Page 1

ทฤษฎีองค์ การ (Organization Theory)

ความหมายของคำาว่า “องค์การ” (Organization) Chester B Classical Organization Theory arnard ให้คาำ นิยามว่า “องค์การ” คือกลุ่มบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป มาร่ วมกันทำางานเพื่อบรรลุวตั ถุประสงค์เดียวกันอย่ างมีจิตสำานึก” Max Weber ให้คาำ นิยามว่า “องค์การ” คือระบบของกิจกรรม เฉพาะเจาะจงที่มีวตั ถุประสงค์อย่างต่อเนื่อง (A system of continuos purposive activity of a specific kind)


ความหมายของคำาว่าองค์การ (ต่อ) 

Richard Hall ให้ ความหมายของคำาว่าองค์ การเพิม่ เติมจาก Max Weber โดยอธิบายว่าเป็ นกลุ่มความร่ วมมือ (corporate group) ซึ่งหมายถึงรู ปแบบความสั มพันธ์ ทาง สั งคมแบบหนึ่งซึ่งได้ วางกฎเกณฑ์ ไว้ สำาหรับการเข้ ามาเป็ น สมาชิกของกลุ่ม และมีสมาชิกบางท่ านในกลุ่มนั้นทำาหน้ าทีเ่ ป็ นหัวหน้ า และฝายบริหารซึ่งคอยดูแลให้ สมาชิกปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ทวี่ างไว้


ขอบข่ ายเนือ้ หาสาระของวิชาทฤษฎีองค์ การ 

เนือ้ หาสาระสำ าคัญของวิชานีจ้ ะพูดถึงขอบเขตทีเ่ กีย่ วกับกรอบความคิด ทฤษฎีในแง่ โครงสร้ าง (Structure), การกระทำาหน้ าทีต่ ่ อกัน (Interaction) หรือ มีความสั มพันธ์ ต่อกัน (Interrelation) และเกีย่ วข้ องกับสาเหตุและการจัดการที่ เกีย่ วข้ องกับการออกแบบองค์ การต่ าง ๆ


วิวฒั นาการทฤษฎีองค์การ   

 

1. Classical Organization Theory 2. Neoclassical Organization Theory 3. Human Resource Theory or Organizational Behavior Perspective 4. Modern Structural Organization Theory 5. System Theory and Organizational Economics 6. Power and Politics Orgnaization Theory


วิวฒั นาการทฤษฎีองค์การ   

7. Organizational Culture and Sense Making 8. Organizational Culture Reform Movement 9. Postmodernism and the Information Age


Classical Organization Theory     

ยุคโบราณ – Taymiyyah “Principle of Admintration (Muslim Style) - Socrates explain to Nichomahindes “Generic Management” เกีย่ วกับการปกครองคน ต้ องรู้ ความต้ องการของคน, เป็ นผู้นำาทีด่ ี, แก้ปัญหาเก่ง ยุคทฤษฎีองค์ การแบบคลาสิ ค มีรากฐานจากการปฏิวตั ิอตุ สาหกรรมใน ศตวรรษที่ 17 โดยเน้ นเป้ าหมายทางเศรษฐกิจ และการผลิต, มีวธิ ีการ ทีด่ ที สี่ ุ ดเพียงวิธีเดียว, สามารถพิสูจน์ ทราบได้ จากการสื บค้ นอย่ างเป็ น ระบบ และเป็ นวิทยาศาสตร์


Classical Organization Theory    

ยุคทฤษฎีองค์ การแบบคลาสสิ ค - ผลผลิตสามารถทำาได้ สูงสุ ดโดยผ่ านการแบ่ งงานกันทำา และ - ทำางานตามความถนัดเฉพาะด้ าน (specialization) - บุคคลกับองค์ การปฏิบัติงานตามหลักการทางเศรษฐกิจทีม่ ี ความสมเหตุสมผล


Classical Organization Theory 

The first theories of organization were concerned primarily with the anatomy, or structure, or formal organizations. Adam Smith,”An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations (1776) and James Watt (1736-1819) ทั้งสองท่ านเป็ นบุคคลทีผ่ ลักดัน ให้ โลกของเราเป็ นอุตสาหกรรม


Classical Organization Theory 

David C. McCullum (1815-1878) เน้ นการแบ่ งอำานาจ และ ความรับผิดชอบพอ ๆ กัน และระบบรายงานอย่ างถูกต้ องต่ อผู้บริหารระดับสู ง Henry R. Town มีทศั นะว่าองค์ การของแรงงานทีม่ ผี ลผลิตจะต้ องชักจูง และควบคุมบุคลากรไม่ เพียงแต่ มกี ารบริหารทีด่ ี และกระบวนการสร้ างความคุ้น เคยในการทำางานเกีย่ วกับช่ างเทคนิคหรือวิศวกรทีผ่ ลิตสิ นค้ าได้ เป็ นอย่ างดี แต่ ยงั ต้ องมีความรู้ ในทางปฏิบัตถิ ึงวิธีการสั งเกต,บันทึก,วิเคราะห์ และเปรียบเทียบข้ อ เท็จจริงทีส่ ั มพันธ์ กบั ค่ าจ้ าง,การจัดหาวัตถุดบิ ,บัญชีค่าใช้ จ่าย และทั้งหมดนำา เข้ าไปสู่ เศรษฐกิจการผลิต และต้ นทุนสิ นค้าทีผ่ ลิต


Classical Organization Theory ď Ż

Henri Fayol, General Principles of Management -Division of labor -Authority and responsibility -Discipline -Unity of command -Unity of direction -Subordination of individual interest to the general interest. -Remuneration of personnel


Classical Organization Theory -

Centralization Scalar chain (line of authority) Order Equity Stability of tenure of personnel Initiative Esprit de corps.


