Page 1

ฉบับที่ 520 วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 2014

ฉบับที่ 520 วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 2014

สั ปดาห์ ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

สั ปดาห์ ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

มิใช่ ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขาทําบาป แต่ เขาเป็ นเช่ นนีก้ เ็ พือ่ ให้ กจิ การของพระเจ้ าปรากฏในตัวเขา

มิใช่ ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขาทําบาป แต่ เขาเป็ นเช่ นนีก้ เ็ พือ่ ให้ กจิ การของพระเจ้ าปรากฏในตัวเขา

ยน 9:3

ยน 9:3


สั ปดาห์ ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

ยน 9:1-41

1. บาปของใคร นีเ่ ป็ นครัง้ เดียวในพระวรสารทีม่ กี ารระบุว่าผูต้ กทุกข์ได้ยากตาบอดตัง้ แต่เกิด ! เมือ่ เห็นชายตาบอดแต่กาํ เนิด บรรดาศิษย์จงึ ทูลถามปญั หาซึง่ ค้างคาใจชาวยิว มานานว่า “พระอาจารย์ ใครทําบาป ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตา บอด” (ยน 9:2) ทีว่ ่าค้างคาใจก็เพราะชาวยิวนําการตกทุกข์ได้ยากไปผูกติดไว้กบั บาป ผูใ้ ดตก ทุกข์ได้ยากก็แปลว่าผูน้ ัน้ ทําบาป แต่เนื่องจากชายตาบอดคนนี้ตกทุกข์ได้ยากตัง้ แต่ เกิด ยังไม่เคยทําบาปมาก่อน จึงเกิดปญั หาว่าจะเอาบาปไปผูกติดไว้กบั ผูใ้ ด ? ชาวยิวถือว่าจะเอาบาปไปผูกติดไว้กบั คนตาบอดเองก็ได้ เพราะพวกเขาเชือ่ ว่า มีบาปก่อนเกิด (ไม่ใช่บาปกําเนิด) นัน่ คือมนุ ษย์รจู้ กั ทําบาปหรือได้รบั อิทธิพลของบาป ตัง้ แต่เป็ นตัวอ่อนในครรภ์มารดาแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่ามีวญ ิ ญาณทัง้ ดีและชัวตั ่ ง้ แต่ สร้างโลก ใครได้วญ ิ ญาณดีตดิ ตัวมาตอนเกิดก็โชคดีไป ใครได้วญ ิ ญาณชัวก็ ่ โชคร้ายไป (เทียบ ปชญ 8:19 - “ข้าพเจ้ามีนิสยั ดีตงั ้ แต่เป็ นเด็ก ได้รบั จิตวิญญาณทีด่ ตี งั ้ แต่กาํ เนิด”) อีกทฤษฎีหนึ่งถือว่าตาบอดแต่กําเนิดเป็ นผลมาจากบาปของบิดามารดา ดังที่ พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ท่านต้องไม่กราบไหว้รปู เคารพหรือนมัสการรูปเหล่านัน้ เพราะเรา คือพระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่าน เป็ นพระเจ้าทีไ่ ม่ยอมให้มคี ่แู ข่ง เป็ นพระเจ้าทีล่ งโทษ ความผิดบิดาทีเ่ กลียดชังเราไปถึงลูกหลานจนถึงสามสีช่ วอายุ ั ่ คน แต่เราแสดงความรัก มันคงต่ ่ อผูท้ รี ่ กั เราและปฏิบตั ติ ามบทบัญญัตขิ องเราจนถึงพันชัวอายุ ่ คน” (อพย 20:5-6) 2

อา. 30 มี.ค. สุ ขสํ าราญ มารี อา ธมนธรณ์, เซซี ลีอา ชนันต์ธร หิ รัญนันท์พล ครอบครัวพงศ์พนั ธุ์พฒั น์ 10.00 น. อุทศิ แด่ เซอร์อาเดลา พิศุทธิ์สินธพ มารี อา สวิน บุตรไทย อันนา ทองสุ ข สร้อยสูงเนิน คุณซี ฮวง, มารี อา กิมลี้, แบร์นาแด๊ต นิภา ฟิ ลิป มุ่ยชิม, คุณเช้ง แซ่จึง, คุณเส่ ง แซ่ล้ ี เรนาโต ผดุง สุ ขสยาม, คุณก้านทอง แสงปัญหา มารี อา มักดาเลนา วิระวัลย์ ดวงรัตน์ มารี อา โรซา สมใจ กิจเจริ ญ โรซา ราตรี ลี้ยาง, คุณด้วง อันนา ยีส่ ุ่ น พานิช, คุณสอ ชูสอน คุณวิชยั สายแสง, คุณพัฒนา ทองธิว เปโตร บ้วนฮง เตียวเจริ ญ และบรรพบุรุษ นิโคลัส หมัน่ ประทุมเทา โยเซฟ พันธ์ ประทุมมา ผูล้ ่วงลับครอบครัวจุลละมณฑล ผูล้ ่วงลับครอบครัวลี้ยาง วิญญาณในไฟชําระ และวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง จ. 31 มี.ค. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ อ. 1 เม.ย. สุ ขสํ าราญ เทเรซา ฐิติกาญจน์ นิลกําแหง และครอบครัว อุทศิ แด่ อลิซาเบธ อารี สังขพงษ์ พ. 2 เม.ย. สุ ขสํ าราญ เทรซา วรนันท์ รักอารมณ์ และครอบครัว อุทศิ แด่ เปโตร อุทยั ดารุ ทยาน พฤ. 3 เม.ย. สุ ขสํ าราญ มารี อา นภาพร สุ วรรณรัตนศรี อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ ศ. 4 เม.ย. สุ ขสํ าราญ คุณสุ นีวรรณ ตั้งไพฑูลย์สกุล อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ

รุ่ งโรจน์ รุ่ งโรจน์ รุ่ งโรจน์ วิไลวรรณ/อาร์ต

ธนพร มาลินี อมรา มาลินี อมรา มาลินี ธนพร มาลินี ธนพร 15


วัน เดือน ปี รายการมิสซา อา. 30 มี.ค. สุ ขสํ าราญ ครอบครัวรัตนบรรณสกุล, ครอบครัวต่ายแสง 08.00 น. คอบครัวสุ ทธิโอภาส, ทุกครอบครัวในโลก ครอบครัวเตรี ยมวิชานนท์, ครอบครัวเพียรช่างคิด ครอบครัวธนะสาร, ครอบครัวสาธรกิจ อุทศิ แด่ คุณอุย้ นิ้ว แซ่เซี้ ยว, คุณนวลจันทร์, ด.ช.ธงชัย ธนะสาร ยวง บัปติสตา เสมียน สาธรกิจ, มารี อา ฮุยเกียว แซ่โง้ว คุณโถ เพียรช่างคิด, คุณนงรัก ธนะสาร, คุณล้อสี บรรพบุรุษครอบครัวธนาพานิชย์ Maria Vanna, Marcellina Marasri Xavier ฟรังซิ สเซเวียร์ จิรวัฒน์ เสวตรวิทย์ และบรรพบุรุษ โดมินิกโก สวัสดิ์, โรซา สมจิตร อู๋สวัสดิ์ ยอแซฟ วินิจ, มารี อา ยิม้ ไชยสมบูรณ์ ยวง บัปติสตา ก๊กเคี้ยง แซ่แพ้, มารี อา กิมฮวย แซ่ ต้ งั คุณพัสพัสษ์ วราเปล่งสิ นทวี มารี อา มยุรีย ์ สายพรหม ยอแซฟ เพียรจิตร ตรั่นวัน, คุณหมู่เอกแก้ว รัตนพิเศษ วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง อา. 30 มี.ค. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ สัตบุรุษวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ทุกท่าน 10.00 น. คุณพ่อ เปโตร ประชาชาติ ปรี ชาวุฒิ มารี อา ปนัดดา นิลกําแหง ดอมินิก ภูวนัย หงษ์แก้ว และครอบครัว คริ สโตเฟอร์ พันธกานต์ บุญเนตร พลเอกวิจิตร, คุณหญิง วิมล กุลละวณิ ชย์ คุณวริ นทร์ เทียมจรัส, คุณนพ, คุณประมวล มารี อา ภาณุมาศ, เทเรซา ชนินทร์ มาศ มารี อ ปนัดดา, มารี อา กรรณิ กา ลี้ยาง 14

ผู้ขอมิสซา วราพร ธนาพานิชย์ พิมพ์ชนก ธนาพานิชย์ ธนพร/จิตรา จิตรา สุ นทรี -

แต่คาํ ตอบของพระเยซูเจ้าคือ “มิใช่ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาทําบาป แต่ เขาเป็ นเช่นนี้กเ็ พือ่ ให้กจิ การของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา” (ยน 9:3) เท่ า กับ ว่ า นั บ จากนี้ ไปเราจะนํ า การตกทุ ก ข์ ไ ด้ ย ากมาผู ก ติ ดไว้ ก ับ บาปกรรมไม่ได้อีกแล้ว !!

