Page 1

วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ชื่อ

นางสาวชลพรรษ ดวงนภา วิทยานิพนธปริญญาเอก สาขาวัฒนธรรมศาสตร สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ชื่อเรื่อง

การใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธในการจัดการปาวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดตราด (The Utilization of Buddhist Economic Principle in Cultural Forest Management for Community Social and Economic Development in Trat Province)

บทคัดยอ ปาไมมีความสําคัญอยางยิ่งตอการดํารงชีพของสิ่งมีชีวิต ทั้งมนุษย พืชและสัตวตางพึ่งพา อาศัยปาซึ่งเปนแหลงกําเนิดตนน้ําลําธารและเปนแหลงกําเนิดของความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังชวยค้ําจุนความเจริญของประเทศทั้งดานสภาพแวดลอม เศรษฐกิจและสังคม ปจจุบัน ทั่วโลกประสบปญหาการลดลงของปาไมรวมทั้งประเทศไทยดวย สําหรับพื้นที่ปาไมในจังหวัด ตราดนั้น พบวา ในป พ.ศ.2547 พื้นที่ปาไมในจังหวัดตราดมีจํานวนมากกวาในป พ.ศ.2543 จํานวน 28.2 ตารางกิโลเมตร หรือรอยละ 1 แตเมื่อเปรียบเทียบกับป พ.ศ.2507 กลับพบวา พื้นที่ปาไม ในป พ.ศ.2547 นั้น เหลือนอยกวาในป พ.ศ.2507 ถึงรอยละ 31.57 จากเดิมที่มีพื้นที่ ปาไมรอยละ 65.8 ผูวิจัยจึงมีความสนใจทําการวิจัยเรื่องนี้ เพื่อศึกษาประวัติความเปนมา และ องคความรูของการจัดการปาวัฒนธรรม รวมทั้งศึกษาแนวทางการใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธ ในการจัดการปาวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจังหวัดตราด ใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพทางวัฒนธรรม ทําการเลือกพื้นที่ในการวิจัยแบบเจาะจง โดยเปนพื้นที่ที่มีการจัดการปาวัฒนธรรมในจังหวัดตราด จํานวน 6 หมูบาน เปนหมูบานที่มีปา ชายเลน 3 หมูบาน และปาบก 3 หมูบาน ทําการเลือกกลุมตัวอยางแบบเจาะจง ไดแก กลุมผูรู กลุมผูปฏิบัติ และกลุมผูใหขอมูลทั่วไปจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน จํานวน 204 คน ใชวิธีการ เก็บรวบรวมขอมูลจากเอกสารและเก็บขอมูลภาคสนามโดยการสํารวจ การสังเกต การสัมภาษณ การสนทนากลุม การประเมินผลการจัดกิจกรรม และการประชุมเชิงปฏิบัติการ ทําการตรวจสอบ ขอมูลแบบสามเสา และตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูลโดยใชวิธี Investigator Triangulation www.kpi.ac.th

หนา 1


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ผลการวิจัยพบวา ปาวัฒนธรรมในจังหวัดตราดตั้งอยูในเขตพื้นที่ปาสงวนแหงชาติและ ในที่สาธารณะประโยชน การจัดการปาวัฒนธรรมมักกระทําดวยการปลูกปาเปนสําคัญ โดยทําการ ปลูกปาชายเลนกอนปาบก โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากการบุกรุกปาชายเลนเพื่อทํานากุงของนายทุน และนักการเมืองทองถิ่น จากการใหสัมปทานของภาครัฐ และจากการกัดเซาะชายฝงจากคลื่นลม ทะเล จนสงผลกระทบใหทรัพยากรชายฝงลดลง สําหรับพันธุไมที่ใชปลูกปาชายเลนนั้นในอดีต มีการปลูกไมหลายชนิดซึ่งชุมชนเก็บหามาจากพื้นที่ปานั้น ๆ ตอมาไดรับการสนับสนุนพันธุไม จากกรมปาไม ปจจุบันนิยมปลูกไมโกงกางเนื่องจากมีรากยึดแนนสามารถปองกันการกัดเซาะของ คลื่นลมทะเลไดดี สวนการปลูกปาบกในอดีตนั้นเปนการเขารวมโครงการพัฒนาปาชุมชนของ กรมปาไม แลวจึงพัฒนามาเปนการปลูกปาเพื่อปองกันการบุกรุกจากนายทุน ปจจุบันการปลูกปา บก มีวัตถุประสงคเพื่อนําไมไปขายหารายไดจัดเปนสวัสดิการใหแกผูสูงอายุ ผูที่เจ็บปวยหรือ ทุพพลภาพ นําไปพัฒนาชุมชนและตั้งเปนกองทุนในการจัดการปา พันธุไมที่ใชปลูกปาบกมักเปน ไมเศรษฐกิจ ในอดีตไดรับการสนับสนุนจากชุมชนและกรมปาไม การจัดการปาใชหลัก เศรษฐศาสตรเชิงพุทธเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ชุมชนตระหนักถึงผลประโยชนสวนรวม มีการ ตั้งกฎกติกาในการใชประโยชนจากปา อนุญาตใหนําไมไปสรางหรือซอมแซมบาน วัด โรงเรียน และสถานที่ราชการ โดยมีการปลูกปาทดแทน ใหชุมชนเก็บหาพืชผัก สมุนไพร สัตวน้ํา และให สมาชิกปลูกพืชแซม ในพื้นที่ปาบก สําหรับพื้นที่ปาชายเลนมีการฟนฟูและอนุรักษทรัพยากรชายฝง มีการ จัดการทองเที่ยวและการเรียนรูระบบนิเวศโดยสรางวิทยากรทองถิ่นและมัคคุเทศกนอย จัดที่พัก โฮมสเตย นํารายไดไปเปนกองทุนในการจัดการปาโดยมีภาคเอกชนรวมสมทบ สวนปาบกมีการ ตัดไมขายนํารายไดไปเปนทุนในการปลูกปาทดแทน และจัดสวัสดิการคารักษาพยาบาลใหแก สมาชิก สําหรับแนวทางการจั ด การป าวั ฒ นธรรมโดยใช หลั กเศรษฐศาสตร เชิ งพุ ทธเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจชุมชน จังหวัดตราดนั้น เปนการดําเนินงานโดยยึดหลักพุทธศาสนา 4 ประการ คือ 1) อุฏฐานสัมปทา คือ การหาเปน ชุมชนรวมมือรวมใจกันวางแผนการจัดการปา เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดแกคนในชุมชน 2) กัลยาณมิตตตา คือ การสรางคนเปน มีการแตงตั้งคณะกรรมการเพื่อรวมกันบริหาร จัดการปา www.kpi.ac.th

หนา 2


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 3) สมชีวิตา คือ การใชเปน ชุมชนใชประโยชนจากปาตามความจําเปนโดยคํานึงถึง ความยั่ง ยื น รายได นํ า ไปจั ด ตั้ง เปน กองทุ น ในการจั ด การปา และกองทุ น สวั ส ดิ ก ารชุ ม ชนเพื่ อ ชวยเหลือผูสูงอายุ ผูที่เจ็บปวยหรือทุพพลภาพ และจัดตั้งเปนกองทุนในการพัฒนาชุมชน 4) อารักขสัมปทา คือ การเก็บเปน ชุมชนรวมกันดูแลรักษาปาใหมีความอุดมสมบูรณ เพื่อใหชุมชนไดใชประโยชนอยางยั่งยืน สวนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยการจัดการปา วัฒนธรรมนั้นเปนการวางแผนการปรับปรุงเทคนิควิธีการผลิต การแปรรูปผลผลิตที่ไดจากปาและ การหาตลาดจําหนายผลผลิต เพื่อเพิ่มมูลคาของผลผลิตและทําใหประชาชนในชุมชนมีรายได สูงขึ้น โดยสรุป การใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธในการจัดการปาวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชน จังหวัดตราด เปนการดําเนินงานโดยใชพุทธศาสนาเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ชุมชน ตระหนักถึงคุณคาและความสําคัญของปาไม มีความรวมมือรวมใจในการจัดการปาวัฒนธรรม จนสงผลใหประชาชนในชุมชนมีรายไดสูงขึ้นและมีความอยูดีกินดีอยางถวนหนาเสมอภาคกัน

www.kpi.ac.th

หนา 3


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ABSTRACT Forests are substantially important to the existence of all living creatures. Humans and animals alike must rely on forests which are the sources of water and birth of biological diversity. Forests’ also bolster the development and advancement of the nation’s environment, economy and society. Currently Thailand and the entire world are facing problems of deforestation. In 2004 forest area in Trat Province in Thailand increased by 28.2 square Kilometers or about 1% more than in 2000. But the total forest area in 2004 was lower by 31.57% compared to 1964. The problems of deforestation in Trat province has led the researcher to study the origin, history and management of cultural forests and the study of utilizing Buddhist economic principles in the management of cultural forests to develop the local economy of communities in Trat province A qualitative research methodology was applied with purposive sample of 6 villages that applied cultural forest management in Trat province The villages studied were classified as 3 villages that managed mangrove forests, and 3 villages that managed terrestrial forests. The sampling group comprised of 204 individuals who were purposively chosen by selecting credible individuals with knowledge and practical experience from government, private sectors and the general public. Field data was collected from surveys, observations, workgroup sessions, evaluations and investigator triangulation to verify the data. The research found that cultural forests in Trat Province are located in areas of national forest and public benefit. The management of cultural forests is often done with cultivation and mangrove forests are planted before terrestrial forests. Encroachment is the main cause of deforestation which comes from shrimp farms of entrepreneurs, politicians and from wrong government concessions. Natural causes include sea breeze and waves affecting shorelines and decrease in coastal resources. In the past many species of trees planted to afforest mangrove forests were collected from availability within the local community, but now many diverse species of plants are supported by the Department of Forestry. Popular species include “mai gohng-gaang” or “rhizophorace trees” which have deep roots and are an effective deterrent against the scour of waves and sea breeze. Terrestrial afforestation in the past was developed as a joint project of the Department of Forestry and local communities. The project gradually developed to prevent the

