Page 1

วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ชื่อ

นายอมฤต ศรีพิชญาการ วิทยานิพนธหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม

ชื่อเรื่อง

ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคม : กรณีศึกษาโครงการขยายถนนในชุมชนวัดเกต เทศบาลนครเชียงใหม (State and Society Relation: A Case Study of Roads Expansion Project in The Wat Ket Community, Chiang Mai Municipality) **********************

บทคัดยอ ในการศึ ก ษาเรื่ อ ง ความสั ม พั น ธ ร ะหวา งรั ฐ กับ สัง คม : กรณี ศึ ก ษาโครงการขยายถนน ในชุมชนวัดเกต เทศบาลนครเชียงใหม นี้มีวัตถุประสงค 1) เพื่อศึกษารูปแบบความสัมพันธ ระหว า งรั ฐ กั บ สั ง คมในป จ จุ บั น จากกรณี โ ครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชี ย งใหม 2) เพื่ออธิบายรูปแบบการมีสวนรวมของประชาชนตอการกําหนดนโยบายโครงการขยายถนนใน เขตเทศบาลนครเชียงใหม 3) เพื่อวิเคราะหรูปแบบความสัมพันธที่เหมาะสมระหวางราชการ สวนกลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น โดยมีการกําหนดเครื่องมือในการวิจัยคือการศึกษา จากเอกสารและการสัมภาษณเชิงลึกกับประชาชน ภาครัฐ ชุมชนที่มีสวนเกี่ยวของ จากผลการศึกษา พบวา รูปแบบความสัมพันธที่เปลี่ยนแปลงไปโดยมีลักษณะความสัมพันธ ที่มีภาวะทางอํานาจที่เทาเทียมกันมากขึ้น สงผลใหรัฐและประชาชนตางถวงดุลอํานาจซึ่งกันและ กัน ลดบทบาทการรวมศูนยอํานาจ หมายความวาตางฝายตางมีความเทาเทียมกัน รัฐไมสามารถ ควบคุ มสั งคมได ไมสามารถกํ าหนดนโยบายตามใจชอบได ยังตองมี ความเห็ นจากประชาชน เสียกอนโดยเฉพาะนโยบายที่มีผลกระทบตอประชาชนในพื้นที่ อยางไรก็ตามรัฐไทยยังคงมี แนวทางความคิดที่เปนศูนยอํานาจ รัฐจึงมักกําหนดนโยบายที่ขาดการมีสวนรวมของประชาชน การออกนโยบายเชนนี้ความสัมพันธในเชิงนโยบายระหวางรัฐกับสังคมจึงมีลักษณะรัฐนิยม (Neostatism) คือ การออกนโยบายที่ขาดภาคประชาสังคม จะมีรัฐเปนผูกําหนดนโยบายใหแกประชาชน ประชาชนมีการเคลื่อนไหวทางสังคมทั้งในรูปแบบใหมและรูปแบบเกาคือทั้งผานกลไกรัฐและ ไมผาน www.kpi.ac.th

หนา 1


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา การคั ด ค า นโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชี ย งใหม ข องประชาชน โดยอาศั ย รัฐธรรมนูญในการตอสูและคัดคาน ซึ่งแสดงใหเห็นวาสังคมยังสามารถที่จะควบคุมรัฐไดอยูเชนกัน ตรงกับลักษณะความสัมพันธคือสังคมลอมรัฐ (Society Enclose State) เปนสังคมที่สังคมสามารถ ตอกรกับรัฐได บางครั้งรวมไปถึงการควบคุมรัฐใหปฏิบัติตามความตองการของประชาชนดวย ********************** Abstract The study entitled “State and Society Relation: A Case Study of Roads Expansion Project in The Wat Ket Community, Chiang Mai Municipality” aimed to investigate: 1) the pattern of relationships between state and society, in the case of the road expansion project in Nakorn Chiang Mai Municipal area; 2) patterns of people’s participation in the policy making process for the road expansion project in Nakorn Chiang Mai Municipal area; 3) appropiate patterns of relationships among central, regional and local government. This research is based on document research and in-depth interviews with related people, government units and communities. The results revealed that the pattern of relationships changed to form an equal power relationship, where the government and people have balanced power. Centralization of power was decreased, and this meant that people and the government had equal power. The government could not control society, or they could not make policies as they liked. The policies, especially those which affect the lives of people in the implemented area, must be agreed by the people. However, the Thai government still retained the concept of centralized power. The policies were usually made without the people's participation resulting in “Neo-statism” or policy making with no civil sector participation – government set the policies for the people. There were both modern and old forms of social movement, use and no use of government's mechanism, in the civil sector. The people's protest against the road expansion project in Nakorn Chiang Mai Municipality was based on the constitution showed that society could also control the government. This took the form of “Society Enclosed State” relationship patterns. Society could fight against the government, or sometimes, it could control the government to serve the needs of the people.

********************** www.kpi.ac.th

หนา 2


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา

บทสรุปผูบริหาร บทนํา ในการศึกษาความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคม : กรณีศึกษาโครงการขยายถนนในชุมชน วัดเกต เทศบาลนครเชียงใหม โดยที่เนื้อหานั้นจะแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธระหวางรัฐกับ สังคมในเขตพื้นที่ศึกษาคือบริเวณชุมชนวัดเกต ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม เทานั้นเพราะพื้นที่ ชุมชนวัดเกตเปนพื้นที่ที่มีการขยายถนนและเปนยานอนุรักษของชาวเชียงใหมมีสถาปตยกรรม เกาแก มีศาสนสถานถึง 4 แหง ไดแก พุทธ คริสต อิสลาม และซิกข จึงเปนเหตุที่ผูวิจัยสนใจ ที่จะศึกษาเรื่องดังกลาว โดยนํามาวิเคราะหกับงานเขียนที่สําคัญของ ศ.ดร.ชัยอนันต สมุทวนิช เรื่อง “รัฐกับสังคม : ไตรลักษณรัฐไทยในพหุสังคมสยาม” ที่อธิบายรูปแบบความสัมพันธระหวาง รัฐกับสังคมในป พ.ศ.2533 ซึ่งรูปแบบความสัมพันธมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดลอม เปนเหตุ ใหเกิดความคิดวาปจจุบันนี้ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมอยูในลักษณะใด เพื่อที่จะสามารถ อธิบายสภาพสังคมในปจจุบันได รูปแบบความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป ตามภาวะแวดลอมทางการเมืองที่เปลี่ยนไปจากกรณีศึกษากรณีศึกษาโครงการขยายถนนในชุมชน วัดเกต เทศบาลนครเชียงใหม เชียงใหมนับไดวาเปนศูนยกลางความเจริญของภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเชียงใหมเปน เมื อ งที่ มี ป ระวั ติ ศ าสตร อั น ยาวนาน มี เ อกลั ก ษณ ท างภาษาและวั ฒ นธรรมประเพณี รวมทั้ ง โบราณสถาน โบราณวัตถุที่มีคุณคามากมาย จนถึงทุกวันนี้เชียงใหมมีอายุ 714 ป นับจาก พ.ศ.1839 ซึ่งขณะนั้นเชียงใหมเปนศูนยกลางของอาณาจักรลานนา จนถึงป พ.ศ.2439 เชียงใหมก็ถูกผนวก เขาเปนเมืองหนึ่งของราชอาณาจักรไทย และป พ.ศ. 2478 (แผนพัฒนาเทศบาลนครเชียงใหมสามป พ.ศ.2554-2556 : 2553, 3) เมืองเชียงใหมไดรับการยกฐานะเปนเทศบาลนครเชียงใหม ดังนั้น เชียงใหมจึงเปนเมืองหนึ่งที่มีความสําคัญเปนอยางมากของประเทศ เชียงใหมไดมีการเจริญเติบโต อยางรวดเร็วตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 5 ซึ่งไดกําหนดใหเชียงใหม เปนเมืองหลักเมืองหนึ่งของภาคเหนือ ทําใหเกิดการลงทุนทั้งทางภาครัฐและเอกชน ธุรกิจทองเที่ยว ที่ไดรับการสงเสริมอยางแพรหลาย สงผลใหเมืองเชียงใหมเกิดการเติบโตอยางรวดเร็วของความ เปนเมือง ตั้งแตมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบ ประชาธิปไตยในป พ.ศ.2475 ซึ่งนับไดวาความสัมพันธระหวางรัฐกับประชาชนเริ่มชัดเจนมาก www.kpi.ac.th

