Issuu on Google+


เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาทีมงานเรามีเรื่อง Big surprise ทั้งดี และไม่ดี ขอเอาเฉพาะเรื่องดีมาเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ประมาณสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ผมได้รับหนังสือประมาณ 5 เล่ม โดยส่งไปรษณีย์มาให้ จ่าหน้าซองระบุถึง ผู้รับอย่างถูกต้อง พร้อมชื่อผู้ส่ง “บริษัท กรีนบลิส จำ�กัด” ด้วยความแปลกใจแกะห่อไปรษณีย์ออกมา เป็น Magazine เล่ม ไม่หนาเท่าไร ชื่อว่า “Simply Living Magazine เป็น อยู่ อย่างง่าย อิงอาศัยธรรมชาติ” ความรู้สึก อันดับแรกคือ (เป็นคำ�ถามที่เกิดขึ้น) ใครส่งมาให้ แว่บแรกคิดว่าเป็น น้องจัน ศิลปกรรมของ ETC Journal Online หนึ่งใน ทีมงานของเรา เป็นผู้นำ�เสนอโดยไปสมัครสมาชิกให้รึเปล่า เพราะปกติน้องจันจะหาหนังสือมาให้อ่านเป็นประจำ� ด้วยความ คิดนี้ก็ฟันธงไปเลยว่าใช่ (ยังไม่ไปถามเจ้าตัวเค้าเลย)

หยิบมาเปิดแบบผ่าน ๆ ไป เนื้อหาของหนังสือ เน้นสุขภาพแบบธรรมชาติและความเป็นอยู่อย่างง่าย ตามสโลแกน ของหนังสือ จากนั้นก็เก็บใส่ในลิ้นชักไว้ก่อน เพราะคิดว่าอาจจะเอามาเป็นข้อมูลของ ETC Journal ของเราได้ ผ่านไป ประมาณ 2 สัปดาห์ ผมก็ได้รับโทรศัพท์ ไม่ทราบชื่ออ (ต้องขอโทษจริงๆ ครับที่จำ�ชื่อพี่คนนั้นไม่ได้) แต่ได้พูดคุยกันหลาย อย่าง ด้วยความดีใจ คร่าว ๆ คือแจ้งมาว่ารู้เรื่องราว ETC Journal ฯ จากการ search หาข้อมูลทาง internet คิดว่าน่าจะ มีประโยชน์ซึ่งกันและกัน จึงได้ส่งหนังสือมาให้ ขณะที่รับโทรศัพท์นั้นบอกตรง ๆ ว่ารู้ดีใจมาก เพราะไม่คิดว่า Journal ของ ETC จะเป็นที่รู้จักกับภายนอกสักเท่าไร กลับมาบอกเล่าให้ทีมงานถึงข้อมูลที่ได้รับมา ทีมงานก็รู้สึกดีใจไม่แพ้กัน


ต้องขอบคุณ “Simply Living Magazine” ครับที่มาจุดประกายไฟให้กับทีมงานได้มีกำ�ลังใจ ในการทำ�ในสิ่งที่ชอบอีกครั้ง โดยเฉพาะ น้องจัน ศิลปกรรม และคุณวฤษสพร หัวหน้ากอง บ.ก. รวม ทั้งคอลัมนิสต์ทุกคนของ ETC Journal ฯ และ ต้องขอบคุณผู้บริหารระดับสูงทุกท่านทีได้อนุญาต ให้เวลากับทีมงานได้ทำ�งานชิ้นนี้ต่อไป

สารบัญ

ติดตาม Magazine นี้ได้จาก www. simplylivingmag.com หรือตามแผงหนังสือ (ขออนุญาตโฆษณานะครับ) หากได้อ่านและรู้ที่มา ของ Magazine นี้ จะรู้ว่าการได้ทำ�อะไรในสิ่งที่ฝัน ในสิ่งที่ชอบ แม้จะมีความอยากลำ�บากก็ต้องฝ่าฟัน ให้ถึงจุดหมาย นี้คือ Big surprise ที่ดีครับ อยาก เล่าให้ฟัง

การสร้างความไว้วางใจ ของชุมชนต่อภาคธุรกิจ

หากไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่ นั่นคือ การเลือกตัง้ ทีเ่ กิดขึน้ ในบ้านเมืองเรา ETC Journal ฯ ฉบับนี้กว่าจะคลอดออกมาก็คงจะรู้ผลการเลือก ตั้งแล้วว่าเป็นอย่างไร มีคนมักจะพูดเสมอว่า เรื่อง การเมื อ งคุ ย กั น ไม่ ไ ด้ เ พราะอาจจะทะเลาะกั น ได้ จริงครับ ยิ่งปัจจุบันการแบ่งขั้วชัดเจนมาก ต้องมีสี ทั้งสีกากี สีเขียวเข้ม หรือสีอื่น ๆ แต่ถึงอย่างไร จะ สีไหน ๆ หากมีคำ�ว่า ตถาตา ในใจทุกคน ก็คงจะ เข้าใจอะไรได้มากยิ่ง ๆ ขึ้น ฝากทิ้งท้ายเช่นเคย

“The larger should tolerate the lesser; the lesser should understand the larger ส่วนใหญ่ต้องยอมรับส่วนน้อย ส่วนเล็กต้องทำ�ความเข้าใจส่วนใหญ่” นายแว่นดำ�

ประชากรล้นโลก หน้า 1-4

หน้า 4-7

พลังงานทดแทน : พลังงานน้ำ� หน้า 8-11

สัพเพเหระ : ความสำ�คัญ ของวันอาสาฬบูชา คุณ...รู้จักหรือยัง หน้า 12-15

เอนใจ...ใต้ร่มธรรม(ชาติ) ทาน 10 ประการ หน้า 16-18

“ETC ยิ้มพิมพ์ใจ” หน้า 19-22

บริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จำ�กัด (Eastern Thai Consulting 1992 Co.,Ltd.) สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา เลขที่ 683 หมู่ 11 ถ.สุขาภิบาล 8 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20230 โทรศัพท์ : 038-481197, 038-763031-2 โทรสาร : 038-482795


ในภาษาของคนที่ชอบดูหนังแล้วนำ�มาวิจารณ์ ออกสื่อ เช่น คอลัมน์วิจารณ์หนัง Blog หรือกระทู้ ฯลฯ ไปตามความคิดของตัวเอง แล้วบังเอิญว่าดันไปเปิดเผย จุด Climax ของหนังเรื่องนั้น ซึ่งทำ�ให้คนที่เข้ามาอ่าน และยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนั้นเสียอารมณ์ แบบว่า ไม่น่า เฉลยตอนสำ�คัญก่อนเลย การวิจารณ์แบบเปิดจุดสำ�คัญ ของเรื่องแบบนี้ เค้าเรียกกันว่า “Spoil หรือสปอยล์” ซึ่ง โดยมารยาทเค้าก็จะจั่วหัวกระทู้ไว้ชัด ๆ เลยว่า Spoil นะ (ถ้าไม่อยากรู้ก็อย่ามาอ่าน เพราะถ้าเข้ามาอ่านเอง แล้วไปดูหนังไม่สนุก อย่ามาว่า) แต่คำ�นี้ถูกเอามาใช้ กับเด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบ ตามใจ ทำ�ให้เอาแต่ใจ (โดนพ่อแม่โอ๋ แต่เด็ก ประมาณ พ่อแม่รังแกฉัน) อีกความหมายนึงด้วย ... ที่เกริ่นมา ยังไม่เข้าเรื่องแค่จะบอกว่า ผู้อ่านไว้ ล่วงหน้าเลยนะคะ ว่าคอลัมน์ ETC Hot Issue เดือนนี้ ขอ spoil (แปลอย่างง่ายว่าขอเขียนอย่างตามอารมณ์ผู้ เขียนเลยแล้วกัน รวมทั้งต้นฉบับเดือนนี้ ส่งช้าที่สุดนับแต่ เขียน Journal Online มาเลย)

