Issuu on Google+

ฉบับที่ 495 วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2013

ฉบับที่ 495 วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2013

สั ปดาห์ ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (ปี C)

สั ปดาห์ ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (ปี C)

โปรดเพิม่ ความเชื่อให้ พวกเราเถิด

โปรดเพิม่ ความเชื่อให้ พวกเราเถิด ลก 17:5

ลก 17:5


สั ปดาห์ ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (ปี C) ลก 17:5-10

พระวรสารตอนนี้บอกความจริงแก่เรา 2 ประการ ประการแรกเกีย่ วกับ “พลังของความเชือ่ ” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าท่านมีความเชือ่ เท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้น หม่อนต้นนี้ว่า ‘จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด’ ต้นหม่อนต้นนัน้ ก็จะเชือ่ ฟงั ท่าน” (ลก 17:6) เมล็ด มัส ตาร์ด มีข นาดเล็ก ที่สุด ในบรรดาพัน ธุ์ไม้ท่ีม ีอ ยู่ในพระคัม ภีร์ ส่วนต้นหม่อนเป็ นไม้ยนื ต้นจําพวกไม้พุ่ม ลําต้นใหญ่ มีกงิ่ ก้านมาก ใบใช้เลี้ยง ตัวไหม หากนํ าเมล็ดมัสตาร์ดกับต้นหม่อนมาเทียบขนาดกัน คงเหมือนเอาเรือ บดไปจอดเทียบกับเรือรบ อย่ า งไรก็ ต าม พระองค์ ท รงเลื อ กใช้ พ ั น ธุ์ ไ ม้ ส องชนิ ด ซึ่ ง ไม่ น่ า จะ เทียบเคียงกันได้ เพือ่ ขับเน้น “พลังของความเชือ่ ” ให้เห็นเด่นชัด ลําพังความเชื่อเพีย งน้ อ ยนิ ด เท่ าเมล็ด มัสตาร์ด ก็ส ามารถเคลื่อ นต้น หม่อนซึง่ ใหญ่โตกว่ามากให้ไปขึน้ อยูใ่ นทะเลได้ อนึ่ง การเคลือ่ นต้นหม่อนให้ไปขึน้ ในทะเล เป็ นสํานวนโวหารของชาวยิว และชาวตะวันออกทีน่ ิยมพูดและเขียนให้เห็นจริงเห็นจังมากทีส่ ดุ เท่าทีจ่ ะเป็ นไป ได้ 2

วัน เดือน ปี อา 6 ต.ค. 08.00 น.

อา 6 ต.ค. 10.00 น.

รายการมิสซา ผู้ขอมิสซา อุทศิ แด่ คุณอุย้ นิ้ว แซ่เซี้ ยว, คุณนวลจันทร์ , ด.ช.ธงชัย ธนะสาร ณัฐวรรณ ยวง บัปติสตา เสมียน สาธรกิจ, มารี อา ฮุยเกียว แซ่โง้ว ณัฐวรรณ ผูล้ ่วงลับครอบครัวธนะสารและสาธรกิจ ณัฐวรรณ Maria Wanna, Marcellina Marasri Xavier ยอแซฟ ทิวากร รักคิด และบรรพบุรุษ วิภาวินี ยวง บัปติสตา ก๊กเคี้ยง แซ่แพ้, มารี อา กิมฮวย แซ่ ต้ งั คค.ธนาพานิชย์ บรรพบุรุษครอบครัวธนาพานิชย์ คค.ธนาพานิชย์ วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึ กถึง คค.ธนาพานิชย์ สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ ณัฐวรรณ โมทนาคุณนักบุญเทเรซา, นักบุญอันตน, ณัฐวรรณ นักบุญทั้งหลายและอารักขเทวดา ณัฐวรรณ มารี อา นพรัตน์ แป้ นบางนา คุณวิบูลย์ ติรณะประกิจ มาลินี เทเรซา ฐิติกาญจน์ นิลกําแหง และครอบครัว มาลินี มารี อา วิลาภรณ์ เผ่าบรรจง มาลินี ครอบครัวคุณสัณหพล เหลืองอร่ าม วิไลวรรณ มารี อา สุ รางค์ ซื่อแท้ และญาติมิตร ม.ล. จรัสพันธ์ ชุมสาย ครอบครัวเตียวเจริ ญ วิไลวรรณ ฟี เดส จิตรา ดารุ ทยาน อุทศิ แด่ คุณสุ พรรณ โพธิ จนั ทร์ โทมัส ทวีป ศรัยกิจ อิสอัคร,นาธาน มารี อา บุญจูง ศรัยกิจ อิสอัคร,นาธาน ราฟาแอล เทพอวยพร ศรัยกิจ อิสอัคร,นาธาน มารี อา ดารุ ณี ศรี ภิรมย์ อมรรัตน์ เซซีลีอา ริ นนา ศรี ภิรมย์ อมรรัตน์ 11


มิสซาสั ปดาห์ ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (ปี C) วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2013 วัน เดือน ปี ส. 5 ต.ค. 18.00 น.

อา.6 ต.ค. 08.00 น.

10

รายการมิสซา สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ เปาโล อิทธิพทั ธ์ ศุภวีระชัย มารี อา ประทุม, คุณสมนึก ใช้สมบุญ และครอบครัว อักแนส ชนัญญา บุญโทแสง Taninthon Sae Chiam คุณกิตติวรรณ ชัยวุฒิกรกุล คุณเกียรติศกั ดิ์ ไตรตรึ งษ์ทศั นา และครอบครัว ครอบครัวธนาพานิชย์ อุทศิ แด่ อันตน สําเริ ง โกญจนาท สตีเฟน จํารู ญ, มารี อา ละมุด เจริ ญพานิช ยอแซฟ เสถียร, มารี อา เสาวนีย ์ พงษ์เพิ่มมาศ มารี อา มุ่ยเกียว แซ่แต้ คาทารี นา ริ รินทร์ จิระดํารง ผูล้ ่วงลับครอบครัวเจริ ญพานิช วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ มารี อา เอื้อพันธ์ ศรี เจริ ญ และครอบครัวศรี เจริ ญ มารี อา สุ นีย ์ ไชยเผือก มีคาแอล ชาติชาย, มารี อา สุ รีย ์ ทันตานนท์ คาเบรี ยล ธีรชาติ ทันตานนท์ แอนโทนี ธัญญะ ตันติโกสิ ชฌน์ อันโตนีโอ จํารู ญ พรสัจจา ครอบครัวธนะสาร, สาธรกิจ, รัตนบรรณสกุล ครอบครัวลิ้มจิตรกร, เตรี ยมวิชานนท์, เพียรช่างคิด ครอบครัวเขม้นงาน, สุ ทธิโอภาส, ทุกครอบครัวในโลก