2. เพื่อให้กิจการของพระเจ้าปรากฏ กรณีของชายตาบอดแต่กาํ เนิด พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เขาเป็ นเช่นนี้กเ็ พือ่ ให้กจิ การของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา” (ยน 9:3) แปลว่า มนุษย์ตกทุกข์ได้ยากก็เพือ่ พระเจ้าจะมีโอกาสกระทํากิ จการของ พระองค์ในตัวเรา !! ยอห์นเรียกกิจการของพระเจ้าเช่นนี้ว่า “เครือ่ งหมายอัศจรรย์” (ยน 9:16) ซึง่ เป็ นการแสดงออกถึง “ความรัก”, “ความตื้นตันพระทัย” และ “ความเมตตาสงสาร” จาก ก้นบึง้ แห่งหัวใจของพระองค์ (มก 1:41; 6:34) และทุกครัง้ ทีพ่ ระเจ้าทรงกระทํากิจการ ของพระองค์ ผูท้ ร่ี บั ประโยชน์ไปเต็ม ๆ ก็คอื ผูต้ กทุกข์ได้ยากนันเอง ่ สิง่ ทีผ่ ตู้ กทุกข์ได้ยากได้รบั จากกิจการของพระเจ้าคือพระหรรษทานทีห่ ลังไหล ่ มาสู่ตวั เขาอย่างล้นเหลือ ทําให้เขามีพละกําลังเข็มแข็ง สามารถอดทนต่อความทุกข์ยาก ทัง้ ปวงได้อย่างสง่างาม เหมือนทีบ่ รรดามรณสักขีเคยได้รบั และทําให้ท่านเหล่านัน้ ทนรับ ความเจ็บปวดทรมานหรือแม้แต่ความตายเพือ่ ยืนยันความเชือ่ ได้ดว้ ยความปีตยิ นิ ดี ยิง่ ไปกว่านัน้ พระเจ้ายังทรงกระทํากิจการของพระองค์โดยผ่านทาง “เพือ่ น มนุษย์” อย่างเราทุกคนอีกด้วย ทุกครัง้ ทีเ่ ราช่วยเหลือผูต้ กทุกข์ได้ยาก เรากําลังทํากิจการของพระเจ้า เรากําลัง ทําให้แสงสว่างของเราส่องต่อหน้ามนุษย์ เพือ่ คนทัง้ หลายจะได้เห็นกิจการดีของเรา และ สรรเสริญพระบิดาผูส้ ถิตในสวรรค์ (เทียบ มธ 5:16)

3


ในเมือ่ ความช่วยเหลือหลังไหลมาจากทั ่ ง้ พระเจ้าและเพื่อนมนุ ษย์เช่นนี้ เราจะถือ ว่าการตกทุกข์ได้ยากเป็ นผลมาจากบาปหรือเป็ น “เวรกรรม” ของเราได้อย่างไรกัน ?! เราจึงควรเปลีย่ นมุมมองเสียใหม่ว่า การตกทุกข์ได้ยากคือ “การเขน” อันเป็ น ท่อธารแห่งพระหรรษทานทัง้ ปวง !!!

3. ตราบที่ยงั เป็ นกลางวัน ก่ อ นรัก ษาคนตาบอด พระเยซู เ จ้า ตรัส ว่ า “ตราบใดทีย่ งั เป็ น กลางวัน อยู่ เรา ทัง้ หลายต้องทํากิจการของผูท้ ที ่ รงส่งเรามา แต่เมือ่ กลางคืนมาถึง ก็ไม่มใี ครทํางานได้” (ยน 9:4) พระองค์กําลังตรัสเตือนพระองค์เองเพราะ “กางเขน” ใกล้เข้ามาแล้ว “เวลา” ของพระองค์เหลือน้อยแล้ว ! อันที่จริง เราแต่ละคนต่างได้รบั “เวลา” มาจํานวนหนึ่ง เมื่อเวลาหมด เราก็ทํา อะไรไม่ได้ เพราะฉะนัน้ ระหว่างทีย่ งั มีเวลาอยู่ เราต้องทําหน้าทีข่ องเราให้ดที ส่ี ุด อย่า เลือ่ นไปทําพรุง่ นี้ เพราะอาจไม่ม ี “พรุง่ นี้” สําหรับเรา E. D. Starbuck ได้ให้สถิตทิ น่ี ่ าสนใจไว้ในหนังสือ The Psychology of Religion (จิตวิทยาศาสนา) ซึง่ เกีย่ วข้องกับ “เวลา” ของเราดังนี้ โดยทัวไป ่ “การกลับใจ” เริม่ ต้นเมือ่ อายุ 7-8 ขวบ และเพิม่ ขึน้ เรือ่ ย ๆ จนถึงอายุ 10-11 ขวบ จากนัน้ จะเพิม่ ขึน้ อย่างรวดเร็วจนถึงอายุ 16 ขวบ จากอายุ 16 จนถึง 20 ขวบ โอกาสกลับใจจะลดลงแบบชันดิง่ และเมือ่ ถึง 30 ขวบ โอกาสกลับใจแทบไม่มหี รือมีน้อยมาก แปลว่า แม้จะมี “พรุง่ นี้” สําหรับเรา แต่อาจเป็ น “พรุง่ นี้” ทีม่ ดื สลัวอย่างยิง่ ก็ได้ ! ฉะนัน้ เมือ่ พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ตราบทีเ่ รายังอยูใ่ นโลก เราเป็ นแสงสว่างส่องโลก” (ยน 9:5) จึงมิได้หมายความว่า เมือ่ พระองค์ไม่อยู่ในโลก แสงสว่างของพระองค์จะมืดมัว ลง แต่ หมายความว่า ยิ ง่ เราทอดเวลาตัดสิ นใจเลื อกพระองค์ออกไปนานเท่ าใด โอกาสของเรายิ ง่ มืดมนลงเท่านัน้ ! 4

มิสซาสั ปดาห์ ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (ปี A) วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 2014 วัน เดือน ปี รายการมิสซา ส. 29 มี.ค. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ มารี อา ประทุม, คุณสมนึก ใช้สมบุญ และครอบครัว 18.00 น. อันนา สวัสดิ์, เปาโล ศิริ แตงอ่อน และครอบครัว เทเรซา ธนพร อุทศิ แด่ มารี อา สวิน บุตรไทย สตีเฟน จํารู ญ, มารี อา ละมุด เจริ ญพานิช อันนา ทองสุ ข สร้อยสูงเนิน โยเซฟ พันธ์ ประทุมมา นิโคลัส หมัน่ ประทุมเทา อันตน สําเริ ง โกญจนาท ยอแซฟ จอห์น พึ่งผล, คุณสุ ดชนก ชวนิชย์ เปาโลพร, อันนา ละม่อม พึ่งผล ยวง ก๊วย จางเฮง, มารี อา ลิ้ม เง็ก เม้ง ยอแซฟ บรจง ศิริยงค์ ผูล้ ่วงลับครอบครัวเจริ ญพานิช วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง อา. 30 มี.ค. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ 08.00 น. มารี อา เอื้อพันธ์ ศรี เจริ ญ, ครอบครัวศรี เจริ ญ อันโตนีโอ จํารู ญ พรสัจจา คุณยุพิน ศิริพิพฒั น์ และครอบครัว มารี อา มาริ สา เสวตรวิทย์ และครอบครัว คุณวราพร เจนใจ และครอบครัว ครอบครัวเขม้นงาน, ครอบครัวฉัตรวัฒนาสกุล ครอบครัวลิ้มจิตรกร, ครอบครัวเอี่ยมวิศิษฎ์

ผู้ขอมิสซา ธนพร ชุลีพร เริ งจิต เจมส์ เจมส์ เจมส์ อรทัย อรทัย/ธนพร เสวตรวิทย์ คค.ศรี เจริ ญ 13


4. วิธีรกั ษา

กําหนดการเข้าเงียบสัตบุรุษ วันเสาร์ที่ 12 เมษายน 2014 ณ วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ โดย คุณพ่ออันดรูว ์ ประเสริฐ โลหะวิริยศิริ “ความรักไม่มสี นิ้ สุด...” (1 คร 13:8) 08.30-09.00 น. 09.00-09.15 น. 09.15-10.00 น. 10.00-11.30 น. 11.30-12.00 น. 12.00-13.00 น. 13.00-14.30 น. 14.30-15.00 น. 15.00-15.30 น. 15.30-16.00 น. 16.00-17.00 น. 17.00-17.30 น. 17.30-18.00 น. 18.00 น. 12

ลงทะเบียน ตั้งศีลมหาสนิท เฝ้ าศีล เทเซ่ “ความรักไม่มีส้ นิ สุด” และฝึ กจิตภาวนา โดยคุณพ่อประเสริฐ เฝ้ าศีล อาหารเที่ยง (ถือเงียบ) “ความรักไม่มีส้ นิ สุด” และฝึ กจิตภาวนา โดยคุณพ่อประเสริฐ เฝ้ าศีล เดินรูป จิตภาวนา โดยคุณพ่อประเสริฐ พิจารณามโนธรรมและรับศีลอภัยบาป เฝ้ าศีล ทําวัตรเย็น อวยพรศีลมหาสนิท มิสซา

หลังจากเตือนให้ทุกคนเร่งทําสิง่ ทีต่ อ้ งทําในขณะทีย่ งั ทําได้แล้ว “พระองค์ทรงถ่ม พระเขฬะลงบนพื้นผสมกับดิน ป้ายตาคนตาบอด” (ยน 9:6) นี่เป็ นหนึ่งในสองครัง้ ทีพ่ ระเยซูเจ้าทรงใช้ “พระเขฬะ” หรือ “นํ้ าลาย” รักษาโรค อีกครัง้ หนึ่งคือการรักษาคนใบ้และหูหนวกในดินแดนทศบุร ี (มก 7:33) การใช้น้ําลายดูเหมือนจะน่ ารังเกียจและไม่ถูกอนามัย แต่ในสมัยโบราณ การใช้ นํ้ าลายรักษาโรคถือเป็ นเรื่องปกติธรรมดา แม้ทุกวันนี้ หลายคนยังเชื่อว่าหูดรักษาได้ โดยใช้น้ําลายเลีย และเกือบเป็ นสัญชาติญาณของทุกคนทีจ่ ะเอานิ้วจิม้ นํ้าลายในปากเมือ่ โดนไฟลวก นี่คอื “ความสุดยอด” ของพระเยซูเจ้าที่ทรงเลือกวิธรี กั ษาโรคทีผ่ ูค้ นสมัยนัน้ คุ้นเคย เข้าใจ และนิยมใช้กนั เพื่อให้คนไข้มนใจ ั ่ ซึ่งแพทย์ในปจั จุบนั ต่างก็ยอมรับว่า ความมันใจของคนไข้ ่ มผี ลต่อประสิทธิภาพในการรักษาสูงมาก พระองค์ทรงปลุกความหวังและความมันใจ ่ โดยทรงกระทําในสิง่ ทีค่ นตาบอด คาดหวัง ! พระองค์ทรงเป็ นแพทย์ผทู้ รงประสิ ทธิ ภาพสูงสุด ! “คนตาบอดจึงไปล้างตา แล้วกลับมามองเห็น” (ยน 9:7) แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ ประสบความสําเร็จในการชักชวนเพือ่ นบ้านและคนทีเ่ คยรูจ้ กั เขา รวมถึงบรรดาฟาริส ี ให้ เชือ่ ว่าเขาได้รบั การรักษาให้หายจากตาบอดแล้ว กระนัน้ ก็ตาม เขาไม่ยอ่ ท้อทีจ่ ะยืนยัน และประกาศสิง่ ทีพ่ ระเยซูเจ้าได้ทรงกระทําแก่เขา ทุกวันนี้ พระเยซูเจ้ายังทรงกระทํากิจการของพระเจ้า ซึ่งดูเหมือนจะดีและ มหัศจรรย์เกินกว่าจะเป็ นจริงสําหรับคนทีไ่ ม่มคี วามเชื่อ แต่สาํ หรับผูท้ ม่ี คี วามเชื่อ เขาจะได้สมั ผัสกับกิ จการของพระองค์ทุกวัน !

