Page 1

โรคติ ด ต่ อ ทางเพศสัมพันธ์ Sexually ttansmitted diseases

เรียบเรียงโดย สำนักงานการฝึ กอบรมภาคฤดูร้อน หลักสู ตรคอมพิวเตอร์ โปรแกรม Adobe InDesign พิมพ์ครั้งที่ ๑ พุทธศักราช ๒๕๕๖


สารบัญ เรื่ อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ...................................................................................................... ความหมายของโรคติดต่อ ........................................................................................... โรคเอดส์ .................................................................................................................... โรคหนองในแท้ ......................................................................................................... โรคหนองในเทียม ..................................................................................................... โรคซิ ฟิลิส ................................................................................................................. โรคแผลริ มอ่อน ........................................................................................................ โรคเริ มที่อวัยวะเพศ ................................................................................................. โรคแผลกามโรคเรื้ อรังที่ขาหนีบ ............................................................................. โรคหูดหงอนไก่ ........................................................................................................ โรคเชื้อราในช่องคลอด ............................................................................................. โรคปี กมดลูกอักเสบ .................................................................................................. โรคหิ ด ...................................................................................................................... โรคโลน .................................................................................................................... โรคพยาธิช่องคลอด .................................................................................................. การป้ องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ .................................................................................. วิธีใช้ถุงยางอนามัย ..................................................................................................

หน้า 4 4 5 7 8 9 10 10 11 12 13 14 16 16 17 18 19


รูม้ ากแค่ไหน ? เกีย่ วกับ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่ อทางเพศสั มพันธ์ หรื อโรคส่ งผ่านทางเพศสัมพันธ์ (ตามที่บญั ญัติในราชบัณฑิตยสถาน) (Sexually transmitted disease; STD) อาจเรี ยกว่า “กามโรค” (Venereal disease) หรื อ “วีดี” เกิดขึ้นจากการติดต่อกันผ่านทางเพศสัมพันธ์ ไม่ ว่าจะเป็ นการร่ วมเพศทางช่องคลอด ทางปาก หรื อทวารหนัก กับผูท้ ี่กำลังมีเชื้อ ปั จจุบนั ใช้คำว่า “การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์” เพื่อให้มีความหมายกว้างขึ้น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็ นโรคที่สามารถเป็ นได้ ทุกเพศ ทุกวัย แต่พบมากในหมู่วยั รุ่ นเนื่องจากวัยรุ่ นในปัจจุบนั นิยมมีเพศ สัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน โดยที่ขาดความรู ้ความเข้าใจเกี่ยวกับกา รป้ องกันตัวเอง รวมทั้ง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ต่างๆ นอกจา กนี้ในปั จจุบนั คู่แต่งงานมีอตั ราการหย่า ร้างสูงขึ้น ทำให้คนมีสามี หรื อภรรยาหลายคน จึงเกิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มากขึ้น สิ่ งที่อนั ตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์คือเมื่อ เป็ นแล้ว มักจะไม่เกิดอาการบางคนจึงติดโรคติดต่อทางเพศ สัมพันธ์ แล้วโดยไม่รู้ตวั และเป็ นปัญหาในการจัดการทางร ะบบสาธารณสุ ข และที่สำคัญ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นี้ สามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์ได้ สาเหตุของการเป็ นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สาเหตุของ การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์แบ่งออกเป็ น 3 กลุ่มคือ 1.เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งบางชนิดสามารถรักษาให้หายข าดได้ บางชนิดไม่มียารักษา และบางชนิดยังสามารถฝังตัวอยู่ และกลับมาเป็ นซ้ำได้อีก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้แก่ เริ มที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ 2.เกิดจากเชื้อแบคทีเรี ย สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ท่อปั สสาวะอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ ฯลฯ 3.เกิดจากเชื้ออื่นๆ เช่น พยาธิ สามารถรักษาให้หายขาดได้

4

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ กลุ่มเสี่ ยงต่อการเป็ น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คนที่มีเพศสัมพันธ์กบั ชาย หรื อหญิงบริ การ ใน 3 เดือนก่อนหน้า คนที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คน ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า คนที่มีเพศสัมพันธ์กบั คู่คนใหม่ ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า ผูท้ ี่มีประวัติป่วยเป็ น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใน 1 ปี ที่ผา่ นมา ผูท้ ี่มีคู่ครองอยูค่ นละที่ อาการแบบใด สงสัยเป็ น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากมีอาการเหล่านี้สามารถสงสัยได้วา่ เป็ น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในผูช้ าย จะมีอาการปั สสาวะแสบขัด ขาหนีบบวม หรื อเป็ นฝี เจ็บปวดอวัยวะเพศ มีผนื่ ตุ่ม แผล บริ เวณอวัยวะเพศ มีเมือกใส หรื อหนองไหลออกมา ในผูห้ ญิง จะรู ้สึกเจ็บ เสี ยวท้องน้อย ขาหนีบบวม หรื อเป็ นฝี เจ็บปวด คันอวัยวะเพศ มีผนื่ ตุ่ม แผลบริ เวณอวัยวะเพศ มีตกขาวสี เหลือง มีกลิ่นเหม็น


ของผูต้ ิดเชื้อเอดส์ รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์

เอดส์ AIDS โรคเอดส์ หรื อ โรคภูมิคุม้ กันบกพร่ อง (AIDS : Acquired Immune De-

ficiency Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟี เซี ยนซี ไวรัส (Human Immunodeficiency Virus :HIV) หรื อเรี ยกย่อๆ ว่า เชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอ ชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุม้ กันโรค ทำให้ผปู ้ ่ วย ที่ติดเชื้อมีภมู ิคุม้ กันต่ำลง จนร่ างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆ (หรื อเรี ยกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิ ต เชื้อรา ฯลฯ และทำให้ผปู ้ ่ วยเสี ยชีวติ ในที่สุด

สายพันธุ์ของ โรคเอดส์

เชื้อไวรัสเอดส์มีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักดั้งเดิมคือ เอชไอวี-1 (HIV-1) ซึ่ งแพร่ ระบาดในแถบสหรัฐอเมริ กา ยุโรป และแอฟริ กากลาง, เอชไอวี-2 (HIV-2) พบแพร่ ระบาดในแถบแอฟริ กาตะวันตก นอกจากนี้ยงั พบสายพันธุ์อื่นๆ ที่กลายพันธุ์มาอีกมากมาย ในปั จจุบนั ทัว่ โลก พบสายพันธุ์เชื้อเอชไอวี มากกว่า 10 สายพันธุ์ กระจายอยูต่ ามประเทศต่างๆ ทัว่ โลก โดยพบมากที่สุดที่ทวีปแอฟริ กามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ เนื่องจากเป็ นแหล่งแรกที่พบเชื้อเอชไอวี และกระจายอยูเ่ ป็ นเวลานานกว่า 70 ปี สายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือในโลก คือสายพันธุ์ซี มากถึง 40% พบในทวีปแอฟริ กา อินเดีย จีน รวมทั้งพม่า ส่ วนในประเทศไทยพบเชื้อเอชไอวี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์เออี (A/E) หรื ออี (E) พบมากกว่า 95% แพร่ ระบาดระหว่างคนที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างช ายหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่แพร่ ระบาดกันในกลุ่มรักร่ วมเพศ และผ่านการใช้ยาเสพติ ดฉี ดเข้าเส้น ขณะที่สายพันธุ์ซีเดี่ยวๆ ยังไม่พบในประเทศไทย พบเพียงแต่สายพันธุ์อีซี ที่เป็ นลูกผสมระหว่างสายพันธุ์อีในประเทศไทย และสายพันธุ์ซีจากทวีปแอฟริ กา และล่าสุ ดยังได้พบหญิงไทยติดเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยตรวจพบมาก่อนใน โลก คือ เชื้อเอชไอวีผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ คือ เอ จี และดี เรี ยกว่า เอจี-ดี (AG/D) และยังพบเชื้อเอชไอวีผสม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ เอ อี และจี เรี ยกว่า เออี-จี (AE/G)

2.การรับเชื้อทางเลือด โอกาสติดเชื้อ เอดส์ พบได้ 2 กรณี คือ - ใช้เข็มฉี ดยา หรื อกระบอกฉี ดยา ร่ วมกับผูต้ ิดเชื้อ เอดส์ มักพบในกลุ่มผูใ้ ช้สารเสพติดชนิดฉี ดเข้าเส้น -รับเลือดมาจากการผ่าตัดหรื อเพื่อรักษาโรคเลือดบาง ชนิดแต่ปัจจุบนั เลือดที่ได้รับการบริ จาคมาจะถูกนำไป ตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อน จึงมีความปลอดภัยเกือบ 100% 3.ติดต่อผ่านทางแม่สู่ลกู เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์แ ละถ่ายทอดให้ทารกในขณะตั้งครรภ์ขณะคลอดและภ ายหลังคลอด ปั จจุบนั มีวธิ ีป้องกันการแพร่ เชื้อเอดส์จา กแม่สู่ลกู โดยการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะ สามารถลดโอกาสเสี่ ยงต่อการติดเชื้อเอดส์เหลือเพียง ร้อยละ 8 แต่ยงั คงมีความเสี่ ยงอยู่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงาน นอกจากนี้ โรคเอดส์ ยังสามารถติดต่อผ่านทางอื่นได้ แต่ โอกาสมี น้อยมากเช่ นการใช้ของมี คมร่ วมกับผูต้ ิ ดเชื้อเอดส์ โดยไม่ทำความสะอาด, การเจาะหูโดยก ารใช้เข็มเจาะหู ร่วมกับผูต้ ิดเชื้ อเอดส์ ,การสักผิวหนัง หรื อสักคิ้ว เป็ นต้น ซึ่ งวิธีดงั กล่าวเป็ นการติดต่อโดยก ารสัมผัสกับเลือด หรื อน้ำเหลืองโดยตรง แต่โอกาสติด โรคเอดส์ ด้วยวิธีน้ ีตอ้ งมีแผลเปิ ด และปริ มาณเลือดหรื อน้ำเหลืองที่เข้าไปในร่ างกายต้องมีจำนวนมาก ปัจจัยทีท่ ำให้ ตดิ เชื้อเอดส์ มีหลายประการ คือ 1.ปริ มาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ หากได้รับเชื้อเอดส์มาก โอกาสติด โรคเอดส์ ก็จะสู งขึ้นไปด้วย โดยเชื้อเอดส์ จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือ น้ำอสุ จิ และน้ำในช่องคลอด 2.หากมีบาดแผล จะทำให้เชื้อเอดส์เข้าสู่บาดแผล และทำให้ติด โรคเอดส์ ได้ง่ายขึ้น 3.จำนวนครั้งของการสัมผัส หากสัมผัสเชื้อโรคบ่อย ก็มีโอกาสจะติดเชื้อมากขึ้นไปด้วย 4.การติดเชื้ออื่นๆ เช่น แผลริ มอ่อน แผลเริ ม ทำให้มีเ ม็ดเลือดขาวอยูท่ ี่แผลจำนวนมาก จึงรับเชื้อเอดส์ได้ง่าย และเป็ นหนทางให้เชื้อเอดส์เข้าสู่แผลได้เร็ วขึ้น 5.สุ ขภาพของผูร้ ับเชื้อ หากสุ ขภาพร่ างกายไม่แข็งแรง ในขณะนั้น ก็ยอ่ มมีโอกาสที่จะรับเชื้อได้ง่ายขึ้น