Classical Organization Theory 

Frederick Winslow Taylor, The Principles of Scientific Management -พูดถึงผลกระทบต่ อการใช้ การอุปกรณ์ ทชี่ ่ วยประหยัดแรงงาน (Labor-saving devices) -การพัฒนาของการอู้งาน (Soldiering) -ลักษณะกรรมกรในสหภาพแรงงาน -นิยามของคำาว่ าการจัดการแบบวิทยาศาสตร์


Classical Organization Theory - สิ่ งทีก่ ารจัดการวิทยาศาสตร์ ทาำ - การคัดเลือกคนงานแบบวิทยาศาสตร์ - การนำาวิทยาศาสตร์ เข้ ามาเกีย่ วข้ องกับมนุษย์ - การลดกิจกรรมทีท่ าำ ให้ ประหยัดค่ าใช้ จ่าย (เช่ นการใช้ แรงเช่ นการ แซะด้ วยพลัว่ ) - การใช้ การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ คุ้มใหม ?


Classical Organization Theory 

Max Weber, Bureaucracy 1. The principles of fixed and official jurisdictional areas, which are generally ordered by rules, that is by law and administrative regulation. ทำางานโดยยึดหลักกฎระเบียบ ข้ อบังคับทีแ่ น่ นอน


Classical Organization Theory 2. A hierarchy เน้ นการทำางานตามสายการบังคับบัญชา 3. There is modern office is based upon written documents. มีการทำางานแบบสำ านักงาน สมัยใหม่ โดยยึดเอกสารทีม่ ีลายลักษณ์ อกั ษร 4. การทำางานยึดหลักความถนัดเฉพาะด้ าน, คัดเลือกคนด้ วยระบบ คุณธรรม 5.ถือหลักประโยชน์ ส่วนรวมเหนือกว่าประโยชน์ ส่วนตน


Classical Organization Theory Luther Gulick, Notes on the Theory of Organization.

Focus on: 1. Division of Labor –The whold and the Parts 2. The co-ordination of work 3. The span of control –One man one master CEO work is POSDCORB


Classical Organization Theory Luther Gulick, Notes on the Theory of Organization.

P = Planning O = Organizing S = Staffing D = Directing CO=Coordinating R = Reporting B = Budgetting


Neoclassical Organization Theory Classical organization theory concentrate that organizations should be based on universally applicable scientific principles.  ยุค Neoclassical organization theory เป็ นยุคที่ ปรับปรุงจาก classical organization theory เป็ น ลักษณะ Modern organization theory  Chester I. Barnard, Function of Executive เน้ นความร่ วมมือขององค์การ 


Neoclassical Organization Theory The Economy of Incentives ของ Chester I. Barnard 1. The method of incentives 2. The method of pursuasive Robert K. Morton,Bureaucratic Structure and Personality. 1. The Structure of Bureaucracy 2. The Dysfunction of Bureaucracy


Neoclassical Organization Theory Herbert A. Simon, The Proverb of Administration มองว่าหลักของ Gulick และ Urwick เมือ่ มาพิจารณาแล้วเป็ นเพียงสุ ภาษิต หลักแต่ ละหลักเมื่อมาพิจารณา รวมกันมิใช่ หลักอีกต่ อไป Simon มองว่ าการตัดสิ นใจมีอยู่ในทุกระดับขององค์ การ การ ตัดสิ นใจไม่ สามารถแยกข้ อเท็จจริงกับค่านิยม ดังนั้นการตัดสิ นใจที่ สมบูรณ์ แบบ จึงเป็ นการตัดสิ นใจทีพ่ อทำาได้ (Satificing)


Neoclassical Organization Theory 

Richard M.Cyert and James G. March “A Behavioral Theory of Organizational Objectives.” - The organization as a coalition - Stabilization and Elaboration of objectives - Changes in Objective Through Experience.


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective 

ในอดีต ผู้บริหารเป็ นผู้ร้ ู ทดี่ ที สี่ ุ ด (The Boss knows best mindset) Hugo Munsterberg นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ทำางานที่ ม.ฮาร์ วาร์ ด ได้ รับการยกย่ องว่าเป็ นบิดาแห่ ง “จิตวิทยาอุตสาหกรรม” หรือจิตวิทยาประยุกต์ เขาพยายามคัดเลือกคนงานให้ เหมาะกับความ ต้ องการของบริษทั การส่ งเสริมให้ พนักงานมีทศั นคติในเชิงบวกต่ อ การทำางาน และต่ อองค์การ แนวความคิดของเขาจึงเน้ นถึงวิธีการนำา พฤติกรรมศาสตร์ มาประยุกต์ ใช้ ในองค์การได้ เป็ นอย่ างดี


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective 

ในทางตรงข้ าม Munsterberg ได้ พฒ ั นาพฤติกรรมศาสตร์ โดยแสวงหาคำา ตอบว่ าทำาอย่ างไรองค์การจึงจะส่ งเสริมบุคลากรให้ เติบโตและพัฒนา การสร้ าง ความสั มพันธ์ ระหว่ างบุคคลกับองค์ การ เป็ นลักษณะน้ำ าพึง่ เรือเสื อพึง่ ป่ า แต่ มิใช่ เป็ นการพึง่ พาของฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่ง Argyris ได้ กล่ าวว่าบุคคลใดมององค์การโดยผ่านเลนส์ มุมมองด้ าน พฤติกรรมองค์การเขาก็จะเน้ นเกีย่ วกับคน, กลุ่ม และความสั มพันธ์ ระหว่ างกลุ่ม และสิ่ งแวดล้ อมขององค์การ และพฤติกรรมองค์ การถูกวางเป็ นค่ านิยมชั้นสู งใน การมองมนุษย์ ในฐานะปัจเจกชน, เป็ นสิ่ งทีต่ ้ องกระทำาให้ สำาเร็จโดยเปิ ดเผย และ ซื้อสั ตย์ เพือ่ ให้ บุคลากรได้ รับข้ อมูลข่ าวสารถูกต้ องมากทีส่ ุ ด


