Issuu on Google+

สรุปผลกการสัมมนาลลําดับที่ 2 เรื่อง “ปฏฏิรปู พรรคกการเมือง : การสังกัดพรรค ด การยยุบพรรค แลละการตอบสสนองความต้องการของปวงชน” ภายใตต้โครงการศึศึกษา “รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมสํ ห าหรั ห บประเทศศไทย” วันอังคารทีที่ 28 สิงหาคคม 2555 เววลา 08.15 – 12.30 น. ณ ห้องเมจิ ง ก 3 ชั้น 2 โรงแรมมมิราเคิล แกกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพมมหานคร

ก สถาบั น พร ะปกเกล้ า ร่ วมกั บ องค์ กร แ มู ล นิ ธิ เ อเชี อ ย สมาคคม ภาคี เ ครืรื อ ข่ า ย ได้ แก่ แห่งสถาาบันพระปกกเกล้า สมาคมนั ส กข่าว นั ก หนั งสื ง อ พิ ม พ์ แ ห่ห ง ประเทศไไทย องค์ ก าร กระจา ยเสี ย งและ แพร่ ภ าพส าธารณะแหห่ ง ประเทศศไทย และสสมาคมนิสิตเก่ ต านิติศาสตร์ จุฬาลงกกรณ์มหาวิทยาลั ท ย จัดสัมมนาลําดับที บ ่ 2 “ปฏิรูรปพรรคกาารเมือง : กาารสังกัดพรรรค การยุ บพรรค บ แลละการตอบบสนองควาาม ต้องการรของปวงชนน” ภายใต้โครงการศึกษาารัฐธรรมนูญที ญ ่เหมาะสมมสําหรับประะเทศไทย โดดยในช่วง เช้า ศ.ดดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ณ เลขาธิการสถาบันพรระปกเกล้า กล่าวเปิดดงานสัมมนาา และได้ กล่ า วว่ าพรรคการรเมื อ งเป็ น กลไกสํ า คั ญของระบ ญ อบประชา ธิ ป ไตย สํ าาหรั บ ประเเทศไทย คณะราษฎรถือเป็นพรรคการเมื น มืองพรรคแรรกที่จดทะเบีบียนในนาม “สมาคมคณ ณะราษฎร” จากนั้น เมื่อมีการประกาศใช า ช้รัฐธรรมนูญแห่ ญ งราชอาาณาจักรไทยย พ.ศ. 2489 จึงได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิ ของชนชชาวไทย ในกการจัดตั้งพรรรคการเมืองขึ ง ้น และเป็นที่มาของกการก่อตั้งพรรคการเมืองที ง ่เก่าแก่ ที่สุดของไทยคือพรรรคประชาธิปัปัตย์


