Issuu on Google+

วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ชื่อ

ชมพูนุช ประจักษสุนทร วิทยานิพนธหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ปการศึกษา 2549

ชื่อเรื่อง การกอตัวและกระบวนการประชาสังคม : กรณีศึกษาชุมชนคีรีวง ตําบลกําโลน อําเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช (Forming and Process of Civil Society : A Case Study of Keereewong Community, Tambon Kamlone, Lanska District, Nakhon Si Thammarat Province)

********************

บทคัดยอ การศึกษาเรื่องการกอตัวและกระบวนการประชาสังคม : กรณีศึกษาชุมชนคีรีวง ตําบล กําโลน อําเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงคการวิจัย 2 ประการ คือ เพื่อศึกษา ปจจัยที่เกื้อหนุนตอการกอตัวของกระบวนการประชาสังคม และศึกษากระบวนการประชาสังคม ในชุมชนคีรีวง โดยใชวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลภาคสนามดวยวิธีการสัมภาษณรวมกับการสังเกต และใชวิธีการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพในการวิเคราะหขอมูล ผลจากการศึกษา พบวา การศึกษาปจจัยที่เกื้อหนุนตอกระบวนการประชาสังคมในชุมชน คีรีวง ตําบลกําโลน อําเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบดวย 1. โครงสรางสังคมแนวราบ ชาวบานมีความแตกตางกันไมมากนัก ทั้งดานฐานะ การศึกษา อาชีพ รายได และชาวบานสวนใหญเปนเครือญาติกัน มีการชวยเหลือเกื้อกูลกันตาม สมควร 2. ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองคือ ชาวบานประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทําสวน ผลไม ปลูกผักและมีอาชีพเสริมจากการทํางานในกลุมอาชีพและรับจางทั่วไปเปนชุมชนที่สามารถ ผลิตอาหารไดเองและยังเปนหนวยผลิตสินคาเพื่อจัดจําหนาย 3. คานิยมจากพุทธศาสนา ชาวบานยึดถือหลักธรรมคําสอนของศาสนาพุทธเปน แนวทางในการดําเนินชีวิต www.kpi.ac.th

หนา 1 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  4. ผูนําชุมชนเปนผูคอยประสานระหวางชาวบานดวยกันเองระหวางกลุมกับชาวบาน ระหว า งกลุ ม ต อ กลุ ม และหน ว ยงานของรั ฐ ซึ่ ง เป น ผู ที่ ช าวบ า นให ก ารยอมรั บ มี ทั้ ง ผู นํ า อย า ง เปนทางการและผูนําอยางไมเปนทางการ ไดแก ผูนําการพัฒนาในอดีต หมอพื้นบาน ครูและ เจาอาวาส 5. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ดวยสภาพที่ตั้งภูมิประเทศของชุมชนคีรีวง สงผลใหทรัพยากรและสิ่งแวดลอมมีความอุดมสมบูรณ ทั้งดิน น้ําและอากาศ เอื้ออํานวยแกการ เพาะปลูก 6. ภูมิปญญาทองถิ่นที่ไดรับการถายทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุนสูรุน มีความเปน เอกลักษณแตกตางจากชุมชนอื่น และการศึ ก ษากระบวนการประชาสั ง คมในชุ ม ชนคี รี ว งพบว า ชาวชุ ม ชนคี รี ว งมี ค วาม ต อ งการร ว มกั น ที่ จ ะแก ไ ขป ญ หาที่ เ กิ ด ขึ้ น ในชุ ม ชน ได แ ก ป ญ หาความยากจนและป ญ หา ทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบานจึงรวมมือกันหาทางออกในการแกไขปญหานี้จากคําแนะนําของ หนวยงานตางๆ โดยการรวมกลุมกันทํากิจกรรมเพื่อแกไขปญหาดังกลาว มีทั้งกลุมอาชีพเพื่อสราง รายไดเสริมและกลุมสวัสดิการเพื่อใหชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาศัยกระบวนการเรียนรู รวมกันทั้งภูมิปญญาทองถิ่นและวิทยาการสมัยใหม กระบวนการติดตอสื่อสารและการบริหาร จัดการที่ดีของกลุม ********************

www.kpi.ac.th

หนา 2 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  ABSTRACT The study on the forming and process of civil society : A case study of Keereewong

Community,

Tambon

Kamlone,

Lanska

District,

Nakhon

Si

Thammarat Province had two main objectives: to investigate factors supporting the forming of the process of the civil society, and to investigate the process of the social community in Keereewong community. Interviews and observations were used to collect the data that were then analyzed qualitatively. The results of the study revealed that the factors supporting the forming of civil society process in Keereewong community, Tambon Kamlone, Lanska District, Nakhon Si Thammarat Province were: 1. Horizontal social structure. People in the community were not very different from each other in terms of economic status, education, occupation, and income. Most of them were relatives and helped each other. 2. Self-reliance economy. Most people were farmers growing fruits and vegetables. They also had sideline occupation in working with vocational groups and doing odd jobs. The community could produce its own food and it was a producing and selling unit. 3. Buddhist value. People took Dhamma or the teaching of Buddha as guidelines for their life. 4. Community leaders as coordinators. They linked people with the people themselves, people with groups of people, groups with groups, and people with government agencies. They were accepted by people in the community. Some of them are formal leaders and some were not. Some of them were former development leaders, some were folk doctors, some were teachers and some were abbots. 5. Natural resources and the environment. Keereewong is situated in a suitable geographical area that is rich in natural resources, fertile soil and abundance of water and suitable weather for crops growing. 6. Local folk wisdom. People inherited folk wisdom from their ancestors and have their own identity that is different from other communities.

www.kpi.ac.th

หนา 3 


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา  The study on the process of the civil society in Keereewong Community revealed that people wanted to join hands in solving problems in their community, namely, poverty problems and problems related to natural resources. Together, they solved problems according to advice from different agencies. They got into groups to carry out activities to solve problems, for example, vocational groups to earn extra income, and welfare groups to promote better quality of life. They applied the process of learning together, sharing folk wisdom and modern knowledge, communication process, and good group management in their community.

********************

www.kpi.ac.th

หนา 4 


นางสาวรังรอง โสดามรรค