Issuu on Google+

ฉบับที่ 521 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2014

ฉบับที่ 521 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2014

สั ปดาห์ ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

สั ปดาห์ ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

ใครเชื่อในเรา แม้ ตายไปแล้ วก็จะมีชีวติ

ใครเชื่อในเรา แม้ ตายไปแล้ วก็จะมีชีวติ

ยน 11:25

ยน 11:25


สั ปดาห์ ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

ยน 11:1-45

1. หนทางสู่พระสิริร่งุ โรจน์ เมื่อลาซารัส (ซึง่ แปลว่า “พระเจ้าคือความช่วยเหลือของข้าพเจ้า”) ปว่ ย มารธา และมารียส์ ง่ คนไปทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า คนทีพ่ ระองค์ทรงรักกําลังปว่ ย” (ยน 11:3) โดยไม่ได้เชิญชวนหรือเรียกร้องให้พระองค์เสด็จมาแต่ประการใด นั น่ เป็ น เพราะทัง้ สองพี่น้ อ งมัน่ ใจเต็ ม ร้ อ ยว่ า พระองค์ จ ะเสด็ จ มาแน่ ด้ ว ย ประสบการณ์สอนพวกเขาว่า “พระองค์ไม่เคยเหลียวหลังให้กบั ผูท้ ตี ่ อ้ งการความช่วยเหลือ จากพระองค์เลย” ! เมือ่ ทรงทราบข่าว พระองค์ตรัสว่า “โรคนี้มไิ ด้เกิดขึน้ เพือ่ ความตาย แต่เพือ่ พระสิร ิ รุง่ โรจน์ของพระเจ้า เพราะโรคนี้ พระบุตรของพระเจ้าจะได้รบั พระสิรริ งุ่ โรจน์” (ยน 11:4) เท่ากับว่า การรักษาลาซารัสจะทําให้มนุ ษย์ได้แลเห็นพระสิรริ ุ่งโรจน์ของพระเยซู เจ้าชนิดชัดแจ้งปราศจากข้อกังขาใด ๆ ทัง้ สิน้ แต่อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าพระองค์ทรงเห็นแก่ตวั ที่แสวงหาพระสิรริ ุ่งโรจน์ บนความ ทุกข์ของผูอ้ ่นื เพราะยอห์นผูน้ ิพนธ์พระวรสารยํ้าหลายครัง้ หลายหนว่า “กางเขนคือพระ สิ ริร่งุ โรจน์ ของพระองค์” และ “หนทางสู่พระสิ ริร่งุ โรจน์ คือหนทางของไม้กางเขน” เมือ่ พระองค์ตรัสว่า “ผูใ้ ดกระหาย จงมาหาเราเถิด ผูท้ เี ่ ชือ่ ในเรา จงดืม่ เถิด ตามที ่ พระคัมภีรก์ ล่าวว่า ‘ลําธารทีใ่ ห้ชวี ติ จะไหลออกมาจากภายในผูน้ นั ้ ’” (ยน 7:37-38) ยอห์น อธิบายถึงลําธารที่ให้ชีวติ ไว้ว่า “พระเยซูเจ้าตรัสดังนี้ หมายถึงพระจิตเจ้า ซึง่ ผู้ทเี ่ ชือ่ ใน พระองค์จะได้รบั แต่เวลานัน้ พระเจ้ามิได้ประทานพระจิตเจ้าให้ เพราะพระเยซูเจ้ายังมิได้ รับพระสิรริ งุ่ โรจน์” (ยน 7:39) นันคื ่ อ “พระองค์ยงั มิได้สน้ิ พระชนม์บนไม้กางเขน” ! 2

อา. 6 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ สัตบุรุษวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ทุกท่าน 10.00 น. ดอมินิก ภูวนัย หงษ์แก้ว และครอบครัว เปาโล ศิริ, อันนา สวัสดี แตงอ่อน และครอบครัว ชุลีพร เปาโล ตุย้ นักพรรษา และครอบครัว เซซี ลีอา เพ็กล้วน แซ่เอี้ยว สุ รพงษ์ คุณสรวิศ, คุณพิมพ์ชนก, คุณสุ ชาดา รัตนพิเศษ คุณเสาวคนธ์ รัตนพิเศษ, คุณยุพิน ศิริพฒั น์ และครอบครัว ครอบครัวกาฬแก้ว, สุ วรรณราช ศันสนีย ์ คุณปรี ดา คาลาบันดา, คุณเปรม ซิ งห์ ลาวลา คุณสาธิตา วรรณศรี , ครอบครัวพงศ์ผกาย ประสิ ทธิ์ชยั /ครอบครัวบุตรสุ ทธิวงศ์, เทพสิ ทธา, สุ นทรพันธุ์ หทัย อุทศิ แด่ เปโตร ยรรยง, ลูซีอา ละออ, มารี อา นิตยา อุชชิน คค.อุชชิน ยอแซฟ สมบัติ อุชชิน, มารี อา มยุรี ผลาวงศ์ คค.อุชชิน มัทธิว เกียรติศกั ดิ์ สุ วรรณจิต, Thomas Adams คค.อุชชิน คุณยกผู่ แซ่ด่าน, คุณทองพันธ์ แซ่ด่าน สุ รพงษ์ เปโตร บ้วนฮง เตียวเจริ ญ สุ รพงษ์ อันนา ทองสุ ข สร้อยสูงเนิน, คุณผุย นักพรรษา นิโคลัส หมัน่ ประทุมเทา, โยเซฟ พันธ์ ประทุมมา มารี อา โรซา สมใจ กิจเจริ ญ, ลูซีอา วิภาวี ไทยประเสริ ฐ มารี อา กิมฮวย นงค์สวัสดิ์ Andrew Austin Ho, Agnes Lily Ho, Ho Kim Hoi ยอแซฟ เพียรจิตร ตรั่นวัน, นายหมู่เอกแก้ว รัตนพิเศษ คุณโหย เลวัน และญาติผลู้ ่วงลับ คุณฮว่าง ถิ เถ่อ, คาทารี นา ริ รินทร์ จิระดํารง ธีระ/อมรา เปโตร ถนอม, อันนา สังเวียน, เปาโล รัฐพล สุ วรรณราช ศันสนีย ์ ผูล้ ่วงลับครอบครัวบุตรสุ ทธิวงศ์, เทพสิ ทธา, สุ นทรพันธุ์ หทัย วิญญาณในไฟชําระ และวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง 11


มิสซาสั ปดาห์ ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (ปี A) วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2014 วัน เดือน ปี ส. 4 เม.ย. 18.00 น.

รายการมิสซา ผู้ขอมิสซา สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ มารี อา ประทุม, คุณสมนึก ใช้สมบุญ และครอบครัว อุทศิ แด่ สตีเฟน จํารู ญ, มารี อา ละมุด เจริ ญพานิช เปาโล ประสาน ธุถาวร, คุณเจริ ญ, คุณพิชยั เพียรผล ญาณิ ชศา คุณสําเนียง, คุณวัฒนะศักดิ์ เพียรผล ญาณิ ชศา ดอมินิก ไชยันตร์ ปิ ติปาละ รสมาลิน ผูล้ ่วงลับครอบครัวเจริ ญพานิช วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง อา. 5 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ 08.00 น. มารี อา เอื้อพันธ์ ศรี เจริ ญ, ครอบครัวศรี เจริ ญ คค.ศรี เจริ ญ คค.เตรี ยมวิชานนท์, สาธรกิจ, ธนะสาร, ต่ายแสง คค.เขม้นงาน,ฉัตรวัฒนาสกุล, สุ ทธิ โอภาส,เอี่ยมวิศิษฎ์ คค.ลิ้มจิตรกร, เพียรช่างคิด, รัตนบรรณสกุล อุทศิ แด่ ดอมินิก ไชยันตร์ ปิ ติปาละ รสมาลิน คุณอุย้ นิ้ว แซ่เซี้ ยว, คุณนวลจันทร์ , ด.ช.ธงชัย ธนะสาร ยวง บัปติสตา เสมียน สาธรกิจ, มารี อา ฮุยเกียว แซ่โง้ว คุณโถ เพียรช่างคิด, คุณนงรัก ธนะสาร, คุณล้อสี ยวง บัปติสตา ก๊กเคี้ยง แซ่แพ้, มารี อา กิมฮวย แซ่ ต้ งั คค.ธนาพานิชย์ คุณพัสพัสษ์ วราเปล่งสิ นทวี คค.ธนาพานิชย์ บรรพบุรุษครอบครัวธนาพานิชย์ ยอแซฟ ทิวากร รักคิด และบรรพบุรุษ วิภาวนี อันนา พัชนี บุญประพันธ์, มารี อา ขาว รุ่ งเรื องผล ฟรังซิ สโก บุญช่วย รุ่ งเรื องผล, คุณสอาด กิจสมัคร วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง คค.ธนาพานิชย์

