Issuu on Google+

วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ชื่อ

วิจิตรา สายออง วิทยานิพนธหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต แขนงวิชาจิตวิทยาใหคําปรึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

ชื่อเรื่อง

นวัตกรรมโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัวเพื่อลดพฤติกรรมกาวราว ของเด็กนักเรียนอนุบาลในพื้นที่ภาคใตตอนลางของประเทศไทย ***************************

บทสรุปสําหรับผูบริหาร เด็กเปนทรัพยากรมนุษยที่มีคายิ่งในการพัฒนาประเทศ เปนผูสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม เปนผูสืบสานวัฒนธรรมประชาธิปไตยและวัฒนธรรมทางการเมือง เปนอนาคตของครอบครัว และ ชุมชน อนาคตของประเทศชาติจึงขึ้นอยูกับคุณภาพของเด็ก (อรพินทร ชูชม, อัจฉรา สุขารมณ และ วิลาสลักษณ ชัววัลลี, 2542) การพัฒนาเด็กในชวงวัยแรกเกิดจนถึง 5 ป ถือเปนชวงเวลาสําคัญ และจําเปนที่สุด ในการพัฒนาคุณภาพมนุษยที่ยั่งยืนและปองกันปญหาสังคมในระยะยาว (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ, 2545) โดยเฉพาะปญหาพฤติกรรมกาวราว ซึ่งเริ่มบมเพาะขึ้นตั้งแตชวงวัยทารก เด็ ก ช ว งวั ย 4-5 ป หรื อ วั ย อนุ บ าล จะเรี ย นรู แ ละจดจํ า พฤติ ก รรมจากการพู ด อารมณ การแสดงกริยาทาทางตาง ๆ ผานตัวแบบที่เด็กพบเจอ และเลียนแบบพฤติกรรมเหลานั้นโดยไมรูตัว การเลียนแบบเปนตัวแปรสําคัญที่ยั่วยุใหเด็กแสดงพฤติกรรมกาวราว ทั้งการเลียนแบบจากสังคม เชน ครู และเพื่อนรวมชั้นเรียน สื่อสารมวลชน มีบทบาทสําคัญตอการสรางพฤติกรรม โนมนาวจิตใจ และทัศนคติของเด็กใหเห็นผิดเปนชอบ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความกาวราวรุนแรง จากผลการศึกษา พบวา อิทธิพลของสื่อที่มีความรุนแรง สงผลใหเด็กมีความคิด อารมณ มีการจดจํา และเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมกาวราวรุนแรงตามมา (Browne & Hamilton-Giachritsis, 2005; Hogan, 2005) บิดามารดาที่แสดงพฤติกรรมไมเหมาะสม เชน พูดจาหยาบคาย ทะเลาะ และทุบตีกันให เด็กเห็น เด็กก็จะซึมซับ จดจํา และเลียนแบบพฤติกรรมเหลานั้น (สดใส คุมทรัพยอนันต, 2554) ฟรอยด (Freud, 1856-1939) เชื่ อว าเด็กชายจะพยายามเลี ยนแบบพฤติ กรรมให เหมื อนบิดา

www.kpi.ac.th

หนา 1 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  สวนเด็กหญิงจะเลียนแบบพฤติกรรมใหเหมือนมารดา ซึ่งพฤติกรรมทางสังคมของเด็กวัยนี้ขึ้นอยูกับ อิทธิพลของครอบครัวในการเปนตัวแบบของเด็ก การสื่อสารที่ไมเหมาะสมในครอบครัว เปนสาเหตุหนึ่งที่ทําใหพฤติกรรมกาวราวกอตัว และเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะปฏิสัมพันธของสมาชิกครอบครัวสงผลตอการรับรู อารมณ ความรูสึก และทําใหสัมพันธภาพในครอบครัวไมเหนียวแนนไรซึ่งความสุข ผองพรรณ เกิดพิทักษ กลาวถึงปญหาครอบครัว สวนใหญเกิดจากสมาชิกครอบครัวขาดการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา (ผองพรรณ เกิดพิทักษ, 2542) ทําใหเด็กขาดความรักความอบอุน ขาดที่พึ่งพิงทางจิตใจ เมื่อมีปญหา จึงไมสามารถปรึกษาใครได (วราภรณ ตระกูลสฤษดิ์, 2545; สุรพร เสี้ยนสลาย, 2550; อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2544) ทําใหความกาวราวยังคงดําเนินตอไปในชวงวัยรุนและวัยผูใหญ พฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาลในประเทศไทย มีแนวโนมเพิ่มมากขึ้น (กระทรวง สาธารณสุข, กรมสุขภาพจิต, 2547) จากรายงานของสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โครงการ ติดตามสภาพเด็ก "ไชลด วอทช” (child watch) ในรอบป 2547-2548 พบวาสภาวการณเด็กและ เยาวชน มีปญหาดานลบมากกวาดานบวก (กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย, 2553) สอดคลองกับผลการสํารวจบิดามารดาในเขตกรุงเทพมหานคร จํานวน 1,000 คน ที่มีบุตรในชวงวัย 2 ถึง 7 ป เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กที่บิดามารดาเปนหวงมากที่สุด พบวาอันดับหนึ่ง คือการแสดง พฤติกรรมกาวราวรุนแรง โดยสาเหตุหลักมาจากความออนแอของสถาบันครอบครัว เนื่องจากบิดา มารดามีเวลาอบรมสั่งสอนบุตรนอยลง (กระทรวงสาธารณะสุข, กรมสุขภาพจิต, 2552) จากเหตุการณความไมสงบในพื้นที่ภาคใตตอนลางของประเทศไทย สะทอนถึงการไดรับ ประสบการณจากการอบรมเลี้ยงดู การถายทอดความรู การปลูกฝงคานิยม วัฒนธรรม และความเชื่อที่ ไมเหมาะสมตั้งแตชวงวัยเด็ก ปจจัยดังกลาวสามารถทํานายความกาวราวที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นในชวง วัยรุน และดําเนินตอไปในชวงวัยผูใหญ ผลพวงจากการแสดงพฤติกรรมกาวราวรุนแรงของเด็กและ เยาวชนในพื้นที่ภาคใตตอนลางของประเทศไทย ถือเปนปรากฏการณทางสังคมของการใชความ กาวราวรุนแรง เพื่อทําลายลางและตอบสนองในสิ่งที่ตนตองการ ความกาวราวรุนแรงดังกลาว สงผล ใหเกิดความเสียหายตอทุกภาคสวนทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ตลอดจนกระทบกระเทือนตอการ พัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองไทย จากความเปนมาและความสําคัญของปญหา ผูวิจัย มีความประสงคจะศึกษาเพื่อหาวิธีการ ใหพฤติกรรมกาวราวของเด็กลดลง กอนที่จะกาวขามไปสูวัยอื่น ๆ ซึ่งจะแกยากขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัย www.kpi.ac.th