ผู้ขอมิสซา ปราณี อัญชลี นิราวัล อัญชลี เริ งจิต วรัญญ์นิช ปราณี อมรา ณัฐวรรณ คค.ศรี เจริ ญ สุ รีย ์ สุ รีย ์ สุ รีย ์ ณัฐวรรณ ณัฐวรรณ ณัฐวรรณ

คนไทยเองก็ นิ ย มพู ด ทํ า นองนี้ เ หมือ นกัน เช่ น หน้ า บานเป็ น กระด้ ง คอแห้งเป็ นผง ตํานํ้าพริกละลายแม่น้ํา งมเข็มในมหาสมุทร จับเสือมือเปล่า หนัง เหนียวยิงฟนั ไม่เข้า หรือแม้แต่สโลแกน “รักคุณเท่าฟ้า” ของสายการบินแห่งหนึ่ง ก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน เพราะฉะนัน้ ในกรณี น้ีเราจึงไม่จําเป็ นต้องเข้าใจสิง่ ที่พระองค์ตรัสตาม ตัวอักษร แล้วด่วนสรุปว่า เมื่อเชื่อและรับศีลล้างบาปแล้ว เราจะสามารถสังต้ ่ น หม่อนให้ไปขึน้ ในทะเลได้ เพราะประเด็นสําคัญ ที่พ ระองค์ต้องการสอนเราคือ สิ ง่ ที เ่ ป็ นไปไม่ ได้ ย่อมเป็ นไปได้เสมอหากเรา “เชือ่ ” ว่าเป็ นไปได้ แม้ความเชือ่ นัน้ จะน้อยนิดเท่าเมล็ดมัสตาร์ดก็ตาม ! หากเรา “ไม่เชือ่ ” ว่ามนุ ษย์จะมีทางบินได้ ไปดวงจันทร์ได้ ผ่าตัดเปลีย่ น หัว ใจหรือ ไตได้ แน่ น อนว่า สิ่ง เหล่ า นี้ ย่ อ มไม่ ม ีท างเป็ น ไปได้ และจะไม่ ม ีว นั เกิดขึน้ ! ตรงกันข้าม ถ้าเรา “เชื อ่ ” ว่าเราสามารถอบรมเลีย้ งดูบุตรหลานของเรา ให้เป็ นคนดี ทําให้สงั คมของเราปลอดจากยาเสพติด การฉ้อราษฎร์บงั หลวง การ ล่วงละเมิดทางเพศ หรือทําให้สงั คมของเราเป็ นพระอาณาจักรของพระเจ้าและตัว เราเป็ นสมาชิกทีด่ ขี องสังคมได้ แน่นอนว่าสิง่ เหล่านี้ยอ่ มเป็ นไปได้ และจะเกิดขึน้ จริงสักวันหนึง่ ! ทีด่ เี ลิศไปกว่านี้กค็ อื เราคริสตชนไม่เพียงเชื่อมันในตั ่ วเองเท่านัน้ แต่ยงั “เชือ่ มัน” ่ ในองค์พระเยซูเจ้าด้วย เราจึงไม่ถูกปล่อยให้เผชิญหน้ากับสิง่ ท้าทาย ต่าง ๆ ตามลําพัง… เพราะเรามีพ ระเยซู เจ้า ผู้ท รงสรรพานุ ภ าพอยู่ เคีย งข้า งและพร้อ มจะ ช่วยเหลือเราเสมอ นี ค่ ือพลังอันยิ ง่ ใหญ่ของความเชือ่ !

3


ประการทีส่ อง เราจะทวงบุญคุณจากพระเจ้าไม่ได้ ทุกครัง้ ที่ทําความดีหรือประกอบกิจการอันเป็ นบุ ญ กุศล เราจะถือเอา พระเจ้าเป็ น “ลูกหนี้” ของเรา หรือจะเรียกร้องสิทธิใด ๆ จากพระองค์ไม่ได้เป็ น อันขาด ดุจเดียวกับคนใช้ทก่ี ลับจากทุ่งนาหลังเลิกงาน ย่อมไม่อาจเรียกนายเป็ น ลูกหนี้ได้ อีกทัง้ ไม่อาจเรียกร้องสิทธิทจ่ี ะกินอาหารร่วมโต๊ะกับนายได้ และนายก็ไม่จาํ เป็ นต้องขอบใจเขาด้วย เพราะ “คนใช้” ในกรณี น้ี ต รงกับ คํ า กรีก doulos (ดู ล อส) ซึ่ง แปลว่ า “ทาส” และตามกฎหมาย ทาสมีสถานภาพเทียบเท่าสมบัตชิ น้ิ หนึ่งของนาย จึง ต้อ งเป็ น ของนาย โดยนาย และเพื่อ นาย ยี่ส ิบ สี่ช วโมงต่ ั่ อ วัน และเจ็ด วัน ต่ อ สัปดาห์ นันคื ่ อ ทาสต้องรับใช้นายทุกลมหายใจ “นาย” จึงมีสถานภาพเหนือ “ทาส” ชนิดไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย ทุ ก สิ่ง ที่ ท าสกระทํ า เป็ น เพี ย งการปฏิ บ ัติ ต าม “หน้ าที ่” ซึ่ ง ไม่ อ าจ เรียกร้องค่าตอบแทนหรือบุญคุณใด ๆ จากนายได้เลย จริงอยู่ท่ที ุกวันนี้การใช้แรงงานทาสเป็ นสิง่ น่ ารังเกียจและผิดกฎหมาย เพราะคนงานทุกคนย่อมมีสทิ ธิได้รบั ค่าจ้างตามความยุตธิ รรม ดังทีพ่ ระเยซูเจ้า ตรัสว่า “คนงานสมควรทีจ่ ะได้รบั ค่าจ้างของตน” (ลก 10:7) แต่เราจะเรียกร้องค่าจ้างจากพระเจ้าไม่ได้ ! เพราะธรรมชาติ ข องพระเจ้ า นั ้น แตกต่ า งจากมนุ ษย์ ช นิ ด ไม่ อ าจ เทียบเคียงกันเหมือนกรณีของนาย���ับทาสได้เลย พระองค์ทรงเป็ นผูส้ ร้างมนุ ษย์ แต่ “นาย” เป็ นเพียงมนุ ษย์ผซู้ ้อื มนุ ษย์มา เป็ น “ทาส”