www.kpi.ac.th

หนา 4


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา encroachment of capitalists. Currently terrestrial afforestation is intended to create funds from sales of timber and forest products. Proceeds from the funds would be used provide benefits to the elderly, the ill, the disabled, to community development and to provide the funds needed to manage cultural forests. The trees planted are mostly species that can be used as timber and can be transformed into economic value. In the past, afforestaton received support from the community and from the Department of Forestry. Afforestation of two cultural foreste used Buddhist economic principles and community rules were defined so that the public can benefit from forest use. Local citizens are allowed to use the wood to build or repair homes and maintain public places such as schools and government offices. Afforestation compensates the community in many ways. Community members can collect herbs, animals and aquatic animals for food and growing short cycled plants and vegetation between trees. Mangrove forest conservations increases natural resources, aquatic wildlife, promotes a health eco-system, create rest areas and home stay. Allocation of funds from cultural forest management with cooperation from private sectors can provide funds from sales of timber, forest by-products which are used to provide benefits to community members in the form of medical treatment. Guidelines for cultural forest management by use of Buddhist economicsprinciple for community economic development in Trat Province is undertaken by trust in Buddhism faith. Faith in Buddhism helps the community to recognize the value and importance of forestry and promotes cooperation in the management of cultural forests. By following 4 principles of Buddhism; 1) “ut-taan-sam-bpa-taa” or “the achievement of persistent effort” where the people in the community are diligent and hardworking. The people are united in collaboration to confederate plans to utilize the resources of the community to create the highest benefit. 2) “gan-la-yaa-na-mit-taa” or “to be in company of good friends” is to socialize and work together as a team to manage the forest. 3) “som-chee-wi-dtaa” or “balanced livelihood” is to have a contented life. Have sufficiency and appropriate to their position or needs. Utilize forests resources as necessary. Consider sustainability and equality. Create revenue to establish funds to manage community forests and welfare fund to help the elderly,

www.kpi.ac.th

หนา 5


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา the ill, and the disabled and establish a fund for community development. 4) “aa-rak-ka-sam-bpa-taa” or “the achievement and protection” is to recognize the importance of saving products or earnings. Uniting to maintain cultural forests to create an abundance of resources so that the community can use the sustainable benefits. The economic development of communities by the management of cultural forests is a process that requires planning techniques to improve the methods of production, processing and distribution of forest byproducts. Good planning and technique will increase the value of product output and increase the economic benefit for the community. In conclusion,

The utilization of Buddhist economic principle in cultural

forest management for community social and economic development in

Trat

province is a process that utilizes Buddhism as an instrument to repose the trust and faith of the people. When community members realize the value and importance of forest resources, unity and coordinated participation will be created which will eventually bring benefits to the community in the form of higher incomes, higher quality of life and equality.

www.kpi.ac.th

หนา 6


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา

บทสรุปผูบริหาร บทนํา ปาไมมีความสําคัญอยางยิ่งตอการดํารงชีพของสิ่งมีชีวิต ทั้งมนุษย พืชและสัตวตางพึ่งพา อาศัยปาซึ่งเปนแหลงกําเนิดตนน้ําลําธารและเปนแหลงกําเนิดของความหลากหลายทางชีวภาพ ชวยสรางความชุมชื้น ลดกาซคารบอนไดออกไซด รักษาความสมดุลของระบบนิเวศธรรมชาติ ให อุ ดมสมบู รณ ตลอดจนเป น สิ่ ง ช ว ยค้ํ า จุ น ความเจริ ญ ของประเทศ ทั้ ง ด า นสภาพแวดล อ ม เศรษฐกิจและสังคม ปจจุบันทั่วโลกประสบปญหาการลดลงของปาไม โดยพบวา ในป พ.ศ.2540 ทั่วโลกยังคง มีปาไมเหลืออยูเพียง 3,500 ลานเฮกเตอร ในจํานวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเปนปาเขตรอน ปาไมที่ ยั ง คงเหลื อ อยู ส ว นใหญ เ ป น ป า ธรรมชาติ แ ละกึ่ ง ธรรมชาติ จึ ง มี เ พี ย งร อ ยละ 5 เท า นั้ น ที่ เ ป น ปาเศรษฐกิจหรือปาปลูกและประมาณกวาครึ่งเล็กนอยของเนื้อที่ปาไมของโลกนั้นอยูในประเทศ ที่กําลังพัฒนาซึ่งมักมีอัตราการทําลายปาในอัตราสูง และนอกจากนั้นยังพบวา ในป พ.ศ.2544 ปาไมทั่วโลกถูกทําลายลงหรือมีสภาพเสื่อมโทรมลงเปนอยางมากถึงประมาณรอยละ 80 สวนที่ ยังคงเหลืออยูและที่มีความสมบูรณเพียงพอนั้นมีไมมากนัก โดยกระจายอยูในสวนตาง ๆ ของโลก เชน แถบลุมแมน้ําอะเมซอนในอเมริกาใต แคนาดา แอฟริกากลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต และ รุสเซีย เปนตน แตปาไมเหลานี้ก็ยังคงกําลังถูกคุกคามจากมนุษยโลกและกําลังถูกทําลายลงเรื่อย ๆ สาเหตุสําคัญที่ทําใหจํานวนพื้นที่ปาไมลดลงอยางรวดเร็วนั้นเกิดจากการตัดไมทําลายปา การทําเหมืองแร การสูญเสียพื้นที่ปาเนื่องจากโครงการขนาดใหญของรัฐบาล การทําลายปาเพื่อ การทําไร การเลี้ยงสัตวและการนําไมไปใชประโยชนอื่น ๆ โดยพบวา การตัดไมออกจากปาใน รูปทอนซุง แลวนําเขาสูโรงเลื่อยเพื่อแปรรูปตางๆ นั้น เปนวิธีการที่ทําลายปาไมอยางรวดเร็ว ในแตละปประมาณกันวามีการทําลายปาเพื่อนําทอนซุงออกมาใชประโยชนคิดเปนพื้นที่ไมต่ํากวา 50,000 ตารางกิโลเมตร ประเทศที่มีการทําลายปาในอัตราสูงมากที่สุด คือ ไนจีเรีย (ชัยวุฒิ ชัยพันธุ. 2544 : 281-282) อาจกลาวไดวา สาเหตุที่พื้นที่ปาไมลดนอยลงเนื่องจากความตองการใชไมเพิ่มมากขึ้น การตัดไมโดยไมมีการปลูกทดแทน ไมมีการกําหนดกฎ กติกา และการจํากัดปริมาณการตัดไม จึงทําใหประสบกับปญหาการขาดแคลนไมและตองมีการนําเขาจากตางประเทศ สําหรับประเทศ www.kpi.ac.th

หนา 7


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ไทยพบวา ในป พ.ศ.2545 ภาคอุตสาหกรรมมีการนําเขาไมจากตางประเทศ ประมาณรอยละ 98.66 แนวโนมในอนาคตการนําเขาไมจากตางประเทศจะประสบปญหาและมีเงื่อนไขมากยิ่งขึ้นเพราะ ประเทศผูสงออกเริ่มระงับการสงออกไม และประเทศนําเขามักถูกโจมตีจากนักอนุรักษวาระงับการ ทําไมของตนเองแตสงเสริมการตัดไมจากปาธรรมชาติของประเทศอื่น ซึ่งในขณะนี้ไดมีการนํา ประเด็นดังกลาว มาใชเปนเงื่อนไขทางการคาในเวทีโลก (ชาคริต โภชะเรือง. 2548 : เว็บไซต) การสูญเสียปาไมทําใหระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง สงผลกระทบตอที่อยูอาศัยของสิ่งมีชีวิต ทํ า ให ป ริ ม าณสั ต ว ป า และสั ต ว น้ํ า ลดลง ทํ า ให เ กิ ด ภั ย ธรรมชาติ ต า ง ๆ คื อ เกิ ด ความแห ง แล ง เนื่องจากฝนไมตก เกิดอุทกภัยเนื่องจากพื้นดินไมซับน้ํา พื้นที่ชายฝงทะเลพังทลายเนื่องจาก ขาดต น ไม กั น คลื่ น ลม จนทํ า ให เ กิ ด ความขั ด แย ง ในสั ง คมท อ งถิ่ น ต า ง ๆ ระหว า งนายทุ น กั บ ชาวบาน ปญหาดังกลาวไดทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สงผลกระทบเปนลูกโซตอสภาพแวดลอม เศรษฐกิจและสังคมชนบทอยางมาก ประเด็นสําคัญที่กําลังเปนปญหาของประเทศตาง ๆ ทั่วโลก อยูในขณะนี้ก็คือ ทําใหอากาศรอนขึ้น อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ซึ่งเรียกวา “ภาวะโลกรอน” (Global Warming) จนมีการคาดการณวาภาวะโลกรอนจะทําใหฤดูกาลตาง ๆ เปลี่ยนแปลง ธารน้ํ า แข็ ง ขั้ ว โลกละลายมากขึ้ น ส ง ผลให ร ะดั บ น้ํ า ทะเลสู ง ขึ้ น พื้ น ที่ ช ายฝ ง ทะเลจะได รั บ ผลกระทบ พื้นที่บางแหงอาจกลายเปนทะเลทราย พื้นที่บางแหงจะประสบปญหาน้ําทวมหนัก และอาจจมหายไปอยางถาวร ประชาชนจะขาดแคลนอาหารและน้ําดื่ม สิ่งมีชีวิตที่ไมสามารถ ปรับตัวเขากับสภาพแวดลอมไดก็จะคอยๆ ลมตายลง ปริมาณผลผลิตเพื่อการบริโภคโดยรวมจะ ลดลง และจะทําใหมีจํานวนผูอดอยากเพิ่มขึ้นถึง 60-350 ลานคน สําหรับสถานการณดานปาไมของประเทศไทยในชวง 40 กวาปที่ผานมานั้น มีการสูญเสีย พื้นที่ปาไมไปถึง 67 ลานไร หรือโดยเฉลี่ยปละประมาณ 1.6 ลานไร คิดเปนรอยละ 33.15 ของ พื้นที่ประเทศทั้งหมด (สถานการณปาไม. 2550 : เว็บไซต) โดยพบวา ในป พ.ศ.2504 ประเทศ ไทยมีพื้นที่ปาไมทั้งหมด 171 ลานไร หรือประมาณรอยละ 40 ของพื้นที่ทั้งประเทศ แตในป พ.ศ. 2547 พื้นที่ปาไมลดลงเหลือเพียงประมาณ 104.6 ลานไร คิดเปนรอยละ 32.69 ของพื้นที่ทั้ง ประเทศ (รายงานพิเศษวันตนไมประจําปของชาติ ป 2549. 2549 : เว็บไซต) สาเหตุการลดลงของพื้นที่ปาไมเกิดจากการบุกรุกตัดไมทําลายปา เพื่อสรางที่อยูอาศัยและ ใชทําการเกษตร โดยพบวา ในป พ.ศ.2540-2541 มีการตัดไมทําลายปามากที่สุดทางภาคเหนือ ในพื้นที่ปาสาละวิน ปาทุงแสลงหลวง และปาแมยม สวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบวา www.kpi.ac.th