หนา 2 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  โดยผูวิจัย สนใจจะศึกษาพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล ชวงอายุ 4-5 ป โรงเรียนอนุบาล ศรีบํารุง จังหวั ดยะลา โรงเรียนอนุบาลยะลา จังหวัดยะลา โรงเรียนเทศบาล 5 (บานตลาดเกา) จังหวัดยะลา และโรงเรียนเจริญศรีศึกษา จังหวัดปตตานี โดยคัดเลือกกลุมตัวอยางจากครอบครัว ที่ บุ ตรมีพฤติ กรรมกาวร าว จากกระบวนการสื่ อ สารในครอบครั ว ไม เ หมาะสม ที่ มี ค ะแนนจาก การตอบมาตรวัดพฤติกรรมกาวราวนักเรียน มาตรวัดพฤติกรรมกาวราวบุตร และมาตรวัดการอบรม เลี้ยงดูบุตร รวมกันตั้งแตเปอรเซ็นไทลที่ 75 ขึ้นไป การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อ (1) คนหา และวิเคราะหแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรของ บิดามารดา ที่บุตรมี และไมมีพฤติกรรมกาวราว และ (2) สราง และศึกษาผลของการใชโปรแกรม การใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล กอนและหลังการทดลอง กรอบแนวความคิดในการสรางโปรแกรมจําลอง 1 เปนโปรแกรมตนแบบ สําหรับนําไป พัฒนาเพื่อใหไดมาซึ่ง โปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียน อนุบาล การสรางโปรแกรมจําลอง 1 เกิดจากการบูรณาการกระบวนการใหการปรึกษาครอบครัว ตามทฤษฎีของซะเทียรเขากับแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสารในครอบครัว ดังที่ แสดงไว (ภาพ 1)

ภาพ 1 : กรอบการสรางโปรแกรมจําลอง 1 www.kpi.ac.th

หนา 3 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  จากภาพ 1 อธิบายไดวาการสรางโปรแกรมจําลอง 1 ขึ้นอยูกับ (ก) กระบวนการใหการ ปรึกษาครอบครัวตามทฤษฎีของซะเทียร และ (ข) แบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสาร ในครอบครั ว ประกอบด วย (1) ประสบการณ การอบรมเลี้ ยงดู บุ ตรที่ ไม มี พฤติ กรรมก าวร าว (2) ประสบการณการอบรมเลี้ยงดูบุตรที่มีพฤติกรรมกาวราว และ (3) การสื่อสารในครอบครัวตาม ทฤษฎีของซะเทียร การพัฒนาโปรแกรมจําลอง 1 สูโปรแกรมจําลอง 2 ผูวิจัย นําโปรแกรมจําลอง 1 ใหการ ปรึ กษาครอบครั วกรณี ศึ กษา (รายครอบครั ว) โรงเรี ยนอนุ บาลศรี บํ ารุ ง จั งหวั ดยะลา จํ านวน 3 ครอบครัว ประกอบดวย กรณีศึกษาครอบครัวที่ 1 กรณีศึ���ษาครอบครัวที่ 2 และกรณีศึกษา ครอบครัวที่ 3 ใชระยะเวลาทดลองครอบครัวละ 5 ครั้ง สัปดาหละ 1 ครั้ง ๆ ละ 60 นาที ทั้งนี้ กอนเริ่มการใหการปรึกษา ผูวิจัยขออนุญาตใชเครื่องบันทึกภาพ บันทึกเสียง และการจดบันทึก เพื่อเก็บประเด็นสําคัญ

ภาพ 2 : กรอบการสราง โปรแกรมจําลอง 2

จากภาพ 2 แสดงใหเห็นวาการสรางโปรแกรมจําลอง 2 ขึ้นอยูกับ (ก) การสะทอนผลการ ปฏิบัติ จากโปรแกรมจําลอง 1 (ข) การวิเคราะหสภาพปญหา และอุปสรรค จากโปรแกรมจําลอง 1 และ (ค) การประเมินผล และปรับปรุงพัฒนา จากโปรแกรมจําลอง 1 สําหรับการพัฒนาโปรแกรมจําลอง 2 สูโปรแกรมจําลอง 3 ผูวิจัยนําโปรแกรมจําลอง 2 ใหการปรึกษาครอบครัวกรณีศึกษา (รายครอบครัว) โรงเรียนอนุบาลยะลา จังหวัดยะลา จํานวน 6 ครอบครัว ประกอบดวย กรณีศึกษาครอบครัวที่ 4 กรณีศึกษาครอบครัวที่ 5 กรณีศึกษาครอบครัวที่ 6 กรณีศึกษาครอบครัวที่ 7 กรณีศึกษาครอบครัวที่ 8 และกรณีศึกษาครอบครัวที่ 9 www.kpi.ac.th

หนา 4 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  การพัฒนาโปรแกรมจําลอง 3 สูโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราว ของเด็กนักเรียนอนุบาล ผูวิจัย นําโปรแกรมจําลอง 3 ใหการปรึกษาครอบครัวกรณีศึกษา (รายครอบครัว) โรงเรียนเทศบาล 5 (บานตลาดเกา) จังหวัดยะลา จํานวน 9 ครอบครัว ประกอบดวย กรณีศึกษา ครอบครัวที่ 10 กรณีศึกษาครอบครัวที่ 11 กรณีศึกษาครอบครัวที่ 12 กรณีศึกษาครอบครัวที่ 13 กรณีศึกษาครอบครั วที่ 14 กรณีศึกษาครอบครั วที่ 15 กรณี ศึ กษาครอบครั วที่ 16 กรณีศึ กษา ครอบครัวที่ 17 และกรณีศึกษาครอบครัวที่ 18