10

อีกครัง้ หนึ่ง เมือ่ พระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ประชาชนจํานวนมากถือใบปาล์ม ออกไปโห่รอ้ งต้อนรับพระองค์ ยอห์นอธิบายว่า “ครัง้ แรก บรรดาศิษย์ไม่เข้าใจความหมาย ของเหตุ ก ารณ์ น้ี แต่ เ มือ่ พระเยซู เ จ้า ได้ร ับ พระสิร ิรุ่ ง โรจน์ แ ล้ว เขาจึง ระลึก ได้ว่ า สิง่ ที ่ ประชาชนกระทําแด่พระองค์นนั ้ มีเขียนไว้ในพระคัมภีรแ์ ล้ว” (ยน 12:16) และเมื่อชาวกรีกไปขอพบพระเยซูเจ้าทีก่ รุงเยรูซาเล็ม พระองค์กต็ รัสล่วงหน้าถึง การสิน้ พระชนม์วา่ “เวลาทีบ่ ุตรแห่งมนุ ษย์จะได้รบั พระสิรริ งุ่ โรจน์มาถึงแล้ว” (ยน 12:23) เห็นได้ชดั เจนว่าสําหรับพระเยซูเจ้าและยอห์น ทัง้ “พระสิรริ ุ่งโรจน์” และ “กางเขน” เป็ นเรือ่ งเดียวกัน เพราะฉะนัน้ เมือ่ พระองค์ตรัสถึงการรักษาลาซารัสว่าจะทําให้พระองค์ได้รบั พระสิร ิ รุ่ ง โรจน์ จึง หมายความว่ า พระองค์ท รงรู้อ ยู่เ ต็ม อกแล้ ว ว่ า การรัก ษาครัง้ นี้ จะนํ า พระองค์ไปสู่จดุ จบบนไม้กางเขน ! แล้วก็เป็ นจริงดังว่าเพราะ “ชาวยิวหลายคนทีม่ าเยีย่ มมารีย์และเห็นสิง่ ทีพ่ ระเยซู เจ้าทรงกระทํา ก็เชือ่ ในพระองค์ แต่บางคนไปพบชาวฟาริสเี ล่าเรือ่ งทีพ่ ระเยซูเจ้าทรง กระทําให้ฟงั บรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟาริสจี งึ เรียกประชุมสภา ปรึกษากันว่า ‘พวกเรา จะทําอย่างไรดี เพราะคนคนนี้ได้ทาํ เครือ่ งหมายอัศจรรย์หลายอย่าง ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่าง นี้ ทุกคนจะเชือ่ เขา แล้วชาวโรมันก็จะมาทําลายทัง้ พระวิหารและชนชาติของเรา’ ....ตัง้ แต่ วันนัน้ ทีป่ ระชุมได้ตกลงกันทีจ่ ะประหารพระองค์” โดยมหาสมณะคายาฟาสให้เหตุผลว่า “ถ้าคนคนเดียวจะตายเพือ่ ประชาชน จะเป็ นประโยชน์มากกว่าทีช่ นทัง้ ชาติจะต้องพินาศไป” (ยน 11:45-54) พระเยซูเจ้าจึงมิได้เห็นแก่พระองค์เองเลย แต่ทรงพร้อมจะพลีชวี ติ ของพระองค์ เพือ่ ช่วยลาซารัสและเราทุกคนให้รอดพ้นจากความตาย !!

2. มีเวลาพอแต่ไม่เหลือเฟื อ หลังจากสองวันผ่านไป พระองค์ตรัสว่า “เรากลับไปแคว้นยูเดียกันเถิด” (ยน 11:7) บรรดาศิษย์ต่างตกใจกลัวยิง่ นัก เพราะกลับไปแคว้นยูเดียก็เท่ากับฆ่าตัวตายชัด ๆ ก่อ นหน้ านี้ ระหว่างเทศกาลฉลองพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม เมื่อชาวยิวได้ย ิน พระองค์ต รัส ว่า “เรากับ พระบิด าเป็ น หนึ ง่ เดีย วกัน ” พวกเขาก็ห ยิบ ก้อ นหิน ขึ้น จะขว้า ง พระองค์ (ยน 10:30-31) และเมือ่ ทรงยํ้าว่า “พระบิดาสถิตอยูใ่ นเรา และเราอยูใ่ นพระบิดา” 3


พวกเขาพยายามจะจับกุมพระองค์ แต่พระองค์ทรงเลี่ยงพ้นจากเงื้อมมือของพวกเขาไปได้ (ยน 10:38-39) บรรดาศิษย์จงึ ทักท้วงพระองค์ ทูลว่า “พระอาจารย์ ชาวยิวเพิง่ พยายามเอาหินขว้าง พระองค์ แล้วพระองค์ยงั จะกลับไปทีน่ นั ่ อีกหรือ” (ยน 11:8) พระองค์จงึ ตรัสว่า “วันหนึ ง่ มีสิบสองชัวโมงมิ ่ ใช่หรือ” (ยน 11:9) ซึง่ เข้าใจได้ดงั นี้ 1. วันหนึ่งมี 12 ชัวโมงตายตั ่ ว ไม่มใี ครทําให้สนั ้ ลงหรือยาวขึน้ ได้ เมื่อยังไม่ ครบ 12 ชัวโมง ่ ทุกคนย่อมมีเวลาสําหรับทําสิง่ ต่าง ๆ โดยไม่ตอ้ งเกรงกลัวอันตราย แม้แต่ การถูกหินขว้าง ทัง้ นี้เพราะกลางคืนยังมาไม่ถงึ 2. วันหนึ่งมีถงึ 12 ชัวโมง ่ ซึง่ เพียงพอสําหรับแต่ละคนจะทําสิง่ ทีค่ วรต้องทํา 3. วันหนึ่งมีเพียง 12 ชัวโมงเท่ ่ านัน้ จะยืดให้ยาวมากไปกว่านี้ไม่ได้อกี แล้ว เพราะฉะนัน้ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ทัง้ หมดนี้หมายความว่า พระเจ้าทรงประทาน “เวลา” ไม่ว่าจะสัน้ หรือยาวก็ตาม ให้แก่เราแต่ละคนอย่างพอเพียงสําหรับทําในสิง่ ทีจ่ ําเป็ น โดยไม่เหลือเวลาไว้ให้เรานํ ามา “ฆ่า” เล่นเลย พร้อมกันนี้ พระองค์ทรงกล่าวเสริมว่า “ถ้าใครเดินเวลากลางวันก็ไม่สะดุดเพราะเห็น แสงสว่างของโลกนี้ แต่ถา้ ใครเดินเวลากลางคืน ก็สะดุดเพราะเขาไม่มแี สงสว่างเพือ่ นําทาง” (ยน 11:9-10) ชาวยิวถือว่า “กลางคืน” เริม่ เมือ่ ดวงอาทิตย์ตกและไม่มแี สงสว่างหลงเหลือนอกจาก ความมืดมิด การเดินทางยามคํ่าคืนจึงไม่อาจกระทําได้หรือทําได้แต่ไม่สะดวก เราจึงต้องทํา ทุกสิง่ ทุกอย่างขณะทีเ่ ป็ นเวลากลางวันและยังมีแสงอาทิตย์สอ่ งสว่างอยู่ หากทําทุกสิง่ ให้เสร็จสิน้ ก่อนกลางคืนมาถึง เราย่อมเป็ นสุขและนอนตาหลับ ส่วน พวกที่อดนอน เร่งรีบ และเหน็ดเหนื่อย นัน่ เป็ นเพราะพวกเขามัวไล่เก็บงานทีค่ วรจะทําให้ เสร็จสิน้ ไปก่อนหน้านัน้ แล้ว ทีส่ ําคัญ พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็ นแสงสว่างส่องโลก ผูท้ ตี ่ ามเรามา จะไม่เดินใน ความมืด แต่จะมีแสงสว่างส่องชีวติ ” (ยน 8:12) ! “กลางคืน” จึงหมายถึง “ชีวติ ทีไ่ ม่ตดิ ตามพระเยซูเจ้า” เป็ นชีวติ ที่ถูกครอบงําโดย ความชัวร้ ่ ายดังที่ยอห์นเล่าว่า เมื่อยูดาสทรยศพระองค์ “ขณะนัน้ เป็ นเวลากลางคืน” (ยน 13:30) 4