หนา 3


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ยิ่งขึ้น เห็นไดจากการเริ่มเขาไปมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน อาทิเชน มีการเลือกตั้ง มี รัฐธรรมนูญ เปนตน แตทวาการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชนนั้นยังไมเพียงพอเทากับการ ใหความสําคัญดานความมั่งคงและความสุขของประเทศ ฉะนั้นแลวความสัมพันธระหวางรัฐกับ สังคมยังคงเปนความสัมพันธในลักษณะรัฐลอมสังคม (States enclose social) (ชัยอนันต สมุทวณิช, 2533:217-221) การตอตานคัดคานการประกาศผังเมืองรวมเชียงใหม(ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) เชนกันที่บง บอกใหเห็นถึงปญหาการทํางานของรัฐวายังคงมีนโยบาย การกําหนดแผน และโครงการแผนงาน ที่มาจากสวนกลาง กลาวอีกนัยหนึ่งก็คือ เปนนโยบายจากบนสูลาง (Top-down approach) ซึ่งเปน สิ่งที่ชาวบานไมตองการ เพราะสิ่งที่ภาครัฐกําหนดไมไดอยูบนพื้นฐานของขอมูลที่ถูกตองของ พื้นที่ ของสภาพสังคมและสิ่งแวดลอม และเปนการมองปญหาที่ไมรอบดานขาดการปรึกษาหารือ กับประชาชนตั้งแตตน จึงทําใหไมไดรับการเห็นชอบและการผลักดันใหโครงการเหลานั้นเปนจริง ขึ้นมา (ดวงจันทร อาภาวัชรุตม เจริญเมือง,2549:177) โครงการขยายถนนในแผนผังเมืองรวม เชียงใหมฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ก็เชนกันเปนปญหาที่เกิดจากการคิดที่ขาดขอมูลพื้นฐานของสภาพ สั ง คมและสิ่ ง แวดล อ ม จึ ง นํ า ไปสู ก ารต อ ต า นและคั ด ค า นของชาวบ า น โดยที่ มี แ กนนํ า ทั้ ง นักการเมืองทองถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ และกลุมตางๆที่มีแนวคิดที่ไมเห็นดวยกับแผนผัง เมืองรวมเมืองเชียงใหม (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ปจจุบันการคัดคานจะยังมีการดําเนินตอไปถาเกิด การปฏิบัติจริงตามแผนผังเมืองรวมเมืองเชียงใหมฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ในเรื่องการขยายถนนใน เขตพื้นที่ที่ชาวบานมีการตอตาน แตกระนั้นแผนการดังกลาวก็ไดประกาศใหประชาชนรับรูในวันที่ 21 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 ทั้งนี้เพื่อใหประชาชนแสดงความคิดเห็น รองเรียนขอแกไข เปลี่ยนแปลง ผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) เพื่อดําเนินการ แกไขตอไป จากการกําหนดยุทธศาสตรการพัฒนาจังหวัด ผังเมืองเปนมาตรการหนึ่งที่มุงพัฒนาพื้นที่ เพื่อการแกไขปญหาการใชประโยชนที่ดินดวยการจําแนกการใชประโยชนที่ดินใหมีความชัดเจน ขึ้น เพื่อลดความขัดแยงของการใชพื้นที่ของประชาชนและธุรกิจตางๆ ดังนั้นผังเมืองจึงเปนกรอบ กว างๆ ของการจัด ทํ าแผนงานและโครงการพัฒนาของกรมโยธาธิ การและผังเมือง กระทรวง มหาดไทยเทานั้น ดังนั้นการพัฒนาพื้นที่ภายใตความรับผิดชอบขององคการปกครองสวนทองถิ่น โดยการขยายถนนของเทศบาลนครเชี ย งใหม จึ ง เป น ดุ ล พิ นิ จ ของคณะผู บ ริ ห ารเทศบาลนคร เชียงใหมและคณะทํางานจัดทํายุทธศาสตรพัฒนาเทศบาลนครเชียงใหม แผนงานและโครงการ www.kpi.ac.th

หนา 4


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ขยายถนนที่บรรจุไวในแผนยุทธศาสตรการพัฒนาเทศบาลนครเชียงใหมป พ.ศ.2553-2555 โดยให เหตุผ ลถึง ความสอดคล องกั บผัง เมือ งรวมและการพั ฒ นาระบบสาธารณู ป โภค สาธารณู ป การ การจราจร การคมนาคม และการขนสงที่ไดมาตรฐาน เพื่อใหเกิดคุณภาพชีวิตที่ดีแกประชาชนอยาง ทั่วถึง (กองวิชาการและแผนงานเทศบาลนครเชียงใหม, 2552) จึ ง ทํ า ให มี ค วามน า สนใจอย า งยิ่ ง ที่ จ ะศึ ก ษาถึ ง ความสั ม พั น ธ ร ะหว า งรั ฐ กั บ สั ง คมจาก กรณีศึกษาโครงการขยายถนนในชุมชนวัดเกต เทศบาลนครเชียงใหมเนื่องจากการกําหนดแผนและ พัฒนาทองถิ่นของประชาชนนั้นควรที่จะใหประชาชนเขามามีสวนรวมในการจัดการสภาพแวดลอม ทรัพยากร ภูมิปญญา และปญหาที่เปนผลกระทบตอชีวิตความเปนอยูของประชาชน ผูศึกษาจึง สนใจศึกษา “ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคม : กรณีศึกษาโครงการขยายถนนในชุมชนวัดเกต เทศบาลนครเชียงใหม” โดยมีวัตถุประสงคดังนี้ 1. เพื่ออธิบายรูปแบบความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมในปจจุบันจากกรณีการคัดคาน โครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชี ย งใหม อิ ท ธิ พ ลของการกระจายอํ า นาจสู ท อ งถิ่ น ตอรูปแบบความสัมพันธดังกลาว ตลอดจนรูปแบบความสัมพันธที่เหมาะสมและควรจะเปน 2. เพื่ออธิบายรูปแบบการมีสวนรวมของประชาชนตอการกําหนดนโยบายโครงการ ขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมที่เหมาะสม 3. เพื่ออธิบายรูปแบบความสัมพันธที่เหมาะสมระหวางราชการสวนกลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น ระเบียบวิธีวจิ ัย การดําเนินการวิจัย การศึกษาเรื่อง ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคม กรณีศึกษาโครงการ ขยายถนนในชุ ม ชนวั ด เกต เทศบาลนครเชี ย งใหม เป น แบบการวิ จั ย เชิ ง คุ ณ ภาพ (Qualitative Research) ผูวิจัยไดวางแผนการดําเนินงานตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาขอมูลนโยบายผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ในสวน โครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชีย งใหม การต อต า นการขยายถนนของเทศบาลนคร เชียงใหม 2. สังเกตชุมชนวัดเกต สรางแนวทางสัมภาษณเชิงลึกและแนวทางการประชุมกลุมยอย www.kpi.ac.th