ภาพ 3 : กรอบการสรางโปรแกรมจําลอง 3 จากภาพ 3 อธิบายไดวา การสรางโปรแกรมจําลอง 3 ขึ้นอยูกับ (ก) การสะทอนการ ปฏิบัติ จากโปรแกรมจําลอง 2 (ข) การวิเคราะหสภาพปญหา และอุปสรรคจากโปรแกรมจําลอง 2 และ (ค) การประเมินผล และปรับปรุงพัฒนา จากโปรแกรมจําลอง 2 สําหรับการประเมินผลการใหการปรึกษา ผูวิจัยดําเนินการหลังจากการใหการปรึกษา ในแต ล ะครั้ ง ของโปรแกรมจํ า ลอง 1 โปรแกรมจํ า ลอง 2 และโปรแกรมจํ า ลอง 3 เสร็ จ สิ้ น โดยสะทอนผลการปฏิบัติจากการให การปรึกษา ด วยวิธีการสัมภาษณพูด คุยแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นระหวางผูรับการปรึกษา (บิดาและมารดา) และผูใหการปรึกษา เกี่ยวกับพฤติกรรมการ ใสใจสําหรับการสรางสัมพันธภาพที่ผูใหการปรึกษาปฏิบัติตอครอบครัวกรณีศึกษาในระหวางการ ใหการปรึกษา เชน การประสานสายตา การแสดงออกทางสีหนา การแสดงทาทางและอากัปกิริยา ตาง ๆ ลักษณะการพูด และน้ําเสียงวาเปนอยางไร ควรมีการปรับปรุงหรือไม อยางไร ตลอดจน สั ม ภาษณ พู ด คุ ย แลกเปลี่ ย นความคิ ด เห็ น ประเด็ น ความรู สึ ก ต อ เทคนิ ค ที่ ใ ช ใ นการบํ า บั ด และ www.kpi.ac.th

หนา 5 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ระยะเวลาที่ใ ชในการใหการปรึกษา รวมถึ งสัมภาษณพูด คุยแลกเปลี่ ยนความคิดเห็ น ระหว าง ครอบครัวกรณีศึกษา (เฉพาะบิดามารดา) ครูประจําชั้นของเด็กนักเรียนอนุบาล ชวงอายุ 4-5 ป และตัวผูวิจัย เกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมของเด็กนักเรียนอนุบาล วาเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด และอยางไร ตลอดจนขอเสนอแนะตาง ๆ ผลการวิจัยจากการสะทอนผลการปฏิบัติ โดยวิเคราะหขอมูลจากการสังเกต การบันทึกเทป การบันทึกวีดีโอ และการจดบันทึก ผูวิจัย นําผลการวิเคราะหดังกลาว มาบูรณาการเขากับผลการ วิเคราะหที่ไดจากการตอบมาตรวัดพฤติกรรมกาวราวบุตร มาตรวัดพฤติกรรมกาวราวนักเรียน และ มาตรวั ด ความพึ ง พอใจต อ การเข า รั บ การปรึ ก ษาครอบครั ว เพื่ อ ยื น ยั น ประสิ ท ธิ ผ ลของแต ล ะ โปรแกรมวามีประสิทธิผลมากนอยเพียงใดในเชิงปริมาณ ทั้งนี้ ในการพัฒนาแตละโปรแกรม จําลอง ผูวิจัย ดําเนินการวิเคราะหสภาพปญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทดลอง พรอมทั้ง ประเมินผล และปรับปรุงพัฒนา โดยจะใชระยะเวลาภายใน 1 สัปดาห เมื่ อ สิ้ น สุ ด การทดลองให ก ารปรึ ก ษาของโปรแกรมจํ า ลอง 1 โปรแกรมจํ า ลอง 2 และ โปรแกรมจําลอง 3 ผูวิจัย เชิญผูเกี่ยวของประชุมปรึกษาหารือรวมกัน ประกอบดวย (1) ครูประจํา ชั้นของเด็กนักเรียนอนุบาล ชวงอายุ 4-5 ป โรงเรียนอนุบาลศรีบํารุง 2 คน โรงเรียนอนุบาลยะลา 5 คน และโรงเรียนเทศบาล 5 (บานตลาดเกา) 4 คน (2) ครอบครัวกรณีศึกษา (บิดาและมารดา) จํานวน 18 ครอบครัว ๆ ละ 2 คน (36 คน) รวมผูเขารวมประชุมทั้งสิ้น 42 คน เพื่อแจงผลการ ทดลองโปรแกรมจําลอง 1 โปรแกรมจําลอง 2 และโปรแกรมจําลอง 3 ตลอดจนรวมกันหา ขอสรุปโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัวที่เปนไปไดมากที่สุด จากนั้น ผูวิจัยดําเนินการ ประเมิ นผล และสรุ ปผลด วยตนเองอี กครั้ง เพื่อนําไปสูก ารสรางโปรแกรมการใหก ารปรึ กษา ครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล ภาพ 4 : กรอบการสรางโปรแกรม การใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราว ของเด็กนักเรียนอนุบาล