หนา 8


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา มี ก ารลั ก ลอบตั ด ไม แ ละล า สั ต ว ใ นป า ทั บ ลานและป า ดงใหญ ใ นลั ก ษณะที่ เ ป น ขบวนการใหญ สวนทางภาคตะวันตก พบรองรอยของการลักลอบตัดไมและแปรรูปไมในพื้นที่ปาของจังหวัด กาญจนบุรี บริเวณหวยแมวงษ ในเขตอุทยานแหงชาติศ รีนครินทร ถึง 3 แหง และที่ จังหวัด อุ ทั ย ธานี ก็ เ ช น เดี ย วกั น นอกจากป ญ หาการบุ ก รุ ก ทํ า ลายป า แล ว ยั ง พบป ญ หาการเกิ ด ไฟป า การเผาปาลาสัตว เผาเพื่อทําไรเลื่อนลอย และเผากําจัดวัชพืช จนสงผลใหพื้นที่ปาไมลดลงจํานวน มาก จากสถิติการเกิดไฟปา ในป พ.ศ.2539-2549 พบวา ในป พ.ศ.2539 เกิดไฟปาเผาผลาญพื้นที่ ป า มากที่ สุ ด เป น จํา นวนถึ ง 12,130,450 ไร และเผาผลาญน อ ยที่ สุ ด จํ า นวน 53,884 ไร แตหลังจากนั้นกลับพบวา ระหวางเดือนตุลาคม 2549 – เมษายน 2550 เกิดไฟปาเผาผลาญพื้นที่ เปนจํานวนถึง 115,260.8 ไร ในจํานวนนี้เปนพื้นที่ปาในภาคเหนือ จํานวน 54,580.3 ไร (สถิติ การเกิดไฟปา. ม.ป.ป. : เว็บไซต) ปญหาการสูญเสียปาไมในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะทางภาคใตและ ภาคเหนือ ดังเชน กรณีเหตุการณอุทกภัยทางภาคใตเมื่อปลายป พ.ศ.2531 ทําใหเกิดกระแสการ ตอตานของมวลชนตาง ๆ รวมทั้งราษฎรที่อาศัยอยูในบริเวณพื้นที่ปา รัฐบาลจึงไดระงับการทําไม ในภาคใตตั้งแตจังหวัดชุมพรลงไปเปนการชั่วคราว มวลชนเกือบทุกแขนงตางเรงรัดใหรัฐบาล ยกเลิก สัม ปทานทํ าไม ทั้ ง หมด จนในที่สุ ด รั ฐ บาลไดอ อกพระราชกํ า หนดแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม พระราชบัญญัติพุทธศักราช 2498 เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2532 หลังจากนั้นไดมีคําสั่งกระทรวง เกษตรและสหกรณที่ 32/2532 เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2532 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติใหยกเลิก การใหสัมปทานปาไมทั่วประเทศ สวนพื้นที่ที่มีสภาพปาสมบูรณใหประกาศเปนอุทยานแหงชาติ และเขตรักษาพันธุสัตวปา แตถึงแมวารัฐบาลจะประกาศยกเลิกสัมปทานการทําไมแลวก็ตาม การลดลงของพื้ น ที่ ป า ไม ยั ง เกิ ด ขึ้ น อย า งต อ เนื่ อง โดยพบว า ช ว งก อ นยกเลิก สั ม ปทานป า ไม ในป พ.ศ.2525-2532) พื้นที่ปาไมถูกบุกรุกทําลาย โดยเฉลี่ยปละ 1.2 ลานไร แตภายหลังการ ยกเลิก สัมปทานปาไม ในป พ.ศ.2532-2538 ก็ยั งพบป ญหาการบุ กรุกทํ าลายป าโดยเฉลี่ย ปล ะ 1.2 ลานไรเชนเดิม สวนทางภาคเหนือนั้น พบวา เกิดอุทกภัยรายแรงในป พ.ศ.2544-2545 ที่บาน น้ํากอ อําเภอหลมสัก จังหวัดเพชรบูรณ และที่อําเภอวังชิ้นจังหวัดแพร และอีกหลายอําเภอ ในจั ง หวั ด สุ โ ขทั ย ทํ า ให พื้ น ที่ ทํ า การเกษตรเสี ย หายเป น อย า งมาก ส ว นพื้ น ที่ ป า ไม ใ น ภาคตะวันออกก็พบวามีการบุกรุกทําลายปาเชนเดียวกัน โดยพบวา ในป พ.ศ.2504 พื้นที่ปาไมใน ภาคตะวันออกมีอยูรอยละ 58.0 ของพื้นที่ทั้งหมดของภาค แตในป พ.ศ.2538 พื้นที่ปาไมกลับ www.kpi.ac.th

หนา 9


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ลดลงเหลือเพียงรอยละ 20.8 ของพื้นที่ทั้งหมดของภาคเทานั้น โดยมีอัตราการลดลงโดยเฉลี่ยรอย ละ 2.6 ตอป (การจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุมน้ํา. 2550 : เว็บไซต) สําหรับพื้นที่ปาไมของจังหวัดตราด พบวา ในป พ.ศ.2516 และป พ.ศ.2519 พื้นที่ปาไม ถูกทําลายเปนจํานวนมากเนื่องจากมีการขยายพื้นที่เพื่อทําการเกษตรและการขาดการบํารุงรักษา เนื้อที่ในปาสัมปทาน จากการเปรียบเทียบกับพื้นที่ปาไม พบวา ในป พ.ศ.2507 พื้นที่ปาไมมีอยู ร อ ยละ 65.8 ของพื้ น ที่ จั ง หวั ด แต ใ นป พ.ศ.2519 พื้ น ที่ ป า ไม เ หลื อ เพี ย งร อ ยละ 34 เท า นั้ น โดยถูกทําลายไปกวา 100,000 ไร สงผลใหตนน้ําลําธารเสียหาย ปริมาณน้ําในลําน้ําสายสําคัญของ จั ง หวั ด ลดน อ ยลง ฤดู ฝ นมั ก จะเกิ ด ป ญ หาน้ํ า หลากไหลพั ด พาไปตกตะกอนตามพื้ น ที่ ร าบจน กอใหเกิดผลเสียหายตอการทําเกษตรกรรมอยางมาก (มาริสา โกเศยะโยธิน. 2543 : 28) ในป พ.ศ. 2525-2536 มีการสํารวจพื้นที่ปาไม จากการวิเคราะหภาพถายดาวเทียม พบวา พื้นที่ปาไมใน จังหวัดตราดยังลดลงอยางตอเนื่อง กลาวคือ ในป พ.ศ.2525 พื้นที่ปาไมเหลือเพียงรอยละ 28.17 และในป พ.ศ.2536 พื้นที่ปาไมลดลงเหลือเพียงรอยละ 27.42 (เนื้อที่ปาไม. ม.ป.ป. : เว็บไซต) โดยพบวา สาเหตุการลดลงของพื้นที่ปาไมนั้น เกิดจากการบุกรุกพื้นที่ปาชายเลนเพื่อทํานากุงและ ถูกคลื่นพายุ ซัดฝง ตลอดจนการทําเหมืองพลอยในเขตอําเภอบอไร สงผลใหเกิดปญหาน้ําทวม อยูเสมอ ในป พ.ศ.2543 ไดมีการสํารวจพื้นที่ในจังหวัดตราด จากภาพถายดาวเทียม Landsat 5 TM (ขอมูลชวงเดือนมกราคม-เมษายน 2543) พบวา จังหวัดตราดมีพื้นที่ปาไม จํานวน 936.8 ตาราง กิโลเมตร แยกเปนพื้นที่ปาบก จํานวน 843.7 ตารางกิโลเมตร ปาชายเลน จํานวน 93.1 ตาราง กิโลเมตร คิดเปนรอยละ 33.23 ของพื้นที่ในจังหวัด ตอมาในป พ.ศ.2547 ไดทําการสํารวจพื้นที่ อีกครั้ง และเมื่อวิเคราะหจากภาพถายดาวเทียม Landsat-5 พบวา จังหวัดตราดมีพื้นที่ปาไม จํานวน 965 ตารางกิโลเมตร แยกเปนพื้นที่ปาบก จํานวน 861.3 ตารางกิโลเมตร ปาชายเลน จํานวน 103.7 ตารางกิโลเมตร คิดเปนรอยละ 34.23 ของพื้นที่ในจังหวัด (เนื้อที่ปาไม. ม.ป.ป. : เว็บไซต) และเมื่อทําการวิเคราะหขอมูลสามารถสรุปไดวา ในป พ.ศ.2547 พื้นที่ปาไมในจังหวัด ตราดมี จํ า นวนมากกว า ในป พ.ศ.2543 จํ า นวน 28.2 ตารางกิ โ ลเมตร หรื อ ร อ ยละ 1 แตเมื่อเปรียบเทียบกับป พ.ศ.2507 กลับพบวา พื้นที่ปาไมในป พ.ศ.2547 นั้นเหลือนอยกวาในป พ.ศ.2507 ถึงรอยละ 31.57 จากเดิมที่มีพื้นที่ปาไมรอยละ 65.8