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective 

ทฤษฎีทรัพยากรมนุษย์ ได้ รับอิทธิพลจากองค์ ความรู้ ทางการวิจยั และ ทฤษฎีถูกสร้ างจากสมมติฐานดังนี้ ก. องค์ การเกิดขึน้ มาเพือ่ ตอบสนองความต้ องการมนุษย์ มากกว่ าการแก้ แค้น ข. เมื่อความสั มพันธ์ ระหว่างบุคคลกับองค์การไม่ ดี ทำาให้ บุคคลได้ รับ ความทุกข์ ทรมานจากภาวะกดขีค่ รอบงำา ค. ความเหมาะสมระหว่างบุคคลกับองค์การก็คอื win-win game มนุษย์ ต้องการทำางานสนุกและมีความหมาย และองค์ การก็ปรารถนา คนเก่ง และความสามารถจากบุคลากร


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective 

แนวคิดทางพฤติกรรมองค์การทีเ่ ด่ นชัดทีส่ ุ ด ได้ แก่การศึกษาวิจยั ที่ โรงงาน Hawthorn study ทีบ่ ริษทั Western Electric Company เขาแสดงให้ เห็นการทดลองจากการ เปลีย่ นแปลงสภาพแวดล้อมมีอทิ ธิพลต่ อการเพิม่ ผลผลิตเพียงใด โดย ศึกษาปัจจัยด้ านแสงสว่าง, อัตราการไหลของวัตถุดบิ , แผนการจ่ ายค่ า จ้ างทางเลือก ผลการศึกษาพบว่าเป็ นปัญหาทางด้ านจิตวิทยาสั งคม ได้ แก่ปัญหาความสั มพันธ์ ระหว่างบุคคลในกลุ่ม, ปทัสถานของกลุ่ม, เป็ นตัวควบคุมสภาพแวดล้อม


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective 

J.Steven Ott’s (1996) เขียนเรื่อง Classic Readings in organizational Behavior ได้ อธิบายว่ าหัวใจสำ าคัญของทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ได้ แก่ ก. การจูงใจ (Motivation) ข. พฤติกรรมกลุ่ม และพฤติกรรมระหว่ างกลุ่ม (group and intergroup behavior) ค. ภาวะผู้นำา (Leadership) ง. ทีมการปฏิบตั งิ าน และการมอบหมายอำานาจให้ ระดับล่ าง (empowerment)


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective 

แนวคิดของ Mary Parker Follett เขียน “The Giving Orders ได้ อธิบายว่าในองค์ การควรจะออกคำาสั่ ง อย่ างไร คำาสั่ งอาจทำาให้ ลดทอนตัวบุคคล (depersonalized) การสร้ างความอันหนึ่งอันเดียวกันจึงจะต้ องเข้ าไปเกีย่ วข้ องกับการ ศึกษาเรื่องสถานการณ์ เพือ่ ค้ นหากฎของสถานการณ์ (Law of situation) และให้ การเชื่อฟังสิ่ งนั้น ๆ


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective ทฤษฎีแรงจูงใจ ได้ แก่ ของ Abraham Maslow ว่ าด้ วยลำาดับ ขั้นความต้ องการของมนุษย์ (A Hierarchy of Need) ได้ อิทธิพลจากการศึกษาที่ Harthorne Experiments และ ทฤษฎี X,Y ของ Douglas Mcgregor มาจากจุดของการ หันมาศึกษาการจูงใจในองค์ การ  ข้ อสั นนิษฐานทางทฤษฎีของ Maslow สรุ ปได้ ดังนีค ้ อื ก. มนุษย์ ทุกคนมีความต้ องการอยู่ภายใต้ โครงสร้ างแรงจูงใจ ข. เมือ่ ความต้ องการในระดับต่ำ าตอบสนองแล้ว ก็จะไม่ ใช่ แรงขับอีกต่ อ ไป 


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective 

ค. เมือ่ คนงานได้ รับความพอใจกับความต้ องการในระดับต่ำ ากว่ าแล้ ว ก็จะเกิดแรง ผลักดันไปสู่ ความต้ องการในระดับทีส่ ู งขึน้ กว่ าเดิม Irving Janis เขียนเรื่อง “Groupthink” เป็ นวิธีการคิดเป็ นไปตาม กระแสของกลุ่ม หากไม่ ตดิ กลุ่มจะถูกมองว่านอกคอกและไม่ มมี นุษยสั มพันธ์ ใน สายตาของกลุ่มเออออห่ อหมก เขาได้ แสดงถึงวิธีการดูอาการของกลุ่มเออออ ห่ อหมกมีลกั ษณะดังต่ อไปนี้ ก. หลงตัวเองว่ าเป็ นผู้ไร้ เทียมทาน ข. สร้ างกลุ่มต่ อรองเพือ่ ความสมเหตุสมผลทีส่ มาชิกกลุ่มละเลยต่ อคำาเตือนหรือ ยอมรับการทบทวนในเชิงนิเสธ (Negative feedback)


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective ค. มีความเชื่อในจริยธรรมของกลุ่มภายในตนเองโดยเชื่ออย่ างหัวปักหัว ปำ าโดยไม่ สงสั ยหรือกังขาใด ๆ ง. เข้ มแข็ง, มีทศั นคติเชิงลบ และมีทศั นคติแบบเหมาพวก (Stereotyping) แก่ผู้นำากลุ่มทีเ่ ป็ นปรปักษ์ จ. มีการนำาไปใช้ กดดันสมาชิกกลุ่มทีแ่ สดงข้ อสงสั ยเกีย่ วกับความหลง ผิดในการช่ วยเหลือแบ่ งปันของกลุ่ม มีการเอือ้ เฟื้ อความหลงผิดของความคิดทีม่ ใิ ช่ เป็ นเอกฉันท์ มีการกำาหนดการเฝ้ ามองสภาพจิตใจ (Mindguard)