5


5. ปฏิกิริยา หลังการรักษาคนตาบอด เราได้เห็นพฤติกรรมของบุคคลต่าง ๆ อย่างชัดเจน 1. คนตาบอด เขาทนดูความดื้อรัน้ ของพวกฟาริสไี ม่ได้ จึงแย้งแบบ กวน ๆ ว่า “อยากพูดอะไรเกีย่ วกับพระองค์กพ็ ูดไปเถอะ พระองค์เป็ นคนบาปหรือไม่ ฉันไม่รู้ ฉันรูอ้ ย่างเดียวว่า ฉันเคยตาบอด และบัดนี้มองเห็นแล้ว” (เทียบ ยน 9:25) แม้เขาจะอธิบายพระเยซูเจ้าด้วยถ้อยคําสวยหรูตามหลักเทววิทยาให้ ชาวยิวฟงั ไม่ได้ แต่เขาสามารถยืนยันอย่างกล้าหาญว่าพระองค์ได้ทรงกระทําสิง่ ใดแก่ เขาทัง้ ๆ ทีร่ ชู้ ะตากรรมดีวา่ จะต้องถูกขับออกจากศาลาธรรมหากเขายืนอยูข่ า้ งพระองค์ นี่คอื แบบอย่างสําหรับเรา แม้สติปญั ญาของเราจะไม่รเู้ ทววิทยาขัน้ สูง จนอธิบายพระเยซูเจ้าได้อย่างแจ่มแจ้ง แต่เราสามารถรับรูด้ ว้ ยหัวใจของเราว่าพระองค์ ได้ทรงช่วยเหลือวิญญาณของเราอย่างไรบ้าง ? เป็ นการดีกว่าทีจ่ ะรักพระเยซูเจ้า มากกว่ารักทฤษฎีเกีย่ วกับพระองค์ ! 2. บิ ดามารดาของคนตาบอด พวกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับพวกฟาริส ี แต่ ก็ “กลัวชาวยิวซึง่ ตกลงกันแล้วว่า ใครยอมรับว่าพระองค์เป็ นพระคริสตเจ้าจะถูกขับออก จากศาลาธรรม” (ยน 9:22) เพื่อจะรวบรวมเชลยชาวยิวที่กลับจากบาบิโลนให้เป็ นหนึ่งเดียวกัน บรรดาหัวหน้ าและผูอ้ าวุโสจึงออกกฎว่า “ผูใ้ ดไม่มาชุมนุ มกันทีก่ รุงเยรูซาเล็มภายใน สามวัน จะต้องถูกริบทรัพย์สมบัตทิ งั ้ หมด และจะต้องถูกขับไล่ออกจากชุมชน” (เทียบ อสร 10:7-8) การขับ ไล่ อ อกจากชุ ม ชนมี 2 ประเภท ประเภทแรกเป็ น การขับ ไล่ ตลอดชีวติ ซึง่ ถือเป็ นการลงโทษอย่างเปิ ดเผยและมีผลให้บุคคลนัน้ ถูกตัดขาดจากพระ เจ้าและศาลาธรรมตลอดชีวติ อีกประเภทหนึ่งเป็ นการขับไล่ออกจากชุมชนชัวคราวโดย ่ มีกาํ หนดเวลาแน่นอน เช่น หนึ่งเดือน เป็ นต้น แม้หวั หน้าชาวยิวเองก็กลัวกฎเหล็กนี้ ยอห์นเล่าว่า “ยังมีหวั หน้าชาวยิวหลาย คนทีเ่ ชือ่ ในพระองค์ แต่ไม่กล้าแสดงความเชือ่ อย่างเปิ ดเผย เพราะกลัวชาวฟาริส ี เกรง ว่าจะถูกขับไล่ออกจากศาลาธรรม” (ยน 12:42) พระเยซูเจ้าเองก็เคยเตือนศิษย์ของ 6

ใช่หรือไม่ว่า เป็ นเพราะทุกวันนี้มีคนตาบอดตามนัยนี้เต็มไปหมด จึงมีผคู้ น “เดินชน” กันชุลมุนวุ่นวาย ทุกหนแห่ง ทัง้ ในครอบครัว ตามละแวกบ้าน ในที่ทาํ งาน บนท้องถนน หน้าทําเนียบ และในรัฐสภา

การมองให้เลยพ้นตัวเองออกไป คํ านึ งถึ งมุมมองของผูอ้ ื่ นหรือ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเขาเหล่านัน้ จะไม่เป็นผลดี ต่อเขาเท่านัน้ แต่จะ ส่งผลดียอ้ นกลับมาที่ตวั เราด้วย อย่ า งไรก็ ต ามการมองให้เ ลยพ้น ตัว เองออกไป ไม่ไ ด้ห มายความว่ า มองเห็ นแต่ความผิดพลาดของคนอื่น แต่ความผิดพลาดของตัวเองกลับมองไม่ เห็ น หากทําเช่นนั้นก็ ไม่ต่างจากคนตาบอดในนิทานเรื่องนี้ เมื่อถูกคนอื่นมาชน อย่างแรกที่เขาทําก็คือโทษคนอื่นทันที โดยหารูไ้ ม่ว่าเป็ นเพราะโคมของตนดับไป นานแล้ว เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึน้ ใช่หรือไม่ว่าเราชอบโทษคนอื่นมากกว่าที่จะ หันกลับมาดูตวั เอง เวลาพ่อเดินสะดุดของเล่น อย่างแรกที่เขาทําคือตําหนิลกู ว่า เก็บของไม่เป็ นที่ แต่เมือ่ ลูกเดินสะดุดหนังสือที่พ่อวางกองไว้บนพื้น พ่อกลับต่อว่า ลูกว่าเดินซุ่มซ่าม ในโรงเรียนครูก็ทาํ เช่นนี้กับนักเรียน ในที่ทาํ งานเจ้านายก็ ทาํ เช่นนีก้ บั ลูกน้อง ส่วนรัฐมนตรีก็ทาํ เช่นนีก้ บั ข้าราชการ คิดดูก็แปลก เรามักจมอยู่กบั ตัวเองหากเป็ นเรื่องของความต้องการและ ผลประโยชน์ แต่ถา้ เกิดปั ญหาเมื่อใด เรากลับมองไปข้างนอกทันทีว่าเป็ นสาเหตุ มุมมองเช่นนีท้ าํ ให้เรามืดบอดต่อความเป็ นจริง หรือปิ ดกัน้ ไม่ให้เราเห็นความจริง อย่างรอบด้าน ซึ่งก่อผลเสียแก่เราในทีส่ ดุ

ผู ค ้ นจะกระทบกระทั่ ง กัน น้อ ยลง หากเรารูจ้ ั ก มองพ้น ความ ต้อ งการของตน ออกไปรับ รูค้ วามต้อ งการของผู อ้ ่ื น บ้า ง และเมื่ อ มี ความผิ ดพลาด ก็หันมามองที่ ตนเองก่อนที่ จะไปกล่าวโทษผู อ้ ่ื น มอง แบบนี้ดเู ผิน ๆ เหมื อนกับว่าทําให้เราเป็ นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ แท้ท่ี จริง แล้วเป็ นคุณต่อเราในท้ายที่สดุ เพราะเป็ นหลักประกันแห่งความสงบสุข อย่างแท้จริง ซึ่งเราเป็ นผูห้ นึ่งที่ได้รบั อานิสงส์ไปเต็ม ๆ

11


บทความจากนิตยสาร Image โดย ภาวัน

ชายตาบอดไปเยี่ยมเพื่อนสนิท สนทนากันจนคํา่ เมื่อได้เวลากลับบ้าน เจ้าของบ้านยื่น โคมกระดาษให้ชายตาบอด พร้อมจุดเทียนให้เสร็จ “ให้ฉนั ทําไม ฉันไม่ตอ้ งใช้โคมก็เดินกลับบ้านได้” “ฉันรู้ แต่ถา้ แกไม่ถือไว้ คนอื่นก็อาจจะมาเดินชนแก” ชายตาบอดรับโคมแล้วก็ เดินตรงไปที่บา้ น ระหว่างทางปรากฏว่ามีคนมาเดินชนเขา อย่างจัง ชายตาบอดโมโห โวยเสียงดัง “ตาบอดหรือไง ไม่เห็นโคมหรือ ?” “ขอโทษครับ แต่โคมของคุณดับนีค่ รับ” ชายแปลกหน้าตอบ **********

นิ ท านเรื่ อ งนี้ จ บลงโดยไม่ ไ ด้บ อกว่ า ต้อ งการสอนอะไร ดูเ ผิ น ๆ ก็ เหมือนกับประชดประชันคนตาบอด แต่ที่จริงนิทานเรื่องนีอ้ าจกําลังตัง้ คําถามให้ ทุกคนฉุกคิดว่า ชายตาบอดคนนัน้ หมายถึงเราหรือเปล่า? ชายตาบอดมีเหตุผลที่ปฏิเสธโคมของเพื่อน แต่เขาลืมไปว่าถึงแม้โคมไม่ เป็ นประโยชน์กบั เขา แต่ก็เป็ นประโยชน์สาํ หรับคนอื่นทีไ่ ม่ได้ตาบอด เพื่อนจึงเตือน ให้เขานึกถึงคนอื่นด้วย ซึ่งในทีส่ ดุ ก็จะส่งผลดีตอ่ ตัวเขาเอง ใช่หรือไม่ว่าคนเราถ้าคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง ส่วนประโยชน์ของคน อื่นมองไม่เห็น คนนัน้ ก็ไม่ตา่ งจากคนตาบอด นิทานเรื่องนีเ้ ตือนให้เรานึกถึงมุมมองหรือความต้องการของคนอื่นด้วย เมื่อใดที่เรามองจากมุมของตัวอย่างเดียว หรือนึกถึงแต่ความต้องการของตน สถานเดียว ในที่สดุ ก็ตอ้ งเกิดความขัดแย้งระหว่างเรากับผูอ้ ื่น อาจถึงขัน้ ปะทะ กัน ทํานองเดียวกันกับทีค่ นตาบอดอาจถูกคนอื่นเดินมาชนหากไม่ถือโคมไว้ 10

