Issuu on Google+

ปีที่๑ ฉบับที่๑๑ ประจำเดือน พฤศจิกายน ๒๕๕๕

เดือน๑๑

เดือนแห่งวิทยการ และ เทคโนโลยี ภายในฉบับ: +คูโบต้า ชื่อนี้ไม่ใช่ ยี่ห้อรถไถ! +หลุย ทิมเบอตั้นเมืองไทย +แลนด์ “ดนตรี ทำให้ผมกลายเป็นคน!” +ฯลฯ

ฟรี

ดาวน์โหลด


จากใจบรรณาธิการ สวัสดีท่านผู้อ่านในเดือนพฤศจิกายน กับนิตยสารของเราฉบับที่๑๑ เดือนนี้ก็ยังหวังว่าเราจะหนาวกัน อย่างเป็นทาง การซักทีนะครับ ก็แหมเดือนตุลาที่ทำท่าจะหนาวในบางพื้นที่ก็ดันแล้ง ไม่ก็ฝนตกน้ำตก อะไรกัน เนี่ย!เตรียมเสื้อหนาวไว้รอเก้อ จริงๆ และฉบับนี้กับตีมเล่ม ผมก็ดันตั้งว่าเป็นเดือนแห่งวิทยาการและเทคโนโลยี ผมน่ะก็ดันไม่มีความรู้ตรงนี้ เท่าไหร่เลย จึงไม่ แปลกที่คอลัมน์ขยายความจะคุยสะเปะสะปะไม่รู้เรื่อง ต่างคนต่างก็รู้งูๆปลาๆล่ะครับ เรียนจบออกแบบนิเทศศิลป์มาด้วยซ้ำ แต่ ก็มันเป็นเรื่องน่ารู้นะครับ หลังจากที่ผมงัดไม้ตายสุดท้ายของการทำคอลัมน์นี้ โดยกางหนังสือหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบแล้ว ก็ข้อมูลจากบทความในเน็ต ไม่ไหวๆ พอได้รู้แล้ว เออว่ะ จริงๆน่ะ จะเทคโนโลยีหรือวิทยาการ มันไม่ได้จะมีแค่พวกเครื่องยนต์ กลไกซะหน่อย และคอลัมน์อื่นๆก็ยังมีตามปรกติ แต่ก็อย่างที่ผมเคยบอกว่าผมกำลังปรับปรุงระบบการทำงาน คืออยากจะ ทำงานให้ เสร็จก่อนต้นเดือนที่จะออนไลน์นิตยสารแต่ทีมงานเราต่างก็มีภาระหน้าที่กันครับตามงานกันยากหน่อย ขณะที่ผมเขียนบทบก. อยู่นี้ นักเขียนที่รักของผมยังไม่ส่งงานผมอยู่แน่ะ (ก็ยังมี) แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร คือแค่อยากฉบับเดือน๑๑นี้ให้เสร็จเร็วๆหน่อย (ผมน่ะเลทเวลาไว้เผื่อเหตุการณ์นี้ไว้ก่อนแล้วเลยไม่กระทบอะไร) ทันออนไลน์ในวันที่๑ พฤศจิกายนแน่ๆฮ่าๆ เอิ่มก็อย่างที่พอรู้ กันน่ะแหละ ที่ผมอยากปิดเล่มให้เร็วๆ ส่วนนึงก็ มาจากที่ผมตั้งใจจะเอาเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด (ออกแนวเห็นแก่ตัวแฮะ) แต่ ก็นะ เพราะผมเป็นบรรณาธิการ นี่หน่า ใครจะทำไม? และตอนนี้ ผมได้รับนักเขียนหน้าใหม่เข้ามาร่วมงาน๓ท่านซึ่ง๓คอลัมน์นี้เราก็จะได้อ่านในฉบับเดือน๑๒ ครับผมล่ะ ดีใจที่มีคนอยากมาร่วมงานด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าทางผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไร จะรู้สึกอย่างไรก็ตามสะดวกครับ ลางเนื้อชอบลางยา คำนี้ ผมใช้มาตลอด ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ผมชอบ แล้วก็เชื้อเชิญคนที่สนใจมาร่วมกันทำ ทำกันตามมีตามเกิดนี่แหละกำไรที่ผมคาดหวัง ยังไม่ใช่เงิน แค่เพียงมีคนอ่าน มีคนสนใจและเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นเรื่อยๆก็พอ ส่วนการทำเป็นธุรกิจ ผมยังไม่ได้สนใจเพราะพอ นึกถึงคำว่า “ธุรกิจ” แล้วรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ใหญ่โตเกินตัวผมนะ ตอนนี้ผมไต่ระดับไปแบบนี้ก่อนดีกว่าครับ โ ชคดี S.Kany Chupper ๐๖:๐๙น.-๒๖/๑๐/๒๕๕๕ ห้องพักหมายเลข๑๒ ประเทศไทย From the inside magazine บรรณาธิการบริหาร : S.KANY CHUPPER บรรณาธิการ : นพพล ศิษย์จานมะ ผู้ช่วยบรรณาธิการ : จุฑามาศ เชิดนอก หัวหน้ากองบรรณาธิการ : นิกร มานพ กองบรรณาธิการ : นพพล,นภพล,ออน,บังอร,นิกร มานพ,นพพล ศิษย์จานมะ,จุฑามาศ เชิดนอก,อนุศาสตร์ โคตรเพชร,อุบลวรรณา กลิ�นจุ้ย,สุภัทรา เชื�อแดง,มนันห์ตชัย ไพรสินธ์,จอมพล ดอนนอก,อนันต์ ตองติดรัมย์, พรหมพร ฟิดเลอร์ ทับเนียม พิสูจน์อักษร : อากุ้ย โฆษณาและประชาสัมพันธ์ : นพพล ศิษย์จานมะ บรรณาธิการฝ่ายศิลป์และไอที : เฮชนุอิ,แอนดี� ฟรี ออกแบบ ปก, รูปเล่ม : Dream team group. เจ้าของ ผู้เผยแพร่ ผู้โฆษณา : เฉพาะกิจการพิมพ์ : ห้องพักหมายเลข�� หอพักศศิน ซอยซีเอสเค ถนนคอนกรีต แขวงหลังร้านล้างรถ เขตหลังมอ จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ ���-������� อีเมล์ NP�L@HOTMAIL.COM ติดต่อลงโฆษณา : ติดต่อคุณหนุ่ย ���-������� พิมพ์ที� : คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คยี�ห้อเดล


ข่าวฝากประจำเดือน พฤศจิกายน

๒๕๕๕

The Art of Drawing Exhibition นิทรรศการศิลปะภาพวาดลายเส้น ผลงานจากการสั�งสม ประสบการณ์ของเหล่าศิลปินร่วม ๓๐ ท่าน กับภาพทิว ทัศน์ สถาปัตยกรรม บุคคล หุ่นนิ�ง และ ภาพนามธรรม วันที� ๒๗ ต.ค. - ๑๖ พ.ย. ���� ณ หอศิลป์หลักเมือง ขอนแก่น ภาพเขียนในโปสเตอร์นี� โดย ผศ.ธนสิทธิ� จันทะรี สาขาออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตย กรรมศาสตร์ นักออกแบบนักวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรม อีสาน ผลงานนี�เป็นส่วนหนึ�งของศิลปินอีกหลาย ท่านน่ะครับ

ว่าง

ว่าง *พื�นที�ตรงนี�มีไว้สำหรับกิจกรรมดีๆ ที�เกิดขึ�นในแต่ละเดือน และเท่าที�เราได้ไปรู้มา เพื�อบอกต่อให้ได้รู้ เผื�อมีความสนใจ อยากไป หรือว่างเว้นจากงานใดๆ แล้วไม่รู้จะไปไหนดี ก็ขอเชิญครับ!!!! **ขอบคุณแหล่งข้อมูล >www.fecebook.com/LakmuangGallery


>๐๖<

สารบัญ

+เดือน๑๑ เดือนแห่งวิทยาการและเทคโนโลยี.

>๐๗< +คูโบต้า ชื่อนี้ไม่ใช่ยี่ห้อรถไถ!

>๒๓< +ดนตรีทำให้ผมเป็นคน

>๓๕<

>๑๖ < +หลุย ทิมเบอร์ตั้นเมืองไทย >๒๙< +

>๓๗<

+กลอนหก

>๔๑<

+เคลิฟ สตอรี่ บทที่๑ แรกรัก

>๔๒<

+สามพันโบก

>๔๓<

+ “ช่างแม่ง”

>๕๗<

ตอบจดหมาย


เรื�อง/ภาพ: นพพล ยานกาย

เดือน๑๑ เดือนแห่งวิทยาการ และเทคโนโลยี. ฉบับนี้ก็ต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่อาจจะรอคอยอ่านบทสนทนาของผมและน้องผม ฉบับนี้คงมีผมบ่นให้อ่าน คนเดียวเพราะผมกับน้องเคลียร์คิวไม่ลงตัวเลย แล้วก็อีกอย่างผมดันเหลือโควตาของคอลัมน์นี้แค่หน้าเดียวอีก เพราะต้องโยกไปช่วยคอลัมน์อื่นๆที่ดันนัดกันเกินโควตา เอาเถอะครับ เรามาพูดถึงเรื่องของเราดีกว่า(ฮา) จะว่าไปแล้วตีมนิตยสารฉบับเดือน๑๑นั้นผมทำไมต้องตั้งว่าเป็นเดือนของวิทยาการและเทคโลโนยี ผมขอ อธิบายว่านี่ก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่เราๆท่านๆมานานแล้ว เพราะมีของเหล่านี้ จึงทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรายังคงอยู่ท่าน ผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า มีผลวิจัยชิ้นนึงบอกว่าอายุขัยของมนุษย์ในปัจจุบันยืนยาวกว่าคนสมัยก่อนมากส่วนสำคัญ ก็คือว่าเรามีความเจริญทางด้านต่างๆนี่เอง ที่ทำให้มนุษย์อยู่นาน แต่ก็ไม่ต้องตกใจ ยังไงเราก็อยู่ได้ไม่นานจนที่เค้า บอกว่าอยู่ค้ำฟ้าอะไรนั่น หลายๆสิ่งที่คร่าชีวิตมนุษย์ก็เจริญไปตามอยู่แล้ว(ฮา)ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายหรือสงครามและ ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า วิทยาการและเทคโนโลยีนั้น มันคืออะไรกันแน่ ขอบอกเลยว่าไม่ได้มีแค่ เครื่องยนต์กลไก แน่ๆ ขอบเขตของมันกว้างมากครับ อย่างวิทยาการนั้น เท่าที่ผมหาข้อมูลแล้วสรุปในแบบที่ตัวเองเข้าใจ คือสิ่งที่ เราสร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการต่างๆ ส่วนเทคโนโลยีก็เหมือนตัวช่วยตัวสร้างเพื่อสนองความ ต้องการของเรา อีกที พูดง่ายๆก็คือ มันเป็นของคู่กัน ถ้าย่อยรายละเอียดก็จะพบว่าวิทยาการและเทคโนโลยี นั้นมี มาตั้งนานแล้ว พร้อมทั้งสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตเรา เช่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน คติความเชื่อ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ เราต้องทำความเข้าในในความเป็นในอดีตของเรานะครับ ว่าเราเป็นมายังไงและจะได้รู้ว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ จะเป็นไปยังไงต่อ หรือที่เรามักเคยได้ยินกันบ่อยๆว่า “ศึกษารากเหง้า” สิ่งต่างที่มีมานาน ที่คน รุ่นก่อนเหลือไว้ให้ ไม่เคยไม่มีความหมาย ไม่มีวันล้าสมัย ไม่มีวันเชยหรอก ถ้าหากเราจะชื่นชมกับวัฒนธรรมชาติอื่นอย่างเต็มใจก็น่า จะให้ความสนใจกับสิ่งดีๆเหล่านี้ของชาติตัวเองด้วย ก็มีไปพร้อมๆกันน่ะแหละผมว่านะ พูดถึงหน้าปกของเราบ้าง ใครต่อใครต่างก็บอกว่า “ปกนิตยสารแต่ละปกที่ออกมา จะอินดี้ไปไหน?” ก็ถึง ต้องบอกไงว่าเรา���ำลังทำสิ่งที่เป็นเรา ครับ ก็อย่างที่เห็น หน้าปกฉบับเดือนนี้ก็มีใครซักในชุดที่เหมือนคุณอีกแล้ว แต่ขอบอกว่าไม่ใช่น่ะครับพอพูดถึงตีม ไอ้เทคโนโลยีหรือวิทยาการท่านผู้อ่านนึกภาพคนที่อยู่ด้านนี้ออกมาเป็นยังไง ไม่รู้ทำไมผมต้องนึกถึงชุดแบบนักวิทยาศาสตร์หรือพวกหมอก็ไม่รู้ นึกถึงชุดยาวสีขาวตลอดเลย เหมือนพวกนักทด ลองอะไรงี้แหละมั้ง แล้วก็ยังไม่พอผมก็ให้มันใส่หมวกนักบินด้วย เพื่อให้เห็นความเกี่ยวโยงกับตีม และยังไม่พอพื้น หลังของตีตานักบินในชุดขาวก็ยังมีเหล่าจรวดโบราณใส่เข้าไปอีก หรือที่เราเรียกกันว่า “บั้งไฟ” และ “บั้งตะไล” เป็นการตอกย้ำตีม หรือขยี้ตีมเข้าไปอีกก็ว่าได้ และบอกว่านี่แหละปกนิตยสารของฟอร์มดิอินไซด์ วู้ โควตาหมด แล้วล่ะครับ เจอกันใหม่ฉบับหน้าดีกว่า สวัสดี


คูโบต้า ชื่อนี้ไม่ใช่ ยี่ห้อรถไถ! *กว่าผมจะได้สัมภาษณ์กับเหยื่อของเดือนนี้ ก็ต้องขอบอกว่า ยากพอๆกับเหยื่อรายก่อนครับ น้อง เค้ากำลังเรียนอยู่ชั้นปีสุดท้ายซึ่งกำลังทำโปรเจกซ์จบ เลยทำให้กว่าผมจะได้คิวสัมภาษณ์ก็เกือบจะเปิดเทอม ผมนัดสัมภาษณ์ที่หน้าร้านข้าวของคณะเรา เธอเป็น น้องร่วมสาขาของผมเอง วันนั้นน้องแกมาแบบเบลอๆ ง่วงๆงงๆนิดหน่อยก็บทสนธนาของเราอาจจะต้องใช้ ความสามารถในการอ่านเพิ่มขึ้นนะครับก็ต้องขอความ กรุณาและขออภัยจริงๆ(ฮา)


ผม: สวัสดีคร้าบ วันนี้ผมอยู่กับน้องคน หนึ่ง ที่ถ่ายรูป ครับ ก็เป็นอีกเดือนที่เราทำคอลัมน์เกี่ยวกับ คนที่ถ่ายรูปอยากจะให้แนะนำตัวว่าเป็นใครทำอะไร อยู่ตอนนี้ คุโบะ: ชื่อนัติยา นรินนอก ส่วนใหญ่เพื่อน จะเรียกคูโบ,คูโบต้า ตอนนี้เรียนอยู่ปี๔ คณะศิลป กรรมศาสตร์สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มอขอค่ะ ผม: เห็นว่ากำลังโปรเจกซ์จบ คุโบะ: ใช่แล้ว ผม: ทำเกี่ยวกับอะไรหรอ? คุโบะ: ทำเกี่ยวกับภาพถ่ายสารคดี ผม: อ่า ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเป็นยังไง คุโบะ: อือ ก็ ทำหัวข้อ หนังสือภาพถ่ายเชิง สารคดี เรื่องหมอลำ ศาสตร์ สีสันแห่งอีสานค่ะฟังชื่อ ดูอลังเนาะ ผม:แล้วเรานำเสนอยังเกี่ยวกับหมอลำ คุโบะ: ก็เหมือนแบบเป็นชีวิตอ่ะค่ะ ชีวิตของ หมอลำตั้งแต่เริ่มต้นมา เบื้องหน้าเบื้องหลัง ทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับหมอลำ ผม:แล้วจุดน่าสนใจตรงไหนที่เราหยิบมาทำ คุโบะ: คือจะเน้นไปที่สีสันของหมอลำค่ะ ผม:มันน่าสนใจยังไงอ่ะ คุโบะ: ยังไงล่ะ เค้าเรียกอะไรนะ เอ่อพวกเสื้อ ผ้า หน้าตาการแต่งหน้า ทำผมอะไรเงียะ มันดูเป็น เอกลักษณ์ของอีสาน ก็เลยอยากนำเสนออันเนี่ย มุม ความสวยงามของศิลปะ วัฒนธรรมอีสาน ผม:เป็นไงบ้าง เกรดออกรึยัง คุโบะ: คึ!! ก็ดีค่ะ ได้เอ ฮ่าๆ ผม:อ่านะ ครับก็ เทอมต่อไปก็ของให้ได้เอ อีก ละกัน คุโบะ: อ่า ฮิๆ ผม: จุดเริ่มต้นจริงๆ ไปไงมาไงถึงมาสนใจ ถ่ายรูป

คุโบะ: ก็สมัยมอสามมอสี่ ก็ไปขอแม่ซื้อกล้อง ก็ตอนนั้น ไปเที่ยว แล้วอยากถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศ ประทับใจนั่นแหละ ไปอ้อนวอนก็ได้กล้องคอม แพ็คมา ก็ถ่ายให้เพื่อน ตัวเอง ไม่ได้ถ่ายเลย เป็นช่าง ภาพประจำห้อง เรื่อยมา ถ่ายเล่นๆไป ผม:แล้วเราหัดถ่ายยังไง คุโบะ: ยังไม่ได้จริงจัง ผม:กดๆถ่ายไป คุโบะ: อือถ่ายไป ปรกติอะไร เห็นอะไรสวยก็ ถ่ายไป จนเข้ามหาลัยนี่แหละ มีเรียนวิชาถ่ายภาพ ก็ เลยเริ่มสนใจ ก็ปี๑เรียนถ่ายภาพ วิชาถ่ายภาพเบื้อง ต้นก็รู้สึกสนใจเรื่อยๆ พอปี๒ก็ซื้อกล้อง ไม่มีเรียน หรอก แต่ซื้อกล้องมา ฝึกถ่ายไปเรื่อยค่ะ ก็จนปี๓ มีเรียนวิชาถ่ายภาพเหมือนกัน เลยดูจริงจัง เรียนลึก ขึ้น สนุก ถ่ายแล้วมีความสุข ผม:แล้วตอนนี้เรามีกล้องกี่ตัวแล้ว? คุโบะ: ก็มี๓ตัว DSLR๒ตัว คอมแพ็ค๑ตัว ผม:นอกจากความรู้ที่เราเรียนเราไปหาความรู้ ที่อื่นอีกมั๊ย? ถามผู้รู้อะไรอีกมั๊ย