เขานึกตําหนิคนขับรถทันทีที่ใช้เวลาเกือบสิบชัว่ โมงกว่าจะถึงเมืองกอล อีกคนที่ตอ้ ง รับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือมัคคุเทศก์ เขาน่าจะรูว้ ่าอาทิตย์ตกที่เมืองกอลนัน้ วิเศษ เพียงใด ถ้าเขานึกถึงประโยชน์ของลูกทัวร์ก็ไม่ควรปล่อยให้โชเฟอร์ขบั รถหวานเย็ นจนเกิน เวลาขนาดนัน้ หรืออย่างน้อยก็บอกให้เรารูว้ ่าเสน่หอ์ ย่างหนึง่ ของเมืองกอลก็คืออาทิตย์ยาม เย็น กระทัง่ เข้าห้องพักแล้วเขาก็ยังรูส้ ึกหงุดหงิดที่พลาดโอกาสอันวิเศษนัน้ ไป ในใจนึก ถึงแต่ว่า ฉันน่าจะมาถึงเร็วกว่านี้ ๆๆ ทําไมฉันถึงโชคไม่ดีเอาเสียเลย แต่แล้วชัว่ ขณะหนึ่งเขา ก็ได้คิดว่า จะมัวเสียใจไปไยกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว ในเมือ่ ยังมีสิ่งงดงามอีกมากมายให้ชื่นชมอยู่ รอบตัว เขาเหลียวมองไปบนฟ้า เห็นพระจันทร์เต็มดวงทอแสงสุกสว่าง มองมาข้างล่างเห็น เกลียวคลื่นระยิบระยับล้อแสงจันทร์ พรุ่งนี้เช้าก็ ยังจะได้เห็ นอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ซึ่งก็ คง งดงามไม่นอ้ ย จะมีกี่คนที่ มีโ อกาสดีๆ อย่างเขา พอได้คิดแบบนี้ ความหงุดหงิดเสียใจก็ หายไปทันที ใจเปิ ดรับและชืน่ ชมความงดงามที่มอี ยูร่ อบตัวทันที ความสุขได้กลับคืนมาสูจ่ ิตใจของเขา เมื่อหันมาใส่ใจกับปั จจุบัน ไม่มวั จมจ่อมอยู่กบั อดีต เขาได้ตระหนักว่า แทนที่จะจดจ่ออยู่กบั สิ่งที่เสียไป เพียงแค่หันมาชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ รอบตัว ความสุขก็ จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ใช่หรือไม่ว่าผูค้ นจํานวนมากทั้ง ๆ ที่มีอะไรต่ออะไร มากมาย แต่ก็ยังเป็ นทุกข์ ก่นด่าชะตากรรม เพราะมัวแต่นึกถึงสิ่งที่หลุดลอยไป ใจที่เอาแต่ เศร้าซึมเสียใจทําให้เขามองข้ามสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ตอ่ หน้าไปอย่างน่าเสียดาย กลายเป็ นว่าแทนที่ จะเสียหนึง่ ก็เสียสองหรือสามซํา้ เข้าไปอีก นักท่องเที่ยวบางคนโมโหที่ถกู แขกโกงขณะที่แลกเงิน เขาเอาแต่ขน่ ุ เคืองจนกินอะไรก็ ไม่อร่อย ไปเห็ นทัชมาฮาลก็ไม่รสู้ ึกว่างดงาม ทั้ง ๆ ที่นนั ่ คือไฮไลท์ของการท่องเที่ยวของเขา เพียงเพราะเสียดายเงินไม่กี่รอ้ ยรูปีที่ถกู โกงไป ทําให้เขาไม่รับรูค้ วามงดงามที่อยู่เบื้องหน้าเขา เลย หรือถึงกับทําให้การท่องเที่ยวของเขาหมดรสชาติไป มีคนหนึ่งกล่าวไว้นา่ ฟั งมากว่า “อย่าร้องไห้เมื่อดวงอาทิตย์ลบั ฟ้า เพราะนํา้ ตาจะทํา ให้เธอมองไม่เห็ นดวงดาว” อะไรที่เสียไปแล้วป่ วยการที่จะอาลัยอาวรณ์ หันมาใส่ใจกับสิ่งดี ๆ มีคณ ุ ค่า ตรงนีแ้ ละเดีย๋ วนีไ้ ม่ดกี ว่าหรือ

9


เท่ากับว่างานใหญ่ท่พี ระเยซูเจ้าทรงประสงค์ให้ทุกคนทําให้แล้วเสร็จขณะที่เป็ น เวลากลางวัน ก็คือ “จงคื น ดี และติ ดตามพระองค์ข ณะที ย่ งั มี โ อกาส หาไม่ แ ล้ ว เมื อ่ กลางคืนมาถึง ทุกอย่างจะสะดุดไปหมด” !!

3. ใครเชื่อในเรา แม้ตายไปแล้วก็จะมีชีวิต จากนิตยสาร Image มีนาคม 2557

กอลเป็ นเมืองริมทะเลตอนใต้ของศรีลังกาที่นกั ท่องเที่ยวนิยมมาเยือน จุดเด่น อย่างหนึง่ ของเมืองนีค้ ือป้อมปราการอันแข็งแรงที่ฮอลันดาได้มาสร้างไว้เมื่อ ๔๐๐ ปี ก่อน ภายในป้อมเป็ นเมืองน้อย ๆ มีอาคารโบราณมากมาย ทุกวันนี้ยังมีสภาพดีและได้ข้ึน ทะเบียนเป็ นมรดกโลก กอลเป็ นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของเขาก่อนเข้ากรุงโคลอมโบเพื่อบินกลับ เมืองไทย เช้าวันนัน้ เขาอยู่ที่เมืองนูวาราเอเลีย อันเป็ นเมืองท่องเที่ยวลือชื่ออีกแห่งหนึง่ ที่ มีกลิ่นอายแบบอังกฤษ เนื่องจากเคยเป็ นเมืองพักตากอากาศของชาวผูด้ ีสมัยยึดครอง เกาะนี้ มัคคุเทศก์ชาวศรีลังกาบอกเขากับคณะว่าใช้เวลาเดินทางหกชัว่ โมงก็จะถึงเมือง กอล คณะของเขาออกเดินทางตัง้ แต่แปดโมงครึ่ง ลัดเลาะไปตามไหล่เขา มีทศั นียภาพ ที่งดงามชวนชื่นชมตลอดทาง นอกจากไร่ชาเขียวสดที่เรียงรายเป็ นพืดทัว่ ทั้งเขาแล้ว ยัง มีนาํ้ ตกตระการตาปรากฏให้เห็ นเป็ นระยะๆ บางช่วงคณะของเขาก็ แวะพักกินอาหาร หรือซื้อชาจากร้านริมทาง แต่ละแห่งใช้เวลาสบายๆ ไม่เร่งรีบ กะว่าถึงเมืองกอลก็คงไม่ เกินบ่ายสี่ มีเวลาได้พกั ผ่อนริมทะเลอีก แต่ไป ๆ มา ๆ การเดินทางกลับใช้เวลานานกว่าที่คิด ดวงอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว คณะของเขาก็ยงั ไม่ถึงเมืองกอล แต่เขาก็ไม่วิตกกังวลอย่างใด เพราะตอนนัน้ กําลังชื่นชม ความงดงามของอาทิตย์ดวงกลมโตที่ใกล้ลบั ขอบฟ้าจากหน้าต่างรถยนต์ คณะของเขามาถึงเมืองกอลหลังจากอาทิตย์ตกไม่นาน พอมาเห็ นแสงสุดท้าย ฉาบฟ้าเหนืออ่าวกอล โดยมีชายหาดทอดยาวสุดสายตาอยู่เบื้องหน้า เขาก็รสู้ ึกเสียดาย อย่างมากที่ มาไม่ทันเห็ นอาทิต ย์ต กลับมหาสมุทรอิ นเดีย หากเขามาเร็ วกว่านี้แค่ครึ่ ง ชัว่ โมงก็ตอ้ งได้เห็นภาพที่งดงามสุดบรรยายอย่างยิ่ง ซึ่งอาจเป็ นครัง้ เดียวในชีวิตก็ได้