Human Resource Theory ,or the Organizational Behavior Perspective 

Bart Victor and Carroll Stephens เขียน Dark Side of the New organizational forms พบว่าแนวโน้ มยุคมืดขององค์การคือ การมีสำานักงานอัตโนมัติ , การมี อาชีพเสมือนจริง, ความสั มพันธ์ ระหว่างบุคคล, ระหว่ างเพือ่ นร่ วม งาน, และองค์ การมีลกั ษณะชั่วคราว องค์ การแบบ Flat organization จะผลักดันความสั มพันธ์ ระหว่ างบุคคล ไปสู่ ความต้ องการทีม่ ากกว่าและไปสู่ การยัดเยียดมากกว่าเดิม


Modern Structural Organization Theory Classical School เป็ นลักษณะของ Structuralist พวกนีเ้ น้ นโครงสร้ าง, การออกแบบ, และกระบวนการผลิต  Modern Structural organization theory มี รากฐานมาจาก Fayol, Taylor,Gulick,  Weber โดยมองว่ าประสิ ทธิภาพขององค์ การเป็ นสาระสำ าคัญของ ความสมเหตุสมผลขององค์การ และเป้ าหมายของ Rationality ก็คอื การเพิม่ ผลผลิตของความมัง่ คัง่ และในแง่ ของสิ นค้ าและบริการทีด่ ี 


Modern Structural Organization Theory 

 

Modern Structural Organization Theory ได้ รับ อิทธิพลจากยุค Neoclassical,human relation, system theory Bolman and Deal (1997) ได้ ต้ังสมมติฐานเกีย่ วกับกรอบ ทัศนะของโครงสร้ างดังต่ อไปนี้ ก. องค์ การเป็ นสถาบันทีส่ มเหตุสมผลโดยมีวตั ถุประสงค์ พนื้ ฐานเพือ่ บรรลุเป้าหมายจากวัตถุประสงค์ทกี่ าำ หนดไว้ พฤติกรรมองค์ การสม เหตุสมผลจะบรรลุความสำ าเร็จได้ ดที สี่ ุ ดจากสิ่ งทีส่ นับสนุนความสม เหตุสมผลขององค์ การ


Modern Structural Organization Theory 

ข. จะต้ องมีโครงสร้ างทีด่ ีทสี่ ุ ดสำ าหรับองค์การใด ๆ ก็ตาม อย่ างน้ อย ทีส่ ุ ดต้ องมีโครงสร้ างทีเ่ หมาะสมในแง่ ของวัตถุประสงค์ ทกี่ าำ หนดไว้ ค. การจำาแนกงานเฉพาะด้ านและการแบ่ งงานกันทำาเป็ นการเพิม่ คุณภาพและปริมาณของผลผลิต โดยเฉพาะอย่ างยิง่ ในการดำาเนินงาน ทีอ่ าศัยทักษะ และความเป็ นวิชาชีพ ง. ปัญหาส่ วนใหญ่ ในองค์ การหนึ่งๆ มักเกิดจากความบกพร่ องของ โครงสร้ าง ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ ด้วยการเปลีย่ นแปลงโครงสร้ าง


Modern Structural Organization Theory 

Tom Burns and G.M.Stalker เป็ นผู้นำาแนวคิดเกีย่ วกับสั งคม เทคนิคสำ าหรับองค์ การ ซึ่งต่ อมาพัฒนาเป็ นทฤษฎีเกีย่ วกับ mechanistic และ organic system ขององค์ การ เขาเสนอแนะว่ าในภาวะทีแ่ น่ นอนให้ ใช้ องค์ การแบบกลไก หรือ mechanistic ซึ่งเป็ นการบริหารแบบดั้งเดิมเกีย่ วกับสายการบังคับบัญชาภายใต้ กฎระเบียบข้ อ บังคับทีเ่ ป็ นทางการ มีการสื่ อสารในแนวดิ่ง และมีการตัดสิ นใจทีม่ กี ารกำาหนดมา แล้ ว แต่ ในสภาวะทีเ่ ป็ นพลวัตร และเป็ นสถานการณ์ ทมี่ กี ารเปลีย่ นแปลงอย่ าง รวดเร็ว จำาเป็ นต้ องใช้ organic system ซึ่งเน้ นการมีส่วนร่ วมและไว้ วางใจคนงานสู ง


Modern Structural Organization Theory 

Peter M.Blue, W.Richard Scott ได้ เขียนแนวคิดทีเ่ กีย่ วกับ องค์การทีเ่ ป็ นทางการในหนังสื อชื่อ “Formal Organization: A Comparative approach” กล่ าวว่ า องค์ การทีไ่ ม่ เป็ นทางการมี รากฐานมาจากองค์ การทีไ่ ม่ เป็ นทางการ และสนับสนุนองค์ การทีเ่ ป็ นทางการโดย กำาหนดปทัสถานเพือ่ การดำาเนินงานขององค์การ Arthur H.Walker, Jay W.Lorsch ได้ เขียนถึง Organization Choice:product or function พบว่ า ผู้ เชี่ยวชาญควรจะรวมหน้ าทีเ่ ดียวกันโดยอยู่ภายใต้ นายคนเดียวกัน โดยไม่ คาำ นึงถึง ความแตกต่ างของผลิตภัณฑ์ หรือควรมีผ้ชู ำานาญการตามหน้ าทีก่ ารงานทีแ่ ตก ต่ างกันภายใต้ ผลิตภัณฑ์ เดียวกัน ควรรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ ภายใต้ หัวหน้ าคน เดียวกัน


Modern Structural Organization Theory 

Adam Smith ให้ ความสำ าคัญกับการแบ่ งงานกันทำา เพือ่ เพิม่ ประสิ ทธิผลในการผลิตของโรงงาน ในปี 1922 Max Weber ได้ อธิบายถึงแรงผลักดันทีเ่ ข้ มแข็ง และต่ อต้ านคัดค้านกันอยู่ทมี่ ผี ลกระ ทบต่ อองค์ การทั้งหมด นั่นคือความต้ องการแบ่ งงานกันทำา กับการ ทำางานตามความถนัดเฉพาะด้ าน การแบ่ งงานกันทำาไม่ ได้ จัดลำาดับ ความสำ าคัญตามความถนัดเฉพาะด้ านตามทักษะ, ผลิตภัณฑ์ และตาม กระบวนการ


