Page 1


คุยกับ บ.ก. ETC journal online ฉบับปฐมฤกษ์เล่มนี้ ได้ปรากฏ สูส่ ายตาทุกคน เราเปิดตัวในเดือนนีท้ มี่ ี “วันโอโซนโลก” วันที่ 16 กันยายน สอดคล้องกับวารสาร ETC journal online ซึง่ จะเน้นเนือ้ หาสาระทีเ่ กีย่ วกับสิง่ แวดล้อม รวม ทั้งกิจกรรมของบริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จ�ำกัด ที่ให้บริการทางด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ส�ำหรับสาระเนือ้ หาในฉบับปฐมฤกษ์นี้ เริม่ ที่ “เรือ่ ง จากปก” ที่ขอแนะน�ำบริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จ�ำกัด ให้ทกุ ท่านใด้รจู้ กั มากยิง่ ...ยิง่ ขึน้ บางท่าน อาจจะรับทราบเพียงแต่วา่ บริษทั อีสเทิรน์ ไทยคอนซัลติง้ 1992 จ�ำกัด หรือ ETC เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการ ตรวจวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อม แต่เราจะเจาะลึก อีกหลายเรื่องราวที่ทุกท่านยังไม่รู้มาท�ำให้ทุกท่านได้รู้ อย่าลืมติดตาม อีกเรื่องที่อยากให้ทุกท่านได้ติดตามเป็นประจ�ำ คือ “ETC กับสิ่งแวดล้อม“ ที่ได้คอลัมนิสต์วิชาการมา ถ่ายทอดเรื่องราวสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ เราได้รับทราบกัน และที่ขาดไม่ได้ คอลัมน์ “เลาะรั้ว ETC” ที่ทุกท่านจะได้ทราบความเป็นไปของบริษัท อีสเทิรน์ ไทยคอนซัลติง้ 1992 จ�ำกัด และมากระตุน้ ต่อม คิดกันกับ “เหรียญอีกด้าน...ทางอีกเส้น” คอลัมน์ที่ จะช่วยเปิดประเด็นให้เราช่วยกันหาทางออก จากนั้น มาปิ ด ท้ า ยแบบสบาย ๆ กั บ “เอนใจ...ใต้ ร ่ ม ธรรม(ชาติ)” ที่จะช่วยให้มีชีวิตที่เบิกบาน และรื่นรมย์ ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพราะธรรมะไม่ได้มีอยู่แต่ในวัด หวังว่า ETC journal online จะเป็นสือ่ กลาง เพือ่ เผย แพร่ความรู้ไม่ใช่เฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึง ความรู้สาระต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านต่อไป และพบกันฉบับหน้าประจ�ำเดือนตุลาคมนะครับ

….นายแว่นด�ำ

บริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จ�ำกัด (Eastern Thai Consulting 1992 Co.,Ltd.) สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา เลขที่ 683 หมู่ 11 ถ.สุขาภิบาล 8 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20230 โทรศัพท์ : 038-481197, 038-763031-2 โทรสาร : 038-482095 e-mail : info@etc1992.co.th website : www.etc1992.co.th กรรมการผูจัดการ : สนทยา ทับขันต บรรณาธิการอ�ำนวยการ : พิสิฐษ นิลเขตร บรรณาธิการที่ปรึกษา : กิตติพล ศรีสมชัย บรรณาธิการ : อภิสิทธิ์ เนตรวงศ หัวหนากอง บ.ก. : วฤษสพร โอภาพงพันธ กองบรรณาธิการ : สุรเดช สวงโท, ณัฐิตา เอมกลิ่น, อุไรรัตน์ ทาบุตร, วิกรม กตกุลไพศาล, ศิริพัชรี เนตรวงศ์ พิสูจนอักษร : กุลปรียา พักพิง ศิลปกรรม : จันทรเจา


เวลาเหนื่อย ๆ จากการท�ำงาน ก่อนจะหาเรื่องไปเที่ยวพักผ่อน ใคร ๆ มักจะพูดว่า “ต้องหาเวลาไปสูดโอโซนมั่งแล้ว” เจ้าโอโซนนี่ หน้าตาเป็นไงนะ? เราเข้าใจถูกกันหรือเปล่า? คอลัมน์ Environment Hot Issue ของ ETC Journal ฉบับปฐมฤกษ์นี้มีค�ำตอบ

ดังนัน้ ทีพ่ ดู ๆ กันว่าจะไปสูดโอโซนจึงเป็นเรือ่ งเข้าใจผิดเสีย มากกว่ า (วั น หลั ง พู ด ว่ า “ต้ อ งหาเวลาไปสู ด อากาศบริ สุ ท ธิ์ ” จะถูกกว่านะคะ) เหรียญมีสองด้านฉันใด โอโซนก็ยังมีข้อดีที่มอง ข้ามไม่ได้ฉันนั้น

โอโซน (Ozone) เป็นโมเลกุลที่เกิดจาก ออกซิเจนอิสระ กับ ก๊าซออกซิเจน ซึ่งถูกกระตุ้นโดยรังสี UV มารวมกัน (O3) มีอยู่ในชั้น บรรยากาศต่าง ๆ ของโลก

ถ้าโอโซนไปอยู่ในชั้นบรรยากาศ Stratosphere หรือความ สูงตั้งแต่ 20-50 กิโลเมตรจากพื้นโลก (ถัดจาก Troposphere ขึ้น ไป) ก๊าซโอโซนในชัน้ นีจ้ ะหนาประมาณ 20-30 กิโลเมตร กลายร่าง เป็นพระเอกทันทีค่ะ เพราะโอโซนจะช่วยกรองรังสี UV ที่มาจาก ดวงอาทิตย์ได้ถงึ 99% ก่อนจะมาถึงพืน้ โลก ซึง่ เป็นอันตรายต่อสิง่ มีชีวิต ลดความเสี่ยงที่จะท�ำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก และยังรักษาสมดุลในระบบนิเวศอีกด้วย เพราะจุลินทรีย์ขนาด เล็ก ๆ จะถูกฆ่าตายโดย UV ศัตรูที่คอยท�ำลายชั้นโอโซนก็คือ สารเคมีที่ประกอบไปด้วย ธาตุหมู่ 7 ทั้งหลาย เช่น คลอรีน ฟลูออรีน โบรมีน ฯลฯ สารเหล่า นี้จะท�ำให้โอโซนแตกตัว ที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็คือ • สาร CFCs หรือ Chlorofluoro carbon หรือ สารฟรี อ อน ซึ่ ง มนุ ษ ย์ คิ ด ค้ น ขึ้ น มาใช้ เ ป็ น สาร ท� ำ ความเย็ น ในระบบท� ำ ความเย็ น ทั้ ง หลาย ทั้ ง แอร์รถยนต์ แอร์บ้าน ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง สเปรย์ และ การผลิตโฟม ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีการตื่นตัวหาสาร ทดแทนมาใช้ ชื่ อ ว่ า HCFCs หรื อ Hydrofluor Carbon ซึ่งก็ยังคงท�ำลายชั้นโอโซนถึงจะน้อยกว่า ก็ตาม • สารเฮลอนในสารดับเพลิง

ถ้าโอโซนอยู่ในชั้นบรรยากาศ Troposphere หรือ 20 กิโลเมตร แรกจากพื้นดิน โอโซนชั้นนี้ถือว่าเป็น ก๊าซพิษ ที่เป็นอันตรายต่อ สิ่งมีชีวิตแล้วยังเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวฉกาจทีด่ ดู กลืนรังสีอนิ ฟาเรด เอาไว้ จากนั้นจะสร้างความร้อนสะสมไว้ที่ผิวโลก ก๊าซโอโซนในชัน้ ใกล้ผิวโลกนี้เกิดขึ้นมาเองเพียง 10% เท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือมาจาก การเผาไหม้มวลชีวภาพและการสันดาปของเครื่องยนต์ ส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากการจราจรติดขัด เครื่องยนต์ เครื่องจักร และโรงงาน อุตสาหกรรม ซึ่งปะปนอยู่ในหมอกควัน

• เมทิลคลอโรฟอร์ม ใช้ในการท�ำความสะอาด ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ • คาร์บอนเตตระคลอไรด์ ใช้เป็นสารทดสอบ ในห้องปฏิบัติการ • เมทิลโบรไมด์ ที่ใช้ในการฆ่าแมลงก�ำจัดศัตรูพืช


รูปภาพจาก http://www.myspace.com/adam_antichrist

เมื่อโอโซนถูกท�ำลายก็จะเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ของ โอโซน หรือ Ozone Hole (ในรูปคือสีน�้ำเงินเข้ม) ที่ขั้วโลกใต้ เหนือทวีปแอนตาร์กติก ซึ่งเกิดจากกระแสลมที่พัดคลอรีนจาก CFCs เข้ามาสะสมในก้อนเมฆในชั้นบรรยากาศ Stratosphere ในช่วงฤดูหนาวราว ๆ เดือนพฤษภาคมถึงกันยายน และเมื่อ (หมดฤดูหนาว) ถึงเดือนตุลาคมรังสีจากดวงอาทิตย์เข้ากระทบ กับก้อนเมฆ คลอรีนอิสระแยกตัวออกจากกันแล้วท�ำปฏิกิริยากับ โอโซน จึงเกิดเป็นช่องโหว่ดังกล่าวนั่นเอง ว่ า กั น ว่ า นั ก วิ ท ยาศาสตร์ ไ ด้ ท� ำ นายการกู ้ คื น โอโซน บริเวณขั้วโลกเหนืออาจคืนกลับมาได้ในปี พ.ศ.2583 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า แต่บริเวณอื่น ๆ เช่น ชั้นโอโซนแถบเขตร้อน และ บริเวณแถบขัว้ ใต้ (ตอนกลาง) จะไม่สามารถกูก้ ลับคืนมาได้ในระยะ 100 ปีนี้ เพราะผลของสภาวะเรือนกระจก จากเหตุการณ์ที่เล่ามา จึงเกิดเป็นอนุสัญญา “พิธีสาร มอนทรีออล” ในวันที่ 16 กันยายน 2530 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ผลกระทบของโอโซนต่อสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง (Health Effects) (Risk Factors) ผู้ที่ได้รับอาจจะได้ประสบการณ์ ปัจจัยที่จะเพิ่มความเสี่ยง ดังต่อไปนี้: ความรุนแรงของ สุขภาพมีต่อไปนี้: • ปอดมีประสิทธิภาพน้อยลง • มีปัญหาหอบหืด • ปริมาณของโอโซนในอากาศ • ระคายเคืองคอ  ไอ  เข้มข้นมากขึ้น  • เจ็บหน้าอกหายใจไม่ออก  • สัมผัสโอโซนเป็นเวลายาวนานขึ้น  • ปอดอักเสบ  เพิ่มปัญหาสุขภาพมากขึ้น  • ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ • ออกก�ำลังกายในที่ที่มีโอโซน ปริมาณมาก  • มีปัญหาโรคปอด  เช่นโรคหอบหืด อยู่แล้ว