อย่างไรก็ตาม า รัฐธรรมมนูญแห่งราชชอาณาจักรไทย ร พ.ศ. 2492 ถือเป็ป็นตัวอย่างของการ บัญญัติกฎหมายเพื ก ่อจั อ ดการกับพรรคการเมื พ มืองฝ่ายตรงขข้าม คือ การบัญญัติห้ามนําพระราชชบัญญัติ สมาคม มาใช้ กั บ เรื่ องพรรคกาารเมื อ ง ทํ า ให้ ใ มี ก ารกววาดล้ า งสมาาคมที่ ทํา กิ จจกรรมเกี่ ย วข้ ว อ งกั บ การเมืองจํ อ านวนมาาก จนกระทัทั่ง รัฐธรรมนูนูญแห่งราชอาณาจักรไไทย พ.ศ. 25517 ได้มีบทบั ท ญญัติ บังคับใหห้ผู้สมัครรับเลื บ อกตั้งสมมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรต้องสังกัดพรรคการเมืมือง ถ้าลาอออกจาก สมาชิกพรรคให้ถือว่ อ าพ้นจากกการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แ ร (ส.ส.) ต่อ มารัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณ ณาจักรไทย พ.ศ. 2517 นอกจากจะะบังคับให้ผู้สมั ส ครต้องสังกั ง ดพรรคแล้ล้ว ยังบังคับให้ ใ พรรค การเมื องต้ อ องส่ง ผู้สมั ส ค รเกิน กึ่งหนึ่ง ของจํจํ า นวน ส.ส. ทั้ง หมดด้ วย แสดงว่าาผู้อ อกกฎหหมายไม่ ต้องการรให้มีพรรคเล็กพรรคน้อย อ นอกจากนี้ หาก ส.ส. คนใดลาออก หรือพรรคลงมติให้ออกจาก อ การเป็นสมาชิ น กพรรรคก็จะต้องพ้พ้นสภาพการรเป็น ส.ส. จนเป็ จ นที่มาขของคําเปรียยบเทียบที่ว่า “พรรค การเมืองคือฟาร์มเลีลี้ยง ส.ส.” หรื ห ออาจเรียกว่ ก าเป็นเผด็จการพรรคเเหนือ ส.ส. รัฐธรรมนูญแห่ ญ งราชอาาณาจักรไทย พุทธศักราช ร 2540 มีเจตนารมณ ณ์ให้พรรคกการเมือง า แต่บทบัญญั ญ ติบังคับให้ ใ ส.ส. ต้องสั ง งกัดพรรคคการเมืองยังคงอยู ง ่ จนมีีนักวิชาการบบางท่าน ก่อตั้งง่าย คือ ศาสสตราจารย์ ดร.อมร ด จันทรสมบู ท รณ์ วิจารณ์ว่าเป็ป็นความล้าหลั ห งของการรเมืองไทย เพพราะทํา ให้ ส.ส. ไม่เป็นอิสระ ร ดังนั้น ในนการสัมมนาาวันนี้ จึงสมมควรที่จะมาาอภิปรายกันนในประเด็นดั น งกล่าว ว่า การบบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเ ด เมืองสมควรรมีอยู่ต่อไปหหรือไม่ รวมถึถึงประเด็นอื่นๆ เช่น การยุบพรรค พ ซึ่งมีส่สวนทําให้เกิิดวิกฤตการรเมืองในช่วงหลายปี ง ที่ผ่านมา และเเรื่องการทําให้ ใ พรรค ตอบสนองความต้องการของปร ง ระชาชนได้อย่างแท้จริงก็มีความสําคัญเช่นกัน ต่อจากนนั้น ศาสตราาจารย์ ดร. ลิขติ ธีรเวคิคิน, ราช บัณฑิต ได้แสดงปาฐฐกถาพิเศษ เรื่อง “การปปฏิรูป ระบบพรรคการเมืองไทย” อ โดยไได้ชี้ให้เห็นว่วาพรรคการ เมืองไทยอ่อนแอ !! โดยมีความออ่อนแอใน 9 ประการ ดังนี้ 1. พรรคกาารเมืองไม่มีความเกาะเ ค เกี่ยวในเชิง อุดมการรณ์ที่แนบแแน่น : พรรคการเมืองไทยมีลักษณะ เป็ น เพี ยงพรรคกา ย ารเมื อ งตามมกฎหมาย (Legalistic party) คือมีการจดททะเบียนถูกต้ตองตามกฎหหมายเท่านั้น แต่ขาดกาารเกาะเกี่ยวกันในเชิงอุดมการณ์ ด ที่แนบแแน่น ผลที่ตามมาคื า อ เกิดการรวมตั ด ว นของนักการเมื วกั ก องเพื่อตั้งพรรคการเมืองเพื่อเอาชนะ อ


