Issuu on Google+

วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ชื่อ

อรอนงค ซายโพธิ์กลาง

ชื่อเรื่อง

การใชหลักธรรมาภิบาลในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครอง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ศึกษาเฉพาะกรณีความโปรงใสในการพิจารณาคดี และการมีสวนรวมของประชาชน (Utilizing the Principles of Good Governance in the Process of Trying Cases of the Administrative Courts in Northeast Thailand : A Case Study of the Transparency of Trying Cases and People Participation)

บทนํา ศาลปกครองเปนองคกรอิสระที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 276 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พุทธศักราช 2542 โดยในรัฐธรรมนูญไดบัญญัติใหมีศาลปกครองมีอํานาจหนาที่พิจารณาพิพากษาคดีที่เปน ขอพิพาทระหวางหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ ที่ อ ยู ใ นบั ง คั บ บั ญ ชาหรื อ ในกํ า กั บ ดู แ ลของรั ฐ บาลกั บ เอกชน หรื อ ระหว า ง หนวยงานราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาที่ของรัฐ ที่อยูในบังคับบัญชาหรือในกํากับดูแลของรัฐบาลดวยกัน ซึ่งเปนขอพิพาทอันเนื่องมาจากการ กระทําหรือการละเวนการกระทําที่หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ สวนทองถิ่น หรือเจาหนาที่ของรัฐนั้น ตองปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเนื่องจากการกระทําหรือการ ละเวนการกระทําที่หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นหรือ เจาหนาที่ของรัฐนั้น ตองรับผิดชอบในการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย นอกจากนี้เพื่ อสร า งแนวทางในการปฏิ บัติหน าที่ ใ หบ รรลุ เ จตนารมณ ของรั ฐ ธรรมนู ญ ศาลปกครองจึงมีวิสัยทัศน (Vision) ที่ระบุวา “ศาลปกครองเปนสถาบันหลักของประเทศ ที่ ป ระกั น ความเป น ธรรมเกี่ ย วกั บ ข อ พิ พ าททางปกครอง โดยมุ ง คุ ม ครองสิ ท ธิ เสรี ภ าพของ ประชาชนและการดําเนินงานของรัฐเพื่อประโยชนสาธารณะใหอยูในภาวะที่สมดุล” ซึ่งจัดวา สอดคลองกับหลักการบริหารแนวใหมที่นําเรื่องของธรรมาภิบาลมาใช กลาวคือ การมุงคุมครอง สิทธิสรางความเปนธรรมใหเกิดแกประชาชน

www.kpi.ac.th

หนา 1 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  นอกจากนี้เมื่อศาลปกครองเปนองคกรที่ตองมีความเปนกลางในการพิจารณาขอพิพาทดังที่ กลาวแลว รวมทั้งเปนองคกรตรวจสอบองคกรอื่นของรัฐ ฉะนั้นในการพิจารณาคดีของศาล ปกครองจึงตองคํานึงถึงหลักธรรมาภิบาล ที่มุงทําใหเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล เกิดความ โปรงใสในการดําเนินงานและประชาชนเกิดความพึงพอใจ เมื่อศาลปกครองมีหลักธรรมาภิบาล แลว ยอมสงผลถึงการสรางความเปนธรรมใหเกิดกับสังคม วัตถุประสงค การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1. เพื่อศึกษาการใชหลักธรรมาภิบาลเนนความโปรงใสในการพิจารณาคดีและการมีสวน รวมของประชาชนในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. เพื่อศึกษาปญหาอุปสรรคในการใชหลักธรรมาภิบาลเนนความโปรงใสในการพิจารณา คดี และการมี ส ว นร ว มของประชาชนในกระบวนการพิ จ ารณาคดี ข องศาลปกครองในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ 3. เพื่อเสนอแนะแนวทางพัฒนาการใชหลักธรรมาภิบาลเนนความโปรงใสในการพิจารณา คดี และการมี ส ว นร ว มของประชาชนในกระบวนการพิ จ ารณาคดี ข องศาลปกครองในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ และเปนแนวทางในการเสริมสรางความเปนธรรมใหสังคมตอไป ขั้นตอน / วิธกี ารดําเนินงาน 1. ประชากร ประชากรที่ใชในการวิจัย คือ ประชากรผูเกี่ยวของในคดีมี 3 กลุม ไดแก คูกรณี (ผูฟองคดีและผูถูกฟองคดี) ตุลาการและพนักงานคดีปกครอง เฉพาะคดีที่มีคําพิพากษา แลวเสร็จ 2. เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล 2.1 การสรางเครื่องมือ เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ เปนแนวคําถามสัมภาษณ เจาะลึก (In – Depth Interview Guideline) ซึ่งผูวิจัยไดสรางขึ้นโดยมีกระบวนการในการทําแบบ สัมภาษณ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ปกครอง และการใชหลักธรรมาภิบาลเนนความโปรงใสและการมีสวนรวมของประชาชน 2.2.2 วิเคราะหและสังเคราะหขอมูลที่ศึกษา แลวรางแนวคําถามสัมภาษณเจาะลึก www.kpi.ac.th