4

9


ช่วงสายวันพุธที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็ จพระสันตะปาปา ฟรังซิ ส ทรงออกมาพบปะสัตบุรษุ กว่า 70,000 คนและเป็ นประธานในการเข้าเฝ้ าทัว่ ไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกนั โดยวันนี้ พระสันตะปาปาตรัสสอน ว่า: พระศาสนจักรไม่ใช่สงั คมของคนไม่มบี าป เพราะพระศาสนจักรถูกสร้าง จากคนบาปจํานวนมาก บรรดาพระสงฆ์ ซิสเตอร์ พระสังฆราช พระคาร์ดินลั หรือแม้แต่พระสันตะปาปาเองก็เป็ นคนบาป เมื่อรูต้ วั ว่าเป็ นคนบาปแล้ว ก็จงอย่ากลัวที่จะมุ่งหวังในความศักดิ์สิทธิ์ และเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อความรักของพระเจ้า ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้หมายถึง การแสดงออกแบบพิเศษเหนือธรรมชาติ แต่มนั คือการดําเนินชีวิตประจําวันใน รูปแบบที่มีความเหนือและพิเศษกว่าปกติ กล่าวคือ ดําเนินชีวิตด้วยความรัก ความชืน่ ชมยินดี และความเชือ่

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเรียกร้องค่าจ้างหรือทวงบุญคุณจากพระเจ้าไม่ได้ ก็มไิ ด้หมายความว่าชีวติ ของเราจะสิน้ หวัง เพราะ พระเจ้า ทรงเป็ น “บิ ด าผู้ใจดี ” และเปี ่ย มด้ว ย “ความรัก ” ที ่ พร้อมจะประทานทุกสิง่ แก่เราอยูแ่ ล้ว ! พระองค์จงึ สมควรได้รบั “ความรัก” และ “ความนบนอบเชือ่ ฟั ง” จาก เรามนุษย์เป็ นการตอบแทน เป็ น “ความรัก ” ที่ไม่ทําให้เรานัง่ นับวันและชัวโมงเพื ่ ่อคิดค่าแรงตาม กฎหมาย แต่ทําให้เราทุ่มเทชีวติ และจิตใจทําทุกสิง่ เพื่อพระองค์ผูท้ รงเป็ นที่รกั โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยหรืออามิสสินจ้างใด ๆ

หรือว่าหัวใจของเรา “ขาดรัก” ไปเสียแล้ว ?!

ขอให้เรานึกถึงพระคริสตเจ้า ผูท้ รงมอบพระองค์เองเพื่อพระศาสนจักร นี่คือ การเสี ย สละขั้น สูงสุด พระศาสนจัก รจึ งเปี่ ยมด้ว ยความศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ด ว้ ย เหตุผลใหญ่ๆ 3 ประการ ได้แก่ 1) พระศาสนจัก รคื อ ผูม้ ี ค วามเชื่อ ในพระเจ้า ผูไ้ ม่ เคยจมปลัก อยู่กับ อํานาจของความตายและความชัว่ ร้าย 2) พระศาสนจักรร่วมเป็ นหนึง่ เดียวกับพระเยซูคริสต์ 3) พระศาสนจั ก รได้รั บ การนํา ทางด้ว ยพระจิ ต ผู้ท รงชํา ระเราให้ บริสทุ ธิ์ เปลี่ยนแปลงเรา และฟื้ นฟูเราให้เป็ นคนใหม่ พี่นอ้ งที่รกั พ่อขอยํ้าอีกครัง้ ว่า พระศาสนจักรไม่เคยทอดทิ้งคน บาป แต่พระศาสนจักรเปิดประต ูต้อนรับท ุกคน ดังนัน้ ท ุกคนจะสามารถ พบความอ่ อนโยนของพระเจ้า พบกับพระเมตตาและการให้อภัยของ พระองค์ ขอบคุณข้ อมูลจาก Pope Report 8

5


บทความจากนิตยสาร Image เดือนพฤษภาคม 2556

แดน อาเรียลลี่ นักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมแห่งเอ็ มไอที เขียนเล่าว่า คราวหนึ่งสมาคมผูเ้ กษียณอายุแห่งสหรัฐอเมริกาได้สอบถามทนายความจํานวน หนึ่งว่า พวกเขาสามารถลดค่าบริการให้แก่คนวัยเกษียณที่ยากจนได้ไหม โดยอาจ เหลื อ แค่ ชัว่ โมงละ 30 ดอลลาร์ ทนายความตอบเป็ นเสี ย งเดี ย วกัน ว่ า “ไม่ ได้” แทนที่ผจู้ ัดการโครงการจะท้อถอย เขาเปลี่ยนมาถามทนายความเหล่านัน้ ว่า พวก เขายินดีให้บริการแก่ผยู้ ากไร้วัยเกษียณโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ได้ไหม ปรากฏว่า ทนายส่วนใหญ่ตอบว่า “ได้” อะไรทําให้คาํ ตอบที่ได้ทงั้ สองครัง้ นัน้ แตกต่างกันมาก โดยสามัญสํานึกของ คนทัว่ ไป ขนาดลดค่าบริการ ทนายความยังไม่ยอม แล้วจะยอมทํางานให้ฟรีๆได้ อย่างไร คําอธิบายเรื่องนี้ก็คือ เวลาพูดถึงเรื่องเงิน ทนายความจะนึกถึงบรรทัด ฐานที่ใช้ในทางธุรกิจ ทําให้รสู้ ึกว่า 30 ดอลลาร์นนั้ เป็ นอัตราที่ตาํ่ มาก แต่พอไม่พดู ถึงเรื่องเงินเลย หากเป็ นการขอร้องให้ชว่ ยเหลือคนที่เดือดร้อน ทนายความจะนึกถึง บรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งเน้นเรื่องความเอื้อเฟื้ อเกือ้ กูลกัน จึงตอบตกลงได้งา่ ย คนเราทุกวันนี้เสมือนอยู่ในโลกสองโลกที่ซอ้ นกัน โลกหนึ่งคือโลกที่สัมพันธ์ กันด้วยเงินตรา ใช้เงินเป็ นตัววัดมูลค่า เป็ นโลกแห่งกําไร-ขาดทุน อีกโลกหนึ่งนัน้ เป็ นโลกที่ สั ม พั น ธ์ กั น ด้ว ยนํ้า ใจ ให้ค ุณ ค่ า แก่ ค วามเอื้ อ เฟื้ อเกื้ อ กูล รวมทั้ ง ให้ ความสําคัญแก่คณ ุ ค่าที่เป็ นนามธรรม ประเมินเป็ นตัวเลขไม่ได้ เวลาเราอยู่ในโลก ประเภทแรก เงินทองจะกลายเป็ นเรื่องใหญ่ มีการใช้ “บรรทัดฐานทางตลาด” เป็ น เกณฑ์ แต่เมื่อเราอยู่ในโลกประเภทที่สอง นํา้ ใจจะเป็ นสิ่งสําคัญ “บรรทัดฐานทาง สังคม” จะเป็ นตัวกํากับความคิดและพฤติกรรมของเรา