กันในสนามเลือกตั้ง โดยการชักชวนนักการเมืองพวก / กลุ่มเดียวกันร่วมสังกัดพรรคเพื่อให้พรรค การเมืองนั้นๆ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนมาก และด้วยเหตุผลนี้เองที่เป็นที่มาของ “การ ซื้อ ส.ส.” 2. พรรคการเมืองไม่มี “อัตลักษณ์” : พรรคการเมืองส่วนใหญ่ของประเทศไทยขาดสิ่งที่ เรียกว่า “อัตลักษณ” ซึ่งก็คือการที่พรรคการเมืองไม่มีการสร้างบุคลิกลักษณะที่ชัดเจน ที่แตกต่าง จากพรรคการเมืองอื่น ทั้งนี้บุคลิกลักษณะของพรรคการเมือง หรือ อัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ สะท้อนจุดยืนทางการเมืองของพรรคการเมือง ฉะนั้น การที่พรรคการเมืองไทยไม่มีอัตลักษณ์ ย่อมหมายความว่าพรรคการเมืองไม่มีจุดยืนทางการเมือง 3. พรรคการเมืองไม่สามารถพัฒนาผลประโยชน์ของพรรคการเมืองเป็นผลประโยชน์ ของชาติ : ในระบอบประชาธิปไตยพรรคการเมือง คือ ผู้ที่ทําหน้าที่กําหนดทิศทางการบริหาร (นโยบาย) แต่เห็นว่าพรรคการเมืองของไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในเจตนารมณ์ดังกล่าว และส่วนใหญ่ เห็นว่าการออกนโยบายหรือการวางแผนพัฒนาประเทศไม่ได้เป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมือง แต่เป็น หน้าที่ของฝ่ายประจํา เช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น 4. พรรคการเมืองไทยขาดการทําหน้าที่เป็น “ตัวแทนทางชนชั้น” : พรรคการเมืองใน ปัจ จุ บั นทํ า หน้ า ที่ ส นั บ สนุ น ทุ ก กลุ่ ม จนท้ า ยสุ ด เรี ย กได้ ว่ า พรรคการเมื อ งมี ลั ก ษณะเป็น พรรค การเมืองแบบภูมิภาคนิยม 5. พรรคการเมืองไทยไม่มีวินัย : ที่ผ่านมาประสบปัญหาเรื่องการขาดความมีวินัยของ พรรคการเมือง ทํา ให้ ใ นรั ฐ ธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจั ก รไทยต้ อ งมี ก ารบั ญ ญั ติ ไว้ ว่ า ผู้ สมั ค รรั บ เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนอย่างน้อย 90 วันก่อน การเลือกตั้ง ซึ่งในส่วนนี้เห็นว่าไม่ถูกต้อง หากแต่การที่ต้องบัญญัติเช่นนี้ก็เพราะว่าต้องการควบคุม ให้นักการเมืองรักษาวินัยของพรรคการเมือง 6. พรรคการเมืองไทยไม่มีการบริหารงานที่เป็นประชาธิปไตย : เนื่องจากอํานาจส่วน ใหญ่พรรคการเมืองจํากัดอยู่เพียงแค่บุคคลคนเดียว หรือเพียงในกลุ่มผู้นําพรรคเพียงไม่กี่คนเท่านั้น 7. พรรคการเมืองอยู่ภายใต้การครอบงําของกลุ่มทุน : เมื่อพรรคการเมืองได้รับการ สนับสนุนจากกลุ่มทุนทําให้พรรคการเมืองมีฐานะเป็น “บรรษัททางการเมือง” มากกว่าพรรค การเมืองในความหมายที่แท้จริง 8. การก่อตั้งหรือยุบเลิกพรรคการเมืองไทยขึ้นอยู่กับตัวบุคคล : ในอดีตจะเห็นว่าเมื่อ หัวหน้าพรรคการเมืองวางมือทางการเมือง พรรคการเมืองนั้นๆ ก็จะหยุดดําเนินกิจกรรมทาง


การเมือง หรือหากยังคงมีสถานะทางกฎหมายอยู่แต่มักจะไม่มีบทบาททางการเมืองหรืออิทธิพล ทางการเมืองเลยหลังจากนั้น 9. พรรคการเมื อ งไทยไม่ มี ก ระบวนการทํ า ให้ พ รรคกลายเป็ น สถาบั น การเมื อ ง (institutionalization) : กระบวนการกลายเป็นสถาบันการเมืองมีคว���มสําคัญกว่าการก่อตั้ง พรรคการเมือง เพราะเพียงแค่การจดทะเบียนพรรคการเมืองก็สามารถตั้งพรรคการเมืองได้ แต่ การทําให้พรรคการเมืองกลายเป็นสถาบันทางการเมืองนั้นพรรคการเมืองต้องมีความสามารถใน การสืบทอดอํานาจ มีกิจกรรมทางการเมืองที่ต่อเนื่อง และมีความสามารถในการปรับตัวกับ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ ดังนั้น ศาสตราจารย์ ดร. ลิขิต ธีรเวคิน จึงได้เสนอว่าในการปฏิรูปพรรคการเมืองไทยนั้นไม่ สามารถแก้ได้โดยการแก้ไข หรือ ยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากแต่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วย นอกจากนี้ในส่วนของการพัฒนาด้านการศึกษาก็เป็นสิ่งที่สําคัญ โดยต้องให้ความสําคัญกับการให้ การศึกษาทางการเมือง (Political education) และการให้การศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นพลเมือง (Civic education) ด้วย ขณะเดียวกันพรรคการเมืองก็ต้องทําหน้าที่เชื่อมหลักการของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ (Constitution) เข้ากับความเป็นพลเมือง (Citizenship) เพื่อรักษาหลักนิติธรรม (Rule of Law) และสร้างธรรมาภิบาล (Good governance) และตอนท้ายศาสตราจารย์ ดร. ลิขิต ธีรเวคิน กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “พรรคการเมืองอ่อนแอ ระบบการเมืองก็จะเสียหาย ทั้งหมด”