คุโบะ: ก็มีประกวดถ่ายภาพเงี่ย ก็ถ่ายฝึกฝีมือ ผม:เคยได้รางวัลมั๊ย คุโบะ: ไม่ได้ ส่งไปเยอะอยู่นะ แต่ไม่ได้ ผม:นอกจากตัวกล้อง เรามีอุปกรณ์ตัวอื่นที่ใช้ ในการทำงานมั๊ย? คุโบะ: ตอนนี้มีเลนต์วายส์ ตอนนี้เก็บตังซื้อ เลนต์ฟิกอยู่ กับแฟลช มีเลนต์วายกับเลนต์คิด ผม:นับจากตรงนั้นมาก็๔ ๕ ๖ปีเนาะ ที่หัด ใช้ มีใครที่เป็นไอด่อล มีอิทธิพลต่อเราต่องานของเรา ศิลปินคนไหน คุโบะ: ตอนนี้ก็มีพี่ ชื่ออะไรน้า ซวยล่ะ เป็นไอ ด่อลอย่างดี ผม:ใครอ่ะ? คุโบะ: พี่.... เดี๋ยวนะ... แอม(เพื่อนคุโบะ):พระเอกเอ็มวีคนนั้นน่ะ บอก ไปดิ ว่าชื่ออะไร คุโบะ: มันมีอยู่....เดี๋ยวเปิดดูก่อน ผม:ทำไมเค้าถึงมีอิทธิพลต่องานของเรา เค้าจะไปตอบ ตอบมายาวเลย ดีใจ ปลื้ม อ่า อีกคน คุโบะ: เค้าหล่อ...ฮ่าๆๆ ไม่เกี่ยวเลย เค้าชื่อนะพัท เพทเค้าชื่อเดอะนะพัท ผม:ยังไง? ถึงทำให้เราสนใจ ผม:แล้วเราไปเห็นเค้ายังไง ถึงได้รูจักเค้า คุโบะ: ผลงานสะดุดตา ดูเป็นเอกลักษณ์ดี คุโบะ: เห็นในเอ็มวีเพลง ผม:ยังไงมันเป็นเอกลักษณ์ยังไง ผม:เอ็มวีเพลงอะไร คุโบะ: งานเค้ามันอาร์ต คุโบะ: เพลงไอ้นี่ เพลงอะไรนะ ผม:เออ...อธิบายให้ฟังซักงานสิ ผม:เค้าเป็นคนถ่ายเรอะ คุโบะ: เข้าเน็ตได้มั๊ย คุโบะ: เค้าเป็นคนเล่น ก็เลยไปสืบมา ผม:ได้ ทำไมจะเข้าไม่ได้ วันนี้ไม่มีใครใช้เน็ต ผม:แล้วก็เลยรู้ว่าเค้าเป็นช่างภาพด้วย ซักหน่อย คุโบะ: ยิ่งชอบ ยิ่งปลื้มไปใหญ่ คุโบะ: หรอ ตอนนี้ก็มี๒คน มีพี่...พี่ ตายล่ะ ผม:งานของเค้าเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร ลืมชื่อได้ไง เนี่ยช่างภาพสารคดี คุโบะ: ส่วนใหญ่ เค้าจะถ่ายแบบทั่วไป เวดดิ้ง ผม:ใครล่ะ คนไทยเหรอ แฟชัน่ คุโบะ: คนไทย มีไม่กี่คน ลืมชื่อเค้าได้ไงล่ะ ผม:คือเค้ารับทั่วไป ผม:ลืมชื่อได้ไงล่ะ ไอด่อล คุโบะ: แต่ภาพมันดูมีสไตล์ คุโบะ: อะไรน้า พี่สุเทพ เออ ใช่ พี่สุเทพ ผม:สไตล์ยงั ไงที่ดึงดูดเราให้ชอบ ยังไง กฤษณาวารินทร์ หนูได้คุยกับพี่เค้าด้วย คุยทางเฟช คุโบะ: มันอาร์ตๆดี บุ๊ค ก็โปรเจกซ์นี่แหละ ก็ขอคำแนะนำพี่เค้า นึกว่าพี่


ผม:อธิบายออกมาเป็นคำพูดยาก แต่รู้ว่าชอบ คุโบะ: ใช่แล้ว ผม:แล้วงานของเราล่ะ งานของเรา มันเป็น สไตล์ยังไง คุโบะ: ชอบถ่ายแลนด์สเค็ป ธรรมชาติ ผม:ทำไม? คุโบะ: ไม่รู้สิ มันเห็นแล้วมันรู้สึกสบายใจ สบายตา ผม:แสดงว่าก็เป็นคนชอบเที่ยว คุโบะ: ชอบ ชอบนะ ผม:ส่วนใหญ่คนถ่ายจะเป็นคนชอบเที่ยว เรา ไปมากี่ที่แล้ว คุโบะ: อุ้ย เยอะ ผม:มีที่ไหนที่เราประทับใจ คุโบะ: ก็หลวงพระบางนี่แหละอยากไปอีก ผม:ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าประทับใจยังไง คุโบะ: หลวงพระบาง ก็พวกขนบธรรมเนียม ประเพณีเค้าอ่ะ ชอบช่วงเช้าๆ ที่มีพระออกมา บิณฑ บาต มีทุกที่เลย ไม่ต้องเดินหา อยู่เฉยๆพระก็มา มา เป็นแถวยาว มีทุกซอยเลย ชอบบรรยากาศ ผม:วิธีการทำงานของเรา เวลาเราทำงาน เรา ได้วางแผน รึว่าถือกล้องเดินออกไปเลย คุโบะ: ส่วนใหญ่ไม่ได้วางแผนนะ ก็ไปถ่ายเลย ผม:เจออะไรก็ถ่าย คุโบะ: เยส อือ ผม:มีอุปสรรคมั๊ย เวลาเราทำงาน อุบัติเหตุ คุโบะ: มี ก็อย่างสดๆร้อนๆเมื่อวาน ผม:ยังไง เมื่อวานไปทำอะไร คุโบะ: ก็ไปถ่ายโปรเจกซ์นี่แหละ ก็หมอลำ นี่แหละ ก็อารมณ์แบบผู้หญิงเนาะ เข้าไปหน้าเวทีน่ะ คนมันเยอะไง ก็ผ่าฝูงชนเข้าไป แล้วแบบนาทีนั้นไม่ได้ สนใจอะไร ไปอย่างเดียว มุดๆไป ไม่ได้มองหน้าใคร เพราะมันเถื่อนมาก เบียดกันจะเสียตัวแล้วมันลำบาก ตรง ที่เราเป็นผู้หญิงนี่แหละ ผม:เมื่อวานเราไปที่ไหน

คุโบะ: หมู่บ้านสาวถี ตื่นเต้นดี เหยียบตีนเค้า ด้วย ดีเค้าไม่ตีหัว ผม:อืม ก็ยั���รอดกลับมาได้เนาะ อะ คำถาม ท้ายๆ สมมุติเราเจอภาพสถานที่ที่ไหนซักแห่ง สวย มาก ถูกใจ แต่ไม่มีกล้อง จะทำยังไง คุโบะ: ซวยแล้ว เคยเจอ สเก็ตช์! ผม:หรอ คุโบะ: ชอบ ผม:ชอบวาดรูปด้วย แล้วอันไหนมาก่อนกัน คุโบะ: วาดรูป ผม:เรามองอนาคตยังไง กับการถ่ายภาพของ เรา เราจะทำเป็นอาชีพมั๊ย หรือจะไปทำด้านอื่น คุโบะ: ถ้าได้ก็ดี ก็เราชอบเนาะ ถ้าเราได้งาน ด้านถ่ายภาพก็เยี่ยมเลย แต่หนูว่าไม่ตรงอ่ะคงทำงาน ไม่ตรงกับที่เรียนมาแน่ ผม:อ่ะ อยากฝากอะไรให้กับคนที่หลงมาอ่าน คุโบะ: ฝากอะไรดี ก็เกี่ยวกับภาพถ่ายละกันก็อารมณ์ ปัจจุบันมันทันสมัยนะ มีเทคโนโลยีเข้ามากล้องใหม่ๆ


คือถ่ายทีเป็นร้อยๆภาพ แบบไม่ได้ใส่ใจ ไม่เหมือน กล้องฟิล์มไง เวลาจะถ่ายที คิด คิดแล้วคิดอีก มันก็ เลย ภาพดูเหมือนไม่ได้ใสใจ ได้ประทับใจในภาพ ก็ อยากฝากให้คนที่ถ่ายภาพเนาะ เหมือนแบบถ่ายภาพ อยากให้มันมีความ ให้มันมีอะไรในภาพ ภาพมันจะได้ น่าเก็บไว้ เผื่อเอามาดูจะได้ ประทับใจ แอมคิดคำคมๆ ช่วยหน่อย แอม: จะบอกว่า คนเรานะคะถ่ายรูปกันเยอะ ขึ้น แต่ให้ความสนใจในรูปน้อยลง คุโบะ: เย่ๆ นั่นแหละๆๆ ผม:อยากให้ความสำคัญกับรูปบ้าง แอม: คนเราถ่ายรูปกันเยอะขึ้น ปรกติ ที่ถ่าย รูปลงเฟชบุ๊ค เดี๋ยวนี้ ขอสอดหน่อยนะค้า ด่าตัวเอง ด้วยแหละ เออประมาณว่า เมื่อก่อนเขาหันกล้องออก ข้างนอก ใช่ป๊ะ หันกล้องถ่ายวิวถ่ายคน แต่เดี๋ยวนี้ สมัยนี้ หันกล้องเข้าตัวเองไง ก็เลยว่าเอ๊อ คนเราถ่าย

รูปกันเยอะขึ้น ใครๆก็ถ่ายรูปมีกล้องีกันเยอะขึ้นใช่ป๊ะ เออ ถ่ายรูปได้ง่ายขึ้น ก็เลย เหมือนให้ความสนใจแต่ กับตัวเองอ่ะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน คุโบะ:มันก็เป็น แอม:มันก็เป็น ผม:ก็ พอรู้จักหอมปากหอมคอแล้ว เอ่า ฝาก แฟนเพท มีแฟนเพทด้วยนี้ พิมพ์ยังไงอะไรยังไง คุโบะ: อะไรนะ เพทตัวเองชื่ออะไรวะ Photo Kubo Style เป็นภาพถ่ายสไตล์ตัวเอง แบบน่ารัก กรุ๊ปกิ๊ป ส่วนใหญ่ก็จะเน้นธรรมชาติ ผม:มีรับงานอะไรมั๊ย? คุโบะ: ก็รับ ถ่ายปริญญา มีคนจ้างแล้ว ผม:อืมนะ งานชุกเหมือนกัน เอาล่ะ ครับ คราวหน้า เราจะสัมภาษณ์ใคร ก็ติดตามเอา วันนี้ก็ ขอบคุณมาก

ผลงานคัดสรร จากน้องคุโบะ

ภาพที่ ๑ ชื่อภาพ : “Dimension” คำอธิบาย : เป็นภาพถ่ายผ่านลูกโป่ง วิทยาศาสตร์เป็นอีกมิติของการย้อน อดีต ให้หวนนึกถึงสมัยยังเป็นเด็กน้อย เทคนิค : Canon EOS 1000D /18-55 mm / f/4 / ISO 800/


ภาพที่ ๒ ชื่อภาพ : “เมืองพัทยา” คำอธิบาย : มุมหนึ่งของจ.ชลบุรีหมู่เมฆกลุ่มใหญ่ลอยต่ำเหนือชุมชน เมืองเกิดเป็นความสวยงามราวกับภาพวาด เทคนิค : Canon EOS 1000D/18-55 mm / f/10 / ISO 200/

ภาพที่ ๓ ภาพ : “PATH” คำอธิบาย : วิถี เส้นทาง ของความเจริญที่สามารถเข้าถึงในทุกๆที่ เทคนิค : Canon EOS 1000D/18-55 mm / f/4.5 / ISO 100/


ภาพที่ ๔ ชื่อภาพ : “อาโออิ โซระ” คำอธิบาย : สีฟ้าของท้องฟ้าเมฆลอยละลิ่วกับโรงสูบน้ำมินิ ดูสดใสน่ารักกุ๊กกิ๊ก มองไปแล้วช่างสบายตาดีจริงๆ เทคนิค : Canon EOS 60D /10-20 mm / f/8 / ISO 100/

ภาพที่ ๕ ชื่อภาพ : “ ALONE” คำอธิบาย : อารมณ์เหงาๆ โดดเดี่ยวของต้นตาลที่นับวันจะมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อย และหาดูได้ยากขึ้น เทคนิค : Canon EOS 60D /300 mm / f/13 / ISO 100/


ภาพที่ ๖ ชื่อภาพ : “KAMBON” คำอธิบาย : บ้านคำบอนศูนย์รวมขยะมูลฝอยของเมืองขอนแก่น คนที่นี่จะเรียกกันว่าภูเขาดอกฝ้าย เพราะมองไกลๆจะเห็นเป็นกองสีขาวเหมือนดอกฝ้ายใหญ่โตยาวสุดลูกหูลูกตา ยังกับภูเขานับสิบๆลูก เทคนิค : Canon EOS 1000D/18-55 mm / f/8 / ISO 100/

ภาพที่ ๗ ชื่อภาพ : “โดยสาร” คำอธิบาย : “เกาะล้าน – พัทยา” เมืองแห่งการท่องเที่ยวและขนส่ง เทคนิค : Canon EOS 1000D/18-55 mm / f/5.6 / ISO 200/


ภาพที่ ๘ ชื่อภาพ : “Night of Luang Pha Bang” คำอธิบาย : ความงามยามค่ำคืนที่หลวงพระบาง เทคนิค : Canon EOS 1000D/18-55 mm / f/5.6 / ISO 200/

ภาพท ๙ ชื่อภาพ : “Black Light” คำอธิบาย : ความงามในความมืด ผลงานศิลปะ ประติมากรรม ที่ต้องดูในที่มืดเท่านั้น เทคนิค : Canon EOS 60D /10-20 mm / f/7 / ISO 320/

ภาพที่ ๑๐ ชื่อภาพ : “Buffalo City” คำอธิบาย : สายตาบ่งบอกถึงความสับสนและงุนงง หมู่บ้านควาย บ้านผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เทคนิค : Canon EOS 60D /10-20 mm / f/5.6 / ISO 100/


เรื�อง: นพพล ศิษย์จานมะ ภาพ: ฯลฯ

หลุย ทิมเบอตั้นเมืองไทย! ผม: สวัสดีครับวันนี�ผมอยู่กับผู้ชาย คนนึง ที�มีความสามารถมากมาย เดี�ยวจะให้แนะนำตัวนะ ครับ เป็นใครมายังไง หลุย: คือยังไง มายังไง ผม: ก็แนะนำตัวเป็นใคร ชื�ออะไรยังไงตอบ มาเลย เหมือนคุยกันสื�อๆนี� หลุย: ชื�อหลุยนี�ละ ก็นักศึกษา กำลังจะจบ ผม: กำลังจะจบแล้ว ตอนนี�ทำอะไรอยู่ หลุย: ตอนนี�ก็รอ ส่งรูปเล่ม ก็เลยยังไม่จบ ผม: จุดเริ�มต้นจริงๆที�ทำให้สนใจงานวิดีโอ อะไรอย่างเงี�ย แอนนิเมชั�น เริ�มต้นมายังไง หลุย: เริ�มต้นแต่แรกคือ ได้อิทธิพลมาจาก วิชาเรียนอาจารย์ก่อน ผม: แล้วค่อยมาทำเป็นตัวงานเหรอ หลุย: ก็ ได้ทำตัวงานที�ส่งอาจารย์นี�แหละ ได้มีโอกาศก็ส่งงานปะกวด ก็เลยชอบเลย ผม: แล้วมีผลงานมาแล้วกี�ชิ�น หลุย: ผลงานเหรอ ผลงานตอนนี�ก็มีแค่ การ์ตูนชิ�นเดียว กับงานทีสีส อีกชิ�นนึง

ผม: เป็น๒ชิ�น จากนั�นจะเป็นรวมกันใช่ไหม หลุย: ส่งอาจารย์ก็จะเป็นทำร่วมกัน ผม: ก็จะให้เล่าที�มาที�ไป ไอเดีย จุดเริ�มต้น งานแต่ละชิ�นให้ฟังหน่อย ชิ�นแรกเป็นงานประกวด งานกลุ่มน่ะ เริ�มมายังไง ไอเดียที�ตอนเริ�มทำวิดีโอ น่ะ เป็นแอนนิเมชั�นเรื�องนี� หลุย: ชิ�นแรกเลยก็นี�ล่ะ กูชอบแนว ดาร์คๆ ผม: ทำไมต้องทำมาเป็นเด็กอย่างเงี�ย หลุย: เป็นเด็กอย่างเงี�ย เป็นเด็กน้อยอีสาน ก็ทำออกมาให้มันเป็นอีสาน เด็กน้อยอยากแสดง ให้เห็นถึงวัฒนธรรมอีสานเฉยๆ แบบอีสาน เรา ถ่ายทอดออกมาให้มันเป็นแบบแปลกๆน้า..แนวแบ บ อยากถ่ายทอดให้มันมีจินตนาการแปลกๆ อันนี� ก็ได้อิทธิพลมาจากการ์ตูนญี�ปุ่นด้วยล่ะ ผม: งานของใคร หลุย: งานของใครน๊ะ การ์ตูนญี�ปุ่นน้า ผม: การ์ตูนสตูดิโอจิบลิ เขา ภาพก็สวยดี ไม่เห็นจะดาร์คอะไร ไม่น่ากลัวเลย หลุย: แนวคิด เอาแนวคิดมันมาน๊า ลักษณะ