www.kpi.ac.th

หนา 10


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ปญหาการบุกรุกพื้นที่ปาในจังหวัดตราดที่สงผลกระทบตอชาวบานในชุมชนอยางรุนแรง เกิดขึ้นในป พ.ศ.2524 ที่ชุมชนบานเปร็ดใน หมูที่ 2 ตําบลหวงน้ําขาว อําเภอเมืองตราด สาเหตุ เกิดจากการบุกรุกทําลายปาเพื่อทํานากุงของนายทุนจากจังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร ซึ่งไดรวมมือกับนักการเมืองทองถิ่นเขามาทํานากุงโดยการเชาที่นาของชาวบาน และใหขอเสนอ กับชาวบานวาจะสรางคันดินกั้นน้ําเค็มใหชาวบานหลงเชื่อจึงรวมลงชื่อยินยอม แตแลวนายทุน ก็ไมไดทําให เพียงแตขุดคลองขวางกั้นระหวางพื้นที่ปาของชาวบานกับปาสงวนแหงชาติออกจาก กันเทานั้น จึงทําใหเกิดปญหาน้ําเค็มไหลเขาสูนาขาว ชาวบานจึงไดรวมกันผลักดันนายทุนออก จากพื้นที่ และในที่สุดการขับไลประสบผลสําเร็จในป พ.ศ.2529 หลังจากนั้นชาวบานจึงรวมกัน ปลูกปาและทําการฟนฟูทรัพยากรสัตวน้ําควบคูไปดวย ความสําเร็จในการจัดการปาชายเลนของชุมชนบานเปร็ดใน เปนกรณีตัวอยางแกชุมชนอื่น ในจังหวัดตราด กอปรกับรัฐบาลไดสงเสริมใหมีการปลูกปาชุมชนทั่วประเทศตามโครงการพัฒนา ชุ ม ชนของกรมป า ไม ในป พ.ศ.2529 การปลู ก ป า จึ ง ได เ ริ่ ม ดํ า เนิ น การมาตั้ ง แต ป พ.ศ.2530 เป น ต น มา และในป พ.ศ.2537 หมู บ า นทางควาย หมู ที่ 4 ตํ า บลแสนตุ ง อํ า เภอเขาสมิ ง จังหวัดตราด ไดเขารวมโครงการดังกลาวดวย และในป พ.ศ.2545 ไดดําเนินการปลูกปาตาม โครงการพระราชเสาวนีย แตการปลูกปาดังกลาวไมไดรับการดูแลมากนัก ปลูกแลวก็ปลอยใหขึ้น เองตามธรรมชาติ บางสวนไดรับผลกระทบจากภาวะน้ําทวมก็ตายลง ดังนั้น ในป พ.ศ.2546 ผูนํา ของกลุมสัจจะสะสมทรัพยบานทางควายไดเล็งเห็นถึงความสําคัญของปาไม อีกทั้งมีการเลาลือวา จะมีนายทุนมาบุกรุกทํานากุง เกรงวาจะเกิดปญหาดังเชนกรณีชุมชนบานเปร็ดใน จึงไดไปปรึกษา กับพระสุบิน ปณีโต ประธานที่ปรึกษากลุมสัจจะสะสมทรัพยจังหวัดตราด ซึ่งไดใหคําแนะนําวา ควรดําเนินการปลูกปาเพิ่มขึ้นและใหชุมชนชวยกันดูแลรักษาเพื่อปองกันการบุกรุกจากนายทุน ชุมชนจึงไดรวมกันดําเนินการปลูกปาเพิ่มขึ้นและดําเนินการอยางตอเนื่องจนถึงปจจุบัน การจัดการปาของกลุมสัจจะสะสมทรัพยบานทางควายเปนกรณีตัวอยางแกกลุมสัจจะสะสม ทรัพยกลุมอื่น นอกจากนั้น พระสุบิน ปณีโต ยังไดใหคําแนะนําวา หมูบานที่มีพื้นที่สาธารณะ ประโยชนซึ่งวางเปลาไมไดใชใหเกิดประโยชนอื่นใดนั้น ชุมชนควรรวมกันดําเนินการปลูกปาแลว นํารายไดมาจัดสวัสดิการใหแกคนในชุมชนโดยเฉพาะผูสูงอายุและนําไปพัฒนาชุมชน อีกทั้ง ยังเปนการลดภาวะโลกรอนอีกดวย ในป พ.ศ.2548 กลุมสัจจะสะสมทรัพยบานคลองพีด หมูที่ 10 ตําบลหวยแรง อําเภอเมืองตราด จังหวัดตราด จึงไดรวมกันดําเนินการปลูกปาขึ้นอีกหนึ่งกลุม www.kpi.ac.th

หนา 11


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา และในป พ.ศ.2549 กลุมสัจจะสะสมทรัพยอีกหลายกลุมไดมีการปลูกปาอยางตอเนื่อง โดยไดรับ การสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดตราด การจัดการปาวัฒนธรรมของหมูบานบานเปร็ดใน หมูบานทางควาย และหมูบานคลองพีด ลวนเกิดจากผูนําของกลุมสัจจะสะสมทรัพยและสมาชิก ซึ่งเปนผูมีคุณธรรมและมีความเสียสละ เพื่อประโยชนสวนรวม สําหรับกลุมสัจจะสะสมทรัพยนั้นเกิดขึ้นจากการจัดตั้งโดยพระสุบิน ปณีโต ปจจุบันดํารงตําแหนงรองเจาอาวาสวัดไผลอม อําเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ในการ จัดตั้งกลุมสัจจะสะสมทรัพยนั้น พระสุบิน ปณีโต ไดใชหลัก “เศรษฐศาสตรเชิงพุทธ” ซึ่งเปน หลักธรรมทางพุทธศาสนามาเปนแนวทางในการดําเนินงาน ดวยการแปรคําสอนที่เปนนามธรรม ใหเปนรูปธรรม สอนใหชาวบานรูจักขยันหมั่นเพียรบากบั่นในการหาทรัพย วางแผนรวมมือกัน แก ป ญ หาอย า งเหนี ย วแนน จริ งจั ง ไม ท อ ถอย รู จั ก ประหยั ด เก็ บ ออม มี ก ารช ว ยเหลื อ เกื้ อ กู ล เอื้อเฟอเผื่อแผเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และเสียสละเพื่อสวนรวมเปนการสรางมิตรเพื่อการ ทํางานเปนทีม มีการดํารงชีวิตอยางสมถะ รูจักประมาณตนใหเปนไปอยางพอเพียง และมีการใช จายอยางเหมาะสมแกฐานะ ใหชาวบานมีความชวยเหลือเอื้ออาทรกันโดยการนําเงินมารวมกัน ในลักษณะการออม และใหสมาชิกที่ประสบปญหาทางเศรษฐกิจไดกูเงินเพื่อนําไปลงทุนประกอบ อาชีพ การบริ หารงานให สมาชิ ก มีสวนร วมในกิจกรรมของกลุม ทุ กขั้นตอน และทุ กขั้ นตอน กิจกรรมสอดแทรกหลักธรรมไวในกิจกรรมเพื่อตัดความเห็นแกตัว ใหมีคุณธรรมและเสียสละเพื่อ ประโยชนสวนรวม มีการตั้งกฎเกณฑในเรื่องการแบงปนผลกําไร เมื่อกลุมเติบโตขึ้นไดนําดอกผล มาจัดสวัสดิการใหแกสมาชิก เชน คารักษาพยาบาล คาฌาปนกิจศพ ทุนการศึกษาและนําไป พัฒนาชุมชน การทํางานของกลุมสัจจะสะสมทรัพยเปนไปในลั กษณะเรี ยนรู คูกับการทํางาน ทําใหสมาชิกคิดเปน ทําเปน และแกไขปญหาเปน สงผลใหการดําเนินงานประสบผลสําเร็จ และมีการเชื่อมโยงกิจกรรมไปสูการจัดการปาวัฒนธรรม การวิจัยเรื่อง “การใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธในการจัดการปาวัฒนธรรมเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจชุมชน จังหวัดตราด” เพื่อหาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนโดยการจัดการปา วัฒนธรรม โดยใชหลักธรรมทางพุทธศาสนาเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพื่อใหชุมชนตระหนักถึง คุณคาความสําคัญของปาไม และใหความรวมมือรวมใจในการจัดการปาวัฒนธรรม เพื่อรักษาปา ใหเปนแหลงไมใชสอย แหลงอาหาร และแหลงอาชีพของชุมชน ซึ่งจะสงผลใหระบบเศรษฐกิจ ของชุมชนดีขึ้น และเปนฐานรากของการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศตอไป www.kpi.ac.th