เสร็ จ สิ้ น การแสดงปาฐกถาพิ เ ศษเป็ น ช่ ว งของการอภิ ป ราย เรื่ อ ง “ปฏิ รู ป พรรคการ เมืองไทย: การสังกัดพรรค การยุบพรรค และการทําให้พรรคต้องตอบสนองความต้องการของปวง ชน” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมการอภิปราย ได้แก่ รองศาสตราจารย์อัษฎางค์ ปาณิกบุตร นายสุริยะใส กตะศิลา รองศาสตราจารย์ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และรองศาสตราจารย์ สม ชัย ศรีสุทธิยากร ดําเนินรายการ โดยสามารถสรุปได้ ดังนี้ :-


รองศาสสตราจารย์ สิริพรรณ นกสวน น สวัสดี ส รองศาสตตราจารย์คณะรั ณ ฐศาสตร์ จุฬาลงกรรณ์ มหาวิทยาลัย เห็นว่ น าควรจะมีการยกเลิ ก กเรืรื่องการยุบ พรรคกาารเมือง โดยได้ให้ข้อมูลสนั ส บสนุนปรระกอบแนวคิคิด ดังนี้ มอองว่าปัจจุบันข้ น อกําหนดเรื่องการยุบพรรค บ การเมืองบัญญัติขึ้นตามเจตนารรมณ์ที่มองว่าพรรค า การเมืองเป็นนิติบุคคล และหากกสมาชิกพรรรคการเมือง กระทําการทุ ก จริต ดัังนั้นหัวหน้าพรรคและ า กรรมกาารบริหารพรรรคต้องมีส่วนรับผิดชอบบ ซึ่งในประเเด็น นี้รองศาาสตราจารย์ย์ สิริพรรณ นกสวน สวัวัสดีเห็นว่าเป็ป็น เหมือนกการใช้ “ยาแรง” ซึ่งก็คงเป็นด้วยเหหตุผลที่หวังให้ พรรคกาารเมืองกลัวและจะกระท แ ทําในสิง่ ที่เป็นการทุจริตลดลง ล อย่างไรก็ ง ตามในความเป็นจริริงการ บัญญัติเช่ เ นนี้กลับไมม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ ส ว่า พรรรคการเมืองทีที่ไม่ถูก ยุบแท้จริงิ ก็ยงั มีผู้สมัมครที่ทุจริตการเลื ก อกตั้งเช่น นอกจาากนี้มองว่าทีผ่ ่านมาการยยุบพรรคการรเมือง ถูกใช้เป็นเครือ่ งมือทางการเมื ท องเพื ง ่อจัดการรกับพรรคกาารเมืองฝ่ายตตรงข้าม ดังนั้น พรรคการเมือง ญ่จึงหลีกเลี่ยงการถู ย กเพิกถอนสิ ก ทธิทางการเมื ท องโโดยการตั้งบุบคคลอื่น ผูซ้ซึึ่งที่ไม่มีบทบบาท ส่วนใหญ อย่างแท้ท้จริงไปเป็นกรรมการบริ ก ริหารพรรคกการเมือง นอกจากนี้ยัยังได้ให้เหตุผลสนั ผ บสนุนประเด็ น นเรื่องการยกเลิลิกการยุบพรรคว่าการยยุบพรรค การเมืองเป็ อ นการทํําลายความผูกพันระหวว่างประชาชชนและพรรคคการเมือง เพราะในนปัจจุบัน ประชาชชนเริ่มมีความผูกพันกับพรรคการ บ เมืองมากขึ้น ดังจะเห็นจากการเข้ น ข้าเป็นสมาชิชิกพรรค การเมือง อ การบริจาคเงิ จ นให้พรรคการเมื ร อง การติดตาามนโยบาย และเป็น “เเชียร์ลีดเดอร์” ให้ พรรคกาารเมือง ฉะะนั้น การบัญญั ญ ติให้มีการยุบพรรคกการเมืองจะททําลายความมผูกพัน ความใกล้ชิด ระหว่างพรรคการเมื ง มืองและประะชาชนลงซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการพพัฒนาประชชาธิปไตย นออกจากนี้ การยุบพรรคเป็ พ นกาารทําลายพัฒนาการของ ฒ งพรรคการเมืองโดยรวมม เพราะเป็นนการเน้นย้ําว่าพรรค การเมืองเป็ อ นของนาายทุนหรือกลุ ก ่มบุคคลเพีพียงบางคนซึซึ่งส่งผลให้พรรคการเมือองอ่อนแอ และทําให้ อํานาจนินิติบัญญัติอ่อ่อนแอตามไไปด้วย อีกทั้งยังเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือองที่เหลือ ก่อให้เกิด การแข่งขั ง นที่ไม่สมบูบูรณ์ในตลาดดการเมือง ส่วนประเด็นเรื น ่องการบัังคับให้ ส.ส.. ต้องสังกัดพรรคนั พ ้นได้อธิ อ บายว่าเจตตนารมณ์ที่แท้ แ จริงว่า เพื่อเป็นการสนั น บสนุนให้พรรคคการเมืองมีมีความเข้มแข็ แ งและเป็นองค์ น กรทางการเมืองที่สามารถ เสนอทาางเลือกให้แก่ประชาชนทั้งในด้านตััวบุคคลและะนโยบาย แลละยังเป็นกาารป้องกันกาาร “ขาย ตัว” ของ ข ส.ส. ในสภาผู้แทนรราษฏร แต่หากจะพิ ห จารรณาในสภาพพความเป็นจจริงแล้วจะพบว่าการ เลือกตั้งแบบบั ง ญชีรายชื ร ่อก่อใหห้เกิดความเเข้มแข็งของงพรรคการเมืองมากกว่าการบังคับให้ บ ส.ส.