พระองค์เช่นกันว่า “เขาจะขับไล่ทา่ นออกจากศาลาธรรม” (ยน 16:2) จะเห็นว่าพวกฟาริสพี ร้อมทําทุกวิถที าง แม้กระทัง้ ใช้กฎระเบียบทาง ศาสนาอย่างไม่เป็ นธรรมเพือ่ กําจัดพระเยซูเจ้า ! น่ าเสียดายที่บดิ ามารดาของคนตาบอดกลัวที่จะยืนอยู่ขา้ งเดียวกับ พระเยซูเจ้า จึงพลาดโอกาสดี ๆ แบบทีบ่ ุตรชายของพวกเขาได้รบั 3. พวกฟาริ สี ปฏิกริ ยิ าแรกสุดเมื่อเพื่อนบ้านพาคนตาบอดไปพบพวก เขาคือฟนั ธงว่าพระเยซูเจ้า “ไม่ได้มาจากพระเจ้า เขาไม่ถอื วันสับบาโต” (ยน 9:16) พวกฟาริสตี ดั สินว่าพระองค์ “ไม่ได้มาจากพระเจ้า” เพราะไม่ถอื วัน สับบาโตตามทีโ่ มเสสบัญญัตไิ ว้ สําหรับพวกเขา หนทางเดียวในการรับใช้พระเจ้าคือ ปฏิบตั ิตามธรรมบัญญัตอิ ย่างเคร่งครัด และที่รา้ ยไปกว่านัน้ ก็คอื พวกเขาพร้อมจะ ประณามทุกคนทีม่ คี วามคิดเห็นทางศาสนาแตกต่างไปจากพวกเขา เมื่อคนตาบอดไม่เห็นด้วยกับพวกเขาและพูดว่า “เราทัง้ หลายรู้ว่า พระเจ้าไม่ทรงฟงั คนบาป แต่ทรงฟงั ผูท้ ยี ่ ําเกรงพระองค์และปฏิบตั ติ ามพระประสงค์ เท่านัน้ ” พวกเขาจึงจนตรอกและไม่รจู้ ะตอบโต้คนตาบอดอย่างไร (ยน 9:31 เทียบ โยบ 27:9; อสย 1:15; อสค 8:18; สดด 34:15, 66:18, 145:19; สภษ 15:29) ยิง่ ไปกว่านัน้ คนตาบอดยังพูดแทงใจดําพวกเขาอีกว่า “แต่ไหนแต่ไร มา ไม่เคยได้ยนิ เลยว่ามีใครรักษาคนตาบอดแต่กําเนิดให้หายได้ ถ้าเขาไม่ได้มาจาก พระเจ้า เขาก็คงจะทําอะไรไม่ได้” (ยน 9:32-33) เมื่อสถานการณ์เริม่ เอนเอียงไปสู่ขอ้ สรุปว่าพระองค์มาจากพระเจ้า พวกฟาริสจี งึ หาทางออกด้วยการโจมตีคนตาบอด 3.1 พวกเขาทําให้คนตาบอด “สับสน” ด้วยการถามวนไปวนมาว่า “เขาทําอะไรกับท่าน เขารักษาตาของท่านอย่างไร” (ยน 9:15, 26) จนคนตาบอดทนไม่ ไหว ต้องตอกกลับไปเจ็บ ๆ ว่า “ฉันบอกท่านแล้ว แต่ท่านไม่ฟงั ทําไมท่านต้องการฟงั อีกเล่า ท่านต้องการเป็ นศิษย์ของเขาด้วยกระมัง” (ยน 9:27) 3.2 พวกเขา “ดูห มิน่ ” คนตาบอดด้วยการพูดว่า “ท่ า นเกิดมาใน บาปทัง้ ตัว (เพราะตาบอดแต่กาํ เนิด) แล้วยังกล้ามาสังสอนพวกเราอี ่ กหรือ” (ยน 9:34) 7


3.3 ที่สุด พวกเขา “คุก คาม” คนตาบอดด้ว ยการขับ ไล่ อ อกจาก ศาลาธรรม (ยน 9:34) นีค่ อื พฤติกรรมของพวกฟาริส ี ! จริงอยูก่ ารถกเถียงกันเพราะมีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็ นสิง่ ทีด่ ี แต่ เมือ่ ใดทีเ่ ราถกเถียงกันโดยมีเจตนาก่อให้เกิดความสับสน การดูหมิน่ เหยียดหยาม หรือ การคุกคามใด ๆ ก็ตาม เมื่อนัน้ เรากําลังทําให้การถกเถียงกลายเป็ นการต่อสูอ้ นั ขมขืน่ และเป็ นการเปิดเผยให้ผอู้ น่ื รูว้ า่ นํ้าหนักเหตุผลของเรามีมากน้อยเพียงใด ?! และเพราะพฤติกรรมสุดทนของพวกฟาริสนี ้ีเอง พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เรามาในโลกนี้ เ พือ่ พิพ ากษา คนทีม่ องไม่เ ห็น จะได้ม องเห็น ส่ ว นคนทีม่ องเห็น จะ กลายเป็ นคนตาบอด” (ยน 9:39) คํา พูด นี้ ม ิไ ด้ห มายความว่ า พระเยซู เ จ้า จะทรงเป็ น ผู้พ ิพ ากษาด้ว ย พระองค์เอง แต่ หมายความว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ าพระองค์ ตัวเราเองคือ ผู้พพิ ากษาที่จ ะ ตัดสินตนเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์ หากเราไม่เห็นพระองค์น่าสนใจ น่ าชื่นชม น่ า ปรารถนา หรือน่ารัก เรากําลังพิพากษาลงโทษตัวเราเอง ตรงกันข้าม หากเราเห็นพระองค์น่าพิศวง น่ าแสวงหา น่ าติดตาม เรา กําลังตัดสินใจก้าวเดินตามหนทางของพระองค์ อนึ่ง พระองค์ตรัสว่า “คนทีม่ องไม่เห็นจะได้มองเห็น” ก็เพราะคนทีร่ ตู้ วั ว่าไม่เห็นและไม่รู้ จะพยายามขวนขวายทุกวิถที างเพื่อให้ตวั เองมองเห็นชัดเจนขึน้ รู้ มากขึน้ จนว่าดวงตาของเขาเปิดและสติปญั ญาของเขาหยังรู ่ ค้ วามจริงในทีส่ ดุ “ส่วนคนทีม่ องเห็นจะกลายเป็ นคนตาบอด” เพราะเขาคิดว่าตัวเองเห็น และรูแ้ ล้ว จึงปิดหูปิดตาแล้วกลายเป็ นคนตาบอดมืดสนิทจริง ๆ พวกฟาริสอี ้างว่าเห็นและรู้พระคัมภีร์มากกว่า ผู้ใด แต่ เ มื่อบุต รแห่ง มนุษย์เสด็จมา พวกเขากลับไม่รจู้ กั และไม่ฟงั เสียงของพระองค์ นี่คอื “จุดตาย” ทีพ่ วกเขาพิพากษาตัดสินตัวเอง พระองค์จงึ ตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้าท่านทัง้ หลายตาบอดท่านก็ไม่มบี าป แต่ท่านกล่าวว่า ‘เรามองเห็น’ บาปของท่านจึงยังคงอยู”่ (ยน 9:40) 8

6. รางวัล คนตาบอดสัตย์ซ่อื ต่อพระเยซูเจ้ากระทังยอมถู ่ กขับไล่ออกจากศาลาธรรม ด้วย เหตุน้ี พระองค์จงึ เสด็จไปสนทนากับเขา (ยน 9:35) เป็ นพระองค์เองทีเ่ สด็จมาหาผูท้ จี ่ งรักภักดีต่อพระองค์ ! ยิง่ คนตาบอดอยูใ่ กล้ชดิ พระองค์มากเท่าใด พระองค์ยงิ่ เผยแสดงพระองค์แก่เขา มากขึน้ เท่านัน้ ครัง้ แรกทีเ่ พือ่ นบ้านรุมเร้าถามว่า “ตาของท่านหายบอดได้อย่างไร” เขาตอบว่า “คนทีช่ อื ่ เยซูทาํ โคลนป้ายตาของฉัน” (ยน 9:11) ต่อมาเมือ่ พวกฟาริสถี ามว่า “ท่านล่ะ ท่านคิดอย่างไรเกีย่ วกับคนนัน้ ทีเ่ ขาทําให้ ตาของท่านกลับมองเห็น” เขาตอบว่า “คนนัน้ เป็ นประกาศก” (ยน 9:17) ทีส่ ุดเมือ่ พระเยซูเจ้าตรัสถามว่า “ท่านเชือ่ ในบุตรแห่งมนุษย์หรือ” (ยน 9:35) เขาทูลว่า “ข้าพเจ้าเชือ่ พระเจ้าข้า” แล้วกราบลงนมัสการพระองค์ (ยน 9:38) เห็นได้ชดั เจนว่า ยิง่ ใกล้ช ิดและรู้จกั พระเยซูเ จ้ามากเท่าใด เขายิง่ เห็นความ ยิง่ ใหญ่ของพระองค์เพิม่ มากขึน้ เท่านัน้ จากคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ช่อื เยซู กลายเป็ นประกาศก และเป็ นบุตรแห่ง มนุษย์ในทีส่ ดุ นีค่ อื รางวัลอันยิง่ ใหญ่ทสี ่ ดุ !! เพราะเมือได้ ่ เห็นความยิง่ ใหญ่ของพระเยซูเจ้าอย่างนี้แล้ว ยังจะมีหวั ใจดวงใดอีก หรือทีป่ ฏิเสธความรักของพระองค์ !? หากหัวใจของเรายังขาด “รัก” นัน่ เป็ นเพราะเรายังไม่ร้จู กั พระองค์จริ ง !!