มี ก ารทดลองกับ คนสามกลุ่ม โดยทุก กลุ่ม ทํากิ จ กรรมอย่ างเดี ย วกัน นัน่ คื อ ลาก วงกลมที่ปรากฏอยู่ดา้ นซ้ายของจอคอมพิวเตอร์ ให้เข้าไปอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมซึ่งอยู่ ด้านขวา เมื่อลากเสร็จวงกลมจะหายไป แล้วจะปรากฏขึน้ ใหม่ที่ดา้ นซ้าย สิ่งที่ทกุ คน ต้องทําก็คือ ลากวงกลมให้เข้าไปในกรอบสี่เหลี่ยมให้มากที่สดุ ภายในเวลาห้านาที กลุ่ม แรกได้รับ เงินห้าดอลลาร์ทันที ที่ เข้าห้องทดลอง กลุ่ม ที่ สองได้แค่ 50 เซ็ นต์ ส่วนกลุ่มที่สามถูกขอร้องให้มาช่วยทํากิจกรรมนี้ โดยไม่มีการพูดถึงเรื่องเงิน เลย ผลที่เกิดขึน้ ก็คือ กลุ่มแรกลากวงกลมได้เฉลี่ย 159 วง ส่วนกลุ่มที่สองลากได้แค่ 101 วงโดยเฉลี่ ย ไม่ น่ า แปลกใจที่ ผ ลออกมาเป็ นเช่ น นั้ น เพราะกลุ่ม ที่ ส องได้ ผลตอบแทนเล็กน้อยมาก แล้วกลุ่มที่สามล่ะ ปรากฏว่าทั้งๆ ที่ทาํ ฟรีแต่ผลงานกลับ ออกมาดีที่สดุ คือ ลากวงกลมได้ 168 วงโดยเฉลี่ย กลุ่มที่สามตัง้ ใจทําเพราะเขาถูกชวนให้ใช้บรรทัดฐานทางสังคม ขณะที่กลุ่มที่ สองไม่ตั้งใจทําเพราะถูกกระตุน้ ให้ใช้บรรทัดฐานทางตลาด จึงรูส้ ึกว่า “ไม่คมุ้ ” ที่จะ ขยันขันแข็งด้วยเงินเพียงแค่ 50 เซ็นต์เท่านัน้ พูดอีกอย่างก็คือ คนเรามีทั้งคุณธรรมและความเห็ นแก่ได้ ถ้าถูกขอร้องไหว้ วานกัน คุณธรรมก็จะออกมานําหน้า จึงพร้อมที่จะช่วยเหลือทัง้ ๆ ที่ไม่ได้อะไร แต่ถา้ ว่าจ้างกัน ความเห็ นแก่ได้ ก็ จะเป็ นใหญ่ จะขยันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ได้มากหรือได้ น้อย ถ้าได้นอ้ ยก็ทาํ อย่างขอไปที

การชักชวนให้คนทําความดี ขยัน เสียสละ ไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่ว่าเรา ดึงเอาคุณ สมบัติส่วนใดของเขาออกมา หรือโน้มน้าวให้เขาใช้บรรทัดฐาน ประเภทใด น่าเสียดายที่ทกุ วันนีเ้ ราถนัดแต่การกระตุน้ ความเห็นแก่ได้ หรือ กระตุน้ ให้ใช้บรรทัดฐานทางตลาด ผูค้ นจึงคิดแต่เรื่องกําไร-ขาดทุน หรือ คุ้ม -ไม่ ค ุ้ม ชนิ ด ที่ วั ด ด้ว ยเงิน ตรา ความเอื้ อ เฟื้ อเกื้ อ กูล รวมทั้ ง ความ ขยันหมัน่ เพียร และความซื่อสัตย์สจุ ริต จึงเจือจางลง

จะเรียกว่าคนเรามีสองมาตรฐานก็ได้ จะใช้มาตรฐานใดก็ขนึ้ อยู่กบั ว่าอีกฝ่ าย มีปฏิสมั พันธ์กบั เราอย่างไร หรือมีอะไรมากระตุน้ ให้เราใช้มาตรฐานประเภทใด เคย 6