อนุสัญญาเวียนนาฯ และองค์การสหประชาชาติ จึงได้ประกาศให้วัน ที่ 16 กันยายน ของทุกปี เป็น “วันโอโซนโลก” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 เป็นต้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย ที่จะกลายเป็นรูปแบบของ การแก้ไขปัญหาสิง่ แวดล้อมร่วมกัน ผลของพิธสี ารในขัน้ ต้น สารเคมีที่ ถูกควบคุม คือ สาร CFC (Chlorofluorocarbon) รวม 5 ชนิดและ สารฮาลอน (Halon) 3 ชนิด รวมสารควบคุมทั้งสิ้น 8 ชนิด ปั จ จุ บั น ชุ ม ชนโลกส่ ว นใหญ่ ไ ด้ พ ร้ อ มใจกั น ที่ จ ะพิ ทั ก ษ์ ชั้ น โอโซน ซึ่งขณะนี้มีประเทศที่เป็นสมาชิกแล้วรวม 191 ประเทศ ส�ำหรับประเทศไทยนั้นได้ร่วมลงนามในพิธีสารนี้เมื่อ 15 กันยายน พ.ศ.2531 และให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 มีผลบังคับ ใช้ต่อประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2532 รู้อย่างนี้แล้วก็ร่วมมือกันคิดสักนิดก่อนใช้ CFCs เพื่อคุ้มครอง โอโซนเพื่อโลก เพื่อเรา 16 กันยายน วันโอโซนโลกค่ะ แล้วพบกันใหม่ กับ Environment Hot Issue ฉบับหน้านะคะ ค่าก�ำหนดมาตรฐานของโอโซน (Health Standards) FDA หรือ อย. แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ก�ำหนดว่าเครื่องผลิต โอโซนไม่ควรผลิตโอโซนเกิน 0.05 ppm.  (ส่วนในล้านส่วน)  ส�ำหรับ ใช้ภายในอาคาร OSHA หรือ  (Occupational Safety and Health Administration)  ตั้งข้อก�ำหนดว่า  ไม่ควรท�ำงานในบริเวณที่มีความเข้มข้น ของโอโซนเกิน  0.10 ppm.  เกินกว่า  8 ชั่วโมง สถาบัน  NIOSH  หรือ  (National Institute of Occupational Safety and Health)  ตั้งข้อก�ำหนดว่า  ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่มี โอโซนเกิน 0.10 ppm.  ไม่ว่ากรณีใด ส�ำนักงาน  EPA  หรือ (Environmental Protection Agency)  ตั้งข้อก�ำหนดว่า  ไม่ควรอยู่ในที่ที่มีโอโซนถึง 0.08  ppm.  เกิน 8 ชั่วโมง ที่มา ข้อมูลจาก USEPA

เครดิตภาพประกอบ และเนื้อหาบางส่วนจากอินเตอร์เน็ทค่ะ ขอบคุณค่ะ


Çั¹àกÔ´¼ÙŒบÃÔËÒà 2 กั¹ยÒย¹ ·Ô¹กà ¾ÃÊÁบัµÔàʶÕยà (กÃÃÁกÒÃบÃÔËÒÃ)

Çั¹àกÔ´¾¹ัก§Ò¹ 1 กั¹ยÒย¹ 3 กั¹ยÒย¹

5 กั¹ยÒย¹ 6 กั¹ยÒย¹ 8 กั¹ยÒย¹ 10 กั¹ยÒย¹ 17 กั¹ยÒย¹ 19 กั¹ยÒย¹ 22 กั¹ยÒย¹ 24 กั¹ยÒย¹ 25 กั¹ยÒย¹ 29 กั¹ยÒย¹ 30 กั¹ยÒย¹

ÇÔกÃÁ กµกุÅä¾ÈÒÅ ÇÃÒÀó ËÔÃÞ ั ǧɏ ÊุกัÅÞÒ ¨ั¹·ÐบุµÃ äµÃçค ÁÕ¶ÒÇà ¸ÕþŠ¹ÔคÁÃักɏ ÊุÃà´ª Êǧⷠ¨íÒà¹Õยà ¾ÃÁคíÒ ÈÔÃÔªัย บัÇ͋͹ ä¾ÃÔ¹·Ã ÊุÇÃÃ³âªµÔ ค¹Ö§¹Ô¨ ¾Í§คíÒ ªัÞÞÒ á«‹µัé§ ÍÒ¹¹· Çèักà ª¹Ð¾§É ÊÕà¢ÕยÇ ÍÃÃค¾Å ªัยÇÕÃÐǧȏ ¹Ç¾Å บุµÃÊÐÍÒ´ ÊÁà´ª à·×ÍกกÅÒ§ ªíÒ¹ÒÞ à§Ò§ÒÁ ÊุÃัª àกµุบุÞÅ×Í

(à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ) (µÃǨÇÔàคÃÒÐˏ) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ) (µÃǨÇÔàคÃÒÐˏ) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ) (บÃÔËÒÃÊíÒ¹ัก§Ò¹) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁกบÔ¹·Ã) (µÃǨÇÔàคÃÒÐˏ) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ) (บัÞªÕáÅÐกÒÃà§Ô¹) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ) (ÊÒ¢ÒÅíÒ¾Ù¹) (µÃǨÇÔàคÃÒÐˏ) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ) (บÃÔËÒÃÊíÒ¹ัก§Ò¹) (à·ค¹ÔคáÅÐÇÔÈÇกÃÃÁ)


โอโซน คือ สารชนิดหนึ่งที่ถูกผลิตขึ้นจากออกซิเจนซึ่งมีอยู่ ทัว่ ไปในอากาศ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าซึง่ เรียกว่า Corona Discharge หรือแสงอุลตร้าไวโอเลต เปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของออกซิเจน จาก 2 อะตอม (O2) ให้เป็น 3 อะตอม (O3) ใน 1 โมเลกุล หรือพูด ง่ายๆ ว่า โอโซน คือ “ออกซิเจนที่มีพลัง (Active Oxygen)” ก็ได้ ETC journal ฉบับปฐมกฤษ์ เปิดตัวในเดือนกันยายน ซึ่งวัน ที่ 16 กันยายน ทุก ๆ ปี ถือว่าเป็นวันโอโซนโลก ฉะนั้นทีมงาน ETC สิ่งแวดล้อมขอน�ำเสนอ การวิเคราะห์โอโซนในบรรยากาศทั่วไป มาให้รู้จักกันว่ามีวิธีการเป็นอย่างไรบ้าง ส� ำ หรั บ หลั ก การวิ เ คราะห์ ที่ ใ ช้ ใ นการตรวจวั ด โอโซนใน บรรยากาศ โดยทั่วไปจะใช้หลักการ UV-Fluorescence method แสงอุลตราไวโอเลต UV ความยาวคลื่น 2100 ํA ในอากาศที่ถูกดูด เข้ามาในเครื่องซึ่งแสง UV จะกระตุ้นเฉพาะโมเลกุล O3 เท่านั้น และคลายแสงออกมาตรวจวัดโดย Photomultiplierer tube

การติดตั้งเครื่อง Analyzer และตรวจวัด 1. เลื อ กจุ ด เก็ บ ตั ว อย่ า งที่ เ หมาะสมตามที่ ก� ำ หนดไว้ 2. ต่อท่อเก็บตัวอย่างอากาศ (Probe) ดูดตัวอย่างอากาศ ที่อยู่สูงจากพื้นดินไม่น้อยกว่า 3 เมตร (3 - 5 เมตร) 3. ท�ำการตรวจวัด Ozone เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งจะ ทราบได้ว่ามีปริมาณ Ozone ในบรรยากาศกี่ ppm หากเป็ น การตรวจติ ด ตามปริ ม าณโอโซนในชั้ น บรรยากาศแล้ว จะใช้วธิ กี ารตรวจติดตามด้วยดาวเทียม ซึง่ ปริมาณ โอโซนในบรรยากาศจะถูกวัดในหน่วยดอบสัน (Dobson Unit) โดยการวัดความแตกต่างของปริมาณรังสี UV ที่ถูกดูดกลืนไปโดย โอโซนในสองความยาวคลื่นที่ใกล้กันมากๆ ทั้งนี้ ก๊าซโอโซนจะดูด กลืนรังสี UV เพียงหนึ่งในความยาวคลื่นทั้งสองนี้เท่านั้น

ดาวเทียม Nimbus-7 (ที่มา : http://www.theozonehole.com/ozoneholehistory.htm)

การเลือกสถานที่ส�ำหรับติดตั้งเครื่อง Analyzer 1. บริเวณที่ไม่มีฝุ่นมากเกินไป 2. ไม่มีการสั่นสะเทือนจากการท�ำงานของเครื่องจักรต่างๆ 3. ไม่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูง 4. ไม่มีก๊าซที่เป็นอันตรายต่อการกัดกร่อน เช่น กรด 5. ไม่มีความชื้นเกินกว่า 90 % RH 6. อุณหภูมิโดยรอบไม่ควรเกิน 40 ํC 7. หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง หรือรังสีจากความร้อนต่างๆ

ในตั ว ดาวเที ย มประกอบด้ ว ยอุ ป กรณ์ รั บ รู ้ ส ามชนิ ด คือ Stratospheric Aerosol Measurement II (SAM II), Solar Backscatter Ultraviolet (SBUV) และที่ส�ำคัญที่สุด Total Ozone Monitoring System (TOMS) อุปกรณ์รับรู้ TOMS จะวัดการ ดูดกลืนของรังสี UV ในชั้นบรรยากาศ 6 ช่วงความยาวคลื่น เพื่อ ค�ำนวณปริมาณโอโซน จะเห็ น ว่ า การตรวจวั ด โอโซนไม่ ว ่ า จะอยู ่ ใ นรู ป ของ บรรยากาศทั่วไป หรือในชั้นบรรยากาศต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แล้วในอดีตที่ผ่านมา เราใช้อะไรวิเคราะห์กัน เป็นค�ำถามที่ไม่ ต้องการค�ำตอบ หากช่วยกันรักษาโอโซนให้อยูก่ บั เราให้นาน ๆ แล้ว เราจะต้องวัดและวิเคราะห์หรือ???