เมือ่ ติดเชื้อเอดส์ แล้ วจะแบ่ งช่ วงอาการออกเป็ น 3 ระยะ คือ 1.การร่ วมเพศกับผูต้ ิดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช่ถุงยางอนามัย ทั้งชายกับชาย หญิ 1.ระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) งกับหญิงหรื อชายกับหญิงจะเป็ นช่องทางธรรมชาติหรื อไม่ธรรมชาติกต็ ามล้วนมีโอก หรื อระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ในระยะนี้ผตู ้ ิดเชื้อ าสเสี่ ยงต่อการติด โรคเอดส์ท้ งั นั้น ซึ่งมีขอ้ มูลจากกองระบาดวิทยาระบุวา่ ร้อยละ 83 จะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ออกมา จึงดูเหมือน

โรคเอดส์ สามารถติดต่ อได้ 3 ทาง คือ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

5


คนมี สุ ข ภาพแข็ง แรงเหมื อ นคนปกติ แ ต่ อ าจจะเจ็บ ป่ วยเล็ก ๆน้อ ย ๆ จากระยะแรกเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 7-8 ปี แต่บางคนอาจไม่มีอาการนานถึง 10 ปี จึงทำให้ผตู ้ ิดเชื้อสามารถแพร่ เชื้อต่อไปให้กบั บุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่ วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติด เชื้อ 2.ระยะมีอาการสัมพันธ์กบั เอดส์ (Aids Related Complex หรื อ ARC) หรื อระยะเริ่ มปรากฎอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมีอาการผิดปกติเกิ ดขึ้ น ในเห็ น เช่ น ต่ อ มน้ำ เหลื อ งโตหลายแห่ ง ติ ด ต่ อ กัน นานกว่า 3เ ดื อ น,มี เ ชื้ อ ราในปากบริ เวณกระพุง้ แก้ม และเพดานปาก,เป็ นงู สวั ด หรื อแผลเริ มชนิดลุกลาม และมีอาการเรื้ อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสี ย ผิวหนังอักเสบ น้ำหนักลด เป็ นต้น ระยะนี้อาจเป็ นอยูน่ านเป็ นปี ก่อนจะกลายเป็ นเอดส์ระยะเต็ม ขึ้นต่อไป 3.ระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรื อ ระยะ โรคเอดส์ ในระยะนี้ภมู ิคุม้ กันของร่ างกายจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เป็ นโรคต่างๆ ได้ง่าย หรื อที่เรี ยกว่า “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส”ซึ่ ง มีหลายชนิด แล้วแต่วา่ จะติดเชื้อชนิดใด และเกิดที่ส่วนใดของร่ างกาย หากเป็ นวัณโรคที่ปอด จะมีอาการไข้เรื้ อรัง ไอเป็ นเลือด ถ้าเป็ นเยือ่ หุม้ สมองอักเสบจากเชื้อ Cryptococcus จะมีอาการปวดศรี ษะอย่างรุ นแรง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน หากเป็ นโรคเอดส์ของระบบประสาทก็จะมีอ าการความจำเสื่ อม ซึ มเศร้า แขนขาอ่อนแรงเป็ นต้น ส่ วนใหญ่เมื่อผูเ้ ป็ นเอดส์เข้าสู่ระยะสุ ดท้ายนี้แล้วโดยทัว่ ไปจะมีชีวติ อยูไ่ ด้เพียง 1-2 ปี

หากสงสัยว่ารับเชื้อเอดส์มาไม่ควรไปตรวจเลือดทันที เพราะเลือดจะยังไ ม่แสดงผลเป็ นบวกควรตรวจภายหลังจากสัมผัสเชื้อแล้ว 4 สัปดาห์ข้ ึนไป จึงจะได้ผลที่แม่นยำ

การป้องกัน โรคเอดส์

เราสามารถป้ องกัน โรคเอดส์ ได้ โดย 1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์ 2. รักเดียว ใจเดียว 3. ก่อนแต่งงาน หรื อมีบุตร ควรตรวจร่ างกาย ตรวจเลือด และขอรับคำปรึ กษาเรื่ อง โรคเอดส์ จากแพทย์ก่อน 4. งดดื่มเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ และงดใช้สารเสพติดทุกชนิด

ถุงยางอนามัย สามารถป้ องกัน โรคเอดส์ ได้แน่นอน ทั้งนี้ข้ ึน อยูก่ บั การใช้วา่ ถูกต้องหรื อไม่ เช่น ถุงยางมีคุณภาพดีพอหรื อไม่ หมดอายุการใช้งานหรื อยัง โดยปกติให้ดูจากวันผลิตไม่เกิน 3 ปี หรื อดูวนั หมดอายุที่ซอง ซองต้องไม่ชำรุ ด หรื อฉี กขาด นอกจาก นี้ตอ้ งเลือกขนาดใช้ให้เหมาะสม ถ้าขนาดไม่พอดี ก็อาจฉี ดขาด หรื อหลุดออกง่าย ซึ่ งจะไม่สามารถป้ องกัน โรคเอดส์ อย่างได้ผล

วิธีใช้ ถุงยางอนามัยทีถ่ ูกต้ อง 1.หลังจากตรวจสอบว่า ถุงยางอนามัยไม่หมดอายุ ซองไม่มีรอยฉี กขาด ฉี กมุมซองโดยระมัดระวัง ไม่ให้เล็บมือเกี่ยวถุงยางอนามัยขาด 2.ใช้ถุงยางอนามัยในขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวบีบปลายถุงยางเพื่อไล่ อากาศ 3.รู ดถุงยางอนามัย โดยให้มว้ นขอบอยูด่ า้ นนอก ผูท้ ี่ควรตรวจหาเชื้อเอดส์ 4.สวมถุงยางอนามัย แล้วรู ดให้ขอบถุงยางอนามัย ถึงโคนอวัยวะเพศ ผูท้ ี่มีพฤติกรรมเสี่ ยง และต้องการรู ้วา่ ตนเองติดเชื้อเอดส์หรื อไม่ 5.หลังเสร็ จกิจ ควรรี บถอดถุงยางอนามัยในขณะที่อวัยวะเพ ผูท้ ี่ตดั สิ นใจจะมีคู่หรื ออยูก่ ินฉันท์สามีภรรยา ศยังแข็งตัว โดยใช้กระดาษชำระหุม้ ถุงยางอนามัยก่อนที่จะถอด ผูท้ ี่สงสัยว่าคู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ ยง หากไม่มีกระดาษชำระต้องระวัง ไม่ให้มือสัมผัสกับด้านนอกของถุงยา ผูท้ ี่คิดจะตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก ผูท้ ี่ตอ้ งการข้อมูลสนับสนุนเรื่ องความปลอดภัยและสุ ขภาพของ ง ควรสันนิษฐานว่า ด้านนอกของถุงยาง อาจจะปนเปื้ อนเชื้อเอดส์แล้ว 6.ทิ้งถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว ลงในภาชนะรองรับ เช่น ถังขยะ ร่ างกาย เช่น ผูท้ ี่ตอ้ งการไปทำงานในต่างประเทศ (บางประเทศ)

6

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


STOP

AIDS

ว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผูต้ ิดเชื้อไวรัสเอชไอวีติดจากการมีเพศสัมพั นธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน การแลกเปลี่ยนของเหลวในร่ างกาย เช่น อสุ จิ เลือด ผูท้ ี่เป็ นโรคเอดส์สามารถดำเนินชีวติ ได้ตามปกติ และควรดูแ หรื อของเหลวในช่องคลอด นอกจากนี้เชื้อเอชไอวียงั สามารถติดต่อผ่า ลสุ ขภาพให้ดีไม่ควรวิตกกังวล เพราะหากไม่มีโรคแทรกซ้อนจะส นทางการใช้เข็ม หรื ออุปกรณ์ฉีดยาร่ วมกันของผูใ้ ช้ยาเสพติด ขณะที่ผู ้ หญิงตั้งครรภ์สามารถแพร่ เชื้อไปสู่ลกู ได้ในระหว่างการตั้งครรภ์ การค ามารถมีชีวติ ยืนยาวไปได้อีกหลายปี โดยมีขอ้ ปฏิบตั ิคือ 1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน ลอดและการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง 2.รักษาสุ ขภาพร่ างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอ ย่างสม่ำเสมอ 3.หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรื อหากมีเพศสัมพันธ์ คว รใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อป้ องกันการรับเชื้อ หรื อแพร่ เชื้อเอดส์ 4.งดการบริ จาคเลือด อวัยวะ และงดใช้สิ่งเสพติดทุกชนิด 5. หากเป็ นหญิงไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะเชื้อเอดส์สามารถถ่าย ทอดสู่ลกู ได้ถึง 30% 6. ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครี ยด ไม่กงั วล รวมทั้งอาจฝึ กสมาธิ 7.อยูใ่ นสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ข้อควรปฏิบตั ิหากได้รับเชื้อเอดส์

ความเชื่อทีผ่ ดิ เกีย่ วกับ โรคเอดส์ จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุชดั ว่า เชื้อเอชไอวีไม่สามารถ แพร่ สู่กนั ได้โดยการติดต่อในชีวติ ประจำวันกับผูต้ ิดเชื้อเอชไอวี แ ละไม่สามารถติดต่อกันได้ผา่ นทางการกอด การสัมผัสมือที่เป็ นก ารทักทายแบบชาวตะวันตก หรื อการปฏิสมั พันธ์ภายนอกอื่น เช่น การใช้หอ้ งน้ำร่ วมกัน การใช้เตียงนอนร่ วมกัน การใช้อุปกรณ์รับ ประทานอาหารหรื อรถแท็กซี่ร่วมกัน นอกจากนี้เอชไอวีไม่ใช่โรคติดต่อทางอากาศเหมือนกับไข้หวัด และไม่ติดต่อผ่านทางแมลงหรื อยุงโดยทัว่ ไปแล้วเชื้อเอชไอวีติดต่ อกันผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยมีขอ้ มูลยืนยันชัดเจน

โรคหนองในแท้ Gonorrhea เป็ นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อแบคทีเรี ยชื่อ Neisseria gonorrhoea เชื้อนี้จะทำให้เกิดโรคเฉพาะเยือ่ เมือก mucous membrance เช่น • เยือ่ เมือกในท่อปั สสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก และเยือ่ บุมดลูก • ท่อรังไข่ • ทวารหนัก • เยือ่ บุตา • คอ โรคนี้ติดต่ออย่างไร •โรคนี้ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่วา่ จะทางปากช่องคลอดหรื อทางทว าร •การร่ วมเพศทางปากจะทำให้เชื้อสามารถติดต่อจากปากไปอวัยวะเพ ศ หรื อจากอวัยวะเพศไปยังปาก •หากช่องคลอดหรื ออวัยวะดังกล่าวปนเปื้ อนหนองที่มีเชื้อ ก็สามารถ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

7


โรคหนองในเทียม Non Gonococcal Urethritis (NSU)

โรคหนองในเทียมหมายถึงการอักเสบของท่ อปั สสาวะที่ เกิ ดเชื้ อโรคที่ ไม่ใช่ หนองในแท้ (Gonococcal Urethritis) สำหรับเชื้อที่เป็ น

สาเหตุของโรคหนองในเทียมได้ แก่

ติดเชื้อนี้ได้โดยที่ไม่จำเป็ นต้องมีการร่ วมเพศ •หากคุณมีคู่ขามากเท่าใดคุณก็จะมีโอกาสติดเ ชื้อนี้เพิ่มขึ้น •การจับมือหรื อการนัง่ ฝาโถส้วมไม่ทำให้เกิด การติดเชื้อ