7


บทความจากนิตยสาร Image เดือนพฤษภาคม 2556

แดน อาเรียลลี่ นักเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมแห่งเอ็ มไอที เขียนเล่าว่า คราวหนึ่งสมาคมผูเ้ กษียณอายุแห่งสหรัฐอเมริกาได้สอบถามทนายความจํานวน หนึ่งว่า พวกเขาสามารถลดค่าบริการให้แก่คนวัยเกษียณที่ยากจนได้ไหม โดยอาจ เหลื อ แค่ ชัว่ โมงละ 30 ดอลลาร์ ทนายความตอบเป็ นเสี ย งเดี ย วกัน ว่ า “ไม่ ได้” แทนที่ผจู้ ัดการโครงการจะท้อถอย เขาเปลี่ยนมาถามทนายความเหล่านัน้ ว่า พวก เขายินดีให้บริการแก่ผยู้ ากไร้วัยเกษียณโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ได้ไหม ปรากฏว่า ทนายส่วนใหญ่ตอบว่า “ได้” อะไรทํา���ห้คาํ ตอบที่ได้ทงั้ สองครัง้ นัน้ แตกต่างกันมาก โดยสามัญสํานึกของ คนทัว่ ไป ขนาดลดค่าบริการ ทนายความยังไม่ยอม แล้วจะยอมทํางานให้ฟรีๆได้ อย่างไร คําอธิบายเรื่องนี้ก็คือ เวลาพูดถึงเรื่องเงิน ทนายความจะนึกถึงบรรทัด ฐานที่ใช้ในทางธุรกิจ ทําให้รสู้ ึกว่า 30 ดอลลาร์นนั้ เป็ นอัตราที่ตาํ่ มาก แต่พอไม่พดู ถึงเรื่องเงินเลย หากเป็ นการขอร้องให้ชว่ ยเหลือคนที่เดือดร้อน ทนายความจะนึกถึง บรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งเน้นเรื่องความเอื้อเฟื้ อเกือ้ กูลกัน จึงตอบตกลงได้งา่ ย คนเราทุกวันนี้เสมือนอยู่ในโลกสองโลกที่ซอ้ นกัน โลกหนึ่งคือโลกที่สัมพันธ์ กันด้วยเงินตรา ใช้เงินเป็ นตัววัดมูลค่า เป็ นโลกแห่งกําไร-ขาดทุน อีกโลกหนึ่งนัน้ เป็ นโลกที่ สั ม พั น ธ์ กั น ด้ว ยนํ้า ใจ ให้ค ุณ ค่ า แก่ ค วามเอื้ อ เฟื้ อเกื้ อ กูล รวมทั้ ง ให้ ความสําคัญแก่คณ ุ ค่าที่เป็ นนามธรรม ประเมินเป็ นตัวเลขไม่ได้ เวลาเราอยู่ในโลก ประเภทแรก เงินทองจะกลายเป็ นเรื่องใหญ่ มีการใช้ “บรรทัดฐานทางตลาด” เป็ น เกณฑ์ แต่เมื่อเราอยู่ในโลกประเภทที่สอง นํา้ ใจจะเป็ นสิ่งสําคัญ “บรรทัดฐานทาง สังคม” จะเป็ นตัวกํากับความคิดและพฤติกรรมของเรา

มี ก ารทดลองกับ คนสามกลุ่ม โดยทุก กลุ่ม ทํากิ จ กรรมอย่ างเดี ย วกัน นัน่ คื อ ลาก วงกลมที่ปรากฏอยู่ดา้ นซ้ายของจอคอมพิวเตอร์ ให้เข้าไปอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมซึ่งอยู่ ด้านขวา เมื่อลากเสร็จวงกลมจะหายไป แล้วจะปรากฏขึน้ ใหม่ที่ดา้ นซ้าย สิ่งที่ทกุ คน ต้องทําก็คือ ลากวงกลมให้เข้าไปในกรอบสี่เหลี่ยมให้มากที่สดุ ภายในเวลาห้านาที กลุ่ม แรกได้รับ เงินห้าดอลลาร์ทันที ที่ เข้าห้องทดลอง กลุ่ม ที่ สองได้แค่ 50 เซ็ นต์ ส่วนกลุ่มที่สามถูกขอร้องให้มาช่วยทํากิจกรรมนี้ โดยไม่มีการพูดถึงเรื่องเงิน เลย ผลที่เกิดขึน้ ก็คือ กลุ่มแรกลากวงกลมได้เฉลี่ย 159 วง ส่วนกลุ่มที่สองลากได้แค่ 101 วงโดยเฉลี่ ย ไม่ น่ า แปลกใจที่ ผ ลออกมาเป็ นเช่ น นั้ น เพราะกลุ่ม ที่ ส องได้ ผลตอบแทนเล็กน้อยมาก แล้วกลุ่มที่สามล่ะ ปรากฏว่าทั้งๆ ที่ทาํ ฟรีแต่ผลงานกลับ ออกมาดีที่สดุ คือ ลากวงกลมได้ 168 วงโดยเฉลี่ย กลุ่มที่สามตัง้ ใจทําเพราะเขาถูกชวนให้ใช้บรรทัดฐานทางสังคม ขณะที่กลุ่มที่ สองไม่ตั้งใจทําเพราะถูกกระตุน้ ให้ใช้บรรทัดฐานทางตลาด จึงรูส้ ึกว่า “ไม่คมุ้ ” ที่จะ ขยันขันแข็งด้วยเงินเพียงแค่ 50 เซ็นต์เท่านัน้ พูดอีกอย่างก็คือ คนเรามีทั้งคุณธรรมและความเห็ นแก่ได้ ถ้าถูกขอร้องไหว้ วานกัน คุณธรรมก็จะออกมานําหน้า จึงพร้อมที่จะช่วยเหลือทัง้ ๆ ที่ไม่ได้อะไร แต่ถา้ ว่าจ้างกัน ความเห็ นแก่ได้ ก็ จะเป็ นใหญ่ จะขยันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ได้มากหรือได้ น้อย ถ้าได้นอ้ ยก็ทาํ อย่างขอไปที

การชักชวนให้คนทําความดี ขยัน เสียสละ ไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่ว่าเรา ดึงเอาคุณ สมบัติส่วนใดของเขาออกมา หรือโน้มน้าวให้เขาใช้บรรทัดฐาน ประเภทใด น่าเสียดายที่ทกุ วันนีเ้ ราถนัดแต่การกระตุน้ ความเห็นแก่ได้ หรือ กระตุน้ ให้ใช้บรรทัดฐานทางตลาด ผูค้ นจึงคิดแต่เรื่องกําไร-ขาดทุน หรือ คุ้ม -ไม่ ค ุ้ม ชนิ ด ที่ วั ด ด้ว ยเงิน ตรา ความเอื้ อ เฟื้ อเกื้ อ กูล รวมทั้ ง ความ ขยันหมัน่ เพียร และความซื่อสัตย์สจุ ริต จึงเจือจางลง

จะเรียกว่าคนเรามีสองมาตรฐานก็ได้ จะใช้มาตรฐานใดก็ขนึ้ อยู่กบั ว่าอีกฝ่ าย มีปฏิสมั พันธ์กบั เราอย่างไร หรือมีอะไรมากระตุน้ ให้เราใช้มาตรฐานประเภทใด เคย 6