www.kpi.ac.th

หนา 6 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  จากภาพ 4 อธิบายไดวาการสรางโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรม กาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล ขึ้นอยูกับ (ก) การสะทอนการปฏิบัติ จากโปรแกรมจําลอง 3 (ข) การวิเคราะหสภาพปญหา และอุปสรรค จากโปรแกรมจําลอง 3 และ (ค) การประเมินผล และ ปรับปรุงพัฒนา จากโปรแกรมจําลอง 3 ผูวิจัย นําโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียน อนุ บ าล ให ก ารปรึ ก ษาครอบครั ว กรณี ศึ ก ษา โรงเรี ย นเจริ ญศรี ศึ กษา จั งหวั ด ป ตตานี จํ านวน 3 ครอบครัว ประกอบดวย กรณีศึกษาครอบครัวที่ 19 กรณีศึกษาครอบครัวที่ 20 และกรณีศึกษา ครอบครัวที่ 21 ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดการทดลองโปรแกรมการใหการปรึกษา ผูวิจัย ทําการสะทอนผล การปฏิบัติจากการใหการปรึกษา ดวยวิธีการสัมภาษณพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหวางผูรับ การปรึกษา (บิดาและมารดา) และผูใหการปรึกษา ประเด็นเดียวกับที่ไดกลาวไวในโปรแกรมจําลอง 1 โปรแกรมจําลอง 2 และโปรแกรมจําลอง 3 ตลอดจนวิเคราะหขอมูลจากการสังเกต การบันทึก เทป การบั น ทึ ก วี ดี โ อ การจดบั น ทึ ก การตอบมาตรวั ด พฤติ ก รรมก า วร า วนั ก เรี ย น มาตรวั ด พฤติกรรมกาวราวบุตร และมาตรวัดความพึงพอใจตอการเขารับการปรึกษาครอบครัว เพื่อยืนยัน ประสิทธิผลของโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล วามีความเหมาะสม ทันสมัย สามารถใชไดจริงในสถานการณปจจุบันของพื้นที่ภาคใตตอนลาง และ พื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย จากการสรางโปรแกรมในขางตน เพื่อใหเห็นเปนรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น ผูวิจัย จึงสรุปเปน กรอบการพัฒนาโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียน อนุบาล ดังที่ไดแสดงไว (ภาพ 5)

www.kpi.ac.th

หนา 7 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 

ภาพ 5 : กรอบการพัฒนาโปรแกรมการใหคําปรึกษาครอบครัวลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล www.kpi.ac.th

หนา 8 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ผูวิจัย เสนอขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ดังที่ไดแสดงไว (ภ���พ 6) เริ่ม โปรแกรมจําลอง 1 ใหการปรึกษา

สะทอนผล/วิเคราะหขอมูล

ประเมินผลและปรับปรุง

วิเคราะหปญหา/อุปสรรค

โปรแกรมจําลอง 2 ใหการปรึกษา

สะทอนผล/วิเคราะหขอมูล

ประเมินผลและปรับปรุง

วิเคราะหปญหา/อุปสรรค

โปรแกรมจําลอง 3 ใหการปรึกษา

สะทอนผล/วิเคราะหขอมูล

ประเมินผลและปรับปรุง

วิเคราะหปญหา/อุปสรรค

โปรแกรมจําลอง 4 ใหการปรึกษา

สะทอนผล/วิเคราะหขอมูล

ประเมินผลและปรับปรุง

วิเคราะหปญหา/อุปสรรค

จบ

ภาพ 6 : ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว www.kpi.ac.th

หนา 9 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  สํ าหรั บวิ ธี การวิ จั ยเป นแบบผสมผสาน ระหว างวิ ธี ก ารวิ จั ย เชิ ง คุ ณ ภาพและวิ ธี ก ารวิ จั ย เชิงปริมาณ เปนการนําขอดีหรือจุดเดนของแตละแนวทางมาสงเสริมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ผูวิจัย พัฒนาโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ดวยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research: AR) ที่เปนการผสมผสานระหวางวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และวิธีการวิจัยเชิง คุณภาพ ในสวนของวิธีการวิจัยเชิงปริมาณนั้น ผูวิจัย ใชการวิจัยเชิงสํารวจ (survey research) และ การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบหนึ่งกลุมวัดกอนและหลังการทดลอง (one group pretest-posttest design) สําหรับวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผูวิจัย ไดนํา (1) การวิจัย เชิงปฏิบัติการ ยึดตามแนวคิดเคมมิส และแม็คเทกเกอรท (Kemmis & McTaggart, 2000); เมเยอร (Meyer, 1993) มา ประยุกตใช ซึ่งมีลําดับขั้นชัดเจน มีการวางแผน ลงมือปฏิบัติ สังเกต และสะทอนผลการปฏิบัติจากการ ใหการปรึกษาในทุกวงจรการพัฒนา ดวยวิธีการสัมภาษณพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหวางตัว ผูวิจัยและผูที่เกี่ยวของ โดยพัฒนาหลายวงรอบ (spiral) จนกวาผลการพัฒนาจะเปนที่นาพอใจ หรือ จนกวาจะสิ้นสุดระยะเวลาการวิจัย (2) การสนทนากลุม (3) การสัมภาษณแบบเจาะลึก และ (4) การ สังเกต การออกแบบวิจัย (research design) เปนการวิจัยแบบผสมผสาน ระหวางวิธีการวิจัยเชิง คุณภาพ และเชิงปริมาณ รายละเอียดดังนี้ 1. วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ : ผูวิจัย สํารวจขอมูลเบื้องตนจากกลุมคนที่เกี่ยวของกับเด็กวัย 4-5 ป ประกอบดวย (1) บิดา และมารดา (2) ครู และ (3) เด็กนักเรียนอนุบาล ชวงอายุ 4-5 ป โดย สอบถามวาเหตุการณแบบใดที่กระตุนใหเด็กวัย 4-5 ป แสดงพฤติกรรมกาวราว และลักษณะพฤติกรรม การแสดงออกของเด็กวัยนี้เปนเชนใด เพื่อใหครอบคลุมถึงเหตุการณ และการแสดงพฤติกรรมของ เด็กวัย 4-5 ป ตามบริบทของสังคมที่เปนพหุวัฒนธรรม ในพื้นที่ภาคใตตอนลางของประเทศไทย จากนั้น ผูวจิ ัย นําขอมูลที่ไดมาวิเคราะห และสังเคราะห โดยนําแบบทดสอบความกาวราวของ แม็คโค นาลด และคนอื่น ๆ (McKonald et al., 2000); บัสส และเพอรรี่ (Buss & Perry, 1992); ทิพยวัลย สุทิน (2539) เปนแนวทางในการสร างมาตรวัดพฤติกรรมกาวราวบุตร และมาตรวัดพฤติกรรมกาวราว นักเรียน ผู วิ จั ย สํ ารวจข อมู ลพื้ นฐานครอบครั ว ข อมู ลการอบรมเลี้ ย งดู บุ ต ร และการแสดง พฤติกรรมของเด็กนักเรียนอนุบาล ชวงอายุ 4-5 ป วาเปนไปในทิศทางใด เพื่อใหไดมาซึ่ง (1) ขอมูล พื้นฐานครอบครัว (2) ขอมูลพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูบุตรของบิดา และมารดา (3) ขอมูลพื้นฐานการ www.kpi.ac.th