หนา 5


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 3. ติดตอหนวยงานที่เกี่ยวของเพื่อขอสัมภาษณ ติดตอตัวแทนชุมชน และหนวยงาน ภาครัฐเพื่อรับสมัครผูเขารวมการวิจัย 4. เก็บขอมูลโดยการสัมภาษณเชิงลึก (In-depth Interview) การประชุมกลุมยอย (Focus Group) 5. วิเคราะหขอมูล 6. สรุปผลจากการวิจัย อภิปรายผลและใหขอเสนอแนะ 7. จัดทํารูปเลมและนําเสนอรายงาน ผูเขารวมในการวิจัย การคัดเลือกผูใหขอมูลในการวิจัยครั้งนี้ไดใชวิธีการสุมตัวอยางตาม จุดมุงหมายหรือการสุมตัวอยางแบบเจาะจงตามวิจารณญาณของผูวิจัย กลาวคือ เปนผูที่มีหนาที่ เกี่ยวของหรือมีสวนไดสวนเสียในโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม ผูใหขอมูลหลัก (Key Informant) มีขอมูลตรงตามคําถามวิจัยและวัตถุประสงคของการวิจัย จํานวน 26 คน ซึ่งประกอบดวย - กลุมประชาชนในพื้นที่ 17 ราย - นักวิชาการอิสระ นักธุรกิจเอกชน 4 ราย - ตัวแทนที่นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหมมอบหมาย 1 ราย - ตัวแทนที่นายกองคการบริหารสวนจังหวัดเชียงใหมมอบหมาย 1 ราย - ตัวแทนที่ผูวาราชการจังหวัดเชียงใหมมอบหมาย 1 ราย - ขาราชการในสํานักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม 2 ราย กลุมประชาชนในพื้นที่แบงออกเปน 2 สวนคือ 1. การประชุมกลุมยอย (Focus Group) โดนคัดเลือกจากประชาชนในพื้นที่ที่ไดมี สวนไดสวนเสียเกี่ยวกับโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม และเปนผูที่รับรูเรื่อง มีสวนรวมในการคัดคาน และผูที่ไมมีสวนรวมในการคัดคาน เพื่อใหการประชุมกลุมยอย (Focus Group) ไดมาซึ่งขอมูลที่มีประเด็นหลากหลาย จํานวน 3 กลุมๆ ละ 5 คน วิธีการประชุมกลุมยอย (Focus Group) นั้น ผูวิจัยคัดเลือกจากผูแทนหรือผูนําชุมชน กอนจํานวน 10 คน ใหผูแทนชุมชนชวยเลือกอีก 5 คน (Snow Ball) โดยเลือกผูที่ยินดีใหความ รวมมือและสมัครใจในการเขารวมประชุม รวมทั้งสิ้น 15 ราย www.kpi.ac.th

หนา 6


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 2. การสัมภาษณเชิงลึก (In-depth Interview) คัดเลือกจากประชาชนที่มีความรูเกี่ยว โครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม โดยเปนประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดเกตที่ไดเฝา สังเกตการณคัดคานอยูตลอดเวลา จํานวน 2 คน วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล การเก็บรวบรวมขอมูลครั้งนี้ใชวิธีการสัมภาษณ เปนวิธีการ หลัก กรณีที่เปนตั วแทนชุมชน ใช วิธีก ารประชุ มกลุ มยอยดวย เพื่อเก็ บรวบรวมขอมู ลเพิ่มเติม นอกจากนั้นยังมีการสังเกตบริบทของชุมชนดัวย ผูวิจัยเปนผูเก็บรวบรวมขอมูลเองทั้งหมด ดังมี รายละเอียดดังตอไปนี้ 1. การสังเกตชุมชน การสังเกตชุมชน เปนการสังเกตบริบทของชุมชนวัดเกตุ เพื่อนํา ขอมูลที่ไดจากการสังเกตมาเปนสวนหนึ่งของขอมูลในการวิเคราะหผลการวิจัย ในขณะสังเกต ผูวิจัยไมไดแสดงตนวากําลังเก็บขอมูล แตทําตัวกลมเกลียวไปกับชุมชน ขอมูลที่สังเกตไดจึงเปนไป ตามธรรมชาติและนาเชื่อถือได ภายหลังการสังเกตแตละครั้ง ผูวจิ ัยไดจดบันทึกสิ่งที่สังเกตไดทันที 2. การสัมภาษณเชิงลึก (In-depth Interview) ในผูเขารวมวิจัยดังตอไปนี้ - ประชาชนในพื้นที่ จํานวน 2 คน คือ ประชาชนในชุมชนวัดเกต - ตัวแทนจากราชการสวนกลาง ภูมิภาค ทองถิ่น รวม 5 คน - นักวิชาการอิสระ นักธุรกิจเอกชน จํานวน 4 คน คือ นักวิชาการ 2 คน นักธุรกิจ 2 คน การสัมภาษณเชิงลึก เปนการสัมภาษณตามแนวทางสัมภาษณที่จัดทําไวลวงหนาแลว นอกจากนั้นมีการใชคําถามหยั่งลึกเพื่อรวบรวมขอมูลในรายละเอียด การสัมภาษณนี้ใชในการ เก็บขอมูลพื้นฐานของฝายภาครัฐ นักวิชาการ นักธุรกิจเอกชน และประชาชนในชุมชนวัดเกต รวมทั้งสิ้น 11 ราย ขณะสัมภาษณมีการบันทึกเทปเสียง 3. การประชุมกลุมยอย (Focus Group) การประชุมกลุมยอยในประชาชนในชุมชน วัดเกตประกอบดวยผูแทนหรือผูนําชุมชนและประชาชนทั่วไป จํานวน 15 คน โดยการแบงกลุม ออกเปน 3 กลุมๆละ 5 คน การประชุมกลุมนี้มีแนวทางหรือคําถามเตรียมไวลวงหนาแลวใหสมาชิก กลุมรวมกันแลกความคิดเห็นเสนอขอคัดแยงและความเห็นสอดคลอง

