Page 1

สืบชะตาลานนา เทวกฤษ พิลึก


ประเพณีสืบชะตา เปนประเพณีที่สืบทอดกันมาแตโบราณ กาล ไมสามารถแยกออกจากสังคมวัฒนธรรมของชาวเหนือ หรือคนเมืองไปได เพราะมีความเชื่อมั่นวาพิธีสืบชะตานี้ เปน การตออายุทั้งของตัวเองและญาติพี่นอง บริวาร หรือชะตา ของบานเมือง ใหมีอายุยืนยาวสืบไป กอใหเกิดความสุข ความ เจริญ ใหคลาดแคลวจากบาปเคราะหและสิ่งที่ชั่วรายทั้งมวล กอใหเกิดขวัญ และกําลังใจในการดํารงชีวิตรวมกันของคนใน สังคม ซึ่งจะมีผลสงใหบานเมืองมีความสงบสุขและมีความ อุดมสมบูรณสืบไปตลอดกาลนาน


ประเพณีสืบชะตาคน หมายถึงพิธีกรรมที่กระทํากับบุคคลๆหนึ่ง หรือกลุมคนๆ หนึ่งโดยเฉพาะเพื่อใหเกิดความเปนศิริมงคลแกผูเขาพิธี ซึ่ง นับเปนประเพณีมงคลสําคัญอยางหนึ่งที่ชาวลานนาไทยนิยม ทํากันในหลายโอกาส เชน เนื่องในวันเกิด, วันไดรับยศศักดิ์ ตําแหนง, วันขึ้นบานใหม, กุฎิใหม หรือไปอยูที่ไม บางครั้งเกิด เจ็บปวย หมอเมื่อ (หมอดู) ทายทักวาชะตาไมดี ชะตาขาด ควรจะทําพิธีสะเดาเคราะหและสืบชะตาตอายุเสีย จําทําให คลาดแคลวจากโรคภัยและอยูดวยความสวัสดีตอไป การสืบชะตาคนนี้ วิธีการสืบชะตามีเครื่องพิธีคลายคลึงกัน อาจจะแตกตางกันไปบางในเครื่องพิธีบางอยางและซื้อของ เครื่องในพิธีเทานั้น สถานที่จะจัดทําพิธีสืบชะตาจะทําใหหอง โถง หากเปนวัดก็จะ

จัดในพระวิหารหรือที่ “หนาวาง” คือหองรับแขกของเจา อาวาส ถาเปนบานก็จัดทํา “บนเติ๋น” คือ หองรับแขก ซึ่ง ตองใชหองกวาง เพราะใหเพียงพอสําหรับแขกที่มารวมงาน หากเปนวัดก็มีพระภิกษุสามเณรรวมทั้งอุบาสกอุบาสิก ทั้งหลาย ถาเปนบานก็ตอนรับญาติแขกหรื่อที่มารวมงาน แขกที่มารวมงานนี้โดยมากจะเปนญาติพี่นองลูกหลาน บางครั้งก็มีผูสนิทสนมคุนเคยมารวมดวย


ประเพณีสืบชะตาบาน ความเชื่อของคนสวนมากคิดวาบานที่ตั้งมาตามฤกษ ยามวันดีวันเสียนั้น มีเวลาที่ราหูมฤตยูเขามาเบียดเบียนทํา ใหชะตาบานขาดลง เปนเหตุใหประชาชนที่อยูอาศัยในบาน นั้นประสบความเดือดรอนเจ็บปวยกันไปทั่วบาน ในกรณีที่ มีคนตายคิดๆ กันในบานเกินกวา ๓ คนขึ้นไปในเวลา ไลเลี่ยกันนั้นชาวบานถือวา อุบาทวตกลงสูบานหรือชาวบาน จะทําเรื่อง “ขึดบาน ขึดเรือน” ชาวบานจะรวมกันทําพิธี ขจัดปดเปา เรียกวา สืบชะตาบาน อีกประการหนึ่งเมื่อป ใหมสงการนตลวงไประยะวันปากป ปากเดือน ปากวัน ไดแกวันที่ ๑๖ , ๑๗, ๑๘ เมษายน ชาวบานจะกําหนดเอา วันใดวันหนึ่งสืบชะตาบานเพื่อใหเกิดความสวัสดีแก ประชาชนภายในบานของตน