Modern Structural Organization Theory 

Henry Minzberg เขียน “The Structuring of Organization” โดยถือเป็ นส่ วนประกอบหนึ่งของModel และเขียน “Power in and around Organization” เป็ นส่ วนประกอบทีส่ องของ Model และเขียน “Five Basic Parts of the Organization”


Modern Structural Organization Theory 

Five Basic Parts of the Organization เป็ นแบบจำาลองขององค์การที่ส่วนประกอบมีความเป็ นอิสระต่อกัน ได้แก่ 1. The strategic apex 2. The middle line 3. The operating core 4. The technostructure 5. The support staff


Modern Structural Organization Theory Elliott Jacques เป็ นผูป้ กป้ องแนวคิดระบบราชการตามแนวสายการ บังคับบัญชา ว่าระบบราชการมีคุณงามความดี กล่าวคือเป็ นการแก้ ปัญหาความไม่ต่อเนื่องทางด้านจิตใจ และความซับซ้อนทางด้าน กายภาพ เขามีทศั นะว่าสายการบังคับบัญชาเป็ นทางเลือกที่ดีที่สุดใน องค์การขนาดใหญ่ เพราะหากไม่มีสายการบังคับบัญชาบุคคลก็จะ ไม่สามารถตรวจสอบความผิดพลาดได้ ( แต่ถา้ หากระบบราชการนำา สายการบังคับบัญชาไปใช้อย่างผิด ๆ ก็จะเกิดปัญหาตามที่ ดร.พิทยา บวรวัฒนา กล่าวถึงไว้วา่


Modern Structural Organization Theory ผลเสี ยของการนำาระบบราชการที่เน้นสายการบังคับบัญชาไปใช้อย่างผิด ๆ ก็คือ ก. มักคิดว่าระบบราชการเป็ นระบบสมัยใหม่ ๆ ที่เน้นแนวราบ ทำาให้ เกิดการรวมศูนย์อาำ นาจมากขึ้น และทำาให้ hirarchy มีความโลภ ข. เป็ นคนเย็นชาต่อสิ่ งที่ไม่ถูกต้อง ค. มุ่งเน้นความก้าวหน้าของตนเอง ง. ในระดับบน นักปฏิรูปจะได้เปรี ยบ จ. การตัดสิ นใจจะมีลกั ษณะการประนีประนอมมากเกินไป


System Theory and Organizational Economics Since WWII the social sciences have used systems analysis to examine their assertions about human behavior. Systems theories of organization have two major conceptual themes or components: 1. application of Ludwig von Bertalnanfy’s 2. the use of quantitative tools and technicques to understand complex relationships among organizational and environtmental variables and thereby to optimize decisions.


System Theory and Organizational Economics A system is any organized collection of parts united by prescribed interactions and designed for the accomplishment of specific goals or general purposes. Classical organization theory tends to be one dimensional and somewhat simplistic, systems theories tend to be mutidimensional and complex in their assumptions about organizational cause-and-effect relationships.


System Theory and Organizational Economics Norbert Wiener’s model of an organization as an adaptive systems from his book Cybernatics มาจากภาษากรี ก ตรงกับความหมายว่า “steerman” ซี่ งมีความหมายว่า The multidisciplinary study of the structures and function of control information processing systems in animals and machines. The system approach is strongly cause-andeffect oriented (“positivist”)


System Theory and Organizational Economics Pioneering neoclassical theories provided important conceptual foundations for the system approach Herbert Simon and his associates contributed some of the most important of these. Simon visionary theories addressed bounded rationality and satisficing in organizational decision making (1957) and programmed and unprogrammed decisions (1960) William G.Scott, article “Organization Theory:An Overview and Appraisal” Katz and Kahn conclude that the traditional closed system view of organization has led to a failure to fully appreciate the interdependences and interaction between organization and their environments. (“The Social Psychology of Organization”)


System Theory and Organizational Economics James D.Thompson, in his influential l967 book Organization in Action, classifies most organization as open systems. เขาให้ความเห็นว่า แนวทางการศึกษาระบบปิ ดอาจเห็นจริ งได้จากระดับเทคนิคของการ ปฏิบตั ิในองค์การ Thomson แสวงหาแนวทางเชื่อมช่องว่าง ระหว่างระบบปิ ด และระบบเปิ ด จากการถือเอาความไม่แน่นอนของ องค์การเพื่อแก้ปัญหากับโลกภายนอก


System Theory and Organizational Economics สาขาเศรษฐศาสตร์องค์การกำาเนิดจากบทความของ Ronald H.Coase, “The Nature of the Firm” เขาโต้แย้งว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ข้ ึนอยูก่ บั ทฤษฎีราคาอย่างเดียวที่จะอธิบาย พฤติกรรมในองค์การ แม้วา่ ทฤษฎีราคามักจะอธิบายการตัดสิ นใจ จัดสรรทรัพยากรบางอย่าง และวิชานี้ ขยายเติบโตเป็ นทฤษฎี ตัวแทน, ทฤษฎีของสิ ทธิในทรัพย์สิน และทฤษฎีตน้ ทุนแลกเปลี่ยน


Power and Politics Organization Theory Kanter contends that “power is America’s last dirty word. It is easier to talk about money and much easier to talk about sex- than it is to talk about power”. The power school rejects these assumptions about organizations as being naïve and unrealistic , and therefore of minimal practical value. Instead organization are viewed as complex systems of individuals and coalitions each having its own interests belief,values, preferences, perspectives and perceptions.