www.kpi.ac.th

หนา 7


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ใชเครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการสัมภาษณสัมภาษณ เชิงลึกและการประชุมกลุมยอย เปนแนวคําถามกวางๆ ที่ผูวิจัยเตรียมไวลวงหนาแลว เพื่อใหผูให ขอมูลมีความอิสระในการใหขอมูล แสดงความเห็นหรือโตแยง ในการสัมภาษณผูวิจัยมีการใช คําถามหยั่งลึกเพื่อใหไดขอมูลในรายละเอียดมากขึ้น แนวทางในการสัมภาษณและการประชุมกลุมยอย ประกอบดวย 7 ประเด็นหลักดังนี้ 1. ทานมีความคิดเห็นอยางไรเกี่ยวกับโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม? ขยายกี่เสนทาง ? ทําไมจึงตองขยาย ? 2. ภาครัฐสวนกลางเขามามีบทบาทอยางไรเกี่ยวกับโครงการขยายถนนในเขตเทศบาล นครเชียงใหม ? เห็นดวยหรือไม ? เพราะอะไร ? อยากใหทําอยางไร ? 3. ภาครัฐสวนทองถิ่น เชน เทศบาล อบจ. เขามามีบทบาทอยางไรเกี่ยวกับโครงการ ขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม? เห็นดวยหรือไม ? เพราะอะไร? อยากใหทําอยางไร? 4. การทํางานระหวางภาครัฐสวนกลางกับทองถิ่นเปนอยางไร ? ลักษณะใด ? มีขอดี ขอเสียอยางไร ? นาจะเปนลักษะใด ? 5. ภาคประชาชนเขามามีบทบาทอยางไรเกี่ยวกับโครงการขยายถนนในเขตเทศบาล นครเชียงใหม ? ไดเขามามีสวนรวมในการตัดสินใจอยางไร ? วิธีใด ? มากนอยเพียงใด ? ทานอยาก ใหเปนอยางไร ? 6. ทานมีความคิดเห็นอยางไรเกี่ยวกับการคัดคานการขยายถนนในเขตเทศบาลนคร เชียงใหม? ภาครัฐมีปฏิกิริยาอยางไรตอการคัดคาน ? 7. การขยายถนนครั้งนี้ ไดแสดงใหเห็นถึงความสัมพันธหรือการทํางานรวมกันระหวาง ภาครัฐและประชาชนวาเปนแบบใดหรือลักษณะใด ? มีขอดีขอเสียอยางไร ? ทานอยากใหมี ลักษณะเปนอยางไร ? การวิเคราะหขอมูล การศึกษาครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะหขอมูลเชิง คุณภาพใชวิธีการวิเคราะหเนื้อหา (Content Analysis) และวิธีการวิเคราะหเชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) ผูวิจัยไดดําเนินการดังนี้ 1. ผูวิจัยไดนําเสนอขอมูลเชิงประจักษ จากการสังเกตการณบริบทและการวิเคราะห บริบทในพื้นที่ศึกษา นําขอมูลที่ไดมาใชเปนแนวทางในการกําหนดประเด็นคําถามในการสัมภาษณ www.kpi.ac.th

หนา 8


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา และประชุมกลุมยอย เชื่อมโยงไปยังขอมูลพื้นฐาน เพื่อการดําเนินการเก็บขอมูลในสวนอื่นๆ หรือ บุคคลที่เกี่ยวของตอไป 2. ผูวิจัยไดนําขอมูลที่ไดจากการสัมภาษณและประชุมกลุมยอยมารวบรวมและแยก วิเคราะหเปนประเด็นตามความคิดเห็นของผูใหขอมูลแตละกลุมและสรุปโดยภาพรวมของผูให ขอมูลทั้งหมดและนํามาประมวลผลเพื่อหาคําตอบในการวิจัย 3. ผูวิจัยใชพฤติกรรมของประชาชนในการหาความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมวาจัด อยูในรูปแบบใด โดยที่พฤติกรรมดังกลาวนั้นสังเกตจากการคัดคานหรือการเขาไปมีสวนรวมใน กิจกรรมตางๆของรัฐ 4. ผูวิจัยไดเนนการนําเอาแนวคิด ทฤษฎีความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคม การกระจาย อํานาจ ประชาสังคม การเคลื่อนไหวทางสังคม และกลุมผลประโยชน มาเปนบรรทัดฐานในการ เชื่อมโยงเนื้อหากับแนวคิด เพื่อหาคําตอบในการศึกษา ผลการศึกษาวิจัย 1. ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมเมืองเชียงใหมในปจจุบัน จากการศึกษาวิจัยพบวา สังคมเมืองเชียงใหมในพื้นที่ศึกษาวิจัยมีความสัมพันธกับรัฐในลักษณะสังคมรวมรัฐ คือลักษณะ สังคมมีอํานาจพอจะคัดคานการทํางานของรัฐได เห็นไดจากกการคัดคานโครงการขยายถนนใน เขตเทศบาลนครเชียงใหม ดังเชนที่ ชัยอนัน ต สมุ ทวณิช (2533:197-200) ไดอธิบายว าเมื่ อรัฐ มีบทบาทในการแทรกแซงสังคม และสังคมมีความเขมแข็ง ทัดเทียมอํานาจรัฐ เราจึงเรียกลักษณะนี้ วา “สังคมรวมรัฐ” คือ มีการตอบโตจากสังคม ทั้งจากกลุมยุทธศาสตรที่มีอํานาจ กลุมยุทธศาสตร ที่ดอยอํานาจ และจากประชาชนที่ไดรับผลกระทบ ในขณะเดียวกันความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมในเมืองเชียงใหม ยังสามารถอธิบายได อีกดานหนึ่งคือ ลักษณะของรัฐกับสังคม ซึ่งวิเคราะหไดวาตัวรัฐเองมีความคิดหรืออุดมการณใน ลักษณะของรัฐลอมสังคม ซึ่งชัยอนันต สมุทวณิช (2533:197-200) อธิบายวาเปนลักษณะที่รัฐเปน ศูนยกลาง มีอํานาจในการจัดการทุกภาคสวนของสังคม ดังเชน การเกิดโครงการขยายถนนในเขต เทศบาลนครเชียงใหมที่เกิดจากรัฐเปนผูกําหนดนโยบายดังกลาว ดังนั้นความสัมพันธเชิงนโยบาย ระหว างรั ฐกั บ สั ง คมจึ ง เป น ลั ก ษณะตัว แบบรั ฐนิ ย ม (neo-statism) คื อ รั ฐมีอํ านาจอิ ส ระในการ กําหนดนโยบายและโครงสรางอํานาจรัฐที่ตีกรอบกิจกรรมของคนในสังคม อยางไรก็ตามรัฐไมได www.kpi.ac.th