การถ่ายทอดผลงานน้า แนวที�ตัวเองชอบ ก็เลย ออกมาเป็นอย่างงี� ผม: แล้วใช้เวลาทำนานมั�ย งานชิ�นนึง หลัง จากที�คิดแล้วมาทำไรต่อ หลุย: ที�คิดปุ๊บ ก็ใช้เวลาทำนานเท่าไหร่ ประมาณเทอมนึงล่ะ ตามที�เราเรียน ผม: เจออุปสรรคอะไรเยอะมั�ยเจออะไร หลุย: เยอะเลยล่ะ ผม: ไม่มีความรู้มาก่อนใช่ไหม แล้วมายังไง ทำไมถึงทำได้ล่ะ หลุย: ก็จากที�เราเรียนนั�นล่ะ ก็ลองศึกษาดู ของคนอื�น เห็นการ์ตูนนั�น การ์ตูนที�ได้รางวัล ออส ก้าน่ะ ที�เขาเขียนการ์ตูนแนวดาร์ค แนวดินสอเขียน ง่ายๆดิบๆ แล้วก็รู้สึกอยากทำอันนี� รู้สึกมันดิบ มันง่ายๆดี ก็เลยชอบดี ก็เลยทำสไตล์แบบออก แนวเขาด้วย ผม: คือเราดูจากตรงนี�แล้วก็มาหัดของเรา หลุย: อืม แล้วก็ดูแบบขั�นตอนการทำบ้าง จากค่ายวอลดิสนีย์แหละคือเราดูหลายส่วนการ์ตูน ของเขาก็มีวิธีทำ เราก็ศึกษามาก่อน ผม: เป็นแบบเฟรมบายเฟรมอะไรอย่างงี� หลุย: อืม เฟรมบายเฟรม แบบเก่าๆ เดิมๆ

แต่เราเอามาทำในแฟชด้วย ผสมผสาน แต่มันน้อย เฟรมเด๊ะ การ์ตูนเรื�องนี� ทำแบบน้อยเฟรมน่ะ ไม่ได้ ทำให้มันเนียนมาก ต้องเร่งส่งอาจารย์ก็เลยมีสอง สามเฟรมก็มี เคลื�อนไหวน่ะ ผม: ก็อาไปส่งเอาประกวด ได้รางวัลอะไร หลุย: ได้รางวัลนี�ไงของ ศรีประทุม ผม: เป็นรางวัลอะไร หลุย: รางวัลแอนนิเมชั�น โครงการเกี�ยวกับ การสร้างรอยยิ�มน้าเกี�ยวกับถ่ายทอดรอยยิ�มออก มาในแบบของเรา ว่ารอยยิ�ม กลายเป็นมีความสุข คิดยังไง ยังงี� ผม: เนื�อเรื�องมันเป็นยังไง เล่าให้ฟังสิ หลุย: เนื�อเรื�องก็���ะเป็นเด็กน้อย คนนึงที�มี ยายคนนึงเลี�ยงดู แบบอยู่กับยาย ยายเลี�ยงดู แบบ พ่อแม่ทิ�งน่ะ ก็เลยให้ยายเลี�ยงดู มันก็ออกมึนๆ ขี�ดื�อๆ ยายก็แบบไม่ค่อยมีเวลาไปอบรมสั�งสอน มันก็เลย. ผม: มันก็เลยมีชีวิตเรื�อยเปื�อย หลุย: เออ มันออกแบบมึนๆแหละ คือเด็ก น้อยไทบ้าน. ผม: แล้วไงต่อ


หลุย: มันก็ไปยิงนกยิงหนูทรมานสัตว์น่ะน้า เหมือนเด็กทั�วไป คือคนส่วนมากก็จะมองว่าแบบ เด็กมันทำร้านสัตว์ แค่เพียงแบบแค่มันไม่รู้ มันไม่รู้ เรื�องรู้ราว แต่เรามองว่า ผลส่วนนั�นมันส่งผลต่อ ต่อเด็กได้ คล้ายๆแบบบาปกรรมเลยล่ะ ที�แบบเด็ก ทำลงไปน่ะ มันก็สั�งสมไปเรื�อยๆจนกลายเป็นตัว สัตว์ประลาดที�มาจับตัวมันไป ในตอนจบน่ะ ผม: เปรียบเทียบบาปเป็นสัตว์ประหลาด เลย โว้ว มีให้ดูที�ไหนมั�ยเนี�ย หลุย: มีให้ดูในเว็บแหลว ไม่รู้ว่าเอาลงรึยัง เว็บของม.ศรีประทุมอ่ะ ผม: เอาลิ�งมา นานมั�ยเนี�ย นานยัง หลุย: ก็ปีสี� ปีสี�จะจบพอดี ช่วงทำทีสีสแหละ ผม: กลางปี สิ�นปีก่อนใช่ไหม หลุย: อืม

ผม: แล้วผลงานที�สองล่ะ ที�เป็นโปรเจ็กจบ ใช่ไหม ก็ ไอเดียของมันมายังไงล่ะ ถึงมาหยิบเรื�อง นี�มาทำ หลุย: ไอเดียใช่ไหม ไอเดียก็มาจากอาจารย์ ประมาณแบบอาจารย์อยากให้เนี�ยแหละ อิทธิพล มันเป็นอิทธิพล คืออาจารย์อยากให้ถ่ายทอดเกียว กับท้องถิ�นตัวเอง ก็เลยแบบ ทีแรกก็จะทำเรื�อง


หลุย: รีเสิร์จข้อมูล เออ รีเสิร์จข้อมูลแบบ เราดูจากเล่มนั�นเล่มนี� เพราะวรรณกรรมอีสาน พญาคันคากเนี�ย มันมีหลายแบบฉบับตามท้องถิ�น แต่ละท้องถิ�นมันจะไม่เหมือนกัน เราก็เลือกตัวที� เรื�องมันกระชับ จริงๆเรื�องมันยาวมีรายละเอียด เยอะเด๊ะ เราเลือกเอาตัวที�มันกระชับแบบเข้าใจง่าย มีเวลาแบบแค่๓-๔นาทีน้า มันต้องจบในเรื�อง ผม: แล้วเรื�องราวที�เรามาทำนี�มันเป็นแบบ ประมาณไหน เล่าให้ฟังหน่อย คร่าวๆ ช่วงที�เรา หยิบมาทำเป็นชิ�นงาน หลุย: มาทำก็ตั�งแต่ต้นเลย ตั�งแต่ต้นของ พญาคันคากที�กำเนิดขึ�นมา กำเนิดขึ�นมาแล้วก็มา เป็นคางคก พ่อแม่ก็ให้ออกไป พญาคันคากเนี�ย อยากได้ ภรรยาน้าอยากได้เมีย ก็เลยพ่อแม่ก็จะหา ให้นั�นแหละ แต่พญาคันคากก็ ยังไงล่ะ น้อยใจใน ตัวเอง ก็เลยออกไปนอกวัง ไปนั�งร้องไห้ สงบสติ นางหมาขาวแหละ เกี�ยวกับอีสานก็เลยเห็นบักหงึ�ม อารมณ์สงบสติอารมณ์ตัวเอง น้อยใจพระอินทร์ก็ เลยเนรมิตกายให้เป็นรูปงาม หล่อ และก็ให้เมียมา ตอนนั�นน่ะ มันว่ามันจะทำแล้ว แล้วมันมาเปลี�ยน ด้วย ต่อมาพญาแถนเห็นอย่างนั�น เห็นพญาคัน ทีหลัง ก็เลยได้ทำเรื�องพญาคันคาก คากมีคนเคารพบูชาเยอะน้า พญาแถนก็เลยอยาก ผม: ทำไมถึงหยิบเรื�องพญาคันคากมาทำ แกล้ง ทีนี� พญาแถนก็ทำให้ฝนไม่ตก ให้แห้งแล้ง หลุย: เรื�องพญาคันคาก มันเป็นเรื�องที� ไม่ตกตามฤดูกาล พญาคันคากไม่พอใจก็เลยลอง สำหรับกูนะ แบบก็พอรู้เรื�อง ผม: ทำไมไม่หยิบเอา อะไรนะ ไอ้พวกจำปา ท้า ไปรบกันก็ชนะ ฝนก็ตกเหมือนเดิม ก็ตกลงว่า ให้ฝนตกเหมือนเดิม อะไรทำนองนั�น สี�ต้นอะไรนั�นน้า คือพวกผาแดงนางไอ่งี�น่ะแม่ะ ผม: มุมมองเกี�ยวกับงานวิดีโอ เป็นยังไง หลุย: ผาแดงนางไอ่ก็เห็นเขาทำแล้ว ผม: คือตัวนี�ยังไม่มีใช่ไหม หรือถ้ายังไม่เห็น ในมุมมองของตัวเอง ตอนนี�มันเป็นยังไง หลุย: อยากให้ถ่ายทอดออกมาอะไรที�เกี�ยว มาก แพร่หลายแต่รู้ๆกันอยู่ใช่ไหม พญาคันคากนิ� กับอีสานใช่ไหม พวกวิดีโอ พวกหนังอะไรเงี�ย หลุย: ก็พอรู้อยู่ มันก็มีบ้างนะ มันก็มีการ์ ผม: ไม่ คือตัวเองคิดยังกับ มุมมองของมึง ตูนเรื�องนึง เกี�ยวกับพญาคันาก แต่เขาทำเป็นบุญ เกี�ยวกับงานวิดีโอ หนังสั�น แอนนิเมชั�น อะไรพวก บั�งไฟไปเลยเป็นประวัติ ผม: พอได้ไอเดียมาทำงาน เราต้องเตรียม เนี�ย ในภาคอีสานเป็นยังไงบ้าง ทัศนคติส่วนตัวคือ อะไร ต้องทำอะไรกับมัน กระบวนการทำงานของ ตอนเนี�ยรู้สึกยังไงกับมัน หลุย: มันก็ยังไม่ค่อยบูมเท่าไหร่เนาะไม่ค่อย เราเป็นยังไง อย่างทีสีสอะไรอย่างเงี�ย นอกจากเรา ไปคิดว่าอยากหยิบเรื�งนี�มาทำแล้วเนี�ย แล้วเราต้อง มีมากเท่าไหร่ ก็เป็น เหมือนหนังเหมือนละคร บาง อย่าง มันก็เป็นวัฒนธรรมของคนเรา มันเอาของ ทำอะไรต่อ รีเสิร์จข้อมูลอะไรอย่างเงี�ย เขามาทั�งดุ้นน้า น้า บางที เหมือนเอาหนังเก่ามาทำ


เอาเรื�องน้า บางที อยากให้เอามา เอาความเป็น อีสานน้าใส่ไป แต่เรื�องมันก็แปลกๆ ถ่ายทอดออก มาเป็นตัวเอง ผม: อยากอยากจะให้ ถ้าเราเป็นคนที�นี�ก็จะ ให้ทำสื�อจากคนที�นี� ทำนองนี�อะไรใช่ไหมถ้าหยิบยืม ของเขามาก็น่าจะผสมผสานกับของเราหน่อย หลุย: เอ่อ ให้มันน่าสนใจ ผม: เอ้า มีผลงานมา๒ชิ�นแล้ว ถามหน่อย ชอบชิ�นไหน หลุย: ชอบชิ�นไหนหรอ กูชอบชิ�นนี�ล่ะ ชิ�นส่ง ประกวดมากกว่าเพราะมันเป็นตัวเองมากที�สุด คือ ทีสีสเนี�ย ตัวที�เราทำทีสีสเนี�ย มันเปลี�ยนแปลงโดย จากที�อาจารย์ที�คณะกรรมการเขาให้เรามาเปลี�ยน บ้าง เพื�อให้มันเป็นทางพาณิชย์อ่ะน้า แต่ในความ ชอบส่วนตัว ชอบอะไรที�มันเป็นตัวเองมากที�สุด ผม: อย่างน้อยถ้ามีกรอบก็ไม่น่าจะบีบอะไร มากมายใช่ไหมกำหนดตงกำหนดตีมบ้างนิดหน่อย ๒ชิ�นนี�น่าจะเป็นมาสเตอร์พีชได้รึยัง

หลุย: ยังหรอก ผม: ถ้ายัง แล้วมาสเตอร์พีชจริงๆ อยากจะ ทำ อยากให้มันเป็นยังไง หลุย: คือ ก็จะเป็นแบบสไตล์เรื�องแรกนี�ล่ะ แต่มันจะเป็น มันจะเป็นอะไรที� มันดีกว่านี�น่ะ คือ เรื�องแรกมันก็ยังเผาไปน่ะ ก็ต้องรีบส่ง ผม: วิชาความรู้เทคนิคอะไรเราก็ยังไม่มาก เท่าไหร่ หลุย: ความรู้เรายังไม่มากเท่าไหร่ ผม: แต่ยังจะทำแนวเดิม หลุย: ในประเทศไทยก็ยังไม่ค่อยมีน่ะ ผม: ส่วนใหญ่มันจะเป็นทรีดีแล้วไปแล้ว หลุย: พวกทรีดี พวกอะไร ตอนไปประกวด พวกกรรมการเขาก็รู้สึกชอบ เป็นอะไรที�มันมีน้อย ในประเทศ ผม: มันก็เลยดูเด่นขึ�นมา หลุย: เอ่อ มันก็เลยดูเด่น เขาก็เลยห้อยที�๓ มาให้มั�ง ประมาณนั�น ไปแข่งมันก็ได้ประสบการณ์


เนาะ คือส่วนมากทีมอื�นเขาจะสะท้อนเกี�ยวกับรอย ยิ�มขึ�นมา ในเรื�องของรอยยิ�มกับการมีความสุข ที� สร้างอะไรให้มันมีความสุขกับตัวเอง แต่ทีมเรา อยากจะสะท้อนรอยยิ�มของคนที�มีความสุข แต่เป็น ความสุขที�อยู่บนความทุกข์ของคนอื�น ผม: อืม นะ คือแบบ ยิ�มซ้อนไว้อีกชั�นนึงเลย หลุย:คือมันยังไม่มีใครค่อยคิดมันน่าจะเป็น ตัวนี�แหละที�เราได้รางวัลบ้าง อาจจะมีส่วน ผม: บางคนอาจจะไม่นึกถึงตรงนี�ก็ได้มัวแต่ มีสุขแต่จะลืมไปรึเปล่า ความสุขนิ�อาจจะไปอยู่บน ความทุกข์ใครรึป่าว ใช่ไหม หลุย: อืม ประมาณนั�น ผม: ชอบเลขอะไร เลขหนึ�งถึงศูนย์อ่ะ หลุย: ถ้าเลขหรา คิดว่า ชอบเลขหกนะ ผม: งั�นขอหกคำเกี�ยวกับงานเกี�ยวกับหนัง หลุย: เกี�ยวกับงานวิดีโอใช่ไหม หกคำ จะให้ พูดไปทางไหน ผม: อะไรก็ได้ที�เกี�ยวกับงานวิดีโอนี�แหละ ๖คำ นับด้วย ตรงๆ หลุย: มึงคือให้กูคิดแปลกแท้ว้ะ

ผม: เออนี�แหละ ฟินวิ�วก็เจอมาแล้ว หลุย: ๖คำ หนึ�ง เอาเป็นทางสร้างสรรค์ ดีกว่า เพราะอยากให้มันมีในงานน๊า หนึ�งงานดี ผม: ๖คำหลุย ให้ได้๖คำ หลุย: เอ่อ งานต้องดี แล้วงานที�ต้องเป็นตัว เองที�สุด ที�ตัวเองชอบน๊า ผม: รวมกันมันเกินแล้วเด้นิ หลุย: กูขอเป็นคำหลักน้าๆ ก็คืองานดี งาน เป็นตัวเอง สาม งานมันต้องยังไงล่ะ ต้องใส่ใจงาน ตัวเอง มันต้องมีความใส่ใจ สี�ทำอะไร ยังไงล่ะ ใส���ใจ กะงานใช่ไหม งานต้องดี กูคิดยากแท้ว้ะ ผม: โอ่ยมันคิดง่ายกว่านี�น๊ะ แต่มึงคิดยาก เองหลุย หลุย: กูก็ไม่ค่อยเข้าใจคำถามมึงเท่าไหร่ ผม: หกคำมึงก็บอกว่า กูเก่งมากๆน๊ะจ๊ะ นี�แมะ เหมือนวีอาร์โซน่ะ เคยดูไหม หลุย: อ่าว ไม่เคยดูเนาะ ผม: ขอ๓คำน่ะ แต่กู แต่ชอบเลขไหน กูขอ เท่านั�นล่ะ พ่อใหญ่หินแปดคำใช่ไหม แกก็แม่งเลย ฟินวิ�ว สตูดิโอ แม่งเจ๋ง อะไรเงี�ยน่ะ


หลุย: ของกูก็ขอเป็น ทำถูกใจ ชอบ รักอะไร อีกคำสุดท้าย ผม: นะ หลุย: นะ ผม: ชอบ อะไรนะทำถูกใจ ชอบ เห้ย ไม่รู้อ่ะ หลุย: ทำถูกใจ ชอบ รักนะ ผม: อืมนั�นแหละ จบแหละ ขอบคุณครับ หลุย: จบและ? ………………………. ผม: อ่ะ อีกนิดนึง ก็ จริงๆก็เคยร่วมงาน กันมาก่อน ก่อนหน้านี�เลย เคยทำหนังแต่ก็มาช่วย เป็นนักแสดง มันก็นานแระ สามสี�ปีและ รู้สึกยังไง ได้มาเล่นหนังตอนนั�น หลุย: ตอนนั�นเหรอ ไม่รู้แหลว มึงชวนกูก็ เล่นโล้ดแหลว ผม: ง่ายๆเลย หลุย: ไม่รู้ แบบมึงชวนเนาะ กูก็อยากเล่นดู ก็ลองเล่นดูเฉยๆไม่ได้มีอะไรมาก ผม: หนังสองเรื�องที�เล่นมาก็อย่างว่าเนาะ ความรู้ก็มีเท่าที�เห็นนั�นแหละทั�งคู่นี�แหละที�เห็นเล่น ๆ เคยคิดยังไงกับเรื�องแรก ความรู้สึกเป็นไงบ้าง ความรู้สึกโดนโต๊ะเปอร์ฯแทงอกตาย เป็นไงบ้าง บ่เคยถามเลย หลุย: รู้สึกแบบ กูก็เล่นหนังไม่ค่อยเป็น กูก็ เล่นไปตาม ยังไงล่ะ ตามความรู้สึกมั�วๆน่ะแหละ ผม: แต่คนชอบนะ หลายคนเลย หลุย: แอคติ�งอะไรก็ไม่ได้ ก็เขินๆล่ะ ไม่ค่อย กล้าเล่นเท่าไหร่ เล่นตามความรู้สึก ฮาตัวเอง ผม: อืม ฮา อาจารย์ก็ชอบ ฮาดี ชอบตรงที� คิดว่า อาจารย์ เดี�ยว มันเป็นขัดๆในอารมณ์น้า มันไม่เคยมีหนังเรื�องไหนที�จะเป็นมาอารมณ์เป็นห นังงี�อ่ะ แล้วก็ออกมาเป็นหนังได้อ่ะ อ่ะ อย่างเรื�อง ที�๒รู้สึกยังไง อาจจะเคยถามตัวเองเล่นๆ มานาน แล้ว อยากจะถามอีกทีว่ามันเป็นยังไง หลุย: เรื�องที�สองมันก็ดีขึ�นกว่าเดิม ความรู้ สึกมันก็ดีขึ�นกว่าเดิม แต่มันก็ มันก็เป็นตัวเอง ก็ไม่

ค่อยรู้เรื�อง เป็นคำ เป็นกระท่อนกระแท่นน่ะ แต่มัน เป็นตัวของตัวเองที�สุดแล้ว ผม: ก็อย่างว่าอ่ะเนาะ ผู้กำกับมันก็ติสแตก เหมือนกันเนาะ หลุย:แล้วเรื�องมันก็แปลกด้วยอ่ะมั�ง ผม: เอ้า ถ้ามีเรื�องที�สามจะเล่นมั�ย หลุย:เรื�องที�สามหรา ยังไม่รู้ มันจะมีเวลา แค่ไหน ก็จะได้หนีไปจากนี�แล้วน้อะ ผม: โอ่ย ถ้าจะเล่น ใช้เวลาไม่นานหรอก หลุย: ซักสิ�นเดือนก็จะได้นี�แหล่ว ผม: เอ้า สมมุติ ถ้าได้เล่นหนังซักเรื�องหนึ�ง อยากเล่นบทอะไรที�คิดว่าอยากเล่นที�สุด หลุย: อยากต่อสู้อ่ะ อยากเล่นหนังบู๊น้า ผม: บู๊ ต่อย เตะอะไรงี�น่ะ ไม่ต้องพูดไม่ต้อง จากันแล้ว หลุย:ก็พูดบ้าง เหมือนต้มยำกุ้ง ผม: โอ่ย พูดอยู่เจ็ดครั�งนี�นะ ช้างกูอยู่ไหน ทั�งเรื�องน่ะ พูดอยู่เจ็ดครั�งเอง ถ้าอยากเล่นก็อยาก เล่นหนัง แอ็คชั�น บู๊ๆเนาะ ไม่รู้ผู้กำกับ บักนั�นจะทำ รึป่าว ค่อยไปคุยกัน ก็ขอบคุณที�สละเวลามาให้กู สัมภาษณ์ ก็ติดตามชม ติดตามอ่านครับ อ่านรึยัง ที�เอาลงให้อ่าน หลุย: โอ้วยัง พับกล่องอยู่นิ� ผม: นะ ขอบคุณมาก


เรื�อง:นพพล ศิษย์จานมะ ภาพ:ฯลฯ

ดนตรีทำให้ผม เป็น

“คน”

*บทสัมภาษณ์นี�เดิมเป็นของเดือนธันวาคม แต่ก็ด้วยความที�ผมนัดคนที�จะลงเดือนนี�ไม่ได้ เลยตัดสินใจ โยกย้ายมาลงฉบับนี�เลย ต้องขออภัยมานะที�นี�ครับ..