9


3.3 ที่สุด พวกเขา “คุก คาม” คนตาบอดด้ว ยการขับ ไล่ อ อกจาก ศาลาธรรม (ยน 9:34) นีค่ อื พฤติกรรมของพวกฟาริส ี ! จริงอยูก่ ารถกเถียงกันเพราะมีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็ นสิง่ ทีด่ ี แต่ เมือ่ ใดทีเ่ ราถกเถียงกันโดยมีเจตนาก่อให้เกิดความสับสน การดูหมิน่ เหยียดหยาม หรือ การคุกคามใด ๆ ก็ตาม เมื่อนัน้ เรากําลังทําให้การถกเถียงกลายเป็ นการต่อสูอ้ นั ขมขืน่ และเป็ นการเปิดเผยให้ผอู้ น่ื รูว้ า่ นํ้าหนักเหตุผลของเรามีมากน้อยเพียงใด ?! และเพราะพฤติกรรมสุดทนของพวกฟาริสนี ้ีเอง พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เรามาในโลกนี้ เ พือ่ พิพ ากษา คนทีม่ องไม่เ ห็น จะได้ม องเห็น ส่ ว นคนทีม่ องเห็น จะ กลายเป็ นคนตาบอด” (ยน 9:39) คํา พูด นี้ ม ิไ ด้ห มายความว่ า พระเยซู เ จ้า จะทรงเป็ น ผู้พ ิพ ากษาด้ว ย พระองค์เอง แต่ หมายความว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ าพระองค์ ตัวเราเองคือ ผู้พพิ ากษาที่จ ะ ตัดสินตนเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์ หากเราไม่เห็นพระองค์น่าสนใจ น่ าชื่นชม น่ า ปรารถนา หรือน่ารัก เรากําลังพิพากษาลงโทษตัวเราเอง ตรงกันข้าม หากเราเห็นพระองค์น่าพิศวง น่ าแสวงหา น่ าติดตาม เรา กําลังตัดสินใจก้าวเดินตามหนทางของพระองค์ อนึ่ง พระองค์ตรัสว่า “คนทีม่ องไม่เห็นจะได้มองเห็น” ก็เพราะคนทีร่ ตู้ วั ว่าไม่เห็นและไม่รู้ จะพยายามขวนขวายทุกวิถที างเพื่อให้ตวั เองมองเห็นชัดเจนขึน้ รู้ มากขึน้ จนว่าดวงตาของเขาเปิดและสติปญั ญาของเขาหยังรู ่ ค้ วามจริงในทีส่ ดุ “ส่วนคนทีม่ องเห็นจะกลายเป็ นคนตาบอด” เพราะเขาคิดว่าตัวเองเห็น และรูแ้ ล้ว จึงปิดหูปิดตาแล้วกลายเป็ นคนตาบอดมืดสนิทจริง ๆ พวกฟาริสอี ้างว่าเห็นและรู้พระคัมภีร์มากกว่า ผู้ใด แต่ เ มื่อบุต รแห่ง มนุษย์เสด็จมา พวกเขากลับไม่รจู้ กั และไม่ฟงั เสียงของพระองค์ นี่คอื “จุดตาย” ทีพ่ วกเขาพิพากษาตัดสินตัวเอง พระองค์จงึ ตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้าท่านทัง้ หลายตาบอดท่านก็ไม่มบี าป แต่ท่านกล่าวว่า ‘เรามองเห็น’ บาปของท่านจึงยังคงอยู”่ (ยน 9:40) 8

6. รางวัล คนตาบอดสัตย์ซ่อื ต่อพระเยซูเจ้ากระทังยอมถู ่ กขับไล่ออกจากศาลาธรรม ด้วย เหตุน้ี พระองค์จงึ เสด็จไปสนทนากับเขา (ยน 9:35) เป็ นพระองค์เองทีเ่ สด็จมาหาผูท้ จี ่ งรักภักดีต่อพระองค์ ! ยิง่ คนตาบอดอยูใ่ กล้ชดิ พระองค์มากเท่าใด พระองค์ยงิ่ เผยแสดงพระองค์แก่เขา มากขึน้ เท่านัน้ ครัง้ แรกทีเ่ พือ่ นบ้านรุมเร้าถามว่า “ตาของท่านหายบอดได้อย่างไร” เขาตอบว่า “คนทีช่ อื ่ เยซูทาํ โคลนป้ายตาของฉัน” (ยน 9:11) ต่อมาเมือ่ พวกฟาริสถี ามว่า “ท่านล่ะ ท่านคิดอย่างไรเกีย่ วกับคนนัน้ ทีเ่ ขาทําให้ ตาของท่านกลับมองเห็น” เขาตอบว่า “คนนัน้ เป็ นประกาศก” (ยน 9:17) ทีส่ ุดเมือ่ พระเยซูเจ้าตรัสถามว่า “ท่านเชือ่ ในบุตรแห่งมนุษย์หรือ” (ยน 9:35) เขาทูลว่า “ข้าพเจ้าเชือ่ พระเจ้าข้า” แล้วกราบลงนมัสการพระองค์ (ยน 9:38) เห็นได้ชดั เจนว่า ยิง่ ใกล้ช ิดและรู้จกั พระเยซูเ จ้ามากเท่าใด เขายิง่ เห็นความ ยิง่ ใหญ่ของพระองค์เพิม่ มากขึน้ เท่านัน้ จากคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ช่อื เยซู กลายเป็ นประกาศก และเป็ นบุตรแห่ง มนุษย์ในทีส่ ดุ นีค่ อื รางวัลอันยิง่ ใหญ่ทสี ่ ดุ !! เพราะเมือได้ ่ เห็นความยิง่ ใหญ่ของพระเยซูเจ้าอย่างนี้แล้ว ยังจะมีหวั ใจดวงใดอีก หรือทีป่ ฏิเสธความรักของพระองค์ !? หากหัวใจของเรายังขาด “รัก” นัน่ เป็ นเพราะเรายังไม่ร้จู กั พระองค์จริ ง !!

9


บทความจากนิตยสาร Image โดย ภาวัน

ชายตาบอดไปเยี่ยมเพื่อนสนิท สนทนากันจนคํา่ เมื่อได้เวลากลับบ้าน เจ้าของบ้านยื่น โคมกระดาษให้ชายตาบอด พร้อมจุดเทียนให้เสร็จ “ให้ฉนั ทําไม ฉันไม่ตอ้ งใช้โคมก็เดินกลับบ้านได้” “ฉันรู้ แต่ถา้ แกไม่ถือไว้ คนอื่นก็อาจจะมาเดินชนแก” ชายตาบอดรับโคมแล้วก็ เดินตรงไปที่บา้ น ระหว่างทางปรากฏว่ามีคนมาเดินชนเขา อย่างจัง ชายตาบอดโมโห โวยเสียงดัง “ตาบอดหรือไง ไม่เห็นโคมหรือ ?” “ขอโทษครับ แต่โคมของคุณดับนีค่ รับ” ชายแปลกหน้าตอบ **********

นิ ท านเรื่ อ งนี้ จ บลงโดยไม่ ไ ด้บ อกว่ า ต้อ งการสอนอะไร ดูเ ผิ น ๆ ก็ เหมือนกับประชดประชันคนตาบอด แต่ที่จริงนิทานเรื่องนีอ้ าจกําลังตัง้ คําถามให้ ทุกคนฉุกคิดว่า ชายตาบอดคนนัน้ หมายถึงเราหรือเปล่า? ชายตาบอดมีเหตุผลที่ปฏิเสธโคมของเพื่อน แต่เขาลืมไปว่าถึงแม้โคมไม่ เป็ นประโยชน์กบั เขา แต่ก็เป็ นประโยชน์สาํ หรับคนอื่นทีไ่ ม่ได้ตาบอด เพื่อนจึงเตือน ให้เขานึกถึงคนอื่นด้วย ซึ่งในทีส่ ดุ ก็จะส่งผลดีตอ่ ตัวเขาเอง ใช่หรือไม่ว่าคนเราถ้าคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง ส่วนประโยชน์ของคน อื่นมองไม่เห็น คนนัน้ ก็ไม่ตา่ งจากคนตาบอด นิทานเรื่องนีเ้ ตือนให้เรานึกถึงมุมมองหรือความต้องการของคนอื่นด้วย เมื่อใดที่เรามองจากมุมของตัวอย่างเดียว หรือนึกถึงแต่ความต้องการของตน สถานเดียว ในที่สดุ ก็ตอ้ งเกิดความขัดแย้งระหว่างเรากับผูอ้ ื่น อาจถึงขัน้ ปะทะ กัน ทํานองเดียวกันกับทีค่ นตาบอดอาจถูกคนอื่นเดินมาชนหากไม่ถือโคมไว้ 10

พระองค์เช่นกันว่า “เขาจะขับไล่ทา่ นออกจากศาลาธรรม” (ยน 16:2) จะเห็นว่าพวกฟาริสพี ร้อมทําทุกวิถที าง แม้กระทัง้ ใช้กฎระเบียบทาง ศาสนาอย่างไม่เป็ นธรรมเพือ่ กําจัดพระเยซูเจ้า ! น่ าเสียดายที่บดิ ามารดาของคนตาบอดกลัวที่จะยืนอยู่ขา้ งเดียวกับ พระเยซูเจ้า จึงพลาดโอกาสดี ๆ แบบทีบ่ ุตรชายของพวกเขาได้รบั 3. พวกฟาริ สี ปฏิกริ ยิ าแรกสุดเมื่อเพื่อนบ้านพาคนตาบอดไปพบพวก เขาคือฟนั ธงว่าพระเยซูเจ้า “ไม่ได้มาจากพระเจ้า เขาไม่ถอื วันสับบาโต” (ยน 9:16) พวกฟาริสตี ดั สินว่าพระองค์ “ไม่ได้มาจากพระเจ้า” เพราะไม่ถอื วัน สับบาโตตามทีโ่ มเสสบัญญัตไิ ว้ สําหรับพวกเขา หนทางเดียวในการรับใช้พระเจ้าคือ ปฏิบตั ิตามธรรมบัญญัตอิ ย่างเคร่งครัด และที่รา้ ยไปกว่านัน้ ก็คอื พวกเขาพร้อมจะ ประณามทุกคนทีม่ คี วามคิดเห็นทางศาสนาแตกต่างไปจากพวกเขา เมื่อคนตาบอดไม่เห็นด้วยกับพวกเขาและพูดว่า “เราทัง้ หลายรู้ว่า พระเจ้าไม่ทรงฟงั คนบาป แต่ทรงฟงั ผูท้ ยี ่ ําเกรงพระองค์และปฏิบตั ติ ามพระประสงค์ เท่านัน้ ” พวกเขาจึงจนตรอกและไม่รจู้ ะตอบโต้คนตาบอดอย่างไร (ยน 9:31 เทียบ โยบ 27:9; อสย 1:15; อสค 8:18; สดด 34:15, 66:18, 145:19; สภษ 15:29) ยิง่ ไปกว่านัน้ คนตาบอดยังพูดแทงใจดําพวกเขาอีกว่า “แต่ไหนแต่ไร มา ไม่เคยได้ยนิ เลยว่ามีใครรักษาคนตาบอดแต่กําเนิดให้หายได้ ถ้าเขาไม่ได้มาจาก พระเจ้า เขาก็คงจะทําอะไรไม่ได้” (ยน 9:32-33) เมื่อสถานการณ์เริม่ เอนเอียงไปสู่ขอ้ สรุปว่าพระองค์มาจากพระเจ้า พวกฟาริสจี งึ หาทางออกด้วยการโจมตีคนตาบอด 3.1 พวกเขาทําให้คนตาบอด “สับสน” ด้วยการถามวนไปวนมาว่า “เขาทําอะไรกับท่าน เขารักษาตาของท่านอย่างไร” (ยน 9:15, 26) จนคนตาบอดทนไม่ ไหว ต้องตอกกลับไปเจ็บ ๆ ว่า “ฉันบอกท่านแล้ว แต่ท่านไม่ฟงั ทําไมท่านต้องการฟงั อีกเล่า ท่านต้องการเป็ นศิษย์ของเขาด้วยกระมัง” (ยน 9:27) 3.2 พวกเขา “ดูห มิน่ ” คนตาบอดด้วยการพูดว่า “ท่ า นเกิดมาใน บาปทัง้ ตัว (เพราะตาบอดแต่กาํ เนิด) แล้วยังกล้ามาสังสอนพวกเราอี ่ กหรือ” (ยน 9:34) 7