หนา 9


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา มีอํานาจอิสระอยางสิ้นเชิง (อนุสรณ ลิ่มมณี 2542:39) เหมือนกรณีการเกิดโครงการขยายถนนใน เขตเทศบาลนครเชียงใหม ที่ประชาชนบางสวนไมเห็นดวยและออกมาคัดคานโครงการขยายถนน ในเขตเทศบาลนครเชี ย งใหม และประสบผลสํา เร็ จ ในการคั ด ค า นโครงการขยายถนนในเขต เทศบาลนครเชียงใหม ซึ่งยังคงเหลือในบางเสนทางที่ยังไมยกเลิก 2. ผลของการกระจายอํานาจสูทองถิ่นที่สงผลตอรูปแบบความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคม ในชุมชนเมืองเชียงใหม เมื่อการกระจายอํานาจสูทองถิ่น บทบาทของรัฐในสวนของทองถิ่นจึงมี บทบาทกับสังคมเปนอยางมาก ดังเชน ธเนศวร เจริญเมือง (2539:10) ไดอธิบายถึงการกระจาย อํานาจไววาหมายถึง ระบบการบริหารประเทศที่เปดโอกาสใหทองถิ่นตางๆมีอํานาจในการจัดการ ดูแลกิจกรรมทั้งหลายๆดานของตนเอง ไมใชปลอยใหรัฐบาลกลางรวมศูนยอํานาจในการจัดการ แทบทุกเรื่องของทองถิ่น ดังนั้นการกระจายอํานาจใหทองถิ่นจึงทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงใน ประเด็นความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมดวยเชนกัน รวมกับขณะที่ประชาชนมีสิทธิเพิ่มมากขึ้น ทําใหความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมชัดเจนขึ้นในแงของสังคมรวมรัฐหรือสังคมลอมรัฐ สรุปในแงของประเด็นการกระจายอํานาจสูทองถิ่นมีผลตอการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ ระหวางรัฐกับสังคม เนื่องจากการใหทองถิ่นปกครองทองถิ่นเอง ดวยประชาชนในทองถิ่นเอง ทําใหความตองการของประชาชนถูกตอบสนองจากรัฐไดตรงตามความตองการของประชาชน ดังนั้นความสัมพันธในเชิงนโยบายระหวางรัฐกับสังคมจึงเปลี่ยนจากรัฐนิยมที่รัฐจะเปนผูกําหนด นโยบายเปนตัวแบบเชิงสหการ การตัดสินใจเลือกสาธารณะ นีโอมารกซีสต พหุนิยม และแบบชน ชั้นนํา ขึ้นอยูกับ สถานการณหรือรูปแบบของนโยบาย 3. ลักษณะรูปแบบความสัมพันธที่เหมาะสมระหวางรัฐกับสังคมในระดับทองถิ่น จากขอ 2 ผูวิจัยสามารถวิเคราะหความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมในระดับทองถิ่นไดวา โครงการขยายถนน ในเขตเทศบาลนครเชี ย งใหม ที่ ป ระชาชนออกมาคั ด ค า น แสดงให เ ห็ น ว า รั ฐ ส ว นกลางจะมี ความสัมพันธกับสังคมเมืองเชียงใหมในลักษณะรัฐลอมสังคมซึ่งกอใหเกิดความไมพอใจในการ กําหนดนโยบายดังกลาว แสดงใหเห็นวาเปนความสัมพันธที่ไมเหมาะสม แตความสัมพันธระหวาง รัฐทองถิ่นกับสังคมจึงตองมีลักษณะสังคมรวมรัฐ เพราะการมีรัฐกับสังคมที่มีอํานาจเทาเทียมกัน นั้นจะกอใหเกิดการถวงดุลอํานาจกันได การที่รัฐจะกระทําอะไรที่มีผลกระทบหรือความเสียหาย ตอประชาชนตองผ านกระบวนที่เรียกว าประชาสังคม หรือการมี สวนร วมของประชาชนกอน ดังเชนโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมที่ขาดการมีสวนรวมของประชาชนใน www.kpi.ac.th

หนา 10


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ตอนตน จึงทําใหรัฐตองเสียทั้งเวลาและงบประมาณในการจัดทําโครงการขยายถนนในเขตเทศบาล นครเชียงใหม 4. รูปแบบการมีสวนรวมของประชาชนที่เหมาะสมตอการกําหนดนโยบายทองถิ่น จากการ ศึกษาวิจัยพบวาโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมเป นการกําหนดนโยบายจาก ภาครัฐสวนกลางจึงทําใหขาดการมีสวนรวมของประชาชนในเขตพื้นที่ ฉะนั้นสิ่งที่ตามมาคือการ คัดคานนโยบายโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม สาเหตุจากนโยบายดังกลาวไม ตรงตามความต องการของประชาชนและยั งสงผลกระทบตอประชาชน ตอเมืองเชียงใหม ต อ ประเพณีวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม ดังนั้นแลวการกําหนดนโยบายดังกลาวจึงเปนการกําหนด นโยบายจากบนลงลาง (Top-Down) ซึ่งเปนปญหากับสังคมเพราะนโยบายดังกลาวไมกอใหเกิด ประโยชนแกประชาชนในพื้นที่ แตจะเปนประโยชนตอเฉพาะเรื่อง อยางเชนโครงการขยายถนน ในเขตเทศบาลนครเชียงใหมที่เปนประโยชนตอผูใชรถใชถนน ทําใหสะดวกรวดเร็วขึ้น การขนสง รวดเร็วขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น แตผูประสบปญหาคือประชาชนขาดที่อยูอาศัย ตองยายที่อยูอาศัย ปญหา มลพิษจากยานพาหนะ ประเพณีวัฒนธรรมทางสถาปตยกรรมตองถูกรื้อถอน จึงสงผลใหประชาชน ในพื้นที่ออกมาคัดคานโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม ในลักษณะรูปแบบการมีสวนรวมที่เหมาะสมของชุมชนเมืองเชียงใหมที่ควรจะเปนคือ ลักษณะของลางขึ้นบน (Bottom-up) อยางที่เชนทานรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหมไดอธิบายถึง การทํางานของเทศบาลนครเชียงใหมที่ใหความสําคัญกับการมีสวนรวมของประชาชน มีลักษณะ การทํางานแบบลางขึ้นบน คือมีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แตละพื้นที่วา ประชาชนขณะนี้ตองการอะไร เนื่องจากแตละชุมชน แตละพื้นที่มีความตองการแตกตางกันไป ดังเชนที่ทานรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหมไดกลาววา “ทางชุมชนตองการทอระบายน้ําที่ใหญขึ้น เพราะเกิดปญหาน้ําทวมขังบอยครั้ง แตทาง เทศบาลกลับไปสรางสะพานลอยให ซึ่งทําใหสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปลาประโยชน ประชาชน ก็ไมไดใชสะพานลอย” ดั ง นั้ น เพื่ อ ให ง า ยแก ก ารทํ า งานและตรงตามความต อ งการของประชาชน จึ ง ต อ งดึ ง ประชาชนเขามามีสวนรวมในการบริหารงานของเทศบาลนครเชียงใหม อยางไรก็ตามโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม เปนการมีสวนรวมที่ไม แทจริง ดังเชนที่ชาวบานผูหนึ่งกลาววา www.kpi.ac.th

หนา 11


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา “เคาเชิญภาคประชาชนที่เปนนักธุรกิจ ชาวบานเราไมไดเขารวม ถาเขาไปประชุมคงไมเห็น ดวย” ประชาชนในเขตพื้นที่ไม ไดเขาไปมีสวนร วมอยางแทจริง อั นอาจเนื่ องมาจากการขาด งบประมาณในการประชาสัมพันธของรัฐเกี่ยวกับโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม 5. ลักษณะรูปแบบความสัมพันธที่เหมาะสมระหวางราชการสวนกลาง สวนภูมิภาคและ ส ว นท อ งถิ่ น จากการศึ ก ษาวิ จั ย ความสั ม พั น ธ ร ะหว า งรั ฐ กั บ สั ง คมแล ว ยั ง สามารถอธิ บ ายถึ ง ความสัมพันธระหวางราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาคและราชการสวนทองถิ่นไดอีกเชนกัน ซึ่งสามารถอธิบายไดเปนประเด็นดังตอไปนี้ 1) ความสัมพันธระหวางราชการสวนกลางกับภูมิภาค การศึ ก ษาวิ จั ย ครั้ ง นี้ ร าชการส ว นกลางคื อ กรมโยธาธิ ก ารและผั ง เมื อ งจั ง หวั ด เชียงใหมกับราชการสวนภูมิภาคคือจังหวัดเชียงใหม ในทางกฎหมายนั้นกรมโยธาธิการและผัง เมืองจังหวัดเชียงใหมสังกัดกระทรวงมหาดไทย แตอยูในพื้นที่จังหวัดเชียงใหมและมีฐานะเปนกรม จึงอยูภายใตบัญชาการควบคุมดูแลของจังหวัดเชียงใหม ดังนั้นความสัมพันธระหวางราชการสวน ภูมิภาคกับราชการสวนกลางจึงมีความสัมพันธกันทั้งในหนาที่และการทํางาน ดังนั้นโครงการขยาย ถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมทางจังหวัดเชียงใหมจึงมีสวนเกี่ยวของและรับชอบดวยเชนกัน 2) ความสัมพันธระหวางราชการสวนภูมิภาคกับราชการสวนทองถิ่น ราชการสวนทองถิ่นในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือเทศบาลนครเชียงใหมและองคการ บริหารสวนจังหวัดเชียงใหม ในความสัมพันธระหวางจังหวัดเชียงใหมกับราชการสวนทองถิ่น ราชการสวนทองถิ่นก็อยูภายใตบัญชาการและควบคุมดูแลจากทางจังหวัดเชนกัน แตทางดานการ ทํา งานในการพัฒ นาพื้นที่ของราชการส ว นทองถิ่ น นั้น มี บ ทบาทกั บสัง คมมากกวาทางจั งหวั ด เชียงใหม อันเนื่องมาจากการกระจายอํานาจและการถายโอนภารกิจที่ใหทองถิ่นเปนผูจัดทํา 3) ความสัมพันธระหวางราชการสวนกลางกับราชการสวนทองถิ่น ความสัมพันธระหวางกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหมกับทางเทศบาล นครเชียงใหมและองคการบริหารสวนจังหวัดเชียงใหมนั้น ในทางปฏิบัติยังคงมีการทํางานติดตอ ประสานงาน ดังเชนการทําผังเมืองรวมเมืองเชียงใหมที่มีองคการบริหารสวนจังหวัดกับกรมโยธาธิ การและผังเมืองรวมเมืองเชียงใหมรวมกับจัดทํา โดยที่กรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม เปรียบเสมือนพี่ในการเรียนรูและปฏิบัติ www.kpi.ac.th