ประเพณีสืบชะตาเมือง การทําพิธีสืบชะตาเมืองของชาวลานนาไทยมีมาแตสมัย โบราณกาล ถือเหตุที่วา การตั้งเมืองมีดวงชะตาที่เรียกกัน วา “ดวงชะตาเมือง” บางครั้งดาวพระเคราะหทั้งหลาย ตัว ที่เปนปาปะ เขามาทับดวงเมืองทําใหเมืองนั้นชะตาตก ชะตา ไมดีและชะตาขาด เมื่อเปนเชนนี้ชาวเมืองที่อยูอาศัยในเมือง นั้นจะไดรับความเดือดรอนเปนทุกขดวยโรคภัยไขเจ็บและ ไดรับเคราะหกรรมตางๆ นานา เมื่อเปนดังนี้ผูเปนใหญใน เมืองนั้นจะรวมกันทําพิธีสืบชะตาเมืองขึ้น เพื่อสืบอายุเมือง ตอไปมิใหขาดลง ใหคัมภีรสืบชะตาเมืองเชียงใหมกลาววา “คันจักสืบชะตาบุปผาลาชา ดวงดอก ขาวตอกดอกไม ลํา เทียน หื้อไดไปนิมนตพระพุทธ พระธรรม พระสงฆเจา มา พอเทาอายุเมืองนั้น คือวาปตั้งเมืองแตปถมหัวทีนั้น มาตราบ เถิงปบัดเดี๋ยวนั้น นับคืนหลังมันไดกี่ป ก็หื้อเอาพระสังฆะ เจาเทานั้น มาสูตรกระทํามังคละ

พิธีสืบชะตาเมืองก็เพื่อตองการใหบานเมืองประสบความ เจริญรุงเรือง อุดมสมบูรณไปดวยพืชพันธุธัญญาหาร ดวยความ เชื่อเทพารักษซึ่งอยูเบื้องบน จะชวยอํานวยความสุขใหสม ปรารถนา เมื่อทําพิธีการใหถูกตองตามลัทธิผีสางเทวดา ในการ ทําพิธีสืบชะตาเมืองนี้ ปรากฏในพับหังสา (สมุดขอย) จารึก ดวยตัวหนังสือลานนาไทยหลายฉบับ กลาวถึงพิธีสืบชะตาเมือง ในสมัยพระเมืองแกว กษัตริยลานนาไทย รัชกาลที่ ๑๓ ใน ราชวงศมังราย ซึ่งครองราชยสมบัติตั้งแต พ.ศ. 2038 – 2068 ไวอยางละเอียด และพระมหากษัตริยจะทรงเปนประธานในพิธี สืบชะตาเมือง เพื่อใหเกิดสวัสดีมงคลโดยทั่วกัน


พิธีสืบชะตาที่จะกลาวถึงมีอยูดวยกัน ๒ แหงคืนอที่วัด เกตุการาม และวัดจอมคีรี ในวัดเกตการามนั้น เปนพิธีสืบ ชะตาหลวงโดยมีลักษณะของการเตรียมพิธีกรรมที่เปน ขั้นตอน และอาศัยความรวมมือจากคนในชุมชนชวยกัน