หนา 2 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  2.2 ลักษณะเครื่องมือ เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลเปนแนวคําถาม สัมภาษณเจาะลึก ประกอบดวย 2 ฉบับ ไดแก แบบสัมภาษณคูกรณี และแบบสัมภาษณตุลาการ พนักงานคดีปกครอง ซึ่งแบบสัมภาษณแตละฉบับประกอบดวย 3 สวน ดังนี้ สวนที่ 1 แบบสัมภาษณเกี่ยวกับขอมูลทั่วไปของคูกรณี ตุลาการ และพนักงาน คดีปกครองโดยแบงเปน 1) ขอมูลทั่วไปของคูกรณี ในดานเศรษฐกิจ สังคม 2) ขอมูลทั่วไปของตุลาการ และพนักงานคดีปกครอง ในดานเศรษฐกิจ สังคม สวนที่ 2 แนวคําถามสัมภาษณเจาะลึกจากประสบการณของคูกรณี ตุลาการ และ พนักงานคดีปกครอง เกี่ยวกับการมีธรรมาภิบาลในหลักความโปรงใส และการมีสวนรวมของ ประชาชนในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแบงเปน 1) ประสบการณการไดรับบริการและการมีสวนรวมในกระบวนการพิจารณา คดีของศาลปกครองของคูกรณี 2) ประสบการณการดําเนินการในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครอง ของตุลาการ และพนักงานคดีปกครอง สวนที่ 3 แบบสั ม ภาษณ เ กี่ ย วกั บ ความคิ ด เห็ น และข อ เสนอแนะของคู ก รณี ตุลาการ และพนักงานคดีปกครอง ในการสรางธรรมาภิบาลในหลักความโปรงใสและการมีสวน รวมในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครอง 2.3 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การตรวจสอบเครื่องมือใชการตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของเครื่องมือ ไดดําเนินการ ดังนี้ 2.3.1 นําแบบสัมภาษณใหคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธพิจารณาตรวจสอบ แลวดําเนินการแกไข 2.3.2 นําแบบสัมภาษณใหผูเชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ ประกอบดวย 1) นายดําริห สุตเตมีย วุฒิการศึกษาปริญญาโท ตําแหนงอธิบดีศาลปกครอง ขอนแกน 2) ร.ต.อ.วันชนะ บุญเอก นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ตําแหนงพนักงานคดีปกครอง ว 6 กลุมงานคดีปกครอง www.kpi.ac.th

