

กลุม่ ยากันหรือ แก้เลือดตามไรฟั น


44

ะละกอ

มะละกอ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carica papaya L. ชื่อสามัญ : Papaya, Pawpaw, Tree melon วงศ์ : Caricaceae ชื่ออื่น : มะก้วยเทศ (ภาคเหนือ) หมักหุ่ง (ลาว,นครราชสีมา,เลย) ลอกอ (ภาคใต้) กล้วยลา (ยะลา) แตงต้น (สตูล) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ลม้ ลุก อายุหลายปี สูง 3-6 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีนำ้ ตาลออกขาว ลำต้นตรง ไม่มแี ก่น แตกกิง่ ก้านน้อย มีรอยแผลใบชัดเจน มียางขาวข้น ใบ เป็ นใบเดีย่ ว ออกเรียงสลับรอบต้นหนาแน่นที่ปลายยอด ใบรูปฝ่ ามือ ขนาด 80-120 ซม. ขอบใบเว้าเป็ นแฉกลึกถึงแกนก้าน ก้านใบเป็ นหลอด กลมกลวงยาว 25-100 ซม. ดอก ดอกแยกเพศอยูค่ นละต้น ดอกเพศผูอ้ อกเป็ นช่อยาวห้อยลง ดอกสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ มีกลิน่ หอม ดอกเพศเมียสีขาว ออกเป็ นช่อกระจุกตามซอกใบ ดอกมีขนาดใหญ่ กว่าดอกเพศผู้ ผล รูปกระสวย ผิวเรียบ เปลือกบาง มียางสีขาว ผลสดสีเขียวเข้ม พอสุกเปลีย่ นเป็ นสีสม้ รับประทานได้ มีเมล็ดมาก เมล็ดกลม สีดำ มีเยื่อหุม้ เมล็ดสีขาวใส ส่วนที่ใช้ : ผลสุก ผลดิบ ยางจากผลหรือจากก้านใบ ราก สรรพค ุณ : ผลสุก - เป็ นยากัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟั น เป็ นยาระบาย ยางจากผลดิบ - เป็ นยาช่วยย่อย ฆ่าพยาธิ ราก – ขับปั สสาวะ วิธีและปริมาณที่ใช้ : เป็ นยาระบาย ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็ นผลไม้ เป็ นยาช่วยย่อย ก. ใช้เนือ้ มะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร ข. ยางจากผล หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 เกรน หรือถ้าเป็ นตัวยาช่วยย่อยแท้ๆ ( Papain ) เป็ นยากัน หรือแก้โรคลักปิ ดลักเปิ ด โรคเลือดออกตามไรฟั น ใช้มะละกอสุกไม่จำกัด รับประทานเป็ นผลไม้ ให้วิตามินซี ราก เป็ นยาขับปั สสาวะ ข้อควรระวัง : สำหรับผูท้ ี่รบั ประทานมะละกอสุกติดต่อกันเป็ นจำน วนมาก เป็ นเวลานาน อาจทำให้สารมีสีพวก carotenoid ไปสะสมในร่างกายมากเกินไป ทำให้ผวิ มีสีเหลือง สารเคมี : ในผลมะละกอ ประกอบด้วย โปรตีน 0.5 % คาร์โบไฮเดรต 9.5 % แคลเซี่ยม 0.01 % ฟอสฟอรัส 0.01 % เหล็ก 0.4 มิลลิกรัม/100 กรัม และสารอื่นๆ อีกเล็กน้อย ในส่วนของเนือ้ มะละกอ จะมี sucrose, invert sugar papain, malic acid และเกลือของ Tartaric acid, citric acid และ pectin จำนวนมาก (มีทงั้ ในผลดิบด้วย) และ pigment พวก carotenoid และวิตามินต่างๆ ยางมะละกอ มี enzyme ชือ่ papain ซึ่ง papain เป็ นชือ่ รวมสำหรับ เรียกเอนไซม์จากน้ำยางมะละกอ ซึ่งประกอบด้วย papain 10% chymopapain 45% lysozyme 20%