หนา 12


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา วัตถุประสงค 1. เพื่อศึกษาประวัติความเปนมาและองคความรูของการจัดการปาวัฒนธรรม จังหวัดตราด 2. เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการปาวัฒนธรรมโดยใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจชุมชน จังหวัดตราด วิธีดําเนินการวิจัย วิธีวิจัย ใชระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพทางวัฒนธรรม (Cultural Qualitative Research) โดยการเก็บรวบรวมขอมูลเอกสาร (Document) และเก็บขอมูลภาคสนาม (Field Study) โดยการ สํารวจ (Basic Survey) การสังเกต (Observation) การสัมภาษณ (Interview Guide) การสนทนา กลุม (Focus Group Discussion) การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การประเมินผลการจัด กิจกรรม ทําการตรวจสอบขอมูลแบบสามเสา และตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูลโดยใช วิธี Investigator Triangulation และนําขอมูลมาทําการวิเคราะห การนําเสนอขอมูลโดยสรุปให ตรงตามประเด็นความมุงหมายของการวิ จัยและนํ าเสนอผลการวิ จัยโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห (Descriptive Analysis) พื้นที่ในการวิจัย ผูวิจัยใชวิธีเลือกพื้นที่ในการวิจัยแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเลือกพื้นที่ที่มีการจัดการปาวัฒนธรรมในจังหวัดตราด จํานวน 6 หมูบาน จําแนกเปนหมูบาน ที่มีปาชายเลน 3 หมูบาน และเปนหมูบานที่มีปาบก 3 หมูบาน ซึ่งผูวิจัยทําการเลือกพื้นที่โดยการ มองภาพรวมของการจัดการปา และทําการเลือกหมูบานที่มีชื่อเสียงดานการจัดการปา เปนหมูบาน ที่มีจัดการจัดการปาตั้งแต 10 ปขึ้นไป และเปนหมูบานที่มีการจัดการปาระหวาง 1-5 ป ทําใหได พื้นที่ในการวิจัย ดังนี้ 1) หมูบานที่มีปาชายเลน จํานวน 3 หมูบาน เปนหมูบานที่มีการจัดการปาวัฒนธรรม รูปแบบของกลุมสัจจะสะสมทรัพย 1 หมูบาน รูปแบบของภาครัฐ 1 หมูบาน และรูปแบบของ คณะกรรมการหมูบาน 1 หมูบาน ไดแก 1.1) บานเปร็ดใน หมูที่ 2 ตําบลหวงน้ําขาว อําเภอเมืองตราด จังหวัดตราด 1.2) บานกลาง หมูที่ 6 ตําบลแหลมงอบ อําเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด 1.3) บานสวนมะพราว หมูที่ 7 ตําบลคลองใหญ อําเภอคลองใหญ www.kpi.ac.th

หนา 13


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 2) หมูบานที่มีปาบก จํานวน 3 หมูบาน เปนหมูบานที่มีการจัดการปาวัฒนธรรม รูปแบบของกลุมสัจจะสะสมทรัพยทั้ง 3 หมูบาน ไดแก 2.1) บานทางควาย หมูที่ 4 ตําบลแสนตุง อําเภอเขาสมิง จังหวัดตราด 2.2) บานคลองพีด หมูที่ 10 ตําบลหวยแรง อําเภอเมืองตราด จังหวัดตราด 2.3) บานรื่นรมยสามัคคี หมูที่ 9 ตําบลสะตอ อําเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ประชากรและกลุมตัวอยาง 1) ประชากร ไดแก ประชาชนที่อยูในชุมชนที่มีการจัดการปาวัฒนธรรม หัวหนา หนวยงาน เจาหนาที่หนวยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวของกับการจัดการปาไมและที่ดินใน จังหวัดตราด ไดแก สํานักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม สถานีพัฒนาปาชายเลนที่ 4 (น้ํ า เชี่ ย ว) จั ง หวั ด ตราด สํ า นั ก งานที่ ดิ น จั ง หวั ด ตราด สํ า นั ก งานปฏิ รู ป ที่ ดิ น จั ง หวั ด ตราด สํานักงานจังหวัดตราด สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด ที่วาการอําเภอเมืองตราด ที่วาการ อําเภอคลองใหญ สํานักงานกองทุนสงเคราะหการทําสวนยางจังหวัดตราด ที่ทําการองคการ บริหารสวนตําบล คณะกรรมการบริหารจัดการปาบกและปาชายเลน ประธานที่ปรึกษากลุมสัจจะ สะสมทรัพย จังหวัดตราด (พระสุบิน ปณีโต) ผูประสานงานโครงการปลูกปา คณะกรรมการ สมาคมสัจจะพัฒนาคุณธรรมตราด/คณะกรรมการอุดมการณ ผูนําชุมชน ประธานกลุมสัจจะ สะสมทรัพย ประธานกลุมสตรีอาสาพัฒนา สมาชิกองคการบริหารสวนตําบล ชาวบานที่มีความรู ในการจัดการปา หมอดินอาสา และเจาอาวาส 2) กลุ ม ตั ว อย า ง ทํ า การเลื อ กกลุ ม ตั ว อย า งแบบเจาะจง ได แ ก กลุ ม ผู รู (Key Informants) กลุมผูปฏิบัติ (Casual) และกลุมผูใหขอมูลทั่วไป (General) จํานวน 204 คน ไดแก 2.1) กลุมผูรู (Key Informants) เปนกลุมบุคคลที่เปนผูใหขอมูลในแนวลึก จํานวน 34 คน ทําการเลือกโดยใชวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบดวย 2.1.1) ภาครัฐ จํานวน 15 คน ไดแก หั วหนาหนวยงานที่ เกี่ยวของกั บการ จัดการปาไมและที่ดิน 15 หนวยงาน หนวยงานละ 1 คน รวม 15 คน ประกอบดวย หัวหนา สํานักงานทรั พยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม หัวหน าสถานี พัฒนาปาชายเลนที่ 4 (น้ําเชี่ย ว ตราด) เจาพนักงานที่ดินจังหวัดตราด ปฏิรูปที่ดินจังหวัดตราด หัวหนาสํานักงานจังหวัดตราด พั ฒ นาการจั ง หวั ด ตราด หั ว หน า สํ า นั ก งานกองทุ น สงเคราะห ก ารทํ า สวนยางจั ง หวั ด ตราด www.kpi.ac.th

หนา 14


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา นายอําเภอเมืองตราด นายอําเภอคลองใหญ นายกองคการบริหารสวนตําบล จํานวน 6 ตําบลๆ ละ 1 คน รวม 6 คน 2.1.2) ภาคเอกชน/ชุมชน จํานวน 13 รูป/คน ไดแก ประธานที่ปรึกษากลุม สัจจะสะสมทรัพย จังหวัดตราด (พระสุบิน ปณีโต) ประธานกลุมสัจจะสะสมทรัพย/ประธานกลุม สตรีอาสาพัฒนา/คณะกรรมการหมูบาน จํานวน 6 หมูบาน ๆ ละ 1 คน รวม 6 คน ชาวบานที่มี ความรูใ นการจัด การป าไม หมอดิน อาสา เจ าอาวาสและสมาชิ กองค ก ารบริห ารสวนตํา บล ในหมูบาน จํานวน 6 หมูบานๆ ละ 1 คน รวม 6 คน/รูป และผูนําชุมชน 6 คน ประกอบดวย ผูใหญบาน 6 หมูบาน ๆ ละ 1 คน รวม 6 คน 2.2) กลุมผูปฏิบัติ (Casual Informants) ผูปฏิบัติโดยตรง จํานวน 80 คน ทําการ เลือกโดยใชวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบดวย เจาหนาที่ภาครัฐจาก 15 หนวยงาน ๆ ละ 3 คน รวม 45 คน คณะกรรมการบริหารจัดการปาชายเลน จํานวน 3 หมูบานๆ ละ 5 คน รวม 15 คน คณะกรรมการบริหารจัดการปาบก จํานวน 3 หมูบานๆ ละ 5 คน รวม 15 คน ผู ป ระสานงานโครงการปลู ก ป า และคณะกรรมการสมาคมสั จจะพั ฒนาคุ ณธรรมตราด/ คณะกรรมการอุดมการณ จํานวน 5 คน 2.3) กลุมผูใหขอมูลทั่วไป (General Informants) จํานวน 90 คน ใชวิธีสุมแบบกอน หิมะ (Snowball Sampling) ประกอบดวย ชาวบานที่มีสวนรวมและไดรับประโยชนในจัดการปา วัฒนธรรม จํานวน 6 หมูบานๆ ละ 5 คน รวม 30 คน ชาวบานที่ไมมีสวนรวมแตไดรับประโยชน ในจัดการปาวัฒนธรรม จํานวน 6 หมูบานๆ ละ 5 คน รวม 30 คน และชาวบานที่มีสวนรวม แตไมไดรับประโยชนจากในจัดการปาวัฒนธรรม จํานวน 6 หมูบาน ๆ ละ 5 คน รวม 30 คน ผลการวิจัย ผลการวิจัยเรื่อง “การใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธในการจัดการปาวัฒนธรรมเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจชุมชน จังหวัดตราด” ไดขอสรุปดังนี้ 1. ประวัติความเปนมาและองคความรูของการจัดการปาวัฒนธรรม จังหวัดตราด พบวา ปาวัฒนธรรมในจังหวัดตราดตั้งอยูในเขตพื้นที่ปาสงวนแหงชาติและในที่สาธารณะประโยชน การจัดการปาวัฒนธรรมมักกระทําดวยการปลูกปาเปนสําคัญ โดยทําการปลูกปาชายเลนกอนปาบก สาเหตุเนื่องมาจากการบุกรุกปาชายเลนเพื่อทํานากุงของนายทุนและนักการเมืองทองถิ่น จากการ www.kpi.ac.th