อาการของโรค

•ผูช้ ายมักจะเกิดอาการหลังจากได้รับเชื้อไปแ ล้ว 2-5 วันอาการเริ่ มจะมีอาการระคายเคืองท่อ ปั สสาวะ หลังจากนั้นจะมีอาการปวดแสบเวลา ปั สสาวะ แล้วจึงตามด้วยอาการมีหนองสี เหลือ งไหลออกจากท่อปั สสาวะ •ส่ วนผูห้ ญิงส่ วนใหญ่จะไม่มีอาการหากจะมี อาการมักจะเกิดใน 10 วัน •อาการของโรคจะเหมือนกับการติดเชื้อ chlamydia •การติดเชื้อที่คออาจจะไม่มีอาการหรื ออาจจ ะมีอาการเจ็บคอ ไข้ •หากติดเชื้อทีตาจะมีหนองไหลและเคืองตา conjunctivitis

>>>>>>ผู้ชาย<<<<<

•อาจจะไม่มีอาการ •มีหนองสี เหลืองไหลออกจากอวัยวะเพศ •ปั สสาวะขัด •อัณฑะบวม หรื อมีการอักเสบ

>>>>>>ผู้หญิง<<<<<

•ผูห้ ญิงที่ได้รับเชื้อนี้จะมีอาการช้ากว่าผูช้ าย โดยเฉลี่ยจะเกิดอาการหลังได้รับเชื้อแล้ว 1-3 สัปดาห์ อาการที่พบไม่มากจนกระทัง่ ผูป้ ่ วยไม่ ให้ความสนใจ •จะสงสัยว่าเป็ นโรคนี้เมื่อคนที่ร่วมเพศด้ว ยป่ วยเป็ นโรคนี้ •ตกขาว หรื อเลือดผิดปกติ •ปั สสาวะขัด 8 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

•Chlamydia trachomatis •Ureaplasma urealyticum 10-40% การวินิจฉัย •Trichomonas vaginalis (rare) เราสามารถรู ้ ว่าเป็ นโรคหนองในแท้หรื อไม่ •Herpes simplex virus (rare) โดยการตรวจ •Adenovirus •นำหนองหรื อปั สสาวะมาตรวจ PCR •Haemophilus vaginalis •นำหนองมาย้อมหาเชื้อ •Mycoplasm genitalium •นำหนองไปเพาะเชื้อ เชื้อที่เป็ นสาเหตุบ่อยที่สุดคือ Chlamydia tra•ข้อสำคัญคือท่านอาจจะต้องตรวจหาโรคที่ติ chomatis ดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นร่ วมด้วย การรับเชื้อหนองในเทียม

การรักษา

เนื่ องจากผูท้ ี่ป่วยเป็ นโรคหนองในแท้มกั จะมี หนองในเทียมร่ วมด้วยเสมอดังนั้นจึงต้องรัก ษาพร้อมกันทั้งสองโรค •ยาในกลุ่ม Cephalosporin ได้แก่ Cefixime 400 มิลิกรัมรับประทานครั้งเดียว หรื อ Ceftriaxone 250 มิลิกรัมฉี ดครั้งเดียว •ยาในกลุ่ม Quinolone ได้แก่ยา Ciprofloxacin 500 mg รับประทานครั้งเดียว หรื อ Ofloxacin 400 mg รับประทานครั้งเดียว หรื อ Levofloxacin รับประทานครั้งเดียว •หากแพ้ยาดังกล่าวอาจจะให้ spectinomycin •การรั ก ษาหนองในแท้ม ัก จะรั ก ษาหนองใ นเทียมร่ วมด้วยโดยการให้ doxycycline 1 เม็ดเช้าเย็นเป็ นเวลา 7 วัน •คนท้องต้องปรึ กษาแพทย์ •เนื่องจากเชื้อมีการดื้อยามากขึ้นท่านต้องรับป ระทานยาให้ครบ และตรวจซ้ำตามที่แพทย์แน ะนำและต้องพาคู่ของท่านไปตรวจรักษาด้วย การป้ องกันติดโรคนี้ •การป้ องกันที่ดีที่สุดคือการงดมีเพศสัมพันธ์ •มีสามีหรื อภรรยาคนเดียว •สวมถุงยางอนามัยหากมีเพศสัมพันธ์กบั คนที่ ไม่แน่ใจว่าจะมีโรคติดต่อหรื อไม่

คนติดเชื้อหนองในเทียมจากการมีเพศสัมพัน ธ์ไม่วา่ จะทางทวาร ปาก หรื อทางช่องคลอด นอกจากนั้นก็มีโรคที่ทำให้เกิ ดหนองใน เทียมเช่น •การติดเชื้อทางเดินปั สสาวะ •การอักเสบของต่อมลูกหมาก •ท่อปั สสาวะตีบ urethral stricture •การอักเสบของหนังหุม้ อวัยวะเพศ •การใส่ สายสวนปั สสาวะ

อาการของผู้ทเี่ ป็ นหนองในเทียม ผู้ชาย •หนองไหลออกจากอวัยวะเพศ •ปวดแสบร้อนเวลาปั สสาวะ •คันหรื อระคายเคืองท่อปั สสาวะ •ปวดหน่วงบริ เวณอวัยวะเพศ ผู้หญิง •ตกขาว •ปั สสาวะขัด •ปวดท้องน้อยมีเลือดออกขณะ ร่ วมเพศ

การวินิจฉัยโรคหนองในเทียม

•การวินิจฉัยทำโดยการน้ำหนองหรื อสารคัด หลัง่ จากช่องคลอด หรื ออวัยวะเพศมาเพาะเชื้อ หรื อส่ องกล้องตรวจ •เมื่อย้อมจะพบเม็ดเลือดขาวมากกว่า 5 เซลล์


การป้องกันโรคหนองในเทียม •วิธีดีที่สุดคือการงดเพศสัมพันธ์ •ใช้ถุงยางอนามัย •มีสามีหรื อภรรยาคนเดียว

2-6 สัปดาห์แล้วจะหายไปแม้วา่ จะไม่ได้รับการรักษาต่อมน้ำเหลืองโต ปวดตามข้อเนื่องจากข้ออักเสบ

อาการทีส่ ำคัญมีดงั นี้

มีผนื่ สี แดงน้ำตาลที่ฝ่ามือ ฝ่ าเท้า ไม่คนั ผืน่ นี้สามารถพบได้ทวั่ ตัว จะพบหูด Condylomata lata บริ เวณที่อบั ชื้น เช่นรักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ จะพบผืน่ สี เทาในปาก คอ และปากมดลูก ผมร่ วงเป็ นหย่อมๆ ผูป้ ่ วยจะรู ้สึกไม่สบาย อาการเหล่านี้จะอยูไ่ ด้ 1-3 เดือนหายไปได้เอง แ ละอาจจะกลับเป็ นซ้ำการตรวจเลือดในช่วงนี้จะให้ผลบวก

Latent Stage ระยะแฝง

ช่วงนี้ผปู ้ ่ วยไม่มีอาการของโรคช่วงนี้กินเวลา 2-30 ปี หลังจากได้รับเชื้อ ในช่ ว งนี้ จะทราบได้โ ดยการเจาะเลื อ ดตรวจในระยะนี้ อาจจะเกิ ดผื่ น เหมื อ นในระยะSecondarySyphilisในระยะนี้ หากตั้ง ครรภ์ เชื้อสามารถติดไปยังลูกได้

Late Stage (Tertiary)

ซิ ฟิลิส Syphilis

เป็ นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรี ยที่เรี ยกว่า Treponema pallidum เชื้ อนี้สามารถเข้าสู่ ร่างกายทางเยือ่ เมือกเช่น ช่องคลอด ท่อปัสสาวะ ปาก เยือ่ บุตา หรื อทางผิวหนังที่มีแผล เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้า กระแสเลือด และไปจับตามอวัยวะต่างๆทำให้เกิดโรคตามอวัยวะ โรคนี้แบ่งออกเป็ น 4 ระยะได้แก่ 1. primary 2. secondary 3.latent 4.tertiary (or late)

การติดเชื้อโรคซิฟิลิส

ระยะนี้จะกินเวลา 2-30 ปี หลังได้รับเชื้อ ระยะนี้เชื้อโรคจะทำลายอวัยวะ ต่างๆเช่น หัวใจและหลอดเลือด สมองทำให้อ่อนแรงหรื ออาจจะตาบอด กระดูกหักง่ายหากไม่รักษาให้ทนั อวัยวะต่างๆจะถูกทำลายโดยที่ไม่สา มารถกลับเป็ นปกติการตรวจเลือดอาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ30

Congenital Syphilis

หมายถึงทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่อยูใ่ นครรภ์ เด็กจะมีอาการดังนี้เด็กจะมีอา การหลังคลอด 3-8 สัปดาห์อาการอาจจะมีเล็กน้อยจนไม่ทนั สังเกตเห็น ทำให้ไม่ได้รับการรักษาเด็กโตขึ้นจะกลายเป็ นระยะ Late Stage (Tertiary)จะรู ้ได้อย่างไรว่าเป็ นซิ ฟิลิส การตรวจวินิจฉัยโรคนี้สา มารถทำได้โ ดยการนำหนองจากแผลหรื อ เลื อ ดไปตรวจหาตัว เชื้ อ การตรวจเชื้อทำได้โดย Darkfield Exam การตรวจทำได้โดยการน้ำเหลืองจากแผลหรื อผืน่ ที่สงสัยไปตรวจ นำน้ำเหลืองนั้นไปส่ องกล้องเพื่อหาตัวเชื้อ การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยได้ท้ งั ระยะ Primary Syphilis และ Secondary Syphilis

ติดต่อทางเพศสัมพันธ์เชื้อโรคสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดย ผ่านทางเยือ่ บุช่องคลอดท่อปัสสาวะเชื้อโรคจะติดต่อได้บ่อยในระยะp rimary เนื่องจากระยะนี้จะไม่มีอาการในระยะ secondary จะมีหูดระย ะนี้จะมีเชื้อโรคปริ มาณมากหากสัมผัสอาจจะทำให้เกิดการติดต่อการติ ดต่อทางอื่นเชื้อจะอ่อนแอตายง่ายดังนั้นการสัมผัสมือหรื อการนัง่ โถส้ วมจะไม่ติดต่อหากผิวหนังที่มีแผลสัมผัสกับแผลที่มีเชื้อก็ทำให้เกิดการ การตรวจเลือด ติดเชื้อจากแม่ไปลูกเชื้อสามารถติดจากแม่ไปลูกขณะตั้งครรภ์และขณะคลอด การเจาะเลือดตรวจหาภูมิต่อเชื้อซิ ฟิลิสทำได้ 2วิธีคือการเจาะเลือดเพื่ อหาภูมิคุม้ กันซึ่ งไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อซิ ฟิลิส ได้แก่การเจาะ VDRL อาการของโรค (Venereal Disease Research Laboratory) หรื อ RPR (Rapid Plasma Primary Syphilis Reagent) หากให้ผลบวกต้องเจาะเลือดอีกเพื่อยืนยันการวินิจฉัยการเ ในระยะ primary รอยโรคจะปรากฏเป็ นแผลริ มแข็ง Chancreซึ่ งจะมีลกั จาะเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโดยการเจาะ FTA-ABS (Fluorescentษณะที่สำคัญดังนี้ หลังจากได้รับเชื้อ 10-90 วันจะมีตุ่มแดงแตกออกเป็ Treponemal Antibody Absorption Test) หรื อ MHA-TP (Microheนแผลที่อวัยวะเพศตรงบริ เวณที่เชื้อเข้าแผลมักจะเป็ นแผลเดียว ไม่เจ็บ magglutination-Treponema Pallidum)ข้อควรระวังสำหรับผูท้ ี่เคยเป็ น ขอบนูน ต่อมน้ำเหลืองจะโตกดไม่เจ็บตำแหน่งที่พบได้บ่อยได้แก่ ซิ ฟิลิสมาก่อนอาจจะให้ผลบวกหลอกโดยที่ไม่เป็ นโรค อวัยวะเพศชาย อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด ริ มฝี ปากแผลจะอยู่ 1-5สั Cerebrospinal Fluid Test การตรวจน้ำไขสันหลังจะทำในรายสงสัยว่า ปดาห์แผลจะหายไปเองแม้วา่ แผลจะหายไปแต่ยงั คงมีเชื้ออยูใ่ นกระแ จะมีการติดเชื้อในระบบประสาท สเลือดสำหรับผูท้ ี่เป็ นโรคเอดส์ และมีขนาดใหญ่และมีอาการเจ็บมาก การรักษา การตรวจเลือกในช่วงนี้ อาจจะให้ผลลบได้ร้อยละ30 ยาที่ใช้รักษาคือ Penicillin