Power and Politics Organization Theory อำานาจเป็ นสิ่ งที่ทุกคนเข้าใจ แต่เราไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะไม่สนใจ จริ งจังทางวิชาการ และนักการเมืองบอกว่าไปขยายอำานาจ เพิ่ม กระทรวง แค่น้ ีกย็ อมรับไม่ได้ ใน Structural and System School of organization theory เป็ นสถาบันเพื่อบรรลุเป้ าหมายบางอย่าง ถือว่ามีเป้ าหมาย เป็ น Rational Institutions แต่วา่ Rational อยูท่ ี่องค์การมี เป้ าหมาย ทุกคนมีเป้ าหมาย และทุกคนเข้าสู่ เป้ าหมาย แต่ Power school บอกว่าองค์การไม่มีเป้ าหมาย


Power and Politics Organization Theory ทฤษฎีน้ ี มีลกั ษณะสำาคัญ ๆ ดังนี้ 1. ปฏิเสธสมมติฐานที่วา่ ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์การมีลกั ษณะ เป็ น Naïve คือไม่มีประโยชน์อะไร และไม่ตรงกับความเป็ นจริ ง เพราะว่ามนุษย์มีผลประโยชน์, ความเชื่อ, ค่านิยม, ความชอบพอ, และมุม มองของตนเอง แต่ละกลุ่มจะแย่งชิงทรัพยากร ดังนั้นความขัดแย้งจึงเป็ น สิ่ งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีอิทธิพลเหนือคนอื่นจึงเป็ นเครื่ องมือสำาคัญ ในการแย่งชิงทรัพยากรในองค์การที่หายาก


Power and Politics Organization Theory 2. เป้ าหมายขององค์การจึงกลายเป็ นผลของการเจรจาต่อรองระหว่าง ปัจเจกบุคคลกับกลุ่ม (Coalition) ไม่ใช่เป็ นเป้ าหมายของใครตั้งไว้ ที่จริ งต้อง ผ่านกระบวนการ maneuvering (การยักย้าย,การเล่นการเมือง) หาก ดุลอำานาจเปลี่ยนไปเป้ าหมายขององค์การก็มีสิทธิ เปลี่ยนแปลงไปด้วย 3. ดังนั้น power และ politics เป็ นส่ วนมิติสาำ คัญของชีวติ ขององค์การ ธรรมดา ถ้าเป็ น Rational Model จะปฏิเสธ power politics หากเป็ น Classical Model จะ set ระบบว่าทุกคนทำาตามหน้าที่ที่ได้มา ไม่มีใครมีอิทธิ พลเหนือใคร


Power and Politics Organization Theory Power school มองว่าแผนเปลี่ยนได้ เมื่อกลุ่มใหม่เข้ามาสามารถ เปลี่ยนแปลงแผนได้, จัดลำาดับความสำาคัญ, เพิ่มความสำาคัญ, รัฐบาล บางชุดมีการเล่มเกมส์อาำ นาจมาก ในระบบราชการถ้ามีการโยกได้ ดุลอำานาจก็เปลี่ยนได้ และบอกว่าไม่เล่นการเมืองซึ่งแท้จริ งแล้วไม่จริ ง อำานาจไม่ได้มีที่มาเป็ นทางการอย่างเดียว มีแหล่งที่มาหลากหลาย อำานาจไม่ใช่เป็ นสิ่ งที่วิง่ ตรงจากข้างบนสู่ ขา้ งล่างอย่างเดียว แต่อาำ นาจ เป็ นสิ่ งที่วิ่งได้ทุกทาง


Power and Politics Organization Theory Jeffrey Pfeffer (1997) และ Robert Allen,Lyman Porter กล่าวว่า อำานาจคือความสามารถในการทำางานให้สาำ เร็ จในวิธีการที่บุคคล หนึ่งต้องการ และเป็ นความสามารถที่อยูภ่ ายในการสร้างอิทธิพลต่อบุคคลอื่น นักศึกษาที่เรี ยน Management ถูก Socialization ให้เชื่อใน Rationality ตั้งแต่ตน้ เช่นการเรี ยนทางธุรกิจก็จะสอนว่าทำาไมธุรกิจของ ตัวเองดี ถึงมีความก้าวหน้าในวิชาชีพต่าง ๆ ก็เพราะว่า Manage ได้ดี มี Rationality มี efficiency, มีเทคนิคเหมาะที่จะเป็ นศาสตร์ Rational Model ไม่เหมาะจะเป็ น Power Politics


Power and Politics Organization Theory Rational Choice Model มีวตั ถุประสงค์ขององค์การ ำ 1. สิ่ งต่าง ๆเกิดขึ้นโดยเจตนา ของผูแ้ สดงที่มีความสม่าเสมอ ก. มีเป้ าหมาย ข. มีเป้ าหมายที่เป็ นหนึ่งเดียว ค. สามารถเรี ยงลำาดับตามความชอบได้ ำ 2. เชื่อว่าองค์การมีเป้ าหมายที่สม่าเสมอ 3. สามารถหาทางเลือกการตัดสิ นใจ ควบคุมทุก set ให้เลือกเอาทุก Rationality


Power and Politics Organization Theory 4. เรามีความสามารถที่จะประเมิน outcome ของทางเลือก ทั้งหลาย 5. เรามีความสามารถด้วยที่จะเลือกที่ maximize มากที่สุดที่จะให้อตั ถประโยชน์กบั เราให้มากที่สุด


Power and Politics Organization Theory John R.P.French Jr. and Bertram Raven (1959) กล่าวว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทน (agent) สองคนคือผูใ้ ช้อาำ นาจ และผูถ้ กู ใช้อาำ นาจ French and Raven ชี้ถึงที่มาของอำานาจ ทางสังคม 5 ชนิดคือ Reward power, the perception of coercive power, legitimate power, referent power and expert power


Power and Politics Organization Theory James March ศึกษาเรื่ องอำานาจทางสังคมในองค์การ และอำานาจ ของชุมชน และเสนอให้หนั มาศึกษาอำานาจของชุมชนเพื่อไปในทิศทาง เดียวกันกับความสนใจขององค์การไร้พรมแดน, องค์การเสมือนจริ ง และเครื อข่าย Henry Mintzberg ในหนังสื อ Power in and organization (l983) เสนอว่า พฤติกรรมองค์การเป็ นเกมของ อำานาจ (power game) ที่ผเู้ ล่นเป็ น influence (ผูม้ ีอาำ นาจ จูงใจ) ที่มีความต้องการหลากหลาย ที่ตอ้ งการควบคุมการตัดสิ นใจ ขององค์การ และกิจกรรม