8

เมื่อมารธารู���้ ่าพระเยซูเจ้าเสด็จมา นางรีบออกไปรับเสด็จพร้อมกับทูลพระองค์ก่งึ ตําหนิกง่ึ เชือ่ ว่ามาช้า แต่กร็ บั รูว้ า่ ถ้าพระองค์วอนขออะไรจากพระเจ้าก็จะได้ เมื่อพระองค์ตรัสกับนางว่า “พีช่ ายของท่านจะกลับคืนชีพ” นางทูลตอบว่า “ดิฉันรู้ ว่า เขาจะกลับคืนชีพเมือ่ มนุ ษย์ทุกคนจะกลับคืนชีพในวันสุดท้าย” (ยน 11:20-24) น่ า แปลกที่ม ากกว่ า ครึ่ง หนึ่ ง ของพระธรรมเก่ า ยัง ไม่ เ ชื่อ เรื่อ งการกลับ คืน ชีพ ชาวยิวถือว่าทัง้ คนดีและคนเลวเมื่อตายแล้วจะไปอยู่ในแดนมรณะ (Sheol) ทีน่ ัน่ ทุกคน ดําเนินชีวติ แบบมืด ๆ เลือน ๆ ไม่มเี รีย่ วแรง ไม่มคี วามร่าเริงยินดี ดังเพลงสดุดที ว่ี า่ “ในหมู่ ผูต้ ายไม่มใี ครระลึกถึงพระองค์ ในแดนมรณะไม่มใี ครสรรเสริญพระองค์” (สดด 6:5; 30:9; 88:5,10-12; 115:17; บสร 9:10; อสย 38:18) จวบจนสมัยของโยบ ชาวยิวจึงเริม่ มีความเชือ่ ในชีวติ ทีไ่ ม่รจู้ กั ตาย (โยบ 14:7-12) กระนัน้ ก็ตาม ในสมัยของพระเยซูเจ้าเอง ก็ยงั มีบางกลุ่ม เช่นพวกสะดูส ี ที่ยงั ไม่ ยอมเชือ่ เรือ่ งการกลับคืนชีพ ดังนัน้ เมื่อมารธาพูดว่า “เขาจะกลับคืนชีพเมือ่ มนุ ษย์ทุกคนจะกลับคืนชีพในวัน สุดท้าย” จึงเท่ากับว่านางกําลังยืนยันความเชือ่ สูงสุดของชนชาติยวิ ต่อพระเยซูเจ้า เมื่อเห็นนางมีความเชื่อเรื่องการกลับคืนชีพ พระองค์จงึ ขยายความเพิม่ เติมว่า “เราเป็ นการกลับคืนชีพและเป็นชีวิต ใครเชือ่ ในเรา แม้ตายไปแล้วก็จะมีชีวิต และ ทุกคนทีม่ ีชีวิตและเชือ่ ในเราจะไม่มีวนั ตายเลย” (ยน 11:25-26) แน่ นอนว่าพระองค์ไม่ได้หมายถึงชีวติ ทางกายภาพ เพราะนักบุญทีเ่ ชื่อในพระองค์ ก็ลว้ นต้องตายด้วยกันทุกคน แต่สงิ่ ทีพ่ ระองค์ตอ้ งการหมายถึงคือ 1. ความตายเพราะบาป บาปทําให้ชวี ติ ของเราหมดคุณค่าไม่ต่างจากคน ตาย - เราอาจเห็นแก่ตวั จนตายต่อความต้องการของผูอ้ นื ่ - เราอาจเย็นเฉยจนตายต่อความรูส้ กึ ของคนอืน่ 5


- เราอาจไม่ซอื ่ สัตย์จนตายต่อเกียรติยศของตนเอง - เราอาจสิน้ หวังจนกลายเป็ นคนเฉือ่ ยชาและวิญญาณตายสนิท แต่พระองค์สามารถทําให้ผทู้ ต่ี ายเพราะบาปกลับมีชวี ติ ขึน้ มาใหม่ ดังทีไ่ ด้ ตรัสกับหญิงคนบาปที่รอ้ งไห้จนนํ้ าตาหยดลงเปี ยกพระบาท ใช้ผมเช็ดพระบาท จูบพระ บาท และใช้น้ํามันหอมชโลมพระบาทของพระองค์วา่ “บาปของเจ้าได้รบั การอภัยแล้ว” (ลก 7:48) พระองค์สามารถช่วยคนบาปทุกคนให้ลุกขึน้ มามีชวี ติ ใหม่ดุจเดียวกับพระองค์ และทุกวันนี้ อํานาจของพระองค์ทจ่ี ะช่วยให้เรามีชวี ติ ใหม่มไิ ด้ลดน้อยถอยลงเลย ! 2. ชี วิตในโลกหน้ า พระองค์ทรงรับประกันว่า สําหรับผูท้ ่เี ชื่อในพระองค์ ความตายไม่ใช่การสิน้ สุด แต่เป็ นการเปลีย่ นผ่านไปสู่ชวี ติ ใหม่ทส่ี งู กว่าและไม่มวี นั ตายอีก เลย “เชือ่ ” คือยอมรับว่าทุกสิง่ ทีพ่ ระองค์ทรงสอนเป็ นความจริง แล้วผูกพัน ชีวติ ของตนเข้ากับความจริงนัน้ ด้วยความวางใจอย่างเต็มเปีย่ ม เมือ่ เรา “เชือ่ ” จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ 2 ด้าน 2.1 เรามีความสัมพันธ์กบั พระเจ้า เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้า ที่พระ เยซูเจ้าทรงสอนนัน้ เป็ นพระเจ้าแห่งความรัก เป็ นพระผูช้ ่วยให้รอด นับจากนี้ไป เราจะไม่ กลัวความตายอีก เพราะความตายเป็ นการกลับไปหาพระเจ้าผูท้ รงรักเรา และเราเองก็ม ี ความสัมพันธ์อนั ดีกบั พระองค์ 2.2 เรามีความสัมพันธ์อนั ดีกบั ตัวเราเอง เพราะเมื่อเรายอมรับและ ปฏิบตั ติ ามคําสอนของพระเยซูเจ้า เราจะมีชวี ติ ใหม่ทเ่ี ต็มเปี่ ยมด้วยความรัก ความสุขสงบ พละกําลัง และชัยชนะเหนือความชัวร้ ่ ายทัง้ ปวง ไม่มสี งครามและการแตกแยกภายใน จิตใจของเราอีกต่อไป !

เห็นได้ชดั เจนว่า ก่อนจะตรัสเรียกลาซารัส พระองค์ทรง 1. สวดภาวนาวอนขอพระบิดาเจ้า ด้วยทรงตระหนักดีว่าอํานาจในการทํา อัศจรรย์ต่าง ๆ ไม่ได้มาจากพระองค์เอง แต่มาจากพระบิดาเจ้า 2. ถวายเกีย รติแ ด่ พ ระบิด าเจ้า พระองค์ ไ ม่ เ คยแสวงหาเกีย รติย ศหรือ ชือ่ เสียงใส่ตนเองเลย ทุกสิง่ ทีท่ รงกระทําล้วนเป็ นไปเพือ่ พระบิดาผูท้ รงส่งพระองค์มา ช่างตรงกันข้ามกับเราจริง ๆ ! เราชอบทําสิง่ ต่าง ๆ ด้วยตัวของเราเอง และเพือ่ ชื่อเสียงเกียรติยศของเราเอง คติ พจน์ประจําใจของเราเกือบทุกคนคือ “ของตัวเอง โดยตัวเอง และเพือ่ ตัวเอง”

หาก “อัญ เชิ ญ พระเจ้ า มาเป็ นศูน ย์ก ลางของชี วิ ต ” เราคงได้ สัมผัสกับสิง่ มหัศจรรย์ยงิ ่ กว่าลาซารัสมากมายในชีวติ ของเรา !!

4. ทรงเงยพระพักตร์ พระเยซูเจ้าทรงสังให้ ่ “ยกแผ่นหินออก” (ยน 11:39) แล้วทรงเงยพระพักตร์ข้นึ ตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ทที ่ รงฟงั คําของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ทราบดีวา่ พระองค์ทรงฟงั ข้าพเจ้าเสมอ แต่ทขี ่ า้ พเจ้ากล่าวเช่นนี้กเ็ พือ่ ประชาชนทีอ่ ยู่รอบ ข้าพเจ้า เขาจะได้เชือ่ ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามา” (ยน 11:41-42) 6

7


- เราอาจไม่ซอื ่ สัตย์จนตายต่อเกียรติยศของตนเอง - เราอาจสิน้ หวังจนกลายเป็ นคนเฉือ่ ยชาและวิญญาณตายสนิท แต่พระองค์สามารถทําให้ผทู้ ต่ี ายเพราะบาปกลับมีชวี ติ ขึน้ มาใหม่ ดังทีไ่ ด้ ตรัสกับหญิงคนบาปที่รอ้ งไห้จนนํ้ าตาหยดลงเปี ยกพระบาท ใช้ผมเช็ดพระบาท จูบพระ บาท และใช้น้ํามันหอมชโลมพระบาทของพระองค์วา่ “บาปของเจ้าได้รบั การอภัยแล้ว” (ลก 7:48) พระองค์สามารถช่วยคนบาปทุกคนให้ลุกขึน้ มามีชวี ติ ใหม่ดุจเดียวกับพระองค์ และทุกวันนี้ อํานาจของพระองค์ทจ่ี ะช่วยให้เรามีชวี ติ ใหม่มไิ ด้ลดน้อยถอยลงเลย ! 2. ชี วิตในโลกหน้ า พระองค์ทรงรับประกันว่า สําหรับผูท้ ่เี ชื่อในพระองค์ ความตายไม่ใช่การสิน้ สุด แต่เป็ นการเปลีย่ นผ่านไปสู่ชวี ติ ใหม่ทส่ี งู กว่าและไม่มวี นั ตายอีก เลย “เชือ่ ” คือยอมรับว่าทุกสิง่ ทีพ่ ระองค์ทรงสอนเป็ นความจริง แล้วผูกพัน ชีวติ ของตนเข้ากับความจริงนัน้ ด้วยความวางใจอย่างเต็มเปีย่ ม เมือ่ เรา “เชือ่ ” จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ 2 ด้าน 2.1 เรามีความสัมพันธ์กบั พระเจ้า เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้า ที่พระ เยซูเจ้าทรงสอนนัน้ เป็ นพระเจ้าแห่งความรัก เป็ นพระผูช้ ่วยให้รอด นับจากนี้ไป เราจะไม่ กลัวความตายอีก เพราะความตายเป็ นการกลับไปหาพระเจ้าผูท้ รงรักเรา และเราเองก็ม ี ความสัมพันธ์อนั ดีกบั พระองค์ 2.2 เรามีความสัมพันธ์อนั ดีกบั ตัวเราเอง เพราะเมื่อเรายอมรับและ ปฏิบตั ติ ามคําสอนของพระเยซูเจ้า เราจะมีชวี ติ ใหม่ทเ่ี ต็มเปี่ ยมด้วยความรัก ความสุขสงบ พละกําลัง และชัยชนะเหนือความชัวร้ ่ ายทัง้ ปวง ไม่มสี งครามและการแตกแยกภายใน จิตใจของเราอีกต่อไป !