Secondary Syphilis

การรักษาต้องรักษาทั้งคู่ ระยะนี้จะเกิดหลังได้รับเชื้อ 17วัน- 6 เดือนผูป้ ่ วยจะมีอาการอยูป่ ระมาณ หลังจากรักษา 6 เดือนต้องตรวจซ้ำหลังจากนั้นตรวจทุกปี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

9


ผล แผลที่มีขนาดใหญ่อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษา 2 สัปดาห์

การป้องกัน

• อย่าสำส่ อนทางเพศ • ใช้ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติ(ป้ องกันได้เฉพาะอวัยวะเ พศเท่านั้น ผิวหนังส่ วนอื่นไม่สามารถป้ องกัน) • หากมีแผลให้งดการมีเพศสัมพันธ์

โรคแทรกซ้ อน

แผลริมอ่ อน Chancroid

• เนื่องจากเป็ นแผลทำให้เกิดการติดเชื้อ HIV ง่ายขึ้น • ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบอาจจะอักเสบจนแตกเป็ นหนองไหลออ กมา หากไม่รักษาใน 5-8วันหลังจากเกิดแผล •แผลอาจจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรี ย • หากเป็ นแผลที่หนังอวัยวะเพศชายอาจจะเกิดพังผืด

แผลริ มอ่อนเป็ น โรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรี ยที่ชื่อว่า Haemophilus Ducreyi โรคนี้ติดต่อได้ง่าย แต่กส็ ามารถรักษาให้หายขาด โรคนี้จะทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ และต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต บางครั้งมีหนองไหลออกมาที่เรี ยกว่า ฝี มะม่วง หากไม่รักษาจะเป็ นสาเหตให้เกิดการติดเชื้อ HIV ได้ง่าย

การติดต่ อ

โรคนี้ติดต่อได้สองวิธีคือ • ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีการสัมผัสแผลระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ • ติดต่อโดยการปนเปื้ อนหนองไปติดผิวหนังส่ วนอื่น

อาการ

• ผูท้ ี่รับเชื้อนี้จะมีอาการหลังจากรับเชื้อแล้ว 3-10 วัน • อาการเริ่ มต้นจะเป็ นตุ่มนูนและมีอาการเจ็บหลังจากนั้จะมี แผลเล็กๆ ก้นแผลมีหนอง ขอบแผลนูนไม่เรี ยบ มีอาการเจ็บมาก แผลเล็กๆจะรวมกันเป็ นแผลใหญ่ • แผลจะนุ่มไม่แข็ง(โรคซิฟิลิสจะมีขอบแผลแข็ง) • จะมีอาการเจ็บแผลมากในผูช้ าย แต่ผหู ้ ญิงอาจจะไม่มีอาการเจ็บ สาเหตุ เชื้อที่ทำให้เกิดโรคคือ เชื้อเริ มอวัยวะเพศ (Herpes ทำให้เกิดการติดต่อสู่ผอู ้ ื่นได้ง่าย • ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะโต กดเจ็บ บางคนแตกเป็ นหนองที่ simplex virus type 2) ซึ่ งเป็ นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มักติดจากการ ร่ วมเพศกับผูท้ ี่มีแผลเริ ม เป็ นโรคที่สามารถกลับมาเป็ นซ้ำได้เนื่องจาก เรี ยกว่าฝี มะม่วง ภายหลังการติดเชื้อ เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแฝงตัวอยูท่ ี่ปมประสาทไ การวินิจฉัยโรค ด้อย่างถาวรและถูกกระตุน้ ให้ เกิดโรคซ้ำในบริ เวณเดิมได้เป็ นครั้งครา การวินิจฉัยทำได้โดยการน้ำหนองที่กน้ แผลไปย้อมเชื้อก็จะพบเชื้อโร ว ระยะฟักตัว อยูร่ ะหว่าง 2-14 วัน ค และยังสามารถเพาะเชื้อเพื่อยืยยันการวินิจฉัยโรค อาการ ผูป้ ่ วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามร่ างกายร่ วมกับมีลกั การรักษา ษณะเป็ นตุ่มน้ำใสเล็กๆ ตุ่มน้ำนี้จะแตกภายใน 24-48 ชัว่ โมงกลายเป็ น ยาที่ใช้รักษาได้แก่ แผลตื้นๆคล้ายแผลร้อนในภายในปาก ทำให้อวัยวะเพศบริ เวณดังกล่า วบวมแดงแสบร้อนเจ็บปวดมาก ผูป้ ่ วยที่มีรอยโรคครั้งแรกมักมีรอยโร • Azithromycin 1 gram ครั้ งเดี ย ว คจำนวนมากและแผลหายช้า มีอาการอักเสบและแสบบริ เวณปากช่อง • Ceftriaxone 250 mg ฉี ดเข้ า กล้ า มครั้ งเดี ย ว •Ciprofloxacin 500 mg วั น ละ 2 ครั้ งเป็ นเวลา 3 วั น คลอด และท่อปัสสาวะอย่างรุ นแรง ทำให้มีปัสสาวะแสบร่ วมด้วยได้ แผล จะตกสะเก็ดแห้งหายไปภายใน 3 สัปดาห์ แต่ในผูป้ ่ วยบางรายถ้าไ ไม่ ค วรให้ ใ นคนท้ อ ง ม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม แผลเล็กๆจะขยายรวม •Erythromycin 500 mg วั น ละ 4 ครั้ งเป็ นเวลา 7 วั น แผลมากจะดีข้ ึนใน 3-7 วัน ระยะเวลาในการรักษาขึ้นกับขนาดของแ เป็ น แผลกว้า งร่ วมกับ มี อ าการอัก เสบติ ด เชื้ อแบค 10 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

แผลเริมทีอ่ วัยวะเพศ Genital Herpes Lesions


ทีเรี ยแทรก ซ้อนกลายเป็ นแผลก้นลึกขนาดใหญ่ ทำให้การรักษาลำบาก ในกรณี ที่กลับเป็ นซ้ำมักสัมพันธ์กบั ปัจจัยหลายอย่างดังต่อ ไปนี้ เช่น ขณะที่มีประจำเดือน ความเครี ยด พักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย เป็ นต้น แผลมักจะเป็ นตุ่มน้ำเล็กๆ 2-3 ตุ่มในบริ เวณเดิม และมักจะหายเองภายใน 1สัปดาห์ ในสตรี ต้ งั ครรภ์ที่มีรอยโรคขณะเจ็บครรภ์คลอดถือเป็ นข้ อบ่งชี้ให้แพทย์ทำการผ่า ตัดคลอดทางหน้าท้องเนื่องจากโรคนี้ สามารถติดต่อถึงทารกระหว่างคลอดได้

การรักษา

ในผูป้ ่ วยที่ติดเชื้อครั้งแรกต้องมาพบแพทย์เพื่อรักษาโดย จะได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเริ มเช่น ยา acyclovir เพราะสามารถท ำให้อาการดีข้ ึนเร็ วและระยะเวลาแพร่ กระจายเชื้อสั้นลง แต่ในร ายที่มีอาการรุ นแรงแพทย์อาจให้นอนโรงพยาบาล เพื่อให้ acyclovir ฉี ดเข้าทางเส้นเลือด อย่างไรก็ตามแพทย์ผใู ้ ห้การรักษาอ าจพิจารณาให้ยาแก้ปวด ลดไข้และยาฆ่าเชื้อแบคทีเรี ยในผูป้ ่ วย บางราย และแนะนำการดูแลความสะอาดแผลหรื อการนัง่ แช่แ ผลด้วยน้ำอุ่น ในรายที่มีอาการเกิดซ้ำมักมีอาการไม่รุนแรงและ หายได้เองภายใน 7 วัน หรื อแพทย์อาจให้ยากินหรื อทา ในรายที่มีอาการเกิดซ้ำมากกว่า 6 ครั้งต่อปี แพทย์ผดู ้ ูแลรักษามั กจะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเริ มระยะยาว (มากกว่า 1 ปี ) เพื่อเป็ นการควบคุมเชื้อไม่ให้กลับมาเป็ นซ้ำ

คำแนะนำการปฏิบัตติ วั

1. รับประทานยาตามแผนการรักษา 2. ดูแลแผลให้สะอาดอยูเ่ สมอ เช่น การแช่นำ้ อุ่น 3. ควรได้รับการตรวจเลือดและตรวจภายในเพื่อตรวจ หาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ 4. งดเพศสัมพันธ์ระหว่างที่มีแผล เนื่องจากมีการส่ งเชื้อ เ ริ มให้ผทู ้ ี่สมั ผัสแผลและมีการติดเชื้ออื่นได้ง่าย

แผลกามโรคเรื้อรังทีข่ าหนีบ Grannulema Inguinale แผลกามโรคเรื้ องรังที่ขาหนีบ เป็ นโรคติดต่อเรื้ อรังพบได้ในเขตป ระเทศที่อยูใ่ นเขตร้อน และอบอุ่น มักเกิดกับผูช้ ายอายุระหว่าง 20 ถึง 40 ปี หรื อในกลุ่มพวกรักร่ วมเพศ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะใน กลุ่มประชากรที่ภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ดี

เชื้อทีท่ ำให้ เกิดโรค

เกิดจากเชื้อ คาลิมมาโทแบคทีเรี ยหรื อโดโนฝาเนีย แกรน นูโลมาติส (Calymmato-bacterium (Donovania) granulomatis)

แหล่ งของโรค

ได้แก่มนุษย์หรื อผูท้ ี่มีเชื้อโรคอยูใ่ นร่ างกาย โดยผูป้ ่ วย เป็ นพาหะของโรคและเป็ นผูแ้ พร่ เชื้อ

การติดต่ อ อาจติดต่อได้โดยตรงโดยสัมผัสกับบาดแผลที่มีเชื้อโรคระหว่า งการร่ วมประเวณี

ระยะฟักตัวของโรค ไม่แน่นอนอาจกินเวลาระหว่าง 8 ถึง 80 วัน

ระยะติดต่อ ไม่ทราบแน่นอน แต่อาจติดต่อได้ตลอดเวลาที่ยงั มีแผลบนผิวห นังหรื อเยือ่ บุภายในอยู่ ความไวต่อโรคและความต้านทาน โดยทัว่ ไปทุกคนมีความไวต่อการเป็ นโร คเมื่อได้รับเชื้อ ผูห้ ายจากโรคไม่มีภมู ิคุม้ กัน

อาการ

เป็ นโรคติดต่อเรื้ อรัง เมื่อเป็ นแล้วหากได้รับเชื้อใหม่สามารถเป็ นได้อีก ผูป้ ่ ว ยมักเกิดแผลเรื้ อรังบริ เวณทวารหนักและอวัยวะสื บพันธุ์ภายนอกหรื อบริ เว ณเยือ่ บุ โดยเฉพาะบริ เวณที่มีการเสี ยดสี กนั หรื อบริ เวณผิวหนังที่ช้ืนและมีเ หงื่อ เช่น ระหว่างขาพับ อัณฑะ อวัยวะสื บพันธุ์ส่วนนอกของสตรี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 11


