Issuu on Google+

THAI HERBS สาระน่ ารู้ สมุนไพรไทย

ภาคเหนือ

รักษาโรคด้วยสมุนไพรใกล้ตัว


2


3


4

สารบัญ กระเจี๊ยบแดง

6- 7

ค้อนหมาขวา

18-19

กระโดนทุ่ง

8-9

แคหางค่าง

20-21

กระทือป่ า

10-11

ชะพลู

22-23

กระเทียม

12-13

ตะไคร้

24-25

โกสน

14-15

บวมเหลี่ยม

26-27

ขมิ้น

16-17

ฟ้ าทะลายโจร

28-29


5

สาระน่ ารู้ เกีย่ วกับสมุนไทยภาคเหนือ “สมุนไพร” นับว่าเป็ นยาที่ สำหรับรักษาโรคต่างๆ ได้มากมายโดยเฉพาะอย่างยิง่ “พื ช สมุ น ไพร”ทั้ งหลาย”พื ช สมุ น ไพร”ที่ น ำเ อามาเป็ นส่ ว นประกอบของยารั ก ษาโรคของคนเรานั้ น ได้ รั บการอนุ ญาตให้ ใ ช้ รั กษาความเจ็ บ ไข้ ไ ด้ ป่ วย ขอ งมนุ ษ ย์ เ ร าได้ ” พื ช สมุ นไพ ร ”นั้ นตั้ งแ ต่ โ บ ร า ณ ก็ ท ร า บ กั น ดี ว่ า มี คุ ณ ค่ า ท า ง ย า ม า ก ม า ย ซึ่ ง เชื่อกันอีกด้วยว่า ต้นพืชต่างๆก็เป็ นพืชที่มีสารที่เป็ นตัวยา ด้ ว ย กั น ทั้ ง สิ้ น เ พี ย ง แ ต่ ว่ า พื ช ช นิ ด ไ ห น จ ะ มี คุ ณ ค่ า ท า ง ย า ม า ก น้ อ ย ก ว่ า กั น เ ท่ า นั้ น


6

กระเจีย๊ บแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibicus sabdarffa Linn วงศ์ MALVACEAE ชื่ออื่น กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ ยว ส้มพอเหมาะ(ภาคกลาง), ผักเก็งเค็งหรื อส้มเก็งเค็ง(ภาคเหนือ), ส้มตะเลงเคง(ตาก), ส้มปู(เงี้ยวแม่ฮ่องสอน), พญายอ(ทัว่ ไป) ชื่อสามัญ Roselle, Jamaican Sorrel ลักษณะพืช กระเจี๊ยบเป็ นพืชล้มลุก มีลกั ษณะเป็ นไม้พมุ่ ขนาดเล็ก สู งราวๆ 50-180 ซม. ลำต้นและกิ้งก้านมีสีม่วงแดง ใบ เป็ นใบเดี่ยวอออกสลับกัน ตัวใบเว้าเป็ นแฉกคล้ายนิ้วมือ ดอก เป็ นดอกเดี่ยวมีขนาดใหญ่ออกดอกตรงซอกระหว่างใบและกิ่ง กลีบดอกสี เหลืองอ่อนหรื อสี ชมพู เมื่อกลีบดอกร่ วงกลีบเลี้ ยงจะขยายใหญ่ กลีบหนา สี แดงอมม่วง มีรสเปรี้ ยว รู ปไข่ ปลายแปลม มีขน มีกลีบเลี้ยง และมีใบประดับหุ่มอยู่ ผล เมื่อแก่จะแห้งและแตก