เห็นได้ชดั เจนว่า ก่อนจะตรัสเรียกลาซารัส พระองค์ทรง 1. สวดภาวนาวอนขอพระบิดาเจ้า ด้วยทรงตระหนักดีว่าอํานาจในการทํา อัศจรรย์ต่าง ๆ ไม่ได้มาจากพระองค์เอง แต่มาจากพระบิดาเจ้า 2. ถวายเกีย รติแ ด่ พ ระบิด าเจ้า พระองค์ ไ ม่ เ คยแสวงหาเกีย รติย ศหรือ ชือ่ เสียงใส่ตนเองเลย ทุกสิง่ ทีท่ รงกระทําล้วนเป็ นไปเพือ่ พระบิดาผูท้ รงส่งพระองค์มา ช่างตรงกันข้ามกับเราจริง ๆ ! เราชอบทําสิง่ ต่าง ๆ ด้วยตัวของเราเอง และเพือ่ ชื่อเสียงเกียรติยศของเราเอง คติ พจน์ประจําใจของเราเกือบทุกคนคือ “ของตัวเอง โดยตัวเอง และเพือ่ ตัวเอง”

หาก “อัญ เชิ ญ พระเจ้ า มาเป็ นศูน ย์ก ลางของชี วิ ต ” เราคงได้ สัมผัสกับสิง่ มหัศจรรย์ยงิ ่ กว่าลาซารัสมากมายในชีวติ ของเรา !!

4. ทรงเงยพระพักตร์ พระเยซูเจ้าทรงสังให้ ่ “ยกแผ่นหินออก” (ยน 11:39) แล้วทรงเงยพระพักตร์ข้นึ ตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดาเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ทที ่ รงฟงั คําของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ทราบดีวา่ พระองค์ทรงฟงั ข้าพเจ้าเสมอ แต่ทขี ่ า้ พเจ้ากล่าวเช่นนี้กเ็ พือ่ ประชาชนทีอ่ ยู่รอบ ข้าพเจ้า เขาจะได้เชือ่ ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพเจ้ามา” (ยน 11:41-42) 6

7


เท่ากับว่างานใหญ่ท่พี ระเยซูเจ้าทรงประสงค์ให้ทุกคนทําให้แล้วเสร็จขณะที่เป็ น เวลากลางวัน ก็คือ “จงคื น ดี และติ ดตามพระองค์ข ณะที ย่ งั มี โ อกาส หาไม่ แ ล้ ว เมื อ่ กลางคืนมาถึง ทุกอย่างจะสะดุดไปหมด” !!

3. ใครเชื่อในเรา แม้ตายไปแล้วก็จะมีชีวิต จากนิตยสาร Image มีนาคม 2557

กอลเป็ นเมืองริมทะเลตอนใต้ของศรีลังกาที่นกั ท่องเที่ยวนิยมมาเยือน จุดเด่น อย่างหนึง่ ของเมืองนีค้ ือป้อมปราการอันแข็งแรงที่ฮอลันดาได้มาสร้างไว้เมื่อ ๔๐๐ ปี ก่อน ภายในป้อมเป็ นเมืองน้อย ๆ มีอาคารโบราณมากมาย ทุกวันนี้ยังมีสภาพดีและได้ข้ึน ทะเบียนเป็ นมรดกโลก กอลเป็ นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของเขาก่อนเข้ากรุงโคลอมโบเพื่อบินกลับ เมืองไทย เช้าวันนัน้ เขาอยู่ที่เมืองนูวาราเอเลีย อันเป็ นเมืองท่องเที่ยวลือชื่ออีกแห่งหนึง่ ที่ มีกลิ่นอายแบบอังกฤษ เนื่องจากเคยเป็ นเมืองพักตากอากาศของชาวผูด้ ีสมัยยึดครอง เกาะนี้ มัคคุเทศก์ชาวศรีลังกาบอกเขากับคณะว่าใช้เวลาเดินทางหกชัว่ โมงก็จะถึงเมือง กอล คณะของเขาออกเดินทางตัง้ แต่แปดโมงครึ่ง ลัดเลาะไปตามไหล่เขา มีทศั นียภาพ ที่งดงามชวนชื่นชมตลอดทาง นอกจากไร่ชาเขียวสดที่เรียงรายเป็ นพืดทัว่ ทั้งเขาแล้ว ยัง มีนาํ้ ตกตระการตาปรากฏให้เห็ นเป็ นระยะๆ บางช่วงคณะของเขาก็ แวะพักกินอาหาร หรือซื้อชาจากร้านริมทาง แต่ละแห่งใช้เวลาสบายๆ ไม่เร่งรีบ กะว่าถึงเมืองกอลก็คงไม่ เกินบ่ายสี่ มีเวลาได้พกั ผ่อนริมทะเลอีก แต่ไป ๆ มา ๆ การเดินทางกลับใช้เวลานานกว่าที่คิด ดวงอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว คณะของเขาก็ยงั ไม่ถึงเมืองกอล แต่เขาก็ไม่วิตกกังวลอย่างใด เพราะตอนนัน้ กําลังชื่นชม ความงดงามของอาทิตย์ดวงกลมโตที่ใกล้ลบั ขอบฟ้าจากหน้าต่างรถยนต์ คณะของเขามาถึงเมืองกอลหลังจากอาทิตย์ตกไม่นาน พอมาเห็ นแสงสุดท้าย ฉาบฟ้าเหนืออ่าวกอล โดยมีชายหาดทอดยาวสุดสายตาอยู่เบื้องหน้า เขาก็รสู้ ึกเสียดาย อย่างมากที่ มาไม่ทันเห็ นอาทิต ย์ต กลับมหาสมุทรอิ นเดีย หากเขามาเร็ วกว่านี้แค่ครึ่ ง ชัว่ โมงก็ตอ้ งได้เห็นภาพที่งดงามสุดบรรยายอย่างยิ่ง ซึ่งอาจเป็ นครัง้ เดียวในชีวิตก็ได้