7


ช่วงสายวันพุธที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็ จพระสันตะปาปา ฟรังซิ ส ทรงออกมาพบปะสัตบุรษุ กว่า 70,000 คนและเป็ นประธานในการเข้าเฝ้ าทัว่ ไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกนั โดยวันนี้ พระสันตะปาปาตรัสสอน ว่า: พระศาสนจักรไม่ใช่สงั คมของคนไม่มบี าป เพราะพระศาสนจักรถูกสร้าง จากคนบาปจํานวนมาก บรรดาพระสงฆ์ ซิสเตอร์ พระสังฆราช พระคาร์ดินลั หรือแม้แต่พระสันตะปาปาเองก็เป็ นคนบาป เมื่อรูต้ วั ว่าเป็ นคนบาปแล้ว ก็จงอย่ากลัวที่จะมุ่งหวังในความศักดิ์สิทธิ์ และเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อความรักของพระเจ้า ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้หมายถึง การแสดงออกแบบพิเศษเหนือธรรมชาติ แต่มนั คือการดําเนินชีวิตประจําวันใน รูปแบบที่มีความเหนือและพิเศษกว่าปกติ กล่าวคือ ดําเนินชีวิตด้วยความรัก ความชืน่ ชมยินดี และความเชือ่

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเรียกร้องค่าจ้างหรือทวงบุญคุณจากพระเจ้าไม่ได้ ก็มไิ ด้หมายความว่าชีวติ ของเราจะสิน้ หวัง เพราะ พระเจ้า ทรงเป็ น “บิ ด าผู้ใจดี ” และเปี ่ย มด้ว ย “ความรัก ” ที ่ พร้อมจะประทานทุกสิง่ แก่เราอยูแ่ ล้ว ! พระองค์จงึ สมควรได้รบั “ความรัก” และ “ความนบนอบเชือ่ ฟั ง” จาก เรามนุษย์เป็ นการตอบแทน เป็ น “ความรัก ” ที่ไม่ทําให้เรานัง่ นับวันและชัวโมงเพื ่ ่อคิดค่าแรงตาม กฎหมาย แต่ทําให้เราทุ่มเทชีวติ และจิตใจทําทุกสิง่ เพื่อพระองค์ผูท้ รงเป็ นที่รกั โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยหรืออามิสสินจ้างใด ๆ

หรือว่าหัวใจของเรา “ขาดรัก” ไปเสียแล้ว ?!

ขอให้เรานึกถึงพระคริสตเจ้า ผูท้ รงมอบพระองค์เองเพื่อพระศาสนจักร นี่คือ การเสี ย สละขั้น สูงสุด พระศาสนจัก รจึ งเปี่ ยมด้ว ยความศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ด ว้ ย เหตุผลใหญ่ๆ 3 ประการ ได้แก่ 1) พระศาสนจัก รคื อ ผูม้ ี ค วามเชื่อ ในพระเจ้า ผูไ้ ม่ เคยจมปลัก อยู่กับ อํานาจของความตายและความชัว่ ร้าย 2) พระศาสนจักรร่วมเป็ นหนึง่ เดียวกับพระเยซูคริสต์ 3) พระศาสนจั ก รได้รั บ การนํา ทางด้ว ยพระจิ ต ผู้ท รงชํา ระเราให้ บริสทุ ธิ์ เปลี่ยนแปลงเรา และฟื้ นฟูเราให้เป็ นคนใหม่ พี่นอ้ งที่รกั พ่อขอยํ้าอีกครัง้ ว่า พระศาสนจักรไม่เคยทอดทิ้งคน บาป แต่พระศาสนจักรเปิดประต ูต้อนรับท ุกคน ดังนัน้ ท ุกคนจะสามารถ พบความอ่ อนโยนของพระเจ้า พบกับพระเมตตาและการให้อภัยของ พระองค์ ขอบคุณข้ อมูลจาก Pope Report 8

5


ประการทีส่ อง เราจะทวงบุญคุณจากพระเจ้าไม่ได้ ทุกครัง้ ที่ทําความดีหรือประกอบกิจการอันเป็ นบุ ญ กุศล เราจะถือเอา พระเจ้าเป็ น “ลูกหนี้” ของเรา หรือจะเรียกร้องสิทธิใด ๆ จากพระองค์ไม่ได้เป็ น อันขาด ดุจเดียวกับคนใช้ทก่ี ลับจากทุ่งนาหลังเลิกงาน ย่อมไม่อาจเรียกนายเป็ น ลูกหนี้ได้ อีกทัง้ ไม่อาจเรียกร้องสิทธิทจ่ี ะกินอาหารร่วมโต๊ะกับนายได้ และนายก็ไม่จาํ เป็ นต้องขอบใจเขาด้วย เพราะ “คนใช้” ในกรณี น้ี ต รงกับ คํ า กรีก doulos (ดู ล อส) ซึ่ง แปลว่ า “ทาส” และตามกฎหมาย ทาสมีสถานภาพเทียบเท่าสมบัตชิ น้ิ หนึ่งของนาย จึง ต้อ งเป็ น ของนาย โดยนาย และเพื่อ นาย ยี่ส ิบ สี่ช วโมงต่ ั่ อ วัน และเจ็ด วัน ต่ อ สัปดาห์ นันคื ่ อ ทาสต้องรับใช้นายทุกลมหายใจ “นาย” จึงมีสถานภาพเหนือ “ทาส” ชนิดไม่อาจเปรียบเทียบกันได้เลย ทุ ก สิ่ง ที่ ท าสกระทํ า เป็ น เพี ย งการปฏิ บ ัติ ต าม “หน้ าที ่” ซึ่ ง ไม่ อ าจ เรียกร้องค่าตอบแทนหรือบุญคุณใด ๆ จากนายได้เลย จริงอยู่ท่ที ุกวันนี้การใช้แรงงานทาสเป็ นสิง่ น่ ารังเกียจและผิดกฎหมาย เพราะคนงานทุกคนย่อมมีสทิ ธิได้รบั ค่าจ้างตามความยุตธิ รรม ดังทีพ่ ระเยซูเจ้า ตรัสว่า “คนงานสมควรทีจ่ ะได้รบั ค่าจ้างของตน” (ลก 10:7) แต่เราจะเรียกร้องค่าจ้างจากพระเจ้าไม่ได้ ! เพราะธรรมชาติ ข องพระเจ้ า นั ้น แตกต่ า งจากมนุ ษย์ ช นิ ด ไม่ อ าจ เทียบ���คียงกันเหมือนกรณีของนายกับทาสได้เลย พระองค์ทรงเป็ นผูส้ ร้างมนุ ษย์ แต่ “นาย” เป็ นเพียงมนุ ษย์ผซู้ ้อื มนุ ษย์มา เป็ น “ทาส”

4

9


มิสซาสั ปดาห์ ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (ปี C) วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2013 วัน เดือน ปี ส. 5 ต.ค. 18.00 น.