ลักษณะเริ่ มแรกของแผลจะเป็ นตุม่ นํ้าใสต่อมาจะแตกออกเป็ นแผลตื้นๆ มี ข อบแผลเห็ น ได้ชั ด ขอบแผลอาจแข็ ง เนื่ อ งจากมี พ ัง ผื ด ขึ้ นแผล สามารถติ ด ต่ อ ได้เ องโดยเชื้ อ โรคอาจลุ ก ลามไปบริ เวณใกล้เ คี ย ง ทำให้เกิดแผลหลายแผล หรื อเกิดเป็ นแผลใหญ่ รวมทั้งการลุกลามไปยัง อวัยวะอื่นๆของร่ างกาย และบางครั้งอาจเป็ นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็ งข องอวัยวะสื บพันธุ์ชาย

ลักษณะของหูด

หูดจะมีลกั ษณะแบน สี ออกชมภูหรื อดำ มักจะไม่เป็ นติ่งมักจะเกิดได้ หลายๆแห่ง โรคนี้เป็ นโรคที่พบบ่อย • เป็ นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุดมักจะพบในวัยรุ่ นแล ะวัยหนุ่ม • ผูท้ ี่มีโรคทำให้ภมู ิอ่อนแอเช่นโรคเบาหวาน ผูท้ ี่ได้รับยาเคมีบำบัด การตรวจหาเชื้อและวินิจฉัยโรค มีแผลเรื้ อรังที่บริ เวณผิวหนังและเยือ่ บุของอวัยวะสื บพันธุ์ เมื่อขูดที่บริ เ ผู ้ป่ วยโรคมะเร็ ง ผู ้ป่ วยเหล่ า นี้ จะมี ข นาดของหู ด ใหญ่ ก ว่ า ปกติ กลับเป็ นซ้ำหรื อมีโรคแทรกว้อน วณก้นแผลนำมาดูดว้ ยกล้องจุลทรรศน์ จะพบเชื้อโรคนี้ • โรคนี้อาจจะกำเริ บในขณะตั้งครรภ์ทำให้หูดมีขนาดใหญ่และขวางก การรักษา 1.ใช้ยาเตทตราซัยคลิน (Tatracycline) หรื อ คลอแรมเฟนิคอล ารคลอดตามธรรมชาติ อาการ (Chloramphinicol) ขนาด 1 กรัม เป็ นเวลา 1-2 สัปดาห์ 2.ใช้ยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin) ฉี ดเข้ากล้ามเนื้ อ วันละ • ผูท้ ี่สูบบุหรี่ ทานยาคุมกำเนิด มีคู่นอนหลายคน หรื อมีเพศสัมพันธ์ต้ ั งแต่อายุนอ้ ยจะมีความเสี่ ยงต่อการเกิดโรคนี้ 1 กรัม จนกว่าแผลจะหาย (ประมาณ 7-10 วัน) ฯ การปฏิบตั ติ นการป้ องกันควบคุม เหมือนหนองในและกามโรคชนิดอืน่ ๆ • ประมาณร้อยละ60ของผูป้ ่ วยจะเกิดโรคหูดหลังจากสัมผัสผูป้ ่ วยไป แล้วประมาณสามเดือน • อ า ก า ร ที ส ำ คั ญ ข อ ง ผู ้ ป่ ว ย โ ร ค หู ด คื อ มี ก้ อ น ไ ม่ เ จ็ บ ป ว ด อาจจะมีอาการคัน หรื อมีตกขาว • สำหรับผูท้ ี่มีประวัติมีเพศสัมพันธ์ทางทวาร หรื อทางปากอาจจะมีก้ อนบริ เวณดังกล่าว • ผูห้ ญิงอาจจะมาด้วยเรื่ องมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ส่ วนผูช้ ายอา จจะมีปัญหาเรื่ องปั สสาวะไม่ออก แพทย์จะตรวจหาหูดได้ที่ไหนบ้าง

สำหรับผู้ชาย

หูดหงอนไก่ Condyloma Acuminatum

• พบก้อนได้บริ เวณอวัยวะเพศ • ส่ วนหัวของอวัยวะเพศ • หรื อเยือ่ บุในท่องปั สสาวะ • สำหรับผูท้ ี่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักอาจจะก้อนบริ เวณรอบทวา รหนัก

สำหรับผู้หญิง

• ผิวหนังแถวอวัยวะเพศ • แคมใหญ่ แคมเล็ก • ช่องคลอด โรคหูดที่อวัยวะเพศหรื อที่เรี ยกว่า Condyloma acuminatum • ทวารหนัก เป็ นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรี ยกว่า human papillomavirus (HPV) ซึ่ งมีมากกว่าร้อยชนิด โรคหูดส่ วนใหญ่ร้อยละ 90 เกิดจากเชื้อ HPV type 6,11ซึ่งไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ ง ชนิดที่อาจจะก่อใ การรักษา ห้เกิดมะเร็ งได้แก่ชนิด types 33, 35, 39, 40, 43, 45, 51-56, 58 ชนิดชนิด หลักการรักษาเมื่อพบหู ดจะเอาหู ดออกหากไม่รักษาก้อนอาจจะมีขน าดเท่าเดิมหรื อหายไปเองหรื ออาจจะมีขนาดใหญ่ข้ ึนการเอาก้อนหูดอ ที่ทำให้เกิดมะเร็ งได้มากได้แก่ชนิด (types 16, 18) อกไม่ได้กำจัดการติดเชื้อ HPV ออกจากร่ างกาย ตำแหน่ งทีพ่ บโรคหูด

การเอาหูดออก โรคหูดที่อวัยวะเพศตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ อวัยวะเพศชาย penis, แคมใหญ่ vulva, ช่องคลอด vagina, ปากมดลูก cervix, - การจี้ดว้ ยความเย็น Cryotherapy บริ เวณหัวเหน่า perineum, และบริ เวณรอบๆทวารหนัก perianal -ใช้ความเย็น(nitrogen เหลว) จี้บริ เวณเนื้องอก 10-15 วินาที ตำแหน่งอื่นที่อาจจะพบได้แก่ คอ หลอดลม บางแห่งติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ และสามารถทำซ้ำได้ ระวังอย่าให้ถกู ผิวหนังบริ เวณที่ดี 12

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


- การใช้ความเย็นจี้เป็ นวิธีการรักษาสำหรับหูดโดยเฉพาะที่รอบท วารหนัก - การตอบสนองต่อการรักษาดีและมีแทรกซ้อนน้อย

- โรคแทรกซ้อนที่สำคัญได้แก่ เกิดผล ปวดขณะทำสี ผวิ ซีดลง - สามารถทำในคนท้องได้ - การใช้ไฟฟ้ าจี้ ไม่แนะนำเพราะควันที่เกิดอาจจะติดต่อได้ - การขูดเอาเนื้องอกออก Curettage - การผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออก Surgical excision - การผ่าตัดจะให้ผลดี และมีโรคแทรกซ้อนต่ำและอัตราการเ ป็ นซ้ำต่ำ - อัตราการหาย 63-91%. - การใช้ Laser Carbon dioxide laser treatment - ใช้ Laserในกรณี ที่กอ้ นมีขนาดใหญ่ หรื อเป็ นซ้ำ - ข้อระวังควันที่เกิดอาจจะติดต่อได้ -ต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ทา - การใช้ยาทาภายนอกได้แก่ การติดเชื้อราVulvovaginal Candidiasis (VVC) - Podophyllin เป็ นยาที่ใช้ทาภายนอกที่ตวั หูดให้ทาสัปดาห์ล เชื้ อ ที่ เ ป็ นสาเหตุ ไ ด้ แ ก่ C .albicansแต่ ก็ อ าจจะเกิ ด จากเชื้ อ อื่ น ก็ ไ ด้ เ กิ ด จ ะครั้ง ากการที่ เ ชื้ อราในช่ อ งคลอดเจริ ญมากเนื่ อ งจากความเป็ นกรดเสี ยไป ข้ อระวังของการใช้ ยาเพือ่ ป้ องกันมิให้ ยาดูดซึม โรคนี้ไม่ติต่อทางเพศสัมพันธ์

เชื้อราในช่ องคลอด Vulvovaginal Candidiasis

เข้ าสู่ ร่างกาย

ปัจจัยเสี่ ยงทีท่ ำให้ เกิดการติดเชื้อรา

• ความเครี ยด • เบาหวาน • การตั้งครรภ์ • การใช้ยาคุมกำเนิด ได้แก่ • การใช้ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะยาในกลุ่ม tetracyclin - การใช้ยาแต่ละครั้งไม่ควรเกิน <0.5 mL อาการและอาการแสดงของช่ องคลอดอักเสบ - ขนาดของหูดไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไปโดยไม่เกิน 10 cm2 • ตกขาวมากขึ้น • ตกขาวเป็ นเมือกขาว • คันและแสบบริ เวณช่องคลอด - บริ เวณที่ทาไม่ควรมีแผล เพราะยาอาจจะถูกดูดซึม • เจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หลังทาปล่อยให้แห้งและล้างออกหลังจากทาไปแล้ว 1-4 ชม - TCA (trichloracetic acid)เป็ นยาที่ใช้ทาภายนอกห้ามถูกผิ การวินิจฉัยโรคช่ องคลอดอักเสบ วหนังที่ดี • จากประวัติที่มีตกขาวสี ขาวและคันอวัยวะเพศ - การให้ผปู ้ ่ วยทายาเอง • นำตกขาวมาละลายด้วยน้ำยา KOH จะพบใยเชื้อรา - Podofilox 0.5% solution or gel. ให้ทาที่ตวั หูดวันละส • การเพาะเชื้อขึ้นเชื้อรา องครั้งเป็ นเวลาสามวัน และหยุดทาสี่ วนั ให้ทำซ้ำได้สี่ครั้ง • pH<4.5 ยานี้ไม่ควรใช้ในคนท้อง และไม่ควรใช้ยาปริ มาณมากเกินไป การรักษา - Imiquimod 5% cream ให้ทายานี้ก่อนนอน อาติตย์ละ 3 ไม่มีโรคแทรกซ้อน Uncomplicated VVCใช้ยาเหน็บหรื อยาทาที่มีส่วนผสมของ วันเป็ นเวลา 16 สัปดาห์ ยาฆ่าเชื้อรา สำหรับท่านที่เป็ นครั้งแรกอาจจะไม่สามารถวินิจฉัย แต่หากเป็ นครั้ง 2-3 ท่านพอจะทราบอาการและอาจจะหายาทาเองเป็ นยาในกลุ่ม miconazole การป้ องกันการติดเชื้อโรคหูด หรื อ clotrimazole เป็ นยาเหน็บหรื อยาทาก็ได้ หญิงหรื อชายวัยเจริ ญพันธุ์สามารถป้ องกันการติดเชื้อโรคหูด การดื่มและรับประทาน Cranberry juice และ yogurt จะช่วยป้ องกันการติดเชื้อรา โดย เนื่องจากจะเพิ่มความเป็ นกรดและเพิ่มเชื้อ lactobacillusในช่องคลอด •งดการมีเพศสัมพันธุ์เป็ นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด แต่นอ้ ยคนที่ทำได้ ยาที่ใช้ในการรักษาได้แก่ อย่างใดอย่างหนึ่ง •ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์กบั คนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ เพราะนั้น • Butoconazole 2% cream 5 gสอดช่องคลอดวันละครั้งเป็ นเวลา 3 วัน ย่อมหมายถึงคุณก็เสี่ ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น • Butoconazole 2% cream 5 g (Butaconazole1-sustainedrelease),สอดช่อง •ไม่ควรจะเปลี่ยนคู่นอน คลอดวันละครั้ง •หากผูท้ ี่มีหูดควรจัดการรักษาให้หายเรี ยบร้อยก่อนจึงจะมีเพ • Clotrimazole 1% cream 5 gสอดช่องคลอดวันละครั้งเป็ นเวลา 7--14 วัน ศสัมพันธุ์ • Clotrimazole 100 mg สอดช่องคลอดวันละครั้งเป็ นเวลา 7 วัน •ให้สวมถุงยางทุกครั้งที่มีเพศสัมพันะธุ์ที่ไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัย • Clotrimazole 100 mg vaginal tablet, ใส่ ช่องคลอดวันละ 2 เม็ดเป็ นเวลา 3 วัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