หนา 3 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  2.3.3 ทําการปรับปรุงแกไขแบบสัมภาษณตามที่ผูเชี่ยวชาญเสนอแนะ แลวนําแบบ สัมภาษณใหคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธตรวจสอบความถูกตองอีกครั้ง 2.3.4 นําแบบสัมภาษณที่สมบูรณลงเก็บขอมูล 3. การเก็บรวบรวมขอมูล การเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัยครั้งนี้ใชรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยจะเปนการวิจัยที่เก็บขอมูลจาก 2 สวน ดังนี้ 3.1 การวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) โดยทําการคนควาจากเอกสารเปน สําคัญ โดยจะทําการคนควาจากกฎหมาย ระเบียบขอบังคับ สถิติตาง ๆ ที่เกี่ยวของ แนวคิดและ ขอเสนอแนะของนักวิชาการ และงานวิจัย เอกสารวิชาการตาง ๆ ในดานธรรมาภิบาล ความ โปรงใส การมีสวนรวมของประชาชน และศาลปกครอง 3.2 การวิจัยภาคสนาม (Field Research) โดยจะใชพื้นที่ในเขตอํานาจศาลปกครองใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันประกอบดวยศาลปกครองนครราชสีมาแ���ะศาลปกครองขอนแกน เปนพื้นที่สําหรับการวิจัยภาคสนาม โดยใชวิธีการวิจัยภาคสนาม ดังนี้ 3.2.1 การสัมภาษณเชิงลึก (In – Depth Interview) โดยการจัดทําแนวคําถาม สัมภาษณเจาะลึกไวลวงหนา สัมภาษณผูเกี่ยวของในคดีความที่มีคําพิพากษา ซึ่งอยูระหวางวันที่ เปดทําการของศาลปกครองถึงเดือนมีนาคม 2546 อันไดแก คูกรณี (ผูฟองคดีและผูถูกฟองคดี) ตุลาการ และพนักงานคดีปกครอง 3.2.2 การสังเกตการณแบบไมมีสวนรวม (Non-Participatory Observation) โดย การสังเกตการณการดําเนินตามกระบวนการฟองคดีในศาลปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4. การวิเคราะหขอมูล วิธีการวิเคราะหขอมูล (Methods of Data Analysis) การวิจัยเรื่องนี้ใชการวิเคราะหขอมูล เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) โดยการตรวจสอบขอมูลที่ไดจากแหลงผูเกี่ยวของโดยตรง ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครอง อันไดแก คูกรณี ตุลาการ และพนักงานคดีปกครอง รวมทั้งแหลงขอมูลจากเอกสาร และการสังเกตการณของผูวิจัย แลวกรองขอมูลนํามาวิเคราะห เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยผูวิจัยวิเคราะหรวมกันระหวางผูวิจัย อาจารยที่ปรึกษา และ ผูเชี่ยวชาญอื่นๆ เพื่อใหเกิดความถูกตองมากที่สุดและหลีกเลี่ยงการมีอคติในการวิเคราะห โดยใช www.kpi.ac.th