ก่อนอืน่ อยากจะชืน่ ชม พนักงานแคชเชียร์รา้ น สะดวกซือ้ แห่งหนึง่ ในเครือฯ เรานีเ่ อง รูปร่างหน้าตาน้อง ก็นา่ รักพอใช้ (ตรง ๆ เลย คือ ธรรมดา) ...แต่วา่ มารยาท คำ�พูดคำ�จาน่ารักกว่าหน้ามากเลย เพราะไม่ได้แค่มหี น้าที่ คิดเงินตามทีไ่ ด้รบั มอบหมายเท่านัน้ แต่ส�ำ นึกของการเป็น พนักงานขายมีอยู่มาก นอกจากน้องเค้าจะพูดเพราะ ความกระตือรือร้นที่จะให้บริการนี่สูงส่ง สินค้าอะไรที่เรา อยากได้ ถ้าไม่มีน้องเค้าจะถามให้ วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้พี่มา ใหม่นะคะ จะบอกให้เค้าสั่งเข้าร้านมาให้ ..ทำ�งานเหมือน กับเป็นเจ้าของร้านเลยทีเดียว... เป็นคนที่น่าโคลนนิ่งเพิ่ม จำ�นวนประชากรไว้ในโลกนี้จริง ๆ.. วกกลับมาเข้าเรื่องได้อย่างสวยงาม ตามที่ บ.ก.คาดหวังว่า จขค. (เจ้าของคอลัมน์) จะรีบ ๆ เขียน ส่งมาตามกำ�หนดซะที มีอย่างที่ไหนเขียนคำ�นิยมโดย บ.ก.เสร็จก่อน จขค. 555 ว่ากันด้วยเรื่อง วันประชากร ของโลก อันเวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ในวันที่ 11 กรกฎาคม ผิดคาดเถอะค่ะ ว่าจะเขียนว่ามันมีที่มาที่ไป ยังไง ไปหาในอาจารย์ “google” แทนนะคะ (เดือนนี้ สปอย บอกแล้วไง) เมื่อสัก 200 ปีก่อนมีนักเศรษฐศาสตร์ชาว อังกฤษท่านนึง ชื่อ โทมัส โรเบิร์ต มัธทาส (Thomas Robert Malthus) สิ่งที่ Malthus ได้นำ� เสนอในข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประชากร (An Essay on the Principle of Population, 1798) มีใจความว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรบนโลก มี ลักษณะที่เพิ่มขึ้นเป็น Geometric ratio หรือเพิ่มเป็น อันดับที่มีตัวคูณร่วม เช่น เพิ่มขึ้นจาก 1, 2, 4, 8, 16, …. ในขณะเดียวกัน อัตราการเพิม่ ขึน้ ของอาหารที่ มนุษย์สามารถผลิตได้นน้ั กลับมีลกั ษณะเป็น Arithmetic ratio หรือเพิ่มเป็นอันดับที่มีตัวบวกร่วม เช่น เพิ่มขึ้นจาก 1, 2, 3, 4, 5, ….


2 ซึง่ อัตราการเพิม่ ขึน้ ทีแ่ ตกต่างกันระหว่างจำ�นวน ประชากรกับจำ�นวนอาหารที่สามารถผลิตได้นั้น ทำ�ให้ คนในยุคสมัยนั้นเกิดความกังวลถึงอนาคต ที่อาหารที่ ผลิตบนโลกจะไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของ มนุษย์ “ประชากรล้นโลก” ทางออกของการป้องกันประชากรล้นโลก มัธทาส ได้กล่าวว่ามีปัจจัย 2 ประการที่จะคอยป้องกันไม่ ให้จำ�นวนประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเกินไปนั้น ปัจจัยแรก Positive check หรือ ปัจจัยที่ เพิ่มอัตราการตายของประชากรให้สูงขึ้น ได้แก่ ความ ยากจนค้นแค้นของประชากร สภาวะสงคราม เป็นต้น ปัจจัยที่สอง Negative check หรือ ปัจจัย ที่ลดอัตราการเกิดของประชากร ได้แก่ ประชากรมีการ วางแผนครอบครัว รวมถึงมีการคุมกำ�เนิดเกิดขึ้น หรือ แม้นแต่ลักษณะของประชากรที่แต่งงานช้าลง รวมถึงมีลูก น้อยลง ก็เป็นลักษณะของ Negative check ด้วย

แต่บ้างก็ว่าทฤษฎีนี้ล้มเหลว เพราะ Malthus เองลืมคิดถึงปัจจัย ช่วยทำ�ให้มนุษย์สามารถผลิตอาหาร ได้มากขึ้นแม้นว่าจะมีปริมาณทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต เท่าเดิม หรือแม้นแต่จะลดลงก็ตาม - การปฎิรูปเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่จะ เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต - การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นนั้น เช่น การมีเทคโนโลยีในการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น คนยุคหลังจึงไม่เชื่อและกังวลในทฤษฎีนี้เท่าไหร่ ทฤษฎีใหม่ที่เกิดขึ้นมากับปัญหาสภาวะโลกร้อน (Global warming) แทน ซึ่งหากดูดีแล้ว ก็มีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่ คือ เป็นการเสียสมดุลของธรรมชาติทั้งคู่ ต่างกันแค่สาเหตุคือ ทฤษฎีประชากรล้นโลก เป็นเสียสมดุลย์ทางธรรมชาติเนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้น ส่วนทฤษฎี Global warming เสียสมดุลย์ธรรมชาติ เนื่องจากมีการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นนั่นเอง


3 แต่ทฤษฎีไหนจะเป็น จริง??? รุ่นลูกรุ่นหลานคง ต้องเป็นผู้ตอบคำ�ถามแทนเรา สังเกตมั๊ยคะ สัก 20 ปีก่อน สัดส่วนหญิงมากกว่า ชาย แต่ตอนนี้พอๆกันแล้ว ค่ะ (สรุปผลเบื้องต้นสำ�มะโน ประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553) หญิง 33% ชาย 32% (แถม นับเฉพาะไม่พิการ และ เป็นชายจริง ๆ อีก จะเหลือ เท่าไหร่หนอ) .... เป็นเหตุผล ว่า ทำ�ไมเดี๋ยวนี้ผู้หญิงเป็นโสด กันมากขึ้น Negative Check ของมัธทาสเป็นจริง? หรือนี่ ธรรมชาติกำ�ลังจะเอาคืน โดย การลดการแพร่ขยายของเผ่า พันธุ์มนุษย์ แล้วกระมัง ??? ทิ้งท้ายด้วยรูปแผนผังการใช้น้ำ�มัน และปริมาณน้ำ�มันสำ�รองให้ดูก็แล้วกันนะคะ เผื่อจะเป็นคำ�ตอบให้ ประชากร(รกโลก..บางคน) ที่ชอบพูดว่า ขนาดอเมริกายังไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโตเลย ประเทศเล็ก ๆ คนตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรไปทำ�ไม...

ข้อมูลจาก http://www.eia.gov/countries/index.cfm?view=reserves ปี 2552 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำ�มันดิบสำ�รองเพียง 0.44 พันล้านบาร์เรล


4

ในขณะที่ข้อมูลจาก http://www.eia.gov/countries/index.cfm?view=consumption ปี 2552 ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำ�มันดิบ ถึง 0.95 พันล้านบาร์เรล ที่แน่ ๆ ตอนนี้ก่อนประชากรจะล้นโลก สิ่งที่ประชากร (ที่มีสติ) อย่างเราคงต้องทำ� ก็คือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา ให้เหมาะสมกับโลกในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานลดลงอย่างน่าเป็นห่วงนี่แล้วสิคะ ...