Organizational and Sense Making Organizational culture is the culture that exists in an organization, something akin to a societal culture. It is composed of many intangible phenomena, such as values, beliefs, assumptions, perceptions, behavioral norms, artifacts and patterns of behavior. The organizational culture perspective rejects the assumptions of the “modern� structural and system theories


Organizational and Sense Making From the organizational culture perspective, systems of formal rules, authority, and norms of rational behavior do not restrain the personal preferences of organizational members, Instead, they are controlled by cultural norms, values, beliefs, and assumptions. The organizational culture school has turned to qualitative research methods such as ethnography and participant observation.


Organizational and Sense Making A different orientation to cultures in organizations started to appear in the organization theory literature during the late 1970, and it became a “Wave� in the mid1980s. This orientatin is known as the symbolic frame,symbolic management or organzitional symbolism. Bolmen and Deal (1997) identify the basic tanets of symbolic management as follows:


Organizational and Sense Making 1. The meaning or the interpretation of what is happening in organizations is more imporgant than what actually is happening. 2. Ambiguity and uncertainty, which are prevalent in most organizations, preclude rational problemsolving and decision-making processes. 3. People use symbols to reduct ambiguity and to gain a sense of direction when they are faced with incertainty.


Organizational and Sense Making In 1976 book The Social Construction of Reality By Peter Berger and Thomas Luckmann define Meanings as “Socially constructed realities� As W.I.Thomas said, If organizational culture perspective,meaning (reality) is established by and among the people in organizations


Organizational and Sense Making The turning point the organizational culture/symbolic management perspecive, arrived almost overnight in the 1980s. In 1982 best-seller by Thomas Peters and Robert Waterman, Jr., In Search of Excellence ได้พดู ถึง การดั้นด้นหาความเป็ นเลิศทางการบริ หาร ซึ่ งมีชื่อเสี ยงโด่งดังไปทัว่ โลก และวารสารที่พดู ถึง Total Quality Mangement (TQM) และ “Reinventing Government”


Organizational and Sense Making Edgar H.Schein’s book, Organizational Culture and Leadership เขามองว่าการศึกษาแบบชาติพรรณวรรณา เป็ นการศึกษาวัฒนธรรมองค์การเพื่อให้เกิดเหตุผลทางปัญญา และวิทยาศาสตร์ แต่เขามีทศั นคติวา่ ผูป้ ฏิบตั ิงานในการวิจยั เชิงคุณภาพเพื่อศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม องค์การ ควรศึกษาในลักษณะของการอาศัยความร่ วมมือ (Cooperation) ด้วย Meryl Reis Louis (1980) ได้เขียนบทความเรื่ อง “Surprise and Sense Making What Newcomerss Experince in Entering Unfamilliar Organizational Settings


Organizational and Sense Making Joan Acker เขียน “Gendering Organizational Theory” ได้กล่าวถึง วิธีการที่เราอ่านอิทธิพลขององค์การถึงวิธีที่ เราจะผลิต โดยผ่านเลนส์ของผูช้ ายในการมอง Scott Cook และ Dvora Yanow ใช้กรณี ของ workshop เล็ก ๆ 3 แห่ง เขาได้สาำ รวจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม องค์การ และการเรี ยนรู้องค์การ


Organizational Culture Reform Movements This movement has two features: (1) their origins in the realization that U.S. companies had lost their competitiveness in the last three decades of the twentieth century (2) Their commitment to increasing organizational effectiveness, competitiveness, flexibility, and responsiveness by changing organizational cultures


Organizational Culture Reform Movements Origin of this movement: concept of Q.C. by Dr.W.Edward Deming Reform Movement concentrated : 1. empowerment 2. policy, procedures, and layers of the hierarchy are eliminated. 3. Accoutability to bosses is replaced by accountability to customers or clients.


Organizational Culture Reform Movements TQM : Deming’s now-famous fourteen points of management represent its essence. (see 427-8) Japanese mangement: Theory Z by William Ouchi In search for excellent: the concept by Tom Peters and Bob Waterman, there are 8 attributes of management Excellent : 1. A bias for action 2. Close to the customer


Organizational Culture Reform Movements 3. autonomy and entrepreneurship 4. productivity through people 5. hands-on, value driven 6. stick to the knitting 7. simple form, lean staff; and 8. simulteneous loose-tight properties


Organizational Culture Reform Movements Learning organization by Peter Senge 1. Personal Mastery 2. Mental Model 3. Shared Vision 4. Team Learning 5. System thinking


Organizational Culture Reform Movements Reinventing government by David Osborne And Ted Gaebller , they tell the ten principles Of reinvention are 1. Catalytic government 2. Community-owned government 3. Competitive government 4. Mission-driven government


Organizational Culture Reform Movements 5. Results-oriented government 6. Custermer-driven government 7. Enterprising government 8. Anticipatory government 9. Decentralized government l0. Market-oriented government


Organizational Culture Reform Movements Reengineering by Michael Hammer and James champy from the book, Reengineering the corporation (1993)


Postmodern and the Information Age This age is the new era, on the boundary between order and chaos. It refers to a pervasive condition of unpredictability and complexity. - The chaos and uncertainty of this approaching postmodern era has been accompanied—and accelerated-by rapidly advancing information technology.


Postmodern and the Information Age Although “automating� represented an Information technology revolution in the l960’s - Postmodern organizations, the mental ability of humans in organizations to make sense when confronted by pervasive complexity and the role of humans and organizations in society.


Postmodern and the Information Age William Berquist’s (l993) selection reprinted here, “Postmodern Thought in a Nutshell: Where Art and Science Come Together.” “in many ways ,postmodernism is a fadand at the same time about fads. Berquist identifies and explicates four themes of post modernism.