8

เมื่อมารธารูว้ ่าพระเยซูเจ้าเสด็จมา นางรีบออกไปรับเสด็จพร้อมกับทูลพระองค์ก่งึ ตําหนิกง่ึ เชือ่ ว่ามาช้า แต่กร็ บั รูว้ า่ ถ้าพระองค์วอนขออะไรจากพระเจ้าก็จะได้ เมื่อพระองค์ตรัสกับนางว่า “พีช่ ายของท่านจะกลับคืนชีพ” นางทูลตอบว่า “ดิฉันรู้ ว่า เขาจะกลับคืนชีพเมือ่ มนุ ษย์ทุกคนจะกลับคืนชีพในวันสุดท้าย” (ยน 11:20-24) น่ า แปลกที่ม ากกว่ า ครึ่ง หนึ่ ง ของพระธรรมเก่ า ยัง ไม่ เ ชื่อ เรื่อ งการกลับ คืน ชีพ ชาวยิวถือว่าทัง้ คนดีและคนเลวเมื่อตายแล้วจะไปอยู่ในแดนมรณะ (Sheol) ทีน่ ัน่ ทุกคน ดําเนินชีวติ แบบมืด ๆ เลือน ๆ ไม่มเี รีย่ วแรง ไม่มคี วามร่าเริงยินดี ดังเพลงสดุดที ว่ี า่ “ในหมู่ ผูต้ ายไม่มใี ครระลึกถึงพระองค์ ในแดนมรณะไม่มใี ครสรรเสริญพระองค์” (สดด 6:5; 30:9; 88:5,10-12; 115:17; บสร 9:10; อสย 38:18) จวบจนสมัยของโยบ ชาวยิวจึงเริม่ มีความเชือ่ ในชีวติ ทีไ่ ม่รจู้ กั ตาย (โยบ 14:7-12) กระนัน้ ก็ตาม ในสมัยของพระเยซูเจ้าเอง ก็ยงั มีบางกลุ่ม เช่นพวกสะดูส ี ที่ยงั ไม่ ยอมเชือ่ เรือ่ งการกลับคืนชีพ ดังนัน้ เมื่อมารธาพูดว่า “เขาจะกลับคืนชีพเมือ่ มนุ ษย์ทุกคนจะกลับคืนชีพในวัน สุดท้าย” จึงเท่ากับว่านางกําลังยืนยันความเชือ่ สูงสุดของชนชาติยวิ ต่อพระเยซูเจ้า เมื่อเห็นนางมีความเชื่อเรื่องการกลับคืนชีพ พระองค์จงึ ขยายความเพิม่ เติมว่า “เราเป็ นการกลับคืนชีพและเป็นชีวิต ใครเชือ่ ในเรา แม้ตายไปแล้วก็จะมีชีวิต และ ทุกคนทีม่ ีชีวิตและเชือ่ ในเราจะไม่มีวนั ตายเลย” (ยน 11:25-26) แน่ นอนว่าพระองค์ไม่ได้หมายถึงชีวติ ทางกายภาพ เพราะนักบุญทีเ่ ชื่อในพระองค์ ก็ลว้ นต้องตายด้วยกันทุกคน แต่สงิ่ ทีพ่ ระองค์ตอ้ งการหมายถึงคือ 1. ความตายเพราะบาป บาปทําให้ชวี ติ ของเราหมดคุณค่าไม่ต่างจากคน ตาย - เราอาจเห็นแก่ตวั จนตายต่อความต้องการของผูอ้ นื ่ - เราอาจเย็นเฉยจนตายต่อความรูส้ กึ ของคนอืน่ 5


พวกเขาพยายามจะจับกุมพระองค์ แต่พระองค์ทรงเลี่ยงพ้นจากเงื้อมมือของพวกเขาไปได้ (ยน 10:38-39) บรรดาศิษย์จงึ ทักท้วงพระองค์ ทูลว่า “พระอาจารย์ ชาวยิวเพิง่ พยายามเอาหินขว้าง พระองค์ แล้วพระองค์ยงั จะกลับไปทีน่ นั ่ อีกหรือ” (ยน 11:8) พระองค์จงึ ตรัสว่า “วันหนึ ง่ มีสิบสองชัวโมงมิ ่ ใช่หรือ” (ยน 11:9) ซึง่ เข้าใจได้ดงั นี้ 1. วันหนึ่งมี 12 ชัวโมงตายตั ่ ว ไม่มใี ครทําให้สนั ้ ลงหรือยาวขึน้ ได้ เมื่อยังไม่ ครบ 12 ชัวโมง ่ ทุกคนย่อมมีเวลาสําหรับทําสิง่ ต่าง ๆ โดยไม่ตอ้ งเกรงกลัวอันตราย แม้แต่ การถูกหินขว้าง ทัง้ นี้เพราะกลางคืนยังมาไม่ถงึ 2. วันหนึ่งมีถงึ 12 ชัวโมง ่ ซึง่ เพียงพอสําหรับแต่ละคนจะทําสิง่ ทีค่ วรต้องทํา 3. วันหนึ่งมีเพียง 12 ชัวโมงเท่ ่ านัน้ จะยืดให้ยาวมากไปกว่านี้ไม่ได้อกี แล้ว เพราะฉะนัน้ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ทัง้ หมดนี้หมายความว่า พระเจ้าทรงประทาน “เวลา” ไม่ว่าจะสัน้ หรือยาวก็ตาม ให้แก่เราแต่ละคนอย่างพอเพียงสําหรับทําในสิง่ ทีจ่ ําเป็ น โดยไม่เหลือเวลาไว้ให้เรานํ ามา “ฆ่า” เล่นเลย พร้อมกันนี้ พระองค์ทรงกล่าวเสริมว่า “ถ้าใครเดินเวลากลางวันก็ไม่สะดุดเพราะเห็น แสงสว่างของโลกนี้ แต่ถา้ ใครเดินเวลากลางคืน ก็สะดุดเพราะเขาไม่มแี สงสว่างเพือ่ นําทาง” (ยน 11:9-10) ชาวยิวถือว่า “กลางคืน” เริม่ เมือ่ ดวงอาทิตย์ตกและไม่มแี สงสว่างหลงเหลือนอกจาก ความมืดมิด การเดินทางยามคํ่าคืนจึงไม่อาจกระทําได้หรือทําได้แต่ไม่สะดวก เราจึงต้องทํา ทุกสิง่ ทุกอย่างขณะทีเ่ ป็ นเวลากลางวันและยังมีแสงอาทิตย์สอ่ งสว่างอยู่ หากทําทุกสิง่ ให้เสร็จสิน้ ก่อนกลางคืนมาถึง เราย่อมเป็ นสุขและนอนตาหลับ ส่วน พวกที่อดนอน เร่งรีบ และเหน็ดเหนื่อย นัน่ เป็ นเพราะพวกเขามัวไล่เก็บงานทีค่ วรจะทําให้ เสร็จสิน้ ไปก่อนหน้านัน้ แล้ว ทีส่ ําคัญ พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็ นแสงสว่างส่องโลก ผูท้ ตี ่ ามเรามา จะไม่เดินใน ความมืด แต่จะมีแสงสว่างส่องชีวติ ” (ยน 8:12) ! “กลางคืน” จึงหมายถึง “ชีวติ ทีไ่ ม่ตดิ ตามพระเยซูเจ้า” เป็ นชีวติ ที่ถูกครอบงําโดย ความชัวร้ ่ ายดังที่ยอห์นเล่าว่า เมื่อยูดาสทรยศพระองค์ “ขณะนัน้ เป็ นเวลากลางคืน” (ยน 13:30) 4

เขานึกตําหนิคนขับรถทันทีที่ใช้เวลาเกือบสิบชัว่ โมงกว่าจะถึงเมืองกอล อีกคนที่ตอ้ ง รับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือมัคคุเทศก์ เขาน่าจะรูว้ ่าอาทิตย์ตกที่เมืองกอลนัน้ วิเศษ เพียงใด ถ้าเขานึกถึงประโยชน์ของลูกทัวร์ก็ไม่ควรปล่อยให้โชเฟอร์ขบั รถหวานเย็ นจนเกิน เวลาขนาดนัน้ หรืออย่างน้อยก็บอกให้เรารูว้ ่าเสน่หอ์ ย่างหนึง่ ของเมืองกอลก็คืออาทิตย์ยาม เย็น กระทัง่ เข้าห้องพักแล้วเขาก็ยังรูส้ ึกหงุดหงิดที่พ���าดโอกาสอันวิเศษนัน้ ไป ในใจนึก ถึงแต่ว่า ฉันน่าจะมาถึงเร็วกว่านี้ ๆๆ ทําไมฉันถึงโชคไม่ดีเอาเสียเลย แต่แล้วชัว่ ขณะหนึ่งเขา ก็ได้คิดว่า จะมัวเสียใจไปไยกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว ในเมือ่ ยังมีสิ่งงดงามอีกมากมายให้ชื่นชมอยู่ รอบตัว เขาเหลียวมองไปบนฟ้า เห็นพระจันทร์เต็มดวงทอแสงสุกสว่าง มองมาข้างล่างเห็น เกลียวคลื่นระยิบระยับล้อแสงจันทร์ พรุ่งนี้เช้าก็ ยังจะได้เห็ นอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ซึ่งก็ คง งดงามไม่นอ้ ย จะมีกี่คนที่ มีโ อกาสดีๆ อย่างเขา พอได้คิดแบบนี้ ความหงุดหงิดเสียใจก็ หายไปทันที ใจเปิ ดรับและชืน่ ชมความงดงามที่มอี ยูร่ อบตัวทันที ความสุขได้กลับคืนมาสูจ่ ิตใจของเขา เมื่อหันมาใส่ใจกับปั จจุบัน ไม่มวั จมจ่อมอยู่กบั อดีต เขาได้ตระหนักว่า แทนที่จะจดจ่ออยู่กบั สิ่งที่เสียไป เพียงแค่หันมาชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ รอบตัว ความสุขก็ จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ใช่หรือไม่ว่าผูค้ นจํานวนมากทั้ง ๆ ที่มีอะไรต่ออะไร มากมาย แต่ก็ยังเป็ นทุกข์ ก่นด่าชะตากรรม เพราะมัวแต่นึกถึงสิ่งที่หลุดลอยไป ใจที่เอาแต่ เศร้าซึมเสียใจทําให้เขามองข้ามสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ตอ่ หน้าไปอย่างน่าเสียดาย กลายเป็ นว่าแทนที่ จะเสียหนึง่ ก็เสียสองหรือสามซํา้ เข้าไปอีก นักท่องเที่ยวบางคนโมโหที่ถกู แขกโกงขณะที่แลกเงิน เขาเอาแต่ขน่ ุ เคืองจนกินอะไรก็ ไม่อร่อย ไปเห็ นทัชมาฮาลก็ไม่รสู้ ึกว่างดงาม ทั้ง ๆ ที่นนั ่ คือไฮไลท์ของการท่องเที่ยวของเขา เพียงเพราะเสียดายเงินไม่กี่รอ้ ยรูปีที่ถกู โกงไป ทําให้เขาไม่รับรูค้ วามงดงามที่อยู่เบื้องหน้าเขา เลย หรือถึงกับทําให้การท่องเที่ยวของเขาหมดรสชาติไป มีคนหนึ่งกล่าวไว้นา่ ฟั งมากว่า “อย่าร้องไห้เมื่อดวงอาทิตย์ลบั ฟ้า เพราะนํา้ ตาจะทํา ให้เธอมองไม่เห็ นดวงดาว” อะไรที่เสียไปแล้วป่ วยการที่จะอาลัยอาวรณ์ หันมาใส่ใจกับสิ่งดี ๆ มีคณ ุ ค่า ตรงนีแ้ ละเดีย๋ วนีไ้ ม่ดกี ว่าหรือ