หนา 10 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  แสดงพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล (4) ความสัมพันธระหวางการอบรมเลี้ยงดูบุตรของ บิดา การอบรมเลี้ยงดูบุตรของมารดา และขอมูลพื้นฐานสวนบุคคล กับการแสดงพฤติกรรมกาวราว ของเด็กนักเรียนอนุบาล และ (5) คัดกรองกลุมตัวอยางในการวิจัย โดยผูวิจัย ขอความรวมมือจาก บิดามารดาของเด็กนักเรียนอนุบาล ชวงอายุ 4-5 ป โรงเรียนอนุบาลในจังหวัดยะลา และโรงเรียน อนุบาลในจังหวัดปตตานี ตอบมาตรวัดลักษณะครอบครัว มาตรวัดการอบรมเลี้ยงดูบุตร และมาตร วัดพฤติกรรมกาวราวบุตร ตลอดจนขอความรวมมือจากครูประจําชั้นของเด็กนักเรียนอนุบาล ชวง อายุ 4-5 ป ในจังหวัดยะลา และจังหวัดปตตานี ตอบมาตรวัดพฤติกรรมกาวราวนักเรียน 2. วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ : ผูวิจัย จัดสนทนากลุมบิดามารดาที่บุตรมีและไมมีพฤติกรรม กาวราว ผูเขารวมสนทนากลุม จํานวน 24 คน แบงกลุมสนทนาเปน 2 กลุม คือ (1) กลุมบิดามารดาที่ บุตรมีพฤติกรรมกาวราว ครอบครัวละ 2 คน (บิดาและมารดา) จํานวน 12 คน แยกเปน 2 กลุม ๆ ละ 6 คน และ (2) กลุมบิดามารดาที่บุตรไมมีพฤติกรรมกาวราว ครอบครัวละ 2 คน (บิดาและมารดา) จํานวน 12 คน แยกเปน 2 กลุม ๆ ละ 6 คน โดยผานการคัดกรอง และสามารถเปนตัวแทนที่ดีของบิดา มารดาที่บุตรมีและไมมีพฤติกรรมกาวราว การจัดสนทนากลุมดังกลาว เพื่อคนหาประสบการณการอบรมเลี้ยงดูบุตรของบิดามารดา ที่บุตรมีและไมมีพฤติกรรมกาวราว ประเด็น “ลักษณะการสื่อสารในการอบรมเลี้ยงดูบุตร กับความ กาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล” จากนั้น ผูวิจัย นําขอมูลที่ไดมาวิเคราะหและสังเคราะหดวยตนเอง เพื่อใหไดมาซึ่งแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสารในครอบครัว และนํามาผสมผสานกับ กระบวนการใหการปรึกษาครอบครัวตามทฤษฎีของซะเทียร จากนั้น บูรณาการลงในโปรแกรม จําลอง 1 เพื่อนําไปสูการใหการปรึกษาครอบครัวตอไป ในระหวางการจัดสนทนากลุมและใหการปรึกษาครอบครัวนั้น ผูวิจัย สังเกตพฤติกรรม ตาง ๆ ของผูเขารวมอภิปรายและผูเขารับการปรึกษา ไดแก การแสดงสีหนา ทาทาง น้ําเสียง และแววตา เปนอาทิ โดยผูวิจัย ขออนุญาตใชเครื่องบันทึกภาพ บันทึกเทป และการจดบันทึก เพื่อไมใหตกหลน ประเด็นสําคัญ 3. วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ : ผูวิจัย ใชการวิจัยกึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุมวัดกอนและหลังการ ทดลอง โดยใหการปรึกษาเปนรายครอบครัว คือโปรแกรมจําลอง 1 ใหการปรึกษาครอบครัวกรณีศึกษา โรงเรียนอนุบาลศรีบํารุง จังหวัดยะลา 3 ครอบครัว โปรแกรมจําลอง 2 ใหการปรึกษาครอบครัว กรณี ศึกษา โรงเรี ยนอนุบาลยะลา จังหวั ดยะลา 6 ครอบครั ว โปรแกรมจําลอง 3 ใหการปรึกษา www.kpi.ac.th

หนา 11 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ครอบครัวกรณีศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๕ (บานตลาดเกา) จังหวัดยะลา 9 ครอบครัว และโปรแกรม การใหการปรึกษาครอบครัวกรณีศึกษา เปนการยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรมการใหการปรึกษา ครอบครัว โดย ใหการปรึกษาครอบครัว โรงเรียนเจริญศรีศึกษา จังหวัดปตตานี 3 ครอบครัว รวม ครอบครัวกรณีศึกษาทั้งสิ้น 21 ครอบครัว การวิเคราะหขอมูล ผูวิจัย แยกวิเคราะหระหวางวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและวิธีการวิจัยเชิง คุณภาพ การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ จากการสํารวจเบื้องตน และจากการทดลองใหการปรึกษา สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คาเฉลี่ย คาสวนรอย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คาต่ําสุด คาสูงสุด นอกจากนี้ ผูวิจัย ใชคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ โดยใชสูตรของเพียรสัน (pearson product moment correlation coefficient) และสรางสมการพยากรณโดยวิธีวิเคราะหถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter multiple regression analysis) สําหรับวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผูวิจัย นําขอมูลจากการจัดสนทนากลุม และการสะทอน ผลการปฏิบัติจากการใหการปรึกษาครอบครัว ดวยวิธีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความ���ิดเห็นระหวาง ตัวผูวิจัย และผูที่เกี่ยวของ มาวิเคราะหขอมูล ทั้งนี้ การจัดกระทําดังกลาว เพื่อใหไดมาซึ่งโปรแกรม การใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล ที่มีความเหมาะสม ทันสมัย และสามารถใชไดจริงในสถานการณปจจุบัน ผูวิจัย นําผลการวิเคราะหที่ไดจากการวิจัยเชิงปริมาณมาผสมผสานกับผลการวิเคราะห ที่ไดจากการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงสูการรายงานผลการวิจัยแบบบูรณาการที่สอดคลอง กลมกลืน มีความถูกตอง และนาเชื่อถือได ผลการศึกษา พบวา 1. ประสบการณการอบรมเลี้ยงดูบุตรที่มีพฤติกรรมกาวราว พบวาบิดามารดามีรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูบุตร (1) แบบควบคุม ดวยการสั่งหาม เชน “อยาพูด....อยาทํา...หรืออยาเลน…” และบังคับ ใหบุตรทําตามความตองการของตน เมื่อบุตรไมทําตามหรือรองไหโวยวาย บิดามารดาก็จะอาง บุคคลที่บุตรเกรงกลัวมาขมขู เชน “ถายังไมหยุด เดี๋ยวจะโทรไปบอกพอใหมาจัดการ” และ (2) แบบ ตามใจ: บิดามารดาตามใจบุตรมากเกินไป คือไมวาบุตรตองการหรืออยากไดสิ่งของใด ๆ บิดามารดาก็ จะหามาใหบุตรทันที เพราะไมตองการขัดใจ และไมตองการใหบุตรเสียใจหรือรองไห