กระเจีย๊ บแดง การขยายพันธ์ ใช้เมล็ด เริ่ มปลูกปลายฤดูฝนเมื่อต้นอ่อนงอกออกมาแล้ว ใช้ถอนแยกหลุมละ 2-3 เมล็ด ส่ วนที่ใช้เป็ นยา ใบประดับ กลีบเลี้ยงและกลีบรองดอก ช่วงเวลาที่เก็บเป็ นยา 4 เดือนถึง 4 เดือนครึ่ ง สารเคมีและสารอาการที่สำคัญ กลีบเลี้ยงมีสีแดง ซึ่ งเป็ นสารแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ยอดอ่อนและกลีบเลี้ยง ประกอบด้วยกรดอินทรี ยห์ ลายชนิด สรรพคุณและวิธีใช้ รักษาอาการขับเบา : โดยใช้กลีบเลี้ยงหรื อกลีบรองดอกตากแดดให้แห้งและบดเป็ นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย ดื่มเฉพาะน้ำสี แดงวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจันทร์ จนกว่าอาการขัดเบาจะหายไป แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้ องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ : ด้วยคุณค่าทางอาการของกลีบดอกและกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงซึ่ งมีรสเปรี้ ยว นำมาต้มกับน้ำเติมน้ำตาล แก้ทอ้ งเสี ย ท้องร่ วง : ใช้กระเจี๊ยบสดหรื อแห้ง ประมาณ 1-2 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ขวดแม่โขง (750 มล) เติมน้ำตาลสองช้อนแกงแ ละเกลือครึ่ งช้อนชาดื่มต่างน้ำหรื อดื่มทุกครั้งที่ถ่ายจนกว่าอาการจะดีข้ ึน

ข้อควรรู ้ มีรายงานวาส การดื่มน้ำกระเจี๊ยบทำให้การขับกรดยูริคในปั สสาวะลดลง จึงไม่เหมาะสำหรับผูป้ ่ วยโรคเกาต์ อาการของโรคขัดเบาก็คือ ปั สสาวะกะปริ ดกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง) รู ้สึกปวดขัด หรื อแสบร้อ นเวลาถ่ายปั สสาวะอาจมีอาการปวดที่ทอ้ งน้อยร่ วมด้ว ย ปั สสาวะอาจมีกลิ่นเหม็น สี มกั จะใส แต่บางคนอาจขุ่น หรื อมีเลือดปนอาการอาจเกิดขึ้นหลังอั้นปั สสาวะนาน ๆ หรื อหลังร่ วมเพศ ในเด็กเล็กอาจมีอาการปั สสาวะรดที่นอน อาจมีไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียน รวมๆแล้วก็เรี ยกอย่างเป็ น ทางการได้วา่ “โรคกระเพาะปั สสาวะอักเสบ” นัน่ เอง

7


8

กระโดนทุ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Barringtonia acutangula (L.) Gaertn. ชื่อวงศ์ : Lecythidaceae ชื่อสามัญ : Indian oak, Chee ชื่อพื้นเมือง : กระโดนทุ่ง กระโดนน้ำ จิกน้ำ ตอง

ดอก (Flower) : สี ชมพู มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็ นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อดอกห้อยลงยาว 0.3-1 เมตร กลีบเลี้ยงสี เชียว 4 กลีบ โคนเชื่อมติดกันเป็ นรู ปถ้วย กลีบดอก 4 กลีบ ปลายกลีบม้วนออก กลีบดอกบิด ดอกร่ วงง่าย ดอกบานเต็มที่กว้าง 1-2 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลสด รู ปชอบชนานหรื อทรงกลม มีสนั เป็ นเหลี่ยม 4 สัน เรี ยงตามยาวผล เมล็ดรู ปไข่ มีเมล็ดเดียว


9

การใช้งานด้านภูมิทศั น์ (Landscape Used) : ปลูกริ มน้ำหรื อศาลาในสวน ดอกสวยงาม ทนน้ำท่วมขัง รากช่วยยึดตลิ่ง

ประโยชน์ : ยอดอ่อนและดอกอ่อน ทานเป็ นผักสด รากใช้เป็ นยาระบาย เปลือกใช้ชะล้างบาดแผล และเบื่อปลา ใบแก้ทอ้ งร่ วง เมล็ดเป็ นยาขับลมแก้ร้อนใน