แหล่งข้อมูล : 1. วิธีการตรวจวัดโอโซน บ.อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จ�ำกัด 2. อินเตอร์เน็ท


เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หากใครเข้ามา ในบริษัทวันเสาร์ช่วงประมาณ 9-10 โมงเช้า จะพบ ว่าพนักงานส่วนหนึ่งหายหน้าหายตาไป... พวกเขา หายไปไหนกัน ... มีการอบรมอะไรกันทุกเสาร์ แต่ดู จากชุดที่ใส่ซึ่งดูสวย-หล่อมากเกินกว่าจะไปอบรม พบลูกค้า หรือท�ำงานวิชาการ บวกกับหน้าตาที่ดู ยิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว จึงน่าสงสัยว่า จะชวนกันหนี เที่ยว ... ว่าแต่ใครเป็นคนชวนใคร เพราะเห็นมีทั้ง ผู้บริหาร ผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ ไปกันครบเลย ... ว่าแล้วอย่ามัวแต่สงสัยอยู่เลย สะกดรอยตามพวก เขาไปกันดีกว่า จุดหมายปลายทางในการติดตามครัง้ นี้ สิน้ สุด ลงที่ “สวนพระพรหม” ซึ่ ง ตั้ ง อยู ่ ด ้ า นหน้ า สวน อุตสาหกรรม เครือสหพัฒน์ ศรีราชา ที่แท้ชาว ETC ก็มาไหว้พระพรหมเสริมสิริ มงคลกันนี่เอง น่าอนุโมนา สาธุ กับจิตอันเป็นกุศล นี้จริงๆ กิ จ กรรมครั้ ง นี้ ท� ำ ให้ บ รรยากาศยามสาย อบอวลไปด้วยความศรัทธา และความเบิกบาน จากบรรดาผู้บริหาร และเหล่าพนักงาน ที่ดูดีทั้ง ภายนอก และงดงามทั้งภายใน พลอยท�ำให้ผู้คนที่ ผ่านไปมาบริเวณนั้นชื่นตาชื่นใจไปตามๆ กัน ทั้งนี้ “สวนพระพรหม” เป็นสถานที่ส�ำคัญ อั น เป็ น ที่ ยึ ด เหนี่ ย วจิ ต ใจของชาวชุ ม ชนเครื อ สหพัฒน์ ทีส่ ร้างขึน้ มาพร้อมๆ กับสวนอุตสาหกรรม แห่งนี้มากว่า 30 ปีแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ถ้ามาเครือสหพัฒน์ แล้วไม่ ได้มาสวนพระพรหม ก็ถือว่ายังมาไม่ถึง

ส�ำหรับผูท้ เี่ คยมาไหว้พระพรหม ทีน่ี แี่ ล้ว คงจะสังเกตเห็นว่าบริเวณฐาน ทั้งสี่ด้านของศาลที่ประดิษฐานองค์ พระพรหม มีค�ำว่า “เมตตา” “กรุณา” “มุทิตา” และ ”อุเบกขา” ติดอยู่ อัน แสดงถึง ความเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วย “พรหมวิหาร 4” ดั ง นั้ น อี ก มุ ม ของการไหว้ พระพรหม ก็คือ การน้อมน�ำคุณธรรม อันเปี่ยมล้นทั้ง 4 ประการ เข้ามาใช้ใน ชีวิตประจ�ำวัน เพื่อให้ด�ำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างมีความสุข แล้ว “พรหมวิหาร 4” ที่หลายคน

สิ่งแวดล้อมรอบเอว : ถ่ ายภาพ

จ� ำ ขึ้ น ใจ หรื อ ท่ อ งได้ จ นติ ด ปากนั้ น หมายถึ ง อะไร และมี ค วามส� ำ คั ญ อย่างไร จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของพระพรหม คุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความ หมายไว้ว่า “พรหมวิหาร 4” คือ ธรรม ประจ�ำใจอันประเสริฐ เป็นหลักความ ประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ ได้แก่ “เมตตา” หมายถึง ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้ผอู้ นื่ มีความสุข มีจติ อั น แผ่ ไ มตรี แ ละคิ ด ท� ำ ประโยชน์ แ ก่


มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า “กรุณา” หมายถึง ความสงสาร คิดช่วยให้พน้ ทุกข์ ใฝ่ใจ ในอันจะปลดเปลื้องบ�ำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวง สัตว์ “มุทิตา” หมายถึง ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มี จิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ “อุเบกขา” หมายถึง ความวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียง ด้วยรักและชัง รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจ ที่ควรท�ำ หากเราสามารถน�ำหลักพรหมวิหารมาใช้ในชีวติ ประจ�ำ วันได้ ก็จะท�ำให้ตัวเรา ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานมีความ รัก ความสามัคคี ต่อกัน ... ส่งผลต่อความสงบสุขของสังคม โดยส่วนรวม แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน ได้ ขยายความในเรื่องนี้ไว้ว่า “เมตตา...จะเป็นพลังแห่งรักให้เราออกไปรับใช้ผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข... กรุณา...จะเป็นพลังแห่งรักทีจ่ ะออกไปช่วย เหลือผูอ้ นื่ ได้อย่างไม่ยอ่ ท้อ ไม่วา่ สิง่ นัน้ ๆ จะยากเย็นเพียงใด... มุทติ า...เมือ่ ช่วยแล้ว ก็มพี ลังทีจ่ ะชวนคนอืน่ ๆ ออกไปท�ำความ ดีด้วยกันต่อไป... อุเบกขา...มีปัญญาในการจัดการแก้ไขสิ่งที่ ยากทั้งปวง เป็นพลังแห่งรักที่จะท�ำเหตุอย่างเต็มที่ แต่ปล่อย วางในผล... แล้วเมล็ดพันธุ์แห่งความรักของเราก็จะงอกงาม อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”


ทั้งนี้ ตามคติของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู “พระพรหม” คือ พระเจ้าผูส้ ร้าง และก�ำหนดชะตาชีวติ มนุษย์ สามารถดลบันดาลให้ คนดีมีความสุขสมบูรณ์ และลงโทษคนไม่ดีให้มีชีวิตที่มีแต่ความ ล�ำบากได้ ดังนัน้ หากต้องการแสดงความเคารพต่อพระองค์กเ็ พียง แต่ประพฤติตนเป็นคนดี ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น และมี ความเสียสละต่อส่วนรวม เพียงเท่านีก้ จ็ ะได้รบั พรอันประเสริฐจาก พระองค์ โดยไม่ต้องบนบานศาลกล่าวแต่อย่างใด พระพรหมเป็นผูท้ มี่ พี ระทัยอ่อนโยน ทรงโปรดความเงียบสงบ หากต้องการถวายสักการะ จึงควรจะท�ำด้วยความตั้งใจ ตั้งสมาธิ เพ่ ง จิ ต ไปยั ง พระองค์ เครื่ อ งสั ก การะและพิ ธี ก ารควร เป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่จ�ำเป็นต้องใหญ่โตวุ่นวาย และ ควรไหว้ในครบทั้ง 4 ด้าน ส่วนเครื่องสักการะบูชาที่สามารถน�ำมา ใช้ได้ คือ ดอกไม้กลิน่ หอมอ่อนๆ ธูปหรือก�ำยาน อาหารหวานรสอ่อนทีเ่ น้นความเป็นธรรมชาติ ธัญพืช และผลไม้ทุกชนิด ที่ส�ำคัญคือ ห้าม ถวายเนื้อสัตว์เป็นอันขาด ส�ำหรับก�ำเนิดพระพรหมนัน้ มีกล่าว ไว้ในหลายต�ำรา ซึ่งแบ่งตามนิกายต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่แยกย่อย ออกไปตามเทพที่ตนนับถือ ดังนี้ ฝ่ า ยที่ นั บ ถื อ พระวิ ษ ณุ หรื อ ที่ เรียกว่า ไวษณพนิกาย ได้กล่าวถึงก�ำเนิด พระพรหมไว้วา่ เกิดจากดอกบัวทีผ่ ดุ ขึน้ จาก สะดือของพระวิษณุซึ่งบรรทมหลับอยู่บนหลังพระยา อนันตนาคราช ไศวะนิกาย หรือฝ่ายทีน่ บั ถือพระศิวะเป็นใหญ่ กล่าวว่า พระ พรหมเกิดจากการทีพ่ ระศิวะเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระหัตถ์ซา้ ย และ พระนารายณ์เกิดจากการเอาพระหัตถ์ซ้ายลูบพระหัตถ์ขวา ส่วนฝ่ายที่นับถือพระพรหม กล่าวว่า ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังไม่มี โลก พระผู้เป็นเจ้าซึ่งถือก�ำเนิดขึ้นมาเอง (สยมภู) ได้สร้างน�้ำแล้ว หว่านพืชลงไป โดยพืชนัน้ ได้ให้กำ� เนิดไข่ทอง (หิรณ ั ยครรภ์) ทีม่ พี ระ พรหม อยูภ่ ายใน จากนัน้ พระพรหมก็ได้กลายเป็นชาย-หญิง ทีส่ ร้าง โลกและมนุษย์ขึ้นมา จากเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น�ำมาฝาก คงจะท�ำให้ชาว ETC มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการไหว้พระพรหมมากยิ่งขึ้น ... หวังว่าเสาร์หน้า คงจะได้เจอกันที่สวนพระพรหมนะคะ แหล่งข้อมูล : •  พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) •  www.sdsweb.org (เสถียรธรรมสถาน) •  www.siamganesh.com (สยามคเณศดอทคอม) •  www.manager.co.th (หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ)