Postmodern and the Information Age 1. Objectivism versus constuctivism Objectivism is predeminated in the modern era – is rational, It assumes that there is an objective reality that can be discovered. Constructivism is a postmodern phenomenon believe that we construct our own social realities.


Postmodern and the Information Age 2. Language is it self reality 3. Globalization and segmentalism. 4. Fragmented and inconsistent image.


Postmodern and the Information Age Organizations must “stay on top of new technology” and work continuously to learn how to use it imaginatively. Janet Fulk and Gerardine chapter “Articuation of Communication Technology and Organizational Form” They utilize three perspectives in their analysis:


Postmodern and the Information Age 1. 2. 3.

The technological perspective The organizational perspective The emergence perspective


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ วิวฒ ั นาการของแนวคิดทฤษฎีองค์ การ  1. Classical Organization Theory  2. Neoclassical Organization Theory  3. Human Resource Theory or Organizational Behavior Perspective  4. Modern Structural Organization Theory  5. System Theory and Organizational Economics  6. Power and Politics Orgnaization Theory 7. Organizational Culture and Sense Making  8. Organizational Culture Reform Movement  9. Postmodernism and the Information Age


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ ความหมายขององค์การ ก. ความหมายในแง่เป็ นสังคม หรื อความสามารถในการ รวมเป็ นกลุ่มก้อน (Social unit or collectivity) ข. ความหมายในแง่ของทรัพย์สินองค์การ (organzitional properties) ทั้งโครงสร้างและกระบวนการภายในหน่วย สังคม หรื อความสามารถรวมเป็ นกลุ่มก้อนถูกจัดรวบรวบใน วิถีทางเฉพาะ ได้แก่รูปแบบการจัดการ, ความสัมพันธ์ในอำานาจ หน้าที่, จำานวนผูบ้ งั คับบัญชาต่อลูกน้อง 1 คน


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ สาระสำาคัญของทฤษฎีองค์การ เป็ นความสัมพันธ์ระหว่าง โครงสร้าง และกระบวนการขององค์การ หรื อบริ บทและสิ่ ง แวดล้อมอื่น ๆ ลักษณะขององค์การ ก. ทัศนคติทางด้านจิตใจ ข. พฤติกรรมของแต่ละบุคคลที่จดั การกับวัตถุที่เป็ นกายภาพ ค. กลุ่ม, ทีม และการรวมกลุ่มแบบเผชิญหน้า เช่นกลุ่มเพื่อน ง. การจัดหน่วยงานเป็ นฝ่ าย, แผนก, บริ ษทั หรื อสิ่ งที่ใหญ่กว่า


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ จ. เครื อข่ายของส่ วนต่าง ๆขององค์การ ฉ. บริ บท และสิ่ งแวดล้อมขององค์การ, วิวฒั นาการทางด้านเทคโนโลยี่ ตลาด, คู่แข่งขัน, กฎข้อบังคับรัฐบาล ประเภทของทฤษฎี ก. ทฤษฎีทพี่ รรณนาพืน้ ฐานทีเ่ ป็ นสาระสำ าคัญ (the substantive foundation of explaination) ข. ทฤษฎีทเี่ กีย่ วข้ องกับความเป็ นสถาบัน (Institutional Theories)


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ 3. ทฤษฎีที่เกีย่ วข้ องกับวัฒนธรรม ได้แก่ ค่านิยม, ความชอบ, สัญญาลักขณ์ที่แสดงความหมาย, และโปรแกรม ทางจิตใจ คุณสมบัติขององค์การ ก. กลุ่มสังคม (social entity) ข. ขอบเขตชัดเจน (relatively idetifiable boundary) ค. วัตถุประสงค์ชดั เจน (Specificity of perposes) ง. การจัดแบ่งอำานาจหน้าที่ (Hirarchy of authority) จ. กฎระเบียบ การดำาเนินงาน การควบคุมและเทคนิค (Rules, procedures, controls, and technicques) ฉ. การสื่ อสารอย่างเป็ นทางการ (Formality of communication)


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ ความแตกต่างแนวคิดทฤษฎีองค์การแบบระบบปิ ด (closed system) และระบบเปิ ด (open system) ความแตกต่างทฤษฎีองค์การแบบกลไก (mechanic organization) กับทฤษฎีองค์การแบบอินทรียะ (organic organization)


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ โครงสร้างองค์การ มีหลักการออกแบบโครงสร้างองค์การได้แก่ ก. การแบ่งงานกันทำา (division of labor) ข. การแบ่งหน่วยงาน (departmentalization) ค. ช่วงของการควบคุม (span of control) ง. การมอบหมายอำานาจหน้าที่ (delegation of authority)


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ มิติของโครงสร้าง ก. ความแตกต่าง (Differentiation) a) vertical differentiation b) horizontal differentation ข. การรวมเป็ นหนึ่งเดียวกัน (Integration) a) การรวมอำานาจ (Centralization) b) ความเป็ นทางการ (Formalization) c) การปรับตัวเข้าหากัน (Mutual adjustment) d) ความเป็ นมาตรฐาน (Standardization)


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ รู ปแบบโครงสร้างองค์การ ก. โครงสร้างองค์การแบบราชการ ของ Weber ข. โครงสร้างองค์การซึ่ งบริ หารโดยกลุ่มผูบ้ ริ หารระดับสูง ค. โครงสร้างแบบราชการซึ่ งบริ หารโดยกลุ่มผูท้ รงคุณวุฒิภายนอก ง. โครงสร้างแบบราชการที่มีทีมงานข้ามหน่วยงาน จ. โครงสร้างแบบแมททริ กซ์ ฉ. โครงสร้างแบบทีมงาน ช. โครงสร้างแบบเครื อข่าย


สรุ ป ทฤษฎีองค์การ

organization theory  

about the origin of organizationa theory, evolution of concept from the past to present

organization theory  

about the origin of organizationa theory, evolution of concept from the past to present

Advertisement