www.kpi.ac.th

หนา 12 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  วิธีการลงโทษบุตร: บิดามารดาใชวิธีการขมขู ดุดา ทุบตีหรือหยิก เพื่อใหบุตรหยุดแสดง พฤติกรรมที่ไมเหมาะสม สภาวะอารมณ: บิดามารดาสื่อสารกับบุตรดวยอารมณมากกวาเหตุผล เชน เมื่อบุตรรบเรา อยากไดสิ่งของ บิดามารดาจะเกิดความรูสึกรําคาญ และตอวา ดุดา ทุบตีหรือหยิกบุตร เพื่อเปนการ ระบายความไมพอใจ 2. ประสบการณการอบรมเลี้ยงดูบุตรที่ไมมีพฤติกรรมกาวราว พบวาบิดามารดามีรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูบุตรแบบดูแลเอาใจใส ใหความสําคัญ ใหความรักความอบอุน และสงเสริมความคิด สรางสรรคใหกั บบุตร โดยบิดามารดาจะให บุตรไดลองผิดลองถูกในการทํ ากิ จกรรมของชีวิต เพื่อใหบุตรเกิดการเรียนรูจากการปฏิบัติจริง และบิดามารดาจะคอยดูแลการทํากิจกรรมของบุตรอยู หาง ๆ อันเปนการปองกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับบุตร วิธีการลงโทษบุตร: บิดามารดาจะใชวิธีการลงโทษ ก็ตอเมื่อเห็นวาบุตรพูดจาไมรูเรื่อง และ ยังคงดื้อรั้นแสดงพฤติกรรมไมเหมาะสมต อไป แตบิดามารดาก็อธิบายเหตุผลตอบุ ตรเสมอวา เพราะอะไรจึงตองลงโทษบุตร สภาวะอารมณ: บิดามารดาสื่อสารกับบุตรดวยเหตุผลมากกวาอารมณ และมีการรับรูอารมณ ของตนเอง เชน หากตนเองอยูในสภาวะอารมณไมมั่นคง ก็จะมอบหนาที่การดูแลบุตรใหกับบิดา หรือมารดาผูที่มีสภาวะอารมณมั่นคงมากกวาตน เมื่อสภาวะอารมณของตนสงบลง จึงเขามาพูดคุย ทําความเขาใจกับบุตร หรือทํากิจกรรมกับบุตรตามปกติ 3. แบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสารในครอบครัว บิดามารดาที่มีบุตรกาวราว สวน ใหญอบรมเลี้ยงดูบุตรแบบควบคุม และมีการสื่อสารในครอบครัวที่ไมเหมาะสม ทั้งดวยภาษาถอยคํา และภาษาทาทาง เชน ดุดา ทุบตี หรือหยิก สวนบิดามารดาที่มีบุตรไมกาวราว มีการอบรมเลี้ยงดู บุตรแบบเอาใจใส และมีการสื่อสารในครอบครัวที่เหมาะสม ทั้งดวยภาษาถอยคํา และภาษาทาทาง มีการพูดคุยกันอยางเปดเผย ชัดเจน ตรงไปตรงมา ยอมรับ และไมตัดสินกันและกัน อธิบายเหตุผล ใหบุตรรับรูและเขาใจ ดวยสภาวะอารมณที่มั่นคงปกติ โดยมีการสัมผัสบุตรดวยความออนโยน เชน โอบกอด ลูบศีรษะ จับมือ หอมแกมฯ เพื่อใหบุตรไดซึมซับและจดจําความรักความอบอุนไวใน ความทรงจํา อันเปนการปองกันไมใหพฤติกรรมกาวราวกอตัวขึ้นในอนาคต www.kpi.ac.th

หนา 13 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  4. การพัฒนา โปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียน อนุบาล แบงการปรึกษาเปน 4 ครั้ง คือ 1) การสรางสัมพันธภาพ 2) การจัดการกับพฤติกรรมกาวราว 3) สรุปและปดโครงการ และ 4) การติดตามประเมินผล ระยะหางของแตละครั้งคือ 1 สัปดาหครึ่ง 2 สัปดาห 2 สัปดาหครึ่ง ตามลําดับ ระยะเวลาการใหการปรึกษา ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ใชเวลาครั้งละ 90 นาที การใหการปรึกษา ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ใชเวลาครั้งละ 40 นาที สถานที่ใหการปรึกษา ขึ้นอยูกับความเหมาะสม และความสะดวกของผูเขารับการปรึกษา ทักษะสําคัญในการประเมินและใหการปรึกษา ไดแก 1) การใชเทคนิคการใหการปรึกษา ครอบครัวของซะเทียร ประกอบดวย การใชเชือก การแสดงกิริยาเฉพาะการสัมผัส การใชสรรพ นามแทนตัว การสลับบทบาท เกาอี้เปลา ทาทางการสื่อสาร การมองมุมใหม และการมอบหมาย การบาน 2) การใชแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสารในครอบครัว ประกอบดวย กรณี ตัวอยางที่ 1 “ขณะที่ทานวุนวายอยูกับการทํางาน แตบุตรมีความอยากรูอยากเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ในชีวิตประจําวัน” กรณีตัวอยางที่ 2 “การเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงจากการรับชมภาพ ความรุนแรงจากโทรทัศน” กรณีตัวอยางที่ 3 “การขวางปาสิ่งของใสคนอื่น” และกรณีตัวอยางที่ 4 “บิดามารดาขัดแยงกัน ขณะที่บุตรอยูดวย” 3) การใชประโยคคําถาม และ 4) การสังเกต กระบวนการใหการปรึกษามี 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นเริ่มตนการใหการปรึกษา ใชเทคนิคการ สรางสัมพันธภาพ (2) ขั้นดําเนินการใหการปรึกษา ใชแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการ สื่อสารในครอบครัว ผสมผสานกับกระบวนการใหการปรึกษาครอบครัวของซะเทียร และ (3) ขั้น การยุติการใหการปรึกษาและประเมินผล 5. ประสิทธิผลของโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็ก นักเรียนอนุบาล เชิงคุณภาพ พบวาครอบครัวกรณีศึกษา (บิดามารดา) สะทอนวา “พฤติกรรมกาวราว ของบุตรทางรางกาย และวาจาเปลี่ยนแปลงไปในทางเหมาะสมขึ้น เชน ไมแกลงนอง ไมทะเลาะกับ นอง และพูดจาไพเราะขึ้น” สําหรับระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกาวราว เกิดขึ้นในชวง การใหการปรึกษาครั้งที่ 2 โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมยิ่งชัดเจนขึ้น ในชวงการใหการปรึกษา ครั้งที่ 3 และยังคงดําเนินไปในทิศทางที่เหมาะสมขึ้น แมจะยุติการใหการปรึกษาไปแลว ดังที่ได แสดงไว (ภาพ 7)