10

กระทือป่ า (Zingiber zerumbet Smith)


11

ผล -

กระทือป่ า (Zingiber zerumbet Smith) กระทือป่ า (Zingiber zerumbet Smith) ชื่ออื่น จี๋ก๊กุ (แพร่ ) กระทือดง (กาญจนบุรี)

การขยายพันธุ์ แยกหน่อ เหง้า/ราก ฤดูกาลเก็บส่ วนขยายพันธุ์ ฤดูฝน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริ ญเติบโต ขึ้นตามที่เย็นชื้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น ลักษณะคล้ายต้นข่า สูงประมาณ 1-2 เมตร แตกแขนงเป็ นกอ ใบ ใบยาวประมาณ 1-1.5 ฟุต กว้าง 10-12 ซม. หน้าใบเห็นเป็ นรอยเส้นชัดเจนมีสีเขียว ส่ วนหลังใบมีสีเขียวหม่น นุ่ม ๆ มีขนอ่อนนุ่มเต็มหลังใบ (ทัว่ ๆ ใบคล้ายใบของขมิ้น) ดอก ออกจากเหง้า - ราก ดคนต้น มีสีแดงอมเหลืองอ่อน ๆ กลิ่นหอมแุน ดอกบานจะมีกลีบดอกแตกออกเป็ นช่อ ๆ สี ขาวเหลือง

การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร ดอกตูม นำมาแกงผักรวม แกงใส่ หน่อไม้ ลวกจิ้มน้ำพริ ก รับประทานเป็ นผักสด ทางยา มีสรรพคุณ ขับลมในกระเพาะได้ดี ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ต้นฤดูฝน ส่ วนที่ใช้ : ราก เหง้า ต้น ใบ ดอก หัว หรื อ เหง้าแก่สด เก็บใบช่วงฤดูแล้ง


12

กระเทียม (Allium sativum Linn)

กระเทียม (Allium sativum Linn) ชื่ออื่น หอมเทียม (เหนือ) กระเทียมขาว หอมเีทียม (อุดรธานี) ปะเซ้วา (แม่ฮ่องสอน) เทียม (ใต้-ปั ตตานี) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็ นพืชล้มลุก มีเนื้ออ่อน ต้นสูงประมาณ 30-45 ซม. ใบ มีสีเขียว ใบเี่ ดี่ยว แบนยาวรู ปขนาน เรี ยวแหลม ข้างในกลวง ยาวประมาณ 30-60 ซม. กว้างประมาณ 1-2.5 ซม. ส่ วนโค้งข องใบจะหุม้ ซ้อนกันด้านล่างมีรอยพับเป็ นสันตลอดความยาว ดอก มีสีขาวแกมสี ม่วงหรื ออมชมพู ดอกออกเป็ นช่อ ติดเป็ นกระจุกอยูก่ า้ นช่อ ดอกที่ยาวประกอบด้วยดอกหลายดอก กลีบดอกมี 6 กลีบ รู ปยาวแหลม ยาวประมาณ 6 มม. มีกาบหุม้ เป็ นจะยอยยาว ก้านดอกยาวเล็กอับเกสรหันหน้าออกข้างนอก หัว มีหวั ใต้ดินประกอบด้วยหัวเล็กหลายหัวรวมกัน ยาวประมาณ 1-4 ซม. เปลือกนอกมีสีขาวหุม้ 2-3 ชั้น การขยายพันธุ์ ใช้หวั ฤดูกาลเก็บส่ วนขยายพันธุ์ ต้นฤดูหนาว