อา.6 ต.ค. 08.00 น.

10

รายการมิสซา สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ เปาโล อิทธิพทั ธ์ ศุภวีระชัย มารี อา ประทุม, คุณสมนึก ใช้สมบุญ และครอบครัว อักแนส ชนัญญา บุญโทแสง Taninthon Sae Chiam คุณกิตติวรรณ ชัยวุฒิกรกุล คุณเกียรติศกั ดิ์ ไตรตรึ งษ์ทศั นา และครอบครัว ครอบครัวธนาพานิชย์ อุทศิ แด่ อันตน สําเริ ง โกญจนาท สตีเฟน จํารู ญ, มารี อา ละมุด เจริ ญพานิช ยอแซฟ เสถียร, มารี อา เสาวนีย ์ พงษ์เพิ่มมาศ มารี อา มุ่ยเกียว แซ่แต้ คาทารี นา ริ รินทร์ จิระดํารง ผูล้ ่วงลับครอบครัวเจริ ญพานิช วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้า และพระแม่มารี ย ์ มารี อา เอื้อพันธ์ ศรี เจริ ญ และครอบครัวศรี เจริ ญ มารี อา สุ นีย ์ ไชยเผือก มีคาแอล ชาติชาย, มารี อา สุ รีย ์ ทันตานนท์ คาเบรี ยล ธีรชาติ ทันตานนท์ แอนโทนี ธัญญะ ตันติโกสิ ชฌน์ อันโตนีโอ จํารู ญ พรสัจจา ครอบครัวธนะสาร, สาธรกิจ, รัตนบรรณสกุล ครอบครัวลิ้มจิตรกร, เตรี ยมวิชานนท์, เพียรช่างคิด ครอบครัวเขม้นงาน, สุ ทธิโอภาส, ทุกครอบครัวในโลก

ผู้ขอมิสซา ปราณี อัญชลี นิราวัล อัญชลี เริ งจิต วรัญญ์นิช ปราณี อมรา ณัฐวรรณ คค.ศรี เจริ ญ สุ รีย ์ สุ รีย ์ สุ รีย ์ ณัฐวรรณ ณัฐวรรณ ณัฐวรรณ

คนไทยเองก็ นิ ย มพู ด ทํ า นองนี้ เ หมือ นกัน เช่ น หน้ า บานเป็ น กระด้ ง คอแห้งเป็ นผง ตํานํ้าพริกละลายแม่น้ํา งมเข็มในมหาสมุทร จับเสือมือเปล่า หนัง เหนียวยิงฟนั ไม่เข้า หรือแม้แต่สโลแกน “รักคุณเท่าฟ้า” ของสายการบินแห่งหนึ่ง ก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน เพราะฉะนัน้ ในกรณี น้ีเราจึงไม่จําเป็ นต้องเข้าใจสิง่ ที่พระองค์ตรัสตาม ตัวอักษร แล้วด่วนสรุปว่า เมื่อเชื่อและรับศีลล้างบาปแล้ว เราจะสามารถสังต้ ่ น หม่อนให้ไปขึน้ ในทะเลได้ เพราะประเด็นสําคัญ ที่พ ระองค์ต้องการสอนเราคือ สิ ง่ ที เ่ ป็ นไปไม่ ได้ ย่อมเป็ นไปได้เสมอหากเรา “เชือ่ ” ว่าเป็ นไปได้ แม้ความเชือ่ นัน้ จะน้อยนิดเท่าเมล็ดมัสตาร์ดก็ตาม ! หากเรา “ไม่เชือ่ ” ว่ามนุ ษย์จะมีทางบินได้ ไปดวงจันทร์ได้ ผ่าตัดเปลีย่ น หัว ใจหรือ ไตได้ แน่ น อนว่า สิ่ง เหล่ า นี้ ย่ อ มไม่ ม ีท างเป็ น ไปได้ และจะไม่ ม ีว นั เกิดขึน้ ! ตรงกันข้าม ถ้าเรา “เชื อ่ ” ว่าเราสามารถอบรมเลีย้ งดูบุตรหลานของเรา ให้เป็ นคนดี ทําให้สงั คมของเราปลอดจากยาเสพติด การฉ้อราษฎร์บงั หลวง การ ล่วงละเมิดทางเพศ หรือทําให้สงั คมของเราเป็ นพระอาณาจักรของพระเจ้าและตัว เราเป็ นสมาชิกทีด่ ขี องสังคมได้ แน่นอนว่าสิง่ เหล่านี้ยอ่ มเป็ นไปได้ และจะเกิดขึน้ จริงสักวันหนึง่ ! ทีด่ เี ลิศไปกว่านี้กค็ อื เราคริสตชนไม่เพียงเชื่อมันในตั ่ วเองเท่านัน้ แต่ยงั “เชือ่ มัน” ่ ในองค์พระเยซูเจ้าด้วย เราจึงไม่ถูกปล่อยให้เผชิญหน้ากับสิง่ ท้าทาย ต่าง ๆ ตามลําพัง… เพราะเรามีพ ระเยซู เจ้า ผู้ท รงสรรพานุ ภ าพอยู่ เคีย งข้า งและพร้อ มจะ ช่วยเหลือเราเสมอ นี ค่ ือพลังอันยิ ง่ ใหญ่ของความเชือ่ !