ผม: ครับ สวัสดีครับ แลนด์: สวัสดีครับ ผม: กับคลื่นเสียง ก็อยู่กับผม ฉบับนี้ แน่ นอนครับ ก็ไม่รู้จะเอาใครมาถาม ผมก็นี่ครับ มา ถามเพื่อนๆ มาเจอกับ คนนี้อีก ก็สวัสดีครับ คุณ แลนด์ แลนด์: สวัสดีครับ จากคราวที่แล้ว ผม: คราวที่แล้วนู้น แลนด์: ทำหนัง ผม: รู้จักกันในพาสที่เขาทำวิดีโอ ก็วันนี้ ก็มารู้จักกับอีกมุมหนึ่ง เขาก็สนใจกับการใช้เสียง เครื่องดนตรี ร้องเพลง แลนด์: ใช่ ผม: ให้แนะนำตัวคร่าวๆก่อนเผื่อสำหรับ ใครที่มา อ่านเล่มแรก แลนด์: แลน ภูมรินทร์ จบจากออกแบบ นิเทศศิลป์ ศิลปกรรมศาสตร์ มอขอนแก่นพึ่งจบ มาดๆ ยังไม่แห้งเลย

ผม: อันนี้ที่เราถามกันนิ คือ วันที่ ๑๑ กันยายน ก็ ฉบับที่เราจะเอามาลงก็คือ ธันวา ตอนนั้นเขาก็คงจะทำงาน ทำการไปแล้ว คงไม่ สะดวก ก็เลยสัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ แลนด์: ไม่รู้จะได้ทำรึยัง ผม: ธันวา แลนด์: ธันวาก็รับปริญญาไปแล้ว ผม: เอ้อ ครับ ที่เชิญมาวันนี้ก็เพราะเรา รู้ว่าชอบใช้เสียงนักดนตรี อยากให้เล่าที่มาที่ไป ของตัวเองหน่อย คือไป เริ่มต้นยังไงได้มาร้อง หรือเล่นดนตรีอะไรพวกเนี้ย แลนด์: จริงๆ จากคราวที่แล้วเราชอบทำ หนัง เราก็ชอบเล่นดนตรีด้วย แต่จริงๆชอบที่สุด เอาจริงๆเลยน๊ะชอบดนตรีมากกว่าแต่เราก็ไม่ได้ เล่นเป็นมืออาชีพแต่เราก็ไม่ได้ เก่ง แต่เราก็เล่น พอได้ แต่เราชอบที่สุดแล้ว ผม: ชอบมาก่อนงานทำวิดิโอ แลนด์: ใช่ ก็คือ


ผม: เริ่มมาแต่ตอนไหน แลนด์: เริ่มมาจาก ก็คือตั้งแต่จำความได้ ก็มีเพลง เข้ามาแล้ว ในทีวี สมัยนั้นเราเด็กเด๊ก เจมส์ เรืองศักดิ์อะไร อย่างเนี้ยอาเอสอะไรอย่าง เนี้ย เราก็ร้องตอนนั้นก็แค่ร้องเด็กๆแล้วก็เริ่มมา ผม: หัดร้องเองเลย แลนด์: ใช่ ก็ร้องมั่วๆ ซั่วๆ จุดมันเริ่มมา จากพี่ข้าง บ้าน พี่ผู้ชายข้างบ้านที่โตกว่าแกเล่น กีตาร์ พี่แกเล่นกีตาร ์เป็น แล้วเราก็สนิทกับพี่ คนนี้ไง เราก็ไปเล่นกับแกทุกวัน เห็นเล่นกีตาร์ ก็เลย เห้ย อยากเล่นเป็นว่ะ ตอนนั้นยังแค่อยาก ยังไม่ได้จับ ผม: ตอนนั้นกี่ขวบกี่ปี แลนด์: โอ้ว..จำไม่ได้ ตั้งแต่เด็กๆเลยอ่ะ ผม: โฮ๋ จำไม่ได้ แลนด์: เด็กจนจำไม่ได้อ่ะ เด็ก ก็เห็นแก เล่นก็เลยไม่ได้อะไร วันนั้นก็ฟังกะแก ลาบานูน ตอนนั้นเท่าที่จำได้ ผม: ประมาณซักปอ ๓ แลนด์: นั่นแหละ ก็มาเรื่อยๆ ก็ไม่ได้หัด เล่นอะไร ก็ร้องเพลง ก็หัดร้องไปก็ชอบลาบานูน จำๆวงไม่ได้แล้วตอนนั้น ฟังแบบบ้านแหละ ผม: โลโซ แลนด์: เออ โลโซ ผม: หินเหล็กไฟอะไรอย่างเงี้ย แลนด์: หินเหล็กไฟยังไม่เคยฟังเลย ผม: ออ เหรอ แลนด์: ตอนนี้ก็เลยมาเรื่อยๆ จนมาม.๒ ถึงมาเล่นจริงๆมอ๒ คือไปเรียนต่างอำเภอก็เลย เจอเพื่อนคนนึง บักนี้เล่นกีตาร์โคตรเก่ง พ่อมัน เป็นนักดนตรีด้วย ตอนนั้นมันเล่นเพลงเพื่อชีวิต ตอนนั้นมันก็ดีดกีตาร์เล่นอยู่ จังหวะที่มันเล่นอยู่ แม่งโคตรเท่ห์ ผม: เหมือนศิลปิน แลนด์: เหมือนศิลปินเลย มันเล่นไปด้วย

ร้องเพลงไปด้วย เหี้ย โคตรเท่ห์อ่ะ แบบ แม่ง ไอดอลเลยอ่ะ เราก็เลยเห้ยแม่งเล่นกีตาร์เป็นว่ะ ก็เลยกลับมาบ้าน ก็เลยบอกแม่ อยากได้ กีตาร์ แม่ก็ยังไม่ซื้อให้หรอก ทีนี้เราก็เลยเอา โต๊ะรีดผ้า คนอื่นคงจะเป็นไม้กวาดมั้ง เอามาดีดเล่น ผม: มึงเอาโต๊ะรีดผ้าเหรอ ใหญ่ขนาดนั้น แลนด์: ไม่ใหญ่เอาโต๊ะรีดผ้าแล้วก็มาพับ ลง แล้วก็มาดีดเล่นตามเพลงของตัวเองแต่แม่ จะไม่ซื้อให้นะ ทีแรก ก็ไม่ได้อะไร ทีนี้ แม่ก็เลย มาเห็น ผม: แม่คงสมเพชเนาะ แลนด์: แม่ก็เลยซื้อให้ รู้มั๊ยราคาเท่าไหร่ ๑๕๐บาท ผม: กีตาร์ของอะไร กีต้าบ้านๆนี้ติ แลนด์: บ้านๆ ถูกๆเก่าๆเก่ามากแล้วเป็น ของข้างบ้านที่เขาทิ้งแล้วอ่ะไม่ใช่ข้างบ้านหรอก แถวๆบ้านที่เขาทิ้งแล้วอ่ะ เป็นกีตาร์ที่ไม่รู้ว่าเขา ซื้อมาเท่าไหร่ โคตรเก่า แล้วคอโก่งอีก ก็เลยซื้อ มาถูกๆ ๑๕๐ ผม: แล้วมันดีดเป็นเพลงได้ไหม แลนด์: ได้ ดีดเป็นเพลงได้ ก็เลยเอามา


ฝึก แม่งโคตรเจ็บนิ้วอ่ะเป็นการฝึกนิ้วแบบกีตาร์ อันแรก เล่นโคตรยาก คงเป็นกา���เหรอ ทีหลัง จากวันนั้นเราก็เอากีตาร์มา ก็ไปโรงเรียนเหมือน เดิม ตอนนั้นยัง ไม่ได้กีตาร์ เออตอนนั้นก็ไปเล่น กับเพื่อนๆ ก็ยังรู้อยู่ว่าเล่นกีตาร์ไม่เป็นหรอก ปุ๊บ วันนั้น กลับบ้านมา ก็เลยกลับบ้านมา ปุ๊บ ก็เลย หัดเล่น อยู่ทั่งวี่ทั้งวันอ่ะ วันนึงเลย อยู่กับกีตาร์ ทั้งวี่ทั้งวันอ่ะ ไม่เหมือนยุคสมัยนั้น สมัยนี้เสิร์จ หา ในเน็ตก็มีแล้ว เล่นกีตาร์คอร์ดอะไรอย่างเงี้ย ตอนนั้นมันต้องไปจดมา ในหนังสือเพลงอ่ะคอร์ด จีนะของพี่ข้างบ้านแหละ คอร์ดจีก็จดมา ทีแรก เลย คอร์ดซีที่หัดเล่น เอไมเนอร์ ดีมิเนอร์ จีเล่น อย่างนี้แหละ เล่นไปเล่นมา ทีนี้ก็เลย หัดเล่นหา คอร์ดง่ายๆ เดือนเพ็ญ คีย์จี เพลงแรกเลยเล่น เพลงเดือนเพ็ญ คีย์จี วันนั้น หนึ่งวันน๊ะเล่นวัน เดียว เล่นเดือนเพ็ญได้ เล่นได้แล้วเด๊ะ กลับไป โรงเรียน ปุ๊บ ไปเรียน ได้จับกีตาร์เพื่อนมาเล่น แล้วก็ลองเล่น เดือนเพ็ญ เพื่อนตกใจเว่ย มึงไป เล่นยังไงว้ะ มึงวันเดียว ไมเล่นเป็นว้ะ คือแบบ เห้ย ไมเล่นเป็นวะ แล้วก็เล่นเป็นอ่ะ ก็กูเล่นเป็น อ่ะ เพื่อนก็งงว่ะ กูก็เลยคิดว่ากูอาจจะเป็นคนที่มี พรสวรรค์ก็ได้ แต่พอเพื่อนเอาเครื่องดนตรีไหน มาก็เล่นเป็นหมด แต่ไม่เก่งไง เล่นเป็น ผม: เล่นได้ แลนด์: แต่ถ้าสมมุติเราจะฝึกหัดทุ่มเทกับ มันเราอาจจะเก่งก็ได้ แต่จับอะไรมาก็เป็นเพลง หมดก็เล่นได้ ก็เลยหัดเล่นมาจนไปตั้งวงกับเพื่อน หลังจากหัดเล่นกีตาร์มา ก็มีวงกับเพื่อน แต่โซโล่

ไม่ได้เล่นแต่คอร์ด โอ้ย กว่าจะฝ่าด่านคอร์ดเอฟ มาได้ก็ยาก คอร์ดเอฟ จับยากสุดแล้ว ก็เลยมีวง กับเพื่อนๆ เพลงแรกเลยที่เล่นกันคือ อกหักจาก มือถือ โซคูล โอ้โห เบ๋ย.. ผม: เบ๋ย… แลนด์: เล่นคอร์ด เพื่อนก็โซโลไป ผม: ร้องเล่นในห้องเนี้ย แลนด์:เออบักที่เห็นมันเล่นครั้งแรกแหละ บักที่เป็นไอด่อล เออ บักนั่นแหล่ะ เล่นโซโล่แล้ว ก็นักร้องอีกคนนึง มือเบส มือกลอง เพื่อนกัน แหละ นักร้องจะเป็นรุ่นพี่ปีนึงเล่นโซคูลคนเจียม ตัว อกหักจากมือถือ ๒เพลงนี้แหละที่เล่น ผม: หัดเล่น แลนด์: พอเล่นโซคูลไปซักพัก บักมือ กีตาร์ก็เริ่มจะ เห้ย โซคูลมันง่ายว่ะ แม่ง มันเอา สกอเปี้ยนมาอ่ะ ผม: แม่ง เป็นไงอ่ะ ข้ามสปี่ชี่กันอ่ะ แลนด์: สกอเปี่ยน ฮอลิเดย์มา แล้วมันก็ เอา ฮอลิเดย์มาให้เล่น เหี้ยแม่งโคตรยาก เกา แม่ง โคตรยาก คอร์ดไม่รู้คอร์ดอะไร อยู่กับมัน ประมาณวันนึงอ่ะ อยู่กับเพื่อนอยู่กับมันวันนึงอ่ะ เล่นเพลงสกอเปี่ยน แม่งเล่นไม่ได้ มันก็โวยวาย มันเป็นคนขี้โวยวาย อารมณ์เสีย มันเก่งสุดไง ง่ายๆ เล่นได้ ก็มึงเก่งไง ก็เลยกูบ่อยากเล่นแล้ว กูออกจากวงได้ไหม มันยากเกินแมะ ก็เลยยังไม่ ออกหรอก ก็เลยกลับบ้านโดยที่ไม่มีใครมากดดัน แม่ง เสีอกเล่นได้โว้ย ไม่มีคนกดดัน ก็เลยกลับมา เล่นอีกที ตอนนั้นเลยเล่นเพลงสกอเปี้ยน หลังมา ก็เล่นหินเหล็กไฟ แม่งโคตรโหดแล้วก็ไปประกวด เอาเพลงหินเหล็กไฟไปประกวด ผม: ประกวดอะไร แลนด์: ประกวดอยู่สกลนคร อยู่บิ๊กซี ผม: มันเป็นงานอะไร งานของบิ๊กซี แลนด์: สเต็ป มอไซต์ จะมีสเต็ปเราก้าว ไปตามฝัน ตั้งแต่โปเตโต้ เพลงนี้เป็นเพลงบังคับ


แล้วมีเพลงช้าเพลงเร็ว ผม: ออ แลนด์: โปเตโต้ สเต็ป เล่นสามเพลงตอน นั้นอ่ะ ย้ายโรงเรียนแล้ว ผม: เอ่า แลนด์: เรียนอยู่ในเมือง ผม: มอปลายเนาะ แลนด์: อันนั้นอยู่บ้านนอก เพื่อน็เลยชวน มาเล่นด้วยกันเล่นคอร์ดเหมือนเดิม ก็แกะจนเล่น ได้นั่นแหละ หินเหล็กไฟแล้วก็สกอเปี้ยนออเวซัม แวและก็วันนั้นก่อนประกวดหนึ่งวัน นักร้องเสียง แหบ ผม: ชิบหาย นักร้องเสียงแหบ มัวแต่หัด แลนด์:เอาและเป็นจังหวะโอกาสที่กูจะได้ ร้อง แต่กูก็ไม่ร้อง ผม: ตอนนั้นเราไม่ได้ร้องแต่ครังนี้เหมือน จะได้ แต่ก็ แลนด์: ไม่ได้ร้อง เพื่อนก็บอก มึงร้อง เสียงมึงพอได้อยู่ ทำไมไม่มั่นใจโว้ย ไม่ร้องว่ะ เล่นสื่อๆ เลยไปเอาโรงเรียนนึงมาร้อง ซ้อมวัน เดียวเลยน๊ะ ก็เลยไปประกวด ผม: แล้ว แลนด์: วงสุดท้าย เป็นวงสุดท้ายเลยของ การประกวด ก่อนหน้านี้ฟังวงอื่น แม่งเอ้ยกูแทบ อยากด่า แม่งโคตรเก่งอ่ะ แต่ละวงอ่ะ สุดท้ายก็ เล่น บักนักร้องแม่ง ลืมเนื้อครับ ผม: อ่าว ทำไม แลนด์: ไปนั่งอยู่หลังกลอง มันลืมเนื้อมัน ซ้อมวันเดียว ไปนั่งอยู่หลังกลองมันซ้อมวันเดียว อ่ะ ก็เลยเล่นแต่ดนตรี จนจบไป เล่นแต่ดนตรี ผม: สุดตีน! แม่งโคตรอาร์ตอ่ะ แลนด์: เออ ก็เล่นไป ตอนนั้นอ่ะ เป็นวง สุดท้ายคนนิดเดียวมันจะมีพี่ทีมงานกองประกวด น่ะ ฮิ้ว แล้วก็ตบมือให้ ตอนนั้นหันข้างเล่นโว้ย ไม่ได้เท่ห์อะไรหรอก ที่กูหันข้างเล่นโว้ย กูอาย