13


• Clotrimazole 500 mg vaginal tablet, 1 เม็ดครั้งเดียว •Miconazole 2% cream 5 gใส่ ช่องคลอด 7 วัน •Miconazole100mgvaginalsuppository, สอดช่องคลอดวันละครั้ง 7 วัน •Miconazole200mgvaginalsuppository, สอดช่องคลอดวันละครั้ง 3 วัน •Nystatin 100,000-unit vaginal tablet, วันละเม็ดเป็ นเวลา 14 วัน •Tioconazole 6.5% ointment 5 g ใส่ ช่องคลอดครั้งเดียว •Terconazole 0.4% cream 5 g ใส่ ช่องคลอดเป็ นเวลา 7 วัน •Terconazole 0.8% cream 5 g ใส่ ช่องคลอดเป็ นเวลา 3 วัน •Terconazole80mgvaginalsuppository,ใส่ ช่องคลอดเป็ นเว ลา 3 วัน ยารั บ ประทานใช้ F luconazole150mgoraltablet, 1เม็ดครั้งเดียว สำหรับคู่ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่จำเป็ นต้องรักษา การรักษาเชื้อราในช่องคลอดที่มีโรคแทรกซ้อนComplicated VVC 1.เป็ นเชื้อราในช่องคลอดบ่อย หมายถึงเป็ นเชื้อราในช่องค ลอดมากกว่า 4 ครั้งต่อปี ผูป้ ่ วยส่ วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว ต้องมีการเพาะเชื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัย เชื้ออาจจะเป็ นเชื้อ ราชนิดอื่นเช่น Candida glabrata การรักษาเริ่ มต้นอาจจะต้อ งรักษาให้นานกว่าปกติ ยาทาอาจจะต้องทานาน 7-14 วัน ส่ วนยารับประทานอาจจะต้องรับประทานนาน 3 วัน สำหรับ ผูท้ ี่เป็ นซ้ำบ่อยๆต้องให้ยาเพื่อป้ องกันการกลับเป็ นซ้ำได้แก่ ยาเหน็บช่องคลอด clotrimazole (500-mg dose vaginal suppositories อาทิตย์ละครั้ง)หรื อยารับประทานketoconazole (100-mg dose วันละครั้ง), fluconazole (100--150mg dose สัปดาห์ละครั้ง), หรื อ itraconazole (400-mg doseเดือนละครั้ง หรื อ 100-mg dose วันละครั้ง). 2.ในรายที่เป็ นรุ นแรง มีการอักเสบแคมใหญ่ มีบวม เก าจนเป็ นรอยพวกนี้ตอ้ งทายาหรื อสอดยานาน 7-14 วัน ส่ วนยารับประทานให้รับประทาน 2 ครั้งห่างกัน 3 วัน 3 . ช่ อ ง ค ล อ ด อั ก เ ส บ ที่ เ กิ ด จ า ก เ ชื้ อ ร า ช นิ ด อื่ น ควรจะปรึ กษาแพทย์ผเู ้ ชี่ยวชาญ 4.สำหรับผูท้ ี่มีโรคประจำตัวหากเป็ นยาทาต้องใช้เวลา 7-14 วันและควรจะรับประทานยาร่ วมด้วย การป้ องกันช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา •สวมชุดที่ไม่รัดและทำจากผ้าฝ้ ายหรื อผ้าลินิน ไหม •หลีกเลี่ยงชุดรัดรู ป •ห้ามสวนล้างช่องคลอดเพราะจะทำลายเชื้อแบคทีเรี ย •ลดการใช้ยาดับกลิ่น •งดการใช้ผา้ อนามัยที่มีนำ้ หอม •สวมเสื้ อผ้าที่แห้งอยูเ่ สมอ •หลีกเลี่ยงการอาบหรื อแช่นำ้ อุ่น •ล้างชุดชั้นในในน้ำอุ่น •รับประทานอาหารเพื่อสุ ขภาพ •รับประทานโยเกิตร์ • ควบคุมระดับน้ำตาลให้คงที่ 14 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคปี กมดลูกอักเสบ Pelvic inflamatory disease โรคปี กมดลูกอักเสบหรื ออุง้ เชิงกรารนอักเสบ เป็ นการติดเชื้อของมดลูก หรื อรังไข่หรื อท่อรังไข่เป็ นการติดเชื้อที่รุนแรงหากรักษาอาจจะทำให้เสี ยชีวติ การติ ดเชื้อของโรคปี กมดลูกอักเสบ อาจจะทำลายท่อรังไข่ รังไข่หรื ออวัยวะใกล้เคียง หากไม่ รั ก ษาอาจจะทำให้ เ กิ ด โรคแทรกซ้ อ นเป็ นหมั น หรื อเสี ยชี วิ ต เชื้อที่เป็ นสาเหตุคือ gonorrhea,chlamydia แต่กอ็ าจจะเกิดเชื้อที่อยูใ่ นช่องคลอดข องคนปกติ สาเหตุเป็ นทั้งการติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรื อเกิดตามธรรมชาติกไ็ ด้

การติดเชื้อ

•โรคนี้ เกิดจากเชื้อรุ กรานจากช่องคลอดผ่าปากมดลูกไปยังมดลูกและท่อรังไข่แ ละช่องท้อง •มักจะเป็ นในคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี เนื่องจากปากมดลูกยังไวต่อการติดเชื้อ •ผูท้ ี่มีเพศสัมพันธ์กบั ชายหลายคนมีโอกาสเป็ นโรคนี้สูง •ผูท้ ี่มีเพศสัมพันธ์กบั ชายที่มีแฟนหลายคนก็มีโอกาสเป็ นโรคนี้สูง เกิดจากเพศสัมพันธ์ เชื้อที่เป็ นสาเหตุที่พบได้บ่อยได้แก่ หนองใน และ chlamydia •จากการใส่ ห่วง •การสวนล้างช่องคลอด

อาการ

• ปวดแน่นท้องน้อย • แสบร้อนในท่อปั สสาวะหรื อปั สสาวะแล้วปวด • คลื่นไส้อาเจียน • เลือดออกผิดปกติ • ตกขาวมากขึ้น•ปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ • ไข้สูงหนาวสัน่

การวินิจฉัย

• การวินิจฉัยทำได้ยากเนื่องจากบางคนไม่มีอาการแสดง หรื อมีแต่นอ้ ย นอกจากนั้นการตรวจร่ างกายอาจจะไม่พบความผิดปกติ • ยังไม่การตรวจพิเศษที่ช้ ีเฉพาะว่าเป็ นโรคนี้ • การตรวจอาศัยประวัติและการตรวจร่ างกายเท่านั้น การตรวจที่สำคัญคือการตรวจภายใน พบว่าเมื่อโยกปากมดลูกจะทำให้เกิดอาการปวด หรื อเมื่อแตะบริ เวณเชิงกรานจะทำให้ปวด


Metronidazole 500 mg วันละสองครั้งเป็ นเวลา 14 วัน •ยาที่เป็ นทางเลือกสำหรับการรักษาผูป้ ่ วยนอกได้แก่ Ceftriaxone 250 mg ฉี ดเข้ากล้ามครั้งเดียวร่ วมกับ Doxycycline 100 mg รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็ นเวลา 14 วัน •สำหรับคู่ครองที่มีเพศสัมพันธ์กบั ผูป้ ่ วย 60 วันก่อนเกิดอากา รต้องไปตรวจว่ามีการติดเชื้อหรื อไม่

โรคแทรกซ้ อนอุ้งเชิงกรานอักเสบ

•ผูท้ ี่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่ มเป็ นจะลดโรคแทรกซ้อน

•โรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือการเป็ นหมันโดยพบว่าหนึ่งใน ห้าของผูท้ ี่เป็ นโรคนี้ จะเป็ นหมันตั้งครรภ์นอกมดลูก

การป้องกัน

•อาจจะนำสารคัดหลัง่ ไปตรวจหาเชื้อ gonorrhea หรื อ chlamydial infection •เจาะเลือดตรวจเพื่อแสดงว่าเป็ นโรคติดเชื้อ •ตรวจ ultrasound ท้องน้อยเพื่อตรวจว่าท่อรังไข่บวมหรื อไม่ มีหนองที่ทอ้ งน้อยหรื อไม่ •การส่ องกล้อง laparoscope เพื่อให้เห็นบริ เวณที่ติดเชื้อ Major criterior Minor criteriorประวัติปวดท้องน้อยทั้งสองข้างย้อมมูกจา กปากมดลูกพบเชื้อหนองในตรวจภายในเจ็บเมื่อโยกมดลูกอุณหภูมิมากกว่า 3 8ตรวจภายในกดเจ็บที่ปีกมดลูกตรวจนับเม็ดเลือดขาวได้มากกว่า 104 เซลล์/ มล ตรวจ ultrasound ได้กอ้ นที่ปีกมดลูกserum reative protein เจาะบริ เวณปี กมดลูกได้หนองเกณฑ์การวินิจฉัยต้องมี major ครบ 3 ข้อและมี minor ข้อใดข้อหนึ่ง

การรักษา

•เนื่ องจากการตรวจหาเชื้อที่เป็ นสาเหตุเป็ นไปได้ยากจึงต้องให้ยาปฏิชีวนะคร อบคลุมเชื้อที่เป็ นสาเหตุอย่างน้อยสองชนิด •แม้วา่ อาการจะดีข้ ึนหลังจากได้ยาต้องรับประทานยาให้ครบ •สำหรับคู่ครองต้องตรวจหาเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่อไรต้องนอนโรงพยาบาล •ไข้สูง คลื่นไส้อาเจียน •ตั้งครรภ์ •ให้ยารับประทานแล้วอาการไม่ดีข้ ึน •มีหนองที่ท่อรังไข่หรื อบริ เวณรังไข่

•หากเป็ นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตอ้ งรักษาให้ครบ • งดมีเพศสัมพันธ์ • มีสามีคนเดียว(สามีกค็ วรจะมีเพศสัมพันธ์กบั ภรรยา เท่านั้น) • สวมถุงยางอนามัย •ตรวจโรคประจำปี เพื่อหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพ าะผูท้ ี่อายุนอ้ ยกว่า 25 หรื ออายุมากกว่า 25 แต่มีคู่หลายคนหรื อต้องการที่จะมีคู่คนใหม่ •สำหรับผูท้ ี่มีอาการผิดปกติเช่นปวดแสบเมื่อถ่ายปัสสาวะมีแผล ตกขาว ปวดท้องน้อย ให้ท่านนึกว่าท่านอาจจะเป็ นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ป้ องกันได้

ง่ายๆ แค่ “ฉี กซอง”