www.kpi.ac.th

หนา 14 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 

ภาพ 7 : ชวงเวลาแหงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกาวราว ของเด็กนักเรียนอนุบาลในโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว 6. ประสิทธิผลของโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็ก นักเรียนอนุบาล เชิงปริมาณ พบวาการแสดงพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล โดยรวมทั้ง ดานรางกาย และดานวาจา กอนการทดลอง มีคาเฉลี่ย 1.58 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .07 และหลัง การทดลอง มีคาเฉลี่ย 1.42 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .14 สําหรับการทดสอบความแตกตางระหวางคาเฉลี่ย พบวากอนและหลังการทดลองมีความ แตกต างกั น และครอบครั ว กรณีศึกษา มีความพึ งพอใจต อการเขารับ การปรึ กษาครอบครัว ใน ระดับสูง มีคาเฉลี่ย 4.20 ผลการศึกษาแสดงใหเห็นวาการใหการปรึกษาครอบครัว โดยใชกระบวนการใหการปรึกษา ครอบครัว���ามทฤษฎีของซะเทียรบูรณาการ บูรณาการเขากับแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการ สื่อสารในครอบครัวที่เกิดขึ้นจริงในบริบทของสังคม ทําใหโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาลที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผล คือสามารถลดพฤติกรรม กาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาลได อธิบายเชื่อมโยงไดวาทฤษฎีการใหการปรึกษาครอบครัวของ ซะเทียร ใชไดผลตอการลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล และโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น นําไปใชในการแกไขพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาลได โดยครอบครัวมีสวนสําคัญใน การแกไข และพัฒนาพฤติกรรมของบุตร

www.kpi.ac.th

หนา 15 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ขอคนพบที่เปนจุดเดนของการศึกษานี้ คือ 1. วิธีการวิจัย เปนการวิจัยแบบผสมผสาน ระหวางการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิง ปริมาณ ซึ่งเปนการนําจุดเดนมาสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และมีการประเมินผลทั้งในเชิง ปริมาณ และเชิงคุณภาพ เพื่อใหไดมาซึ่งโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัวที่มีความเหมาะสม ทันสมัย และใชไดจริงในสถานการณปจจุบัน 2. วิธีดําเนินการสรางโปรแกรมจําลอง 1 หรือโปรแกรมตนแบบ เปนการเชื่อมโยงผลที่ได จากการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณ กลาวคือผูวิจัย ทําการศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธตอการแสดง พฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล และนําไปสูการวางแผนในการสรางโปรแกรมจําลอง เพื่อใหการปรึกษาที่มีความเหมาะสมกับพื้นฐานของครอบครัว 3. การสร า งโปรแกรมจํ า ลอง 1 หรื อ โปรแกรมต น แบบ เป น การผสมผสานระหว า ง กระบวนการใหการปรึกษาครอบครัวตามทฤษฎีของซะเทียร ที่มีความเปนสากล ใชไดกับทุก วัฒนธรรมและประเทศ เขากับแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสารในครอบครัว ที่เกิดขึ้น จริงในบริบทของสังคม จึงทําใหโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของ เด็กนักเรียนอนุบาล ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมตอการใหการปรึกษาในทุกวัฒนธรรม 4. ขั้นตอนและวงจรการพัฒนาโปรแกรม เปนการนํากระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการมา ประยุกตใช โดยเริ่มพัฒนาจากวงจรเล็กแลวขยายไปสูวงจรที่ใหญขึ้น ทําใหเห็นความเสถียรของ โปรแกรมตาง ๆ มีการพัฒนาที่เปนลําดับขั้นตอนชัดเจน มีการวางแผน ลงมือปฏิบัติ สังเกต และ สะทอนผลการปฏิบัติจากการใหการปรึกษา ดวยวิธีการสัมภาษณพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหวางผูใหการปรึกษากับผูเขารับการปรึกษา ทําใหไดมาซึ่งขอมูลในเชิงลึก ขอคนพบที่เปนจุดออนของการศึกษานี้ คือ การพัฒนาโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียน อนุบาล เปนการใหการปรึกษาครอบครัวและมีการติดตามผลในชวงระยะเวลาสั้นๆ จึงอาจไมได ผลที่ยั่งยืน