เออ กูหันข้างเล่นแม่ง กูก็เล่นไปตามที่กูซ้อม มาแหละ ผม: มันเป็นจุดต่ำสุดนิดนึง แลนด์: หลังจากนั้นแม่ง ไม่มีวงเลย ผม: เร้อ แลนด์: เลิกเล่นแล้ว ผม: เข้าด้านมืดแล้ว แลนด์: ก็ไม่ประกวดอีกเลยแล้วก็เล่นหัวๆ มาตลอด ก็ไม่ได้เล่นอีกเลย ผม: อาจจะเป็นเพราะว่า เรา ทางด้านนี้ ไม่มีดวงไม่มีโชคด้านประกวดแข่งขัน อาจจะไป เล่นเพลินๆอย่างนี้ได้

แลนด์: ถ้าเข้ารอบก็แม่งโคตรเก่งล่ะครับ ผม: เราอาจจะมีโชคแค่เล่นบันเทิง แลนด์: วันนั้นก็ ซวยมาก ก็กลับไป ตอน นั้นนั่งรถโดยสารไปแม่งงานเลิก๓ทุ่มไม่มีรถกลับ ก็ซวยไป ไปโบกรถกลับ แม่งไม่มีใครจอดรับกลับ บ้านนอก ทั้งวงอ่ะ อกหักจากประกวดไปโบกรถ กลับก็ไม่มีใครจอด ไม่ได้ด่าใครหรอก มันไม่ได้ ซ้อมอยู่แล้ว ผม: ก็ต้องเข้าใจ ตามอัตภาพล่ะน้อ แลนด์: อืม บักแอ๋: ไปนั่งอยู่หลังกองกี่เพลงอ่ะ แลนด์: เพลงหลังๆอ่ะก็ตอนแรกก็ได้อยู่ ตอนหลังก็จบๆไป


ผม: ทำไมเราไม่ร้องเองอ่ะ แลนด์: ไม่รู้ ผม:ไม่มั่นใจไง แลนด์: ใช่ ไม่มั่นใจ ถ้ากูมั่นใจ ผม: ร้องได้ แลนด์: ร้องได้ทุกเพลง ถ้ากูไปคว้าไมค์ ไม่แน่อาจจะเข้ารอบก็ได้ พ่วนแหลว ผม: เขาไม่มี ไอพวกคอรัดหรา แลนด์: ไม่มี ผม: คือบักนั้นร้องโซโลคนเดียว ไม่มีใคร ร้องแล้ว แลนด์: อืม แล้วเพลง สู้ อีกน๊ะ หินเหล็ก ไฟ ร้อง บักแอ๋: พี่แลน คือเล่นมาตรฐานแท้ แลนด์: อืม พี่เล่นเฉยๆ ไม่ได้โซโล่อะไร โคตรยาก ดนตรีก็แม่งโคตรโหด ผม: แล้วเพื่อนที่เป็นโซโล่ ก็โซโล่มันส์ไป แลนด์: แต่มันนี้มันโซโล มันเก่งไงมันเล่น

เพลงแนวนี้ แต่แม่งเล่นโคตรโหดอ่ะ นั่นแหละ ไม่ได้ประกวดอีกเลยตั้งแต่วันนั้น แล้วบักนั่นก็ แยกกันไปคนล่ะที่เลย แต่บางที บางคนได้ข่าว ว่าไปขายยาก็มียาบ้าเลยนะ ก็มีอนาคตไปแต่ละ คน แต่ก็เดี๋ยวนี้ก็เป็นคนดีกันทุกคนแล้วล่ะ ผม: อ่ะ ปุ๊บ หลังจากนั้น แลนด์: ก็ ช่วงมัธยม มอปลายก็ไม่ได้เล่น อีกเลย ผม: ไม่ได้เล่นอีกเลยหรอ แลนด์: เพื่อนในห้องแทบไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่า เล่นกีตาร์เป็น ผม: คือหลังจากที่เราไปประกวดวันนั้นก็จบไป เลย แลนด์: ก็เล่นแต่ในบ้าน ก็จนเข้ามหาลัย ก็ไม่ได้เล่น จนเข้ามหาลัยปี๑ก็มาตั้งวงกับเพื่อน ผม: เออ แลนด์: แล้วก็ไม่เป็นท่าเหมือนเดิมจั๊กเล่น ยังไง เล่นคนละคีย์


ผม: เวลาว่างๆ คิดงานอะไรอย่างงี้เนาะ แลนด์: ใช่ แต่เคยคิดอยากไปเรียนให้มัน เก่งๆ เคยคิดอยู่ แต่มันไม่มีเวลาหรอกเรามีอย่าง อื่นที่ต้องทำมากกว่าไง เรื่องเงิน เรื่องเรียนเยอะ แยะไป ทีนีก็เล่นๆหัวไปในวงเหล้า คิดจะเป็น อาชีพก็ยัง ไม่แน่ ในอนาคตอาจจะคิดเล่นเป็น อาชีพก็ได้ ถ้าเราฝึกฝนอีก ใหทุ่มเวลากับมันอีก ประมาณนี้ ผม: อ่ะ คำถามต่อไป ที่มา โคตรเยอะ เลย เล่าอดีต ���ลนด์: อดีตโคตรยาว ผม:ก็อย่างว่าเนาะ เอ้อ อย่างเช่นการใช้ เสียง ต้องมีการดูแลเสียงเนาะ อุปกงอุปกรณ์ ก็ต้องมีการดูแลเสียงเรา สมมุติ ร้องเพลง อย่าง ที่ไล่มา ร้องเพลงฟลัวร้องเพลงอะไรที่มันคีย์สูงๆ หนักๆ เคยมีปัญหากับเสียงไหม เจ็บคอ อะไรเงี้ย แลนด์: มี ไม่รู้เป็นอะไร เวลาจะขึ้นเวที ก่อนหน้านั้นต้องใช้เสียงและเจ็บคอ แล้ววันปกติ ไม่เป็นไรอ่ะ แต่วันจะร้องชอบเป็นก็จนไปหา หมอ หมดหลายร้อย เพื่อที่จะเล่นดนตรีเพื่อที่จะ ขึ้นร้อง แต่พอก่อนที่จะขึ้นก็หายอยู่ แต่เราก็ไม่ ใช่คนที่รักษาเสียงเด้ะ เพราะว่าเราไม่ได้เล่นเป็น มืออาชีพมาก ไม่เคยที่จะรักษาเลยก็ประมาณนี้ ผม: ก็คำถามต่อไป ทัศนคติกับการ ใช้ เสียง ที่ฟังๆมาก็คงจะชอบดนตรี ชอบเสียงเพลง มากนะ คิดยังไงกับมัน ว่ามีอิทธิพลอะไรกับเรา แลนด์: มีอิทธิพลกับเราทุกอย่าง ทุกการ ผม: ก็ไม่ได้คิดว่าเราจะไปเป็นศิลปินอะไร ใช้ชีวิตของเรา ถ้าชีวิตนี้ไม่มีดนตรี ก็ไม่รู้จะเป็น คนมาอย่างนี้ได้รึป่าว ที่คิดนะ อย่างทำหนังเนี้ย อย่างงี้เนาะ แค่เล่นบ้าง พอมีเวลา ฆ่่าเวลา แลนด์: ใช่ แต่ว่าถ้าไปทำงานก็จะซื้อใหม่ ถ้าไม่มีดนตรี ก็ไม่มีแรงบันดาลใจใน การทำงาน คือว่าตั้งใจว่าจะไม่ได้แบบมืออาชีพ แค่อยากได้ ทุกๆอย่าง แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตทุกอย่าง มันมาจากเสียงเพลง ถ้าเกิดตื่นขึ้นมาไม่มี เสียง กีตาร์ดีๆมีราคามาไว้ อยากได้เฉยๆนี่แหล่ะ ผม: ซื้อไว้มาเป็นสมบัติส่วนตัวมาไว้เล่น ดนตรีเลย ก็คงจะอยู่บนโลกนี้ ไม่ได้ เหมือนขาด มือแขนไปเลย ใช่ มันสำคัญกับเรา มันต้องมีมา แลนด์: ใช่ ผม: เราอาจจะมีหัวทางด้านเล่นขำๆใน วงเหล้ามากกว่ารึป่าว แลนด์: อืม เล่นแต่ในวงเหล้า สนุก ม่วน ผม: แล้วทีนี้ แลนด์: แล้วมาเล่นตามงานเฟชชี่ไนท์เรา ก็เอารุ่นน้องมาเล่น เห้ยมึงเล่นกลอง เล่นเบสนะ เล่นกีตาร์ให้หน่อย ไม่ได้มีชื่อวงด้วยซ้ำ เล่นใน คณะเฉยๆ เมาๆม่วน ตอนนี้ก็ไม่อะไรแล้วแหละ ไม่ได้เล่นจริงจังอะไรกัน ผม: หลังจากนั้นก็ไม่ได้อะไรเคยเห็นว่า อัดเพลงอัดอะไรนี่ แลนด์: อัดเล่นๆ เพลง cover เพลงแต่ง ก็มีบ้าง ก็มีเพลงแต่งให้ผู้สาว ก็ว่าไป อะไรบ้าง ในเฟชบุ๊คก็มี ในยูทูบก็มี อัดเล่นๆไป ตอนนี้ก็ไม่ ได้จริงจังอะไร กีต้าที่เล่นมานานก็ขายแล้ว ขาย เมื่อกี้นี่ ระหว่างสัมภาษณ์ที่แหละ เขาพึ่งมาเอา กีตาร์เนี่ย จ่ายเงินไปแล้วนี่ ขายล่ะ ว่าจะลงกรุง เทพล่ะ


กล่อมเกลาจิตใจเรา เล่นดนตรีสำคัญมาก ผม: เขาบอกว่าดนตรีทำให้เราอ่อนโยน แต่ก็อย่างว่าจะเป็นเพลงยังไง ถ้าสมมุติว่าเป็น เพลงร็อค ก็ไม่ใช่ แลนด์: ล่าสุด พึ่งมาฟัง เอ็กซ์เจแปนเว่ย ผม: อารมณ์ไหน เขาฟังมากี่สิบปีแล้ว แลนด์: พึ่งมาฟังเอ็กซ์ เจแปนแม่งตอนนี้ โคตรคลั่งอ่ะ ผม: อยากเป็นฮิเดะ หรา แลนด์: โอ้ย อย่าเลย ชอบโยชิกิ โคตร ไอดอลเลย ไม่รู้อารมณ์ไหน ไปฟังเอ็กซ์ เจแปน พอไปดูคอนเสริตมันแล้ว คือแต่ก่อนไม่ฟังไง ก็มี พวกที่คลั่งไคล่เอ็กเจแปน โฮ๋ คลั่งไคล่ บ้า แม่ง ชอบ เอ็กซ์ เจแปน อะไรเงี้ย นู่นนี่นั่น แต่พอไป ดูคอนเสริตมันแล้ว แม่ง มันไม่ใช่ข้อสงสัยแล้ว ทำไมเขาถึงชอบ เรายังชอบเลย เขาเล่นสุดพลัง ที่เขามี อย่างฮิเดะนี่เป็นหอบหืด บางทีเล่นคอน เสริตจนเป็นลมอ่ะ ก็ยังเล่นอยู่ คือมันใช้พลังทั้ง ชีวิตมันเล่นคอนเสิร์ต ถึงไม่ใช่คอนเสริตที่สำคัญ คือ โคตรเต็มที่ ผม: เต็มที่ แลนด์: เต็มที่ดนตรีแบบสุดยอด เพลงไพ เราะ ก็เลยพักหลังก็อ่านประวัติ ยิ่งอ่านประวัติ ยิ่งลึกยิ่งชอบ คือเขาไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาว่ะ เขา เกิดมาเพื่อที่จะมี วง เอ็กซ์ เจแปนโยชิกิ เกิดมา เพื่อที่จะเป็นชาวร็อค เจร็อคจริงๆ ประมาณนั้น

ผม: คิดว่าเสียงมันเกี่ยวกับเราทุกอย่าง มีความสำพันธ์มากๆ ไม่มีเสียงก็จะเป็นแปลกน้อ แลนด์: ทุกอย่าง ทีวีเกิดมาก็มีแล้ว เพลง ประกอบ ถ้าลองไม่มีเพลงประกอบเนี่ย อย่าง หนังที่เราดูสนุกๆแล้วเอาเสียงดนตรีออก มีแต่ เสียงพูด ไม่ได้เรื่องเลยล่ะ ผม: เหมือนว่าเราก็จะรู้อยู่ว่าพูดอะไรกัน แล้วก็จบไปแหละ แต่อาจจะไม่เร้าไม่อะไรเงี้ย แลนด์: ขนาดบางทีเราหาถ่ายต้นไม้ กิ่ง ไม้ ใบไม้ใบหญ้า ตอนยังไม่มีเสียงไม่มีอะไร พอ เราใส่เสียง สมมุติเราใส่เสียงเพลงเศร้าเข้าไป ก็ เศร้า พอเราใส่เสียงเข้าไป แค่กิ่งไม้เฉยๆก็ดูสนุก ดนตรีมันขาดไม่ได้หรอก ผม: เอ้า โอ้โฮ๋ ล่อไปยี่สิบนาที เอาล่ะ คำถามท้ายๆแล้ว ยากจะฝากอะไร กับคนที่เข้า มาอ่าน แลนด์: ก็ฟังเพลงกันเยอะๆ ดนตรีกัน เยอะๆ ก็ยังไงดีล่ะ สำหรับใครที่อยากเล่นดนตรี เริ่มตั้งแต่วันนี้แหละ ถ้าอยากเล่น สำหรับใครที่ มีวงดนตรีอยู่ มีความฝันอยู่ก็ให้สู้กันต่อไป ผม: ครับก็จบลงไปกับผู้ชายคนนี้ครับ ถามหน่อย เอ้า สงสัยเหมือนกัน นอกจากเรา จะทำหนัง ทำวิดีโอแล้ว เล่นดนตรี ร้องเพลง เรายังทำอย่างอื่นไหม เรายังมีความสามารถ อย่างอื่นไหม นอกจากของพวกนี้ ทำอะไรอีก แลนด์: ไม่อ่ะ มีอะไรอีกวะ ผม: ทำอาหารไง แลนด์: เออ อ้อ ชอบทำอาหารไง แต่ไม่รู้ ว่าอร่อยแต่เรากินก็อร่อย แต่ให้เขากินไม่อร่อย มัน แล้วแต่ มันแล้วแต่ แต่ก็ชอบทำชอบคิด อะไร ใหม่ๆ... ........................................................ กลายเป็นว่า ได้ทำความรู้จักเพื่อนคนนี้ กันอีกรอบ ก็เพิ่งรู้ ว่ามันชอบดนตรีมากแค่ไหน และคราวหน้า จะพบกับใคร ก็โปรดติดตามนะ


โดย ลุงลุง

กลอน ๖

ลักษณะคำประพันธ์ บท บทหนึ่งมี ๔ วรรค วรรคที่หนึ่งเรียกวรรคสดับ วรรคที่สองเรียกวรรครับ วรรคที่สามเรียกวรรครอง วรรคที่สี่เรียกวรรคส่ง แต่ละวรรคมี ๖ คำ จึงเรียกว่า กลอนหก เกร็ดความรู้นิดหน่อย เสียงคำ กลอนทุกประเภทจะกำหนดเสียงคำท้ายวรรคเป็นสำคัญ กำหนดได้ ดังนี้ คำท้ายวรรคสดับ คำท้ายวรรครับ คำท้ายวรรครอง คำท้ายวรรคส่ง

กำหนดให้ใช้ได้ทุกเสียง กำหนดห้ามใช้เสียงสามัญกับตรี กำหนดให้ใช้เฉพาะเสียงสามัญกับตรี กำหนดให้ใช้เฉพาะเสียงสามัญกับตรี

สัมผัส ก. สัมผัสนอก หรือสัมผัสระหว่างวรรค อันเป็นสัมผัสบังคับ มีดังนี้ คำสุดท้ายของวรรคที่หนึ่ง (วรรคสดับ) สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่สาม (วรรครับ) คำสุดท้ายของวรรคที่สอง (วรรครับ) สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่สาม (วรรครอง) และคำที่สองหรือที่สี่ของวรรคที่สี่ (วรรคส่ง) สัมผัสระหว่างบท ของกลอนทุกประเภท คือ คำสุดท้ายของวรรคที่สี่ (วรรคส่ง) เป็นคำส่งสัมผัสบังคับให้บทต่อไปต้องรับสัมผัส ที่คำสุดท้ายของวรรคที่สอง (วรรครับ)


ข้อสังเกต กลอนหกไม่เคร่งสัมผัสในวรรคมากนัก อาจย้ายที่สัมผัสจากคำที่สองไปคำที่สี่ได้ หรือ จะไม่มีสัมผัสสระเลย ใช้การเล่นคำตามช่วงจังหวะก็ได้ดังกลอนตัวอย่าง เช่น ทุกวรรค – ทุกบท – ทุกตอน ตัวอย่าง กลอน๖ อื่นๆ สองหนึ่ง เป็นสอง ตรองไว้ กลอนหก ยกให้ คู่สอง หาคำ งดงาม ทำนอง สอดคล้อง ขานรับ จับวาง เมื่อสาระหมดไปต่อไปนี้

ข้าขอแต่ง... นวลน้อง พ้องพี่ สุขขี ร่วมรัก เร่าร้อน สุขสันต์ เล่เร้า เพิ่มเติม เสริมกัน เอามัน เอาฮา เอาใจ แรกเริ่ม มองเห็น สบตา ถ่างขา วาจา หวั่นไหว ร้อนเร่ เท่นัก มักวาย สุดท้าย มองชาย กายหญิง เอยยย....


