Page 1

รายงาน เรื่ อง

วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ที่ได้ จากระบบเทคโนโลยี

จัดทาโดย

นาย อินทัช สินธทียากร เลขที่ 2 F

นาย ณัฐวัฒน์ ทอดทอง เลขที่ 4 F

เสนอ คุณครู อานาจ พรหมรักษ์ โรงเรี ยนกัลยาณวัตร จังหวัดขอนแก่น เขตพื ้นที่การศึกษา 25


การวิเคราะห์ คอมพิวเตอร์ [ พ.ศ.2365 ] ชาร์ ล แบบเบจ ( Charles Babbage) นักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษได้ ประดิษฐ์ เครื่ องมือที่เรี ยกว่าเครื่ องหาผลต่าง ( Difference Engine) เพื่อใช้ คานวณและพิมพ์ ค่าทาง ตรี โกณมิตแิ ละฟั งก์ชนั ทางคณิตศาสตร์ แบบเบจได้ พยายามสร้ าง เครื่ องคานวณอีกชนิดหนึง่ เรี ยกว่า Analytical Engine โดยมีแนวคิดให้ แบ่งการทางานของเครื่ องออกเป็ น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้ อมูล (Store unit), ส่วนควบคุม (Control unit) และส่วนคานวณ (Arithmetic unit) ซึง่ แนวคิดนี ้ได้ รับการนามาใช้ เป็ นต้ นแบบของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบนั จึงยกย่องแบบเบจ ว่าเป็ นบิดา แห่งเครื่ องคอมพิวเตอร์ เลดี ้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค ( Lady Ada Augusta Lovelace ) เป็ นนัก คณิตศาสตร์ ที่เข้ าใจผลงานของแบบเบจ ได้ เขียนวิธีการใช้ เครื่ องคานวณของแบบเบจเพื่อแก้ ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ เล่มหนึง่ ต่อมา เลดี ้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค จึงได้ รับการยกย่องว่าเป็ นโปรแกรมเมอร์ คนแรก ของโลก [ พ.ศ.2393 ] ยอร์ จ บูล ( George Boole) นักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษ ได้ คิดระบบ พีชคณิต ระบบใหม่เรี ยกว่า Boolean Algebra โดยใช้ อธิบายหลักเหตุผลทางตรรกวิทยาโดยใช้ สภาวะเพียง สองอย่างคือ True (On) และ False (Off) ร่วมกับเครื่ องหมายในทางตรรกะพื ้นฐาน ได้ แก่ NOT AND และ OR ต่อมาระบบเลขฐานสอง และ Boolean Algebra ก็ได้ ถกู นามาดัดแปลงให้ เข้ ากับ วงจรไฟฟ้า ซึง่ มีสภาวะ 2 แบบ คือ เปิ ด , ปิ ด จึงนับเป็ นรากฐานของการออกแบบวงจรในระบบ คอมพิวเตอร์ ในปัจจุบนั (Digital Computer) [ พ.ศ.2492 ] ดร.จอห์น ฟอน นิวแมนน์ ( Dr.John Von Neumann ) ได้ สร้ างเครื่ อง คอมพิวเตอร์ ที่สามารถเก็บคาสัง่ การปฏิบตั งิ านทังหมดไว้ ้ ภายในเครื่ อง ชื่อว่า EDVAC นับเป็ น คอมพิวเตอร์ เครี่ องแรกที่สามารถเก็บโปรแกรม ไว้ ในเครื่ องได้ [ พ.ศ.2496-2497 ] บริษัทไอบีเอ็มได้ สร้ างคอมพิวเตอร์ ชื่อ IBM 701 และ IBM 650 โดยใช้ หลอดสุญญากาศเป็ นวัสดุสร้ าง ต่อมาเกิดมีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ ที่เป็ นสารกึ่งตัวนาขึ ้นที่ห้องปฏิบตั ิการ ของบริษัท Bell Telephone ได้ เกิดทรานซิสเตอร์ ตวั แรกขึ ้น ต่อมาทรานซิสเตอร์ ได้ ถกู นาไปแทน หลอดสูญญากาศ จึงทาให้ ขนาดของคอมพิวเตอร์ เล็กลงและเกิดความร้ อนน้ อยลง (เครื่ องที่ใช้ ทรานซิสเตอร์ ได้ แก่ IBM 1401และ IBM 1620 ) [ พ.ศ.2508 ] วงจรคอมพิวเตอร์ มีการเปลี่ยนแปลงอีกมากเมื่อมีวงจรรวม ( Integrated Circuit:


IC) เกิดขึ ้น ซึง่ ไอบีเอ็มนี ้ได้ ถกู นาไปแทนที่ทรานซิสเตอร์ ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของระบบคอมพิวเตอร์ อีก [ พ.ศ.2514 ] บริษัท Intel ได้ ใช้ เทคโนโลยีของการผลิตวงจรรวมแบบ ( Large Scale Integrated Circuit :LSI ) ทาการรวมเอาวงจรที่ใช้ เป็ นหน่วยประมวลผลกลาง ( CPU) ของ คอมพิวเตอร์ มาบรรจุอยูใ่ นแผ่นไอซีเพียงตัวเดียวซึง่ ไอซีนี ้เรี ยกว่าไมโครโปรเซสเซอร์ ( Microprocessor) วิวฒ ั นาการของคอมพิวเตอร์ มนุษย์พยายามสร้ างเครื่ องมือเพื่อช่วยการคานวณมาตังแต่ ้ สมัยโบราณแล้ ว จึงได้ พยายามพัฒนาเครื่ องมือ ต่าง ๆ ให้ สามารถใช้ งานได้ ง่ายเพิ่มขึ ้นตามลาดับ ในระยะ 5,000 ปี ที่ผา่ นมา มนุษย์เริ่มรู้จกั การใช้ นิ ้ว มือและนิ ้วเท้ าของตน เพื่อช่วยในการคานวณ และพัฒนาเป็ นอุปกรณ์อื่น ๆ วิวฒ ั นาการของคอมพิวเตอร์ เริ่มต้ นจากวิวฒ ั นาการของการคานวณ อุปกรณ์ที่ใช้ ในการคานวณ หรื อ เครื่ องคานวณต่างๆ เนื่องจากถือได้ วา่ "คอมพิวเตอร์ " เป็ นเครื่ องคานวณรูปแบบหนึง่ นัน่ เอง โดยอาจจะเริ่ม ได้ จากการนับจานวนด้ วยก้ อนหิน, เศษไม้ , กิ่งไม้ , การใช้ ถ่านขีดเป็ นสัญลักษณ์ตามฝาผนัง ทังนี ้ ้เครื่ อง คานวณที่นบั เป็ นต้ นแบบของคอมพิวเตอร์ ที่งานในปัจจุบนั ได้ แก่ ลูกคิด (Abacus) นัน่ เอง คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่หนึง่ เริ่มจากปี ค.ศ. 1951 - 1958 ใช้ หลอดสูญญากาศ (Vacuum Tube) เป็ นวงจรสาคัญในการ ทางาน นับเป็ นยุคเริ่มต้ นที่ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ พงึ่ ก่อเกิด คอมพิวเตอร์ ในยุคนี ้ได้ แก่ UNIVAC, ENIAC Vacuum Tube หรื อหลอดสูญญากาศ คอมพิวเตอร์ ในยุคนี ้ มักจะใช้ กบั งานธุรกิจ เช่น งานเงินเดือน บัญชี หรื อควบคุมสินค้ าคงคลัง ลักษณะเฉพาะของคอมพิวเตอร์ ยคุ ที่ 1 • ใช้ หลอดสูญญากาศ เป็ นส่วนประกอบหลัก • ตัวเครื่ องมีขนาดใหญ่ ใช้ กาลังไฟฟ้าสูง เกิดความร้ อนสูง • ทางานด้ วยภาษาเครื่ อง (Machine Language) • มีการพัฒนาภาษาสัญลักษณ์ เช่น Symbolic Language และ Assembly คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่สอง ปี ค.ศ. 1959 - 1964 ใช้ ทรานซิสเตอร์ (Transistor) เป็ นวงจรสาคัญ ซึง่ เป็ นอุปกรณ์ที่พฒ ั นาโดย นักวิทยาศาสตร์ ชนน ั ้ าสามคนจากห้ องปฏิบตั ิการเบลล์ (Bell Lab.) ได้ แก่ วิลเลียม ชอคลีย์ (W. Shock), จอห์น บาร์ ดีน (J. Bardeen), วอลเตอร์ แบรทเตน (H. W. Brattain) โดย