www.kpi.ac.th

หนา 16 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะเชิงปฏิบัติ พบวา 1.1 โปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียน อนุบาล พัฒนาขึ้นจากการใหการปรึกษาครอบครัวในบริบทสังคมปจจุบันของพื้นที่การศึกษา เชน สภาพเศรษฐกิจ และสังคม สภาพแวดลอม และเหตุการณความไมสงบ สําหรับผูที่ทําหนาที่ใหการ ปรึกษา อาทิ อาจารยที่ปรึกษา นักจิตวิทยาใหการปรึกษา และนักจิตบําบัดครอบครัว ตลอดจนผูที่ เกี่ยวของในโรงเรียนอนุบาล สถาบันการศึกษาหรือหนวยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่จะนํา โปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัวไปใชในการใหการปรึกษา ควรทําการศึกษาบริบทของพื้นที่ ขอบเขต และกลุมตัวอยางที่จะนําไปใชใหเกิดความเขาใจอยางถองแท และควรทดสอบทฤษฏีที่ เกี่ยวของกับบริบทของสังคม เพื่อความเหมาะสม ทันสมัย และเกิดประโยชนสูงสุดตอการใหการ ปรึกษาครอบครัว 1.2 โปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียน อนุบาล เปนกรณีศึกษาใหการปรึกษาครอบครัวในจังหวัดยะลา และจังหวัดปตตานี แตเนื่องจาก การใหการปรึกษาครอบครัวตามทฤษฎีของซะเทียร มีความเปนสากล จึงนาจะนําไปใชในเขตพื้นที่ อื่น ๆ ไดดวย แตการใชตองทําโดยผูรู ผูเชี่ยวชาญ (professional) ผูที่มีการอบรมทางดานการใหการ ปรึกษา เพราะจะตองรูจักการปรับเทคนิคปลีกยอยใหเหมาะสมกับบริบทสังคมวัฒนธรรมในแตละ ทองถิ่นซึ่งแตกตางกันไป จึงจะทําใหการใชโปรแกรมไดผลดี และเปนประโยชนสูงสุด 2. ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย พบวา 2.1 แบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสารในครอบครัว เกิดจากการวิเคราะห และสังเคราะหประสบการณการอบรมเลี้ยงดูบุตรของบิดามารดา ที่บุตรมี และไมมีพฤติกรรมกาวราว ช ว งอายุ 4-5 ป ในพื้ น ที่ จั ง หวั ด ยะลา ซึ่ ง เป น พื้ น ที่ ที่ มี ความหลากหลายทางวั ฒนธรรม ดั งนั้ น หนวยงานที่ทํางานดานการใหการปรึกษาครอบครัว อาทิ ศูนยใหการปรึกษา สํานักงานสาธารณสุข โรงพยาบาล และสถาบันการศึกษา ทั้งในสวนของภาครัฐ และเอกชน ควรกําหนดนโยบายการ เสริมสรางความรูสูการปฏิบัติ ดวยการนํา 2.2 แบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสารในครอบครัว ไปประยุกตใชโดยการ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใหแกครอบครัวชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาว ไทยที่นับถือศาสนาคริสตในภูมิภาคตาง ๆ ที่บุตรอยูชั้นอนุบาล ชวงอายุ 4-5 ป ตลอดจนครอบครัว www.kpi.ac.th

หนา 17 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ที่เตรียมความพรอมสําหรับการเปนบิดามารดา อันเปนการปองกันและลดปญหาความกาวราว รุนแรง ทั้งนี้ เพื่อความสงบสุขที่ยั่งยืนทั้งตอตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม 2.3 ผลการศึกษา พบวาโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราว ของเด็กนักเรียนอนุบาล สามารถนําไปประยุกตใชไดในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ดังนั้น หนวยงานดาน การให การปรึ กษาครอบครั ว อาทิ ศู นย ให การปรึ กษา สํ า นั ก งานสาธารณสุ ข โรงพยาบาล และ สถาบันการศึกษา ทั้งในสวนของภาครัฐ และเอกชน ควรกําหนดนโยบายการเพิ่มพูนความรู และ ความเชี่ยวชาญชํานาญการ โดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแกบุคคลกรในหนวยงานที่รับผิดชอบ ดานการใหการปรึกษาครอบครัว อยางนอยปละ 1 ครั้ง โดยมีวิทยากรผูมีความเชี่ยวชาญดานการใช โปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียนอนุบาล เพื่อให บุคลากรที่ทํางานดานการใหการปรึกษาครอบครัว สามารถใหการปรึกษาครอบครัวจํานวนมากขึ้น อันเปนการเพิ่มคุณภาพของการใหการปรึกษาครอบครัว และนําพาครอบครัวสูความสงบสุข ซึ่งมี ผลทําใหสังคมโดยรวมมีความสงบสุขดวยเชนกัน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัด ชายแดนภาคใต ซึ่งยังคงมีความรุนแรงอยู 3. ขอเสนอแนะเชิงวิชาการ พบวา 3.1 การพั ฒนาโปรแกรมการให การปรึ กษาครอบครั ว ลดพฤติ ก รรมก า วร า วของเด็ ก นักเรียนอนุบาล เปนการใหการปรึกษาครอบครัวและมีการติดตามผลในชวงระยะเวลาสั้นๆ อาจ ไมไดผลที่ยั่งยืน เด็กอาจกลายเปนคนชอบใชความรุนแรง เปนพวกอันธพ���ล ทําใหครอบครัวขาด ความสงบสุข และกลายเปนปญหาสังคมในอนาคต ดังนั้น จึงควรมีการศึกษาแบบเดียวกันนี้ แบบ ระยะยาว (longitudinal study) และมีการติดตามผลอยางตอเนื่อง และควรมีการขยายผลการใหการ ปรึกษาครอบครัวที่บุตรมีพฤติกรรมกาวราว อยูในชวงวัยอื่น ๆ ในชวงอายุที่มากขึ้น 3.2 โปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัว ลดพฤติกรรมกาวราวของเด็กนักเรียน อนุบาล เปนการผสมผสานระหวาง แบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรและการสื่อสารในครอบครัว เขา กับกระบวนการใหการปรึกษาครอบครัวตามทฤษฎีของซะเทียร ดังนั้น การวิจัยในอนาคตควรมี การเปรียบเทียบกับทฤษฎีอื่น ๆ เชน ทฤษฎีเหตุผลและอารมณ ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม เพื่อประเมิน วาการใหการปรึกษาครอบครัวแบบใดมีประสิทธิผลตอการลดพฤติกรรมกรรมกาวราวของเด็ก นักเรียอนุบาล อันจะนําไปสูการพัฒนาโปรแกรมการใหการปรึกษาครอบครัวที่มีความเหมาะสม ยิ่งขึ้น www.kpi.ac.th

หนา 18 


นางสาววิจิตรา สายอ๋อง