ที่แห่งนึง มีชายหญิงคู่นึงยืนมองหน้ากัน “เอ็มครับ”ฝ่ายชายเอ่ย “คะเคลิฟ?”ฝ่ายหญิงเอ่ย “ต่อไปเราจะเหลือแค่ความรู้สึกดีๆที่เคยมีให้กันเท่านั้นนะครับ”เคลิฟบอก “ค่ะ รู้อยู่ว่าเราเลิกกันทำไม”เอ็มบอก “ครับ เราจะไม่ได้เจอกันไม่ได้กินข้าวด้วยกัน ไปไหนด้วยกันอีกแล้ว” “แต่เราจะคิดถึงกันนะคะ” “ครับ เคลิฟจะคิดถึงเอ็ม” เกิดความเงียบ เงียบเสียจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วงอย่างชัดเจน ทั้งคู่มองหน้ากัน” “คุณครับ” “คะ?” “ถ้าผมนอนหลับ ผมจะ...ผมจะฝันเห็นคุณมั๊ย? เคลิฟพูดทั้งน้ำตา เขากลั้นไม่อยู่ หญิงสาวก็เอามือปิดหน้า แล้วกอดคอเคลิฟทรุดตัวนั่งร้องไห้ร่วมกันความรักของเคลิฟกลับเอ็มดูคล้ายกำลังจะไปด้วยดี แต่แล้วเอ็มก็ได้ทุน ไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นเวลาสองปี ทั้งสองก็เลยหยุดความรักของทั้งคู่ไว้หลังจากคบกันได้ไม่ถึงเดือน เพราะคิด ว่าการห่างกันนั้น อาจทำให้ความรู้สึกของทั้งสองเปลี่ยน แม้ไม่มีอะไรเป็นหลักฐานยืนยันได้เลยก็ตาม ทั้งคู่จบกันลง ด้วยดี แต่ทั้งคู่จะให้สัญญาไว้ว่าหลังจากสองปีผ่านไป ถ้าเอ็มกลับมาแล้วอะไรต่างๆยังไม่เปลี่ยน ทั้งคู่จะกลับมาคบ กันต่อ เคลิฟกลับมาดราม่าเงียบๆทีหลัง และรู้สึกสมเพชให้กับชีวิตรักของตัวเอง แต่เขาทำอะไรไม่ได้ และมันไม่เคย เป็นไปได้ดั่งใจ เขาคิดได้เองว่า ถ้ากับเรื่องความรักแล้ว อะไรก็ล้วนแล้วแต่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย แม้แต่น้อย ดังเต้ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางดิ่งลงของเคลิฟ เขาจึงพยายามชวนเคลิฟทำโน่นนี่นั่นแก้เซ็ง เหมือนเคลิฟ จะหายซึมไปบ้าง แต่พอเคลิฟกลับมาอยู่คนเดียวก็เข้าโหมดเดิม หงอยเศร้าดราม่าตามปรกติ ทั้งเปียโนและดังเต้ ก็ไม่รู้จะทำยังไง “คืนนี้ไปดื่มมั๊ย?”ดังเต้ถามผ่านทางโทรศัพท์ เคลิฟกำลังนอนแผ่ที่ที่นอน ก็ลุกขึ้นมานั่ง “อือ ใครไปบ้าง”เคลิฟว่า แทบไม่ต้องเดา ก็มีแค่เคลิฟแล้วก็เปียโนที่ไป คืนนั้นเคลิฟดื่มหนักมาก ทั้งฟูมฟาย ถึงเรื่องความรักที่ผ่านไป เปียโนและดังเต้ก็ผลัดกันเป็นฝ่ายปลอบ และให้คำแนะนำต่างๆและแน่นอน เคลิฟไม่ได้ ฟังเลย เพราะในหัวเขามันสับสนและยังมีแต่เรื่องนั้นคอยกวนใจ ในวันต่อมาเคลิฟหายเมา ก็พบว่าตัวเองนอนที่ที่นอนและข้างๆก็มีข้างกล่องและน้ำขวดวางอยู่ ไม่มีโน๊ตเขียน ไว้ เขาก็พอรู้ว่าใครจัดการไว้ให้ ดังเต้ เพื่อนที่เหมือนจะแคร์เขามากคนนึง และเคลิฟก็จัดการทั้งหมดในเวลาต่อมา “โอเคขึ้นยัง?”เสียงของดังเต้ดังที่ปลายสายโทรศัพท์ หลังจากเคลิฟกินข้าวเสร็จ “อืม เมื่อคืนกลับกันตอนไหน”เคลิฟถาม “หลังร้านปิดน่ะแหละ ก็แบกมาส่งที่ห้อง ข้าวน่ะกินยัง กินซะด้วยนะ เดี๋ยววันนี้โนมันชวนไปกินเนื้อย่าง ไหว มั๊ย?”ดังเต้ถาม “อือ ไปตอนไหนก็บอกด้วย”เคลิฟว่าแล้วก็พุดต่อหลังจากนึกไรได้ “เอ้อ ขอบใจนะเรื่องข้าวกล่องเรื่องน้ำขวดน่ะ”เคลิฟเอ่ย


“หือ ขอบใจทำไม ก็มึงเป็นคนซื้อเอง มึงบอกว่าเมาๆแบบมึงตื่นมาท้องจะว่าง มึงก็เลยซื้อข้าวไข่เจียวมาเนี่ย มึงเมาหนักขนาดนั้นเลยเหรอเคลิฟ สุดยอดว่ะ”เสียงปลยสายเอ่ย เคลิฟทำหน้าจ๋อย “อ่าว เหรอ”เคลิฟกล่าวช้าๆ ก็เกือบเดือนที่ดังเต้และเปียโนต่างช่วยกันคิดหาทางให้เคลิฟกลับมาเป็นเคลิฟคนเดิม “นี่ก็จะเป็นปีสามแล้วนะ เราจะต้องทำเชียร์ เอาสมาธิไปไว้ตรงนั้นดีกว่ามั๊ย?"ดังเต้เอ่ยขึ้นในวันนึงที่ห้องสโมฯ หลังจากที่ผ่านช่วงสงกานต์มาไม่นาน และหลังวันเกิดของเคลิฟมา “อืม ได้ ก็ไม่มีอะไรยากนิ่”เคลิฟว่า ดังเต้หันมามองขณะที่เขากำลังเล่นเกมเพลย์ที่ต่อกับทีวีของห้องสโม “คิดงั้นได้ก็ดีแล้ว”ดังเต้ว่า “อืมว่าแต่วันนี้ไม่อยู่ ไปเลี้ยงฉลองน้องสอบติดคณะเราน่ะ”เคลิฟว่า “อืม น้องกี้น่ะเหรอ ติดนิเทศเรอะ”ดังเต้ว่าพลางกำลังเล่นเกม “อือ ก็ไปยินดีซะหน่อย ไปและ”แล้วเคลิฟก็เดินออกไป กี้ หรือมาร์กี้ เป็นน้องโรงเรียนของเคลิฟที่มาติวด้วยจนติดที่คณะเดียวกัน ทั้งคู่สนิทกันมาก เพราะบ้านใกล้ กันด้วย แต่ก็แน่ล่ะ เคลิฟไม่ได้คิดอะไรเกินที่บอกว่าพี่น้องหรอกแต่ดังเต้ต่างหากที่คิด ก็ตามประสาชายโสดมาได้พัก ใหญ่ และดูเหมือนอะไรก็ไม่ได้ง่ายแบบที่เคลิฟเคยว่าไว้ เปิดเทอมมาประเพณีรับน้องก็เริ่มขึ้นจนจบลงในเดือนมิถุนายน น้องปีหนึ่งก็กลายเป็นสิ่งที่รุ่นพี่ๆนิยมชมชอบ ไม่ว่าชายหรือหญิง เปียโนมาโผล่มาบอกว่าเจอรักใหม่ หลังจากเลิกกับแฟนไปตอนเดือนมีนาคม เป็นน้องปีหนึ่งที่ชื่อ ดาต้า จริงๆเปียโนเล็งมาตั้งแต่ช่วงเชียร์แล้ว หลังจากเห็นรูปในใบสอบถาม เขาบอกว่านั่นคือรักแรกพบ ดังเต้ เคลิฟ เปียโนสิงที่คณะไม่ค่อยไปไหน เพราะดังเต้ออกจากหอเก่าและยังหาหอใหม่ไม่ได้แล้วเปียโนและ เคลิฟก็พลอยมาสมทบด้วยแอบปาร์ตี้กันเบาๆในทุกคืน ช่วงเทอมแรกของปีการศึกษาเด็กปีหนึ่งสาขาออกแบบนิเทศ ศิลป์ มักจะหอบงานมาทำที่ห้องนิเทศกัน รวมกลุ่มทำงานไป คุยเล่นเรื่อยเปื่อย ดังเต้เปียโนก็พลอยได้ผุดได้เกิดบ้าง ก็แอบทำเนียนไปเล่นช่วยคิดงานไปเรื่อย รวมทั้งเคลิฟ แต่เคลิฟก็ไม่ได้คิดไรเลย นอกจากทำตัวเป็นรุ่นพี่ ที่โผล่มาให้ คำแนะนำน้องๆ ซึ่งน้องๆก็พบว่าแท้จริงแล้ว เคลิฟผู้ชายที่ดูหยิ่งๆโหดๆก็แค่เปลือก เค้ากลายเป็นผู้ชายที่ทำให้คนหัว เราะได้เรื่อยๆ และบางครั้งก็ดูเป็นคนที่มีสาระจริงๆ “คุณพี่ๆคะ มาเล่นกับพวกหนูบ่อยๆนิ่ แอบเล็งใครไว้กันบ้างเหรอ”ม่าใจ้ถามพวกดังเต้ในคืนนึงที่เธอและ เพื่อนๆกำลังทำงานวิชาคอมโพสฯ “หือ ไม่มี๊ พี่ก็มาเล่นด้วยเฉยๆ ตามประสา”เปียโนแถ “แล้วใครล่ะยังไม่มีแฟน พี่จะได้เล็งถูก”ดังเต้ว่า สาวๆพากันกรี๊ดลั้น “ว๊ายๆพี่เต้ออกตัวแรงจัง พวกหนูไม่มีหรอก รึใครมีวะ”ม่าใจ้เอ่ยพลางหันไปมองเพื่อนๆ “ไม่มีนะ แต่พวกพี่จะเอาเร้อ ใครมันไปจะสวยเท่ากลุ่มโน้นล่ะ”ม่าใจว่าพลางบุ้ยปากไปทางนอกห้องมีกลุ่มเด็ก ปีหนึ่งอีกกลุ่มนั่งอยู่ เป็นกลุ่มของมาร์กี้ และมีเคลิฟกำลังร่วมคุยอยู่ ดังเต้และเปียโนมองตาม ในกลุ่มนั้นมีดาต้า สาวที่เปียโนชอบอยู่ด้วย “ดาต้าเขามีแฟนยัง”เปียโนเอ่ยออกมา พวกม่าใจ้ทำตาตื่น “โหยพี่ เล็งสาวน่ารักเกิ๊น รายนั้นมีคนรุมเป็นสิบตั้งแต่ปีสองยันปีสี่ยันคณะข้างๆ”ม่าใจ้ว่า เปียโนหัวเราะ “อะไรจะขนาดน้านนน”เปียนโนร้องเบาๆ ดังเต้เอามือเขี่ยเปียโน


“ชอบก็จีบ”ดังเต้บอกเบาๆพลางมองไปที่กลุ่มนั้น “เคลิฟมันคุยไรนะ”แล้วดังเต้ทำทีเอ่ยเอียงคอมองตาม แล้วก็ลุกไป ตามด้วยเปียโน “กูว่าแล้ว หน้าตาอย่างเราใครมันจะไปชอบลง”ม่าใจ้ว่า “เค้าว่ามีแต่เจ๊คนเดียวนะ ที่ชอบไม่ลง”ปอนว่า “อีปอน หุบปาก พูดอะไรไม่สร้างสรรค์เอาซะเลย ทำๆไปดิ งานน่ะ”ม่าใจ้ว่า ปอนและเพื่อนในก็พากันหัวเราะ ในกลุ่มนี้มีสาวอีกคนที่มองตามเปียโน เธอชื่อปุ๊กลุก วันนึงที่เคลิฟนั่งเล่นกับหมาที่เก้าอี้หินอ่อนหลังคณะปุ๊กลุกเดินมานั่งด้วยโดยนิสัยปุ๊กลุกเท่าที่เคลิฟรู้เธอดูเป็น คนที่ตื่นตัวกระฉับกระเฉง และใฝ่รู้มาก และเคลิฟก็คือหนึ่งในคนที่รู้อะไรหลายอย่างมากปุ๊กลุกได้ความรู้ไปจากเคลิฟ หลายอย่าง และทั้งหมดมันทำให้ทั้งคู่สนิทกันแต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกลเกินพี่น้องเลย “พี่เคลิฟ พี่ว่ามั๊ย ไอ้กี้กับพี่เต้จะกิ๊กกัน”ปุ๊กลุกเอ่ย เคลิฟมองหน้า “มาร์กี้กับดังเต้น่ะเหรอ?”เคลิฟถาม ปุ๊กลุกพยักหน้า เคลิฟเงียบ “เหรอ?”เคลิฟเอ่ยออกมา ปุ๊กลุกขมวดคิ้ว “พี่มองไม่ออกเหรอ?”���ุ๊กลุกทำหน้าเหมือนดูถูก “จริงง่ะ”เคลิฟทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ ปุ๊กลุกถอนหายใจ “โอ๊ยพี่เคลิฟ อะไรเนี่ย ไม่เห็นเหรอ ว่าทั้งคู่น่ะเค้าทำไร เป็นเพื่อนประสาไรเนี่ย แค่นี้ก็ไม่รู้”ปุ๊กลุกว่า “ใครบอกว่าไม่รู้ ตาก็มียายก็มีเนี่ย”เคลิฟว่า ปุ๊กลุกฉุกใจกับคำว่ามียายของเคลิฟ “นะ”ปุ๊กลุกว่าพลางทำหน้าเอือมๆ “ก็แล้วไง เรารู้ แล้วเราจะทำไงต่อล่ะ มันเป็นเรื่องของทั้งคู่นั่นนิ่ ไม่เกี่ยวกับพี่รึแก”เคลิฟว่า “พี่ว่าหนูเสือกเรื่องคนอื่นเหรอ?”ปุ๊กลุกว่าพลางเอานิ้วชี้หน้าตัวเอง เคลิฟผิวปากแล้วเดินจากไป “พี่เคลิฟบ้า!”ปุ๊กลุกร้องตามหลังเคลิฟที่เดินหัวเราะจากไป ชีวิตในแต่ละวันก็ดูเป็นไปเรื่อยๆเคลิฟยังนึกถึงเอ็มบ้างบางช่วงเวลาที่อยู่คนเดียวแต่ส่วนใหญ่เวลาของเคลิฟ แทบจะไม่ได้ห่างจากคณะและเพื่อนของเขาเลย และแทบทุกวันที่มักหลบไปยืนมองฟ้าที่ดาดฟ้าชั้นสาม ซึ่งก็เหมือนดัง วันนี้ เขานั่งที่เก้าอี้ที่พิงกำแพงตึก ในหัวคิดอะไรไปเรื่อย เขาไม่รู้ว่าที่อังกฤษตอนนี้เป็นยังไง น่าจะหนาวมั้ง เอ็มเป็น ยังไงบ้างนะ ทั้งคู่ไม่ค่อยได้ติดต่อกันเลย เคลิฟก็รู้สึกงงๆอยู่ว่าทำไม คิดถึงแต่ไม่ติดต่อหาเค้ามีหลายทางการติดต่อ แต่เคลิฟก็ยังเฉย มีบ้างตามเฟชบุ๊คทางสะไก้ ก็เหมือนจะแล้วแต่โอกาสด้วยล่ะมั้ง หรือยังไงกันแน่ ขณะนั้นก็มีใครซัก คนปีนเข้ามาที่ดาดฟ้า เป็นเพียว เพื่อนสาขาเดียวกัน “ไงมึง”เพียวร้อง เคลิฟหันไปมอง “เป็นเย็นๆร้อนๆว่ะ”เคลิฟตอบ “พ่อง กูหมายถึง ทำนั่งทำอะไรตรงนี้ต่างหาก”เพียวถามแล้วลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ “อ่า ไม่มีอะไรทำน่ะสิ ถึงมา มึงก็ไม่มีอะไรทำใช่มะ ถึงมา”เคลิฟถาม “ก็มี สิ่งที่ต้องทำน่ะ งานจานดวงน่ะแหละ แต่ไม่มีอารมณ์จะทำ”เพียวตอบ “หือ ทำตัวเป็นศิลปินไปได้ ทำงานต้องใช้อารมณ์”เคลิฟว่า พลางมองไปในอากาศ เพียวถอนหายใจ “เฮ้ย มาเรียนคณะนี้ยังไงๆก็หนีวิถีชีวิตศิลปินไม่พ้นหรอก แล้วอีกอย่าง กูไม่ใช่คนแบบมึงนี่หว่า ที่จะแยกแยะ อะไรเป็น” เพียวบอก เคลิฟหันมามอง “กูเนี่ยนะ” เคลิฟถามพลางชี้นิ้วเข้าที่หน้าตัวเอง เพียวพยักหน้าหงึกๆ


“ก็ไม่หรอก กูก็มีเรื่องที่ไม่สบายใจเหมือนมึงหรือคนอื่นๆอยู่ นี่แหละ ที่ทำให้กูต้องมานั่งตรงนี้”เคลิฟว่า “แต่กูว่ามึงเก่งนะ ที่ทำอะไรก็ได้ตามใจ ไม่เครียดอะไรง่าย”เพียวว่า แล้วมองไปในอากาศตาม วันนี้เมฆรูป ร่างแปลกตาลอยฟ่องเต็มฟ้า “อืม งั้นมึงคงต้องมีปัญหาในใจเยอะงั้นสิ เพียว หน้าหงอยเป็นเป็ดอมแฮกซ์เชียว”เคลิฟว่าพลางเลิกคิ้วมอง มาที่เพียว เพียวถอนหายใจอีก “เคลิฟ มึงเป็นศิษย์หมอลักษณ์เรอะ ทำไมรู้”เพียวถาม “เพียว คนมีปัญหาน่ะ ใครๆที่ไม่ตาบอดหรือเป็นอมพฤกไร้ความรู้สึกเค้าก็รับรู้ได้ทั้งนั้น และกูก็ปรกติดีทำไม จะยิ่งไม่รู้”เคลิฟเอ่ย “ก็ไม่ใช่อะไรหรอกกูก็ตามประสาน่ะแหละคิดไรเรื่อยเปื่อย ทั้งงานเรื่องโน่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันชุลมุนไปหมด” เพียวว่า “ก็หยิบมาคิดทีละเรื่อง คิดเรื่องนี้ไมได้คิดไม่ตก ก็ย้ายไปคิดอีกเรื่อง”เคลิฟว่า “ก็กูไม่ใช่มึงนิ่”เพียวว่า “แต่ก็จะไม่ลองทำหน่อยรึไง ไม่ใช่จะมีแค่กูนี่หว่าที่ทำได้ มึงไม่คิดว่ามึงจะทำได้เรอะ ปัญหาของมึงแท้ๆ มึงไม่ แก้ ใครจะแก้ให้?”เคลิฟหันมาถาม สีหน้าจริงจัง เพียวมองหน้า แล้วก็ถอนหายใจ “ก็คงต้องใช้เวลาน่ะแหละเคลิฟ” เพียวว่า “ก็อย่านานนักล่ะ”เคลิฟว่า “ซัก3ปีนะ”เพียวเอ่ยเบาๆ “ถุ้ย!”เคลิฟทำท่าขากเสลดใส่ เพียวหัวเราะ “เอ้ย นั่งจีบไรกันตรงนี้วะ”เสียงของโต๋เต๋ดังขึ้นที่ช่องหน้าต่างของตัวตึก แล้วก็ปีนข้ามมา “บ้า”เพียวร้อง “นั่งถกปัญหาความเป็นไปของประเทศชาติอยู่ ว่าจะยังไงต่อ”เคลิฟว่า “ถุ้ย!”โต๋เต๋ทำท่าขากเสลดใส่ เคลิฟหัวเราะ “งานจานดวงเอาไงนิ่เพียว พวกฟิกเกอร์มันฝากมาถาม จะได้ไปซื้อของมาทำกัน”โต๋เต๋เอ่ย เพียวคิดไปมา “เอาไงเคลิฟ?”เพียวถาม “มันต้องพาไปที่ห้อง เล้าโลมก่อนแล้วค่อยๆถอดเสื้อผ้า..” เคลิฟว่า “ถุ้ย!”ทั้งโต๋เต๋และเพียวทำท่าขากเสลดใส่ เคลิฟหัวเราะ “กูไม่ได้อยู่กลุ่มกับพวกมึงนิ่ ถามกูมันจะได้เรื่องเรอะ?”เคลิฟว่า “เออว่ะ”เพียวและโต๋เต๋พูดพร้อมกัน “ปัญหาครอบครัวใครก็ของครอบครัวมัน พวกมึงครอบครัวเดียวกัน ก็ช่วยกันเซ่!”เคลิฟว่าแล้วก็หัวเราะ ก่อนเดินจากไปจากตรงนั้น......