5. ปฏิกิริยา หลังการรักษาคนตาบอด เราได้เห็นพฤติกรรมของบุคคลต่าง ๆ อย่างชัดเจน 1. คนตาบอด เขาทนดูความดื้อรัน้ ของพวกฟาริสไี ม่ได้ จึงแย้งแบบ กวน ๆ ว่า “อยากพูดอะไรเกีย่ วกับพระองค์กพ็ ูดไปเถอะ พระองค์เป็ นคนบาปหรือไม่ ฉันไม่รู้ ฉันรูอ้ ย่างเดียวว่า ฉันเคยตาบอด และบัดนี้มองเห็นแล้ว” (เทียบ ยน 9:25) แม้เขาจะอธิบายพระเยซูเจ้าด้วยถ้อยคําสวยหรูตามหลักเทววิทยาให้ ชาวยิวฟงั ไม่ได้ แต่เขาสามารถยืนยันอย่างกล้าหาญว่าพระองค์ได้ทรงกระทําสิง่ ใดแก่ เขาทัง้ ๆ ทีร่ ชู้ ะตากรรมดีวา่ จะต้องถูกขับออกจากศาลาธรรมหากเขายืนอยูข่ า้ งพระองค์ นี่คอื แบบอย่างสําหรับเรา แม้สติปญั ญาของเราจะไม่รเู้ ทววิทยาขัน้ สูง จนอธิบายพระเยซูเจ้าได้อย่างแจ่มแจ้ง แต่เราสามารถรับรูด้ ว้ ยหัวใจของเราว่าพระองค์ ได้ทรงช่วยเหลือวิญญาณของเราอย่างไรบ้าง ? เป็ นการดีกว่าทีจ่ ะรักพระเยซูเจ้า มากกว่ารักทฤษฎีเกีย่ วกับพระองค์ ! 2. บิ ดามารดาของคนตาบอด พวกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับพวกฟาริส ี แต่ ก็ “กลัวชาวยิวซึง่ ตกลงกันแล้วว่า ใครยอมรับว่าพระองค์เป็ นพระคริสตเจ้าจะถูกขับออก จากศาลาธรรม” (ยน 9:22) เพื่อจะรวบรวมเชลยชาวยิวที่กลับจากบาบิโลนให้เป็ นหนึ่งเดียวกัน บรรดาหัวหน้ าและผูอ้ าวุโสจึงออกกฎว่า “ผูใ้ ดไม่มาชุมนุ มกันทีก่ รุงเยรูซาเล็มภายใน สามวัน จะต้องถูกริบทรัพย์สมบัตทิ งั ้ หมด และจะต้องถูกขับไล่ออกจากชุมชน” (เทียบ อสร 10:7-8) การขับ ไล่ อ อกจากชุ ม ชนมี 2 ประเภท ประเภทแรกเป็ น การขับ ไล่ ตลอดชีวติ ซึง่ ถือเป็ นการลงโทษอย่างเปิ ดเผยและมีผลให้บุคคลนัน้ ถูกตัดขาดจากพระ เจ้าและศาลาธรรมตลอดชีวติ อีกประเภทหนึ่งเป็ นการขับไล่ออกจากชุมชนชัวคราวโดย ่ มีกาํ หนดเวลาแน่นอน เช่น หนึ่งเดือน เป็ นต้น แม้หวั หน้าชาวยิวเองก็กลัวกฎเหล็กนี้ ยอห์นเล่าว่า “ยังมีหวั หน้าชาวยิวหลาย คนทีเ่ ชือ่ ในพระองค์ แต่ไม่กล้าแสดงความเชือ่ อย่างเปิ ดเผย เพราะกลัวชาวฟาริส ี เกรง ว่าจะถูกขับไล่ออกจากศาลาธรรม” (ยน 12:42) พระเยซูเจ้าเองก็เคยเตือนศิษย์ของ 6

ใช่หรือไม่ว่า เป็ นเพราะทุกวันนี้มีคนตาบอดตามนัยนี้เต็มไปหมด จึงมีผคู้ น “เดินชน” กันชุลมุนวุ่นวาย ทุกหนแห่ง ทัง้ ในครอบครัว ตามละแวกบ้าน ในที่ทาํ งาน บนท้องถนน หน้าทําเนียบ และในรัฐสภา

การมองให้เลยพ้นตัวเองออกไป คํ านึ งถึ งมุมมองของผูอ้ ื่ นหรือ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเขาเหล่านัน้ จะไม่เป็นผลดี ต่อเขาเท่านัน้ แต่จะ ส่งผลดียอ้ นกลับมาที่ตวั เราด้วย อย่ า งไรก็ ต ามการมองให้เ ลยพ้น ตัว เองออกไป ไม่ไ ด้ห มายความว่ า มองเห็ นแต่ความผิดพลาดของคนอื่น แต่ความผิดพลาดของตัวเองกลับมองไม่ เห็ น หากทําเช่นนั้นก็ ไม่ต่างจากคนตาบอดในนิทานเรื่องนี้ เมื่อถูกคนอื่นมาชน อย่างแรกที่เขาทําก็คือโทษคนอื่นทันที โดยหารูไ้ ม่ว่าเป็ นเพราะโคมของตนดับไป นานแล้ว เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึน้ ใช่หรือไม่ว่าเราชอบโทษคนอื่นมากกว่าที่จะ หันกลับมาดูตวั เอง เวลาพ่อเดินสะดุดของเล่น อย่างแรกที่เขาทําคือตําหนิลกู ว่า เก็บของไม่เป็ นที่ แต่เมือ่ ลูกเดินสะดุดหนังสือที่พ่อวางกองไว้บนพื้น พ่อกลับต่อว่า ลูกว่าเดินซุ่มซ่าม ในโรงเรียนครูก็ทาํ เช่นนี้กับนักเรียน ในที่ทาํ งานเจ้านายก็ ทาํ เช่นนีก้ บั ลูกน้อง ส่วนรัฐมนตรีก็ทาํ เช่นนีก้ บั ข้าราชการ คิดดูก็แปลก เรามักจมอยู่กบั ตัวเองหากเป็ นเรื่องของความต้องการและ ผลประโยชน์ แต่ถา้ เกิดปั ญหาเมื่อใด เรากลับมองไปข้างนอกทันทีว่าเป็ นสาเหตุ มุมมองเช่นนีท้ าํ ให้เรามืดบอดต่อความเป็ นจริง หรือปิ ดกัน้ ไม่ให้เราเห็นความจริง อย่างรอบด้าน ซึ่งก่อผลเสียแก่เราในทีส่ ดุ

ผู ค ้ นจะกระทบกระทั่ ง กัน น้อ ยลง หากเรารูจ้ ั ก มองพ้น ความ ต้อ งการของตน ออกไปรับ รูค้ วามต้อ งการของผู อ้ ่ื น บ้า ง และเมื่ อ มี ความผิ ดพลาด ก็หันมามองที่ ตนเองก่อนที่ จะไปกล่าวโทษผู อ้ ่ื น มอง แบบนี้ดเู ผิน ๆ เหมื อนกับว่าทําให้เราเป็ นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ แท้ท่ี จริง แล้วเป็ นคุณต่อเราในท้ายที่สดุ เพราะเป็ นหลักประกันแห่งความสงบสุข อย่างแท้จริง ซึ่งเราเป็ นผูห้ นึ่งที่ได้รบั อานิสงส์ไปเต็ม ๆ

11


4. วิธีรกั ษา

กําหนดการเข้าเงียบสัตบุรุษ วันเสาร์ที่ 12 เมษายน 2014 ณ วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ โดย คุณพ่ออันดรูว ์ ประเสริฐ โลหะวิริยศิริ “ความรักไม่มสี นิ้ สุด...” (1 คร 13:8) 08.30-09.00 น. 09.00-09.15 น. 09.15-10.00 น. 10.00-11.30 น. 11.30-12.00 น. 12.00-13.00 น. 13.00-14.30 น. 14.30-15.00 น. 15.00-15.30 น. 15.30-16.00 น. 16.00-17.00 น. 17.00-17.30 น. 17.30-18.00 น. 18.00 น. 12

ลงทะเบียน ตั้งศีลมหาสนิท เฝ้ าศีล เทเซ่ “ความรักไม่มีส้ นิ สุด” และฝึ กจิตภาวนา โดยคุณพ่อประเสริฐ เฝ้ าศีล อาหารเที่ยง (ถือเงียบ) “ความรักไม่มีส้ นิ สุด” และฝึ กจิตภาวนา โดยคุณพ่อประเสริฐ เฝ้ าศีล เดินรูป จิตภาวนา โดยคุณพ่อประเสริฐ พิจารณามโนธรรมและรับศีลอภัยบาป เฝ้ าศีล ทําวัตรเย็น อวยพรศีลมหาสนิท มิสซา