ขอบคุณข้อมูลจาก 1.http://sasatra.blogspot.com/2008/04/malthus.html 2.http://www.eia.gov/ 3.http://www.nso.go.th/ 4.รูปภาพจาก Thomas Robert Malthus http://chiefio.wordpress.com/

Malthus

เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2309 ในแคว้น Surrey ของอังกฤษ เป็นบุตร คนที่ 2 ของครอบครัว เนื่องจากบิดาซึ่งเป็นเพื่อนกับนักปรัชญาไม่ชอบระบบ การศึกษาในโรงเรียนขณะนั้น จึงจ้างครูมาสอนลูกชายที่บ้าน เมื่ออายุ 18 ปี Malthus ได้เข้าเรียนที่ Jesus College แห่งมหาวิทยาลัย Cambridge และเรียนหนังสือได้ดีจนสำ�เร็จการศึกษาคณิตศาสตร์ระดับเกียรตินิยม เมื่ออายุ 27 ปี ได้รับเลือกเป็น Fellow ของ Jesus College และ Malthus ดำ�รงตำ�แหน่งนี้จนกระทั่ง อายุ 38 ปี จึงแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องชื่อ Harriet Eckersall และมีลูก 3 คน ขณะ Malthus เป็นอาจารย์อยู่ที่ มหาวิทยาลัยเขาชอบเดินทางไปศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของคนยากจนในชนบท และใช้ข้อมูลที่ได้จากการสำ�รวจนี้ ใน การเขียนงานวิจัยเรื่อง An Essay on the Principle of Population as It Affects the Future Improvement of Society งานวิจัยนี้ทำ�ให้คนรู้จักชื่อของ Malthus ไปทั่วประเทศ เมื่ออายุ 39 ปี Malthus ได้รับตำ�แหน่งศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองที่ East India College เมือง Haileyburg ใน Hertfordshire โดยมีหน้าที่ฝึกเจ้าหน้าที่ของบริษัท East India และ Malthus ได้ดำ�รงตำ�แหน่งนี้ จนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2377 ที่เมือง Claverton ใกล้ Bath ขณะมีเวลาว่าง Malthus ชอบเขียนบทความและนำ�เสนอผลงานวิจัยหลายเรื่อง เช่น An Inquiry into the Nature and Progress of Rent กับ Principles of Political Economy เป็นต้น และได้จัดตั้งสมาคม Political Economy Club กับ London Statistical Society. การมีผลงานวิชาการที่สำ�คัญมากมายทำ�ให้ Malthus ได้รับเลือกเป็น Fellow of the Royal Society เมื่ออายุ 54 ปี และเป็นสมาชิกของ Royal Society of Literature, British Association, Statistical Society อีก ทั้งเป็นสมาชิกของ French Institute และ Prussian Royal Academy แห่ง Bertin ด้วย

ที่มา : สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท.


บทนำ�

ปัจจุบันการดำ�เนินงานของ ผู้ประกอบการธุรกิจเกิดการ เปลี่ยนแปลงจากเดิมคอนข้างมาก เนื่องจากการดำ�เนินงานต้องเผชิญ กับภาวะการแข่งขันที่มากขึ้น อันเป็น ผลมาจากความก้าวหน้าทางด้าน เทคโนโลยี กระแสโลกาภิวัฒน์ ภาวะ ทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงข้อ กำ�หนดต่าง ๆ จากภาครัฐ เพื่อให้ ธุรกิจมีมาตรฐานสูงขึ้น ทั้งมาตรฐาน ต่อผู้บริโภคทั่วไป และมาตรฐานต่อ สังคม และชุมชนที่อยู่โดยรวมฐาน การผลิต ดังนั้น การปรับเปลี่ยนของ ธุรกิจเพื่อสร้งความรับผิดชอบต่อ สังคมและสิ่งแวดล้อม เป้นกระแส ที่ทั้งโลกในยุคโลกาภิวัฒน์พยายาม ผลักดันให้เกิดขึ้นรวมทั้งเป็นกระ แสเรียกร้องจากประชาชนทั่วโลก จนกระทั่งทำ�ให้เกิดมาตรฐาน ISO 26000 ขึ้นมา

ในอดีตเป้าหมายหลักเพียงอย่างเดียวที่ ธุรกิจพึงกระทำ�คือ การมุ่งสู่กำ�ไรสูงสุด โดยไม่สนใจสิ่ง แวดล้อมและชุมชนรอบข้าง ทำ�ให้เกิดกระแสกลุ่มต่อต้าน จากประชาชนโดยทั่วไป การประทัวงต่อต้านโครงการโรง ไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานถลุงเหล็ก หรือแม้แต่โครงการโรง ไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเชื้อเพลิง เป็นต้น ดังนั้น การดำ�เนินการใดเพื่อให้เกิดการสร้าง ความไว้วางใจของผู้ประกอบการต่อภาคธุรกิจจึงเป็น กลยุทธที่สำ�คัญ เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำ�เร็จ แม้ใน ปัจจุบันจะมีหลากหลายบริษัทหันมาให้ความสนใจกับสิ่ง ที่เรียกว่า CSR (Corporate social responsibility) มากยิ่งขึ้น แต่โดยมากกลับเป็นการกระทำ�เพียงผิวเผิน เพื่อทำ�การตลาด และสร้งภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้ บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ปลูกป่าขายเลน มอบทุนการศึกษา เป็นต้น และโฆษณา การกระทำ�เหล่านี้ของตนเองด้วยเงินที่อาจจะมากกว่า การกระทำ�ดังกล่าวเสียอีก ซึ่งสุดท้ายประชาชนจะเป็น ผู้ตัดสินใจว่าภาคธุรกิจมีธรรมภิบาล และรับผิดชอบต่อ สังคมและชุมชนมากน้อยแค่ไหน สำ�หรับแนวทางกานสร้างความไว้วางใยแก่ ชุมชนของภาคธุรกิจจึงควรให้เกิดความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วนที่เรียกว่า พหุภาคี ให้เข้ามามีส่วน ร่วมในการร่วมคิด ร่วมทำ� ร่วมได้รับประโยชน์จากสิ่ง ที่ทำ�กับภาคธุรกิจด้วย


6 วัตถุประสงค์

สำ�หรับการสร้างความไว้วางใจของชุมชนต่อ ภาคธุรกิจ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อสร้างความไว้วางใจและให้ได้รับการ ยอมรับจากชุมชนโดยรอบ ต่อการดำ�เนินการ ด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจ 2. เพื่อให้ชุมชนโดยรอบโครงการเกิดควมรู้ และความเข้าใจต่อการปฏิบิตงานของโครงการ 3. เพื่อให้ชุมชนโดยรอบเข้ามามีส่วนร่วมต่อ กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ

กิจกรรม

กิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ ของชุมชนต่อภาคธุรกิจนั้น ควรดำ�เนินการดังนี้ 1. วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียของโครงการ โดย พิจารณาจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบ จากการดำ�เนินการของโครงการในรัศมี 5 กิโลเมตร 2. สำ�รวจทัศนคติของชุมชนต่อโครงการโดย รอบในรัศมี 3 กิโลเมตร 3. สร้างความรู้ความเข้าใจในการดำ�เนินกิจการ ของโครงการ และจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มประชาชน แต่ละกลุ่ม (Group Meeting) เช่น กลุ่มอาสาสมัคร สาธารณสุข, กลุ่มแม่บ้าน, กลุ่มผู้นำ�ชุมชน, กลุ่มสตรีและ เยาวชน เป็นต้น 4. สำ�รวจความคิดเห็นของข้าราชการท้องถิ่นต่อ การดำ�เนินการของโครงการ 5. จัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคี ประกอบด้วย ผู้แทนชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตร, หน่วยราชการ, ผู้ทรง คุณวุฒิ และผู้แทนธุรกิจ เพื่อเป็นคณะกรรมการในการ พัฒนาชุมชนและสังคม ของโครงการโดยประชุมทุก 4 เดือน 6. จัดตั้งคณะกรรมการกำ�กับและติดตาม ตรวจสอบการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ ประกอบด้วย ผู้แทนชุมชนในรัศมี 3 กิโลเมตร ในแต่ละ

ชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ หน่วยงานท้องถิ่น และผู้แทนธุรกิจ เข้าร่วมตรวจสอบเยี่ยมชมและให้ข้อคิดเห็นแก่โครงการ ทุก 1 เดือน โดยข้อคิดเห็นจะนำ�ไปสู่ความร่วมมือระหว่าง โครงการกับประชาชนโดยรอบ และนำ�ข้อคิดเห็นดังกล่าว เสนอคณะกรรมการพัฒนาชุมชนและสังคมของโครงการ 7. ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกำ�กับและ ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมของ โครงการและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนาชุมชน และสังคมของโครงการจะนำ�ไปสู่มาตรการป้องกันและลด ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ เพื่อรับผิดชอบต่อสังคม (โครงการ CSR = Corporate social responsibility) และนำ�ไปสู่ความไว้วางใจของ ชุมชนต่อโครงการในที่สุด 8. โครงการจัดกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ต่อ ชุมชนทุก 1 เดือน เช่น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่, ทำ�บุญ, ประเพณีและวัฒนธรรมประจำ�ปี, ฝึกอาชีพเพื่อสร้างราย ได้แก่ชุมชน, กิจกรรมรณรงค์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เป็นต้น 9. เจ้าของโครงการเมื่อทราบความต้องการของ ชุมชนจากคณะกรรมทั้ง 2 ชุดแล้วต้องดำ�เนินกิจกรรมที่ ถาวร และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยโครงการต้อง สนับสนุนงบประมาณ กำ�ลังคนและอื่น ๆ ร่วมกับชุมชน ในการสร้างกิจกรรมที่ถาวรนั้น เช่น ชมรมผู้สูงอายุ ศูนย์ การเรียนรู้ชุมชน ศูนย์สุขภาพชุมชน ศูนย์สินค้าพื้นเมือง สหกรณ์ชุมชน เป็นต้น 10. จัดทำ�สื่อประชาสัมพันธ์โดยโครงการและ ชุมชน ร่วมกันในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และสร้าง ความเข้าใจอันดีต่อสังคมภายนอก รวมทั้งเป็นแหล่งเรียน รู้ที่ดีต่อโครงการอื่นต่อไป 11. เมื่อโครงการดำ�เนินการแล้วทุก 3 ปี จะ ต้องสำ�รวจทัศนคติและความคิดเห็นของชุมชนและหน่วย งานราชการท้องถิ่นต่อโครงการ เพื่อนำ�ไปสู่การปรับปรุง ต่อไป 12. โครงการดำ�เนินงานทุกอย่างให้ถูกต้อง ตามกฏหมายสิ่งแวดล้อมและกฏหมายแรงงาน รวมทั้ง


7

ต้องสร้างความตระหนักและสร้างจิดตสำ�นึกให้พนักงาน คิดเสมอว่าในกระบวนการทำ�งานของเขานั้นจะต้องรับ ผิดชอบต่อสังคมและชุมชนวิธีการคือทำ�ให้พนักงานรับ รู้ CSR ที่แท้จริง แล้วให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในรูป แบบอาสาสมัครหรือจิตอาสาในการทำ�กิจกรรมต่อชุมชน และสังคมส่วนรวม 13. ในแต่ละปีโครงการควรที่จะเชิญชุมชน และผู้นำ�ชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการ อย่างเป็น ทางการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เช่น งานปีใหม่ เป็นต้น เพื่อขอบคุณในความร่วมมือกับกิจกรรมของโครงการ ขอบคุณในการเป็นหุ้นส่วนร่วมกันของสังคม และเพื่อ ปรึกษาหารือร่วมกันกับผู้บริหารสูงสุดของโครงการ โดย โครงการจัดงานเลี้ยงและจัดกิจกรรมที่แสดงความเป็น พวกเดียวกัน 14. กรณีที่มีความขัดแย้งกันระหว่างโครงการ และชุมชนโดยรอบควรจัดให้มีการประชุม ทวิภาคีระหว่าง ผู้แทนชุมชนและผู้บริหารสูงสุดของโครงการ โดยมีผู้ทรง คุณวุฒิเป็นพยาน เมื่อตกลงกันได้ควรให้ลงนามในบันทึก ช่วยจำ� (MOU) ซึ่งเรียกว่า Voluntary Agreement หรือ Community-Enterprise Agreement โดย บันทึกช่วยจำ�ดังกล่าวไม่ใช่เป็นข้อกำ�หนดตามกฏหมาย แต่เป็นข้อกำ�หนดที่ทั้ง โครงการและชุมชนให้บรรลุดข้อ ตกลงที่จะดำ�เนินการต่อไปภายหน้า

สรุป

ปัจจุบันไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า เมื่อมีโรงงานหรือธุรกิจหรืออุตสาหรรมเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือชุมชน หรือแม้แต่ชุมชนมีมาก่อน โรงงาน ธุรกิจ และอุตสาหกรรม ก็ขยายเข้าไป ได้ การเชื่อมกันระหว่างชุมชนและธุรกิจ นับวัน จะห่างกันไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นหากธุรกิจใดสามารถ ลดช่องว่างนั้นลงได้ ความสมดุลระหว่างชุมชน กับโรงงานธุรกิจก็จะสามารถเดินเคียงคูกันไปได้ และต้องทำ�ให้ยั่งยืนไปจนถึงอนาคต เครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้กันคือ CSR ซึ่งจะ ประสบผลสำ�เร็จหรือไม่นั้น ขึ้นกับความร่วมมือ ความจริงใจทั้ง 2 ฝ่าย ชุมชนเองและภาคธุรกิจ ต้องประสานไปในแนวทางเดียวกัน ภาคธุรกิจ ก็ต้องลดบทบาทที่จะต้องมุ่งผลกำ�ไรเพียงอย่าง เดียวต้องมองผลดี-ผลเสียของชุมชนด้วย เพราะ ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นั้นเป็นโจทย์ที่ต้อง ถามว่าจะเลือกแบบใด ไม่ใช่ชุมชนถามภาคธุรกิจ ต้องแต่ละฝ่ายถามตนเองว่าต้องการแบบไหน แล้วหันหน้ามาพูดคุยกันให้ได้ข้อสรุปที่ไม่มีฝ่าย ไหนได้เปรียบหรือเสียเปรียบ


พลังงานน้�ำ เป็นรูปแบบหนึง่ ของพลังงานเกิดขึน้ โดยการสร้างกำ�ลัง อาศัยพลังงานของน้�ำ ทีเ่ คลือ่ นที่ ปัจจุบนั นีพ้ ลังงานน้�ำ ส่วนมากจะถูกใช้เพือ่ ใช้ในการ ผลิตไฟฟ้า นอกจากนีแ้ ล้ว พลังงานน้�ำ ยังถูกนำ�ไปใช้ในการชลประทาน การสี การทอผ้า และใช้ในโรงเลื่อย พลังงานของมวลน้ำ�ที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำ�มาใช้มานานแล้วนับ ศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ� (Water Wheel) เพื่อใช้ในการงานต่าง ๆ ในอินเดีย และชาวโรมันก็ได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อใช้ในการโม่แป้งจากเมล็ดพืชต่าง ๆ ส่วนผู้คนในจีนและ ตะวันออกไกลก็ได้มีการใช้พลังงานน้ำ�เพื่อสร้าง Pot Wheel เพื่อใช้ในวิดน้ำ�เพื่อการชลประทาน ในช่วง ทศวรรษ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟูถึงขีดสุด ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำ�มาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้น และลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง (Inclined Plane Railroad : Funicular) ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ แบบนี้ อยู่ที่คลอง Tyrone ในไอร์แลนด์เหนือ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำ�ในยุคแรกนั้นเป็นการส่ง ต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำ�ให้การใช้พลังงานน้ำ�ในยุคนั้นต้องอยู่ใกล้แหล่ง พลังงาน เช่น น้ำ�ตก เป็นต้น ปัจจุบันนี้ พลังงานน้ำ�ได้ถูกใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ทำ�ให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ที่ห่าง จากแหล่งน้ำ�ได้ ซึ่งพลังงานที่ได้จากแหล่งน้ำ�ที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ พลังงานน้ำ�ตก พลังงานน้ำ�ขึ้นน้ำ�ลง พลังงานคลื่น


9

เขื่อนในภาคตะวันตก เขือ่ นภูมพิ ล (เขือ่ นยันฮี) เป็นเขือ่ นอเนกประสงค์ แห่งแรกของประเทศไทย เดิมชื่อเขื่อนยันฮี สร้างปิดกั้น แม่น้ำ�ปิง ตั้งอยู่ที่ อ.สามเงา จ.ตาก เป็นเขื่อนคอนกรีต โค้งแห่งแรกของประเทศไทย (ในอดีตเคยเป็นเขื่อนโค้ง ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์) สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2507 ความจุของน้ำ�ในอ่าง 13,462 ลูกบาศก์เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 560,000 กิโลวัตต์