หนา 4 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  รูปแบบการวิเคราะหเชิงพรรณนาจากขอมูลที่เก็บรวบรวม (Descriptive Analytical Method) และ การสังเคราะหควบคูกันไป เพื่อที่จะแสดงถึงความโปรงใสและการมีสวนรวมของประชาชน ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครอง บทสรุป/ ขอเสนอแนะ ผลการวิจัยสรุปไดดังนี้ 1. การใชหลักธรรมาภิบาลเนนความโปรงใสในการพิจารณาคดี และการมีสวนรวมของ ประชาชนในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.1 ความโปรงใสในการพิจารณาคดี จากการวิจัยพบวา กระบวนการที่มีความ โปรงใสมากที่สุดในความคิดเห็นของผูเกี่ยวของ คือ กระบวนการตรวจคําฟอง และกระบวนการ สรุปสํานวน ตามความเห็นของผูฟองคดี ผูถูกฟองคดี ตุลาการ และพนักงานคดีปกครองทั้งหมด มีความเห็นสอดคลองกันวาเปนกระบวนการที่มีความโปรงใสมากที่สุด เพราะประชาชนทราบ หลักเกณฑในการเปดเผยขอมูล เปดโอกาสใหประชาชนไดรับความสะดวกในการเขาถึงขอมูล รับทราบขอมูลจากศาล มีความรวดเร็วในการเปดเผยขอมูล สงขอมูลใหประชาชนรับทราบทาง ไปรษณีย และประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกตองได โดยการสามารถแกไขคําฟองที่เขียน ไม ส มบู ร ณ และตรวจสอบข อ มู ล จากการสรุ ป สํ า นวนที่ ไ ด รั บ จากศาลครบถ ว น จึ ง ถื อ ว า กระบวนการดังกลาวมีความโปรงใสมากกวากระบวนการอื่น 1.2 การมีสวนรวมของประชาชน จากการวิจัย พบวา กระบวนการที่แสดงถึงการ มีสวนรวมมากที่สุดในความคิดเห็นของผูเกี่ยวของ คือ กระบวนการเสนอคําฟอง กระบวนการ ตรวจคําฟอง กระบวนการสรุปสํานวน กระบวนการทํ าคํ าพิ พากษาและคํ าสั่ง กระบวนการ อุทธรณ และกระบวนการบังคับคดี ตามความเห็นของคูกรณี ตุลาการ และพนักงานคดีปกครอง ทั้งหมดมี ความเห็ นสอดคลองกันวาเป น กระบวนการที่แสดงถึงการมี สวนร วมของประชาชน เพราะเปนกระบวนการที่ประชาชนมีสวนรวมจริงในการรับทราบขอมูลเอกสารหลักฐานจากศาล โดยเฉพาะในกระบวนการสรุปสํานวนที่คูกรณีทั้งสองฝายมีสวนรวมในการไดรับขอมูลจากศาล โดยตรง ในกระบวนการตาง ๆ ดังกลาว คูกรณีรับทราบหลักเกณฑ เชน ทราบวาสามารถคัดสําเนา คําพิพากษาและคําสั่งได หรือถาคูกรณีไมมาฟงคําพิพากษาที่ศาล ศาลก็จะสงสําเนาคําพิพากษา แจงใหคูกรณีรับทราบทางไปรษณียและการติดประกาศประชาสัมพันธดวย และคูกรณีทราบวา สามารถยื่นอุทธรณได จึงทําใหคูกรณีมีบทบาทในการมีสวนรวมในกระบวนการตางๆ ดังกลาว www.kpi.ac.th

หนา 5 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  2. ปญหาอุปสรรคในการใชหลักธรรมาภิบาลเนนความโปรงใสในการพิจารณาคดี และ การมี ส ว นร ว มของประชาชนในกระบวนการพิ จ ารณาคดีข องศาลปกครองในภาคตะวั น ออก เฉียงเหนือ จากกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เปดทําการมา ไมนาน ตามหลักการมีแนวทางปฏิบัติตามกระบวนการดี แตในทางปฏิบัติจริงแลว ไดพบปญหา อุปสรรคตาง ๆ ในการดําเนินการ ดังนี้ 1) การที่ศาลใหความสําคัญในการพิจารณาเอกสารมากเกินไป จากขั้นตอนการ แสวงหาขอเท็จจริง 4 ขั้นตอน การไตสวนของศาล กระบวนการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาล นั้น ตามหลักการในขั้นตอนดังกลาวนั้น คูกรณีตองใชเอกสารหลักฐานยื่นตอศาลเพื่อใหศาล พิจารณา โดยเฉพาะในขั้นตอนการแสวงหาขอเท็จจริง 4 ขั้นตอน ยึดเอกสารเปนหลักโดยให คูกรณียื่นเอกสารโตตอบกัน สวนในขั้นตอนการไตสวน และการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาล นั้ น ศาลจะเป ด โอกาสให คู ก รณี แ ถลงด ว ยวาจาต อ หน า ศาลหรื อ นํ า พยานมาสื บ ได หรื อ การ แสวงหาขอเท็จจริงของศาลอาจมีเพิ่มเติมจากบุคคลหรือหนวยงานที่เกี่ยวของได แตทั้งนี้ทุกอยาง ตองประกอบกับเอกสารหลักฐานเปนสําคัญ แสดงถึงการใหความสําคัญของเอกสารของศาล เปนอยางมาก ซึ่งในสวนนี้อาจมีผลกระทบตอการใชหลักธรรมาภิบาลในกระบวนการพิจารณาคดี ของศาล 2) การประชาสัมพันธยังไมเขาถึงประชาชน เนื่องจากศาลปกครองอยูในชวงเปดทํา การในระยะแรก ศาลปกครองยังใหมตอประชาชน และการประชาสัมพันธไมทั่วถึงจึงทําให ประชาชนไมทราบขอมูลหลักเกณฑบางอยาง เชน ไมทราบวาการเขียนคําฟองไมตองมีแบบฟอรม จึงตองเสียเงินจางทนายในการเขียนคําฟอง หรือการที่ประชาชนไมทราบวาสามารถคัดคานตุลา การได หรือไมทราบวาการนั่งพิจารณาคดีอาจมีไดมากกวา 1 ครั้ง เปนตน สิ่งเหลานี้แสดงถึงวา การประชาสัมพันธสรางความเขาใจใหกับประชาชนยังมีนอย ประชาชนไมรับทราบขอมูลขาวสาร หรืออาจไดรับแตไมเขาใจ ซึ่งจากการสัมภาษณและสังเกตการณประชาชนทั่วไปจะไมทราบขอมูล กระบวนการของศาลปกครองมากนั ก การประชาสั ม พั น ธไ ม เข าถึง ประชาชนแสดงถึง ความ โปร งใสในการเปด เผยขอมู ล และส ง ผลต อ การมี สว นร ว มของประชาชนอาจน อ ยลง เพราะ ไมเขาใจในกระบวนการ