หนา 12


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา จากความสัมพันธของราชการสวนกลาง ภูมิภาคและทองถิ่น พบวาลักษณะความสัมพันธ ของทั้ง 3 สวน มีการกําหนดความสัมพันธกันในทางกฎหมายและการปฏิบัติ ซึ่งถือไดวาการ ปกครองของไทยไดกําหนดไวเพื่อใหการทํางานเปนขั้นเปนตอน และมีการควบคุมดูแลไมใหฝาย หนึ่งฝายใดสามารถกระทําไดอยางอิสระ ยกเวนราชการสวนทองถิ่นที่มีอํานาจมากขึ้นในการ พัฒนาพื้นที่ของตนเอง อันเนื่องมาจากที่มีการกระจายอํานาจสูทองถิ่น การถายโอนภารกิจตางๆให ทองถิ่นรับผิดชอบดูแล ทําใหทองถิ่นสามารถพัฒนาและกําหนดนโยบายไดดีและตรงตามความ ตองการของประชาชน ผลการวิจัยและอภิปรายผลการวิจัย (วัตถุประสงคของการวิจัยขอที่ 1) ผลการศึกษา จากขอ 1 – 3 เปนการตอบวัตถุประสงคในขอที่ 1 ของการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ อิทธิพลของการกระจายอํานาจสูทองถิ่นสงผลตอความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมอยางเห็นไดชัด คือทองถิ่นมีอํานาจในการจัดการบริหารพื้นที่ของตนเองแลวกอใหเกิดการพัฒนาอยางราบรื่น ตรง ตามความตองการของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากกอนมีการกระจายอํานาจทองถิ่นยังไมมีบทบาท และอํานาจหนาที่มากเหมือนปจจุบันทําใหลักษณะความสัมพันธของรัฐกับสังคมมีลักษณะรัฐลอม สังคมหรือความสัมพันธในเชิงนโยบายที่เปนตัวแบบรัฐนิยม ที่ราชการสวนกลางมีอํานาจมากใน การจัดการบริหารประเทศ ซึ่งตรงตามความตองการของประชาชนบางในพื้นที่ ในพื้นที่ที่ไมมี ประโยชนก็ทําใหงบประมาณของประเทศสูญเสียไปโดยเปลาประโยชน แตเมื่อมีการกระจาย อํานาจ งบประมาณของประเทศที่จัดสรรใหราชการสวนทองถิ่นทั่วประเทศ ทําใหทองถิ่นสามารถ นํามาใชประโยชนไดอยางคุมคาและตรงตามความตองการของประชาชนเปนอยางดี อีกทั้งยัง กอใหเกิดความสัมพันธที่ดีกับประชาชนอีกดวย ดังนั้น อิทธิพลของการกระจายอํานาจสูท องถิ่นจึงมีผลตอความสัม พันธระหวางรัฐกับ สังคมเปนไปลักษณะของสังคมรวมรัฐคือประชาชนมีสิทธิเรียกรองความตองการของตนเองได อัน เนื่องจากราชการสวนทองถิ่นนั้นมีความใกลชิดกับประชาชนมากกวาราชการสวนกลาง อาจเปน ดวยพื้นที่ที่อยูไกลกันจึงทําใหความสัมพันธระหวางราชการสวนกลางกับสังคมที่อยูไกลออกไปไม ดี เ ท า ที่ ค วร เช น เดี ย วกั บ ลิ ขิ ต ธี ร เวคิ น (2525:3) ได ก ล า วว า การกระจายอํ า นาจการปกครองมี ความสําคัญทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ในทางปกครองการกระจายอํานาจเปนรากแกวของ ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ดังนั้นการปกครองตัวเองในรูปแบบของการปกครองสวน ทองถิ่นก็คือรากแกว ซึ่งเปนฐานในการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองนะระบบประชาธิปไตย www.kpi.ac.th

หนา 13


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ในสวนของเศรษฐกิจและสังคมการกระจายอํานาจยังทําใหประชาชนเขามามีสวนรวมแตตองอาศัย โครงสรางการปกครองตนเองในลักษณะที่มีความเปนอิสระพอสมควร จะเห็นไดวาการกระจาย อํานาจนั้นไมเพียงแตใหโอกาสประชาชนเขามามีสวนรวมแลวยังสงผลตอการเมือง เศรษฐกิจและ สังคมของประเทศดวยเชนกัน อภิปราย ประเด็นของการกระจายอํานาจสูทองถิ่นตอความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมผาน กรณีศึกษาโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมวาเปนการจัดทํานโยบายของราชการ สวนกลาง เพราะการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมในสวนของราชการสวนทองถิ่นนั้นไม สามารถกระทําไดอยางแนนอนเพราะจะตองใชงบประมาณเปนจํานวนมากซึ่งทางทองถิ่นไมมี งบประมาณขนาดนั้น ดังนั้นความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมในกรณีศึกษาโครงการขยายถนนในเขตเทศบาล นครเชียงใหมจึงเปนลักษณะของรัฐลอมสังคม (States enclose social) ซึ่งโครงการดังกลาวที่ เหมาะสมน า จะเป น ลัก ษณะของสั ง คมร ว มรั ฐ ที่ ป ระชาชนมี ส ว นร ว มในการกํ า หนดนโยบาย โครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมอยางแทจริง การอธิบายความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมผานโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนคร เชียงใหมนั้น สามารถแบงการอธิบายไดวาการอธิบายความสัมพันธรัฐกับสังคมหรือสังคมกับรัฐ ถาสังเกตในลักษณะความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมผานโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนคร เชียงใหม ความสัมพันธก็จะเปนลักษณะของรัฐลอมสังคม เพราะการเกิดโครงการขยายถนนในเขต เทศบาลนครเชียงใหมเกิดจากสวนกลางโดยที่ขาดการมีสวนรวมของประชาชน แตถาดูในลักษณะ ของความสั ม พั น ธ ร ะหว า งสั ง คมกั บ รั ฐ ผ า นโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชี ย งใหม ความสัมพันธระหวางสังคมกับรัฐจะเปนลักษณะของสังคมรวมรัฐ เพราะโครงการขยายถนนเขต เทศบาลนครเชียงใหมถูกประชาชนชาวเชียงใหมคัดคานโครงการดังกลาว ซึ่งอธิบายไดวาปจจุบัน ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมจึงมีลักษณะสังคมรวมรัฐที่ทั้ง 2 ฝายมีความทัดเทียมกัน สามารถ ตอรองกันได ซึ่งจะเปนประโยชนตอสังคมเมื่อรัฐกระทําไมดี ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมใน ลักษณะของสังคมรวมรัฐ สังคมจึงเปนสังคมที่มีความเขมแข็ง