สังกัดพรรคการเมือง อ เพราะกาารบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมื พ มืองเป็นการรเปิดโอกาสใให้พรรค การเมืองครอบงํา ส.ส. ส และสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที ง ่ขัดกับหลัก “การเป็นตัตวแทนปวงชชนชาวไทย”” จากสภาพปัปัญหาดังกล่าวรองศาสต า ราจารย์สิรพรรณ พิ นกสววน สวัสดี จึงงมีข้อเสนอต่ต่อการ ปฏิรูปพรรคการเมื พ อ ดังนี้ อง 1. พรรคการเมืองควรเกิกิดจากการรรวมตัวโดยธรรรมชาติ ตามมพัฒนาการรของสังคม และการ แ บังคับใหห้พรรคการเมมืองเติบโตเร็ร็วจนเกินไปเป็นการเพิมต้ ม่ นทุนในกาารมีส่วนร่วมมทางการเมืองของ อ ประชาชชน มพรรรคการเมืองควรยึ 2. การออกกฎหมายเพือควบคุ ่ ง ดหลักการตรวจส ก อบโดยประชชาชน เช่น รัฐมนตรี ม ควรมาาจากการ ส..ส. เพราะผ่านการเลื า อกจากประชาชชน และหากกจําเป็นต้องมาจาก คนนอก (ไม่ผ่านระบบบการเลือกตั ก ้ง) ควรได้รัรบการรับรอองจากรัฐสภา และไม่คววรให้หวั หน้าพรรค การเมืองเป็นผู้เลือกคนนอกเข้ ก ามาทําหน้าที่รัฐมนตรีเช่นที น ่เป็นอยู่ในปั น จจุบัน 3. ควรสนับสนุ บ นให้มีการเก็ า บเงินค่าสมาชิ า กพรรค เพือ่ ให้การเป็ า นสมาชิกกพรรคการเเมือง เป็นไปโดยความสมััครใจ มีความหมาย และะความชัดเจน 4. ควรจัดตัั้งหน่วยงานสสนับสนุนกาารทํางานของงรัฐสภาที่เปนกลางและ ป็ มืออาชีพเพือให้ ่ า พิจารณาาร่างพระราชชบัญญัติงบปประมาณ แลละ สามารถถตรวจสอบกการทํางานขอองฝ่ายบริหาร สนับสนุนุนกระบวนกการร่างกฎหมมายต่างๆ ไดด้อย่างมีประะสิทธิภาพ รองศาาสตราจารรย์ อั ษ ฎางงค์ ปาณิ ก บุ ต ร อดี ต คณบดี ค ณะ ณ รั ฐ ศ า ส ต ร์ ม ห า วิ ท ย า ลั ย รามคําแหง กล่าววว่าก่อนที่จะมี ะ การพู ดเรื ด ่ อ งการ ปฏิ รู ป พรรรค การเมื องต้ อ องเข้า ใจจสภาพควาาม เป็นจริงในสั ง งคมไทยยด้วย จากนันั้น เริ่มเล่าถึงสภาพการณ์ของสังคม ค ในปัจจุบับนว่าสังคมไไทยเป็นสังคม ค ที่ มี ก ารรแบ่ ง ชนชั้ น ชั ด เจน คื อ มี ช นชั้ น สู ง อยู่ ที่ ย อดดปิ ร ามิ ด ปรระมาณร้ อ ยยละ 5 มี ค นที น ่ อ ยู่ ใ น ระดับกลลางๆ ร้อยลละ 15 และทีที่ระดับล่างมีมีคนอยู่ร้อยลละ 80 และออาจแบ่งเป็นนชั้นย่อยๆ อีก 3 ชั้น โดยในชัชั้นล่างสุดมีประมาณร้ ป อยละ 20 เป็นคนที่มีรายยได้ต่ํากว่าเสส้นความยากกจน คนไทยยจํานวน