www.kpi.ac.th

หนา 6 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  3) ความไมเทาเทียมระหวางประชาชนกับรัฐ ในกรณีที่รัฐเปนคูกรณี ฝายรัฐจะมีทนาย ประจําหนวยงานคอยใหความชวยเหลือหรือดําเนินการแทนรัฐ สวนคูกรณีอีกฝายที่เปนประชาชน ที่มิไดจางทนายใหดําเนินการแทน จะตองดําเนินการในการฟองรองเอง และเนื่องมาจากศาลให ความสําคัญตอเอกสาร ประชาชนที่ไมรูกฎหมายก็จะไมเขาใจวาเอกสารใดสําคัญ เพราะไมมีผูให คําแนะนํา การจัดเตรียมเอกสารไมดีพอ จึงทําใหเกิดความไมเทาเทียมระหวางประชาชนและ ฝายรัฐ 4) การไมมีทนายมีผลตอประชาชนที่ยื่นฟอง จากการที่ศาลปกครองเห็นวาการ ดําเนินการในคดีปกครองนั้น ประชาชนไมจําเปนตองมีทนาย เพราะศาลจะเปนฝายดําเนินการ แทนประชาชนอยูแลว ตามหลักการของศา���จึงกําหนดใหคูกรณีไมจําเปนตองมีทนายในการ ดําเนินคดี แตในความเปนจริงแลวฝายประชาชนไดรับผลกระทบอยางมาก เพราะประชาชนไมรู กฎหมาย เมื่อประชาชนไมมีทนายชวยเหลือใหคําปรึกษาแนะนําในเรื่องการจัดเตรียมเอกสาร หรือ การใชคําพูด การใหคําไตสวนตอหนาศาล ฉะนั้นการดําเนินการในศาลของประชาชนจึงสูฝายรัฐ ไมได ซึ่งประชาชนเห็นวาสงผลถึงผลการพิจารณาคดีที่ถูกยกฟอง 5) การใหคําปรึกษาของพนักงานคดีปกครองยังไมเพียงพอ การใหคําปรึกษาของ พนักงานคดีปกครองที่มีตอประชาชน บางครั้งอาจเปรียบไดวาพนักงานคดีปกครองเปนเหมือน ทนายความของประชาชน ซึ่งการใหคําปรึกษาของพนักงานคดีปกครองจะมีมากในชวงแรก คือ ขั้นตอนของการเสนอคําฟอง แกไขคําฟอง แตกระบวนการตอ ๆ มานั้น พนักงานคดีปกครองจะ ใหคําปรึกษานอยลง อาจเนื่องมาจากจํานวนคดีความมีมาก หรือจํานวนบุคลากรมีนอย การให คําปรึกษาจึงอาจไมทั่วถึงประชาชน 6) ขั้นตอนบางอยางมีความรวบรัด ศาลเนนความรวดเร็ว เนื่องจากศาลเห็นวา “ความ รวดเร็วแสดงถึงความยุติธรรม” หรือที่รวบรัดเปนเพราะบุคลากรมีจํานวนนอย จํานวนคดีที่เขาสู ศาลมีจํานวนมาก จึงตองใชความรวดเร็วในการพิจารณาคดี กระบวนการที่รวบรัด เชน การนั่ง พิ จารณาคดี ครั้ งแรกของศาล ในความเปนจริงมีไดม ากกวา 1 ครั้ ง แตตั้งแต เปด ทํา การศาล ปกครองมายังไมมีคดีใดที่ตองมีการนั่งพิจารณาคดีเกิน 1 ครั้ง เพราะศาลเห็นวาขอมูลครบถวนใน การพิจารณาครั้งแรกและตองการความรวดเร็ว ซึ่งบางครั้งอาจขาดความละเอียดในการพิจารณาคดี