พระนามต่าง ๆ ของพระพรหม จากเว็บไซต์สยามคเณศดอทคอม พระอัตมะภู = พระผู้ทรงมีความมั่นคงในพระองค์เอง พระประเมศถิ = เทพเจ้าแห่งเครื่องบูชา พระโลเกศ = เจ้าแห่งโลก พระหิรญั ญครภะ = เจ้าผู้ทรงก�ำเนิดจากไข่ทองค�ำ พระวิธาตา = พระผู้ก�ำหนดโชคชะตาลิขิต พระสนัต = พระผู้อยู่ชั่วกัลปาวสาร พระสาวิตรีปติ = พระสวามีแห่งพระแม่สาวิตรี


พบกับสุดยอดงานนิทรรศการการออกแบบก่อสร้างอาคาร สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ BEX Asia 2010 ในวันที่ 13-15 กันยายน 2553 ณ ศูนย์ประชุม แซนด์ส เอ็กซ์โป แอนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ประเทศสิงคโปร์ โดยงานนี้เกิดขึ้นจาก ความร่วมมือระหว่าง Singapore Green Building Council และ สถาบันสถาปนิกสิงคโปร์ ทีต่ อ้ งการสร้างสรรค์เวทีพบปะเจรจา และ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ส�ำหรับผู้อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมการ ออกแบบก่อสร้างจากทั่วภูมิภาค อาทิ สถาปนิก นักออกแบบ ผู้รับ เหมาก่อสร้าง เป็นต้น โดยภายในงานผู้เข้าชมจะได้พบและเรียนรู้ เกีย่ วกับสถาปัตยกรรมการก่อสร้างอาคารสีเขียว ทีอ่ อกแบบก่อสร้าง ใช้ ง านอาคารและเทคโนโลยี ที่ ค� ำ นึ ง ถึ ง ความเป็ น มิ ต รกั บ สิ่ ง แวดล้อม และใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คมุ้ ค่าทีส่ ดุ และไม่กอ่ ให้เกิด มลพิษต่อสภาวะแวดล้อม นอกเหนือจากส่วนของนิทรรศการแล้ว ยังมีการจัดงาน ประชุมใหญ่อีก 2 งาน คือ International Congress 2010 โดย World Green Building Council ขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์วัน World Green Building Day

ในวันที่ 23 กันยายน และงานประชุม Green Building Conference เพื่อเปิดตัว Singapore Green Building Council กอปรกับ จ�ำนวนบริษัทที่ร่วมออกงานนิทรรศการกว่า 200 ราย จากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ที่จะมาอวดโฉมเทคโนโลยีล่าสุดที่เกี่ยวกับแนวคิด การออกแบบก่อสร้าง และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เกิด ความเป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม จึงท�ำให้งาน BEX Asia 2010 เป็ น งานนิ ท รรศการด้ า นอาคารสี เ ขี ย วที่ ใ หญ่ ที่ สุ ด ในเอเชี ย ที่ รวบรวมนักธุรกิจ ด้านอาคารสีเขียว และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ชั้นแนวหน้ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่ที่ได้มีการจัดงาน BEX Asia ขึ้นเป็นครั้งแรกใน ปีพ.ศ.2551 ผนวกกับกระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมที่มีมาอย่างต่อ เนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท�ำให้งาน BEX Asia เป็นที่สนใจและ ได้ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เห็นได้จากจ�ำนวนบริษัทที่ร่วม ออกนิทรรศการในปีแรก 100 ราย เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 200 บริษัทใน ปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของการจัดงาน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานในปีนี้ กว่า 7,000 คน เพิ่มขึ้นจากที่ 4,000 คนในปีพ.ศ.2551 ที่มา อิมเมจ อิมแพค (10 สิงหาคม 2553) เผยแพร่โดย ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต


องค์การยูเนสโกประจ�ำประเทศไทยร่วมกับ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล และกรมศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการแบบ interactive เรื่อง มรดกทางวัฒนธรรมใต้น�้ำจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการ ณ อุทยาน สัตว์น�้ำ สยามโอเชียนเวิร์ล บริเวณชั้น B1-B2 ศูนย์การค้าสยาม พารากอน กรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่อ “รู้รักษ์พิทักษ์มรดกใต้ ทะเล” ซึง่ จัดขึน้ เป็นครัง้ แรกในภูมภิ าคเอเชียและแปซิฟคิ เพือ่ สร้าง จิตส�ำนึกให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงความส�ำคัญของมรดกทาง วัฒนธรรม ใต้น�้ำ ต่อต้านการค้าโบราณวัตถุที่เก็บกู้ขึ้นมาจากใต้น�้ำ และร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลเพื่ออนุชนรุ่นหลังต่อไป ในงานจะพบกับแบบจ�ำลองซากเรืออับปางขนาดเท่าของ จริง “แหล่งเรือเสม็ดงาม” ที่จมอยู่ในน่านน�้ำไทย พร้อมด้วยบอร์ด ภาพถ่ายแสดงผลงาน (Photo Exhibition Boards) และโชว์เคส จัดแสดงโบราณวัตถุของจริง ซึ่งค้นพบจากแหล่งเรือจมต่าง ๆ ที่ ค้นพบในน่านน�้ำของไทย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมนักโบราณคดีตัวน้อยที่เอาใจคุณ น้อง ๆ หนู ๆ และกิจกรรมที่ท�ำให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์และการ เรียนรู้ผ่านการจัดแสดงด้วยความคิดสร้างสรรค์ เช่น เกม Mystery Box กล่องปริศนา ทายชนิดของโบราณวัตถุที่อยู่ด้านในจาก

การสัมผัส พร้อมข้อมูลของโบราณวัตถุชนิดต่าง ๆ, Lab Setup ห้องแล็บจ�ำลองขั้นตอนการสงวนรักษาโบราณวัตถุ ตั้งแต่ขั้นตอน การตรวจสอบสภาพของโบราณวัตถุ การท�ำความสะอาด การแช่ โบราณวัตถุในน�ำ้ เพือ่ ขจัดความเค็มของเกลือทะเล การก�ำจัดคราบ อย่างเบาที่สุดเพื่อไม่ให้วัตถุเสียหาย การท�ำทะเบียนโบราณวัตถุ ก่อนน�ำไปเก็บรักษาหรือจัดแสดงต่อไป หลังสิ้นสุดระยะเวลาการจัดแสดงที่สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล แล้ว กรมศิลปากรจะรับช่วงต่อนิทรรศการ “รู้รักษ์พิทักษ์มรดกใต้ ทะเล” ไปจัดเป็นนิทรรศการสัญจรหมุนเวียนทั่วประเทศไทย เริ่ม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 จากนั้นจะน�ำไปจัดเป็นส่วนหนึ่ง ของนิทรรศการถาวร ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จังหวัดจันทบุรี ต่อไป หากใครสนใจมาร่วมมาสัมผัสประสบการณ์ โลกโบราณคดี ใ ต้ น�้ ำ สามารถมาร่ ว มชมสาระบั น เทิ ง ได้ ที่ นิทรรศการแบบ interactive “รู้รักษ์พิทักษ์มรดกใต้ทะเล” ได้ตั้งแต่ วั น นี้ ถึ ง 31 ตุ ล าคม 2553 ที่ ส ยาม โอเชี่ ย น เวิ ร ์ ล ชั้ น บี1 - บี2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ที่มา อาร์ค เวิลดไวด์ (18 สิงหาคม 2553) เผยแพร่โดย ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต


Little wings นามปากกา (เจ้าของบทความสิ่งแวดล้อม) น้องใหม่ ขอทักทายกันใน ETC Journal ฉบับปฐมฤกษ์ ด้วย แนวคิด Recycle วัตถุพลอยได้จากระบบบัดน�้ำเสียส่วนกลาง เครือสหพัฒน์ ศรีราชา อย่างครบวงจรค่ะ

ขั้นแรก เตรียมวัตถุดิบ ซึ่งที่ใช้หลัก ๆ ได้แก่ 1. วัชพืชตากแห้ง (ประมาณ 7 วัน) 2. มูลสัตว์ (มูลโค) 3. จุลินทรีย์เข้มข้น (EM) เพื่อช่วยย่อยสลาย 4. อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น บัวรดน�้ำ จอบ เสียม ขั้นที่สอง กระบวนการผลิต มีขั้นตอนดังนี้

ผักตบชวา วัชพืชน�้ำที่ใคร ๆ ก็เห็นว่าไร้คุณค่า ปล่อยให้ล่อง ลอยอยู่ในแม่น�้ำ ล�ำคลองต่าง ๆ ขยายพันธุ์แพร่จ�ำนวนจนยากที่ จะก�ำจัดออก กลายเป็นความเสื่อมโทรมทางด้านทัศนียภาพ ยาก ที่จะแก้ไขได้ แต่ใครจะนึกถึงว่าผักตบชวาที่เรามองว่ามันเป็นขยะ ในน�้ำ จะสามารถให้ประโยชน์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นจนจบ ระบบบ�ำบัดน�้ำเสียส่วนกลาง เครือสหพัฒน์ ศรีราชา เป็น ระบบบ�ำบัดน�้ำเสียแบบผสมผสานระหว่างระบบสระเติมอากาศ และบึงประดิษฐ์ โดยบึงประดิษฐ์นั้นจะมีการปลูกพืชลอยน�้ำ เช่น ผักบุ้งและผักตบชวา คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวน�้ำ เพื่อ ช่วยดูดซับธาตุอาหาร เช่น ไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส (P) ที่ ยังหลงเหลืออยู่ในน�้ำเสีย ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน�้ำสาธารณะ นี่คือ ประโยชน์ข้อแรกของวัชพืชเหล่านี้ แต่....มีเกิดก็ต้องมีดับ วัชพืชต้น แก่ที่ดูดซับธาตุอาหารไว้จนไม่สามารถดูดซับอะไรได้อีก จะต้อง ถูกก�ำจัดออก โดยเฉลี่ยนั้นวัชพืชที่จะต้องถูกก�ำจัดออก มีปริมาณ มากถึง 800 กิโลกรัม/วัน เป็นการเพิ่มขยะให้กับโลกใบนี้อย่าง ไม่ต้องสงสัย ดังนั้นทาง บริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จ�ำกัด ผู้ ควบคุมดูแลระบบบ�ำบัดน�้ำเสียส่วนกลางเครือสหพัฒน์ ศรีราชา จึงได้คิดโครงการ “ปุ๋ยหมักจากวัชพืช” เพื่อเป็นการลดปริมาณ ขยะที่จะเกิดขึ้น และยังเป็นการผลิตปุ๋ยหมักไว้ส�ำหรับใช้ภายใน พื้นที่ระบบบ�ำบัดเองอีกด้วย ขั้นตอนง่าย ๆ ที่ก�ำไรอย่างมหาศาล (ทั้งเราทั้งโลก) ในการผลิตปุ๋ยหมักมีดังนี้