มากติดการพนั ก น ดื่มสุ ม รา และติติดอบายมุข นอกจากนั้น สังคมไทยไไม่มีการส่งเสสริมด้านการรศึกษาที่ ดีขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลใหห้สังคมไทยไไม่สามารถเป็ป็นประชาธิปไตยได้ ป ดัังนั้น การที่���จะทําให้ประะเทศเป็น ประชาธิธิปไตย ต้องมีวิถีชีวิตที่เป็ปนประชาธิปไตยด้วย เช่ เ น ต้องมีเหตุ ห ผล ต้องมีมีการประนีประนอม ป ต้องไม่ละเมิ ล ดกติกา และส่วนรววมต้องมาก่อน อ ใ วนของพพรรคการเมืองนั้น ได้ถายทอดประส ในส่ า่ สบการณ์ว่าการที ก ่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลง นั้นส่วนใใหญ่จะพิจารณาเชื า ่อมโยยงกับภูมิหลังของผู้สมัคร เช่น นามสสกุล ซึ่งสิ่งนี้เองที่สะท้อนให้เห็น ว่าพรรคคการเมืองไททยยังไม่มีอุดมการณ์ในททางการเมือง และนอกจากประเด็นเรืรื่องการปฏิรปพรรคการ รู เมืองแล้วรอองศาสตราจาารย์อัษฎางคค์ ปาณิก บุตร ยังได้ ง เสนอความเห็นที่น่าสนใจไว้ า เกี่ยวกั ย บการจัดทํ ด ารัฐธรรมมนูญว่าควรจะมีการรวมมมาตรา ต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดีดียวกันเข้าด้วยกัน แต่ไม่ ไ จําเป็นต้องยาวมาก อ โ ดทําเป็ปนกฎหมายปประกอบ โดยจั รัฐธรรมมนูญแทน เนืนื่องจากหากกมีการแก้ไขสาระบัญญัติติก็จะสามารรถแก้ไขได้ในนระดับกฎหหมาย ไม่ จําเป็นต้องแก้ถึงระะบบรัฐธรรมมนูญ และก่อนที อ ่จะมีการร่ า างรัฐธรรรมนูญ ควรใให้สถาบันกาารศึกษา เป็นผู้ศึกษาถึ ก งจุดด้อยและข้ อ อบกพร่ บ องของงประเทศไทย และจากนนั้นก็นําผลการศึกษาดังกล่าวมา พิจารณาเพื่อการร่างรั า ฐธรรมนูญต่ ญ อไป กรณ ณีของผู้ที่จะทํ ะ าหน้าที่ร่างรั า ฐธรรมนูญ ญนั้นมองว่าควรเป็ า น บุคคลทีีเ่ ก่ง มีความสามารถ แลละจํานวนอาจจะไม่ต้องมมาก ใ ในตอนท้ าย รองศาสตรราจารย์ อัษฎางค์ ฎ ปาณิกบุ ก ตร ได้ให้ข้ข้อทิ้งท้ายว่า ประเทศไททยมีดีทุก อย่างยกกเว้น “คน” และ “The real politiic in Thailaand is monney”