การรักษาด้ วยยา

•ยาที่แนะนำให้ใช้รักษาได้แก่ Cefoxitin 2 g ให้ทางเส้นเลือด ทุก 6ชัว่ โมงร่ วมกับ Doxycycline 100 mg รับประทานหรื อฉี ดเข้าเส้นเลือดทุก 12 ชัว่ โมง •ยาที่ใช้แทนได้แก่ Clindamycin 900 mgให้ทางเส้นเลือดทุก 8 ชัว่ โมงร่ วมกับ Gentamicin สำหรับผูท้ ี่มีอาการไม่มากก็สามารถให้ยารับประทาน Ofloxacin 400 mg รับประทานวันละสองครั้งเป็ นเวลา 14 วันหรื อ Levofloxacin 500 mg รับประทานวันละครั้งเป็ นเวลา 14วันร่ วมกับ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

15


ตัวแรก จะใช้ในกรณี ที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ผลและ ไม่ควรใช้ในเด็กคนที่มีประวัติชกั คนตั้งครรภ์ คนที่กำลังให้นม หรื อมีโรคผิวหนัง 4.Ivermectinเป็ นยารับประทานจะใช้ในกรณี ที่ ติดเชื้อรุ นแรง หรื อใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล

การป้ องกัน

• ใช้ยาให้ครบ • รักษาสมาชิกในครอบครัว • งดมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ยงั มีอาการ • นำเสื้ อผ้าไปต้มที่อุณหภูมิ 130องศาและอบร้อนเป็ นเวลา 20 นาที • สำหรับอุปกรณ์ที่ตม้ ไม่ได้ให้ทำความ การวินิจฉัย สะอาดแล้วเก็บแยกไว้เป็ นเวลา 2 สัปดาห์ •ขูดบริ เวณที่เป็ นโรคแล้วส่ องกล้องจุลทัศน์จะ • สำหรับบ้านที่ใช้พรมให้ใช้เครื่ องดูดฝุ่ พบตัวเชื้อโรค นแล้วนำผงไปทิ้ง หิ ดเป็ นโรคที่เกิดจากปาราสิ ตไชเข้าผิว •ใช้เข็มขูดตามแนวทางเดินเพื่อเอาตัวเชื้อออ หนังทำให้เกิดตุ่มคัน หิ ดเป็ นโรคติดต่อโดย กมาตรวจ การสัมผัสกันโดยตรง สามารถเกิดที่ผวิ หนั การรักษา งได้ทวั่ ร่ างกาย หลักการรักษาจะต้องรักษาสมาชิกในคร หิด Scabies อบครัวที่มีความใกล้ชิด และรักาาคู่นอน เป็ นการติดเชื้อปาราสิ ตที่มีชื่อว่า Sarเสื้ อผ้า เครื่ องใช้ส่วนตัวก่อนหน้าการรัก coptes scabiei ตัวเมียจะฝังตัวใต้ผวิ าาสามวันให้แยกออกไว้อย่างน้อย 3 วัน แ ล ะ ขึ้ น ม า ว า ง ไ ข่ วั น ล ะ 2 - 3 ฟ อ ง ไ ข่ หรื อซักด้วยน้ำร้อนและอบแห้ง จะใช้ เ วลาในการฟั กตั ว ประมาณ10 •ยาที่ใช้รักษาได้แก่ Permethrin cream วันจึงจะเป็ นตัวอ่อน ทาตั้งแต่คอลงมาทิ้งไว้ 8 ชัว่ โมงแล้วล้างออก การติดต่ อ •ยาที่เป็ นทางเลือก Lindane ทาตั้งแต่คอลงมาทิ้งไว้ 8 ชัว่ โมงแล้วล้างออก โรคนี้จะติดต่อโดยการสัมผัส ระหว่า •ไม่ ค วรใช้ ย านี้ ในบริ เวณผิ ว หนั ง ที่ มี แ ผล งผิวหนังที่เป็ นโรคและผิวหนังปกติ การติด หรื อหลังอาบน้ำใหม่ๆ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ต่อมักจะเกิดเมื่อนอนร่ วมกันเป็ นเวลานาน คนท้อง คนที่มีประวัติโรคชัก การร่ วมเพศอย่างเดียวมีโอกาศติดเชื้อนี้นอ้ • ก า ร รั ก ษ า ค ว ร จ ะ รั ก ษ า ทั้ ง ค ร อ บ ค รั ว เกิดจากตัวเชื้อที่เรี ยกว่า Pthirus pubis อาศั ยนอกจากนั้นโรคนี้ยงั ติดต่อโดยการจับมือ หรื อคู่นอน ที่อยูด่ ว้ ยกันอย่างใกล้ชิด ยอยูต่ ามขนโดยเฉพาะบริ เวณหัวเหน่าดูด เสื้ อผ้า หรื อเครื่ องใช้ แม้กระทัง่ ฝาโถส้วมก็ •อาการคันมักจะเกิดจากภูมิแพ้ต่อตัวหิ ดและอุ กินเลือดคนเป็ นอาหาร หากอดอาหาร 24 สามารถติดต่อได้ เมื่อได้รับเชื้อแล้ว 4-6 สั จาระ ดังนั้นอาจจะมีอาการคันหลังรักษา แต่ห ชัว่ โมงตัวเชื้อจะตาย ปดาห์จึงจะเกิดอาการคันดังนั้นแม้วา่ ยังไม่ ากอาการคันเป็ นนานเกินสองสัปดาห์หรื อมีผื่ มีอาการก็สามารถแพร่ เชื้อหิ ดได้ นเกิดขึ้นใหม่อาจจะพิจารณารักษาใหม่ การติด อาการ • ติ ด ต่ อ ท า ง เ พ ศ สั ม พั น ธ์ เ ชื้ อ จ ะ อ า ศั ย ยาทีใ่ ช้ รักษา •คันมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน อ ยู่ บ ริ เ ว ณ ข น ที่ ห น า เ ช่ น ข น ต า ข น คิ้ ว 1.Permethrin cream 5% •มีรอยเคลื่อนที่ของตัวปาราสิ ตเป็ นรู ป s ยานี้ฆ่าทั้งตัวเชื้อ และไข่ ให้ทาอาทิตย์ละครั้ง ขนบริ เวณหัวเหน่าแต่จะไม่ติดบนผม เมื่อมีเพ •ผิวหนังสี ตุ่มสี นำ้ ตาล สองอาทิตย์ติดต่อกันเป็ นยาที่องค์การอาหารแ ศสัมพันธ์เชื้อจะติดจากขนของคนหนึ่ งไปยังอี กคนหนึ่ง ละยาของอเมริ กาแนะนำให้ใช้ ตำแหน่งที่ติดเชื้อบ่อยคือซอก •ติ ด ต่ อ ทางอื่ น ที่ มิ ใ ช่ จ ากเพศสั ม พั น ธ์ เ ช่ 2.Crotamiton lotion 10% and Crotamiton นิ้วมือนิ้วเท้า หัวเหน่า ขาหนี บ นการนอนเตี ยงหรื อใช้ ผ ้ า เช็ ด ตั ว ร่ วมกั cream 10% ข้อมือ เต้านม อัณฑะท้อง ส่ วนบริ 3.Lindanelotion1%เนื่ องจากยานี้ มี ผ ล บคนที่ ติ ด เชื้ อใส่ เสื้ อผ้ า ของคนที่ ติ ด เชื้ อ ข้ า งเคี ย งมากจึ ง ไม่ แ นะนำให้ ใ ช้ เ ป็ นยา หรื อนัง่ บนโถส้วมที่มีเชื้ ออยู่ เวณที่พบน้อยได้แก่ฝ่ามือฝ่ าเท้า

โรคหิด Scabies

โรคโลน Alone

16

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์


อาการ

• อาการที่สำคัญคืออาการคันบริ เวณที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะบริ เวณหัวเหน่า • อาจจะสังเกตเห็นตัวโลนที่หวั เหน่า • สังเกตพบไข่ที่โคนขนหัวเหน่า • อาจจะพบรอยช้ำบริ เวณที่ตวั โลนดูดเลือด • อาจจะพบตัวโลนในบริ เวณอื่น เช่นขนรักแร้ เครา ขนคิ้ว ขนตา

การวินิจฉัย

•ท่านสามารถเห็นไข่หรื อตัวเชื้อด้วยตาเปล่า หรื ออาจจะใช้แว่นขยาย •หากท่านสงสัยก็ไปพบแพทย์ซ่ ึงจะนำไปส่ องก ล้อง

การรักษา

•Permethrin creamทาบริ เวณที่ติดเชื้อทิ้งไว้ 10 นาแล้วล้างออก ไม่ใช้บริ เวณที่ขนตา •Lindane shampoo ใช้สระขนบริ เวณที่เป็ นทิ้งไว้ 4 นาทีแล้วล้างออก ไม่ใช้บริ เวณขนตา ไม่ใช้ในคนที่เป็ นโรคลมชัก ไม่ใช้บริ เวณที่มีแผล หรื อคนท้อง หรื อเด็กอายุนอ้ ยกว่า 2 ปี •Pyrethrins ใช้สระขนทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก

พยาธิช่องคลอด Vaginal Trichomoniasis

สาเหตุเกิดจากเชื้อโปรโตซัว การฟักตัวใช้เวลาประมาณ 1-6 เดือน ติดต่อได้โดยการมีเพศสัมพันธ์

อาการ

ในผูห้ ญิง ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น สี เหลืองแกมเขียว มีฟอง ระคายเคืองบริ เวณอวัยวะเพศ เจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ คัน แสบปากช่องคลอด ในผูช้ าย จะมีอาการเพียงเล็กน้อย มีของเหลวเป็ นเมือกใสไหลออกมา หรื อมีเมือกปนหนอง คันหรื อเจ็บในท่อปั สสาวะ

การรักษา

แพทย์จะให้ยามาทาน ซึ่ งไม่ควรดื่มเครื่ องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในขณะที่กำลังรักษ า เพราะจะเกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เกร็ งที่ทอ้ ง ปวดหัว เหงื่อออก ควรกินยาให้ตรงเวลาและกินให้หมด ถ้าลืมกินให้กินทันทีที่นึกได้ แต่ถา้ ลืมจนใกล้เวลาที่จ ะกินมื้อต่อไป ให้ทานมื้อต่อไปตามปกติได้เลย

การป้ องกัน

•หลังจากรักษา ท่านสามารถกำจัดไข่โดยการใช้เ ล็บหยิบออก •เปลี่ยนชุดและที่นอนใหม่ที่สะอาด •รักษาคู่ขา •งดร่ วมเพศจนกระทัง่ รักษาหายขาดแล้ว •หลังจากรักษาแล้วเสื้ อผ้า ที่นอน เครื่ องใช้ยงั ติดต่อ เพราะฉะนั้นต้องนำเสื้ อผ้า ผ้าห่ม เครื่ องนอนทั้งหลายไปต้มและอบแห้งด้ว ยความร้อน •อุปกรณ์ที่ตม้ หรื ออบไม่ได้ตอ้ งนำอุปกรณ์ดงั เก ล่าเก็บไว้ในถุงหรื อลังไว้ 2 สัปดาห์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