www.kpi.ac.th

หนา 14


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ผลการวิจัยและอภิปรายผลการวิจัย (วัตถุประสงคของการวิจัยขอที่ 2) จากขอ 4 สามารถตอบวัตถุประสงคขอที่ 2 ของการวิจัยไดวา รูปแบบการมีสวนรวมของ ประชาชนตอการกําหนดนโยบายที่เหมาะสมควรจะเปนคือการใหประชาชนในพื้นที่เขาไปสวน รวมตั้งแตตอนตนหรือตั้งแตขั้นตอนที่ 1 ในการพิจารณาผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม เพราะขั้นตอน การพิจารณาผังเมืองรวมเมืองเชียงใหมควรมีประชาชนทุกชนชั้นและหลากหลายในพื้นที่มีสวน รวมอยางแทจริง เพราะการทําประชาพิจารณที่เปดโอกาสใหประชาชนเขาไปมีสวนรวมนั้น จาก การลงพื้นที่สัมภาษณประชาชนในชุมชนวัดเกตุ ยังคงปรากฏวามีประชาชนที่ไดรับผลกระทบจาก โครงการไมไดเขาไปมีสวนรวมกับเรื่องนี้ แตการมีสวนรวมที่เกิดขึ้นของโครงการขยายถนนในเขต เทศบาลนครเชียงใหมเปนการมีสวนรวมของประชาชนที่ไมใชประชาชนในพื้นที่ทั้งหมดหรือเปน ประชาชนที่ ไ ม ไ ด รั บ ผลกระทบ ทั้ ง เรื่ อ งการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชี ย งใหม ค วรดึ ง ผูเกี่ยวของเขามามีสวนรวมในการกําหนดโครงการขยายถนนเขตเทศบาลนครเชียงใหมเพื่อใหเกิด ความยุติธรรมแกผูที่เดือดรอนจากโครงการดังกลาว อภิปราย ประเด็นรูปแบบการมีสวนรวมที่เหมาะสมตอโครงการขยายถนนในเขตเทศบาล นครเชียงใหมวา ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหมมีความหวังดีและทํางานตามหลัก วิชาการและขั้นตอนทั้งหมดของโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม และในขั้นตอน การทํางานหรือการพิจารณาผังเมืองรวมเมืองเชียงใหมดังกลาวนั้นที่เปดโอกาสใหประชาชนเขาไป มีสวนรวมเชนกัน ไมวาจะเปนการประชาสัมพันธ หรือปดประกาศ 90 วัน เปนตน แตประชาชน บางสวนยังคมไมไดรับรูขาวสารเพราะไมไดติดตาม อันเนื่องจากประชาชนตองทํามาหากิน ไมมี เวลาไปที่สถานที่ราชการทุกวันเพื่อติดตามขาวสาร ดังนั้นทางที่ดีที่สุดควรจะเปนหนาที่ของรัฐที่ จะตองมีการประชาสัมพันธอยางชัดเจนและทั่วถึงประชาชนทุกคน เมื่อมีการประชาสัมพันธที่ดีสิ่ง ที่จะเกิดขึ้นตามมาคือรูปแบบการมีสวนรวมของประชาชนอยางแทจริง รูปแบบที่เหมาะสมในการมีสวนรวมของประชาชนตอโครงการขยายถนนในเขตเทศบาล นครเชียงใหมควรจะเปนลักษณะของขั้นตอนแรกของการพิจารณาผังเมืองรวมเมืองเชียงใหมซึ่ง เปนสาเหตุของการเกิดโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม โดยใหการสํารวจพื้นที่จะ ขยายถนนนั้นควรใหราชการสวนทองถิ่นคือเทศบาลนครเชียงใหมหรือองคการบริหารสวนจังหวัด เชียงใหมเขามามีสวนรวมในการสํารวจหรือพิจารณาผังเมืองรวมเมืองเชียงใหมดวย เพราะราชการ ท องถิ่ นเปรี ย บเสมื อนกั บตัว แทนของประชาชนอยู แ ลว หรือ จะให ดี ค วรดึ ง ประชาชนที่ ไดรั บ www.kpi.ac.th

หนา 15


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา ผลกระทบมามีสวนรวมดวย โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เห็นดวยหรือไมเห็นดวยอยางไร ตั้งแตตน ซึ่งจะไดทําใหไมเสียเวลาในการทําขั้นตอไปเหมือนโครงการขยายถนนในเขตเทศบาล นครเชี ย งใหม ที่ ป ระชาชนทราบแล ว เมื่ อ อยู ใ นขั้ น ตอนที่ ป ด ประกาศแล ว และประชาชนต อ ง เสียเวลาในทํามาหากิน อีกทั้งเสียทรัพยสินในการคัดคานดังกลาว เพื่อใหเกิดประโยชนแกทุกฝาย ไมใชแคโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมเทานั้น ในการกําหนดนโยบายอื่น ๆ เชนกัน ที่เปนนโยบายที่มีผลกระทบตอประชาชน รัฐควรมีการประชาสัมพันธที่ดีใหประชาชน ไดรับรู และเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมในเรื่องดังกลาวตอไป ผลการวิจัยและอภิปรายผลการวิจัย (วัตถุประสงคของการวิจัยขอที่ 3) ผลการศึกษา ความสัมพันธระหวางราชการสวนกลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น ในทั้ง 3 สวนจะมีความสัมพันธที่ดีและเหมาะสมไดนั้นจะขึ้นอยูกับฝายบริหารของแตละสวนวาอยูขั้วทาง การเมืองเดียวกันหรือไม มีอุดมการณเปาหมายในการพัฒนาบานเมืองในแบบเดียวกันหรือมีความ แนวความคิด วิธีการที่สอดคลองกัน จะสงผลใหความสัมพันธระหวางราชการทั้ง 3 สวนมี ความสัมพันธที่ดี หมายความวาเมื่อราชการสวนกลางมีการกําหนดนโยบายโดยเฉพาะนโยบายที่มี ผลกระทบตอประชาชนโดยตรงอยางโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหม สิ่งที่ตามมา คือการคัดคานโครงการขยายถนนในเขตเทศบาลนครเชียงใหมที่ไมเพียงแตประชาชนในเชียงใหม เทานั้นที่คัดคานยังมีสวนราชการอื่นๆดวยที่คัดคาน แสดงวาลักษณะของความสัมพันธระหวาง ราชการสวนกลาง ภูมิภาค และทองถิ่นมีลักษณะในการกําหนดนโยบายแบบรัฐนิยมหรือแบบบน ลงลาง อภิปราย ประเด็นรูปแบบความสัมพันธระหวางราชการสวนกลาง ภูมิภาค และทองถิ่นที่ เหมาะสมวาควรเปนลักษณะของลางขึ้นบนคือ ดานลางเริ่มจากประชาชน ทองถิ่น ภูมิภาคและ สวนกลางตามลําดับ ผูวิจัยเห็นวาจะทําใหความสัมพันธระหวางรัฐกับประชาชนเปนไปในลักษณะ ของสั ง คมร ว มรั ฐ ตามแนวคิ ด ของชั ย อนั น ต สมุ ท วณิ ช ซึ่ ง ลั ก ษณะความสั ม พั น ธ ดั ง กล า วเป น ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมที่ดี เพราะวารัฐไมไดมีอํานาจอิสระจนเกินไปและสังคมก็ไมได เขมแข็งจนอยูในลักษณะของสังคมลอมรัฐ (Social enclose states) เปนลักษณะที่สังคมสามารถ ผลักดันใหรัฐเปลี่ยนแปลงเหตุผลและโครงสรางเดิมเพื่อเอื้ออํานวยตอกลุมตางๆของสังคม แตวา ภายในสังคมเองก็มีกลุมตางๆ ทั้งกลุมทางเศรษฐกิจ กลุมทางชนชั้น ฯลฯ จึงทําใหรัฐไมมีอํานาจใน