เรื�อง/ภาพ:นิกร มานพ

รุ่งอรุณที่สุโขทัย ตอนต้น

สวัสดีครับ ในเดือน๑๑ หรือเดือนพฤศจิกายน ปลายเดือนนี้ก็มีเทศกาลลอยกระทงนะครับ แต่ผมไม่มี เรื่องไปเที่ยวงานลอยกระทงมาเล่าให้อ่านหรอกครับ แต่ผมมีเรื่องตอนไปเที่ยวที่จังหวัดที่ใครๆต่างก็หน้ามึนเรียก ว่าที่จังหวัดคือที่แรกของการลอยกระทงครับ จังหวัดสุโขทัย แต่ก็อย่างที่ผมบอก มีคนไปพบว่า “ไม่มีลอยกระทง ในสมัยสุโขทัย(แต่เผาเทียนเล่นไฟ น่ะมีแน่ๆ)” ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน แต่ที่แน่ๆผมไปที่จังหวัดนี้มาแล้ว ด้วยรถคู่ชีพ และอาสาสมัครร่วมตาย๑ท่าน ที่ชื่อเนส สาวห้าวที่เที่ยวกับผมมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกนั่นไง แต่การเดินทางครั้งนี้นั้น มันเริ่มตรงที่ผม อยากไปเชียงใหม่ครับ อ่าว คนละที่เลยเว้ย ครับมันเป็นช่วงปิดเทอมเล็กของผมในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยครับ (๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๑) ตอนนั้นเพื่อนผมกำลังจะสอบความถนัดฯ(มันอยากเรียนคณะเดียวสาขาเดียวกับผมแต่สอบไม่ติด) ตอนนั้น ผมก็ เพิ่งเงินกู้ยืมเข้า ก็เลยเอาไปซื้อของ อย่างแรกก็โทรศัพท์เครื่องใหม่แทนที่ตัวเดิมที่โดนขโมยไปตอนงานเลี้ยง วัน สถาปนาคณะของผม แล้วเงินมันเหลือ ก็เลยนึกอุตริว่าจะเอาไปเที่ยวก็เลยปากพล่อยไปชวนเพื่อน ซึ่งเพื่อนมัน ก็ดันโอเคตามน้ำผมซะได้(ฮา) ผมรอมันสอบความถนัดที่โรงเรียนที่มันสอบ รอเพื่อที่จะได้วางแผนกัน ตอนนั้น โคตรตื่นเต้นว่าจะได้ไปเชียงใหม่ รู้จักจากหนังจากเพลงจากละครมาก็นาน จะได้ไปเห็นกับตาตัวเองซะทีแล้วกู! พอมันสอบเสร็จเราคุยเรื่องแผนการเดินทางก่อนแยกย้ายกันไปเตรียมสัมภาระเพื่อออกเดินทางออกจากตัวเมือง ขอนแก่น ตอน๑ทุ่ม ผมไปรับมันที่หอพี่มันตอน๖โมงกว่ามันยังไม่ฟื้นเลย เพราะเหนื่อยจากการสอบ มันเตรียมของและสั่งเสีย พี่มัน จากนั้นผมก็ออกเดินทาง คุยกันว่าเดี๋ยวผมจะแวะเซเว่นฯเพื่อซื้อแผนที่ไปภาคเหนือ ได้มาอันนึง๙๙บาท


เหมือนแผ่นพับใหญ่ๆรายระเอียดไม่เยอะมากดูเข้าใจง่าย และผมก็ซื้อของภาคอีสานมาด้วย จากนั้นผมก็พาเพื่อน ไปหยุดที่หน้ามหาลัยฝั่งหน้าร้านขายมอไซค์เริ่มตั้งใจว่าจะเริ่มนับการเดินทางกันตรงนี้ และผมก็ออกรถเดินทาง ตอนทุ่มครึ่ง ผมและเพื่อนฝ่าความมืดของท้องถนนไปโดยเส้นทางของผมคือไปทางเส้นอำเภอชุมแพ ตอนนั้น อากาศเย็นมาก เพราะมันก็ช่วงเดือนตุลาคมนิ่เนาะ ผมกับมันก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อยตลอดทางแล้วจุดพักแรกคือ อำเภอชุมแพนี่แหละ แวะเติมน้ำมันและแวะเย้ยเพื่อนคนนึงว่าพวกผมกำลังจะไปเที่ยว แล้วผมก็มุ่งหน้าออกจาก อำเภอชุมแพแล้วผมก็เลี้ยวไปทางอำเภอภูผาม่าน ถ้าตรงไปทางอำเภอน้ำหนาวมันก็จะอันตรายเพราะเป็นเขตป่า อุทยาน อาจจะมีฝูงไฮยีน่า หรือเหล่าแมมมอธไล่เหยียบ หรือไปก็พวกเสือเขี้ยวดาบอีก บรื๋อออ��� ผมผ่านอำเภอคอนสาร อำเภอภูผาม่าน

ระหว่างทางก็แวะจอดหน้าบ้านเพื่อนคนนึง(ที่ตอนไปเที่ยวคุนหมิงเมืองไทยน่ะแหละ) แต่บ้านมันปิดไฟ นอนแล้ว แต่ก็ยังไม่วายโทรหา มันบอกว่าไม่ได้อยู่บ้าน อยู่หอที่มหาลัยมันโน่น ผมบอกมันว่าพวกผมอยู่หน้าบ้าน มัน มันก็ไม่เชื่อ ผมเลยบอกว่า เดี๋ยวพวกกูจะไปจะไปหามึงที่หอมึงเล้ย อย่ารีปนอนล่ะ ครับจากนั้นผมกับเพื่อนก็ เดินหน้าเข้าตัวจังหวัดเลยครับ ตอนนั้นก็เป็นช่วงเวลาร่วมๆเที่ยงคืนเข้าไปแล้วมั้ง ระหว่างทางถนนโล่งมากจะมี รถบิ๊กอัพที่บรรทุกผักผลไม้ขี่ผ่านเป็นระยะสลับกับรถสิบล้อ ผมเรียกพวกเค้าว่าเพื่อนคร่วมทาง เพราะนอกจากนี้ มันไม่มีอะไรเลย อากาศเย็นมากตอนนั้น ปากเริ่มสั่นแล้วด้วย แต่ก็ยังคงหน้ามึนขี่ไปพอไปถึงตัวจังหวัดเลยที่เป็น ทางแยกราวๆตี๒ ผมก็มืดตื๋อเลยว่าจะไปทางไหนต่อ เพราะทางซ้ายคือไปอำเภอด่านซ้ายทางขวาคือไปเชียงคาน อะไรงี้ ครับ ผมยังไม่ได้ถามที่ตั้งหอมันเล้ย ผมขี่ไปทางขาวซึ่งจะมีมหาลัยที่มันเรียนตั้งอยู่คิดว่าจะไป ตั้งหลักอยู่ นั่นก่อน แล้วโทรหามัน ซึ่งโทรศัพท์ก็ดันเงินหมด เลยไปหยอดตู้โทรศัพท์ ซึ่งก็โดนกินเหรียญแต่ก็เก็บตังได้จาก ตู้(โอ๊ย) พอผมติดต่อได้ก็บอกว่าอยู่ข้างมหาลัยมึงนะที่มีร้านสะดวกซื้อมันก็บอกว่าหอกูอยู่ฝั่งตรงข้าม(อ้าวเรอะ?) และพอมันเห็นผมกับเพื่อนมันก็ตกใจอย่างจังน่ะแหละ ปากก็พูดว่าไม่เชื่อว่าจะมาจริงๆ (ฮึๆ)คืนนั้นเราคุยกันสนุก สนานและดูหนังแผ่นจนสุดท้ายก็พากันนอนราวๆตี๓ตี๔เห็นจะได้ และการเดินทางช่วงแรกก็หยุดลง


แล้วก็พากันตื่นในช่วงสายๆของวันที่๑๙ เราก็คุยกันว่าจะไปกินข้าวด้วยกันก่อนออกเดินทาง ตอนนั้นราว ๔โมงกว่า กินเสร็จก็พบว่าแดดแม่งร้อนว่ะเลยคุยว่าจะออกเดินทางตอนบ่ายดีกว่า แล้วเราก็กลับไปพักผ่อนที่หอ เพื่อนนอนดูทีวีกันไปพอถึงเวลาเราก็ร่ำลาเพื่อนเพื่ออกเดินทางต่อ ผมเดินทางต่อไปทางเส้นที่ผ่านอำเภอภูเรือ ตอนนั้นแดดกำลังดี เอ้อลืมบอก ระหว่างนั้นผมก็ให้เพื่อนห่มผ้าขาวม้าเพื่อเผยแพร่กระแสวัฒนธรรมพั้งค์(พลาด) -อีโม-เรทโทเรี่ยราดที่ผมกับเพื่อนคลั่งไคล้กับอยู่เงียบๆสองคน(ฮา)เพื่อนมันก็โบกสะบัดผ้าอย่างอารมณ์ดีผมก็บิด คันเร่งอย่างสบายมือ ระหว่างทางก็พบว่ามีคนซ่อมไฟจราจร มีคนเอาม้ามาเลี้ยงไว้ข้างทาง และพบรถเร่ขายที่ นอนที่ทำจากหวายซึ่งบรรทุกซะล้นเลย แต่เส้นทางนี้รถก็ยังน้อยอยู่ดีแฮะ นับว่าเป็นผลดีต่อเรามาก ผมไปหยุดที่ ศาลาแห่งหนึ่งหลังจากเดินทางมาร่วมชั่วโมง มันมีแผนที่จังหวัดเลยให้ดูอ่านนิดหน่อย จากนั้นเราก็เดินทางต่อซึ่ง เราก็ไม่แวะที่ไหนเลย ขี่ผ่านไปเรื่อยๆผ่านวัดศรีสองรักนะ เท่าที่จำได้ จากนั้นก็เข้าเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ช่วงสั้นๆ แล้วยาวเข้าจังหวัดพิษณุโลกในช่วงเย็นๆ

ผมขี่รถหาที่กินข้าว ตอนนั้นตาเริ่มปรือๆหน่อย กิน ก๋วยเตี๋ยวข้างเซเว่นฯ จากนั้นก็ขี่รถลัดเลาะภายในตัวเมือง พิษณุโลก ระหว่างนั้นผมก็เจอแจกพอตแม่เพื่อนโทรมาถาม ว่าสอบเป็นไงบ้าง แล้วจะกลับบ้านวันไหน ฯลฯ ซึ่ง เพื่อนผม มันว่ามันยังไม่ได้เตี๊ยมกับพี่มัน กลัวแม่มันรู้ และระหว่างนั้น พี่มันก็ไปออกค่ายต่างจังหวัดพอดี เรือหายซะแล้วมั๊ยล่ะผมก็ เลยสรุปว่าเราคงไม่ได้ไปเชียงใหม่แล้วล่ะ เอาไว้ตอนมีเวลา เยอะๆกว่านี้ดีกว่า แล้วผมก็เลยนึกได้ว่าเที่ยวมันใกล้ๆนี่แหละ ก็สรุปว่าที่ๆเราจะไปได้ไกลที่สุดในตอนนี้คือสุโขทัยไปที่นี่ วัน ต่อมาก็กลับขอนแก่น มันจัดการง่ายกว่า แล้วเราก็ออกเดิน ทางอีกครั้งราวๆ๓ทุ่มกว่าเพื่อมุ่งหน้าไปจังหวัดสุโขทัย


และราวๆชั่วโมงครึ่งผมและเพื่อนก็ถึงตัวจังหวัดสุโขทัย เราแวะถ่ายรูปให้หมาเห่าเล่นที่ปราสาทตรงเกาะ กลางถนน แล้วจากนั้นก็ตระเวนหาที่พัก ผมอยากได้ที่มันถูกๆจะได้เหลือเงินไว้ทำอย่างอื่น วนไปวนมาจนผมเริ่ม จำทางในตัวเมืองสุโขทัยได้ แล้วราวๆเที่ยงคืนกว่าก็เลือกได้ที่นึงที่ราคาถูกห้องพัดลม๒๕๐ พอเข้าไปก็ดันบอกว่า ห้องพัดลมเต็ม(ถุย กูรู้หน่าว่ามึงโกหก คงเห็นว่าพวกกูไม่มีที่ไปแล้วมั้ง คิดว่าไงๆพวกูคงจ่ายค่าห้องแอร์ที่แพงขึ้น มาอีกร้อยบาท) ครับผมก็เอาตามนั้น มันเหนื่อยมากแล้ว ผมยอมแพ้จ่ายตังค่าห้องไปแล้วรับกุญแจไปที่ห้องโดย เค้าบอกว่าเดี๋ยวจะเอาเงินทอนตามมาให้ ผมกับเพื่อนก็เดินเข้าห้อง ห้องขนาดพอดี มี๒เตียง มีโซฟามีทีวีเคเบิล ตู้เย็นขนาดเล็ก ห้องน้ำกว้าง มีเครื่องทำน้ำร้อน แล้วเพื่อนก็ชิงอาบน้ำซะเลย และระหว่างนั้นตังค์ทอนก็มาผมรับ เงินทอน๑๕๐กลับมา ครับ ผมเข้าใจยังงั้น แต่แบงค์๑๐๐ของผมดันกลายร่างเป็นแบงค์๕๐๐ เอ้า นี่มันใบที่กูจ่าย ไปนี่หว่า แล้วตกลงค่าห้อง๓๕๐ จ่ายแบงค์๕๐๐ ทอน๕๕๐งั้นเรอะ ว๊าววววววววว ฟลุคตัวเท่าควายแน่ะ! ผมดีใจ โคตรๆแม่ง นี่เท่ากับว่าผมและเพื่อนโดนจ้างนอนน่ะสิเนี่ย แม่เจ้า! ผมก็บอกเพื่อน มันก็งงและดีใจตามหลังผมมา แม่ง เปรมว่ะ จากนั้นผมก็มาวางแผนการเดินทางต่อ ดูแผนที่ และเคเบิลอย่างยินดีปรีย์ดา แต่ก็ด้วยการเดิน ทางกว่า๑๒ชั่วโมงทำให้ผมต้องนอน คืนนั้นเปิดแอร์ซะเย็นเลย เกิดมาก็เพิ่งเคยนี่แหละ แล้วการเดินทางของวันนี้ ก็สิ้นสุดลง

เอาไว้มาอ่านต่อในฉบับหน้ากันนะครับ ว่าเรื่องราวจะเป็นไปยังไงต่อกับการเดินทางคนคน๒คนในที่ๆ ไม่มี ใครรู้จักและมันก็ไม่รู้จักใครๆที่นี่เหมือนกัน รับรองว่ายังคงมีเรื่องราวเหลือเชื่ออีกเยอะครับ โปรดติดตาม.


Not Just A Vacation

ส า ม พั น โ บ ก By Ally Fid

สวัสดีค่ะ.สวัสดีค่ะ...กลับมาพบกันอีกในฉบับที�สองสำหรับการเขียนของดิฉัน และก็ไม่รู้ว่า จะเขียนอะไร���(ให้ตายเถอะ!!แม่คุณ) สำหรับการปิดเทอมที�ผ่านมา หลายๆคนอาจจะได้ไปเที�ยว ทำอะไรที�อยากทำ แต่สำหรับดิฉันมันมีงานที�ต้องทำและเดินทางไปในหลายๆที� จะเรียกว่าชีพจรลง เท้าก็ว่าได ้เพราะไปหลายที�มากกก หนึ�งในนั�นคือ สามพันโบก ซึ�งกว่าจะถึงก็ผ่านซะหลายโบกอยู่ (โบก ภาษาอีสานแปลว่า หลุม) เฮ้ยยย ความรู้ใหม่ภาษาอีสาน แลดูเป็นลูกครึ�งอีสาน ที�ไม่มีความรู้ เอาซะเลย สำหรับสามพันโบก ในช่วงนี�น้ำยังไม่ลดสักเท่าไรแต่ก็สามารถไปเที�ยวได้ ค่าเรือก็จะถูกกว่า หน้าร้อนนิดส์หนึ�ง การมาครั�งนี�ก็เหมือนการมาเที�ยวและทำงานไปในตัว เพราะมาถ่ายงานด้วย ส่วน หนึ�ง ทั�งเหนื�อย ทั�งร้อน ทั�งคุ้มค่าจริงๆค่ะ บางคนสงสัยว่ามาถ่ายงานอะไรอ่ะเค้าอยากรู้ใจ จะขาดดดด งานThesis ค่ะ นี�แค่มาถ่ายคนเดียว เก็บแค่ บางส่วน ใช้จริงอาจจะแค่ �วินาที..เพื�อออ? เพื�อจะได้ เรียนจบค่ะ ���และแน่นอนถ้าได้ออกถ่ายทำแบบ เป็น จริงเป็นจัง ก็คงจะมีเรื�องสนุกๆมาเล่าให้ฟังอีกเยอะแยะ ยังไงก็คอยติดตามกันนะคะ

allyypt@yahoo.com

S o W h a t ?


โดย นิกร

“ช่างแม่ง!”