ทรานซิสเตอร์ เป็ นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กกว่าหลอดสูญญากาศมาก แต่มีความจาที่สงู กว่า ไม่ ต้ องเวลาในการวอร์ มอัพ ใช้ พลังงานต่า ทางานด้ วยความเร็วที่สงู กว่า นอกจากเทคโนโลยีเรื่ องวงจร ยังมี เทคโนโลยีอื่นมาร่วมด้ วย เช่น เกิดภาษาคอมพิวเตอร์ ขึ ้นมา คือ ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) และภาษาระดับสูงต่างๆ เช่น ภาษา FORTRAN, COBOL สาหรับหน่วยบันทึก ข้ อมูลก็มีการนาเทปแม่เหล็กมาใช้ งาน คอมพิวเตอร์ ยคุ ที่สาม ปี ค.ศ. 1965 - 1670 เป็ นยุคที่คอมพิวเตอร์ เริ่มปรับเปลี่ยนมาก เนื่องจากมีการพัฒนาแผงวงจรรวม (IC : Integrated Circuit) อันเป็ นผลงานของบริ ษัทเท็กซัส อินสตรูเมนต์ (Texas Instruments Co.,) ทาให้ เกิดคอมพิวเตอร์ ขนาดเล็กลงมา ระดับมินิคอมพิวเตอร์ ประเภทของเครื่ องคอมพิวเตอร์ การจัดแบ่งประเภทของ เครื่ องคอมพิวเตอร์ จะอาศัยคุณสมบัติตา่ งๆ เช่น ความเร็ วของการประมวลผล และขนาดความจา ของหน่วยบันทึกข้ อมูล ซึง่ สามารถแบ่งได้ เป็ น 4 ประเภท ได้ แก่ • Supercomputers • Mainframe Computers • Minicomputers • Microcomputers ทังนี ้ ้คุณสมบัตทิ ี่นามาแบ่งประเภทประกอบด้ วย • Word size - Word ในความหมายของคอมพิวเตอร์ ก็คือ "คา" หรื อ "ตัวอักษร" อันเป็ น สัญญาณไฟฟ้าที่รับ หรื อส่งเข้ าสู่ระบบ โดยจะนับเป็ นจานวนครัง้ ละกี่บติ ดังนันคอมพิ ้ วเตอร์ ที่มี ประสิทธิภาพสูง จะสามารถรับ/ส่งข้ อมูลจานวนบิตมากกว่าตามไปด้ วย เช่น เครื่ องที่มี Word ขนาด 32 บิต ย่อมรับ/ส่งข้ อมูลได้ มากกว่าเครื่ อง 16 บิต และเรี ยกขนาดของ Word ว่า 16-bit word หรื อ 32-bit word นัน่ เอง • Processor speed - หมายถึงความเร็วในการประมวลผลของ Processor ซึง่ สามารถแบ่งได้ หลายหน่วย o MHz ย่อมาจาก Megahertz เป็ นหน่วยที่วดั การงานของคอมพิวเตอร์ ในอัตรา Million of clock cycle เช่น ไมโครคอมพิวเตอร์ ที่มีความเร็ ว 100MHz จะใช้ เวลาในการปฏิบตั งิ านเศษ 1 ส่วน 100,000,000 วินาที อย่างไรก็ตามเครื่ องที่มี Word size ต่างกัน ก็จะมีความเร็วต่างกันไป ด้ วย เช่น เครื่ อง 32-bit 200MHz ทางานช้ ากว่าเครื่ อง 64-bit 200MHz o MIPS ย่อมาจาก Million of instructions per second ใช้ กบั คอมพิวเตอร์ ขนาดกลาง


ขึ ้นไป o FLOPS ย่อมาจาก Floating point operations per second เป็ นหน่วยวัดสาหรับ Supercomputer โดยวัดจากงานที่ปฏิบตั ิ และเน้ นงานด้ านวิทยาศาสตร์ เป็ นหลัก • RAM - การจาแนกประเภทโดยความจุของ RAM ซึง่ มีหน่วยตังแต่ ้ KB (Kilobytes), MB (Megabytes), GB (Gigabytes) และ TB (Terabytes) องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ จากความหมายของ "คอมพิวเตอร์ " ก็คงจะมองออกว่า คอมพิวเตอร์ จะทางานได้ ต้ องประกอบด้ วยส่วน การทางานอะไรบ้ าง นัน่ คือ คอมพิวเตอร์ ต้องประกอบด้ วยส่วนรับข้ อมูลและคาสัง่ ส่วนประมวลผล ส่วนที่ ใช้ แสดงผลลัพธ์จากการประมวลผล และส่วนในการเก็บบันทึกข้ อมูล ซึง่ เรี ยกรวมกันว่า "องค์ประกอบของ คอมพิวเตอร์ " อันได้ แก่ • ส่วนที่ทาหน้ าที่รับข้ อมูล และคาสัง่ เรี ยกว่า หน่วยรับข้ อมูล (Input Unit) • ส่วนที่นาเอาข้ อมูลและคาสัง่ ไปประมวลผล เรี ยกว่า หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit ; CPU) • ส่วนที่ทาหน้ าที่แสดงผลลัพธ์เรี ยกว่า หน่วยแสดงผล (Output Unit) • ส่วนที่ทาหน้ าที่บนั ทึกคาสัง่ และข้ อมูล อย่างถาวร เรี ยกว่า หน่วยความจารอง (Secondary Storage Unit) นอกจากส่วนประกอบที่เกี่ยวข้ องโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ ทงั ้ 4 ส่วนยังมีสว่ นประกอบอื่นๆ อีกดังนี ้ • ข้ อมูล (Data) คือข้ อมูลต่างๆ ที่เรานามาให้ คอมพิวเตอร์ ทาการประมวลผลคานวณ หรื อกระทาการ อย่างใดอย่างหนึง่ ให้ ได้ มาเป็ นผลลัพธ์ที่เราต้ องการ

การวิเคราะห์ เรื่อง คอมพิวเตอร์  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you