เครื่องประกอบในพิธีกรรม เครื่องประกอบพิธีกรรมมีการจัดแบงเปน ๔ ชุด โดยแตละชุดมีเครื่องประกอบพิธีดังนี้ ๑. ขาวแตน (ตัดแบง) ๑๐๘ ชิ้น ๒. กลวยสุก ๑๘ ลูก ๓. บุรี่ ๑๐๘ มวล ๔. สม ๑๐๘ กลีบ ๕. แตงกวา (หั่นเปนชิ้น) ๑๐๘ ชิ้น ๖. เมี่ยง ๑๐๘ หอ สถานที่ในการประกอบพิธีกรรมสืบชะตาในครั้งนี้ คือ ภายในวิหารของวัดโดยมีการผูกสายสิญจน ไวเหนือที่ ประกอบพิธี มีลักษณะเปนชองตารางสี่เหลี่ยมมีการโยง สายสิญจนลงมา เพื่อใหผูเขารวมประกอบพิธีไดใชสวมศีรษะ ดวย นอกจากนี้ยังมีการโยงสายสิญจนขันน้ํามนตใหญ ที่ อาสนะพระสงฆ พระประธานในวิหาร และที่เครื่องประกอบ พิธีดวย


๗. มะพราว (หั่นเปนชิ้น) ๑๐๘ ชิ้น ๘. ออย (หั่นเปนชิ้น) ๑๐๘ ชิ้น ๙. ขนมเทียนและขาวตมมัด ๑๐๘ ชิ้น ๑๐. ขาวเหนียวหมูทอด ๑๑. ตุง (ธงสีขาว) ๑๐๘ ชอ ๑๒.ธูป ๑๐๘ ดอก ๑๓. มะมวง (หั่นเปนชิ้น) ๑๐๘ ชิ้น ๑๔. ใบพลูปายดวยปูนแดงและมัดกับหมากแหง ๑๐๘ ชิ้น ๑๕. ตุกตาเซรามิค ๑๒ ปนักษัตร ๑๖. สวยดอก (กรวยดอกไม) ๑๗. น้ําเปลา ๑ แกว


ในสวนของวัดจอมคีรีพิธีสืบชะตาในครั้งนี้ คือภายในวิหาร ของวัดโดยมีการผูกสายสิญจน ไวเหนือที่ประกอบพิธี แตลักษณะ การผูกโยงสายสิญจนจะแตงตางจากวัดเกตการาม คือเปนการผูก ในลักษณะไขวกัน ไปทางไมมีทิศทาง (โดยที่วัดเกตการามจะผูก เปนตารางสี่เหลี่ยมจัตตุรัสเปนชองๆ)


สวนที่อยูกับไมค้ําสืบชะตา

โดยมีไมค้ําสืบชะตาทําเปนซุม๓ ขา ตั้งอยูดานหนาพระ ประธาน และนอกจากนี้ในพิธีสืบชะตาครั้งนี้ ยังมีการ บวงสรวงพระพิฆเนศ กอนการเริ่มพิธีสืบชะตาดวย โดยเครื่อง ประกอบในพิธีกรรมแบงเปน ๒ สวน ดังนี้

๑. หนอกลวย ๓ หนอ ๒. หนอมะพราว ๓ หนอ ๓. ตนออย ๓ ตน ๔. มะพราว ๑ ทะลาย ๕. กลวยดิบ ๑ เครือ ๖. ไมเหลาเปนงาม ๑๐๘ ดาม ๗. บุรี่ ๑๐๘ มวล ๘. เมี่ยง ๑๐๘ หอ ๙. ตุง (ธงสีขาว) ไมจํากัดจํานวน ๑๐. สวยดอก (กรวยดอกไม) ๑๐๘ กรวย ๑๑. บายศรี ๑ พาน ๑๒.หมอน้ํา ๑๓.หมอขาวเปลือก ๑๔.หมอขาวสาร


สวนที่อยูในสะตวง

ไมไดมีการจําเพาะเจาะจงปริมาณที่ใส ไดแก ๑. กลวยสุก (หั่นเปนชิ้น) ๒. มะมวง (หั่นเปนชิ้น) ๓. เมี่ยง ๔. ใบพลูปายดวยปูนแดงและมัดกับหมากแหง ๕. ขนมแหงตางๆ ๖. ดอกไม ๗. เทียนขนาดเล็ก