ก็กลับมาเจอกันอีกเดือนนะครับ ตอนนี้สถานบันการเรียนการสอนก็คงเปิดภาคเรียน กันแล้ว น้องๆเพื่อนๆพี่ๆที่ยังคงต้องเรียน ก็ตั้งใจกันนะครับ สำหรับใครๆที่สำเร็จการศึกษา ก็ตั้งใจหางานทำให้ ได้นะครับ ในฐานะอนาคตของชาติ เอาล่ะ ฉบับนี้เรามีปลั๊กอินตัวใหม่มาแนะนำครับ ชื่อสั้นๆที่แรงโดนใจ น่าใช้สอยเหลือเกิน กับปลั๊กอินที่ชื่อว่า “ช่างแม่ง��� ปลั๊กอินตัวนี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับด้าน“การช่าง”ใดๆทั้งสิ้น และไม่พบในการเรียนการสอน ของโรงเรียนอาชีวะหรอก มันไม่มีสอน เพราะไม่ได้ไปเป็นช่างแน่ๆ แต่เจ้าปลั๊กอินตัวนี้ มีไว้เพื่อช่วยใน การที่เรากำลังตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบากกับสิ่งต่างๆครับ ยกตัวอย่างเช่น การที่เรามีแฟน แล้วแฟน เอาใจยาก เราใช้ปลั๊กอินตัวนี้ปุ๊บ มันก็ง่ายเลยหรือการทำงาน การศึกษาเล่าเรียน ถ้ามันเกินกำลังเกิน ฝีมือ คิดว่าสุดฝีมือแล้ว ไปต่อไม่ได้แล้ว ก็ใช้ปลั๊กอิน ตัวนี้ซะ แล้วมันก็จะง่ายขึ้น “ช่างแม่ง” จริงๆแล้วเป็นคำสบถที่เราจะพูดหรือใช้ในตอนที่เราพบว่าสิ่งต่างๆมันเข้า ถึงยาก หรือตอนที่พบว่า เราตกอยู่ในสภาวะถึงขีดสุดของชีวิต ทางออกของปัญหาเหล่านั้น เราก็เพียง “ช่าง แม่ง” แต่การที่จะใช้ได้ ก็ไม่ใช่ว่ามันจะปุบปับใช้ได้เลยนะครับ มันต้องถึงขีดสุดก่อน หรือที่เรียกกันว่าจุด ต่ำสุดของชีวิต ยืมมือใครช่วยไม่ได้แล้ว หาทางออกไม่เจอจริงๆ ก็ใช้มันซะ ชีวิตไม่ได้มีแค่ต้องจมอยู่กับ สิ่งนั้น ชีวิตเรานะครับ จะอะไรกันนักกันหนา เราเกิดมาก็ตั้งเท่าไหร่ การที่จะทำไม่ให้ตายไปง่ายๆนั้น มัน ยากนะครับ และอยู่ดีๆคงไม่มีใครรู้สึกแย่ หรือท้อถอยขึ้นมาดื้อๆกันง่ายๆ มันมีที่มาที่ไปกันทั้งนั้น การที่เราจะ “ช่างแม่ง” เป็นการยุติ ปัญหาที่ดี หยุด เพื่อที่จะคิด พักเพื่อที่จะไปต่อในสิ่งใหม่ เพราะถ้าเรายังดักดานอยู่กับสิ่งๆนั้น มันก็ไม่เกิดคุณประโยชน์ แต่ก็ไม่อยากให้ใช้กันบ่อยนักหรอก ถ้า หากเรามัวมา “ช่างแม่ง” กันบ่อยๆ มันแปลว่าเราไม่มีความกระตือรือร้น หรือทำอะไรสำเร็จเป็นอย่างๆ ไม่ได้เลยนะสิ ทั้งหมดก็อยู่ที่ตัวเราครับ ผมอยากแนะนำว่าปัญหามันมีทางออกเสมอ ไม่มีหรอกทางตัน น่ะ มีแต่ทางที่ยังไม่ได้สร้าง ไม่มีใครสร้างให้ก็สร้างเองเลยครับ เราไม่มีอะไรก็ทำให้มันมี แล้วเราจะพบ ว่า แม่ง โคตรภูมิใจเลย ให้บ้าสิ! ซู่ๆครับ กับการใช้ชีวิตบนโลกผุๆใบนี้


กับ อากุ้ย กลับมาเจอกันอีกแล้วตอนนี้ เข้าสู่หน้าหนาว ไปอย่างเรียบร้อย หลังจากที่ร้อนๆหนาวๆเปียกๆมา พักนึง จะว่าไปสภาพอากาศ ตอนนี้ดูจะกลายเป็นคำ ทักทายยอดฮิตของคนเราไปแล้วล่ะมั้ง “เฮ้ โทนี่เป็นไง บ้านนายฝนตก รึเปล่า?” “โอ้ว ม่ายล่ะ เอ็ดเวิต บ้าน เราร้อนตับแลบเลยว่ะ แต่เห็นว่าบ้านสเตฟานี่หิมะตก นะ หนาวทั้งคืนทั้งวันเลย” ก็ราวๆนั้น ถ้ามันหนาว จนมีหิมะตกได้ก็ดีสิ ฮ่าๆ ก็อยากให้ทุกคนหยิบยก เรื่องสภาพอากาศขึ้นเป็นวาระแห่งชาติจังเพราะมัน คือสิ่งบ่งชี้ได้เลยว่าสิ่งมีชีวิตในโลกจะอยู่หรือไปเลยที เดียว เฮ้อไปตอบจดหมายดีกว่า! ๑.จันทราทิตย์ จันทร เพชรบูรณ์ อ่ะแฮ่มๆ นี่เป็นฉบับแรกที่ส่งมาครับผมไม่แน่ ใจหรอก ว่ามันจะถูกเอามาตอบในนิตยสารรึเปล่า เดา ว่าคงโดนจดหมายฉบับอื่นๆเบียดบังไปหมด(ฮา)ต่อไป นี้จะเป็นการติชมของผมน่ะครับ ช่องทางการประชาสัมพันธ์ยังแผ่วอยู่นะครับ ยังไม่มีคนรู้นัก อย่างของผมเองที่รู้ก็เพราะทำรายงาน แล้วไปดูพวกอีบุ๊คในเว็บ “อิสุ”แล้วเห็นน่ะครับแล้วผม ก็ไปหาต่อในเน็ตก็เห็นว่ามีแฟนเพท อันนี้ถึงทราบราย ระเอียดอื่นๆด้วย ต่อไป เรื่องกราฟิกของนิตยสาร มันก็ยังน้อย แต่ไม่รู้สิ ผมว่า ถ้าอะไรที่มันเยอะไปก็ไม่ดีน่ะแหละ มัน อ่านสบายตาดีนะมันอ่านแล้วนึกภาพตามได้แต่ลูกเล่น อื่นๆ ก็ถือว่ายังน้อยอยู่ดี ก็สู้ๆครับ ผมกำลังทำรายงานพวกสิ่งพิมพ์ครับ ผมถึง กล้าน่ามึนติชมแบบนี้ ก็คิดซะว่าพี่น้องกันในวงษ์ของ งานสิ่งพิมพ์ละกันนะครับพี่ ผมก็ได้อะไรจากนิตยสาร เล่มนี้เหมือนกัน อย่างเช่นจงทำในสิ่งที่อยากทำ ผม ว่า ข้อนี้มันสำคัญมาก ถ้าเกิดเราไม่ได้ทำตามอย่าง ที่ใจต้องการ เราจะต่างอะไรจากพวกที่อยู่ในสมัยยังไม่

เลิกทาส? คนเราอุตส่าห์ยกเผ่าพงศ์วงษ์วานตัวเองให้ อยู่เหนือบรรดาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยอ้างว่าเรามี อารย ธรรม มีความเจริญ มีความวิวัฒน์ในหลายๆด้านนั้น ก็ยังมีอย่างอย่างที่ส่อว่า มันก็ไม่ได้ต่างไปซักเท่าไหร่ หรอก น่ามึนจังพวกมนุษย์นิ่(ฮา)และข้อคิดต่อมาก็คือ ความมีอัตตา การแสดงออกถึงการมีตัวตน ผมอ่าน นิตยสารพาลนึกถึงหน้าตาของพวกพี่ๆที่ทำ มันน่าจะ ต้องออกแนวแปลกแน่ๆ(โทษทีครับ)คือแบบต้องมีหน้า ตาและรูปลักษณ์ที่เด่นและกลายเป็นจุดสนใจง่ายๆแน่ ๆ กล้าที่จะเป็นตัวเองมันดีตรงนี้แหละครับ ถึงแม้จะ เคยได้ยินว่าทุกสิ่งคือมายา แต่ถ้าเราสัมผัสได้ ด้วย สัมผัสด้านต่างๆได้ ก็จะเรียกว่าไม่มีตัวตนอาจจะพิลึก ไปหน่อย เห็นแท้ๆทำไมจะบอกว่าไม่มี การที่ยังไม่เห็น แล้วบอกว่ามี ยังดูจะเป็นพวกฝันลมๆแล้งๆซะอีกจริง มั๊ยพี่? เดี๋ยวยังไงผมค่อยเขียนมาคุยด้วยใหม่ดีกว่าผม ไม่สนใจกับสิ่งที่ผมไม่สนใจหรอก แต่นิตยสารเล่มนี้ยิ่ง กว่าสนใจซะอีก สวัสดีครับ -วะวะว้าววว ล้ำลึกเหนือจินตนาการจริงๆ กับจดหมายฉบับนี้ เป็นจดหมายที่มีคุณค่าต่อการ พัฒนานิตยสารของเรามากๆ นี่แหละครับที่เรียกว่า “ติเพื่อก่อ” พี่ออกตัวแทนทีมงานละกันว่าจุดบกพร่อง ใดๆ ถ้าเรารู้ เราก็จะขอปรับปรุงให้เรียบร้อยทันที อย่าง ที่น้องบอกว่าว่าช่องทางการประชาสัมพันธ์ ของเรายังน้อย ครับ ขนาดออฟฟิตเราเน็ตยังไม่มีเล้ย ปัดโธ่! ฝ่ายอาร์ตของเราไปใช้เน็ตวิฟิของทางมหาลัย นะครับ รู้มะ? ก็อย่างที่เคยๆบอกน่ะแหละ ว่าเราก็อยู่ ในการพัฒนา แต่ก็พูดลำบากว่าพัฒนาลงรึพัฒนาขึ้น! เราก็อยากทำสิ่งที่เราชอบและคิดว่าดีออกมาน่ะแหละ แต่อาจจะด้วยวัย ด้วยความรู้ที่มี ก็เลยยังออกมาไม่ดี ไม่เรียบร้อยนัก หวังว่ายังจะให้กำลังใจกันต่อไปนะ ครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ พี่คิดว่า การโฆษณาแบบบอก จากปากต่อปากดูจะเป็นแผนการโฆษณาที่ได้ผลดีกว่า ถ้าเราคิดว่าสิ่งนี้ดี เราก็มักจะบอกต่อ (ถึงจะมีหลาย อย่างที่ดีที่งามแล้วเรามักเก็บไว้คนเดียวไม่แบ่งใคร หน้าไหนก็เถอะ) แต่กับนิตยสารฉบับนี้ก็ อย่าไปเก็บไว้ คนเดียว แจกจ่ายให้คนอื่นๆได้รู้กันดีกว่านะ เพราะ เอาเข้าจริงๆ นอกจากที่พวกพี่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ พี่ก็


นึกไม่ออกว่ามันจะเกิดประโยชน์หรือเป็นแก่นสาระสำ คัญ อะไรต่อพวกพี่เลย พี่ว่าประโยชน์ต่างๆอยู่ที่คน อ่านทั้งนั้น ใครอ่านก็ได้รู้แม่พี่บอกว่า“อ่านมากรู้มาก” แต่จะดีมาก หากเรารู้แล้วเราเอาไปขยายผลต่อ จงทำ ให้มันเป็นมากกว่านิตยสารออนไลน์อ่านฟรี ความรู้ จากอ่านอ่าน จะสำคัญตรงที่เราได้ใช้ เรารู้อะไรเยอะๆ แต่ไม่เกิดกระบวนการสังเคราะห์ ให้ตกตะกอนความ คิด หรือ ไม่ถ่ายทอดความรู้นั้นออกไปแก่ผู้อื่น หรือ ไม่เคยปฏิบัติตามที่รู้มา ก็ดูจะไม่เกิดประโยชน์หรือเป็น แก่นสารแห่งการรู้เลย พี่ไม่รู้หรอกว่าคนอ่านนิตยสาร ของเราจะมองนิตยสารเป็นยังไง การคิดแทนคนอื่นน่ะ ไม่ดีหรอกถ้าแค่คิดแทนอาจจะไม่เท่าไหร่แต่ถ้าทำแทน ก็อีกเรื่อง คนเราอาจจะให้ความสนใจกันและกันเยอะ แต่ดูไปก็เริ่มจะคล้ายการเข้าไปเสนอหน้าหรือที่เรามัก เรียกว่า “เสือก” ทุกทีๆ ก็ช่วยเหลือกันก็แต่พองาม พวกพี่ทึ่งกับคำติชมของน้องจริงๆที่บรรยายมา ยาชู กำลังขนานเอกเลยแหละ น้องได้ข้อคิดจากนิตยสาร ของเราเฉยเลยจริงๆมันอาจจะไม���ได้แทรกหลักปรัชญาหรอกที่น้องว่ามา แต่ถ้าน้องคิดถึงตรงนั้นได้ ก็ถือ ว่าดี พวกพี่แทบไม่ได้สนใจเลย ว่าเออว่ะ ที่เราทำมัน ก็แค่อยากทำ แต่ก็ลืมนึกว่านั่นล่ะ คือการแสดงถึงตัว ตนของพวกพี่ แต่ภาพลักษณะทางกายภาพของพวก พี่ ก็ปรกติธรรมดานะ ไม่มีใครเป็นแบบยอดมนุษย์ กลายพันธุ์หรอก หน้าตาก็ค่อนไปทางพื้นๆทั้งนั้น พวกพี่น่ะ ไม่ได้กล้าที่จะเป็นตัวเองหรอกแต่ที่พยายาม เป็นตัวเองก็คือ เราจะไปเป็นคนอื่นทำไม? ก็แค่นั้น แหละ ฮ่าๆ แต่ก็อย่างน้องว่าน่ะแหละ จะมายาหรือ ของจริงมันก็อยู่ที่เราตัดสิน ใครคนอื่นโคตรไม่ได้เกี่ยว ข้องกับการตัดสินใจของเราซักกระบิ ขอบคุณอีกครั้ง ที่ให้ความสนใจกับนิตยสารแนวๆฉบับนี้ พวกพี่ขอ สัญญาว่าจะหาสาระน่ารู้และไม่น่าจะจำเป็นต้องรู้ซัก หน่อยตอบแทนแน่ๆ ๒.สาโรช วงษ์แหวน ชัยภูมิ สวัสดีครับ ก็มาทักทายพี่ๆอีกเช่นเคย นี่เป็น ฉบับที่3แล้วสิที่พี่ตอบ ผมล่ะดีใจ ปริ๊นเล่มที่พี่ตอบเอา ไว้อวดคนที่บ้านด้วยแหละ แต่พี่ครับทำไมพวกรูปภาพ มันไฟล์แตกยิ่งกว่ารอยแตกที่ส้นเท้ายายผมล่ะครับ

แล้วจะครับปีนึงแล้วของนิตยสาร พวกพี่ไม่มี มิตติ้งอะไรเหรอครับ แบบแจกของที่ระลึกครบรอบไรงี้ อยู่มาจะปีนึงแล้วนะพี่ อืม พี่รู้ไหมว่าผมใช้คอลัมน์เนื้อหุ้มเหล็กเป็น หนังสือแนะนำที่ท่องเที่ยว ผมไปตามที่พี่กรแกไปทุกที่ เลยอยากซึมซาบประสบการณ์แบบที่พี่แกเคยเจอครับ แล้วก็ตกลงไม่มีรับผลงานจากทางบ้าน เหรอ พี่ เพื่อนผมเค้าฝากถามมา มันวาดการ์ตูนเก่งมากพ่อ แม่พี่น้องมันวาดรูปกันทั้งบ้านแน่ะ ไปล่ะครับ เจริญๆ นะพี่ -โหย รู้สึกเป็นปลื้มแท้ๆ ที่มีแฟนนิตยสาร ที่ เหนียวแน่นอีกคน นี่แหละที่เป็น๑ ในเหตุผลที่เราทำ นิตยสารเล่มนี้ขึ้นมา อยากให้ผู้อ่านใช้ประโยชน์จาก มันให้มากๆ ถ้าแค่อ่านเฉยๆน่ะ ไม่เท่าไหร่แต่ต้องเกิด อะไรจากการอ่านด้วย ที่เขาเรียกว่า เกิดองค์ความรู้ นิตยสารของเราถึงจะแนวๆเกรียนๆแต่เชื่อสิ มันมี สาระและประโยชน์ ก็อยากที่น้องทำนี่แหละ อย่างที่ เที่ยวตามที่พี่กรแกเล่าในคอลัมน์เนื้อหุ้มเหล็กแต่ก็เชื่อ ว่าคงไม่เจอเรื่องพิลึกๆแบบที่พี่กรแกเจอหรอกนะ ฮ่าๆแล้วอีกอย่างที่ใครๆสนสัยเหมือนกัน เพื่อนๆพี่ที่ อ่านก็ถาม “ทำไม ไฟล์รูปมันไม่ชัด” มันเกิดจากการ แปลงขนาดไฟล์นิตยสารเพื่อเอาลงในเว็บน่ะครับ พี่ลด ขนาดลงให้เล็กเพื่อที่จะได้อัพโหลดกันง่ายๆ อีกอย่าง รูปภาพ จริงๆมันก็ไม่ได้แตกจนน่าเกลียดหรอก ก็พอ ดูได้ แต่มันก็เป็นตัวชี้วัดได้อย่างนึงว่า มีคนอ่านของพี่ แน่ๆ ไม่งั้นคงไม่รู้เรื่องไฟล์รูปหรอกฮ่าๆ ส่วนที่ถามกันเรื่องครบรอบปีนึงของนิตยสาร เรา อืม ยังไงดีล่ะ พี่บก.แกก็ไม่ยักพูดอะไรเลย ตอนที่ ทำต้นฉบับกันอยู่นี้ เห็นแต่พูดเรื่องไปบึงกาฬกันเพราะ ว่า พี่กรแกจะไปฉลองการเดินทางครบ ๒๐ จังหวัด ของภาคอีสาน ที่โน่นครับ กว่า๕ ปีแล้วสิ ที่พี่แกเดิน ทางตะลอนๆ ไปที่ต่างๆทั้งแบบไปเที่ยวหรือแบบหลบ ไปพักใจหรือ แค่ไปนอนเฉยๆพี่ก็คงได้ไปด้วยแหละ ไม่รู้จะออกมาเป็นยังไง ก็โปรดติดตาม พี่แกคงเอามา เล่าในคอลัมน์ แน่ๆ ฮ่าๆ อืม อ่านต่อในฉบับหน้าคร้าบ!



from the inside magaZine