www.kpi.ac.th

หนา 7 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  อภิปรายผล จากผลการวิ จั ย การใช ห ลั ก ธรรมาภิ บ าลในกระบวนการพิ จ ารณาคดี ข องศาลปกครอง ตามหลักความโปรงใสในการพิจารณาคดีและการมีสวนรวมของประชาชน พบวา กระบวนการ พิจารณาคดีของศาลปกครองที่มีความสอดคลองกับหลักความโปรงใสในการพิจารณาคดีและ หลักการมีสวนรวมของประชาชนมากที่สุด คือ กระบวนการตรวจคําฟอง และกระบวนการ สรุปสํานวน เนื่องมาจากวาเปนกระบวนการที่ประชาชนคูกรณีไดมีสวนรวมในกระบวนการ โดยตรง และเปนการดําเนินการที่ตรงกับหลักการที่ศาลกําหนดไว ในกระบวนการตรวจคําฟอง เมื่อประชาชนผูฟองคดีเสนอคําฟองที่เขียนไมสมบูรณ คําฟองนั้นก็มิไดถูกจําหนายออกจากศาล แตจะไดรับคําแนะนําจากพนักงานคดีปกครองในการแกไขคําฟองที่เขียนไมสมบูรณใหมีขอความ ที่ครบถวนมากขึ้น เพราะมีการตรวจคําฟองทั้งจากพนักงานคดีปกครองและจากตุลาการโดย ละเอียดอีกครั้ง จึงทําใหประชาชนเกิดความพึงพอใจอยางสูงสุด สวนกระบวนการสรุปสํานวนนี้ เกี่ยวของทั้งฝายผูฟองคดีและผูถูกฟองคดี ทั้งสองฝายไดรับการสรุปสํานวนจากศาลทางไปรษณีย สรางความสะดวกใหกับคูกรณี ประชาชนไดรับขอมูลจริงและครบถวนตามหลักการที่ศาลกําหนด จากการสัมภาษณผูเกี่ยวของในกระบวนการ ทั้งหมดมีความพึงพอใจในกระบวนการดังกลาวมาก และคูกรณีไดนําสําเนาสรุปสํานวนของศาลมาใหผูวิจัยดูเพื่อยืนยันวาไดรับขอมูลในสวนนี้จริง ในสวนของกระบวนการที่มีแสดงถึงการมีสวนรวมของประชาชนมากแตยังไมแสดงถึง ความโปรงใสในการพิจารณาคดีเต็ม ที่ ได แก กระบวนการเสนอคํ าฟ อง กระบวนการทําคํา พิพากษาและคําสั่ง กระบวนการอุทธรณ กระบวนการบังคับคดี เพราะกระบวนการดังกลาว ประชาชนคูก รณีไดมีสวนร วมมากตรงตามหลั กการของศาลปกครอง เชน การเสนอคํ าฟอง ประชาชนผูฟองคดีมีสวนรวมโดยตรง แตพบปญหาในสวนของการไมมีทนาย ประชาชนไมรู กฎหมายจึงตองการมีทนายคอยใหความชวยเหลือ ประชาชนรูสึกวาเมื่อไมมีทนายแลวจะสูคดีอีก ฝายไมได เพราะประชาชนสวนมากยังยึดติดกับลักษณะการดําเนินการของศาลยุติธรรมที่ตองใช ทนายคอยใหความชวยเหลือตลอดกระบวนการในศาลยุติธรรม เมื่อมาดําเนินการในศาลปกครอง จึ งรู สึ ก โดดเดี่ ย วเมื่อ ไมมีท นายความมาดํ า เนิน การแทนกระบวนการที่ มี ค วามโปรง ใสในการ พิ จารณาคดีแ ละการมีส วนรว มของประชาชนอยูใ นระดับ กลาง ได แก กระบวนการแสวงหา ขอเท็จจริง และกระบวนการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ปญหาจากความเห็นของคูกรณีโดยเฉพาะ ประชาชนผูฟองคดีที่เห็นวาศาลใหความสําคัญในการพิจารณาเอกสารมากเกินไป เพราะประชาชน ผู ฟ อ งคดี มี ค วามรู สึ ก ว า ตนเองเสี ย เปรี ย บในแง ข องการเตรี ย มเอกสารได ไ ม ดี เ ท า กั บ ฝ า ยรั ฐ www.kpi.ac.th