ลายละเอียดของเครื่องพิธีกรรมบางสวน ขาดหายไปหรือ อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบาง แตเมื่อมองโดยรวมแลวในการ ทําพิธียังใหความสําคัญกับเครื่องประกอบพิธีกรรมหลักอยู โดยเมื่อหากมองในแงของสัญลักษณแลว เครื่องประกอบ พิธีกรรมนั้นเปนสวนสําคัญ ที่มีผลตอจิตใจของผูที่เขารวม พิธีกรรม ซึ่งเครื่องประกอบที่สําคัญมีดังตอไปนี้

๑. ไมค้ําสะหลี หรือ ไมค้ําสืบชะตา ขนาด เสนผาศูนยกลางประมาณ ๕ - ๘ เซนติเมตร ความยาว ประมาณ ๑.๕๐ เมตร จํานวน ๓ อัน ตัดใหมีงาม ๑ อัน เพื่อใช ค้ํายันใหเปนรูปสามเหลี่ยมทรงกระโจมเพื่อใชวางเครื่องสืบชะตา ตาง ๆ ตามโคนไม ทั้งสามดาน และใหผูประกอบพิธีซึ่งเปน ประธาน นั่งอยูตรงกลางสวนผูเขารวมพิธีคนอื่น ๆ นั่งอยูโดยรอบ โดยวิธีโยงดายสายสิญจนไปสวมที่ศีรษะหรือวนโดยรอบ ปริมณฑลพิธี ใหผูที่เขารวมพิธีสืบชะตาอยูตรงกลาง ซึ่งจาก ลักษณะของการวางค้ํากันเปนกระโจมนี้อาจมีที่มาจากไมค้ําโพธิ์ ซึ่งเชื่อวาเปนการค้ําจุนศาสนา แตเมื่อนํามาเปนสวนหนึ่งในพิธี สืบชะตาจึงนาจะเปนสัญลักษณสื่อใหเห็นถึงการค้ําชูดวงชะตา ของผูเขารวมพิธีใหดีขึ้น


๒. หนอกลวย หนอออย หนอมะพราว หมอน้ํา ขาวเปลือก และขาวสาร ที่เปนสวนประกอบเครื่องพิธีกรรมเหลานี้โดยมักอยู รวมกับไมค้ําสะหลี หรือ ไมค้ําสืบชะตา เนื่องจากดินแดนลานนา โดยพื้นฐานนั้นเปนสังคมเกษตรกรรมมาแตเดิม ในการทําพิธี สําคัญที่เปนมงคลตางๆจึงมักมีของประกอบพิธีกรรมเหลานี้เปน รวมอยูดวยไมเพียงแตพิธีสืบชะตาเทานั้น แตยังพบในงานพิธี มงคลอื่นๆเชน พิธีแตงงาน พิธีขึ้นบานใหม เปนตน โดยการน้ํา หนอของพืชพรรณ หรือเมล็ดพันธุเหลานี้มาใชอาจเพื่อ ความหมายในทางสัญลักษณที่วาเปนการเจริญงอกงามหรืออุดม สมบูรณ และเมื่อทําพิธีเสร็จแลว จะนําไปปลูกยังบานของผูสืบ ชะตา เพื่อแสดงถึงการงอกเงยและเพื่อสืบทอดตอไป อีกทั้งยัง เพื่อความเปนสิริมงคลดวย


๓. ใบไมมงคลนาม ตัวอยางเชน ใบขนุน ใบเงินใบทอง ใบ โชคใบลาภ ใบมะยม และใบไมอื่นๆที่มีนามมงคล ซึ่งชาวบานมี ความเชื่อที่วาการนําใบไมชื่อมงคลเหลานี้มาประกอบพิธีดวยจะ ทําใหเปนสิริมงคลตามชื่อใบไมนั้นๆ เชน ใบขนุนทําใหมีผูหนุนนํา ใบโชคใบลาภทําใหมีโชคมีลาภ ใบเงินใบทองทําใหมั่งมีเงินทอง ใบมะยมทําใหมีคนนิยมชมชอบ เปนตน