13

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริ ญเติบโต ชอบอากาศเย็นจะปลูกได้ดีในดินร่ วนซุยที่อุดมสมบูรณ์ปลูกได้ดี ในภาคเหนือและภาคอีสาน การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร หัวใช้เป็ นเครื่ องเทศ เพื่อแต่งกลิ่น ทางยา ใบ รสร้อนฉุน ทำให้เสมหะแห้ง กระจายโลหิ ต แก้ลมปวดบวมในท้อง หัว แก้ไอ แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน แก้แผลเน่าเนื้อร้าย บำรุ งธาตุ ขับโลหิ ตระดู แก้โรคประสาท แก้ปวดหู หูอ้ือ ระบายพิษไข้ แก้ริดสี ดวงงอก ขับพยาธิในท้อง แก้โรคในปาก แก้หืด แก้อมั พาต แก้ลมเข้าข้อ แก้จุกแน่นเฟ้ อ แก้ขดั ปั สสาวะ บำรุ งปอด แก้วณั โรคปอด แก้เสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ฟกบวม แก้สะอึก


14

โกสน (Codiaeum variegatum Bl) ชื่ออื่น โกสน (โกรต๋ น (ทัว่ ไป)) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็ นไม้พมุ่ สู ง 1-3 เมตร ทุกส่ วนเกลี้ยง ใบ ใบมีรูปร่ างหลายแบบ ตั้งแต่รูปขอบขนานจนถึงรู ปยาวแคบ โคนใบมนหรื อแหลม ขอบใบเรี ยบหรื อเป็ นคลื่น ปลายใบทู่ สี เขียวหรื อลาย มีเส้นแขนงใบประมาณ 10 คู่ ก้านใบยาว 3-5 ซม. ใบลายสี ต่าง ๆ อยูใ่ นใบเีดียวกัน เช่น สี เหลือง ส้ม น้ำตาล เป็ นต้น ดอก ดอกเล็ก ออกดอกเป็ นช่อยาวที่ยอด และตามว่ามใบ ช่อยาว 10-20 ซม. มีดอกจำนวนมาก ดอกเพศผูแ้ ละเพศเมี ยอยูต่ ่างต้นกัน ผล เป็ นชนิดแก่แล้วแห้ง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9 มม. ยาว 7 มม. มีสีขาว เมล็ด ยาวประมาณ 6 มม. การขยายพันธุ์ ใช้การปักชำตอนกิ่ง ฤดูกาลเก็บส่ วนขยายพันธุ์ ทุกฤดู สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริ ญเติบโต ปลูกเป็ นไม้ประดับทัว่ ไป การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร ยอดอ่อนมาเป็ นผักสดแกล้มลาบ ทางยา ใบ แก้โรคระบบทางเดินปัสสาวะผิดปกติ ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ทุกฤดู


15

โกสน (Codiaeum variegatum Bl)


16

ขมิน้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa Linn. , (Syn C. domestica Val.) วงศ์