หนา 15


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ให สั ม ปทานของภาครั ฐ และจากการกั ด เซาะชายฝ ง จากคลื่ น ลมทะเล จนส ง ผลกระทบให ทรัพยากรชายฝงลดลง สําหรับพันธุไมที่ใชปลูกปาชายเลนนั้นในอดีตมีการปลูกไมหลายชนิดซึ่ง ชุมชนเก็บหามาจากพื้นที่ปานั้น ๆ ตอมาไดรับการสนับสนุนพันธุไมจากกรมปาไม ปจจุบันนิยม ปลูกไมโกงกางเนื่องจากมีรากยึดแนนสามารถปองกันการกัดเซาะของคลื่นลมทะเลไดดี สวนการ ปลูกปาบกในอดีตนั้นเปนการเขารวมโครงการพัฒนาปาชุมชนของกรมปาไม แลวจึงพัฒนามาเปน การปลูกปาเพื่อปองกันการบุกรุกจากนายทุน ปจจุบันการปลูกปาบกมีวัตถุประสงคเพื่อนําไมไป ขายหารายไดจัดเปนสวัสดิการใหแกผูสูงอายุ ผูที่เจ็บปวยหรือทุพพลภาพ รวมทั้งนําไปพัฒนา ชุมชนและตั้งเปนกองทุนในการจัดการปา พันธุไมที่ใชปลูกปาบกมักเปนไมเศรษฐกิจในอดีต ไดรับการสนับสนุนจากชุมชนและกรมปาไม การจัดการปาใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธเปน เครื่อ งยึด เหนี่ย วจิต ใจ ชุม ชนตระหนั ก ถึ ง ผลประโยชน ส วนรวม มี ก ารตั้ งกฎกติ ก าในการใช ประโยชนจากปา สําหรับไมใชสอยนั้นอนุญาตใหนําไมไปสรางหรือซอมแซมบาน วัด โรงเรียน และสถานที่ราชการ โดยมีการปลูกปาทดแทน แตปาชายเลนบางแหงไมอนุญาตใหตัดไม และให ชุมชนเก็บหาพืชผัก สมุนไพร สัตวน้ํา รวมทั้งใหสมาชิกปลูกพืชแซมในพื้นที่ปาบก สําหรับพื้นที่ ปาชายเลนมีการฟนฟูและอนุรักษทรัพยากรชายฝง มีการจัดการทองเที่ยวและการเรียนรูระบบ นิเวศโดยสรางวิทยากรทองถิ่นและมัคคุเทศกนอย จัดที่พักโฮมสเตย นํารายไดไปเปนกองทุนใน การจัดการปาโดยมีภาคเอกชนรวมสมทบ สวนปาบกมีการตัดไมขายนํารายไดไปเปนทุนในการ ปลูกปาทดแทน และจัดสวัสดิการคารักษาพยาบาลใหแกสมาชิก 2. แนวทางการจัดการปาวัฒนธรรมโดยใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชน จังหวัดตราด 2.1 การมีสวนรวมของชุมชนในการจัดการปาวัฒนธรรม 2.1.1 การมีสวนรวมในการตัดสินใจ ยึดหลักธรรม “อุฏฐานสัมปทา” คือ ความ ถึงพรอมดวยความหมั่นเพียรหรือการ “หาเปน” หมายถึง เปนผูขยันในการหาทรัพย เนื่องจากปา ไมใหประโยชนทั้งทางตรงและทางออม ชุมชนควรรวมมือรวมใจอยางเหนียวแนนในการแกไข ปญหา และรวมมือกันดําเนินการปลูกปาทั้งปาชายเลนและปาบก ใหชุมชนไดใชประโยชนจากไม ใชสอย พืชผัก สมุนไพรและสัตวน้ํา จัดการเรียนรูและการทองเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งจะสงผลให ระบบเศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น การจัดการปาวัฒนธรรมควรใหทุกคนในชุมชนมีสวนรวมคิด โดยการจัดทําประชาคมหมูบาน เปดโอกาสใหทุกคนแสดงความคิดเห็นและออกเสียงตัดสินใจเพื่อ รวมกันวางแผนการจัดการปา หนวยงานภาครัฐ องคกรทองถิ่น องคกรชุมชน ผูนําชุมชนและ www.kpi.ac.th

หนา 16


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ปราชญชาวบานควรใหขอมูล แนวคิด หลักการ กฎหมาย กระบวนการจัดการปาและความรูทาง วิชาการในการจัดการปาวัฒนธรรม เพื่อสรางความเขาใจแกผูเขารวมเขารวมประชุมกอนที่จะให ชุมชนไดตัดสินใจในการวางแผนการจัดการปา 2.1.2 การมีสวนรวมปฏิบัติการ ยึดหลักธรรม “กัลยาณมิตตตา” คือ การ “สราง คนเปน” หมายถึง การทํางานเปนทีม เปนผูที่มีศีล มีธรรม เปนผูเสียสละ เห็นแกสวนรวม ชุมชนควรใหความรวมมือรวมใจในการวางแผนการจัดการปา คัดเลือกคณะกรรมการดําเนินงาน เพื่อรวมกันทํางานเปนทีม ผูรวมงานตองเปนผูที่มีความซื่อสัตย มีคุณธรรม มีความเสียสละ และ เห็นแกประโยชนสวนรวม หนวยงานภาครัฐควรใหการสนับสนุนความรูทางวิชาการและ กระบวนการจัดการปา ชุมชนควรใหความรวมมือในการจัดกิจกรรมทุกครัวเรือน เชน การปลูก การตัดสาง การตัดหญา ใสปุย ทําแนวกันไฟ เก็บขยะ การมีสวนรวมในการดําเนินงานจะทําให ทุกคนรูสึกเปนเจาของในผืนปา เกิดความหวงแหน และชวยกันดูแลรักษาปาไวใหยั่งยืนตอไป 2.1.3 การมีสวนรวมในผลประโยชน ยึดหลักธรรม “สมชีวิตา” คือ ความเปนอยู อย า งเหมาะสม หรื อ การ “ใช เ ป น ” คื อ ควรให ชุ ม ชนใช ป ระโยชน จ ากป า ตามความจํ า เป น เหมาะสม โดยคํานึงถึงความยั่งยืนและมีความเสมอภาค กําหนดกฎ กติกา ระเบียบ ขอบังคับ หรือขอตกลงในการใชประโยชนจากปา เพื่อรักษาปาไวใหเปนแหลงไมใชสอย แหลงอาหารและ แหลงอาชีพของชุมชน การใชประโยชนจากปาจะตองคํานึงถึงความยั่งยื น การตัดไม จะตอง กําหนดหลักเกณฑในการตัดไม วิธีการตัดไม อายุของไมที่จะตัด และปริมาตรของไม โดยการ จํากัดปริมาณการตัดฟนหรือการตัดไมออกจากปา การตัดฟนตองไมเกินกําลังผลิตของปาไม ปาชายเลนควรตัดแบบเลือกตัด เพราะถาตัดหมดจะทําใหเกิดผลกระทบตอชายฝงและระบบนิเวศ เนื่ อ งจากป า ชายเลนสามารถป อ งกั น การพั ง ทลายของดิ น ชายฝ ง ลดความรุ น แรงของลมพายุ เปนแหลงรวมความหลากหลายทางชีวภาพ สวนปาบกสามารถตัดไดสองวิธี คือ การตัดแบบ เลือกตัดและแบบตัดหมด และเมื่อตัดแลวใหทําการปลูกทดแทน รายไดจากการจัดกิจกรรมควร นําไปจัดตั้งเปนกองทุนในการจัดการปา กองทุนเพื่อชวยเหลือผูสูงอายุ เจ็บปวยหรือทุพพลภาพ และกองทุนในการพัฒนาชุมชน โดยจัดตั้งเปนกองทุน 5 กองทุน คือ (1) กองทุนบํานาญผูสูงอายุ ผูที่เจ็บปวย หรือทุพพลภาพ รอยละ 50 (2) กองทุนพัฒนาหมูบาน รอยละ 20 (3) กองทุนใน การจัดการปา กองทุนการศึกษา และกองทุนเพื่อชวยเหลือบรรเทาดานสาธารณภัย เชน น้ําทวม ไฟไหม วาตภัย จัดสรรใหแตละกองทุน ๆ ละ รอยละ 10 www.kpi.ac.th