หนา 8 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  จากขอสังเกตความคิดเห็นเชนนี้พบกับบุคคลที่คดีถูกยกฟอง จะเกิดความคิดวากระบวนการตาง ๆ ของศาลปกครองมีผลตอคดี ในการมีสวนรวมของประชาชนที่มีนอย สวนหนึ่งมาจากในเรื่อง วัฒนธรรมความเชื่อของไทยในเรื่อง “การขึ้นโรงขึ้นศาล” ประชาชนชาวบานธรรมดาจะรูสึก กลัวศาล ถือเปนอุปสรรคหนึ่งของมีสวนรวมของประชาชน และอีกอยางหนึ่งคือ การนั่งพิจารณา คดีของศาลปกครอง ประชาชนเห็นวาการนั่งพิจารณาคดีครั้งเดียวไมเพียงพอ เพราะประชาชน คุนเคยกับกระบวนการของศาลยุติธรรมที่ตองมีการนัดพิจารณาคดีจํานวนหลายครั้ง ประชาชน จึงเกิดความรูสึกวาการพิจารณาคดีของศาลปกครองไมมีความละเอียด

www.kpi.ac.th

หนา 9 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  Abstract The administrative courts are organizations originated according to the Royal Kingdom of Thailand’s Constitution 1997. They are institutions of justice whose duties are to adjudicate conflicts in administrative cases in cases people and government officials do not receive equity from the state sector.

Therefore, in

trying cases of the administrative courts, it is necessary to regard to the principles of good governance,

aiming at originating the transparency and people

participation. This study was a qualitative research with the following purposes (1) investigate the utilization the principles of good governance with an emphasis on the transparency in trying cases and people participation in the process of trying cases of the administrative courts in Northeast Thailand, (2) examine problems and obstacles to the utilization of the principles of good governance with an emphasis on the transparency in trying cases and people participation, and (3) suggest guidelines for developing the utilization of the principles of good governance with an emphasis on transparency in trying cases and people participation, and to be guidelines for trying cases and people participation, and to be guidelines for creating equity for the society in the future. The sample used in this study was obtained through the stratified random sampling technique from those involved in the process of trying cases with court judgements.

www.kpi.ac.th

หนา 10 


นางสาวอรอนงค์ ซ้ายโพธิ์กลาง