45

กลุม่ ยาลดความดันโลหิตสูง


46

าหลง

กาหลง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia acuminata L. วงศ์ : Leguminosae – Caesalpinioideae ชื่ออื่น : กาแจ๊ะกูโด (มลายู-นราธิวาส); กาหลง (ภาคกลาง); โยธิกา (นครศรีธรรมราช); ส้มเสี้ยว (ภาคกลาง); เสี้ยวน้อย (เชียงใหม่) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พม่ ุ สูง 1-3 เมตร กิง่ อ่อนมีขนทัว่ ไป กิง่ แก่คอ่ นข้างเกลีย้ ง ใบเดีย่ ว เรียงสลับ รูปไข่หรือเกือบกลม กว้าง 9-13 ซม. ยาว 10-14 ซม. ปลายเว้าลงมาสูเ่ ส้นกลางใบลึกเกือบครึ่งแผ่นใบ ทำให้ปลายแฉกทัง้ 2 ข้างแหลม โคนรูปหัวใจ ขอบเรียบ เส้นใบออกจากโคนใบ 9-10 เส้น ปลายเส้นกลางใบมีตงิ่ เล็กแหลม แผ่นใบด้านบนเกลีย้ ง ด้านล่างมีขนเล็กละเอียด ก้านใบยาว 3-4 ซม. มีขนหูใบเรียวแหลม ยาวประมาณ 1 ซม. ร่วงง่าย มีแท่งรยางค์เล็กๆ อยูร่ ะหว่างหูใบ ช่อดอกแบบช่อกระจะสัน้ ๆ ออกตรงข้ามกับใบที่อยูต่ อนปลายกิง่ มี 3-10 ดอก ก้านดอกยาว 0.5-1.5 ซม. โคนก้านดอกมีใบประดับขนาดเล็ก 2-3 ใบ รูปสามเหลีย่ มเรียวแหลม ดอกตูมรูปกระสวย ยาว 2.5-4 ซม. ดอกบาน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-8 ซม. กลีบเลีย้ ง 5 กลีบ ติดกันคล้ายกาบกว้าง 1-1.8 ซม. ยาว 2.5-4 ซม. ปลายเรียวแหลมและ แยกเป็ นพูเ่ ส้นสัน้ ๆ 5 เส้น กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว รูปรีหรือรูปไข่กลับ มักมีขนาดไม่เท่ากัน ปลายมน โคนสอบ กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 4-6 ซม. เกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอบั เรณูแต่ละอันยาวไม่เท่ากัน มีตงั้ แต่ 1.5-2.5 ซม. อับเรณูสีเหลือง รูปขอบขนาน ยาว 3-5 มม. ก้านชูเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1 ซม. รับไข่รปู ขอบขนาน ยาว 6-8 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาว 1-2 ซม. ยอดเกสรเพศเมียเป็ นแผ่นกลม ฝักแบน คล้ายรูปขอบขนาน กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 9-15 ซม. ปลายและโคนฝักสอบแหลม ปลายฝักมีตงิ่ แหลม ยาวประมาณ 8 มม. ขอบฝักเป็ นสันหนา มี 5-10 เมล็ด เมล็ดเล็ก คล้ายรูปขอบขนาน ส่วนที่ใช้ : ดอก

สรรพคุณ : ดอก - รับประทาน แก้ปวดศีรษะ - ลดความดันของโลหิตที่ขนึ้ สูง - แก้เลือดออกตามไรฟั น - แก้เสมหะพิการ


47

กลุม่ ยาขับประจำเดือน


48

จตมูลเพลิงแดง เจตมูลเพลิงแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Plumbago indica L. วงศ์ : PLUMBAGINACEAE ชื่ออื่น : คุยวู่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ตัง้ ชูโ้ ว้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮอ่ งสอน) ปิ ดปิ วแดง (ภาคเหนือ) ไฟใต้ดนิ (ภาคใต้) อุบะกูจะ๊ (มลายู-ปั ตตานี) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ลม้ ลุกอายุหลายปี สูง 0.5-2 เมตร กิง่ ก้านมักทอดยาว ใบเดีย่ ว เรียงสลับ รูปรีแกมรูปไข่ ยาว 3-13 ซม. โคนใบมนหรือกลม ปลายใบแหลม ใบบาง ดอกออกเป็ นช่อแบบช่อกระจะเชิงลด ยาว 20-90 ซม. ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. มีดอกจำนวนมาก ใบประดับและใ บประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็ก ยาว 0.2-0.3 ซม. กลีบเลีย้ ง 5 กลีบ รูปใบหอก ยาว 0.8-0.9 ซม. มีตอ่ มทัว่ ไป ดอกสีแดงหรือม่วง หลอดกลีบดอกยาว 2-2.5 ซม. ปลายแยกเป็ น 5 แฉก รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบกลม เป็ นติง่ หนามตอนปลาย เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รปู รี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาด มีขนยาวที่โคน ส่วนที่ใช้ : ราก สรรพค ุณ : เป็ นยาขมเจริญอาหาร แก้ธาตุพิการ เป็ นยาบำรุง เป็ นยาขับประจำเดือน เป็ นยาฆ่าเชือ้ โรค วิธีใช้ : เป็ นยาขมเจริญอาหาร ใช้รากแห้งผสมกับ ผลสมอพิเภก ดีปลี ขิง อย่างละเท่าๆ กัน บดเป็ นผงรวมกัน รับประทานกับน้ำร้อน ครัง้ ละ 2.5 กรัม ประมาณ 1 ช้อนแกง ข้อควรระวัง – สตรีที่ตงั้ ครรภ์ไม่ควรใช้ยานี้ เป็นยาขับประจำเดือน ใช้รากแห้ง 1-2 กรัม ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว รับประทานครัง้ ละ 1/4 ถ้วยแก้ว


49


wochpir..............