1.น�ำวัชพืชน�้ำ มาสับละเอียด เพื่อท�ำให้การย่อยสลาย เกิดขึ้นได้เร็ว

2.น�ำวัชพืชสับละเอียดกองลงบนคอกหมัก สูงประมาณ 30 เซนติเมตร

3.ผสมด้วยมูลสัตว์ในอัตราส่วน 10:2 (วัชพืช 10 ส่วน ต่อ มูลสัตว์ 2 ส่วน)

5.ด�ำเนินการท�ำตามข้อ 2-4 เป็นชั้นๆ โดยให้ความสูง ไม่เกิน 1.5 เมตร

6.เมื่อเสร็จแล้วให้หาทางมะพร้าว ผ้าใบ หรือฟางคลุมไว้

7.จากนั้นให้พลิกกองปุ๋ยทุก ๆ 15 วัน และ

8.สอดมือเข้าไปในกองปุ๋ยเพื่อตรวจสอบความชุ่ม ของกองปุ๋ยอย่าให้แห้งจนเกินไป หากกองปุ๋ยแห้งให้ ท�ำการรดน�้ำเพิ่ม

4.ราดด้วยจุลินทรีย์เข้มข้น (EM) ให้พอชุ่ม (ในอัตราส่วน 1 : 20 คือ EM 1 ส่วน ต่อน�้ำสะอาด 20 ส่วน)


ขั้นที่สาม การตรวจคุณภาพปุ๋ยก่อนน�ำไปใช้ หลังจากทิ้งกองปุ๋ยไว้ 2 เดือน ให้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของกองปุ๋ยเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน�้ำตาลเข้ม ซึ่งแสดงว่าปุ๋ยหมักสามารถน�ำ ไปใช้งานได้แล้ว และเพื่อความมั่นใจในคุณภาพของปุ๋ยหมัก ควรด�ำเนินการตรวจวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความเป็นปุ๋ย ตามมาตรฐานปุ๋ย อินทรีย์ ปี 2548 ของกรมวิชาการเกษตร ทางบริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จ�ำกัด ที่ได้ด�ำเนินกระบวนการดังกล่าวพบว่า ปุ๋ยหมักจากวัชพืชในระบบบ�ำบัดน�้ำเสียส่วน กลางเครือสหพัฒน์ ศรีราชา คุณภาพของปุ๋ยที่ได้ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (N:P:K 15:8:6 โดยประมาณ) สามารถน�ำไปใช้กับต้นไม้ได้ โดยน�ำ มาทดลองกับดอกบานชื่น ได้ผลดังนี้

เห็นมั๊ยละคะว่าผักตบชวา วัชพืชลอยน�้ำที่ใครๆ เห็นว่าน่ารังเกียจ จะสามารถท�ำให้ประโยชน์ให้กับเราได้มากขนาดนี้ หากท่านใด สนใจโครงการปุ๋ยหมักจากวัชพืช หรืออยากขอตัวอย่างไปใช้ ติดต่อได้ที่ ฝ่ายเทคนิคและวิศวกรรม บริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จ�ำกัดค่ะ พบกันใหม่ในหัวข้อที่เข้มข้นกว่า สวัสดี


เริ่มต้น

“ท�ำไมสิ่งแวดล้อมไทยถึงได้แย่อย่างนี้” “ท�ำไมขยะมันยังมี อยู่ทั่วทุกแห่ง” “ท�ำไมโรงงานยังลักลอบปล่อยน�้ำเสียอยู่” “ท�ำไม อากาศแถวนี้ถึงได้แย่จัง” ท�ำไม และอีกหลายท�ำไม เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไทย ที่หลายคนยังสงสัยว่า ท�ำไมมันถึงเป็นอยู่อย่างนี้ เมือ่ มีคำ� ถามคนก็ตอ้ งหาค�ำตอบ และก็แปลกแต่จริงทีท่ กุ ครัง้ เมือ่ มีปญ ั หาเกีย่ วกับสิง่ แวดล้อมไทย ค�ำตอบทีไ่ ด้เห็นได้ยนิ จากสือ่ ทั้งหลายในเมืองไทย มันก็จะมีไม่มีกี่แบบ เช่น “เนือ่ งจากชาวบ้านมีการรุกล�ำ้ พืน้ ทีป่ า่ หรือขาดความตระหนัก ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” (อันนี้ชาวบ้านผิด) หรือไม่ก็ “โรงงาน ก. ไม่มีความรับผิดชอบลักลอบปล่อยน�้ำ เสีย” (อันนี้จริงไม่จริงไงก็ไม่รู้ ยังพิสูจน์ไม่เสร็จ แต่โรงงาน ก. โดน ไปเต็มๆ เอ็งเป็นผู้ร้ายติดท้ายชื่อโรงงานไปก่อนแล้ว) หรืออาจเป็นเพราะ “เนือ่ งจากมีประชากร (ไม่กน็ กั ท่องเทีย่ ว) เพิม่ ขึน้ ในพืน้ ทีเ่ ป็นจ�ำนวนมาก ท�ำให้ปริมาณน�ำ้ เสีย/ขยะเกิดขึน้ เป็น จ�ำนวนมาก” (รูท้ งั้ รูว้ า่ คนเพิม่ ปัญหาก็มา แต่กไ็ ม่ยกั จะมีการเตรียม การไว้...สงสัยเจ้าของพื้นที่ไม่เคยปรึกษาเจ้าหน้าที่พัฒนาท้องถิ่น) เป็นต้น

ความรู้สึกที่ได้จากค�ำตอบเหล่านี้ท�ำให้นึกถึงเวลาต�ำรวจ สันนิษฐานเหตุไฟไหม้บ้านที่จะมีค�ำตอบไม่กี่อย่าง เช่น ไฟฟ้า ลัดวงจร ประมาทเลินเล่อ มีการจุดเตาก๊าซ/ธูปเทียนไว้แล้วไม่ได้ดบั ลอบวางเพลิง เกือบจะทุกครั้งที่มีข่าวไฟไหม้ก็จะเห็นแค่ค�ำตอบ แบบนี้ และก็เหมือนกันอีกว่า ทั้งที่รู้แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ เมื่อมีค�ำตอบก็ต้องมีการแก้ไข แต่ท�ำไมมันยังแก้กันไม่จบ เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานเอกชนด้านสิง่ แวดล้อมในเมืองไทยก็มไี ม่นอ้ ย แต่ปัญหาซ�้ำๆ ซากๆ ก็ยังเกิด ถ้ามันเป็นอุบตั เิ หตุกย็ งั พอเข้าใจ แต่หลายครัง้ ก็ปญ ั หาเดิมๆ เจอกันบ่อยๆ ก็ยังป้องกันแก้ไขกันไม่ได้ เหมือนจะเกาปัญหาไม่ถูก ที่คัน ถ้าอย่างนัน้ อะไรคือค�ำตอบทีท่ ำ� ให้เกิดปัญหาสิง่ แวดล้อมไทย คอลัมน์นกี้ ค็ งไม่สามารถให้คำ� ตอบทีถ่ กู ต้องได้ทงั้ หมด แต่จะเป็นอีกมุม หนึ่งในฐานะชาวบ้านตาด�ำๆ ผู้ประกอบการธุรกิจ คนหาเช้ากินค�่ำ มาเล่าให้ฟังว่าเขาคิดอย่างไรกับค�ำว่าสิ่งแวดล้อม และท�ำไมเขา ยังท�ำอย่างนั้น (อย่างที่เราๆ ไม่อยากให้เขาท�ำ) เพราะ “เมื่ออยากให้หายคันมันต้องเกาให้ถูกจุด อยากแก้ ปัญหามันต้องยอมรับความจริง”


ชาวบ้าน(นอก) กับมลพิษทางอากาศ เจำหนำที่ : ป้า ท�าไมป้าต้องเผาหญ้าที่ตัดแล้วในไร่ด้วยครับ รูไ้ หมว่ามันท�าให้เกิดควันไปทัว่ คนอืน่ เขาเดือดร้อน และมันท�าให้สิ่งแวดล้อมมีปัญหาอีกนะครับ ปำ

: ก็รู้ แต่ป้าอยู่คนเดียว ไม่มีใครมาช่วยขน อีกอย่างก็ไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหน หรือว่าพ่อหนุ่ม จะไปทิ้งให้ป้า

เจำหนำที่ : ….......... (ใบ้รับประทาน) ค�าตอบของคุณป้าในบทสนทนาที่สมมุตินี้ ดูมันเป็นอะไรที่ ง่ายมากที่จะเจอเมื่อคุณต้องไปนั่งพูดคุยกับชาวบ้านตามชนบท และชานเมือง (หรือบ้านนอกในความหมายของหลายคน) ไม่ต้อง เชื่อก็ได้ อยากให้ลองไปสัมผัสด้วยตัวเองดูก่อน จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยโดนส่งไปคุยกับ ชาวบ้ าน (สมัยยังละอ่อนเป็นนักศึกษาอยู่) มันเป็นอะไรที่ไปต่อยากมาก ในการพูดคุยกับชาวบ้าน และเชื่อไหม เมื่อเวลาที่รายงานสรุปจาก การส�ารวจออกมา สิ่งที่แสดงคือ “ชาวบ้านยังขาดความรู้ ความ เข้าใจและตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากกิจกรรมของ ชาวบ้าน …. (บลา บลา บลา)”