3


สั ปดาห์ ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (ปี C) ลก 17:5-10

พระวรสารตอนนี้บอกความจริงแก่เรา 2 ประการ ประการแรกเกีย่ วกับ “พลังของความเชือ่ ” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าท่านมีความเชือ่ เท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้น หม่อนต้นนี้ว่า ‘จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด’ ต้นหม่อนต้นนัน้ ก็จะเชือ่ ฟงั ท่าน” (ลก 17:6) เมล็ด มัส ตาร์ด มีข นาดเล็ก ที่สุด ในบรรดาพัน ธุ์ไม้ท่ีม ีอ ยู่ในพระคัม ภีร์ ส่วนต้นหม่อนเป็ นไม้ยนื ต้นจําพวกไม้พุ่ม ลําต้นใหญ่ มีกงิ่ ก้านมาก ใบใช้เลี้ยง ตัวไหม หากนํ าเมล็ดมัสตาร์ดกับต้นหม่อนมาเทียบขนาดกัน คงเหมือนเอาเรือ บดไปจอดเทียบกับเรือรบ อย่ า งไรก็ ต าม พระองค์ ท รงเลื อ กใช้ พ ั น ธุ์ ไ ม้ ส องชนิ ด ซึ่ ง ไม่ น่ า จะ เทียบเคียงกันได้ เพือ่ ขับเน้น “พลังของความเชือ่ ” ให้เห็นเด่นชัด ลําพังความเชื่อเพีย งน้ อ ยนิ ด เท่ าเมล็ด มัสตาร์ด ก็ส ามารถเคลื่อ นต้น หม่อนซึง่ ใหญ่โตกว่ามากให้ไปขึน้ อยูใ่ นทะเลได้ อนึ่ง การเคลือ่ นต้นหม่อนให้ไปขึน้ ในทะเล เป็ นสํานวนโวหารของชาวยิว และชาวตะวันออกทีน่ ิยมพูดและเขียนให้เห็นจริงเห็นจังมากทีส่ ดุ เท่าทีจ่ ะเป็ นไป ได้ 2

วัน เดือน ปี อา 6 ต.ค. 08.00 น.

อา 6 ต.ค. 10.00 น.

รายการมิสซา ผู้ขอมิสซา อุทศิ แด่ คุณอุย้ นิ้ว แซ่เซี้ ยว, คุณนวลจันทร์ , ด.ช.ธงชัย ธนะสาร ณัฐวรรณ ยวง บัปติสตา เสมียน สาธรกิจ, มารี อา ฮุยเกียว แซ่โง้ว ณัฐวรรณ ผูล้ ่วงลับครอบครัวธนะสารและสาธรกิจ ณัฐวรรณ Maria Wanna, Marcellina Marasri Xavier ยอแซฟ ทิวากร รักคิด และบรรพบุรุษ วิภาวินี ยวง บัปติสตา ก๊กเคี้ยง แซ่แพ้, มารี อา กิมฮวย แซ่ ต้ งั คค.ธนาพานิชย์ บรรพบุรุษครอบครัวธนาพานิชย์ คค.ธนาพานิชย์ วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู้ ดนึ กถึง คค.ธนาพานิชย์ สุ ขสํ าราญ โมทนาคุณพระเจ้าและพระแม่มารี ย ์ ณัฐวรรณ โมทนาคุณนักบุญเทเรซา, นักบุญอันตน, ณัฐวรรณ นักบุญทั้งหลายและอารักขเทวดา ณัฐวรรณ มารี อา นพรัตน์ แป้ นบางนา คุณวิบูลย์ ติรณะประกิจ มาลินี เทเรซา ฐิติกาญจน์ นิลกําแหง และครอบครัว มาลินี มารี อา วิลาภรณ์ เผ่าบรรจง มาลินี ครอบครัวคุณสัณหพล เหลืองอร่ าม วิไลวรรณ มารี อา สุ รางค์ ซื่อแท้ และญาติมิตร ม.ล. จรัสพันธ์ ชุมสาย ครอบครัวเตียวเจริ ญ วิไลวรรณ ฟี เดส จิตรา ดารุ ทยาน อุทศิ แด่ คุณสุ พรรณ โพธิ จนั ทร์ โทมัส ทวีป ศรัยกิจ อิสอัคร,นาธาน มารี อา บุญจูง ศรัยกิจ อิสอัคร,นาธาน ราฟาแอล เทพอวยพร ศรัยกิจ อิสอัคร,นาธาน มารี อา ดารุ ณี ศรี ภิรมย์ อมรรัตน์ เซซีลีอา ริ นนา ศรี ภิรมย์ อมรรัตน์ 11


อา. 6 ต.ค. 10.00 น.

อุทศิ แด่

มารี อา โรซา สมใจ กิจเจริ ญ มารี อา มักดาเลนา วิระวัลย์ ดวงรัตน์ มารี อา ลออ ซื่อแท้ วิญญาณในไฟชําระและวิญญาณที่ไม่มีผใู ้ ดนึกถึง

ลูกหลาน ลูกหลาน -

 ตั้งแต่วนั ที่ 1-31 ตุลาคม ศกนี้ อัครสังฆมณฑลกรุ งเทพฯ รณรงค์สวดสายประคํา 400,000 สาย ในโครงการ “คาทอลิกไทยพร้อมเพรี ยง ไม่สิ้นเสี ยงสายประคํา” ขอเชิญพี่นอ้ งทุกท่านร่ วมกันสวดสายประคํา โดยมีวตั ถุประสงค์ดงั นี้ o เพื่อส่ งเสริ มสิ ทธิของเด็กทารกในครรภ์มารดาที่จะเกิด o เพื่อความสงบสุ ขขของประเทศชาติบา้ นเมือง และสันติภาพของโลก o เพื่อส่ งเสริ มความเชื่อและความสัมพันธ์อนั ดีในสถาบันครอบครัว o เพื่อส่ งเสริ มกระแสเรี ยกการเป็ นพระสงฆ์และนักบวช o เพื่อขอพระแม่มารี ยเ์ พิ่มพูนความเชื่อผ่านทางการสวดสายประคํา โปรดบันทึกจํานวนสายในแบบฟอร์ มที่กาํ หนด จะสวดคนเดียว เป็ นกลุ่ม สวดที่ บ้าน หรื อมาสวดร่ วมกันก่อนมิสซาที่วดั ก็ได้  ทุกวันอาทิตย์ตลอดเดือนตุลาคมนี้ กลุ่มพระเมตตา ขอเชิ ญพี่น้องร่ วมสวดสาย ประคําแม่พระ เพื่อร่ วมรณรงค์โครงการสวดสายประคําฯ และต่อด้วยสวดพระ เมตตา เวลา 12.30 น. ณ วัดน้อย

ฉบับที่ 495 วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2013

สั ปดาห์ ที่ 27 เทศกาลธรรมดา (ปี C)

โปรดเพิม่ ความเชื่อให้ พวกเราเถิด ลก 17:5

12


สารวัดแม่พระกุหลาบทิพย์ ฉบับที่ 495 6 ตุลาคม 2013