หนา 17


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 2.1.4 การมีสวนรวมในการประเมินผล ยึดหลักธรรม “อารักขสัมปทา” คือ “เก็บเปน” หมายถึง การสรางนิสัยรักการเก็บออม มัธยัสถ เก็บรักษาทรัพยที่รวบรวมมาจาก น้ําพักน้ําแรง ชุมชนควรมีสวนรวมในการควบคุมและติดตามประเมินผลการดําเนินงาน เพื่อ รวมกันดูแลรักษาปาไวใหเปนแหลงไมใชสอย แหลงอาหารและแหลงอาชีพของชุมชนอยางยั่งยืน โดยสังเกตการเจริญเติบโตของตนไม พืชผัก สมุนไพร สัตวน้ํา สัตวปา และแมลงตาง ๆ รวมทั้ง ป ญ หาอุ ป สรรคในการดํ า เนิ น งานเพื่ อ หาแนวทางแก ไ ขป ญ หาหรื อ พั ฒ นาให ดี ยิ่ ง ขึ้ น ควรมี บทลงโทษในการฝาฝนการกระทําที่เปนการบุกรุกทําลายปาและสิ่งแวดลอม 2.2 การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนโดยการจัดการปา วัฒนธรรม ยึดหลักธรรม “อุฏฐานสัมปทา” หมายถึง ความถึงพรอมดวยความหมั่นเพียร คือ “หา เปน” ขยันขันแข็งในการทํางาน รูจักใชปญญาคิดหาวิธีการที่เหมาะแกกาลเทศะ มีความคิดริเริ่ม สรางสรรคผลงาน รูวิธีการจัดการ วิธีการทํา และวิธีการดําเนินการทางเศรษฐกิจ อันจะทําใหงาน อาชีพของตนสําเร็จไดผลดี ดังนั้น ชุมชนควรรวมกันวางแผนปรับปรุงเทคนิควิธีการผลิต การ แปรรูปผลผลิตที่ไดจากปาและการหาตลาดจําหนายผลผลิต เพื่อเพิ่มมูลคาของผลผลิต ซึ่งจะสงผล ใหประชาชนในชุมชนมีรายไดสูงขึ้น ดังนี้ 2.2.1 การผลิต ปาเปนแหลงไมใชสอย แหลงอาหารและแหลงอาชีพของชุมชน ชุมชนใดมีปาที่อุดมสมบูรณชาวบานก็จะไดรับประโยชนมาก สงผลใหระบบเศรษฐกิจของชุมชน ดีขึ้น ดังนั้น หนวยงานภาครัฐ องคกรทองถิ่น องคกรชุมชน เอกชน และชาวบานในชุมชนควร ใหสนับสนุนเงินทุนและวัตถุดิบเพื่อใชในการจัดการปาวัฒนธรรม ดังนี้ 2.2.1.1 เงินทุน หนวยงานภาครัฐ องคกรทองถิ่น องคกรชุมชน เอกชน และ ชาวบานในชุมชนควรใหการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเปนคาใชจายในการดําเนินงาน กิจกรรม ที่ชุมชนสามารถดําเนินการเองไดก็ไมตองขอรับการสนับสนุนงบประมาณ เชน การเพาะพันธุ กลาไม การกอสรางที่ชาวบานสามารถชวยกันลงแรงได เมื่อชุมชนมีรายไดจากผลผลิตก็จะมีทุน ในการจัดการปาโดยไมตองขอรับการสนับสนุนงบประมาณอีกตอไป และเนื่องจากจังหวัดตราด มีลักษณะพื้นที่ติดตอกับทะเล ชุมชนจึงควรดําเนินการปลูกปาทั้งปาชายเลนและปาบก ในพื้นที่ สาธารณะประโยชน ที่ ป า สงวนแห ง ชาติ ที่ ริ ม ทะเล ริ ม ถนน ริ ม ตลิ่ ง ริ ม สระน้ํ า ริ ม ห ว ย หนอง คลอง บึง ที่หัวไรปลายนา เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดแกชุมชน โดยทําการขออนุญาต จากองคการบริหารทองถิ่น เทศบาล และอําเภอ หากชุมชนใดไมมีที่สาธารณะประโยชนอาจ www.kpi.ac.th

หนา 18


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา รวมกลุมทําการซื้อที่ดินในหมูบานหรือหมูบานใกลเคียงเพื่อทําการปลูกปาได เมื่อชุมชนมีรายได จากผลผลิตก็จะมีทุนในการจัดการปาโดยไมตองขอรับการสนับสนุนงบประมาณอีกตอไป 2.2.1.2 วัตถุดิบ ชุมชน หนวยงานภาครัฐ องคกรทองถิ่นและองคกรชุมชน ควรใหการสนับสนุนวัตถุดิบในการจัดการปา ไดแก พันธุไม ปุย ปายประชาสัมพันธโครงการ ป า ยติ ด แสดงพั น ธุ ไ ม และพั น ธุ สั ต ว น้ํ า สํ า หรั บ การจั ด หาพั น ธุ ไ ม นั้ น สามารถดํ า เนิ น การได 4 ลักษณะ คือ (1) การรับบริจาค (2) การจัดซื้อ (3) การเพาะพันธุกลาไม และ (4) การเก็บหา พันธุไมที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ และควรเลือกพันธุไมใหเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และวัตถุประสงค ของการใชงาน ดังนี้ 1) ปาชายเลน ควรเลือกพันธุไมใหเหมาะสมกับสภาพพื้นที่โดยสังเกตดูวา บริเวณนั้นมีพันธุไมอะไรขึ้นอยูหรือเคยมีพันธุไมอะไรขึ้นอยู แลวจึงตัดสินใจเลือกพันธุไมชนิด นั้นมาปลูก และตองพิจารณาถึงสภาพแวดลอมที่พันธุไมแตละชนิดขึ้นอยูและเจริญเติบโตไดดี โดยพิจารณาจากสภาพพื้นที่ที่น้ําทวม บริเวณที่อยูติดริมฝงทะเลหรือแมน้ําจะมีนํ้าทวมถึงอยูเสมอ ควรปลูกโกงกาง แสม ลําพู ลําแพน บริเวณที่อยูดานในมีน้ําทวมเปนครั้งคราวควรปลูกถั่ว พังกา หัวสุม โปรง ตะบูน ตาตุม และควรมีการสงเสริมการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา การวางปะการังเทียม การจัดการเรียนรูและการทองเที่ยว โดยจัดที่พักโฮมสเตย และจําหนายสินคาหรือของที่ระลึก ซึ่งจะสงผลใหชาวบานในชุมชนมีรายไดเสริมอีกทางหนึ่ง 2) ปาบก ควรปลูกไมหลาย ๆ ชนิด เชน ไมเศรษฐกิจ ไมปา ไมมงคล ไมในพุทธประวัติ ไมที่หายาก ไมพื้นบาน สมุนไพร และปลูกพืชแซมหรือพืชรวมขณะที่ตนไม ยังเล็กอยู ในชวง 1-3 ปแรก เชน มันสําปะหลัง สับปะรด เปนการใชพื้นที่ใหเกิดประโยชน สูงสุด และทําใหชาวบานมีรายไดเสริมอีกทางหนึ่งดวย 2.2.2 การแปรรูปผลผลิตที่ไดจากปา ชุม ชนควรรวมกั น คิ ด ค นหาวิ ธี ก ารแปรรู ป ผลผลิตจากปาเพื่อเพิ่มมูลคาใหแกผลผลิต การใชประโยชนจากไมควรใชอยางคุมคาที่สุด ตั้งแตลํา ตน กิ่ง ใบ ดอก ผล ราก ไมใชสอยสามารถนําไปแปรรูปเปนเครื่องเรือน เฟอรนิเจอร เครื่องมือ เครื่องใช เครื่องประดับ เครื่องดนตรี ใชเปนพลังงาน เชน ทําฟน ถาน พืชผักสามารถนําไปแปร รูปไดโดยการตากแหง ดอง หรือทําเปนอาหารสําเร็จรูป สมุนไพรสามารถนําไปทํายารักษาโรค ประกอบอาหาร ทําเครื่องสําอาง สัตวน้ําสามารถนําไปแปรรูปโดยการตากแหงหรือทําเปนอาหาร สําเร็จรูป และสามารถสงเสริมการจัดการทองเที่ยวและเรียนรูระบบนิเวศ โดยจัดที่พักโฮมสเตย www.kpi.ac.th