ย กตะศิศิลา เลขาธิการพรรคกการเมือง นายสุริยะใส ใหม่ กล่ ก า วว่ า พ รรคการเมืมื อ งไทยในปัปั จ จุ บั น เป็นได้แค่ แ “องค์กร”” ไม่ใช่ “สถถาบันทางกาารเมือง” และพรรคการเมืองที ง ่ถูกยุบส่วนใหญ่ ว เกิดจากการ จ ทําผิดพระราชบัญญั ญติพรรคการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่ เล็ก (ยิบย่ บ อย) ซึ่ง นายสุ น ริยะใสส กตะศิลาเเสนอว่า ควรยกเเลิกพระราชชบัญญัติพรรรคการเมืองแและควร เริ่มต้นใหม่ นอกจากนั้นยั น งได้กล่าวว่ ว าบทบาททของพรรคกการเมือง มีเฉพาะในช่ช่วงของการเลือกตั้ง เท่านั้น เพราะหลังจากการจบก จ การเลือกตั้งแล้วพรรคกการเมืองก็ไม่มได้มีกิจกรรรมทางการเมืมืองใด ๆ


อันเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย ส่วนประเด็นเรื่องการดํารงอยู่ของพรรคการเมืองนั้น ปัจจุบัน พรรคการเมืองไม่ได้ดํารงอยู่ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมือง หากแต่ตัดสินด้วย รายงานด้านการเงิน จํานวนของสมาชิกพรรคการเมือง และประเด็นเรื่องจํานวนสมาชิกพรรค การเมืองนี้เองได้สะท้อนว่าเป็นเรื่องยากสําหรับพรรคการเมืองขนาดเล็กที่จะสามารถอยู่ได้โดยไม่ ต้องพึ่งนายทุน ในส่วนของการยุบพรรค นายสุริยะใส กตะศิลา เสนอความเห็นว่าควรมีเงื่อนไขเป็นกรณี พิเศษ มีกระบวนการตรวจสอบที่ขัดเจน และไม่ควรยุบถึงระดับพรรค แต่อย่างไรก็ตาม หากจะ ยังคงให้มีการยุบพรรคอยู่นั้น ควรทําให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งและมีความเป็นสถาบันทาง การเมือง รวมถึงเป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ อย่างแท้จริง และประเด็นเรื่องการสังกัดพรรค การเมือง นายสุริยะใส กตะศิลา แสดงความเห็นว่าผู้สมัครไม่จําเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง แต่ ต้องมีการแบ่งระบบ คือ ผู้สมัครอิสระควรมาจากสาขาวิชาชีพ แต่ถ้าผู้สมัครที่มีการสังกัดพรรค ควรจะลงสมัครเชิงพื้นที่ ประเด็นสุดท้ายที่ฝากไว้เพื่ออย่างน่าสนใจ คือ “หากพลเมืองมีความ เข้มแข็ง ก็จะส่งผลให้พรรคการเมืองเข้มแข็งไปด้วย”

******************


สรุปการสัมมนาโครงการรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมสำหรับประเทศไหย ลำดับที่ 2