พิธีสืบชะตาหลวงนี้ภายหลังมีการปรับเปลี่ยน โดยบาง แหงก็ไดนําไปประยุกตใชใหเขากับยุคสมัย เชนที่จังหวัดนาน มีพิธีสืบชะตาแมน้ํานานเปนตน โดยใชพิธีสืบชะตาเปน เครื่องปลูกจิตสํานึกของคนในทองถิ่น ที่ไดอาศัยแมน้ํานานใน การดํารงชีพ ไดตื่นตัวและสํานึกในบุญคุณของสายน้ํา พรอมที่จะชวยกันอนุรักษสภาพแวดลอมของแมน้ํานานให สะอาดรวมตลอดถึงชวยกันอนุรักษปาตนน้ํา ซึ่งเปนตน กําเนิดแมน้ํานานดวย

การจัดสถานที่ประกอบพิธีกรรม โดยปกติมักใชวิหารหลวงของวัดในแตละชุมชนเปน ศูนยกลาง ซึ่งอาจจะมีการโยงดายสายสิญจนจากบริเวณพิธี ไปยังบานแตละหลังภายในเขตชุมชนนั้นก็ได ทั้งนี้โดยมาแลว ในการจัดเตรียมสถานที่ประกอบพิธีกรรมนั้น คนในชุมชนจะ ชวยกันเปนผูจัดเตรียม ซึ่งมักอยูในการควบคุมของพอหนาน ผูประกอบพิธีกรรม

ในการสํารวจขอมูลพบรูปแบบของการเตรียมสถานที่ ประกอบพิธีกรรมสืบชะตา โดยมีลักษณะการโยงสายสิญจน ๒ แบบ คือ ๑. แบบมณฑล หรือ มันดาละ ซึ่งเปนแบบที่มีมา แตโบราณ และ ๒. แบบการโยงที่ไมมีทิศทาง


หรือ มันดาละ ซึ่งสอดคลองกับจักรวาลคติในศาสนาพุทธโดย มีการโยงสายสิญจนไปสูพระประธานซึ่งมีความหมายเปน ศูนยกลางของจักรวาล นอกจากนี้ลักษณะของการวางเครื่อง ประกอบพิธียังเปนไปตามระบบจักรวาลวาลคติเชนเดียวกัน ซึ่งสังเกตไดจากการมีเทียน ๓ เลมเปนจุดศูนยกลาง รายลอม ดวยถาดเครื่องประกอบพิธีกรรมทั้ง ๔ ทิศ แตในการ ประกอบพิธีสืบชะตาของวัดเกตการามนี้ไมมีไมค้ําสะหลี หรือ ไมค้ําสืบชะตา

ลักษณะการวางผังการประกอบพิธีกรรมสืบชะตาของวัด เกตการามนั้นมีการโยงสายสิญจนเปนรูปแบบของมณฑล


ลักษณะของกาโยงสายสิญจนที่วัดจอมคีรีนั้น มีลักษณะที่ แตงตางออกไปจากการโยงสายสิญจนในพิธีสืบชะตาทั่วๆไปที่ มีมาแตเดิมโดยเปนการโยงไขวทับกันไปทางอยางไรทิศทาง ซึ่งในอดีตจะโยงทับกันในรูปแบบเของตารางสี่เหมี่ยมจัตุรัส เทานั้น ซึ่งเหตุปจจัยอาจมาจากการสภาพสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไปทําใหคนรุนใหมไมเขาใจถึงคติความเชื่อเดิม หรืออาจขาดความใสใจ ประกอบกับผูที่มีความรูในเรื่องการ จัดเตรียมพิธีกรรมที่ถูกตองนั้นไดเหลือนอยลงทุกที จึงมีผล ตอรายละเอียดของการจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธีกรรม ดังกลาว