พลังงานน้ำ�ตก การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ�นี้ทำ�ได้โดยอาศัย พลังงานของน้ำ�ตก ออกจากน้ำ�ตามธรรมชาติ หรือน้ำ�ตก ที่เกิดจากการดัดแปลงสภาพธรรมชาติ เช่น น้ำ�ตกที่เกิด จากการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ� น้ำ�ตกจากทะเลสาบบนเทือก เขาสู่หุบเขา กระแสน้ำ�ในแม่น้ำ�ไหลตกหน้าผา เป็นต้น การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ�และให้น้ำ�ตกไหลผ่าน กังหันน้ำ�ซึ่งติดอยู่บนเครื่องกำ�เนิดไฟฟ้ากำ�ลังงานน้ำ�ที่ ได้จะขึ้นอยู่กับความสูงของน้ำ�และอัตราการไหลของน้ำ�ที่ ปล่อยลงมา ดังนั้นการผลิตพลังงานจากพลังงานนี้จำ�เป็น ต้องมีบริเวณที่เหมาะสมและการสร้างเขื่อนนั้นจะต้อง ลงทุนอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามจากการสำ���รวจคาดว่าทั่วโลก สามารถผลิตกำ�ลังไฟฟ้าจากกำ�ลังน้ำ�มากกว่าพลังงาน ทดแทนประเภทอื่น โดยในประเทศไทยสามารถใช้ พลังงานจากน้ำ�จากเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายใน ประเทศมีดังต่อไปนี้

เขื่อนในภาคเหนือ เขื่อนสิริกิติ์ (เขื่อนผาซ่อม) กั้นแม่น้ำ�น่านบริเวณ ผ่าซ่อม อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่ ที่สุดในประเทศไทย สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2515 ความ จุของน้ำ�ในอ่าง 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร ผลิตกระแส ไฟฟ้าได้ 50,000 กิโลวัตต์ (ปีละ 670 ล้านกิโลวัตต์ ชั่วโมง) เขื่อนกิ่วลม เป็นเขื่อนคอนกรีต กั้นแม่น้ำ�วัง ที่ อ.เมือง จ.ลำ�ปาง สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2514 ความจุของ น้ำ�ในอ่าง 112 ล้านลูกบาศก์เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้า 400 กิโลวัตต์

เขื่อนศรีนครินทร์ (เขื่อนเจ้าเณร) เป็นเขื่อน ดินกั้นแม่น้ำ�แควใหญ่ ในเขต ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2522 ความจุของน้ำ� ในอ่าง 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร ใหญ่ทส่ี ดุ ในประเทศไทย ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 720,000 (ปีละ 950 ล้านกิโลวัตต์ ชั่วโมงกิโลวัตต์) เขื่อนเขาแหลม กั้นแม่น้ำ�แควน้อย อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ความจุของน้ำ�ในอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์ เมตร ใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เขือ่ นแก่งกระจาน เป็นเขือ่ นดิน กัน้ แม่น�ำ้ เพชรบุรี ท้องที่ ต.สามพี่น้อง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2509 ความจุของน้ำ�ในอ่าง 710 ล้านลูกบาศก์เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 19,000 ล้านกิโลวัตต์ชว่ั โมง ให้พลังงาน เฉลีย่ ประมาณปีละ 70 ล้านกิโลวัตต์ชว่ั โมง เขือ่ นนีส้ ามารถ ขยายโครงการเพชรบุรี ซึ่งเดิมมีอยู่จำ�นวน 214,000 ไร่ เพิ่มเป็น 336,000 ไร่

เขื่อนในภาคกลาง เขื่อนเจ้าพระยา เป็นเขื่อนทดน้ำ�ขนาดใหญ่ ที่สุดในประเทศไทย กั้นลำ�น้ำ�เจ้าพระยาที่ ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เปิดใช้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 (ไม่มอี า่ งเก็บน้�ำ ) ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 300 กิโลวัตต์


พลังงานน้ำาขึ้นน้ำาลง มีพื้นฐานมาจากพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ ของระบบที่ประกอบด้วยดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ จึงจัดเป็นแหล่งพลังงานประเภทใช้แล้วไม่หมดไป สำาหรับในการเปลี่ยนพลังงานน้ำาขึ้นน้ำาลงให้ เป็นพลังงานไฟฟ้า คือ เลือกแม่น้ำาหรืออ่าวที่มีพื้นที่เก็บ น้ำาได้มากและพิสัยของน้ำาขึ้นน้ำาลงมีค่าสูงแล้วสร้างเขื่อน ที่ปากแม่น้ำาหรือปากอ่าว เพื่อให้เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำาขึ้น มา เมื่อน้ำาขึ้นจะไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำา และเมื่อน้ำาลงน้ำาจะ ไหลออกจากอ่างเก็บน้ำา การไหลเข้าออกจากอ่างของน้ำาต้องควบคุมให้ ไหลผ่านกังหันน้ำาที่ต่อเชื่อมกับเครื่องกำาเนิดไฟฟ้า เมื่อ กังหันน้ำาหมุนก็จะได้ไฟฟ้าออกมาใช้งาน หลักการผลิตไฟฟ้าจากน้ำาขึ้นน้ำาลงมีหลัก การเช่นเดียวกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำาตก แต่ กำาลังที่ได้จากพลังงานน้ำาขึ้นน้ำาลงจะไม่ค่อยสม่ำาเสมอ เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงขึ้นลงของน้ำา แต่อาจจัดให้มี พื้นที่กักน้ำาเป็นสองบริเวณหรือบริเวณพื้นที่เดียว โดย การจัดระบบการไหลของน้ำาระหว่างบริเวณบ่อสูงและ บ่อต่ำา และกักบริเวณภายนอกในช่วงที่มีการขึ้นลงของ น้ำาอย่างเหมาะสม จะทำาให้กำาลังงานพลังงานน้ำาขึ้นน้ำาลง สม่ำาเสมอดีขึ้น

พลังงานคลื่น เป็นการเก็บเกี่ยวเอาพลังงานที่ลมถ่ายทอด ให้กับผิวน้ำาในมหาสมุทรเกิดเป็นคลื่นวิ่งเข้าสู่ชายฝั่ง และเกาะแก่งต่างๆเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานคลื่นจะถูก ออกแบบให้ลอยตัวอยู่บนผิวน้ำาบริเวณหน้าอ่าวด้าน หน้าที่หันเข้าหาคลื่น การใช้คลื่นเพื่อผลิตไฟฟ้านั้นถ้าจะให้ได้ผลจะ ต้องอยู่ในโซนที่มียอดคลื่นเฉลี่ยอยู่ที่ 8 เมตร ซึ่งบริเวณ นั้นต้องมีแรงลมด้วย แต่จากการวัดความสูงของยอดคลื่นสูงสุดใน ประเทศไทยที่จังหวัดระนองพบว่า ยอดคลื่นสูงสุดเฉลี่ย อยู่ที่ 4 เมตร เท่านั้น ซึ่งก็ แน่นอนว่าด้วย เทคโนโลยีการ ผลิตไฟฟ้าด้วย พลังงานคลื่นใน ปัจจุบันนั้นยังคงไม่ สามารถใช้ในบ้าน เราให้ผลจริงจังได้


11 ประโยชน์ของพลังงานน้ำ� พลังงานน้ำ�มีประโยชน์หลายอย่างในการนำ�มา ใช้ประโยชน์หลักๆ มีดังนี้ 1. พลังงานน้ำ�เป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถ นำ�กลับมาใช้ใหม่ได้ไม่หมดสิ้น คือเมื่อใช้พลังงานของ น้ำ�ส่วนหนึ่งไปแล้วน้ำ�ส่วนนั้นก็จะไหลลงสู่ทะเล และน้ำ� ในทะเลเมื่อได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ก็จะระเหย กลายเป็นไอน้ำ� เมื่อไอน้ำ�รวมตัวเป็นเมฆจะตกลงมาเป็น ฝนหมุนเวียนกลับมาทำ�ให้เราสามารถใช้พลังงานน้ำ�ได้ ตลอดไปไม่หมดสิ้น 2. พลังงานน้ำ�สามารถเริ่มดำ�เนินการผลิต พลังงานได้ในเวลาอันรวดเร็ว และควบคุมให้ผลิตกำ�ลัง งานออกมาได้ใกล้เคียงกับความต้องการ อีกทั้งยังมี ประสิทธิภาพในการทำ�งานสูงมาก ชิ้นส่วนของเครื่องกล พลังงานน้ำ�ส่วนใหญ่จะมีความคงทน และมีอายุการใช้ งานนานกว่าเครื่องจักรกลอย่างอื่น 3. เมื่อนำ�พลังงานน้ำ�ไปใช้แล้ว น้ำ�ยังคงมี คุณภาพเหมือนเดิมทำ�ให้สามารถนำ�ไปใช้ประโยชน์อย่าง อื่นได้อีก เช่น เพื่อการชลประทาน การรักษาระดับน้ำ�ใน แม่น้ำ�ให้ไหลลึกพอแก่การเดินเรือ เป็นต้น 4. การสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บและทดน้ำ�ให้สูง ขึ้น สามารถช่วยกักน้ำ�เอาไว้ใช้ในช่วงที่ไม่มีฝนตก ทำ�ให้ ได้แหล่งน้ำ�ขนาดใหญ่สามารถใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ�หรือใช้เป็น สถานที่ท่องเที่ยวได้ และยังช่วยรักษาระบบนิเวศของ แม่น้ำ�ได้โดยการปล่อยน้ำ�จากเขื่อนเพื่อไล่น้ำ�โสโครก ในแม่น้ำ�ที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยัง สามารถใช้ไล่น้ำ�เค็มซึ่งขึ้นมาจากทะเลก็ได้ แต่พลังงานน้ำ�มีข้อเสียบางประการ เช่น การ พัฒนาแหล่งพลังงานน้ำ�ต้องใช้เงินลงทุนสูง และยังทำ�ให้ เสียพื้นที่ของป่าไปบางส่วน