หนา 19


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา จัดทําอาหารพื้นบานโดยนําผลผลิตจากปามาประกอบอาหารตอนรับแขก จําหนายสินคาอุปโภค บริโภคและของ ที่ ระลึกใหแกนักทองเที่ยว จัดงานเทศกาลตาง ๆ เพื่อส งเสริ มการทองเที่ย ว โดยดําเนินการในลักษณะกลุม เชน กลุมแมบาน กลุมชางซึ่งเปนภูมิปญญาทองถิ่น กลุมสตรี อาสาพัฒนาชุมชน กลุมผูสูงอายุ กลุมนักเรียน และกลุมเยาวชน 2.2.3 การหาตลาดจําหนายผลผลิต การจําหนายผลผลิตจากปาที่ไมไดเกิดจากการ จัดกิจกรรมในลักษณะการรวมกลุม เชน การเก็บหาพืชผัก สมุนไพรและสัตวน้ํา สามารถนํา ผลผลิตไปจําหนายไดดวยตนเอง สวนการจําหนายผลผลิตจากปาที่เกิดจากการจัดกิจกรรมใน ลักษณะการรวมกลุม เชน เครื่องเรือน เฟอรนิเจอร เครื่องมือเครื่องใช เครื่องประดับ ของที่ระลึก ควรจําหนายโดยการจัดลานคาชุมชน และนําไปจําหนายในงานประจําปของจังหวัดตราด หรือ นําไปจําหนายใหแกผูที่มาศึกษาดูงาน ซึ่งจะทําใหผูผลิตมีอํานาจตอรองในระบบตลาดไดโดยไม ถูกกดราคา เพื่อใหผูบริโภคไดซื้อสินคาในราคาที่ถูกกวาทองตลาด ควรมีการประสานงานกับ หนวยงานที่เกี่ยวของเพื่อเปนการขยายตลาดและสรางเครือขายระหวางผูผลิตกับผูบริโภค องคความรูใหมที่ไดจากการวิจัย ผลการวิ จั ย ได แ นวทางการจั ด การป า วั ฒ นธรรมโดยใช ห ลั ก เศรษฐศาสตร เ ชิ ง พุ ท ธ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดตราด เปนการดําเนินงานที่อาศัยความรวมมือรวมใจกันอยาง เหนียวแนนในการแกไขปญหาของชุมชน ใชหลักพุทธศาสนาเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจชาวบาน ในชุมชน มีความขยันหาทรัพย ประหยัด เก็บออม ใชจายอยางเหมาะสมแกฐานะ ชวยเหลือ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีการสรางมิตร รวมกันทํางานเปนทีมโดยการจัดตั้งกลุมเพื่อรวมกันบริหาร จัดการปา ลักษณะการทํางานแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงเงินตรา สังคม คุณคาทางจิตใจ สิ่งแวดลอมและวัฒนธรรมเขาดวยกัน ยึดองครวมเปนหลัก จนชุมชนเกิดความตระหนักถึงคุณคา และความสําคัญของปาไม ใหความรวมมือรวมใจในการจัดการปาและรวมกันดูแลรักษาปาใหเปน แหลงไมใชสอย แหลงอาหาร แหลงอาชีพ แหลงความรู และแหลงทองเที่ยวของชุมชน ชุมชน ใชประโยชนจากปาโดยคํานึงถึงความอยางยั่งยืน ทําใหประชาชนในชุมชนมีรายไดสูงขึ้น มีความ อยูดีกินดีอยางถวนหนาเสมอภาคกัน สงผลในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน และเปนฐานราก ของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตอไป

www.kpi.ac.th

หนา 20


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ขอเสนอแนะ จากผลการวิจัย เรื่อง การใชหลักเศรษฐศาสตรเชิงพุทธในการจัดการปาวัฒนธรรมเพื่อ พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดตราด มีขอเสนอแนะ ดังนี้ 1. ขอเสนอแนะสําหรับการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน 1.1 ผลการวิจัยพบวา ถึงแมวาการจัดการปาชายเลนทําใหสัตวน้ําบริเวณชายฝงเพิ่ม มากขึ้นก็ตาม แตความตองการของประชาชนก็เพิ่มมากขึ้นดวย เนื่องจากมีการนําไปจําหนายนอก พื้นที่ และเปนอาชีพหลักของชุมชน ดังนั้น สํานักงานประมงจังหวัดตราดควรสงเสริมใหชุมชน ทําการเพาะเลี้ยงสัตวน้ําเพื่อเพิ่มผลผลิตและการสงออก 1.2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมควรสงเสริมใหชุมชนปลูกปาใน ที่ดินทํากินของตนเอง เพื่อเปนการเพิ่มพื้นที่ปา ทําใหชุมชนไดใชประโยชนจากปาและมีรายได เพิ่มขึ้น 1.3 สถานศึกษาควรสงเสริมการศึกษาเรียนรูเรื่องของปาไมและระบบนิเวศจากสถานที่ จริง เพื่อใหนักเรียน นักศึกษา ทราบปญหาและผลกระทบจากการทําลายระบบนิเวศ เพื่อปลูก จิตสํานึกใหเห็นถึงคุณคาความสําคัญของปาและรวมกันดูแลรักษาปาใหยั่งยืนตอไป 1.4 สํานักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมควรสงเสริมการจัดเวทีแลกเปลี่ยน เรียนรู เพื่อแลกเปลี่ยนขอคิดเห็นและรับฟงขอเสนอแนะในการจัดการปาวัฒนธรรม 1.5 ผลการวิจัยพบวา ชุมชนบางแหงไมมีการรวมกลุมอาชีพ ดังนั้น สํานักงานพัฒนา ชุมชนจังหวัดตราด สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตราด สํานักงานพัฒนาฝมือแรงงานจังหวัด ตราด ควรสงเสริมใหชุมชนมีการรวมกลุมอาชีพในการแปรรูปผลผลิตที่ไดจากปา เพื่อเพิ่มมูลคา ของผลผลิต เปนการสรางงานและอาชีพเสริมใหแกชุมชน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัด ตราดควรสงเสริมใหสถานศึกษาจัดกิจกรรมการผลิตหรือแปรรูปผลผลิตจากปาเพื่อสรางอาชีพ ใหแกนักเรียน นักศึกษาในระหวางเรียน 2. ขอเสนอแนะเพื่อการวิจัยตอไป 2.1 ผลการวิจัย พบวา พื้นที่บริเวณชายฝงถูกคลื่นกัดเซาะอยูเสมอ จึงควรมีการวิจัย เรื่อง การปองกันและแกไขปญหาการกัดเซาะของคลื่นบริเวณชายฝง เพื่อหาแนวทางแกไขปญหา ดังกลาว www.kpi.ac.th

หนา 21


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 2.2 ควรมีการศึกษาวิจัย เรื่อง การประเมินผลการจัดการปาวัฒนธรรมโดยใชหลัก เศรษฐศาสตรเชิงพุทธเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดตราด เพื่อประเมินผลการจัดกิจกรรมและ หาแนวทางแกไขปญหา 2.3 ควรมีการศึกษาวิจัย การจัดการปาวัฒนธรรมที่อื่นในจังหวัดตราด เพื่อทําการ เปรียบเทียบผลการดําเนินงาน และนําไปพัฒนาการจัดปาใหดียิ่งขึ้น 2.4 ควรมีการศึกษาวิจัย การเสริมสรางศักยภาพของชุมชนในการจัดการปาวัฒนธรรม จังหวัดตราด เพื่อเสริมสรางศักยภาพของชุมชนในการจัดการปาใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2.5 จากการวิจัยพบวา พื้นที่บริเวณชายฝงทะเลที่มีชุมชนตั้งบานเรือนอยูอยางแออัด มีน้ําเนาเสียและสงกลิ่นเหม็น ทําใหสัตวน้ําที่อาศัยอยูบริเวณนั้นหายไป จึงควรมีการวิจัยเพื่อศึกษา ผลกระทบและหาแนวทางแกไขปญหาตอไป 2.6 ควรมีการศึกษาวิจัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดลอม จังหวัดตราด เพื่อนําผลไปใชในการพัฒนา 2.7 ควรมีการศึกษาวิจัย การจัดการปาวัฒนธรรมจังหวัดอื่น เพื่อนําผลไปใชในการ พัฒนา และสงเสริมใหชุมชนมีสวนรวมในการจัดการปาวัฒนธรรม

www.kpi.ac.th

หนา 22


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา บรรณานุกรม “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุมน้ํา,” หองสมุดสิ่งแวดลอมมูลนิธิสืบนาคะเสถียร. ม.ป.ป. <http://www.seub.or.th/libraryindex/forest/forest_031.html> 15 มีนาคม 2550. ชาคริต โภชะเรือง. “แผนยุทธศาสตรการจัดการพื้นที่ปาไมของชาติแบบบูรณาการ (พ.ศ.25472556),” นโยบายสาธารณะภาคใต. 7 ธันวาคม 2548. http://www.southhpp.org/paper/276 15 มีนาคม 2550. ชัยวุฒิ ชัยพันธุ. พัฒนาชนบทยั่งยืน สําหรับสาขาเศรษฐศาสตร. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, 2544. “เนื้อที่ปาไม,” เปรียบเทียบเนื้อที่ปาไมของประเทศไทย ระหวางป 2525-2536 เปนรายจังหวัด. ม.ป.ป. <http://www.forest.go.th/stat/stat38/TAB1.html> มาริสา โกเศษะโยธิน. การศึกษาภูมิปญญาพื้นบานในการพึ่งตนเองของชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ ยั่งยืนของประชาชนบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชาดานตะวันออก : ศึกษากรณีกลุม สัจจะสะสมทรัพย วัดไผลอม อําเภอเมือง จังหวัดตราด. สระแกว : ช. ดํารงชัยการ พิมพ, 2543. “รายงานพิเศษวันตนไมประจําปของชาติ ป 2549,” แนวหนา 31 กรกฏาคม พ.ศ.2550. 10 พฤษภาคม 2549. <http://www.naewna.com/news.asp?ID=7633> 28 กรกฎาคม 2550. “สถิติการเกิดไฟปา,” สวนควบคุมไฟปา สํานักปองกัน ปราบปราม และควบคุมไฟปา. ม.ป.ป. <http://www.dnp.go.th/forestfire/2546/firestatistic%20Th.htm> 28 กรกฎาคม 2550. “สถานการณปาไม,” environ kids. 25 มกราคม 2550. <http://www.environnet.in.th/kids/kdoc/ Situation47.doc> 1 กรกฎาคม 2550.

www.kpi.ac.th

หนา 23

นางชลพรรษ ดวงนภา  

นางชลพรรษ ดวงนภา

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you