เมือ่ ได้อา่ นแล้ว . . . เศร้าใจ ไม่รเู้ จ้าของโครงการคิดอย่างไร รายงานถึงออกมาอย่างนี้ แล้วอย่างนี้ เวลาแก้ปัญหามันก็ไม่พ้น เอาความรูต้ า่ งๆ ความส�าคัญของสิง่ แวดล้อม และอืน่ ๆ อีก มากมายไปใส่หัวชาวบ้าน แล้วมันแก้ปัญหาได้อย่างไรหละท่าน เพราะที่เขาเผาไม่ใช่เขาไม่รู้ แต่ไม่มคี นไปช่วยเขาตัด ไม่มคี นไป ช่วยขนไปทิง้ ชาวบ้านตามต่างจังหวัดมักตกเป็นจ�าเลยเวลามีปัญหา หมอก ควัน มลพิษทางอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ ว่าควรจะต้องท�าอะไร แต่มันอยู่ที่ว่าไม่มีใครไปช่วยเขาท�า คิดในมุมของคนในเมืองหรือคนมีสตางค์ เวลาต้องก�าจัด หญ้าในที่เป็นไร่ “ก็จ้างรถไถ รถตัด ไม่ก็เอาคนในบ้านช่วยกัน ก็ได้ ไม่เห็นต้องเผาให้เกิดควันเลย” นี้คือมุมของคนมีสตางค์ แต่กบั ชาวบ้านทีท่ งั้ บ้านมีแค่ไม่กคี่ น รายได้ตอ่ เดือนอยูไ่ ม่กี่ พัน จะเอาแรงที่ไหนไปท�าไหวกับที่เป็นไร่ หรือจะเอาเงินที่ไหน ไปจ้างคนมาท�าให้หละคร๊าบบบ... ถ้าไม่อยากให้มกี ารเผาหญ้า ตามพื้นที่ห่างไกล ก็ไม่ยาก แค่ส่งใครสักกลุ่มไปช่วยเขาตัด เก็บ และก�าจัด โดยไม่ต้องให้เขาจ่ายสตางค์เท่านั้นเอง แต่ ….. แลวใครจะท�ำ ? นักสิ่งแวดลอมทั้งหลำยจะว่ำอย่ำงไร


“นี่เพื่อนๆ เราก�ำลังจะไปท�ำงานในเครือสหพัฒน์ ที่ศรีราชา แล้วนะ” ฉันประกาศกลางวงเพื่อนที่ต่างก็เริ่มทยอยกันเปลี่ยนงาน “แกจะไปขายมาม่าเหรอ เอามาฝากชั้นบ้างล่ะ จะได้ประหยัดค่า ข้าว” หนึ่งในเพื่อนผู้ตกงานคนหนึ่งพูด ตามมาด้วยเสียงสนับสนุน จากอีกหลายเสียง จนบทสนทนาของบรรดานักวิจัยฝุ่นลากยาวไป จนถึงเรื่อง “ดัชนีมาม่า” ที่ใช้ชี้วัดสภาวะทางเศรษฐกิจ ที่แม่นย�ำ เสียยิง่ กว่า GDP ของส�ำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเสียอีก จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาว่า “ซื้อของแบนด์เนมราคาถูกในงานสหพัฒน์มาให้จะดีกว่า” เล่นเอา เพื่อนๆ เกิดกิเลส อยากได้ขึ้นมาตามๆ กัน สอบถามเจ้าเพื่อน คนนั้นกันจ้าละหวั่น แถมยังฝากซื้อนู่น ซื้อนี่ จนลืมนึกถึงเงินใน กระเป๋ากันไปเลย “เราไปท�ำบริษทั สิง่ แวดล้อม ในเครือสหพัฒน์นะ ไม่ได้ไปขาย มาม่า” ฉันพูดเชิงตัดพ้อ เพือ่ ให้เพือ่ นหันมาคุยเรือ่ งทีฉ่ นั จะไปท�ำงาน กั น บ้ า ง ซึ่ ง ก็ ไ ด้ ผ ล เหล่ า ผองเพื่ อ นเปลี่ ย นความสนใจหั น มา สัมภาษณ์ฉันแทน ทั้งยังแสดงความเป็นห่วงว่าจะไปอยู่ที่นั่นได้ อย่างไร ในเมื่อไม่รู้จักอะไรเลยสักอย่าง หลังจากวันนั้นมา ฉันก็เริ่มค้นหาข้อมูล เกี่ยวกับ “สหพัฒน์” ทางอินเตอร์เน็ต ได้ความว่า บริษัท สหพัฒนพิบูล จ�ำกัด (มหาชน) ซึ่ ง ก่ อ ตั้ ง โดย “ดร.เที ย ม โชควั ฒ นา” เป็ น บริ ษั ท ตั ว แทน จ�ำหน่ายสินค้า อุปโภคบริโภคของ คนไทยที่ อ ยู ่ กั บ สั ง คมมากว่ า 60 ปี โดยมีสินค้าถึง 90 แบรนด์ ไม่ ว ่ า จะเป็ น มาม่า ไอ-เฮลติ คิวเทน (i-Healti Q10) เวเฟอร์ บิ ส ชิ น (Bissin) กะทิ อ ร่ อ ยดี น�้ ำ ผลไม้ ฟ รี ซ ซ (Freeze) ผงซักฟอกเปา น�้ำยารีดผ้าเรียบไฮคลาส (Hi-CLASS) แป้งเด็ก โคโดโม (KODOMO) ยาสีฟันซอลส์ (SALZ) แปรงสีฟนั ซิสเท็มมา (SYATEMA) ฯลฯ และในปี พ.ศ.2521 บริษัทสหพัฒนพิบูล ได้ขยายโรงงานไป ที่ศรีราชา อันเป็นจุดเริ่มต้นของ “เครือสหพัฒน์” ซึ่งนับเป็นเครือ บริษัทของคนไทยที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง ที่มีบริษัทในเครือกว่า 200

บริษัท และมีสินค้าและบริการเป็นที่รู้จักหลากหลายกว่า 30,000 รายการ จากกว่า 1,000 แบรนด์ที่จ�ำหน่ายในประเทศและส่งออก ไปทั่วโลก ทั้ง “Guy Laroche” “ELLE” “Lacoste” “Le Coq Sporti” “Arrow” “St.Andrews” รองเท้า “Naturalizer” เครื่อง ส�ำอาง “ARTY” “BSC” “SHEENE” “Pure&mild” เสื้อผ้าเด็ก “Enfant” “Absorba” ผลิตภัณฑ์ซักผ้า “ESSENCE” ชุดชั้นใน “Wacoa” เป็นต้น โดยสินค้าส่วนใหญ่ในเครือสหพัฒน์ผลิตโดยตรงจากโรงงาน ในสวนอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ 1. สวนอุตสาหกรรมศรีราชา จ.ชลบุรี 2. สวนอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และ 3. สวนอุตสาหกรรมล�ำพูน จ.ล�ำพูน


ฉันอ่านข้อมูลต่างๆ ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความ ตื่นเต้นปนวิตก เพราะสิ่งที่ได้รู้คือที่ที่ก�ำลังจะไป มันใหญ่กว่าที่คิด ไว้เยอะเลย แล้วจะอยู่ได้มั๊ยนี่ ... ไม่ใช่ว่าหนีความวุ่นวายจาก กรุงเทพฯ ไปอยูต่ า่ งจังหวัด แล้วยังต้องมาเจอสภาพแบบเดิมๆ หรือ อาจจะแย่กว่าเดิมอีกนะ ... จะหนีเสือปะจระเข้หรือเปล่านะ??? และแล้วก็พบค�ำตอบ... เมื่อไปถึงสวนอุตสาหกรรมเครือ สหพัฒน์ ศรีราชา ... สภาพแวดล้อมที่นี่ ร่มรื่น น่าอยู่ กว่าที่คิด ... ฉันเคยสงสัยว่าท�ำไมถึงไม่เรียกว่า “นิคมอุตสาหกรรม” เหมือนที่ อืน่ ๆ แต่ภาพทีเ่ ห็นตรงหน้า ท�ำให้ฉนั พอจะเดาได้ เพราะบรรยากาศ ที่นี่เป็็น “สวน” อุตสาหกรรมจริงๆ สถานที่แรกที่เจอก็คือ “สวนพระพรหม” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทาง เข้าพอดี นอกจากจะเป็นทีย่ ดึ เหนีย่ วจิตใจของชาวชุมชนทีน่ แี่ ล้ว ยัง เป็นทีพ่ กั ผ่อนหย่อนใจ เพราะร่มรืน่ ไปด้วยต้นไม้ ยิง่ ถ้าหากไปในช่วง ตอนเย็น ก็จะเห็นคนเข้ามาใช้พื้นที่กันมากมาย บางครอบครัวก็พา ลูกๆ มาเล่นในสนามเด็กเล่น บางคู่ก็พากันมาไหว้พระพรหมขอพร บางกลุ่มก็มานั่งคุยกันใต้ร่มไม้อย่างครื้นเครง อีกจุดที่ฉันประทับใจ คือ พื้นที่สนามริม “อ่างเก็บน�้ำ” ที่จะ เห็นผูค้ นหลากหลายไม่แพ้สวนพระพรหม แต่บรรยากาศจะแตกต่าง กันตรงที่ บริเวณนี้จะให้อารมณ์เหมือนมาปิคนิคมากกว่า จากนั้น ฉันก็ได้ไปที่ “สนามบิน” ไปดูบรรยากาศการออก ก�ำลังกายยามเย็นของบรรดาผู้รักสุขภาพ ที่มีทั้งกลุ่มที่วิ่งและ ขีจ่ กั รยานรอบสนามบิน และกลุม่ ทีอ่ อกก�ำลังบนเครือ่ งออกก�ำลังที่ ถูกจัดวางไว้ให้ใช้บริการฟรี สถานที่ทั้ง 3 แห่งนี้ แม้จะให้ความรู้สึกแตกต่างกัน แต่ก็มีสิ่ง ที่เหมือนกันก็คือ ทุกคนดูมีความสุขกาย สบายใจ ... ช่างต่างจากสังคมเมืองที่ฉันจากมามากมายเหลือเกิน