หลังจากเตือนให้ทุกคนเร่งทําสิง่ ทีต่ อ้ งทําในขณะทีย่ งั ทําได้แล้ว “พระองค์ทรงถ่ม พระเขฬะลงบนพื้นผสมกับดิน ป้ายตาคนตาบอด” (ยน 9:6) นี่เป็ นหนึ่งในสองครัง้ ทีพ่ ระเยซูเจ้าทรงใช้ “พระเขฬะ” หรือ “นํ้ าลาย” รักษาโรค อีกครัง้ หนึ่งคือการรักษาคนใบ้และหูหนวกในดินแดนทศบุร ี (มก 7:33) การใช้น้ําลายดูเหมือนจะน่ ารังเกียจและไม่ถูกอนามัย แต่ในสมัยโบราณ การใช้ นํ้ าลายรักษาโรคถือเป็ นเรื่องปกติธรรมดา แม้ทุกวันนี้ หลายคนยังเชื่อว่าหูดรักษาได้ โดยใช้น้ําลายเลีย และเกือบเป็ นสัญชาติญาณของทุกคนทีจ่ ะเอานิ้วจิม้ นํ้าลายในปากเมือ่ โดนไฟลวก นี่คอื “ความสุดยอด” ของพระเยซูเจ้าที่ทรงเลือกวิธรี กั ษาโรคทีผ่ ูค้ นสมัยนัน้ คุ้นเคย เข้าใจ และนิยมใช้กนั เพื่อให้คนไข้มนใจ ั ่ ซึ่งแพทย์ในปจั จุบนั ต่างก็ยอมรับว่า ความมันใจของคนไข้ ่ มผี ลต่อประสิทธิภาพในการรักษาสูงมาก พระองค์ทรงปลุกความหวังและความมันใจ ่ โดยทรงกระทําในสิง่ ทีค่ นตาบอด คาดหวัง ! พระองค์ทรงเป็ นแพทย์ผทู้ รงประสิ ทธิ ภาพสูงสุด ! “คนตาบอดจึงไปล้างตา แล้วกลับมามองเห็น” (ยน 9:7) แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ ประสบความสําเร็จในการชักชวนเพือ่ นบ้านและคนทีเ่ คยรูจ้ กั เขา รวมถึงบรรดาฟาริส ี ให้ เชือ่ ว่าเขาได้รบั การรักษาให้หายจากตาบอดแล้ว กระนัน้ ก็ตาม เขาไม่ยอ่ ท้อทีจ่ ะยืนยัน และประกาศสิง่ ทีพ่ ระเยซูเจ้าได้ทรงกระทําแก่เขา ทุกวันนี้ พระเยซูเจ้ายังทรงกระทํากิจการของพระเจ้า ซึ่งดูเหมือนจะดีและ มหัศจรรย์เกินกว่าจะเป็ นจริงสําหรับคนทีไ่ ม่มคี วามเชื่อ แต่สาํ หรับผูท้ ม่ี คี วามเชื่อ เขาจะได้สมั ผัสกับกิ จการของพระองค์ทุกวัน !

5


ในเมือ่ ความช่วยเหลือหลังไหลมาจากทั ่ ง้ พระเจ้าและเพื่อนมนุ ษย์เช่นนี้ เราจะถือ ว่าการตกทุกข์ได้ยากเป็ นผลมาจากบาปหรือเป็ น “เวรกรรม” ของเราได้อย่างไรกัน ?! เราจึงควรเปลีย่ นมุมมองเสียใหม่ว่า การตกทุกข์ได้ยากคือ “การเขน” อันเป็ น ท่อธารแห่งพระหรรษทานทัง้ ปวง !!!

3. ตราบที่ยงั เป็ นกลางวัน ก่ อ นรัก ษาคนตาบอด พระเยซู เ จ้า ตรัส ว่ า “ตราบใดทีย่ งั เป็ น กลางวัน อยู่ เรา ทัง้ หลายต้องทํากิจการของผูท้ ที ่ รงส่งเรามา แต่เมือ่ กลางคืนมาถึง ก็ไม่มใี ครทํางานได้” (ยน 9:4) พระองค์กําลังตรัสเตือนพระองค์เองเพราะ “กางเขน” ใกล้เข้ามาแล้ว “เวลา” ของพระองค์เหลือน้อยแล้ว ! อันที่จริง เราแต่ละคนต่างได้รบั “เวลา” มาจํานวนหนึ่ง เมื่อเวลาหมด เราก็ทํา อะไรไม่ได้ เพราะฉะนัน้ ระหว่างทีย่ งั มีเวลาอยู่ เราต้องทําหน้าทีข่ องเราให้ดที ส่ี ุด อย่า เลือ่ นไปทําพรุง่ นี้ เพราะอาจไม่ม ี “พรุง่ นี้” สําหรับเรา E. D. Starbuck ได้ให้สถิตทิ น่ี ่ าสนใจไว้ในหนังสือ The Psychology of Religion (จิตวิทยาศาสนา) ซึง่ เกีย่ วข้องกับ “เวลา” ของเราดังนี้ โดยทัวไป ่ “การกลับใจ” เริม่ ต้นเมือ่ อายุ 7-8 ขวบ และเพิม่ ขึน้ เรือ่ ย ๆ จนถึงอายุ 10-11 ขวบ จากนัน้ จะเพิม่ ขึน้ อย่างรวดเร็วจนถึงอายุ 16 ขวบ จากอายุ 16 จนถึง 20 ขวบ โอกาสกลับใจจะลดลงแบบชันดิง่ และเมือ่ ถึง 30 ขวบ โอกาสกลับใจแทบไม่มหี รือมีน้อยมาก แปลว่า แม้จะมี “พรุง่ นี้” สําหรับเรา แต่อาจเป็ น “พรุง่ นี้” ทีม่ ดื สลัวอย่างยิง่ ก็ได้ ! ฉะนัน้ เมือ่ พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ตราบทีเ่ รายังอยูใ่ นโลก เราเป็ นแสงสว่างส่องโลก” (ยน 9:5) จึงมิได้หมายความว่า เมือ่ พระองค์ไม่อยู่ในโลก แสงสว่างของพระองค์จะมืดมัว ลง แต่ หมายความว่า ยิ ง่ เราทอดเวลาตัดสิ นใจเลื อกพระองค์ออกไปนานเท่ าใด โอกาสของเรายิ ง่ มืดมนลงเท่านัน้ ! 4

มิสซาสั ปดาห์ ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (ปี A) วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 2014 วัน เดือน ปี รายการมิสซา ส. 29 มี.ค. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ มารี อา ประทุม, คุณสมนึก ใช้สมบุญ และครอบครัว 18.00 น. อันนา สวัสดิ์, เปาโล ศิริ แตงอ่อน และครอบครัว เทเรซา ธนพร อุทศิ แด่ มารี อา สวิน บุตรไทย สตีเฟน จํารู ญ, มารี อา ละมุด เจริ ญพานิช อันนา ทองสุ ข สร้อยสูงเนิน โยเซฟ พันธ์ ประทุมมา นิโคลัส หมัน่ ประทุมเทา อันตน สําเริ ง โกญจนาท ยอแซฟ จอห์น พึ่งผล, คุณสุ ดชนก ชวนิชย์ เปาโลพร, อันนา ละม่อม พึ่งผล ยวง ก๊วย จางเฮง, มารี อา ลิ้ม เง็ก เม้ง ยอแซฟ บรจง ศิริยงค์ ผูล้ ่วงลับครอบครัวเจริ ญพานิช วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง อา. 30 มี.ค. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ 08.00 น. มารี อา เอื้อพันธ์ ศรี เจริ ญ, ครอบครัวศรี เจริ ญ อันโตนีโอ จํารู ญ พรสัจจา คุณยุพิน ศิริพิพฒั น์ และครอบครัว มารี อา มาริ สา เสวตรวิทย์ และครอบครัว คุณวราพร เจนใจ และครอบครัว ครอบครัวเขม้นงาน, ครอบครัวฉัตรวัฒนาสกุล ครอบครัวลิ้มจิตรกร, ครอบครัวเอี่ยมวิศิษฎ์

ผู้ขอมิสซา ธนพร ชุลีพร เริ งจิต เจมส์ เจมส์ เจมส์ อรทัย อรทัย/ธนพร เสวตรวิทย์ คค.ศรี เจริ ญ 13


วัน เดือน ปี รายการมิสซา อา. 30 มี.ค. สุ ขสํ าราญ ครอบครัวรัตนบรรณสกุล, ครอบครัวต่ายแสง 08.00 น. คอบครัวสุ ทธิโอภาส, ทุกครอบครัวในโลก ครอบครัวเตรี ยมวิชานนท์, ครอบครัวเพียรช่างคิด ครอบครัวธนะสาร, ครอบครัวสาธรกิจ อุทศิ แด่ คุณอุย้ นิ้ว แซ่เซี้ ยว, คุณนวลจันทร์, ด.ช.ธงชัย ธนะสาร ยวง บัปติสตา เสมียน สาธรกิจ, มารี อา ฮุยเกียว แซ่โง้ว คุณโถ เพียรช่างคิด, คุณนงรัก ธนะสาร, คุณล้อสี บรรพบุรุษครอบครัวธนาพานิชย์ Maria Vanna, Marcellina Marasri Xavier ฟรังซิ สเซเวียร์ จิรวัฒน์ เสวตรวิทย์ และบรรพบุรุษ โดมินิกโก สวัสดิ์, โรซา สมจิตร อู๋สวัสดิ์ ยอแซฟ วินิจ, มารี อา ยิม้ ไชยสมบูรณ์ ยวง บัปติสตา ก๊กเคี้ยง แซ่แพ้, มารี อา กิมฮวย แซ่ ต้ งั คุณพัสพัสษ์ วราเปล่งสิ นทวี มารี อา มยุรีย ์ สายพรหม ยอแซฟ เพียรจิตร ตรั่นวัน, คุณหมู่เอกแก้ว รัตนพิเศษ วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง อา. 30 มี.ค. สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ สัตบุรุษวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ทุกท่าน 10.00 น. คุณพ่อ เปโตร ประชาชาติ ปรี ชาวุฒิ มารี อา ปนัดดา นิลกําแหง ดอมินิก ภูวนัย หงษ์แก้ว และครอบครัว คริ สโตเฟอร์ พันธกานต์ บุญเนตร พลเอกวิจิตร, คุณหญิง วิมล กุลละวณิ ชย์ คุณวริ นทร์ เทียมจรัส, คุณนพ, คุณประมวล มารี อา ภาณุมาศ, เทเรซา ชนินทร์ มาศ มารี อ ปนัดดา, มารี อา กรรณิ กา ลี้ยาง 14

ผู้ขอมิสซา วราพร ธนาพานิชย์ พิมพ์ชนก ธนาพานิชย์ ธนพร/จิตรา จิตรา สุ นทรี -

แต่คาํ ตอบของพระเยซูเจ้าคือ “มิใช่ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาทําบาป แต่ เขาเป็ นเช่นนี้กเ็ พือ่ ให้กจิ การของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา” (ยน 9:3) เท่ า กับ ว่ า นั บ จากนี้ ไปเราจะนํ า การตกทุ ก ข์ ไ ด้ ย ากมาผู ก ติ ดไว้ ก ับ บาปกรรมไม่ได้อีกแล้ว !!