9


มิสซาสั ปดาห์ ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (ปี A) วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2014 วัน เดือน ปี ส. 5 เม.ย. 18.00 น.

รายการมิสซา ผู้ขอมิสซา สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ มารี อา ประทุม, คุณสมนึก ใช้สมบุญ และครอบครัว อุทศิ แด่ สตีเฟน จํารู ญ, มารี อา ละมุด เจริ ญพานิช เปาโล ประสาน ธุถาวร, คุณเจริ ญ, คุณพิชยั เพียรผล ญาณิ ชศา คุณสําเนียง, คุณวัฒนะศักดิ์ เพียรผล ญาณิ ชศา ดอมินิก ไชยันตร์ ปิ ติปาละ รสมาลิน ผูล้ ่วงลับครอบครัวเจริ ญพานิช วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง อา. 6 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ 08.00 น. มารี อา เอื้อพันธ์ ศรี เจริ ญ, ครอบครัวศรี เจริ ญ คค.ศรี เจริ ญ คค.เตรี ยมวิชานนท์, สาธรกิจ, ธนะสาร, ต่ายแสง คค.เขม้นงาน,ฉัตรวัฒนาสกุล, สุ ทธิ โอภาส,เอี่ยมวิศิษฎ์ คค.ลิ้มจิตรกร, เพียรช่างคิด, รัตนบรรณสกุล อุทศิ แด่ ดอมินิก ไชยันตร์ ปิ ติปาละ รสมาลิน คุณอุย้ นิ้ว แซ่เซี้ ยว, คุณนวลจันทร์ , ด.ช.ธงชัย ธนะสาร ยวง บัปติสตา เสมียน สาธรกิจ, มารี อา ฮุยเกียว แซ่โง้ว คุณโถ เพียรช่างคิด, คุณนงรัก ธนะสาร, คุณล้อสี ยวง บัปติสตา ก๊กเคี้ยง แซ่แพ้, มารี อา กิมฮวย แซ่ ต้ งั คค.ธนาพานิชย์ คุณพัสพัสษ์ วราเปล่งสิ นทวี คค.ธนาพานิชย์ บรรพบุรุษครอบครัวธนาพานิชย์ ยอแซฟ ทิวากร รักคิด และบรรพบุรุษ วิภาวนี อันนา พัชนี บุญประพันธ์, มารี อา ขาว รุ่ งเรื องผล ฟรังซิ สโก บุญช่วย รุ่ งเรื องผล, คุณสอาด กิจสมัคร วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง คค.ธนาพานิชย์

10

อีกครัง้ หนึ่ง เมือ่ พระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม ประชาชนจํานวนมากถือใบปาล์ม ออกไปโห่รอ้ งต้อนรับพระองค์ ยอห์นอธิบายว่า “ครัง้ แรก บรรดาศิษย์ไม่เข้าใจความหมาย ของเหตุ ก ารณ์ น้ี แต่ เมือ่ พระเยซู เจ้า ได้ร ับ พระสิร ิรุ่ ง โรจน์ แ ล้ว เขาจึง ระลึก ได้ว่ า สิง่ ที ่ ประชาชนกระทําแด่พระองค์นนั ้ มีเขียนไว้ในพระคัมภีรแ์ ล้ว” (ยน 12:16) และเมื่อชาวกรีกไปขอพบพระเยซูเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม พระองค์กต็ รัสล่วงหน้าถึง การสิน้ พระชนม์วา่ “เวลาทีบ่ ุตรแห่งมนุ ษย์จะได้รบั พระสิรริ งุ่ โรจน์มาถึงแล้ว” (ยน 12:23) เห็นได้ชดั เจนว่าสําหรับพระเยซูเจ้าและยอห์น ทัง้ “พระสิรริ ุ่งโรจน์” และ “กางเขน” เป็ นเรือ่ งเดียวกัน เพราะฉะนัน้ เมือ่ พระองค์ตรัสถึงการรักษาลาซารัสว่าจะทําให้พระองค์ได้รบั พระสิร ิ รุ่ง โรจน์ จึง หมายความว่า พระองค์ ท รงรู้อ ยู่ เต็ม อกแล้ ว ว่ า การรัก ษาครัง้ นี้ จะนํ า พระองค์ไปสู่จดุ จบบนไม้กางเขน ! แล้วก็เป็ นจริงดังว่าเพราะ “ชาวยิวหลายคนทีม่ าเยีย่ มมารีย์และเห็นสิง่ ทีพ่ ระเยซู เจ้าทรงกระทํา ก็เชือ่ ในพระองค์ แต่ บ างคนไปพบชาวฟาริส ีเล่าเรือ่ งทีพ่ ระเยซู เจ้าทรง กระทําให้ฟงั บรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟาริสจี งึ เรียกประชุมสภา ปรึกษากันว่า ‘พวกเรา จะทําอย่างไรดี เพราะคนคนนี้ได้ทาํ เครือ่ งหมายอัศจรรย์หลายอย่าง ถ้าเราปล่อยเขาไว้อย่าง นี้ ทุกคนจะเชือ่ เขา แล้วชาวโรมันก็จะมาทําลายทัง้ พระวิหารและชนชาติของเรา’ ....ตัง้ แต่ วันนัน้ ทีป่ ระชุมได้ตกลงกันทีจ่ ะประหารพระองค์” โดยมหาสมณะคายาฟาสให้เหตุผลว่า “ถ้าคนคนเดียวจะตายเพือ่ ประชาชน จะเป็ นประโยชน์มากกว่าทีช่ นทัง้ ชาติจะต้องพินาศไป” (ยน 11:45-54) พระเยซูเจ้าจึงมิได้เห็นแก่พระองค์เองเลย แต่ทรงพร้อมจะพลีชวี ติ ของพระองค์ เพือ่ ช่วยลาซารัสและเราทุกคนให้รอดพ้นจากความตาย !!

2. มีเวลาพอแต่ไม่เหลือเฟื อ หลังจากสองวันผ่านไป พระองค์ตรัสว่า “เรากลับไปแคว้นยูเดียกันเถิด” (ยน 11:7) บรรดาศิษย์ต่างตกใจกลัวยิง่ นัก เพราะกลับไปแคว้นยูเดียก็เท่ากับฆ่าตัวตายชัด ๆ ก่ อ นหน้ านี้ ระหว่างเทศกาลฉลองพระวิห ารที่ก รุง เยรูซ าเล็ม เมื่อ ชาวยิวได้ย ิน พระองค์ต รัส ว่า “เรากับ พระบิด าเป็ น หนึ ง่ เดีย วกัน ” พวกเขาก็ห ยิบ ก้อ นหิน ขึ้น จะขว้า ง พระองค์ (ยน 10:30-31) และเมือ่ ทรงยํ้าว่า “พระบิดาสถิตอยูใ่ นเรา และเราอยูใ่ นพระบิดา” 3