นอกจากนี้พลังงานน้ำ�ยังมีความไม่แน่นอนเกิด ขึ้น เช่น หน้าแล้งหรือกรณีที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และมักเกิดปัญหาในเรื่องการจัดหาบุคลากรไปปฏิบัติ งาน รวมทั้งการซ่อมแซม บำ�รุงรักษาสิ่งก่อสร้าง และ อุปกรณ์ต่าง ๆ จะไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะสถานที่ตั้งอยู่ ห่างไกลจากชุมชน ***จะเห็นได้แล้วว่าพลังงานน้ำ�ในบ้านเราสามารถนำ�มา ใช้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นเราทุกๆ คน ต้องตระหนักและใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งผลให้ประเทศ เรายังมีต้นน้ำ�ลำ�ธารและน้ำ�ที่มีคุณภาพเพื่อนำ�มาใช้ ประโยชน์ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน***

แหล่งข้อมูล : http://www.thaigoodview.com/ library/contest2551/science04/85/2/energy/ html/warter01.html


อภิสิทธิ์ เนตรวงศ์ จริง ๆ ในบทความ เอนใจ...ใต้รม่ ธรรม(ชาติ) เดือนนีน้ า่ จะพูดถึงวันสำ�คัญทางศาสนาทัง้ 2 วันทีจ่ ะมีมาถึงในเดือน นี้ แต่ไม่เป็นไรเพราะดูจากเนื้อหาที่เล่าถึงแล้ว พื้นที่ของคอลัมน์คงไม่พอ เอาเป็นว่ามาทำ�ความรู้จักกันให้ลึกซึ้งกันไปเลย คิดเอาเองว่าหลายคนหรือทั้งโลกคงรู้จักว่าวันทั้ง 2 นี้เป็นอย่างไร สำ�หรับ วันอาสาฬหบูชา เราได้เรียนมาตั้งแต่ปฐมและรู้ ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรกให้กับพราหมณ์ปัจจวัคคีย์ทั้ง 5 ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ส่วน วันเข้าพรรษา เป็นวันที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำ�อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำ�หนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกัน���ดยทั่วไปว่า จำ�พรรษา (“พรรษา” แปล ว่า ฤดูฝน, “จำ�” แปลว่า พักอยู่) ส่วนใหญ่แล้วเราจะได้ยินหรือการให้ความสำ�คัญกับวันเข้าพรรษา เนื่องด้วยเพราะมีการ โฆษณาต่าง ๆ เช่น “เลิกเหล้า เข้าพรรษา” และเราท่านหลายคนก็ถือเอาในช่วงเข้าพรรษาเป็นการอด หยุดดื่มเหล้าไป แล้ววันอาสาฬหบูชา มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง เกิดคำ�ถามขึ้นมา ทำ�ให้ต้องหาเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กันฟัง (หลายท่าน อาจจะรู้แล้วนะ)


13 วันอาสาฬหบูชา

ความเป็นมาของวันอาสาฬหบูชา อย่างที่ เกริ่นไปตั้งแต่ต้นอย่างคร่าว ๆ แล้ว มาทำาความรู้จัด ให้มากขึ้นอีกนิด คือหลังจากที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม เทศนาเป็นครั้งแรก คือ ธัมมจักกับปวัตตนสูตร ให้ กับ ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 นั้น พราหมณ์โกณฑัญญะ 1 ใน 5 เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธเจ้า จนได้ ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคล ระดับ โสดาบัน ท่านจึงขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระ พุทะเจ้า จึงกลายเป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก ทำาให้ ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครงองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้ง แรกในโลกคือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำาให้วันนี้ถูกเรียกว่า “วันพระธรรม” หรือ “วันพระธรรมจักร” อันได้แก่วันที่ล้อแห่งพระธรรมของ พระพุทธเจ้าได้altหมุนไปเป็นครั้งแรก และ “วันพระ สงฆ์” คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อีกด้วย เดิมที่นั้นจะไม่มีการประกอบพิธีการบูชาในวันอาสาฬหบูชาในประเทศพุทธเถรวาทมาก่อน จนปีพ.ศ. 2501 ได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย ตามที่คณะสังฆมนตรี ได้กำาหนดให้วันนี้เป็นวันสำาคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทย ตาม คำาแนะนำาของพระธรรมโกศจารย์ (ชอบ อนุจารี) โดยคณะสังฆมนตรีได้ออกเป็นประกาศสำานักสังฆนายกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 กำาหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำาคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกำาหนดพิธี อาสาฬหบูชาขึ้น อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีพิธีปฏิบัติเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชาอันเป็นวันสำาคัญทางพระพุทธ ศาสนาสากล อย่างไรก็ตาม วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันสำาคัญที่กำาหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศ ไทย เท่านั้น ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่น ๆ ยังไม่ได้ให้ความสำาคัญกับวันอาสาฬหบูชาเทียบ เท่ากับวันวิสาขบูชา แล้วความสำาคัญที่แท้จริงของวันอาสาฬหบูชา อยู่ตรงไหน อยากให้ทุกคนรู้จัก พระธรรมเทศนาที่ เกิดขึ้นในครั้งนั้น เพราะเหตุใดพราหมณ์โกณฑัญญะ ถึงได้บรรลุทันที

พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นบทพระสูตรแรกที่พระพุทธเจ้าได้ทรง แสดงขึ้นในโลก และได้ทรงแสดงเป็นครั้งแรกในวัน อาสาฬหบูชานี้ หลักธรรมสำาคัญนี้จึงเป็นธรรมะที่ พุทธศาสนิกชนควรนำาไป พิจารณาและทำาความเข้าใจ ไม่ต้องถึงกับบรรลุธรรมเฉกเช่น พราหมณ์โกณฑัญญะ เพียงน้อมนำาเอามาใช้ในการดำาเนินชีวิตประจำาวันของเรา มนุษย์ได้ก็จะเป็นการดี สำาหรับเนื้อหาในพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มี 3 ตอน ดังนี้


1. สิ่งที่ไม่ควรเสพสองอย่าง

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อัน บรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วย กามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาว บ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ 1 การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำ�บาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ 1” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) สิ่งที่ไม่ควรเสพสองอย่าง คือ 1. การไม่ปฏิบตั ติ นย่อหย่อนสบายกายเกินไป (กามสุขัลลิกานุโยค) และ 2. การปฏิบัติตนจนทรมานกายเกินไป (อัตตกิลมถานุโยค) ทีเ่ ป็นเช่นนีเ้ พราะ พระพุทธองค์ตอ้ งการแสดง ให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาทีส่ อนให้พน้ จาก ทุกข์ดว้ ยการแก้ปญ ั หาภายนอกกายคือ หนีความทุกข์ดว้ ย การมัวแต่แสวงหาความสุข (หนีความทุกข์อย่างไม่ยง่ั ยืน เพราะต้องแสวงหามาปรนเปรอตัณหาไม่สน้ิ สุด) หรือหา ทางพ้นทุกข์ดว้ ยการกระทำ�ตนให้ล�ำ บาก (สูห้ รืออยูก่ บั ความทุกข์อย่างโง่เขลา ขาดปัญญา ทำ�ตนให้ล�ำ บากโดย ใช่เหตุ) แต่ให้แนวทางการแก้ทกุ ข์ทต่ี วั ต้นเหตุ คือ แก้ท่ี ภายในใจของเราเอง คือ มัชฌิมาปฏิปทา