เอ!!!... แล้วบริษัทสิ่งแวดล้อมที่ฉันจะ ไปใช้ชีวิตท�ำงานอยู่วันละ 8 ชั่วโมง มีส่วน เกีย่ วข้องกับสภาพแวดล้อมดีๆ นีย่ งั ไงนะ?... ตลอดระยะเวลา 2 เดือนเต็ม ฉันได้ค�ำตอบจากความรู้ที่เจือด้วย ความเมตตาของหัวหน้า และผู้มี ประสบการณ์ที่อยู่มาก่อนว่า ส ว น อุ ต ส า ห ก ร ร ม เ ค รื อ สหพัฒน์ เป็นโครงการที่ ริเริ่มโดย คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกลุ่ม บริษัทเครือ สหพั ฒ น์ ที่ ใ ห้ ความส�ำคัญกับ การอนุ รั ก ษ์ สิ่ ง แวดล้อม โดยได้ก�ำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมในการบริหารงานใน กับบริษัทในเครือถือปฏิบัติตาม โดยยึดหลักทีว่ า่ การด�ำเนินธุรกิจทีด่ ตี อ้ งควบคูไ่ ปกับการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะเมื่อพนักงานมีสุขภาพกาย สุขภาพใจ ที่ดีแล้ว ก็จะท�ำให้ผลิตสินค้าออกมาได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้นเหตุ คือแก้ที่จิตส�ำนึกของคน อันจะ มีความยั่งยืนกว่าการแก้ที่ปลายเหตุ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้มี “เทคโนโลยีสะอาด” (Clean technology) มีการน�ำวิธที างธรรมชาติมาใช้ในการบ�ำบัด และผลิต สินค้าที่สามารถน�ำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยน�้ำเสียที่ถูกน�ำกลับมาใช้ ใหม่เพื่อให้เกิดรายได้ จะถูกเรียกว่า “น�้ำเศรษฐกิจ”


ทัง้ ยังมองว่าการผลิตสินค้าทีด่ ที ไี่ ม่กอ่ ให้เกิดผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม จะท�ำให้ไม่ถกู กีดกันทางการ ค้า เรียกว่าแก้มลพิษ และช่วยเศรษฐกิจไทยไปด้วย นับตั้งแต่สวนอุตสาหกรรมฯ ด�ำเนินธุรกิจมา ก็ได้ค�ำนึงถึงผลกระทบทางด้านต่างๆ ที่มีต่อ ชุมชนโดยรอบมาโดยตลอด จนเมือ่ พ.ศ.2530 จึงได้มกี ารจัดตัง้ หน่วยงาน ฝ่ายสิง่ แวดล้อมโครงการ ของบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จ�ำกัด (มหาชน) ขึ้นเพื่อดูแลระบบการบ�ำบัดน�้ำเสีย ระบบ การก�ำจัดขยะที่ดี ตรวจวัดคุณภาพอากาศและเสียง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชนรอบข้าง ในเรื่องของความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ดี ต่อมาเมือ่ หน่วยงานดังกล่าวเติบโตและมีศกั ยภาพมากขึน้ จึงได้แยกไปจัดตัง้ เป็นบริษทั เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2535 ชื่อว่า “บริษัท อีสเทิร์นไทยคอนซัลติ้ง 1992 จ�ำกัด” (Eastern Thai Consulting 1992 Co.,Ltd.) หรือ “ETC1992” เพือ่ ดูแลงานระบบการจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับบริษัทในเครือสหพัฒน์ โดยมีห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์และ ตรวจสอบคุณภาพน�้ำเสียและน�้ำทิ้งจากโรงงานในพื้นที่โครงการ ท�ำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ นอกจากนี้ ยังควบคุมและบ�ำรุงรักษาระบบบ�ำบัดน�้ำเสียส่วนกลางและ โรงงานในพื้ น ที่ ทั้ ง ยั ง ออกแบบก่ อ สร้ า งและปรั บ ปรุ ง ระบบบ� ำบั ด มลพิ ษ เพื่อจัดการปัญหาน�้ำเสียจากแหล่งก�ำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้บริษัทฯ ก�ำลังมุ่งเน้นการขยายสาขาและพื้นที่ให้ บริการ โดยพัฒนาระบบการบริหารงานตามระบบมาตรฐานสากล ทัง้ ระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001, ระบบจัดการสิง่ แวดล้อม ISO 14001 และระบบมาตรฐานห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ ISO 17025


ปัจจุบันนับได้ว่าบริษัทฯ มีศักยภาพ ในการให้บริการสิง่ แวดล้อมแบบครบวงจร ไม่วา่ จะเป็นงานทีป่ รึกษาด้านการบริหาร จัดการสิ่งแวดล้อม ที่ได้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามาร่วม งาน โดยเป็ น ที่ ป รึ ก ษาให้กับสวน อุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ทงั้ 3 แห่ง คื อ สวนอุ ต สาหกรรมที่ ศ รี ร าชา กบินทร์บุรี และล�ำพูน รวมทั้งนิคม อุตสาหกรรมหลายแห่งที่อยู่ภายใต้ การก�ำกับดูแลของการนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยอีกด้วย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีทีมงานวิศวกร และผู้เชี่ยวชาญที่สามารถ ผสมผสานเทคนิคการออกแบบและเดินระบบ เพื่อออกแบบระบบ ผลิตน�้ำประปา และระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย ที่ส�ำคัญคือมีการน�ำน�้ำที่ ผ่านการบ�ำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ (Recycle) เพื่อลด ค่าใช้จา่ ยในการใช้ทรัพยากรน�ำ้ ซึง่ เป็นแนวคิดในการออกแบบหลัก ที่ทีมงานวิศวกรค�ำนึงถึงอยู่เสมอ โดยในปี พ.ศ.2537 ระบบบ�ำบัดน�้ำเสียส่วนกลางของสวน อุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา ที่บริษัทฯ ดูแลอยู่ ได้รับเกียรติ บัตรจากชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม ต่อมาระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย ส่วนกลางของสวนอุตสาหกรรมฯ ศรีราชา และกบินทร์บุรี ก็ได้รับ เกียรติบัตรจากกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เป็นสถานประกอบการ อุตสาหกรรม ทีด่ ำ� เนินงานตามหลักเกณฑ์ธรรมาภิบาลสิง่ แวดล้อม ETC1992 ยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาที่มีความพร้อมใน การด�ำเนินการควบคุมดูแลบ�ำรุงรักษาระบบบ�ำบัดมลพิษ เนือ่ งจาก เป็นงานที่ท�ำมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท โดยให้บริการทั้งภาครัฐและ เอกชน ทั้งยังมีการออกแบบระบบหมุนเวียนและระบายอากาศ ตลอดจนระบบควบคุมและบ�ำบัดคุณภาพอากาศ

ส่วนห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ หรือห้อง Lab นั้น จัดตั้ง ขึน้ มาตัง้ แต่เริม่ ก่อตัง้ บริษทั โดยมีศกั ยภาพในการตรวจวัดคุณภาพ ทางด้านสิ่งแวดล้อมครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งการตรวจวิเคราะห์ คุณภาพน�ำ้ คุณภาพอากาศ การตรวจวัดแสง การตรวจวัดเสียง และ การตรวจวัดระดับความร้อน งานอี ก ส่ ว นที่ ส� ำ คั ญ อั น เป็ น หั ว ใจส� ำ คั ญ ของงานด้ า น สิง่ แวดล้อม ก็คอื การจัดท�ำ รายงานประเมินผลกระทบสิง่ แวดล้อม (Environmental Impact Assessments : EIA) ซึ่งเป็นการจัดท�ำ


รายงานการด�ำเนินการตามมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิง่ แวดล้อม โดยปัจจุบนั บริษทั มีลกู ค้าทีใ่ ห้ความไว้วางใจใช้บริการกว่า 100 โครงการ ทั้งนี้ บริษัทยังมีการจัดหาสารเคมีที่มีความจ�ำเป็นต้องใช้ใน การเดินระบบบ�ำบัดน�้ำเสีย และระบบผลิตน�้ำประปา รวมทั้งสาร เคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อให้ บริการแก่โรงงานและหน่วยงานต่างๆ ที่สนใจอีกด้วย ค� ำ ตอบที่ ฉั น ได้ รั บ ท� ำ ให้ ฉั น ทึ่ ง กั บ คนท� ำ งานที่ นี่ จ ริ ง ๆ ... สิ่งแวดล้อมดีๆ ที่ฉันเห็นในเครือสหพัฒน์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ของ โลก... แต่คนที่ท�ำงานในจุดเล็กๆ จุดนี้ ไม่ได้อาศัยแค่ความรู้ความ สามารถของตัวเองเท่านัน้ เพราะผูท้ จี่ ะท�ำงานสิง่ แวดล้อมให้ประสบ ความส�ำเร็จเช่นนีไ้ ด้ จ�ำเป็นต้องมีหวั ใจทีย่ งิ่ ใหญ่ และมีจติ ส�ำนึกต่อ ส่วนรวม... คงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า “อีทีซี” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลสิ่ง แวดล้อม แห่ง “สหพัฒน์” ... แต่ยังดูแลสิ่งแวดล้อมของ “โลก” อีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.spi.co.th (CSR Report 2008 และรายงานประจ�ำปี 2552) www.sahapat.co.th