ความเปลี่ยนแปลงในปจจุบัน ในอดีตพิธีสืบชะตาในลานนานั้น มีเครื่องประกอบพิธี และรูปพิธีที่ซับซอนกวาในปจจุบันมาก เนื่องจากชาวลานนา ในสมัยกอนนั้นใหความสําคัญกับจารีตประเพณีโดยเฉพาะ จารีตประเพณีของชุมชน เหตุอาจเปนเพราะในชวงเวลานั้น อิทธิพลจากภายนอกยังเขาไปถึงชาวลานนานอยมาก ประกอบกับพิธีกรรมเหลานี้ลวนเปนสวนหนึ่งในวิถีชีวิตของ ชาวลานนา โดยไมสามารถแยกออกจากกันไดเนื่องดวยชาว ลานนาเปนสังคมเกษตรกรรม จําเปนตองอาศัยธรรมชาติและ สภาพลมฟาอากาศเปนสําคัญจึงมีความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือ ธรรมชาติ ซึ่งเปนความเชื่อเกาแกดั้งเดิมของกลุมคนใน ภูมิภาคนี้ เพื่อเปนสิ่งยึดเหนี่ยวและเพื่อเปนการสรางขวัญ กําลังใจแกชาวบาน ประกอบกับเมื่อมีศาสนาพุทธเขามาทํา ใหความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ

หรือเรื่องดวงชะตา ผสานรวมเขากับพุทธศาสนาเปนพิธีกรรม สืบชะตาซึ่งถือเปนสวนหนึ่งในวิถีชีวิต ของชาวลานนาที่ทําสืบ ตอกันเรื่อยมา


แตในสังคมชาวลานนาปจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งในดานการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงวัฒนธรรมซึ่งมีผล ตอความเชื่อในจารีตประเพณีดั้งเดิมที่มีมา โดยสังคมปจจุบัน นั้นใหความสําคัญกับกระแสเรื่องของวัตถุมากกวาเรื่องของ จิตใจ การอนุรักษวัฒนธรรมก็มักประยุกตใหรับกับการ ทองเที่ยวที่สรางเงินสรางรายไดมากกวาที่จะรักษาไวซึ่ง ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมจริงๆทําใหวัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมที่มีมาตั้งแตอดีตมีการปรับเปลี่ยน เพื่อใหเขากับยุคสมัยปจจุบันมากขึ้น รวมถึงรายละเอียดของ พิธีกรรมไมวาจะเปนของประกอบพิธีกรรม หรือบทสวดตางๆ ก็ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อใหเหมาะสมกับสภาพสังคมปจจุบันดวย โดยสิ่งที่เห็นไดชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงในปจจุบันคือ มี เยาวชนจํานวนนอยมากที่จะมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับ เรื่องวัฒนธรรมของตนเองซึ่งผูที่มีความรูจริงๆมักเปนผูสูงอายุ ที่นับวันจะเหลือนอยลงทุกที และอัตราการเขาวัดทําบุญของ เยาวชนในปจจุบันก็นอยมากเมื่อเทียบกับสมัยกอนทําให คาดคะเนไดไดวาในอนาคต พิธีสืบชะตาของลานนาคงเหลือ เพียงชื่อเทานั้น


ดังนั้นเราจึงควรใหความสําคัญ กับการปลูกฝงจิตสํานึก กับเยาวชน เพื่อใหเขาเหลานี้เห็นถึงคุณคา และความสําคัญ ของพิธีสืบชะตาและพิธีกรรมอื่นๆ ที่เปนจารีตประเพณีของ ลานนา เพราะสิ่งเหลานี้ เปนสิ่งที่บรรพบุรุษไดสรางสมเอาไว ให เปนสิ่งที่สะทอนถึงรากเงาภูมิปญญาของตนเอง เพราะ เยาวชนเหลานี้จะเปนพลังสําคัญที่ทําใหเอกลักษณของความ เปนลานนายังคงอยูสืบไป

สืบชะตาล้านนา  

สืบชะตาล้านนา