2. มัชฌิมาปฏิปทา

“ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่าง นั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำ�ดวงตา ให้เกิด ทำ�ญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อ ความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคต ได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำ�ดวงตา ให้เกิด ทำ�ญาณ ให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อ ความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน นั้น เป็นไฉน? ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ 8 นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ 1 ความดำ�ริชอบ 1 เจรจา ชอบ 1 การงานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1” ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น

14

ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำ�ดวงตาให้เกิด ทำ�ญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) หลังจากทรงกล่าวปฏิเสธแนวทางพ้นทุกข์แบบ เดิม ๆ แล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเสนอแนวทางพ้น ทุกข์ที่ยั่งยืนนั่นคือ มัชฌิมาปฏิปทา หรือ ทางสายกลาง คือ การปฏิบัติที่ไม่สุดตึงด้านใดด้านหนึ่ง อันได้แก่ การ ดำ�เนินตามมรรคมีองค์ 8 ซึ่งควรพิจารณาจากข้อความ จากพระโอษฐ์ ดังแสดงให้เห็นข้างต้น

3. อริยสัจสี่ โดยเริ่มต้นที่ สิ่งที่เป็นความทุกข์ทั้งปวงในโลก ทรงกล่าวไว้ดังนี้ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ

คือ ความเกิด ก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บ ไข้ ก็เป็นทุกข์ ความตาย ก็เป็นทุกข์ การเจอสิ่งที่ไม่เป็น ที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็น ทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร)


15 จากนั้นตามด้วย สาเหตุแห่งความทุกข์ คือการยึดถือ ใน สิ่งทั้งปวง นั่นเอง ทรงกล่าวไว้ดังนี้ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัย

อริยสัจ คือ “ตัณหา” อันทำ�ให้เกิดอีก ประกอบด้วยความ กำ�หนัดด้วยอำ�นาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอา รมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) ตัง้ แต่แรกคือความทุกข์ทท่ี รงตรัสไว้นน้ั สามารถ ดับไปได้ โดยการดับที่ตัวสาเหตุแห่งทุกข์ คือ ไม่ยึดถือ ว่ามีความทุกข์ หรือเราเป็นทุกข์ กล่าวคือ สละถอนเสีย ซึ่งการถือว่ามีตัวตน อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์ (เมื่อ ไม่มีการยึดมั่นถือมั่นในใจว่าตนนั้นมี “ตัวตน” ที่เป็นที่ตั้ง ของความทุกข์ ทุกข์ย่อมไม่มีที่ยึด จึงไม่มีความทุกข์) ทรง กล่าวไว้ดังนี้ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้

แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหา นั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ “หมดราคะ” “สละ” “สละคืน” “ปล่อยไป” “ไม่พัวพัน”.” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) สุดท้าย ทรงได้ให้ไว้ซึ่ง มรรค เพื่อหลุดพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง คือวิธีปฏิบัติตามทางสายกลางตาม ลำ�ดับ 8 ขั้น คือ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อ

นี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 นี้ แหละ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ 1 ความดำ�ริชอบ 1 เจรจาชอบ 1 การ งานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1พยายาม ชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1” (พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร)

นี้คือธรรมที่เราท่านทั้งหลายรู้จักกันมานานมาก แล้ว ถึงกับท่องได้เลยทีเดียว นั่นคือ อริยสัจสี่ ประกอบ ไปด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คำ�ถามต่อไปคือ รู้แล้ว ยังไง ทุกข์เป็นอย่างไร หลายครั้งที่เราทุกข์เราก็บ่น เราก็ โทษสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นานา โทษกรรมเก่า โทษสารพัด แล้วก็แสวงหาทางให้หายจากทุกข์โดยการหาอะไร ทดแทน เพื่อให้เกิดความสุขขึ้นมา แต่หารู้ไม่ว่า ความสุข ที่มานั้นก็เกิดขึ้น แล้วก็หายไป ไม่ได้เป็นการพ้นทุกข์อย่าง ยั่งยืนตามที่พระพุทธเจ้าทรงได้สอนเราไว้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว U-Turn ความคิดตั้งสติให้มั่น มีความเพียรที่จะพ้นทุกข์ตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ กันดีกว่า ไม่มีอะไรที่จะช้า หรือสาย นี้คือวันสำ�คัญอย่าง หนึ่ง วันอาสาฬหบูชา

ข้อมูล http://th.wikipedia.org/wiki/วันอาสาฬหบูชา


16

ทาน 10 ประการ โดย อภิสิทธิ์ เนตรวงศ์

เป็นความโชคดีรึเปล่าไม่รู้ ช่วงหลัง ๆ ได้อ่าน หนังสือที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อความคิดของตนเองเป็น อย่างมาก นี่ก็มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้มา โดยหลังจากที่ เกริ่นไว้ว่า จะนำ�เอาเรื่อง พละ 5 มาเล่าให้ฟัง น้องจัน ศิลปกรรมประจำ� ETC Journal ฯ ก็จัดมาให้ หนังสือ เล่มนี้ชื่อว่า The Art of Power เขียนโดย ท่าน ติช นัท ฮันห์ แปลไทยให้ชื่อหนังสือว่า ศิลปะแห่งอำ�นาจ โดย จิตร์ ตัณฑเสถียร และสังฆะแห่งหมู่บ้านผลัมประเทศไทย อ่านไปได้นิดหน่อย เท่านั้นเอง แต่รู้สึก ว่าหนังสือเล่มนี้ดี จริง ๆ เหมาะมาก กับผู้ที่มีอำ�นาจอยู่ ในมือ อยู่ในตัว ต้อง ขออนุญาตทำ�ความ เข้าใจให้มากกว่านี้ สัญญาครับว่า จะ เอามาเล่าให้ฟัง แน่นอน

ส่วนนี้ก็อีกเล่ม หัวหน้ากอง บ.ก. แห่ง ETC Journal ฯ คุณวฤษสพรให้มาเช่นกัน ชื่อหนังสือว่า เราเกิดมาทำ�ไม เขียนโดย พระอาจารย์มติ ซูโอะ คเวส โก เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อหนังสือนี้เป็นประโยคหนึ่งที่ เคยเกิดขึ้นกับผู้เขียนเหมือนกัน และพยายามหาคำ�ตอบ จน ณ ปัจจุบัน ยังหาไม่ได้ มีเพียงความคิดที่ว่าเราเกิด มาเพื่อให้พ้นทุกข์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพ้นได้รึเปล่า หากผู้อ่าน ท่านใดจะเอาไปเป็นคำ�ถามเพื่อหาคำ�ตอบก็ลองดู เพราะ คิดว่าแต่ละคนคงมีคำ� ตอบที่ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับ ธรรมะของพระสัมมา สัมพุทธะที่ว่า ธรรมะของ พระองค์ เป็นปัจจัตตัง นั้นคือ ธรรมที่รู้เฉพาะ ตน ต้องทำ�เองถึงจะรู้ว่า เป็นอย่างไร บอกสอนได้ แต่ต้องลงมีปฏิบัติถึงจะ ทราบคำ�ตอบ


17 ในหนังสือ เราเกิดมาทำ�ไม ไปสะดุดเอาหัวข้อ เล็ก ๆ ที่บอกว่า การทำ�ทานนั้นมีหลายอย่างไม่ใช่เฉพาะ การให้ทานด้วยทรัพย์สินเงินทอง เพิ่งจะเข้าใจอีกเช่นกัน มีคำ�ถามเกิดขึ้นว่า ทรัพย์เรายังไม่มี แล้วจะเอาอะไรไปให้ ทาน แต่นิสัยคนไทยมีน้อยให้น้อย มีมากให้มาก เมื่อได้ รู้ความหมายของทานนี้ เราจะต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยว กับการให้ทานใหม่ และนี้คือความหมายของ ทาน 10 ประการ อันเป็นเอนใจ...ใต้ร่มธรรม(ชาติ) ฉบับนี้