ZINGIBERACEAE

ชื่ออื่น ๆ ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น หมิ้น (ใต้) ลักษณะของพืช ขมิ้นเป็ นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 50–70 ซม. มีเหง้าอยูใ่ ต้ดิน เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้มจ นถึงสี แดงเข้มมีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบรู ปเรี ยวยาวที่ขอบใบค่อนข้างขนาน ปลายใบแหลมเนื้อใบเรี ยบ ขนาดกว้าง 8–15 ซม. ยาว 25–40 ซม. ก้านใบคล้ายใบกาบยาว 15–30 ซม. ดอกออกเป็ นช่อทรงกระบอก ขนาดกว้าง 4–8 ซม. ยาว 5–15 ซม. ก้านดอกออกมาจากเหง้าโดยตรง ยาว 7–15 ซม. ดอกย่อยสี เหลืองอ่อนมีกลีบประดับสี เขียวอมชมพู สี ตอนบนเข้มกว่าตอนล่าง ดอกสี ขาวอมเหลือง ส่ วนที่ใช้เป็ นยา เหง้าสดหรื อแห้ง สรรพคุณและวิธีใช้ ใช้รักษาโรคผิวหนังจำพวก พุพอง น้ำเหลืองเสี ย โดยใช้เหง้าสดหัน่ เป็ นแว่นบดให้ละเอียด เอาส่ วนน้ำมาทาบริ เวณที่เป็ น ห รื อใช้เหง้าแห้งบดให้ละเอียดนำมาโรยแผล ใช้แก้อาการท้องเดินที่ไม่ใช่บิดหรื ออหิ วาตกโรค โดยใช้เหง้าหัน่ เป็ นชิ้น ๆ ครั้งละ 1 กำมือ น้ำหนักโดยประมาณ 10–20 กรัม แห้งหนัก 5–10 กรัม นำมาต้มกับน้ำพอประมาณ ต้มให้งวดเหลือ 1 ใน 3 แล้วเอาน้ำดื่มวันละครั้ง การขยายพันธุ์ ใช้เหง้า สภาพดินฟ้ าอากาศ ชอบดินดี โดยเฉพาะดินร่ วนซุย ซึ่ งอุดมด้วยอินทรี ยวัตถุ ไม่ชอบน้ำขังต้องการความชุ่มชื้นสู ง ถ้าปลูกในที่ปริ มาณน้ำฝนน้อย ก็ตอ้ งอาศัยการชลประทานที่ดี เจริ ญได้ดีในที่แจ้ง การปลูก เตรี ยมดินโดยไถพรวนดินและตากดินไว้ 1–2 สัปดาห์ ใส่ ปุ๋ยหมักและปุ๋ ยที่มีธาตุพอแทสเซี ยมสู ง คลุกเคล้ากับดิน จากนั้นจึงเอาเหง้าลงปลูกลึกเพียง 5–8 ซม. การปลูกควรปลูกเป็ นแถว ระยะระหว่างต้นคือ 15–30 ซม.ระหว่างแถวห่าง 30–45 ซม. ใบอ่อนจะแทงขึ้นเหนือดินหลังจากปลูก 4–5 สัปดาห์ ต่อจากนั้น 9–10 เดือน จึงขุดเหง้าขึ้นมาใช้ได้ การบำรุ งรักษา คอยดูแลความสะอาดและความชุ่มชื้นของแปลงอยูเ่ สมอ นอกจากนี้ควรระวังเรื่ องโรคและแมลงซึ่ งอาจเกิ ดขึ้นได้


17


18

ค้ อนหมาขาว (Dracaena angustifolia Poxb)


19

ค้อนหมาขาว (Dracaena angustifolia Poxb) ชื่ออื่น หมากพูป่ ่ า (แพร่ ) ผักก้อนหมา (ลำปาง) พร้าวลำพัน (เชียงใหม่) ต้นข้าวใหม่ (กาญจนบุรี) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็ นไม้พมุ่ สู งประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นตั้งตรง หนา รู ปทรงกระบอก ใบ ใบเดี่ยว เรี ยงสลับ รู ปดาบ กว้าง 2-3 ซม. ยาว 2050 ซม. เนื้อใบเป็ นเส้นใย ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม เป็ นมัน ดอก ดอกช่อ ออกที่ซอกใบด้านปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก ห้อยลง ก้านช่อดอกยาว กลีบดอกสี ขาว ผล ผลสดมีสีเขียว เป็ นรู ปทรงกลม พอแก่สีเหลืองส้ม การขยายพันธุ์ ใช้การปั กชำ ฤดูกาลเก็บส่ วนขยายพันธุ์ ฤดูฝน

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริ ญเติบโต ขึ้นได้ทุกสภาพแวดล้อม การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร ยอดอ่อน ดอก ลวกต้มจิ้มน้ำพริ ก แกงผักรวมใส่ ปลาย่าง ใ่ส่แกงแค ทางยา ราก ต้มน้ำดื่มแก้ไอ ยาพื้นบ้านใช้ท้ นั ต้นต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน ทั้นต้นเหนือดิน สกัดด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ยบั ยั้งการเกร็ งตัวของลำใส้ใ นสัตว์ทดลอง ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูฝน


20

แคหางค่าง (Fernandoa adenophylla Steeins)

แคหางค่าง (Fernandoa adenophylla Steeins) ชื่ออื่น แคขน แคลาว แคหัวหมู แคเขา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็ นไม้ยนื ผลัดใบ ขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร ลำต้นขดงอ เนื้อไม้กิ่งแตกแขนงเป็ นพุม่ ทึบ ตามกิ่งจะมีขนสี นำ้ ตาล เปลือกหนา ผิวค่อนข้างเรี ยบสี เทา ใบ เป็ นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงกันข้าม ใบย่อยมีหลายคู่ รู ปขอบขนาน รู ปวงรี แกมขอบขนาน แกมใบหอก ถึงรู ปใบหอก มีต่อมรู ปหอกที่บริ เวณใกล้โคนก้านใบ ดอก ดอกสี เหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็ นช่อขนาดใหญ่ตามปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง แต่ละช่อยาวประมาณ 40 ซม. 1 ช่อ มี 6-8 ดอก ดอกโคนเชื่อมกันเป็ นหลอดรู ปถ้วย ปลายแยกเป็ นกลีบดอก 5 กลีบ ไม่เท่ากัน ด้านนอกมี ขนสี นำ้ ตาลแดงหนาแน่นข อบกลีบดอกเป็ นคลื่น ผล เป็ นฝักรู ปทรงกระบอกยาว มีสนั ตามยาวของฝัีก 5 เส้น การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ฤดูกาลเก็บส่ วนขยายพันธุ์ สิ งหาคม-ธันวาคม


21

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริ ญเติบโต พบตามป่ าเบญจพรรณ และป่ าดิบเขา เกือบทุกภาคของประเทศ การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร ดอกและฝักอ่อนมาย่างไฟเพื่อลดความขนหรื อนำมาต้มให้สุก รับประทานเป็ นผักจิ้มร่ วมกับ น้ำพริ กแดง หรื อน้ำพริ กปลาร้า ทางยา เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มแก้ทอ้ งอืดเฟ้ อ เมล็ด แก้โรคชัก บำรุ งโลหิ ต ขับเสมหะ ใบ ตำพอกรักษาแผล ราก ต้น เปลือกผล ต้มน้ำอาบ บรรเทาอาการปวดตามร่ างกาย ปวดเมื่อย ปวดหลัง ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ กรกฎาคม-พฤศจิกายน


22

ชะพลู (Piper sarmentosum Roxb)

ชะพลู (Piper sarmentosum Roxb) ชื่ออื่น ช้าพลู พลูลิงนก ฟูนก อีไร (เหนือ) แค ปูลิง อีเลิด (อีสาน) นมวา (ใต้) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็ นไม้ลม้ ลุกแบบเลื้อย ต้นสูงประมาณ 60 ซม. ลำต้นเป็ นข้อ ๆ มีสีเขียว ใบ เป็ นใบเดี่ยวขึ้นสลับ เป็ นรู ปหัวใจ ยาว 17 ซม. กว้าง 14 ซม. ก้านใบยาว 1-5 ซม. ดอก ดอกเป็ นช่อรู ปทรงกระบอก สี ขาว และค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ นสี เขียว เป็ นปุ่ ม ๆ คล้ายดอกปลีและสั้นกว่า ผล เป็ นผลกลุ่ม รู ปทรงกระบอก เมล็ด มีขนาดเล็ก การขยายพันธุ์ ปั กชำลำต้นที่มีราก ฤดูกาลเก็บส่ วนขยายพันธุ์ ฤดูฝน


สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริ ญเติบโต ปลูกในบริ เวณที่ช้ืนแฉะ ข้างลำธารในป่ าดิบแล้ง การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร ใบอ่อน ยอดอ่อน รับประทานเป็ นผักสดร่ วมกับน้ำพริ ก แกงแคร่ วมกับผักชนิดอื่น ๆ แกงปลาแห้งร่ วมกับหัวปลี แกงหอยขม ทางยา ใบ เจริ ญอาหาร หับเสมหะ ทำให้เสมหะงวด ทำให้เลือดลมซ่าน ต้น แ้ กเ้ สมหะในทรวงอก ขับเสมหะ ราก แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก บำรุ งธาตุ ทำให้เสมหะแห้ง ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ฤดูฝน ข้อควรระวัง ชะพลูมีสารออกซาเลทไม่ควรบริ โภคเป็ นประจำ

23


24

ตะไคร้


25

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus Stapf วงศ์

GRAMMINEAE

ชื่ออื่น ๆ จะไคร (ภาคเหนือ) ไคร (ภาคใต้) ลักษณะของพืช เป็ นพืชล้มลุกที่มีอายุได้หลายปี ลำต้นตั้งตรงและอยูร่ วมกันเป็ นกอ มีขอ้ และปล้องสั้น และค่อนข้างแข็ง ลำต้นส่ วนที่อ่อนจะมีใบเรี ยงซ้อนสลับกันแน่นมาก ใบมีกาบใบเป็ นแผ่นยาว โอบซ้อนกันจนดูแข็งคล้ายลำต้น ตัวใบเรี ยวยาวปลายแหลม กว้างไม่เกิน 2 ซม. ยาวได้ถึง 90 ซม. เนื้อใบหยาบและมีขนอยูท่ วั่ ไป ดอกออกเป็ นช่อยาวมาก ซึ่ งประกอบด้วยช่อย่อยที่มีดอกขนาดเ ล็กอยูอ่ ีกเป็ นจำนวนมาก และมีขนที่กา้ นดอก ส่ วนที่ใช้เป็ นยา ลำต้นแก่ หรื อเหง้า ใช้ได้ท้ งั สดหรื อแห้ง สรรพคุณและวิธีใช้ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้ อ ปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน(เกิดจากธาตุไม่ปกติ) ใช้สด ๆ ทุบพอแหลก ประมาณ 2 กำมือ (40–60 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม ใช้ขบั ปัสส���วะ ใช้วนั ละ 1 กำมือ (สด 40–60 กรัม แห้ง 20–30 กรัม) ต้มกับน้ำรับประทานวัน ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร) ก่อนอาหาร การขยายพันธุ์ ใช้เหง้า สภาพดินฟ้ าอากาศ ชอบดินร่ วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง ปลูกได้ตลอดปี การปลูก ใช้ลำต้นหรื อเหง้าปักชำ โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนยาวพอสมควร ปั กเอียงลงดินลึกประมาณ 5 ซม. รดน้ำทันที การบำรุ งรักษา ปล่อยให้เจริ ญเติบโตได้เองไม่ตอ้ งบำรุ งรักษาแต่อย่างใด


26

บวบเหลีย่ ม (Luffa acutangula Roxb)