2. เพื่อให้กิจการของพระเจ้าปรากฏ กรณีของชายตาบอดแต่กาํ เนิด พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เขาเป็ นเช่นนี้กเ็ พือ่ ให้กจิ การของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา” (ยน 9:3) แปลว่า มนุษย์ตกทุกข์ได้ยากก็เพือ่ พระเจ้าจะมีโอกาสกระทํากิ จการของ พระองค์ในตัวเรา !! ยอห์นเรียกกิจการของพระเจ้าเช่นนี้ว่า “เครือ่ งหมายอัศจรรย์” (ยน 9:16) ซึง่ เป็ นการแสดงออกถึง “ความรัก”, “ความตื้นตันพระทัย” และ “ความเมตตาสงสาร” จาก ก้นบึง้ แห่งหัวใจของพระองค์ (มก 1:41; 6:34) และทุกครัง้ ทีพ่ ระเจ้าทรงกระทํากิจการ ของพระองค์ ผูท้ ร่ี บั ประโยชน์ไปเต็ม ๆ ก็คอื ผูต้ กทุกข์ได้ยากนันเอง ่ สิง่ ทีผ่ ตู้ กทุกข์ได้ยากได้รบั จากกิจการของพระเจ้าคือพระหรรษทานทีห่ ลังไหล ่ มาสู่ตวั เขาอย่างล้นเหลือ ทําให้เขามีพละกําลังเข็มแข็ง สามารถอดทนต่อความทุกข์ยาก ทัง้ ปวงได้อย่างสง่างาม เหมือนทีบ่ รรดามรณสักขีเคยได้รบั และทําให้ท่านเหล่านัน้ ทนรับ ความเจ็บปวดทรมานหรือแม้แต่ความตายเพือ่ ยืนยันความเชือ่ ได้ดว้ ยความปีตยิ นิ ดี ยิง่ ไปกว่านัน้ พระเจ้ายังทรงกระทํากิจการของพระองค์โดยผ่านทาง “เพือ่ น มนุษย์” อย่างเราทุกคนอีกด้วย ทุกครัง้ ทีเ่ ราช่วยเหลือผูต้ กทุกข์ได้ยาก เรากําลังทํากิจการของพระเจ้า เรากําลัง ทําให้แสงสว่างของเราส่องต่อหน้ามนุษย์ เพือ่ คนทัง้ หลายจะได้เห็นกิจการดีของเรา และ สรรเสริญพระบิดาผูส้ ถิตในสวรรค์ (เทียบ มธ 5:16)

3


สั ปดาห์ ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

ยน 9:1-41

1. บาปของใคร นีเ่ ป็ นครัง้ เดียวในพระวรสารทีม่ กี ารระบุว่าผูต้ กทุกข์ได้ยากตาบอดตัง้ แต่เกิด ! เมือ่ เห็นชายตาบอดแต่กาํ เนิด บรรดาศิษย์จงึ ทูลถามปญั หาซึง่ ค้างคาใจชาวยิว มานานว่า “พระอาจารย์ ใครทําบาป ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตา บอด” (ยน 9:2) ทีว่ ่าค้างคาใจก็เพราะชาวยิวนําการตกทุกข์ได้ยากไปผูกติดไว้กบั บาป ผูใ้ ดตก ทุกข์ได้ยากก็แปลว่าผูน้ ัน้ ทําบาป แต่เนื่องจากชายตาบอดคนนี้ตกทุกข์ได้ยากตัง้ แต่ เกิด ยังไม่เคยทําบาปมาก่อน จึงเกิดปญั หาว่าจะเอาบาปไปผูกติดไว้กบั ผูใ้ ด ? ชาวยิวถือว่าจะเอาบาปไปผูกติดไว้กบั คนตาบอดเองก็ได้ เพราะพวกเขาเชือ่ ว่า มีบาปก่อนเกิด (ไม่ใช่บาปกําเนิด) นัน่ คือมนุ ษย์รจู้ กั ทําบาปหรือได้รบั อิทธิพลของบาป ตัง้ แต่เป็ นตัวอ่อนในครรภ์มารดาแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่ามีวญ ิ ญาณทัง้ ดีและชัวตั ่ ง้ แต่ สร้างโลก ใครได้วญ ิ ญาณดีตดิ ตัวมาตอนเกิดก็โชคดีไป ใครได้วญ ิ ญาณชัวก็ ่ โชคร้ายไป (เทียบ ปชญ 8:19 - “ข้าพเจ้ามีนิสยั ดีตงั ้ แต่เป็ นเด็ก ได้รบั จิตวิญญาณทีด่ ตี งั ้ แต่กาํ เนิด”) อีกทฤษฎีหนึ่งถือว่าตาบอดแต่กําเนิดเป็ นผลมาจากบาปของบิดามารดา ดังที่ พระยาห์เวห์ตรัสว่า “ท่านต้องไม่กราบไหว้รปู เคารพหรือนมัสการรูปเหล่านัน้ เพราะเรา คือพระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่าน เป็ นพระเจ้าทีไ่ ม่ยอมให้มคี ่แู ข่ง เป็ นพระเจ้าทีล่ งโทษ ความผิดบิดาทีเ่ กลียดชังเราไปถึงลูกหลานจนถึงสามสีช่ วอายุ ั ่ คน แต่เราแสดงความรัก มันคงต่ ่ อผูท้ รี ่ กั เราและปฏิบตั ติ ามบทบัญญัตขิ องเราจนถึงพันชัวอายุ ่ คน” (อพย 20:5-6) 2

อา. 30 มี.ค. สุ ขสํ าราญ มารี อา ธมนธรณ์, เซซี ลีอา ชนันต์ธร หิ รัญนันท์พล ครอบครัวพงศ์พนั ธุ์พฒั น์ 10.00 น. อุทศิ แด่ เซอร์อาเดลา พิศุทธิ์สินธพ มารี อา สวิน บุตรไทย อันนา ทองสุ ข สร้อยสูงเนิน คุณซี ฮวง, มารี อา กิมลี้, แบร์นาแด๊ต นิภา ฟิ ลิป มุ่ยชิม, คุณเช้ง แซ่จึง, คุณเส่ ง แซ่ล้ ี เรนาโต ผดุง สุ ขสยาม, คุณก้านทอง แสงปัญหา มารี อา มักดาเลนา วิระวัลย์ ดวงรัตน์ มารี อา โรซา สมใจ กิจเจริ ญ โรซา ราตรี ลี้ยาง, คุณด้วง อันนา ยีส่ ุ่ น พานิช, คุณสอ ชูสอน คุณวิชยั สายแสง, คุณพัฒนา ทองธิว เปโตร บ้วนฮง เตียวเจริ ญ และบรรพบุรุษ นิโคลัส หมัน่ ประทุมเทา โยเซฟ พันธ์ ประทุมมา ผูล้ ่วงลับครอบครัวจุลละมณฑล ผูล้ ่วงลับครอบครัวลี้ยาง วิญญาณในไฟชําระ และวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึกถึง จ. 31 มี.ค. อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ อ. 1 เม.ย. สุ ขสํ าราญ เทเรซา ฐิติกาญจน์ นิลกําแหง และครอบครัว อุทศิ แด่ อลิซาเบธ อารี สังขพงษ์ พ. 2 เม.ย. สุ ขสํ าราญ เทรซา วรนันท์ รักอารมณ์ และครอบครัว อุทศิ แด่ เปโตร อุทยั ดารุ ทยาน พฤ. 3 เม.ย. สุ ขสํ าราญ มารี อา นภาพร สุ วรรณรัตนศรี อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ ศ. 4 เม.ย. สุ ขสํ าราญ คุณสุ นีวรรณ ตั้งไพฑูลย์สกุล อุทศิ แด่ วิญญาณในไฟชําระ

รุ่ งโรจน์ รุ่ งโรจน์ รุ่ งโรจน์ วิไลวรรณ/อาร์ต

ธนพร มาลินี อมรา มาลินี อมรา มาลินี ธนพร มาลินี ธนพร 15


 วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน ศกนี้ เป็ นวันอาทิตย์ตน้ เดือน o พี่นอ้ งท่านใดประสงค์นาํ บุตรหลานเด็กเล็กอายุไม่ถึง 7 ปี บริ บูรณ์มารับ ศีลล้างบาป โปรดติดต่อสํานักงานวัด o พี่นอ้ งที่ร่วมโครงการ “จิตอาสาหาทุนช่วยผูส้ ู งวัย” และรับกระปุกไปเพื่อ ออมเงินช่วยเหลือผูส้ ู งอายุ โปรดนําส่ งเงินออมงวดแรกที่สาํ นักงานวัด  วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน ศกนี้ ขอเชิ ญพี่น้องร่ วมฟื้ นฟูจิตใจ หัวข้อ “ความรั กไม่ มี สิ้ นสุ ด” (1 คร 13:8) และฝึ กจิตภาวนา โดย คุณพ่อ อันดรู ว์ ประเสริ ฐ โลหะวิริยศิริ ตั้งแต่เวลา 8.30-19.00 น. ณ วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ ผูส้ นใจโปรดลงชื่ อที่สํานัก งานวัด เพื่อความสะดวกในการจัดเตรี ยมอาหารสําหรับทุกท่าน  วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน ศกนี้ เป็ นวันอาทิตย์ใบลาน และตรงกับวันสงกรานต์ o เวลา 9.30 น. ขอเชิญพี่นอ้ งทุกท่านรับใบลานและร่ วมแห่ ใบลานเพื่อระลึก ถึงการเสด็จเข้ากรุ งเยรู ซาเล็มอย่างสง่าของพระเยซูเจ้า ณ ศาลาปี ติการุ ณย์ o หลังมิสซาสาย ขอเชิญร่ วมรดนํ้าขอพรผูส้ ู งอายุ และร่ วมกิจกรรมเล่นนํ้า สงกรานต์ตามแบบประเพณี ไทย ณ ศาลาปี ติการุ ณย์

ฉบับที่ 520 วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 2014

สั ปดาห์ ที่ 4 เทศกาลมหาพรต (ปี A)

มิใช่ ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขาทําบาป แต่ เขาเป็ นเช่ นนีก้ เ็ พือ่ ให้ กจิ การของพระเจ้ าปรากฏในตัวเขา ยน 9:3

16

สารวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2014  

สารวัดฯ วัดแม่พระกุหลาบทิพย์ ลาดพร้าว 124 ฉบับที่ 520 ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2014

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you