www.kpi.ac.th

หนา 16


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา การทํางานไดเลย ดังนั้นความสัมพันธที่เหมาะสมระหวางราชการสวนกลาง ภูมิภาคและทองถิ่นจึง ควรเปนไปในลักษณะของสังคมรวมรัฐ การอธิบายความสัมพันธระหวางราชการสวนกลาง สวนภูมิภาคและสวนทองถิ่นนั้น ตองดู ในลักษณะของการกําหนดโยบายเพราะจะทําใหมองเห็นความสัมพันธระหวางสวนตางๆของรัฐได และตองมองแตละสวนของรัฐเพื่ออธิบายความสัมพันธระหวางราชการสวนกลางกับภูมิภาค หรือ ภูมิภาคกับทองถิ่น ดังนั้นแลวการอธิบายความสัมพันธระหวางราชการสวนกลาง สวนภูมิภาคและ สวนทองถิ่ นจะไม ส ามารถอธิบ ายได เ ลย ดั งนั้ นเพื่ อเปน ประโยชนตอ การศึกษาความสั ม พัน ธ ระหวางราชการสวนกลาง สวนภูมิภาคและสวนทองถิ่นควรแยกกรณีศึกษาเพื่อใหไดคําตอบตอไป ขอเสนอแนะและสิ่งที่คนพบใหมในการวิจัย 1. ขอเสนอแนะเพื่อการประยุกตใช 1.1 ผลการศึกษาวิจัยสามารถนําไปประยุกตใชอธิบายความสัมพันธระหวางรัฐกับ สังคมในเฉพาะลักษณะของชุมชนเมืองอื่นไดเชนกัน แตไมสามารถอธิบายความสัมพันธระหวาง รัฐกับสังคมไดทั้งหมด 1.2 ความสัมพันธระหวางรัฐกับสังคมจากการศึกษาโครงการขยายถนนในเขตเทศบาล นครเชียงใหมสามารถนําไปประยุกตใชกับสภาพสังคมในปจจุบัน หรือแมกระทั่งองคตางๆในการ ทํางาน เพื่อใหงานออกมีประสิทธิภาพไดนั้น ภายในองคกรจึงตองมีความสัมพันธกันในลักษณะที่ เหมาะสม งานที่ออกมาจึงตรงเปาหมายและมีประสิทธิภาพ 2. ขอเสนอแนะเชิงวิชาการ 2.1 การศึกษาวิจัยเชิงพื้นที่ที่ศึกษา ในแตละชุมชนจะมีความแตกตางกันทั้งในบริบท และสภาพแวดลอม จากการทําวิจัยมาแลวนั้นผูวิจัยเชื่อวาในประเด็นความสัมพันธระหวางรัฐกับ สังคม ถาศึกษาเฉพาะกรณีที่แตกตางกันออกไป จะทําใหผลกาวิจัยที่ออกมานาจะมีความแตกตาง กัน 2.2 การนํ า เทคนิ ค ในการวิ จั ย การเก็ บ ข อ มู ล และการวิ เ คราะห ข อ มู ล ผู วิ จั ย มี ขอเสนอแนะวาในการศึกษานโยบายตางๆของรัฐหรือเรื่องเกี่ยวกับประชาสังคม ควรใหมีการ ศึกษาวิจัยโดยใชระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหวางเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเพื่อเปนการ ยืนยันขอมูลซึ่งกันและกัน www.kpi.ac.th

หนา 17


วิทยานิพนธฉบับนี้ไดรับการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกลา 3. สิ่งที่คนพบใหม 3.1 ในการวางผังเมืองของแตละผังเมืองจังหวัดควรใหมีการจัดการอยางมีสวนรวมของ ประชาชน และภาคเอกชนทั้งหลายฝาย ตั้งแตขั้นตอนการวางแผนตั้งแตตนๆ เพื่อไมใหเปนการ เสียเวลาของการทํางานงานของภาครัฐที่ทําเสร็จแลวพึ่งประกาศถามประชาชนวามีการคัดคาน หรือไม ทําใหเสียเวลาในการทํางานของรัฐ 3.2 การวางผังเมืองควรมีนักวิชาการทองถิ่นหรือเกี่ยวกับวัฒนธรรมดวย เพราะวาการ วางผังเมืองควรที่จะดํารงรักษาวัฒนธรรมของทองถิ่นไวดวย 3.3 ในการประกาศประชาสัมพันธของกรมโยธาธิการและผังเมือง ควรมีการจัดการที่ดี ประชาชนไดรับขาวสารอยางทั่วถึงมากกวานี้ **********************

เอกสารอางอิง กองวิชาการและแผนงานเทศบาลนครเชียงใหม.2552. แผนพัฒนาเทศบาลนครเชียงใหมสามป พ.ศ. 2553-2555. เชียงใหม: เทศบาลนครเชียงใหม. กองวิชาการและแผนงานเทศบาลนครเชียงใหม. 2553. แผนพัฒนาเทศบาลนครเชียงใหมสามป พ.ศ. 2554-2556. เชียงใหม: เทศบาลนครเชียงใหม. ดวงจันทร อาภาวัชรุตม เจริญเมือง. 2549. เชียงใหมเมืองที่ยั่งยืน : แนวคิดและประสบการณของ ยานวัดเกตุ. พิมพครั้งที่ 1. โรงพิมพแสงศิลป. ธเนศวร เจริญเมือง. 2539. 100 ปของการปกครองทองถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540. เชียงใหม : คณะสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียใหม. ชัยอนันต สมุทวณิช.2533 . รัฐกับสังคม : ไตรลักษณรัฐไทยในพหุสังคมสยาม. พิมพครั้งที่ 1. โรงพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ลิขิต ธีรเวคิน. 2525. พรรคการเมืองไทยและการพัฒนาการเมืองไทย. กรุงเทพฯ : คณะรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. อนุสรณ ลิ่มมณี. 2542. รัฐ สังคม และการเปลี่ยนแปลง : การพิจารณาในเชิงอํานาจนโยบาย และ เครือขายความสัมพันธ. พิมพครั้งที่ 1 . บริษัทโรงพิมพ ตุลาคม จํากัด. www.kpi.ac.th

หนา 18

นายอมฤต ศรีพิชญาการ  

นายอมฤต ศรีพิชญาการ

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you