ทาน 10 ประการ ทาน หมายถึง การให้, การแบ่งปัน, การเสียสละ, การเอือ้ เฟือ้ หรืออีกความหมายหนึง่ คือ วัตถุทพ่ี งึ ให้ ทานทีแ่ ปลว่า การให้, การแบ่งปัน, การเสียสละ, การเอือ้ เฟือ้ หมายถึงการให้ทานด้วยจิตใจทีด่ งี าม มุง่ เพือ่ บูชาพระคุณ เช่นที่ให้แก่บิดามารดา ถวายแก่พระสงฆ์ เป็นต้นบ้าง มุ่งเพื่อสงเคราะห์ เช่นที่ให้แก่คนตกทุกข์ได้ ยาก ให้แก่คนทั่วไปด้วยความกรุณาสงสารบ้าง

ทานทีแ่ ปลว่า วัตถุทพ่ี งึ ให้ ย่อมาจาก “ทานวัตถุ” หมายถึงสิง่ ของสำ�หรับให้ส�ำ หรับเสียสละให้ผอู้ น่ื ได้แก่ สิ่งของที่ถวายพระ สิ่งของที่ควรนำ�ไปให้เพื่อตอบแทน บุญคุณแก่ผมู้ พี ระคุณ เช่นพ่อแม่ ครู อาจารย์ ญาติผใู้ หญ่ เรียกว่า ไทยทาน บ้าง ไทยธรรม บ้าง มี 10 อย่าง ได้แก่ อาหาร, น้�ำ , เครือ่ งนุง่ ห่ม, ยานพาหนะ, มาลัยและดอกไม้, ของหอม (ธูปเทียน), เครื่องลูบไล้ (สบู่เป็นต้น), ที่นอน, ที่อยู่อาศัย, และประทีป (ไฟหรือไฟฟ้า) การให้ทานวัตถุ 10 อย่างนี้มีผลอานิสงส์มากเพราะเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ อย่างเดียว ไม่มีโทษ ไม่มีพิษภัยแก่ผู้รับ การเลือกของที่ จะให้บัณฑิตสรรเสริญ ด้วยจิตใจที่ดีงาม

การให้ทานมีวตั ถุประสงค์ส�ำ คัญในการคลาย ความตระหนี่ ความเห็นแก่ตวั ความโลภในจิตใจมนุษย์ ส่งผลให้เกิดความใสสว่าง สะอาดของจิตใจขึน้ มา ความ หมายของทานทัง้ 2 ประการคลอบคลุมหมดทุกอย่าง เพียงแต่เราเองเข้าใจไปว่า การให้นน้ั ต้องเป็นวัตถุทจ่ี บั ต้องได้ เป็นเงิน หรือของมีคา่ แต่จริง ๆ แล้ว นอกจากการ ให้ทรัพย์สนิ เงินทองแล้ว การทำ�ทานก็มหี ลายวิธี ทุกคนไม่ ว่าจะมีฐานะอย่างไร ก็สามารถเป็นผูใ้ ห้ทานได้เสมอ ตาม หลักการบำ�เพ็ญทาน 10 ประการ อันประกอบไปด้วย

1. ให้ทานด้วยทรัพย์สินเงินทอง 2. ให้ทานด้วยสายตาที่เมตตาปรานี 3. ให้ทานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส 4. ให้ทานด้วยวาจาที่ไพเราะน่าฟัง 5. ให้ทานด้วยแรงงานช่วยเหลือผู้อื่น 6. ให้ทานด้วยการอนุโมทนายินดีเมือ่ ผูอ้ น่ื ทำ�ดี 7. ให้ทานด้วยการให้อาสนะ(ที่นั่ง) 8. ให้ทานด้วยการให้ที่พัก 9. ให้ทานด้วยการให้อภัย 10.ให้ทานด้วยการให้ธรรมะ

คงไม่ต้องอธิบายในแต่ละความหมายของแต่ละ ข้อของการให้ทาน ใครจะคิดว่านี้คือการให้ทาน แค่ส่ง สายตาที่เมตตาปราณี (ไม่ใช่สายตากรุ่มกริ่ม) ยิ้มแย้ม แจ่มใส พูดจาที่ไพเราะ ช่วยเหลืองานผู้อื่น ยินดีเมื่อผู้อื่น ทำ�ดี เหล่านี้จะเป็นการบำ�เพ็ญทานอย่างหนึ่ง


18 จะด้วยอะไรก็แล้วแต่เราก็ได้รับทานในข้อ 10 คือ ให้ทานด้วยการให้ธรรมะ จากคุณภักดี หิรัญ ลักขณา ที่กรุณามอบธรรมะ อันว่าด้วยภาพยนต์ประวัติ พระพุทธเจ้า ไปตาม Link : http://buddha-thushaveiheard.com/page_01.html นี้ได้ ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

แต่ทง้ั นีแ้ ล้วการแสดงออกทุกอย่างต้องมาจากใจ ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เราทำ�นั้นเป็นอย่างไร นอกจากตัวเราเอง บำ�เพ็ญทานทีก่ ล่าวมาเป็นตัวอย่างนี้ ใช้ได้ทกุ ที่ โดยเฉพาะ ในสถานที่ทำ�งาน หากมีบำ�เพ็ญทานต่าง ๆ เหล่านี้ คิด เอาเองว่า บรรยากาศในการทำ�งานของเราจะเป็นเช่นไร นี้เป็นสถานที่ที่ใคร ๆ ใฝ่ฝันกัน ฉะนั้นแล้วเราก็มาชวนกันให้บำ�เพ็ญทานกัน เริ่มจากง่าย ๆ การยิ้มสวัสดีกันในตอนเช้าที่เราเจอกัน ครั้งแรกอาจจะฝืนบ้าง ถามตัวเราเองว่า วันนี้เรายิ้มให้ เพื่อนร่วมงานรึยัง หากทุกคนร่วมมือร่วมใจในการที่จะ ทำ�ให้บรรยากาศของการทำ�งานที่มีความสุขสมกับเป็น องค์กรแห่งความสุข Happy work place

http://th.wikipedia.org/wiki/ทาน หนังสือ “เราเกิดมาทำ�ไม” พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

และพลาดไม่ได้กับกิจกรรมดี ๆ จาก ISO ที่จะทำ�ให้พวกเราได้มี โอกาสได้ “ให้ทานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส” ในกิจกรรม “ETC ยิ้มพิมพ์ใจ” ที่จะช่วยลดความเครียด และได้บุญกันถ้วนหน้า ยิ้มกันเยอะๆ นะ ... สาธ��� ๆๆๆๆๆๆ


19


20


ถ้าเราปักธงชัยของชีวิต ที่จะมีการเกิดครั้งนี้ เป็นการเกิดที่ไม่เกิดอีกแห่งทุกข์ เราลองมาใช้การเข้าพรรษาปีนี้ เป็นปีที่เราจะทบทวนว่าฤดูฝนนี้ เราจะมีเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา เติบโตอยู่ในจิตใจของเราอย่างไรได้บ้าง เริ่มต้นในการตั้งชีวิตของเราด้วยสัมมาทิฐิ ซึ่งเป็นกระบวนการของปัญญา ที่จะไม่ทำาอะไรให้ตัวเองต้องก้าวไปสู่ความประมาทอีกเลย ทุกคำาพูด ทุกการกระทำา ทุกความคิดของเรา ที่ถูกต้องและงดงามอย่างนี้ จะทำาให้เราสามารถที่จะสื่อสารกับบุคคลที่อยู่ข้างหน้าเรา ด้วยวาจาที่จะไม่ทำาให้ความทุกข์เกิดขึ้นกับใครอีกเลย

ไม่มีใครควรค่าแก่การเกลียดชังของเรา

และเรามีชีวิตที่จะมีความเพียรที่จะตระหนักรู้ ที่จะรักษาใจของเราในทุกการกระทำา หรือทุกการกระทบ ที่จะไม่ให้บาปอกุศลเกิดขึ้น และเร่งที่จะทำากุศลที่เกิดได้ยากให้ปรากฏขึ้น ถ้าคุณทำาได้ในชีวิตของฤดูกาลแห่งการเข้าพรรษานี้ สามเดือนนี้คุณจะเห็นความก้าวหน้าในชีวิตของคุณค่ะ ขอให้เราตั้งใจที่จะใช้ชีวิตอย่างคนที่เมตตาตัวเองนะคะ แล้วก็มีกรุณากับคนที่อยู่รายรอบตัวเราด้วย ความรักอย่างนี้จะทำาให้โลกใบนี้มีสันติสุขและมีสันติภาพร่วมกันค่ะ ธรรมะสวัสดีนะคะ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต


ปีที่ 2 ฉบับที่ 7 เดือนกรกฏาคม 2554