27

บวบเหลี่ยม (Luffa acutangula Roxb) ชื่ออื่น มะนอยข้อง มะนอยงู มะนอยเหลี่ยม (เหนือ) บวบเหลี่ยม (กลาง) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น เป็ นไม้เถาอรยุ 1 ปี ลำต้นเป็ นเหลี่ยม ตามข้อมีมือเกาะเป็ นเส้นยาว ใบ เป็ นใบเดี่ยวเรี ยงสลับกัน แผ่นใบรู ป 57 เหลี่ยม ขอบใบมีรอยเว้าตื้น ๆ โคนใบเว้าเป็ นรู ปหัวใจ ก้านใบเป็ นเหลี่ยม ยาว 49 ซม. ยอดอ่อนนุ่ม ดอก เป้ นดอกเดี่ยวหรื อออกเป็ นช่อ กลีบดอกสี เหลือง ดอกเพศเมียและเพศผูอ้ ยูบ่ นต้นเดียวกันออกตามง่ามใบ ผล รู ปทรงกระบอก ยาวประมาณ 20 ซม. โคนเรี ยวเล็ก มีเหลี่ยมเป็ นสันดาบ 10 สัน ตามความยาวของผล การขยายพันธุ์ เมล็ด ฤดูกาลเก็บส่ วนขยายพันธุ์ ฤดูหนาว สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริ ญเติบโต ชอบขึ้นตามที่รกร้าง หรื อริ มห้วย คลอง และตามบึงทัว่ ไป หรื อปลูกไว้ตามบ้าน การใช้ประโยชน์ ทางอาหาร ผลอ่อน นำมาแกงเลียง แกงกับปลาแห้ง และผัดกับไข่ หรื อนำมาต้มจิ้มน้ำพริ ก ทางยา ใบ ต้มดื่มขับปั สสาวะ แก้ปัสสาวะเป้ นเลือด แก้ระดูมาผิดปกติ ขับเสมหะ ถอนพิษ ไข้ ม้ามโต แก้ริดสี ดวงทวาร ถอนพิษแมลงกัดต่อย แก้คนั ผล บำรุ งร่ าวกาย ลดไข้ แก้ร้อนใน ระยายท้อง ขับปั สสาวะ ขับเสมหะทำให้ชุ่มคอ ราก ต้มดื่มแก้บวมน้ำ ระบายท้อง ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ตลอดปี


28

ฟ้าทะลายโจร


29

ชื่อวิทยาศาสตร์ Andrographis paniculata Wall.ex Nees. วงศ์ ACANTHACEAE ชื่ออื่น ๆ ฟ้าทะลาย น้ำลายพังพอน (กรุ งเทพฯ) หญ้ากันงู (สงขลา) ฟ้ าสาง (พนัสนิคม) เขยตายยายคลุม (โพธาราม) สามสิ บดี (ร้อยเอ็ด) เมฆทะลาย (ยะลา) ฟ้ าสะท้าน (พัทลุง) ลักษณะของพืช เป็ นพืชล้มลุก สูง 30–60 ซม. ลำต้นมักเป็ นเหลี่ยมเห็นได้ชดั เจน ใบเดี่ยว ติดกับลำต้นเป็ นคู่ตรงข้ามในแต่ล ะข้อ ตัวใบรู ปไข่รีหรื อยาว ปลายใบและโคนใบแหลม ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม. ขนาดของใบกว้าง 1–3 ซม. ยาว 3–13 ซม. ดอกสี ขาวมีขนาดเล็กและยาวประมาณ 1 ซม. ติดเป็ นช่อยาวออกทั้งที่ปลายยอดและซอกก้านใบ ผลเป็ นฝักแบนกว้าง 3–4 ซม. ยาว 1–1.5 ซม. เมื่อแก่ฝักจะแตกเป็ น 2 ซีก ภายในมีเมล็ดแบน ซี กละ 3–7 เมล็ด ส่ วนที่ใช้เป็ นยา ทั้งต้นใช้ได้ท้ งั สดหรื อแห้ง สรรพคุณและวิธีใช้ แก้อาการท้องเดิน ใช้ท้ งั ต้นแห้ง หัน่ เป็ นชิ้นประมาณ 1–3 กำมือ (3–9 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ไข้ ใช้ครั้งละ 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มกับน้ำ ดื่มก่อน อาหารเช้าและ เย็นหรื อเวลามีอาการ การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ด สภาพดินฟ้ าอากาศ การปลูก

ขึ้นได้ทวั่ ไปในดินทุกชนิด ปลูกได้ทุกฤดู

ปรับดินให้เรี ยบ หยอดเมล็ดลงในดินและกลบให้เรี ยบร้อย รดน้ำให้ชุ่ม


30


สมุนไพร