จากคอลัมน์เลาะรั้ว ETC เราก็ได้รู้จักความหมายของพรหม วิหาร 4 กันไปแล้ว และหากเรามองให้ลึกซึ้ง ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ ว่าการมีพรหมวิหารท�ำให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เพราะเมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขา จะก่อเกิดความรัก ความเข้าใจ ขึ้นในจิตใจของเราอย่างแท้จริง โดยหลักธรรมทั้ง 4 ประการนี้ เราเรียกว่าพรหมวิหาร 4 แต่ หลวงปูต่ ชิ นัท ฮันห์ พระนิกายเซน แห่งหมูบ่ า้ นพลัม ประเทศฝรัง่ เศส ท่านเรียกว่า “ความรักที่แท้จริง” (true love) อาจจะเป็นเพราะบ้านเรากลัวค�ำว่า “รัก” กลัวจะหาว่าเป็น รักทางกาย แต่รักในที่นี้หมายถึง รักที่แท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบของ พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขา) ทีม่ นุษย์ทกุ คนมี ได้แก่ กรุณา หรือ พลังกรุณา กรุณา แปลว่า ความสงสาร หมายถึง ความปรานี ปรารถนา ให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความสงสารปรานีีนี้ก็ไม่หวังผลตอบแทนเช่น เดียวกัน สงเคราะห์สรรพสัตว์ที่มีความทุกข์ให้หมดทุกข์ตามก�ำลัง กาย ก�ำลังปัญญา ก�ำลังทรัพย์ หลาย ๆ ครัง้ บางคนเห็นคนอืน่ ทุกข์ปบุ๊ ก็รสู้ กึ ว่าอยากจะช่วย เขาให้พ้นทุกข์ อย่างนี้ก็มีเรียกว่ามีความกรุณามาก แต่ถ้าบางคน เมื่อเห็นคนอื่นทุกข์ก็ไม่รู้สึกอยากช่วย อย่างนี้อาจจะมีความกรุณา ในแง่ลบอยู่ ฉะนัน้ ท�ำอย่างไรเล่า ถึงจะมีความกรุณาเกิดขึน้ จะต้องเสริม สร้างความตั้งใจแห่งการให้หรือความเมตตาเป็นสิ่งที่ส�ำคัญ แล้ว ความกรุณาหรือพลังกรุณาจะเกิดขึ้น ความตั้งใจอย่างเดียวไม่พอ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ก็จะพูดเสมอว่า ตั้งใจไม่พอ ต้องมีความ สามารถด้วย และความสามารถจะได้มาก็ด้วยการฝึกฝน ถ้าหากมี ความตั้งใจ แต่ไม่มีความสามารถที่จะให้ เราก็จะไปไม่ถูกทาง และ ให้เริ่มที่ตัวเราก่อน เราต้องมีวิธีที่จะบ่มเพาะตัวเราให้มีอะไรที่จะให้ เช่น คนที่ อยากจะให้ แต่ตัวเองยังเป็นทุกข์อยู่แล้วจะให้คนอื่นได้อย่างไร

ส่วนการอยู่ให้เป็นสุข คือมีวิธีอย่างไร ต้องคิดให้เป็นแง่บวก คิดให้ สร้างสรรค์ คิดอะไรที่เป็นประโยชน์ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการ ปฏิบัติทางธรรม การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ ซึ่งปฏิบัติแล้วก็เข้าใจ ตัวเองมากขึ้น ก่อนที่เราจะให้คนอื่นได้ เราต้องมีความสามารถ ที่จะให้ตัว เองก่อน คือตัวเองสามารถที่จะสัมผัส อะไรที่เป็นความสุขได้อย่าง ง่ายๆ เช่น เดินออกไปข้างนอกตอนเช้า เห็นดอกไม้ เรายิม้ ให้ดอกไม้ ได้ เราเห็นเด็กเดินผ่าน เรามีความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้ เป็น สิง่ ทีเ่ ป็นรูปธรรม ทีเ่ ราสามารถทีจ่ ะท�ำได้ มันคือการรดน�ำ้ เมล็ดพันธุ์ แห่งความสุข ที่ท�ำให้เรารู้สึกว่าเราได้รับ และเราก็อยากให้ เพราะ เรามีอยู่ เมตตา หรือ พลังเมตตา เมตตา แปลว่า ความรัก หมายถึง รักทีม่ งุ่ เพือ่ ปรารถนาดี โดย ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ลักษณะของเมตตา ควรสร้างความรู้สึก คุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน ว่า เราจะเมตตาสงเคราะห์ เพื่อนที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่สร้างความล�ำบากให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ความ ทุกข์ทเี่ ขามี เราก็มเี สมอเขา ความสุขทีเ่ ขามี เราก็สบายใจไปกับเขา รักผู้อื่นเสมอด้วยรักตนเอง ยิ่งเรามีความสุข มีความสุขที่แท้จริง ความรู้สึกที่อยากให้จะมาเอง พลังที่อยากจะให้เป็นพลังเมตตา เมื่อเราได้เราก็อยากจะให้ และพลังนีม้ นั ก็จะเชือ่ มโยงกับความกรุณา และเมือ่ เราสัมผัสความ ทุกข์ของผู้อื่น ด้วยความที่เรารู้ว่าความสุขเป็นอย่างไร เราก็อยาก จะช่วยเขาหลุดออกมา แต่ตัวเราเองต้องรู้วิธีที่จะช่วยตัวเราหลุด ออกมาด้วย วิธีการง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ตัวเราหลุดออกมา ก็คือ ให้เราอยู่ กับลมหายใจ หายใจเข้าก็ผอ่ นคลาย หายใจออกก็ผอ่ นคลาย ท�ำให้ เราผ่อนคลาย เมื่อเรารู้แล้วว่าเราทุกข์ เราหงุดหงิด เราเป็นอย่างไร เมื่อเวลาที่เราเห็นคนอื่น หงุดหงิด เราจะเข้าใจเขา เราก็จะหาวิธีให้ เขาได้ เราเป็นผูใ้ ห้-ผูร้ บั กับ “การให้” ทัง้ หมดเป็นอันหนึง่ อันเดียวกัน ไม่ได้แยกออกจากกัน เพราะทุกขณะที่เราท�ำ เรามีความสุข เรามี โอกาสได้ให้ เราเกิดความสุขใจ นัน่ คือเขาก็ให้เราด้วย ให้ความรูส้ กึ ดีๆ กับเรา


มุทิตา พลังแห่งมุทิตาจิต มุทิตา แปลว่า มีจิตอ่อนโยน หมายถึง จิตที่ไมีความอิจฉา ริษยาเจือปน มีอารมณ์สดชื่นแจ่มใสตลอดเวลา คิดอยู่เสมอว่า ถ้าคนทั้งโลกมีความโชคดีด้วยทรัพย์ มีปัญญาเฉลียวฉลาดเหมือน กันทุกคนแล้ว โลกนีจ้ ะเต็มไปด้วยความสุข สงบ ปราศจากอันตราย ทัั้งปวง คิดยินดี โดยอารมณ์พลอยยินดีนี้ไม่เนื่องเพื่อผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหาร คือไม่หวังผล ตอบแทนใด ๆ ทั้ ง สิ้ น เมื่ อ เราเห็ น ผู ้ อื่ น มี ค วามสุ ข หรื อ อยู ่ ใ น สถานการณ์ที่ผู้อื่นเป็นสุข แล้วเราสามารถพลอย ชื่นชมยินดีไปกับ ความสุขนั้นด้วย อันนี้คอื พลังแห่งมุทิตาจิต ซึ่งจะยิง่ น�ำความสุขมา ให้เรามากขึ้น พร้อมกับเป็นการฝึกให้เราไม่มีนิสัยเป็นตัวตนที่คิด เปรียบเทียบ อุเบกขา พลังแห่งอุเบกขา อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉย นั่นคือ มีการวางเฉยต่อ อารมณ์ที่มากระทบความวางเฉย หมายถึง เฉยโดยธรรม คือทรง ความยุตธิ รรมไม่ลำ� เอียงต่อผูใ้ ดผูห้ นึง่ ต้องไม่มคี วามรูส้ กึ “ฉันเป็น ผูใ้ ห้ เธอเป็นผูร้ บั ” มันจะไปสูห่ นทางทีท่ ำ� ให้เรามีอโี ก้มากขึน้ มีอตั ตา มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเราท�ำไปนานๆ เราจะเสียความอ่อนน้อมถ่อมตน จะ กลายเป็นคิดว่าตัวเองเป็นผูม้ าช่วยปลดความทุกข์ ช่วยชีวติ คน เรา เป็นผู้ให้ แล้วก็มีคน ที่เป็นผู้รับ ฉะนัน้ แล้วเราต้องปลดความคิดทีค่ ดิ ว่ามีผใู้ ห้และมีผรู้ บั โดย ให้เห็นว่าในความรู้สึกที่ว่า เราเป็นผู้ให้-ผู้รับ กับ “การให้” ทั้งหมด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้แยกออกจากกัน เพราะทุกขณะที่เรา ท�ำ เรามีความสุข เรามีความสุขที่จะเห็นคนได้ทานข้าว เรามีโอกาสได้ให้ เรา เกิดความสุขใจ ความรู้สึกที่เขาก�ำลังทานข้าวอยู่ นั่นคือเขาก็ให้เรา ด้วย ให้ความรู้สึกดีๆ กับเรา มันไม่มีอะไรที่เราดีกว่าเขา เราโชคดี กว่าเขา จริง ๆ มันไม่ใช่ มันเกิดขึ้นเพราะว่าเหตุปัจจัยที่เราอยู่ตรงนี้ เรามีเหตุผลพอทีเ่ ราจะช่วยเขาได้ เรามีพลังหรือทรัพย์สนิ อะไรก็แล้ว แต่ทมี่ ันเกิดขึน้ เราถึงได้มาพบกัน แล้วเราก็มีการกระท�ำทีด่ ี ช่วยให้ เขาดีขึ้น เรามีความเบิกบาน เราก็ต้องขอบคุณที่มันเกิดเหตุการณ์ แบบนี้เกิดขึ้น จะว่าไปแล้วทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราทั้งหมด ดัดแปลงจาก บทสัมภาษณ์ภิกษุณีมิรามิสา เรื่อง “การให้” 13/11/2549 กรุงเทพฯ (เว็บไซต์หมู่บ้านพลัม) โดย...นายแว่นด�ำ


ETC journal online vol.1/1  

ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เดือนกันยายน 2553