สั ปดาห์ ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

ยน 11:1-45

1. หนทางสู่พระสิริร่งุ โรจน์ เมื่อลาซารัส (ซึง่ แปลว่า “พระเจ้าคือความช่วยเหลือของข้าพเจ้า”) ปว่ ย มารธา และมารียส์ ง่ คนไปทูลพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า คนทีพ่ ระองค์ทรงรักกําลังปว่ ย” (ยน 11:3) โดยไม่ได้เชิญชวนหรือเรียกร้องให้พระองค์เสด็จมาแต่ประการใด นั น่ เป็ น เพราะทัง้ สองพี่น้ อ งมัน่ ใจเต็ ม ร้ อ ยว่ า พระองค์ จ ะเสด็ จ มาแน่ ด้ ว ย ประสบการณ์สอนพวกเขาว่า “พระองค์ไม่เคยเหลียวหลังให้กบั ผูท้ ตี ่ อ้ งการความช่วยเหลือ จากพระองค์เลย” ! เมือ่ ทรงทราบข่าว พระองค์ตรัสว่า “โรคนี้มไิ ด้เกิดขึน้ เพือ่ ความตาย แต่เพือ่ พระสิร ิ รุง่ โรจน์ของพระเจ้า เพราะโรคนี้ พระบุตรของพระเจ้าจะได้รบั พระสิรริ งุ่ โรจน์” (ยน 11:4) เท่ากับว่า การรักษาลาซารัสจะทําให้มนุ ษย์ได้แลเห็นพระสิรริ ุ่งโรจน์ของพระเยซู เจ้าชนิดชัดแจ้งปราศจากข้อกังขาใด ๆ ทัง้ สิน้ แต่อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าพระองค์ทรงเห็นแก่ตวั ที่แสวงหาพระสิรริ ุ่งโรจน์ บนความ ทุกข์ของผูอ้ ่นื เพราะยอห์นผูน้ ิพนธ์พระวรสารยํ้าหลายครัง้ หลายหนว่า “กางเขนคือพระ สิ ริร่งุ โรจน์ ของพระองค์” และ “หนทางสู่พระสิ ริร่งุ โรจน์ คือหนทางของไม้กางเขน” เมือ่ พระองค์ตรัสว่า “ผูใ้ ดกระหาย จงมาหาเราเถิด ผูท้ เ��� ่ ชือ่ ในเรา จงดืม่ เถิด ตามที ่ พระคัมภีรก์ ล่าวว่า ‘ลําธารทีใ่ ห้ชวี ติ จะไหลออกมาจากภายในผูน้ นั ้ ’” (ยน 7:37-38) ยอห์น อธิบายถึงลําธารที่ให้ชีวติ ไว้ว่า “พระเยซูเจ้าตรัสดังนี้ หมายถึงพระจิตเจ้า ซึง่ ผู้ทเี ่ ชือ่ ใน พระองค์จะได้รบั แต่เวลานัน้ พระเจ้ามิได้ประทานพระจิตเจ้าให้ เพราะพระเยซูเจ้ายังมิได้ รับพระสิรริ งุ่ โรจน์” (ยน 7:39) นันคื ่ อ “พระองค์ยงั มิได้สน้ิ พระชนม์บนไม้กางเขน” ! 2

อา. 6 เม.ย. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ สัตบุรุษวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ทุกท่าน 10.00 น. ดอมินิก ภูวนัย หงษ์แก้ว และครอบครัว เปาโล ศิริ, อันนา สวัสดี แตงอ่อน และครอบครัว ชุลีพร เปาโล ตุย้ นักพรรษา และครอบครัว เซซี ลีอา เพ็กล้วน แซ่เอี้ยว สุ รพงษ์ คุณสรวิศ, คุณพิมพ์ชนก, คุณสุ ชาดา รัตนพิเศษ คุณเสาวคนธ์ รัตนพิเศษ, คุณยุพิน ศิริพฒั น์ และครอบครัว ครอบครัวกาฬแก้ว, สุ วรรณราช ศันสนีย ์ คุณปรี ดา คาลาบันดา, คุณเปรม ซิ งห์ ลาวลา คุณสาธิตา วรรณศรี , ครอบครัวพงศ์ผกาย ประสิ ทธิ์ชยั /ครอบครัวบุตรสุ ทธิวงศ์, เทพสิ ทธา, สุ นทรพันธุ์ หทัย อุทศิ แด่ เปโตร ยรรยง, ลูซีอา ละออ, มารี อา นิตยา อุชชิน คค.อุชชิน ยอแซฟ สมบัติ อุชชิน, มารี อา มยุรี ผลาวงศ์ คค.อุชชิน มัทธิว เกียรติศกั ดิ์ สุ วรรณจิต, Thomas Adams คค.อุชชิน คุณยกผู่ แซ่ด่าน, คุณทองพันธ์ แซ่ด่าน สุ รพงษ์ เปโตร บ้วนฮง เตียวเจริ ญ สุ รพงษ์ อันนา ทองสุ ข สร้อยสูงเนิน, คุณผุย นักพรรษา นิโคลัส หมัน่ ประทุมเทา, โยเซฟ พันธ์ ประทุมมา มารี อา โรซา สมใจ กิจเจริ ญ, ลูซีอา วิภาวี ไทยประเสริ ฐ มารี อา กิมฮวย นงค์สวัสดิ์ Andrew Austin Ho, Agnes Lily Ho, Ho Kim Hoi ยอแซฟ เพียรจิตร ตรั่นวัน, นายหมู่เอกแก้ว รัตนพิเศษ คุณโหย เลวัน และญาติผลู้ ่วงลับ คุณฮว่าง ถิ เถ่อ, คาทารี นา ริ รินทร์ จิระดํารง ธีระ/อมรา เปโตร ถนอม, อันนา สังเวียน, เปาโล รัฐพล สุ วรรณราช ศันสนีย ์ ผูล้ ่วงลับครอบครัวบุตรสุ ทธิวงศ์, เทพสิ ทธา, สุ นทรพันธุ์ หทัย วิญญาณในไฟชําระ และวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง 11


จ.7 เม.ย. อ. 8 เม.ย. พ. 9 เม.ย. พฤ. 10 เม.ย. ศ. 11 เม.ย.

อุทศิ แด่ อุทศิ แด่ อุทศิ แด่ อุทศิ แด่ อุทศิ แด่

วิญญาณในไฟชําระ ดอมินิก ไชยันตร์ ปิ ติปาละ ฟี เดส จิตรา ดารุ ทยาน ดอมินิก ไชยันตร์ ปิ ติปาละ วิญญาณในไฟชําระ

รสมาลิน อมรา รสมาลิน -

ฉบับที่ 521 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2014  วันอาทิตย์น้ ี หลังมิสซาสาย ขอเชิญพี่นอ้ งร่ วมกิจกรรมเที่ยงทิพย์ดว้ ยการพับใบลาน ณ ศาลาปี ติการุ ณย์  วันอาทิตย์หน้า (13 เมษายน ศกนี้) เป็ นวันอาทิตย์ใบลาน และตรงกับวันสงกรานต์ o เวลา 9.30 น. ขอเชิ ญพี่น้องทุกท่านรับใบลานและร่ วมแห่ ใบลานเพื่อระลึกถึง การเสด็จเข้ากรุ งเยรู ซาเล็มอย่างสง่าของพระเยซูเจ้า ณ ศาลาปี ติการุ ณย์ o หลังมิ สซาสาย ขอเชิ ญร่ วมรดนํ้าขอพรผูส้ ู งอายุ และร่ วมกิ จกรรมเล่นนํ้า สงกรานต์ตามแบบประเพณี ไทย ณ ศาลาปี ติการุ ณย์  กําหนดการสั ปดาห์ ศักดิ์สิทธิ์ วัดแม่ พระกุหลาบทิพย์ มีดงั นี้ 17 เมษายน วันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ (พิธีระลึกถึงการเลี้ยงอาหารคํ่ามื้อสุ ดท้าย) 19.00 น. พิธีมิสซา/ล้างเท้าอัครสาวก/หลังมิสซา ตั้งและเฝ้ าศีลมหาสนิท 18 เมษายน วันศุกร์ศกั ดิ์สิทธิ์ (พิธีระลึกถึงพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า) 18.30 น. มรรคาศักดิ์สิทธิ์ (เดินรู ป 14 ภาค) / วจนพิธีกรรมศีลอภัยบาป พิธีนมัสการกางเขน 19 เมษายน วันเสาร์ศกั ดิ์สิทธิ์ (พิธีตื่นเฝ้ า สมโภชการกลับคืนพระชนมชีพ) 19.00 น. เสกไฟ และเสกเทียนปัสกา พิธีมิสซา เสกนํ้าล้างบาป และพิธีโปรดศีลล้างบาปแก่คริ สตชนใหม่ 20 เมษายน วันอาทิตย์สมโภชปั สกา 8.00 น. และ 10.00 น. พิธีมิสซาสมโภชปัสกา *หลังมิสซาวันเสาร์ ศักดิ์สิทธิ์ และวันอาทิตย์ ปัสกา ขอเชิ ญพี่น้องรั บนํา้ เสกและไข่ ปัสกา* 12

สั ปดาห์ ที่ 5 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

ใครเชื่อในเรา แม้ ตายไปแล้วก็จะมีชีวติ ยน 11:25


สารวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2014