17


การป้ องกันโรคติดต่อทางเพศ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็ นโรคที่พบมากในวัยรุ่ น ซึ่งมีสาเหตุจากกา รเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน โดยที่ขาดความรู ้ความเข้าใจเกี่ยวกับ กา รป้ องกันตัวเองทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อ การที่เรามีความรู ้เกี่ยวกับ การติดต่อ อาการของโรค การรักษา จะเป็ นขั้นแรกของการป้ องกันโรค ข้อเท็จจริ งเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ควรทราบ 1.โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเป็ นได้ทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้น แต่พบมากในหมู่วยั รุ่ น 2.อัตราการติดเชื้อของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบมากขึ้นเนื่ องจากวั ย รุ่ นมีค่านิยมที่จะอยูก่ ่อนแต่งงาน หรื อนิยมมีเพศสัมพันธ์ต้ งั แต่อายุยงั ไม่มาก และที่สำคัญมีการหย่าล้างสูงทำให้คนมีสามีหรื อภรรยาหลายค น ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น 3.โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยมากมักจะไม่เกิดอาการ ดังนั้นโรคติดต่ อทางเพศสัมพันธ์สามารถติดต่อโดยที่ไม่รู้ตวั แพทย์บางประเทศจึงแนะ นำให้มีการตรวจค้นหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สำหรับคน ที่สำส่ อน 4.โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยงั ก่อให้เกิดปัญหาทางสาธารณสุ ขอย่างมาก 5.โรคอาจจะลุกลามไปยังมดลูกหรื อท่อรังไข่ทำให้เกิดการอักเสบในช่ องท้อง (Pelvic inflammatory disease) ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการเป็ นหมัน หรื อตั้งครรภ์นอกมดลูก 6.โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็ ง เช่นการติดเชื้อ human papillomavirus infection (HPV) ทำให้เกิดมะเร็ งปากมดลูก 7.โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถติดต่อไปยังทารกในครรภ์ ข้อควรปฏิบตั ิสำหรับผูป้ ่ วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 1.ห้ามซื้อยากินเอง ( ระหว่างรักษา ) 2.ควรพบแพทย์โดยเร็ วและเล่าอาการต่างๆ โดยละเอียดและไม่ปิดบัง 3.ถ้ามาพบแพทย์ดว้ ยอาการทางท่อปัสสาวะ ควรกลั้นปัสสาวะ 4-6 ชัว่ โมง ก่อนมาตรวจ 4.ถ้ามาพบแพทย์ดว้ ยอาการมีแผลที่อวัยวะเพศห้ามใส่ ยาผงโรยแผลก่อ นมาตรวจ 5.ถ้ามี ภรรยาหรื อผูส้ ัมผัสโรคและมี เพศสัมพันธ์ก นั หลังจากไปเที่ ยว ควรนำมาตรวจทุกคน

18

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

6 . ค ว ร จ ำ ร ะ ย ะ เ ว ล า ที่ มี อ า ก า ร อาการแสดงของกามโรคที่เป็ นอยู่ 7.เชื่อและปฏิบตั ิตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่ งครัดเช่นรับประทา นยาให้ถกู ต้อง ครบถ้วนหรื อมาตามนัดทุกครั้งจนกว่าจะหาย 8.แจ้งชื่อผูส้ มั ผัสโรคหรื อคู่นอน ให้เจ้าหน้าที่ทราบ 9.ระหว่างการรักษา ควรปฏิบตั ิตนดังนี้ •งดดื่มสุ รา เบียร์และของมึนเมาทุกชนิด • ง ด ร่ ว ม เ พ ศ แ ล ะ ส ำ เ ร็ จ ค ว า ม ใ ค ร่ ด้ ว ย ต น เ อ ง เพื่อป้ องกันการแพร่ กระจายของโรค และการอักเสบลุกลาม •กรณี เป็ นกามโรคทางท่อปั สสาวะ ห้ามบีบรี ดท่อปั สสาวะเพื่อตรวจดู เอง •เมื่อตรวจซ้ำเกี่ยวกับท่อปั สสาวะควรกลั้นปั สสาวะ 4 – 6 ชัว่ โมง ก่อนมาตรวจ •อย่าไปซื้อยากินเอง หรื อเปลี่ยนยาเองเมื่ออาการไ ม่ทุเลา ควรไปตรวจซ้ำพร้อมคู่นอน หรื อผูส้ มั ผัส จนกว่าแพทย์บอกว่าหายขาด

การป้ องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การป้ องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพัน ธ์ หากยังมีเพศสัมพันธ์ตอ้ งคำนึงถึงความปลอดภัยเป็ นอันดับแรก 1. ไม่เปลี่ยนคู่นอน ให้มีสามีหรื อภรรยาคนเดียว 2. ใส่ ถุงยางให้ถูกต้องหากจะมีเพศสัมพันธ์กบั คนที่ไม่ทราบว่ ามีการติดเชื้อหรื อไม่ 3. อย่ามีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุนอ้ ยเพราะจากสถิติหากมีเพศสัม พันธ์อายุนอ้ ยจะมีโอกาสติดโรคสู ง 4. ให้ตรวจประจำปี เพื่อหาเชื้อโรคแม้วา่ จะไม่มีอาการ โดยเฉ พาะผูท้ ี่ตอ้ งการแต่งงานใหม่ 5. เรี ยนรู ้อาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 6.อย่าร่ วมเพศขณะมีประจำเดือน เพราะจะทำให้เกิดโรคติดต่อได้ง่าย 7.อย่ามีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หากจำเป็ นให้สวมถุงยางอนามัย 8.อย่าสวนล้างช่องคลอดเพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ประสิ ทธิภาพของถุงยางอนามัย ในการป้ องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ประสิ ทธิภาพของถุงยางอนามัยในการคุมกำเนิด


ถุงยางอนามัย เป็ นวิธีการคุมกำเนิดที่ดี มีประสิ ทธิภาพ เชื่อถือได้ 1.หลังจากตรวจสอบว่า ถุงยางอนามัยไม่หมดอายุ ซองไม่มีรอยฉี กขาด ถ้าใช้ถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐาน ไม่เสื่ อม ไม่รั่ว ไม่ซึม ใช้อย่างถูกวิธี ฉี กมุมซองโดยระมัดระวัง ไม่ให้เล็บมือเกี่ยวถุงยางอนามัยขาด และใช้อย่างสม่ำเสมอ จะมีอตั ราตั้งครรภ์ 3 ราย ใน 100 ราย ที่ใช้ใน 1 ปี

วิธีใช้ ถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยเป็ นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง โดยการ ใช้ถุงยางอนามัยควรใช้ก่อนที่อวัยวะเพศทั้งสองฝ่ ายจะสัมผัสกัน เพื่อ ป้ องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการสวมจะต้องให้อวัยวะเพศช านแข็งตัวเต็มที่แล้ว ซึ่ งขั้นตอนการใช้ถุงยางอนามัยมีดงั นี้ 2.ใช้ถุงยางอนามัยในขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวบีบปลายถุงยางเพื่อไล่อากาศ 1. ฉี กซองอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบออกจากซองอย่างนิ่มนวล ระวังอย่าให้ถุงยางอนามัยสัมผัสกับเล็บหรื อของประดับที่มีคม 2. ถุงยางอนามัยบรรจุในซองในลักษณะม้วนเป็ นรู ปวงแหวน ให้รอยม้วนอยูด่ า้ นนอก คลี่ถุงยางออกมาสัก 1 – 2 เซนติเมตร 3. ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบกระเปาะ (ติ่งตรงปลาย) ไล่ลมออก น้ำมาครอบปลายอวัยวะเพศ (ถ้าหนังหุม้ ยาว ต้องรู ดขึ้นไปให้พน้ ปลายหัว) 4.ใช้อีกมือรู ดถุงยางขึ้นไปจนถึงโคน (อีกมือยังคงบีบปลายติ่งอยู)่ 3.รู ดถุงยางอนามัย โดยให้มว้ นขอบอยูด่ า้ นนอก 5.ถ้าใส่ ถกู ต้อง ตรงติ่งต้องแบนไม่มีลมอยูภ่ ายใน (ถ้าเป็ นแบบปลายมา ต้องเหลือปลายถุงยางไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร) ทั้งนี้เพื่อป้ องกันถุงยา งอนามัยแตก 6.ถ้ า ความหล่ อ ลื่ น ไม่ พ อก็ ส ามารถทาสารหล่ อ ลื่ น เพิ่ ม เติ ม ได้ แต่ตอ้ งหลังจากสวมใส่ แล้ว และสารหล่อลื่นที่ใช้ตอ้ งเป็ นสารที่มี ส่ วนผสมเป็ นน้ำหรื อซิ ลิโคน ห้ามใช้วาสลินเนื่องจากมี petroleum เป็ นส่ วนประกอบ 7.หลังเสร็ จกิจต้องรี บถอนอวัยวะเพศออกทันทีก่อนที่จะอ่อนตัว เพื่อป้ 4.สวมถุงยางอนามัย แล้วรู ดให้ขอบถุงยางอนามัย ถึงโคนอวัยวะเพศ องถุงยางหลุดค้างในอวัยวะเพศของฝ่ ายหญิง โดยมือต้องจับขอบปลาย ส่ วนเปิ ดไว้ดว้ ย และต้องระมัดระวังไม่ให้มือไปโดนด้านนอก ของถุง ยางที่มีสารคัดหลัง่ ของฝ่ ายหญิงอยู่ เพราะอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัม พันธ์ได้ (กรณี มีเพศสัมพันธ์กบั หญิงอื่นที่มิใช่ภรรยา) 8.เมื่อถอดออกแล้ว ให้ทดสอบรอยรั่วได้โดยเอาไปรองน้ำจากก๊อกใส่ ถุงยางที่ใช้แล้ว ถ้ารั่วก็จะเห็นได้

ถุงยางอนามัยสตรี

ผลิตจากโพลียรู ี เธน โปร่ งใส ยืดหยุน่ และมีความทนทาน มีคุณสมบัติเ ช่นเดียวกับถุงยางอนามัยผูช้ าย คือ คุมกำเนิด และป้ องกันโรคติดต่อทา งเพศสัมพันธ์ทุกชนิด รวมทั้งเอดส์ดว้ ย วิธีใช้ คือ ใช้นิ้วหัวแม่มือนิ้วชี้และนิ้วกลางจับขอบห่วงถุงยางให้ถนัดแ ล้วบีบขอบห่วง ในให้ห่อตัวเล็กลง นัง่ ท่าที่เหมาะสม เช่น นัง่ ยอง ๆ หรื อยกขาข้างใดข้างหนึ่งวางบนเก้าอี้แล้วค่อย ๆ สอดห่วงถุงยางที่บีบไว้เ ข้าไปในช่องคลอด ดันให้ลึกที่สุด ใช้นิ้วสอดเข้าไปในถุงยางจนนิ้วสัม ผัสกับขอบล่างของห่วงด้านใน แล้วจึงดันขอบห่วงถุงยางลึกเข้าไปใ น ช่องคลอด ให้ถึงส่ วนบนของเชิงกระดูกหัวเหน่า ด้วยการงอนิ้วไปทาง ด้านหน้าของตัวคุณให้ลึกเข้าไปในปากช่องคลอดประมาณ 2-3 นิ้ว ในการถอดถุงย างให้หมุนบิดปิ ดปากถุง เพื่อให้นำ้ อสุจิคงอยูภ่ ายในถุงยาง แล้วจึงค่อย ๆ ดึงออก

5.หลั ง เสร็ จ กิ จ ควรรี บถอดถุ ง ยางอนามั ย ในขณะที่ อ วัย วะเพศ ยัง แข็ ง ตัว โดยใช้ ก ระดาษชำระหุ ้ ม ถุ ง ยางอนามัย ก่ อ นที่ จ ะถอด หากไม่มีกระดาษชำระต้องระวัง ไม่ให้มือสัมผัสกับด้านนอกของถุงยา ง ควรสันนิษฐานว่า ด้านนอกของถุงยาง อาจจะปนเปื้ อนเชื้อเอดส์แล้ว

6.ทิ้งถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว ลงในภาชนะรองรับ เช่น ถังขยะ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

19


โรคติดต่อทางเพศ ถ้าคุณรู ้จกั ป้ องกนั

คุณ

ไม่เป็ นแน่

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you